ศาสนาพุทธ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศาสนาพุทธ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 26 Aug 2025 04:43:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สุชาติเตรียมประสานจับ ‘พระอลงกต’ ลาสิกขาหลังสอบสวนเสร็จ เผยพระสมเด็จฯ ห่วงวงการสงฆ์แย่ลง เร่งสังคายนา https://thestandard.co/suchart-on-phra-alongkot/ Tue, 26 Aug 2025 04:42:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1111295

วันนี้ (26 สิงหาคม) สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักน […]

The post สุชาติเตรียมประสานจับ ‘พระอลงกต’ ลาสิกขาหลังสอบสวนเสร็จ เผยพระสมเด็จฯ ห่วงวงการสงฆ์แย่ลง เร่งสังคายนา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 สิงหาคม) สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกองบังคับการปราบปรามจับกุมพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า อยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะนี้กำลังขอหลักฐานหมายจับในการดำเนินคดี หรือแจ้งข้อกล่าวหามา เพื่อประกอบการพิจารณาในการลาสิกขาของพระอลงกต ซึ่งเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม (มส.) โดยตามประกาศของ มส. ฉบับเดือนที่ผ่านมา สมัยก่อนจะต้องใช้เวลา เพราะต้องมีคณะสงฆ์สังฆาธิการผู้ปกครองสอบสวน

 

“ตอนนี้หากมีหลักฐานประกอบการพิจารณาว่ามีความผิด มีความเสื่อมเสีย ก็สามารถดำเนินการได้เลย ผมคิดว่าทางเจ้าคณะตำบล หรือเจ้าคณะอำเภอเป็นผู้ดำเนินการ โดยทาง พศ. มีหน้าที่ประสานงานกับ มส. เพื่อแจ้งดำเนินการต่อไป หลังการสอบสวนแล้วคงจะมีการจับหลวงพ่อลาสิกขา” สุชาติ กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากการลาสิกขา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พศ. มีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการใช้เงินวัดหรือไม่ สุชาติกล่าวว่า ตอนนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทางพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ลพบุรี คงจะเข้าไปสะสางปัญหาภายในวัด วันนี้คาดว่าจะมีการแต่งตั้งเจ้าคณะตำบล มารักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

 

ส่วนการสังคายนาพระพุทธศาสนา สุชาติกล่าวว่า ทาง พศ. คงดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่เรื่องของการควบคุมความประพฤติปฏิบัติของสงฆ์เป็นหน้าที่ของ มส. ซึ่งเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ตนได้ไปนั่งพูดคุยกับสมเด็จฯ ที่เป็นกรรมการ มส. แล้ว และคงเริ่มดำเนินการต่อไป ไม่อย่างนั้นวิกฤติทางศาสนาจะแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เริ่มทำอะไร

The post สุชาติเตรียมประสานจับ ‘พระอลงกต’ ลาสิกขาหลังสอบสวนเสร็จ เผยพระสมเด็จฯ ห่วงวงการสงฆ์แย่ลง เร่งสังคายนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือนศรัทธาแดนมังกร! เจ้าอาวาส ‘ซือหย่งซิน’ แห่งวัดเส้าหลิน ถูกสอบสวนข้อหายักยอกทรัพย์-มีสัมพันธ์กับสตรีเพศ https://thestandard.co/shi-yongxin-shaolin-abbot-scandal/ Thu, 31 Jul 2025 04:43:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1102036

วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ซึ่งเป็นอารามหลวงในตำนานอา […]

The post สะเทือนศรัทธาแดนมังกร! เจ้าอาวาส ‘ซือหย่งซิน’ แห่งวัดเส้าหลิน ถูกสอบสวนข้อหายักยอกทรัพย์-มีสัมพันธ์กับสตรีเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ซึ่งเป็นอารามหลวงในตำนานอายุกว่า 1,500 ปี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (27 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า ซือหย่งซิน (Shi Yongxin) เจ้าอาวาส ผู้โด่งดัง และดำรงตำแหน่งมานานหลายทศวรรษ กำลังถูกทางการสอบสวนในข้อหาฉกรรจ์ ทั้งการยักยอกทรัพย์สินและประพฤติผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง

 

ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ข้อกล่าวหาต่อ ซือหย่งซิน วัย 59 ปี ประกอบด้วยการยักยอกเงินทุนและทรัพย์สินของวัด รวมถึงการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างรุนแรงจากการมีสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับสตรีเพศและมีบุตรนอกสมรส

 

ซึ่งหลังจากนั้น สมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การกำกับของรัฐ ก็ได้ออกมาประณามการกระทำของเขาว่า ‘เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรง’ และมีมติให้ถอดถอนสมณศักดิ์ของเขาทันที

 

ข่าวอื้อฉาวนี้ได้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียลของจีน โดยแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ซือหย่งซิน บนแพลตฟอร์ม Weibo มียอดเข้าชมสูงกว่า 860 ล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน

 

ประชาชนจำนวนมากต่างตั้งคำถามด้วยความกังขาว่า “เมื่อ 10 ปีก่อนก็เคยมีคนร้องเรียนเขาแล้ว ใครกันที่คอยปกป้องเขาในตอนนั้น?” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการตรวจสอบและความเชื่อว่าอาจมีการปกปิดความผิดในอดีต

 

ซือหย่งซิน หรือที่สื่อท้องถิ่นขนานนามว่า ‘เจ้าอาวาส CEO’ เป็นที่รู้จักจากวิถีชีวิตที่ขัดกับหลักปฏิบัติของสงฆ์อย่างสิ้นเชิง เขามักปรากฏตัวพร้อมกับ iPhone, เดินทางด้วยรถยนต์หรู (รวมถึงเคยรับรถยนต์มูลค่ากว่า 1 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.55 ล้านบาท จากรัฐบาลท้องถิ่น) และพบปะกับบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ไปจนถึง ทิม คุก ซีอีโอของ Apple

 

ซือหย่งซิน เข้าสู่วัดเส้าหลินตั้งแต่ปี 1981 ขณะอายุเพียง 16 ปี ในช่วงเวลาที่วัดยังยากจนและทรุดโทรม แต่ด้วยความสามารถเชิงบริหาร เขาก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมกิจการของวัดโดยพฤตินัยตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการในปี 1999 และได้เริ่มต้นการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนวัดเส้าหลินไปตลอดกาล

 

ภายใต้การนำของ ซือหย่งซิน วัดเส้าหลินได้ถูกเปลี่ยนโฉมจากสถานปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบให้กลายเป็นอาณาจักร ‘ธุรกิจ’ ที่มีมูลค่ามหาศาล เขาได้นำชื่อเสียงด้านกังฟูมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการจัดการแสดงกังฟูทั่วโลก, ขายสินค้าที่ระลึก และระดมทุนเพื่อสร้างสาขาในต่างประเทศ

 

โดยครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเซ็นเช็คมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 98 ล้านบาท) เพื่อสร้างวัดเส้าหลินสาขาในประเทศออสเตรเลีย

 

แน่นอนว่าแนวทางดังกล่าวได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณของวัดเส้าหลินด้วยลัทธิทุนนิยม แต่ ซือหย่งซิน ก็ได้ออกมาปกป้องแนวทางของตนเองมาโดยตลอด

 

โดยให้เหตุผลว่านี่คือสิ่งจำเป็นเพื่อให้วัดสามารถอยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่และเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาไปในตัว “มันไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมศาสนา แต่ยังช่วยแก้ปัญหาปากท้องของเราด้วย แล้วทำไมถึงจะไม่ชอบล่ะ?” เขาเขียนไว้ในบันทึกความทรงจำ

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซือหย่งซิน ต้องเผชิญข้อกล่าวหา ‘อื้อฉาว’ เช่นนี้ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เขาเคยถูกร้องเรียนในข้อหาที่คล้ายคลึงกันมาแล้ว ทั้งเรื่องการยักยอกเงิน, การมีสัมพันธ์สวาท และการมีบุตรนอกสมรส แต่ท้ายที่สุดแล้วทางการก็ได้สั่งยุติการสอบสวนไปในปี 2017 โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอ

 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรคือชนวนที่ทำให้เกิดการสอบสวนครั้งใหม่นี้ขึ้น แต่มีรายงานจากนิตยสาร Caixin ว่าทางการได้สั่งห้าม ซือหย่งซิน เดินทางออกนอกประเทศหลังจากที่เขากลับมาจากการเดินทางในต่างแดนเมื่อช่วงต้นปี ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาควบคุมการบริหารจัดการภายในวัดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าการสอบสวนครั้งนี้มีความจริงจังกว่าในอดีตมาก

 

ภาพ: Cancan Chu/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สะเทือนศรัทธาแดนมังกร! เจ้าอาวาส ‘ซือหย่งซิน’ แห่งวัดเส้าหลิน ถูกสอบสวนข้อหายักยอกทรัพย์-มีสัมพันธ์กับสตรีเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอง ผบช.ก. เผยมีคดีพระดังอีกรูป สมณศักดิ์สูงกว่าคดีสีกากอล์ฟ พฤติกรรมเข้าข่ายปาราชิก https://thestandard.co/police-new-monk-misconduct-case/ Wed, 16 Jul 2025 09:03:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1097048

วันนี้ (16 กรกฎาคม) พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บ […]

The post รอง ผบช.ก. เผยมีคดีพระดังอีกรูป สมณศักดิ์สูงกว่าคดีสีกากอล์ฟ พฤติกรรมเข้าข่ายปาราชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 กรกฎาคม) พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า นอกเหนือจากคดีสีกากอล์ฟ ที่กำลังเป็นข่าวแล้ว ตำรวจกำลังจะดำเนินคดีกับพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งซึ่งมีสมณศักดิ์สูงกว่าในคดีแรก โดยเชื่อว่าเมื่อเปิดเผยชื่อแล้วประชาชนจะต้องตะลึง เพราะเป็นพระที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก

 

พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวได้รับจากผู้หวังดีที่เข้ามาให้เบาะแสโดยตรง ไม่ได้มาจากศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาฯ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น และไม่เกี่ยวข้องกับคดีสีกากอล์ฟแต่อย่างใด

 

โดยพฤติกรรมของพระรูปนี้เข้าข่ายความผิดปาราชิก โดยอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าเกี่ยวข้องกับสีกาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเป็นธรรม เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

The post รอง ผบช.ก. เผยมีคดีพระดังอีกรูป สมณศักดิ์สูงกว่าคดีสีกากอล์ฟ พฤติกรรมเข้าข่ายปาราชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุชาติ’ มอบนโยบายสำนักพุทธฯ จัดการวิกฤตศรัทธาวงการสงฆ์ สั่งทุกวัดทำบัญชีทรัพย์สินด้วย Big Data เร่งแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ เพิ่มโทษอาญาพระ https://thestandard.co/suhchart-buddhist-reform-big-data/ Wed, 16 Jul 2025 08:11:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1097015

วันนี้ (16 กรกฎาคม) สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักน […]

The post ‘สุชาติ’ มอบนโยบายสำนักพุทธฯ จัดการวิกฤตศรัทธาวงการสงฆ์ สั่งทุกวัดทำบัญชีทรัพย์สินด้วย Big Data เร่งแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ เพิ่มโทษอาญาพระ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 กรกฎาคม) สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังมอบนโยบายแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยยอมรับว่าขณะนี้วงการพุทธศาสนากำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา ซึ่งสำนักพุทธฯ มีหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเรื่องทรัพย์สินและพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่ส่อไปในทางมิชอบ

 

สุชาติเผยว่า ได้มอบนโยบายให้ทุกวัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินและเงินทองอย่างโปร่งใส โดยนำระบบ Big Data เข้ามาใช้ควบคุม และให้รายงานบัญชีต่อสำนักพุทธฯ ทุกเดือน จากเดิมที่กำหนดให้รายงานทุกปี พร้อมทั้งจะประสานกับมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม

 

โดยกำชับว่าวัดต้องมีเงินสดไม่เกิน 100,000 บาท หากมีการตรวจสอบหลังวันที่ 1 ตุลาคมนี้ แล้วพบว่าไม่เป็นไปตามระเบียบ จะถือว่าพระสงฆ์รูปนั้นทำผิดพระธรรมวินัย

 

นอกจากนี้ สุชาติยังได้กำชับให้ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ จังหวัดทั่วประเทศทำงานเชิงรุก หากประชาชนแจ้งเบาะแสพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์แล้วไม่ดำเนินการ จะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมาการทำงานของสำนักพุทธฯ ค่อนข้างหย่อนยาน และจะประเมินผลงานอีกครั้งใน 2-3 เดือนข้างหน้า

 

ในประเด็นการแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า จะเร่งแก้กฎหมาย พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มบทลงโทษทางอาญาแก่ผู้ที่กระทำผิด เช่น การแต่งกายเลียนแบบพระ การอวดอุตริมนุสธรรม และที่สำคัญคือจะเพิ่มโทษทั้งจำคุกและปรับแก่ ‘พระ-สีกา’ ที่กระทำผิดข้อหาเสพเมถุน

 

ด้านอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า จะมีการขึ้นทะเบียนไวยาวัจกร พร้อมกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน เพื่อให้การดูแลทรัพย์สินของวัดเป็นไปอย่างถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาพบว่าบางวัดไม่ได้มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรอย่างถูกต้องตามกฎของมหาเถรสมาคม

 

สุชาติยังได้เน้นย้ำเรื่องการสร้างวัตถุมงคล โดยระบุว่าบางแห่งกลายเป็นช่องทาง ฟอกเงิน ของกลุ่มค้ายาเสพติดและพนันออนไลน์ ดังนั้นจึงเตรียมหารือกับมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการอนุญาตสร้างวัตถุมงคลในอนาคต

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า แม้จะเกิดวิกฤตศรัทธา แต่ขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวในเชิงบวก และอย่าให้การกระทำของพระสงฆ์เพียงส่วนหนึ่งมาทำลายศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดยรวม เพราะพระสงฆ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศาสนาเท่านั้น

The post ‘สุชาติ’ มอบนโยบายสำนักพุทธฯ จัดการวิกฤตศรัทธาวงการสงฆ์ สั่งทุกวัดทำบัญชีทรัพย์สินด้วย Big Data เร่งแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ เพิ่มโทษอาญาพระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 หน่วยเปิดปฏิบัติการ ‘นารีพิฆาตพระ’ จับสีกากอล์ฟ พัวพันฟอกเงิน https://thestandard.co/naree-phikhat-phra-sika-golf/ Tue, 15 Jul 2025 12:38:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1096723

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับ สำนักงานคณะก […]

The post 4 หน่วยเปิดปฏิบัติการ ‘นารีพิฆาตพระ’ จับสีกากอล์ฟ พัวพันฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) แถลงข่าวปฏิบัติการ ‘นารีพิฆาตพระ’

 

โดยสามารถจับกุม วิลาวัลย์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘สีกากอล์ฟ’ อายุ 35 ปี ได้ภายในบ้านพักในจังหวัดนนทบุรี ตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหา สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร

 

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้มีการสืบสวนเชิงรุกหลังพบพฤติกรรมกรรโชกทรัพย์พระสงฆ์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสถาบันศาสนาอย่างรุนแรง

 

การสืบสวนพบว่า วิลาวัลย์ มีพฤติกรรมแบล็กเมลพระสงฆ์หลายรูป โดยอ้างว่ามีความสัมพันธ์และเรียกร้องเงินจำนวนมาก จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า วิลาวัลย์ มีเงินหมุนเวียนสูงถึง 385 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เล่นการพนันออนไลน์

 

พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ได้แบ่งกลุ่มพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม

 

1. กลุ่มที่ร่วมประเวณีและเสพเมถุน: มี 9 รูป ส่วนใหญ่ได้ลาสิกขาไปแล้ว เหลือเพียง 1 รูปคือเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก

2. กลุ่มที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว: มี 3 รูป ซึ่งถือเป็นการผิดวินัยร้ายแรง

3. กลุ่มที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม: อยู่ระหว่างการคัดกรองข้อมูล

 

ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า มีผู้เสียหาย 2 รายที่เข้ามาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ วิลาวัลย์ ได้แก่ อดีต ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตร ในข้อหา ฉ้อโกง และอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรในข้อหา รีดเอาทรัพย์ จากพฤติกรรมข่มขู่ว่าจะเปิดเผยความสัมพันธ์เพื่อเรียกเงิน

 

ภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. ยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งหมายที่จะกวาดล้างและฟื้นฟูศรัทธาให้กับพระพุทธศาสนา โดยเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกหลายคนที่ยังไม่กล้าออกมาแสดงตัว จึงขอเชิญชวนให้เข้ามาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การขยายผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการนัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ เพื่อตรวจสอบข้อมูลพระสงฆ์ทั่วประเทศที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อไป

 

The post 4 หน่วยเปิดปฏิบัติการ ‘นารีพิฆาตพระ’ จับสีกากอล์ฟ พัวพันฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธาร เป็นประธานพิธี 5 ศาสนา มหามงคล เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา https://thestandard.co/paetongtarn-heads-5-religion-event/ Tue, 15 Jul 2025 09:33:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1096643

วันนี้ (15 กรกฎาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรั […]

The post แพทองธาร เป็นประธานพิธี 5 ศาสนา มหามงคล เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 กรกฎาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานจัดพิธีทางศาสนา 5 ศาสนาเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม เพื่อถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

 

ทั้งนี้ กรมการศาสนา ได้ประสานความร่วมมือกับองค์การทางศาสนาทั้ง 15 องค์การ จาก 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ รวมทั้งหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

 

แพทองธารกล่าวว่า การจัดพิธีทางศาสนา มหามงคล 5 ศาสนา ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และพระองค์ ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ มุ่งมั่นในการสืบสานรักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 รวมทั้งทรงอุปถัมภ์และส่งเสริมกิจการทางศาสนาต่างๆ อย่างเสมอภาค และทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป

 

แพทองธารกล่าวอีกว่า พิธีทางศาสมาในครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธา ความสมานฉันท์ และการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวของประชาชนในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทำนุบำรุงศาสนา ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจ สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการยึดมั่นในหลักธรรมทางศาสนา ปฏิบัติตนในทางคุณงามความดี และร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งศรัทธา ความเข้าใจ และความสามัคคีอย่างยั่งยืน

 

The post แพทองธาร เป็นประธานพิธี 5 ศาสนา มหามงคล เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 แนวทางจัดการ บัญชีธนาคารวัด เริ่ม 1 ต.ค. 68 https://thestandard.co/5-ways-temple-finances-info/ Mon, 14 Jul 2025 13:49:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1096384

THE STANDARD ชวนพิจารณา 5 แนวทางจัดการ บัญชีธนาคารวัด เ […]

The post 5 แนวทางจัดการ บัญชีธนาคารวัด เริ่ม 1 ต.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ชวนพิจารณา 5 แนวทางจัดการ บัญชีธนาคารวัด เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

สืบเนื่องจากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุม มส. มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เงินคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด 

 

 

  1. การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ให้เปิดกับธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่วัดตั้งอยู่เท่านั้น

 

  1. ระบุชื่อบัญชีเงินฝากธนาคารว่า ‘เงินของวัด…’ หรือ ‘วัด…’ เท่านั้น ห้ามมีคำว่า โดย…(บุคคลใดบุคคลหนึ่ง) ต่อท้ายชื่อวัด

 

  1. ระบุชื่อผู้ที่มีอำนาจลงนามถอนเงิน หรือสั่งจ่ายเช็ค จากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดอย่างน้อย 3 รูป/คน

 

ประกอบด้วยเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย ไวยาวัจกรที่ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส และบุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร

 

  1. เงื่อนไขในการถอนเงิน หรือสั่งจ่ายเช็ค ให้กำหนดผู้มีอำนาจลงนามจำนวน 2 ใน 3 รูป/คน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามด้วยทุกครั้ง

 

  1. การถอนเงินฝากธนาคารของวัด ให้ใช้การถอนโดยใช้ใบถอนเงินของธนาคาร และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

  • ผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568

The post 5 แนวทางจัดการ บัญชีธนาคารวัด เริ่ม 1 ต.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาเถรฯ สางปมพระผิดวินัย เร่งคัดกรอง-คุ้มครองศรัทธา-ปกป้องพระศาสนา https://thestandard.co/sangha-council-monk-misconduct/ Sun, 13 Jul 2025 11:22:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1095964

วันนี้ (13 กรกฎาคม) เวลา 16.00 น. ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ใ […]

The post มหาเถรฯ สางปมพระผิดวินัย เร่งคัดกรอง-คุ้มครองศรัทธา-ปกป้องพระศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 กรกฎาคม) เวลา 16.00 น. ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ในการประชุมคณะมหาเถรสมาคม ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นการประชุมตามกำหนด โดยปกติจะประชุมทุกวันที่ 10, 20 และ 30 ของทุกเดือน แต่วันนี้เลื่อนประชุมมาจากวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากตรงกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งปกติจะมีคณะกรรมการมหาเถรสมาคม 21 รูปเข้าร่วม โดยต้องมีองค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่งถึงจะประชุมได้ ส่วนการประชุมในวันนี้เป็นการประชุมในวาระทั่วไป รวมถึงกรณีของพระผู้ใหญ่ที่เป็นข่าว โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นคณะกรรมการฯ มาร่วมประชุมด้วย โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง

 

หลังประชุมเสร็จ อินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร รักษาราชการแทน ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้แถลงข่าวถึงแนวทางดำเนินการ กรณีพระภิกษุกระทำผิดและถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัยประเภทครุกาบัติ

 

รศ.ดร.ชัชพล กล่าวว่า โดยการประชุมมหาเถรสมาคม วาระพิเศษ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมมีมติดังนี้

 

1. มหาเถรสมาคม น้อมรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ให้ดำเนินการโดยเร่งด่วน โดยมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ที่มีข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

 

ทั้งนี้ มหาเถรสมาคม มีหน้าที่ธำรงรักษาพระธรรมวินัยและจริยาของคณะสงฆ์ หากความปรากฏว่า รูปใดต้องอาบัติปาราชิก ถือว่าสิ้นสุดความเป็นพระภิกษุทางวินัย และต้องสละสมณเพศตามกฎหมายโดยทันที

 

ส่วนในกรณีที่แม้อาบัติยังไม่ถึงขั้นปาราชิก แต่มีความร้ายแรงรองลงมา เช่น อาบัติสังฆาทิเสสทั้ง 13 ข้อ หากผู้ต้องอาบัตินั้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะพระสังฆาธิการ หรือเป็นผู้ได้รับสมณศักดิ์ เมื่อความปรากฏ หรือกระบวนการนิคหกรรมพิสูจน์แล้วว่าต้องอาบัติดังกล่าว แม้จะยังคงสถานะภิกษุอยู่ ก็ถือว่าเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง มหาเถรสมาคมจะดำเนินการปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกรูป และจะมีมติขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดสมณศักดิ์ต่อไป

 

2. ในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ ตั้งแต่ระดับเจ้าคณะใหญ่ จนถึงเจ้าอาวาส ตลอดจนพระวินัยาธิการ ต้องสำนึกในหน้าที่และทำตามหน้าที่ให้สมกับตำแหน่งที่ดำรงอยู่ โดยให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ทุกระดับ ดำเนินการตรวจสอบ ดูแล และกำกับพฤติกรรมของพระภิกษุในปกครองอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ ตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่ง มติคณะสงฆ์ และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช หากปรากฏพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายละเมิดพระธรรมวินัย ให้เร่งดำเนินการสอบสวนตามกฎมหาเถรสมาคมโดยมิชักช้า แล้วรายงานต่อมหาเถรสมาคมโดยเร็ว

 

3. นโยบาย กรณีพระภิกษุ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัยประเภทครุกาบัติ ดังนี้

 

3.1 กรณีพระภิกษุ กระทำความผิดทางพระธรรมวินัย หากปรากฏว่ามีมูลหรือเข้าข่ายละเมิดพระวินัย ให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ตามลำดับชั้น ออกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินการตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย และเป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคม และพระสังฆาธิการ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 24-27 โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบในการประสานงานและสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

 

3.2 ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่มิใช่เจ้าคณะพระสังฆาธิการตำแหน่งหน้าที่ปกครอง หรือมิใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยกิจการพระพุทธศาสนาและการคณะสงฆ์ แต่พบเห็นพยานหลักฐาน หรือพฤติการณ์ กรณีพระภิกษุกระทำความผิดทางพระธรรมวินัย และมีกุศลเจตนาต่อการปกป้อง คุ้มครองพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ เข้าบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าคณะพระสังฆาธิการ พระวินัยาธิการ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจักได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางพระธรรมวินัย กฎหมาย และกฎมหาเถรสมาคม

 

3.3 ในกรณีที่ยังไม่มีคำพิพากษา การลงโทษตามกระบวนการนิคหกรรม หรือหลักฐานยืนยันความผิดอย่างชัดเจน ทั้งตามกฎหมายบ้านเมืองและพระธรรมวินัย พึงระมัดระวังการให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน ด้วยเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาย่อมถูกสันนิษฐานว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะต้องคำพิพากษา หรือคำตัดสินว่ากระทำความผิด

 

4. ให้เร่งปรับปรุงกลไกการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปอย่างเข้มงวด รวดเร็ว รอบคอบ และรัดกุม โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานหลักระหว่างคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับพระภิกษุ ผู้ถูกกล่าวหา ชอบด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำหน้าที่รับเรื่องราว ประมวลข้อมูล ข้อเท็จจริง พร้อมเสนอแนวทางการดำเนินการต่อมหาเถรสมาคม เพื่อประกอบดำริในการตรากฎหมาย กฎระเบียบ ออกคำสั่ง หรือมีมติ หรือนำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอประทานพระวินิจฉัย

 

5. กระบวนการทั้งปวง ต้องจัดลำดับความสำคัญของการตรากฎหมาย กฎระเบียบ ออกคำสั่ง หรือมีมติ ตามหลักความสำคัญเชิงนโยบาย ดังนี้

 

5.1 หลักพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นหลักการสูงสุดสำหรับวินิจฉัย กรณีพระภิกษุผู้กระทำละเมิดพระวินัย

 

5.2 หลักความยุติธรรม ปราศจากอคติ รอบคอบ รัดกุม รวดเร็ว เป็นอิสระ คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

5.3 หลักการปกครองคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่ง และมติโดยชอบ โดยเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ผู้ปกครองคณะสงฆ์ตามลำดับ สิ้นสุดที่มหาเถรสมาคม และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

 

ทั้งนี้ การปกครองบังคับบัญชาคณะสงฆ์ ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจตามพระธรรมวินัย และกฎหมายเท่านั้น

 

5.4 หลักการบังคับใช้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่ง และมติ อันเป็นส่วนปกครองคณะสงฆ์ อย่างเข้มงวดจริงจังต่อผู้ละเมิดพระวินัย โดยได้ดุลยภาพกับการปกป้อง คุ้มครองผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ถูกสันนิษฐานว่ายังบริสุทธิ์ มิให้ได้รับผลร้ายจากกระบวนการอันมิชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่ง และมติคณะสงฆ์ อีกทั้งความเสียหายจากกระแสข้อมูลข่าวสารอันคลาดเคลื่อน

 

6. แนวทางการทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบของคณะสงฆ์ ว่าด้วยการกระทำผิดพระธรรมวินัยประเภทครุกาบัติ มหาเถรสมาคมเห็นควร ขอประทานพระวินิจฉัยสมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาโปรดให้แต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนาขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีหน้าที่ศึกษาและทบทวนกฎมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้องกับนิคหกรรม อำนาจตามกฎหมายของพระสังฆาธิการ พระวินยาธิการ และข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

ขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน แนวทางการสื่อสารกับสาธารณชน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพระภิกษุ ผู้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา หรือถูกสันนิษฐานว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมถึงแนวทางบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย

The post มหาเถรฯ สางปมพระผิดวินัย เร่งคัดกรอง-คุ้มครองศรัทธา-ปกป้องพระศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. ศาสนาฯ เตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงกรณี ‘สีกากอล์ฟ’ พร้อมหาแนวทางคุ้มครองพระดีและป้องกันปัญหาในระยะยาว https://thestandard.co/religious-panel-lady-golf-case/ Thu, 10 Jul 2025 06:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1095111

วันนี้ (10 กรกฎาคม) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศาสนา คุณธรรม […]

The post กมธ. ศาสนาฯ เตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงกรณี ‘สีกากอล์ฟ’ พร้อมหาแนวทางคุ้มครองพระดีและป้องกันปัญหาในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 กรกฎาคม) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงกรณี สีกากอล์ฟ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

 

อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะเลขากรรมาธิการศาสนาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี สีกากอล์ฟ ว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรง

 

เน้นย้ำว่า ควรมีแนวทางในการควบคุมพระวินัยอย่างเข้มข้นและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบทบาทของ มหาเถรสมาคม และหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการของสงฆ์ ต้องมีความชัดเจนและโปร่งใส พร้อมกันนี้ การดำเนินการใด ๆ จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพระภิกษุที่บริสุทธิ์

 

“เราต้องคุ้มครองพระดี ไม่ให้ถูกเหมารวมจากภาพลบที่เกิดขึ้น” อัจฉรพรรณ กล่าว

 

อัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์หน้า ทาง กมธ.ศาสนาฯ จะมีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และจะมีการพิจารณาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือให้ข้อมูลต่อไป เพราะถือว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ

 

กมธ. ไม่เห็นด้วยกับการกระทำใด ๆ ที่บ่อนทำลายศรัทธาของประชาชนต่อพระพุทธศาสนา และจะไม่ยินยอมให้พระชั้นผู้ใหญ่หรือพระภิกษุที่เปรียบเสมือนร่มเงาของธรรม ต้องถูกเหมารวมเพราะพฤติกรรมของแค่บางคน

 

อัจฉรพรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกระทำของพระบางรูปทำให้เกิดภาพเหมารวม ส่งผลให้พระภิกษุที่ตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ต้องได้รับความเสียหายไปด้วย เนื่องจากบทบาทของพระสงฆ์ถือเป็นเสาหลักทางจิตใจของคนในสังคมไทย

 

ดังนั้น กมธ.ศาสนาฯ จึงขอยืนยันว่าจะไม่เพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่บั่นทอนศรัทธา โดยจะผลักดันให้มีมาตรการเชิงรูปธรรมร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่อย่างมั่นคงต่อไป

The post กมธ. ศาสนาฯ เตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงกรณี ‘สีกากอล์ฟ’ พร้อมหาแนวทางคุ้มครองพระดีและป้องกันปัญหาในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมใน วันอาสาฬหบูชา ทรงเน้นย้ำ ‘สัมมาวาจา’ แนวทางดับทุกข์ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว https://thestandard.co/supreme-patriarch-asalha-puja-2025/ Thu, 10 Jul 2025 03:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1095048

วันนี้ (10 กรกฎาคม) เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ส […]

The post สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมใน วันอาสาฬหบูชา ทรงเน้นย้ำ ‘สัมมาวาจา’ แนวทางดับทุกข์ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 กรกฎาคม) เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องใน วันอาสาฬหบูชา ความว่า

 

“ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่สาธุชนจักได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นการเริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็นพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นสรณะนำทางชีวิตของพุทธบริษัท ให้มุ่งหน้าดำเนินไปสู่หนทางดับเพลิงทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นปฐมเทศนานั้น คือวิถีทางดับทุกข์ด้วยมรรคมีองค์ ๘ หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางสถานการณ์ทางเทคโนโลยีการสื่อสารอันรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ความสงบสุขในโลกกลับถดถอยเสื่อมทรามลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกคนต้องจำทนอยู่ในวังวนแห่งความรู้สึกชิงชัง ก้าวร้าว และตึงเครียด โดยเหตุที่เสพคุ้นกับข้อมูลเท็จ การส่อเสียด คำหยาบคาย และความเพ้อเจ้อ จนกระทบกระเทือนสุขภาพจิต

 

ท่านทั้งหลายจึงควรคิดหันมาศึกษาพิจารณาอริยมรรค แล้วมุ่งมั่นดำเนินจริยาไปบนหนทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุประการหนึ่ง กล่าวคือ การปลูกฝังสั่งสมให้ตนเอง และบรรดาสมาชิกในสังคม มีค่านิยมในการครองสัมมาวาจา ซึ่งหมายถึง การเจรจาชอบ ไว้ให้ได้อย่างมั่นคง ขอให้ช่วยกันเพิ่มพูนสติยับยั้งการสื่อสารของตนและคนรอบข้าง อย่าพลั้งเผลอหรือสนุกคะนองในการใช้มิจฉาวาจา ขอจงรักษาคำจริงและความจริงไว้ทุกเมื่อ

 

ขอให้สำนึกไว้เสมอว่า เมื่อใดที่บุคคลใดพูดหรือเขียนคำเท็จ คำส่อเสียด คำหยาบคาย และคำเพ้อเจ้อ ไม่ว่าในช่องทางใด หรือวาระโอกาสใด เมื่อนั้นคือการอวดความทรุดโทรมต่ำช้าที่หยั่งรากอยู่ในความสืบเนื่องแห่งอุปนิสัยของบุคคลนั้น อันนับว่าน่าอับอาย มากกว่าที่น่าจะนำมาอวดแสดงกัน

 

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังอาจเตือนใจให้ทุกท่าน ตระหนักแน่วแน่ในอริยมรรคข้อสัมมาวาจา เพราะฉะนั้น หากท่านประสงค์ให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข จงหมั่นเพียรศึกษาอบรมและปฏิบัติธรรมะ มีน้ำใจกล้าหาญที่จะละทิ้งมิจฉาวาจา

 

เพื่อให้ทุกครอบครัว และทุกชุมชน เป็นสถานที่ปลอดจากการหลอกลวง การวิวาทบาดหมาง และความตึงเครียด นับเป็นการเกื้อกูลตนเอง และสรรพชีวิตทั่วหน้า ให้สามารถพ้นจากภยันตรายได้สมตามความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแท้จริง อนึ่ง ขอความเจริญงอกงามในพระสัทธรรม จงพลันบังเกิดมีแด่สาธุชนผู้มีวาจาชอบ โดยทั่วหน้ากัน เทอญ”

The post สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมใน วันอาสาฬหบูชา ทรงเน้นย้ำ ‘สัมมาวาจา’ แนวทางดับทุกข์ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI ชำแหละ ‘วัดไทย’ จากสะพานบุญสู่แหล่งฟอกเงิน ชี้ ช่องโหว่ใหญ่ที่ต้องรีบอุด https://thestandard.co/key-messages-tdri-thai-temples/ Tue, 20 May 2025 10:20:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1076393

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ฉายภาพอีกด้ […]

The post TDRI ชำแหละ ‘วัดไทย’ จากสะพานบุญสู่แหล่งฟอกเงิน ชี้ ช่องโหว่ใหญ่ที่ต้องรีบอุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ฉายภาพอีกด้านที่น่ากังวลท่ามกลางพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่มีต่อวัดมายาวนาน ผ่าน รายงานฉบับที่ 199

 

โดยเจาะลึกถึงความเสี่ยงที่วัดอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและกระทำความผิดทางการเงินอื่นๆ

 

รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้วัดจะมีบทบาทหลักในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและประกอบกิจกรรมทางศาสนา แต่ด้วยช่องว่างในการกำกับดูแลทางการเงิน ทำให้บุคคลบางกลุ่มอาศัยความศรัทธาและเงินบริจาคจำนวนมหาศาลเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน

 

‘ศรัทธาบังหน้า’ เปิดช่องโหว่การเงินวัดไทย

 

คดีสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการพระพุทธศาสนาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นคดีหลวงปู่เณรคำ ที่มีการใช้วัดเป็นฉากหน้าระดมเงินบริจาคเพื่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองและโรงพยาบาล แต่กลับนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งซื้อที่ดิน สร้างบ้าน และรถยนต์ราคาแพง

 

ยังมีคดีเงินทอนวัด ในช่วงปี 2561 ที่เผยให้เห็นถึงการทุจริตเงินอุดหนุนวัดโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมกับวัดบางแห่ง โดยวัดจะต้องคืนเงินส่วนหนึ่งจากงบประมาณที่ได้รับอนุมัติให้แก่เจ้าหน้าที่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 270 ล้านบาท

 

รายงาน TDRI ระบุว่า ความศรัทธาของประชาชนที่หลั่งไหลมาในรูปแบบของเงินบริจาคจำนวนมาก โดยเฉพาะเงินสด กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัดมีความเสี่ยง การที่วัดไม่ได้มีกิจกรรมหลักในการระดมทุนเพื่อแสวงหากำไร ทำให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินมีความซับซ้อนน้อยกว่าองค์กรธุรกิจทั่วไป เมื่อประกอบกับการขาดระบบบัญชีที่รัดกุมและโปร่งใส ทำให้ยากต่อการติดตามและตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้อย่างแท้จริง

 

  • คดีหลวงปู่เณรคำ เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ศรัทธาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยมีการหลอกระดมเงินบริจาคเพื่อโครงการต่างๆ แต่เงินกลับถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวและนำไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
  • คดีเงินทอนวัด เผยให้เห็นถึงการทุจริตเชิงระบบที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ช่องว่างของงบอุดหนุนวัดในการเรียกรับสินบน โดยใช้วัดเป็นทางผ่านของเงิน
  • กรณีวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หนึ่งในวัดดังที่ถูกตรวจสอบและพบเส้นทางการเงินในบัญชีเจ้าอาวาสกว่า 130 ล้านบาท และมีการโอนให้ฆราวาสถึง 69 ล้านบาท

 

การที่เรื่องอื้อฉาวเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้เกิดคำถามถึงธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ‘วัดมาก เงินอุดหนุนสูง กฎหมายตามไม่ทัน’

 

รายงาน TDRI ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่ทำให้วัดไทยมีความเปราะบางต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดทางการเงิน

 

  1. จำนวนวัดที่มหาศาลและการกระจายตัว: ประเทศไทยมีวัดจำนวนมากถึง 41,310 แห่ง (ข้อมูลปี 2562) กระจายอยู่ทั่วประเทศ จำนวนที่มากนี้ทำให้การกำกับดูแลให้ทั่วถึงเป็นเรื่องท้าทาย และเพิ่มความเสี่ยงหากการตรวจสอบไม่เข้มแข็งพอ

 

  1. เงินอุดหนุนจากภาครัฐ: วัดที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน พศ. จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อกิจกรรมทางศาสนา 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การบูรณะวัด การศึกษาพระปริยัติธรรม และการเผยแผ่ศาสนา

 

ข้อมูลจากสำนักงบประมาณปี 2556-2562 พบว่าเงินอุดหนุนวัดทั่วประเทศมีมูลค่าเฉลี่ยมากกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และบางปีสูงถึงกว่า 4,500 ล้านบาท (ปี 2559-2560) เงินจำนวนมหาศาลนี้ หากขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้ ดังเช่นกรณีเงินทอนวัดที่เจ้าหน้าที่ พศ. ซึ่งมีอำนาจอนุมัติงบ ใช้วัดเป็นช่องทางรับโอนเงิน

 

  1. ธุรกรรมเงินสดจำนวนมากและรายได้หลากหลาย: นอกเหนือจากเงินอุดหนุนภาครัฐ วัดยังมีรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินสดจำนวนมาก เช่น การให้เช่าวัตถุมงคล การให้เช่าที่ดินธรณีสงฆ์ และเงินบริจาคทั่วไป

 

ผลการศึกษาของ ผศ. ดร.ณดา จันทร์สม (ปี 2555) ที่สำรวจวัด 490 แห่ง พบว่ารายรับรวมเฉลี่ยของวัดอยู่ที่ประมาณ 3.24 ล้านบาทต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นเงินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (เฉลี่ย 2.02 ล้านบาท/ปี) รองลงมาคือรายรับจากการสร้างเครื่องบูชา (เฉลี่ย 1.46 ล้านบาท/ปี) และเงินบริจาคในโอกาสพิเศษ (เฉลี่ย 1.05 ล้านบาท/ปี)

 

กฎหมายมี แต่การบังคับใช้ยังอ่อนแอ

 

แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ที่กำหนดให้กรมการศาสนา (ปัจจุบันคือสำนักงาน พศ.) วางแบบแผนการทำบัญชี และให้วัดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่งสำนักงาน พศ. จังหวัดทุกเดือน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาสำคัญ

 

  • มาตรฐานบัญชีไม่ชัดเจน: การจัดทำบัญชีของวัดมักเป็นเพียงการบันทึกรับจ่ายแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีสากล

 

  • เจ้าอาวาสขาดความรู้หรือมอบอำนาจ: เจ้าอาวาสซึ่งมักมีอายุมาก อาจไม่มีความรู้ด้านการทำบัญชีเพียงพอ และมักมอบอำนาจให้คณะกรรมการวัดหรือไวยาวัจกรดำเนินการแทน ซึ่งหากบุคคลเหล่านั้นขาดความซื่อสัตย์สุจริต ก็อาจเกิดการทุจริตได้โดยที่เจ้าอาวาสอาจไม่รู้เห็น

 

  • การเปิดเผยข้อมูลจำกัด: กฎกระทรวงกำหนดให้เก็บรักษาบัญชีไว้ที่วัดเพื่อการตรวจสอบเมื่อมีการร้องเรียน หรือเพื่อขอเครื่องราชฯ และให้ส่งรายงานให้ พศ. จังหวัด แต่ไม่ได้กำหนดให้ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนผู้บริจาคไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินทำบุญถูกนำไปใช้อย่างไร

 

  • อัตราการส่งรายงานต่ำ: ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ พบว่าในช่วงปี 2556-2558 มีวัดที่ส่งรายงานทางการเงินให้ พศ. ไม่ถึง 20,000 แห่ง หรือคิดเป็นไม่ถึง 50% ของวัดที่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ แม้จำนวนจะเพิ่มขึ้นในปี 2558 เป็น 19,089 แห่ง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด

 

ช่องว่างเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อให้การบริหารจัดการการเงินของวัดขาดความโปร่งใส และเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกใช้ในทางที่ผิด

 

ส่องธรรมนูญการเงินศาสนาต่างแดน บทเรียนสู่การปฏิรูปวัดไทย

 

รายงานของ TDRI ได้ศึกษาแนวทางการกำกับดูแลองค์กรศาสนาในต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งมีมาตรการที่น่าสนใจและอาจเป็นประโยชน์ในการปรับใช้กับประเทศไทย

 

  • เยอรมนี: คริสตจักรมีสถานะเป็นบรรษัทภายใต้กฎหมายมหาชน และมีการเก็บภาษีคริสตจักร เพื่ออุดหนุน องค์กรศาสนาอื่นที่ต้องการการยกเว้นภาษีหรือเงินอุดหนุน ต้องจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรกับสำนักงานสรรพากรของรัฐ และต้องรายงานทางการเงินที่ตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม นอกจากนี้ยังต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์ (beneficial owner) โดยเฉพาะกรรมการ เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการก่อการร้าย

 

  • ฝรั่งเศส: มีกฎหมายแยกศาสนจักรออกจากรัฐอย่างชัดเจน (ปี 1905) องค์กรศาสนาที่ต้องการสิทธิพิเศษทางภาษีหรือเงินอุดหนุน ต้องจดทะเบียนเป็นสมาคมด้านศาสนา (associations of worship) หรือ สมาคมด้านวัฒนธรรม(cultural associations) ซึ่งแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ต่างกัน รัฐบาลฝรั่งเศสยังมี ระบบทะเบียนสมาคมแห่งชาติ(RNA) เพื่อรวบรวมข้อมูลและสนับสนุนการตรวจสอบเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน

 

  • อิตาลี: ให้เสรีภาพในการจัดตั้งสถาบันศาสนาโดยไม่ต้องขึ้นทะเบียน แต่หากต้องการสิทธิประโยชน์จากรัฐ ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรและกระทรวงมหาดไทย โดยต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อองค์กร กิจกรรม เจ้าหน้าที่ รายงานการเงิน 3 ปี และหลักฐานรับรองสถานะเครดิต กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการเงินและการบริหารจัดการ ยกเว้นคริสตจักรคาทอลิกที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทั้งรัฐและสันตะสำนัก (นครรัฐวาติกัน) โดยสถาบันเพื่องานศาสนา (IOR) ของวาติกันจะจัดทำรายงานการเงินรายปีที่ผ่านการตรวจสอบและรายงานต่อหน่วยงานป้องกันการฟอกเงินของวาติกัน

 

  • ศรีลังกา: ศาสนาหลัก 4 ศาสนา (พุทธ อิสลาม ฮินดู คริสต์) ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ศาสนาอื่นต้องจดทะเบียนเพื่อดำเนินกิจกรรมและรับเงินอุดหนุน สำหรับการกำกับดูแลวัดพุทธ มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด(Buddhist Temporalities Ordinance) กำหนดให้วัดต้องตั้งกรรมการ (trustee) บริหารทรัพย์สิน ซึ่งมักเป็นเจ้าอาวาส กฎหมายนี้จำกัดอำนาจกรรมการในการขายทรัพย์สินวัด และห้ามใช้ทรัพย์สินนอกเหนือจากการทำนุบำรุงวัด สนับสนุนพิธีกรรม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และจ่ายค่าจ้าง กรรมการต้องจัดทำงบการเงินรายงานต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุก 6 เดือน หากผิดระเบียบมีโทษปรับ รวมถึงมีบทลงโทษเจ้าอาวาสที่ไม่จัดทำข้อมูลการเงินให้ผู้ตรวจการ TDRI ชี้ว่าแม้โครงสร้างการบริหารวัดจะคล้ายไทย แต่ศรีลังกามีการกำหนดมาตรการตรวจสอบ การรายงานการเงิน และบทลงโทษที่ชัดเจนกว่าไทยมาก

 

บทเรียนจากต่างประเทศเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน การกำหนดมาตรฐานการรายงานทางการเงิน การตรวจสอบจากภายนอก และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาอีกมาก

 

เพื่อป้องกันมิให้วัดถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และเพื่อธำรงไว้ซึ่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน TDRI ได้เสนอมาตรการป้องกันเบื้องต้น ทั้งในเชิงกฎหมายและนโยบาย

 

  1. กำหนดแบบบัญชีมาตรฐาน: สำนักงาน พศ. ต้องจัดทำแบบบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้ทุกวัดใช้ เพื่อให้การรายงานเป็นระบบและเปรียบเทียบได้

 

  1. บังคับส่งรายงานและติดประกาศ: หลังจากวัดจัดทำรายงานบัญชีตามแบบมาตรฐานแล้ว ต้องนำส่งสำนักงาน พศ. จังหวัดทุก 1 เดือน และ ต้องติดประกาศ บัญชีรายรับรายจ่ายของวัดในป้ายประกาศบริเวณวัดที่พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความสบายใจแก่ผู้บริจาค

 

  1. เพิ่มอำนาจ พศ. จังหวัดในการตรวจสอบ: กำหนดให้สำนักงาน พศ. แต่ละจังหวัดมีหน้าที่และอำนาจที่ชัดเจนในการตรวจสอบข้อมูลรายงานบัญชีของทุกวัดในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานของวัด

 

รายงานของ TDRI ฉบับนี้ เปรียบเหมือนเสียงระฆังเตือนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการบริหารจัดการการเงินของวัดอย่างจริงจัง การปล่อยให้ช่องโหว่ยังคงดำรงอยู่ ไม่เพียงแต่จะเปิดทางให้เกิดการทุจริตและการฟอกเงิน แต่ยังบั่นทอนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเสาหลักของสังคมไทย

 

สามารถอ่านรายงานฉบับเต็ม ‘วัดกับความเสี่ยงที่จะถูกใช้เพื่อฟอกเงิน’ ได้ที่ รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 199 https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2023/04/wb199.pdf

The post TDRI ชำแหละ ‘วัดไทย’ จากสะพานบุญสู่แหล่งฟอกเงิน ชี้ ช่องโหว่ใหญ่ที่ต้องรีบอุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อานนท์ไม่ได้พลิกตัว แต่ธาตุในแผ่นดินกำเริบ กับการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ต่อแผ่นดินไหวของไทย https://thestandard.co/opinion-thai-earthquake-beliefs/ Fri, 04 Apr 2025 06:57:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1060650

ในความคิดของคนโบราณเมื่อเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวจะไม่ได้อ […]

The post อานนท์ไม่ได้พลิกตัว แต่ธาตุในแผ่นดินกำเริบ กับการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ต่อแผ่นดินไหวของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในความคิดของคนโบราณเมื่อเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวจะไม่ได้อธิบายด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน แต่อธิบายด้วยความเชื่อทางศาสนา และเชื่อมโยงเหตุการณ์แผ่นดินไหวว่าเป็นนิมิตบอกเรื่องดีหรือร้าย ความต่างของชุดคำอธิบายแบบนี้เราเรียกว่า ‘โลกทัศน์’

 

ปลาอานนท์ต้นเหตุแผ่นดินไหว

 

วิธีการอธิบายต้นเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวของคนสมัยโบราณนั้นมีแตกต่างกันไป ภายใต้ความเชื่อในศาสนาพุทธ เชื่อกันว่าใต้เขาพระสุเมรุมีปลาอานนท์หนุนอยู่ เมื่อปลาอานนท์พลิกตัวก็จะทำให้แผ่นดินไหว สุนทรภู่เองก็เชื่อเช่นนั้นว่า ปลาอานนท์เพียงกระดิกครีบแผ่นทวีปสั่นไหว กระทั่งยอดเขาพระสุเมรุก็ยังโยกจนเกือบถอนขึ้น

 

ภาพเขาพระสุเมรุที่มี ปลาอานนท์ อยู่ใต้แกนกลาง

 

แต่เรื่องปลาอานนท์หนุนโลกนี้ดูจะเป็นความเชื่อของไทยเราเอง ไม่ได้มีที่มาจากอินเดีย เพราะตามคัมภีร์โลกศาสตร์ ชมพูทวีปเป็นดินแดนที่มนุษย์อาศัยอยู่ มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางมหาสมุทรจึงเรียกว่า ‘ทวีป’ รอบทวีปมีมหาสมุทร ในมหาสมุทรนี้มีปลามากมาย โดยมีอานนท์เป็นพญาปลาที่มีขนาดใหญ่มโหฬาร ยาวมากถึง 1,000 โยชน์ ว่ายน้ำไปมาในมหาสมุทรเท่านั้น 

 

ไม่มีใครรู้ว่าความเชื่อเรื่องปลาอานนท์หนุนโลกเริ่มต้นเมื่อไร แต่ก่อนหน้ารัชกาลที่ 3 อย่างแน่นอน มีบางคนสันนิษฐานว่า เหตุที่คนโบราณเชื่อว่าปลาอานนท์รองรับเขาพระสุเมรุนี้คงมาจากการตีความภาพจิตรกรรมไตรภูมิที่มักวาดภาพของปลาอานนท์อยู่ในมหาสมุทรตีนเขาพระสุเมรุ

 

นอกจากความเชื่อเรื่องปลาอานนท์แล้ว เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เสนาบดีกรมท่า และเมื่อเกษียณราชการใน พ.ศ. 2410 ยังได้ผันตัวมาเป็นนักประวัติศาสตร์ของราชสำนัก บันทึกไว้ว่า คนสมัยโบราณเชื่อว่าแผ่นดินไหวด้วยน้ำด้วยลม ซึ่งเป็นการอธิบายจากความเชื่อในศาสนาพุทธ หรือถ้าเป็นความเชื่อของชาวจีนก็จะอธิบายว่า เพราะอึ่งอ่างที่หนุนแผ่นดินขยับไหวตัว ความเชื่อเรื่องอึ่งอ่างขยับตัวที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์บันทึกไว้นี้ค่อนข้างเป็นความเชื่อท้องถิ่นของชาวจีนบางภูมิภาคเท่านั้น

 

แผ่นดินไหว คือลางบอกเหตุ

 

ข้างต้นเป็นการอธิบายถึงสาเหตุที่แผ่นดินไหว ซึ่งคนโบราณก็มองเป็นลางบอกเหตุทั้งดีและร้าย ในส่วนของเรื่องดี เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เล่าว่า แผ่นดินไหวเป็นเครื่องบอกเหตุว่ามี ‘ผู้มีบุญ’ ลงมาจุติ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนี้มาจากมหาปรินิพพานสูตร และภูมิจาลสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งได้อธิบายว่าแผ่นดินไหวนั้นเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย 8 ประการ เช่น ประการแรก ปฐพีนี้ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ เมื่อลมพัดแรงก็จะทำให้แผ่นดินไหว ประการที่สอง มีสมณะหรือพราหมณ์ได้เจริญปฐวีสัญญา ประการที่สาม มีพระโพธิสัตว์ลงมาจุติ ประการที่สี่ พระตถาคตปรินิพพาน เป็นต้น

 

ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้เอง เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2089 จึงทำให้เกิดแผ่นดินไหว จากนั้นสมเด็จพระเจ้ายอดฟ้าขึ้นครองราชย์แล้วในปีถัดไปได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น เรื่องนี้เทียบเคียงได้กับการที่ผู้มีบุญสวรรคต หรือพระพุทธเจ้าปรินิพพานนั่นเอง

 

ก่อนหน้า พ.ศ. 2089 เป็นเวลา 1 ปี ปรากฏว่ายอดเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ได้หักพังทลายลงมาเพราะแผ่นดินไหว เป็นระยะเวลาที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในล้านนา พระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ จึงได้มีการอัญเชิญพระนางจิรประภาเทวีขึ้นครองราชย์ ซึ่งในรัชกาลนี้เองที่เกิดแผ่นดินไหว

 

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อวันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2127 ในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ครองราชย์ร่วมกันกับสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งระบุว่าขณะสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปช่วยการศึกพระเจ้ากรุงหงสาวดี และแวะพักทัพ ณ เมืองกำแพงเพชรนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น เรื่องนี้สะท้อนว่าสมเด็จพระนเรศวรเป็นผู้มีบุญหนัก ดังนั้นเมื่อเหยียบย่างไปกำแพงเพชรจึงทำให้เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกการทำสงครามกับหงสาวดี

 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจริง หรืออาจจะไม่จริงก็ได้ เพราะการอธิบายเหตุการณ์แผ่นดินไหวนี้อาจเป็นไปตามโลกทัศน์ทางศาสนา ยกเว้นในบางกรณีเช่นเจดีย์หลวงที่พักทลายลงมา ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ ดังนั้นการบันทึกเหตุการณ์ในเชิงปาฏิหาริย์คงต้องตรวจสอบกับเอกสารอื่นๆ ในต่างประเทศด้วย 

 

เปลี่ยนโลกทัศน์สู่สมัยใหม่ 

 

คนในประเทศไทย/สยามเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดสู่โลกที่คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 อันเป็นผลมาจากการติดต่อกับตะวันตก เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ถือเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่เปิดรับความรู้สมัยใหม่ เช่นเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

 

ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้เขียนหนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ (หนังสือแสดงกิจจานุกิจ) เมื่อ พ.ศ.2408 ซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายปรากฏการณ์และความรู้ต่างๆ ในสังคมไทยที่แต่ก่อนมีความเชื่อว่าอย่างไร แต่ความรู้สมัยใหม่อธิบายอย่างไร ความรู้ดังกล่าวมีตั้งแต่เรื่องฝนตกได้อย่างไร ภูเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นต้น

 

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)

 

สำหรับเรื่องของแผ่นดินไหวนั้น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้อธิบายว่า “…การที่สืบสวนอยู่ในทุกวันนี้ แผ่นดินก็ไหวอยู่เสมอทุกปีทุกเดือน แต่ไหวที่เมืองนั้นบ้างที่เมืองนี้บ้าง ก็ไม่ได้ไหวทั่วกันไป เขาว่าที่เกาะมะลิลา จีนเรียกว่าเมืองลิส่องนั้นไหวเนืองๆ ถ้าไหวก็จนตึกทลายเรือนทลายไปเหมือนเรือโคลง มีอีกแห่งหนึ่งเขาว่าที่เกาะยี่ปุ่น จีนเรียกว่าตั้งเอี๋ยนั้นก็เหมือนกัน แต่เมืองนั้นไหวโคลงบ้าง ไหวสะท้อนขึ้นบ้าง คนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ถ้าแผ่นดินไหวแล้ว ก็สะท้อนขึ้นไปกระแทกลงมา ของที่วางอยู่ที่พื้นก็โดดขึ้นไปตกลงมาน่ากลัวยิ่งนัก ชาวเมืองนั้นทำบ้านเรือนด้วยเครื่องผูกบ้าง ด้วยฝากระดานบ้าง ฝาแผงบ้าง ฝากระดาดบ้าง เปนอันมากกว่าเครื่องอิฐเครื่องปูน 

 

การเปนดั่งนี้จะว่าปลาที่หนุนแผ่นดิน แลลมที่หนุนแผ่นดินกำเริบอย่างไรได้ แลนักปราชเขาได้สืบดูรู้ว่า เหนจะเปนของที่เปนอยู่ในใต้ดิน จะเปนน้ำฤๅจะเปนลมเปนไฟฤทธิแร่ต่างๆ อย่างไรอย่างหนึ่ง จะมีอยู่ที่สองเกาะนั้นเปนอันมากจึ่งเปนเนืองๆ ที่ผู้ได้เหนแผ่นดินไหว แผ่นดินแยกออกไปแล้วบางทีก็เปนเปลวไฟขึ้นมา บางทีก็เปนควันขึ้นมา ก็ฤทธิแผ่นดินแยกนั้นสะเทื้อนไปมากเท่าไร ก็ไหวไปมากเท่านั้น บางทีก็เกิดภูเขาไฟแผ่นดินก็ไหวสะเทื้อน 

 

บางทีเขาซุดจมลงไปในดิน แผ่นดินไหวตามกำลังที่ฤทธิขึ้นในแผ่นดินมากก็ไหวมาก ความสะเทื้อนน้อยก็ไหวน้อย พิเคราะห์ไปดูก็จริง ด้วยแผ่นดินเปนของอ่อนไม่เปนของแขง ไหวสะเทื้อนได้เปรียบเหมือนบุทคลยิงปืนใหญ่ๆ ขึ้นก็ดีฟันไม้ใหญ่ให้ล้มลงก็ดี แผ่นดินไหวสะเทื้อนตามกำลังหนักแลเบา การก็เหนปรากฏเปนพยานอยู่ดั่งนี้ นักปราชชาวยุโรปเขาคิดเหนว่า ธาตุในแผ่นดินกำเริบขึ้น จึ่งได้ไหวที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง ๚ะ”

 

จากข้อเขียนของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดจากความเชื่อในตำนานหรือศาสนามาสู่การเปลี่ยนมาสู่ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ 

 

ทุกวันนี้แม้ว่าบ้านเราจะเปลี่ยนเข้าสู่สังคมสมัยใหม่มาร่วม 200 ปีแล้ว แต่ก็ใช่ว่าความเชื่อแบบดั้งเดิมจะสูญหายไป ไม่ใช่เพราะสังคมไทยนั้นงมงาย แต่เป็นเพราะบางครั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจตอบสนองต่อความรู้สึกได้ทั้งหมด บางครั้งจึงทำให้ไปเชื่อมโยงกับภาวะกาลีบ้านกาลีเมือง แต่ถ้ามองกันภายใต้มุมมองแบบวิทยาศาสตร์แล้วก็ต้องอธิบายด้วยความรู้ทางด้านธรณีวิทยา อย่างไรก็ตาม ต่อให้มีคำอธิบายถูกต้องแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สังคมไทยต้องตระหนักให้มากขึ้นก็คือการเตรียมความพร้อมกับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรายังอ่อนความรู้และความพร้อมกันอยู่มาก สังคมไทยควรต้องมองไปข้างหน้าให้มากขึ้น อย่าเป็นสังคมแบบวัวหายล้อมคอก และเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนความประมาท

 

คำอธิบายภาพปก: ภาพวาดปลาอานนท์ที่วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

The post อานนท์ไม่ได้พลิกตัว แต่ธาตุในแผ่นดินกำเริบ กับการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ต่อแผ่นดินไหวของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Karla Sofía Gascón เผยว่าชุดเดรสที่งาน Golden Globes ได้แรงบันดาลใจจากสีของศาสนาพุทธ https://thestandard.co/karla-sofia-gascon-golden-globes-dress-inspired-by-buddhism/ Mon, 06 Jan 2025 06:09:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1027401 karla-sofia-gascon-golden-globes-dress-inspired-by-buddhism

Karla Sofía Gascón นักแสดงทรานส์เจนเดอร์ชาวสเปนจากภาพยน […]

The post Karla Sofía Gascón เผยว่าชุดเดรสที่งาน Golden Globes ได้แรงบันดาลใจจากสีของศาสนาพุทธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
karla-sofia-gascon-golden-globes-dress-inspired-by-buddhism

Karla Sofía Gascón นักแสดงทรานส์เจนเดอร์ชาวสเปนจากภาพยนตร์เรื่อง Emilia Pérez เผยว่า สีชุดเดรสส้มและเหลืองที่งาน Golden Globes ได้แรงบันดาลใจจากสีของศาสนาพุทธ

 

โดยเธอสวมชุดเดรสที่มีทรงคล้ายการห่มจีวรของพระสงฆ์แบบเปิดไหล่ซ้ายที่ออกแบบโดย Anthony Vaccarello ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Saint Laurent ซึ่งแบรนด์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังโปรดักชันภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยในชื่อ Saint Laurent Productions

 

Karla Sofía กล่าวบนเวทีขณะเป็นตัวแทนทีมงานรับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาคอเมดี้และมิวสิคัล เพื่อส่งข้อความไปยังชาวทรานส์ หลังเธอสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแสดงข้ามเพศคนแรกที่เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิงในฝั่งภาพยนตร์บนเวที Golden Globes “ฉันเลือกชุดสีนี้สำหรับคืนนี้ เป็นสีแห่งพระพุทธ เพราะว่าฉันมีสารแห่งความหวัง แสงสว่างจะมีชัยเหนือความมืดมิดเสมอ”

 

สำหรับ Karla Sofía Gascón นักแสดงชาวสเปนวัย 52 ปี เปิดเผยในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร Vogue เม็กซิโกและลาตินอเมริกาว่า เธอศึกษาคำสอนพุทธศาสนานิชิเร็น ซึ่งเป็นนิกายทางมหายานของพุทธศาสนาจากประเทศญี่ปุ่น

 

ภาพ: Kevin Mazur / Getty Images 

The post Karla Sofía Gascón เผยว่าชุดเดรสที่งาน Golden Globes ได้แรงบันดาลใจจากสีของศาสนาพุทธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชูศักดิ์สั่งสำนักพุทธฯ ทำงานเชิงรุกกำหนด 8 มาตรการ ควบคุม-คัดกรอง-ป้องกันคนมีคดีใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบัง https://thestandard.co/choosak-8-measures-buddhism-case-screening/ Wed, 27 Nov 2024 06:04:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1013349

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำน […]

The post ชูศักดิ์สั่งสำนักพุทธฯ ทำงานเชิงรุกกำหนด 8 มาตรการ ควบคุม-คัดกรอง-ป้องกันคนมีคดีใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงแนวนโยบายการป้องกันและคุ้มครองพระพุทธศาสนาว่า ตามแนวนโยบายคุ้มครองอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็นนโยบายสำคัญ มีทั้งนโยบายทางตรงและทางอ้อม จากการที่ตนเข้ามาทำงานระยะหนึ่งพบว่า มีการสอบถามถึงเรื่องที่ดินของวัด รวมถึงการเล่นแชร์ว่าทำได้หรือไม่และถือว่าทำลายพระพุทธศาสนาหรือไม่ จึงหารือจนมีข้อสรุปว่า ต้องออกมาตรการป้องกันพระพุทธศาสนา

 

โดยได้สั่งการให้สำนักพุทธฯ ดำเนินการ ดังนี้

 

  1. กำหนดแนวทางไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การเสพยาเสพติด เล่นพนัน โดยเฉพาะในบริเวณวัด

 

  1. กำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ไม่ให้พระสงฆ์ประพฤติผิดธรรมวินัย เช่น เสพเมถุน ดื่มสุรา การใช้สื่อออนไลน์เล่นพนันหรือลามกอนาจาร

 

  1. สอดส่องไม่ให้มีการนำสิทธิทางพระพุทธศาสนาไปบิดเบือน หรือแสวงหาประโยชน์ทางพาณิชย์โดยมิชอบ

 

  1. สอดส่องติดตาม และดำเนินการเด็ดขาดกรณีแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

 

  1. มีมาตรการดูแลพระที่ประพฤติดี ประพฤติชอบ ไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง

 

  1. คัดกรองบุคคลที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ติดยาเสพติดหรือประพฤติเสื่อมเสีย หลบหลีกการกระทำผิดหรืออาศัยผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบัง

 

  1. ให้สำนักพุทธฯ จัดตั้งศูนย์ทุกจังหวัด หรือจังหวัดใดที่มีอยู่แล้วให้ปรับปรุงการทำงานเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที

 

  1. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงศาสนา

 

อย่างไรก็ตามสำนักงานพระพุทธศาสนามีอยู่ทั่วประเทศ แต่ที่ผ่านมาเป็นการทำงานในที่ตั้งจึงสั่งการให้เปลี่ยนเป็นการทำงานแบบเชิงรุก โดยให้เข้าไปสอดส่องดูแลพฤติกรรมที่คิดว่าไม่ถูกต้องและเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ให้ดำเนินการตามนโยบายเพื่อป้องกันการทำลายพระพุทธศาสนาทุกรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

ชูศักดิ์กล่าวอีกว่า มอบหมายให้สำนักพุทธฯ เป็นเลขานุการในการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการใช้ที่ดินของวัดและสำนักสงฆ์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพราะบางกรณีไม่ใช่ที่ดินของวัดโดยตรงอาจไปรับส่วนที่ดินของรัฐหรือที่ดินอื่น จนนำมาสู่ปัญหาข้อพิพาท จึงมองว่าปัญหาเรื่องนี้ควรทำเป็นระบบ

 

ส่วนวานนี้ (26 พฤศจิกายน) มีการนำศพไปฝึกจิตที่จังหวัดพิจิตร ก็ต้องนำเข้ามาหารือกันว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่ต้องมากำกับดูแลไม่ให้เกิดขึ้น และกรณีนี้ตนก็ไม่เคยเห็นและส่วนตัวคิดว่าไม่สามารถทำได้ จึงมอบหมายสำนักพุทธฯ ไปหารือกับคณะสงฆ์ เช่นเดียวกับอีกสำนักสงฆ์ที่นำศพไปฝึกจิตและมีบุคคลเดียวกันเป็นเจ้าของ ตรวจพบรวม 71 ศพ ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะมีมาตรการอย่างไรต่อไป เช่น ห้ามปรามไม่ให้ทำ และหากเข้าข่ายความผิดอาญาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือหากเข้าข่ายเรื่องวินัยก็ให้คณะสงฆ์เป็นผู้ดำเนินการ

 

เมื่อถามว่า จะยืนยันได้อย่างไรว่าเป็นการทำงานเชิงรุกจริงๆ เพราะที่ผ่านมาต้องรอให้มีข่าวก่อนถึงลงไปแก้ไขนั้น ชูศักดิ์ยืนยันว่า ปัจจุบันมีสำนักสงฆ์อยู่ทั่วราชอาณาจักร และการทำงานจะไม่ใช่แค่การไปร่วมงานหรือไปจัดงานแบบที่ผ่านมา เพราะตำรวจก็มีทีมงานติดตามและรายงานมายังตนโดยตรง 

 

ชูศักดิ์เชื่อ พระและวัดยังเป็นที่พึ่งพิง หลังคนแห่ศรัทธา ‘ฅนตื่นธรรม’

 

ส่วนกรณีนักสนทนาสายธรรม ‘ฅนตื่นธรรม’ ที่ขณะนี้คนให้ความสนใจและหันไปศรัทธา จะหมายความว่าคนไม่ศรัทธาและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้วหรือไม่ ชูศักดิ์กล่าวว่า การทำลายพระพุทธศาสนามีทั้งโดยคณะสงฆ์เองและบุคคลภายนอก ฉะนั้นคณะสงฆ์ก็ต้องไปดูตัวเอง และขออย่าเพิ่งไปสรุปว่าคนเชื่อและศรัทธาฅนตื่นธรรมมากกว่าพระ เพราะวัดยังเป็นที่พึ่งพาและเป็นสถาบันหลักของพระพุทธศาสนา เพียงแต่ให้ตระหนักว่า มีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ก็ต้องรีบแก้ไข

 

ขณะที่กรณีกระบวนการยาเสพติดเริ่มเข้าไปแทรกซึมในวัดนั้น ชูศักดิ์กล่าวว่า ต้องมีมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือลูกศิษย์วัดที่ใช้วัดเป็นแหล่งเสพยาเสพติด ส่วนถึงขั้นแลกตรวจปัสสาวะหรือไม่นั้นก็เคยมีและหากตรวจพบก็ต้องให้ลาสิกขาทันที แต่ความจริงต้องมีการตรวจสอบไม่ให้บวช

The post ชูศักดิ์สั่งสำนักพุทธฯ ทำงานเชิงรุกกำหนด 8 มาตรการ ควบคุม-คัดกรอง-ป้องกันคนมีคดีใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พุทธ-พราหมณ์ นัยและความหมายในงานเรือพระราชพิธี https://thestandard.co/buddhism-brahmanism-royal-barge/ Mon, 19 Aug 2024 08:24:10 +0000 https://thestandard.co/?p=972754 เรือพระราชพิธี

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ […]

The post พุทธ-พราหมณ์ นัยและความหมายในงานเรือพระราชพิธี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือพระราชพิธี

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มีพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เพื่อเตรียมเรือพระราชพิธีที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 

 

เรือพระราชพิธีเป็นประเพณีที่เกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สามารถสืบย้อนได้ถึงสมัยอยุธยา ซึ่งมักเป็นองค์ประกอบสำคัญในเกือบทุกรัชสมัยจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ประเพณีโบราณนี้มีองค์ประกอบที่มีความเชื่อมโยงกับความเป็นสมมติเทพแบบพุทธ-พราหมณ์ แต่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นของไทย พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีนัยสำคัญอย่างไรกับสถาบันพระมหากษัตริย์

 

ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อธิบายไว้ว่า การกำเนิดของอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดจากการที่พราหมณ์จากอินเดียสามารถควบคุมชนชั้นปกครองพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยผ่านการแต่งงานกับผู้นำท้องถิ่นและการแต่งงานกับชนชั้นนำอื่นๆ เพื่อที่จะมีความชอบธรรมในการปกครองตามคติความเชื่อแบบอินเดีย จนทำให้สังคมของชาวพื้นเมืองกลายเป็นแบบอินเดียโดยปริยาย 

 

ตรงกันข้ามกับ วอลเตอร์ส แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา กลับเล็งเห็นว่า วัฒนธรรมและคติความเชื่อแบบอินเดียเกิดจากนักเดินเรือชาวอินเดีย มากกว่าการถูกครอบงำจากชนชั้นพราหมณ์ที่เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

ประการแรกอารยธรรมอินเดียมีความก้าวหน้า ไม่ว่าจะในเรื่องของเทคโนโลยีของการเดินเรือ วัฒนธรรมเชิงวัตถุ รวมไปถึงระบอบการปกครองตามคติความเชื่อแบบอินเดีย ทำให้รัฐของตนได้เปรียบเหนือรัฐคู่แข่งใกล้เคียง 

 

ประการที่ 2 ภารตภิวัตน์ (Indianization) ยังส่งเสริมการค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และชมพูทวีป เช่น ในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร โดยการริเริ่มการใช้ตัวอักษรปัลลวะในการเขียนในจารึกหรือพิธีกรรมทำพิธีศพที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าฮินดู 

 

นอกจากนี้แนวคิดแบบศาสนาพุทธแพร่จากอินเดียเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดียได้ขยายดินแดนโดยใช้พุทธศาสนาซึ่งเกิดขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ความรู้รวมถึงคำสอนในพุทธศาสนาด้วย ในขณะที่รัฐฟูนันเป็นต้นกำเนิดของแนวคิดเทวราชาที่ส่งผลต่อการปกครองของอยุธยา

 

แผนที่การแพร่กระจายของวัฒนธรรมอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ภาพ: Gunawan Kartapranata

 

งานเรือพระราชพิธีนี้ก็สะท้อนคติความเชื่อแบบพราหมณ์และพุทธได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือคติความเชื่อการแสดงออกทางอำนาจแบบอินเดียมากมาย ดังที่ปรากฏให้เห็นที่รูปแบบลักษณะทางศิลปะและความหมายของเรือพระราชพิธี โดยเฉพาะโขนเรือ 

 

สำหรับโขนเรือพระราชพิธีมีความสอดคล้องกับคติเรื่องโลกและจักรวาลที่รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยที่ ‘ครุฑ’ และ ‘นาค’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้า

 

คติความเชื่อดังกล่าวถูกนำมาสร้างเป็นโขนเรือพระราชพิธี เพื่อใช้เป็นเรือที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยอยุธยา ครุฑถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ตามคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งถือว่าเป็นเทพพาหนะของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ และไทยก็รับเอาคติความเชื่อนี้มาใช้เช่นกันตั้งแต่สมัยอยุธยา 

 

พระมหากษัตริย์เป็นดั่ง ‘พระนารายณ์’ อวตารมาเป็น ‘พระราม’ ผู้ครองเมืองอโยธยา และปราบทุกข์เข็ญในคัมภีร์มหากาพย์รามายณะตามคติเทวราชา ครุฑจึงมีฐานะสัญลักษณ์แห่งพระนารายณ์ จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์แห่งอยุธยา ซึ่งปรากฏในรูปเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ในพระราชลัญจกร ธง และโขนเรือพระที่นั่งรูปครุฑ 

 

นอกจากนี้พญานาค ตามคติของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูปรากฏในคัมภีร์ปุราณะต่างๆ หลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์ภาควัตปุราณะและคัมภีร์วิษณุปุราณะ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของพญานาคไว้ว่า เป็นผู้เป็นใหญ่เหนือบาดาล ทั้งเป็นบัลลังก์ที่บรรทมของพระนารายณ์ในระหว่างการสร้างโลก อีกทั้งเป็นบัลลังก์ที่ประทับของพระนารายณ์กลางทะเลน้ำนม หรือเกษียรสมุทร 

 

นอกจากครุฑและนาคที่เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในริ้วขบวนเรือ ก็ยังมีเรือพระราชพิธีลำอื่นๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นเรือพิธีคู่ชัก หรือเรือสำหรับจูงเรือพระที่นั่ง จะมีการแกะสลักโขนเรือรูปสัตว์ที่ไม่ใช่พาหนะสำหรับเทพเจ้า อย่างเช่น ตัวละครในรามายณะ ได้แก่ ลิง อันเป็นองครักษ์และช่วยงานราชการให้กับพระรามผู้เป็นอวตารของพระนารายณ์ตามมหากาพย์รามยณะ ซึ่งบุคคลที่นั่งอยู่บนเรือดังกล่าวคือข้าราชการและข้าราชบริพารระดับสูง เป็นการส่งสถานะของความเป็นเทพเจ้าอวตาร 

 

หากวิเคราะห์แล้ว เรือพระราชพิธีเป็นการแสดงออกทางอำนาจโดยใช้สัญญะจากแนวคิดพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดียอย่างชัดเจน 

 

เรือพระราชพิธี

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 

ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี

 

เรือกระบี่ปราบเมืองมารและเรือกระบี่ราญรอนราพณ์

ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี

 

ในอีกด้านหนึ่ง ประเพณีการทอดกฐินเป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้วสามารถรับมานุ่งห่มได้ นับเป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ดไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับแนวคิดพุทธราชาตามพุทธปรัชญาเถรวาท ผู้ปกครองแบบธรรมราชาต้องเป็นผู้มีคุณธรรมประจำตัวและมีหน้าที่ทางศีลธรรมต่อสังคม ปกครองบ้านเมืองโดยหลักธรรมาธิปไตย และมีเป้าหมายเพื่อให้ทุกคนเป็นคนดี มีความสุข ในธรรมรัฐ พระพุทธศาสนาเป็นหลักในการปกครองการบริหารที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ราษฎรในรัฐ เรียกว่า ‘ทศพิธราชธรรม’ 

 

พระมหากษัตริย์ไทยทรงอุทิศพระองค์เพื่อพระพุทธศาสนา มีหลักธรรมเป็นหลักในการบริหารชาติบ้านเมืองประหนึ่งว่าเป็นธรรมนูญการปกครองชาติไทย ศาสนาพุทธจึงกลายเป็นสื่อกลาง การสนับสนุนศาสนาพุทธด้วยวิธีนี้นอกจากเป็นการยืนยันความเป็นธรรมราชาแล้ว ก็ยังเป็นสามารถใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น โดยการใช้ประเพณีทอดกฐินเป็นสิ่งตอกย้ำของการเป็นธรรมราชา

 

เรือพระราชพิธี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน 

ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 

ภาพ: สำนักพระราชวัง

 

โดยสรุปแล้ว งานเรือพระราชพิธีสะท้อนแนวคิดพุทธและพราหมณ์ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและพระมหากษัตริย์ที่แตกต่างกัน โดยที่ฮินดูจะเน้นถึงความยิ่งใหญ่ของผู้นำ เปรียบดั่งเทพเจ้าจากการที่เราได้เห็นริ้วขบวนเรือ ในขณะที่ศาสนาพุทธที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น มีหลักการปกครองที่ชัดเจนและมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าที่จะแบ่งแยกมนุษย์ออกจากส่วนของผู้ปกครอง ตัวอย่างเช่น ฮินดูจะมีชนชั้นพราหมณ์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับเทพเจ้า หรือเทวสถานที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สำหรับแค่กลุ่มผู้ปกครองเท่านั้น 

 

ส่วนพุทธศาสนาเปิดพื้นที่ให้กับทุกชนชั้นในการเข้ามามีส่วนร่วม เรียกได้ว่าเป็นศาสนาของมวลชน จะมีการอุปถัมภ์พุทธศาสนาจากทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ ขุนนาง หรือแม้กระทั่งพ่อค้า ศาสนาพุทธจึงได้รับความนิยมและเข้าถึงทุกภาคส่วน ซึ่งแตกต่างจากศาสนาฮินดูที่ถูกจำกัดเฉพาะแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

 

ส่วนภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์จะใช้แนวคิดเทวราชาแสดงสถานะทางสังคมมากกว่า รัฐโบราณเหล่านี้ส่งอิทธิพลต่อการปกครองของรัฐโบราณ โดยเฉพาะที่ยังปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ในพิธีกรรมของประเทศไทยในปัจจุบัน 

 

อ้างอิง: 

  • Hall, K. R. 1984. Small Asian Nations in the Shadow of the Large: Early Asian History through the Eyes of Southeast Asia.Journal of The Economic and Social History of The Orient
  • Coedès, G., Cowing, S. B., & Vella, W. F.1996. The Indianized States of Southeast Asia. 
  • Wolters, O. W. 2005. History, culture, and region in Southeast Asian perspectives. ACLS History E-Book Project.
  • ศานติ ภักดีคำ. 2562.พระเสด็จโดยแดนชล เรือพระราชพิธีและขบวนพยุหยาตราทางชลมารค. สำนักพิมพ์: มติชน
  • กชภพ กรเพชรรัตน์.2565.คติความเชื่อแบบอินเดียโบราณกับอำนาจของผู้นำในรัฐไทยในยุคร่วมสมัย Indic ideology and expression of the power in contemporary Thailand.เอเชียปริทัศย์.ปีที่43.ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)

The post พุทธ-พราหมณ์ นัยและความหมายในงานเรือพระราชพิธี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลจัดพิธี 5 ศาสนา เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 https://thestandard.co/5-religions-honoring-his-majesty-the-king/ Thu, 25 Jul 2024 05:39:13 +0000 https://thestandard.co/?p=962713

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เศ […]

The post รัฐบาลจัดพิธี 5 ศาสนา เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และภริยา เป็นประธานในพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา ถวายพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมด้วยผู้นำทั้ง 5 ศาสนา และคณะรัฐมนตรีร่วมงาน 

 

นายกรัฐมนตรีถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทง ณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล ความว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ข้าพระพุทธเจ้า เศรษฐา ทวีสิน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้แทนองค์กรศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และพสกนิกร ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ ต่างมีความปีติยินดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์อันเป็นมิ่งมงคลของชาติในวาระนี้ 

 

ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างชื่นชมในพระบารมี และสำนึกตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะล้ำเลิศเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนชาวไทย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรในการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ในพระศาสนา ได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์หลากหลายและต่อเนื่อง เป็นผลให้เกิดความสงบร่มเย็นและความสุขใจแก่พสกนิกรชาวไทยผู้เป็นศาสนิกของทุกศาสนา เป็นที่ระบือยศไปในนานาประเทศว่า ทุกศาสนาและถ้วนหน้าศาสนิกชาวไทยได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ถึงปานนี้ 

 

ณ มหามงคลสมัยนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ด้วยอานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัยและอำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตามความเคารพเลื่อมใสของทุกศาสนา ประกอบกับอานิสงส์แห่งพระราชกุศลที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญ จงได้เป็นผลดลบันดาลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเกษมสำราญ เบิกบานพระราชหฤทัยอยู่เป็นนิจ สรรพกิจที่ต้องพระราชประสงค์ จงสัมฤทธิ์พระเกียรติยศ แผ่ไปในทิศานุทิศไม่มีประมาณ ประชาชนชาวไทยได้เย็นศิระเพราะพระบริบาลตลอดกาลนานเทอญ 

 

จากนั้น ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ศาสนาพุทธ พระสงฆ์ 10 รูปเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล, ศาสนาอิสลาม ผู้นำศาสนาอิสลามประกอบพิธีดุอาอ์ขอพร, ศาสนาคริสต์ ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีอธิษฐานถวายพระพร, ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พราหมณ์สวดถวายพระพร และศาสนาซิกข์ ศาสนาจารย์สวดอัรดาสและกีรตันขอพระพรจากศาสดา 

นายกรัฐมนตรี ถวายของที่ระลึกแด่ประธานสงฆ์ และมอบของที่ระลึกแด่ผู้นำศาสนารวม 5 ศาสนา ก่อนกราบลาพระรัตนตรัยและถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์

 

 

The post รัฐบาลจัดพิธี 5 ศาสนา เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. บรรพชาสามเณร 1,072 รูป เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ https://thestandard.co/1072-bangkok-novices-02052567/ Thu, 02 May 2024 06:07:36 +0000 https://thestandard.co/?p=929039 บรรพชาสามเณร 1,072 รูป

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมห […]

The post กทม. บรรพชาสามเณร 1,072 รูป เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรพชาสามเณร 1,072 รูป

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีปลงผมบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567

 

โดยได้รับเมตตาจากพระธรรมวชิรมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร, ผู้บริหารสำนักการศึกษา, ผู้บริหารกลุ่มเขตกรุงเทพกลาง, กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ผู้ปกครอง เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการบรรพชาสามเณร และพุทธศาสนิกชน

 

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการศึกษา จัดโครงการบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 

 

และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามให้แก่นักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร แบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานช่วงปิดภาคเรียน ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนและเยาวชนใช้เวลาในช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์ ด้วยการศึกษาหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา นำมาปรับใช้ในการเรียนและการปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมและดีงาม 

 

อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมทักษะวินัยในตนเอง และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่ดีงามให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมีนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ 6 กลุ่มเขตของกรุงเทพมหานครรวมจำนวน 1,072 คน เข้าร่วมบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติฯ แบบพักค้างจำนวน 7 วัน ระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2567 ณ วัดในพื้นที่ 6 กลุ่มเขตของกรุงเทพมหานคร

 

The post กทม. บรรพชาสามเณร 1,072 รูป เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีทองแห่งศรัทธา ความย่อยยับของพระพุทธรูปโบราณ https://thestandard.co/opinion-the-golden-faith/ Sat, 26 Aug 2023 02:30:57 +0000 https://thestandard.co/?p=833856

กว่า 6 ปีแล้วที่สีทองแห่งศรัทธาได้ระบาดไปทั่วประเทศ พระ […]

The post สีทองแห่งศรัทธา ความย่อยยับของพระพุทธรูปโบราณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กว่า 6 ปีแล้วที่สีทองแห่งศรัทธาได้ระบาดไปทั่วประเทศ พระพุทธรูป วิหารอุโบสถหลายแห่งถูกทาด้วยสีทองสังเคราะห์สมัยใหม่ ในมุมมองของผู้ศรัทธานั้น นี่คือความสวยงามและการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดีกว่าปล่อยให้เสื่อมโทรม แต่ในมุมมองของนักอนุรักษ์แล้วนี่คือการทำลายพระพุทธรูปและอาคารเก่า ซึ่งตอนนี้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเป็นรูปธรรมแล้วในหลายวัดหลายอารามด้วยกัน

 

ทำไมพระพุทธรูปต้องสีทอง? ผมคิดว่าเราควรเริ่มต้นจากคำถามนี้ก่อน ซึ่งเป็นเหตุจูงใจให้พระพุทธรูปต้องเป็นสีทอง เรื่องนี้สามารถเข้าใจได้จากความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าประกอบด้วยลักษณะของมหาบุรุษ เรียกกันว่า ‘มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ’ โดยใน พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ได้พรรณนาไว้ว่า พระฉวี (ผิว) ของพระพุทธเจ้ามีสีเหลืองงาม “ดังสีทองทั่วทั้งพระกาย ครุวนาดุจรูปทองทั้งแท่ง อันนี้จัดเป็นพระมหาบุรุษลักษณะคำรบ 11” 

 

อย่างไรก็ดี ซุนยิงกัง (Sun Yinggang) เสนอว่า ผิวกายสีทองของพระพุทธเจ้าที่อธิบายในมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการนี้อาจมีที่มาจากคัมภีร์ของนิกายมหายานในสมัยคันธาระ เพื่อยกย่องความยิ่งใหญ่และเหนือมนุษย์ของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ ผิวกายสีทองของพระพุทธเจ้าอาจเกี่ยวข้องกับปรัชญาในระดับลึกอีกด้วย ฟิลลิส กรานอฟฟ์ (Phyllis Granoff) เสนอว่า ผิวกายสีทองเป็นสัญลักษณ์แทนสวรรค์ สุขภาพ และทรัพย์สมบัติ ซึ่งจะทำให้ผู้บูชารู้สึกเปี่ยมไปด้วยความสุข ในขณะที่ชาวพุทธในทิเบตเชื่อว่าการปิดทองคำให้กับพระพุทธรูปนั้นจะทำให้เมื่อเกิดใหม่ในชาติหน้ามีผิวพรรณผุดผ่องราวกับทองคำ และบางกรณีจะทำให้เกิดเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยอีกด้วย 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง 

 


 

ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้เองที่ทำให้การปิดทองคำเปลวบนองค์พระพุทธรูปกลายเป็นประเพณีสำคัญแพร่กระจายในทุกประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ บ้างอาจปิดทองทั้งองค์ บ้างปิดทองแค่บางส่วน และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยสำริดหรือทองเหลือง กระทั่งทองคำ 

 

แต่ทั้งการปิดทองคำเปลวและการสร้างด้วยสำริดต่างมีราคาแพงมาก ถ้าไม่ใช่เศรษฐีหรือกษัตริย์ก็ยากที่จะทำได้โดยง่าย สถานการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งผมเคยเดินสำรวจพระพุทธรูปที่ระเบียงคดวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร บังเอิญได้พบกับช่างที่กำลังปิดทองคำเปลวพระพุทธรูป จึงทำให้ผมทราบราคาว่าพระพุทธรูปประทับนั่งความสูงราว 80 เซนติเมตร มีค่าใช้จ่ายในการปิดทองราว 1 แสนบาท! 

 

ด้วยเงื่อนไขเรื่องราคาที่แสนแพงนี้เอง ผู้ที่ศรัทธาและพระสงฆ์ก็คงไม่สามารถปิดทองคำเปลวพระพุทธรูปได้ตามตั้งใจ ในขณะที่สีทองที่มาจากการสังเคราะห์จึงกลายเป็นคำตอบของเรื่องนี้ เพราะกระป๋องหนึ่งมีราคาตั้งแต่ 1,000-3,000 กว่าบาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพสี แถมกระป๋องเดียวยังทาพระพุทธรูปได้หลายองค์อีกด้วย 

 

ในเมื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจสวนทางกับศรัทธาจึงทำให้สีทองเข้ามามีบทบาทเช่นนี้ 

 

อะไรคือปัญหาของสีทองวิทยาศาสตร์? 

 

สีทองสังเคราะห์แตกต่างไปจากทองคำเปลว เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมัน ทำให้เมื่อทาลงไปยังพระพุทธรูปโดยเฉพาะที่ทำจากหิน สีน้ำมันจะเคลือบผิวและปิดรูพรุนของหินหมด ทำให้ความชื้นจากบรรยากาศและที่ซึมขึ้นมาจากพื้นไม่สามารถผ่านออกไปได้อีก ความชื้นนี้เองที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หินทรายหรือปูนเสื่อมสภาพ 

 

โดยปกติแล้วกระบวนการเกิดหินทรายขึ้นมาประกอบด้วย 3 กระบวนการหลัก คือ การระเหยไปของน้ำและความชื้น (Evaporation) กระบวนการบีบอัด (Compaction) และกระบวนการเชื่อมประสาน (Cementation) ซึ่งมีแร่ธาตุสำคัญคือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ที่มาจากหินปูน หินอ่อน เปลือกหอย หรือกระดูก ซึ่งน้ำสามารถทำให้แคลเซียมคาร์บอเนตสลายตัว

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น หินทรายจะค่อยๆ แตกออกจากกัน คืนสภาพกลับกลายเป็นทราย เช่นเดียวกับปูนโบราณที่ใช้ฉาบผนังและเชื่อมอิฐก็จะสลายตัวลงจากความชื้นที่สะสม 

 

ผลที่ตามมาจากการทาสีทองจึงทำให้พระพุทธรูปหลายวัด โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทรายศิลปะเขมรและอยุธยาเกิดการแตกสลายและผุพังเพราะปิดกั้นความชื้น เมื่อกักอยู่ภายในองค์พระนานๆ ปริมาณน้ำก็จะมากขึ้น ทำให้เป็นตัวทำละลายแคลเซียมคาร์บอเนต 

 

ปรากฏการณ์นี้จะเห็นมากในกลุ่มของพระพุทธรูปหินทรายในสมัยก่อนอยุธยา (อโยธยา) และอยุธยาที่นิยมใช้หินทรายสีแดง ซึ่งเป็นหินทรายเนื้ออ่อนที่ง่ายต่อการสลายตัวอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นจากแรงบีบอัดที่ไม่มากและมีแร่เหล็ก (Hematite) เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้ง่ายต่อการสลายตัวเข้าไปอีก พระพุทธรูปแบบนี้นิยมทำกันมากในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคตะวันตกของไทยแถบจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งมีแหล่งที่มาของหินทรายจากบริเวณอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 

 

ต่างจากการปิดทองแบบโบราณที่ใช้ยางรักเคลือบบนพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งยางรักเป็นสารอินทรีย์จึงมีคุณสมบัติคลายความชื้นได้ เช่นเดียวกับการปิดทองที่เป็นทองคำเปลวก็มีคุณสมบัติยอมให้น้ำผ่านได้ตามรอยต่อของแผ่นดินและรูพรุน 

 

กรณีของพระพุทธรูปในวัดที่มีการแชร์ในโลกโซเชียลกันมากคือกรณีของวัดแจงร้อน เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งผมเคยไปดูเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนั้นสภาพก็เริ่มผุพังและเสื่อมไปมาก มาเห็นภาพอีกครั้งในโลกโซเชียลแล้วก็ยิ่งใจหาย เพราะเสื่อมสภาพมากขึ้นไปอีก จนเศียรพระบางรูปหลุดออกมา บ้างหินทรายผุพัง คงเหลือเฉพาะสีทองที่เคลือบเป็นเปลือกอยู่ภายนอก

 

พระพุทธรูปที่วัดแจงร้อนเกิดการเสื่อมสภาพจากการทาสีทอง

 

พระพุทธรูปที่วัดแจงร้อนเกิดการเสื่อมสภาพจากการทาสีทอง

 

วัดบางแห่งตอนนี้เรียกร้องให้กรมศิลปากรและองค์กรต่างๆ เข้าช่วยเหลือเพื่อลอกสีทองออก เพราะไม่มีงบประมาณมากพอจะแก้ไขด้วยการลอกสี ซึ่งการลอกสีนี้ดูเหมือนจะง่ายแต่ก็ยาก เพราะต้องค่อยๆ ลอก ไม่เช่นนั้นผิวหินจะหลุด แต่ที่สำคัญคือการเอาสีน้ำมันออกจากรูพรุนของหินนี่สิครับที่เป็นเรื่องยากมาก บางคนบอกว่าเป็นราคาที่วัดต้องจ่ายและจัดการเอง ซึ่งความจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น ยิ่งวัดที่มีเงินทำบุญมากๆ ก็ควรต้องออกงบประมาณเอง ไม่ควรเรียกร้องงบจากหน่วยงานไหน ควรเรียกร้องเพียงให้มีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาหรือสาธิตให้ดูเสียมากกว่า 

 

ส่วนวัดที่ทำด้วยความไม่รู้และไม่มีงบ เรื่องนี้อาจต้องพึ่งพาคนทั่วไปหรือชุมชนให้ความช่วยเหลือ แต่ชุมชนจะมาช่วยก็นับเป็นเรื่องยาก เพราะในปัจจุบันวัดหลายแห่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งและยึดโยงกับชุมชนมานานแล้ว คงต้องให้หน่วยงานรัฐที่พอมีกำลังเข้าไปช่วยเหลือ

 

เรื่องทาสีทองนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงแค่เรื่องการทำลายพระพุทธรูปหรืออุโบสถวิหารอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พูดอีกแบบคือทำไปโดยขาดความรู้ มีแต่ศรัทธาเท่านั้น หากแต่มีความเกี่ยวพันกับปัญหาการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมด้วย แม้กรมศิลปากรจะจัดอบรมให้ความรู้กับพระสงฆ์ หรือเรียกว่าสังฆาธิการ หรือการอบรมเจ้าอาวาสให้มีความรู้เรื่องการอนุรักษ์มาโดยตลอด 

 

แต่ปัญหาซ้ำซากนี้ก็เกิดขึ้นเสมอ เพราะไม่ได้มีเพียงพระเท่านั้นที่ขาดความรู้ แต่ญาติโยมผู้ศรัทธาที่ขาดความรู้ และในโลกอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย นับว่ามีอิทธิพลอย่างมากที่ทำให้สีทองนี้แพร่หลายในกลุ่มญาติโยม เพราะพวกเขาจะเห็นแต่คนที่ไปทำบุญด้วยการทาสีทอง ไม่ได้เห็นถึงปัญหา ซึ่งก็นับว่าน่าเห็นใจเป็นอย่างมาก แทนที่จะได้บุญแต่กลับเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว 

 

ทางแก้เบื้องต้นคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ให้มากขึ้น ติดป้ายตามวัดและโบราณสถานห้ามไม่ให้ทาสีทองหรือใช้สีน้ำมัน หรือกระทั่งประกาศและลงโทษอย่างจริงจังเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว หรือคุยกับบริษัทสีให้ตระหนักถึงปัญหา เพื่อให้ทำฉลากติดคำเตือนข้างกระป๋องสี

The post สีทองแห่งศรัทธา ความย่อยยับของพระพุทธรูปโบราณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียฉลองวันวิสาขบูชาสุดยิ่งใหญ่ พระสงฆ์ 300 รูปร่วมเดินธรรมยาตรา อัญเชิญน้ำและไฟศักดิ์สิทธิ์ไปยังบุโรพุทโธ https://thestandard.co/waisak-indonesia-2023/ Sun, 04 Jun 2023 07:10:52 +0000 https://thestandard.co/?p=799148

การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียนั้นถือได้ว […]

The post อินโดนีเซียฉลองวันวิสาขบูชาสุดยิ่งใหญ่ พระสงฆ์ 300 รูปร่วมเดินธรรมยาตรา อัญเชิญน้ำและไฟศักดิ์สิทธิ์ไปยังบุโรพุทโธ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียนั้นถือได้ว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยประกาศยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดประจำชาติ (Waisak National Holiday) ซึ่งในปีนี้รัฐบาลอินโดนีเซียนำโดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีนโยบายจัดงานเฉลิมฉลองวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้พระมหาเจดีย์บุโรพุทโธเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธและนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

 

โดยมอบหมายให้สมาคมชาวพุทธแห่งอินโดนีเซีย หรือ วาลูบี (WALUBI), สหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย-แอฟริกา, มูลนิธิธรรมกาย และสมาคมพุทธศาสนามหานิกายแห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ MBMI รับหน้าที่ดูแลการจุดประทีปลอยโคมถวายเป็นพุทธบูชา 

 

งานวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียในปีนี้จัดขึ้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2566 ตามปฏิทินของประเทศไทย พิธีเริ่มต้นขึ้นที่วัดเมินดุดซึ่งอยู่ห่างจากพระมหาเจดีย์บุโรพุทโธราว 5 กิโลเมตร เริ่มต้นด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกันของคณะสงฆ์จำนวนกว่า 300 รูปจากทุกนิกายทั่วประเทศอินโดนีเซีย 

 

จากนั้นผู้นำองค์กรพุทธนานาชาติที่เดินทางมาจากประเทศทั่วโลกนำคณะสงฆ์ทุกนิกายเดินธรรมยาตราจากวัดเมินดุด ต่อด้วยขบวนรถบุปผชาติอัญเชิญน้ำและไฟศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนขบวนไปยังพระมหาเจดีย์บุโรพุทโธ เพื่อน้อมรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตลอดระยะทางกว่า 5 กิโลเมตรเนืองแน่นไปด้วยประชาชนชาวเมืองยอกยาการ์ตา พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก เปล่งเสียงสาธุการชื่นชมขบวนธรรมยาตรา บ้างก็พนมมือไหว้พุทธบุตรที่เดินผ่านไปด้วยความเลื่อมใส ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชาวอินโดนีเซียมีส่วนร่วมและยินดีกับการเฉลิมฉลองวิสาขบูชานานาชาติครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะสงฆ์และชาวพุทธจากนานาชาติเป็นอย่างยิ่ง

 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมในการใช้ดอกไม้บูชา ที่ประเทศอินโดนีเซียนิยมใช้ดอกซ่อนกลิ่นในการไหว้บูชาหรือประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีความเชื่อว่าช่อของดอกซ่อนกลิ่นเป็นเครื่องหมายของความสุขสดชื่นและความปรารถนาดี ต่างจากคนไทยที่มีความเชื่อว่าเป็นดอกไม้ไม่เป็นมงคล ไม่ควรปลูกไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าเป็นลางไม่ดีแก่ผู้อาศัย 

 

The post อินโดนีเซียฉลองวันวิสาขบูชาสุดยิ่งใหญ่ พระสงฆ์ 300 รูปร่วมเดินธรรมยาตรา อัญเชิญน้ำและไฟศักดิ์สิทธิ์ไปยังบุโรพุทโธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดสระเกศฯ คนแน่นทำบุญตักบาตร-เวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา https://thestandard.co/wat-sraket-vesak-day-2566/ Sun, 04 Jun 2023 02:52:17 +0000 https://thestandard.co/?p=799025

วันนี้ (3 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันวิส […]

The post วัดสระเกศฯ คนแน่นทำบุญตักบาตร-เวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนต่างเดินทางเข้าวัดทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า และเวียนเทียนในช่วงบ่ายจนถึงค่ำ โดยบรรยากาศที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเดินทางมาเวียนเทียนและร่วมฟังเทศนาธรรม

 

The post วัดสระเกศฯ คนแน่นทำบุญตักบาตร-เวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>