ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Mar 2026 02:43:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด https://thestandard.co/aekniti-us-tariffs-strategy/ Tue, 03 Mar 2026 02:43:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1183723 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประชุมกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ดร.เอกนิติ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน เพื่อกำหนดยุทธ […]

The post ‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประชุมกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ดร.เอกนิติ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา และเตรียมรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่ ทั้งเชิงรับและเชิงรุก เหตุมองคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้แรงกดดันทางการค้าลดลง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ลั่นเตรียมมองหาโอกาสในวิกฤตดังกล่าว

 

วันที่ 2 มีนาคม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ เพื่อติดตามสถานการณ์และวางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าว

 

โดย ดร.เอกนิติยังระบุว่า “แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงกรอบกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ใช้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันด้านการค้าจะลดลง รัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งในเชิงรับและเชิงรุก โดยประเด็นสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้คือการให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวเพื่อดำรงความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย”

 

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า การใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดอัตราภาษี (Reciprocal Tariffs) ต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้นขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีชุดใหม่ภายใต้กฎหมายอื่นโดยทันที

 

โดยหลังจากผลตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศใช้มาตรา 122 ยกระดับภาษีทั่วโลกไปสู่ระดับ 10% ก่อนจะประกาศขึ้นอีกเป็น 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมายมาตรา 122 อนุญาต เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

การประชุมครั้งนี้ยังมีรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วม ได้แก่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

 

คณะทำงานได้ประชุมหารือในประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย (2) การมองหาโอกาสของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว และ (3) การกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาและท่าทีของประเทศไทยที่จะดำเนินการต่อไป

 

ทั้งนี้ คณะทำงานจะรายงานผลการประชุมหารือต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในโอกาสต่อไป

The post ‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม https://thestandard.co/trump-tax-tools-supreme-court-trade/ Sat, 21 Feb 2026 05:16:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1180564 ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงเครื่องมือภาษีใหม่หลังศาลสูงตีตกมาตรการเดิม

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดสหรัฐอเม […]

The post ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงเครื่องมือภาษีใหม่หลังศาลสูงตีตกมาตรการเดิม

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีมติ 6-3 ตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยอ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว ศาลสูงสหรัฐฯ จีงตีตกมาตรการภาษีดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำตัดสินของศาลสูงออกมา แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ก็ยังคงยืนยันที่จะใช้ระบบภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องธุรกิจอเมริกันและเปิดตลาดใหม่ๆ ของสหรัฐฯ

 

ทางด้าน ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เพียงแค่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สูญเสียเครื่องมือหนึ่งไป แต่ยังมี ‘เครื่องมืออื่นๆ อีกหลายตัวเลือก’ ที่ทรัมป์ยังสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มภาษีได้

 

เครื่องมือเก็บภาษีทรัมป์ มีอะไรอีกบ้าง

 

1. มาตรา 122 กฎหมายการค้า 1974

 

เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือแรกที่ทรัมป์เลือกใช้ทันที หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ โหวตคว่ำมาตรการเก็บภาษีนำเข้าเดิมของทรัมป์ โดยกฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถประกาศใช้มาตรการพิเศษเพื่อจำกัดการนำเข้า เมื่อพบปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น ปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง (Balance of Payments Deficits) หรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกทั้งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่า การใช้อำนาจของประธานาธิบดีในการสั่งเก็บภาษีศุลกากรนั้น จะต้องผ่านการสืบสวนหรือต้องมีการสรุปข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานฝ่ายบริหารก่อน เช่น คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) หรือกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งยังไม่ได้มอบอำนาจในการตัดสินใจเรื่องภาษีนี้ให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยตรง อย่างเช่น ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)

 

อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตามมาตรา 122 นี้ ‘มีข้อจำกัด’ คือ สามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมได้ สูงสุดไม่เกิน 15% และมีผลบังคับใช้ได้ สูงสุดเพียง 150 วัน โดยทรัมป์ได้ลงนามขึ้นภาษีสินค้า 10% ทั่วโลก ตามอำนาจของมาตรา 122 ตามกฎหมายฉบับนี้ คาดว่ามาตรการขึ้นภาษีชั่วคราวนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 00:01 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST)

 

2. มาตรา 301 กฎหมายการค้า 1974

 

เครื่องมือนี้อนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การสั่งการของประธานาธิบดี สามารถตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้ต่างชาติที่ ‘ละเมิดข้อตกลงทางการค้า’ หรือมีนโยบายที่ ‘ไม่เป็นธรรม’, ‘ไร้เหตุผล’ หรือ ‘เลือกปฏิบัติ’ ซึ่งเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยเงื่อนไขคือ USTR ต้องเป็นผู้ดำเนินการสืบสวนและพิจารณา

 

มาตรา 301 นี้ ‘ไม่มีการจำกัดเพดานอัตราภาษีสูงสุด’ แต่จะหมดอายุอัตโนมัติใน 4 ปี และสามารถต่ออายุได้โดยไม่มีขีดจำกัดสูงสุด หากมีคำร้องขอจากอุตสาหกรรมในประเทศ โดย เครื่องมือนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีน เช่น ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 100%

 

3. มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า 1962

 

เครื่องมือนี้ใช้เพื่อปรับลดหรือเพิ่มภาษีการนำเข้าสินค้า หากพบว่าการนำเข้านั้น ‘คุกคามหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ’ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการสืบสวนและทำรายงานยืนยันผลก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะตัดสินใจออกมาตรการได้

 

เครื่องมือนี้ ‘ไม่มีการจำกัดเพดานอัตราภาษีสูงสุด’ และ ‘ไม่มีการจำกัดระยะเวลาบังคับใช้’ โดยในสมัยรัฐบาบลทรัมป์ 1.0 ทรัมป์เคยใช้มาตรานี้ตั้งกำแพงภาษีเหล็ก (25%) อะลูมิเนียม (10-25%) และรถยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์มาแล้ว

 

4. มาตรา 338 กฎหมายการค้า 1930

 

เครื่องมือนี้ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งเก็บภาษีสินค้าจากต่างประเทศ หากประธานาธิบดี ‘พบข้อเท็จจริง’ (Find as a Fact) ว่าประเทศนั้นๆ มีการ ‘เลือกปฏิบัติ’ หรือ ‘สร้างข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม’ ต่อสินค้าและพาณิชยกรรมของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดย ‘ไม่จำเป็นต้อง’ รอผลการสืบสวนจากหน่วยงานใดเป็นข้อกำหนดเบื้องต้น แม้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) จะมีหน้าที่แจ้งให้ทราบก็ตาม

 

โดยมาตรา 338 นี้ สามารถตั้งกำแพงภาษีได้ สูงสุด 50% ของมูลค่าสินค้า และไม่มีการจำกัดระยะเวลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง ‘เครื่องมือทางเลือก’ ที่น่าสนใจในการเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้

 

หากทรัมป์ต้องการหลีกเลี่ยงกระบวนการสืบสวนที่มักใช้เวลานานจากหน่วยงานรัฐแบบที่ต้องทำในมาตรา 232 หรือ 30 จึงเป็นไปได้สูงที่เขาจะหันมาใช้เครื่องมือทางเลือกที่รวดเร็วกว่า (Alternative Tools) โดยเฉพาะ มาตรา 122 โดยอ้างปัญหาดุลการชำระเงิน หรือ มาตรา 338 โดยอ้างการถูกเลือกปฏิบัติ และอาจรวมถึง กฎหมาย IEEPA ในบางกรณี เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีดำเนินการได้ทันที

 

ส่วนประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีหรือไม่นั้น ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีส่วนนี้ไปแล้วประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ศาลสูงไม่ได้ให้แนวทางว่าต้องคืนเงินหรือไม่ อย่างไร โดยทรัมป์และรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่าข้อพิพาทเรื่องการขอคืนเงินนี้จะยืดเยื้อในชั้นศาลไปอีกหลายปี ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสขอคืนเงินได้มากกว่าบริษัทเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากรในการดำเนินการตามขั้นตอน อีกทั้งมาตรการเก็บภาษีทรัมป์หลังจากนี้อาจมีความเข้นข้นยิ่งขึ้นอีก

 

นอกจากนี้ความกังวลเรื่องการใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่อาจกว้างเกินไปและไม่ถูกตรวจสอบนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ความพยายามของสภาคองเกรสในการจำกัดอำนาจเหล่านี้ ซึ่งเป็นการตอบโต้และการตรวจสอบจากสภาคองเกรส (Congressional Check)

 

ปัจจุบันมีการเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับ เช่น การบังคับให้กำแพงภาษีที่ประธานาธิบดีประกาศใช้ ต้องหมดอายุภายใน 60 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะลงมติเห็นชอบ (Joint Resolution of Approval) รวมถึงมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย IEEPA ไม่ให้ใช้ตั้งกำแพงภาษีได้อีก หรือแม้กระทั่งการเสนอยกเลิกมาตรา 338 ทิ้งไปเลย นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในชั้นศาลที่พยายามตีความว่า การอ้างอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้ของทรัมป์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

‘ข่าวดี’ หรือ ‘ข่าวร้าย’ ของไทย?

 

วีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย แสดงความเห็นผ่านช่องทางโซเชียลว่า มี 3 ข้อที่สำคัญที่ไทยควรคำนึงถึง นั่นคือ

 

1. แม้วันนี้ศาลสูงจะยกเลิกภาษีต่างตอบแทนรายประเทศ 19% ตามกฎหมาย IEEPA แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือเพื่อเก็บภาษี ต้องรอดูต่อว่า ไทยจะโดนมากหรือน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการเจรจา

 

จากการที่ ศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีต่างตอบแทนที่เก็บรายประเทศตามกฎหมาย IEEPA นั้น ทำให้ทรัมป์โต้ตอบโดยกลับมาเก็บที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยใช้มาตรา 122 ตามกฎหมายการค้า 1974 ตรงนี้ไทยจะได้ประโยชน์ เพราะภาษีลดลงจาก 19% เป็น 10% ซึ่งทรัมป์สามารถเก็บได้ 150 วันเท่านั้น ถ้ารัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ให้ไปต่อ ก็เก็บต่อไม่ได้

 

ล่าสุด จึงมีประกาศอีกฉบับออกมาเพิ่มเติมว่า อาจจะใช้มาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 ไล่เก็บภาษีต่างตอบแทนกับประเทศต่างๆ แทน หลังจากที่เก็บจากมาตรา 122 ไม่ได้แล้ว มาตรา 301 ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศที่มีพฤติกรรมค้าขายกับสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรม เช่น มีการลอกเลียนลิขสิทธิ์ทางปัญญา หรือบิดเบือนค่าเงิน โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะต้องทำรายงานพฤติกรรมเหล่านี้รายประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มทำกับจีนและบราซิลแล้ว

 

วีระพงษ์ยังเน้นย้ำว่า ภาษีที่เก็บรายสินค้า ‘ทุกประเทศ อัตราเดียว’ กับสินค้า เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม รถยนต์ ยังคงอยู่ เพราะภาษีนี้อ้างอิงกับกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า 1962) และมีโอกาสที่ทรัมป์จะเพิ่มความเข้มข้นของภาษีนี้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มอัตราภาษี หรือเพิ่มรายการสินค้าที่โดนภาษี

 

2. คนที่จะได้ภาษีที่เก็บมาแล้วคืนคือ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ‘ไม่ใช่’ ผู้ส่งออกไทย ถ้าผู้ส่งออกไทยจะเรียกร้องเงินคืนบ้าง คงต้องเจรจากับผู้นำเข้า แต่จะต้องรวมกลุ่มต่อรองและจะใช้เวลานาน

 

วีระพงษ์ยกตัวอย่างว่า สมมติ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ คือ ‘จอห์น’ ได้ซื้อของจากผู้ส่งออกไทย คือ ‘สมพงษ์’ 100 บาท จอห์นต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ 19 บาท เมื่อศาลพิพากษาให้ภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องคืนเงินภาษี 19 บาทให้จอห์น ไม่ใช่สมพงษ์

 

เพราะฉะนั้น ผู้ส่งออกไทย ‘ยังไม่ได้ประโยชน์โดยตรง’ นอกจากสมพงษ์จะไปเจรจาขอเงินคืนจากจอห์นเอง ตรงนี้ รัฐบาลสามารถรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสนับสนุนการเจรจาได้ แต่คงจะใช้เวลานาน เพราะตอนนี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ อย่างจอห์นเอง ก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน เพราะทรัมป์บอกเลยว่า ‘กระบวนการจะไม่ง่าย’

 

3. การเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ควรทำต่อ แต่โจทย์ของการเจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป

 

ในเมื่อทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือ การเจรจาจึงควรดำเนินต่อไป แต่โจทย์จะไม่ใช่เจรจาเพื่อให้ได้ 19% ตามเดิมแล้ว วีระพงษ์เสนอว่า ด้วยรูปการณ์ปัจจุบัน โจทย์ในการเจรจาของไทยมี 2 ข้อ

 

1. เราควร ‘เน้นเจรจาเพื่อขอยกเว้น’ หรือ ‘ลดภาษีเป็นรายสินค้าไป’ โดยเฉพาะสินค้าที่สำคัญกับการส่งออกไทย เช่น ที่อังกฤษเคยเจรจาขอลดภาษีเหล็กได้ เป็นต้น จะทำให้ต้นทุนการส่งออกลดลง ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ

 

2. เราต้อง ‘เตรียมสู้กลับ’ กรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ รายงานพฤติกรรมการค้าที่ ‘ไม่เป็นธรรม’ ของไทย เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีในอนาคต ในส่วนนี้รัฐบาลไทยทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเตรียมเหตุผลเจรจากับสหรัฐให้เข้มแข็งว่า พฤติกรรมการค้าของไทยยุติธรรมอย่างไร หรือจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่อย่างไร

 

โดยรวมแล้ว วีระพงษ์มองว่า ข่าวดีคือ เราได้ลดภาษีจาก 19% มาเป็น 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่นี่เป็น ‘ข่าวดีชั่วคราว’ ยังต้องจับตาดูทรัมป์ว่า จะใช้เครื่องมืออื่นๆ อย่างไร การเจรจาจะมีความสำคัญมาก

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์มีเครื่องมือภาษีอะไรอีกบ้าง จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังศาลสูงตีตกมาตรการภาษีเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาคำร้องทรัมป์ หลังเสนอให้ยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด https://thestandard.co/supreme-court-trump-end-citizenship/ Sun, 07 Dec 2025 05:20:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1151996 ศาลสูงสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาคำร้องทรัมป์ หลังเสนอให้ยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกา หรือศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาเตรียมพิจารณาตัดสินคำร […]

The post ศาลสูงสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาคำร้องทรัมป์ หลังเสนอให้ยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาคำร้องทรัมป์ หลังเสนอให้ยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกา หรือศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาเตรียมพิจารณาตัดสินคำร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด (Birthright Citizenship) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน โดยคาดว่า ศาลสูงสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะรับฟังการแถลงด้วยวาจาในช่วงต้นปีหน้า และจะมีคำวินิจฉัยในเดือนมิถุนายน 2026

 

ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่เขากลับเข้ามารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 โดยมีคำสั่งว่า บุตรที่เกิดในสหรัฐอเมริกาแก่บิดามารดาที่อยู่ในประเทศ ‘อย่างผิดกฎหมาย’ หรือด้วย ‘วีซ่าชั่วคราว’ จะไม่กลายเป็นพลเมืองสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติ

 

คำสั่งนี้ถูกระงับไม่ให้มีผลบังคับใช้ หลังจากที่ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางตัดสินว่าขัดต่อฝ่ายบริหารในคดีความหลายคดี โดย จอห์น คูเกนฮาวเออร์ ผู้พิพากษาศาลแขวง ได้กล่าวถึงคำสั่งนี้ว่าเป็น ‘การขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน’

 

ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการละเมิด การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 (14th Amendment) ซึ่งระบุว่า “บุคคลทั้งหมดที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐอเมริกา และอยู่ภายใต้อำนาจศาลแห่งสหรัฐฯ [subject to the jurisdiction thereof] ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกาและของรัฐที่พวกเขาอาศัยอยู่”

 

ขณะที่คำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ตั้งอยู่บนแนวคิดที่มองว่า ใครก็ตามที่อยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย หรืออยู่ด้วยวีซ่า จะถือว่า ‘ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจศาล’ ของประเทศสหรัฐฯ ดังนั้นจึงถูกยกเว้นจากหมวดหมู่นี้ ซึ่งศาลสูงสหรัฐฯ เคยปฏิเสธคำจำกัดความที่แคบเช่นนี้มาแล้วในคดีสำคัญเมื่อปี 1898

 

รัฐบาลทรัมป์ยังโต้แย้งว่า การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 ซึ่งผ่านความเห็นชอบหลังสงครามกลางเมืองนั้น มุ่งหมายถึง ‘สิทธิของอดีตทาส’ และไม่ใช่บุตรหลานของผู้ย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีเอกสารหรือผู้มาเยือนสหรัฐฯ ชั่วคราว

 

ในคำร้องต่อศาล จอห์น ซาวเออร์ ทนายความของทรัมป์ได้ให้เหตุผลว่า “การขยายการให้สัญชาติโดยกำเนิดไปยังบุตรหลานของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายโดยผิดพลาด ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสหรัฐอเมริกา โดยได้บั่นทอนบูรณภาพแห่งดินแดนของสหรัฐฯ และสร้างแรงจูงใจในการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย”

 

ขณะที่ เซซิลเลีย หวัง ผู้อำนวยการด้านกฎหมายแห่งชาติของ American Civil Liberties Union (ACLU) ซึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อต่อต้านความพยายามยกเลิกสัญชาติโดยกำเนิด คาดหวังว่า ศาลสูงสหรัฐฯ จะ ‘ล้มล้างคำสั่งที่เป็นอันตรายนี้อย่างถาวร’

 

หวังยังกล่าวว่า ศาลรัฐบาลกลางทั่วประเทศได้ปฏิเสธความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการถอดถอนการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญหลักนี้มาโดยตลอด การกระทำของทรัมป์ขัดต่อสิทธิหลักของชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญของเรามานานกว่า 150 ปี

 

ศาลสูงสหรัฐฯ ขณะนี้ มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม หรือฝ่ายขวา ครองเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง ซึ่งในจำนวน 6 คนนี้ มี 3 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยทรัมป์

 

ผู้พิพากษาชุดนี้เคยเข้าข้างทรัมป์ในการตัดสินใจหลายประเด็นสำคัญ โดยอนุญาตให้นโยบายต่างๆ มีผลบังคับใช้ได้ หลังจากที่นโยบายเหล่านั้นถูกศาลชั้นต้นขัดขวาง เช่น การเพิกถอนการคุ้มครองทางกฎหมายชั่วคราวตามหลักมนุษยธรรมสำหรับผู้อพยพหลายแสนคน การเนรเทศผู้อพยพไปยังประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิดของตน และการจู่โจมบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Alexkich / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ศาลสูงสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาคำร้องทรัมป์ หลังเสนอให้ยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคุ้มครองการเข้าถึงยาทำแท้ง ระงับคำสั่งจำกัดการใช้ยาของศาลชั้นต้น https://thestandard.co/us-supreme-court-poised-act-abortion-pill-curbs/ Sat, 22 Apr 2023 05:06:26 +0000 https://thestandard.co/?p=779759 ยาทำแท้ง

ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำสั่งคุ้มครองการเข้าถึง […]

The post ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคุ้มครองการเข้าถึงยาทำแท้ง ระงับคำสั่งจำกัดการใช้ยาของศาลชั้นต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาทำแท้ง

ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำสั่งคุ้มครองการเข้าถึงยาทำแท้ง (Mifepristone) ที่ใช้กันในวงกว้าง โดยระงับข้อจำกัดการใช้ยาทำแท้งฉบับใหม่ที่กำหนดโดยศาลชั้นต้น และตัดสินให้สามารถใช้ยาทำแท้งได้ต่อไป 

 

การออกคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังผู้พิพากษา แมทธิว แคคสมาริค (Matthew Kacsmaryk) ประจำศาลแขวงรัฐเท็กซัส พยายามที่จะทำให้การอนุมัติใช้ยาทำแท้งที่มีมาอย่างยาวนานเป็นโมฆะ โดยประกาศคำสั่งเบื้องต้นเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ให้ระงับการอนุมัติใช้ยาเม็ดทำแท้งโดยองค์การอาหารและยา (FDA) โดยให้เหตุผลว่า FDA ละเมิดกฎของรัฐบาลกลางที่อนุญาตให้มีการอนุมัติยาบางประเภทอย่างรวดเร็ว และมีความผิดพลาดในขั้นตอนการประเมินยาตามหลักวิทยาศาสตร์

 

การตัดสินใจของผู้พิพากษาแคคสมาริคเกิดขึ้นหลังกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ต่อต้านการทำแท้ง ยื่นฟ้องในคดีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของยาทำแท้ง 

 

ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และบริษัท Danco Laboratories ผู้ผลิตยาทำแท้ง ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการระงับคำสั่งดังกล่าว ก่อนที่ศาลสูงจะมีคำตัดสินอนุมัติคำขอฉุกเฉิน ซึ่งหลังจากนี้คดีจะกลับไปที่ศาลอุทธรณ์ที่ 5 ของรัฐบาลกลาง ก่อนจะมีการตรวจสอบคำตัดสินของผู้พิพากษารัฐเท็กซัส และจะเปิดการไต่สวนในวันที่ 17 พฤษภาคม ก่อนจะมีคำตัดสินอีกครั้งหลังจากนั้น

 

ด้านทำเนียบขาวได้ประกาศแถลงการณ์ของ โจ ไบเดน ซึ่งยืนยันว่าจะต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป เพื่อปกป้องการเข้าถึงยาทำแท้งของผู้หญิงอเมริกัน

 

“เดิมพันจะสูงไปกว่านี้ไม่ได้แล้วสำหรับผู้หญิงทั่วสหรัฐฯ ผมจะยังคงต่อสู้กับการโจมตีที่มีแรงผลักดันทางการเมืองต่อสุขภาพของผู้หญิงต่อไป”

 

คำตัดสินที่ออกมาถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่พยายามปกป้องการเข้าถึงยาทำแท้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางกฎหมายล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านการเจริญพันธุ์ในสหรัฐฯ 

 

โดยเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ศาลสูงสหรัฐฯ ได้พิพากษาล้มล้างคำตัดสินคดี Roe v. Wade เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ที่ให้สิทธิในการยุติการตั้งครรภ์แก่ผู้หญิงทั่วประเทศ และชี้ว่าการทำแท้งไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

 

ภาพ: ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

อ้างอิง:

 

The post ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคุ้มครองการเข้าถึงยาทำแท้ง ระงับคำสั่งจำกัดการใช้ยาของศาลชั้นต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ ต้องตีความมาตรา 230 กับคดีพิพาท Google ที่อาจพลิกโฉมโลกอินเทอร์เน็ตที่เรารู้จัก https://thestandard.co/scotus-dispute-google/ Mon, 27 Feb 2023 06:52:28 +0000 https://thestandard.co/?p=755888 SCOTUS

ในวันอังคารนี้ (28 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา […]

The post เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ ต้องตีความมาตรา 230 กับคดีพิพาท Google ที่อาจพลิกโฉมโลกอินเทอร์เน็ตที่เรารู้จัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCOTUS

ในวันอังคารนี้ (28 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มพิจารณาคดีที่มีชื่อว่า Gonzalez v. Google ซึ่งใจความหลักของคดีคือการตีความข้อกฎหมายที่เรียกว่า Section 230 ว่ามีขอบข่ายในการปกป้องบริษัทในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตมากแค่ไหน และผลคำตัดสินในคดีนี้อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมนี้ไปโดยสิ้นเชิง

 

 

กฎหมายมาตรา 230 (Section 230) คืออะไร 

 

ในช่วงต้นทศวรรษ 90 ที่อินเทอร์เน็ตกำลังก่อร่างสร้างตัว ชาวอเมริกันต่างก็ตื่นเต้นกับเทคโนโลยีนี้มาก โดยที่ทุกคนมองว่านี่คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ทุกคนมองถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอันจะเกิดจากการเชื่อมคนทุกคนบนโลกไว้ด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดีชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผู้ที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมมองเทคโนโลยีใหม่นี้ด้วยสายตาเป็นกังวล เพราะพวกเขามองว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไร้กฎหมายควบคุม ซึ่งอาจจะทำให้เนื้อหาในอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยสิ่งที่ผิดศีลธรรมทั้งเรื่องเพศ ความรุนแรง และยาเสพติด

 

ในที่สุดกลุ่มอนุรักษนิยมก็ได้ผลักดันให้วุฒิสภาออกกฎหมายที่มีชื่อว่า Communication Decency Act of 1996 ซึ่งร่างกฎหมายนั้นเน้นไปที่การควบคุมเนื้อหาโป๊เปลือย โดยระบุให้การอัปโหลดหนังโป๊หรือภาพโป๊เปลือยเป็นความผิดตามกฎหมาย 

 

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อร่างกฎหมายได้ลงมาพิจารณาที่สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร ส.ส. 2 คนคือ คริสโตเฟอร์ คอกซ์ และ รอน ไวเดน ได้ออกความเห็นว่าการออกบทลงโทษคนโพสต์อย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ กฎหมายควรจะสนับสนุนให้ Internet Service Provider (ISP) หรือเจ้าของเว็บไซต์กำจัดเนื้อหาลามกอนาจารออกไปจากแพลตฟอร์มของตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ศาลเคยตัดสินไว้ว่า ISP และเจ้าของเว็บไซต์ สามารถถูกฟ้องร้องได้ถ้าเนื้อหาในแพลตฟอร์มของตัวเองผิดกฎหมาย เช่น หมิ่นประมาท หลอกลวง ค้ายาเสพติด ถ้า ISP หรือเจ้าของเว็บไซต์ตัดสินใจมีส่วนร่วมในการเซ็นเซอร์ตัวคอนเทนต์ในเว็บไซต์ (พูดง่ายๆ คือ ISP สามารถถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับยูสเซอร์ที่เป็นผู้โพสต์ข้อความผิดกฎหมายได้ ถ้า ISP ตัดสินใจลงไปจัดการกับข้อเนื้อหาด้วยตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้า ISP ตัดสินใจไม่ยุ่งกับเนื้อหาเลยก็จะไม่สามารถถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมได้)

 

คอกซ์และไวเดนอยากให้ ISP สามารถจัดการกับเนื้อหาลามกอนาจารได้โดยไม่ต้องกังวลกับการฟ้องร้อง พวกเขาจึงแก้ไข Communication Decency Act และเพิ่มบทบัญญัติ (Provision) ที่เรียกว่า Section 230 หรือมาตรา 230 ซึ่งระบุว่าต่อไปนี้ ISP และเจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องรับผิดชอบกับเนื้อหาที่ยูสเซอร์มาโพสต์ในเว็บไซต์ของตัวเองเลย เพื่อให้ ISP และเจ้าของเว็บไซต์มีความสบายใจที่จะออกมาตรวจตราเนื้อหาของตัวเองและเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย

 

 

ต้นกำเนิดอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต

 

อย่างไรก็ตาม ในปีต่อมา (1997) ศาลสูงสุดก็ได้หยิบยกกฎหมายนี้ไปพิจารณาแล้วตัดสินว่ากฎหมายห้ามเผยแพร่สื่อลามกอนาจารในอินเทอร์เน็ตของ Communication Decency Act นั้นขัดรัฐธรรมนูญข้อที่หนึ่งว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ศาลตัดสินว่าการถ่ายทำและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารที่นักแสดงเป็นผู้ใหญ่และให้ความยินยอม (Consent) ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกที่รัฐจะมาห้ามมิได้

 

แต่อย่างไรก็ดี Section 230 นั้นไม่ได้ถูกตีตกไปด้วย และมันก็กลายเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดในโลกไซเบอร์ เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมาได้ในยุคทศวรรษ 2000 เพราะไม่เช่นนั้นบริษัทอย่าง Facebook คงถูกฟ้องร้องล้มละลายในฐานะจำเลยร่วมในคดีหมิ่นประมาท (ที่มีอยู่แทบทุกวันที่เราเห็นในข่าว) หรือเพจรีวิวอย่าง Tripadvisor และ Yelp ก็คงจะเกิดไม่ได้เพราะบริษัทคงจะถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยร่วมทุกๆ ครั้งที่มีรีวิวปลอม 

 

 

คดี Gonzalez v. Google สำคัญอย่างไร

 

อย่างไรก็ดี โลกอินเทอร์เน็ตนั้นหมุนไปเร็วมาก จนทำให้ 20 ปีให้หลัง ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะต้องออกมาตีความขอบข่ายของมาตรา 230 กันใหม่ในคดีที่มีชื่อว่า Gonzalez v. Google

 

คดีนี้เกิดจากญาติของชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า โนเฮมิ กอนซาเลซ ฟ้องร้องบริษัท Google ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ YouTube โดยพวกเขากล่าวหาว่า YouTube ได้ใช้อัลกอริทึมในการแนะนำวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงและความเกลียดชังจนนำไปสู่การก่อการร้ายในกรุงปารีสเมื่อปี 2015 ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของเหยื่อหลายรายรวมถึงกอนซาเลซ

 

ฝ่ายญาติของกอนซาเลซพยายามจะตีความว่าการปกป้อง ISP ของ Section 230 นั้นไม่ได้ครอบคลุมถึงการ ‘แนะนำ’ เนื้อหาไปด้วย กล่าวคือฝ่ายญาติพยายามตีความว่า YouTube / Google ต้องรับผิดชอบต่ออัลกอริทึมของตน ในขณะที่ทนายของ YouTube / Google พยายามที่จะตีความว่า มาตรา 230 ควรจะต้องครอบคลุมถึงอัลกอริทึมในการแนะนำเนื้อหา เพราะการแนะนำเนื้อหาเป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของโลกไซเบอร์ยุคปัจจุบัน (ที่มีเนื้อหาใหม่ๆ ในระบบวันละนับล้าน) ซึ่งถ้า Section 230 ไม่ปกป้อง ISP ในแง่นี้ก็เหมือนกับกฎหมายไม่ได้ปกป้องอุตสาหกรรมเลย

 

 

คำตัดสินยังออกได้ทั้งสองหน้า

 

คดี Gonzalez v. Google จะเป็นคดีแรกในรอบ 20 กว่าปีที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้หยิบกฎหมายมาตรา 230 มาพิจารณา ทำให้เราไม่อาจทราบได้เลยว่าศาลจะตัดสินออกไปในทางไหน เพราะตุลาการเกือบทุกคนไม่เคยให้ความเห็นกับกฎหมายนี้มาก่อน จะยกเว้นก็แต่ตุลาการสายอนุรักษนิยมอย่าง คลาเรนซ์ โทมัส ที่เคยออกมาให้ความเห็นเป็นนัยๆ ในปี 2020 ว่า กฎหมายมาตรา 230 ไม่ควรปกป้องบริษัทอินเทอร์เน็ตมากกว่าที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งถ้าตุลาการสายอนุรักษนิยมอีกอย่างน้อย 4 คนมีความเห็นเหมือนกับโทมัส ก็อาจจะทำให้โลกไซเบอร์หลังปี 2023 เปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะบรรดาเว็บไซต์ต่างๆ อาจจะไม่สามารถแนะนำเนื้อหาให้พวกเราได้อีกต่อไป

 

ภาพ: Illustration by Idrees Abbas/SOPA Images / LightRocket via Getty Images

The post เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ ต้องตีความมาตรา 230 กับคดีพิพาท Google ที่อาจพลิกโฉมโลกอินเทอร์เน็ตที่เรารู้จัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติคงนโยบายพรมแดนยุคทรัมป์ สกัดผู้อพยพไม่ให้เข้าประเทศ https://thestandard.co/us-supreme-court-leaves-pandemic-era-border/ Wed, 28 Dec 2022 08:14:52 +0000 https://thestandard.co/?p=729859 ผู้อพยพ

วานนี้ (27 ธันวาคม) ศาลสูงสหรัฐอเมริกามีมติ 5 ต่อ 4 ให้ […]

The post ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติคงนโยบายพรมแดนยุคทรัมป์ สกัดผู้อพยพไม่ให้เข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้อพยพ

วานนี้ (27 ธันวาคม) ศาลสูงสหรัฐอเมริกามีมติ 5 ต่อ 4 ให้คงนโยบายด้านการข้ามพรมแดน หรือ Title 42 ที่ออกในยุคของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ตามเดิม ซึ่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถขับไล่ผู้อพยพที่ถูกจับ ณ บริเวณพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกกลับประเทศได้

 

ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติคงคำสั่งด้านสาธารณสุขของรัฐบาลที่มีชื่อว่า Title 42 ตามคำร้องของอัยการรัฐฝั่งรีพับลิกัน หลังจากเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งออกมาว่าให้ยกเลิกการใช้ Title 42 ในวันที่ 21 ธันวาคม โดยตัวแทนจาก 19 รัฐโต้แย้งว่า การยกเลิกนโยบายดังกล่าวอาจทำให้ยอดผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ที่มีมากอยู่แล้วล้นทะลักไปกว่าเดิม จนกระทบกับทรัพยากรของแต่ละรัฐที่ผู้อพยพย้ายเข้าไปอาศัย ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะใช้ Title 42 ต่อไปจนกว่าจะมีการตัดสินขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นภายในเดือนมิถุนายน 2023

 

ทั้งนี้ Title 42 มีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิดระบาดใหม่ๆ และยังอยู่ในยุคการบริหารประเทศของทรัมป์ โดยเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถขับไล่ผู้อพยพที่ถูกควบคุมตัวบริเวณชายแดนได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ทำเรื่องขอลี้ภัย เพื่อลดความเสี่ยงด้านโควิด โดยในช่วงแรกนั้นรัฐบาลไบเดนยังคงใช้กฎหมายดังกล่าวต่อเนื่องเรื่อยมา แต่ภายหลังได้มีความพยายามที่จะยกเลิก หลังจากที่หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศระบุเมื่อเดือนเมษายน 2022 ว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวแล้ว 

 

ด้านผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการคง Title 42 ไว้ตามเดิม รวมถึงคณะกรรมการช่วยเหลือระหว่างประเทศ (International Rescue Committee) ระบุว่า Title 42 ถูกใช้เพื่อเป็นเหตุผลในการขับไล่ผู้อพยพเกือบ 2.5 ล้านคนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 และแย้งว่านโยบายด้านพรมแดนของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความตึงเครียดอย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค และทำให้เส้นทางการอพยพมีความอันตรายมากขึ้น

 

แฟ้มภาพ: John Moore / Getty Images

อ้างอิง:

The post ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติคงนโยบายพรมแดนยุคทรัมป์ สกัดผู้อพยพไม่ให้เข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางในการออกคำสั่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก https://thestandard.co/supreme-court-climate-change-epa-regulations/ Fri, 01 Jul 2022 03:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=648810 ก๊าซเรือนกระจก

วานนี้ (30 มิถุนายน) ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติด้วยเสียงข้าง […]

The post ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางในการออกคำสั่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก๊าซเรือนกระจก

วานนี้ (30 มิถุนายน) ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติด้วยเสียงข้างมาก 6-3 เสียง ออกคำตัดสินให้จำกัดอำนาจของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (EPA) ในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละรัฐทั่วประเทศ ส่งผลให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโกรธเคืองอย่างหนัก และวิตกกังวลว่าสหรัฐฯ จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่หวังจะลดการปล่อยคาร์บอนในสหรัฐฯ รวมถึงเป้าหมายการปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับโลกที่มุ่งเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซพิษมาสู่แหล่งพลังงานที่สะอาดกว่าเดิม

 

ไบเดนกล่าวว่า คำตัดสินของศาลนับเป็น ‘การตัดสินใจที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง’ แต่ก็ได้ย้ำว่าสิ่งนี้จะไม่บ่อนทำลายความพยายามของเขาในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกรวนอย่างแน่นอน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนียออกโรงเป็นตัวแทนของอีก 18 รัฐ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐที่มีพรรครีพับลิกันเป็นผู้นำ) ตลอดจนบริษัทถ่านหินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่งยื่นฟ้องต่อศาล โดยอ้างว่า EPA ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะสั่งจำกัดการปล่อยคาร์บอนในทุกรัฐของประเทศ โดยทั้ง 19 รัฐต่างวิตกกังวลว่า EPA อาจใช้อำนาจสั่งการให้ภาคพลังงานยกเลิกการใช้งานถ่านหิน ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

 

แม้คำตัดสินที่ออกมานี้จะถือว่าน่าผิดหวังสำหรับสหรัฐฯ และตัวประธานาธิบดีไบเดนเองที่ประกาศเป้าหมายแก้ปัญหาสภาวะโลกรวนตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง แต่ถึงเช่นนั้น คำตัดสินของศาลก็ไม่ได้จำกัดอำนาจของ EPA ทั้งหมด แต่ระบุว่าสภาคองเกรสจะต้องให้อำนาจกับ EPA อย่างชัดเจนจึงจะสามารถดำเนินการดังกล่าวได้ในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตสภาคองเกรสเคยปัดตกข้อเสนอของ EPA เกี่ยวกับโครงการจำกัดการปล่อยคาร์บอนมาแล้ว

 

คำตัดสินดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลให้กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมาก จนส่งผลให้บรรดานักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศออกมารวมตัวประท้วง เพราะคำตัดสินนี้จะส่งผลกระทบต่อแผนการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกรวนโดยตรง โดยทั้ง 19 รัฐมีอัตราการปล่อยคาร์บอนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 44% ของประเทศในปี 2018 และนับตั้งแต่ปี 2000 ทั้ง 19 รัฐบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนโดยเฉลี่ยเพียง 7% เท่านั้น

 

วิกกี แพตตัน ที่ปรึกษาทั่วไปของกองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อม (EDF) กล่าวว่า “คำตัดสินของศาลสูงในวันนี้บ่อนทำลายอำนาจของ EPA ในการปกป้องผู้คนจากปัญหามลพิษทางสภาพภูมิอากาศ ในช่วงเวลาที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดบ่งชี้ว่าเราต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน”

 

แฟ้มภาพ: Spencer Platt / Getty Images

อ้างอิง:

The post ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางในการออกคำสั่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเมริกายุคหลังกลับคำตัดสินคดี Roe v. Wade: เมื่อสิทธิสตรีกำลังจะถูกลิดรอนโดยรัฐบาลท้องถิ่น https://thestandard.co/roe-v-wade-is-overturned/ Mon, 27 Jun 2022 04:46:34 +0000 https://thestandard.co/?p=646880 สิทธิสตรี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา หรือ Supr […]

The post อเมริกายุคหลังกลับคำตัดสินคดี Roe v. Wade: เมื่อสิทธิสตรีกำลังจะถูกลิดรอนโดยรัฐบาลท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิทธิสตรี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา หรือ Supreme Court ได้ออกคำพิพากษาใหม่เพื่อเป็นการล้มล้างคำพิพากษาเดิมในคดี Roe v. Wade ที่เคยให้สิทธิในการทำแท้งในช่วงแรกของการตั้งครรภ์แก่สตรีทั่วประเทศมากว่า 50 ปี ซึ่งแน่นอนว่าคำพิพากษานี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสตรีชาวอเมริกันนับล้านคน และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองรวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

 

อเมริกายุคก่อนคดี Roe v. Wade

ในยุคก่อนที่จะมีคำพิพากษาในคดี Roe v. Wade ในปี 1973 นั้น การจะอนุญาตให้ทำแท้งเสรีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลท้องถิ่นในระดับมลรัฐ กล่าวคือ มลรัฐไหนมีสภาและผู้ว่าการรัฐที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ก็จะออกกฎหมายมาเอาผิดการทำแท้ง ในขณะที่มลรัฐที่สภาและผู้ว่าการรัฐเป็นฝ่ายซ้าย ก็จะปล่อยให้ทำแท้งเสรีได้

 

ภูมิทัศน์ในทางกฎหมายในเรื่องสิทธิในการทำแท้งได้เปลี่ยนไปในปี 1973 เมื่อสตรีชาวเท็กซัสคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า เจน โร (Jane Roe) (ซึ่งชื่อของเธอก็ได้ถูกนำมาเป็นชื่อคดีว่า Roe v. Wade) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงสุดว่า กฎหมายห้ามทำแท้งของมลรัฐเท็กซัสนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลสูงก็เห็นด้วยกับเธอ และตัดสินว่ารัฐบาลมลรัฐไม่สามารถออกกฎหมายห้ามการทำแท้งระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 ได้ เพราะขัดกับหลักรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยความเป็นส่วนตัว ที่ชาวอเมริกันจะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเองตราบใดที่ยังไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น (Right of Privacy) ก่อนที่ศาลสูงจะเปลี่ยนบรรทัดฐานจากไตรมาสที่ 1 มาเป็นความอยู่รอดของทารกได้ด้วยตัวเองนอกครรภ์มารดา (Fetal Viability) ในปี 1992

 

การต่อสู้ของฝ่ายอนุรักษนิยม

คำพิพากษาของคดี Roe v. Wade นั้นสร้างความโกรธแค้นให้กับฝ่ายอนุรักษนิยม โดยเฉพาะกลุ่มเคร่งศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าการทำแท้งถือเป็นบาปอย่างมหันต์ ซึ่งในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้พยายามผลักดันในรัฐบาลมลรัฐ (ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก) ออกกฎหมายให้การเข้าถึงการทำแท้งทำได้ด้วยความยากลำบาก เช่น ออกกฎหมายให้การทำแท้งไม่สามาถทำได้ทันที ต้องมีช่วงระยะเวลาในการรอหลังพบแพทย์ครั้งแรก (Waiting Period) หรือการออกกฎเกณฑ์ยิบย่อยให้การเปิดคลินิกทำแท้งเป็นไปอย่างยากลำบาก

 

อย่างไรตาม เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของฝ่ายอนุรักษนิยมคือการกลับคำตัดสินในคดี Roe v. Wade เพราะพวกเขาเชื่อว่าหลักกฎหมายที่ศาลสูงสุดเอามาอ้างในปี 1973 (ซึ่งก็คือ Right of Privacy) นั้นเป็นหลักกฎหมายที่อ่อน และไม่ได้ระบุถึงสิทธิข้อนี้อย่างตรงๆ ในรัฐธรรมนูญ พวกเขาเชื่อว่าเมื่อไรก็ตามที่พวกเขามีเสียงข้างมากในศาลสูง พวกเขาจะสามารถแก้คำพิพากษานี้ได้

 

ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมนั้นโชคดีอย่างมากที่ผู้พิพากษาของฝ่ายเสรีนิยมอย่าง รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ได้เสียชีวิตลงในปี 2020 ทำให้ประธานาธิบดีจากรีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีโอกาสแต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมอย่าง เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์ เข้าไปแทน ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมได้ครองเสียงข้างมากในศาลสูงสุดอย่างเด็ดขาดเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ จนมาถึงการกลับคำตัดสินของคดี Roe v. Wade ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

สิทธิสตรีหลังการล้มล้างคำพิพากษาคดี Roe v. Wade

การกลับคำตัดสินของศาลสูงในครั้งนี้จะทำให้ภูมิทัศน์ของกฎหมายเรื่องการทำแท้งกลับไปเหมือนยุคปี 1970 กล่าวคือ รัฐบาลมลรัฐจะมีอำนาจเต็มอีกครั้งในการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ทำแท้งเสรีในมลรัฐหรือไม่ 

 

ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็มีถึง 13 มลรัฐแล้วที่กำลังจะประกาศให้การทำแท้งนั้นผิดกฎหมาย เพราะรัฐบาลของ 13 มลรัฐนี้ได้เคยออกกฎหมายไว้ล่วงหน้าแล้วว่า การทำแท้งจะผิดกฎหมายในทันทีเมื่อศาลสูงกลับคำพิพากษาของคดี Roe v. Wade (Trigger Law) และอีกกว่า 10 มลรัฐที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ก็น่าจะออกกฎหมายให้การทำแท้งนั้นผิดกฎหมายในเร็วๆ นี้ ซึ่งในที่สุดแล้วคาดการณ์กันว่าจะเหลือมลรัฐเพียงแค่ประมาณครึ่งเดียวของประเทศเท่านั้นที่ยังรับรองการทำแท้งเสรีอยู่

 

ศาลสูงที่มีฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นเสียงข้างมากจะหยุดที่ตรงไหน

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฝ่ายเสรีนิยมมักจะเป็นฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากในศาลสูงสุด และความก้าวหน้าในทางสังคมหลายๆ อย่างก็ถือกำเนิดมาจากคำตัดสินของศาลสูง

 

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น การแทนที่ของผู้พิพากษากินส์เบิร์กด้วยผู้พิพากษาบาร์เรตต์ได้ทำให้ดุลอำนาจของศาลสูงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะนี้ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับกลายมาเป็นฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด และก็เป็นไปได้ว่าผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมชุดนี้จะกลับคำพิพากษาในอีกหลายๆ คดีที่เคยเป็นชัยชนะของฝ่ายเสรีนิยม

 

ในคำพิพากษาของคดี Roe v. Wade ผู้พิพากษาของฝ่ายอนุรักษนิยมคนหนึ่งอย่าง คลาเรนซ์ โทมัส ก็ได้ให้ความเห็นลงไปในคำพิพากษาด้วยว่า ศาลสูงควรจะพิจารณากลับคำตัดสินในอีกหลายๆ คดีที่ใช้หลัก Right of Privacy มาตัดสิน เช่น สิทธิในการใช้ยาคุมกำเนิด (Griswold v. Connecticut), สิทธิในการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน (Obergefell v. Hodges) รวมไปถึงการให้อำนาจรัฐบาลมลรัฐออกกฎหมายห้ามการมีเพศสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกัน (Lawrence v. Texas)

 

หรือแม้แต่ในเรื่องของการทำแท้งเอง ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมชุดนี้ก็อาจจะพยายามผลักดันแนวคิดของพวกเขาให้ไปไกลมากกว่าแค่การกลับคำตัดสินคดี Roe v. Wade ด้วยการนิยามว่าสภาพบุคคลกำเนิดขึ้นหลังการปฏิสนธิ ซึ่งก็จะแปลว่าการทำแท้งถือเป็นการฆ่าคนโดยเจตนาในทุกกรณี และการทำแท้งจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้แต่ในมลรัฐที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาท้องถิ่นก็ตาม

 

ผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอม

คะแนนนิยมของโจ ไบเดนนั้นตกต่ำลงอย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาเงินเฟ้อในระดับสูง ที่ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งด้วยคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงของเขา ก็ทำให้นักวิเคราะห์ทางการเมืองคาดการณ์กันไว้ว่าพรรคเดโมแครตของเขาน่าจะแพ้การเลือกตั้งทั้งในวุฒิสภา (สภาสูง), สภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) และสภาท้องถิ่น ในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การกลับคำตัดสินของคดี Roe v. Wade โดยศาลสูงครั้งนี้ก็อาจจะทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองนั้นเปลี่ยนไป เพราะชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (ถึงเกือบ 2 ใน 3) ไม่เห็นด้วยกับการแบนการทำแท้งช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 1 เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะกลับมาโหวตให้พรรคเดโมแครต เพื่อแสดงถึงจุดยืนในการปกป้องสิทธิสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งรัฐบาลระดับมลรัฐ ผู้ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ชะตากฎหมายการทำแท้งในยุคหลังการพลิกคำตัดสินคดี Roe v. Wade

 

ภาพ: Tasos Katopodis / Getty Images

The post อเมริกายุคหลังกลับคำตัดสินคดี Roe v. Wade: เมื่อสิทธิสตรีกำลังจะถูกลิดรอนโดยรัฐบาลท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดทำเนียบผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ คณะปัจจุบัน https://thestandard.co/house-of-justice-of-the-us-supreme-court/ Tue, 27 Oct 2020 10:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=413121

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States: SC […]

The post เปิดทำเนียบผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ คณะปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court of the United States: SCOTUS) เป็นศาลยุติธรรมชั้นสูงสุดของฝ่ายตุลาการส่วนกลางในสหรัฐอเมริกา โดยคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะประกอบไปด้วย ประธานศาล 1 คน และองค์คณะผู้พิพากษาอีก 8 คน มักจะได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี ก่อนที่วุฒิสภาจะลงมติรับรอง เมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว ผู้พิพากษาในศาลสูงสุดจะดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต ลาออก เกษียณอายุ หรือถูกถอดถอน โดยมีจอห์น โรเบิร์ตส์ ดำรงตำแหน่งประธานศาลสูงสุดสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

 

ล่าสุดวุฒิสภามีมติ 52 ต่อ 48 เสียง รับรอง เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์ นั่งเก้าอี้ผู้พิพากษาศาลสูงสุดคนใหม่แทนที่ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก (RBG) ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมที่เสียชีวิตลง เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยบาร์เรตต์ถือเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ คนที่ 3 ที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ศาลสูงสุดมีความเป็นอนุรักษนิยมมากยิ่งขึ้น เพิ่มแต้มต่อให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และพรรครีพับลิกัน หากมีประเด็นที่ต้องอาศัยการพิจารณาและมติของศาลสูงสุดเป็นตัวตัดสิน โดยมีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมต่อผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมในศาลสูงสุดอยู่ที่ 6 ต่อ 3 เสียง 

 

ทำเนียบผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เปิดทำเนียบผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ คณะปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสูงสุดอเมริกาไฟเขียวคำสั่งแบนผู้ลี้ภัย 6 ประเทศของทรัมป์ https://thestandard.co/usa-supreme-court-reinstates-trump-travel-ban-s-restrictions-on-refugees/ https://thestandard.co/usa-supreme-court-reinstates-trump-travel-ban-s-restrictions-on-refugees/#respond Wed, 13 Sep 2017 04:21:53 +0000 https://thestandard.co/?p=26677

     ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาเห็นชอบคำสั่งต […]

The post ศาลสูงสุดอเมริกาไฟเขียวคำสั่งแบนผู้ลี้ภัย 6 ประเทศของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาเห็นชอบคำสั่งต่อต้านผู้ลี้ภัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

     ศาลสูงสุดระงับคำสั่งศาลมลรัฐที่ตัดสินในสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ยกเว้นคำสั่งดังกล่าวต่อผู้ลี้ภัยที่มีข้อผูกมัดตามสัญญาขององค์กรย้ายถิ่นฐานใหม่ต่างๆ ระหว่างที่ศาลทำการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวต่อไป

 

 

     คำสั่งแบนการเดินทางครอบคลุมคนบางกลุ่มจากประเทศอิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน, ซีเรีย และเยเมน โดยประมาณการว่าคำสั่งศาลสูงสุดจะส่งผลกระทบต่อผู้ลี้ภัยประมาณ 24,000 คน

     นับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ประเด็นข้อกังวลของขอบเขตคำสั่งแบนการเดินทางถูกพิจารณาในชั้นศาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังศาลสูงสุดตัดสินให้ใช้คำสั่งบริหารเพื่อห้ามการเดินทางคนจาก 6 ประเทศดังกล่าวได้ โดยให้เว้นไว้เพียงกลุ่มที่มีความสัมพันธ์อย่าง ‘สุจริต’ ต่อสหรัฐอเมริกา

 

 

     สตีฟ วลาเดก (Steve Vladeck) ศาสตราจารย์นิติศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยเท็กซัส มองถึงกรณีนี้ว่า “ถึงแม้เราอาจจับแนวคำสั่งศาลได้ว่าเน้นการพิจารณาตามกฎหมายและหลักฐาน มันควรถูกมองในฐานะกระบวนการอย่างพอประมาณที่สุดเพื่อรักษาเสถียรภาพขอบเขตรวมของคำสั่งแบนการเดินทางในช่วง 4 สัปดาห์ต่อจากนี้เป็นต้นไป”

     คาดการณ์ว่าศาลสูงสุดจะยกประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งห้ามเดินทางนี้ขึ้นพิจารณาในวันที่ 10 ตุลาคม

     ขณะที่ Amnesty International เรียกคำสั่งศาลสูงสุดนี้ว่า ‘หายนะต่อประชาชนผู้อ่อนแอที่ต้องการความปลอดภัยให้แก่ตัวเองและครอบครัว’

     “คำสั่งแบนนี้เป็นสิ่งโหดร้าย และไม่ควรยินยอมรับอำนาจของคำสั่งนี้แม้แต่น้อย” นอว์รีน ชาห์ (Naureen Shah) ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน Amnesty International ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าว

 

Photo: ANDREW CABALLERO-REYNOLDS/AFP

อ้างอิง:

The post ศาลสูงสุดอเมริกาไฟเขียวคำสั่งแบนผู้ลี้ภัย 6 ประเทศของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/usa-supreme-court-reinstates-trump-travel-ban-s-restrictions-on-refugees/feed/ 0