ศาลรัฐธรรมนูญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ศาลรัฐธรรมนูญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 24 Apr 2026 07:30:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พรรคประชาชนแจงแนวทางหลังศาลฎีกาให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ยืนยันเดินหน้าตามอุดมการณ์เดิมโดยไม่ปรับลดเพดานการทำงาน https://thestandard.co/people-party-10-mps-continue-duty/ Fri, 24 Apr 2026 07:30:03 +0000 https://thestandard.co/people-party-10-mps-continue-duty/ ภาพแกนนำพรรคประชาชน แถลงข่าวหลังศาลฎีกามีคำสั่ง ให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ท่าทีของแกนนำพรรคประชาชน ภายหลังตคำสั่งศาลฎีกาประทับรับ […]

The post พรรคประชาชนแจงแนวทางหลังศาลฎีกาให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ยืนยันเดินหน้าตามอุดมการณ์เดิมโดยไม่ปรับลดเพดานการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแกนนำพรรคประชาชน แถลงข่าวหลังศาลฎีกามีคำสั่ง ให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ท่าทีของแกนนำพรรคประชาชน ภายหลังตคำสั่งศาลฎีกาประทับรับฟ้องคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีมาตรฐานทางจริยธรรมของอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล และให้ สส. จำนวน 10 คน ที่ยังอยู่ในสภาฯ ปัจจุบัน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ภายใต้เงื่อนไขห้ามกระทำผิดซ้ำหรือห้ามแสดงความคิดเห็นในการกระทำตามข้อกล่าวหา

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายกฎหมาย ในฐานะผู้ร่างคำร้องคัดค้านในคดีดังกล่าว ได้แถลงทิศทางการต่อสู้คดี

 

ณัฐพงษ์กล่าวถึงประเด็นความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม โดยเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งสังคมมีการตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติที่อาจไม่เท่าเทียมกันของ ป.ป.ช.

 

เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่มีความชัดเจนและผูกพันทุกองค์กรตามความเห็นของอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ณัฐพงษ์ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของพรรคคือการทำให้เห็นว่าองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเพื่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย

 

ในส่วนของแนวทางการสู้คดี นพ. วาโยระบุว่า คาดการณ์ว่ากระบวนการในศาลฎีกาจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี เนื่องจากเป็นสำนวนคดีที่มีผู้คัดค้านถึง 44 คน ซึ่งแต่ละบุคคลมีพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่ต้องขอหมายศาลเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณา

 

นพ. วาโยแสดงความกังวลต่อกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ในช่วงที่ผ่านมาว่าอาจเป็นไปโดยมิชอบ เนื่องจาก ป.ป.ช. ไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านขอหมายพยานบุคคลภายนอกแม้เพียงหมายเดียว อย่างไรก็ตาม คำร้องคัดค้านเรื่องกระบวนการที่มิชอบของ ป.ป.ช. ยังคงอยู่ในการพิจารณาของศาล ซึ่งศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งกลับภายใน 14 วัน

 

ขณะที่เงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ต่อของ 10 สส. นั้นมีความหมายกว้าง ซึ่งสมาชิกทุกคนจะศึกษารายละเอียดของคำร้องเพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสมต่อไป

 

สำหรับประเด็นการยื่นอุทธรณ์หรือการร้องคัดค้านจากบุคคลภายนอก นพ. วาโยให้ความเห็นว่า ป.ป.ช. ในฐานะคู่ความสามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายได้ แต่ในกรณีของ สนธิญา สวัสดี ที่ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาลนั้น คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้องเนื่องจากไม่ใช่คู่ความในคดีนี้

 

ต่อข้อซักถามถึงทิศทางการขับเคลื่อนของพรรคหลังจากมีคำสั่งศาล ณัฐพงษ์ยืนยันว่า พรรคจะเดินหน้าตามแนวทางและอุดมการณ์เดิมโดยไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดานการทำงานแต่อย่างใด การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรจะยังคงมีความเข้มข้นในการตรวจสอบรัฐบาลและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพื่อประโยชน์ของประชาชน

 

หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า โจทย์ใหญ่ของพรรคไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และการขับเคลื่อนทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเลือกข้างกระดานใดกระดานหนึ่งแต่ต้องเดินหน้าในทุกส่วน

 

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างและการบริหารพรรค ณัฐพงษ์ขอให้รอผลสรุปจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายนนี้ พร้อมกันนี้ ยังยืนยันความพร้อมของสมาชิกทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหากได้รับมติความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคในวันอาทิตย์

 

รวมถึงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอ ณัฐพงษ์ได้ยืนยันหลักการต่อข้าราชการรัฐสภาไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรอการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และกระบวนการเสนอชื่อกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานของประธานรัฐสภา

The post พรรคประชาชนแจงแนวทางหลังศาลฎีกาให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ยืนยันเดินหน้าตามอุดมการณ์เดิมโดยไม่ปรับลดเพดานการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์เปิดใจก่อนวันชี้ชะตา 10 สส. มองเหตุผลไม่ใช่เสนอแก้กฎหมาย แต่ผู้มีอำนาจกลัวความเปลี่ยนแปลง https://thestandard.co/natthapong-112-mps-verdict/ Thu, 23 Apr 2026 12:50:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1200623 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้า พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีคดีแก้ ม.112

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคป […]

The post ณัฐพงษ์เปิดใจก่อนวันชี้ชะตา 10 สส. มองเหตุผลไม่ใช่เสนอแก้กฎหมาย แต่ผู้มีอำนาจกลัวความเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้า พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีคดีแก้ ม.112

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เผยแพร่ถ้อยแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อยืนยันจุดยืนและเหตุผลทางข้อกฎหมายก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับ สส. อดีตพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน กรณีการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกร้องเรียนว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในวันพรุ่งนี้ (24 เมษายน)

 

ณัฐพงษ์เริ่มต้นด้วยการระบุถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนธรรมดาในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่าการเดินทางทางการเมืองที่ผ่านมาต้องเผชิญกับกระบวนการที่เรียกว่านิติสงคราม ทั้งการฟ้องร้องหมิ่นประมาท การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง และการคุกคามในรูปแบบต่างๆ

 

ณัฐพงษ์ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนราษฎรทุกคนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของประชาชน รวมถึงการแสวงหาการสร้างนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 

ในประเด็นการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ณัฐพงษ์ยืนยันว่า เป็นพฤติการณ์ที่อยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ สส. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้พื้นที่ของสภาผู้แทนราษฎรเป็นกลไกในการถกเถียงและหาทางออกให้กับความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานอย่างมีวุฒิภาวะ พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความมุ่งหมายในการล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบการปกครองตามที่ผู้มีอำนาจกล่าวอ้าง

 

ณัฐพงษ์ตั้งคำถามถึงการนำมาตรฐานทางจริยธรรมที่ไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนมาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างของความเร็วในการพิจารณาคดีจริยธรรมเมื่อเทียบกับคดีทุจริตคอร์รัปชันอื่นๆ ที่ยังค้างอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในมาตรฐานการพิจารณาคดี

 

“ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุแท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย แต่เพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์”

 

สำหรับการพิจารณาของศาลฎีกาที่จะเกิดขึ้น ณัฐพงษ์เสนอเหตุผล 4 ประการที่ สส. ทั้ง 10 คนในกลุ่มคดีนี้ควรได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

 

เหตุผลแรกคือการปฏิบัติหน้าที่เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะหรือการบริหารราชการแผ่นดิน

 

เหตุผลที่สองคือการปฏิบัติหน้าที่เป็นส่วนสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

 

เหตุผลที่สามคือกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกับที่ถูกร้องเรียนได้อีกเนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมาย

 

และเหตุผลสุดท้ายคือการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะไม่กระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาล เนื่องจากพยานหลักฐานต่างๆ ถูกรวบรวมไว้หมดแล้วโดยศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.

 

หัวหน้าพรรคประชาชนระบุถึงผลกระทบในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ จนไม่กล้าทำหน้าที่เชื่อมต่อความต้องการของประชาชนผ่านการเสนอร่างกฎหมายตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

 

“ผมย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน” ณัฐพงษ์กล่าว

The post ณัฐพงษ์เปิดใจก่อนวันชี้ชะตา 10 สส. มองเหตุผลไม่ใช่เสนอแก้กฎหมาย แต่ผู้มีอำนาจกลัวความเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม อ่านคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. ที่ระบุว่า ‘ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเดียวกัน’ กับศาลรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/saksayam-pacc-constitutional-court-case/ Thu, 23 Apr 2026 05:02:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1200361 ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และเอกสารชี้แจงจาก ป.ป.ช. กรณีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 […]

The post ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม อ่านคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. ที่ระบุว่า ‘ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเดียวกัน’ กับศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และเอกสารชี้แจงจาก ป.ป.ช. กรณีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ในคดีที่ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น ร่วมกันยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ‘ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ จากกรณีปรากฏหลักฐานว่า ปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำนิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานสามารถรับฟังได้ว่า มีการนำเงินของศักดิ์สยามไปดำเนินธุรกรรมในนามผู้อื่น ซึ่งเกี่ยวข้องถึงการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจสั่งการและใช้ประโยชน์จาก หจก.บุรีเจริญฯ ผ่านตัวแทนหรือ ‘นอมินี’ และเห็นว่าเงินจำนวน 119.5 ล้านบาทยังคงถือเป็นทรัพย์สินของศักดิ์สยาม

 

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า ‘ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง’

 

ทว่าเมื่อกลางเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีที่ศักดิ์สยามถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

  • เปิด 3 ประเด็น เอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช.

 

มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ตามมา จึงเป็นที่สนใจและติดตามของสาธารณชนว่า เหตุใดจึงย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือกรอบในการพิจารณาที่ต่างกันอย่างไรในคำร้องนี้

 

ล่าสุดวันนี้ (23 เมษายน) คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เผยแพร่เอกสารแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการทางกฎหมายต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีการครอบครองหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ศักดิ์สยามไม่มีพฤติการณ์จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่รัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กิจการดังกล่าว ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น

 

  • ประเด็นที่ 1: การยื่นบัญชีทรัพย์สิน

 

เนื้อหาในเอกสารบรรยายว่า ศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. รวม 6 ครั้งระหว่างปี 2562 ถึง 2567 ทั้งในคราวเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง สส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยในบัญชีไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนมูลค่า 119,500,000 บาท ในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี โดยวินิจฉัยว่า ศักดิ์สยามเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงและมี ‘นาย ศ.’ เป็นผู้ครอบครองหุ้นแทน

 

สำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ศักดิ์สยามได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนเงินลงทุนให้นาย ศ. เสร็จสิ้นทางทะเบียนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ศักดิ์สยามจึงรับรู้ว่าตนได้โอนหุ้นไปโดยสมบูรณ์แล้วและไม่ได้นำรายการหุ้นดังกล่าวมาแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน

 

ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นาย ศ. ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์และไม่ยินยอมคืนหุ้น ทำให้ศักดิ์สยามต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนคืน

 

ต่อมาในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนาย ศ. ยอมโอนคืนสิทธิเงินลงทุนจำนวน 119,500,000 บาท และเพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยามจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ในราคา 51,505,267.50 บาท

 

เมื่อกระบวนการทางศาลเสร็จสิ้น ศักดิ์สยามได้ยื่นขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบันต่อ ป.ป.ช. พร้อมเอกสารหลักฐานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาในวันที่ 8 กันยายน 2568 และลงความเห็นว่าการกระทำของศักดิ์สยามไม่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือปกปิดข้อเท็จจริง

 

“ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมกำร ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว

 

“ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว” เอกสารคำชี้แจงระบุ

 

  • ประเด็นที่ 2: เอื้อ หจก. บุรีเจริญฯ รับงาน ก. คมนาคม

 

สำหรับข้อร้องเรียนว่า ศักดิ์สยามใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เข้าเป็นคู่สัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท

 

ป.ป.ช. ชี้แจงว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานโดยสอบปากคำพยานบุคคลจำนวน 25 ปาก และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศักดิ์สยามเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อำนาจการอนุมัติเป็นของหัวหน้าส่วนราชการตามขั้นตอนปกติ และการเสนอราคาดำเนินการผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (E-bidding) ตามระเบียบราชการ

 

เอกสารระบุต่อไปว่า เมื่อพิจารณาสถิติการรับงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พบว่ามีค่าเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามจะเข้าดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ ข้อมูลทางบัญชีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจาก 77 ล้านบาทเศษ เป็น 147 ล้านบาทเศษ และการมีผลกำไรมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปีนั้น เกิดขึ้นในช่วงปี 2557 ถึง 2559 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประมาณ 5 รอบปีบัญชี

 

ประกอบกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ยืนยันว่าไม่มีข้อมูลข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการฮั้วประมูลของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว หรือนิติบุคคลอื่นที่ชนะการเสนอราคาในช่วงปี 2562 ถึง 2566 คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงพิจารณาว่า พยานหลักฐานไม่มีมูลให้รับฟังได้ว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงหรือฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา

 

  • ประเด็นที่ 3: ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่

 

สำหรับประเด็นสุดท้ายในเรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกันในประเด็นข้างต้น สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุในตอนท้ายของเอกสารแถลงการณ์ว่า ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

 

ย้อนมองที่มาที่ไปของคดีศักดิ์สยาม ตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565 ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งขณะนั้นสังกัดพรรคก้าวไกล เป็นผู้อภิปรายหลัก พร้อมเปิดหลักฐานกล่าวหาศักดิ์สยามว่า มีพฤติกรรมซุกหุ้นและใช้ ‘นอมินี’ หรือตัวแทนอำพรางใน หจก. บุรีเจริญฯ

 

แม้ศักดิ์สยามจะยังได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น พร้อม สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหมด 54 คน ได้รวมรายชื่อกันยื่นหลักฐานในการอภิปรายเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และท้ายสุดได้มีมติ 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

 

  • ปูทางหวนคืนเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่

 

ประเด็นสำคัญต่อไปที่สังคมให้ความสนใจคือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ผู้เป็นน้องชายของ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์ จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ได้อีกครั้งหรือไม่

 

ความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนก็แตกออกไปหลายกระแส บ้างก็มองว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงถือเป็นที่สุด บ้างก็มองว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา ซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนต่อไป

The post ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม อ่านคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. ที่ระบุว่า ‘ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเดียวกัน’ กับศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย ปมกฎหมายตัดสิทธิผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัด รธน. หรือไม่ https://thestandard.co/court-rules-drug-offender-election-ban/ Wed, 22 Apr 2026 12:20:49 +0000 https://thestandard.co/court-rules-drug-offender-election-ban/

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉ […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย ปมกฎหมายตัดสิทธิผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัด รธน. หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในกรณีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (10) ซึ่งบัญญัติห้ามผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดียาเสพติดลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่าเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่

 

ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (22 เมษายน) ผ่านศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งได้ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้านในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลตทต 1/2569 เข้ามา เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามกลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 212

 

ผู้คัดค้านตั้งข้อโต้แย้งว่า พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (10) ที่กำหนดให้บุคคลผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้น เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 26

 

ในการประชุมปรึกษาคดี ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามหนังสือส่งคำโต้แย้งและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า คำร้องดังกล่าวมีเหตุผลเฉพาะในประเด็นที่โต้แย้งว่า บทบัญญัติมาตรา 50 (10) ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตราที่บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดหลักการว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ

 

ประกอบกับกรณีดังกล่าวยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้มาก่อน จึงเข้าเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 วรรคหนึ่ง

 

ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในเรื่องพิจารณาที่ 9/2569

 

สำหรับการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นำพยานหลักฐานจากคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 11/2565 และคำวินิจฉัยที่ 26 – 27/2567 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องมารวมใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในคดีนี้

 

นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้มีความรอบด้าน ศาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลกำหนด โดยให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดทางข้อกฎหมายต่อไป

The post ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย ปมกฎหมายตัดสิทธิผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัด รธน. หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งบรรจุนโยบายพลทหารอาสาในงบร่างงบฯ ปี 70 หวังมีผลบังคับในปีนี้ ยกระดับกองทัพให้มีประสิทธิภาพ https://thestandard.co/volunteer-soldiers-budget-army/ Wed, 22 Apr 2026 08:16:06 +0000 https://thestandard.co/volunteer-soldiers-budget-army/ สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องรัฐบาลเร่งบรรจุนโยบายพลทหารอาสาเข้าสู่ร่างงบประมาณปี 70

วันนี้ (22 เมษายน) เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน […]

The post สส.พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งบรรจุนโยบายพลทหารอาสาในงบร่างงบฯ ปี 70 หวังมีผลบังคับในปีนี้ ยกระดับกองทัพให้มีประสิทธิภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องรัฐบาลเร่งบรรจุนโยบายพลทหารอาสาเข้าสู่ร่างงบประมาณปี 70

วันนี้ (22 เมษายน) เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงเร่งรัดนโยบายพลทหารอาสาว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เพราะในช่วงที่มีการเกณฑ์ทหารที่ผ่านมา พบมีชายไทยที่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ แต่กลับถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร ส่งผลให้ประสบปัญหาการใช้ชีวิตในค่ายทหาร และจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการตรวจเลือก ดังนั้น จึงขอกดดันไปยังรัฐบาลว่า หากร่างกฎหมายรับราชการทหารของพรรคประชาชน ได้รับการขับเคลื่อนจนสำเร็จจะทำให้เกิดการสมัครใจมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันนโยบายพลทหารอาสาของรัฐบาล ที่นโยบายดังกล่าว มีการเพิ่มเงินเดือนพลทหารเป็น 12,000 บาท นั้นมีการใช้งบประมาณอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2570 จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า นโยบายนี้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้ว

 

ขณะที่ นาวา กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ข้อมูลการเกณฑ์ทหาร ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากการเปิดรับของกองทัพทั้งหมด 84,000 คน พบสมัครใจแบบออนไลน์และสมัครใจหน้างาน รวมกันประมาณ 49,000 นาย ถือเป็นยอดที่เกินกว่านโยบายพลทหารอาสาที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าจะรับ 25,000 นายต่อปีไปแล้ว

 

นอกจากนี้ การให้พลทหารอาสาปฏิบัติหน้าที่ 4 ปี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่หน้าแนวมากกว่าปัจจุบันที่ให้ปฏิบัติหน้าที่เพียงแค่ 6 เดือน-2 ปี จึงต้องการเร่งรัดให้นโยบายนี้เกิดขึ้นเร็วที่สุด และหากเป็นไปได้ควรดำเนินการภายในปีนี้

 

เอกราช กล่าวอีกว่า อยากให้เร่งมีการบรรจุนโยบายในงบประมาณปี 2570 เพื่อให้ปีงบประมาณถัดไปสามารถดำเนินการได้ทันที หากรัฐบาลนิ่งเฉยก็เท่ากับว่า รัฐบาลไม่จริงใจ เนื่องจากการแถลงโนยาย นายกรัฐมนตรีเป็นคนพูดเองว่าพูดแล้วทำ เรื่องนี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษว่าจะมีการเกี๊ยเซียะอย่างไร พร้อมย้ำว่า จะมีการตรวจสอบทุกขั้นตอน โดยจะดูเป็นขั้นๆ ในชั้นกรรมาธิการงบประมาณฯ ก่อนที่จะมีการพิจารณาว่าจะมีการยกระดับหรือไม่

 

เอกราชยังกล่าวถึงผู้อารยขัดขืนการเกณฑ์ทหารว่า เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แม้สิ่งที่ทำจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีการยื่นเรื่องร้องไปแล้ว ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่า มีผู้อารยขัดขืน 2 ท่านเท่านั้น

 

ส่วนผู้ขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหาร ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับใช้ชาติ เพียงแต่มองว่าสามารถรับใช้ชาติได้ด้วยวิธีการอื่นที่จะช่วยพัฒนาชาติในด้านอื่น และยกระดับกองทัพให้มีประสิทธิภาพ แม้จะขัดต่อกฎหมาย แต่ยินดีรับผล เพราะจะต่อสู้คดีเพื่อให้เกิดการยกเลิกการจำกัดเสรีภาพโดยปราศจากการสมัครใจ โดยเปลี่ยนเป็นทหารสมัครใจทั้งหมดแทน

The post สส.พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งบรรจุนโยบายพลทหารอาสาในงบร่างงบฯ ปี 70 หวังมีผลบังคับในปีนี้ ยกระดับกองทัพให้มีประสิทธิภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาธิปัตย์ เดินหน้าสอบพิรุธยกคำร้องศักดิ์สยาม สั่งทีมกฎหมายเช็กมติ ป.ป.ช. ภายใน 7 วัน ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร https://thestandard.co/democrat-probe-nacc-saksayam-ruling/ Wed, 22 Apr 2026 01:07:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1199755 สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีมติ ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม

วานนี้ (21 เมษายน) ที่พรรคประชาธิปัตย์ สาทิตย์ วงศ์หนอง […]

The post ประชาธิปัตย์ เดินหน้าสอบพิรุธยกคำร้องศักดิ์สยาม สั่งทีมกฎหมายเช็กมติ ป.ป.ช. ภายใน 7 วัน ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีมติ ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม

วานนี้ (21 เมษายน) ที่พรรคประชาธิปัตย์ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการประชุม สส. หลังเปิดสมัยประชุมหลังสงกรานต์ โดยระบุว่า ที่ประชุมได้หยิบยกกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาหารือ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามติดังกล่าวอาจสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยชี้มูลเรื่องเส้นทางการเงินผิดปกติ ยืนยันว่าพรรคในฐานะฝ่ายค้านจะไม่วางเฉย และเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด หากพบพิรุธการทุจริต

 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการหารือถึงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก คือกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมอำพรางและการถือหุ้นบริษัทที่อาจมีผลประโยชน์ขัดกัน

 

สาทิตย์ ระบุว่า ที่ประชุมได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงความลักลั่นของคำวินิจฉัย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชัดเจนให้อดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี โดยมีการพิสูจน์ถึงเส้นทางการเงินที่ผิดปกติไปแล้ว แต่เหตุใดมติของ ป.ป.ช. จึงออกมาในทิศทางที่สวนทางกัน ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องมีผลผูกพันทุกองค์กร

 

สาทิตย์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ที่ประชุม สส. จึงมีมติมอบหมายให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายชุดใหญ่ของพรรค ไปรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริงของคดีนี้ตั้งแต่เริ่มต้น และให้นำมาสรุปต่อที่ประชุมภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกำหนดท่าทีและพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการต่อ ป.ป.ช. หรือตัวอดีตรัฐมนตรีโดยตรง

 

พร้อมกันนี้ สาทิตย์ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ในฐานะพรรคการเมืองที่ยึดถือแนวทาง “การเมืองสุจริต” และในฐานะฝ่ายค้านที่เป็นกลไกตรวจสอบสำคัญของประเทศ หากมีประเด็นที่ส่อไปในทางทุจริต หรือเป็นที่สงสัยของสังคม พรรคมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด

 

“ยืนยันว่าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องดำเนินการในฐานะที่เป็นพรรคที่ยึดเรื่องของการเมืองสุจริต และถ้ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้อง สังคมให้ความสนใจ เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองซึ่งไม่สุจริต และเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะเป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในฐานะฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายตรวจสอบ และเป็นฝ่ายที่ยึดแนวทางการเมืองสุจริต ที่จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ยืนยันว่าพรรคไม่ได้วางเฉยต่อเรื่องนี้ ได้ติดตามมาโดยตลอด และวันนี้ก็ได้หยิบยกขึ้นมาพูดคุยโดยละเอียด ขอให้ติดตามว่าฝ่ายกฎหมายจะเสนอที่ประชุม สส. และจะมีมติดำเนินการอย่างไรต่อไป” สาทิตย์ กล่าว

The post ประชาธิปัตย์ เดินหน้าสอบพิรุธยกคำร้องศักดิ์สยาม สั่งทีมกฎหมายเช็กมติ ป.ป.ช. ภายใน 7 วัน ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์วุฒิดักคอ ป.ป.ช. ทิ้งหลักการปูทางศักดิ์สยามพ้นผิดคดีซุกหุ้น ส่อทำลายความหวังปราบโกง https://thestandard.co/pakornwut-nacc-saksayam-stock-case/ Thu, 16 Apr 2026 12:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1198423 ภาพนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นเกี่ยวกับคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ท่ามกลางกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจร […]

The post ปกรณ์วุฒิดักคอ ป.ป.ช. ทิ้งหลักการปูทางศักดิ์สยามพ้นผิดคดีซุกหุ้น ส่อทำลายความหวังปราบโกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นเกี่ยวกับคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ท่ามกลางกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ยอมรับว่า ต่อกรณีดังกล่าว จะมีคำชี้แจงและเหตุผลของมติ ป.ป.ช. ออกมาในรูปแบบเอกสาร

 

อย่างไรก็ตาม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. โดยเตือนสติสังคมให้จับตาว่า การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในครั้งนี้ อาจเป็นการโยนทิ้งทุกหลักการเพื่อปูทางให้ใครบางคนกลับมาผงาดในตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่

 

สำหรับปกรณ์วุฒิเคยมีบทบาทเป็นเสมือน ‘สารตั้งต้น’ ในคดีของศักดิ์สยาม โดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565 เขาเป็นผู้อภิปรายหลักพร้อมเปิดหลักฐานกล่าวหาศักดิ์สยามว่า มีพฤติกรรมซุกหุ้นและใช้ ‘นอมินี’ หรือตัวแทนอำพรางใน หจก. บุรีเจริญฯ แม้ศักดิ์สยามจะยังได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น พร้อม สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหมด 54 คน ได้รวมรายชื่อกันยื่นหลักฐานในการอภิปรายเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

 

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมีนาคม 2566 เพื่อรับคำร้องไว้พิจารณา และในวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

 

ล่าสุดวันนี้ (16 เมษายน) ปกรณ์วุฒิหยิบยกประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผูกพันทุกองค์กรนั้น โดยระบุว่า ตามหลักการแล้วจะผูกพันเฉพาะ ‘ผลของคำวินิจฉัย’ เท่านั้น ส่วนเนื้อหาคำอรรถาธิบายหลายสิบหน้าที่นำมาสู่ผลคำพิพากษามิได้มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อองค์กรอื่น

 

ปกรณ์วุฒิชี้ว่า ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช. กรณีการจงใจปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งก็คือการถือครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มต้นพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยอิงจากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่

 

ปกรณ์วุฒิยังชวนพิจารณาถึงความผิดปกติของธุรกรรมดังกล่าวใน 2 ประเด็นหลัก

 

ประการแรกคือ มูลค่าในการซื้อขายหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีรายได้มหาศาลและมีศักยภาพในการทำกำไรสูงจากการรับงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีการทำธุรกรรมขายหุ้นในสัดส่วนเกือบทั้งหมดของบริษัทในราคาจดทะเบียน ซึ่งในมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจย่อมทราบดีว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีความสมเหตุสมผลแม้แต่น้อย

 

ประการที่สอง ซึ่งถือเป็นหลักฐานมัดตัวที่สำคัญ คือเส้นทางการเงินที่นำมาใช้ซื้อหุ้น หากย้อนกลับไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มในหน้าที่ 36-39 จะพบเอกสารหลักฐานที่ระบุชัดเจนว่า เงินจำนวนเกือบ 120 ล้านบาท ที่ผู้ถือหุ้นคนใหม่กล่าวอ้างว่าเป็นทุนทรัพย์ส่วนตัวนั้น แท้จริงแล้วมีต้นทางเส้นทางเงินไหลมาจากเครือข่ายของศักดิ์สยามเอง ทั้งจากบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด, จากตัว หจก.บุรีเจริญฯ และแม้กระทั่งเงินที่มาจากบัญชีของนายศักดิ์สยามโดยตรง

 

ปกรณ์วุฒิเน้นย้ำว่า ป.ป.ช. ไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เพียงแค่ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางการเงินที่ได้รับจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ก็ย่อมต้องเห็นความจริงที่ประจักษ์ชัดว่า ธุรกรรมเหล่านี้เข้าข่ายการจงใจใช้ ‘นอมินี’ เพื่อปกปิดความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและเจตนาซุกซ่อนทรัพย์สินหรือไม่

 

ปกรณ์วุฒิระบุว่า จะรออ่านเอกสารฉบับเต็มที่ ป.ป.ช. เตรียมจะชี้แจงเหตุผล พร้อมแสดงความกังวลว่า ป.ป.ช. จะยกคำร้องเพียงเพราะแค่ ‘เชื่อ’ ที่ผู้ถูกร้องบอกว่า เพิ่งรู้ว่าตนยังคงถือหุ้น หจก. นี้ หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้

 

“เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ กับ ป.ป.ช. ที่ปัจจุบันถูกเลือกมาโดย สว. ชุดนี้ ที่มีคดีถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ อยู่ถึง 4 จาก 9 คน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับ ‘ทุกคำร้อง’ ที่เข้าสู่ ป.ป.ช. หรือไม่

 

“และคงต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าหากทั้งหมดนี้ เป็นการโยนทิ้งทุกหลักการ เพื่อเพียงเป็นการปูทางให้ใครบางคน กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง เราจะยังหวังกับการปราบทุจริตอย่างจริงจัง กับองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ป.ป.ช. ได้อยู่หรือไม่” ปกรณ์วุฒิทิ้งท้าย

The post ปกรณ์วุฒิดักคอ ป.ป.ช. ทิ้งหลักการปูทางศักดิ์สยามพ้นผิดคดีซุกหุ้น ส่อทำลายความหวังปราบโกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. เตรียมชี้แจงเป็นเอกสาร เหตุใดยกคำร้องคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/nacc-saksayam-shares-constitutional-court/ Thu, 16 Apr 2026 05:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1198329 ภาพประกอบการชี้แจงของ ป.ป.ช. กรณีคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า คณ […]

The post ป.ป.ช. เตรียมชี้แจงเป็นเอกสาร เหตุใดยกคำร้องคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการชี้แจงของ ป.ป.ช. กรณีคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

ต่อมา สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ยืนยันในมติดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามตินั้นเกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะมาดำรงตำแหน่งนี้

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่า จากพยานหลักฐานสามารถรับฟังได้ว่า มีการนำเงินของศักดิ์สยามไปดำเนินธุรกรรมในนามผู้อื่น ซึ่งเกี่ยวข้องถึงการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจสั่งการและใช้ประโยชน์จาก หจก.บุรีเจริญฯ ผ่านตัวแทนหรือ ‘นอมินี’ และเห็นว่าเงินจำนวน 119.5 ล้านบาทยังคงถือเป็นทรัพย์สินของศักดิ์สยาม

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

 

มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ตามมา จึงเป็นที่สนใจและติดตามของสาธารณชนว่า เหตุใดมติของ ป.ป.ช. จึงย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือกรอบในการพิจารณาที่ต่างกันอย่างไรในคำร้องนี้

 

ล่าสุดวันนี้ (16 เมษายน) เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า สำหรับกรณีดังกล่าว ป.ป.ช. จะมีการแถลงเป็นเอกสารในภายหลัง เนื่องจากเนื้อหาและคำวินิจฉัยมีผลกระทบ รวมถึง ป.ป.ช. จะให้เหตุผลว่า เหตุใดจึงวินิจฉัยเช่นนี้

 

ส่วนความชัดเจนว่าศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่นั้น เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในส่วนของ ป.ป.ช. จบแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ รวมถึงสิทธิของผู้เสียหายที่สงสัยหรือเคลือบแคลงใจ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปพิจารณา

 

“สิ่งที่ ป.ป.ช. ชี้แจงมีเหตุผลอยู่แล้ว” เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยัน

The post ป.ป.ช. เตรียมชี้แจงเป็นเอกสาร เหตุใดยกคำร้องคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ย้ำแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นคำสั่งประชาชน เริ่มใหม่ผ่านกลไกรัฐสภา https://thestandard.co/anutin-constitution-amendment-parliament/ Sat, 11 Apr 2026 03:14:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1196951 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วานนี้ (10 เมษายน) เวลา 10.40 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกร […]

The post นายกฯ ย้ำแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นคำสั่งประชาชน เริ่มใหม่ผ่านกลไกรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วานนี้ (10 เมษายน) เวลา 10.40 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคฝ่ายค้านอภิปรายว่า นโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการต่อไปได้อย่างไร

 

นายกรัฐมนตรีถามกลับว่า ตรงไหนที่ไม่ปรากฏ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยิ่งกว่านโยบาย เพราะผ่านการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์มาแล้ว ซึ่งมติของประชาชนก็ท่วมท้นอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นคำสั่งของประชาชนที่เราต้องดำเนินการ

 

แต่การดำเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้เรียบร้อยแล้วว่า ต้องเริ่มต้นที่กระบวนการรัฐสภา โดยรัฐบาลเป็นผู้อำนวยความสะดวกในทุกด้าน และวันนี้รัฐบาลก็ทราบแล้วว่ามีการทำประชามติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและจัดทำร่างฉบับใหม่ขึ้นมา

 

เมื่อถามว่าจะนำร่างที่ค้างไว้ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมา หรือเริ่มต้นจากคณะรัฐมนตรีเสนอใหม่ นายกฯ กล่าวว่า ให้เริ่มที่กระบวนการรัฐสภา

The post นายกฯ ย้ำแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นคำสั่งประชาชน เริ่มใหม่ผ่านกลไกรัฐสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไชยันต์ ไชยพร เป็น 1 ในพยานของ กกต. คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอีก 1 ราย https://thestandard.co/chaiyan-chaiyaporn-ect-witness/ Wed, 08 Apr 2026 09:30:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1195891 ภาพ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร ยืนให้สัมภาษณ์

ศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง ค […]

The post ไชยันต์ ไชยพร เป็น 1 ในพยานของ กกต. คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอีก 1 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร ยืนให้สัมภาษณ์

ศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็น 1 ในพยาน ในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่า กกต. ในฐานะผู้ถูกร้อง ได้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่

 

ศ. ดร. ไชยันต์เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวระหว่างร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีสัมมนาทางวิชาการเนื่องในวาระ 28 ปีของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะที่ผู้ดำเนินรายการสอบถามความเห็นเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ ศ. ดร. ไชยันต์ออกตัวว่า ไม่สามารถตอบอะไรได้มาก เนื่องจาก กกต. เชิญให้ตนเองเป็นพยานในคดีดังกล่าว

 

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อนุญาตให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องขยายเวลาการยื่นหลักฐานและพยานออกไป 15 วัน

 

ทั้งนี้ นอกจาก ศ. ดร. ไชยันต์แล้ว กกต. ยังได้เทียบเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวะคอมพิวเตอร์เพื่อร่วมเป็นพยานอีกรายหนึ่งด้วย

 

สำหรับ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร เคยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกรณีที่เขาได้ฉีกบัตรเลือกตั้งต่อหน้าสื่อมวลชน ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นไม่มีความชอบธรรม

 

ต่อมาเขาถูกฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดพระโขนงในฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่ในที่สุดศาลได้ยกฟ้อง โดยได้อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีความเที่ยงธรรม การกระทำของไชยันต์จึงไม่ใช่การทำลายบัตรเลือกตั้ง อีกทั้งไม่ใช่การกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่ผู้อื่น

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาลงโทษ โดยเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จขณะที่ฉีกบัตรเลือกตั้ง ตามมาตรา 358 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันดังกล่าว และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หามีผลต่อการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใดไม่ 

 

ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยที่ว่าเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 นั้น ศาลเห็นว่าการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีจะต้องเป็นการกระทำที่มิได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ว่ากาความผิด

 

ศาลฎีกาจึงได้พิพากษาโทษยืนตามศาลอุทธรณ์ คือเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 

 

แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถโดยรับราชการอยู่ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี

The post ไชยันต์ ไชยพร เป็น 1 ในพยานของ กกต. คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอีก 1 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขยายเวลายื่นหลักฐานคดีบาร์โค้ดออกไป 15 วัน เล็งอนุญาตไม่เกิน 3 ครั้ง https://thestandard.co/constitutional-court-barcode-case-extension/ Wed, 08 Apr 2026 08:36:18 +0000 https://thestandard.co/constitutional-court-barcode-case-extension/ ภาพอินโฟกราฟิกข่าว ศาลรัฐธรรมนูญ อนุมัติ กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขยายเวลายื่นหลักฐาน คดีบาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง

ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดเผยความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยว […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขยายเวลายื่นหลักฐานคดีบาร์โค้ดออกไป 15 วัน เล็งอนุญาตไม่เกิน 3 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกข่าว ศาลรัฐธรรมนูญ อนุมัติ กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขยายเวลายื่นหลักฐาน คดีบาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง

ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดเผยความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ถูกร้อง จัดให้มีการเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีเหตุอันควรสงสัยว่าสามารถสืบค้นข้อมูลของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่

 

อนุญาต 2 ฝ่าย ขยายเวลายื่นหลักฐานครั้งแรก 15 วัน

 

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ระบุวันนี้ (8 เมษายน) ว่าสำหรับคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการรอผู้ร้องและผู้ถูกร้องยื่นหลักฐานมายังศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ฝ่ายได้ขอขยายเวลาการยื่นหลักฐานออกไป 15 วัน ซึ่งศาลได้อนุญาตตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการได้หารือและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน

 

หากคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปรายว่า พยานของทั้ง 2 ฝ่าย มีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือจำเป็นต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง ขณะที่บางประเด็นที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังมีความไม่ชัดเจน ก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำถึงกระบวนการพิจารณาคดีว่า ทุกคนมีอิสระ คืออิสระของตุลาการแต่ละคน และอิสระขององค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด

 

นำคดี ‘เลือกตั้งโมฆะ 2549’ มาพิจารณา แต่ถือเป็นคนละกรณีกัน

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ซึ่งมีคำสั่งเพิกถอนผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 หรือทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ เนื่องจากการจัดวางคูหาลงคะแนนที่เป็นการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยตรงและลับ จะถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีบาร์โค้ดนี้ด้วยหรือไม่

 

นครินทร์ตอบว่า “ถือเป็นคนละกรณีกัน อาจต้องนำเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน”

 

ขณะที่ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย

 

สื่อมวลชนได้สอบถามต่อไปถึงความแตกต่างระหว่าง ‘ความลับเฉพาะหน้า’ และ ‘ความลับแบบสืบค้น’ ในการพิจารณาคดีดังกล่าว นครินทร์ตอบว่า ขอนำไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้งสองฝ่ายด้วย ซึ่งความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานด้วย แล้วจึงจะสามารถนำมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง

The post ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขยายเวลายื่นหลักฐานคดีบาร์โค้ดออกไป 15 วัน เล็งอนุญาตไม่เกิน 3 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ ป.ป.ช. เผย 9 เม.ย. นี้ได้รู้ ยื่นคำร้องคดี 44 สส. ต่อศาลเสร็จก่อนหรือหลังช่วงสงกรานต์ https://thestandard.co/pacc-44-mps-case-update/ Mon, 06 Apr 2026 09:06:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1195167 ภาพเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังเร่งถ่ายเอกสารคำร้องคดี 44 สส. จำนวนมาก เพื่อเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา

ความคืบหน้าของคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมเข้าชื่อ […]

The post เลขาฯ ป.ป.ช. เผย 9 เม.ย. นี้ได้รู้ ยื่นคำร้องคดี 44 สส. ต่อศาลเสร็จก่อนหรือหลังช่วงสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังเร่งถ่ายเอกสารคำร้องคดี 44 สส. จำนวนมาก เพื่อเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา

ความคืบหน้าของคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิด และเตรียมยื่นคำร้องสู่ศาลฎีกา โดยหากศาลประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะมีคำสั่งให้ สส. ในรายชื่อดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งในปัจจุบันมี 10 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ สส. อยู่

 

ล่าสุดวันนี้ (6 เมษายน) สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า สำหรับคำร้องคดี 44 สส. นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้เร่งระดมถ่ายเอกสารประกอบคำร้อง เนื่องจากมีจำนวนถึง 56 ชุด ซึ่งต้องส่งให้ทั้งองค์คณะตุลาการและคู่ความ และทาง ป.ป.ช. ไม่ได้ดึงเวลาในการยื่นคำร้อง เพราะเอกสารมีจำนวนมาก และต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินการ

 

เลขาฯ ป.ป.ช. ยังยืนยันด้วยว่า เรื่องนี้ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้องแน่นอน เป็นไปตามขั้นตอนและไทม์ไลน์ของกระบวนการ

 

“ไม่มีใบสั่งหรืออะไรทั้งสิ้น คำร้องเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้มูลมา” สุรพงษ์ระบุ

 

ขณะที่กรอบเวลาการยื่นคำร้องจะดำเนินการเสร็จก่อนหรือหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น สุรพงษ์เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 เมษายนนี้ก็จะทราบ ซึ่งต้องดูรายละเอียดให้สมบูรณ์อีกครั้งก่อนดำเนินการยื่นคำร้อง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

 

สำหรับส่วนที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดในคดีดังกล่าวนั้น เป็นการชี้มูลจากการกระทำ พฤติกรรม และเนื้อหาต่างๆ ว่าบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้สมควรมีพฤติการณ์เช่นนี้หรือไม่ และจะถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

 

สุรพงษ์ย้ำด้วยว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ชี้มูลสิทธิในการยื่นแก้กฎหมายของ สส. ตามที่ สส. พรรคประชาชนกล่าวหา แต่ทุกอย่างอยู่ในคำร้อง ไม่สามารถเปิดเผยได้

 

สำหรับวันที่ 9 เมษายน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการยื่นคำร้องคดี 44 สส. ของ ป.ป.ช. ไปยังศาลฎีกานั้น เป็นวันที่ตรงกับรายงานของสื่อมวลชนหลายสำนักว่า อาจเป็นวันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำโดยนายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน อย่างไรก็ตาม ต้องรอกำหนดการอย่างเป็นทางการภายหลัง ครม. ชุดใหม่ เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่

The post เลขาฯ ป.ป.ช. เผย 9 เม.ย. นี้ได้รู้ ยื่นคำร้องคดี 44 สส. ต่อศาลเสร็จก่อนหรือหลังช่วงสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาตุรนต์มอง ป.ป.ช. ใช้อำนาจเกินขอบเขต ปม 44 อดีต สส.ก้าวไกลเสนอแก้ ม.112 หวั่นกระทบเสรีภาพนิติบัญญัติ https://thestandard.co/jaturon-nacc-section-112/ Wed, 01 Apr 2026 12:37:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1193784 จาตุรนต์ ฉายแสง แสดงความเห็นกรณี ป.ป.ช. พิจารณาคดี สส.ก้าวไกล เสนอแก้ ม.112

วันนี้ (1 เมษายน) จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเ […]

The post จาตุรนต์มอง ป.ป.ช. ใช้อำนาจเกินขอบเขต ปม 44 อดีต สส.ก้าวไกลเสนอแก้ ม.112 หวั่นกระทบเสรีภาพนิติบัญญัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาตุรนต์ ฉายแสง แสดงความเห็นกรณี ป.ป.ช. พิจารณาคดี สส.ก้าวไกล เสนอแก้ ม.112

วันนี้ (1 เมษายน) จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเห็นชอบยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า การดำเนินการแบบเหมารวมโดยยึดเพียงการเสนอร่างกฎหมายเป็นฐาน อาจก่อให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นการก้าวล่วงกระบวนการนิติบัญญัติ และอาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของ สส. รวมถึงการเสนอร่างกฎหมายในอนาคต

 

จาตุรนต์ระบุว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ อันเป็นแก่นหลักของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และรัฐธรรมนูญก็รับรองเอกสิทธิ์ของ สส. ในการแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น และออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น หากมีข้อโต้แย้งว่าเนื้อหาร่างกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเอกสิทธิ์สมาชิกรัฐสภา และโดยหลักไม่ควรถูกนำไปเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องในทางใดๆ

 

“ประเด็นสำคัญในกรณีนี้อยู่ที่ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งควรจำกัดอยู่ที่การตรวจสอบพฤติการณ์ทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ มิใช่การเข้าไปวินิจฉัยความเหมาะสมของเนื้อหาร่างกฎหมายหรือแทนที่ดุลพินิจเชิงนิติบัญญัติของผู้แทนประชาชน” จาตุรนต์ระบุ

 

จาตุรนต์ระบุด้วยว่า ไม่ได้หมายความว่าการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติจะปราศจากการถ่วงดุล เพราะรัฐธรรมนูญได้วางกลไกตรวจสอบไว้แล้ว หากร่างพระราชบัญญัติใดเมื่อผ่านวาระสามแล้วมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากขัดรัฐธรรมนูญ ร่างนั้นก็ย่อมตกไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลใช้บังคับ

The post จาตุรนต์มอง ป.ป.ช. ใช้อำนาจเกินขอบเขต ปม 44 อดีต สส.ก้าวไกลเสนอแก้ ม.112 หวั่นกระทบเสรีภาพนิติบัญญัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ‘ทนายอั๋น’ ขอให้ชะลอการประชุมสภาฯ ก่อนวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง https://thestandard.co/constitutional-court-rejects-delay-parliament/ Wed, 01 Apr 2026 07:30:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1193620 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องขอชะลอประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อนวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ‘ทนายอั๋น’ ขอให้ชะลอการประชุมสภาฯ ก่อนวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องขอชะลอประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อนวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ (1 เมษายน) ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2568)

 

 
 

ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

 

โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้บาร์โค้ด และ QR Code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ

 

ตีตกข้อเสนอ ‘ชะลอการประชุมสภาฯ’ ก่อนพิจารณา

 

ต่อมา ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ ผู้ร้องเรียนที่ 18 ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2569 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย โดยให้ ‘ยุติหรือชะลอการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก’

 

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ภัทรพงศ์ ศุภักษร ไม่ใช่ผู้ร้อง ในคดีนี้ คำร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 55 ซึ่งจะกระทำโดยผู้ร้องเท่านั้น

 

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว

 

นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเห็นว่า ยังไม่มีเหตุป้องกันความเสียหายหรือความรุนแรงอันใกล้จะถึง จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เป็นการชั่วคราว ก่อนการวินิจฉัยตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71

 

กล่าวคือ คำร้องของภัทรพงษ์ที่ให้ ‘ยุติหรือชะลอการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก’ เพื่อเป็นมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย เป็นอันตกไป

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก มีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ คนใหม่

 

ประธานศาล รธน. ชี้ รอหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย มองระยะเวลาทำคดีไม่ควรเกิน 1 ปี

 

ก่อนหน้านี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า สำหรับคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้งดังกล่าว ต้องรอหลักฐานจากผู้ร้องและผู้ถูกร้องส่งมาที่ศาลเสียก่อน โดยศาลอาจเรียกหลักฐานเพิ่มเติมได้ ส่วนจะต้องเปิดให้มีการไต่สวนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหลักฐาน

 

ขณะที่ผลของการเลือกตั้งจำลองโดยภาคประชาชนเพื่อพิสูจน์การตรวจสอบย้อนกลับผลการเลือกตั้งผ่านบาร์โค้ดนั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกศาล ยังไม่ได้มาสู่กระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นวิสัยของผู้ร้องที่จะสามารถส่งหลักฐานมาได้

 

ทั้งนี้ นครินทร์ยังได้กล่าวถึงกรอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไร แต่ตามปกติไม่ควรเกิน 1 ปี และคดีที่ผ่านมา เคยมีการพิจารณายาวที่สุดอยู่ที่ 11 เดือน ซึ่งไม่ควรจะเกินไปกว่านั้น

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว หลัง เลือกตั้ง 2569 : อัปเดตข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ และ ผลการเลือกตั้ง 2569
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ‘ทนายอั๋น’ ขอให้ชะลอการประชุมสภาฯ ก่อนวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองรัฐธรรมนูญ 60 “ยังมีข้อบกพร่อง” รวมถึงวาระของตุลาการ 7 ปีที่สั้นเกินไป https://thestandard.co/constitutional-court-sees-flaws-constitution/ Tue, 31 Mar 2026 08:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1193224 ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 และวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการ

แม้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถให้ความเห็นตรงๆ เกี่ยว […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองรัฐธรรมนูญ 60 “ยังมีข้อบกพร่อง” รวมถึงวาระของตุลาการ 7 ปีที่สั้นเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 และวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการ

แม้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถให้ความเห็นตรงๆ เกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้ เนื่องจากด้วยสถานะและตำแหน่งตุลาการ ไม่อาจล่วงล้ำเขตอำนาจของรัฐสภา แต่ก็มีการยอมรับถึง “ข้อบกพร่อง” บางประการ และเปรียบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเสมือนบ้าน ที่ต้องเข้าไปอยู่อาศัยก่อนจึงจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง

 

เมื่อสื่อมวลชนสอบถาม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เขาระบุว่าเนื่องจากตนเองอยู่ตำแหน่งนี้ เข้าใจว่ามีความพยายามจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนเองจึงไม่ควรก้าวล่วงไปในเขตอำนาจของรัฐสภา

 

“ถามว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้มากี่ปีแล้ว แต่ตอนใช้เราก็ไม่ได้ฉุกคิดว่าจะเป็นปัญหาอย่างไร แต่พอเริ่มใช้แล้วก็จะรู้ว่ามีปัญหา เปรียบเสมือนการซื้อซื้อรถบ้าน ถ้ายังไม่อยู่ก็ยังไม่รู้ปัญหา ต้องเข้าไปอยู่แล้วถึงจะรู้ว่ามีปัญหา” นครินทร์กล่าวในช่วงหนึ่ง

 

THE STANDARD สรุปประเด็นจากการตอบคำถามสื่อมวลชนของประธานศาลรัฐธรรมนูญถึงความคิดเห็นต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไล่เลียงได้ดังนี้

 

1. แก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ

 

นครินทร์ชี้ว่า เรื่องบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญนั้น คิดว่าต้องนำเข้าที่ประชุมขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะความจริงแล้วเราก็ทบทวนอยู่ตลอดเวลาว่า เราเห็นข้อบกพร่องของกฎหมายบางเรื่องที่ทำให้ศาลมีข้อจำกัด

 

นครินทร์ยกตัวอย่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดการรับคดีร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญจากประชาชนตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้ทุกวันนี้เรารับคดีมาน้อยมาก จึงอยากแก้ไขบางอย่างใน พ.ร.ป.

 

2. วาระดำรงตำแหน่ง มอง “7 ปีน้อยเกินไป”

 

กระทั่งเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันกำหนดให้มีวาระ 7 ปี ขณะที่ตนเองเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดวาระตุลาการ 9 ปี จึงมองว่า 7 ปี เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกส่วนใหญ่ ไม่มีองค์กรใดที่กำหนดวาระไว้ 7 ปีเลย ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยจะมีวาระ 9 ปี หรือ 12 ปี เป็นเป็นมาตรฐานของยุโรป เยอรมัน หรือออสเตรเลีย

 

“ประเทศไทยมีการลดวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก 9 ปีเหลือ 7 ปี ทำให้ องค์กรตุลาการท่านทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในช่วงแรกตุลาการจะเสียเวลาไปกับการตั้งหลักหลายเรื่อง พอเริ่มชำนิชำนาญก็หมดวาระ โดยเฉพาะในปีหน้าจะมีตุลาการที่ครบวาระ 7 ปี 4-5 คน ซึ่งคิดว่าระยะเวลาสั้นเกินไป พูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการ ไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง 7 ปีถือว่าสั้นเกินไป” นครินทร์กล่าว

 

3. เชื่อ ‘ตุลาการสายวิชาการ’ ยังมีความเป็นอิสระ แม้จะผ่าน ‘สว. สีน้ำเงิน’ มา

 

จากนั้นสื่อมวลชนได้สอบถามต่อไปถึงกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ที่ต้องได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเป็น ‘สว. สีน้ำเงิน’ อาจทำให้ตุลาการคนใหม่ถูกมองว่ามีความเอนเอียงในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นครินทร์ระบุว่า ที่มาของตุลาการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความเป็นอิสระก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

“ผมกล้าพูดว่า ถ้ามาจากสายนักวิชาการเช่นเดียวกับผม ไม่ว่าจะผ่านสีน้ำเงินหรือสีอะไรมา คิดว่าความเป็นอิสระก็อยู่ไปตลอด แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความไม่ไว้วางใจหรือเคลือบแคลงใจต่อ สว. แต่คิดว่าเป็นกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรกับกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เริ่มมาแล้ว” นครินทร์ทิ้งท้าย

 

รู้ว่าจะปรับปรุงอย่างไร แต่ขอพ้นวาระก่อนแล้วจะพูด

 

ก่อนหน้านี้ นครินทร์ก็ได้เคยแสดงความเห็นในทางที่สอดคล้องกันนี้มาแล้ว เช่นในการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 เขาระบุถึงที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ว่า “ก็ควรจะปรับปรุงครับ แต่อย่างไรผมพูดไม่ได้ ให้ผมพ้นตำแหน่งแล้วผมจะพูด แต่ควรจะปรับปรุง”

 

นครินทร์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ตนเองไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว เดี๋ยวรอให้พ้นตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะพูดให้เต็มที่ว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร

 

“ผมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มา 2 ฉบับ ผมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ผมร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2558 ผมรู้ว่ารัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร แต่จะปรับปรุงอย่างไรผมขอไม่พูดแล้วกัน” นครินทร์กล่าว

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองรัฐธรรมนูญ 60 “ยังมีข้อบกพร่อง” รวมถึงวาระของตุลาการ 7 ปีที่สั้นเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองคดีซุกหุ้นทักษิณปี 44 เป็น “ความผิดพลาดใหญ่หลวง” https://thestandard.co/thaksin-stock-case-court-error/ Tue, 31 Mar 2026 07:06:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1193171 ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และควา […]

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองคดีซุกหุ้นทักษิณปี 44 เป็น “ความผิดพลาดใหญ่หลวง” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญ พิธีสรุปโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569 โดยคาดหวังว่า สื่อและศาลต้องปรับตัวเข้าหากันและเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน โดยไม่อยากให้เกิดการโทษกัน

 

 
 

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญว่า ศาลมีอำนาจมากในบางเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่มีงบประมาณในมือกว่า 3 ล้านล้านบาทเศษเช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีงบประมาณเพียงราว 300 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ศาลจะมีอำนาจพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาเป็นคดีเท่านั้น ปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองบางเรื่อง หากไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นคดี ศาลก็ไม่สามารถตัดสินได้

 

“ไม่ใช่ว่าศาลไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่เป็นเพราะไม่มีคดียื่นเข้ามา หากสังคมมีข้อสงสัยเคลือบแคลงการลงโทษบุคคลต่างๆ จำต้องพิจารณาจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ และมีองค์ประกอบคดีอย่างไร”

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำว่า ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องการพลเมืองที่รู้เท่าทันทางการเมือง ชาญฉลาด และกล้าหาญ (Active Citizen) พลเมืองต้องรู้วิธีเขียนคำร้องให้เข้าองค์ประกอบคดีและต้องกล้าแสดงตัว ไม่ใช่การเขียนบัตรสนเท่ห์

 

เปรียบการทำงานตุลาการ เสมือน ‘แพทย์ชำนาญการผ่าตัด’

 

นครินทร์ยังได้เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตุลาการกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า เมื่ออยู่ศาล การตัดสินต้องมีเพียงถูกกับผิดตามหลักกฎหมายเท่านั้น ไม่มีทางเลือกกลางๆ เหมือนการตัดเกรด A, B และ C แต่ศาลต้องออกผลลัพธ์เป็น A หรือ F พร้อมระบุว่า ตนเองต้องควบคุมการพูดให้เหมาะสม โดยบางครั้งหากพูดเกินเลยก็จะมีเพื่อนร่วมงานผู้อาวุโสคอยตักเตือน

 

นอกจากนี้ ศาลยินดีรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยจากนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมหรือตักเตือนเมื่อเกิดความผิดพลาด แต่ขอให้กระทำด้วยความสุภาพ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลบังคับใช้อยู่ โดยศาลเคยเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัย 1 ท่านมาพูดคุยทำความเข้าใจในประเด็นนี้จนเป็นที่เข้าใจตรงกันมาแล้ว

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้เปรียบเทียบตุลาการกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยระบุว่าอาจารย์แพทย์มี 2 ประเภท คือ ศาสตราจารย์แพทย์ที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว และศาสตราจารย์คลินิกที่ทำการผ่าตัดเป็นประจำแต่ไม่ชอบสอนหนังสือ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด มักจะเชื่อมั่นในฝีมือของศาสตราจารย์คลินิกมากกว่า

 

เช่นเดียวกับตุลาการที่ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน ทำให้รู้ขั้นตอนและวิธีพิจารณาความอย่างดี แตกต่างจากนักวิชาการบางท่านที่อาจสอนหนังสือเก่ง เข้าใจภาพรวมการแพทย์ แต่ขาดความเข้าใจในภาคปฏิบัติ หรืออาจมีความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว

 

ชี้ความผิดพลาดใหญ่หลวง ‘คดียึดทรัพย์ทักษิณ’

 

ในช่วงท้าย นครินทร์ยังยอมรับถึงช่วงเวลาที่ความเป็นศาลรัฐธรรมนูญตกต่ำที่สุดตลอดการก่อตั้งมา 28 ปี ซึ่งระบุว่าช่วงปี 2540 กระทั่งนับการลงคะแนนออกเสียงของตุลาการยังทำไม่ได้ เป็นความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงในคดีวินิจฉัยการยึดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มีผลการลงมติ 4:4:7

 

โดยตุลาการ 4 เสียงเห็นว่าไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล อีก 4 เสียงเห็นว่าทักษิณไม่มีความผิด และอีก 7 เสียงเห็นว่าทักษิณมีความผิด แต่เมื่อนำ 4 เสียงกับ 4 เสียงมารวมกัน จึงกลายเป็นมติ 8:7 เสียง ซึ่งเป็นความผิดพลาดในการพิจารณาคดี ความเป็นศาลไม่มี หรือมีในระดับต่ำ

 

สำหรับคดีดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ทักษิณ ชินวัตร ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จากกรณีซุกหุ้นไว้กับคนรับใช้และคนขับรถ และส่งต่อคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากผิดจริง ทักษิณต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กระทั่งทักษิณพ้นความผิดด้วยมติ 8:7 เสียงของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544

The post ประธานศาลรัฐธรรมนูญมองคดีซุกหุ้นทักษิณปี 44 เป็น “ความผิดพลาดใหญ่หลวง” appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ https://thestandard.co/constitutional-court-image-evolution-nakarin/ Mon, 30 Mar 2026 09:21:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1192746 ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้ […]

The post “มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้สัมภาษณ์โดยตรงกับสื่อมวลชนถือว่าไม่บ่อยครั้งนัก หรืออย่างน้อยก็ใน ‘โครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี และถือเป็นวาระสำคัญที่จะได้ติดตามความคืบหน้าในคดีความต่างๆ ที่สังคมติดตามให้ความสนใจ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะและบทบาทของตุลาการจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อกรณีใดๆ ได้เพราะต้องวางตัวเป็นกลาง ดังนั้น แม้จะมีการให้สัมภาษณ์ ทั้งฝ่ายผู้ถามและผู้ตอบจึงต้องใช้ความระมัดระวัง

 

ดังเช่นที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เน้นย้ำหลายครั้งถึง “วุฒิภาวะ” ของสังคมไทย ที่สอดคล้องไปกับวิวัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญ ในโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน เมื่อ 30 มีนาคม 2569

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 1

 

 

▪ “มีทั้งดีและไม่ดี” ความเปลี่ยนแปลงตลอด 28 ปี รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ

 

โครงการฯ ดังกล่าวจัดขึ้นไม่กี่วันก่อนจะถึงวันครบรอบ 28 ปีการก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเมื่อ 11 เมษายน 2541 โดยนครินทร์ได้บรรยายต่อคณะสื่อมวลชนว่า “หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร”

 

ตลอดระยะเวลา 28 ปี ของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการฉีกและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่รวม 3 ฉบับ องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของศาลฯ จึงได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ทั้งจำนวนตุลาการ และคุณสมบัติของตุลาการที่แตกต่างกันไป ซึ่งนครินทร์มองว่าความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเหล่านี้ “มีทั้งดีและไม่ดี”

 

เขายกตัวอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2560) ที่กำหนดองค์ประกอบว่าต้องมีตุลาการที่เป็นสายข้าราชการระดับอธิบดีไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งไม่มีคุณสมบัติชัดเจนว่าต้องมาจากอาชีพอะไร จากเดิมที่ให้มีตุลาการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ 2 ท่าน

 

“หลายคนก็คงจะแปลกใจว่า เรามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ท่าน ซึ่งเข้ามาโดยกระบวนการถูกต้องทุกอย่าง ท่านมาจากวิศวะ ท่านเป็นอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งผ่านกระบวนการสรรหา และผ่านวุฒิสภามาเรียบร้อยแล้ว โปรดเกล้าฯ เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนและชัดแจ้ง”

 

ตุลาการท่านที่นครินทร์เอ่ยถึง ย่อมเป็น สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ตุลาการคนล่าสุดของชุดนี้ที่ดำรงตำแหน่งเมื่อ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากสายงานของกระทรวงคมนาคมโดยตรง

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 2

 

 

นครินทร์ยังเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปีนี้ วันที่ 7-8 เมษายน จะมีเวทีบรรยายพิเศษ โดยได้เชิญประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ซึ่งขณะนี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญประจำประเทศอุซเบกิซสถานดำรงตำแหน่งอยู่ รวมถึงคณะกรรมการเวนิส มาร่วมในการบรรยายพิเศษด้วย

 

นครินทร์ชี้ว่า การที่องค์กรระดับนี้มาร่วมในกิจกรรม เพื่อให้เป็นเครื่องประจักษ์พยานว่าคณะศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้รับการยอมรับจากสมาคมศาลรัฐธรรมนูญโลก และจากสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก 125 ประเทศ แสดงเห็นให้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทำงานแบบไร้ทิศทางหรือไม่เป็นที่ยอมรับของสมาคมโลก ซึ่งสมาคมศาลโลกให้การยอมรับประเทศไทยอย่างดียิ่งและยอมรับในทุกมิติ

 

▪วิวัฒนาการ ‘ภาพลักษณ์’ ศาลรัฐธรรมนูญไทย ยกเทียบต่างประเทศ

 

ต่อมา นครินทร์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน ที่บางคำวินิจฉัยของศาลมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม ตลอดถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลาง จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย ผลก็จะออกได้ทางใดทางหนึ่ง

 

“หากถามว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็อาจไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด

 

“วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ วุฒิภาวะสังคมแปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้”

 

“… ปัจจุบันสังคมไทย เมื่อมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ผมเชื่อว่าการที่คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ย่อมแปลว่าท่านให้การยอมรับแล้วส่วนหนึ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนทางแก้ปัญหา”

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้ยกตัวอย่างปัญหาในกระบวนการยุติธรรมประเทศอื่นๆ มาเปรียบเทียบ เช่น กรณีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ถูกศาลสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาฯ

 

“ท่านคิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก” นครินทร์ตั้งคำถามกลับ

 

เขายังยกตัวอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ เมื่อครั้ง ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดี ออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่า การดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งในเชิงกระบวนการและเนื้อหาหรือไม่ สุดท้ายผลก็ลงเอยที่การถอดถอนประธานาธิบดี

 

เขาทิ้งคำถามอีกครั้งว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญช่วยเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ตกลงแล้วเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหนกันแน่

 

“มีใครตอบผมได้ไหมครับ นี่ไง นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราถอยห่างออกมาสักนิดหนึ่ง เรามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน 2 ประเทศนี้ ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบนั้น แล้วศาลเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยของคนของประเทศนั้นๆ

 

“ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิดก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก” นครินทร์ทิ้งท้าย

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 3

 

 

▪ย้อนมองเส้นทาง ‘นครินทร์’ 1 ทศวรรษบนบัลลังก์ตุลาการ

 

ศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นั่งบัลลังก์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วร่วม 10 ปี และอยู่บนเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นปีที่ 3 ก่อนเข้าสู่สถานะนี้ เขาเคยเป็นหนึ่งในนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย และได้ก้าวสู่ตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือสำนัก ‘สิงห์แดง’

 

นครินทร์ยังเคยผ่านงานระดับชาติในฐานะ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2550 และเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในปี 2558 ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วน ‘ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์’ ในช่วงปลายปีเดียวกัน

 

ปัจจุบันนครินทร์ถือว่าพ้นวาระตุลาการไปแล้วตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2567 หลังดำรงตำแหน่งครบ 9 ปี แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะรักษาการ จนกว่าจะสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งในสายผู้ทรงคุณวุฒิในสาขารัฐศาสตร์มาทดแทน และบุคคลนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย

 

ก่อนหน้านี้วุฒิสภาได้ ‘ตีตก’ ชื่อศาสตราจารย์ที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 2 คน คือ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ‘สิงห์ดำ’ และ ร.ต.อ. สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้อดีตครูใหญ่ ‘สิงห์แดง’ ต้องรักษาการต่อไป

 

The post “มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ศาลรัฐธรรมนูญรอหลักฐานคดี ‘บาร์โค้ด’ จาก กกต.-ผู้ตรวจการฯ ผล ‘เลือกตั้งจำลอง’ ก็ส่งมาได้ https://thestandard.co/constitutional-court-barcode-ballot-evidence/ Mon, 30 Mar 2026 04:37:49 +0000 https://thestandard.co/constitutional-court-barcode-ballot-evidence/ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ประเด็นคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ความคืบหน้าจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ นครินทร์ เมฆไตรรั […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ศาลรัฐธรรมนูญรอหลักฐานคดี ‘บาร์โค้ด’ จาก กกต.-ผู้ตรวจการฯ ผล ‘เลือกตั้งจำลอง’ ก็ส่งมาได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ประเด็นคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ความคืบหน้าจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ (30 มีนาคม) ในกรณีศาลรับคำร้องคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้งเมื่อ 18 มีนาคมที่ผ่านมา

 

สืบเนื่องจากองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยกรณีมีผู้ร้องเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่

 

นครินทร์เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวต้องรอคำชี้แจงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย มติของศาลรับแล้ว ให้เวลาทาง กกต. และผู้ยื่นคือผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำแถลง บัญชีพยาน และการได้มาซึ่งพยาน เพื่อให้ศาลได้เข้าถึงพยานเหล่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตอบคำถามว่า จะเปิดให้มีการไต่สวนหรือไม่ เมื่อศาลได้รับคำชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย ถ้าบุคคลชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นที่เข้าใจหมดแล้ว ก็ไม่ต้องไต่สวน แต่ถ้าคำชี้แจงนั้นไม่เป็นที่เข้าใจ ตุลาการก็สามารถขอไต่สวนได้ กรณีที่บัญชีพยานไม่ใช่บุคคลอาจจะเป็นเทปหรืออุปกรณ์ทางอื่นอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง อาจจะไต่สวนหรือไม่ไต่สวนก็ได้ จะต้องดูเป็นกรณีไป จึงไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้

 

▪ศาลจะเรียกหลักฐานเพิ่มหรือไม่ “มีในใจอยู่เหมือนกัน”

 

ส่วนกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่นั้น นครินทร์กล่าวว่า ยังตอบอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน

 

“ถ้าหลักฐานเข้ามาทั้งสองฝ่าย ทั้งทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งก็อยากรู้เช่นกันว่าผู้ตรวจการจะยื่นใครมาเป็นพยาน เพราะมีผู้ร้องเข้ามาจำนวนมาก ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจจะหนักใจ อาจจะอมทุกข์คนเดียวไม่ได้ นอกจากจะออกความทุกข์มาที่ศาล ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าผู้จัดการจะยื่นมาทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้าไม่ยื่นก็จบ

 

“ส่วน กกต. ก็เช่นกันต้องดูว่าจะยื่นใครมาเป็นพยาน จึงต้องตัดสินใจว่าจะถึงขั้นนั้นหรือไม่ ศาลอาจจะเรียกพยานหลักฐานเพิ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ส่งเข้ามา เพราะตอนนี้ก็มีในใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังพูดไม่ได้ จนกว่าจะเห็นหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่จะยื่นเข้ามา”

 

สำหรับกรณีข้อพิพาทว่า บัตรเลือกตั้งเป็นไปโดยลับหรือไม่นั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า จะลับหรือไม่ลับก็อยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่า ‘ศาล’ ไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นหน้าที่ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญบัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่มอบหมายให้ทำ ทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ

 

ดังนั้นหลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน

 

▪ ‘เลือกตั้งจำลอง’ อาจยื่นมาเป็นหลักฐานก็ได้

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า กรณีที่มีภาคประชาชนจัดการเลือกตั้งจำลองเพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ จะถูกนำมาเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาต่อศาลได้หรือไม่ นครินทร์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่เคยเข้ามาที่ศาล ศาลไม่เคยได้รับมาก่อน ข้อเท็จจริงที่อยู่นอกศาล ขอให้นำเข้ามาอยู่ในกระบวนการของศาล

 

“(ผู้ตรวจการแผ่นดิน) จะยื่นหลักฐานนี้มาก็ได้ครับ ผมก็อยากดูเหมือนกันว่าเขาจะยื่นอะไรมาบ้าง” นครินทร์กล่าว

 

ส่วนจะนำหลักรัฐศาสตร์มาวินิจฉัยในกรณีนี้ด้วยหรือไม่ เพราะมีคำพูดที่ว่า การที่เดินหน้าตั้งรัฐบาล และสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้ศาลไม่กล้าสั่งให้กันและตั้งเป็นโมฆะ นครินทร์ยืนยันว่า ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมีทั้งหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์อยู่ในตัวเองแต่เมื่อมาผสมกันแล้ว กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญที่กลมกล่อมหรือไม่ อยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว หลัง เลือกตั้ง 2569 : อัปเดตข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ และ ผลการเลือกตั้ง 2569
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ศาลรัฐธรรมนูญรอหลักฐานคดี ‘บาร์โค้ด’ จาก กกต.-ผู้ตรวจการฯ ผล ‘เลือกตั้งจำลอง’ ก็ส่งมาได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลคดีทุจริตฯ สั่งหมอวาโย แก้คำฟ้องคดีฟ้อง กกต. ปมคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมขีดเส้น กกต. แจงข้อเท็จจริง 24 เม.ย. ก่อนชี้ชะตารับฟ้อง 24 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/wayo-ec-qr-code-lawsuit/ Tue, 24 Mar 2026 05:15:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1190558 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หน้าศาลคดีทุจริตฯ กรณีฟ้อง กกต. ปมคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกล […]

The post ศาลคดีทุจริตฯ สั่งหมอวาโย แก้คำฟ้องคดีฟ้อง กกต. ปมคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมขีดเส้น กกต. แจงข้อเท็จจริง 24 เม.ย. ก่อนชี้ชะตารับฟ้อง 24 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หน้าศาลคดีทุจริตฯ กรณีฟ้อง กกต. ปมคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลได้นัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้อง คดีที่ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นิธิ ละเอียดดี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน รวมถึงแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง รวมผู้ถูกฟ้องทั้งสิ้น 9 ราย ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง

 

ภายหลังการเข้าฟังคำสั่ง นพ.วาโย เปิดเผยว่า ศาลได้มีคำแนะนำให้ทางฝ่ายโจทก์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้มีความสมบูรณ์และรัดกุมยิ่งขึ้นภายใน 30 วัน (ครบกำหนดวันที่ 23 เมษายนนี้) โดยเฉพาะการระบุถึงเจตนาพิเศษ ตลอดจนการอ้างอิงประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรอง

 

นอกจากประเด็นการให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้ว นพ.วาโย ระบุว่า จุดที่น่าสนใจคือศาลได้มีคำสั่งให้ฝ่าย กกต. จัดทำเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงส่งกลับมายังศาลภายในวันที่ 24 เมษายน โดยเน้นย้ำให้ตอบข้อสงสัยใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. นิยามของคำว่า การลงคะแนนโดยลับ มีความหมายและขอบเขตอย่างไร 2. กกต. อาศัยอำนาจตามกฎหมายมาตราใดในการนำสัญลักษณ์ (คิวอาร์โค้ด/บาร์โค้ด) ไปพิมพ์ลงบนบัตรเลือกตั้ง และ 3. หากสัญลักษณ์ดังกล่าวสามารถนำมาถอดรหัสจนทราบได้ว่าผู้ออกเสียงเลือกผู้สมัครหรือพรรคใด กกต. มีเงื่อนไขหรือขั้นตอนในการตรวจสอบอย่างไร

 

สำหรับข้อกังวลที่ว่าการสั่งให้แก้ไขคำฟ้องอาจนำไปสู่การไม่ประทับรับฟ้องนั้น นพ.วาโย มองว่ากระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นการประวิงเวลา หรือสะท้อนความล่าช้าแต่อย่างใด ในทางกลับกัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากโจทก์สามารถแก้ไขคำฟ้องได้ครบถ้วนตามที่ศาลแนะนำ ตามธรรมเนียมปฏิบัติศาลก็มักจะมีคำสั่งประทับรับฟ้อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ดีกว่าการถูกยกคำร้องตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ การที่ศาลเปิดโอกาสให้ กกต. เข้ามาชี้แจงในประเด็นที่สังคมสงสัย ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในกระบวนการค้นหาความจริง

 

ส่วนความเชื่อมโยงกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไว้พิจารณา คู่ขนานไปกับที่เลขาธิการ กกต. ออกมายืนยันว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับนั้น นพ.วาโย ให้ความเห็นว่า ทั้งสองส่วนถือเป็นคนละคดีกัน การชี้แจงนอกศาลอาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว แต่เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นศาลคดีทุจริตฯ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทาง กกต. จะต้องตอบคำถามโดยใช้พยานหลักฐานและข้อกฎหมายมาหักล้างอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องจับตาดูในวันที่ 24 เมษายนนี้ ว่าทาง กกต. จะใช้เอกสารชุดใดมาชี้แจง และทางฝ่ายตนในฐานะโจทก์ก็เตรียมพร้อมที่จะทำเอกสารคัดค้านคำชี้แจงนั้นด้วยเช่นกัน

 

ท้ายที่สุด เมื่อประเมินถึงผลกระทบทางการเมือง นพ.วาโย มองว่า คดีในศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นการเอาผิดตัวบุคคล คือตัว กกต. จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเกมการเมืองหรือเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันมากนัก อีกทั้งคดีลักษณะนี้มักใช้เวลาต่อสู้อย่างยาวนาน โดยคาดว่าอาจกินเวลาเกิน 5 ปี หรืออาจถึง 10 ปี ดังเช่นคดีของอดีต กกต. ในอดีต อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีนัยสำคัญทางการเมืองมากกว่า ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตนก็จะนำข้อเท็จจริงใหม่เหล่านั้นมาเพิ่มเติมในสำนวนคดีอาญานี้อย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดหมายให้คู่ความมาฟังคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องอีกครั้ง ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ซึ่งคาดว่าศาลจะมีคำสั่งชี้ขาดในวันดังกล่าวว่าจะประทับรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา และเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้องต่อไปหรือไม่

The post ศาลคดีทุจริตฯ สั่งหมอวาโย แก้คำฟ้องคดีฟ้อง กกต. ปมคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมขีดเส้น กกต. แจงข้อเท็จจริง 24 เม.ย. ก่อนชี้ชะตารับฟ้อง 24 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ ลงนามคำสั่งสอบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ พบตัวคนผิดดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเร่งตรวจคุณสมบัติ ครม. คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ https://thestandard.co/anutin-oil-hoarding-cabinet-check/ Fri, 20 Mar 2026 11:04:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1189691 นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม.

วันนี้ (20 มีนาคม) เวลา 16.45 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ ลงนามคำสั่งสอบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ พบตัวคนผิดดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเร่งตรวจคุณสมบัติ ครม. คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม.

วันนี้ (20 มีนาคม) เวลา 16.45 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณชั้น 1 ถึงประเด็นราคาพลังงาน รวมถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล

 

ลงนามคำสั่งสอบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ พบผู้กระทำผิดดำเนินคดีเด็ดขาด

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตรวจค้นและพบผู้กักตุนน้ำมันจำนวนกว่า 330,000 ลิตร ที่จังหวัดอ่างทองว่า วันนี้ตนเพิ่งลงนามคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าข่ายกักตุนน้ำมันและสินค้าโดยไม่มีเหตุจำเป็น ซึ่งไม่ใช่ชุดเฉพาะกิจ แต่เป็นการตั้งชุดดำเนินการทั่วประเทศ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้แต่ละหน่วยงานจัดตั้งชุดปฏิบัติงานเพื่อดำเนินคดี

 

เมื่อถามว่า ทราบแล้วหรือไม่ว่าเจ้าของเป็นใคร และจะดำเนินการอย่างไรต่อ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้มีการใช้กฎหมายดำเนินคดีในทุกกรณีที่มีการกระทำผิดอยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่า จากข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าจะมีในพื้นที่อื่นอีกหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการใช้น้ำมันในแต่ละวัน ยังมีส่วนต่างเล็กน้อยที่ทำให้น้ำมันหายไป แต่มีไม่มาก จึงต้องติดตามตรวจสอบต่อไป ส่วนจะถึงหลักแสนลิตรหรือไม่นั้น ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ได้มีการสันนิษฐานถึงปัญหาต่าง ๆ และ ศบก. ได้สรุปแนวทางดำเนินการแล้ว

 

เมื่อถามว่า ลักษณะนี้สามารถเรียกว่า ไอ้โม่งได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ใช่ไอ้โม่ง หากสามารถจับกุมได้ก็ไม่ใช่ไอ้โม่ง แต่เป็นบุคคลที่ซื้อน้ำมันไปกักตุนไว้ ซึ่งในระดับ 300,000 ลิตร ไม่ใช่การนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินหรือจำเป็น พร้อมยืนยันว่าช่องทางการนำน้ำมันดิบเข้าประเทศไทยยังไม่มีปัญหา

 

เมื่อถามย้ำว่าหากพบตัวผู้กักตุน จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นใครใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า แน่นอน ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะกรณีใด ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีการละเว้น และหากใครละเว้นก็ถือว่ามีความผิดเสียเอง ไม่มีใครยอมให้เกิดขึ้น

 

เมื่อถามว่าการทำงานของกระทรวงพลังงานจะสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของรัฐบาล อนุทินพยักหน้ารับก่อนระบุว่า เป็นรอยต่อของทั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งแต่ละชุดไม่เหมือนกัน แม้จะมีรัฐมนตรีคนเดิมหรือคนใหม่ การดำเนินงานของรัฐบาลต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและวาระของรัฐบาล

 

โดยในวันนี้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว หากไม่ใช่บุคคลเดิม และไม่มีเหตุจำเป็นฉุกเฉิน รัฐบาลเดิมก็คงไม่ดำเนินการใด ๆ แต่กรณีน้ำมันถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน จึงต้องใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการในการขับเคลื่อน จนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่

 

เหตุยิง สส.พรรคประชาชาติ เป็นเหตุอุกอาจ เร่งจับผู้ก่อเหตุ

 

อนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีเหตุยิง มลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ว่า การกระทำที่มุ่งเอาชีวิตผู้แทนราษฎรถือเป็นเรื่องการเมือง และเป็นเหตุอุกอาจ แม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

 

ทั้งนี้ ช่วงบ่ายที่ผ่านมาได้สอบถาม ซูการ์โน มะทา สส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ซึ่งระบุว่า กมลศักดิ์ปลอดภัย โดยเหตุเกิดขณะกำลังจะถึงบ้านพัก พร้อมย้ำว่าต้องเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

 

เมื่อถามว่าเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่นหรือไม่ อนุทินกล่าวว่ายังไม่ทราบ

 

ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต. คาดใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

 

อนุทิน กล่าวถึงการจัดทำร่างนโยบายแถลงต่อรัฐสภาว่า ได้มีการหารือกันมาโดยตลอด และจะเป็นไปตามแนวทางที่เคยหาเสียงไว้

 

เมื่อถามถึงกรอบเวลาแถลงนโยบาย อนุทินระบุว่า ต้องเร็วที่สุด ขณะนี้ได้รับรายชื่อจากพรรคเพื่อไทยแล้ว และจะให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เร่งตรวจสอบคุณสมบัติ

 

เมื่อถามว่าจะแล้วเสร็จก่อนสงกรานต์หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ควรเป็นเช่นนั้น และต้องการให้เร็วที่สุด โดยการตรวจสอบไม่ได้มีเฉพาะพรรคเพื่อไทย แต่รวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดแล้ว เนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบจาก 18 หน่วยงาน

 

ส่วนกรณีมีชื่อของ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ซึ่งถูกออกหมายเรียกในคดีที่ดินหาดสวนยา แต่มีรายชื่อติดโผ ครม. อนุทินกล่าวว่ายังไม่ทราบรายละเอียด โดยย้ำว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อนจึงจะเปิดเผยได้

 

เมื่อถามถึงแนวทางคัดกรองบุคคลที่มีปัญหา อนุทินกล่าวว่า มีแนวทางตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อส่งรายชื่อไปตรวจสอบแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งผลกลับมา หากการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยและไม่มีปัญหา ก็สามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย และลงพระปรมาภิไธยต่อไป พร้อมยืนยันว่าจะไม่ล่าช้าอย่างแน่นอน

 

เมื่อถามว่ามีการส่งรายชื่อเกินโควตาหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามและเดินออกจากวงสัมภาษณ์

 

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 1นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 2นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 3นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 4นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 5นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 6นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวกรณีสั่งสอบกักตุนน้ำมันและเร่งตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 7
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว หลัง เลือกตั้ง 2569 : อัปเดตข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ และ ผลการเลือกตั้ง 2569
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ ลงนามคำสั่งสอบกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ พบตัวคนผิดดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเร่งตรวจคุณสมบัติ ครม. คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>