วุฒิสาร ตันไชย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วุฒิสาร-ตันไชย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 09 Oct 2025 13:55:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อนุทินแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกฯ 7 คน มี ‘วุฒิสาร ตันไชย-สมคิด เลิศไพฑูรย์-ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. https://thestandard.co/anutin-appoints-7-pm-advisors/ Thu, 09 Oct 2025 13:55:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1128795 อนุทินแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกฯ 7 คน มี ‘วุฒิสาร ตันไชย-สมคิด เลิศไพฑูรย์-ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.

วันนี้ (9 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐม […]

The post อนุทินแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกฯ 7 คน มี ‘วุฒิสาร ตันไชย-สมคิด เลิศไพฑูรย์-ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกฯ 7 คน มี ‘วุฒิสาร ตันไชย-สมคิด เลิศไพฑูรย์-ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.

วันนี้ (9 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 312/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีไปด้วยความถูกต้อง เรียบร้อย รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

 

นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ดังนี้

 

  1. สรอรรถ กลิ่นประทุม
  2. สมคิด เลิศไพฑูรย์
  3. วุฒิสาร ตันไชย
  4. ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์
  5. พ.ต.อ ประเวศน์ มูลประมุข
  6. ทองเจือ ชาติกิจเจริญ
  7. ชัยวัฒน์ ศรีวิภาสถิตย์

 

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

 

สำหรับที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งเอง ไม่ถือเป็นข้าราชการการเมือง และไม่ได้รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่ง แต่จะได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง ที่ปรึกษาไม่จำเป็นต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานอื่นควบคู่ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ หน้าที่หลักคือให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นในเรื่องที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายหรือสอบถาม โดยไม่มีอำนาจในการสั่งการหรือดำเนินการแทน

The post อนุทินแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกฯ 7 คน มี ‘วุฒิสาร ตันไชย-สมคิด เลิศไพฑูรย์-ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์’ มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นอกจาก สว. ชุดนี้ ยังมีใครใน กมธ.ศึกษากฎหมายสถานบันเทิง? https://thestandard.co/thai-senate-entertainment-law-2/ Wed, 23 Apr 2025 06:13:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1067272 thai-senate-entertainment-law-2

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สว. ได้ประชุมกันลากยาวถึงเ […]

The post นอกจาก สว. ชุดนี้ ยังมีใครใน กมธ.ศึกษากฎหมายสถานบันเทิง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-senate-entertainment-law-2

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สว. ได้ประชุมกันลากยาวถึงเที่ยงคืนเพื่ออภิปรายแสดงความเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือกฎหมาย Entertainment Complex โดยท้ายที่สุดได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวเป็นเวลา 180 วัน

 

นอกจากกรรมาธิการชุดดังกล่าวจะประกอบไปด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 23 คนแล้วยังมีการเสนอชื่อบุคคลภายนอกเข้ามา 12 คน โดยมีชื่อของหลายบุคคลที่น่าสนใจ เพราะเคยมีบทบาทสำคัญทางการเมือง วิชาการ และนิติศาสตร์ในอดีต ทำให้น่าจับตาว่าแต่ละคนจะมีจุดยืนต่อการสร้างสถานบันเทิงครบวงจรอย่างไร

 

ในวันนี้ (23 เมษายน) จะมีการประชุมกรรมาธิการนัดแรก เพื่อพิจารณาว่าจะแต่งตั้งให้บุคคลรับตำแหน่งใดในกรรมาธิการ

 


 

สว กมธ สถานบันเทิง

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

 

The post นอกจาก สว. ชุดนี้ ยังมีใครใน กมธ.ศึกษากฎหมายสถานบันเทิง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. ไม่ปัดตก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมภาคประชาชน แม้แพ้โหวตในเว็บไซต์ อยู่ที่สภาจะหยิบมาพิจารณาหรือไม่ https://thestandard.co/subcommittee-not-rejected-amnesty/ Thu, 13 Jun 2024 10:39:18 +0000 https://thestandard.co/?p=944894

วันนี้ (13 มิถุนายน) ที่อาคารรัฐสภา รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชั […]

The post กมธ. ไม่ปัดตก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมภาคประชาชน แม้แพ้โหวตในเว็บไซต์ อยู่ที่สภาจะหยิบมาพิจารณาหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 มิถุนายน) ที่อาคารรัฐสภา รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร ถึงความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่ต้องการให้คณะกรรมการนิรโทษกรรมควรเป็นบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

โดย รศ.ดร.ยุทธพรระบุว่า เราเคยเสนอเป็นตัวแบบสองทางเลือก คือ

 

  1. ให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ
  2. ให้ประธานสภาผู้แทนเป็นประธานคณะกรรมการฯ และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานคณะกรรมการฯ

 

แต่ กมธ.วิสามัญฯ ก็มีความเห็นที่หลากหลาย ท้ายที่สุดเราจึงมีการปรับเปลี่ยนและให้น้ำหนักยังคงเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหลักในการมีบทบาทนำ โดยให้ประธานสภาเป็นประธานคณะกรรมการฯ และนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นรองประธานคณะกรรมการฯ

 

โดยมีเหตุผล 3 ประการ คือ 1. ฝ่ายนิติบัญญัติถือว่าเป็นอำนาจที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เพราะมาจากการเลือกตั้ง 2. อำนาจนิติบัญญัติประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลายในสภา จึงมีความเป็นกลางและได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าฝ่ายบริหาร และ 3. กลไกการตรวจสอบและติดตามกระบวนการทำงานของ กมธ.วิสามัญฯ

 

สำหรับกรณีเว็บไซต์ของรัฐสภา เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับภาคประชาชน ซึ่งผลปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยมากกว่า กมธ. จะปัดตกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า ทั้งร่างของประชาชนและร่างของพรรคการเมืองเป็นเอกสิทธิ์ของสภา ดังนั้น กมธ.วิสามัญฯ ไม่มีอำนาจไปปัดตกใดๆ ทั้งสิ้น

 

แต่หาก กมธ.วิสามัญฯ มีข้อเสนอก็จะถูกหยิบไปเสนอต่อสภา ซึ่งสภาก็มีเอกสิทธิ์ที่จะฟังข้อเสนอหรือไม่ก็ได้ จะฟังทั้งหมดหรือจะฟังแค่เพียงบางส่วนไปใช้เพื่อไปผนวกกับร่างกฎหมายก็ได้ โดยร่างทั้งหมดที่ถูกเสนอเข้าสภาขณะนี้ สภาก็มีเอกสิทธิ์ที่จะนำร่างทั้งหมดมารวมกันทั้งหมด หรือจะไม่เอาร่างกฎหมายใดมาเลย แล้วยกร่างทั้งฉบับก็ได้

 

ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ และไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้กระทำผิด เนื่องจากคนมักจะหยิบโยงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองว่าจะไปช่วยคนนั้นคนนี้เป็นพิเศษ หรือยกเว้นความผิด

 

เคาะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง

 

จากนั้นภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ศ.วุฒิสาร ตันไชย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมได้ข้อยุติว่า ในการนิรโทษกรรมคราวนี้จำเป็นต้องมีกลไกของคณะกรรมการกลั่นกรอง

 

ศ.วุฒิสารชี้แจงความจำเป็นของการมีคณะกรรมการดังกล่าวว่า ขอบเขตระยะเวลาในการนิรโทษกรรมค่อนข้างยาว ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ดังนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการกระทำของบุคคลที่มีแรงจูงใจทางการเมือง และเข้าข่ายการได้รับนิรโทษกรรมก็มีความหลากหลาย อีกทั้งในอดีตฐานความผิดที่จะนิรโทษกรรมก็เพิ่มมากขึ้น เพราะเหตุการณ์ต่างๆ มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต ผู้ที่เข้าข่ายก็อาจมีหลายความผิดและหลายคดี ซึ่งมีฐานมาจากกฎหมายหลายประเภท และในช่วงโควิดก็มีกฎหมายพิเศษเข้ามาอีก

 

ด้วยเหตุนี้ การที่จะนิรโทษกรรมไปเลยโดยไม่มีการกลั่นกรอง อาจทำให้ความยุติธรรมไม่สมบูรณ์ จึงมีคณะกรรมการเข้ามาทำหน้าที่ช่วยพิจารณาข้อเท็จจริง และรับคำอุทธรณ์ของผู้ที่ไม่เข้าข่ายรับการนิรโทษกรรมด้วย ส่วนองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณา ซึ่งคิดว่าเรื่ององค์ประกอบน่าจะตามมาภายหลังบทบาทของคณะกรรมการชัดเจนแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าร่างกฎหมายจะเห็นด้วยตามนี้

The post กมธ. ไม่ปัดตก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมภาคประชาชน แม้แพ้โหวตในเว็บไซต์ อยู่ที่สภาจะหยิบมาพิจารณาหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสานเสียงค้านยุบพรรค สนับสนุนให้ประชาชนตัดสินสถาบันทางการเมืองที่มาจากประชาชน https://thestandard.co/political-parties-oppose-dissolution/ Thu, 28 Mar 2024 06:51:31 +0000 https://thestandard.co/?p=916545

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กองทุนเพื่อการพัฒ […]

The post ประสานเสียงค้านยุบพรรค สนับสนุนให้ประชาชนตัดสินสถาบันทางการเมืองที่มาจากประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง ‘พรรคการเมืองสร้างชาติ’ เมื่อวันพุธที่ 27 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุม แกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี   อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 

 

วิทยากร ประกอบด้วย 

 

  • ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล
  • ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
  • ภราดร ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  • ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ

 

ดำเนินรายการโดย วีระ ธีระภัทรานนท์ 

 

ทั้งนี้ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เดินทางมาเป็นวิทยากรตามที่ กกต. ประชาสัมพันธ์ไปก่อนหน้านี้ 

 

วีระ ธีระภัทรานนท์ กล่าวว่า ตอนแรกการเสวนาในครั้งนี้จะเป็น 3 หัวหน้าพรรค แต่มี 2 หัวหน้าพรรคติดภารกิจไม่มา จึงเป็น 1 หัวหน้าพรรค กับ 2 รองหัวหน้าพรรค และ 1 นักวิชาการ คุยเรื่องพรรคการเมืองสร้างชาติ แต่ชาติก็สร้างมานานแล้ว จึงมองว่าตอนนี้น่าจะเป็นประเด็นว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นได้อย่างไร 

 

วีระกล่าวว่า สำหรับการยุบพรรคการเมืองก่อนหน้านี้จะเป็นเหตุเรื่องซื้อเสียง เรื่องการพูดหาเสียง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรถูกยุบ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กรณีที่สำคัญมากๆ ก็น่าจะเป็นการยุบพรรคไทยรักษาชาติก่อนการเลือกตั้ง 2562 อันนั้นมีการอธิบายว่าพรรคมีการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากนั้นไม่มี ต่อมาก็จะมีกรณีพรรคก้าวไกลที่เป็นคดีเรื่องปฏิปักษ์และการล้มล้าง 

 

ก้าวไกลขอบคุณ กกต. ที่เชิญมาร่วมงาน ทั้งที่ กกต. เสนอให้ยุบพรรค

 

ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า อันดับแรกขอบคุณ กกต. ที่ให้เกียรติเชิญพรรคก้าวไกล ที่ กกต. เองเห็นว่ามีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองและเสนอให้ยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งหมายความว่าพรรคการเมืองนี้ไม่น่ามีบทบาททำให้การเมืองดีและสร้างชาติ เราถูกมองว่าเป็นพรรคกำลังทำลายชาติและสร้างการเมืองที่ไม่ดี 

 

ชัยธวัชกล่าวว่า กฎกติกามีความสำคัญและมีผลกำหนดพฤติกรรมสถาบันทางการเมืองต่างๆ รวมถึงพรรคการเมืองด้วย ตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เขาอาจยังไม่จินตนาการถึงพรรคก้าวไกลแต่คงนึกถึงหน้าคนอื่น ดังนั้น กกต. ควรสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์ดูความคิดทางการเมืองผ่านการออกแบบ พ.ร.ป.พรรคการเมือง รวมถึงกฎระเบียบ กกต. ในแต่ละครั้ง

 

การเมืองดีไม่ได้ ถ้าเราออกแบบกติกาด้วยพื้นฐานการเมืองที่ไม่ไว้ใจประชาชน และพยายามควบคุมอำนาจสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงประชาชนให้อยู่ใต้ “คุณพ่อรู้ดี” รู้ไปหมดว่าการเมืองที่ดีเป็นอย่างไร อันนี้เป็นปัญหาใจกลางสำคัญมากๆ ของการเมืองไทย

 

ชัยธวัชกล่าวว่า ในบันทึกการประชุม พ.ร.ป.พรรคการเมืองล่าสุด มีคนถามในที่ประชุมว่า ถ้ามีคนเสนอนโยบายสังคมนิยมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำได้หรือไม่ เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงว่ามีเหตุผลที่พยายามจะควบคุมนโยบายพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบแบบที่ทำได้เท่านั้น เป็นตัวอย่างว่า โดยกรอบกติกา และมายด์เซ็ตของผู้มีอำนาจทำให้ไม่สามารถพัฒนาพรรคการเมืองไปสู่การแข่งขันในเชิงความคิดได้จริงๆ 

 

ชัยธวัชเผย เบื้องหลังธงทางการเมืองยุบพรรคอนาคตใหม่ 

 

สำหรับกรณียุบพรรค ชัยธวัชกล่าวว่า เป็นเรื่องไม่ปกติที่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในการเมืองไทย แต่ส่วนตัวไม่ได้สนับสนุนให้เป็นแบบนี้ต่อไป สำหรับการยุบพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่เหตุผลเรื่องนโยบาย แต่เป็นเพราะในการเมืองไทยมีธงทางการเมืองแล้วมาหาเหตุยุบพรรคอนาคตใหม่ 

 

หลังการเลือกตั้งปี 2562 ไม่นาน สภายังไม่เปิด มีคนอ้างว่าเป็นคนของผู้มีอำนาจมาบอกว่าชอบพรรคอนาคตใหม่มาก แต่ถ้าอยากให้พรรคอยู่ต่อขออย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม ถ้าไม่ยอมคนนั้นคนนี้จะไม่มีแผ่นดินอยู่ จะติดคุกติดตะราง เปิดสภาแล้วยังมีการพูดกันอีกอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมให้ธนาธรเข้าสภา 

 

“ตอนนั้นผมยังคิดไม่ออกเลยว่าเขาจะใช้วิธีไหน สภาก็จะเปิดอยู่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ทำจนได้ มีคดีถือหุ้นสื่อ ยุบพรรคเรื่องเงินกู้ ผมเรียนตามตรงมีคนของ กกต. บางท่านกระซิบบอกจะไปยุ่งยากอะไร หัวหน้าพรรคท่านมีเงินก็ยัดเงินให้กรรมการบริหาร ไปบริจาคคนละ 10 ล้านก็จบแล้ว สุดท้ายเราคุยกันในกรรมการบริหาร ธนาธรบอกว่าไม่ได้ เราต้องเอาทุกอย่างให้อยู่บนโต๊ะ ในเมื่อระดมทุนไม่ทันจะเลือกตั้งแล้วก็กู้สิ เพราะไปดูรายงานการเงินของทุกพรรคการเมืองที่ผ่านมา มีรายงานหมดว่ายืมเงินกรรมการบริหารพรรค รวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย พรรคอนาคตใหม่คุยกันว่า การเมืองไทยยิ่งเปิดยิ่งผิด ยิ่งวางบนโต๊ะยิ่งผิด กกต. บางท่านบอกว่ามุดแบบนี้ก็ได้ แต่เราจะอยู่กันแบบนี้เหรอครับ” 

 

ชัยธวัชกล่าวด้วยว่า เรื่องยุบพรรคการเมืองมีใครเชื่อว่าเป็นเรื่องกฎหมายบ้าง ถ้าพรรคไม่ชนะเลือกตั้งเยอะ อาจยังไม่รีบยุบก็ได้ ถ้าเราอยากทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ต้องยืนยันให้พรรคการเมืองเกิดง่าย ตายยาก หรือห้ามยุบ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการยุบพรรค ส่วนกรณีก้าวไกลถูกหาว่าจะไปล้มล้างระบอบ สิ่งที่เกิดขึ้นดูจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเพื่อรักษาระบอบที่ผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งยึดกุมเอาไว้ ขณะที่ในระบอบประชาธิปไตยคุณค่าที่สำคัญที่สุด หลักที่กฎกติกาควรมุ่งไปคือการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน 

 

เชื่อว่าการยุบพรรคไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาการเมือง ต้องมาหาคำตอบในระดับภาพใหญ่ กฎกติกาคิดเห็นไม่ตรงกันได้ แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้และเอื้อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถแข่งขันในระบอบอย่างสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่ออกแบบกฎกติกาเพื่อไม่ให้เอากรรมการบริหารพรรคตัวจริงมาอยู่แถวหน้า ออกแบบกฎกติกามาด้วยความคิดที่ว่าจะควบคุมพรรคเพราะคิดว่าพรรคจะทำไม่ดี สุดท้ายไม่แก้ปัญหา แถมสร้างต้นทุนทางการเมืองที่ไม่จำเป็น เพื่อที่จะหลบเลี่ยงกฎกติกาอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งที่จริง กกต. น่าจะจัดการสัมมนาใหญ่เพื่อมาเรียนรู้สรุปบทเรียน 

 

สังคมไทยออกแบบกลไกยุบพรรคการเมืองจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการจัดการกับอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง โดยอาศัยใช้อำนาจจากการรัฐประหาร ยุบพรรคการเมืองด้วยประกาศคำสั่งคณะปฏิวัติ ดังนั้น เมื่อสังคมรังเกียจการยึดอำนาจโดยการใช้กำลังโดยตรงแล้ว แต่ยังต้องการกลไกนี้อยู่ ก็มาออกแบบในรัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง เป็นการยุบที่มีอารยะในนามกฎหมาย 

 

กลไกการยุบพรรคเป็นมรดกของการเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยมในสังคมไทย คนละฐานคิดกับการยุบพรรคเพื่อปกป้องประชาชนแบบเยอรมนี ประชาชนไม่อยู่ในสมการการยุบพรรคสำหรับสังคมไทยซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ 

 

ถ้าเราเชื่อว่าพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย การยุบพรรคควรต้องเลิกได้แล้ว การยุบพรรคเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการยุบพรรคเป็นการสั่งประหารชีวิตทางการเมืองของสถาบันทางการเมืองของประชาชน

 

คำถามคือล้มล้างการปกครองและอาจเป็นปฏิปักษ์ที่ใช้อยู่ในไทยตอนนี้มีความชัดเจนหรือไม่ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มี สส. พรรคก้าวไกลเสนอร่างกฎหมาย มี สส. บางท่านไปประกันตัวผู้ถูกกล่าวหามาตรา 112 มี สส. บางท่านไปชุมนุมสนับสนุนข้อเสนอยกเลิกมาตรา 112 สส. บางท่านถูกกล่าวหาคดีมาตรา 112 มีการรวมกรณีเหล่านี้แล้วบอกว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์ต่อเนื่องกัน ดังนั้นมีเจตนาล้มล้างการปกครองเซาะกร่อนบ่อนทำลายเป็นเรื่องยุติธรรมหรือไม่ เอาองค์ประกอบมามัดรวมเป็นผิด 

 

มองว่าเป็นปัญหาความชัดเจนแน่นอนว่า เพียงพอที่จะประหารชีวิตทางการเมืองของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองเดียวของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ 

 

ชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องใหญ่ที่สังคมไทยยังไม่ตกผลึก ตั้งแต่หลังพฤษภาทมิฬ 2535 เป็นต้นมา สุดท้ายเรายอมรับว่าเราอยู่กับระบอบทหารไม่ได้ อย่างไรก็ต้องยอมรับการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายสังคมไทยยังมีจำนวนหนึ่งที่ไม่เชื่อ หรือไม่ไว้วางใจอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง จึงพยายามออกแบบกฎกติกา ด้านหนึ่งก็ออกแบบให้มี กกต. ปัญหาคือ ถึงจุดหนึ่งเลยเส้นความพอดีในแง่ไปละเมิดหลักการสำคัญหลายอย่างในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องทบทวน และแน่นอนพรรคการเมืองต้องถูกตรวจสอบ แต่กลไกองค์กรตรวจสอบเองจะต้องถูกตรวจสอบโดยใคร 

 

ชัยธวัชกล่าวด้วยว่า กองทุนพัฒนาการเมืองกำหนดว่า พรรคสามารถพิมพ์เอกสารเผยแพร่นโยบายได้ แต่จะใช้งบกองทุนพัฒนาการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งไม่ได้ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของพรรคการเมือง ดังนั้น เป็นเรื่องผิดกฎหมายถ้าพิมพ์เอกสารมีรูปผู้สมัคร สส. มีนโยบาย แล้วติดเบอร์ผู้สมัครไปด้วย เป็นเรื่องผิดใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมืองในการหาเสียงไม่ได้ ยกตัวอย่างรายละเอียดซึ่งเป็นเงื่อนไขสำหรับพรรคการเมือง 

 

พรรคเพื่อไทยกับประสบการณ์ถูกยุบมาแล้ว 2 ครั้ง

 

ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดตั้งขึ้นเพื่อมาเป็นฝ่ายค้าน เพราะแต่ละพรรคต้องการมาบริหารชาติบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่มีพรรคใดที่ขอค้านไปตลอดชีวิต 

 

สำหรับประเทศไทยเรื่องพรรคอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยบอกว่าต้องไม่ให้คนที่เป็นสมาชิกเข้ามาครอบงำการกระทำของพรรคการเมือง แล้วกฎหมายพรรคการเมืองก็ตราขึ้นโดยมีองค์ประกอบสำคัญล้อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ สร้างข้อจำกัดมากมายสำหรับพรรคการเมือง เช่น ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรคการเมือง ถ้าทำก็ยุบพรรคได้ ซึ่งเราก็วิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้ 

 

แล้วเขียนเหตุยุบพรรคในมาตราต่างๆ เช่น ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่

 

พรรคการเมืองถูกกำกับโดยรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมาย ถ้ากฎหมายเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร บริบทการควบคุมกำกับพรรคจะค่อนข้างเข้มงวด ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยขึ้น 

 

กฎหมายพรรคการเมืองมีครั้งแรกเมื่อปี 2498 ตามรัฐธรรมนูญ 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495 ใช้ได้ 2 ปี หลังจากนั้นรัฐประหาร แน่นอนของคู่กันของรัฐประหารคือ ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ยกเลิกพรรคการเมือง แล้วผู้สมัคร สส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองครั้งแรก ปี 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หลังจากนั้นก็กระท่อนกระแท่น เดี๋ยวยกเลิกเดี๋ยวบางครั้งให้ผู้สมัคร สส. สามารถลงอิสระได้ ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองก็มี 

 

ปัญหาอุปสรรคของพรรคการเมืองประการสำคัญคือ ขาดความต่อเนื่อง เพราะถูกยึดอำนาจ หรือไม่ก็ยุบพรรคการเมือง พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน โดนแล้ว ความต่อเนื่องไม่มี นี่เป็นเรื่องใหญ่ จึงไม่เห็นด้วยที่พรรคจะถูกยุบได้โดยง่าย 

 

นอกจากนั้นบริบทกฎหมายที่มาควบคุมกำกับพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เช่น นโยบายไหนใช้เงินเท่าไร และต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายนี้ กกต. จะมารู้ได้อย่างไรในรายละเอียดเหล่านี้ ดังนั้นมีกฎหมายที่จะต้องสังคายนา และถึงเวลาต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ถึงเวลาที่จะทำให้กฎหมายพรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย และมีความมั่นคงสถาพรมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 

 

ชูศักดิ์กล่าวว่า เรื่องยุบพรรคขึ้นอยู่กับฐานความคิด ในอดีตที่ผ่านมาผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศในขณะนั้นมองพรรคการเมืองเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ ไม่ได้มองพรรคการเมืองว่าเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน แล้วปล่อยให้พรรคการเมืองนั้นพัฒนาไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย 

 

ครั้งแรกพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค หลังจากมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศปี 2549 แล้วในขณะนั้นไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเพราะมีการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมายุบพรรคไทยรักไทย ด้วยข้อหาว่ามีคนอ้างว่าพรรคไทยรักไทยไปจ้างพรรคเล็กให้มาลงเลือกตั้ง เพื่อให้เข้าเงื่อนไขเลือกตั้งขณะนั้น ช่วงนั้นยุบสภาแล้วมีพรรคที่บอยคอตไม่ส่งผู้สมัคร ถ้ามีพรรคเดียวการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ สุดท้ายศาลตัดสินยุบพรรค

 

ครั้งที่ 2 ยุบพรรคพลังประชาชน ขณะนั้นยุบเพราะมีกรรมการบริหารท่านหนึ่งไปบอกว่าพาคนจากทางเหนือลงมาเที่ยวกรุงเทพฯ ก่อนเลือกตั้ง 2-3 วัน คู่ต่อสู้ไปถ่ายรูปมาตั้งแต่สนามบิน สุดท้ายร้องให้ยุบพรรค คือกฎหมายขณะนั้นบอกว่าถ้ากรรมการบริหารทำให้ถือว่าพรรคทำ แล้วพรรคจึงโดนยุบไปด้วย ครั้งนั้นผมโดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี 

 

“ผมคิดว่าบริบทการยุบพรรคในความเห็นผมมันควรจะหมดไปแล้ว ถ้าผู้ใดกระทำผิดก็ให้ผู้นั้นรับผิดชอบไป จะเป็นรับผิดชอบทางอาญาหรือทางอะไร เพราะพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล แยกต่างหาก ที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้มีเรื่องเดียวคือการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความเห็นผมใครทำผิดก็ให้คนนั้นเขารับผิดชอบไป สรุปมุมมองของผม เรามองพรรคการเมืองแบบไหน สังเกตให้ดี ฝ่ายยึดอำนาจการปกครองประเทศ หรือรัฐบาลที่ไม่ได้มาโดยประชาธิปไตย เขามองพรรคการเมืองเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ เขาจึงมีข้อจำกัดต่างๆ ไว้ แล้วส่วนใหญ่ยุบพรรคจะเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร หลังมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือสร้างกลไกขึ้นมาแบบนี้” ชูศักดิ์กล่าว 

 

สำหรับคำถามว่าสมัยก่อนมีกองการเลือกตั้ง กระทรวงมหาดไทย สมัยนั้นมียุบพรรคหรือไม่ ชูศักดิ์กล่าวว่า เข้าใจว่าไม่มี ไม่ได้เขียนไว้ แต่ปัญหาใหญ่ของมหาดไทยขณะนั้นคือ ควบคุมการเลือกตั้ง จนเลือกตั้งใหม่แล้วยังวินิจฉัยไม่เสร็จ มันจึงเป็นที่มาของการให้มี กกต. ให้เป็นองค์กรอิสระแทนกระทรวงมหาดไทย 

 

ชูศักดิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญที่บอกว่าพรรคการเมืองต้องมีมาตรการไม่ให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกเข้ามาครอบงำพรรคการเมือง ข้อความนี้สมัยก่อนไม่มี ตอน มีชัย ฤชุพันธุ์ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เขามีเจตนากันไม่ให้ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยคนหนึ่งเข้ามายุ่งกับการเมือง เป็นที่มาของประเด็นนี้ ฉะนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 มีอะไรหลายอย่างซ่อนเงื่อน 

 

ภูมิใจไทยมองกติกาเข่นฆ่าพรรคการเมือง

 

ภราดร ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองถูกกดทับ ถูกบีบคั้น ถูกทำให้รู้สึกว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นสิ่งที่สังคมไม่ปรารถนา จึงออกกติกามาเหมือนพยายามเข่นฆ่านักการเมือง เข่นฆ่าพรรคการเมืองไม่ให้เติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติกาการยุบพรรคในรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ออกกติกาเรื่องยุบพรรค การอยู่หรือตายของพรรคการเมืองควรขึ้นอยู่กับประชาชน 

 

ภราดรกล่าวว่า อยากเห็นพรรคการเมืองแข่งกันนำเสนอเรื่องนโยบายต่างๆ แต่การเลือกตั้งปี 2562 กับ 2566 พรรคการเมืองแข่งกันว่า คุณพวกใคร เป็นฝั่งเผด็จการหรือประชาธิปไตย ทั้งที่พรรคการเมืองควรแข่งนโยบาย ไม่ควรมีการแบ่งฝ่ายว่าเป็นพรรคฝ่ายเผด็จการ เพราะทุกพรรคมาจากการเลือกตั้ง 

 

หัวใจคือแก้ไขกติกาให้เป็นธรรม เป็นสากล ถ้ารัฐธรรมนูญมาจากเสียงประชาชน ย่อมดีกว่าพรรคการเมืองที่มาจากเผด็จการทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ถ้ากติกาดี พรรคการเมืองดี บนกติกาใหม่ เราไม่ควรต่อสู้บนคำว่า ‘ฝ่ายเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตย’ แต่ควรต่อสู้กันระหว่าง พรรคแบบคอนเซอร์เวทีฟ พรรคแบบลิเบอรัล พรรคแบบเสรี เราจะทำเศรษฐกิจแบบทุนเสรี ทำเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม นี่คือช่องทางการนำเสนอของพรรคการเมืองต่อประชาชน ให้เขาเลือกนโยบาย ไม่ใช่เลือกระหว่างเผด็จการหรือไม่เผด็จการ ประยุทธ์หรือไม่ประยุทธ์ หรือหาเสียงว่า ‘มีลุงไม่มีเรา’ แคมเปญอะไรแบบนี้ควรมีในการเลือกตั้งหรือไม่

 

สำหรับคำถามว่าภูมิใจไทยกลัวจะถูกยุบพรรคไหม ภราดรกล่าวว่า กติกาที่บิดเบี้ยว มีการสร้างกติกายุบพรรคมาเข่นฆ่านักการเมือง ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัว พรรคการเมืองต้องปรับตัว ทำให้รายชื่อกรรมการบริหารพรรคมีจำนวนน้อยกว่าพรรคการเมืองสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างไรก็ตาม ยืนยันกรรมการบริหารพรรคชุดล่าสุดคือตัวจริงทั้งหมดที่กำลังจะมาขับเคลื่อนพรรค

 

สำหรับคำถามที่ว่า หากพรรคการเมืองไม่ควรถูกควบคุมโดยองค์กรอิสระ ควรถูกตรวจสอบอย่างไร ภราดรกล่าวว่า พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อสังคม แม้ได้รับการเลือกตั้งมาแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงอนาคตที่จะถูกตัดสินจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งถัดไป 

 

ฉะนั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินการกระทำของพรรคการเมืองขณะดำรงตำแหน่งว่าเหมาะสมหรือไม่ ผ่านการกาบัตรเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองตรวจสอบไม่ได้ เพราะองค์กรอิสระยังมีหน้าที่ที่จะตรวจสอบนักการเมืองอยู่ดี แต่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายที่เหมาะสม ไม่ใช่มีธงทางการเมืองที่จะกลั่นแกล้งกันทางการเมือง 

 

“ผมเชื่อว่าการยุบพรรคทุกครั้งมีธงทางการเมือง และผมเชื่อว่าสังคมก็เห็นแบบนั้นเหมือนกัน ยุบพรรคไทยรักไทย 2 ครั้ง ยุบพรรคอนาคตใหม่ ยุบพรรคชาติไทย ล้วนแล้วแต่มีธงทางการเมือง ผมไม่ได้หมายความว่าพรรคการเมืองถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระไม่ได้ การตรวจสอบทำได้แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเหมาะสม และการตรวจสอบที่เข้มแข็งที่สุดคือการตรวจสอบโดยประชาชน” ภราดรกล่าว 

 

ไม่เห็นด้วยทุกกรณียุบพรรค

 

วุฒิสาร ตันไชย นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า พรรคการเมืองควรมีอิสระในการจัดการบริหาร วันนี้เราออกแบบกฎหมายว่าแต่ละพรรคต้องเป็นพรรคใหญ่ มีโมเดลเหมือนกันหมด มีสาขาครบทุกภาค เรื่องนี้เป็นปัญหาการบริหารจัดการของพรรคการเมืองที่ถูกจำกัดด้วยกติกา แล้วพรรคการเมืองถูกยุบง่าย

 

มายด์เซ็ต วิธีคิด เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเรื่องยุบพรรคไม่ว่าจะกรณีใดๆ เพราะพรรคจะเป็นสถาบันต้องมีความมั่นคง แล้วเรียนรู้ไป แล้วต้องออกกฎหมายที่พรรคเติบโตด้วยตัวเอง การออกแบบกฎหมายควรออกแบบให้เห็นในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาในอดีต

 

วุฒิสารกล่าวว่า ในไทยเหตุยุบพรรคมีเยอะ ตั้งแต่เหตุผลทางธุรการ ซื้อเสียง ระดับเหตุผลการยุบพรรควันนี้ยุบหมดตั้งแต่เหตุเล็กเหตุน้อยที่ไม่สมควรถูกยุบ จนถึงเหตุที่ในสังคมไทยถือเป็นเหตุใหญ่

 

การเมืองวันนี้พัฒนาไปไกลแล้ว เป็นการเมืองเชิงนโยบายเพื่อให้ประชาชนตัดสิน แต่กติกาวันนี้ต้องส่งนโยบายให้มีองค์กรอื่นตรวจก่อน ถามว่าคนตรวจมีความสามารถแค่ไหนที่จะตรวจทุกนโยบาย ทำไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น คนที่ควรตรวจนโยบายของพรรคการเมืองคือประชาชน

The post ประสานเสียงค้านยุบพรรค สนับสนุนให้ประชาชนตัดสินสถาบันทางการเมืองที่มาจากประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กความคืบหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านมา 2 เดือนหลังตั้งรัฐบาล ยังไร้ข้อสรุปเรื่องทำประชามติ https://thestandard.co/progress-in-amending-the-constitution-2/ Wed, 08 Nov 2023 07:43:58 +0000 https://thestandard.co/?p=863653

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) วุฒิสาร ตันไชย ประธานคณะอนุกรรมการ […]

The post เช็กความคืบหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านมา 2 เดือนหลังตั้งรัฐบาล ยังไร้ข้อสรุปเรื่องทำประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) วุฒิสาร ตันไชย ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 กล่าวว่า ได้เชิญ แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าชี้แจงแนวทางและขั้นตอนในการทำประชามติตามกรอบของกฎหมายและเงื่อนเวลาในการจัดทำประชามติ และจะประเมินงบประมาณในการจัดทำ รวมไปถึงรูปแบบ เช่น การจัดทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การทำประชามติง่ายขึ้น 

 

นอกจากนี้จะมีการสอบถามถึงการตั้งคำถามประชามติ ซึ่งพบว่าการตั้งคำถามประชามติมีผลผูกพันกับคำถามหรือกับรัฐบาล หรือเป็นประชามติแบบปรึกษาหารือที่ต้องสอบถามเชิงหารือกับประชาชน

 

รวมไปถึงการหารือว่า กรณีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในต้นปี 2568 ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งทั้งประเทศ สามารถพ่วงการจัดทำประชามติได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันจะมีการออกแบบและกำหนดจำนวนครั้งในการทำประชามติ ภายใต้กรอบเวลาและข้อกฎหมายที่มีอยู่

 

สรุปแนวทางการทำประชามติส่งกรรมการชุดใหญ่ เคาะธันวาคมนี้

 

วุฒิสารระบุว่า กรอบการทำงานของอนุกรรมการฯ เป็นไปตามที่ ภูมิธรรม เวชยชัย ประธานคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 วางไว้คือ ต้องให้ได้ข้อสรุปแนวทางในการทำประชามติไปเสนอกรรมการชุดใหญ่ในเดือนธันวาคมนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้จะประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่อีกครั้ง และวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

 

กกต. แจงทำประชามติกี่ครั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล

 

แสวง บุญมี กล่าวถึงแนวทางการทำประชามติต่อคณะอนุกรรมการฯ ว่า กกต. ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับรัฐบาล 

 

แสวงยืนยันว่า กกต. มีความพร้อม ส่วนเรื่องงบประมาณยังไม่ได้พูดคุยกันว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าไรและจะอนุมัติช่วงไหน ซึ่ง กกต. จะต้องส่งเรื่องมาของบประมาณจากรัฐบาล

 

สำหรับการจัดทำประชามติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น แสวงกล่าวว่าต้องรอดูรายละเอียด เพราะมีเงื่อนไขทางเทคนิคบางส่วน ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่กว่าจะถึงตรงนั้นก็ยังมีเรื่องอื่นให้พิจารณา โดยเฉพาะเรื่องความพร้อมที่ไม่ใช่ความพร้อมของ กกต. ซึ่งได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการฯ เรียบร้อยแล้ว

 

เช็กความคืบหน้าเส้นทางสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

 

รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่นำโดย เศรษฐา ทวีสิน แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ว่า นโยบายเร่งด่วนสุดท้ายคือ การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์

 

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเมื่อวันที่ 13 กันยายน มอบหมายให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ก่อนมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้แต่งตั้ง 35 คณะกรรมการดังกล่าว โดยประกอบไปด้วยหลายภาคส่วน ทั้งตัวแทนพรรคการเมือง นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และนักกิจกรรม

 

คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวได้ประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม มีมติให้ตั้งอีก 2 อนุกรรมการ ชุดหนึ่งทำหน้าที่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน และอีกชุดให้ศึกษาว่าแนวทางการทำประชามติควรทำกี่ครั้ง รูปแบบใด ใช้งบประมาณเท่าไร ก่อนที่ทั้งสองชุดจะต้องนำส่งข้อสรุปให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาต่อ

 

จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน หลังมีมติ ครม. ให้ตั้งคณะกรรมการฯ ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องใดๆ แม้แต่เรื่องเดียว ทั้งจำนวนการทำประชามติ คำถามของการทำประชามติ หรือแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะออกมาในรูปแบบใด จะเป็นการร่างใหม่ทั้งฉบับหรือแก้เฉพาะบางมาตรา 

 

อีกทั้งคำตอบของคำถามที่ว่า ประชาชนจะได้เข้าคูหาประชามติครั้งแรกในช่วงเวลาใดก็ยังไม่มีความคืบหน้า มีเพียงคำตอบที่ว่า การทำประชามติน่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ไม่เกินไตรมาสแรกปี 2567 เท่านั้น

The post เช็กความคืบหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านมา 2 เดือนหลังตั้งรัฐบาล ยังไร้ข้อสรุปเรื่องทำประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเผย 2 คณะอนุกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ หากนายกฯ ​เห็นชอบเริ่มทำงานได้ทันที https://thestandard.co/phumtham-reveals-2-sub-committees/ Mon, 16 Oct 2023 04:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=855027 คณะอนุกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ

วันนี้ (16 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รอ […]

The post ภูมิธรรมเผย 2 คณะอนุกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ หากนายกฯ ​เห็นชอบเริ่มทำงานได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะอนุกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ

วันนี้ (16 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นคือ นิกร จำนง ส่วนคณะอนุกรรมการศึกษาการจัดทำประชามติคือ วุฒิสาร ตันไชย โดยในวันนี้จะมีการนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี หากได้รับการเห็นชอบสามารถลงนามภายในวันนี้และเริ่มดำเนินการได้เลย ซึ่งทั้ง 2 คณะอนุกรรมการพร้อมที่จะทำงานอยู่แล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคณะกรรมการชุดใหญ่จะมีการดำเนินการอย่างไร ภูมิธรรมกล่าวว่า มีการตกลงว่าจะมีการประชุมเดือนละครั้ง ส่วนคณะอนุกรรมการไม่ได้มีกำหนดเวลา สามารถทำงานตามความคล่องตัวและคุยได้เดือนละหลายๆ ครั้ง แต่ต้องเร่งรีบ เพราะมีการกำหนดไทม์ไลน์ทั้งหมดไว้แล้ว ส่วนฐานการประชุมก็เป็นไปตามที่มีการตกลง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มการทำประชามตินั้น ภูมิธรรมกล่าวว่า ขอให้คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้ทำงานก่อน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสการคัดค้านนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน แต่รัฐบาลก็นำมารับฟัง นำมาวิเคราะห์ นำมาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตามที่อยู่ในเงื่อนไข โดยไม่เสียหลักการ รวมถึงไม่กระทบความเชื่อมั่นรัฐบาล เพราะเราจะเดินหน้าทำงาน ส่วนรายละเอียดที่จะปรับปรุงจะตรงตามข้อเสนอแนะหรือไม่นั้น ต้องไม่ผิดหลักการที่เราใช้เงินส่วนนี้กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่กำลังยากลำบาก

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเป้าหมายของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตยังคงเริ่มได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่นายกรัฐมนตรีระบุใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ระบุไว้

The post ภูมิธรรมเผย 2 คณะอนุกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ หากนายกฯ ​เห็นชอบเริ่มทำงานได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบันพระปกเกล้าเสนอ 2 รูปแบบตั้งกรรมการสมานฉันท์ ชวนเผย วิธีไหนทำให้บ้านเมืองสงบได้จะพยายาม https://thestandard.co/two-forms-setting-up-a-reconciliation-committee/ Mon, 02 Nov 2020 08:51:49 +0000 https://thestandard.co/?p=415562 ชวน หลีกภัย สถาบันพระปกเกล้า

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ที่สถาบันพระปกเกล้า ชวน หลีกภัย ปร […]

The post สถาบันพระปกเกล้าเสนอ 2 รูปแบบตั้งกรรมการสมานฉันท์ ชวนเผย วิธีไหนทำให้บ้านเมืองสงบได้จะพยายาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวน หลีกภัย สถาบันพระปกเกล้า

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ที่สถาบันพระปกเกล้า ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยภายหลังการหารือเพื่อออกแบบโครงสร้างและวิธีการทำงานของคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ ร่วมกับ วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าทั้งหมด 

 

โดยระบุว่า จากที่ได้ให้ทางไปศึกษารูปแบบองค์ประกอบของงานที่จะต้องทำในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยขอให้สถาบันพระปกเกล้าติดตามงานจาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ  ว่ารูปแบบที่เสนอมานั้นเป็นอย่างไร

 

ทั้งนี้ทางวุฒิสารได้เสนอรูปแบบการแก้ไขปัญหาเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 เป็นไปตามที่จุรินทร์เสนอ คือมีผู้แทนจากฝ่ายต่างๆ รวม 7 ฝ่าย เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล และตัวแทนขององค์กรอื่น แต่ก็มีจุดอ่อนคือ หากฝ่ายใดปฏิเสธไม่ร่วมองค์ประชุมก็จะไม่ครบ หรือการหารือพูดคุยกันไม่นานก็อาจจะล่มได้ หรืออาจจะเสร็จเร็วได้ รวมทั้งถ้ามองผิวเผินจะมีแค่ฝ่ายรัฐบาลกับวุฒิสภา ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ถือว่าน่ากังวล

 

ส่วนรูปแบบที่ 2 คือ มีคนกลางที่มาจากการเสนอของฝ่ายต่างๆ หรือประธานรัฐสภาเป็นผู้สรรหา หรือแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่ากรรมการที่เราไปทาบทามจะรับหรือไม่ เพราะด้วยเป้าหมายของงานเขาก็ต้องดูปัญหาที่เขาจะเข้ามาดูนั้นมันคือเรื่องอะไร

 

อย่างไรก็ตาม จะเอา 2 รูปแบบนี้ไปประสานกับฝ่ายต่างๆ ตามรูปแบบที่ 1 ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็จะมาในรูปแบบที่ 2 หรือดึงรูปแบบที่ 1 กับ 2 มาประสานกัน โดยอาจต้องไปถามตัวแทนของฝ่ายต่างๆ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ หรือคนนอกจะมาร่วมด้วยหรือไม่ เพราะต้องไปคัดคนให้ได้จำนวนไม่มากแต่มีประสิทธิภาพ เข้าใจปัญหา ซึ่งในวันพรุ่งนี้หากเป็นไปได้ตนก็จะไปพูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเป็นการภายใน

 

ทั้งนี้ส่วนตัวได้ประสานกับอดีตผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี 3 คน อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ก็พร้อมจะร่วมด้วยถ้ามีโอกาส ขณะเดียวกันไม่อยากให้สื่อไปตั้งเป้าหมายว่า อย่าไปคิดว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่สำเร็จ ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากการที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอยากเห็นบ้านเมืองสงบ วิธีไหนทำให้บ้านเมืองสงบได้เราก็จะพยายาม

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นประธานคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเองหรือไม่ ชวนกล่าวว่า จะหารือกับอดีตนายกฯ และประธานสภา รวมถึงบุคคลต่างๆ เพื่อดูว่าจะมีใครสนใจในเรื่องนี้บ้าง และจะเชิญมาร่วม ซึ่งอดีตนายกฯ 3 คนที่ได้พูดคุยต่างก็ห่วงบ้านเมือง และพร้อมให้ความเห็น ส่วนจะเห็นคณะกรรมการฯ เกิดเมื่อใดนั้น อย่าเพิ่งกำหนดเวลา เพราะต้องใช้เวลาในการประสานในแต่ละคน ซึ่งตนจะพยายามไปคุยส่วนตัว  และหลายท่านก็ยังบอกว่าไม่สะดวก

 

ส่วนตัวแทนของผู้ชุมนุมถ้าเข้าร่วมด้วยก็จะเป็นประโยชน์มาก จึงได้ให้ทางวุฒิสารไปประสานงาน ซึ่งไม่อยากให้สื่อตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชุมนุมจะเข้าร่วมหรือไม่ เอาเป็นว่าเราเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าไปเชิญชวนให้เขามาร่วมแก้ไขปัญหาส่วนรวม โดยการหารือวันนี้พูดคุยกันเฉพาะเรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการฯ ไม่ได้มีการพูดคุยถึงข้อเรียกร้องต่างๆ รวมถึงข้อเรียกร้อง 3 ข้อของผู้ชุมนุม หรือที่ทางพรรคก้าวไกลระบุว่า ต้องมีการคุยในประเด็นปฏิรูปสถาบันฯ จึงจะเข้าร่วมเพราะเห็นว่าใครจะตั้งธงอย่างไรก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการว่าจะหารือพูดคุยในเรื่องอะไรบ้าง

 

“สำหรับการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ก็เพื่อลดความกังวลของประชาชน ซึ่งข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประธานวุฒิสภาก็ได้มามีส่วนร่วม โดยมองว่าเมื่อมีสัญญาณจากนายกฯ ในการประชุมครั้งล่าสุด ถือเป็นครั้งแรกที่นายกฯ ให้การสนับสนุน ซึ่งก็ถือเป็นสัญญาณแรกที่จะลดความรู้สึกกังวลของผู้ที่อยากจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ส่วนการอภิปรายในสภานั้น ไม่อยากให้นำเรื่องสถาบันฯ ขึ้นมาเป็นเงื่อนไข โดยถือหลักตามรัฐธรรมนูญว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ดังนั้นเราพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นเงื่อนไขที่ 2 ฝ่ายทะเลาะหรือเผชิญหน้ากัน” ชวนกล่าว

 

ส่วนเรื่องการชุมนุมแม้เป็นภารกิจที่รัฐบาลดูแลอยู่ แต่ถ้ามีส่วนใดที่สภาสามารถช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้างก็ยินดี ซึ่งได้มอบภารกิจให้วุฒิสาร ที่มีหน่วยงาน มีบุคลากรเรื่องความปรองดอง ก็ให้มาร่วมในการทำงานด้วย โดยไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลา แต่คิดว่าวิธีการที่เราพยายามแก้ปัญหา ซึ่งส่วนรวมก็คือพยายามคุยกันอย่างน้อยที่สุดก็จะลดความขัดแย้ง รุนแรง และการคุกคามได้

 

ทั้งนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เผยแพร่เอกสารระบุถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการสมานฉันท์ โดยมีรายละเอียดว่า จำนวนกรรมการที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 7-9 คน โดยรูปแบบที่ 1 ผู้แทนจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งในรูปแบบนี้มีข้อห่วงกังวลคือ

 

  1. ตัวแทน 7 ฝ่ายอาจมีองค์ประกอบที่ไม่สมดุล น้ำหนักเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล ทำให้กรรมการจะไม่ได้รับความไว้วางใจ

 

  1. ต้องระมัดระวังในการจัดหาผู้เอื้อกระบวนการ ซึ่งควรเป็นคณะทำงานจากหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วน ไม่ควรผูกขาด การจัดวาระการประชุมและการยอมรับในตัวประธานคณะกรรมการ

 

  1. โอกาสที่พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมมีสูง

 

  1. การหาตัวแทนฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นไปได้ยาก

 

ส่วนรูปแบบที่ 2 การมีคนกลางนั้นมีข้อดีคือ ทำให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ของการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ส่วนข้อห่วงกังวลคือการยอมรับในตัวประธานคณะกรรมการและกรรมการ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สถาบันพระปกเกล้าเสนอ 2 รูปแบบตั้งกรรมการสมานฉันท์ ชวนเผย วิธีไหนทำให้บ้านเมืองสงบได้จะพยายาม appeared first on THE STANDARD.

]]>