วุฒิสภา – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 Jan 2026 09:47:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บุก ตร. จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำ ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา https://thestandard.co/surachate-lawyer-gold-probe/ Mon, 12 Jan 2026 09:47:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1164263 ทนายพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บุก ตร.จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำชี้ขัด รัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา

วันนี้ (12 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอ […]

The post ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บุก ตร. จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำ ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บุก ตร.จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำชี้ขัด รัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา

วันนี้ (12 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนอำนาจหน้าที่ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับ คดีสินบนทองคำ 246 บาท ซึ่งมีกรรมการ ป.ป.ช. และบุคคลอื่นถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง

 

สัญญาภัชระ เปิดเผยว่า การดำเนินการของคณะพนักงานสอบสวนในขณะนี้อาจขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 โดยให้เหตุผลหลักว่า:

 

  • ข้อจำกัดทางอำนาจ: พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจโดยตรงในการสอบสวนคดีที่มีกรรมการในองค์กรอิสระ (ป.ป.ช.) เข้ามาเกี่ยวข้อง
  • ขั้นตอนตามกฎหมาย: ตามปกติการร้องเรียนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องกระทำผ่านสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 รายชื่อ เพื่อป้องกันการแทรกแซง
  • สถานะปัจจุบัน: เนื่องจากอยู่ในช่วงการยุบสภาและรอการเลือกตั้ง อำนาจการพิจารณาจึงตกไปอยู่ที่วุฒิสภา โดยประธานวุฒิสภาต้องเป็นผู้พิจารณาส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ และดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามลำดับ

 

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม ทางฝ่าย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงมีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ดังนี้:

 

1. ยึดหลักรัฐธรรมนูญ: ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรม

 

2. รอผลวินิจฉัยเขตอำนาจ: ขอให้รอผลการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ว่ามีอำนาจรับคำกล่าวหาในคดีนี้หรือไม่

 

3. งดเว้นการดำเนินการชั่วคราว: ในระหว่างรอคำวินิจฉัย ขอให้คณะพนักงานสอบสวนงดเว้นการสืบสวนสอบสวน การออกหมายอาญา หรือการแถลงข่าวที่อาจกระทบต่อสิทธิ์และชื่อเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

 

เมื่อถามถึงกรณีพนักงานสอบสวนจะแยกผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีเป็นรายบุคคลได้หรือไม่ สัญญาภัชระยืนยันว่าทำไม่ได้ ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดต้องเข้าสู่กระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ หากพนักงานสอบสวนยังเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีอำนาจ การกระทำนั้นอาจถือเป็นโมฆะ

 

นอกจากนี้ ทนายความยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ปัจจุบันท่านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ และการออกมายื่นหนังสือในครั้งนี้ไม่ใช่ทางออกสุดท้าย แต่เป็นการใช้สิทธิ์ต่อสู้ตามกรอบของกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และรักษาความถูกต้อง

 

ทนายพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บุก ตร.จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำชี้ขัด รัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา 1ทนายพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บุก ตร.จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำชี้ขัด รัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา 2ทนายพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บุก ตร.จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำชี้ขัด รัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา 3ทนายพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บุก ตร.จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำชี้ขัด รัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา 4

The post ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บุก ตร. จี้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทองคำ ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ-ยันไม่ได้ประวิงเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน https://thestandard.co/editors-desk-8-feb/ Sat, 10 Jan 2026 06:09:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1163567 บทบรรณาธิการ 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันเลือกตั้งสมา […]

The post 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทบรรณาธิการ 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากแต่ยังเป็นวันที่ประชาชนต้องตัดสินใจคำถามสำคัญควบคู่กันไปคือ ประเทศไทยควรเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

 

วันเดียวกันนี้ ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยในสองระดับพร้อมกัน ระดับแรกคือการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา และระดับที่สองคือการตัดสินใจต่อกติกาสูงสุดที่กำหนดโครงสร้างอำนาจและทิศทางประเทศในระยะยาว

 

ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560

 

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อสังเกตจากนักวิชาการและผู้ติดตามการเมืองว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำในตัวบท หากอยู่ที่ที่มาและโครงสร้างอำนาจซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นภายใต้บริบทที่ไม่เปิดพื้นที่ให้การถกเถียงอย่างเสรี แม้จะผ่านการทำประชามติ แต่กระบวนการดังกล่าวไม่อาจกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่าสะท้อนเจตจำนงของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

 

หัวใจของปัญหาคือโครงสร้างการใช้อำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับมีอำนาจร่วมตัดสินเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เสียงของผู้แทนที่ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงถูกลดทอนความหมายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ

 

โครงสร้างดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึงสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบและถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะเปิดช่องทางตามกฎหมายไว้ แต่เงื่อนไขและขั้นตอนกลับถูกออกแบบให้ซับซ้อน ใช้ดุลพินิจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก จนสิทธิในการตรวจสอบของประชาชนแทบไม่สามารถทำได้

 

ผลที่ตามมาคือ ผู้ใช้อำนาจจำนวนมากไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง ขณะที่ประชาชนกลับมีช่องทางจำกัดอย่างยิ่งในการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของประเทศ

 

โครงสร้างภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังถูกมองว่าสร้างรัฐบาลที่อ่อนแอผ่านระบบเลือกตั้งที่นำไปสู่รัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพ บทบาทขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจสูงในการชี้ขาดชะตาทางการเมือง รวมถึงกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่จำกัดความยืดหยุ่นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

 

เมื่อโครงสร้างเช่นนี้ถูกออกแบบให้แก้ไขได้ยาก ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสะท้อนว่าการเมืองไทยติดอยู่กับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยการปรับเพียงบางส่วน

 

อุปสรรคเชิงระบบ

 

กระบวนการประชามติครั้งนี้เองก็สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม จากข้อมูลการลงทะเบียนล่าสุด มีประชาชนราว 2.4 ล้านคนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต แต่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตไม่ถึง 1.6 ล้านคน หมายความว่า เสียงของประชาชนราว 8 แสนคนอาจไม่ปรากฏในการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เพียงเพราะกติกาและขั้นตอนที่ไม่สอดคล้องกัน

 

ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า คำถามเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเนื้อหาในตัวบท หากยังรวมถึงความเป็นธรรมของกระบวนการตัดสินใจด้วย เพราะกติกาสูงสุดของประเทศไม่ควรถูกตัดสินภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้เสียงของประชาชนบางส่วนหายไปตั้งแต่ต้นทาง

 

ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้น

 

การลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่การตัดสินว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาอย่างไรและไม่ใช่การมอบอำนาจให้ฝ่ายใด แต่เป็นการตัดสินใจเชิงหลักการว่า ประเทศไทยควรเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาของตนเองหรือไม่

 

THE STANDARD เห็นว่า การออกเสียง ‘เห็นชอบ’ คือการเปิดประตูบานแรกของการเปลี่ยนผ่าน แม้เส้นทางหลังจากนี้จะยังต้องเผชิญข้อถกเถียงและขั้นตอนทางการเมืองอีกหลายด่าน แต่อย่างน้อยจุดเริ่มต้นควรมาจากเสียงของประชาชน

 

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่วันที่ประชาชนจะตัดสินว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร

 

แต่เป็นวันที่ต้องตัดสินว่า เราควรเปิดประตูบานแรกสู่ความเป็นไปได้นั้นหรือไม่

 

และสำหรับ THE STANDARD คำตอบชัดเจนว่า ประตูบานนี้ควรเปิดด้วยมือของประชาชน

The post 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน https://thestandard.co/tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock/ Sun, 04 Jan 2026 05:30:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1161169 tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หรือ บัส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 1 […]

The post 1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
tewarit-senator-experience-constitutional-amendment-deadlock

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หรือ บัส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) เขาคืออดีตบรรณาธิการสำนักข่าวประชาไท กระทั่งก้าวเข้าสู่สภาสูงด้วยสถานภาพ ‘เสียงข้างน้อย’ ที่ประกาศตัวชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการเข้ามาเพื่อ “โหวตแก้รัฐธรรมนูญ”

 

ตลอด 1 ปีของการทำหน้าที่ เทวฤทธิ์มีภาพจำเรื่องการลุกขึ้นอภิปรายเสนอหลักการเพื่อคัดง้างกับมติเสียงข้างมากของ ‘สว. สีน้ำเงิน’ โดยเฉพาะการทักท้วงเรื่อง ‘หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์’ ในวาระพิจารณาเห็นชอบบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ในองค์กรอิสระ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. แม้จะแพ้โหวตครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การส่งเสียงของเขาก็เป็นหลักหมายให้สังคมสังเกตเห็นความผิดปกติของวุฒิสภาชุดนี้

 

 

บทสนทนาระหว่าง THE STANDARD และเทวฤทธิ์ เกิดขึ้นหลังรัฐสภาปิดการประชุมสมัยสามัญ และก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 ซึ่งสถานการณ์ได้ชักพามาสู่การ ‘ยุบสภา’ ในที่สุด ทว่าหลายๆ ข้อสังเกตของเขาในบทสนทนานี้ถือว่าค่อนข้างตรงกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้นตามมา

 

เขาเริ่มด้วยการสรุปความรู้สึกของการอยู่ในหมวก สว. เสียงข้างน้อย มาตลอด 1 ปี กับอีก 5 เดือนครึ่ง ด้วยคำว่า “หนักมาก”

 

เทวฤทธิ์บอกว่า เป้าหมายของเขามาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีเงื่อนไขต้องใช้เสียงเห็นชอบของ สว. จำนวน 1 ใน 3 ของวุฒิสภาด้วย ทำให้ช่วงแรกของการรับสมัคร สว. มีการรณรงค์ ‘สมัครเพื่อโหวต’ ด้วยจุดมุ่งหมายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

เดิมทีเดียวเขาวางบทบาทตัวเองเป็นผู้สมัครแบบ ‘โหวตเตอร์’ คือโหวตให้ผู้สมัครคนอื่นในกลุ่มอาชีพเดียวกันได้เข้ารอบไปต่อ ทว่าเมื่อเข้าสู่รอบการเลือก สว. ระดับประเทศ ก็ไม่เหลือบุคคลเพียงพอที่จะโหวตเพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เทวฤทธิ์จึงเสนอตัวเป็น ‘แคนดิเดต’ ในรอบสุดท้าย ก่อนจะได้รับเสียงสนับสนุนจนติดอันดับมาเป็น สว. ตัวจริง

 

เป้าหมายของเรามันมีเท่านี้ งานส่วนอื่นๆ เนี่ยเป็นงานแถม แต่ปรากฏว่างานที่เป็นหัวใจทางอำนาจหลัก มันไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไง แต่เป็นเรื่องขององค์กรอิสระ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญและหลายๆ พรรค หลายๆ กลุ่มก้อนทางการเมืองอาจจะดูเบาในเรื่องนี้

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์อธิบายว่า กลุ่มที่มุ่งเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องที่มาของ สว. ซึ่งมองว่าขาดความยึดโยงกับประชาชน ทว่าเมื่อเขาเข้ามาอยู่ท่ามกลางกลไกการเลือกองค์กรอิสระ ซึ่งมีเสียงข้างมากอันเป็นเอกภาพที่ระหว่าง 130-150 เสียง และบางครั้งอาจถึง 160 เสียง จึงมีความจำเป็นต้องรักษาหลักการโดยการทำหน้าที่เป็น “ผ้าเบรก” หรือ “ร้องทัก” บ้าง 

 

แม้บางฝ่ายเห็นว่าควรใช้อำนาจภายนอก แต่เทวฤทธิ์กลับมองว่าเป็นการยื่นดาบให้อีก ดังเช่นคราวที่มีการล่ารายชื่อ สว. เสียงข้างน้อย เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ สว. เสียงข้างมากหยุดปฏิบัติหน้าที่ เทวฤทธิ์เป็น 1 ใน สว. เสียงข้างน้อยที่ออกตัวว่า ไม่สนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

 

“ตั้งแต่แรกเราก็ปวรณาตัวว่า เราวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญฉ่ำมาก ทั้งคำวินิจฉัยที่ผ่านมา หรือที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราไม่ควรจะไปให้ความชอบธรรมตรงนั้น แต่ครั้นมาอภิปรายในสภาฯ พูดไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะฟัง แต่สุดท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไปลงมติตามกลุ่มก้อนของเขา อันนี้ไม่ได้กล่าวหา เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเราได้เก็บรวบรวมมติต่างๆ โดยเฉพาะมติสำคัญๆ ก็จะชัดเจนว่าเป็นกลุ่มก้อนประจักษ์” 

 

“ถามว่าเหนื่อยไหม เทียบกับทำงานข่าวที่ก่อนหน้านี้เป็นบรรณาธิการประชาไท อันนี้เหนื่อยกว่า เพราะว่าในงานข่าว เรายังอยู่กับวัฏจักรของงาน เรารู้ว่าจะต้องดีลกับใคร แต่อันนี้เราต้องเรียนรู้แพลตฟอร์มใหม่หมดเลย กระบวนการใหม่หมด ลงไปถึงต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอีก ความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะที่เป็นกล่องดวงใจ ค่อนข้างยาก แทบจะปิดประตูเลย”

 

ต่อให้เราเปิดประเด็นปัญหา เขายังไม่ยอมเปลี่ยน มันก็ยาก เพราะท้ายสุด เสียงเราไม่มีนัยในทางจำนวน สุดท้ายแล้วกลไกเหล่านี้ใช้นัยในทางจำนวนอย่างเดียวในการที่จะเปลี่ยน ดังนั้น ถ้าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เสียงข้างน้อยท่ามกลาง ‘กำแพงจำนวน’

 

เราให้เขาฉายภาพประสบการณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยของสภาสูง เทวฤทธิ์ระบุว่า สว. ในกลุ่มเสียงข้างมาก มีทั้งกลุ่มที่มาจากสายมหาดไทย คนทำงานมวลชน ตำรวจ ฯลฯ ซึ่ง “มีลูกล่อลูกชนเยอะมาก” เทวฤทธิ์บอกว่า เขาเองมองกลุ่มเสียงข้างมากด้วยความเข้าใจว่าแต่ละคนมีบทบาทแบบใด ในทางส่วนตัวแล้วก็มองในแง่ดี แม้เมื่อมีการพูดคุยกันก็ยังยืนยันในหลักการอยู่

 

เทวฤทธิ์เองก็เป็นหนึ่งใน สว. เสียงข้างน้อย ที่ถูกร้องเรื่องจริยธรรมเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็ยกคำร้องไปในเชิงเทคนิค 

 

ส่วนเรื่องการข่มขู่คุกคามหรือเข้ามาพูดคุยนั้น ส่วนตัวเขาไม่เคยโดน ซึ่งเจ้าตัวคาดว่า “เขาคงคิดว่าผมคุยไม่ได้ เหมือนมีเส้นการวางจุดยืน หรือเรียกว่าวางสายสิญจน์ไว้รอบตัวแล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา วุฒิสภาได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือการร้องจริยธรรม นันทนา นันทวโรภาส หนึ่งในหัวหอกของ สว. จุดเริ่มต้นมาจากถ้อยคำว่า “คนขายหมู” ที่นันทนากล่าวขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการคัดเลือก สว. เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ ว่ามีความบิดเบี้ยว จนผู้มีพื้นฐานประสบการณ์ไม่ได้ทำหน้าที่ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของตนเอง เป็นผลให้ สว. แดง กองมา คู่กรณี ซึ่งเคยแนะนำตัวเองว่ามีอาชีพคนขายหมู ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท รวมถึงร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมของวุฒิสภา

 

แม้ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยชี้ว่าเป็นการวิจารณ์ระบบการได้มาซึ่ง สว. โดยสุจริต ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล แต่เหตุการณ์ในสภาฯ กลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อกลไกจริยธรรมของวุฒิสภายังคงเดินหน้าสอบสวนต่อ โดยฝ่ายเสียงข้างมากพยายามหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นชนักติดหลัง เพื่อจำกัดบทบาทนันทนาให้เผชิญความเสี่ยงสูงสุดถึงขั้นถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือตัดสิทธิทางการเมือง

 

เทวฤทธิ์มองปรากฏการณ์นี้ว่า กลไกจริยธรรมของวุฒิสภาใช้เพียงเสียงข้างมาก ซึ่งต่อให้พยายามทำงานแบบสื่อมวลชน อย่างการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดและจริง หากแนวโน้มคนส่วนใหญ่เห็นพ้องก็มีโอกาสขับเคลื่อนได้ แต่สำหรับในวุฒิสภา ต่อให้หยิบยกข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมาอภิปรายอย่างไร กลุ่มก้อนที่อยู่กับอีกขั้วอุดมการณ์ หรือกลุ่มที่เกิดความกลัว ก็จะทำให้ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

สว. เทวฤทธิ์ยังวิพากษ์ถึงปัญหาในระดับรากของระบบ สว. ที่คิดบนสมมติฐานว่า สว. ทุกคนเป็นอิสระ การลงมติแต่ละครั้งจึงเป็นอิสระทั้งหมด ไม่มีแนวคิดการจับกลุ่มก้อนกัน แต่โดยธรรมชาติของคนเมื่ออยู่รวมกัน ย่อมจับกลุ่มกัน และมีแนวโน้มจะเลือกข้างที่ชนะ อีกทั้งกลไกของ สว. นั้นก็ไม่ได้เอื้อต่อฝ่ายเสียงข้างน้อยเลย 

 

เขามองว่า ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้เสียงข้างน้อยอยู่ในสภาพจำยอม บางคนที่เข้ามาด้วยอุดมการณ์ แต่เมื่อสู้ไปแล้วไม่สามารถผลักดันอะไรได้ หลายคนก็อาจจะไปเข้าร่วมในบางเรื่อง แล้วอาจจะได้โอกาสในการผลักดันเรื่องอื่น ตราบใดที่ไม่ใช่ประเด็นที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของวุฒิสภา

 

“เขาอาจจะคิดว่า เป็นการทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากไม่รู้สึกว่าเราเป็นศัตรูไปทั้งหมด เรื่องปลีกย่อยที่เป็นประเด็นการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกองค์กรอิสระ เราอย่าไปขวางเขาเลย มาอยู่ในกรรมาธิการบางคณะที่สามารถผลักดันได้บางเรื่อง เขาก็ให้ตำแหน่งแห่งที่ให้ทำงาน แบบนี้ดีกว่า คนเหล่านี้ก็อาจจะเลือกทางนี้”

 

ในเรื่องของการเปลี่ยนจุดยืนหรือวางอุดมการณ์นั้น ในเชิงบุคคลผิดหรือไม่ เทวฤทธิ์ระบุว่า ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ แต่เรื่องที่เขาเห็นว่าผิดจริง คือกลไกกติกาที่ออกแบบมาให้ สว. ไม่มีพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยเลย ด้วยฐานคิดว่า สว. ทุกคนมีอิสระ จึงไม่มีกลไกในการแบ่งสัดส่วนกรรมาธิการเหมือนอย่างสภาผู้แทนราษฎร ที่แบ่งสัดส่วนตามพรรคการเมือง

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ชี้ให้เห็นแง่ลบว่า ในเมื่อทุกอย่างสามารถโหวตได้ด้วยเสียงข้างมากที่เห็นแล้วว่ามีความเป็นเอกภาพ  เรื่องนี้ไม่ถูกปกปิด เพราะถือว่าเป็น ‘ทรัพยากรทางการเมือง’ เมื่อมีอำนาจ ก็จำเป็นต้องแสดงออกมา หลายฝ่ายก็กังวลเรื่องจริยธรรม แม้กระทั่งกรณีของนันทนา “จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็เป็นเรื่องขึ้นมา”

 

เทวฤทธิ์เทียบกับกรณีที่ตนเองถูกร้องจริยธรรมเกี่ยวกับจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ ที่เขายืนยันมาโดยตลอดว่าต้องแก้ได้ทุกหมวดทุกมาตรา แม้ท้ายสุดคณะกรรมการจริยธรรมจะอ้างว่ายกคำร้องไปในเชิงเทคนิค แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเรื่องนี้จะไม่กลับมาอีกในรูปแบบอีก ทว่ากรณีของนันทนา เทวฤทธิ์คาดว่า อาจเป็นเรื่องความไม่พอใจส่วนตัว จากท่าทีการแสดงออก

 

“จุดนี้ผมต้องวิจารณ์เลยนะ ถ้าผมเป็นนักกลยุทธ์ของฝั่งน้ำเงิน ด้านหนึ่งอาจจะสามารถกดปราบให้เห็นว่าแม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณก็โดนได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาพใหญ่มันดูแย่ และถูกตั้งคำถาม ช่วงนั้นหลายๆ คนก็เริ่มลืมเรื่องฮั้ว สว. กันไปแล้ว แต่พอมีประเด็น อ. นันทนา ก็กลับมาถูกวิจารณ์อีกรอบ”

 

“ผมคิดว่าถ้าพูดในแง่นี้ มันไม่คุ้มสำหรับเขา ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่นะ” เขาทิ้งท้ายแบบกลั้วหัวเราะ

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

องค์กรอิสระจากสายธารสีน้ำเงิน?

 

หนึ่งในอำนาจที่เป็น ‘กล่องดวงใจ’ ของวุฒิสภา คืออำนาจการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน 

 

  1. คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ 15 คน 

 

  1. การลงมติลับในห้องประชุมใหญ่

 

เทวฤทธิ์ฉายภาพจากการสังเกตการณ์ว่า ในการทำหน้าที่ช่วงแรก กรรมาธิการกิจการวุฒิสภา หรือเรียกกันโดยลำลองว่า ‘วิปวุฒิฯ’ ใช้เสียงข้างมากโหวตเลือกตัวแทนจากกรรมาธิการสามัญคณะต่างๆ เข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ จำนวน 12 คน และอีก 3 คน เป็นตัวแทนจากวิปวุฒิฯ เอง

 

ด้วยวิธีโหวตเสียงข้างมากดังกล่าว เป็นเหตุให้กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้าม เนื่องจากมี สว. เสียงข้างน้อยเป็นประธาน จึงไม่เคยถูกเลือกเข้าไปในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ เลย

 

อย่างไรก็ตาม มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงกลางปี หรือประมาณเดือนมิถุนายน ที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล พลิกบทบาทเป็นฝ่ายค้าน เทวฤทธิ์ออกตัวว่า ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน วุฒิสภาก็ได้เปลี่ยนวิธีการเลือกตัวแทนกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ จากการโหวต ให้เป็นการส่งตัวแทนแบบหมุนเวียนเรียงตามลำดับ ทำให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย พอจะมีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ได้บ้าง

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ยกตัวอย่างกรณีของ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ที่ด้านหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภา แต่อีกด้านหนึ่งเป็นที่รู้กันว่า เขาเป็นแกนกลางของเครือข่าย ‘สีน้ำเงิน’ ที่ประสาน สว. เสียงข้างมากไว้ด้วยกัน สอดคล้องกับข้อสังเกตโดยเทวฤทธิ์ที่ว่า วุฒิชาติได้นั่งเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ในแทบทุกคณะ คือจากจำนวน 10 คณะ จะพลาดไปเพียง 2-3 คณะเท่านั้น ต่อเรื่องนี้ วุฒิชาติเคยอธิบายว่า เนื่องจากตนเองเป็นเลขาฯ วิปวุฒิสภา จึงอาจได้ตำแหน่งตามโควตา เพื่อให้กระบวนการสอบประวัติไม่ต้องเรียนรู้ใหม่  

 

เขายังเคยแซววุฒิชาติเอาว่า กรรมาธิการคมนาคมที่ท่านเป็นประธาน มีศักยภาพอะไรในการพิจารณาคน และความจริงควรจะเปลี่ยนชื่อเป็นกรรมาธิการคมนาคมและการสอบประวัติฯ ซึ่งวุฒิสภาก็หยอกกลับว่า ถ้าท่านเสนอมา ผมก็อาจจะรับข้อเสนอ 

 

ทั้งนี้ ในการเสนอชื่อกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ แต่ละครั้ง จะต้องผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาห้องใหญ่ก่อน โดยทั่วไป สว. ที่เป็นตัวแทนของวิปวุฒิสภาจะลุกขึ้นเสนอชื่อครั้งละ 15 คน เป็นแพ็ค ซึ่งบ่อยครั้งจะมี สว. เสียงข้างน้อย รวมถึงเทวฤทธิ์ด้วยลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน และเสนอชื่อตัวแทนมาแข่ง แต่เมื่อลงมติกันจริงๆ ก็แพ้ให้เสียงข้างมากอยู่ดี และจะเห็นได้ว่าคะแนนโหวตให้รายชื่อทั้ง 15 คนนั้น เสียงข้างมากแทบจะไม่มีแตกแถว 

 

ดังนั้น คุณไม่ต้องมีจำนวนเสียงถึง 150-160 เสียงหรอก แค่ 101 เสียง ก็สามารถครองทั้ง 15 คน ในกรรมาธิการสอบประวัติฯ ได้แล้ว ฝ่ายเสียงข้างน้อยต่อให้มีถึง 99 เสียง ก็ไม่สามารถสู้กับอีก 101 เสียงได้ นี่คือภาพความเป็นเอกภาพของเขา

 

กระนั้นเองในช่วงปีที่ผ่านมา มี สว. หลายคนในกลุ่ม ‘สีน้ำเงิน’ ที่แม้จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีต่างๆ ทั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ก็ยังเข้าไปเป็นกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ และต่อมา สว. กลุ่มนั้น ก็เป็นผู้ร้องเองเสียด้วย เมื่อครั้งที่กลุ่ม สว. นำโดย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร รวมรายชื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น รวมถึงอธิบดี DSI

 

ในเวลาต่อมา สว. กลุ่มดังกล่าวบางคนก็ตัดสินใจถอนตัวจากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่า ป้องกันเรื่องหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเทวฤทธิ์เองได้หยิบยกเหตุการณ์นี้มาอภิปรายสนับสนุนหลายครั้งว่า มี สว. หลายท่านที่นำทางไว้แล้ว แต่ทำไมเมื่อมีการเสนอญัตติให้วุฒิสภาชะลอวาระการแต่งตั้งองค์กรอิสระอื่นๆ หลายครั้ง เสียงข้างก็กลับไม่ชะลอ

 

เขาเชื่อว่า ภายหลังเสียงข้างมากเขาอาจจะคิดได้ ทำให้ไม่นำหลักการนั้นนำมาใช้กับกรณีอื่นๆ แม้จะมีบางคนถอนตัวไป แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเดินหน้าต่อ

 

เทวฤทธิ์ให้ข้อสรุปว่า สุดท้ายแล้ว กรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ก็ดี หรือความพยายามชะลอก็ดี อำนาจที่แท้จริงก็อยู่ที่การโหวตมติลับ ต่อให้เราเข้าไปนั่งในกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ พยายามซักไซ้ไล่เลียงอย่างไร สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่มติวุฒิสภา

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ สว. ชุดนี้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ราว 1 ปี พบว่า มีการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระไปแล้ว 13 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน, กกต. 3 คน, ป.ป.ช. 4 คน, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 4 คน และผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน 

 

และในอนาคตต่อไปจนกว่าจะครบวาระ 5 ปี ของวุฒิสภาชุดนี้ วุฒิสภายังมีอำนาจให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระที่กำลังจะหมดวาระหรือพ้นจากตำแหน่งได้อีกมากถึง 20 คน

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

ภาวะเงื่อนตาย-คลายไม่ออก

 

เราถามเทวฤทธิ์ตรงๆ ว่า เมื่อประมวลสถานการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ถึงจุดที่บอกได้แล้วหรือไม่ว่า ภารกิจของ สว. เสียงข้างน้อย ประสบกับสภาวะ ‘เดดล็อก’ (Deadlock) หรือเงื่อนตาย เพราะไม่ว่าพยายามเพียงใดก็ก้าวไม่พ้นกำแพงของเสียงข้างมากไปได้

 

เทวฤทธิ์ตอบคำถามด้วยการหยิบยกทฤษฎีที่ว่า ใน MOA 4 ข้อ ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยนั้น มีอีกข้อตกลงหนึ่งที่พูดไม่ได้ คือ ความเชื่อว่า พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล หรือพรรคภูมิใจไทยนั้น “มีความสามารถในการสื่อสาร มีความสัมพันธ์ที่ดี หรือมีแนวโน้มที่จะคิดเห็นตรงกับ สว.” ดังนั้น การจะโน้มน้าว สว. ก็ต้องเป็นประเด็นทางการเมือง ดังที่ MOA กระทำ 

 

“ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ากว่าจะถึงวันนั้น มันจะได้รับการพิสูจน์ว่าต่อให้คุณ MOA จนถึงที่สุดแล้ว มันก็ไม่มีผลหรือเปล่า” เทวฤทธิ์กล่าว

 

สิ่งที่เทวฤทธิ์สงสัย กลับกลายเป็นความจริงหลังจากการสนทนาของเรา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ประเด็นแตกหักอยู่ที่การเสนอให้ปลดล็อกเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งผลการลงมติกลับกลายเป็นว่า สส. พรรคภูมิใจไทย โหวตเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกับ สว. เสียงข้างมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นการฉีก MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน

 

ผลจากความขัดแย้งในสภาฯ นำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีรายงานข่าว ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลต่อตัวแทนพรรคประชาชนว่า “พวกเราพยายามเจรจากับ สว. เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้”

 

ประเด็นดังกล่าวนี้จะล้อไปกับการตั้งข้อสังเกตของเทวฤทธิ์ที่เราได้คุยกันต่อไป แต่สำหรับคำถามก่อนหน้า เทวฤทธิ์ยอมรับตรงๆ ว่า สภาวะปัจจุบัน “ก็เป็นเดดล็อกจริงๆ นะ” ทั้งด้วยระบบที่ออกแบบมา 

 

“ความจริงแล้วการถอดถอน สว. ก็ง่าย เพียงแค่มีคนนอกมาร้องเรื่องจริยธรรม ก็สามารถพิจารณาให้ถอดถอนได้ เหมือนกรณีของ อ. นันทนา ที่มีทนายความคนนอกร้องจริยธรรม แต่ถึงที่สุดแล้วก็ล็อกอยู่กับเสียงส่วนใหญ่อยู่ดี ร้องง่าย แต่ถอดถอนยาก”

 

“ด้วยสมมติฐานว่า สว. เป็นอิสระ จึงไม่มีหลักการการันตีของเสียงส่วนน้อย ดังนั้น การใช้เสียงส่วนมากทั่วไปก็สามารถตัดสินเรื่องต่างๆ ได้แล้ว”

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เมื่อ สว. เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง?

 

เราชวนคุยต่อไปว่า แม้กระทั่งพรรคประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์เด่นชัด ยังตัดสินใจทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทย ด้วยความมุ่งหมายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ เราถามเทวฤทธิ์ในฐานะ 1 ใน สว. และผู้สังเกตการณ์การเมืองว่า พรรคประชาชนเองก็มอง สว. เป็นหนึ่งเครื่องมือต่อรองทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยมีใช่หรือไม่ แม้ทั้ง 2 พรรคคู่สัญญา ต่างฝ่ายก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

 

“ผมคิดว่าเขาก็ไม่น่าจะปฏิเสธอย่างแข็งขันนะ เพราะสิ่งนี้ถือเป็นมูลค่าที่ฝ่ายการเมืองของ ‘เขา’ ถืออยู่ มันคือการบอกว่า ‘ฉันสามารถสื่อสารหรือโน้มน้าว สว. ได้’ โดยที่ สว. นั้นมีเอกภาพ และพลานุภาพที่สำคัญแน่นอน และ สว. นี้ก็มีส่วนในการเห็นชอบองค์กรอิสระ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ ‘ซัลโว’ ทางการเมือง เดิมทีเดียวจะเป็นหน้าที่ทหาร แต่เวลานี้ไม่ต้องแล้ว เพราะมีองค์กรอิสระทำหน้าที่ซัลโว” 

 

เทวฤทธิ์ชี้ว่า ในพื้นที่ทางการเมืองหรือทางรัฐศาสตร์ ‘เขา’ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ในพื้นที่ทางนิติศาสตร์ เขาพูดไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น กุญแจสำคัญที่บางฝ่ายมองว่าอยู่ที่ สว. ความจริงแล้วกุญแจอาจอยู่ที่เจตนารมณ์ทางการเมืองของฟากฝ่าย ‘เขา’ มากกว่า บางฝ่ายก็บอกว่า แล้วเขาจะไปปลดกุญแจทำไม ในเมื่อเขาได้เปรียบทุกประตูอยู่แล้ว

 

เราเชื่อว่าเทวฤทธิ์อาจอ้างถึงคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่เคยกล่าวถึงการทำข้อตกลงของทั้ง 2 พรรค ไว้ว่า “เมื่อเราไม่ได้ถือกุญแจ แต่เขาเป็นคนถือกุญแจ ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนและรับความเสี่ยงกัน ถือเป็นการตัดสินใจเสี่ยงเพื่อหยิบกุญแจนั้นมาไขกลอนเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ”

 

เทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคภูมิใจไทยเริ่มมีภาษีกลับขึ้นมา แม้ว่าที่ผ่านมาก็อยู่ในภาวะได้เปรียบตลอด เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเสียงอันดับ 2 แต่ก็มีอิทธิพล 

 

จนกระทั่งได้ สว. มา เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะแสดงพลานุภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว อะไรต่างๆ นัยนี้เป็นการสื่อสารแน่นอน ใครมองจากดาวอังคารก็รู้ เพียงแต่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เจตจำนงเดิม: แก้กติกา ผ่าทางตัน

 

คำถามที่ตามมาคือ ท่ามกลางเดดล็อกดังกล่าวนี้ ในบทบาทของ สว. เสียงข้างน้อย ควรจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือมีความหวังปลายอุโมงค์หรือไม่ในมุมมองของเขา

 

สว. เทวฤทธิ์เกริ่นว่า ส่วนตัวแม้ไม่เห็นด้วยกับการใช้กลไกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อย่างที่พรรคเพื่อไทยกระทำ เพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ก็จะเป็นไปตามกลไกของฝ่ายบริหาร 

 

แต่เขายังมีความหวังเล็กๆ ว่า กกต. ยังมีกระบวนการคัดกรองคนที่กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหาออกไปได้ และยังเชื่อว่า ใน สว. เสียงส่วนใหญ่ ยังมีคนที่ไม่ได้รู้เห็นในเรื่องของการกระทำความผิด (ถ้ามี) หากสามารถคัดผู้กระทำความผิดออกไปได้ สัดส่วนของเสียงข้างมากก็จะค่อยๆ น้อยลงไป จนกระทั่งเกิดความสมดุล

 

“อำนาจ สว. ไม่ใช่แค่การกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นอำนาจของการส่งไม้ต่อ หรือประทับร่างทรงไปยังองค์กรอื่น การทำให้วุฒิสภานี้มีความสมดุลมากขึ้น อย่างน้อยก็จะทำให้ไม่เกิดเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ และในอนาคตองค์กรอิสระก็มีโอกาสจะมีความสมดุลมากขึ้น”

 

“ผมไม่คิดว่าทุกคนมีความผิดหมดนะ แต่อย่างน้อย กกต. อาจจะสามารถพิจารณาคัดคนที่มีปัญหาออกไปบ้าง หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่บ้าง เพื่อเปิดให้วุฒิสภาเป็นพื้นที่หลากหลายมากขึ้น”

 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขณะให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำงานในสภา

 

เทวฤทธิ์ทิ้งท้ายว่า ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ หรือการได้มาซึ่ง สว. เพราะส่วนตัวเขามองว่า เราไม่ควรใช้หลักการว่า สว. ทุกคนจะเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง ทุกคนจะโหวตอย่างมีเจตจำนงเสรี ซึ่งไม่จริง เพราะโดยธรรมชาติทางการเมืองแล้ว ย่อมต้องมีการต่อรอง รวมกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน 

 

เขามองว่า วุฒิสภาควรใช้หลักการสร้างบทสนทนาระหว่างกัน เช่น สภาผู้แทนราษฎร ที่วางเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงข้างน้อยในการให้ความเห็นชอบด้วย เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะสร้างการต่อรองหรือบทสนทนาระหว่างเสียงข้างน้อยและเสียง

ข้างมาก แต่ต้องไม่ใช่เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะ สว. เองก็มีบทเรียน

 

สำหรับผม เกมระยะยาวคือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ก็คือแค่เปลี่ยนมือ

 

“เพราะเมื่อสุดท้ายเขาสามารถครองอำนาจได้ ทั้งอำนาจซัลโว อำนาจชี้ว่าใครควรเป็นคนซัลโว และเป็นอำนาจรัฐบาลอีก ดังนั้น ฝ่ายต่างๆ ก็เห็นว่ามาลงทุนกับตรงนี้ดีกว่า บ้านใหญ่ก็เริ่มเข้ามา เพราะมีแต่คนเลือกข้างชนะ ผมคิดว่าถึงที่สุดแล้ว ถ้ายิ่งช้า มันจะยิ่งเบ็ดเสร็จมากขึ้น ครอบคลุมทุกองคาพยพ” เทวฤทธิ์ระบุ

 

คำตอบสุดท้ายของเทวฤทธิ์พาเราหวนมายังเป้าหมายแรกสุดของเขา คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าบทบาทของ สว. เสียงข้างน้อยจะยังมีอยู่อย่างจำกัดในรั้วสภาฯ แต่ความเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จะมีขึ้นควบคู่ไปกับวันเลือกตั้ง สส.

 

ทั้งนี้ การทำประชามติวันดังกล่าว จะถือเป็นการเปิดประตูบานแรกสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกเสียงของประชาชนที่เดินเข้าสู่คูหามีผลในการกำหนดอนาคตนั้น แม้จะเผชิญกับอุปสรรคมากมายก็ตามที

The post 1 ปี สว. เสียงข้างน้อย ‘เทวฤทธิ์ มณีฉาย’ ภาวะเดดล็อกในกำแพงสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาเดินหน้าโหวต 2 ป.ป.ช. และตั้ง กมธ. สอบประวัติ กกต. ใหม่ พรุ่งนี้ https://thestandard.co/senate-votes-nacc-ect-probe/ Tue, 23 Dec 2025 11:48:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1157556 วุฒิสภาเดินหน้าโหวต 2 ป.ป.ช. และ ตั้ง กมธ. สอบประวัติ กกต. ใหม่ พรุ่งนี้

สืบเนื่องจาก เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เสน […]

The post วุฒิสภาเดินหน้าโหวต 2 ป.ป.ช. และตั้ง กมธ. สอบประวัติ กกต. ใหม่ พรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาเดินหน้าโหวต 2 ป.ป.ช. และ ตั้ง กมธ. สอบประวัติ กกต. ใหม่ พรุ่งนี้

สืบเนื่องจาก เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เสนอญัตติเรื่อง ขอให้วุฒิสภาชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 35 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา

 

ล่าสุดวันนี้ (23 ธันวาคม) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งผล ระบุว่า ประธานวุฒิสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ญัตติดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่วุฒิสภาจะสามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาได้ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ตามมาตรา 126 ของรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาจึงดำเนินการประชุมได้เฉพาะการทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญ

 

และตามที่ประธานวุฒิสภาได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสมัยวิสามัญเท่านั้น คือ การทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามมาตรา 232 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาจึงไม่สามารถพิจารณาญัตติเรื่องนี้ได้

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ในวันพรุ่งนี้ (24 ธันวาคม) มีวาระเรื่องด่วน คือ วาระตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรม ทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (จิรุตม์ วิศาลจิตร, มณฑล สุดประเสริฐ) และวาระให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย สุชาติ สุนทรีเกษม และ มนูภาน ยศธแสนย์

The post วุฒิสภาเดินหน้าโหวต 2 ป.ป.ช. และตั้ง กมธ. สอบประวัติ กกต. ใหม่ พรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหารจากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? https://thestandard.co/demise-2-parties-coup-politics/ Mon, 15 Dec 2025 11:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1154844 อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง?

ในปี 2568 นับเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การเมือ […]

The post อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหารจากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง?

ในปี 2568 นับเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นและดับลง มีการเปลี่ยนแปลงหลายตลบ ทั้งการเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ตลอดจนแรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ย้ายขั้ว เปลี่ยนพรรค

 

พรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่าจะเป็น 2 พรรคการเมืองที่มีรากฐานจากอำนาจรัฐประหารปี 2557 อย่าง ‘พรรคพลังประชารัฐ’ และ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ที่มีภารกิจเพื่อสืบทอดอำนาจ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 1

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แถลงยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

 

เป็นเหตุให้แกนนำของทั้งสองพรรคการเมืองอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ต่างเผชิญแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญบนสนามการเมือง ภายใต้บริบทที่แรงสนับสนุนเริ่มโรยรา ความเป็นเอกภาพ และอำนาจต่อรองลดถอยลงอย่างชัดเจน

 

จนก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า พรรคการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับอำนาจหลังปี 2557 จะสามารถปรับตัวและยืนหยัดอยู่บนสนามการเมืองภายใต้กติกาประชาธิปไตยที่เข้มข้นขึ้นได้หรือไม่ หรือกำลังเดินเข้าสู่บทสรุปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

พรรคทหารไม่เคยอยู่ยั่งยืนยง

 

หากย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อกลิ่นควันปืนจางหาย และเสียงรถถังได้เงียบลง ภารกิจถัดมาของคณะนายทหารมักไม่ใช่การวางมือจากอำนาจ หากคือการชุบตัวทางการเมือง แปรสภาพจากเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้า สู่สูทสากล ผ่านยานพาหนะที่เรียกกันติดปากว่า ‘พรรคทหาร’

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 2

พล.อ.ประวิตร​ และ พล.อ.ประยุทธ์

ระหว่างการทำหน้าที่บนบัลลังก์คณะรัฐมนตรี ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

ตลอดกว่า 90 ปีของการเมืองไทย พรรคทหารแทบไม่เคยดำรงอยู่อย่างยั่งยืน แม้ว่า ‘รัฐประหาร’ และ ‘การเลือกตั้ง’ จะคล้ายเป็นเส้นขนานที่ไม่ควรบรรจบกัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองกลับถูกนำมาผูกโยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ การสืบทอดอำนาจ แต่ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคสมัย จุดจบของพรรคเหล่านี้กลับคล้ายคลึงกัน คือ การล้มหายไปพร้อมกับการเสื่อมถอยของอำนาจผู้นำ

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา แทบไม่มีพรรคทหารพรรคใดสามารถดำรงอยู่อย่างยั่งยืนยง ในระบอบการเมืองที่ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

 

พรรคเสรีมนังคศิลา (ปี 2498): ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงที่อำนาจทางทหารยังครอบงำการเมืองอย่างชัดเจน พรรคทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางรัฐสภา มากกว่าการเป็นพรรคมวลชน และเสื่อมบทบาทลงอย่างรวดเร็วเมื่อจอมพล ป. หมดอำนาจ

 

พรรคสหประชาไทย (ปี 2511): ก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับอำนาจของจอมพล ถนอม กิตติขจร ในยุคเผด็จการทหารแบบรัฐสภา พรรคขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และล่มสลายไปพร้อมกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 

พรรคสามัคคีธรรม (ปี 2535): ก่อตั้งขึ้นหลังยุครัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เพื่อสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร การพยายามใช้อำนาจนอกระบบสวมเสื้อพรรคการเมืองนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง และจบลงด้วยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 3

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค

ยื่นเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ อดีตหัวหน้าคสช.

เป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562

 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (ปี 2561): ก่อตั้งขึ้นหลังการรัฐประหาร 2557 ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 เพื่อเป็นฐานอำนาจทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีแกนนำสำคัญอย่างอดีตนายทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ประวิตร ร่วมอยู่ด้วย

 

แม้พรรคพลังประชารัฐจึงประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล แต่กลับเผชิญปัญหาความแตกแยกภายใน การขาดอุดมการณ์ร่วม และการพึ่งพาอำนาจนอกระบบมากกว่าคะแนนนิยมของประชาชนในเวลาต่อมา

 

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ (2564) แยกตัวออกมาในเวลาต่อมา เพื่อรองรับการกลับสู่สนามเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปี 2566 โดยมีจุดยืนอนุรักษ์นิยม และการปกป้องสถาบันฯ อย่างชัดเจน แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ยังถูกมองเป็น ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ที่ผูกติดกับตัวบุคคลมากกว่าการสร้างฐานมวลชนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ยั่งยืน

 

มากไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาเชิงลึกถึงเส้นทางของพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว จะเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมืองสายอำนาจรัฐประหาร ได้อย่างชัดเจนตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา

 

พรรคพลังประชารัฐก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ทำหน้าที่เป็นพาหนะทางการเมืองของอำนาจรัฐประหารปี 2557 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ หวนคืนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ผ่านกลไกรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560

 

ในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐได้ 116 ที่นั่ง แม้ไม่ได้ชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่สามารถรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็ก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากวุฒิสภา (สว.) ชุดเฉพาะกาล 250 คน ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดั่งฝัน และถือเป็นจุดสูงสุดของอำนาจทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 4

พี่น้อง 3 ป. พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ. ประวิตร และพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา

อยู่ในเฟรมภาพเดียวกัน

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

แต่หลังจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่นาน พรรคพลังประชารัฐเริ่มเผชิญปัญหาความขัดแย้งภายในอย่างต่อเนื่อง ความไม่เป็นเอกภาพของแกนนำ ไปจนถึงความตึงเครียดทางอำนาจระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับขั้วอำนาจรอบตัว พล.อ.ประยุทธ์ จนท้ายที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค และทำให้พรรคค่อยๆ หมดพลังในทางการเมือง

 

ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แยกทางออกจากพรรคพลังประชารัฐ และย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผลให้พลังประชารัฐสูญเสียศูนย์กลางอำนาจ และจุดขายหลักของพรรค ขณะเดียวกัน สส. และอดีตแกนนำต่างก็ทยอยย้ายพรรคไปยังขั้วการเมืองอื่น จนทำให้โครงสร้างพรรคโรยราลง

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคพลังประชารัฐได้จำนวน สส. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือแค่ 40 ที่นั่ง (เขต 39 + บัญชีรายชื่อ 1) และกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในสถานะรอง จากเดิมที่เคยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนการถดถอยทั้งในเชิงอำนาจ และความนิยมของพรรค

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 5

พล.อ.ประวิตร ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อเพียงหนึ่งเดียวของพลังประชารัฐ

ร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

5 กันยายน 2568

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร

 

ทำให้ตลอดปี 2568 พรรคพลังประชารัฐเข้าสู่ช่วงขาลงทางการเมือง ทั้งจากความแตกแยกภายในพรรคครั้งใหญ่ และการย้ายขั้วทางการเมืองของอดีตแกนนำสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม รวมถึง สันติ พร้อมพัฒน์ บ้านใหญ่เพชรบูรณ์ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างพรรคเต็มๆ

 

สุดท้ายแล้วเมื่อบทบาททางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐลดลง จนแทบไม่สามารถกำหนดทิศทาง หรือสร้างอำนาจต่อรองในรัฐบาลได้อีกต่อไป ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงทศวรรษ พรรคพลังประชารัฐจึงถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในฐานะพรรคที่ถือกำเนิดจากรัฐประหาร เติบโตอย่างรวดเร็ว และเสื่อมถอยรวดเร็วไม่แพ้กัน

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 6

พล.อ. ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ

สวมแจ็กเกต และร่วมกิจกรรมของพรรค ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2566

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ด้วยเป้าหมายชัดเจน คือ การทำหน้าที่เป็นพาหนะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ โครงสร้างของพรรคถูกออกแบบโดยมีตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการสร้างพรรคการเมืองเชิงสถาบันที่มีอุดมการณ์ และฐานมวลชนรองรับในระยะยาว

 

การเลือกตั้งปี 2566 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ สส. 36 ที่นั่ง ได้คะแนนความนิยมพรรคถึง 4,766, 408 เสียง และได้ สส.บัญชีรายชื่อถึง 13 นั่ง ซึ่งที่มาจากคะแนนความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ล้วนๆ แม้ไม่เพียงพอให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เปิดทางให้พรรคเข้าร่วมรัฐบาล และรักษาบทบาททางอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ไว้ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้

 

หลังการเลือกตั้ง ปัญหาภายในพรรคเริ่มปรากฏชัด ทั้งความขัดแย้งระหว่างแกนนำ การจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง และคำถามต่อทิศทางในระยะยาว เนื่องจากพรรคไม่สามารถเสนออัตลักษณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนได้ นอกเหนือจากการสนับสนุนผู้นำ อีกทั้งโครงสร้างพรรคยังไม่เอื้อต่อการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ขณะที่ สส. จำนวนไม่น้อยเป็นนักการเมืองที่ย้ายค่ายมาแบบเฉพาะกิจอีก

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์วางมือจากการเมืองไปรับตำแหน่งองคมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติก็เข้าสู่ภาวะไร้ศูนย์กลางอย่างแท้จริง และเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้นด้วย

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 7

พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.

ภาพ : ฐานิส สุดโต

 

ในปี 2568 แม้จะยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยอยู่ แต่ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 จากที่มีอยู่ในบัญชี คือ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย พรรคก็ได้แตกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

 

1. กลุ่มพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลือกงดออกเสียง มุ่งประคองพรรคให้อยู่กับขั้วเพื่อไทย และพยายามดันเป็นมติพรรค แต่เผชิญแรงต้านจาก สส. ภายใน

 

2. กลุ่มเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โหวตสนับสนุนอนุทิน เพื่อย้ำจุดยืนขั้วอนุรักษนิยม เห็นว่าการหนุนรัฐบาลเดิมต่อไปอาจกระทบฐานเสียง

 

3. กลุ่มเพื่อนสุชาติ ชมกลิ่น โหวตสนับสนุนอนุทิน เปิดตัวเป็นแนวร่วม และลาออกจาก สส. เพื่อเปิดทางรับตำแหน่งรัฐมนตรีโดยไม่ติดข้อจำกัดภายในพรรค

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 8

อนุทิน ชาญวีรกูล ให้การต้อนรับ

สุชาติ ชมกลิ่น และ ธนกร วังบุญคงชนะ

เดินทางเข้าสมัครพรรคภูมิใจไทย 24 ตุลาคม 2568

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ท้ายที่สุดแกนนำสำคัญอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น, ธนกร วังบุญคงชนะ, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รวมถึงกลุ่มบ้านใหญ่ ต่างทยอยมองหาทางเลือกใหม่ และเปิดตัวร่วมงานกับพรรคสีน้ำเงิน สะท้อนความเปราะบางของพรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ความเป็นเอกภาพ และความเชื่อมั่นทางการเมืองอย่างชัดเจน

 

จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจึงไม่ต่างจากพรรคเฉพาะกิจ ที่เกิดมาเพื่อประคองอำนาจมากกว่าสร้างอนาคต ถูกออกแบบให้เดินไปกับผู้นำเพียงคนเดียว และเมื่อผู้นำนั้นก้าวลงจากเวที อนาคตของพรรคก็ย่อมเลือนรางตามไปด้วย

 

2 พรรคทหาร นับถอยหลังสู่วันร่วงโรย

 

ดังนั้น ภาพรวมของพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติในปี 2568 จึงสะท้อนข้อจำกัดของพรรคการเมืองที่ถือกำเนิดจากอำนาจรัฐประหารอย่างชัดเจน แม้จะสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจรัฐได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อขาดการยึดโยงกับประชาชนในฐานะฐานอำนาจที่แท้จริง พรรคย่อมเข้าสู่ภาวะสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่พรรคเสรีมนังคศิลา สหประชาไทย สามัคคีธรรม จนถึงพรรคการเมืองที่มาจากรัฐประหารในปัจจุบัน ต่างสะท้อนรูปแบบซ้ำเดิม คือการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เติบโตจากอำนาจนอกระบบ และเสื่อมถอยลงพร้อมกับผู้นำที่เป็นศูนย์กลางอำนาจ

 

อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหาร จากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? 9

พี่น้อง 2 ป. พล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์

ร่วมถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรี หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากทั้งอดีตและปัจจุบัน คล้ายจะพาไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า พรรคทหารไม่เคยดำรงอยู่อย่างยั่งยืนยง เมื่อภารกิจสืบทอดอำนาจสิ้นสุดลง พรรคการเมืองเหล่านี้ก็ย่อมค่อยๆ เลือนหาย เหลือไว้เพียงร่องรอยในหน้าประวัติศาสตร์

 

เพื่อย้ำเตือนว่า อำนาจที่ไม่ตั้งอยู่บนความยินยอมของประชาชน ไม่อาจยืนยาวในระบอบประชาธิปไตย และผลการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตามกรอบ 45-60 วันตามกรอบรัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวชี้ชัดว่าพรรคทหาร ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ กำลังเผชิญกับจุดจบของการเมืองไทยหรือไม่

The post อวสาน 2 พรรคเครือข่ายทหารจากรัฐประหารเข้ารัฐสภา สู่จุดจบอันโรยรา บนสนามการเมือง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ลงนามร่างกฎหมาย สั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยไฟล์ทั้งหมดในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน https://thestandard.co/trump-signs-law-epstein-files/ Thu, 20 Nov 2025 04:15:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1145272 ทรัมป์ลงนามร่างกฎหมาย สั่งให้ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยไฟล์ทั้งหมด ในคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในร่างก […]

The post ทรัมป์ลงนามร่างกฎหมาย สั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยไฟล์ทั้งหมดในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ลงนามร่างกฎหมาย สั่งให้ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยไฟล์ทั้งหมด ในคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในร่างกฎหมาย เพื่อสั่งให้มีการเปิดเผยไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องโทษคดีอาชญากรรมทางเพศ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) ผู้ล่วงลับ โดยร่างกฎหมายนี้กำหนดให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจากการสอบสวนคดีเอปสตีนในรูปแบบที่สามารถค้นหาและดาวน์โหลดได้ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีการลงนาม

 

ทรัมป์เคยต่อต้านการเปิดเผยไฟล์เหล่านี้มาก่อน แต่ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากเผชิญกับการต่อต้านจากเหยื่อของเอปสตีน และกระแสกดดันจากบรรดาสมาชิกพรรครีพับลิกันของเขาเอง

 

ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นและผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภาของสหรัฐฯ โดยสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายนี้ด้วยคะแนน 427 ต่อ 1 เสียง ขณะที่วุฒิสภาให้ความยินยอมเป็นเอกฉันท์ในการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้

 

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social โดยกล่าวหาว่า พรรคเดโมแครตพยายามหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของเขา โดยทรัมป์ยังได้ยืนยันว่า พรรครีพับลิกัน ‘ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอปสตีน’ และกล่าวว่า ‘นี่เป็นปัญหาของพรรคเดโมแครตอย่างแท้จริง’ พร้อมระบุว่า ‘พรรคเดโมแครตต่างหากที่เป็นเพื่อนกับเอปสตีน’

 

ทรัมป์กับคดีเอปสตีน

 

เอกสารประมาณ 20,000 หน้าจากกองมรดกของเอปสตีน ได้ถูกปล่อยออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบางส่วนได้ ‘กล่าวถึงทรัมป์โดยตรง’ เอกสารเหล่านั้น รวมถึงข้อความของเอปสตีนในปี 2018 ที่เขากล่าวถึงทรัมป์ว่า: ‘ฉันคือคนที่จะสามารถโค่นเขาลงได้’ และ ‘ฉันรู้ว่าโดนัลด์สกปรกแค่ไหน’

 

ทรัมป์เคยเป็นเพื่อนกับเอปสตีนมานานหลายปี แต่ทรัมป์กล่าวว่า พวกเขาห่างเหินกันในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นเวลาสองปีก่อนที่เอปสตีนจะถูกจับกุมครั้งแรก ทรัมป์ยืนยันมาโดยตลอดว่า ‘เขาไม่ได้ทำผิดใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน’

 

แม้ว่าประธานาธิบดีจะลงนามในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีนจะได้รับการเปิดเผยทั้งหมด โดยตามข้อความในร่างกฎหมาย ส่วนต่างๆ ของข้อมูล ‘อาจถูกระงับไว้ได้’ หากถูกพิจารณาว่าเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวส่วนบุคคล หรือเกี่ยวข้องกับการสอบสวนที่ยังดำเนินอยู่

 

ทางด้าน โธมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมาย มีความกังวลว่าทรัมป์อาจ ‘กำลังเปิดการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง’ และเชื่อว่าพวกเขาอาจพยายามใช้การสอบสวนเหล่านั้นเป็นข้ออ้างในการไม่เปิดเผยไฟล์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทั้งหมด

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

 

แฟ้มภาพ: Roberto Schmidt / Davidoff Studios / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ลงนามร่างกฎหมาย สั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยไฟล์ทั้งหมดในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก https://thestandard.co/wealth-in-depth-clean-air-act/ Thu, 13 Nov 2025 03:46:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1142762 หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก

ร่าง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ เสี่ยงชะงัก เมื่อวุฒิสภาอาจยืดเ […]

The post หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก

ร่าง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ เสี่ยงชะงัก เมื่อวุฒิสภาอาจยืดเวลา ขณะที่กลุ่มทุน ภาคเอกชน (กกร.) ออกมาแสดงจุดยืน โดยย้ำว่า ‘ไม่คัดค้าน’ เห็นด้วยในหลักการด้านสิ่งแวดล้อม แต่มีบางประเด็นภาคธุรกิจต้องใช้เวลาปรับตัว ชี้กฎหมายบางฉบับซ้ำซ้อน เสี่ยงเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

กลายเป็นประเด็นร้อนถึงร่างพระราชบัญญัติ ‘อากาศสะอาด’ (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ที่ประชาชนทั่วประเทศเฝ้ารอ อาจไม่ทันบังคับใช้ภายในปี 2569 หลังมีแนวโน้มว่าการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาจะถูก ‘ประวิงเวลา’ ซึ่งอาจไม่แล้วเสร็จก่อนยุบสภา นั่นหมายความว่า

 

‘กระบวนการทั้งหมดอาจต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากไม่ทันกำหนด’ ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อกฎหมายที่มุ่งจัดการปัญหาฝุ่นพิษและมลภาวะทางอากาศ

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 1

 

ด้านคณะกรรมาธิการฯ ที่ผลักดันร่างกฎหมายนี้ จึงออกมาเรียกร้องให้วุฒิสภา ‘ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่’ ที่สนับสนุน พร้อมเตือนว่าความล่าช้าในการพิจารณาอาจหมายถึงการที่คนไทยต้อง ‘สูดฝุ่นพิษ’ ต่อไปอีกหลายปี

 

บทความนี้ชวนวิเคราะห์ ‘มุมมอง’ ความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวันนี้ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทั้งในแวดวงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และวุฒิสภาเห็นชอบในวาระแรก แต่จนถึงขณะนี้ กระบวนการกลับ ‘ชะลอตัว’ จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า เสียงของกลุ่มทุนจะดังยิ่งกว่าเสียงของประชาชนทั้งประเทศหรือไม่?

 

‘กกร.’ มอง พ.ร.บ. 3 ฉบับ ‘แรงงาน-โรงงาน-อากาศสะอาด’ ห่วงเพิ่มต้นทุน-ลดความสามารถแข่งขัน

 

วันที่ 12 พ.ย. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แถลงจุดยืนต่อร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่

 

  • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. …
  • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …
  • ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ.

 

โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร่างกฎหมายแรงงานใหม่ทั้ง 3 ฉบับขาดการประเมินผลกระทบ (RIA) อย่างรอบด้าน และอาจสร้างภาระต่อนายจ้าง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ทั้งเพิ่มต้นทุนจ้างงาน ลดความยืดหยุ่นของแรงงาน และกระทบต่อการจ้างงานในระบบ ภาคเอกชนเห็นด้วยในหลักการสิ่งแวดล้อม แต่กฎหมายยังซ้ำซ้อน และควรดำเนินการด้านให้ตรงจุด เช่น การเผาไร่ข้าวโพด

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 2

 

ย้ำ ‘เห็นด้วย’ หลักการ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ แต่ขอปรับให้ไม่ซ้ำซ้อน

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบุถึงความกังวล พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่า กกร. สนับสนุนแนวทางยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรการลดคาร์บอน และลดฝุ่น PM2.5 มาโดยตลอด

 

แต่กังวลว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้อาจซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งอาจมีประเด็นทับซ้อน ควรปรับให้ชัดเจน โดยที่ผ่านมาภาคเอกชนก็มีส่วนร่วมในการพยายามลดคาร์บอนในโรงงานตลอดจนมาตรการสิ่งแวดล้อม ไม่เคยละเลยประเด็นนี้

 

ชี้อาจทับซ้อนกับกฎหมายเดิม ย้ำจุดยืน 4 ข้อเสนอ

 

1. เพิ่มผู้แทนภาคเอกชนในคณะกรรมการระดับชาติและจังหวัด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจริงเพราะที่ผ่านมามีส่วนร่วมน้อยมาก

 

2. ใช้มาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีหรือสนับสนุนเงินกู้ แทนการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าปล่อยอากาศ ซึ่งกกร. เห็นว่า ‘เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์’ ในร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. อาจทับซ้อนกับกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น เชื้อเพลิงส่งเงินกองทุนน้ำมัน 1-5 บาท/ลิตร ภาษีสรรพสามิต 5-6 บาทต่อลิตร

 

3. ทบทวนโครงสร้าง ‘กองทุนอากาศสะอาด’ ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นไปได้จริง

 

4. อัตราโทษและบทกำหนดโทษ กกร. สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้ฝ่าฝืน แต่ร่างกฎหมายฯ ฉบับนี้มีการกำหนดอัตราโทษสูงกว่าฉบับอื่นๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรเคยรับหลักการทั้งโทษแพ่งและโทษอาญา อาทิ การกำหนดโทษทางอาญา

 

แม้ว่าจะเกิดจากความประมาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานอากาศสะอาดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน

 

โดยเฉพาะในกรณีการกระทำโดยประมาท ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ให้กำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง กกร. จึงเสนอให้ทบทวนระดับโทษให้สมดุลกับมาตรฐานสากล และควรมีระยะเวลาการปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้จริง

 

กกร. เน้นว่ากฎหมายควร ‘ไม่ซ้ำซ้อน-ไม่เพิ่มภาระ-รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจ’ และต้องผ่านการประเมินผลกระทบ RIA ที่เป็นมาตรฐานสากล

 

ห่วง ‘ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน’ ซ้ำเติมต้นทุน ชี้เพิ่มโทษอาญาควรมีข้อมูลรองรับ

 

ดังนั้น จากเหตุผลข้างต้น กกร. แสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา โดยเห็นว่าหลายมาตรการอาจลดความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เช่น

 

  • การรื้อฟื้นระบบใบอนุญาตโรงงานแบบมีอายุ ซึ่งขัดต่อแนวทาง Ease of Doing Business และเสี่ยงเปิดช่องทุจริต
  • การกำหนด ‘โรงงานควบคุมพิเศษ’ ควรจำกัดเฉพาะโรงงานเสี่ยงสูงเท่านั้น
  • การเพิ่มโทษอาญาควรมีข้อมูลรองรับและสัดส่วนเหมาะสม
  • การเปิดให้ประชาชนเข้าสังเกตการณ์โรงงานอาจกระทบความลับทางการค้า
  • การบังคับทำประกันภัยอาจเพิ่มภาระ SMEs เนื่องจากตลาดประกันในประเทศยังไม่พร้อม

 

กกร. เสนอให้ภาครัฐเน้น ‘การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง’ แทนการออกกฎหมายเพิ่ม และให้จัดทำ การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) อย่างรอบคอบ

 

เกรียงไกร ย้ำว่า “กฎหมายควรแก้ปัญหาได้จริง ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น และไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน เราเห็นด้วยในหลักการ แต่วิธีการยังไม่ใช่

 

ทั้งนี้ หากร่างผ่านตัวเลขผลกระทบทางตรง เชิงเศรษฐกิจอาจยังประเมินยาก แต่จะบั่นทอนการ ‘ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน FDI’ ทำให้หันไปลงทุนเวียดนาม หรือคู่แข่งแทน”

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคประชาชน

 

ขณะที่ตัวแทนภาคประชาชนให้ความเห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘ภัยเงียบ’ ต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และมะเร็งปอด

 

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงควรเป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ด้วยการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศที่ปลอดภัย

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 3

 

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า กรณีที่ภาคเอกชน ระบุว่า ไม่มีตัวแทนภาคเอกชน นั้น ไม่เป็นความจริง

 

โดยก่อนหน้านี้มีการหารือร่วมกันทุกฝ่าย ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) และเชิญผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกคนไม่มีใครคัดค้านการมี ‘กองทุนอากาศสะอาด’ และไม่มีท่านใดขอสงวนคำแปรญัตติ

 

โดยมติในวันนั้นมีประชาชนจำนวน 2,602 คน ที่ลงความเห็นว่ากองทุนอากาศสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นในร่าง พ.ร.บ. ถึง 93%

 

“หากภาคเอกชนมองว่า กฎหมายซ้ำซ้อน สามารถใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมเดิมได้ แต่จริง ๆ ประเด็นนี้คณะกรรมาธิการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้หารือกันหลายครั้ง และพบว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมีจุดอ่อนหลายด้าน และท้ายสุดคณะกรรมาธิการเกือบทั้งหมดเห็นว่า ควรมีกองทุนอากาศสะอาดเฉพาะ”

 

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวย้ำว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม การตัดกองทุนอากาศสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจของการใช้เครื่องมือ และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ออกจะทำให้กฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษ ทางอากาศได้จริง

 

เนื่องจาก ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle) จะไม่เกิดขึ้นตามหลักการสากลที่ประเทศที่เป็นแบบอย่างที่ดีปรับใช้ จะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ก่อมลพิษให้เปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอากาศสะอาดได้จริง และจะไม่มีรายได้หมุนเวียนมาแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ อนาคตหากไทยจะเข้าร่วม OECD ก็หลีกหนีไม่พ้นกฎหมายนี้ ซึ่งทั่วโลกอย่างสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ต่างเอาจริงเอาจังเรื่องอากาศสะอาด

 

อีกทั้งมองว่า จะส่งผลดีต่อ กลุ่มโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว และเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Wellness ได้มากยิ่งขึ้น บวกกับเทรนด์โลกที่มุ่งสู่สิ่งแวดล้อม โลกบีบให้ทุกประเทศมุ่งสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.นี้ยิ่งมีแต่ผลดีต่อภาพลักษณ์ และเศรษฐกิจไทย มหาศาล

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 4

 

ห่วงสัญญาณ พ.ร.บ.ถูก ‘เตะถ่วง’ การเมืองเปลี่ยนอาจเริ่มนับหนึ่งใหม่

 

ทั้งนี้ ที่น่าจับตาคือ ความล่าช้าในกระบวนการพิจารณากฎหมาย ว่าหลังการประชุมนัดแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่มีสัญญาณน่ากังวลว่ากระบวนการอาจถูก ‘เตะถ่วง’

 

เนื่องจากตามปกติร่างกฎหมายที่เข้าสู่วุฒิสภาจะมีกำหนดพิจารณา 30 วัน และสามารถขยายได้อีก 30 วัน หากมีความจำเป็น แต่ในการประชุมนัดแรกกลับมีการหารือถึงการ ‘ขยายเวลา’ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำหนดให้ประชุมเพียงสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งน่าจะไม่สามารถพิจารณากฎหมายกว่า 300 มาตราได้ทันกำหนด

 

“ช่วงเวลาปิดสมัยประชุมของรัฐสภาซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม จะไม่นับรวมอยู่ในกรอบเวลา 30 วัน ทำให้กระบวนการพิจารณาเลื่อนยาวไปถึงวันที่ 2 มกราคม 2569”

 

หากมีการขยายเวลาเพิ่มอีก 30 วัน จะลากไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่รัฐบาลเคยระบุว่าวันช้าที่สุดที่จะยุบสภา คือ 29 มกราคม ซึ่งหมายความว่า หากกฎหมายไม่เสร็จทันในช่วงดังกล่าว จะต้องกลับไป ‘เริ่มต้นใหม่’ ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ คาดหวังว่า ถ้าจะให้ทันก่อนยุบสภาในวันที่ 29 มกราคม อย่างน้อยต้องพิจารณาให้จบภายในกลางเดือนธันวาคม

 

“แต่ดูจากท่าทีตอนนี้ ยังไม่เห็นความพยายามเร่งรัด จึงน่ากังวลว่าอาจเป็นการถ่วงเวลาคำถามที่ตามมาคือ แล้วสุขภาพประชาชนใครรับผิดชอบ 65 ล้านคน ถ้าฝุ่นกลับมา แล้วกฎหมายตกไป แล้วต้องรออีกปี 2 ปี เท่ากับว่าต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ท้ายที่สุด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต้องฝากความหวังที่วุฒิสภา ที่สำคัญคือ นโยบายรัฐบาล และการเมือง จะมองไปในทิศทางไหนต่อไป”

 

รู้จัก พ.ร.บ.อากาศสะอาด คืออะไร?

 

สำหรับ พระราชบัญญัติอากาศสะอาด เป็นร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศไทย โดยการควบคุมและลดมลพิษจากต้นทาง โดยเฉพาะจากผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือฝุ่นพิษสู่ชั้นบรรยากาศ

 

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ จะนับเป็น กฎหมายฉบับแรกของไทยที่มุ่งจัดการคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ

 

หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก 5

 

เป้าหมายสำคัญของกฎหมาย

 

  1. กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศระดับชาติ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องดำเนินงานตามเกณฑ์เดียวกัน
  2. บังคับให้ผู้ก่อมลพิษลดการปล่อยก๊าซและฝุ่นพิษ โดยมีทั้งมาตรการควบคุมและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
  3. จัดตั้งองค์กรใหม่ดูแลคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ เพื่อบริหาร จัดการ และติดตามผลในระยะยาว
  4. ส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ ถือเป็นการยกระดับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของคนไทย

 

จุดเริ่มต้นของร่างกฎหมาย

 

  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกเสนอเข้าสู่สภา ตั้งแต่ปี 2564

 

  • มีทั้งหมด 7 ฉบับ จากหลายฝ่าย ทั้งจาก
    • พรรคการเมือง (5 ฉบับ)
    • ภาคประชาสังคม เช่น เครือข่ายอากาศสะอาด Thai CAN (1 ฉบับ)
    • คณะรัฐมนตรี (1 ฉบับ)

 

  • แต่ละฉบับมีแนวทางต่างกัน เช่น
    • การกำหนดค่าปรับสำหรับผู้ก่อมลพิษ
    • การห้ามการเผาในภาคเกษตร
    • การควบคุมสินค้านำเข้า-ส่งออกที่ก่อมลพิษ

 

เพื่อหลอมรวมให้เป็นกฎหมายเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรจึงตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เมื่อปี 2566 เพื่อพิจารณาและปรับเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกฝ่าย

 

ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงสำคัญ?

 

เนื่องจาก ประเทศไทยยังไม่มี ‘กฎหมายเฉพาะ’ ที่ควบคุมคุณภาพอากาศในระดับประเทศ ทำให้การจัดการฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศยังแยกส่วนและขาดอำนาจบังคับที่ชัดเจน

 

พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงมองว่านี่อาจเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่จะทำให้การจัดการปัญหามลพิษเป็นระบบ มีความรับผิดชอบชัดเจน และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม

 

หลังจากนี้ต้องติดตามว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะผ่านร่างหรือไม่ จะเดินหน้าอย่างไรให้มีจุดร่วมในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางมุมมองที่เห็นต่างของทุกฝ่าย

 

ภาพ: CHANAKARN LAOSARAKHAM / Getty image

The post หรือ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ อาจเป็นแค่อากาศ ทำไมเสี่ยงชะงัก? ถูกเตะถ่วง กลุ่มทุนเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. เล็งเชิญอัจฉริยะ-สุรเชชษฐ์ เข้าชี้แจง กมธ. การกฎหมายฯ หลังเดินสายเปิดข้อมูลทุนสีเทาโยงข้าราชการการเมือง https://thestandard.co/gray-money-senate-ajchariya-surachet/ Wed, 12 Nov 2025 05:03:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1142372 สว. เล็งเชิญ อัจฉริยะ-สุรเชชษฐ์ เข้าชี้แจง กมธ. การกฎหมายฯ หลังเดินสายเปิดข้อมูลทุนสีเทาโยง ข้าราชการการเมือง

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา พล.ต.ท. บุญจันทร์ […]

The post สว. เล็งเชิญอัจฉริยะ-สุรเชชษฐ์ เข้าชี้แจง กมธ. การกฎหมายฯ หลังเดินสายเปิดข้อมูลทุนสีเทาโยงข้าราชการการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. เล็งเชิญ อัจฉริยะ-สุรเชชษฐ์ เข้าชี้แจง กมธ. การกฎหมายฯ หลังเดินสายเปิดข้อมูลทุนสีเทาโยง ข้าราชการการเมือง

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา พล.ต.ท. บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา แถลงข่าวกรณีการติดตามตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือทุนสีเทา ที่ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก จนมีการเรียกร้องถึงคุณสมบัติของข้าราชการในระบบการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ว่าจะต้องไม่เทา ถ้าเทาก็ออกไป

 

พล.ต.ท. บุญจันทร์กล่าวว่า สว. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว ดังนั้น คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ จะเรียกผู้เกี่ยวข้องที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้ เช่น อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม, พล.ต.อ. สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้โปรดมาให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ มาทำงานสื่อสารร่วมกัน เพื่อพัฒนาปรับปรุงบ้านเราให้ปราศจากความเทา โดยจะเชิญมาให้เร็วที่สุด

 

พล.ต.ท. บุญจันทร์กล่าวว่า เหตุที่เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้ง 2 คนมาให้ข้อมูลยังกรรมาธิการฯ เพราะต้องการความชัดเจน เพราะบางอย่างที่บุคคลเหล่านั้นสื่อสารจะออกไปทั่วโลก ซึ่งจะเป็นปัญหากระทบความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย จึงต้องเรียนเชิญมาร่วมกันทำงานเพื่อสร้างสรรค์ประเทศ

 

ทั้งนี้ พล.ต.ท. บุญจันทร์กล่าวต่อไปว่า เร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการฯ จะได้เรียนเชิญผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ธนาคาร รวมถึงผู้รับผิดชอบระบบโทรศัพท์ จะเรียกมาให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเมื่อได้เรียนเชิญผู้เกี่ยวข้องมา จะขอเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีพยานในคดีฮั้วเลือก สว. ได้ทำหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอกลับคำให้การที่กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยนั้น พล.ต.ท. บุญจันทร์กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมาธิการการกฏหมายฯ จะประสานงานกับคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธานกรรมาธิการฯ หากมีการเรียกเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไร ทั้ง 2 คณะกรรมาธิการฯ จะทำงานร่วมกัน และแจ้งให้สื่อมวลชนทราบเป็นระยะ

The post สว. เล็งเชิญอัจฉริยะ-สุรเชชษฐ์ เข้าชี้แจง กมธ. การกฎหมายฯ หลังเดินสายเปิดข้อมูลทุนสีเทาโยงข้าราชการการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว.นันทนา ร้องวันนอร์สอบวุฒิสภา ขาดธรรมาภิบาล-กลั่นแกล้ง หลังถูกโหวตผิดจริยธรรมร้ายแรง https://thestandard.co/nantana-seeks-senate-investigation/ Mon, 03 Nov 2025 05:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1139046 สว.นันทนา ร้อง วันนอร์ สอบ วุฒิสภา ขาดธรรมาภิบาล-กลั่นแกล้ง หลังถูกโหวตผิดจริยธรรมร้ายแรง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน) นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (ส […]

The post สว.นันทนา ร้องวันนอร์สอบวุฒิสภา ขาดธรรมาภิบาล-กลั่นแกล้ง หลังถูกโหวตผิดจริยธรรมร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว.นันทนา ร้อง วันนอร์ สอบ วุฒิสภา ขาดธรรมาภิบาล-กลั่นแกล้ง หลังถูกโหวตผิดจริยธรรมร้ายแรง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน) นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวพร้อมยื่นหนังสือถึง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจที่ขาดธรรมาภิบาลของวุฒิสภา ที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของฝ่ายนิติบัญญัติ หลังจากที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเสียงข้างมาก 130 เสียง ชี้ว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีถูกร้องเรียนว่าดูหมิ่นด้อยค่าคนขายหมู และเตรียมส่งเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

 

นันทนากล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของวุฒิสภาถือเป็นอคติกลั่นแกล้ง เนื่องจากที่ผ่านมาได้ออกมาเปิดโปงเรื่อง ฮั้ว สว. และเรียกร้องให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ การที่ สว. เสียงข้างมากพยายามขัดขวางการอภิปราย และลงมติให้การวิพากษ์วิจารณ์การคัดเลือกคนเข้ากรรมาธิการแบบผิดฝาผิดตัวเป็นความผิดร้ายแรง สะท้อนถึงการใช้ดุลพินิจที่ขาดความชอบธรรม

 

นันทนายังชี้ถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างรุนแรง โดยระบุว่า คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาที่สอบสวน มี สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. เป็นกรรมการอยู่ถึง 15 คน ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง

 

“การพิจารณาโทษที่รุนแรงไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ถือเป็นการทำลายล้างทางการเมือง สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ทำให้ สว. ขาดอิสระในการแสดงความคิดเห็น มากไปกว่านั้นคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาได้รับแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. เป็นกรรมการอยู่ถึง 15 คน ถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรมีสิทธิเป็นกรรมการจริยธรรมพิจารณาตัดสินกรณีนี้ เพราะถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างรุนแรง การกระทำของคณะกรรมการจริยธรรมและที่ประชุมวุฒิสภาถือเป็นการทำลายนิติรัฐของวุฒิสภาลง” นันทนากล่าว

 

เมื่อถามถึงประเด็นคนขายหมู นันทนายืนยันว่า ไม่ได้เป็นการดูหมิ่นหรือด้อยค่า แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการคัดเลือก สว. เข้ากรรมาธิการที่ควรใช้คนให้เหมาะสมกับงาน โดยยกตัวอย่างว่า ถ้าคนขายหมูได้ไปอยู่กรรมาธิการพาณิชย์หรือการเกษตร ก็จะตรงกับความรู้ความสามารถและผลักดันปัญหาของประชาชนได้ดีกว่า จึงประท้วงระบบ ไม่ได้มีเจตนาด้อยค่าอาชีพ

 

ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ ประชาชน 99.99% ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว และมองว่า สว. เสียงข้างน้อยกำลังถูกปิดปาก สิ่งที่อยู่ภายใต้คำว่าสภาสูงนั้น สูงจริงหรือไม่ และตามหลักที่ท่านเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ขอให้ท่านกลับมาปัดกวาดบ้านหลังนี้ รวมถึงให้ความเป็นธรรมด้วย

 

“ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นตราบาปของรัฐสภา หากประธานรัฐสภาไม่ปัดกวาด ตราบาปแบบนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป และขอฝากถึงประธานวุฒิสภา อย่าฟังแต่เสียงคนนั้นคนนี้ ขอให้ฟังด้วยความเป็นธรรม รวมถึงฟังเสียงสมาชิกวุฒิสภาข้างน้อยด้วย ที่อาจจะมีมุมมองไม่เหมือน สว. เสียงข้างมาก แต่ก็ทำโดยความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน วันนี้ยิ่งมีข่าวว่า 17 สว. ถูกขึ้นบัญชีดำ และจะถูกเช็กบิลเป็นรายๆ ไป อยากให้สังคมและประชาชนช่วยปกป้องเสียงข้างน้อยในสภาด้วย ให้มีที่ยืนเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ให้ประชาชน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

 

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นหากประธานรัฐสภาปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาเป็นแบบนี้ไม่มีผู้ใหญ่ลงมาซักถาม องค์กรนี้ก็จะเป็นสนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน เมื่อวันหนึ่งสนิมกัดกินเหล็ก เหล็กก็อยู่ไม่ได้ นั่นก็คือรัฐสภาไม่สามารถเป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้อีกต่อไป

The post สว.นันทนา ร้องวันนอร์สอบวุฒิสภา ขาดธรรมาภิบาล-กลั่นแกล้ง หลังถูกโหวตผิดจริยธรรมร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ https://thestandard.co/retirement-lottery-buying-channels/ Wed, 22 Oct 2025 12:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1134248 อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขยายช่องทางซื้อ ‘สล […]

The post อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขยายช่องทางซื้อ ‘สลาก กอช.’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งในแอปพลิเคชัน และช่องทางออฟไลน์

 

วันนี้ (22 ตุลาคม) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เดินหน้าขยายช่องทางซื้อหวยเกษียณ ผ่านความร่วมมือระหว่าง ธนาคารกสิกรไทย (KBank), ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb), DGA, ไปรษณีย์ไทย, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, บิ๊กซี, โลตัส, และตู้บุญเติม ซึ่งช่วยยกระดับการออมของคนไทยให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และสนุก

 

เศรษฐจักร ลียากาศ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อมั่นว่า ด้วยช่องทางที่หลากหลาย การออมของประชาชนจะเข้าถึงง่าย สะดวกสบาย และมีความทันสมัย นอกจากนี้ เศรษฐจักรยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตจะมีพันธมิตรมาเข้าร่วมเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสดังกล่าวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

สรุป! ​​ซื้อหวยเกษียณได้ที่ไหนบ้าง?

 

เดิม:

 

  • แอปพลิเคชัน กอช.
  • แอปพลิเคชัน TrueMoney
  • แอปพลิเคชัน myAIS
  • แอปพลิเคชัน ShopeePay และ Shopee

 

เพิ่มใหม่:

 

ช่องทางออนไลน์

 

  • แอปพลิเคชัน ทางรัฐ
  • แอปพลิเคชัน K PLUS
  • แอปพลิเคชัน ttb touch

 

ช่องทางซื้อสำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน

 

  • ไปรษณีย์ไทย 1,250 สาขา
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส กว่า 15,500 สาขา
  • บิ๊กซี กว่า 1,600 สาขา
  • โลตัส ประมาณ 2,500 สาขา
  • ตู้บุญเติม กว่า 100,000 ตู้
  • ตู้เต่าบิน 7,500 ตู้

 

พันธมิตรใหม่ พร้อมหนุน ซื้อ สลาก กอช. ครอบคลุมทุกมิติบริการ

 

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประชาชนสามารถซื้อ ตรวจรางวัล ตรวจสอบประวัติการซื้อ และเช็คยอดเงินออมได้ครบจบในแอป K PLUS

 

นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางจ่ายเงินรางวัลผ่านระบบพร้อมเพย์ พร้อมอำนวยความสะดวกในการดำเนินการหักภาษีและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากร หรือ ‘E-WHT’ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการนำส่งภาษีและสามารถตรวจสอบได้อีกด้วย

 

กนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคารและความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ธนาคารทีทีบีเตรียมเปิดขายสลาก กอช. ผ่าน ‘ttb touch’ เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วประเทศ เปลี่ยนพฤติกรรม ‘ลุ้นโชค’ ให้กลายเป็น ‘ออมลุ้นโชค’ สร้างหลักประกันเพื่อวัยเกษียณ สอดคล้องตามแนวคิด Make REAL Change ของทีทีบี ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

 

ไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กล่าวว่า แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทะเบียนซื้อสลาก กอช. ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถรองรับการเข้ามาใช้งานของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีมาตรการพิสูจน์และยืนยันตัวตนในระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูงเทียบเท่ามาตรฐานของสถาบันการเงิน

 

วรวิทย์ สุขสาสนี ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาดบริการไปรษณีย์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญของ กอช. ในการขยายช่องทางการจำหน่ายและชำระเงิน ‘สลาก กอช.’ ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ทั่วประเทศ

 

ภัททิยา ภาชนะทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถ เปิดบัญชีและซื้อสลาก กอช. ได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน 7-Eleven Application และ Counter Service Application

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมสนับสนุนโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อสลาก กอช. ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั้งที่ร้าน 7-Eleven และผ่านช่องทางออนไลน์ โดย ทุกการซื้อจะได้รับคูปองส่วนลดสินค้าในร้าน 7-Eleven เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

 

วิณัฎฐา นิภาวงษ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจบริการ กล่าวว่า โลตัสและโลตัส โกเฟรช ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ลูกค้าสามารถทำการซื้อสลากได้ทุกเคาน์เตอร์แคชเชียร์รับชำระเงิน ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ‘ตู้บุญเติม’ และ ‘ตู้เต่าบิน’ เปิดบริการครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เปิดบัญชี ซื้อสลาก ไปจนถึงตรวจรางวัลแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยมีระบบยืนยันข้อมูลและ SMS แจ้งเตือน ตลอดจนตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส

 

สลาก กอช. อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ

 

ทั้งนี้ จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว และอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ

 

พร้อมระบุอีกด้วยว่า กอช. ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับรายละเอียดรูปแบบการออกรางวัลให้ รมว.คลังพิจารณา เพื่อเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

 

โดยหลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ ประชาชนจะสามารถลงทะเบียนและซื้อสลากผ่านแอป ‘กอช.’ รวมถึงช่องทางพันธมิตรได้ทันที เพียงใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน พร้อมผูกบัญชีพร้อมเพย์เพื่อรับเงินรางวัลได้รวดเร็วและปลอดภัย

 

สำหรับ ‘สลาก กอช.’ เป็น สลากขูดดิจิทัล จำหน่ายในราคา 50 บาทต่อฉบับ เปิดโอกาสให้ ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถซื้อได้สูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน (60 ใบ) ออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. โดยมีรายละเอียดรางวัล ดังนี้ รางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล, รางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล และหากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด จะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษในงวดถัดไป

 

​นอกจากนี้ คนไทยทุกคน อายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถซื้อสลาก กอช. แต่ต้องออมไว้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ ทุกรอบต้องออมไว้ 5 ปี หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อหวยเกษียณทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

The post อัปเดตช่องทางซื้อ ‘หวยเกษียณ’ ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้งอนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน https://thestandard.co/nhso-payment-delays-hurt-people/ Tue, 21 Oct 2025 04:48:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1133246 กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้ง อนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน

วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ. ประพนธ์ ตั้งศรีเก […]

The post กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้งอนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้ง อนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน

วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา นพ. ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงข่าวเรื่อง การบริหารงบประมาณกองทุนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยระบุว่า อยากให้ สปสช. แสดงความรับผิดชอบ ตอบปัญหาการค้างจ่ายงบประมาณต่อโรงพยาบาลทั่วประเทศหลังเกิดวิกฤตขาดสภาพคล่อง ซึ่งกระทบต่อสิทธิของประชาชน

 

ทางคณะกรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภา มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศขาดสภาพคล่องทางการเงินเนื่องจากความล่าช้าและความไม่ชัดเจนในการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดบริการการจัดซื้อยาเวชภัณฑ์และการบริหารค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์

 

ในหลายพื้นที่ของประเทศสถานการณ์ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณจาก สปสช. ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐจำนวนมากโรงพยาบาลหลายแห่งจำเป็นต้องนำเงินบำรุงสะสมมาใช้เพื่อดำเนินการประจำวัน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาการโอนงบประมาณจาก สปสช.

 

“ประเด็นสำคัญที่ได้รับร้องเรียนคือระบบบริหารงบประมาณของ สปสช. ยังคงใช้แนวทางงบประมาณแบบปลายปิด ซึ่งมีลักษณะการจัดสรรและคำนวณงบประมาณย้อนหลังจากสิ้นปีงบประมาณไปแล้ว ทำให้หน่วยบริการไม่สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าโดยไม่ทราบจำนวนเงินที่จะได้รับจริงส่งผลให้หลายโรงพยาบาลประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินและเกิดผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อ” นพ. ประพนธ์กล่าว

 

นพ. ประพนธ์ยังกล่าวว่า ทาง สปสช.ได้ออกมาชี้แจง ว่าข้อมูลยอดค้างจ่าย ไม่เป็นความจริงและยืนยันว่าการโอนงบดำเนินการตามรอบปกติ โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนปิดงบประมาณปลายปีเพื่อปรับยอดจ่ายให้สอดคล้องกับผลงานบริการจริง ทางกมธ. เห็นว่าข้อมูลทั้งสองฝ่ายไม่สอดคล้องกัน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรมและไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน

 

นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สปสช. ได้ดำเนินการโครงการคลินิกชุมชนอบอุ่น และ โครงการ 7 นวัตกรรม มีการเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมาก แต่พบว่ามีการทุจริตจากช่องว่างของระบบ เช่น การคีย์ข้อมูลบริการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพื่อเบิกเงิน หรือการแจ้งผู้ป่วยปลอมเพื่อเรียกรับงบประมาณ ทำให้ สปสช. ต้องเรียกเงินคืนจากคลินิกชุมชนอบอุ่นหลายร้อยล้านบาท โดยไม่มีความชัดเจนว่าได้มีการดำเนินคดีหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ซึ่งเสี่ยงต่อการทุจริตและใช้เงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้บริหาร สปสช. มาชี้แจง แต่จากข้อมูลที่ได้รับพบว่าหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และคำยืนยันของโรงพยาบาลที่ปรากฏในเอกสารซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อระบบบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบหลักประกันสุขภาพของชาติ หากโรงพยาบาลต้องขาดสภาพคล่องย่อมหมายถึงสิทธิของประชาชนกำลังถูกบั่นทอน และระบบสาธารณสุขกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง

 

ทางคณะกรรมาธิการจึงขอเรียกร้องให้ สปสช. แสดงความรับผิดชอบและดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้

 

1. เปิดเผยข้อมูลงบประมาณที่ค้างจ่ายต่อโรงพยาบาลยังโปร่งใส

 

2. เร่งรัดการจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลที่มีภาระหนัก

 

3. จัดทำรายงานสถานการณ์ทางการเงินของกองทุนให้ชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

และ 4. ยุติการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

 

เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ทางคณะกรรมการ ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการบริหารงบประมาณของ สปสช. และผลกระทบต่อโรงพยาบาลของรัฐ ขึ้นแบบเร่งด่วน ซึ่งการตั้งคณะอนุกรรมาธิการครั้งนี้เป็นการดำเนินการตรวจสอบเชิงระบบ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการละเลยตอบปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตและสิทธิขิงประชาชน และจะรายงานผลต่อประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณามาตรการต่อไป

 

สำหรับกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้ยุบ สปสช. นั้น นพ. ประพนธ์กล่าวว่า คงเป็นเสียงที่ อยู่ในสภาวะโกรธ แต่ตนคิดว่าหากมองดูแล้ว มันควรจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดมา 20 กว่าปีแล้ว ต้องมาดูว่า ในสิ่งที่เราสามารถพูดคุยศึกษาในคณะอนุกรรมาธิการ และมีมาตรการที่สมควรปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะอยู่ในระบบที่ดีกว่าได้

 

ด้าน นพ. วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ยืนยันว่า ไม่ได้ต่อสู้กัน เพียงแค่ให้ข้อมูลที่ได้มา และตัวเลขที่ตนได้นำเสนอไปคือตัวเลข ที่ โรงพยาบาลขึ้นทะเบียนรอรับเงินจาก สปสช. ซึ่งมาจากการให้บริการผู้ป่วยจริงจากโรงพยาบาล ข้อมูลของ สปสช. ที่บอกว่าตัวเลขนี้ไม่จริงเพราะ สปสช. มีการปรับลดบางตัวเลข ทาง สปสช. ยังสุ่มตรวจเวชระเบียน เช่น สุ่มตรวจ 3 เล่มแต่ขยายออกเป็น 100 เล่มหากพบว่าหมอหรือพยาบาลลงข้อมูลไม่ครบจะโดนตัดทันที และที่ทาง สปสช. ที่เคยแจ้งว่าภายในวัน ศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม แต่โอนไม่หมด แต่บอกว่าจะโอนไปให้อีกในสัปดาห์ถัดไป แต่ก็ยังโอนไม่ครบ

 

นพ. วีระพันธ์ระบุว่า ที่ต้องออกมาช่วยเหลือ เพราะมีเหตุการณ์จริง คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนึ่งได้โทรมาหาว่ารอเงินจาก สปสช. เข้า 20 กว่าล้านเพื่อนำไปจ่ายค่าบุคลากร ซื้อเวชภัณฑ์แต่ปรากฏว่าเงินไม่เข้าแล้วยังกลายเป็นหนี้ สปสช. อีกเป็น 10 ล้าน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปให้เจ้าหน้าที่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่ยืนยันว่าไม่ควรยุบ สปสช. แต่ควรปฏิรูป

 

ส่วนที่มีการของบกลางไปจำนวน 8,000 ล้านบาท นพ. วีระพันธ์ มองว่า อาจมาถึงแค่ 4,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในระยะยาว และในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตนจะขอบันทึกวีดีโอเพราะถ้าทั้งสองฝ่ายพูดความจริงก็จะเป็นผลดี แต่ทาง สปสช. ขอสงวนไม่ให้บันทึกวีดีโอ

The post กมธ. สาธารณสุข วุฒิสภา ตั้งอนุ กมธ. ตรวจสอบปม สปสช. ค้างชำระเงิน รพ. รัฐ กระทบประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ลงมติเห็นชอบ กกต. เพิ่ม 2 คน แม้เสียงข้างน้อยหนุนให้ชะลอ หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนเหตุพัวพันคดี https://thestandard.co/senate-anan-narong-ect/ Mon, 20 Oct 2025 07:28:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1132800

วันนี้ (20 ตุลาคม) ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 26 สมัยส […]

The post สว. ลงมติเห็นชอบ กกต. เพิ่ม 2 คน แม้เสียงข้างน้อยหนุนให้ชะลอ หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนเหตุพัวพันคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 ตุลาคม) ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 26 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คน ประกอบด้วย อนันต์ สุวรรณรัตน์ และ ณรงค์ รักร้อย หลังจากกรรมาธิการสอบประวัติฯ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็น

 

ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สว. อภิปรายว่า ทั้ง 2 ท่านที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้ามาในวันนี้ ทั้งอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด และอดีตปลัดกระทรวง แต่ก็ทราบข่าวมาว่าทั้งสองท่านนี้จะได้เข้ามาเพียง 1 คนเท่านั้น ก็ฝากประชาชนติดตามต่อว่าเป็นเพราะเหตุอะไร

 

“แต่ที่สำคัญขอฝากไปยังทั้ง 2 ท่าน หากได้เข้ามาว่า ระยะเวลาในการทำงานของ กกต. มี 7 ปี ว่าท่านคงไม่เป็นขี้ข้าของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ขอให้ท่านมาเป็นขี้ข้าประชาชน หรือขี้ข้าของประเทศชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติของเรา” ปริญญากล่าว

 

จากนั้น นันทนา นันทวโรภาส สว. ระบุว่า ได้เตือนหลายครั้งแล้วว่าหากท่านมีจิตสำนึกในความรักชาติ ก็ไม่ควรลงมติในการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ จนกว่าจะสิ้นสุดคดีที่ท่านพัวพันอยู่ ท่านก็หารับฟังไม่ การใช้ช่องว่างทางกฎหมายฮั้วเข้ามาจนได้ สว. เสียงข้างมาก ได้รับการพิสูจน์ทางวิชาการแล้ว การลงมติครั้งนี้ผ่านมาจากกรรมาธิการสอบประวัติฯ ที่ 13 ใน 15 คน ของกรรมาธิการชุดนี้ เป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. และประธานกรรมาธิการชุดนี้เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน มันสง่างามแล้วหรือ

 

ซึ่งระหว่างนั้น ได้มี ประเทือง มนตรี สว. ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของนันทนา ที่ได้วิจารณ์เรื่องที่มาของ สว. แต่นันทนาได้ถามกลับว่า ประท้วงด้วยข้อบังคับอะไร และประธานอนุญาตได้อย่างไร ทำให้ บุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น ได้ปิดไมค์ของทั้งสองคน ก่อนจะให้นันทนาอภิปรายต่อ

 

ปูดข่าวรั่ว เห็นชอบ 1 ตีตก 1

 

ต่อมา เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ได้ยกตัวอย่างในอดีตที่บุคคลในองค์กรอิสระ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถอนตัวจากคดีที่พิจารณา เพราะเกรงว่าจะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือในคดีแหวนมารดานาฬิกาเพื่อน ประธานคณะกรรมการการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในขณะนั้นก็ได้ถอนตัวจากการพิจารณาคดี หลังจากถูกวิจารณ์ว่ามีความใกล้ชิดกับพลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณซึ่งเป็นคู่กรณี

 

เทวฤทธิ์กล่าวว่า หวังว่าผู้ได้รับเสนอชื่อเป็น กกต. ทั้ง 2 ท่าน ให้พิจารณาว่าจะไม่มีส่วนในคดีที่เกี่ยวข้องกับ สว. ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ ซึ่งมีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา ขอให้นำบรรทัดฐานในอดีตมาเป็นแนวทางเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

 

ต่อมา นพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ได้ตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการลงมติเห็นชอบองค์กรอิสระ ซึ่งตรงข้ามกับความคิดเห็นของประชาชน เช่นการลงมติเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการ ป.ป.ช. ที่ผ่านมา ผู้ที่ถูกตีตกไปกลับได้รับความรู้สึกเห็นชอบมากกว่าผู้ที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก หากประชาชนรู้สึกว่า คนในองค์กรอิสระที่ถูกเลือกโดยกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระ หรือมีส่วนได้เสียจากการเลือก ก็จะลดความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ แล้วจะได้รัฐบาลออกมาเป็นอย่างไรก็ลองหลับตานึกดู

 

นพ. เปรมศักดิ์ชี้ว่า การเลือก กกต. ส่งผลทั้ง 2 สภา ดังนั้น การลงมติครั้งนี้จะเป็นการประลองกำลังระหว่างขั้วอำนาจทางการเมือง พี่พยายามผลักดันคนของตนเองไปเป็น กกต. หรือไม่ จึงขอทักท้วงไว้ และการเลือกวันนี้มีข่าวรั่วออกมา ว่า คนที่เคยเป็นผู้ว่าฯ จะผ่าน ส่วนคนที่เคยเป็นปลัดกระทรวงจะไม่ผ่าน

 

“ท่านประธานแปลกใจหรือไม่ครับว่า คนที่เคยเป็นปลัดกระทรวง มีประสบการณ์มากมาย ซี 11 ทำไมจึงจะไม่ผ่าน เหตุผลง่ายๆ คือสั่งไม่ได้ ความจริง กกต. ต้องสั่งไม่ได้ ในอดีตคงเคยเห็น กกต. หลายคน แม้กระทั่งอดีตประธาน กกต. ติดคุกติดตาราง เพราะสั่งได้นี่แหละ เมื่อมีข่าวรั่วออกมาแบบนี้ก็ไม่สบายใจ ส่วนอีกท่านหนึ่งเป็นอดีตผู้ว่าฯ แต่กลับมีข่าวว่าจะได้เสียงล้นหลาม เพราะว่าสั่งได้ เป็นเด็กในคาถา ผมไม่อยากให้ข่าวลือหรือข่าวรั่วที่ออกมาเป็นความจริง ถ้าท่านลงคะแนนมาแล้วเป็นอย่างข่าวลือ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้” นพ. เปรมศักดิ์กล่าว

 

นพ. เปรมศักดิ์ทิ้งท้ายด้วยว่า อะไรก็ตามที่ว่าแน่ๆ ว่าจัดการได้ บงการได้ หลายครั้งก็หงายท้องเป็นประวัติศาสตร์มาแล้ว ก่อนที่ประชุมจะดำเนินเข้าสู่การประชุมลับเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. ทั้ง 2 คน

 

ผลลงมติฉลุยทั้ง 2 คน นั่ง กกต.

 

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเสร็จ และเข้าสู่การลงมติให้ความเห็นชอบแบบลับ ผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ อนันต์ สุวรรณรัตน์ ดำรงตำแหน่ง กกต. ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 137 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง งดออกเสียง 29 เสียง และเห็นชอบให้ ณรงค์ รักร้อย ดำรงตำแหน่ง กกต. ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 135 เสียง ไม่มีเสียงไม่เห็นชอบ และงดออกเสียง 32 เสียง

The post สว. ลงมติเห็นชอบ กกต. เพิ่ม 2 คน แม้เสียงข้างน้อยหนุนให้ชะลอ หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนเหตุพัวพันคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์เรียกร้อง สว. ชะลอโหวตตั้ง 2 กกต. ใหม่ เสี่ยงข้อครหาประโยชน์ทับซ้อน เหตุกำลังถูกตรวจสอบ https://thestandard.co/parit-urges-senators-delay-ec/ Mon, 20 Oct 2025 01:10:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1132598 พริษฐ์เรียกร้อง สว. ชะลอโหวตตั้ง 2 กกต. ใหม่ เสี่ยงข้อครหาประโยชน์ทับซ้อน เหตุกำลังถูกตรวจสอบ

วานนี้ (19 ตุลาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ […]

The post พริษฐ์เรียกร้อง สว. ชะลอโหวตตั้ง 2 กกต. ใหม่ เสี่ยงข้อครหาประโยชน์ทับซ้อน เหตุกำลังถูกตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์เรียกร้อง สว. ชะลอโหวตตั้ง 2 กกต. ใหม่ เสี่ยงข้อครหาประโยชน์ทับซ้อน เหตุกำลังถูกตรวจสอบ

วานนี้ (19 ตุลาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่าถึงการอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน เมื่อวันที่ 30 กันยายน ซึ่งได้อภิปรายเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. หยุดใช้อำนาจของตนในการตั้งคนใหม่เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในระหว่างที่คดียังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบโดย กกต.

 

พริษฐ์ระบุว่า แม้นายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร ไม่มีอำนาจบังคับให้ สว. ดำเนินการทางใดทางหนึ่ง แต่ในเมื่อรัฐบาลประกาศชัดในคำแถลงนโยบายว่าต้องการ “ยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศ” ในมิติของการขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงเห็นว่าการที่กลุ่มบุคคลที่กำลังถูกตรวจสอบโดยองค์กรหนึ่ง กำลังจะชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการขององค์กรดังกล่าวที่กำลังตรวจสอบตนเอง เป็นการกระทำที่เสี่ยงจะเป็นการ “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” (conflict of interest) ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระของ กกต. ในคดีดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ทางนายกรัฐมนตรียังไม่เคยแสดงท่าทีใดๆต่อประเด็นดังกล่าว โดยในวันพรุ่งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภากำลังจะเดินหน้าพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. อีกจำนวน 2 คน แทนกรรมการที่หมดวาระ หากที่ประชุม สว. ให้ความเห็นชอบกับ 2 คนที่ถูกเสนอชื่อ ก็จะทำให้ กกต. 3 จาก 7 คน เป็นบุคคลที่ได้รับความเห็นโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยจะมี กกต. อีก 2 คน หมดวาระในช่วงสิ้นปี 2568

 

พริษฐ์ได้เสนอ 3 ข้อเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกอบด้วย

 

1. สว. ชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. คนใหม่ จนกว่า กกต. จะพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการในคดีดังกล่าวเสร็จตามกระบวนการ

 

การเรียกร้องให้เฉพาะ สว. 130 กว่าคน ที่ถูกกล่าวหา โหวต “งดออกเสียง” หรือไม่ร่วมประชุมในวาระดังกล่าว ไม่เพียงพอ เนื่องจากการให้ความเห็นชอบ กกต. จะต้องอาศัยมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. ที่มีอยู่ ดังนั้น การ “งดออกเสียง” หรือไม่ร่วมประชุม จะทำให้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อถูกปฏิเสธโดยทันที

 

2. กกต. ดำเนินการตามกระบวนการและกรอบเวลาที่ควรจะเป็น โดยไม่กระทำการใดๆที่ถูกมองว่าเป็นการ “ชะลอ” กระบวนการให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

 

เนื่องจากความล่าช้าอาจถูกมองในแง่ร้ายได้โดยสังคมว่า เป็นการ “ซื้อเวลา” ให้ สว. ที่ถูกกล่าวหา ได้มีโอกาสเห็นชอบ กกต. มาแทนที่กรรมการชุดเดิม ซึ่งรวมกันทั้งหมดมี 5 จาก 7 คน ที่หมดวาระในปี 2568

 

ทั้งนี้ พริษฐ์ยังมีข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาในเชิงระบบ ดังนี้

 

1. การออกแบบกระบวนการในการรับรององค์กรอิสระให้ไม่ผูกขาดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

 

2. การคืนสิทธิของประชาชนในการริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ หากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

3. การทบทวนวิธีการได้มาของวุฒิสภา (หากยังคงรูปแบบสองสภาไว้อยู่) ให้หลุดออกจากวิธีเลือกกันเองระหว่างผู้สมัคร ที่ซับซ้อนและขาดความยึดโยงกับประชาชน

 

“แม้ผมเข้าใจดีว่าคดีดังกล่าว ยังคงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและยังไม่มีการสรุปว่ามีใครกระทำผิดหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าหาก สว. เลือกที่จะไม่ดำเนินการใดๆที่อาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน จะย่อมส่งแต่ผลดีต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อความโปร่งใสของกลไกการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองในประเทศ” พริษฐ์กล่าว

The post พริษฐ์เรียกร้อง สว. ชะลอโหวตตั้ง 2 กกต. ใหม่ เสี่ยงข้อครหาประโยชน์ทับซ้อน เหตุกำลังถูกตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อนสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ หวังสำเร็จตามกรอบ MOA https://thestandard.co/anutin-coalition-before-constitution-amendment/ Mon, 13 Oct 2025 06:01:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1129818 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA*

วันนี้ (13 ตุลาคม) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เวลา 10.38 น. […]

The post อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อนสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ หวังสำเร็จตามกรอบ MOA appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA*

วันนี้ (13 ตุลาคม) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เวลา 10.38 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพรรค เพื่อเข้าร่วมการประชุมพรรคภูมิใจไทยประจำสัปดาห์ รวมถึงประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวัน (14-15 ตุลาคม) จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่….)

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมานั้น คณะรัฐมนตรี อาทิ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,

 

รวมถึง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สันติ ปิยะทัศ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึง สส. ของพรรคภูมิใจไทย สส.พรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าที่ทำการพรรคอย่างคึกคักเช่นกัน

 

อนุทิน ให้สัมภาษณ์การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยึดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคใดเป็นหลักว่า ต้องหารือกัน ในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีการประชุมรัฐสภาแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกของรัฐสภา

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผ่านแล้วรัฐบาลต้องอยู่ครบ 4 เดือนใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เป็นไปตามที่เราได้มีเจตนารมณ์ร่วมกับพรรคการเมืองหลายพรรค และเป็นส่วนหนึ่ง MOA ของพรรคประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 เดือนจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เสร็จใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อย่างน้อยก็ได้เข้าที่ประชุมรัฐสภา และได้เริ่มกระบวนการแล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการซาวนด์เสียงกับบรรดาวุฒิสภาด้วยหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อุ๊ย ไม่ได้ซาวเสียงเลย ก็ประชุมทั่วไป ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกทางประชาธิปไตย ในส่วนของสภาแต่ละพรรคการเมืองก็มีจุดยืนของตัวเอง ทั้งนี้จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวก็จะมีการหารือกันในรัฐสภา ก็หวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านทั้ง 3 วาระ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านภายใน 4 เดือนใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อย่างน้อยก็มีการศึกษาในชั้นกรรมาธิการ และอย่างน้อยเราก็วางรากฐานไว้ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนจะผ่านไปถึงวาระสามหรือไม่นั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันและเราก็ตระหนักอยู่ตลอดที่พรรคประชาชนได้สนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนหนึ่งก็เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, สันติ พร้อมพัฒน์ ให้การต้อนรับพินิจ จันทรสุรินทร์ รวมทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จำนวน 5 คน นำดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดีและสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย

 

อนุทินกล่าวว่า ทรงศักดิ์ เป็นผู้ประสานงานกับพินิจ ให้เข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย

 

ขณะที่ ทรงศักดิ์ เปิดเผยว่า ในกลุ่มของพินิจ เป็นผู้สมัคร สส.ลำปาง จำนวน 4 คน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนมีจำนวน 5-6 คน โดยทั้งหมด เป็นผู้สมัครในนามพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้ง

 

อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 1 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 2 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 3 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 4 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 5 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 6 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 7 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 8 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 9 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 10 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 11 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 12 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 13 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 14

The post อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อนสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ หวังสำเร็จตามกรอบ MOA appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกต. แจงปม สว. ยันไม่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ สอบสวนโปร่งใส อยู่ระหว่างรอผลวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการ https://thestandard.co/ect-senator-investigation-clarification/ Sat, 04 Oct 2025 06:19:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1126359 กกต. ส.ว.

วันนี้ (4 ตุลาคม) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) […]

The post กกต. แจงปม สว. ยันไม่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ สอบสวนโปร่งใส อยู่ระหว่างรอผลวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกต. ส.ว.

วันนี้ (4 ตุลาคม) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีที่มีการร้องเรียนกล่าวหาว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในการดำเนินการสืบสวนและไต่สวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

โดย กกต. ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ, เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายทุกขั้นตอน มิได้ละเว้นหรือเพิกเฉยต่อหน้าที่ เพื่อให้เรื่องล่าช้าแต่อย่างใด การพิจารณาทุกสำนวนดำเนินการด้วยความ รอบคอบ โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิรวมถึงให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

 

ขณะนี้ สำนวนการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าวอยู่ใน ขั้นที่ 3 โดยมี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนและจัดทำความเห็น เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณามีคำวินิจฉัยในขั้นต่อไป

 

กกต. เน้นย้ำว่า การดำเนินการจัดทำและพิจารณาสำนวนทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดในระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

The post กกต. แจงปม สว. ยันไม่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ สอบสวนโปร่งใส อยู่ระหว่างรอผลวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ไม่ขัดแก้รัฐธรรมนูญ หากไม่แตะหมวด 1-2 ชี้มีแต่นักการเมืองอยากแก้ ส่วนประชาชนไม่แน่ใจ https://thestandard.co/senate-amendment-unless-sections-1-2/ Mon, 22 Sep 2025 04:38:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1121327

วันนี้ (22 กันยายน) พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา […]

The post สว. ไม่ขัดแก้รัฐธรรมนูญ หากไม่แตะหมวด 1-2 ชี้มีแต่นักการเมืองอยากแก้ ส่วนประชาชนไม่แน่ใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 กันยายน) พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของทั้งหมด

 

พิสิษฐ์ระบุว่า ในความเห็นส่วนตัว หากมีการเสนอร่างฯ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่า หากการแก้ไม่แตะหมวด1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

 

พร้อมชี้ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน
ขณะที่โมเดล สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนได้มีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

พิสิษฐ์ยังกล่าวว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ซึ่ง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชนต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

 

“เพราะสิ่งที่เห็นคือนักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ ‘สุจริตเป็นที่ประจักษ์’ กับ ‘จริยธรรมอย่างร้ายแรง’ เป็น 2 คำ ที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้น จึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน” พิสิษฐ์กล่าว

 

พิสิษฐ์กล่าวถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อว่าเป็น สว. สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จัก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือนักการเมืองคนอื่นๆ เป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการ คือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วย ก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้

 

เล็งหารือเคาะวันแถลงนโยบาย ย้ำฮั้ว สว.-เขากระโดง ไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล

 

สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น พิสิษฐ์ระบุว่า วันอังคาร (23 กันยายน) หรือพุธนี้ (24 กันยายน) จะมีการหารือกันก่อน โดยเป็นการประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภา เพื่อกำหนดกรอบการประชุม และกำหนดเวลาของแต่ละฝ่าย ส่วนประเด็นในการอภิปรายนั้น หลักๆ คือเรื่องการแถลงนโยบายที่รัฐบาลอนุทินได้เสนอ และประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนี่คือ 2 เรื่องหลัก ที่วุฒิสภาจะอภิปราย

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดคนที่จะมาอภิปราย ต้องรอดูโควตาว่า สส. และ สว. จะได้ผู้อภิปรายเท่าไหร่ ทั้งนี้ คาดว่าการแถลงนโยบายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้บอกแล้วว่าวันที่ 25 กันยายนนี้ไม่ทัน และอีกอย่าง ยังไม่เคยคุยกันในวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพราะฉะนั้น อาจจะเป็นช่วง 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม โดยคาดว่าการอภิปรายจะจบภายใน 2 วัน เนื่องจากวันที่ 29-30 กันยายน ตรงกับวันประชุมวุฒิสภาอยู่แล้ว ส่วนที่ 1-2 ตุลาคม ตรงกับวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจจะใช้ฝั่งละ 1 วัน

 

ส่วนวุฒิสภาคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ที่จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนอย่างไรบ้างนั้น พิสิษฐ์กล่าวว่า 4 เดือนน้อยมากแต่ก็ทนมา 2 ปีแล้ว ก็หวังว่า 4 เดือน รัฐบาลจะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปกลั่นแกล้ง แต่เรื่องจะกำจัดฝ่ายตรงข้าม คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องอะไรบ้าง และอยากให้เน้นเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อยากให้รัฐบาลมุ่งเน้นเป็นหลัก 4 เดือนนี้ไม่เยอะเลย แต่ก็อยากให้เห็นผล เพราะใกล้จะปีใหม่แล้ว

 

ขณะที่กระแสวิจารณ์รัฐบาลชุดนี้ว่าอาจไปแทรกแซงคดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. นั้น พิสิษฐ์กล่าวว่า คดีทั้ง 2 ดังกล่าว ไม่ใช่หน้าที่หลักของรัฐบาล หน้าที่หลักของรัฐบาลคือเอาประชาชนเป็นหลัก ให้เกิดความอยู่ดีกินดี รัฐบาลควรสนใจเรื่องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น วันนี้แย่มากๆ ภาคการท่องเที่ยวก็ตกลง จึงอยากให้รัฐบาลเน้นตรงนี้ดีกว่า เรื่องคดีฮั้ว สว. และเขากระโดง มีคนทำหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล

 

“เรื่องแทรกแซงคดี รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็แทรกแซงอยู่แล้ว ทุกวันนี้สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล เช่น การเอากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปแทรกแซง ทั้งๆ ที่ไม่ไปดูความมั่นคงเป็นหลัก
อย่างนี้ไม่เรียกว่าแทรกแซงหรือ แทรกแซงชัดเจน เรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กลับเอาหน่วยงานในกำกับไปแทรกแซงการทำงาน นี่เรียกว่าแทรกแซงเต็มๆ” พิสิษฐ์กล่าว

The post สว. ไม่ขัดแก้รัฐธรรมนูญ หากไม่แตะหมวด 1-2 ชี้มีแต่นักการเมืองอยากแก้ ส่วนประชาชนไม่แน่ใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว.ไฟเขียว กมธ.วิสามัญ ศึกษาผลดี-ผลเสียยกเลิก MOU 43-44 ‘คำนูณ-หมอตุลย์-วีระ’ นั่งโควตาคนนอก https://thestandard.co/senate-special-committee-mou/ Tue, 26 Aug 2025 12:52:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1111617 senate-special-committee-mou

วันนี้ (26 สิงหาคม) เวลา 17.50 น. ในการประชุมวุฒิสภา วา […]

The post สว.ไฟเขียว กมธ.วิสามัญ ศึกษาผลดี-ผลเสียยกเลิก MOU 43-44 ‘คำนูณ-หมอตุลย์-วีระ’ นั่งโควตาคนนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
senate-special-committee-mou

วันนี้ (26 สิงหาคม) เวลา 17.50 น. ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่ง พล.อ. สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ ที่มี พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม 

 

ภายหลังการ ประชุมลับ กว่า 2 ชั่วโมง ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 25 คน แบ่งเป็นสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 15 คน

 

  1. ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย
  2. ชินโชติ แสงสังข์
  3. ชิบ จิตนิยม
  4. ผศ.นพดล อินนา
  5. ผศ.นิฟาริด ระเด่นอาหมัด
  6. ชวภณ วัธนเวคิน
  7. พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
  8. วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
  9. ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
  10. ชัยธัช เพราะสุนทร
  11. พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ
  12. นิรัตน์ อยู่ภักดี
  13. วิวัฒน์ รุ้งแก้ว
  14. สุมิตรา จารุกำเนิดกนก
  15. พล.อ. สวัสดิ์ ทัศนา

 

ขณะที่สัดส่วนบุคคลภายนอก (ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) จำนวน 10 คน ได้แก่ 

 

  1. พล.ร.อ. พัลลภ ตมิศานนท์
  2. พล.อ. บัณฑิต สุวัฑฒน
  3. พล.ร.อ. วีระพันธ์ สุขก้อน
  4. พล.ท. ชาคร บุญภักดี
  5. รศ. ดุลยภาค ปรีชารัชช
  6. เทพมนตรี ลิมปพยอม
  7. วีรพันธ์ มาไลยพันธ์
  8. คำนูณ สิทธิสมาน
  9. ผศ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
  10. วีระ ธีระภัทรานนท์

 

ทั้งนี้ มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 90 วัน จากนั้น พลเอกเกรียงไกรได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 17.56 น.

The post สว.ไฟเขียว กมธ.วิสามัญ ศึกษาผลดี-ผลเสียยกเลิก MOU 43-44 ‘คำนูณ-หมอตุลย์-วีระ’ นั่งโควตาคนนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
iLaw เปิดรายชื่อผู้ช่วย สว. ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ หลังอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการวุฒิสภาที่ไม่เปิดเผยในรอบแรก https://thestandard.co/ilaw-senate-staff-info-ruling/ Mon, 25 Aug 2025 13:13:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1111160 ilaw-senate-staff-info-ruling

วันนี้ (25 สิงหาคม) โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชา […]

The post iLaw เปิดรายชื่อผู้ช่วย สว. ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ หลังอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการวุฒิสภาที่ไม่เปิดเผยในรอบแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ilaw-senate-staff-info-ruling

วันนี้ (25 สิงหาคม) โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw เปิดเผยผลการอุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กรณียื่นขอข้อมูลรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 200 คน

 

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 iLaw ได้ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ขอข้อมูลรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สว. ทั้ง 200 คน โดยยื่นคำร้องผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

 

ต่อมาเมื่อ 21 มีนาคม 2568 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาลงนามโดย ปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ระบุว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาพิจารณาว่า ข้อมูลที่ขอให้เปิดเผย เป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งขณะที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่ได้ขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ต้องเปิดเผยตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (6)

 

iLaw จึงได้อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้เหตุผลว่า

 

  1. บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งคณะทำงาน สว. จะได้รับค่าตอบแทนรายเดือนซึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดิน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบว่าการตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งนั้น มีลักษณะขัดต่อหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ และประชาชนสามารถใช้สิทธิทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อหน่วยงานภาครัฐได้ ส่งเสริมให้เกิดการปกครองที่โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองและตรวจสอบการทำงานของราชการได้ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 41 (1) กำหนดให้ บุคคลมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่หน่วยงานรัฐครอบครอง มาตรา 50 (2) บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และมาตรา 59 รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

  1. ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีข้อยกเว้นให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้หากเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 24 (5) การเปิดเผยข้อมูลส่วนรายชื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ของวุฒิสภานั้น จึงเกี่ยวพันต่อประโยชน์สาธารณะ เข้าข่ายข้อยกเว้นนี้

 

หลัง iLaw ส่งหนังสืออุทธรณ์ลงวันที่ 27 มีนาคม 2568 ไป ทางคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่างประเทศ ความมั่นคง และการเมือง ได้รับเรื่องอุทธรณ์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 และมีคำวินิจฉัยลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา “เปิดเผย” ข้อมูลคณะทำงาน สว. ตามที่ iLaw ขอข้อมูลไป

 

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ให้ข้อมูลรายชื่อคณะทำงาน สว. เป็นเอกสารกระดาษจำนวน 106 หน้า โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ถึง 14 มีนาคม 2568 ซึ่งยังคงมีข้อมูลคณะทำงานของ สว. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้วสองคน คือ สมชาย เล่งหลัก ซึ่งพ้นตำแหน่งไปเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามคำพิพากษาศาลฎีกา เพราะเคยซื้อเสียงเมื่อครั้งที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนเพราะคดีซื้อเสียง 

 

รวมถึง สุพรรณ์ ศรชัย ที่เสียชีวิตไปเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เท่ากับว่าในเอกสารนี้ จะยังไม่มีข้อมูลการตั้งคณะทำงานของ ธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี ที่มาแทน สมชาย เล่งหลัก และ ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน ที่มาแทน สุพรรณ์ ศรชัย

 

ทั้งนี้ iLaw ระบุด้วยว่า สส. และ สว. 1 คน สามารถแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้ได้รวม 8 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินงาน 

สำหรับเอกสารรายชื่อคณะทำงาน สว. เข้าถึงได้ผ่านเว็บไซต์ของ iLaw: https://www.ilaw.or.th/articles/54132

The post iLaw เปิดรายชื่อผู้ช่วย สว. ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ หลังอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการวุฒิสภาที่ไม่เปิดเผยในรอบแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่ม สว. อิสระ ไม่ร่วมสังฆกรรม หากชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 เข้าวุฒิสภา ชี้เอื้อประโยชน์บางพรรคหรือไม่ https://thestandard.co/independent-senators-mou43-objection/ Mon, 25 Aug 2025 09:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1110962 independent-senators-mou43-objection

วันนี้ (25 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา ( […]

The post กลุ่ม สว. อิสระ ไม่ร่วมสังฆกรรม หากชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 เข้าวุฒิสภา ชี้เอื้อประโยชน์บางพรรคหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
independent-senators-mou43-objection

วันนี้ (25 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อิสระ นำโดย นพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. แถลงคัดค้านกรณี สว. เตรียมยื่นญัตติยกเลิก MOU 43 โดยระบุว่า วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ. สวัสดิ์ ทัศนา สว. ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงแห่งรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ และเป็นคนเดียวกับที่เสนอถอดถอน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 

โดยสัปดาห์ที่แล้วยังไม่มีญัตตินี้บรรจุในระเบียบวาระ แต่สัปดาห์นี้มีการบรรจุญัตตินี้ เสมือนเป็นญัตติลักหลับในขณะที่ สว. ไม่ทราบมาก่อน สว.อิสระ เห็นว่ามีข้อน่าสังเกตที่ต้องทักท้วง อีกทั้งสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรได้รับญัตตินี้โดย สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เสนอในที่ประชุมสภาฯ แต่ก็ปิดประชุมก่อนยังไม่มีการพิจารณา เมื่อพิจารณาในสภาไม่ได้ สัปดาห์นี้จึงเสนอในวุฒิสภาอย่างฉุกเฉินเร่งด่วน เพื่อให้เกิดผลกระทบเป็นห่วงโซ่หรือรับลูกจากสภาฯ มองอย่างอื่นไม่ได้ 

 

นพ. เปรมศักดิ์มองว่า นี่ไม่ใช่การทำงานโดยใช้วุฒิสภาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เป็นประโยชน์ทางการเมืองกับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ เพราะเชื่อมโยงกัน พอเป็นฝ่ายค้านก็เกิดเรื่องนี้ในวุฒิสภามากขึ้น อ้างว่าเพื่อศึกษาที่มีผลกระทบทางการเมือง สว. หลายท่าน มีข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับการเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 

 

“แนวทางที่จะเสนอญัตติหลักๆ ในวันพรุ่งนี้ (26 สิงหาคม) เป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาลโดยไม่มีเหตุสมควร เพราะ MOU มีเหตุผลทางวิชาการ แต่การตั้งญัตติขึ้นมาแล้วเข้าวาระทันที ทั้งที่ญัตติดังกล่าวไม่มีวี่แววจะถูกบรรจุและพิจารณาในวันพรุ่งนี้ แบบนี้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ หรือทำเพื่อเกมการเมืองกันแน่” นพ. เปรมศักดิ์กล่าว

 

นพ. เปรมศักดิ์กล่าวต่อไปว่า จริงๆ แล้ว กรรมาธิการสามัญสามารถดำเนินการได้ เพราะมีทั้ง สว. ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่อยู่ดีๆ ประธานกรรมาธิการสามัญมาเสนอญัตติเพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จึงเป็นเรื่องแปลก 

 

“จะตั้งกรรมาธิการกี่คณะถึงจะถูกใจ เพราะเงินงบประมาณเหลือเยอะใช่หรือไม่ เดือนกันยายนก็จะปิดเดือนงบประมาณ รู้อยู่แล้วว่าเป็นสีอะไร ให้มาเปลืองงบประมาณใช่หรือไม่” นพ. เปรมศักดิ์ระบุ

 

นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่า หากญัตตินี้ถูกบรรจุมา ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องร่วมประชุม รู้อยู่แล้วว่าเขาจะดึงจะชักจะลากไปอย่างไร ตนเองเสนอเหตุผลจนคอจะแตก ลงคะแนนก็เป็นแบบเดิม จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ร่วมสังฆกรรมในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

 

สำหรับคำร้องถอดถอน 136 สว. นั้น นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า คำร้องตกไปเพราะจำนวนคนไม่ถึง 20 ขอทบทวนก่อนว่ามีเหตุผลอะไรที่จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ ยังไม่สรุปว่าจะยื่นหรือไม่ ขณะนี้สำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าไปตามลำดับ หากยื่นแล้วถูกเตะสกัดแบบเดิม มานับลายเซ็นเหมือนเดิม ทั้งที่อีกฝั่งเสนอเช้าส่งบ่าย เราขอดูเหตุการณ์ให้เหมาะสมก่อน

The post กลุ่ม สว. อิสระ ไม่ร่วมสังฆกรรม หากชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 เข้าวุฒิสภา ชี้เอื้อประโยชน์บางพรรคหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สังคมกดดัน กกต. ยืดเยื้อคดี ‘ฮั้ว สว.’ ด้าน DSI ลุยสางคดีอั้งยี่ ขณะอดีต สว. ชี้ “อัปยศอดสู” สภาสูงอยู่ใต้พรรคการเมือง https://thestandard.co/dsi-senate-fraud-investigation/ Wed, 20 Aug 2025 10:08:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1109360 senate-fraud-public-forum

หัวข้อในเนื้อหานี้ DSI เร่งรัดคดีอั้งยี่ซ่องโจร เชื่อเส […]

The post สังคมกดดัน กกต. ยืดเยื้อคดี ‘ฮั้ว สว.’ ด้าน DSI ลุยสางคดีอั้งยี่ ขณะอดีต สว. ชี้ “อัปยศอดสู” สภาสูงอยู่ใต้พรรคการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
senate-fraud-public-forum

 

วันนี้ (20 สิงหาคม) ในเวทีอภิปรายสาธารณะ ‘บทเรียนและทางออก คดีโกงฮั้ว สว.’ จัดโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ดำเนินการเสวนาโดย เมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการ ครป. โดยมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมแสดงความคิดเห็น

 

น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะ สว. เสียงข้างน้อย ที่เคยรวบรวมรายชื่อยื่นถอดถอน 136 สว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สว. ชุดปัจจุบัน หลายคนก็มีความรู้ความสามารถ แต่ก็มีบางคณะวางแผนฮั้วเลือก สว. ซึ่งความจริงไม่ใช่คำว่าฮั้ว แต่เป็น ‘แผนชั่ว’ ที่คิดได้ แต่ไม่ควรทำ ซึ่ง DSI ก็ทราบแล้วว่าใครทำอะไรบ้าง ปัญหาจึงอยู่ที่ หิริโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขัดต่อศีลธรรม แม้จะเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ แต่เข้าด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง และถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

น.ต. วุฒิพงศ์กล่าวถึงการรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน 136 สว. ที่มีผู้ร่วมลงชื่อ 21 คน แต่ความจริงควรมีถึง 60 คน แต่บางคนก็ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มาเซ็น โดยอ้างว่าไม่ศรัทธาในวิธีการนี้ บางคนอาจได้รับข้อเสนอเป็นประธานกรรมาธิการ ซึ่งที่เราทำ ไม่ได้เพราะอยากทำ ทำแล้วคนเกลียดทั้งสภาฯ แต่เราดำเนินการเพราะทนไม่ได้เรื่องการสรรหาองค์กรอิสระมาตัดสินคดีของตนเอง 

 

“ต้องตัดสินใจด้วยความถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนไทยไม่ต้องอยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์ หากปล่อยไปเรื่อยๆ อีก 7 ปี จะเกิดอะไรขึ้น ต้องปล่อยให้ลูกหลานเรารับกรรมหรือ” น.ต. วุฒิพงศ์กล่าว

 

วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.

วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

DSI เร่งรัดคดีอั้งยี่ซ่องโจร เชื่อเสร็จก่อน กกต. ทำคดีเลือกตั้ง

 

ขณะที่ ชยพล ดโนทัย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ชี้ว่า จะมี กกต. 5 จาก 7 คน ที่มาจากการเลือกของ สว. ชุดนี้ ที่เรากังวลมากคือ การทำหน้าที่ของกรรมาธิการสอบประวัติบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นองค์กรอิสระของวุฒิสภา มี สว. เพียง 88 คน จาก 200 คนเท่านั้น ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมาธิการสอบประวัติ และมี 75 คน มีส่วนร่วมกับคดีฮั้ว สว. ด้วย เท่ากับว่า สว. ชุดนี้ กำลังเลือกผู้มาตัดสินคดีนี้ตัวเอง และตอกย้ำความเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

 

สำหรับระยะเวลาดำเนินการของ กกต. ที่มีอยู่ 240 วัน หาก กกต. เห็นว่า เรื่องนี้สำคัญก็ควรเร่งดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบกรอบเวลา เพราะหากยืดเยื้อออกไป ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ที่ สว. เลือกผู้พิพากษามาตัดสินคดีของตนเองได้

 

ด้าน ระวี อักษรศิริ ผู้อำนวยการกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า เวลานี้อยู่ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ด้วย จึงอาจไม่ลงลึกรายละเอียดในเรื่องการดำเนินคดี แต่ยืนยันว่า เราดำเนินการโดยไม่มีข้อกดดันใดๆ และ DSI สนับสนุนพยานหลักฐานทั้งหมดที่รวมได้ให้อนุกรรมการของ กกต. เป็นผู้พิจารณาดำเนินการ ใช้เวลา 3-4 เดือน ก็ได้พยานหลักฐานเพียงพอ จนมั่นใจและแจ้งข้อกล่าวหาไปทั้ง 229 ราย

 

สำหรับคดีของ DSI ดำเนินการเอง คือคดีอาญาเรื่องอั้งยี่ซ่องโจร ดำเนินการมาได้ 70-80% แต่การดำเนินคดีอาญาต่างจากคดีเลือกตั้ง ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้มากกว่านี้ โดยความผิดชัดเจนอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์และเชิญผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม รวมถึงมีพนักงานอัยการให้คำแนะนำ และร่วมสอบสวนด้วย

 

“เราน่าจะใช้เวลากันอีกไม่นาน พยานหลักฐานส่วนหนึ่งได้มาจากการร่วมงานกับคณะอนุกรรมการที่ 26 และพยานบุคคล โดยเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน ยืนยันว่าไม่มีแรงกดดัน ไม่มีคำสั่งพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น เราว่ากันตามพยานหลักฐานเป็นหลัก ถูกว่าตามถูก ผิดว่าตามผิด” ระวีกล่าว

 

ระวี อักษรศิริ ผู้อำนวยการกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ระวี อักษรศิริ ผู้อำนวยการกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

อดีต สว. ผิดหวังสภาสูงอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมือง

 

ระวีเปิดเผยด้วยว่า สามารถออกหมายเรียกผู้ต้องหาได้ภายใน 1-2 เดือน รอเพียงรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพราะคดีอาญารีบเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี พร้อมย้ำว่า คดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่ DSI ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก และมั่นใจว่า จะสามารถดำเนินคดีอาญาได้ก่อนคดีเลือกตั้งที่ทำร่วมกับ กกต.

 

ต่อมา วันชัย สอนศิริ อดีต สว. กล่าวว่า ความจริงแล้ว สว. ในชุดของตน หลายคนอาจมองว่ามาจากการแต่งตั้งของ คสช. แม้สื่อมวลชนหรือสังคมจะประณามหยามเหยียดว่าเป็นทหารเกณฑ์บ้าง รักษามรดก คสช. บ้าง แต่มองว่า รัฐธรรมนูญออกแบบมา คนแม้จะตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็รู้ว่าที่มาเป็นเช่นนี้ สว. เก่า อาจรู้สึกอึดอัดในหลายเรื่อง และคิดว่าเมื่อมี สว. ใหม่แล้ว น่าจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบเสียที ที่ผ่านมาเป็นครึ่งใบที่ตนเองอยู่ตรงนั้น

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว. ที่ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของ คสช. เป็นความคาดหวัง เพราะตนเองเข้าใจว่าประชาชนไม่ชอบ สว. ที่ทำงานใต้คำสั่งการ ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง แต่พอยุคนี้ที่มาจากการเลือกกันเอง ควรเป็นอิสระจริง และไม่อยู่ใต้อาณัติ หรือบังคับจูงจมูกของใคร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 114 จึงรู้สึกว่า ผิดหวัง

 

เวทีอภิปรายสาธารณะ บทเรียนและทางออก คดีโกงฮั้ว สว.

เวทีอภิปรายสาธารณะ บทเรียนและทางออก คดีโกงฮั้ว สว.

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

“แม้แต่ตัวผมเองเป็นมาก็รู้สึกอยู่แล้ว แต่เมื่อกลไกให้อิสระในตัวของคุณอยู่แล้ว ทำไมเราต้องทำตัวไม่อิสระ เป็นเรื่องน่าเสียดาย น่าผิดหวัง น่าเสียใจอย่างมาก และที่สำคัญ ยอมเอาตัวเองไปอยู่ใต้พรรคการเมือง ซึ่งถ้าจะว่าแบบชาวบ้าน ตัวเองเป็นสภาพี่เลี้ยง ควรอยู่ในฐานะกลั่นกรองตรวจสอบ ควรสูงกว่าอีกระดับ แต่ดันทำตัวไปอยู่ใต้อุ้งของพรรคการเมือง และนักการเมือง จึงน่าอัปยศอดสูมากๆ น่ารังเกียจกว่าปกติ” วันชัยกล่าว

 

วันชัยมองว่า คดีนี้อาจยืดเยื้อถึง 2-3 ปี เพราะในคดีทั่วไป ฝ่ายโจทก์อาจมองว่าช้า แต่ฝ่ายจำเลยจะมองว่าเร็ว และจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างช้าที่สุด และยังมองว่า ผู้ทำหน้าที่กรรมการอาจไม่ได้ตรงไปตรงมา มีหลักฐานปรากฏทั้งในการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด โดยเฉพาะระดับประเทศ ที่เกิดขึ้นใกล้ กกต. แทบจะหายใจรดต้นคอ กลับปล่อยไปเหมือนไม่อยากให้เป็นคดี พร้อมเปรียบเทียบว่า เสมือนการปล้นกลางแดดด้วยความโจ่งแจ้ง

 

วันชัย สอนศิริ อดีต สว.

วันชัย สอนศิริ อดีต สว.

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ร่วมกดดัน กกต. ล่าช้า รู้เห็นเป็นใจขบวนการหรือไม่

 

ฟาก พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว ในฐานะ สว. ในบัญชีรายชื่อสำรอง กล่าวว่า ในช่วงแรกที่โพยปรากฏออกมาตามสื่อสาธารณะ เลขาธิการ กกต. รีบชี้แจงว่า การพกโพยไม่ผิด แต่เมื่อมีการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ก็พบว่า โพยดังกล่าวมีที่มาอย่างเป็นระบบ และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หาก กกต. ไม่ได้รับรู้หรือขยิบตาด้วย หัวใจสำคัญสุดของกระบวนการนี้คือขั้นตอนการสมัคร เนื่องจากแกนนำกลุ่มได้ไปคุมส่วนราชการในพื้นที่ จึงสามารถสั่งการข้าราชการในพื้นที่ซึ่งได้รับมอบหมายเป็น กกต. ระดับอำเภอด้วย

 

พล.ต.ท. คำรบกล่าวต่อไปว่า กลุ่มดังกล่าวจึงเกณฑ์คนมาสมัครได้อย่างค่อนข้างสะดวก เกิดจากความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ กกต. ในระดับอำเภอ รวมถึงคอยส่งข้อมูลให้กับขบวนการด้วย เป็นหัวใจให้ขบวนการวางคนของตนเองกระจายไปตามกลุ่มต่างๆ ได้ เพื่อสกัดให้ผู้สมัครที่มีชื่อเสียงหลุดไปตั้งแต่รอบอำเภอ ทราบมาว่าทำได้เกือบ 20 จังหวัด ผ่านมาจนถึงระดับประเทศแบบเป็นกลุ่มก้อน เช่น อำนาจเจริญ ที่ได้มาถึง 38 คน จากเกือบทุกกลุ่มในเครือข่ายเดียวกัน

 

ผู้ที่ร่วมขบวนการนี้มีทั้งนักการเมือง และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เมื่อถึงการเลือกระดับประเทศ มีกลุ่มเครือข่ายนี้เข้ามาด้วยเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด โดยมีการนัดรวมตัวกันตามโรงแรม แจกโพยที่ได้รับการวางแผนมาแล้ว ว่าให้เลือก 1 คน จากทั้ง 20 กลุ่ม ได้รับเลือกเป็น สว. ทั้งการเลือกในกลุ่มและรอบเลือกไขว้ จนได้ สว. 138 คน ตามที่ DSI ตรวจสอบพบมา 

 

พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว สว. ในบัญชีรายชื่อสำรอง

พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว สว. ในบัญชีรายชื่อสำรอง

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า นักวิชาการได้เตือน กกต. แล้วว่า ระบบที่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ออกแบบไว้ หากกลุ่มการเมืองใดรวมตัวกันได้ จะมีคนเข้าสู่วุฒิสภาได้เยอะ และทำให้ระบบองค์กรอิสระเสียหาย แต่ที่เกิดขึ้นคือ ป้องกันได้ก็ไม่ทำ ต้องแก้ก็ไม่แก้ เมื่อแก้ก็ทำให้ช้า ตอนนี้เรื่องใหญ่กว่า สว. มีไว้ทำไม คือ กกต. มีไว้ทำไม

 

กกต. มีหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรา 226 ว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือผู้สมัครรู้เห็นกับการทุจริตของคนอื่น กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งตัดสิทธิสมัคร หรือตัดสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น แต่ผ่านมาเกือบปีแล้วกลับไม่พบความคืบหน้า ชี้แจงต่อสื่อมวลชนก็ตอบแบบไม่ตอบ ซึ่งหากเป็นอาจารย์ก็คงไม่ให้คะแนน

 

อำนาจของ สว. ใหญ่มาก ซึ่งเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต สืบเนื่องจากปี 2540 สว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อปัจจุบันมีการทุจริต กกต. ควรรีบส่งให้ศาลพิจารณา ท่านใดก็ตามที่ไม่เข้าข่ายตามข้อครหา ศาลก็จะพิพากษาให้พ้นผิดไป ผู้ใดคดโกงก็พ้นตำแหน่งไป ระบบเช่นนี้ต้องเร็ว ไม่ใช่ดึงเรื่องให้ช้า ในทางนิติศาสตร์สอนกันว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม

 

(ซ้าย) ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (ขวา) ชยพล ดโนทัย

(ซ้าย) ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (ขวา) ชยพล ดโนทัย 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

The post สังคมกดดัน กกต. ยืดเยื้อคดี ‘ฮั้ว สว.’ ด้าน DSI ลุยสางคดีอั้งยี่ ขณะอดีต สว. ชี้ “อัปยศอดสู” สภาสูงอยู่ใต้พรรคการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>