วีระ ธีระภัทรานนท์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วีระ-ธีระภัทรานนท์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 14 Jul 2026 13:21:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เจาะลึกกับ กมธ. งบฯ 70: ปัญหาในงบ 1 พันล้าน ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ สตง. ชี้ว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” https://thestandard.co/farmers-fund-budget-unreliable-sao/ Tue, 14 Jul 2026 13:21:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1230715 โลโก้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีภาพบุคคลรายล้อม

ถึงคิวงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพิจารณาร่างพ […]

The post เจาะลึกกับ กมธ. งบฯ 70: ปัญหาในงบ 1 พันล้าน ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ สตง. ชี้ว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีภาพบุคคลรายล้อม

ถึงคิวงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเฉพาะงบของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ 2570 สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ประชุมได้ทำการตรวจสอบรายละเอียดการขอรับการจัดสรรงบประมาณของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 1,089 ล้านบาท

 

กรรมาธิการหลายรายได้นำเสนอข้อมูลจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งระบุถึงความผิดปกติทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ธรรมาภิบาล และข้อเสนอให้ระงับการพิจารณางบประมาณส่วนนี้ไว้ชั่วคราว

 

▪รายงาน สตง. จุดประกายความสงสัย ‘งบที่ไม่น่าเชื่อถือ’

 

ประเด็นหลักที่สร้างความกังวลต่อคณะกรรมาธิการเริ่มต้นจากการอภิปรายของ เพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชน ซึ่งได้หยิบยกรายงานผู้สอบบัญชีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำหรับงบการเงินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ขึ้นมาพิจารณา

 

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏในรายงานคือ สตง. ได้แสดงความเห็นในลักษณะของการ ‘ไม่รับรองงบการเงิน’ ซึ่งในทางมาตรฐานการบัญชีถือเป็นสถานการณ์ขั้นวิกฤตที่สะท้อนว่าผู้สอบบัญชีพบข้อจำกัดในการตรวจสอบอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของฐานะทางการเงินได้

 

เพียงพนอระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ สตง. ปฏิเสธการรับรองงบการเงิน เกิดจากการพบรายการความผิดปกติที่มีมูลค่ารวมระดับแสนล้านบาทปรากฏอยู่ในหน้าแรกของรายงาน โดยประเด็นที่พบความบกพร่องของหลักฐานอย่างชัดเจนคือบัญชีลูกหนี้เกษตรกร ซึ่งระบุยอดรวมไว้ที่ 8,482 ล้านบาท

 

แต่เมื่อ สตง. เข้าทำการตรวจสอบ กลับพบว่ามีเอกสารหลักฐานที่สามารถยืนยันความมีอยู่จริงได้เพียงประมาณ 700 กว่าล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ยอดเงินอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ไม่สามารถค้นหาเอกสารหลักฐานใดๆ มาประกอบได้

 

“เราชอบพูดกันเรื่องข้าราชการกลัวมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญามาก แต่นี่ถ้าเป็นภาคเอกชน หน่วยงานนี้จะอยู่ยาก ถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ งบการเงินแบบนี้ต้องถูกเพิกถอน

 

“งบที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เราจะตรวจสอบได้อย่างไร จะพูดได้อย่างไรว่านี่คือการทำงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมาภิบาลจริง

 

“การที่มีงบหน้าตาแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้เงินอย่างไรไม่รู้ว่าลูกหนี้ มีจริงหรือไม่ นี่คือปัญหาใหญ่ และตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ” เพียงพนอกล่าว

 

นอกเหนือจากความไม่โปร่งใสของข้อมูลลูกหนี้แล้ว เพียงพนอยังได้ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนฯ ในหมวดค่าใช้สอย นอกเหนือจากงบประมาณด้านบุคลากร ซึ่งพบว่ามีรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานธุรการ เช่น การจ้างเหมาบริการ ค่าใช้จ่ายในการจัดการประชุม ค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ รวมมูลค่าสูงถึง 70-80 ล้านบาท

 

ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐกำลังสูญเสียทรัพยากรทางการเงินจำนวนมากไปกับการบริโภคและการบริหารจัดการองค์กร แทนที่จะนำไปใช้เป็นงบลงทุนหรือนำไปใช้ในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์โดยตรงต่อเกษตรกร

 

เพียงพนอจึงเสนอให้สำนักงบประมาณทบทวนและกำหนดตัวชี้วัด (KPI) รูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการวัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณอย่างแท้จริง พร้อมทั้งปรับลดงบประมาณในส่วนของการประชาสัมพันธ์ลง

 

▪เจาะลึกความผิดปกติทางการเงิน ใช้จ่าย 1.6 หมื่นล้าน แต่งบไม่ตามเป้า

 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชน ได้ขยายข้อมูลด้านความบกพร่องทางบัญชีได้รับการขยายผลเพิ่มเติม โดยลงรายละเอียดจากรายงานของ สตง. ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลทางการเงินในหลายมิติ อาทิ

 

  • พบรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 613 ล้านบาท ที่มีการบันทึกรายรับและรายจ่ายหลายประเภทปะปนกันในบัญชีเงินฝากธนาคารเดียวกัน
  • การนำส่งทะเบียนคุมรายรับรายจ่ายที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ สตง. ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินฝากธนาคารคงเหลือดังกล่าวมีความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากการบริหารจัดการของกองทุนฯ ขาดการจัดทำยอดลูกหนี้คงเหลือในวันสิ้นงวดบัญชีให้ตรวจสอบ
  • กรณีที่รายงานการสอบข้อเท็จจริงพบว่า ‘ลูกหนี้เกษตรกรไม่มีอยู่จริง’ ซึ่งชัยวัฒน์ระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นปัญหาขั้นรุนแรงที่บ่งชี้ถึงความล้มเหลวของระบบควบคุมภายใน

 

“ยิ่งกว่าเล่นขายของ เงินเข้าไม่รู้มาจากไหน เงินออกไปไหนไม่รู้ เกษตรกรบางรายไม่มีตัวตนจริง ผมขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรกับการบริหารกองทุน ที่พบข้อผิดพลาด นอกจากนั้นแล้วจะปรับปรุงแก้ปัญหาอย่างไร” ชัยวัฒน์กล่าว

 

นอกจากนี้ สตง. ยังตรวจสอบพบการดำเนินการที่ผิดปกติอีกหลายรายการ ได้แก่ การพบข้อมูลรายงานมูลหนี้คงค้างที่มีข้อผิดพลาดและไม่สัมพันธ์กับการบันทึกบัญชี การตรวจสอบพบการแก้ไขบัญชีย้อนหลังเป็นระยะเวลารวม 10 ปี จำนวน 12 เรื่อง และการพบเงินโอนเข้าบัญชีจำนวน 1,262 ล้านบาท ซึ่งในหมายเหตุประกอบงบการเงินระบุว่าไม่ทราบที่มาของผู้โอนและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล

 

ชัยวัฒน์ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยระบุว่านับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2542 หน่วยงานแห่งนี้ได้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท แต่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรกลับไม่ได้ลดลงตามเป้าหมาย เมื่อพิจารณาจากเอกสารคำขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 กองทุนฯ กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขหนี้สินเกษตรกรไว้เพียง 621 ราย โดยใช้ความต้องการงบประมาณ 288 ล้านบาท

 

ในด้านสถานะสภาพคล่องทางการเงินของกองทุนฯ ชัยวัฒน์ได้นำเสนอตัวเลขประมาณการยอดเงินคงเหลือที่สะท้อนทิศทางที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2569 มียอดคงเหลือ 613 ล้านบาท ปี 2570 คาดการณ์ยอดคงเหลือที่ 346 ล้านบาท ปี 2571 อยู่ที่ 514 ล้านบาท และในปี 2572 ประมาณการว่าจะเหลือยอดเงินเพียง 11.6 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งการหายไปของสภาพคล่องจำนวนมหาศาลนี้เป็นประเด็นที่กองทุนฯ ต้องชี้แจงให้เกิดความกระจ่าง

 

▪“เอาเกษตรกรเป็นตัวประกัน” ประกาศชัดต้อง ‘แขวน’ ตามหน้าที่ กมธ.

 

จากนั้น ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการสัดส่วนคณะรัฐมนตรี ได้เสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณา ‘แขวน’ หรือระงับการพิจารณางบประมาณจำนวน 1,089 ล้านบาทของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรไว้ก่อน

 

ชาดาให้เหตุผลว่า เมื่อ สตง. ได้ตรวจสอบและชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารงานอย่างเป็นทางการแล้ว หากคณะกรรมาธิการยังคงอนุมัติงบประมาณให้ผ่านไป ย่อมถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และเป็นการบกพร่องต่อความรับผิดชอบในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเหตุใดจึงไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี

 

“ผมขอแขวนเพื่อช่วยรัฐมนตรีด้วย นักการเมืองไม่มีใครกล้า แต่กรรมาธิการฯ ทำได้ ถ้าไม่ทำ ถือว่ากรรมาธิการฯ บกพร่อง เพราะ สตง. ชี้แล้ว ดังนั้นต้องแขวนไว้

 

“เอาเกษตรกรเป็นตัวประกัน ตอนตั้งใหม่ๆ ใช้เงินไม่กี่หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่จบ เท่าไรก็ไม่จบ ไม่มีตัวเลข ตัดตอน หาประโยชน์ เพราะไม่ได้ฟื้นฟูเกษตรกร แต่กลับเป็นกลุ่มผลประโยชน์ ต่อรองอำนาจรัฐ ใช้การเดินขบวนต่อรอง ดังนั้นที่แล้วมาปล่อยเฉย แต่วันนี้ยอมไม่ได้ ต้องหาคนผิด” ชาดากล่าว

 

▪กองทุนฯ ยอมรับระบบฐานข้อมูลล้มเหลว แต่ยืนยันไม่ใช่การทุจริต

 

ท้ายที่สุด วรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยอมรับว่าข้อมูลความบกพร่องตามที่ สตง. รายงานนั้นเป็นความจริงทุกประการ

 

อย่างไรก็ตาม วรรณียืนยันว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความบกพร่องทางด้านข้อมูลและการบริหารจัดการที่ล้มเหลวในอดีต มิได้เกิดจากการกระทำการทุจริตแต่อย่างใด

 

วรรณีได้อธิบายถึงภูมิหลังของปัญหาว่า แม้กองทุนจะก่อตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน แต่ได้เริ่มดำเนินการเข้าซื้อหนี้สินและให้เงินกู้ยืมแก่กลุ่มองค์กรเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2549 ปัจจุบันโครงสร้างของกองทุนประกอบด้วยเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบจำนวน 40,000 คน มีโครงการที่อยู่ในความดูแลมากกว่า 13,000 โครงการ กระจายอยู่ตามสาขาระดับจังหวัด 81 แห่ง และมีสำนักงานใหญ่ 1 แห่ง

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน กองทุนฯ ไม่ได้มีการพัฒนาระบบการเงินและการบัญชี (Core System) ที่สามารถเชื่อมโยงและครอบคลุมการทำงานของทุกสาขาทั่วประเทศ ทำให้ข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกระจัดกระจายและไม่สามารถตรวจสอบยันยอดกันได้

 

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฯ ระบุว่า ทางหน่วยงานได้ตระหนักถึงปัญหาและเริ่มดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบฐานข้อมูลใหม่ในปี 2564 ซึ่งสามารถเริ่มนำมาใช้งานได้จริงในปี 2565 อย่างไรก็ตาม ผลจากการขาดระบบบัญชีมาตรฐานมานับสิบปี ทำให้มีรายการข้อมูลความเคลื่อนไหวทางบัญชีที่สะสมอยู่และต้องดำเนินการสะสางย้อนหลังรวมมากกว่า 200,000 รายการ

 

ปัจจุบันภารกิจหลักของสำนักงานคือการเร่งสะสางข้อมูลเหล่านี้ โดยมี สตง. เข้ามาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และคาดหมายว่าจะมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการสะสางรายการต่างๆ ภายในเดือนกันยายนของปี 2569

 

▪ข้อเสนอรื้อโครงสร้าง-ผ่าทางตัน

 

ภายหลังการรับฟังคำชี้แจงจากเลขาธิการสำนักงานกองทุนฯ วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการสัดส่วน ครม. ได้ฉายภาพรวมว่า ในอดีตการออกแบบกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรนั้น เป็นการนำแนวคิดมาจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่ภารกิจของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรมีความซับซ้อนและยากกว่ามาก เนื่องจากเป็นการจัดการกับหนี้สินระดับฐานราก

 

วีระได้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดที่กองทุนฯ รายงานว่า มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการแก้ปัญหาหนี้สินจำนวน 534,514 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกันสูงถึง 153,471 ล้านบาท

 

เมื่อนำตัวเลขภาระหนี้ทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับอัตรากำลังคน งบประมาณ และความเร็วในการดำเนินงานของกองทุนฯ ในปัจจุบัน ภารกิจนี้เป็นสิ่งที่เกินขีดความสามารถของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ แม้แต่หนี้ก้อนเก่าก็ไม่สามารถเคลียร์ได้หมด ไม่นับรวมถึงภาระหนี้ก้อนใหม่ที่อาจจะเพิ่มเข้ามาในอนาคต

 

เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

 

▪5 ข้อเรียกร้อง ‘วีระ ธีรภัทร’ ต้นตอคือระบบฐานข้อมูลหลังบ้าน

 

วีระได้เสนอข้อเรียกร้องและคำแนะนำทางยุทธศาสตร์รวม 5 ประการ ดังนี้

 

  • เรียกร้องให้กองทุนฯ จัดทำเอกสารชี้แจงข้อมูลสถานะปัจจุบันให้ชัดเจนว่า จากจำนวนยอดคงค้างสะสมกว่า 530,000 ราย และวงเงิน 1.53 แสนล้านบาทนั้น ภายหลังจากการบริหารจัดการมาระยะหนึ่ง ปัจจุบันเหลือยอดคงค้างจำนวนกี่ราย และมีวงเงินที่ต้องบริหารจัดการจริงเท่าใด

 

 

  • เพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียงบประมาณไปกับงานธุรการและการประชุม ขอให้กองทุนฯ จัดส่งเอกสารรายชื่อคณะกรรมการทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบาย ระดับอนุกรรมการ และระดับจังหวัด พร้อมทั้งเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมการทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมาธิการสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพได้

 

 

  • เรียกร้องให้กองทุนฯ กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลส่วนหลัง (Back office) ให้แล้วเสร็จ

 

วีระเน้นย้ำว่าเนื่องจากกองทุนฯ มีสถานะเสมือนสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ระดับองค์กร หรือ Core Banking System ที่แข็งแกร่ง หากระบบพื้นฐานนี้ไม่สามารถใช้งานได้ การแก้ปัญหาหนี้สินก็จะเป็นเพียงการทำงานท่ามกลางข้อมูลที่สับสน

 

หากกองทุนฯ ขาดแคลนงบประมาณในการจัดหาฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ วีระแนะนำให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในส่วนนี้เข้ามาโดยตรง

 

​4. เสนอให้ปรับรื้อโครงสร้างลำดับความสำคัญของงาน (Priority) โดยให้กองทุนฯ มุ่งเน้นไปที่ภารกิจ ‘การแก้ปัญหาหนี้สิน’ เป็นเป้าหมายหลักเพียงประการเดียว และเสนอให้ระงับการดำเนินโครงการในลักษณะ ‘การฟื้นฟูอาชีพ’ ไว้ก่อน

 

เนื่องจากพบว่ามีหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่น เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการอยู่แล้ว การปล่อยให้เกษตรกรที่เป็นหนี้หลายแห่งไปเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูอาชีพซ้ำซ้อนกันจากหลายหน่วยงานถือเป็นการสูญเปล่าของทรัพยากร

 

​5. วีระเสนอแนะให้กองทุนฯ ‘ยุติการรับซื้อหนี้ก้อนใหม่’ เข้ามาบริหารจัดการ เนื่องจากหนี้ก้อนเก่าที่มีอยู่ยังไม่สามารถสะสางได้

 

วีระเปรียบการนำหนี้ก้อนใหม่เข้ามาเพิ่ม เปรียบเสมือน “ราหุลํ ชาตํ พนฺธนํ ชาตํ” (บ่วงเกิดขึ้นแล้ว พันธนาการเกิดขึ้นแล้ว) หรือเป็นการสร้างบ่วงผูกคอตัวเองให้แน่นขึ้นไปอีก

 

​ในช่วงท้ายของการอภิปราย วีระได้สรุปบทเรียนตลอด 27 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฯ ในปี 2542 ว่า งบประมาณแผ่นดินที่ลงทุนไปไม่ก่อให้เกิดดอกออกผลตามที่ควรจะเป็น

 

“20 กว่าปีท่านแก้ปัญหาได้เพียง 500 ล้าน ผมตามเรื่องนี้แต่ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไร เดี๋ยววันนี้เห็นเลขาธิการท่านมาใหม่ แล้วถ้ามีความตั้งใจ ดังนั้นท่านทำข้อเสนอมาเลย ว่าระบบ Back Office ของกองทุนฯ ต้องการเงินเท่าไหร่ เราจะได้เริ่มต้นให้มันเรียบร้อย

 

“ไม่งั้นท่านก็วนไปวนมา เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็เปลี่ยนเลขาฯ พอฝ่ายการเมืองตั้งชุดใหม่มา ก็ตีกันตาย นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของการไม่ไปไหนเลยของกองทุนฯ” วีระกล่าว

 

วีระสรุปว่า ความล้มเหลวด้านระบบฐานข้อมูลเป็นต้นตอที่ทำให้องค์กรขาดเสถียรภาพ และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในองค์กรมาโดยตลอด หรือการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองที่สลับสับเปลี่ยนเข้ามา ซึ่งหากไม่เริ่มต้นแก้ไขที่ระบบฐานข้อมูล กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรก็จะยังคงติดอยู่ในวังวนของความล้มเหลวต่อไป

The post เจาะลึกกับ กมธ. งบฯ 70: ปัญหาในงบ 1 พันล้าน ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ สตง. ชี้ว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระเสนอยุบสำนักงาน ป.ย.ป. เหตุภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด ชี้โครงสร้างขยายตัวแบ่งเซลล์เหมือนอะมีบา https://thestandard.co/veera-proposes-dissolve-pyp-office/ Tue, 07 Jul 2026 06:53:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1227695 วีระ ธีระภัทรานนท์ กำลังอภิปรายในที่ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ […]

The post วีระเสนอยุบสำนักงาน ป.ย.ป. เหตุภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด ชี้โครงสร้างขยายตัวแบ่งเซลล์เหมือนอะมีบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ ธีระภัทรานนท์ กำลังอภิปรายในที่ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ ได้อภิปรายตรวจสอบงบประมาณของสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

 

 
 

วีระได้เสนอให้มีการพิจารณายุบหน่วยงานดังกล่าว เนื่องจากประเมินว่าภารกิจของ ป.ย.ป. มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด และไม่มีภารกิจเฉพาะเจาะจงเป็นของตนเอง

 

วีระกล่าวว่า จากการอ่านและทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของ ป.ย.ป. พบว่า หน่วยงานนี้เป็นหนึ่งในองค์กรที่จัดตั้งขึ้นในระยะหลัง ซึ่งมีสถานะเป็นองค์การมหาชนหรือหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยประเมินว่า ป.ย.ป. ได้ดำเนินงานมาถึงจุดที่สมควรได้รับการพิจารณายุบเลิก และจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของรายชื่อหน่วยงานที่ควรถูกยุบ

 

พร้อมกันนี้ วีระได้ชี้แจงว่า การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นไปตามข้อเท็จจริง ปราศจากอคติ และไม่ได้มีเจตนาบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของบุคลากรแต่อย่างใด

 

สำหรับแนวทางการจัดการหลังการยุบหน่วยงาน วีระเสนอให้ใช้วิธีถ่ายโอนข้าราชการและบุคลากรของ ป.ย.ป. ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 77 คน โดยบุคลากรส่วนหนึ่งถูกโยกย้ายมาจากที่อื่น ให้กลับไปสังกัดในหน่วยงานเดิมที่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

 

“พูดแล้วไม่ต้องเสียกำลังใจนะครับ แต่ผมคิดว่าน่าจะมีการยุบหน่วยงานนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วถ่ายโอนข้าราชการในสำนักงาน ป.ย.ป. กลับมาอยู่ในหน่วยงานที่เขาทำงานได้อยู่แล้ว

 

“ถ้าปล่อยทิ้งไว้เรื่อยๆ ก็จะเป็นลักษณะเหมือนอะมีบา ที่จะแบ่งเซลล์และค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตอนนี้เซลล์ยังเล็กอยู่ เรามีคนแค่ 77 คน ซึ่งผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งอาจจะโยกมาจากหน่วยอื่น

 

“แต่ต้องเข้าใจนะว่าผมคิดคนเดียว คนอื่นเข้าไม่คิดแบบผม ก็ทำงานต่อไป”

 

ภายหลังการอภิปรายข้อเสนอแนะดังกล่าว ประธานในที่ประชุมได้กล่าวรับข้อสังเกตของวีระเพื่อนำไปพิจารณาตามขั้นตอนทางรัฐสภา ขณะเดียวกัน พ.ต.อ. วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ที่เข้าร่วมการประชุมได้กล่าวรับทราบข้อเสนอแนะ และขอบคุณคณะกรรมาธิการ

 

ย้อนที่มา ป.ย.ป. กำเนิดในรัฐบาลประยุทธ์

 

สำหรับที่มาของหน่วยงานนี้เริ่มขึ้นในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความพยายามที่จะสร้างกลไกขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ 3 ด้าน ได้แก่ การปฏิรูปประเทศ, การวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์

 

จึงได้มีการออก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2560 (เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เรียกว่า คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า คณะกรรมการ ป.ย.ป.

 

เพื่อให้การทำงานของคณะกรรมการ ป.ย.ป. มีหน่วยงานรองรับที่เป็นรูปธรรม จึงได้มีการออก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2561 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 มีผลให้เกิดการจัดตั้งสำนักงาน ป.ย.ป. ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยให้มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางในการกำกับดูแล ประสานงาน และบูรณาการแผนงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันตามยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 65

 

แม้ปัจจุบันจะสิ้นสุดยุค คสช. ไปแล้ว แต่สำนักงาน ป.ย.ป. ยังคงมีสถานะเป็นหน่วยงานราชการตามกฎหมายและทำงานตอบสนองนโยบายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมีการปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนใหม่ๆ เช่น ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายธุรการและเลขานุการให้กับ ‘คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ’ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของไทยด้วย

The post วีระเสนอยุบสำนักงาน ป.ย.ป. เหตุภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด ชี้โครงสร้างขยายตัวแบ่งเซลล์เหมือนอะมีบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. พิจารณางบประมาณฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มได้ ‘ถ่ายทอดสด’ https://thestandard.co/budget-committee-live-broadcast/ Thu, 02 Jul 2026 08:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1225986 ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

มีแนวโน้มสูงที่ประชาชนจะได้รับชมการ ‘ถ่ายทอดสด’ การประช […]

The post กมธ. พิจารณางบประมาณฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มได้ ‘ถ่ายทอดสด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

มีแนวโน้มสูงที่ประชาชนจะได้รับชมการ ‘ถ่ายทอดสด’ การประชุมกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่างจากปีก่อนหน้าที่จะมีการถ่ายทอดสดเฉพาะหน้าห้องประชุมที่อาคารรัฐสภา 

ดูภาพข่าว ▼ 

หลังจาก กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอแนวคิดดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวาน (1 กรกฎาคม) และต่อที่ประชุมกรรมาธิการฯ นัดแรกในวันนี้ด้วย

 

กรรมาธิการทั้ง 72 คน เข้าประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อลงมติเลือกตำแหน่งต่างๆ ในที่ประชุม โดยที่ประชุมให้ความไว้วางใจ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมาธิการในสัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นประธานกรรมาธิการ

 

พร้อมลงมติเลือกตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการอีก 9 คน ซึ่งส่วนมากเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของ ครม. ประกอบด้วย ภราดร ปริศนานันทกุล, อนุรักษ์ จุรีมาศ, บุญจง วงศ์ไตรรัตน์, พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล, มนพร เจริญศรี, จิราพร สินธุไพร รวมถึงกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคการเมือง อาทิ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ จากพรรคประชาชน, นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ์ จากพรรคกล้าธรรม และ อัมพร พินะสา จากพรรคประชาธิปัตย์

 

สำหรับเลขานุการกรรมาธิการ มี 4 คนประกอบด้วย พีรพัฒน์ รัชกิจประการ, พิชญุตม์ พอจิต, รวี เล็กอุทัย, ประสิทธิ์ โนทะ ส่วนโฆษกกรรมาธิการมี 3 คนประกอบด้วย กรวีร์ ปริศนานันทกุล, ณัฐธิดา เทพสุทิน และ ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ

 

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอชื่อที่ปรึกษากรรมาธิการ 6 คนประกอบด้วย วันมูหะมัดนอร์ มะทา, ชาดา ไทยเศรษฐ์, วีระ ธีระภัทรานนท์, บุญชู ประสพกิจถาวร, ว่าที่ร้อยตรีศรัณย์ สมานพันธ์ และ ปรเมษฐ์ จินา

 

โดยที่ประชุมได้มีการกำหนดกรอบการประชุมในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยวันจันทร์จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 13.00-19.00 น. ส่วนวันอังคารถึงวันศุกร์จะเริ่มเวลา 09.00-19.00 น. ยกเว้นวันศุกร์ที่จะเลิกประชุมในเวลา 16.00 น.

 

 

ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 1ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 2ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 3ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 4ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 5ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 6ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 7ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 8ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 9ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 10ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 11ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 12ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 13

The post กมธ. พิจารณางบประมาณฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มได้ ‘ถ่ายทอดสด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : วีระคอมเมนต์ขอโทษอนุทิน ยอมรับไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย https://thestandard.co/veera-apologizes-anutin-bhumjaithai/ Sun, 18 Jan 2026 06:27:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1166490 วีระคอมเมนต์ขอโทษ อนุทิน ยอมรับไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

วันนี้ (18 มกราคม) วีระ ธีระภัทรานนท์ โพสต์ข้อความแสดงค […]

The post เลือกตั้ง 2569 : วีระคอมเมนต์ขอโทษอนุทิน ยอมรับไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระคอมเมนต์ขอโทษ อนุทิน ยอมรับไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

วันนี้ (18 มกราคม) วีระ ธีระภัทรานนท์ โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต่อกรณีแสดงความคิดเห็นในรายการคุยให้คิด ต่อความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะสมาชิกพรรคของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์

 

วีระ ระบุว่า ขออภัยในความผิดพลาด และเรียนตามตรงว่าไม่ทราบมาก่อนว่า เอกนิติ และศุภจี เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยที่ผ่านมาทราบเพียงว่าพรรคภูมิใจไทยได้สอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค จึงทำให้เข้าใจว่าสองบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค

 

วีระ ยังได้โพสต์ข้อความขออภัยต่อ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมถึง เอกนิติ และศุภจี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย มา ณ ที่นี้

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : วีระคอมเมนต์ขอโทษอนุทิน ยอมรับไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ ขอโทษหลังอนุทินชี้แจง ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทยไม่ใช่คนนอกพรรค ยอมรับเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะข้อมูลไม่ครบ https://thestandard.co/weera-admits-misunderstanding-anutin/ Sun, 18 Jan 2026 06:19:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1166486 วีระ ขอโทษหลังอนุทินชี้แจง ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทยไม่ใช่คนนอกพรรค ยอมรับเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะข้อมูลไม่ครบ *(Explanation: According to the specific rule provided – add a space before proper nouns that follow a verb – this headline does not contain any instances where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, no spaces are added.)*

วันนี้ (18 มกราคม) จากกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐม […]

The post วีระ ขอโทษหลังอนุทินชี้แจง ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทยไม่ใช่คนนอกพรรค ยอมรับเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะข้อมูลไม่ครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ ขอโทษหลังอนุทินชี้แจง ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทยไม่ใช่คนนอกพรรค ยอมรับเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะข้อมูลไม่ครบ *(Explanation: According to the specific rule provided – add a space before proper nouns that follow a verb – this headline does not contain any instances where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, no spaces are added.)*

วันนี้ (18 มกราคม) จากกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายการ คุยให้คิด ซึ่งดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น, วีระ ธีระภัทรานนท์ และวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ หลังมีการวิเคราะห์ ‘ตัวละครในพรรคสีน้ำเงิน’ เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา

 

อนุทินระบุว่า การวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการบางท่านมีข้อมูลไม่ครบถ้วน และสื่อสารจนทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ อารีราชการัณย์ เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด และเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคในด้านการเงิน การคลัง และการค้า อีกทั้งสีหศักดิ์ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคด้วย

 

อนุทินย้ำว่า ทั้งสามคนไม่ใช่ ‘คนนอกพรรค’ อย่างที่ถูกสื่อสารออกไป พร้อมระบุว่า ทั้งสามได้ร่วมเดินหาเสียง ออกรายการ และชี้แจงนโยบายของพรรคมาแล้วหลายครั้ง พร้อมขอให้ผู้วิเคราะห์ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดก่อนนำเสนอ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

 

ต่อมา วีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ขออภัยในความผิดพลาดครับ เรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบว่า คุณเอกนิติและคุณศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทราบแต่เพียงว่าทางพรรคเคยสอบถาม กกต. เรื่องการเป็นผู้ช่วยหาเสียงว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค จึงทำให้เข้าใจว่าสองท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ขออภัยคุณอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคุณเอกนิติกับคุณศุภจี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย มา ณ ที่นี้ด้วย”

 

การออกมาขอโทษของวีระถือเป็นการยอมรับความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และเป็นการคลี่คลายประเด็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ช่วงที่ผ่านมา

The post วีระ ขอโทษหลังอนุทินชี้แจง ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทยไม่ใช่คนนอกพรรค ยอมรับเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะข้อมูลไม่ครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน สวนพิธีกรดัง ชี้หาข้อมูลให้เพียงพอ ยืนยัน เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์เป็นเนื้อเดียวภูมิใจไทย พร้อมรับใช้ประชาชน https://thestandard.co/anutin-confirms-bjt-unity/ Sun, 18 Jan 2026 03:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1166412 อนุทิน สวนพิธีกรดัง ชี้หาข้อมูลให้เพียงพอ ยืนยัน **เอกนิติ**-ศุภจี-สีหศักดิ์เป็นเนื้อเดียว **ภูมิใจไทย** พร้อมรับใช้ประชาชน

วันนี้ (18 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน สวนพิธีกรดัง ชี้หาข้อมูลให้เพียงพอ ยืนยัน เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์เป็นเนื้อเดียวภูมิใจไทย พร้อมรับใช้ประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน สวนพิธีกรดัง ชี้หาข้อมูลให้เพียงพอ ยืนยัน **เอกนิติ**-ศุภจี-สีหศักดิ์เป็นเนื้อเดียว **ภูมิใจไทย** พร้อมรับใช้ประชาชน

วันนี้ (18 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แสดงความคิดเห็นต่อรายการคุยให้คิด ซึ่งดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น, วีระ ธีระภัทรานนท์ และวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ที่ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับตัวละครในพรรคสีน้ำเงิน เมื่อวันที่ 16 มกราคมว่า นี่คืออีกกรณีหนึ่งที่คุณสุทธิชัย และอาจารย์วีระไม่มีข้อมูลที่เพียงพอแล้วก็ออกมาสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน

 

ทั้งเอกนิติและศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยในด้านการเงิน การคลัง และการค้าขาย สีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศต่อประชาชนว่าทั้งสามท่านอยู่ในคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน หากพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรครัฐบาล

 

ดังนั้นบุคคลคุณภาพเหล่านี้ไม่ใช่คนนอกพรรคตามที่คุณทั้งสองพยายามสื่อสาร ต้องฝากให้คุณติดตามข่าวสารให้ใกล้ชิดกว่านี้ ทั้งสามท่านออกเดินหาเสียง ไปออกรายการและชี้แจงนโยบายของพรรคทั้งทางการงานและการเมืองหลายรอบแล้ว ขอความกรุณาตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดมากกว่านี้ ก่อนนำมาวิเคราะห์และสื่อสารด้วยรูปภาพของทั้งสามท่านก็ติดในนามพรรคได้ ไปหาดูกันนะครับ ด้วยความเคารพและปรารถนาดีเสมอ จากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยผู้ที่ไปเชิญทั้งสามท่านนี้มาร่วมงานด้วยตัวเองครับ ไม่มีปัญหา เป็นเนื้อเดียวกันและมีความเป็นเอกภาพในการทำงานรับใช้บ้านเมืองและประชาชน

 

ขณะที่ วีระ ธีระภัทรานนท์ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ดังกล่าวว่า ขออภัยในความผิดพลาดครับ เรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบว่า คุณเอกนิติและคุณศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทราบแต่เพียงทางพรรคสอบถามไปทาง กกต.เรื่องการเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครว่า ไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ เลยทำให้เข้าใจว่าสองท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ขออภัยคุณอนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและคุณเอกนิติกับคุณศุภจีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมา ณ ที่นี้ด้วย

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน สวนพิธีกรดัง ชี้หาข้อมูลให้เพียงพอ ยืนยัน เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์เป็นเนื้อเดียวภูมิใจไทย พร้อมรับใช้ประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ ชี้งบ 69 ขาดดุลสูงเกินควร ไทยเสี่ยงเจอวิกฤติการคลัง เสนอปรับลด 10% รักษาเสถียรภาพการเงินชาติ https://thestandard.co/weera-fiscal-crisis-warning/ Wed, 13 Aug 2025 04:43:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1106467 weera-fiscal-crisis-warning

วันนี้ (13 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทน […]

The post วีระ ชี้งบ 69 ขาดดุลสูงเกินควร ไทยเสี่ยงเจอวิกฤติการคลัง เสนอปรับลด 10% รักษาเสถียรภาพการเงินชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
weera-fiscal-crisis-warning

วันนี้ (13 สิงหาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายมาตรา (วาระ 2) เป็นวันแรก

 

วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 สงวนความเห็น อภิปรายว่า ขอบคุณคณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชนที่ได้ให้โอกาสตนเอง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ได้มาทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการฯ ในสัดส่วนของพรรคประชาชน ร่วมกับกรรมาธิการท่านอื่น พร้อมทั้งให้ความอิสระอย่างเต็มที่

 

สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาศัยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เป็นสำคัญ ในการกำหนดกรอบ กติกา และมาตรฐานในการบริหารรายได้ การใช้จ่าย และการก่อหนี้ของรัฐ เพื่อให้การเงินการคลังของรัฐมีความมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง

 

ทั้งนี้ แม้จะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และมุ่งหวังที่จะทำเพื่อส่วนรวมให้มากที่สุด แต่จากประสบการณ์ของตนเอง ที่ได้ทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการต่อเนื่อง 2 ปี มีความเป็นห่วงต่อสถานภาพทางการเงินของประเทศในปัจจุบันและในอนาคตมากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับตอนที่เป็นเพียงผู้รับรู้ในฐานะผู้สังเกตการณ์

 

หากเรายังมีวิธีคิดแบบเก่า และวิธีการแบบเดิมในการบริหารจัดการการเงินการคลังของประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราจะเผชิญกับวิกฤติการเงินการคลังในอนาคตอย่างแน่นอน 

 

วีระกล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญ คือ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่กำหนดไว้ 3,780,600 ล้านบาท จัดทำแบบขาดดุลมียอดขาดดุล 860,000 ล้านบาท และมีการประมาณการรายได้อยู่ที่ 2,920,600 ล้านบาท และอีกปัญหาคือการประมาณการรายได้ 

 

แม้ว่า 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย จะร่วมกันประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวร้อยละ 1.3 – 3.3 ค่ากลางร้อยละ 2.3%

 

แต่จากสถานการณ์จริง อัตราการขยายตัวน่าจะต่ำกว่านั้นมาก ส่งผลให้ประมาณการรายได้สูงเกินจริง ต้องนำเงินคงคลังมาใช้ และตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังในอนาคต เช่น งบประมาณปี 2569 ที่ตั้งวงเงินรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังไว้ถึง 123,541 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายจำนวนหนึ่งไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะเป็นเพียงการโอนเงิน เช่น การชำระคืนเงินกู้ การชำระดอกเบี้ย การชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง รวมถึงงบชดเชยเงินคงคลังเมื่อประมาณการรายได้ผิดพลาด ซึ่งถือเป็นภาระทางการคลังที่น่าห่วง

 

อีกทั้งยังมีการตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับประมาณการรายได้ ทำให้งบประมาณรายจ่ายสูงเกินจริง ต้องกู้เพิ่ม จัดทำงบขาดดุลในปริมาณมาก แม้จะอ้างว่าเพื่อไม่ขัดต่อวินัยการเงินการคลังและวิธีการงบประมาณก็ตาม

 

การบริหารงบประมาณลักษณะนี้จะสะสมความเสี่ยงทางการคลังมากขึ้น ยังไม่รวมถึงการจัดเก็บรายได้ต่อจีดีพีที่ลดลง จากเดิมร้อยละ 19 – 20 เหลือเพียงร้อยละ 14 – 15 ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย สิ่งที่น่าตกใจในไส้ใน ของงบประมาณ คือ ภาระผูกพันสูงถึง 1,656,643 ล้านบาท แบ่งเป็นภาระเดิม 1,304,552 ล้านบาท และภาระใหม่ที่จะเริ่มในปี 2569 อีก 352,091 ล้านบาท ซึ่งทำให้อนาคตอาจติดกับดักทางงบประมาณ เนื่องจากภาระผูกพันสะสมแก้ไขยาก

 

ในปีที่แล้ว (งบประมาณ 2568) ตนเสนอให้ใช้แนวทาง ‘Zero Growth’ คือ ไม่เพิ่มงบรายจ่าย และใช้งบเท่าที่จำเป็น ใช้เงินกู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ใช้จ่ายเกินตัวจนหนี้สินพอกพูนในอัตราเร่งน่ากังวลเหมือนปัจจุบัน การขาดดุลเกินร้อยละ 4 ต่อจีดีพี ถือว่าอันตราย เพราะมาตรฐานควรไม่เกินร้อยละ 3 และเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งทำให้ปัญหาขาดดุลต่อจีดีพีรุนแรงขึ้น

 

วีระกล่าวทิ้งท้ายว่า หากอ่านรายงาน ความเสี่ยงทางการคลังประจำปี 2567 และแผนการคลังระดับปานกลาง ปี 2569 – 2572 ซึ่งรายงานและแผนนี้เป็นเอกสารทางการที่ใช้ประเมินสถานการณ์การเงินของประเทศ จะพบว่าส่งสัญญาณว่า อาจเกิดวิกฤติการเงินการคลังในอนาคตได้ หากไม่แก้ไขตั้งแต่วันนี้ และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เสนอให้ตัดลดงบรายจ่ายปี 2569 ลงร้อยละ 10 เพื่อปรับฐานการเงินการคลังให้อยู่ในระดับเหมาะสม และป้องกันไม่ให้สะสมปัญหาจนกลายเป็นวิกฤติในอนาคต

The post วีระ ชี้งบ 69 ขาดดุลสูงเกินควร ไทยเสี่ยงเจอวิกฤติการคลัง เสนอปรับลด 10% รักษาเสถียรภาพการเงินชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระแนะรัฐบาล เปิดยอดค้างชำระรัฐวิสาหกิจที่แท้จริง เตือนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ส่อเพิ่มหนี้ก้อนใหม่ https://thestandard.co/veera-true-state-enterprise-debt/ Thu, 05 Sep 2024 09:11:55 +0000 https://thestandard.co/?p=979975

วันนี้ (5 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 […]

The post วีระแนะรัฐบาล เปิดยอดค้างชำระรัฐวิสาหกิจที่แท้จริง เตือนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ส่อเพิ่มหนี้ก้อนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 22 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในมาตรา 29 งบประมาณรัฐวิสาหกิจ วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2568 ที่สงวนความเห็น ได้อภิปรายแสดงเหตุผลที่เสนอตัดงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจลง 10% คิดเป็นประมาณ 3.4 พันล้านบาท โดยระบุว่า 

 

ในชั้นกรรมาธิการก็ตัดทอนลงไปอย่างมหาศาลอยู่แล้ว แต่ตนเองสงวนความเห็นเพื่อชี้แจงว่า การตัดรายจ่ายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย งบดังกล่าวเดิมรัฐบาลเสนอมา 6.9 หมื่นล้านบาท ในชั้นกรรมาธิการตัดทอนไป 3.5 หมื่นล้านบาท คงเหลือ 3.4 หมื่นล้านบาท พร้อมระบุว่า ขณะนี้เรามีรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 52 แห่ง ได้กำไร 35 แห่ง มีรายได้ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท มีกำไร 2.4 แสนล้านบาท นำส่งให้รัฐบาลล่าสุดเมื่อปี 2566 ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท 

 

แม้รัฐวิสาหกิจบางแห่งจะอยู่ได้ด้วยตนเอง เป็นสถาบันการเงิน แต่รัฐบาลมีภาระผูกพันต้องชดเชยรายได้ที่รัฐวิสาหกิจเสียไปเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย แต่รัฐบาลกลับไม่ทำ และยังตัดลดรายการที่จะต้องให้รัฐวิสาหกิจ 5 แห่ง เป็นเงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อโยกไปเป็นงบกลางสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตาม วีระยก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ว่า อัตราส่วนระหว่างยอดค้างชำระที่สถาบันการเงินออกให้ก่อนอยู่ที่ 32% ปัจจุบันกรอบดังกล่าว เพดานในการชดใช้เงินจะอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท สถานะของยอดคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 1.004 ล้านล้านบาท หมายความว่าไม่ทะลุเพดาน แต่จำนวนค่อนข้างเยอะ

 

วีระชี้ว่า การดำเนินการขณะนี้ในงบประมาณรายจ่ายรัฐวิสาหกิจ ถ้าหากเราจะบริหารจัดการแบบนี้ อนาคตอาจเป็นปัญหาได้ เพราะส่วนหนึ่งอยู่ในรายการบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาล 4.1 แสนล้านบาท มาแฝงไว้ในงบรายจ่ายรัฐวิสาหกิจที่จะต้องจ่ายคืน ทำให้เราไม่รู้สถานะหนี้สินและภาระค้างจ่ายของรัฐบาลอย่างแท้จริง

 

“ในอนาคตผมอยากเสนอให้ท่านสมาชิกลองทบทวนดูในการจัดทำงบประมาณปีต่อๆ ไป นอกเหนือจากการแยกให้ชัดเจนระหว่างการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ เป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถเพิกถอนเปลี่ยนแปลงได้ กับรายจ่ายที่ต้องดำเนินการสำหรับการค้างจ่ายที่ค่อนข้างยืดหยุ่น แต่บางครั้งเป็นการยืดหยุ่นแบบไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร หากในอนาคตสามารถแยกออกมาเป็นรายการให้ชัดเจนก็คงดี” วีระกล่าว

 

วีระเสนอให้เพิ่มเติมรายการชำระหนี้คงค้างของรัฐบาลที่มีต่อรัฐวิสาหกิจที่ให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ซึ่งต่อไปในอนาคต รัฐบาลมีโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ยอดหนี้จะเพิ่มมาอีกก้อน เพราะต้องชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป และต้องตั้งกองทุน หรือจัดระบบให้รัฐวิสาหกิจใดออกเงินไปแทนก่อน เหมือนที่ทำกับสถาบันการเงินอยู่ในขณะนี้

 

“มันจะมาอีหรอบเดียวกัน ถ้าเราใช้โอกาสนี้ขยายให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลบริหารเงินได้เหมาะสมสอดคล้องหรือไม่ ก็จะเป็นประโยชน์” วีระกล่าว

The post วีระแนะรัฐบาล เปิดยอดค้างชำระรัฐวิสาหกิจที่แท้จริง เตือนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ส่อเพิ่มหนี้ก้อนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิจารณางบกลางเดือด วีระเสนอตัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งก้อน ด้านศิริกัญญาเผย รัฐบาลเบี้ยวหนี้แบงก์รัฐแจกเงินหมื่น https://thestandard.co/veera-economic-stimulus-funds/ Tue, 03 Sep 2024 09:19:49 +0000 https://thestandard.co/?p=978977

วันนี้ (3 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 […]

The post พิจารณางบกลางเดือด วีระเสนอตัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งก้อน ด้านศิริกัญญาเผย รัฐบาลเบี้ยวหนี้แบงก์รัฐแจกเงินหมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3,750,000,000,000 บาท ปรับลด 7,824,398,500 บาท โดยเป็นการพิจารณาเรียงรายมาตรานั้น

 

วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 เสียงข้างน้อย กล่าวอภิปรายถึงงบกลาง มาตรา 6 ว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน 187,700,000,000 บาท เสนอให้ตัดงบในส่วนนี้ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ในส่วนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการโยกเงินจากรัฐวิสาหกิจ 35,000,000,000 บาท มาอยู่ในงบกลางเพิ่มเติมจากเดิม 152,700,000,000 บาท โดยรัฐบาลใช้เวลาในช่วงท้ายของการพิจารณาช่วงสุดท้ายในการประชุม กมธ. ขอเสนอเปลี่ยนแปลงรายการ ซึ่งตนเองไม่ได้เห็นด้วย และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

วีระกล่าวต่อว่า การเสนอเปลี่ยนแปลงโอนเงินงบประมาณ​ดังกล่าว นอกจากไม่สมเหตุผลแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็น สิ่งที่เป็นอยู่เวลานี้ หากรัฐบาลยอมรับความจริงว่าการทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 450,000,000,000 บาท ต้องแบ่งออกเป็น 2 ก้อน โดยในก้อนที่ 1 งบประมาณปี 2567 จำนวนเงิน 145,000,000,000-165,000,000,000 บาท ทั้งงบปกติและงบรายจ่ายเพิ่มเติมที่รัฐสภาได้อนุมัติไปแล้วทั้ง 2 รายการ โดยใช้วิธีจ่ายเป็นเงินสด ไม่มีกระเป๋าดิจิทัลวอลเล็ต จนเกิดความสงสัยและสับสนถึงเป้าหมายและวิธีการ การแจกเงินสดในเดือนกันยายนนี้ให้กับผู้มีรายได้น้อยและผู้พิการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ​ โดยไม่มีกระเป๋าดิจิทัลวอลเล็ตรองรับ จึงต้องคิดว่างบกลางที่กันไว้สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 187,700,000,000 บาทนั้น หากมีการจ่ายเป็นเงินสด ถือว่าได้ยกเลิกโดยพฤตินัยแล้ว แม้จะไม่ได้มีการระบุว่าค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 2568 จะออกมาในรูปแบบใด จึงเห็นสมควรที่จะทบทวนให้ผ่านงบกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลจะทำ

 

วีระกล่าวต่ออีกว่า การจัดทำงบประมาณในประเภทค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำในงบประมาณปี 2567 และกำลังทำในงบประมาณปี 2568 ควรจัดทำเป็นโครงการเอกเทศ ไม่ควรที่จะถูกแอบแฝงอยู่ในงบกลาง เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบหลังจากที่ทำไปแล้ว

 

ดังนั้นในงบประมาณปี 2568 ในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น โดยเฉพาะหากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จึงขอเสนอให้ทำโครงการอย่างชัดเจน หรือทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหลังจากที่ตัดงบประมาณในส่วนนี้ออกก็ได้ เพื่อความโปร่งใสและรอบคอบของโครงการอย่างต่อเนื่อง

 

ศิริกัญญาชี้ รัฐบาลเบี้ยวหนี้แบงก์รัฐแจกเงินหมื่น

 

ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายถึงงบกลาง มาตรา 6 ว่า ให้ปรับลดอีก 152,700,000,000 บาท สำหรับมาตรา 6 มีงบประมาณเพิ่มเติมราว 180,000,000,000 บาทเศษ แต่ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงรายการจากการใช้หนี้ธนาคารรัฐ 35,000,000,000 บาท แต่ตนขอตัดเฉพาะที่เป็นค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจอีก 35,000,000,000 บาท ให้นำกลับไปชำระหนี้ของธนาคารของรัฐตามเดิม

 

ศิริกัญญากล่าวว่า ทราบกันดีว่างบกลางก้อนที่งอกขึ้นมา ค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถูกนำไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถึงตอนนี้แล้วมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ว่าในเฟสแรกจะเปลี่ยนจากดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินสดไปแล้ว 14.5 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณสำหรับปี 2567 ราว 145,000,000,000 บาท มาจาก 2 ส่วน

 

ส่วนแรกมาจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 เพิ่มเติม 122,000,000,000 บาท ส่วนที่ 2 ไปใช้งบกลางบางส่วน 23,000,000,000 บาท ตรงนี้เราก็ต้องเลิกเรียกดิจิทัลวอลเล็ตได้แล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่ดิจิทัล และไม่ได้มีวอลเล็ตแล้วสำหรับการแจกเป็นเงินสด แต่ยังทำให้มีงบประมาณอีกก้อนที่ยังต้องใช้เพื่อแจก 45 ล้านคน อย่างที่รัฐบาลได้เคยสัญญาไว้ คือต้องหาเงินมาอีก 305,000,000,000 บาท

 

“จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีความชัดเจนแต่อย่างใด ซึ่งตนเข้าใจเต็มที่ว่ายังไม่มีรัฐบาล ยังไม่ได้ถวายสัตย์ฯ ยังไม่มีการแถลงนโยบาย ดังนั้นเราไม่มีทางรู้ว่าเงินก้อนที่เหลือจะแจกผ่านดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ หรือจะแจกเป็นเงินสดอีก หรือจะแจกเท่าไร เมื่อไร ทุกอย่างต้องรอให้เกิดความชัดเจนหลังจากที่มี ครม. ใหม่ และมีการแถลงนโยบาย ดังนั้นตนไม่รู้ว่าเราจะมาพิจารณาเพื่ออนุมัติงบก้อนนี้กันไปเพื่ออะไร”

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะทำให้ได้ตามที่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้เคยสัญญาเอาไว้ เราต้องการเงินเพิ่มอีก 305,000,000,000 บาท วันนี้ที่เราพิจารณากันอยู่ก็จะมีในส่วนที่ได้ตั้งงบมาตั้งแต่วาระ 1 จำนวน 152,700,000,000 บาทไว้ในกระเป๋าเรียบร้อย 1 ก้อน อีก 1 ก้อนจากการชักดาบเบี้ยวหนี้ธนาคารของรัฐไป 35,000,000,000 บาท เรียกได้ว่าหน้ามืดแล้ว มีเงินตรงไหน ซ่อนตรงไหน เก๊ะไหนเหลือ ก็ขอไปล้วงไปควักออกมาให้หมด

 

แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังไม่ครบ 305,000,000,000 บาท ยังขาดอีก 117,000,000,000 บาทเศษ ซึ่งเท่ากับคนประมาณ12 ล้านคน ที่ตอนนี้ยังหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ทราบว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายให้กับประชาชนจนครบ ถ้ายังไม่ครบ ให้ไปตัดงบของธนาคารแห่งรัฐมาก่อนทำไม ที่ ธ.ก.ส. โดนตัดเกลี้ยง ยกเว้นในส่วนที่กระทรวงการคลังไปกู้มาให้ ธ.ก.ส.กู้ต่อ ตรงนั้นยังคงอยู่จ่ายต่อ แต่ส่วนที่ใช้ตามมาตรา 28 ที่จะต้องคืนปีนี้ 31,000,000,000 บาท ตัดหมด ที่หลายโครงการเป็นโครงการมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เช่น โครงการจำนำสินค้าเกษตร ปี 2552, โครงการประกันรายได้ฯ สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงตัดงบของธนาคารออมสิน 2,000,000,000 บาท ซึ่งเป็นรายการที่ใช้ในโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้รวมเงินเพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

 

ศิริกัญญากล่าวต่อว่า เงินก้อนนี้มาประหลาดมาก เพราะตอนที่ทำงานในชั้นอนุ กมธ. ไม่มีอนุ กมธ. ไหนตัด ไม่มีการตัดงบประมาณในการชำระหนี้ให้กับแบงก์รัฐเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ลอยมาทีหลัง หลังจากที่พิจารณารายงานของอนุ กมธ. จนจบสิ้นแล้วก็มีมติ ครม. ออกมาว่า ขอแปรญัตติเพิ่ม เปลี่ยนแปลงรายการ โดยการขอตัดงบ 35,000,000,000 บาทจากรัฐวิสาหกิจ เพื่อโอนให้กับค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือดิจิทัลวอลเล็ต ก็ไม่รู้ว่าจะรีบเอามาทำไม

 

ทั้งนี้ตนจึงมีข้อเสนอว่า หากเงินที่ต้องใช้ยังมีไม่พอ ควรจะต้องรอแถลงนโยบายให้จบก่อน หลังจากวันนั้นแล้วค่อยมาออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย ก็ยังทัน ประชาชนรอมาได้ปีกว่าแล้ว ให้รออีกหน่อย ให้รัฐบาลไปออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย ไปตัดลบงบประมาณจากกระทรวงต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล มาจ่ายเข้าสู่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อแจกให้ครบ 45 ล้านคนดีกว่า

The post พิจารณางบกลางเดือด วีระเสนอตัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งก้อน ด้านศิริกัญญาเผย รัฐบาลเบี้ยวหนี้แบงก์รัฐแจกเงินหมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาเริ่มพิจารณางบ 68 วาระ 2 วันแรก ปรับลดงบรวม 7,824 ล้านบาท https://thestandard.co/house-began-considering-the-2025-budget-2nd-reading/ Tue, 03 Sep 2024 06:33:18 +0000 https://thestandard.co/?p=978861

วันนี้ (3 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 […]

The post สภาเริ่มพิจารณางบ 68 วาระ 2 วันแรก ปรับลดงบรวม 7,824 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 20 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ซึ่งมี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ปรับลด 7,824,398,500 บาท โดยพิจารณาเรียงเป็นรายมาตรา

 

การพิจารณางบประมาณในวาระ 2 ในวันแรก เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยอภิปรายมาตรา 1-13 ซึ่งตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และกรรมาธิการร่วมอภิปรายและสงวนความเห็นจำนวนมาก เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. พรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล สส. พรรคประชาชน, วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธานกรรมาธิการคนที่ 2 ชี้แจงถึงผลการพิจารณาของกรรมาธิการ ซึ่งมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีการปรับลดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ ยอดรวม 7,824 ล้านบาท โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพของการใช้จ่าย ขณะที่การเพิ่มงบประมาณตามความเหมาะสมนั้นจำเป็นต้องให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน เช่น งบกลางในรายการเงินสำรองจ่าย, งบอุดหนุนผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, งบสมทบกองทุนประกันสังคมที่รัฐค้างชำระของกระทรวงแรงงาน, งบเพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้าในโรงเรียนที่ขาดแคลนของกระทรวงศึกษาธิการ, งบสร้างอาคารทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อปรับปรุงห้อง Data Center สถาบันพระปกเกล้า, งบเพื่อสนับสนุนตามภารกิจของหน่วยงานอย่างรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระ และงบเพื่อกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จ่ายให้ผู้กู้ยืมรายเก่าที่มีสัญญาตามกฎหมาย รวมวงเงินตามจำนวนที่ปรับลดงบประมาณได้

 

 

The post สภาเริ่มพิจารณางบ 68 วาระ 2 วันแรก ปรับลดงบรวม 7,824 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ กมธ. เสียงข้างน้อย ชี้ รัฐบาลติดกับดักทำงบประมาณ ห่วงงบขาดดุล แนะคุมเข้มรายจ่าย 3 ปี ยับยั้งวิกฤตการคลังในอนาคต https://thestandard.co/weera-minority-committee-budget-trap/ Tue, 03 Sep 2024 05:36:25 +0000 https://thestandard.co/?p=978822 งบประมาณปี 2568

วันนี้ (3 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 […]

The post วีระ กมธ. เสียงข้างน้อย ชี้ รัฐบาลติดกับดักทำงบประมาณ ห่วงงบขาดดุล แนะคุมเข้มรายจ่าย 3 ปี ยับยั้งวิกฤตการคลังในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
งบประมาณปี 2568

วันนี้ (3 กันยายน) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 20 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ที่มี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ปรับลด 7,824,398,500 บาท โดยเป็นการพิจารณาเรียงรายมาตรานั้น

 

วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ขอตัดงบประมาณรายจ่ายมาตรา 4 เป็นจำนวนเงิน 187,700 ล้านบาท พร้อมทั้งสงวนความเห็นเพื่ออภิปรายว่า ในมาตรา 4 ของงบประมาณปี 2568 ได้กำหนดวงเงินรายจ่ายโดยรวมทั้งหมด 3,752,700 ล้านบาทนั้น โดยขอปรับลดงบประมาณรายจ่ายเหลือ 3,565,000 ล้านบาท 

 

วีระกล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายตั้งงบไว้รวมทั้งหมด 3,752,700 ล้านบาท ซึ่งมีที่มาจาก 2 ทาง คือ มาจากรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ 2,887,000 ล้านบาท แหล่งที่ 2 มาจากการกู้เพื่อชดเชยรายได้ที่ไม่เพียงพอ 865,000 ล้านบาท ที่เป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เนื่องจากมีงบไม่เพียงพอ จึงต้องกู้เงินมาเพิ่ม

 

วีระตั้งข้อสังเกตเพิ่มว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจัดทำงบประมาณด้วยการขาดดุลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้หนี้สาธารณะพอกพูนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และการทำงบประมาณที่ขาดดุลอย่างเรื้อรังสร้างความวิตกให้แก่ผู้คนในอนาคต เพราะจะทำให้หนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 รัฐบาลมีหนี้สาธารณะคงค้าง 11.54 ล้านล้านบาท และเพิ่มเติมด้วยการเพิ่มหนี้ขาดดุลในปีงบประมาณ 2567-2568 อีก 865,000 ล้านบาท เป็นการเพิ่มยอดหนี้คงค้างสาธารณะทะลุ 12 ล้านล้านบาท และอาจสูงถึง 13 ล้านล้านบาทภายในปี 2568 

 

วีระกล่าวอีกว่า ในอนาคตอีก 3-5 ปีข้างหน้า หากมีการจัดทำงบประมาณที่เรื้อรังไปพร้อมกับการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลไปเรื่อยๆ ทุกปีเช่นนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีปัญหาทางด้านการเงินการคลังอย่างหนักหนาสาหัสแน่นอน และการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ มีการจัดสรรผ่าน 3 ก้อน

 

  1. รายจ่ายประจำ 2,704,574 ล้านบาท 
  2. รายจ่ายลงทุน 908,224 ล้านบาท 
  3. รายจ่ายชำระคืนเงินต้น 150,001 ล้านบาท

 

วีระกล่าวอีกว่า สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนมาอย่างต่อเนื่องในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเห็นว่ารายจ่ายประจำไม่ได้ลดลงและยังเพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องพิจารณาถึงจุดที่อันตรายคือ รายจ่ายที่ยากจะตัดทอน ซึ่งขณะนี้ข้อมูล ณ ปี 2566 รวมแล้วคิดเป็นร้อยละ 67 ซึ่งตนคิดว่าอัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2567 และปี 2568 ที่กำลังพิจารณาขณะนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการล้วนเป็นเงินกู้ที่มีภาระที่ต้องหาเงินต้น และหาเงินดอกเบี้ยมาชำระในอนาคตทั้งหมด

หนี้รัฐบาลเป็นเช่นไร หนี้ของประชาชนก็เป็นเช่นนั้น 

 

คนที่เข้าใจถึงการจัดทำงบประมาณย่อมรู้ดีว่า นี่คือสัญญาณอันตรายที่จะเกิดวิกฤตการคลังในอนาคต แม้การทำงบประมาณปี 2568 และงบประมาณในอนาคตจะจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ฯลฯ ซึ่งทำถูกกฎหมาย หรือการทำตามกฎหมายครบถ้วนอย่างเคร่งครัดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นปัญหา การทำงานตามกฎหมายอย่างครบถ้วนก็สามารถนำไปสู่วิกฤตและหายนะได้เช่นกัน หากกระทำอย่างไม่ระมัดระวังและรอบคอบ 

 

วีระกล่าวอีกว่า ในฐานะที่ติดตามงบประมาณประจำปีมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ผมอยากจะบอกว่า ประเทศของเราติดกับดักการจัดทำงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ภาระการคลังเพิ่มขึ้นทุกปี หากดูการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นก็จะเข้าใจ งบประมาณปี 2568 ตั้งงบรายงานเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐสูงถึง 410,253 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการจ่ายเงินต้นเพียง 15,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยซึ่งต้องจ่ายกว่า 200,000 ล้านบาท ยังไม่รวมหนี้ที่ต้องคืนให้กับสถาบันของรัฐที่ออกเงินให้ก่อน ซึ่งมียอดคงค้างไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขที่ทราบอย่างชัดเจนในปี 2566 จำนวน 1,000,492 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบตัวเลขคงค้างที่ชัดเจนว่าเท่าไร 

 

“นี่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถานะทางการเงินของรัฐในปัจจุบันและในอนาคตอย่างแท้จริง หากไม่มีการยับยั้ง และจะกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง และนำไปสู่วิกฤตการคลัง”

 

วีระเสนอต่อที่ประชุมว่า จากนี้ตั้งแต่งบประมาณปี 2569 ต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบไม่เพิ่มรายจ่ายอีก เป็นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายที่เรียกว่า Zero Ghost Budget อย่างน้อย 3 ปี จนกว่าภาระทางความเสี่ยงจะลดลงจนถึงระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และจากนี้ถึงปี 2569 ต้องหยุดสร้างภาระทางการเงินในอนาคต โดยให้ใช้มาตรการทางการคลังออกเงินแทนรัฐบาลไปก่อน และใช้เงินต้นและดอกเบี้ย และชดเชยรายได้ในภายหลังตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 

 

นอกจากการหยุดสร้างภาระทางการคลังแล้ว ยังต้องจัดสรรงบประมาณที่ค้างจ่าย และชดเชยรายได้ที่มีอยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท ให้ระดับใช้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระ รวมถึงการชดเชยรายได้ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากไม่ทำก็หวั่นใจว่าเราอาจต้องประสบวิกฤตการเงินการคลังในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

The post วีระ กมธ. เสียงข้างน้อย ชี้ รัฐบาลติดกับดักทำงบประมาณ ห่วงงบขาดดุล แนะคุมเข้มรายจ่าย 3 ปี ยับยั้งวิกฤตการคลังในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ฟังเต็มๆ อ.วีระ แนะรัฐบาลถอย ดิจิทัลวอลเล็ต ชี้เป็นสัญญาณอันตราย | THE STANDARD https://thestandard.co/veera-theerapattranon-digital-wallet/ Thu, 01 Aug 2024 02:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=965782

วีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. แนะรัฐบาล ถอยโครงการดิจิทัลวอลเ […]

The post ชมคลิป: ฟังเต็มๆ อ.วีระ แนะรัฐบาลถอย ดิจิทัลวอลเล็ต ชี้เป็นสัญญาณอันตราย | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

วีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. แนะรัฐบาล ถอยโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ชี้เป็นสัญญาณอันตราย หวั่นสร้างวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ 

The post ชมคลิป: ฟังเต็มๆ อ.วีระ แนะรัฐบาลถอย ดิจิทัลวอลเล็ต ชี้เป็นสัญญาณอันตราย | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระเตือนรัฐบาลถอนคันเร่งโครงการเงินดิจิทัล หวั่นสัญญาณอันตราย ถูกองค์กรอิสระตีความ https://thestandard.co/warn-gov-to-slow-down-on-digital-wallet/ Wed, 31 Jul 2024 12:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=965628

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ […]

The post วีระเตือนรัฐบาลถอนคันเร่งโครงการเงินดิจิทัล หวั่นสัญญาณอันตราย ถูกองค์กรอิสระตีความ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 9 สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1 วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต

 

ในช่วงหนึ่ง วีระ ธีระภัทรานนท์ นักวิชาการและสื่อมวลชน ในฐานะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมปี 2567 สัดส่วนของพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้อภิปรายสงวนความเห็นต่อที่ประชุมสภา โดยระบุว่า ให้รัฐบาลถอยคันเร่งในการใช้โครงการดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเห็นชัดเจนว่ามีปัญหาและอาจต้องส่งให้องค์กรอิสระตีความในอนาคต 

 

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ของงบประมาณพบสัญญาณที่เป็นอันตรายคือ ส่วนรายจ่ายดอกเบี้ยที่สูงเกือบ 10% ของรายได้ที่หามาได้ โดยในการจัดทำงบปี 2568 พบมีการตั้งงบเพื่อชดใช้หนี้ 4.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 1.5 แสนล้านบาท และดอกเบี้ย 2.6 แสนล้านบาท เท่ากับ 9% และยังมีการทำงบขาดดุลสูงที่สุด ติดเพดานงบขาดดุลมากแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะนี้มียอดขาดดุลรวม 8.05 แสนล้านบาท ซึ่งมีเพดานที่สูงสุดโดยไม่ผิดกฎหมายคือ 8.15 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงเหลือเงิน 10,000 ล้านบาท ข้อกังวลจึงอยู่ที่วิกฤตการเงินการคลังในอนาคตหากบริหารจัดการไม่ถูกต้องและไม่รอบคอบ

 

วีระยังตั้งข้อสังเกตในประเด็นการเมืองด้วยว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นนโยบายหาเสียงที่เป็นภาระต่องบประมาณ และอาจเป็นตัวอย่างของการทำนโยบายที่เสี่ยงต่อการทำงบประมาณในอนาคต ดังนั้นขอให้ สส. พิจารณาก่อนลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

 

“ด้วยเหตุนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการคลังในอนาคต จึงเสนอให้ลดวงเงินในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2567 จากเดิม 1.22 แสนล้านบาท เหลือเพียง 50,000 ล้านบาท และลดการขาดดุลจากเดิมจาก 1.22 แสนล้านบาท เหลือเพียง 40,000 ล้านบาท” วีระกล่าว

 

จากนั้น สส. ได้อภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบเพิ่มเติมฯ ดังกล่าว ในวาระ 2 และ 3 ด้วยคะแนนเสียง 291 ต่อ 161 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และจะนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

The post วีระเตือนรัฐบาลถอนคันเร่งโครงการเงินดิจิทัล หวั่นสัญญาณอันตราย ถูกองค์กรอิสระตีความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.งบประมาณ 68 สั่งแขวนงบกลาง กลับไปรวบรวมเอกสาร หลังก้าวไกลรุมถามดิจิทัลวอลเล็ตลงทุนแสนล้านไร้ความชัดเจน-ไม่มีรายละเอียด https://thestandard.co/committee-orders-the-suspension-of-the-central-budget/ Wed, 26 Jun 2024 11:50:27 +0000 https://thestandard.co/?p=950146

วันนี้ (26 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะก […]

The post กมธ.งบประมาณ 68 สั่งแขวนงบกลาง กลับไปรวบรวมเอกสาร หลังก้าวไกลรุมถามดิจิทัลวอลเล็ตลงทุนแสนล้านไร้ความชัดเจน-ไม่มีรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงตามรายมาตรา มีการเชิญสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ เข้าชี้แจง

 

เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 6 งบกลาง จำนวน 805,745 ล้านบาท มีการเชิญสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง, กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ เข้าชี้แจงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดย กมธ. ส่วนใหญ่จากพรรคก้าวไกลได้ซักถามในประเด็นดังกล่าว

 

งบดิจิทัลวอลเล็ตให้ประชาชนซื้อของ ทำไมอยู่ในงบลงทุน

 

โดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ. ได้สอบถามกรณีที่มีการนำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งอ้างว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าหากพิจารณาตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 การจะตั้งเป็นงบกลางต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรหรือไม่ควรจัดสรรให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้

 

วันนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังมาชี้แจงครั้งนี้แสดงว่าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้ใช่หรือไม่ การจะนำกลับไปอยู่กับสำนักงบประมาณคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว จึงขอถามว่าทำไมต้องมาเพิ่มในรายการใหม่ และค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เข้าใจว่ามีการคำนวณเป็นรายจ่ายลงทุนตกลงแล้วจาก 1.52 แสนล้านบาทนี้ คิดเป็นรายจ่ายลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์

 

เพราะหากจะระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น อาจจะตีความได้ว่าบางส่วนเป็นรายจ่ายลงทุนเหมือนในอดีตที่เคยใช้ในการลงทุนภาครัฐ ท้องถิ่น หรือเศรษฐกิจฐานราก แต่เมื่อเป็นการใช้จ่ายเพื่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ตทำไมจึงมีการระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายลงทุน

 

“ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ หรือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่ได้บอกว่าโครงการนี้จะมีกฎเกณฑ์นี้ให้ประชาชนใช้ในการลงทุนหรือซื้อสิ่งของที่เป็นไปในแนวทางการลงทุน เพราะเขาอาจจะใช้ในการบริโภคก็ได้ ดังนั้นการกำหนดสัดส่วนสูงเช่นนี้จะสมเหตุสมผลหรือไม่ และหากหักลบในส่วนนี้ออกไปจากรายจ่ายลงทุนจริงจะทำให้รายจ่ายลงทุนของงบประมาณปี 2568 เหลืออยู่เท่าไหร่” ศิริกัญญากล่าว

 

วิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา ในฐานะ กมธ. สอบถามว่า กรณีที่มาของเงิน 3 ฝ่าย คือ งบกลางในปี 2568, งบบางส่วนในปี 2567 และงบจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขณะนี้ได้มีการชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าไม่สามารถใช้เงินจาก ธ.ก.ส. ได้ ฉะนั้นจึงขอถามว่าจะนำเงินจากส่วนไหนมาใช้ทดแทน

 

งบ 1.52 แสนล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียด

 

ด้าน วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.​ สอบถามว่า “เราจะใช้เงินกว่า 1.52 แสนล้านบาท แต่กลับไม่มีรายละเอียด เช่น ที่มาของโครงการ, ประมาณการได้ผลมากน้อยแค่ไหน หรือการจับจ่ายใช้สอย มีแต่บอกเป็นมติ ครม. ควรจะเอารายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้นทั้งหมดมาให้ที่ประชุมพิจารณา เพราะข้อมูลที่สำนักงบประมาณให้มามีน้อยมาก ควรจะกลับไปทำข้อมูลมาใหม่จะดีกว่า”

 

ยังหาตัวแทนงบดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้

 

ตัวแทนสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงว่า เหตุผลที่ต้องใช้งบกลางเพราะไม่รู้เป้าหมายและยังไม่รู้หน่วยงาน ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่รู้หน่วยงาน กระทรวงการคลังแค่เป็นผู้จัดทำคำขอของวงเงินนี้ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ

 

ส่วนเรื่องหน่วยงานของรัฐที่จะเป็นแหล่งที่มาของเงินนั้น เรายังมองอยู่ที่ ธ.ก.ส. แต่ยังไม่ได้หารือไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะมีการหารือภายในเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเบื้องต้นก่อน ส่วนการใช้เงินนี้จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 หรือไม่ เราได้พิจารณาแล้วในเรื่องจัดส่วนการจัดงบประมาณการกู้เงินของประเทศให้ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนข้อมูลรายละเอียดของโครงการเราจะทำเอกสารกลับมาเสนอให้ กมธ. อีกครั้ง

 

เสนอแขวนงบกลาง รอเอกสารรายละเอียด

 

ด้าน สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า ตนพยายามตั้งใจฟังการอภิปรายของ กมธ. หลายคน และการชี้แจงของหน่วยงาน เห็นว่ายังมีรายละเอียดที่สำคัญอีกเยอะ ตนจึงคิดว่าจำเป็นต้องแขวนไว้ก่อนจนกว่าจะมีเอกสารเพื่อให้ กมธ. ได้อ่านรายละเอียด หากจะให้พิจารณาผ่านๆ ไป ตนมองว่าไม่ดีแน่นอน ซึ่งตนสนใจเอกสารคำขอของงบประมาณแต่ละขั้นตอน เอกสารการพิจารณาตั้งรายการใหม่ขึ้นมาทั้งเหตุผลและหน่วยงานที่เป็นผู้ชงเรื่อง รวมถึงเอกสารการคำนวณว่าเป็นรายจ่ายลงทุนและส่งผลอย่างไร วันนี้ให้พูดไปเรื่อยๆ ก็คงไม่จบแน่นอน

 

ด้านวีระกล่าวเสริมว่า ตนเข้าใจว่าเรื่องนี้มาจากคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet หากต้นเรื่องอยู่ที่นั่น ควรเอารายงานทั้ง 3 ครั้งมาให้ กมธ. ดูด้วย จะได้รู้ว่ามีการถกกันอย่างไรถึงได้กลายมาเป็นแบบนี้ โดยไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพของเม็ดเงินทั้ง 3 ก้อน ตนมองว่าการคำนวณรายจ่ายลงทุนเป็น 80 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ถูกต้อง ควรจะต่ำกว่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม กมธ. จากสัดส่วนพรรคก้าวไกลยังได้ขอเอกสารเพิ่มเติมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่อัปเดตล่าสุด และรายการค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในงบปี 2566 และปี 2567 รวมถึงมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องด้วย รวมถึงเอกสารแผนการดำเนินงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สามารถให้หน่วยงานนำนโยบายไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม

 

สั่งแขวนงบกลาง รวบรวมเอกสารใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น

 

จากนั้นจุลพันธ์กล่าวว่า ตนในฐานะที่ดูแลงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ สามารถชี้แจงด้วยวาจาได้ แต่อยากชี้แจงทางเอกสารมากกว่า แม้จะนั่งเป็น กมธ. ในฝ่ายรัฐบาลฟังการชี้แจงของหน่วยงานก็ยังงงว่าทำไมสรุปได้ขนาดนี้ ถ้าตนอยู่ฝ่ายค้านก็เห็นด้วยกับการแขวน ดังนั้นจึงขอกลับไปทำเอกสารมาใหม่ แล้วจะนำกลับมารายงานในห้อง กมธ. อีกครั้งเมื่อมีความพร้อม

 

จุลพันธ์ย้ำว่าต้องเป็นเอกสารครบถ้วนตั้งแต่เริ่มมีมติ ครม. การตั้งคณะกรรมการนโยบายฯ ที่ลงรายละเอียด รวมถึงอนุกรรมการที่ลงในเนื้องาน รวมถึงข้อสงสัยของ กมธ. เพื่อนำกลับมาเสนออีกครั้ง ก่อนจะปิดประชุมเนื่องจากหมดวาระในการพิจารณาวันนี้

The post กมธ.งบประมาณ 68 สั่งแขวนงบกลาง กลับไปรวบรวมเอกสาร หลังก้าวไกลรุมถามดิจิทัลวอลเล็ตลงทุนแสนล้านไร้ความชัดเจน-ไม่มีรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ ธีรภัทร กับปัจฉิมกถา ถอดรหัสประวัติศาสตร์เสียกรุงศรีอยุธยา-สถาปนากรุงธนบุรี https://thestandard.co/weera-theerapat-speech/ https://thestandard.co/weera-theerapat-speech/#respond Sun, 24 Sep 2017 23:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=29678

     เป็นเวลา 51 ปี หรือ 5 ทศวรรษแล้ว ที […]

The post วีระ ธีรภัทร กับปัจฉิมกถา ถอดรหัสประวัติศาสตร์เสียกรุงศรีอยุธยา-สถาปนากรุงธนบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เป็นเวลา 51 ปี หรือ 5 ทศวรรษแล้ว ที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ได้ถือกำเนิดขึ้นในวงวิชาการของประเทศไทย หากนับตั้งแต่ปี 2509 ซึ่งขณะนั้นยังมีสถานะเป็นเพียงโครงการ ก่อนที่ในต้น พ.ศ. 2521 จะได้จดทะเบียนก่อตั้งฐานะเป็นมูลนิธิตามกฎหมาย ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการผลิตและส่งเสริมให้มีตำราภาษาไทยที่มีคุณภาพ จากวันนั้นจวบวันนี้ ภารกิจสำคัญนั้นยังคงทำอย่างต่อเนื่องและจะยาวนานตลอดไป

     ปีนี้ พุทธศักราช 2560 มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จับมือทำงานร่วมกับมูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย จัดสัมมนาวิชาการประจำปีในหัวข้อ ‘250 ปี เสียกรุงศรีอยุธยา-สถาปนากรุงธนบุรี 2310-2560’ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ มีการจัดเวทีเสวนาที่เกี่ยวข้องในอีกหลายหัวข้อย่อย ส่วนผู้ร่วมเสวนาเป็นนักวิชาการและบุคคลจากหลายแวดวง โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะเลขานุการมูลนิธิ

     การจัดงานเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา มีไฮไลต์สำคัญหนึ่งที่น่าสนใจ ในช่วงท้ายสุดของการจัดเสวนาครั้งนี้ได้เชิญ วีระ ธีระภัทรานนท์ หรือวีระ ธีรภัทร นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน คอลัมนิสต์ และพิธีกรที่มีลีลาและการพูดในการจัดรายการที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากล่าวปัจฉิมกถาในงานนี้ด้วย

 

 

เปิดฉาก 30 นาทีแห่งปัจฉิมกถาจาก ‘วีระ ธีรภัทร’

     บรรทัดต่อจากนี้ไปคือ 30 นาทีที่น่าสนใจจากการเก็บความและเรียบเรียง ปัจฉิมกถาดังกล่าวเพื่อชวนสังคมขบคิดในห้วงเวลาที่บรรจบครบรอบ 250 ปีแห่งการเสียกรุงศรีอยุธยาและเริ่มต้นสถาปนากรุงธนบุรี หากแต่ปัจจุบันเราอยู่ในยุคสมัยที่เรียกว่ากรุงรัตนโกสินทร์ และกำลังคาดหวังว่าจะเป็นไทยแลนด์ 4.0

     วีระ ธีรภัทร เป็นใคร หลายคนอาจแค่เคยได้ยินชื่อ หรือได้ยินเรื่องเล่าตามๆ กันมาว่าเป็นนักจัดรายวิทยุที่ฝีปากจัดจ้าน มีลูกล่อลูกชน กับต้นสายที่มักโทรเข้ามาร่วมพูดคุยในรายการ นอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเป็นอดีตนักข่าวเศรษฐกิจระดับบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ค่ายสีบานเย็น แต่ก็ยังสนใจปัญหาบ้านเมืองอื่นๆ แม้กระทั่งเรื่องประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากรั้วแม่โดม เรียกว่าคร่ำหวอดในแวดวงสื่อและติดตามเหตุบ้านการเมืองของประเทศนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร

 

 

พ.ศ. 2310-2325 ช่วงเวลาที่น่าสนใจของอยุธยา

     ผมอ่านหนังสือที่มูลนิธิที่ได้แปลเป็นภาษาไทย จากหนังสือที่ชื่อว่า ‘Thailand: A Short History’ ของ เดวิด เค. วัยอาจ (David K. Wyatt) ที่ชื่อว่า ‘ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป’ ในหน้า 176 มีข้อความที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นบทสรุป

     กล่าวคือในปี 2324 ความคิดส่วนใหญ่ในกลุ่มคนชั้นนำได้เริ่มปรากฏออกมาว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีจะต้องถูกปลดจากบัลลังก์เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

     ผมหยิบคำพูดในหน้า 176 มา ณ ที่นี้เพื่อจะบอกว่า ช่วงสมัยที่เรากำลังพูด ถ้าเรามองเฉพาะการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 แล้วมองการเปลี่ยนแปลงในช่วงก่อนหน้าหลังอาจจะต่อภาพได้ไม่ชัด

     ผมว่าบทสรุปการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ถ้ามีฉันทามติมาตั้งแต่ปี 2324 ตามบทสรุปที่เป็นข้อสังเกตของ เดวิด เค. วัยอาจ ซึ่งหนังสือเล่มนี้น่าอ่านมาก เชื่อมโยงได้น่าสนใจ และผมคิดว่ายังไม่เห็นตำราของนักประวัติศาสตร์ไทยที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับอยุธยาทั้งผืนได้อย่างสนุกสนาน ต่อร้อยลำดับเรื่อง และวิเคราะห์ได้สนุกขนาดนี้

     สิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตถือว่าเป็นการสรุปรายการ เพราะท่านก็ฟังมา 4-5 หัวข้อ รวมทั้งการถกวงใหญ่เมื่อเช้านี้

     ผมอยากให้มองแบบนี้ ผมถือว่าช่วงเวลาที่เราพูดกันอยู่นี้ ในความคิดเห็นของผม เวลาติดตามเรื่องของอยุธยา ผมคิดว่าช่วงเวลาประมาณ 24-25 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ คำถามคือช่วงเวลาไหน คำตอบก็คือตั้งแต่ พ.ศ. 2301 มาจบที่ พ.ศ. 2325 และถามว่าช่วงนี้เป็นช่วงเหตุการณ์อะไรนั้นจะได้อธิบายต่อ

     เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตามด้วย 2 รัชกาลคือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร และสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ แล้วต่อด้วยช่วงของ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

     24 ปีนี้มีช่วงคั่นที่น่าสนใจที่เป็นเหมือนช่วงคั่นที่จะมีการเล่นโอเปรา

     ทำไมถึงบอกว่าน่าสนใจ

     อาจจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ในช่วง 24 ปีนี้ ถ้าเราดูจะเห็นว่าในช่วงสำคัญก็คือปี 2310 คือ 10 ปีแรก เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 คำอธิบายที่ว่าเสียกรุงศรีอยุธยาเพราะอะไร เพราะเกิดความแตกแยกภายในหมู่ผู้นำไทย หรือพม่าแข็งแรงก็สุดแท้แต่

     แต่ถึงกระนั้นก็น่าประหลาดสำหรับคนไทยที่ติดในขวดเวลาของประวัติศาสตร์นิยาย ยังมีการมาถามว่าใครเปิดประตูให้พม่าเข้ามา ผมว่ามันน่าตลกมาก ไม่ต้องเปิดครับประตู เพราะว่าเข้าออกได้หลายทาง ถึงวันนี้ยังมีการถามหาว่าใครเป็นไส้ศึก ผมมองว่าขณะนั้นทุกคนคงไม่คิดว่าใครเป็นไส้ศึก แต่ทุกคนต้องหาทางเอาตัวรอดเป็นสำคัญ รอดแบบไหน อย่างไร ทุกคนก็มีชะตากรรมต่างกัน

     ด้วยเหตุนี้ หลังจากเสียกรุงแล้วทำไมถึงมีการตั้งก๊กกันถึง 4-5 ก๊ก เพราะทุกคนต้องคิดล่วงหน้าว่าจะเอาอย่างนั้น แต่ละคนต้องมีคำตอบว่าจะทำแบบไหน ใครอยู่ในพื้นที่ที่พม่าไม่ได้เข้าไปอยู่ก็จะมีความยืดหยุ่นหน่อย

 

 

จุดพลิกผันประวัติศาสตร์เสียกรุงศรีอยุธยา-สถาปนากรุงธนบุรี

     การสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นจุดพลิกผันของประวัติศาสตร์ต่อเนื่องของประวัติศาสตร์กรุงธนบุรี และต่อเนื่องประวัติศาสตร์ช่วงต้นของรัตนโกสินทร์

     ทำไมผมพูดอย่างนั้น คำตอบก็คือว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ที่สำคัญ 3 บุคคลคือ พระองค์แรก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และกรมพระราชวังบวรฯ

     เมื่อไปดูว่าแต่ละพระองค์มีพระชนมายุประมาณเท่าไร ในช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 1 พระชนมายุ 22 พรรษา ตอนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศเสด็จสวรรคต เท่ากับตอนเสียกรุงครั้งที่ 2 พระองค์ท่านจะมีพระชนมายุ 31 พรรษา สมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งมีพระชนมายุมากกว่าประมาณ 1-2 พรรษา ถ้าผมจำไม่ผิดก็จะประมาณ 33-34 พรรษา ส่วนกรมพระราชวังบวรฯ เกิดปี 2286 มีพระชนมายุ 15 พรรษาตอนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต ท่านพระชนมายุ 24 ปี ตอนเสียกรุงครั้งที่ 2

     เราจะเห็นว่ากลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยึดกรุงธนบุรี ยึดอยุธยามาจากจันทบุรี เป็นคนที่เกิดในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งอาจจะยังไม่ได้รับราชการสูง เพราะอายุประมาณ 15 ปี สำหรับกรมพระราชวังบวรฯ ก็อาจเป็นแค่มหาดเล็ก รัชกาลที่ 1 พระชนมายุ 22 พรรษา ก็คงรับราชการไปสักระยะหนึ่ง พระเจ้ากรุงธนบุรีก็คงรับราชการไปสักระยะหนึ่งเช่นเดียวกัน

     ส่วนชนชั้นนำในอยุธยาในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อเนื่องมาสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และต่อเนื่องมาสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรืออาจจะย้อนไปถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระด้วย มีเป็นกลุ่มๆ กลุ่มนี้ทั้งหมด ถ้าไม่ตายก็ต้องถูกกวาดต้อนไปพม่า อันนี้เป็นการตัดตอน ตัดสไลด์ข้างบน ผมคิดว่าไม่เช่นนั้นบรรดากลุ่มต่างๆ ข้างล่างนี้ขึ้นมาไม่ได้

     ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีอายุประมาณ 80 ปี แต่มีเพียง 2 รัชกาลเท่านั้นที่ยืนยาว มีรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ถ้าผมบวกลบเลขไม่ผิด ประมาณ 24 ปี รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ 25 ปี นับรวมสองรัชกาลนี้ก็ประมาณ 50 ปี

     ตอนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต พระองค์มีพระชนมายุ 73 พรรษา แสดงว่าพระองค์ท่านรอขึ้นครองราชย์นานพอสมควร เพราะหากพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตอายุ 73 ปี พระองค์ท่านก็ต้องลบพระชนมายุไปอีก 25 พรรษา ก็ประมาณ 48 พรรษาตอนท่านขึ้นเสด็จครองราชย์

 

 

รัชสมัยต่อเนื่องของราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่น่าสนใจ

     ผมคิดว่าช่วงเปลี่ยนผ่านสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระมาเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ในแง่ของการมองประวัติศาสตร์อยุธยาในแง่ของการเปลี่ยนผ่าน

     เมื่อสมเด็จพระเพทราชาครองราชย์ อังกฤษเกิดการปฏิวัติรุ่งโรจน์ ปี 1688 อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่กษัตริย์จะเก็บภาษีต้องมาผ่านกฎหมายในรัฐสภาอังกฤษ เป็นครั้งแรกที่รัฐสภาอังกฤษขึ้นมาเคียงข้างกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 1 เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส โลกข้างนอกเป็นอย่างนี้ แต่อยุธยา ธนบุรี และต้นรัตนโกสินทร์เป็นรัฐแบบโบราณ หรือเป็นรัฐราชสมบัติ

     ผ่านเหตุการณ์มา 250 ปี วันนี้นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงข้างบน ข้างนอก ผมอยากให้ท่านดู มันมีการปฏิวัติรุ่งโรจน์ในอังกฤษ ปฏิวัติอเมริกา ปฏิวัติฝรั่งเศส นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลก และตรงนั้นทำให้เกิดรัฐล่าอาณานิคมใน 100 ปีถัดมา

     หากดูการเปลี่ยนผ่านของจักรวรรดิโรมันที่ใช้เวลาประมาณ 40 ปี เปลี่ยนผ่านจากระบบสาธารณรัฐเป็นระบอบเอกาธิปไตย หรือระบอบจักรพรรดิ ประมาณ 40-50 ปี หลังจากแก๊ง 3 นายพลซึ่งจบชีวิตไม่ดีทั้งหมด เนื่องจากแย่งชิงอำนาจกันจึงได้เกิดช่องว่างขึ้น ทำให้มีอีกพวกหนึ่งขึ้นมาเปลี่ยนระบบ ผมคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างในประวัติศาสตร์ที่คล้ายๆ กับเมื่อ 250 ปีที่แล้วกับปัจจุบัน นั่นคือเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน

     เมื่อการล่มสลายของอยุธยาตัดตอนคนกลุ่มหนึ่งออกไป แล้วทำให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถขึ้นมาได้ ด้วยเพราะอาจจะมีความสามารถทางการทหารเพิ่มเติม

     ผมคิดว่ารัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นรัชสมัยที่ทหารเหนื่อยยากมาก เพราะ 4 ปีแรกไม่ต้องทำอะไร ต้องทุ่มเวลาไปกับการจัดการกลุ่มที่เหลือให้หมดก่อน ส่วนอีก 12 ปีที่เหลือก็ต้องเสด็จไปหลายที่ ไปเชียงใหม่ ไปเวียงจันทน์ เขมร ต้องไปกวาดต้อนเอาคนมา และสงครามคือการวางแผนทางเศรษฐกิจ เป็นการลงทุนของสมัยก่อน กรุงอยุธยาที่ล่มไปก็กลับมาเป็นกรุงธนบุรีที่ใหญ่โตขึ้น

     แต่พอถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าระบบแบบนี้ไม่น่าจะไปได้ มันน่าจะเป็นระบบที่ต้องเป็นสถาบันมากกว่า และต้องลงตัวมากกว่า

     ผมนั่งอ่านประวัติศาสตร์กรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ทำอะไรที่เป็นเรื่องของการวางแผนสำหรับสืบทอด หรือพูดอีกอย่างก็คือสมเด็จพระเจ้าธนบุรีไม่ได้ให้ทางออกของยุคสมัย เพราะหลังจากสิ้นอยุธยาแล้ว ท่านรวบรวมผู้คน เปิดพื้นที่แล้ว จัดระบบแล้ว แต่ไม่ได้วางระบบการสืบทอดอำนาจ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีเวลา หรืออาจเพราะว่าคนที่เป็นญาติโตไม่พอหรือโตไม่ทัน เพราะท่านเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุประมาณ 46-48 พรรษา

     อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนท่านตั้งหลักได้ และมีเวลาพอที่จะตั้งรับ เกาะกลุ่ม เกิดเป็นเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมไทยในเชิงของการต่อสู้เรื่องอำนาจ

     สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสร็จศึกสุดท้ายปี 2322 ก็เท่ากับว่าท่านมีเวลาวางแผนเพียง 2 ปีว่าจะทำอะไรต่อ แต่ก็มีกลุ่มคนคิดไว้ก่อนแล้วว่าต้องมีการจัดระบบใหม่ให้เรียบร้อย

 

 

บทสรุปจากการมองประวัติศาสตร์สู่ปัจจุบัน

     คำถามคือว่าเมื่อเราย้อนดูประวัติศาสตร์ 250 ปีตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาและสถาปนากรุงธนบุรี เราน่าจะสรุปหรือใช้ประสบการณ์จากประวัติศาสตร์มามองปัจจุบัน

     และผมไม่ได้สรุปอะไรเป็นอะไรใหญ่โต เพียงแต่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตว่าเวลามีการเปลี่ยนผ่านในสังคม สิ่งสำคัญในสังคมไทยจะมีอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งผมคิดว่าอาจจะสรุปเป็นข้อคิด

      อันที่หนึ่ง ด้วยลักษณะของการไม่ยอมแชร์อำนาจ การต่อสู้เพื่อชิงอำนาจมักจะจบลงด้วยความรุนแรงและการนองเลือด ผสมกับอะไรบางอย่างที่ไม่ชัดเจนตลอด

     อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสาระสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน หัวใจของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่ความจงรักภักดี อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ ถ้าสร้างตรงนี้ได้ก็ประสบความสำเร็จ

 

     ผมใช้เวลาพอดี 30 นาที

     ขอบคุณครับ

The post วีระ ธีรภัทร กับปัจฉิมกถา ถอดรหัสประวัติศาสตร์เสียกรุงศรีอยุธยา-สถาปนากรุงธนบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/weera-theerapat-speech/feed/ 0