วิ่งฮาล์ฟมาราธอน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิ่งฮาล์ฟมาราธอน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 30 Mar 2026 07:49:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คีริน ตันติเวทย์ ทุบสถิติประเทศไทย ฮาล์ฟมาราธอน ด้วยเวลา 1:02:39 ชั่วโมง https://thestandard.co/kieran-tuntivate-half-marathon-record/ Mon, 16 Mar 2026 01:34:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1187888 คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งชายกำลังวิ่งเข้าเส้นชัยในการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่นิวยอร์ก

คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ทำผลงานยอด […]

The post คีริน ตันติเวทย์ ทุบสถิติประเทศไทย ฮาล์ฟมาราธอน ด้วยเวลา 1:02:39 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งชายกำลังวิ่งเข้าเส้นชัยในการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่นิวยอร์ก

คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ทำผลงานยอดเยี่ยมในศึก New York City Half Marathon 2026 ที่นครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา หลังเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 19 ด้วยเวลา 1:02:39 ชั่วโมง (Pace 2:58/km)

 

คีริน ตันติเวทย์ เจ้าของสถิติ ฮาล์ฟมาราธอน คนใหม่ของ ไทย

 

ผลงานครั้งนี้ทำให้คีรินขึ้นแท่นเป็น เจ้าของสถิติฮาล์ฟมาราธอนคนใหม่ของประเทศไทย ทำลายสถิติเดิมของ ณัฐวุฒิ อินนุ่ม ที่เคยทำไว้ 1:05:19 ชั่วโมง ในการแข่งขันบางแสน 21 เมื่อปี 2018

 

สำหรับการแข่งขันปีนี้มีนักวิ่งกว่า 30,000 คน ร่วมลงแข่งบนเส้นทางระยะ 13.1 ไมล์ (21.1 กิโลเมตร) ผ่านแลนด์มาร์กสำคัญของนิวยอร์ก โดยแชมป์ประเภทชายตกเป็นของ Adriaan Wildschutt จากแอฟริกาใต้ ด้วยเวลา 59:30 นาที ส่วนแชมป์หญิงคือ Hellen Obiri จากเคนยา ที่ทำเวลา 1:06:33 ชั่วโมง พร้อมทำลายสถิติสนาม

The post คีริน ตันติเวทย์ ทุบสถิติประเทศไทย ฮาล์ฟมาราธอน ด้วยเวลา 1:02:39 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับผู้จัด บางแสน21 เข้าสู่ปีที่ 11: งานวิ่งจะไปต่อทางไหน? วางหมุดหมายใหม่ท่ามกลางกระแสการวิ่งที่โตขึ้น https://thestandard.co/bangsaen21-future-running-growth/ Thu, 25 Dec 2025 07:33:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1158150 คุยกับผู้จัด บางแสน21 เข้าสู่ปีที่ 11: งานวิ่งจะไปต่อทางไหน? วางหมุดหมายใหม่ท่ามกลางกระแสการวิ่งที่โตขึ้น

หากเอ่ยถึงงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่เป็น หมุดหมาย ของนักวิ่ […]

The post คุยกับผู้จัด บางแสน21 เข้าสู่ปีที่ 11: งานวิ่งจะไปต่อทางไหน? วางหมุดหมายใหม่ท่ามกลางกระแสการวิ่งที่โตขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับผู้จัด บางแสน21 เข้าสู่ปีที่ 11: งานวิ่งจะไปต่อทางไหน? วางหมุดหมายใหม่ท่ามกลางกระแสการวิ่งที่โตขึ้น

หากเอ่ยถึงงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่เป็น หมุดหมาย ของนักวิ่งชาวไทยและต่างชาติ หลายคน ชื่อของ บางแสน 21 (Bangsaen21) คงเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึง จากการที่เป็นรายการฮาล์ฟมาราธอนรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองให้เป็นงานวิ่งระดับ World Athletics Platinum Label เมื่อปี 2023

 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปีของการแข่งขัน เราได้เดินทางไปยังบางแสน และ มีโอกาสพูดคุยกับ รัฐ จิโรจน์วณิชชากร ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ถึงเบื้องหลังการเติบโต การก้าวขึ้นเป็น Platinum Lable ในระยะฮาล์ฟมาราธอน และทิศทางในอนาคต

 

จาก “เครื่องหมายคำถาม” สู่ “Platinum Label” แห่งแรกของโลก

 

ก้าวสำคัญที่สุดของบางแสน 21 คือการได้รับการรับรองมาตรฐาน Platinum Label จากสหพันธ์กรีฑาโลก (World Athletics) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุด

 

รัฐเล่าด้วยความภูมิใจว่า ในปี 2023 บางแสน 21 คือ “ที่แรกและที่เดียวในโลก” ที่ได้ Platinum Label ในระยะฮาล์ฟมาราธอน จากงานวิ่งระดับ Platinum ทั้งหมด 15 งานทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเมเจอร์ในเมืองใหญ่ๆ อย่างบอสตัน โตเกียว หรือเบอร์ลิน

 

“งานที่ 15 บางแสน คนก็จะแบบมันอยู่ที่ไหนนะ… คนรู้จักกรุงเทพฯ รู้จักพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ แต่เขาบอกบางแสนอยู่ไหน ไม่รู้ ฉะนั้น Question mark อันใหญ่เกิดขึ้น”

 

รัฐกล่าวถึงปฏิกิริยาของวงการวิ่งโลกในช่วงแรก แต่ความสงสัยนั้นกลายเป็นความท้าทายที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ไทยจะไม่ได้เป็นเสือเศรษฐกิจใหญ่โตเหมือนจีนหรือเกาหลี แต่เราสามารถสร้างมาตรฐานระดับโลกได้ เปรียบเสมือนการได้รับ “มิชลิน 3 ดาว” ในวงการวิ่ง

 

ผลจากการเป็น Platinum ทำให้บางแสนกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักวิ่ง Elite ระดับโลก เพราะการมาที่นี่ให้คะแนนสะสมสูงกว่างานระดับ Gold ถึง 3 เท่า และสูงกว่าระดับ Elite ถึง 16 เท่า

 

เทคโนโลยี: กุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่าง

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้บางแสน 21 โดดเด่นกว่างานอื่นทั่วโลกคือ “เทคโนโลยี” รัฐ ซึ่งมีพื้นฐานความชอบด้านนี้ ได้นำเทคโนโลยีมาแก้ Pain Points เดิมๆ ของงานวิ่งไทยเมื่อ 10 ปีก่อน จนปัจจุบันเทคโนโลยีของงานล้ำหน้าไปไกลกว่างานใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นเสียอีก

 

“ปีเนี้ยผมไปวิ่งที่ญี่ปุ่นนะฮะ วิ่งวันอาทิตย์ได้รูปวันศุกร์ รอ 5 วัน… ของเราเนี่ยวันนี้เราวิ่งเสร็จ 8:00 น. เที่ยงคุณค้นรูปได้ละ” รัฐได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

 

นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามนักวิ่ง (Tracking) ที่แจ้งเตือนผ่าน Line ทุกๆ 5 กิโลเมตร พร้อมคำนวณเวลาเข้าเส้นชัยที่คาดการณ์ได้ (Expected time) ช่วยให้กองเชียร์หรือครอบครัววางแผนการรอรับได้แม่นยำ และกลายเป็น “ของที่ระลึกทางดิจิทัล” ที่นักวิ่งนำไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้อย่างสนุกสนาน

 

มากกว่างานวิ่ง คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

รัฐมองว่ากลุ่มนักวิ่งที่มาบางแสนคือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มองการวิ่งเป็น Entertainment และ Experience เมื่อพวกเขายอมจ่ายเพื่อเดินทางมาวิ่ง พวกเขาก็พร้อมจ่ายค่าที่พักและอาหารอย่างเต็มที่

 

“สมมติโรงแรมคืนนึง 6,000 จ่ายได้สบาย… แต่ถ้าจ่ายมาเที่ยวบางแสน รู้สึกว่าแพงจัง แต่พอมาบวกกับงานวิ่งปุ๊บมันรู้สึกไม่แพง”

 

นอกจากนี้ ผู้จัดการแข่งขันได้เปิดเผยว่า การจัดงานแต่ละครั้งสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง เพราะนักวิ่งนับหมื่นคนไม่สามารถพักหรือกินที่เดียวกันได้หมด แม้หลังโควิดตลาดงานวิ่งโดยรวมจะตกลง แต่บางแสน 21 กลับมียอดผู้สมัครสูงถึง 50,000 ใบ เพื่อชิงตั๋ว 12,000-13,000 ใบ สะท้อนให้เห็นว่านักวิ่งยังโหยหางานที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ

 

โมเดลความสำเร็จ: รัฐหนุน เอกชนนำ

 

เบื้องหลังความสำเร็จในการปิดถนนและจัดการเมืองคือความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาคเอกชนและท้องถิ่น โดยเฉพาะบทบาทของ ณรงค์ชัย คุณปลื้ม (นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข)

 

รัฐอธิบายว่า การจัดงานระดับโลกต้องอาศัยอำนาจรัฐในการจัดการพื้นที่ แต่เอกชนมีความคล่องตัวและความคิดสร้างสรรค์ โมเดลที่บางแสนใช้คือการเป็น “เจ้าภาพร่วม” โดยแบ่งงานตามความถนัด ภาครัฐดูแลเรื่องชุมชนและการประสานงาน ส่วนเอกชนดูแลเรื่องมาตรฐานงานและการตลาด

 

“จังหวัดไหนอยากทำงานแบบบางแสน… คุณต้องมีผู้นำท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง… และคุณต้องคุยกับผู้คนในพื้นที่ว่า เราจะมาปิดถนนร่วมกันนะ ยิ่งคนไทยเราเนี่ยถ้าเข้าใจ… น้ำเสียงการต้อนรับมันจะอีกแบบหนึ่ง”

 

ก้าวต่อไป: 10 ปีข้างหน้าและการเชื่อมต่อโลก

 

หลังจากผ่านทศวรรษแรกแห่งการก่อร่างสร้างตัว ทศวรรษที่ 2 ของบางแสน 21 คือการพาประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน Ecosystem ของมาราธอนโลก

 

รัฐตั้งเป้าว่า แม้ไทยอาจไม่ใช่ Destination หลัก แต่ขอให้นักวิ่งทั่วโลกคิดว่า

 

“ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาวิ่งในประเทศไทยสัก 1 งาน”

 

ซึ่งจะกลายเป็นการส่งออก Soft Power ของไทยผ่านอาหาร การบริการ และรอยยิ้มที่อยู่ในงานวิ่งโดยไม่ต้องโฆษณา

 

นอกจากนี้ ยังมีการขยายโมเดลความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่น เช่น “หาดใหญ่ 21” เพื่อรองรับนักวิ่งจากมาเลเซียและภาคใต้ โดยใช้มาตรฐานเดียวกับบางแสน

 

Growth of Performance: ยุคที่นักวิ่งจริงจังและเป็นมืออาชีพมากขึ้น

 

ภาพรวมของนักวิ่งไทยในปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน โดยงานบางแสน 21 กลายเป็นสนามที่นักวิ่งมาด้วยความ “จริงจัง” และมีการ “ซ้อมมาอย่างดี” เพื่อเป้าหมายในการทำลายสถิติเดิม (New PB)

 

รัฐ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถิติเวลาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ การที่คนทั่วไปเริ่มมี “โค้ช” ส่วนตัวเพื่อให้ซ้อมถูกวิธี เปรียบเสมือนการเรียนที่มีครูสอน รวมถึงวิวัฒนาการของอุปกรณ์อย่าง “รองเท้าคาร์บอน” ที่ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพ นอกจากนี้ ศัพท์เทคนิคทางวิทยาศาสตร์การกีฬายังกลายเป็นเรื่องปกติที่นักวิ่งทั่วไปพูดคุยกัน

 

“ปีนี้ตัวเลขน่าตกใจมาก คือวิ่งเร็วขึ้นแบบหลายสิบเปอร์เซ็นต์… เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้วเนี่ย ผมเชื่อว่าเราแทบไม่มีใครพูดคำว่า ‘โค้ชวิ่ง’ เลย โค้ชวิ่งคือสำหรับพวกทีมชาติ… แต่วันนี้เนี่ยกลุ่มใหญ่มีโค้ช”

 

“10 ปีที่แล้วกับวันนี้เนี่ย เดี๋ยววันนี้มันมีรองเท้าคาร์บอน มีรองเท้าที่เบาหวิวเด้งนุ่มมาก แน่นอนเอาคนเดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว นั่งไทม์แมชชีนมาใส่ไอ้รองเท้านี้ก็เร็วขึ้นละ”

 

“แล้วก็บรรยากาศในการจัดการแข่งขันงานอะไรมันมีมาตรฐานขึ้น ก็เอื้อให้คนมี Performance ที่ดีขึ้น เพราะว่าเวลาเรามี Performance ที่ดีขึ้นเวลาไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย มีทุกคนมากดไลก์ กดแชร์ยินดีมันเป็นมันเป็นเรื่องที่จะ gifting กันแล้วทำให้คนก็รู้สึกสนุกว่า ฉันซ้อมเหนื่อยนะมีเพื่อนที่ไม่เคยคุยกันอยู่ๆมันก็มาอ่ามายินดีกับเรานะที่เราจบอ่าได้ New PB เราวิ่งเร็วขึ้นอย่างนี้ครับ”

 

บทสรุป: ชัยชนะที่มากกว่าเหรียญรางวัล

 

ท้ายที่สุด รัฐ ฝากข้อคิดถึงนักวิ่งว่า การวิ่งไม่ได้ให้แค่สุขภาพกาย แต่ยังขัดเกลาจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น

 

“ทุกครั้งที่คุณเข้าเส้นชัย คุณได้เวอร์ชั่นที่ดีขึ้นของตัวเองเสมอ… มันดีขึ้นเรื่อยๆ วันละนิด ปีละนิด”

 

งานบางแสน21 ปีนี้ยังมีนักวิ่งอายุเกิน 60 ปี มาร่วมวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนถึง 700 คน แสดงให้เห็นว่าการวิ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมผู้สูงวัย ให้กลายเป็นสังคมที่เปี่ยมด้วยพลังและสุขภาพที่ดี ซึ่งผู้จัดบางแสน มองว่านี่คือมรดกที่แท้จริงที่บางแสน 21 มอบให้กับสังคมไทย

The post คุยกับผู้จัด บางแสน21 เข้าสู่ปีที่ 11: งานวิ่งจะไปต่อทางไหน? วางหมุดหมายใหม่ท่ามกลางกระแสการวิ่งที่โตขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม https://thestandard.co/life/nike-community-persistence-further/ Thu, 04 Dec 2025 08:42:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1151406 ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม

เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเองถึงขีดจำกัดแล้ว? หรือการวิ่งกลา […]

The post ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม

เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเองถึงขีดจำกัดแล้ว? หรือการวิ่งกลายเป็นแค่กิจวัตรที่ทำไปเรื่อยๆ?

 

งาน Amazing Thailand Marathon 2025 ปีนี้เราลงระยะ 21K ที่ปล่อยตัวตีสอง ซึ่งเป็นระยะคุ้นเคยหลังผ่านมาหลายสนาม ดังนั้นสำหรับเราแล้ว การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนเลยเป็นเรื่องที่เราไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเวลา ไม่มีความกระตือรือร้นก่อนวันแข่ง เพราะรู้อยู่แล้วว่าเราคงทำเวลาได้ประมาณนั้น ไม่ดีขึ้นมาก แต่ก็ไม่แย่ลง แค่ผ่านไปอีกสนามหนึ่ง จนกระทั่งเราได้เข้าร่วมโปรแกรมฝึกซ้อมของคอมมูนิตี้นักวิ่งจาก Nike ที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป และทำให้เราได้ค้นพบความหมายของการวิ่งอีกครั้ง

 

การเตรียมตัวที่แตกต่าง

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 1

 

ครั้งแรกที่เราได้เข้าโปรแกรมวิ่งกับ Nike เริ่มต้นก่อนการแข่งขันไม่นาน สถานที่นัดพบคือ UTK Stadium ที่เราได้เจอคอมมูนิตี้นักวิ่งที่มารวมตัวกันเพื่อซ้อมวิ่งลงคอร์ท ก่อนลงสนาม Amazing Thailand Marathon 2025 วันนั้นเราได้ฝึกซ้อมกับทีมโค้ชมืออาชีพของ Nike และ โค้ชษะ-วรท อุปนิสากร นักวิ่งเจนสนามที่ได้มาแชร์ความรู้และเคล็ดลับก่อนการแข่งขัน เช่น การเซ็ตเพลย์ลิสต์ช่วงปล่อยตัว การกิน การนอน ฯลฯ ซึ่งเรามองว่าเป็นประโยชน์มากและเอาไปใช้ได้จริง

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 2

โค้ชษะ-วรท อุปนิสากร

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 3

 

นอกจากนั้นเรายังมีโอกาสได้ทดสอบรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ของ Nike อย่างตระกูล Pegasus และ Vomero ในสนามจริงที่ได้ใส่วิ่งนานๆ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักวิ่งที่หลากหลาย ทั้งความนุ่ม ความเด้ง หรือความเบา ซึ่งทำให้เราตัดสินใจได้ว่าคู่ไหนที่เหมาะกับเราจริงๆ (รวมถึงคู่ไหนที่ไม่เหมาะกับเราด้วย)

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 4ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 5

 

จริงๆ ในช่วงก่อนวันแข่งจริงเป็นช่วงลดปริมาณการฝึกซ้อม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะงดวิ่งเลย เรายังคงวิ่งได้อยู่แต่ต้องวิ่งในระยะที่เหมาะสม ด้วยระดับความเหนื่อยที่ไม่มากจนเกินไป Nike เลยจัด Shakeout Run ซึ่งการวิ่งเบาๆ ทำให้เราได้พบปะกับเหล่านักวิ่งในคอมมูนิตี้อีกครั้ง มันทำให้คนที่มารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้คนเดียว ดูทุกคนมั่นใจและพร้อมที่จะลงสนาม

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 6ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 7ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 8

Shakeout Run

 

เมื่อคอมมูนิตี้พบแรงบันดาลใจตลอดเส้นทางวิ่ง

 

สิ่งที่ทำให้การวิ่ง Amazing Thailand Marathon 2025 ใจฟูกว่างานอื่นคือข้อความโดนใจนักวิ่งจาก Nike ที่กระจายอยู่ตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะ ตื่นตีสองมาทรมานตัวเองก็มีแค่นักวิ่งแหละ, ปวดขาอีกสองวันแต่จำไปทั้งปี, No Tuk-Tuk No Motorbike Just your legs คุณไม่ได้ตื่นตีสองเพื่อมาหยุดที่ 11K, Human by Day / Marathon by Night ฯลฯ

 

เรารู้สึกว่า Nike ไม่ได้แค่ทำป้ายมาเฉยๆ เพื่อให้แบรนดิ้งออก แต่พวกเขาได้วางป้ายด้วยข้อความในจุดที่เข้าใจนักวิ่งและเข้าถึงจิตวิทยาของนักวิ่ง รู้ว่าเมื่อไรที่พวกเราต้องการกำลังใจ เมื่อไรที่ต้องการอารมณ์ขันเพื่อให้ลืมความเหนื่อย เมื่อไรที่พวกเราเริ่มสงสัยตัวเอง หรือเมื่อไรที่นักวิ่งต้องการคำเตือนใจให้ยึดมั่นในเป้าหมาย สำหรับเราแล้วทุกป้ายเหล่านั้นจึงเป็นมากกว่าข้อความ แต่คือเพื่อนร่วมทางที่วิ่งไปพร้อมกับเราตลอดระยะทาง 21 กิโลเมตร จนเข้าเส้นชัย

 

พื้นที่เกิดจากความเข้าใจว่านักวิ่งต้องการอะไร

 

หลังวิ่งเข้าเส้นชัย เราเดินตรงไปยัง Nike’s Runners Lounge ที่จัดเตรียมไว้ต้อนรับนักวิ่ง ในเลานจ์มีอาหารว่าง เครื่องดื่ม และกิจกรรมมากมาย มีมุมถ่ายภาพ มุมสกรีนเสื้อ Finisher มุมยืดเหยียดร่างกาย ที่เข้าใจความต้องการของนักวิ่งเป็นอย่างดี เราเห็นผู้คนได้มาเจอกัน พูดคุยกัน และแชร์ความยินดี (รวมถึงความเจ็บปวด) ร่วมกัน สำหรับเราแล้ว ที่นี่จึงไม่ใช่แค่โซนพักผ่อน แต่คือพื้นที่ให้ทุกคนได้ฉลองความสำเร็จร่วมกัน ไม่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 9ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 10

Nike’s Runners Lounge

 

หลังจากนั้น วันรุ่งขึ้น Nike ชวนเราไปวิ่ง Recovery Run อีกครั้ง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังวันแข่ง และเป็นวันที่ได้พบกับตำนานอย่าง Eliud Kipchoge นักวิ่งคนแรกของโลกที่พิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถวิ่งจบมาราธอนในเวลา 2 ชั่วโมง

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 11

Eliud Kipchoge

 

การได้พูดคุย สัมผัสพลัง และได้รับแรงบันดาลใจจากคิปโชเกในวันนั้น ที่เขาย้ำเสมอว่า “No human is limited” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่สโลแกนเท่ๆ ทางการตลาด แต่เราเชื่อว่าเขาหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ มันช่วยจุดประกายพลังงานบางอย่าง ให้เราทำในสิ่งที่เคยคิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้หรอก’ ให้เกิดขึ้นได้จริง โดยใส่ความมุ่งมั่นลงไปเต็มร้อย

 

ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม 12

 

สำหรับเราแล้ว การได้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ไม่ได้แค่ช่วยให้เราวิ่งจบระยะ 21 กิโลเมตรด้วยเวลาที่ดีที่สุดเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ มันทำให้เรากลับมากระตือรือร้นกับการวิ่งอีกครั้ง ทำให้เราอยากจะออกไปซ้อมวิ่งอย่างบ้าคลั่ง และกล้าที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ที่ท้าทายขีดจำกัด ให้ร่างกายได้สั่นสะเทือนมากกว่าเดิม เพราะเราเชื่ออย่างที่คิปโชเกได้บอกไว้ ‘No human is limited’

 

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่:

 

ภาพ: Nike

The post ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่ไม่หยุดพยายาม: คอมมูนิตี้นักวิ่ง Nike ที่พาเราไปไกลกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 นักวิ่งไทยลุยฮาล์ฟมาราธอนที่สิงคโปร์ในนาม PUMA Thailand https://thestandard.co/puma-thailand-singapore-marathon/ Fri, 29 Nov 2024 11:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1014339

PUMA Thailand เปิดโอกาสให้ 2 นักวิ่งไทยอย่าง ฝ้าย-ศิริร […]

The post 2 นักวิ่งไทยลุยฮาล์ฟมาราธอนที่สิงคโปร์ในนาม PUMA Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>

PUMA Thailand เปิดโอกาสให้ 2 นักวิ่งไทยอย่าง ฝ้าย-ศิริรัตน์ ชัยวัฒนากุลกิจ กับ ปั๊ม-ชัชนันท์ เมธาจิตติพันธ์ สัมผัสประสบการณ์วิ่งที่ต่างประเทศในรายการสิงคโปร์มาราธอน

 

โดยทั้งฝ้ายและปั๊มลงวิ่งในนามนักกีฬาจาก PUMA Thailand ในระยะฮาล์ฟมาราธอน หรือระยะ 21.1 กิโลเมตร ซึ่งจะลงแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคมนี้

 

โดย วรอนงค์ อัจฉรารุจิ Teamhead Marketing PUMA Thailand กล่าวว่า “PUMA Thailand อยากเปิดโอกาสให้นักกีฬาในไทยได้สัมผัสประสบการณ์วิ่งในต่างประเทศบ้าง ครั้งนี้จึงส่งนักกีฬาของไทย 2 คน เลยเป็นที่มาของการส่งฝ้ายกับปั๊มมาแข่งขัน ซึ่งปีนี้ PUMA ก็เป็นสปอนเซอร์หลักของสิงคโปร์มาราธอนอีกด้วย”

 

ด้านฝ้ายเปิดเผยว่า นี่เป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกของเธอ และตื่นเต้นมากที่ได้วิ่งในสนามนี้ ส่วนปั๊มก็ตั้งเป้าทำ New PB ในการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนรายการนี้ โดยหวังจะทำเวลาให้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง 16 นาทีด้วย

 

สิงคโปร์มาราธอนแบ่งการวิ่งออกเป็น 2 วันคือระยะ 5 และ 10 กิโลเมตรจะวิ่งกันในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ส่วนระยะฮาล์ฟมาราธอนและฟูลมาราธอนจะวิ่งวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคมนี้

The post 2 นักวิ่งไทยลุยฮาล์ฟมาราธอนที่สิงคโปร์ในนาม PUMA Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bangsaen21 ยืนยัน เอมอส คิปรูโต เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ https://thestandard.co/bangsaen21-amos-kipruto/ Tue, 21 Nov 2023 00:55:54 +0000 https://thestandard.co/?p=867847 เอมอส คิปรูโต

วานนี้ (20 พฤศจิกายน) เพจ Facebook อย่างเป็นทางการของ B […]

The post Bangsaen21 ยืนยัน เอมอส คิปรูโต เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอมอส คิปรูโต

วานนี้ (20 พฤศจิกายน) เพจ Facebook อย่างเป็นทางการของ Bangsaen21 ประกาศยืนยันว่า เอมอส คิปรูโต นักวิ่งชื่อดังจะเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้

 

เจ้าของแชมป์ลอนดอน มาราธอน ปี 2022 วัย 31 ปี คือนักวิ่งระดับโลกอย่างแท้จริง นอกจากได้แชมป์ลอนดอน มาราธอน ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังได้อันดับที่ 2 ของโตเกียว มาราธอน ในปีเดียวกัน และยังได้อันดับที่ 7 ของเบอร์ลิน มาราธอน 2023 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 4 นาที 49 วินาที

 

เขาทำสถิติดีที่สุดในระยะฮาล์ฟมาราธอนได้ที่ 1 ชั่วโมง 24 วินาที ในการแข่งขันกูเตนเบิร์ก ฮาล์ฟมาราธอน ซึ่งเป็นการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี 2017

 

สำหรับงาน Bangsaen21 เป็นงานวิ่งระดับ World Athletics Platinum Label ซึ่งเป็นงานฮาล์ฟมาราธอนระดับนี้งานแรก และงานเดียวที่ได้รับการการันตี

 

โดยงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน Bangsaen21 ในปีนี้ จะแข่งขันกันในวันที่ 17 ธันวาคม

 

อ้างอิง: 

The post Bangsaen21 ยืนยัน เอมอส คิปรูโต เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 เมนูเด็ดจากร้านดังที่จะมาเสิร์ฟให้คุณในงาน STEP LIFE: Your First Half Marathon Challenge https://thestandard.co/step-life-21k-dishes/ Sun, 10 Nov 2019 10:22:28 +0000 https://thestandard.co/?p=302329 steplife 21k

นอกเหนือจากความทรงจำในการพิชิตฮาล์ฟมาราธอนแรกแล้ว เราขอ […]

The post 9 เมนูเด็ดจากร้านดังที่จะมาเสิร์ฟให้คุณในงาน STEP LIFE: Your First Half Marathon Challenge appeared first on THE STANDARD.

]]>
steplife 21k

นอกเหนือจากความทรงจำในการพิชิตฮาล์ฟมาราธอนแรกแล้ว เราขอเติมเต็มความสุข ขจัดความเหนื่อยล้าด้วย 9 เมนูเด็ด จากร้านดังที่เสิร์ฟตรงหน้างานวิ่งในครั้งนี้ ทำให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับอาหารทั้งคาวหวานแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ร้านข้าวหมูแดงธานี, ข้าวมันไก่นายเอก, กระเพาะปลาเจ๊เอ็ง, ไก่ย่างจีระพันธ์, ข้าวเหนียวหมูปาย, เกี๊ยวน้ำเจ๊เอ็ง และเติมความสดชื่นด้วยของหวานอย่าง ไอศกรีมเด็กสมบูรณ์, เฉาก๊วย เจ๊-ยง และชานมไข่มุก Sloth Boba รับรองว่านักวิ่งทุกท่านจะได้อิ่มทั้งใจและอิ่มท้องแน่นอน ในงาน STEP LIFE: Your First Half Marathon Challenge ครั้งนี้

 

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

steplife 21k

 

ติดตามฟังพอดแคสต์ที่เปรียบเสมือน ‘คู่มือ’ ที่ครบเครื่องที่สุดสำหรับคนอยากวิ่งฮาล์ฟมาราธอนแรกในชีวิต ต้องรู้ ต้องซ้อม ต้องเตรียมตัวเตรียมใจอะไรบ้าง ได้ที่ thestandard.co/podcast_channel/steplife

 

เข้าร่วมกรุ๊ป STEP LIFE RUNNERS ได้ที่ www.facebook.com/groups/1156159271242528

 

 

 

The post 9 เมนูเด็ดจากร้านดังที่จะมาเสิร์ฟให้คุณในงาน STEP LIFE: Your First Half Marathon Challenge appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ นักวิ่งชาวเคนยา รุ่นน้อง เอเลียด คิปโชเก ทำลายสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่เวลา 58.01 นาที https://thestandard.co/geoffrey-kamworor-world-record-copenhagen-half/ Sun, 15 Sep 2019 14:07:31 +0000 https://thestandard.co/?p=287444

เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ นักวิ่งชาวเคนยา วัย 26 ปี รุ่นน้องข […]

The post เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ นักวิ่งชาวเคนยา รุ่นน้อง เอเลียด คิปโชเก ทำลายสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่เวลา 58.01 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ นักวิ่งชาวเคนยา วัย 26 ปี รุ่นน้องของ เอเลียด คิปโชเก เจ้าของสถิติโลกระยะมาราธอน ได้ทำลายสถิติโลกระยะฮาล์ฟมาราธอนที่โคเปนเฮเกนด้วยเวลา 58.01 นาที ทำลายสถิติโลกครั้งก่อนของ อับราฮัม คิปธัม จากเคนยา ที่ทำไว้ที่ บาเลนเซียเมื่อปี 2018 ถึง 17 วินาที 

 

“มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสำหรับผม และการทำลายสถิติโลกได้ที่โคเปนเฮเกน สนามที่ผมได้แชมป์โลกครั้งแรกเป็นสิ่งที่พิเศษมาก” เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ ให้สัมภาษณ์หลังจากทำลายสถิติโลกได้สำเร็จ และกลายเป็นมนุษย์คนที่ก้าวเข้าใกล้การทำลายกำแพงระยะฮาล์ฟมาราธอนด้วยเวลาต่ำกว่า 58 นาที ได้มากที่สุดในเวลานี้

 

ชัยชนะครั้งนี้ส่งผลให้ NN Running Team ครองความยิ่งใหญ่ในวงการวิ่ง ด้วยการมีนักวิ่งที่ทำลายสถิติโลกได้ถึง 2 คน ทั้ง เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ และ เอเลียด คิปโชเก ซึ่งเจฟฟรีย์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมฝึกซ้อมกับคิปโชเกในการพยายามสร้างสถิติจบการวิ่งระยะมาราธอนด้วยเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ในโปรเจกต์ INEOS 1.59 Challenge ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เดือนตุลาคมนี้ 

 

 

ภาพ: NN Running Team 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง: 

The post เจฟฟรีย์ คัมวอเรอร์ นักวิ่งชาวเคนยา รุ่นน้อง เอเลียด คิปโชเก ทำลายสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่เวลา 58.01 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคล็ดลับการวิ่งฉบับคนออฟฟิศผู้อ่อนซ้อมและมีตารางเวลาไม่แน่นอน แต่อยากพิชิตทุกระยะ https://thestandard.co/office-workers-running-program/ https://thestandard.co/office-workers-running-program/#respond Tue, 18 Dec 2018 05:18:00 +0000 https://thestandard.co/?p=166504

ใครว่าแค่มีรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการว […]

The post เคล็ดลับการวิ่งฉบับคนออฟฟิศผู้อ่อนซ้อมและมีตารางเวลาไม่แน่นอน แต่อยากพิชิตทุกระยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครว่าแค่มีรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการวิ่ง เพราะการวิ่งกับการวิ่งให้ดีนั้นต่างกันมาก หากว่าเป้าหมายของคุณอยู่ที่การลดหุ่น (คลิกอ่าน) อยากมีสุขภาพที่ดี ปอดและหัวใจแข็งแรง นั่นอาจเพียงพอ แต่หากว่าคุณมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เช่น ต้องการวิ่งแล้วทำเวลาให้ได้ดี วิ่งได้ไกลขึ้น หรือวิ่งแล้วไม่เจ็บตัว มันจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องเรียนรู้การวิ่งอย่างถูกวิธี เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการจัดท่าทางการวิ่งที่ถูกต้อง การหายใจ การวอร์มอัปและคูลดาวน์ โปรแกรมการซ้อม การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เรื่อยไปจนถึงโภชนาการ (คลิกฟังเพิ่ม)

 

สิ่งเหล่านี้แม้ฟังดูกินเวลามากไปสำหรับคนออฟฟิศที่ต้องตอกบัตรทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่เอาเข้าจริงหากเราลองสำรวจดู เชื่อว่าทุกออฟฟิศต้องมีมนุษย์วิ่งซ่อนตัวอยู่ พวกเขาหรือเธอเหล่านั้นสามารถพิชิตฟูลมาราธอนหรือไตรกีฬาได้สำเร็จโดยที่วันธรรมดายังคงตื่นเช้าไปทำงานเหมือนเราๆ เขาหรือเธอเหล่านั้นไม่ใช่ยอดมนุษย์ แต่กุญแจสำคัญอยู่ที่การฝึกฝนและโปรแกรมการซ้อมที่เป็นระบบ ซึ่งถ้าพวกเขาทำได้ คุณเองก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

 

อย่างตัวผู้เขียนเอง จากเดิมที่เคยซ้อมวิ่งคนเดียว วิ่งเรื่อยเปื่อยไปวันๆ อย่างไม่มีเป้าหมายและแบบแผน คิดว่าวิ่งบ่อยๆ เดี๋ยวก็วิ่งได้ดีเหมือนคนที่วิ่งเจนสนามเอง ผ่านไปครึ่งปีนึกว่าจะดีขึ้น ผลปรากฏว่าเรายังคงอยู่ที่เดิม ไม่มีพัฒนาการหรือความก้าวหน้าที่ชัดเจนใดๆ ให้เห็น แต่หลังจากที่ลองฝึกซ้อมวิ่งกับโค้ชและทีมเพซเซอร์ (Pacer) จาก NTC (Nike+ Training Club) กลับกลายเป็นว่าภายในระยะเวลาที่ร่วมซ้อมในแคมเปญ NikeWomen Runs Bangkok เพียง 2 เดือน หรือ 8 สัปดาห์ กลับทำให้เราวิ่งได้ดีขึ้น วิ่งได้ไว แถมยังวิ่งแล้วไม่เจ็บตัว สามารถพิชิตระยะ 10 กิโลเมตรในสนาม Bangkok Marathon 2018 ซึ่งเป็นระยะที่นักวิ่งแน่นขนัดตลอดเส้นทางด้วยเวลาดีที่สุดเท่าที่เคยทำมา ถือเป็น NPB (New Personal Best) ของระยะ 10 กิโลเมตร   

 

จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนำมาสู่คำถามที่ว่า อะไรที่ทำให้การซ้อมวิ่งเพียงไม่กี่สัปดาห์และไม่ได้วิ่งทุกวันถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากมายขนาดนี้ และเมื่อเรารู้คำตอบแล้วก็น่าจะแชร์ให้คนอื่นๆ ที่เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศผู้อ่อนซ้อม ไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน (แต่ใจน่ะเต็มร้อย) ได้นำเทคนิคและเคล็ดลับการวิ่งเหล่านี้ไปใช้เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งเคล็ดลับเหล่านี้ได้รวบรวมมาจาก โค้ชเพ้นท์-เกยูร เลาหสุขไพศาล โค้ชประจำ Nike+ Run Club ผู้เคยวิ่งสนาม Berlin Marathon 2017-2018, บางแสน มาราธอน 2015-2018 ติดท็อป 10 ทุกปี และได้อันดับที่ 1 รายการเชียงใหม่ มาราธอน 2016 ในระยะ 21 กิโลเมตร รวมถึงการวิ่งเคียงข้าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ เข้าเส้นชัยที่ Bangkok Marathon 2018

 

โค้ชเป้งและโค้ชเพ้นท์

 

ภาพจากอินสตราแกรมของก้อย รัชวิน @rachwinwong และโค้ชเพ้นท์ @coach.pentpipi

 

ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเพซที่ซ้อมไว้เสมอไป

ก่อนหน้านี้เราอาจเข้าใจว่าเวลาซ้อมวิ่งให้จำเพซ (Pace อัตราความเร็วของการวิ่ง 1 กิโลเมตร คิดเป็นนาที เช่น วิ่งเพซ 7 หมายถึงการวิ่ง 1 กิโลเมตรภายในเวลา 7 นาที) ของตัวเองเอาไว้ พยายามคุมเพซให้ไม่หลุดไปจากที่ซ้อม แต่เรื่องนี้โค้ชเพ้นท์เสริมว่าไม่จำเป็นเสมอไป

 

“หากทำได้ก็ควรทำ เช่น ถ้าเรารู้ว่าตัวเองอยู่เพซไหน ช่วงซ้อมอาจมีอากาศร้อน เราอาจจะวิ่งได้ที่เพซ 7 ถ้วน แต่วันแข่งอาจจะวิ่งเร็วขึ้นได้นิดนึง แต่ไม่ได้เร็วตลอดเส้นทาง อาจเพราะวันนั้นบังเอิญอากาศดีมาก เราวิ่งได้ดี แต่ขอให้มีเพซในใจที่ซ้อมไว้ก่อน ไม่ใช่เปิดตัววิ่งโป้งอย่างเร็ว กล้ามเนื้อเคยซ้อมที่เพซ 7 ถ้าใส่ไปเพซ 6 ต้นๆ ตั้งแต่แรก กล้ามเนื้อจะหมดแรงก่อน ช่วงท้ายๆ มันจะไม่ไหว ก้าวไม่ออก ตะคริวเริ่มมา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีตรงกลาง อาจเป็นได้ว่าซ้อมเพซนี้เหนื่อยแค่ไหน ถ้าวันจริงยังไม่เหนื่อย เราอาจพัฒนาขึ้น หรือบรรยากาศพาไปเลยเร่งความเร็วนิดหนึ่ง

 

“เช่น ลงวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร ผ่านมาแล้ว 5 กิโลเมตร ยังไม่เหนื่อยเท่าที่เคยวิ่ง ขอเร่งขึ้นหน่อย พอผ่านกิโลเมตรที่ 8 เหลืออีก 2 กิโลเมตร เราซ้อมมา เรารู้แล้วว่าด้วยความเหนื่อยระดับนี้ ถ้าเร่งอีกนิดจะจบได้ไหม ถ้าไหวก็ไป ไม่ไหวก็ผ่อน กิโลเมตรสุดท้ายลองใส่อีก แต่ทั้งนี้เราต้องลองซ้อมมาแล้วว่าการเร่งระยะ 7 กิโลเมตร 4 กิโลเมตร หรือ 6 กิโลเมตรเป็นอย่างไร มันจะได้พอรู้ระดับความเหนื่อย”

 

Pacer ถือลูกโป่งเปรียบเสมือนนาฬิกาเคลื่อนที่วิ่งนำพานักวิ่งเข้าสู่เส้นชัย

 

หยุดการโหมซ้อมในช่วงโค้งสุดท้าย

จากเดิมที่เคยเข้าใจว่าไว้ใกล้ๆ ค่อยไปเร่งซ้อม แต่ความคิดนี้นำมาซึ่งความผิดพลาดและอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เพราะสิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือการพักฟื้น อย่าลืมว่าเราต้องพร้อมที่สุดในวันแข่ง

 

“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการวิ่ง Long Running (การวิ่งระยะทางไกล) สำคัญ ถ้าวิ่งไม่ถึง เดี๋ยววันจริงทำไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าร่างกายต้องการพักฟื้น การวิ่ง Long Running ส่งผลให้กล้ามเนื้อต้องใช้งาน ในขณะที่วันจริงเราต้องพร้อมที่สุด หากวิ่งได้เกิน 50% ของระยะที่ลงถือว่าพอได้แล้ว ควรพัก เช่น หากลงระยะ 21 กิโลเมตร การวิ่ง Long Running เอาให้ได้ 15 กิโลเมตรพอ ไม่ใช่สัปดาห์สุดท้ายใส่มา 18 กิโลเมตรแล้วโดดไป 21 กิโลเมตรเลย การซ้อมสัปดาห์สุดท้าย วิ่งให้ได้ครึ่งหนึ่งหรือ 2 ใน 3 ของระยะจริงก็เพียงพอแล้ว ระหว่างนั้นฝึก Interval Running (วิ่งหนักสลับเบา) เบาๆ แต่ลดระดับความเข้มข้น เช่น แทนที่จะใส่ 100% ลดมา 70-80% เพื่อป้องกันการบาดเจ็บทุกอย่างที่สามารถเกิดขึ้นในวันจริง”

 

 

ถ้าเวลาไม่พอ ไม่จำเป็นต้องซ้อมวิ่งให้ได้ระยะจริง

สำหรับคนที่มีเวลาซ้อมน้อย แต่อยากพิชิตเป้าหมายในระยะที่ตั้งใจ อย่าเพิ่งถอดใจไปเสียก่อนว่า ‘เราคงทำไม่ได้หรอก’ ไม่เคยวิ่งถึงจะลงได้อย่างไร เพราะจริงๆ แล้วมันยังพอมีวิธี หลังพบว่าสูตรการวิ่งไม่ใช่แค่การซ้อมวิ่งยาวๆ แล้วเราจะวิ่งได้ดีขึ้น แต่มันต้องทั้งฝึกวิ่งแบบ Recovery Running (วิ่งเบาๆ คล้ายกรดแลคติก) Interval Running (วิ่งหนักสลับเบา) และ Long Running (วิ่งทางไกลด้วยความเหนื่อยคงที่) ฯลฯ ที่มีจุดประสงค์แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียว นั่นคือทำให้คุณวิ่งได้ดียิ่งขึ้น ทั้งทางด้านความเร็ว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และเพิ่มระยะทาง ดังนั้นเราจึงควรใส่การซ้อมเหล่านี้ลงในตารางซ้อมวิ่งของเราด้วย ในขณะที่การซ้อมวิ่งกินระยะควรทำให้ได้อย่างน้อยเกินกว่าครึ่งของระยะทางจริง

 

“หากเรามีเวลาแค่ 2 เดือน ตั้งใจลง 21 กิโลเมตร ควรซ้อมให้ได้จริง 18 กิโลเมตรกำลังเหมาะสม จริงๆ ระยะเวลาในการซ้อมวิ่งไม่เยอะ การพักฟื้นไม่ได้ดีมาก หากว่าเราวิ่งเกินระยะหรือวิ่งระยะจริง ร่างกายจะต้องการเวลาพักฟื้นมากตามไปด้วย หากเราอยากลง 21 กิโลเมตร แต่ไม่เคยไปถึง วิ่งได้อย่างมาก 10 กิโลเมตร ซึ่งพักแค่ 2 วันยังโอเค แต่ถ้าฮาล์ฟมาราธอนหรือ 21 กิโลเมตรเลย ควรพักนานเป็นสัปดาห์ ยิ่งเราวิ่งเต็มระยะ ร่างกายยิ่งต้องกลับมาใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ทำให้เสียวันซ้อมไปเยอะ วิ่งจริง 70-80% ส่วนระยะที่เหลือใช้วิธีคำนวณว่าถ้าเราวิ่งเพซนี้ เราจะเหลือแรงสำหรับระยะที่เหลือเท่าไร หรือถ้าเวลาซ้อมในแต่ละวันน้อย อาจใช้ทริก Back to back ที่แบ่งการซ้อมออกเป็น 2 วัน วันหนึ่ง 12 กิโลเมตร อีกวัน 9 กิโลเมตร ความหนักจากวันแรกจะมาที่วันที่ 2 จุดประสงค์คือเพื่อฝึกให้ร่างกายคุ้นชินกับความเมื่อยล้าของระยะทาง 21 กิโลเมตร” โค้ชเสริม  

 

 

การเข้าฟิตเนสสำหรับนักวิ่ง

หากเราลองสังเกตดูจะเห็นกล้ามขาของนักวิ่งมี 2 ประเภท ได้แก่ นักวิ่งสายสปรินต์ที่เน้นวิ่งให้เร็วที่สุดภายในเวลาสั้นที่สุด กล้ามขาของกลุ่มนี้จะใหญ่โต มีกล้ามเป็นมัดๆ เพราะต้องการขุมพลังที่พวกเขาสามารถวิ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ต่างจากนักวิ่งทางไกล เพราะนักวิ่งกลุ่มนี้เน้นกล้ามเนื้อที่มีความอึดและทนทาน นักวิ่งมาราธอนจึงไม่อยากแบกน้ำหนักของกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต (ดูตัวอย่างได้ที่นี่)   

 

“เน้นบอดี้เวตและฟังก์ชันนัลเทรนนิง เช่น สควอท ลังก์ แพลงก์ (ดูได้ที่นี่) กระโดดตบ Mountain Climber, High Knee (หนึ่งในท่าฝึก Drill) เน้นการฝึกกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการวิ่ง ได้แก่ ต้นขาหน้า ต้นขาหลัง น่อง ข้อเข่า ข้อเท้า สะโพก ฯลฯ เพื่อให้กล้ามเนื้อกลุ่มนี้พัฒนา ส่วนการเพิ่มแรงต้านจะเสริมก็ได้ แต่มุมต้องถูก องศาต้องได้ บางคนทำท่าผิดจนเจ็บตัวกลับมาก็มี เป้าหมายของเราคือต้องการเสริมสร้างความแข็งแรงและลดอาการบาดเจ็บบริเวณ IT Band หรือการเกิด Shin Splint (การเจ็บหน้าแข้งของนักวิ่ง) ย้ำว่าสัปดาห์สุดท้ายควรเน้นบอดี้เวตอย่างเดียว ไม่ควรยกเวตหนักๆ เพราะอย่างที่บอกว่ากล้ามเนื้อต้องการพักฟื้นอย่างน้อย 3 วันก่อนลงสนาม”   

 

ผ้าป่าน สิริมา กับการฝึกซ้อมเพื่อพิชิต 21 กิโลเมตรแรกในชีวิต

 

จะทำอย่างไรเมื่อต้องปล่อยตัวในช่วงเช้ามืด  

หนึ่งในปัญหาที่นักวิ่งมือใหม่ขยาดคือกำหนดปล่อยตัวที่มักเริ่มในช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นเวลาที่ผิดไปจากวิสัยปกติ เช่น กำหนดปล่อยตัวตอนตี 4 แต่เราควรไปที่นั่นล่วงหน้าอย่างน้อย 60 นาที หรือราวๆ ตี 3 เพื่อเตรียมความพร้อมและมีเวลาวอร์มร่างกาย เท่ากับว่าวันนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตี 2!   

 

“ข้อนี้ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ เทคนิคส่วนตัวคือเราเป็นคนวิ่งตอนเช้า สังเกตตัวเองว่าหากวันไหนตื่นตี 4 หรือตี 5 ช่วงเวลา 4-5 โมงเย็นจะเริ่มง่วง แต่ถ้าหาอะไรทำเราจะไม่ง่วง สมมติว่าปล่อยตัวตี 2 เราต้องไปถึงสนามตอนเที่ยงคืน นับย้อนเวลากลับไป 5-6 โมงเย็นต้องนอนแล้ว มันก็อาจจะพอดีกับที่เรารู้สึกง่วงเวลาตื่นมาซ้อม ดังนั้นเราอาจจะลองตื่นตี 3 หรือตี 4 เพื่อทำอะไรสักอย่าง อาจจะตื่นมาลองวิ่งก็ได้ เพื่อให้อยากนอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่อย่างไรก็ดี การนอนดึกหรือนอนน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้นอน”  

 

 

ซ้อมวิ่งอย่างไร กินอย่างนั้น  

‘โหลดคาร์บๆ’ คำนี้ได้ยินจนชิน แม้ว่าคาร์โบไฮเดรตจะกลายมาเป็นพลังงานจำเป็นสำหรับนักกีฬา โดยเฉพาะนักวิ่งทางไกล แต่ใช่ว่าเราต้องกินคาร์บปริมาณเยอะๆ ในช่วงสัปดาห์ก่อนลงสนามเสมอไป เพราะโหลดคาร์บที่ถูกต้องต้องผ่านการคิดและวางแผนมาแล้วเพื่อให้ร่างกายดึงเอาพลังงานไปใช้ในวันงานได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่ว่าจะกินอะไรเมื่อไรก็ได้

 

“คนชอบคิดว่าการโหลดคาร์บคือการกินบุฟเฟต์ แต่การกินที่มากเกินไปยิ่งทำให้น้ำหนักตัวพุ่ง วิ่งจริงเผาผลาญแค่ 400-600 แคลอรี ยิ่งกินเยอะ ยิ่งทำให้ตัวหนัก ยิ่งวิ่งได้ยากขึ้น เราต้องควบคุมอาหาร กินบุฟเฟต์เดือนละครั้งก็พอ ไม่ต้องกินทุกสัปดาห์ที่วิ่งยาว ช่วงก่อนแข่ง 2 สัปดาห์ อาหารที่ควรกินคือคาร์โบไฮเดรต แต่กินปริมาณที่เราใช้หรือมากกว่าปกติเล็กน้อย ลดของมัน ทอด รสจัด ของดิบ ของแสลงต่างๆ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เน้นโภชนาการดีกว่า เพราะอาหารดีช่วยส่งเสริมเราได้ อย่างเราวิ่งเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เป้าหมายยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องโหลดคาร์บ แต่ถ้าเป็นระดับนักกีฬาที่ต้องการทำเวลา อย่างนั้นต้องคำนวณเรื่องอาหารและโภชนาการ”  

 

 

ฝึกการ ‘โฉบ’ ดื่มน้ำแทนการเดิน

ตามงานวิ่งต่างๆ ที่ได้มาตรฐานจะมีจุดบริการน้ำตั้งอยู่ทุกๆ 2-3 กิโลเมตร แต่หากเป็นระยะที่เส้นทางค่อนข้างไกลอย่างระยะ 42 กิโลเมตร หรือ 21 กิโลเมตร อาจมีผลไม้อย่างกล้วยหรือแตงโมให้ด้วย นักวิ่งส่วนใหญ่จะแวะหยิบน้ำทุกจุดที่พบเห็น วิธีนี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่การแวะทุกจุดอาจทำให้คุณเสียเวลาและเสียจังหวะในการวิ่ง เพราะต้องชะลอฝีเท้า

 

“แวะได้ แต่อยากให้ฝึกโฉบน้ำ อย่าเดิน เพราะการเดินทำให้จังหวะขาเปลี่ยน เช่น ระหว่างทางเราใส่ขามา 100 ก้าว ส่งเลือดไปยังหัวใจ 100 รอบ แต่ถ้าเราชะลอ เลือดไปเลี้ยงไม่ทัน ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ส่งผลให้ขาหนัก วิ่งไม่ออก ทั้งที่เพิ่งหยุดพักมา พยายามจ๊อกกิ้ง เดินเร็ว แต่อย่าหยุด กินแค่พอดีๆ จิบๆ เพราะเราไม่ได้เสียเหงื่อขนาดนั้น เราดื่มเพื่อให้เลือดไม่ข้น ถ้าเป็นไปได้ลองฝึกวิ่งแบบ 4 กิโลเมตรดื่มที เพราะวันจริงเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสนามบ้าง หรือฝึกวิ่ง 30-40 นาทีโดยไม่ดื่มน้ำเลย”

 

ส่วนตัวผู้เขียนพบว่าการไม่ต้องแวะดื่มน้ำบ่อยๆ ช่วยได้มากเมื่อต้องการวิ่งทำเวลาหรือแซงกลุ่มด้านหน้าที่ออกันรับน้ำ เพราะร่างกายคุ้นชินกับการไม่ดื่มน้ำในช่วง 5 กิโลเมตรแรก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในวันนั้น หากแดดแรงหรือร้อนจัดกว่าทุกที หรือวิ่งแล้วรู้สึกว่าร่างกายต้องการน้ำดื่มก็ไม่จำเป็นต้องดันทุรังวิ่งในสภาพนั้นๆ ให้เสี่ยงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เราจึงไม่จำเป็นต้องแวะจิบน้ำทุกจุด แต่ควรดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย

 

 

ส่วนเรื่องเจลพลังงานที่หลายยังสงสัยว่าต้องกินไหม อธิบายได้ง่ายๆ ว่าถ้าวิ่งระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง 50 นาที ไม่จำเป็นต้องกินเจล เราจะกินเจลต่อเมื่อวิ่งเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เจล 1 ซองต่อระยะเวลา 1 ชั่วโมง ดังนั้นหากวิ่งเพียงระยะ 10-12 กิโลเมตร ไม่จำเป็นต้องกิน เพราะเจลคือน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายแล้วกลายเป็นพลังงานเร่งด่วน ร่างกายจะต้องใช้ก็ต่อเมื่อถูกใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ โดยไม่หยุดพัก

 

จะเห็นได้ว่าการวิ่งให้ดีขึ้นนั้นมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมที่ต้องมีแบบแผน ความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อวันนั้นๆ สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด และหมั่นศึกษาหาความรู้ หรือลองคลิกติดตามกลุ่มวิ่งหรือเพจวิ่งที่ถูกจริตกับคุณ เพราะในนั้นจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิคการวิ่งอยู่บ่อยๆ หรือบางครั้งอาจมีเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการวิ่งที่คุณสามารถเข้าร่วมเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์วิ่งจากผู้รู้ได้อีกด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะได้เพื่อนใหม่กลับมาเป็น Running Buddy ชวนกันฟิตไปตลอดเส้นทาง

    

บรรยากาศและแรงใจในวันงานช่วยให้เรามีแรงวิ่งมากขึ้น

 

ภาพ: Courtesy of brand  

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post เคล็ดลับการวิ่งฉบับคนออฟฟิศผู้อ่อนซ้อมและมีตารางเวลาไม่แน่นอน แต่อยากพิชิตทุกระยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/office-workers-running-program/feed/ 0
กล้องวงจรปิดจับภาพนักวิ่งเกือบ 250 คนโกงเส้นทางวิ่ง Shenzhen Half Marathon https://thestandard.co/shenzhen-half-marathon-traffic-cameras-catch-cheats-taking-shortcut/ https://thestandard.co/shenzhen-half-marathon-traffic-cameras-catch-cheats-taking-shortcut/#respond Fri, 30 Nov 2018 07:48:01 +0000 https://thestandard.co/?p=156522

นักวิ่งเกือบ 250 คน ถูกจับภาพวิ่งออกนอกเส้นทางเข้าทางลั […]

The post กล้องวงจรปิดจับภาพนักวิ่งเกือบ 250 คนโกงเส้นทางวิ่ง Shenzhen Half Marathon appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักวิ่งเกือบ 250 คน ถูกจับภาพวิ่งออกนอกเส้นทางเข้าทางลัดโดยวิ่งผ่านพุ่มไม้ จากกล้องจราจรในการแข่งขัน Shenzhen Half Marathon

 

นอกจากนี้ทางฝ่ายผู้จัดงานวิ่งในเซินเจิ้น ประเทศจีน ยังพบว่า มีนักวิ่ง 18 คนใส่บิบเลขประจำตัวนักวิ่งปลอม พร้อมกับนักวิ่งอีก 3 คนถูกระบุว่าเป็นนักวิ่งที่ปลอมตัวมา โดยนักวิ่งที่โกงการแข่งขันจะถูกแบนจากการแข่งขัน

 

“เรารู้สึกเสียใจกับการละเมิดกฎกติกาในงานวิ่งครั้งนี้มาก การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกาย แต่มันเป็นดั่งชีวิต และนักวิ่งมาราธอนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ” ฝ่ายผู้จัดได้เผยถึง

 

โดยฟุตเทจที่ถูกบันทึกจากกล้องจราจรของตำรวจเผยภาพนักวิ่งแอบวิ่งลัดเข้าพุ่มไม้ แทนที่จะวิ่งตรงไปยูเทิร์นตามที่ผู้จัดกำหนดไว้ โดยผู้จัดระบุว่า มีนักวิ่งทั้งหมด 237 คนที่วิ่งน้อยกว่าระยะจริง 2-3 กิโลเมตร จากระยะทางฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร

 

การแข่งขัน Shenzhen Half Marathon เป็นงานวิ่งภายในเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศโดยมีนักวิ่งเข้าร่วมกว่า 16,000 คน โดยหลังเกิดเหตุการณ์โกงระยะทาง หนังสือพิมพ์ People’s Daily หนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในจีนได้ออกมาเรียกร้องให้นักวิ่งทุกคนให้เกียรติการวิ่งมาราธอน และให้ ‘มีน้ำใจนักกีฬา’

 

จากข้อมูลของสมาคมกรีฑาจีน (Chinese Athletics Association (CAA)) ระบุว่าปัจจุบันจีนมีรายการวิ่งมากถึง 1,072 รายการ พุ่งสูงขึ้นจากปี 2011 ที่มีเพียง 22 รายการเท่านั้น

 

ภาพ: Shenzhen Half Marathon

พิสูจน์อักษร พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post กล้องวงจรปิดจับภาพนักวิ่งเกือบ 250 คนโกงเส้นทางวิ่ง Shenzhen Half Marathon appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/shenzhen-half-marathon-traffic-cameras-catch-cheats-taking-shortcut/feed/ 0
Running Economy เศรษฐศาสตร์การจัดงานวิ่งให้ได้มาตรฐานสากลของบางแสน 21 https://thestandard.co/running-economy-bangsaen21/ https://thestandard.co/running-economy-bangsaen21/#respond Wed, 24 Oct 2018 09:48:48 +0000 https://thestandard.co/?p=136451

“สัปดาห์ที่จะถึงนี้มี 60 งานวิ่งทั่วประเทศ ปีที่แล้วเฉล […]

The post Running Economy เศรษฐศาสตร์การจัดงานวิ่งให้ได้มาตรฐานสากลของบางแสน 21 appeared first on THE STANDARD.

]]>

“สัปดาห์ที่จะถึงนี้มี 60 งานวิ่งทั่วประเทศ ปีที่แล้วเฉลี่ยทั้งเดือนคือ 60 งาน แต่นี่คือสัปดาห์เดียว”

 

อาจเป็นตัวเลขที่ไม่เป็นทางการ แต่เป็นประโยคที่ รัฐ จิโรจน์วณิชชากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ผู้จัดงานวิ่งบางแสน 21 งานวิ่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจากสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (IAAF) ใช้อธิบายกับ THE STANDARD ถึงการเติบโตของงานวิ่งภายในประเทศไทยที่ดูเหมือนว่าจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่เหมือนกับทุกกระแสที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ย่อมมีบางครั้งที่ผู้ก้าวเข้ามาเล่นใหม่มีประสบการณ์ไม่เพียงพอจนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในการจัดการแข่งขัน เนื่องจากฝ่ายผู้จัดงานต้องเตรียมพร้อมดูแลผู้ร่วมแข่งขันอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการจัดการแข่งขันกีฬาชนิดอื่นๆ ที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชมมากกว่าผู้ที่เข้าร่วมเสียเอง

 

THE STANDARD จึงพูดคุยกับรัฐและค้นหาคำตอบว่าการจัดงานวิ่งให้ได้มาตรฐานต้องทำอย่างไร และการวิ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาไปมากขนาดไหน

 

 

กิโลเมตรที่ 0 สัมผัสกับมาราธอนครั้งแรก

5 ปีที่แล้วผมเปลี่ยนจากคนไม่ออกกำลังกายเลยมาเริ่มรักษาสุขภาพ เนื่องจากมีแรงบันดาลใจอยากจะอยู่กับลูกให้นานขึ้น ค้นหาอะไรที่ทำให้สุขภาพดี ก็เลยมาสมัครวิ่ง ครั้งแรกก็ลงฟูลมาราธอนเลย (42.195 กิโลเมตร)

 

ก่อนหน้าที่จะลงแข่งก็ไม่เคยลงงานวิ่งมาเป็นสิบปีแล้ว มีเวลาซ้อม 4 เดือน ถ้ามาวันนี้ผมไม่แนะนำให้ทำแบบนั้น มันไม่ดีต่อสุขภาพเลย จบก็บาดเจ็บ แต่มันทำให้ผมเปลี่ยนจากคนที่ไม่ออกกำลังกายมาเป็นคนที่ก้าวผ่านคำว่าไม่ชอบวิ่งได้

 

4 เดือนนั้นแหละที่ซ้อมจริงจัง ซ้อมแบบไม่มีเหตุผล ฝนตกก็วิ่ง ทุกอย่างตามตารางหมดจนกระทั่งไปวิ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทุกอย่างแปลกใหม่ สนุก ตื่นเต้น เพราะวิ่งกับคนอีก 1,500 คน รู้สึกว่าสนุกมาก

 

พอวิ่งเสร็จเราก็บาดเจ็บ เพราะซ้อมมาไม่ถึง แต่ก็วิ่งเข้าเส้นชัยโดยใช้เวลาไป 7 ชั่วโมง

 

หลังจากนั้นก็เริ่มติดใจ ลง 10 กิโลเมตรบ้าง 21 กิโลเมตรบ้าง แต่ด้วยความที่ว่าพื้นฐานเราไม่ดีและไม่ได้มีประสบการณ์ 2 ปีแรกเลยมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างเยอะ ถ้าแนะนำคนอื่นก็คือให้ค่อยๆ ไต่ระยะ ตอนนี้ก็วิ่งต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว

 

 

กิโลเมตรที่ 5 ประสบการณ์ในฐานะนักวิ่งต่อยอดสู่การเป็นผู้จัดงานวิ่ง

จนถึงวันนี้บริษัทของเราเปิดมา 15 ปีแล้ว ธุรกิจหลักของเราคือจัดประชุมสัมมนา ลูกค้าในพอร์ตเกือบ 50% เป็นกลุ่มไอทีเกือบหมด เราไม่ได้ทำแบบ Mass Consumer แต่เราจะเน้นลูกค้าองค์กรตั้งแต่ 300-1,500 คน ทำมาตลอด

 

เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมเริ่มวิ่งตามงานต่างๆ พอเวลาผ่านไปสักพักเราก็เริ่มมองงานวิ่งจากมุมมองนักจัดงานบ้าง งานนี้มีจุดที่น่าจะพัฒนาตรงไหน แรกๆ เราก็ยอมรับสภาพว่างานวิ่งส่วนใหญ่คงจะเป็นแบบนี้แหละ น้ำเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง แต่บางจุดมันไม่มีเหตุผลเลย พอเริ่มวิ่งเยอะขึ้นก็พบปัญหามากขึ้น เช่น รับเสื้อและเบอร์วิ่งนานมาก ทั้งที่เราก็สมัครทุกอย่างไว้ล่วงหน้า ทำไมต้องไปต่อคิว 15-20 นาที บางงานเคยรอเอาเบอร์วิ่ง 30 นาที จนอยากเข้าไปถามคนจัดว่ามีอะไรให้ช่วยไหม

 

บางทีสมัครไปล่วงหน้า 3 เดือน บอกไว้ว่าขอเสื้อไซส์ L พอเราไปรับเสื้อช้าหน่อย เขาบอกว่าเหลือแต่ 3XL หรือ 2XS ให้เลือกเอา เราก็งงว่าสมัครไปล่วงหน้าตั้งนาน พร้อมระบุว่าเสื้อไซส์ L แต่กลายเป็นว่าต้องเอาเสื้อ 3XL มา แล้วก็ไม่ได้ใส่ เพราะใหญ่มาก

 

แล้วก็มีปัญหาน้ำหมดบ้าง แก้วหมดบ้าง เสิร์ฟน้ำไม่ทันบ้าง เราคิดว่ามันน่าจะดีได้กว่านี้ ก็เลยกลับมาคุยกันในทีม ชวนน้องๆ มาลองจัดงานวิ่งสักงาน

 

 

กิโลเมตรที่ 10 จัดงานวิ่งครั้งแรก สู่การเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของวงการวิ่ง

พอผมลองถามทุกคนในทีมเรื่องการจัดงานวิ่ง วันนั้นทุกคนในบริษัทก็รู้สึกว่าลองดูก็ได้ เหมือนจัดกิจกรรมเสริมให้ลูกค้าที่ผ่านมา เรารู้สึกว่างานวิ่งก็เหมือนอีกกิจกรรมหนึ่ง ก็เลยมาลองศึกษาดู

 

นั่งคิดว่าจะทำงานวิ่งในฝันได้อย่างไร ดูปัญหาต่างๆ และเราอยากเห็นอะไรที่ยังไม่มีในงานวิ่งเมืองไทย คิดตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง

 

ตอนนั้นก็ทำตามฝันที่อยากให้เป็นเลย คิดเล่นๆ กับเพื่อนว่าจะทำให้รู้เลยว่างานวิ่งในมุมมองของผู้จัด ปัญหาต่างๆ มันเกิดขึ้นจากอะไรและแก้ไขได้ไหม

 

แต่พอจัดปุ๊บเราก็ค้นพบว่าแผนที่วางไว้มันทำได้หมด จัดทั้งหมด 3 ระยะในบางแสน 21 ตั้งแต่ 21, 10 และ 5 กิโลเมตร รวมแล้ว 3,600 คนที่มาลงสมัคร

 

ครั้งแรกไม่มีใครรู้จักเราเลย เช่นเดียวกัน เราก็ไม่รู้จักนักวิ่งเลย เราเปิดรับสมัครไป 2 เดือน คนมาสมัครยังไม่ถึง 1,000 คนเลย ก็มีหวั่นไหวบ้าง ต้องประชาสัมพันธ์เยอะๆ และนักวิ่งมาสมัครกันเยอะตอนช่วงใกล้ๆ หมดเขต ตอนแรกกะจะรับ 3,000 คน สุดท้ายก็ทะลุมา 3,600 คน

 

ปีแรกเราก็ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนั้น ก็คิดว่าแค่ทำตามฝัน พอจบก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม เดี๋ยวถ้าอยากสนุกหรืออยากจัดก็ค่อยทำอีกทีหนึ่ง

 

แต่พอเราทำเสร็จ งานวิ่งของเรากลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของวงการวิ่ง หลายๆ คนพูดถึง เขาไม่เชื่อว่างานแบบนี้จะเกิดขึ้นในเมืองไทย หลายๆ อย่างเกินความคาดหมาย เพราะเราคิดเผื่อ เช่น ปีแรกเราเปิดระบบค้นหารูปจากเบอร์วิ่ง อันนั้นเกิดจากประสบการณ์ตอนที่ผมเป็นนักวิ่งใหม่ๆ มีช่างภาพ 10 คน ถ่ายเสร็จผมไม่รู้จักสักคน

 

แต่พอเริ่มเจอเพจก็ต้องไปค้นหา โอเค ได้มา 1 รูป เพจนั้นอีก 3,000 กว่ารูป ได้มาอีก 1 รูป ผมนั่งทำแบบนี้อยู่ 2 งาน หลังจากนั้นก็เลิก เพราะมันเสียเวลามาก บางทีก็หาไม่เจอ เลยมาหาระบบค้นหารูปจากเบอร์วิ่ง หลังจากนั้นเราก็ได้พาร์ตเนอร์ชื่อว่าเพจ ThaiRun มาช่วยดึงรูปจากช่างภาพทั้งหมดและคีย์เลขเข้าไป พอค้นหาตามเบอร์วิ่งก็เจอรูปตัวเองหมด

 

นักวิ่งก็ชื่นชอบมาก สามารถซื้อขายได้ด้วย รูปเล็ก 50 บาท รูปใหญ่ก็ 100 บาท ปีที่ 2 เราก็เพิ่มเทคโนโลยี Face Recognition เข้าไป เป็นเทคโนโลยีระดับโลกที่มาแก้ไขตรงจุด บางคนบอกว่าถ่ายไปตั้งเยอะ แต่หาไม่เจอเลย บางทีเสื้อก็บังเลข หรือเวลาถ่ายรูปแล้วมือบังเลข ทีนี้เราใช้หน้าเลย

 

สมมติจะกดหารูปก็เอาหน้าเราอัปโหลดเข้าไป ระบบก็เอาหน้าเราไปหาและโชว์รูปทั้งหมดที่เจอ

 

บางแสน 21 ปีแรกมีการโหวตงานวิ่งยอดเยี่ยมของประเทศไทยในเพจที่ชื่อว่า วิ่งไหนดี ตอนนั้นเราได้รับ 5 ดาวครบทุกคนที่มาโหวต ซึ่งเป็นงานแรกและงานเดียวจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันยากที่จะทำให้คนทั้งงานมีความสุขแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

 

พอปีที่ 2 มา เราจัดดียังไงก็มีคนไม่พอใจบางเรื่องอยู่นิดๆ หน่อยๆ ปีที่ 3 ที่จัดได้ระดับโลกก็ยังมีคนตัดคะแนนบางจุด ดังนั้นครั้งแรกถือเป็นตำนานขององค์กร ได้โหวตเป็นงานวิ่งยอดเยี่ยมของประเทศไทย 3 ปีซ้อน

 

 

กิโลเมตรที่ 21 ครึ่งทางแห่งความฝัน และวิธีผลักดันงานวิ่งให้ไปสู่มาตรฐานสากลของ IAAF

พอเราจัดปีแรก มีคนมาบอกว่างานที่เราจัดดีกว่าสิงคโปร์มาราธอน ซึ่งเป็นงานที่มีชื่อเสียงเวลานั้นในหลายๆ ด้านเทียบเท่ากับงานสากลเลย เราจึงเริ่มค้นหาว่าในโลกการวิ่งเนี่ยมีการจัดอันดับอะไรบ้างไหม เหมือนหนังที่มีการให้รางวัลออสการ์ หรือทีมฟุตบอลที่มีการจัดอันดับโลก

 

เราก็มารู้จักว่า IAAF คือองค์กรที่คุมการวิ่งทั้งโลก เหมือนฟีฟ่าคุมฟุตบอล IAAF จะกำหนดในเรื่องของการวิ่งบนถนน วิ่งบนลู่ยาง เป็นคนกำหนดกฎกติกาทุกอย่าง เขาเป็นคนสร้าง รักษา เปลี่ยนกฎกติกา และรับรองสถิติทั้งโลกเลย

 

เราเข้าไปดูแล้วพบว่าเขามีการให้มาตรฐานงานวิ่งของโลกคือ IAAF Label Road Races เราก็เข้าไปดูแล้วพบว่าในประเทศไทยยังไม่มีใครได้เลย ในเวลานั้นทั้งโลกมีอยู่ 80 งานเอง ก็รู้สึกว่าทำไมน้อยจัง ในเวลานั้นเราพบว่าอเมริกามีอยู่ 30,000 งาน จีนมีอยู่หลักหมื่น ยุโรปก็เช่นกัน เอเชียรวมๆ แล้วน่าจะเกินแสน แต่ทำไมมีเพียง 80 งานที่ได้รับการรับรอง

 

เราก็มาไล่ดูรายชื่องานและค้นพบว่างานที่ได้รับการรับรองคืองานใหญ่ๆ ทั้งนั้น เช่น บอสตัน เบอร์ลิน ลอนดอน ชิคาโก นิวยอร์ก พวกนี้ Gold Label หมด เราก็เลยเริ่มไปทำการบ้านต่อว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำเพื่อจะได้รับการรับรอง

 

ปรากฏว่าต้องจัดอย่างน้อย 3 ครั้งจึงจะยื่นขอให้เขามาตรวจได้ พอยื่นไปแล้วเขาจะส่งคณะกรรมการมาตรวจการให้คะแนน โดยบอกล่วงหน้าว่ามี 6 หัวข้อใหญ่พร้อมกับรายละเอียดมหาศาล ซึ่งต้องผ่านทุกข้อ

 

ปีที่ 2 เราก็รีบคุยกับนายกฯ ตุ้ย-ณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข ว่าเราอยากจะเอามาตรฐานระดับโลกเลย ก็ตัดสินใจจับมือกัน พอผ่านปีที่ 2 เราก็ทดสอบหลายๆ อย่างเพื่อจะดูว่าอะไรติดขัดบ้าง

 

พอถึงปีที่ 3 ที่ผ่านมาเราก็เลยยื่นให้เขามาตรวจ ซึ่งก็ผ่าน แล้วก็ได้เป็นงานแรกของประเทศไทย งานที่ 2 ของอาเซียน และเป็นงานที่ 5 ของเอเชียที่ได้รับการรับรอง

 

IAAF บอกว่าเราเป็นการแข่งขันที่ขอเร็วที่สุดในโลก ปกติกติกา 3 ปีเป็นขั้นต่ำ เหมือนเป็นแค่ไกด์ไลน์เฉยๆ ในยุโรปขั้นต่ำต้อง 10 ปี เพราะว่ามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ถ้าขอแล้วไม่ได้ขึ้นมา เงินก็หายไปเลย ปีหน้าก็ต้องมาเริ่มกันใหม่ จีนต้องใช้เวลา 7 ปี

 

แต่เราก็มีความมั่นใจ เพราะเราคิดว่าเราเข้าใจคู่มือที่เขาให้มาดีพอ ทำทุกอย่างตามกฎระเบียบ ถ้าบางอันไม่มั่นใจก็ทำให้เกินไว้ก่อน เราก็ได้มาพร้อมกับการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับวงการวิ่งไทย

 

 

กิโลเมตรที่ 35 ปีศาจของการก้าวข้ามไปสู่ระยะฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตรครั้งแรกเมื่อปี 2560

ในฐานะผู้จัด ระยะมาราธอนก็เป็นระยะที่ท้าทาย คือจริงๆ มีนักวิ่งเรียกร้องให้เราจัดมาตั้งแต่ปีที่ 2 แล้ว ซึ่งเราก็บอกว่าขอเก็บประสบการณ์ก่อน เพราะตอนนั้นเรามีประสบการณ์แค่งานเดียว และบุคลากรเราก็มีไม่พอ จึงรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องใจร้อน

 

ปีที่ 2 เราจัด 3 งานก็ไม่ใช่ฟูลมาราธอนเลย แต่เราจัดจนคิดว่ามีองค์ความรู้มากพอที่จะกล้าลอง เลยจะขอจัดฟูลมาราธอน แต่จัดสไตล์เรา ก็ต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับวงการวิ่งทั้งวิธีคิดและวิธีจัดการ

 

เราก็เลยสร้างงานในฝันขึ้นมาอีกงาน ฝันว่าจะมีงานวิ่งระยะเดียวขึ้นมาในประเทศไทย นั่นคืองานวิ่ง 42.195 กิโลเมตรระยะเดียวทั้งงาน

 

ปีแรกก็มีคนมาร่วมงาน 6,000 คน เป็นงานที่มาแล้วไม่ต้องถามว่าวิ่งระยะไหน เพราะงานวิ่งส่วนใหญ่จะมีหลายระยะ ดังนั้นจะไม่มีปัญหาเลยว่าวิ่งๆ ไปแล้วระยะอื่นมาวิ่งตัดหน้าหรือขวางทาง เพราะทุกคนมาวิ่งระยะเดียวกันหมด

 

แต่การจัดระยะมาราธอนเป็นไปอย่างที่คาด คือมีระยะที่ต้องจัดการเยอะ มันไม่ใช่แค่ว่าระยะทางยาวขึ้น แต่ทีมงานต้องอยู่ในสนามนานขึ้น เดิมจากฮาล์ฟมาราธอนต้องอยู่ในสนาม 5-6 ชั่วโมง แต่นี่เราต้องอยู่กัน 10 ชั่วโมง  

 

คนเราถ้าทำงานแบบมีสมาธิอาจอยู่ได้สัก 8-10 ชั่วโมงก็ถือเป็นเรื่องยากแล้ว แต่นี่ต้องทำงานภายใต้ความร้อน มีเรื่องให้จัดการเยอะ เราผ่านครั้งแรกไป เก็บโนว์ฮาวเพิ่มได้อีกเยอะมาก ปี 2561 นี้ก็เป็นครั้งที่ 2 เราก็น่าจะพัฒนาได้อีกหลายจุด

 

ด้านลบในปีแรกคือเรื่องของอากาศ วันนั้นเป็นวันที่สภาพอากาศของบางแสนแปลกมาก อยู่ๆ ก็ร้อนจัดแบบไม่มีลม อุณหภูมิ 30 กว่าองศาฯ ซึ่งนักวิ่งมาราธอนกับความร้อนเป็นอะไรที่ไม่ค่อยถูกกัน วันนั้นบางคนยังไม่ทันออกสตาร์ทก็เหงื่อท่วมเหมือนวิ่งมาแล้ว ทำให้แผนการรับมือกับงานเรายากขึ้นเยอะ

 

แต่กลายเป็นว่าอีกวันหนึ่งไม่มีแดด ตกบ่ายฝนตกปรอยๆ อากาศดีมาก คือทั้งสัปดาห์อากาศดีมาก มีวันแข่งวันเดียวที่ร้อน เราก็มองว่าเหมือนมารับน้องงานฟูลมาราธอนครั้งแรกของเรา เหมือนกับธรรมชาติต้องการให้งานวิ่งบางแสน 42 ไปอยู่ในความทรงจำของนักวิ่งไทยว่าเป็นงานที่โหด ทรมาน ไม่ใช่ง่ายๆ

 

คือมุมเราก็รู้สึกว่าเราทำอะไรกับธรรมชาติไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่จัดการเพื่อรองรับสถานการณ์แบบนี้อีก

 

ดังนั้นเราวางแผนเผื่อไว้ว่าปีนี้อาจจะร้อนกว่าปีที่แล้วอีก 2 องศาฯ เราอาจจะมีจุดสเปรย์น้ำ จุดล้างหน้า จุดให้น้ำรองรับมากขึ้น เพราะนี่คือสิ่งที่เราทำได้ ก็คาดหวังว่าอากาศจะดี

 

 

กิโลเมตรที่ 42 เข้าเส้นชัยเพียงคนเดียวในฐานะงานวิ่งที่ดีที่สุด หรือเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน

งานวิ่งเป็นอะไรที่แต่ละสนามไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่กลับเป็นคู่เสริมกัน เพราะว่าคนที่มาวิ่งบางแสน 42 เขาก็ไปวิ่งบุรีรัมย์ต่อ เขาก็ไปวิ่งจอมบึงต่อได้ คนเดียววิ่งได้หลายงาน แค่อย่ามาจัดวันเดียวกัน ต่อให้จัดวันเดียวกันจริงๆ ประชากรเรามีตั้ง 77 ล้านคน งานวิ่งหนึ่งงานรับได้แค่ไม่เกิน 20,000 คน เพราะฉะนั้นยังเป็นตลาดที่ไปได้อีกไกล

 

ในมุมของไมซ์ เราอยากให้มีงาน Label ในเมืองไทยมากกว่าหนึ่งงาน เพราะเวลามีหนึ่งงานก็ต้องยอมรับว่าเราเหนื่อยมาก เวลาเราไปบอกใครว่าเราได้ IAAF มา ซึ่งในระดับโลกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากว่าเราได้ แต่ในไทยเองเรากลับไม่ค่อยรู้จักว่ามันคืออะไร ยังไม่เข้าใจ เพราะมันใหม่มาก แต่ถ้าเรามีใบที่ 2 3 4 มันจะดีต่อประเทศ รวมถึงจะทำให้ประเทศเรากลายเป็นจุดหมายหลักของนักวิ่งย่านนี้ เพราะเวลามองมาแล้วมีใบเดียว ตอนนี้มันดูแห้งแล้ง แต่พอมีใบที่ 2 3 4 มา เราจะกลายเป็นฮับ ไม่ว่ามาช่วงเวลาไหนของปีหรือมาเที่ยวอยู่แล้วก็ปรับตารางให้เข้ากับงานวิ่งได้ มันจะเสริมสร้างกันไป

 

การแข่งเรื่องมาตรฐานเป็นเรื่องที่ดี เพราะผมเองก็จะไปวิ่งงานมาตรฐานของคนอื่นด้วย ผมเชื่อว่าอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะมีมากกว่า 5 Label ที่แน่ๆ คือบางแสน 21 ได้ทำให้ภาครัฐในเมืองไทยเห็นแล้วว่าเราทำได้และเกิดประโยชน์จริง

 

และมันไม่ได้เกิดจากบริษัทใหญ่โต เพราะเราก็เป็น SMEs บริษัทหนึ่งร่วมกับเทศบาลแสนสุข ซึ่งเป็นเทศบาลระดับตำบล ร่วมกันทำในฝั่งที่ตัวเองเก่งก็จัดงานระดับโลกได้ ดังนั้นใครเข้าใจโมเดลนี้ คุณไปอยู่ที่ไหนที่พร้อมคุณก็ทำได้

 

แล้วพอคุณทำเสร็จ ไม่ต้องห่วงเลย เพราะคุณไม่ต้องไปทำโฆษณาอะไรมากมาย งานบางแสน 21 ปีนี้มีคนเข้ามารอสมัครแล้ว 40,000 คนโดยที่เราไม่ได้ลงโฆษณาที่ไหนเลย เราแค่แจ้งผ่านเพจ ผ่านไลน์ของเรา มาตรฐานมันขายตัวมันเอง ซึ่งถ้าเรารับหมด 40,000 คนก็สบายเลยนะ แต่เราเลือกที่จะค่อยๆ โต

 

การจัดการคนจำนวนมาก หรือที่เราเรียกว่า Mass Participation Event มันมีองค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ เราไม่เคยทำ เราก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ ปีแรก 3,600 คน ปีที่ 2 รับมาเป็น 15,000 คน ซึ่งถือว่าเยอะมาก เราก็แบ่งเป็น 2 วัน 21 กิโลเมตร 5,000 คน วันแรก 5-10 กิโลเมตร จัดอีกวัน 5,500 คน ถ้ามองก็คือการจัดการเราเพิ่มจาก 3,600 มาเป็น 5,000 คน ก็ไม่ได้ก้าวกระโดดมาก

 

ปีที่ 3 ก็ขึ้นมาเป็น 13,500 คน มาวิ่ง 21 กิโลเมตรอย่างเดียว 6,000 คน ก็ยังสามารถจัดการได้

 

ปีนี้กับครั้งแรกที่เราได้ Bronze Label คนอยากมาฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกกับเราเยอะมาก เรารับเพิ่มได้เป็น 9,000 คน ทางหนึ่งก็พยายามบอกทีมว่าค่อยๆ รับเพิ่ม เอาที่เราจัดการได้ เพราะเราอยากให้ทุกคนที่มาวิ่งกลับบ้านด้วยความสุข ความประทับใจ และความรักในการวิ่ง ให้เขาไปชวนคนที่เขารักมางานเราอีก

 

ปีหน้าเราก็ค่อยๆ เพิ่ม แต่เพิ่มถึงจุดที่เมืองจะรองรับไหว เพราะงานระดับนี้ อันดับแรกคือต้องการระบบขนส่งมวลชนที่ดี บ้านเรายังมีปัญหาเรื่องนี้เยอะ เพราะหากทุกคนขับรถมาจะถึงจุดหนึ่งที่ตัวเมืองรับไม่ไหว ห้องพักก็เป็นอีกปัญหาที่มีไม่เพียงพอ จึงอาจจะต้องไปพักตามพื้นที่ใกล้เคียง

 

 

การทำธุรกิจที่เกิดจากการมองเห็นบางปัญหาในอุตสาหกรรมการวิ่งและการใช้ประสบการณ์ที่เรียนรู้จากการทดลองวิ่งเองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐเปลี่ยนการทำธุรกิจรับจัดงานสัมมนาและงานประชุมต่างๆ มาผลักดันให้เกิดมาราธอนระดับมาตรฐานสากลที่แรกของไทย

 

ซึ่งนอกจากบางแสนแล้ว วันนี้เราได้เห็นผู้จัดเจ้าใหญ่อย่างบุรีรัมย์ มาราธอน ที่เพิ่งประกาศเช่นกันว่าเตรียมตั้งเป้าหมายสู่การรับรองของ IAAF Bronze Label ภายใต้คอนเซปต์ Your Ultimate Destination สวรรค์ของนักวิ่ง ทำให้อนาคตของวงการวิ่งในประเทศไทยดูจะเติบโตขึ้นไปอีก

 

 

ไม่เพียงแต่การวิ่ง แต่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ใช้กิจกรรมหรือการแข่งขันกีฬาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยว สำหรับประเทศไทยนั้น ในเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียวมีมหกรรมกีฬาเกิดขึ้นในประเทศไทยถึง 2 งาน ทั้งโมโตจีพีครั้งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีแชมป์โลกคนปัจจุบัน มาร์ค มาร์เกวซ นักบิดชาวสเปน วัย 25 ปี มาคว้าแชมป์เป็นคนแรก และสร้างเงินสะพัดจาก 3 วันไปกว่า 3 พันล้านบาท

 

 

ส่วนวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งมีนักปั่นทั้งหมด 1,500 ชีวิต นำโดย อัลแบร์โต คอนทาดอร์ ยอดนักปั่นจักรยานระดับโลกชาวสเปน ดีกรีแชมป์ตูร์เดอฟร็องส์ 2 สมัย มาร่วมลงแข่งขันจักรยานเลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์เดอฟร็องส์ ครั้งแรกในประเทศไทยด้วย

 

แต่เหมือนกับทุกการแข่งขัน ฝ่ายผู้จัดเองก็จำเป็นต้องสามารถรักษามาตรฐานและยกระดับความคิดสร้างสรรรค์เพื่อเพิ่มความน่าประทับใจให้กับผู้ที่เข้าร่วม เพราะหลังจากนี้ทีมจาก IAAF จะมาตรวจสอบมาตรฐานทุกครั้ง และจะยึดคืนใบรับรองทันทีหากปีนั้นๆ ไม่ผ่านมาตรฐาน รวมถึงการนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาช่วยให้การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับนักวิ่งทุกปีเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากนักวิ่งหน้าเดิมที่กลับมาต้องวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อชักชวนคนที่เขารักกลับมาร่วมงานวิ่งอีกครั้ง

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post Running Economy เศรษฐศาสตร์การจัดงานวิ่งให้ได้มาตรฐานสากลของบางแสน 21 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/running-economy-bangsaen21/feed/ 0
โอ๊ย! วิ่งแล้วเจ็บหัวนม มาทำความรู้จักอาการเจ็บปวดของนักวิ่งชายที่ผู้หญิงไม่มีวันเข้าใจ https://thestandard.co/runners-nipple/ https://thestandard.co/runners-nipple/#respond Mon, 14 May 2018 06:06:41 +0000 https://thestandard.co/?p=90424

อย่าคิดว่าจะมีแต่เพศหญิงที่มีปัญหากับเรื่องนมๆ เพราะฝ่า […]

The post โอ๊ย! วิ่งแล้วเจ็บหัวนม มาทำความรู้จักอาการเจ็บปวดของนักวิ่งชายที่ผู้หญิงไม่มีวันเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อย่าคิดว่าจะมีแต่เพศหญิงที่มีปัญหากับเรื่องนมๆ เพราะฝ่ายชายก็มีสิทธิ์เจ็บปวดกับอวัยวะส่วนนี้ได้เหมือนกัน อย่างที่นักวิ่งมาราธอนกำลังเผชิญกับปัญหาหัวนมหลั่งเลือดขณะวิ่ง ที่ชวนให้สงสัยว่านี่ไปวิ่งมาราธอนหรือออกสมรภูมิรบกันแน่

 

อาการนี้ศัพท์ในวงการเรียกว่า Runner’s Nipple หรือการหลั่งเลือดบริเวณหัวนมของนักวิ่ง บางกลุ่มนิยามไว้สั้นๆ แต่เห็นภาพว่า Bloody Nipples ซึ่งเป็นอาการเจ็บแสบที่เกิดจาการเสียดสีของหัวนมกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะวิ่งของฝ่ายชาย หากวิ่งระยะใกล้อาจไม่รู้สึก แต่ถ้าลงฮาล์ฟมาราธอนหรือฟูลมาราธอนที่ระยะ 42 กิโลเมตร หรือวิ่งนานกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกัน มีแนวโน้มว่าหัวนมของคุณจะถูกบาดจนเลือดไหลเป็นทาง

 

และไม่ใช่แค่จุดบอบบางอย่างหัวนมเท่านั้น บริเวณอื่นๆ อย่างรักแร้และขาหนีบก็มักเป็นไปด้วย อันที่จริงการเสียดสีสามารถเกิดขึ้นได้กับฝ่ายหญิงเช่นกัน เพียงแต่เปอร์เซ็นต์การเกิดน้อยกว่าเพราะหน้าอกของผู้หญิงถูกปกป้องด้วยสปอร์ตบรา ถ้าจะเกิดปัญหามักเป็นบริเวณใต้รักแร้มากกว่าส่วนอื่น

 

 

ส่วนหนทางป้องกันมีหลายวิธี เริ่มจากเปลี่ยนเสื้อที่ใส่วิ่ง ควรเลือกเนื้อผ้าที่นุ่มไร้รอยตะเข็บ หรือตะเข็บเย็บเรียบไม่แข็งเป็นสัน ยิ่งระบายความชื้นและแห้งเร็วยิ่งดี เพราะความเปียกจะยิ่งทวีคูณความเสียดสี หรือไม่ก็ใส่เสื้อแนบเนื้อไปเลยเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการเสียดสี บ้างวิ่งถอดเสื้อหรือเจาะเสื้อให้เป็นรูโหว่บริเวณหัวนม ซึ่งอย่างหลังน่าจะเป็นการสร้างสีสันมากกว่าทำจริง  

 

แต่หากคุณอยากใส่เสื้อที่แจกตามงานวิ่ง ลองมองหาตัวช่วยในชื่อ Nip Guard ซึ่งมีลักษณะคล้ายพลาสเตอร์ปิดจุก แต่ดีไซน์มาเพื่อผู้ชายโดยเฉพาะ แปะได้ไม่ต้องขวยเขิน แต่อาจหาซื้อได้ยากหน่อยในบ้านเรา ส่วนวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ การทาปิโตรเลียมเจลลีหรือวาสลีนที่หัวนมก่อนการวิ่ง หรือใช้พลาสเตอร์ปิดแผลชนิดผ้า (รุ่นสีส้มๆ) แปะทับหัวนมไปเลย ย้ำว่าต้องเป็นชนิดผ้าเท่านั้นเพราะรุ่นอื่นเหนียวไม่พอ แต่ข้อเสียของพลาสเตอร์ปิดแผลคือเจ็บสะท้านใจเวลาดึงออก โดยเฉพาะนักวิ่งที่มีขนอุกอุยบริเวณแผงอก (ผู้ชายบางคนถึงขั้นยอมโกนขนออกไปเลย)   

 

Photo: giphy.com

 

จะเห็นได้ว่าอาการหัวนมหลั่งเลือดไม่ได้อันตรายถึงชีวิต และไม่ต้องวิตกกังวลถึงขั้นเลิกวิ่ง เพียงแต่หนุ่มๆ ต้องเตรียมความพร้อมก่อนลงสนาม เพราะคงไม่ดีแน่ถ้าต้องวิ่งไปเจ็บไป หรือถ่ายรูปมามีแต่คุณกับเสื้อที่โชกไปด้วยเลือด

 

Photo: Nisakorn Rittapai, GIPHY

อ้างอิง:

The post โอ๊ย! วิ่งแล้วเจ็บหัวนม มาทำความรู้จักอาการเจ็บปวดของนักวิ่งชายที่ผู้หญิงไม่มีวันเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/runners-nipple/feed/ 0