วิสกี้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิสกี้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 23 Apr 2026 12:33:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไม PRAKAAN เลือก “กำแพงเพชร” ให้เป็น Premium Destination แห่งใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand?” [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/prakaan-kamphaeng-phet-premium-destination/ Thu, 09 Apr 2026 11:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1194478 ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก

การท่องเที่ยวทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ย […]

The post ทำไม PRAKAAN เลือก “กำแพงเพชร” ให้เป็น Premium Destination แห่งใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand?” [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก

การท่องเที่ยวทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Value over Volume” ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยว แต่วัดจากคุณค่าและมิติของประสบการณ์ที่ได้รับ

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เมืองหลายแห่งในประเทศไทยถูกค้นพบในรูปแบบใหม่ในฐานะจุดหมายเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะ “กำแพงเพชร” เมืองหน้าด่านสุโขทัย ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมผ่านวัฒนธรรม อาหาร และเรื่องราวของพื้นที่ที่ทำให้ PRAKAAN (ปราการ) แบรนด์ซิงเกิลมอลต์วิสกี้เลือกที่จะยกระดับจังหวัดกำแพงเพชรไปสู่การเป็น New Premium Destination

 

ทำไม “กำแพงเพชร” ถึงกลายเป็น Premium Destination และจุดมุ่งหมายใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า?

 

ในฐานะเมืองหน้าด่านของอาณาจักรสุโขทัยแล้วนั้น พื้นที่แห่งนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง โบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สะท้อนศิลปกรรมสุโขทัยยุคแรกด้วยสถาปัตยกรรมศิลาแลงและผังเมืองโบราณที่ชัดเจน ผสานกับอุทยานแห่งชาติคลองลานและแม่วงก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์ ตอกย้ำความเป็นเมืองที่รวมมรดกวัฒนธรรมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

 

PRAKAAN

 

สิ่งที่ทำให้กำแพงเพชรโดดเด่นคือบรรยากาศที่ยังคงสงบและไม่หนาแน่นเกินไป เหลือพื้นที่ให้ค้นพบสิ่งใหม่อย่างแท้จริง คุณสมบัตินี้เองที่ตอบโจทย์ Premium Destination ที่ PRAKAAN (ปราการ) มองเห็นถึงศักยภาพในการผสานประสบการณ์ที่ถูกซ่อนไว้ของจังหวัดกำแพงเพชร ให้สามารถยกระดับไปสู่การเป็น Premium Destination ได้อย่างสมบูรณ์

 

และด้วยทำเลที่ตั้งของกำแพงเพชร ทำให้มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาคเหนือ และกำลังเปลี่ยนเป็นจุดมุ่งหมายหลักของนักเดินทางยุคใหม่

 

ค้นพบมิติวัฒนธรรมร่วมสมัยของจังหวัดกำแพงเพชรผ่านโรงกลั่น PRAKAAN Distillery

 

นอกจากจังหวัดกำแพงเพชรจะถูกค้นพบในฐานะจุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้เริ่มถูกพูดถึงในมิติใหม่ คือการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ค่อยๆ เพิ่มชั้นของเรื่องราวให้กับพื้นที่

 

PRAKAAN

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการเกิดขึ้นของ PRAKAAN (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้แบรนด์แรกของไทย ซึ่งเลือกปักหลักโรงกลั่นไว้ที่กำแพงเพชร

 

PRAKAAN Distillery คือโรงกลั่นของ PRAKAAN (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้แบรนด์แรกของไทย และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม New World Whisky โดยตั้งอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและแหล่งน้ำจากผืนป่าตะวันตกที่เหมาะสมต่อการผลิตอย่างยิ่ง โดยใช้ Copper Pot Still นำเข้าจากสกอตแลนด์ตามมาตรฐานโรงกลั่นระดับโลก

 

จะเห็นได้ว่าทุกขั้นตอนของ PRAKAAN Distillery เกิดจากความพิถีพิถัน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการกลั่นนี้เอง จึงเป็นเหตุผลให้คว้ารางวัลจากเวที World Whiskies Awards อย่างต่อเนื่อง จนชื่อ PRAKAAN (ปราการ) เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการคราฟต์วิสกี้นานาชาติ

 

PRAKAAN

 

PRAKAAN (ปราการ) ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เครื่องดื่ม แต่คือการสร้างสรรค์วัฒนธรรมคราฟต์วิสกี้ไทย และยกระดับโรงกลั่นแห่งนี้ให้เป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรม (Cultural Destination) แห่งใหม่ของจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับหลัก 3P

 

  • Provenance ที่มาของแหล่งน้ำบริสุทธิ์จากผืนป่าตะวันตกซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจาก UNESCO
  • Pride ความภาคภูมิใจในรากฐานและวัฒนธรรมไทย 
  • Passion ความมุ่งมั่นของทีมผู้สร้างสรรค์ในการผลิตซิงเกิลมอลต์วิสกี้คุณภาพระดับโลกโดยฝีมือคนไทย

 

PRAKAAN

 

สิ่งที่ PRAKAAN (ปราการ) มอบให้กำแพงเพชรจึงมากกว่าจุดหมายใหม่บนแผนที่ท่องเที่ยว นั่นคือการเพิ่ม “มิติของวัฒนธรรมร่วมสมัย” ให้กับเมืองมรดกโลก

ที่มีมาแต่อดีต รวมถึงการทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักในมุมใหม่มากขึ้น

 

Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand แพลตฟอร์มที่เข้ามาเติมเต็มการท่องเที่ยวแบบพรีเมียมให้กำแพงเพชร

 

ความโดดเด่นของจังหวัดกำแพงเพชรสะท้อนให้เห็นว่าเมืองนี้ครบพร้อมด้วยองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ทั้งภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่กำลังเติบโตในพื้นที่ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้กำแพงเพชรมีศักยภาพสูงในการเป็นจุดหมายของการเดินทางรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงเรื่องราวของเมือง อาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

 

แนวคิดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” และเป็นเหตุผลสำคัญที่ PRAKAAN (ปราการ) 

เลือกกำแพงเพชรเป็น Premium Destination แห่งใหม่ เพื่อยกระดับคุณค่าของเมืองสู่เวทีการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าในระดับที่กว้างขึ้น

 

แพลตฟอร์มความร่วมมือของพาร์ตเนอร์ระดับโลกและแนวคิดเบื้องหลังของแคมเปญ

 

นี่คือการถือกำเนิดของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่เกิดจากความร่วมมือของหลายองค์กรพันธมิตร ที่นำโดย PRAKAAN (ปราการ), วัน แบงค็อก, ปอร์เช่ ประเทศไทย, บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกันในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครบมิติ ตั้งแต่การเดินทาง การขับขี่ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม

 

PRAKAAN

 

แคมเปญ Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด Curated Journey ของ PRAKAAN (ปราการ) ด้วยการผสานประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสำรวจเมืองมรดกโลกในมิติที่ลึกกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวเมือง วัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เป็นโมเดลความร่วมมือใหม่ โดยดึงพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อร่วมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์เดินทางที่มีความหมายและคุณค่า

 

แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวนี้ถูกริเริ่มโดย PRAKAAN (ปราการ) ในฐานะผู้สร้างแพลตฟอร์มและขับเคลื่อนความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการพานักเดินทางไปเยือนสถานที่ นั่นคือการยกระดับกำแพงเพชรสู่การเป็น Premium Destination ผ่านพลังของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มาร่วมกันสร้างคุณค่าบนพื้นที่เดียวกัน

 

PRAKAAN

 

Curated Journey จากกรุงเทพฯ สู่กำแพงเพชร

 

การเดินทางได้เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ บินไปสนามบินสุโขทัยด้วย Bangkok Airways แล้วเดินทางต่อสู่กำแพงเพชรด้วยขบวนรถ Porsche จาก เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ด้วยรถยนต์หลากรุ่น ทั้ง 911 Carrera, Taycan, Panamera และ Cayenne 

 

PRAKAAN

 

โดยการเดินทางครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็น Curated Cultural Journey ที่เชื่อมโยงเส้นทางวัฒนธรรมของภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่สุโขทัยสู่กำแพงเพชร ผ่านประสบการณ์การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมอาหาร

 

ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก 8

 

ผู้ร่วมเดินทางจะได้สัมผัส “อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร” แหล่งมรดกโลก UNESCO และแหล่งโบราณคดีสำคัญของไทย ในอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านอาณาจักรสุโขทัย โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมศิลาแลงขนาดใหญ่ที่ยังคงสมบูรณ์ ให้ชื่นชมความยิ่งใหญ่และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งภาพสะท้อนของ “กำแพงปราการ” ที่เชื่อมโยงถึงแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อของแบรนด์ PRAKAAN (ปราการ)

 

Craft Culture ค้นพบเรื่องราววิสกี้ไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง

 

PRAKAAN

 

แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้ยังได้ไปเยือน PRAKAAN Distillery โรงกลั่นซิงเกิลมอลต์วิสกี้แห่งแรกของไทยในกำแพงเพชร ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ โรงกลั่นเชื่อมโยงเรื่องราวท้องถิ่น เช่น การใช้น้ำธรรมชาติจากป่าตะวันตก เข้ากับแนวคิดการผลิตวิสกี้ระดับโลก ผู้มาเยือนจะได้เข้าใจขั้นตอนการผลิตและแนวคิดแบรนด์ 

 

PRAKAAN PRAKAAN

 

หลังจากการเดินทางแล้ว ผู้เดินทางยังได้รับประสบการณ์สำคัญอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นกำแพงเพชรผ่านประสบการณ์ Sunset Dinner Experience ที่ออกแบบพิเศษโดยเชฟอาร์ ธีรภัทร 

 

PRAKAAN

 

โดยครั้งนี้ เชฟอาร์ได้รังสรรค์มื้ออาหารจากแรงบันดาลใจทางประวัติศาสตร์ ตีความเป็นคอร์สอาหารท้องถิ่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชร “จากเมืองหน้าด่านสู่ครัวท้องถิ่นแม่น้ำปิง” เช่น 

 

  • ยำหยวกกล้วยกุ้งแม่น้ำ เสริมความพิเศษด้วยการจับคู่กับ PRAKAAN SELECT CASK ที่ผสานด้วยกลิ่นของวานิลลา 
  • แกงฮังเลเนื้อและปลา พร้อมข้าวหอมชากังราวกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ เข้าคู่ได้อย่างลงตัวกับเอกลักษณ์เฉพาะของ PRAKAAN DOUBLE CASK ที่มีกลิ่นอายของผลไม้ตระกูลส้มที่เสริมรสชาติของอาหารให้โดดเด่น
  • เมนูของหวานอย่าง ขนม 4 ถ้วย หรือ “กินสี่ถ้วย” ที่ประกอบไปด้วย ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย และอ้ายตื้อ เข้าคู่กับ PRAKAAN PEATED MALT ที่ชูวัตถุดิบข้าวมอลต์บาร์เลย์คุณภาพดีซึ่งผ่านการรมควันด้วยถ่านพีตให้เกิดกลิ่นรมควัน พร้อมกลิ่นวานิลลาและน้ำผึ้ง

 

วิสกี้ PRAKAAN (ปราการ) ถูกนำมาจับคู่กับอาหารท้องถิ่นในแต่ละคอร์ส สะท้อนการผสานวัฒนธรรมการดื่มกับรสชาติอาหาร การปรากฏตัวของคราฟต์วิสกี้ไทยในเมืองมรดกโลกกำแพงเพชร จึงเป็นการผสมผสานอดีตและปัจจุบัน สร้างเรื่องราวใหม่บนพื้นฐานประวัติศาสตร์เดิม

 

ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก 13

 

จังหวัดกำแพงเพชรกับอนาคตของ Premium Cultural Tourism ของไทย

 

แคมเปญ Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand คือกรณีศึกษาของแนวคิดใหม่ในการนำเสนอจุดหมายปลายทาง ด้วยการร้อยเรียงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยให้รวมกันเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย และพิสูจน์ให้เห็นว่ากำแพงเพชรมีวัตถุดิบครบถ้วนทุกด้าน สิ่งที่ขาดมาตลอดคือการนำเสนอที่ทำให้คนมองเห็นศักยภาพเหล่านั้นในคราวเดียวกัน

 

PRAKAAN

 

แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การออกทริป แต่คือการวางรากฐาน Premium Cultural Tourism Platform เชื่อมอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พิสูจน์ว่ากำแพงเพชรคือ Premium Destination ที่แสดงศักยภาพการท่องเที่ยวไทยอย่างลึกซึ้ง

 

แนวคิดนี้สอดรับกับทิศทางการท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยว สู่การแข่งขันด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและความลึกของประสบการณ์ ซึ่งกำแพงเพชรมีความพร้อมในทุกมิติที่แนวคิดนี้ต้องการ

 

PRAKAAN

 

โครงการถือเป็น Soft Power Tourism ที่ใช้เสน่ห์ของเมือง ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และเรื่องราว สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน และพิสูจน์ว่าการสร้าง Premium Destination ในไทยทำได้จากศักยภาพเดิมของเมือง ซึ่งสอดคล้องและส่งเสริมจุดมุ่งหมายของประเทศไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศให้แข็งแกร่งผ่านการสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ

 

และที่สำคัญที่สุด โมเดลความร่วมมือนี้มีศักยภาพในการต่อยอดสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศที่มีวัฒนธรรม อาหาร และเรื่องราวของพื้นที่รอการเล่าใหม่ เพื่อสร้าง Premium Destination แห่งใหม่ และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก 16

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์ www.prakaanmaltwhisky.com  

เฟซบุ๊ก Prakaan Malt Whisky   

อินสตาแกรม Prakaan Malt Whisky

The post ทำไม PRAKAAN เลือก “กำแพงเพชร” ให้เป็น Premium Destination แห่งใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand?” [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเบฟส่ง ‘PRAKAAN’ ลุยตลาดวิสกี้พรีเมียม ชิงเค้กมูลค่าหมื่นล้าน ตั้งเป้า 400 ล้านใน 5 ปี https://thestandard.co/thaibev-launches-prakaan-premium-whisky/ Fri, 20 Dec 2024 08:17:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1021891 thaibev-launches-prakaan-premium-whisky

หากมองเข้าไปในผลประกอบการประจำปี 2567 (ตุลาคม 2566 R […]

The post ไทยเบฟส่ง ‘PRAKAAN’ ลุยตลาดวิสกี้พรีเมียม ชิงเค้กมูลค่าหมื่นล้าน ตั้งเป้า 400 ล้านใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
thaibev-launches-prakaan-premium-whisky

หากมองเข้าไปในผลประกอบการประจำปี 2567 (ตุลาคม 2566 – กันยายน 2567) ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะพบว่าธุรกิจสุราคือหัวใจสำคัญของบริษัทเลยก็ว่าได้

 

ในขณะที่ภาพรวมรายได้ 340,289 ล้านบาท ธุรกิจสุราที่ประกอบไปด้วยแบรนด์อย่าง รวงข้าว, หงส์ทอง, เบลนด์ 285, แสงโสม และแม่โขง แม้จะมีสัดส่วนรายได้ 34.5% เป็นเบอร์ 2 น้อยกว่าธุรกิจเบียร์ที่ทำสัดส่วนรายได้มากที่สุดกว่า 37.1%

 

ทว่าเมื่อมองเข้าไปยัง EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) พบว่าสุรากลับมีสัดส่วนกว่า 47.6% ยิ่งกับกำไร 35,270 ล้านบาท สุราทำสัดส่วนมากขึ้น 60.6% ด้วยกัน ในขณะที่เบียร์ทำตัวเลขเพียง 14.8% น้อยกว่า ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีสัดส่วน 16.8%

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แน่นอนเมื่อสุราคือธุรกิจที่ทำกำไรให้มหาศาล จึงไม่แปลกที่ไทยเบฟเลือกที่จะขยายธุรกิจนี้ต่อไป แต่ท่ามกลางตัวเลขการครองส่วนแบ่งตลาดสุราในไทยกว่า 95% แต่การเติบโตในตลาดสุรากลุ่มแมสเริ่มชะลอตัวจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ

 

ส่วนตลาดวิสกี้นำเข้าในประเทศไทยมีมูลค่าราว 11,430 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มจะเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 25-45 ปี ที่มีกำลังซื้อและชอบประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น วัยรุ่นในย่านทองหล่อ

 

อีกทั้งตลาดวิสกี้ไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ไทยเบฟเลือกจะเข้าตลาดนี่ผ่านการปั้นแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า ‘PRAKAAN’ (ปราการ) ขึ้นมา

 

ไทยเบฟระบุว่า จุดเด่นของแบรนด์ใหม่นี้คือการใช้หอกลั่นทองแดง (Copper Pot Still) จากประเทศสกอตแลนด์ ผลิตและเก็บบ่มในจังหวัดกำแพงเพชร ด้วยเทคนิคการควบคุมอุณหภูมิและระดับความชื้นที่เหมาะสม 

 

เบื้องต้นมี 3 SKU ในราคา 2,250-2,850 บาท โดยมีช่องทางจำหน่ายในประเทศ เช่น ฟู้ดแลนด์, วิลล่า มาร์เก็ท, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, สยามพารากอน, เอ็มควอเทียร์, เอ็มโพเรียม รวมถึงร้านพรีเมียมค็อกเทลบาร์และโรงแรมชั้นนำ ควบคู่ไปกับอีคอมเมิร์ซ และยังมีเป้าหมายการส่งออกโดยเน้น 5 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยจะส่งออกไปยังญี่ปุ่นในระยะแรก

 

ไทยเบฟตั้งเป้าหมายยอดขาย 20,000 ลัง หรือประมาณ 168,000 ลิตร คิดเป็นรายได้ 300-400 ล้านบาทภายใน 5 ปี โดยมีสัดส่วนการขายจากในไทย 50% และต่างประเทศ 50%

The post ไทยเบฟส่ง ‘PRAKAAN’ ลุยตลาดวิสกี้พรีเมียม ชิงเค้กมูลค่าหมื่นล้าน ตั้งเป้า 400 ล้านใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyoncé เปิดตัวแบรนด์วิสกี้ SirDavis พร้อมเผยเหตุผลที่เลือกใช้ชื่อนี้ https://thestandard.co/beyonce-launches-sirdavis-whisky-brand/ Fri, 23 Aug 2024 11:53:05 +0000 https://thestandard.co/?p=974609

Beyoncé ประกาศเข้าสู่วงการเครื่องดื่มด้วยการเปิดตัวแบรน […]

The post Beyoncé เปิดตัวแบรนด์วิสกี้ SirDavis พร้อมเผยเหตุผลที่เลือกใช้ชื่อนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Beyoncé ประกาศเข้าสู่วงการเครื่องดื่มด้วยการเปิดตัวแบรนด์วิสกี้นาม SirDavis

 

Beyoncé ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของวิสกี้สัญชาติญี่ปุ่น จับมือทำงานร่วมกับ Moët Hennessy มาเป็นเวลาหลายปี ในการรังสรรค์วิสกี้แบบอเมริกาออกมา เพื่อที่จะเป็นการยกย่องให้เกียรติแก่บ้านเกิดของตัวเองที่รัฐเท็กซัส รวมไปถึงครอบครัวของเธอด้วย โดยเธอเผยถึงแบรนด์ SirDavis ว่า

 

“ฉันถูกดึงดูดด้วยพลังและความมั่นใจที่เกิดขึ้นเมื่อดื่มวิสกี้คุณภาพดีมาโดยตลอด และฉันอยากชักชวนให้คนได้มาสัมผัสความรู้สึกเดียวกันนี้มากขึ้นด้วย”

 

ที่มาของชื่อ SirDavis ก็คือชื่อคุณปู่ทวด Davis Hogue ของเธอนั่นเอง โดย Davis Hogue เป็นชาวไร่ และยังมีอีกหนึ่งอาชีพคือการแอบค้าเหล้าในภาคใต้ ด้วยการใช้วิธีซ่อนขวดวิสกี้เอาไว้ในโพรงของต้นสนซีดาร์ สำหรับเพื่อนและครอบครัวของเขาในช่วงที่มีการห้ามค้าขายสุราในพื้นที่นั้น

 

“เมื่อฉันพบว่าคุณปู่ทวดของฉันเคยเป็นคนขายเหล้าเถื่อน ฉันยิ่งรู้สึกว่ามันคือโชคชะตาที่ฉันรักวิสกี้ สำหรับฉันการทำแบรนด์ SirDavis จึงเป็นวิธีให้เกียรติเขา และยังรวมให้เราเป็นหนึ่งเดียวผ่านมรดกตกทอดใหม่ที่มีร่วมกัน”

 

Beyoncé คอนเฟิร์มความอร่อยของรสชาติวิสกี้ของตัวเอง ที่ผสมผสานไปด้วยเท็กซ์เจอร์ที่ทำให้นึกถึงวิสกี้ญี่ปุ่นและสกอตช์ เพิ่มความลงตัวด้วยรสชาติที่ล้ำลึกของข้าวไรย์อเมริกัน พร้อมด้วยโน้ตของเครื่องเทศอย่างกานพลู ซินนามอน และขิง รวมไปถึงรสส้มสดชื่น กับความสมูทของน้ำผึ้ง

 

เธอเผยว่า “เป็นการให้เกียรติความเป็นรากเหง้าของเรา แต่ยังคงผลักดันให้ผู้คนได้สัมผัสรสชาติที่ใหม่และเป็นเอกลักษณ์ในหมู่วิสกี้ คุณจะพบว่ามันอร่อยกว่าที่ฉันบอกคุณได้เสียอีก โปรดต้อนรับ SirDavis”

 

ภาพ: Beyoncé

อ้างอิง:

The post Beyoncé เปิดตัวแบรนด์วิสกี้ SirDavis พร้อมเผยเหตุผลที่เลือกใช้ชื่อนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (3-9 กรกฎาคม 2567) https://thestandard.co/life/calendar-3-jul-9-jul-2024/ Wed, 03 Jul 2024 08:45:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=953427 CALENDAR กิจกรรม

เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมกันด้วยความสดใสร่าเริง […]

The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (3-9 กรกฎาคม 2567) appeared first on THE STANDARD.

]]>
CALENDAR กิจกรรม

เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมกันด้วยความสดใสร่าเริง! เพราะเรากำลังจะพาทุกคนไปเดินเล่น ชมนิทรรศการ และเข้าร่วมอีเวนต์ดีๆ ให้สุดสัปดาห์นี้น่าสนุกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะน่าชมที่หอศิลป์ ผลงานของศิลปินชาวจีนที่ย่านเจริญกรุง หรือมื้ออาหารดีๆ ที่ไม่ได้มีบ่อยๆ

 

เอาเป็นว่าถ้าใครพร้อมที่จะชวนเพื่อน ชวนคนสนิทออกไปเดินเล่นถ่ายรูปด้วยกันในวันหยุดนี้แล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่าสัปดาห์นี้มีงานอะไรน่าสนใจบ้าง

 

PROCESSION OF DYSTOPIA / NOW – 14 JUL / BACC

 

Procession of dystopia

 

ชวนชาวกรุงมาเดินชมนิทรรศการเชื่อมร้อยสภาวะดิสโทเปียของศิลปินทั้ง 3 ที่เผชิญหน้าอยู่ในช่วงเวลาของชีวิต งานนี้มีจุดเริ่มจากงานเขียนของ ฆนาธร ขาวสนิท ในชื่องาน ‘Let Them See Us, Let Them Fear Us, Our Love is a Rebellion They Cannot Crush’ เรื่องสั้นสะท้อนปัญหาสังคมที่ไม่พึงประสงค์ จึงเป็นจุดเริ่มในการตีความและการสร้างสรรค์งานให้ศิลปินอีก 2 ท่าน คือ วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย สร้างสรรค์ผลงาน Visual Performance ชื่อว่า ‘ร่างกายอยากปะทะ เพราะรักมันปะทุ’ และ เขตสิน จูจันทร์ สร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์ดนตรีใหม่ประกอบกับการบันทึกเสียงสด ในผลงานชื่อ ‘สวนสิ่งไม่สำคัญ’

 

การร่วมงานกันของพวกเขาครั้งนี้ มาจากสภาวะร่วมสมัยของสภาวะแวดล้อมที่เผชิญหน้าในชีวิต ทั้งที่ลืมตาจนถึงหลับตาลง ผ่านการตีความและเชื่อมโยงจนเกิดเป็นผลที่สะท้อนแนวคิดของศิลปินให้ผู้ชมได้ตีความและสังเกตกัน

 

When: วันนี้ – 14 กรกฎาคม 2567

Where: ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

More Info: BACC 

 

LIFE IS LESS WITHOUT ART / 5 JUL – 3 AUG / CHAROEN 43 ART & EATERY

 

Life is Less Without Art

 

นิทรรศการล่าสุดของ สมพงษ์ พานิช สถาปนิกชื่อดังของไทยที่ผันตัวมาทำงานศิลปะอย่างจริงจัง ในงานนี้ทุกคนจะได้ชมผลงานประติมากรรมที่เรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยความซับซ้อนบนความสัมพันธ์ของคนสองคน

 

ด้วยความหลงใหลของเนื้อสัมผัสของดินเหนียว บวกกับแรงบันดาลใจจากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารภายในบ้านร้าง กว่า 30 ปีที่เก็บผลงานศิลปะอันมีค่าไว้มากมาย ศิลปินจึงสร้างพื้นที่เล็กๆ เพื่อวางสาระสำคัญและตอกย้ำความรู้สึกอันหนักหน่วง ผ่านการลงน้ำหนักมือบนแผ่นดินเหนียวที่จะช่วยปล่อยให้ศิลปะเยียวยาเรา

 

When: 5 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2567 เวลา 12.00-19.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร)

Where: โครงการ Charoen 43 Art & Eatery เจริญกรุง

More Info: Charoen 43 

 

BEYOND THE LAST MILES / 6 JUL – 25 AUG / RIVER CITY BANGKOK

 

Beyond the Last Mile

 

ชวนทุกคนมาสัมผัสความโดดเดี่ยวที่ทำให้ภายนอกเราแข็งแกร่งขึ้น หากแต่หัวใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวลและจริงใจ ผ่านนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ Zhang Zhanzhan ศิลปินจีนร่วมสมัยชื่อดังที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านผลงานศิลปะ ที่แสดงให้เห็นถึงเส้นทางชีวิตอันสันโดษ ทว่าเต็มไปด้วยความอบอุ่น บอกเล่าผ่านตัวการ์ตูนและการลงสีที่ศิลปินได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินคลาสสิก

 

When: 6 กรกฎาคม – 25 สิงหาคม 2567

Where: RCB Galleria 2 ชั้น 2 River City Bangkok

More Info: River City Bangkok 

 

VILLA FRANTZÉN X KHAAN / 8 JUL / CHONG NONSI

 

Villa Frantzén x KHAAN

 

มื้อคอลแลบพิเศษระหว่างอาหารไทยและอาหารยุโรป โดยเชฟ Nilas แห่ง Villa Frantzén และ เชฟอ้อม แห่ง KHAAN เชฟทั้งสองจะมาแลกเปลี่ยนวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ของตัวเอง นำเสนอผ่านอาหาร 6 คอร์ส ที่มีทั้งความเป็นไทยและนอร์ดิก

 

ดินเนอร์จัดคืนเดียว วันที่ 8 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.00 น. ราคา 4,200++ บาทต่อคน แนะนำให้จองที่นั่งล่วงหน้า

 

When: 8 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

Where: Villa Frantzén ซอยเย็นอากาศ 3

More Info: Villa Frantzén 

 

OJO TURNS TWO PARTY / 5 JUL / CHONG NONSI

 

Ojo Turns Two Party

 

ร้านอาหารเม็กซิกัน Ojo ฉลองอายุครบ 2 ปี ด้วยการจัดปาร์ตี้ทาโก้และดริงก์ พร้อมกับเมนูพิเศษและเครื่องดื่มจากเชฟร้านดังคนอื่นๆ ที่มาร่วมแจมในปาร์ตี้นี้ด้วย นำโดย เชฟฟรานซิสโก ปาโก้ รูอาโน เชฟใหญ่ประจำ Ojo ผู้อยู่เบื้องหลังทุกเมนู

 

โดยเชฟคนอื่นๆ ที่จะมาเสิร์ฟเมนูพิเศษในปาร์ตี้นี้ เช่น เชฟแฟรงค์ จากร้านอาหารฝรั่งเศส iODE, เชฟโจ จากร้านอาหารไทย Samlor, เชฟเปาโล จากร้านอาหารอิตาเลียน Appia, เชฟจ๋าย จากร้านชามกรุง

 

ปาร์ตี้ Ojo Turns Two จัดขึ้นในคืนวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป บัตรราคา 1,450 บาท รวมทาโก้ไม่อั้นและเครื่องดื่ม 2 แก้ว (เลือกได้ระหว่างไวน์ เบียร์ หรือค็อกเทล) แต่หากมา 4 คนสามารถซื้อแพ็กเกจราคา 9,900 บาท ได้รับทาโก้ไม่อั้นเช่นกัน รวมถึง Aguas Mansas Espadin Mezcal จำนวน 1 ขวด

 

When: 5 กรกฎาคม 2567 เวลา 20.00-00.00 น.

Where: ร้านอาหาร Ojo บนชั้น 76 ของ The Standard, Bangkok Mahanakhon

More Info: The Standard, Bangkok Mahanakhon 

 

4TH JULY ‘SMOKE OUT’ / 4 JUL / PHLOEN CHIT

 

4th July ‘Smoke Out’

 

ร้านบาร์บีคิวสไตล์อเมริกันในย่านเพลินจิต Billy’s Smokehouse ชวนมาฉลองวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ด้วยการจัดปาร์ตี้ที่จะเต็มไปด้วยเมนูอาหาร ดีเจ และเสียงเพลงฮิปฮอปโอลด์สคูล โดยชวน Big Calo และ Mike Blue ทีมงานเบื้องหลัง We Hungry BKK มาร่วมด้วย พร้อมกับทีม Beervana & Bangkok Ice Studio ที่จะมาทำเครื่องดื่มและเสิร์ฟอาหารในปาร์ตี้นี้เช่นกัน

 

When: 4 กรกฎาคม 2567

Where: มหาทุน พลาซ่า เพลินจิต

More Info: Billy’s Smokehouse Bangkok 

 

THAILAND CRAFT CHOCOLATE FEST’24 / 5-7 JUL / SRINAKARIN

 

Thailand Craft Chocolate Fest’24

 

ใครเป็นสายโกโก้และช็อกโกแลตรีบมาชิมมาช้อปกันได้ในงานนี้ จัดขึ้นมาเพื่อคนรักคราฟต์ช็อกโกแลตโดยเฉพาะ ในงานจึงมีทั้งโกโก้และร้านค้าเกี่ยวกับโกโก้มาให้เลือกเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคราฟต์ช็อกโกแลต เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทุกคนตามหา

 

นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปและการแข่งขันด้วย เช่น Thailand Cacao Bean Contest 2024 หรือ Thailand Chocorista Championship 2024

 

When: 5-7 กรกฎาคม 2567

Where: ชั้น 3 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

More Info: TCCF 

 

WHISKY TALES / 5 JUL / PARK HYATT BANGKOK

 

Whisky Tales

 

ครั้งแรกในไทยที่ทุกคนจะได้รู้จักวิสกี้หลากหลายชนิดในคืนเดียว พร้อมกับกิจกรรมพิเศษที่น่าสนุกสนาน นำโดย จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ และ ซิงเกิลตัน โดยงานนี้จะนำวิสกี้มาจากทั่วทุกภูมิภาคของสกอตแลนด์ นำเสนอผ่านเรื่องราวที่ล้ำลึก และจัดเพียงค่ำคืนเดียว ในวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ชั้น 9

 

ผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรเข้างานมูลค่า 2,000 บาท ได้ผ่านลิงก์: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSesJc8dZWiQWI59smnzpDC0VZ2AsXI3lYFBnzCIp49tyJfvkQ/viewform 

 

When: 5 กรกฎาคม 2567 เวลา 18.00-22.00 น.

Where: Park Hyatt Bangkok ชั้น 9

The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (3-9 กรกฎาคม 2567) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอย ‘จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ กับก้าวที่ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันสู่อนาคตตลอด 100 ปี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/johnnie-walker-100-years/ Thu, 25 Apr 2024 12:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=926589 Johnnie Walker

ใครกันจะไม่รู้จัก ‘จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ (Johnnie Walker […]

The post ย้อนรอย ‘จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ กับก้าวที่ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันสู่อนาคตตลอด 100 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Johnnie Walker

ใครกันจะไม่รู้จัก ‘จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ (Johnnie Walker) แบรนด์วิสกี้อันดับหนึ่งของโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี และมีความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมศตวรรษกับประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924)

 

ตลอด 100 ปี ทุกก้าวย่างของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ในประเทศไทย ภายใต้ปรัชญา ‘Keep Walking’ ได้สร้างแรงบันดาลใจในการก้าวไปข้างหน้าในแบบของตัวเอง

 

ก้าวที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือดีที่สุด อาจเป็นก้าวที่พลาด แต่การก้าวออกไปนั้นต้องมีจุดหมายที่ชัดเจน เพราะ ‘ทุกก้าวที่พาเราไปข้างหน้า คือก้าวที่มีความหมาย’ นี่คือความหมายที่แบรนด์ซ่อนไว้ในทุกก้าว

 

สำหรับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ คำว่า ‘Keep Walking’ ยังหมายถึงการพาสังคมก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าที่จะก้าวออกมาทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งที่ทำจะสำเร็จหรือล้มเหลวไม่อาจรู้ แต่ก็เลือกที่จะก้าวออกไปลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแรงผลักดันให้เห็นว่า ‘การก้าวนำ’ เป็นอย่างไร

 

ในวาระครบรอบ 100 ปีของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ในเมืองไทย THE STANDARD ขอพาย้อนรอยแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดก้าว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเรื่องราวในเมืองไทยตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน สู่อนาคต

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

จากยอนนี่วอล์คเกอร์ ตราดำ ตราแดง’ สู่ ‘จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ แบรนด์สกอตช์วิสกี้อันดับหนึ่งของไทย

 

ปี 1924 เป็นปีแรกที่จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบรนด์สกอตช์วิสกี้สัญชาติสกอตแลนด์ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกแบบไทยๆ ว่า ‘ตราดำ’ หมายถึง Johnnie Walker Black Label และ ‘ตราแดง’ ใช้เรียกแทน Johnnie Walker Red Label

เนื่องจากในยุคสมัยนั้นการโฆษณาเหล้ายังไม่ถูกควบคุม ป้ายโฆษณาที่เห็นจึงมีภาพขวดจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ และเขียนด้วยคำทับศัพท์ว่า ‘ยอนนี่วอล์คเกอร์’

 

 

ยุค 30-50 เสรีภาพในการโฆษณาทำให้จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ได้ไปปรากฏอยู่ในนิยาย สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ในรูปเมนูของห้องอาหารโรงแรมราชธานีของการรถไฟแห่งประเทศไทย และยังได้พื้นที่โฆษณาบนหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ป้ายโฆษณาตามท้องถนนหลายแห่ง รวมไปถึงภาพยนตร์ เงิน เงิน เงิน ที่นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา 

 

ยุค 90 ถือเป็นยุคที่มีจุดเปลี่ยนของแบรนด์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกลับด้านของโลโก้ The Striding Man จากเดิมที่เคยหันซ้ายก็เปลี่ยนมาหันขวา เพื่อสื่อถึงการเดินไปข้างหน้าสู่สหัสวรรษใหม่ และให้สอดคล้องไปกับแคมเปญ ‘Keep Walking’

 

สำหรับประเทศไทย ปี 1990 ยังเป็นปีแรกที่เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาภายใต้แนวคิด ‘ศักดิ์ศรีผู้ชายที่แท้จริง’ ถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบรนด์แรกๆ ในยุคนั้นที่ทำโฆษณาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม ถือเป็นตัวอย่างความกล้าของแบรนด์ที่จะก้าวออกไปค้นหาความท้าทายใหม่ๆ ผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง 

 

แคมเปญ ‘Will You Keep Walking?’ ในปี 2013 ที่กลายเป็น Talk of the Town กลับมาตอกย้ำดีเอ็นเอของแบรนด์อีกครั้ง ด้วยการนำเสนอภาพยนตร์ชุดพิเศษเฉลิมฉลองชีวิตอันเป็นที่สุดของ เรวัต พุทธินันทน์ ผู้พลิกตำนานวงการธุรกิจเพลงไทย ตัวอย่างของคนที่มุ่งมั่นที่จะตามความฝันของตัวเอง กล้าทำในสิ่งที่ท้าทาย ไม่ยอมแพ้ สื่อให้เห็นถึงคนที่ไม่กลัวที่จะ ‘ก้าว’ เพื่อไปถึงฝัน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทั่วประเทศ  

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

ปี 2015 แบรนด์เริ่มต้นก้าวใหม่อีกครั้งผ่านโลโก้ The Striding Man สุภาพบุรุษบนขวดจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ซึ่งเป็นโลโก้ที่ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดย แกรี เรดฟอร์ด ได้นำเอารอยยิ้มบนในหน้ากลับคืนมาให้กับบุรุษในชุดทักซิโดที่กำลังก้าวเดินพร้อมไม้เท้าคู่ใจ โดยมือข้างหนึ่งกำลังจับที่ปลายหมวกทรงสูง แสดงถึงความเป็นมิตร อบอุ่น มองโลกในแง่ดี ตอกย้ำว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะไม่หยุดก้าวต่อไปข้างหน้า 

 

 

ในปีเดียวกัน แบรนด์รังสรรค์ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ยกระดับปาร์ตี้แห่งปีที่ทุกคนรอคอย ‘THE BLACKLIST’ ให้กลายเป็นประสบการณ์การเฉลิมฉลองเหนือระดับในชื่อ THE BLACKLIST ‘THE NEW SHADE OF BLACK’ ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตทุกวินาทีโดยมีแพสชันเป็นพลังขับเคลื่อน เนรมิตปาร์ตี้ที่มีแต่จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เท่านั้นที่ทำได้ 

 

 

และเป็นครั้งแรกที่ ‘House of Walker’ แคมเปญสุดยิ่งใหญ่ของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เวียนมาจัดที่เมืองไทย หลังจากตระเวนจัดมาแล้วทั่วทุกมุมโลก ในชื่อ ‘House of Walker 4D Sensory’ ที่นำนวัตกรรม 4D Sensory มากระตุ้นทุกประสาทสัมผัส พร้อมเทคโนโลยี Digital Projection Mapping และการแสดงในรูปแบบ Theatrical Performance

 

ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ยังถูกจารึกผ่านการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และแพ็กเกจจิ้งที่ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่ทันสมัยและไม่หยุดนิ่ง

 

ปี 2016 แบรนด์เปิดตัวจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Johnnie Walker Black Label Limited Edition) ขวดสีขาว ผลงานการออกแบบของ มัตติอา บิอาจิ ศิลปินชาวอิตาลี ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานการเกิดจันทรุปราคา วางจำหน่ายเพียง 2 ประเทศ คือ ประเทศไทยและเลบานอน

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ 

 

เข้าสู่ปี 2017 คงจะเป็นปีที่น่าจดจำ เพราะเป็นปีที่แบรนด์ลุกขึ้นมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ในหลายมิติ ตั้งแต่การปรับลุคและจุดยืนของแบรนด์ให้ดูวัยรุ่น มีความสนุกสนาน ทันสมัย ตอบโจทย์วิถี Socialize ที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมคิกออฟแคมเปญ ‘Taste of Black ครบทุกมิติแห่งรสชาติ’ สลัดภาพจำของป้าย Black Label สีดำ แทนที่ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ภายใต้สีสัน 4 แบบ เพื่อสะท้อน 4 มิติแห่งรสชาติ ได้แก่ Refreshing, Bold, Mysterious และ Vibrant ตามมาด้วยกิจกรรมความสนุกตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ผ่านประสบการณ์ใหม่ๆ พร้อมกับมิติต่างๆ ของการใช้ชีวิต

 

ปีต่อมาจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ก็เปิดตัวจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล ‘เจน วอล์กเกอร์ เอดิชั่น’ (Johnnie Walker Black Label ‘Jane Walker Edition’) จำนวนจำกัดเพียง 250,000 ขวดทั่วโลก เป็นการปรับภาพลักษณ์ให้มีความเฟมินีนและสื่อถึงความเป็นผู้หญิง เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและยกย่องสตรีทั่วโลก

 

 

ต่อเนื่องด้วยการจับมือกับ HBO ผู้ผลิตซีรีส์ Game of Thrones ในปี 2019 เปิดตัว White Walker by Johnnie Walker ‘ไวท์ วอล์กเกอร์ บาย จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ และ The Game of Thrones Single Malt Whisky Collection ‘เกมออฟโธร์น ซิงเกิลมอลต์ วิสกี้คอลเลคชั่น’ นำแรงบันดาลใจของฤดูหนาวมาถ่ายทอดเป็นวิสกี้ที่เหมาะกับการดื่มแบบเย็นเจี๊ยบจากฟรีซเซอร์ อุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียส ออกแบบลวดลายบนขวดด้วยเทคนิคพิเศษ ใช้โทนสีฟ้า-ขาวราวกับพื้นที่ซึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ตกแต่งสัญลักษณ์ The Striding Man ให้เข้ากันด้วยการสวมชุดเกราะ อีกทั้งหมึกพิเศษสีฟ้าที่จะมองเห็นเมื่อแช่แข็งในอุณหภูมิเยือกเย็น เป็นลวดลายกราฟิกทั่วทั้งขวด และปรากฏคำว่า ‘Winter is Here’ 

 

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ได้ออกแคมเปญ Keep Walking มากมาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวออกมาตามความฝันของตัวเอง โดยเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญต่างๆ ในสังคม 

 

ปี 2023 หนึ่งในภารกิจ Keep Walking ที่ต้องพูดถึงเลยก็คือ โครงการ ‘STEP OUT OF THE BOX #ก้าวต่อไปไร้กล่อง’ ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกของดิอาจิโอที่มุ่งลดการใช้กล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของแบรนด์ต่างๆ ในเครือ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือ Take a Bold Stride ภายใต้ปรัชญา Keep Walking ของแบรนด์

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

ประเทศไทยต่อยอดการ ‘ถอดกล่อง’ ครั้งแรกเมื่อปี 2022 ในต่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าลดมลพิษจากการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวน 1 ล้านกล่อง ลดขยะจากการสังสรรค์จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวน 1 ล้านกล่องใน 1 ปี และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนกว่า 2.5 ล้านกิโลกรัมภายในระยะเวลา 10 ปีผ่านความร่วมมือกับ EcoMatcher ในการปลูกป่า Keep Walking Forest

 

ประเดิมต้นปี 2023 เดินเครื่องการผลิตจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ล็อตใหม่แบบไม่มีกล่องในประเทศไทย ถือเป็นอินเตอร์แบรนด์รายแรกในไทยที่ปรับขายสินค้าแบบไร้บรรจุภัณฑ์ (กล่อง) นำร่อง Johnnie Walker ทั้ง Red Label, Black Label และ Double Black เป็นกลุ่มแบรนด์แรก  

 

 

อีกหนึ่งแคมเปญที่ส่งพลังใจให้กับคนรุ่นใหม่อย่างมากก็คือแคมเปญ KEEP  WALKING ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ ‘ทุกก้าวที่พาเราไปข้างหน้า คือก้าวที่มีความหมาย’ เปิดตัว นลิน-กัญญ์นลิน เสถียรุจิกานนท์ ในฐานะ The Walker โดยเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เป็น 1 ใน 5 ตัวแทนของแคมเปญระดับโลกอย่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก บราซิล และออสเตรเลีย ให้มาเป็นผู้นำในการก้าว 

 

ความพิเศษของแคมเปญนี้คือ การเชิญชวนทุกคนได้ลองมาก้าวต่อไปในแบบของตัวเองผ่านป้ายโฆษณาบิลบอร์ดขนาดใหญ่ใจกลางสยามสแควร์ โดยมีกิมมิกที่ป้ายโฆษณาดังกล่าวจะฉายภาพเคลื่อนไหวของผู้คนที่กำลังก้าวเดินอยู่ในบริเวณนั้นผ่านจอแบบเรียลไทม์

 

The Legacy ยุคสมัยแห่ง ‘ก้าวที่กล้า’

 
ระยะเวลากว่า 100 ปี ย่อมต้องมีเรื่องราวมากมายให้เล่าขาน แต่ถ้าให้หยิบยกที่สุดของผลงานที่เป็นตำนานและควรถูกเล่าขานในแง่ของการเป็นแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดกรุยทาง เพื่อค้นหาความท้าทายใหม่ๆ ผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด จนสามารถสร้างอิมแพ็กต์ให้กับผู้คนแล้วละก็ นี่คือ 3 ผลงานที่ THE STANDARD ขอแปะป้าย The Legacy of Mind

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

1. Winter in Bangkok: เป็นไปไม่ได้…ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ 

 

ใช่…แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ในปี 2004 จะมีใครกล้าทุ่มทุนใช้งบโฆษณาไปกับการเนรมิตกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองหิมะ เปลี่ยนแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นน้ำแข็งด้วย CG ในยุคที่ยังไม่ค่อยถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ในฐานะแบรนด์ที่กล้าก้าวออกไปลองทำสิ่งใหม่ๆ และกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นไปไม่ได้ คำว่าเป็นไปไม่ได้มันก็แค่ยังไม่ได้ทำต่างหาก

 

หลังจากที่ภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ปรากฏสู่สายตาคนไทย มันกลายเป็น Talk of the Town ทันที และส่งผลให้ สาธิต กาลวันตวานิช ผู้กำกับโฆษณามือรางวัลระดับโลก เจ้าของบริษัท Phenomena กลายเป็นที่จับตามอง ไม่เพียงเท่านั้น แรงกระเพื่อมนี้ยังก่อให้เกิดความหวังว่าวงการโปรดักชันเฮาส์เมืองไทยเป็นไปได้ที่จะเทียบชั้นวงการระดับโลก และยังอิมแพ็กต์ไปถึงวงการอื่นๆ ได้เห็นว่า ‘อะไรก็เป็นไปได้’ เหนือสิ่งอื่นใด Winter in Bangkok ยังถูกพูดถึงในฐานะผลงานที่ทำให้ปรัชญา ‘Keep Walking’ ของแบรนด์ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

 

2. WALK FESTIVAL #WALKไทยให้ไกลกว่าเดิม

 

ที่โหวตให้ WALK FESTIVAL เป็นผลงานที่ควรค่ากับตำแหน่งแคมเปญในตำนานของแบรนด์ เพราะเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เข้าถึงความเป็นไทยอย่างแท้จริง

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

WALK FESTIVAL เทศกาลดนตรี ศิลปะ และรสชาติ ภายใต้สโลแกน #WALKไทยให้ไกลกว่าเดิม จัดขึ้นใน 3 จังหวัด คือ WALK ขอนแก่น, WALK เชียงใหม่ และ WALK กรุงเทพฯ ที่ตั้งต้นมาจากความเชื่อที่ว่า หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่คือฟันเฟืองสำคัญที่จะนำพาความเป็นไทยไปสู่ระดับโลกได้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยคนรุ่นใหม่ เป็นที่มาของการฮุกอินไซต์ท้องถิ่นแบบจริงจังของแบรนด์ นำศิลปินท้องถิ่นมาร่วมสร้างสรรค์ความเป็นไทย เช่น ปลุกจังหวะไทยๆ ด้วยดนตรีไทยให้เท่ไม่เหมือนใคร 

 

ยกระดับศิลปะไทยกับ Visual Artists ไทย เพื่อสร้างสรรค์บรรกาศไทยๆ ในฟีลลิ่งใหม่ๆ อาทิ Interactive Installation ที่หยิบจับเอาความเป็นไทยของภาคเหนือ ใต้ อีสาน และกลาง ครีเอตออกมาเป็นโชว์เจ๋งๆ ไปจนถึงการเปิดสัมผัสรสชาติเสน่ห์ไทยที่รังสรรค์โดยบาร์เทนเดอร์ไทยระดับโลก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อมอบประสบการณ์ ‘ความเป็นไทย’ ที่ใหม่และแตกต่าง เพื่อสร้างสรรค์ความเป็นไทยให้ไปไกลได้อย่างที่ตั้งใจ

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

3. Keep Walking Thailand & Awakening Bangkok: กลับสู่ยุคที่ต้องลุกเดินอีกครั้ง!

 

ขอยกตำแหน่งให้กับสองผลงานที่สร้างอิมแพ็กต์ต่อเนื่องกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และน่าจะเป็นแคมเปญที่สร้างการจดจำให้กับคนไทยอย่างมาก เริ่มจาก ‘Keep Walking Thailand’ ในปี 2022 ในเวลานั้นแบรนด์เลือกที่จะปลุกแรงบันดาลใจให้กับไทย ด้วยการชวนคนไทยก้าวออกไปใช้ชีวิตบนท้องถนนที่คนไทยรักและผูกพันอีกครั้ง โดยมี วี-วิโอเลต วอเทียร์ ทำหน้าที่เป็น The Walker หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ คนแรกของเมืองไทย ผ่านภาพยนตร์โฆษณาและจัดกิจกรรมต่างๆ บนถนนข้าวสาร เจริญกรุง นานา เรื่อยมาจนถึงการรวมเป็นพลังสำคัญในเทศกาลไฟ Awakening Bangkok ตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปัจจุบัน 

 

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

 

Awakening Bangkok ไม่เพียงเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่ในแคมเปญ Keep Walking ชวนคนไทยก้าวต่อไปข้างหน้าเท่านั้น แต่ทำให้คนไทยได้เห็นก้าวสำคัญอีกครั้งของแบรนด์ผ่านงานออกแบบสุดล้ำที่เต็มไปด้วยสีสัน เช่น ปี 2020 ออกแบบประติมากรรมแสงไฟสุดอลังการทั่วย่านเจริญกรุง Interactive Design กว่า 36 ชิ้นจากศิลปินไทยและเทศในธีม Re/Wind/Fast/Forward 

 

หรือในปี 2022 ดึงเสน่ห์ของถนนไทยออกมาให้ชมผ่าน Johnnie Walker Light Installation ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก สนุกไปกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอาย Modernized Chinese ที่ Johnnie Walker Hub @Yellow House

 

 

 

100 ปีที่ไม่เคยหยุดก้าว ถูกถ่ายทอดผ่าน ‘Johnnie Walker 100th Year Limited Edition’

 

ในฐานะแบรนด์ที่มีเรื่องราวความผูกพันกับคนไทยมามากกว่า 100 ปี ไม่ง่ายเลยที่จะรักษาความเป็นผู้นำและเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง 

 

แต่จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ทำได้ สามารถครองใจผู้บริโภคและรั้งตำแหน่งผู้นำในหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องยาวนานถึง 22 ปีจากผลสำรวจของ Thailand’s Most Admired Brand 2022 

 

ก้าวย่างสู่ศตวรรษที่ 2 ของแบรนด์ เราคงได้เห็นแคมเปญการตลาดที่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า Keep Walking ซึ่งเป็นปรัชญาของแบรนด์อย่างแน่นอน 

 

และสิ่งที่จะได้เห็นแน่ๆ จากการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีประเทศไทย คือ ‘Johnnie Walker Limited Edition ฉลอง 100 ปีประเทศไทย’ งานดีไซน์สุดคลาสสิกที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ 100 ปีที่ผ่านมาของแบรนด์ในประเทศไทย ผ่านลวดลายกราฟิกตั้งแต่ชื่อเรียก ‘ยอนนี่วอล์คเกอร์’ โลโก้ The Striding Man ดีไซน์แรกสุดจากปี 1908 ที่ออกแบบโดย ทอม บราวน์ มีการนำไอคอนิกของกิจกรรมและแคมเปญที่ผ่านมามาใส่ อย่างเช่น สัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์โฆษณาชุด Winter in Bangkok และสัญลักษณ์ของ Blacklist Party รวมถึงตัวแทนของ Walk Thai

 

ทั้งหมดนี้ถูกผสมผสานเข้ากับเรื่องราวอีก 100 ปีข้างหน้าที่นำเสนอไอคอนิกแห่งอนาคตไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจจิ้ง โลโก้ The Striding Man ที่มีความล้ำสมัย และแน่นอนว่ายังคงใช้โทนสีทองเป็นสีหลัก

 

ถือเป็น Special Edition ฉบับประวัติศาสตร์ 100 ปีที่คนไทยควรเก็บสะสม เพราะจะมีวางจำหน่ายที่ประเทศไทยเท่านั้น 

 

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ได้แล้ววันนี้ที่ The Mall, Tops, Foodland และ Villa Market ทุกสาขา

The post ย้อนรอย ‘จอห์นนี่ วอล์กเกอร์’ กับก้าวที่ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันสู่อนาคตตลอด 100 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปมูลค่าของสะสมจากปีที่ผ่านมา ประเภทไหนทำกำไรสูงที่สุด? https://thestandard.co/summary-of-the-value-of-collectibles-from-2023/ Sat, 16 Mar 2024 09:42:58 +0000 https://thestandard.co/?p=912024

ถึงจะมีข่าวให้ฮือฮาด้วยราคาทำลายสถิติโลกในหมวดหมู่ของสะ […]

The post สรุปมูลค่าของสะสมจากปีที่ผ่านมา ประเภทไหนทำกำไรสูงที่สุด? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงจะมีข่าวให้ฮือฮาด้วยราคาทำลายสถิติโลกในหมวดหมู่ของสะสมหลายชนิดทั้งวิสกี้ รถคลาสสิก และเพชรสี แต่ก็ไม่อาจสะท้อนภาพความจริงที่ว่าตลาดของสะสมยังคงไม่ฟื้นตัว โดยดัชนีการลงทุนในสินค้าหรูหราของ Knight Frank (KFLII) ซึ่งติดตามมูลค่าของการลงทุนตามความหลงใหล 10 รายการ พบว่าในช่วงปีที่ผ่านมาภาพรวมมูลค่าของสะสมลดลงราวๆ 1 %

 

ตามรายงานของ The Wealth Report 2024 จาก Knight Frank พบว่ามีของสะสม 6 ประเภทที่ทำกำไรในแดนบวก และมีเพียงหนึ่งประเภทที่มูลค่าเพิ่มขึ้นสองหลักเปอร์เซ็นต์นั่นก็คืองานศิลปะที่ 11%, ตามมาด้วยนาฬิกา 5%, เหรียญหายาก 4%, จิวเวลรี 2% และไวน์ 1% ส่วนของสะสมที่ราคาลดลง ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ลดลง 2%, กระเป๋าหรูที่ 4%, รถคลาสสิกที่ 6% และวิสกี้หายากที่ 9%

 

อย่างไรก็ตามเมื่อมองในรายละเอียดก็เรียกได้ว่ามูลค่าที่ลดลงไม่ถือว่าแย่หรือเป็นจุดเริ่มต้นความหายนะของตลาด หากแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาของสะสมมีราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก ผนวกเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวก็ทำให้ความต้องการลดลงตามไปด้วย

 

งานศิลปะ (+11%)

 

 

ผลงานศิลปะคือของสะสมที่ทำกำไรได้สูงสุดในปีที่ผ่านมาที่ 11% ซึ่งหลักๆ มาจากการทำราคาในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2023 ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงในช่วงปลายปี โดยผลงานในรุ่น Old Master ที่ทำราคาได้โดดเด่นคือผลงานของ Peter Paul Rubens ขณะที่ในกลุ่มศิลปะร่วมสมัยกลับทำราคาได้น่าผิดหวัง ทั้งในคอลเล็กชันของนักการเงินผู้ล่วงลับ Gerald Fineberg ที่ขายได้ราคาต่ำกว่าประมาณการ และผลงานของกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่เคยได้รับการโปรโมตจากแกลเลอรีใหญ่จนทำราคาได้สูงขึ้นเกือบ 2 เท่าในปี 2022 มาปีนี้กลับกลายเป็นกลุ่มที่ราคาลดลงมากที่สุด

 


 

วิสกี้หายาก (-9%)

 

 

ในช่วงปีที่ผ่านมาวิสกี้ระดับลงทุน 50 ขวดมีมูลค่าลดลง 26% ขณะที่อีก 50 ขวดมูลค่าเพิ่มขึ้น 5% และอีก 20 ขวดมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 20% ทำให้ภาพรวมของตลาดดูมีมูลค่าลดลง แต่ในรายละเอียดก็ยังมีวิสกี้หลายชนิดที่ยังทำราคาได้ดี ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของโรงกลั่นและการเลือกของนักสะสม นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าวิสกี้หลายตัวถูกประเมินค่าต่ำเกินไป ซึ่งอาจกลับมาทำราคาสูงขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย

 


 

รถคลาสสิก (-6%)

 

 

ภาพรวมของมูลค่ารถคลาสสิกลดลงประมาณ 6% ในปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมองย้อนไปในปี 2022 มูลค่ารถคลาสสิกเพิ่มขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบตามสัดส่วนก็ถือว่าไม่แย่ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ อีกทั้งยังมีรถยนต์หลายแบรนด์ที่ทำราคาในแดนบวกอย่าง BMW +9% และ Lamborghini +18% ด้วยภาพลักษณ์เร้าใจนักสะสมรุ่นใหม่

 


 

นาฬิกาหรู (+5%)

 

 

ปีที่แล้วมูลค่าการประมูลนาฬิกาหรูจากบริษัทการประมูลยักษ์ใหญ่ 3 แห่งอยู่ที่ 488 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 2.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย โดยนาฬิกาที่ทำราคาได้ดียังเป็นนาฬิการุ่นหายากที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างเช่น Rolex John Player Special ทำลายสถิติราคาสูงที่สุดในโมเดลเดียวกันที่ราคา 2 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 91 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาเดิมที่เคยได้รับการประมูลในปี 2021 นอกจากนี้นาฬิกาจากผู้ผลิตอิสระยังคงได้รับความสนใจโดยติดอันดับ 10 นาฬิการาคาสูงที่สุด รวมแล้วมีมูลค่าสูงถึง 42 ล้านปอนด์หรือราวๆ 1.9 พันล้านบาท

 


 

กระเป๋าหรู (-4%)

 

 

กระเป๋าหรูเป็นของสะสมที่ตลาดรองมีความเชื่อมโยงกับตลาดค้าปลีกมากเป็นพิเศษ เพราะราคาขึ้นอยู่กับปริมาณกระเป๋าที่เข้าสู่ตลาดจากผู้ผลิตต้นทาง สิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงปีที่ผ่านมาคือ นักสะสมเริ่มมองหาความคลาสสิกมากขึ้น อย่างเช่นกระเป๋า Hermes Togo Birkin สีคลาสสิกอย่างสีดำก็ยังคงทำราคาได้ดี เพราะการันตีได้ว่ามูลค่าจะไม่ลดลงมากนัก โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

 


 

ไวน์ (+1%)

 

 

ไวน์ชั้นดีเคยทำราคาได้ดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มไวน์จากผู้ผลิตขนาดเล็ก แต่ในปีนี้ไวน์ในกลุ่มนี้กลับปรับตัวลดลงมากที่สุด ขณะที่ไวน์เบอร์กันดีที่ขยายความนิยมไปมากก็ปรับตัวลดลงที่ 12% นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ทำให้ภาพรวมของมูลค่าไวน์ปรับขึ้นไม่มาก

 


 

จิวเวลรี (+2%)

 

 

ราคาของสะสมประเภทเครื่องประดับและอัญมณียังคงแข็งแกร่ง จากการประมูลของสะสมที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจเมื่อปีที่แล้ว ส่วนปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าจับตามองคือ การเข้ามาของนักสะสมผู้ชายที่ได้แรงบันดาลใจจากจิวเวลรีของศิลปินฮิปฮอปชาย โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมรุ่นใหม่ Rubens 

 

อ้างอิง:

The post สรุปมูลค่าของสะสมจากปีที่ผ่านมา ประเภทไหนทำกำไรสูงที่สุด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุนในวิสกี้หายากให้ผลตอบแทน 398% ในรอบ 10 ปี แต่เป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ? https://thestandard.co/returns-on-investing-in-whiskey/ Sat, 30 Dec 2023 01:00:31 +0000 https://thestandard.co/?p=882520

จากดัชนีของ Rare Whisky Icon 100 ที่ติดตามผลของวิสกี้หา […]

The post ลงทุนในวิสกี้หายากให้ผลตอบแทน 398% ในรอบ 10 ปี แต่เป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากดัชนีของ Rare Whisky Icon 100 ที่ติดตามผลของวิสกี้หายาก 100 ขวดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าให้ผลตอบแทนถึง 398% เมื่อเทียบกับ S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 265% จึงไม่น่าแปลกใจที่วิสกี้หายากจะกลายเป็นของสะสมที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน อีกทั้งยังมีทางเลือกให้สะสมทั้งแบบขวดและการลงทุนในถังบ่มระยะยาวผ่านตัวแทน เพื่อช่องทางทำกำไรได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนประเภทนี้ก็มีความเสี่ยง แม้จะใช้เวลารอคอยอย่างยาวนาน แต่ผลตอบแทนอาจจะเป็นศูนย์ก็ได้ 

 

เมื่อไม่นานมานี้ The Macallan 1926 ทำสถิติสกอตช์วิสกี้ที่แพงที่สุดในโลกด้วยราคาที่มากกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 93.2 ล้านบาท ทำลายสถิติของวิสกี้ The Macallan 1926 เช่นกันที่เคยทำไว้ในปี 2019 ในราคา 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 65.5 ล้านบาท โดยเป็นหนึ่งใน 40 ขวดจากถังที่บ่มไว้นานถึง 60 ปี และเป็นวิสกี้ของ The Macallan ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา  

 

ความโดดเด่นของวิสกี้ขวดนี้คือฉลากที่ออกแบบโดย Valerio Adami จิตรกรชาวอิตาลี ซึ่งมีเพียง 12 ขวดเท่านั้น โดยในจำนวนนี้ยังได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 จนปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียง 10 ขวดในโลก นอกจากนี้นี่ยังเป็น The Macallan 1926 ขวดแรกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยโรงกลั่น The Macallan ในสกอตแลนด์ ก่อนนำขึ้นประมูลอีกด้วย

 

โดยปกติแล้ววิสกี้บรรจุขวดสามารถเพิ่มมูลค่าได้ ขึ้นอยู่กับความนิยมของแบรนด์และจำนวนขวดที่หมุนเวียน ยิ่งหายากเท่าไรราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบลงทุนระยะสั้น เพราะสามารถวัดความนิยมของตลาดและแนวโน้มการซื้อ-ขายได้ แต่ก็มีความเสี่ยงด้านความนิยมของแบรนด์ เพราะอาจมีความผันผวน ทำให้ผลกำไรมีความแน่นอนน้อยลง ซึ่งโรงกลั่นทุกยี่ห้อขายแบบบรรจุขวด แต่ส่วนใหญ่ไม่ขายเป็นถัง โดยเฉพาะกับแบรนด์ยอดนิยมอย่าง The Macallan หรือ Clynelish แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ก็ยังหาได้ในตลาดรอง และอาจจะหาได้ในโรงกลั่นอื่นๆ ที่มีความนิยมน้อยกว่า กลายเป็นช่องทางของตัวแทนในการระดมทุน 

 

วิสกี้จากถังบ่มจะยังคงพัฒนารสชาติผ่านเวลาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามหลักการทั่วไปยิ่งวิสกี้มีบ่มนานเท่าไรก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น เพราะถังบ่มทำจากไม้ซึ่งมีรูพรุน และถังจะ ‘หายใจ’ เอาอากาศโดยรอบเพิ่มความซับซ้อนให้กับวิสกี้ ในขณะที่เมื่อบรรจุขวดแล้ววิสกี้จะคงสภาพเดิมอย่างถาวร โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาราคาถังบ่มวิสกี้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี อย่างเช่น The Macallan ปี 1988 ถูกขายในราคา 1 ล้านปอนด์ในการประมูล จากเดิมที่ซื้อมาในราคาเพียง 5,000 ปอนด์ หรือ Cask No.3 ของโรงกลั่น Ardbeg ในสกอตแลนด์ ได้ขายแบบส่วนตัวให้กับนักสะสมผู้ไม่ประสงค์ออกนามไปในราคา 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 655 ล้านบาท 

 

แนวคิดการลงทุนผ่านวิสกี้ในถังบ่มมีหลักการง่ายๆ คือ ลงทุน เก็บ และบรรจุขวดขาย มีข้อดีคืออาจจะได้วิสกี้ชั้นดีในราคาที่ถูกกว่าหลังบรรจุขวดมาก แต่ก็ต้องรอเป็นเวลาหลายปี อีกทั้งยังมีรายละเอียดที่ซับซ้อน อย่างเช่น ก่อนซื้อต้องแน่ใจว่าในอนาคตจะสามารถบรรจุขวดได้โดยมีชื่อโรงกลั่นแสดงอยู่บนฉลากด้วยเพื่อใช้ชื่อเสียงของโรงกลั่น 

 

นอกจากนี้ยังต้องเลือกแหล่งมาที่เชื่อถือได้และเก็บไว้ในคลังที่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งหลายแห่งมีบริการบรรจุขวดโดยคิดค่าใช้จ่าย สามารถเลือกรูปทรงขวด ฝาปิด ฟอยล์ และการติดฉลาก ฯลฯ หรือสามารถไปบรรจุขวดที่โรงงานอื่นก็ได้ ในขณะที่นักสะสมบางรายยินดีที่จะไม่มีชื่อโรงกลั่นบนฉลาก แต่มักเก็บไว้ดื่มเองส่วนตัวหรือมอบให้เฉพาะเพื่อนฝูงและคนสนิทก็ทำได้เช่นกัน 

 

มองแวบแรกนี่อาจจะเป็นสิ่งที่น่าลงทุน แต่ในความเป็นจริงคือไม่มีหลักประกันราคาในอนาคต ซึ่งอาจเป็นเวลา 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าก็ได้ ยิ่งในปัจจุบันมีตัวแทนการลงทุนในระบบออนไลน์ใช้โฆษณาชวนเชื่อระดมทุนและบอกความจริงเพียงด้านเดียว เพราะวิสกี้ไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเสมอไป ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในระหว่างการหมักบ่มอาจมีการถ่ายเหล้าคุณภาพต่ำเข้าไปแทนที่ หรือบางครั้งก็เป็นถังวิสกี้ที่ไม่มีอยู่จริง 

 

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ต้องมีหลักฐานการเป็นเจ้าของถังวิสกี้ที่ลงนามโดยผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อตรวจสอบการมีอยู่และคุณภาพของวิสกี้ได้ รวมทั้งต้องเข้าใจด้วยว่าการบรรจุขวดวิสกี้หนึ่งถังจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อย่างเช่น ถังขนาด 250 ลิตร เมื่อหารราคาซื้อด้วยจำนวนขวดก็อาจจะได้ราคาต่อขวดที่ถูกมาก แต่นั่นยังไม่รวมภาษีและอากรต่างๆ ต้นทุนการบรรจุขวด ต้นทุนการติดฉลาก การออกแบบกล่อง ต้นทุนกล่อง ส่วนต่างของการจัดจำหน่าย หรือส่วนต่างการขายปลีก ฯลฯ ดังนั้นจึงอาจจะไม่ได้กำไรอย่างที่คิด อีกทั้งยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิสกี้จริงๆ การลงทุนประเภทนี้จึงเหมือนจะได้กำไรง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน 

 

The Macallan Valerio Adami 1926 ราคาประมาณ 93.2 ล้านบาท 

 

 

นี่คือ The Macallan จำนวน 1 ใน 40 ขวดที่ได้รับจาก Cask 263 ในปี 1986 แต่ไม่เคยเสนอขายให้กับบุคคลทั่วไปยกเว้นแต่ลูกค้าที่ The Macallan เลือกไว้เท่านั้น ฉลากจาก 12 ขวดในจำนวนนี้ได้รับการออกแบบโดยศิลปินป๊อปชื่อดัง Sir Peter Blake อีก 12 ขวดออกแบบโดยศิลปินป๊อปอาร์ตชาวอิตาลี Valerio Adami อีก 2 ขวดไม่มีฉลาก ขณะที่อีก 14 ขวดที่เหลือใช้ฉลากของโรงกลั่น ซึ่งขวดที่ได้รับการประมูลเป็น  1 ใน 10 ขวดที่เหลืออยู่ เชื่อกันว่าขวดหนึ่งนั้นได้รับความเสียหายตอนเกิดแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและอีกขวดถูกเปิดดื่มแล้ว

 

The Macallan 1926 ราคาประมาณ 65.5 ล้านบาท

 

 

ในปี 2019 The Macallan 1926 ขวดนี้ถูกนำขึ้นประมูลที่ Sotheby’s และทำราคาได้สูงถึง 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 65.5 ล้านบาท โดยกลั่นครั้งแรกในปี 1926 และบรรจุขวดจาก Cask 263 เป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชัน The Macallan Fine and Rare ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘จอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวิสกี้’ หลังจากบ่มในถังเชอร์รีเป็นเวลาถึง 60 ปี  

 

Hanyu Ichiro Full Card Series ราคาประมาณ 52.3 ล้านบาท  

 

 

แม้จะทำสถิติราคาด้วยการขายยกซีรีส์ถึง 54 ขวด เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากไพ่ในหนึ่งสำรับ แต่ก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจ โดยโรงกลั่น Hanyu ได้เลิกกิจการไปแล้ว ทำให้วิสกี้ในคอลเล็กชันนี้หายากในปัจจุบัน ซึ่งก่อนที่จะปิดตัวลงมีวิสกี้เพียง 400 ถังที่เก็บรักษาไว้ได้จากโรงกลั่นแห่งนี้ จากนั้นก็ทดสอบรสชาติแล้วเลือกวิสกี้ 54 รสชาติตามคาแรกเตอร์ไพ่แต่ละใบ โดยวิสกี้ชุดนี้เปิดตัวช่วงปี 2005-2014 และถูกนำขึ้นประมูลในงาน Fine & Rare Wine and Whisky ของ Bonhams ในฮ่องกงเมื่อปี 2020 

 

อ้างอิง:  

The post ลงทุนในวิสกี้หายากให้ผลตอบแทน 398% ในรอบ 10 ปี แต่เป็นการลงทุนที่ดีจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Mizuki บาร์สำหรับคนรักวิสกี้ที่มีเรื่องราว https://thestandard.co/life/maison-mizuki/ Thu, 24 Aug 2023 00:58:44 +0000 https://thestandard.co/?p=833052 Maison Mizuki

จิบวิสกี้ไปพร้อมๆ กับกินซูชิ ในบรรยากาศที่เหมือนบ้านของ […]

The post Maison Mizuki บาร์สำหรับคนรักวิสกี้ที่มีเรื่องราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Mizuki

จิบวิสกี้ไปพร้อมๆ กับกินซูชิ ในบรรยากาศที่เหมือนบ้านของคุณ Mizuki

 

ตอนนี้ที่โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit ได้เปิดบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Maison Mizuki แต่ต้องบอกเลยว่าบาร์แห่งนี้ไม่ธรรมดา เพราะที่นี่มีเรื่องราว

 

โดยบาร์นี้เกิดขึ้นจากคุณ Mizuki สาวชาวญี่ปุ่นที่หลงใหลในวัฒนธรรมแบบฝรั่งเศสและชื่นชอบการดื่มวิสกี้เป็นชีวิตจิตใจ เธอจึงได้เลือกที่จะเปิดบาร์ที่มีจุดเด่นด้านวิสกี้ที่หลากหลายถึง 100 ชนิด แถมยังเสิร์ฟอาหารเป็นซูชิแบบดั้งเดิม โดยคำว่า Maison แปลว่าบ้านในภาษาฝรั่งเศส ร้านนี้จึงเป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่คอยต้อนรับแขกอย่างอบอุ่น ตัวร้านจะมีทั้งโซน Indoor และ Outdoor

 

Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki Maison Mizuki

 

ภาพ: Maison Mizuki

The post Maison Mizuki บาร์สำหรับคนรักวิสกี้ที่มีเรื่องราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น จ่อบุกหนักกรุงเทพฯ-ภูเก็ต หลังพฤติกรรมนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น https://thestandard.co/suntory-target-to-bangkok-phuket/ Fri, 14 Jul 2023 02:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=817045 suntory

หนึ่งในกลยุทธ์ของ ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ขอ […]

The post ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น จ่อบุกหนักกรุงเทพฯ-ภูเก็ต หลังพฤติกรรมนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
suntory

หนึ่งในกลยุทธ์ของ ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น หลังจากครบรอบ 100 ปี ก้าวต่อไปต้องการเดินหน้าขยายตลาดไปทั่วโลก รวมถึงตลาดประเทศไทยอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยเฉพาะนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น

 

ล่าสุด THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในสื่อไทยเพียง 2 รายที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 100 ปีในการบุกเบิกตลาดเครื่องดื่มวิสกี้ของ The House of Suntory ที่จัดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่น่าสนใจภายในงานฉลอง 100 ปี ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ชินจิโระ โทริอิ’ ผู้ก่อตั้งโรงกลั่นวิสกี้ Yamazaki ในปี 1923 ซึ่งถือเป็นโรงกลั่นวิสกี้มอลต์แห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ที่ผ่านมามีการพัฒนาวิสกี้ที่มาจากธรรมชาติและงานฝีมือของชาวญี่ปุ่น จนทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากนี้แม้จะทำธุรกิจผ่านมา 100 ปีแล้ว ก็จะให้ความสำคัญมากขึ้นไปอีก 

 

พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวนิทรรศการ The Legacy Continues: 100 Years of Suntory Whisky Innovation ซึ่งเป็นการบอกเล่าเส้นทางของ Suntory ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการเปิดตัวภาพยนตร์ The Nature and Spirit of Japan ชื่อ ธรรมชาติและจิตวิญญาณของญี่ปุ่น โดยมีนักแสดงชื่อดัง Keanu Reeves เข้ามาสื่อถึงเรื่องราวของวิสกี้ ที่กำกับโดย Sofia Coppola

 

แน่นอนว่าการเลือกผู้กำกับอย่าง Sofia Coppola ล้วนมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อปี 1980 Roman Coppola น้องชายของ Sofia Coppola ก็เป็นผู้กำกับสร้างสารคดีเกี่ยวกับ Suntory ด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

 

ยิ่งไปกว่านั้นภายในงานยังได้จัดโซน The Bar ซึ่งรองรับแขกได้สูงสุด 30 คนต่อครั้ง เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมของบาร์ในโตเกียวที่มีมานาน และมีการเปิดตัวเครื่องดื่มวิสกี้รุ่นลิมิเต็ดในโอกาสครบรอบ 100 ปี ออกมาประมาณ 150,000 กระป๋อง วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งมีราคาประมาณ 152 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคได้เก็บเป็นที่ระลึก

 

Nick Ganich ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Beam Suntory ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Suntory Holdings Limited ของญี่ปุ่น กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของการทำตลาดของบริษัทคือต้องการการเติบโตด้วยความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการสื่อสารด้วยกิจกรรมต่างๆ ทุกช่องทาง

 

ทิศทางต่อไปนั้นเราจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์วิสกี้ใหม่ๆ เน้นกลุ่มพรีเมียมและสินค้าที่ลิมิเต็ดมากขึ้น ควบคู่กับหาโอกาสขยายตลาดในพื้นที่ใหม่ๆ ทั่วโลก ที่ผ่านมาเครื่องดื่มที่สร้างขึ้นมาต่างประสบความสำเร็จในการปลุกกระแสวิสกี้ในญี่ปุ่นมาแล้ว จึงเชื่อว่าน่าจะสามารถสร้างอิมแพ็กแบบเดียวกันในตลาดต่างประเทศได้

 

เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยถือว่าน่าสนใจและมีโอกาสอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองหลักของนักท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต จะเห็นได้ว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ ให้ความสนใจกลุ่มเครื่องดื่มวิสกี้ที่พรีเมียมมากขึ้น ดังนั้นจากนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับช่องทางขายด้วยการสนับสนุนพาร์ตเนอร์อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้น เห็นได้จากผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาในอุตสาหกรรมวิสกี้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังโควิดคลี่คลาย ตลาดเริ่มฟื้นตัวประมาณ 40% ถือเป็นสัญญาณบวกให้กับการทำธุรกิจ ซึ่งถ้าเทียบกับปี 2021 ร้านอาหาร-เครื่องดื่มต้องปิดให้บริการ ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบอย่างมาก

 

แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส เมื่อทุกอย่างเริ่มฟื้นตัวส่งผลให้ความต้องการกลุ่มเครื่องดื่มวิสกี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำให้ผลิตภัณฑ์บางตัวขาดตลาด และไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันที 

 

เพราะวิสกี้ต้องใช้เวลาบ่มนานหลายปี ทำให้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายพื้นที่โรงกลั่นวิสกี้ Yamazaki และ Hakushu ด้วยเงินลงทุน 1 หมื่นล้านเยน (77 ล้านดอลลาร์) เพื่อรองรับโอกาสในตลาดใหม่ๆ

 

ปัจจุบัน Suntory มีกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่หลากหลาย ประกอบด้วยวิสกี้ เบียร์ ไปจนถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่ กาแฟ BOSS, ชา Iyemon, น้ำดื่ม Suntory Tennensui และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีพนักงานทั้งหมด 40,885 คน

The post ‘Suntory’ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมวิสกี้ของญี่ปุ่น จ่อบุกหนักกรุงเทพฯ-ภูเก็ต หลังพฤติกรรมนักดื่มรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่พรีเมียมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโลกคลาสชิมวิสกี้แพริ่งกับซาชิมิไทย โดย The Tasting Room & Co. x Regular’s Space https://thestandard.co/life/the-tasting-room-co-x-regulars-space/ Sun, 16 Apr 2023 03:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=777262 The Tasting Room & Co.

จากการเชิญชวนเพื่อนพ้องที่มีแพสชันในการดื่มอย่างแรงกล้า […]

The post เปิดโลกคลาสชิมวิสกี้แพริ่งกับซาชิมิไทย โดย The Tasting Room & Co. x Regular’s Space appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Tasting Room & Co.

จากการเชิญชวนเพื่อนพ้องที่มีแพสชันในการดื่มอย่างแรงกล้าเหมือนกันไปยังห้องที่มีวิสกี้เรียงรายกว่า 400 ขวดอยู่บ่อยครั้ง คืนหนึ่ง ตั้ม-อานนท์ มั่นคง หนุ่มวัย 20 ปีเศษ ผุดคำถามขึ้นกลางวงสนทนาว่า “ทำไมเราไม่อัปสเกลเป็นอีเวนต์ชิมวิสกี้ให้คนนอกได้สัมผัสบ้างล่ะ?” ประโยคเรียบง่ายที่โพล่งไปกลางวงได้สุมไฟแพสชันที่มีเป็นทุนเดิมของสองเพื่อนซี้ตรงหน้า เพน-เพ็ญพิชชา พึ่งกิจ และ แชมป์-ตรีภพ เที่ยงตรง ให้ลุกโชนแบบดับไม่อยู่  

 

แชมป์-เพน-ตั้ม

 

ความเห็นที่ถูกแลกเปลี่ยนอย่างพรั่งพรูตลอดค่ำคืนได้นำมาซึ่งชื่อ ‘The Tasting Room & Co.’ คลาสวิสกี้ที่เปิดให้คนคอเดียวกันมีโอกาสมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ พลางดื่มด่ำไปกับหลากรสชาติของวิสกี้ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ซึ่งที่มาของชื่อ The Tasting Room & Co. ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากห้องที่ตั้มเปิดให้เหล่าผองเพื่อนคนสนิทได้มาชิมวิสกี้นั่นเอง

 

  

 

ระหว่างที่เราได้พูดคุยกับทั้งสามแบบเพลินๆ ก็ได้ค้นพบว่า การรวมตัวของเพื่อนซี้กลุ่มนี้ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าขัน หรือจะเป็นโชคชะตานำพาก็ว่าได้ 

 

ในอดีตเพนมีดีกรีเป็นบาร์เทนเดอร์สาวที่บาร์แห่งหนึ่งในโรงแรม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้พบกับตั้ม ลูกค้าขาประจำในร้านที่แวะเวียนมาทุกอาทิตย์ จนมีโอกาสพูดคุยและได้รู้ว่าตั้มเป็นโปรแกรมเมอร์เขียน AI วันหนึ่งเพนถูกชักชวนจากแชมป์ เพื่อนสายดื่มผู้ซึ่งเปิดบริษัทด้าน AI ให้มาทำงานด้วยกัน 

 

ด้วยความชอบด้านการดื่มเหมือนกัน เพนจึงพาแชมป์ไปรู้จักกับตั้ม ซึ่งนั่นสรุปได้ว่าทั้งสามต่างมี ‘แพสชันด้านการดื่มและสายงานด้าน AI’ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและกันไว้อย่างเหนียวแน่น มิหนำซ้ำชื่อธีมรวมถึงโปสเตอร์คลาสแต่ละครั้งนั้นยังเกิดจากความอัจฉริยะของ AI อีกด้วย

 

The vibe

คลาสชิมวิสกี้ ครั้งที่ 2 ถูกยกไปอยู่ใน Regular’s Space บาร์ขนาดย่อมที่จุได้ราว 10 ที่นั่งในซอยเจริญกรุง 43 แต๊ง-จาตุรันต์ รุ่งเรืองเสาวภาคย์ หนึ่งในหุ้นส่วนของร้าน ผู้ซึ่งเคยไปร่วมคลาสของ The Tasting Room & Co. ครั้งแรก ที่จัดขึ้น ณ Lost in Thaislation นั้นรู้สึกประทับใจจนต้องขอเป็นโฮสต์บ้าง

 

The Tasting Room & Co.

 

คอนเซปต์ในครั้งนี้เป็นการพาเหล่านักจิบร่วมเดินทางไปสู่ท้องทะเลด้วยวิสกี้ในเขต Islay 6 ตัวจากหลากหลายแบรนด์ พร้อมกับ Aged Thai Sashimi 3 ชนิดที่ถูกนำมาส่งสดๆ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนงานเริ่ม

 

The Tasting Room & Co.

 

The taste

ก่อนจะเริ่มแพริ่งกับปลา ตั้มเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมคลาสได้ลองดมกลิ่นและจิบวิสกี้ที่ถูกรินตรงหน้า แล้วลองพูดสิ่งที่รู้สึก เขาเน้นย้ำว่า วิสกี้ก็เปรียบเสมือนศิลปะชิ้นหนึ่ง ดังนั้นมันไม่มีถูกผิดด้านการตีความ บางคนอาจจะถนัดการบรรยายออกมาเป็นรสชาติ บางคนอาจจะตีความเป็นสี ภาพ อาหาร หรือวิวทิวทัศน์ ก็ได้เช่นกัน 

 

 

จานแรกเป็น ปลาช่อนทะเล (Black Cobia) แพริ่งกับ Glen Grant 12 Exclusive Version โดยตัวปลามีการเสิร์ฟคู่กับมะตูมแขกที่กลิ่นเหมือนพริกไทย แต่ไม่มีความเผ็ด เพื่อเลี่ยงการทำให้ลิ้นสูญเสียการรับรส แต่หากใครอยากจิ้มกินกับวาซาบิก็ทำได้ เนื่องจากความเผ็ดฉุนของวาซาบิจะคงอยู่ไม่นาน 

 

เนื้อปลามีความกรอบ เด้ง สู้ฟัน พอบีบเลมอนเล็กน้อย แกล้มกับมะตูมแขกสักหน่อย ก็ยิ่งมีความหอมฟุ้งในปาก เมื่อลองแพริ่งกับรสของวิสกี้ที่มีความขมนำหวานแล้ว ก็ทำให้รสชาติของปลามีความหวานขึ้นทันที 

 

 

ต่อกันที่ ปลากระบอก (Grey Mullet) แพริ่งกับ Bowmore 12 ตัวปลามีความฉ่ำไปด้วยน้ำมันมะกอก เสิร์ฟคู่กับดอกหางนกยูง โรยด้วยดอกเกลือ ความหอมแนว Woody / Leathery ของวิสกี้ ทำให้ไม่รู้สึกถึงกลิ่นคาวปลาแต่อย่างใด แถมยังชูรสความสดหวานของปลามากขึ้นอีกเช่นกัน

 

 

ปิดท้ายด้วย ปลาโอลาย (Skipjack Tuna) ที่ถูกนำมาเซียร์เล็กน้อย แพริ่งกับ Laphroaig 1815 Legacy Edition ที่ถือเป็นวิสกี้ที่มีความเข้มและสโมกกี้ที่สุดในบรรดาขวดที่ถูกเสิร์ฟทั้งหมด ซึ่งเข้ากับความสโมกกี้ของตัวปลาอย่างลงตัว

 

The Tasting Room & Co.

 

Good for

จากการที่มีโอกาสได้ฟังถึงที่มาที่ไปของวิสกี้แต่ละตัว เกร็ดความรู้สุดล้ำ รวมไปถึงเหตุและผลของการนำมาแพริ่งกับปลาแต่ละตัวนั้น ทำให้เราสรุปได้เลยว่าคลาสนี้เกิดมาเพื่อคนที่เป็นคอวิสกี้จริงๆ หรือบาร์เทนเดอร์ที่สนใจอยากจะมาแลกเปลี่ยนความรู้ก็ถือว่าควรค่า

 

ส่วนคลาสครั้งหน้าจะถูกจัดที่ไหน คอนเซปต์อะไร สามารถติดตามได้ทาง Instagram ของ The Tasting Room & Co.   

 

Open: 1-2 ครั้งต่อเดือน (Reservation Only)

Instagram: thetastingroomandco

Budget: 3,500 บาท 

The post เปิดโลกคลาสชิมวิสกี้แพริ่งกับซาชิมิไทย โดย The Tasting Room & Co. x Regular’s Space appeared first on THE STANDARD.

]]>