วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิศิษฐ์-ลิ้มลือชา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 14 Jul 2025 13:54:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เสียงสะท้อนธุรกิจเอกชนไทย แม้เชื่อภาษีสหรัฐฯ 36% ไม่ใช่จุดจบ แต่เตือนหากเจรจาก่อนเส้นตายไม่สำเร็จ ‘ลำบากแน่’ https://thestandard.co/wealth-in-depth-thai-biz-us-tariffs/ Mon, 14 Jul 2025 12:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1096343

ข่าวการปรับขึ้นภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 36% ได้สร้างความก […]

The post เสียงสะท้อนธุรกิจเอกชนไทย แม้เชื่อภาษีสหรัฐฯ 36% ไม่ใช่จุดจบ แต่เตือนหากเจรจาก่อนเส้นตายไม่สำเร็จ ‘ลำบากแน่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข่าวการปรับขึ้นภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 36% ได้สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจไทยไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างกำลังรอฟังข่าวดี ทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นมาว่าตัวเลขนี้เป็นที่สิ้นสุดแล้ว หรือยังพอมีโอกาสสำหรับการเจรจาต่อรองอีกครั้งก่อนถึงเส้นตาย

 

อย่างไรก็ตาม เสียงจากภาคส่วนต่างๆ เช่น หอการค้าไทย ยังมองว่านี่ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย และยังมีช่องทางในการเจรจาเชิงรุก โดยเสนอให้ใช้การนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ มาเป็นข้อต่อรองเพิ่มเติม สอดคล้องกับมุมมองของผู้ผลิตอย่าง ‘มาม่า’ ที่ยังเชื่อมั่นในทีมเจรจาของรัฐบาล

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความกังวลในระยะยาวก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับเวียดนามซึ่งได้เปรียบเรื่องภาษีอย่างชัดเจน นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการอย่าง ‘ศรีนานาพร’ เป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตในอนาคตได้

 

‘มาม่า’ เชื่อมั่นฝีมือรัฐบาลไทย คาดถึงวันไฟนอลภาษีส่งออกสหรัฐฯ จะต่ำกว่า 36% 

 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หลังจากได้รับข่าวว่าไทยโดนสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าส่งออก 36% ก็ค่อนข้างตกใจ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบอกให้รอฟังข่าวดี แต่เท่าที่ดูข่าวฝั่งรัฐบาลก็ให้ความเชื่อมั่นว่าอัตราภาษีที่ไทยเราโดน 36% เป็นเพราะยังยื่นข้อเสนอไม่หมด ให้รอขีดเส้นตาย 1 ส.ค. นี้

 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) 

 

ทางมาม่าเองก็จับตาดูอยู่ แม้ในส่วนของบริษัทจะกระทบน้อย แต่ถ้าอุตสาหกรรมอื่นได้รับผลกระทบ สุดท้ายก็จะมีผลต่อกำลังซื้อโดยรวมด้วย



“เราเชื่อว่ารัฐบาลไทยมีไพ่ในมือหลายใบและมีความเชี่ยวชาญในการเจรจา มีนโยบายชัดเจนก่อนไปต่อรองจะลดภาษีเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยเราเอง ซึ่งคาดว่าถ้าถึงวันไฟนอลแล้ว อัตราภาษีน่าจะดีขึ้นกว่านี้” พันธ์ระบุ

 

ในมุมของการส่งออกสินค้า สัดส่วนที่มาม่าส่งออกไปสหรัฐฯ ถือว่าน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบัน ‘มาม่า’ มีพอร์ตรายได้จากการส่งออกประมาณ 30% โดยส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ถึง 10% ซึ่งตัวเลขส่งออกจะอยู่ยุโรปและเอเชียมากกว่า

 

“จริงๆ แล้วกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้าส่งออกพอโดนบวกค่าภาษีค่าโน้นค่านี้ ราคาที่ตั้งขายยังอยู่ในโพสิชันที่สู้กับคู่แข่งได้ แต่เมื่อไรก็ตามถ้าวางขายแล้วแพงกว่าคู่แข่ง ก็ต้องพยายามชูจุดขายความเป็นไทยเข้าสู้”

 

สำหรับประเด็นที่ทรัมป์เรียกร้องให้เกิดการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ผ่านการผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ รวมถึงภาษี พันธ์มองว่าถ้าไทยยอมสุดๆ โดยเปิดตลาดแบบเสรีจะกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นมากกว่า ตลาดบะหมี่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ 

 

“สิ่งที่มาม่าเป็นห่วงคือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ เม็ดเงินที่จะลงระบบไปกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและความเชื่อมั่นของไทยในสายตานักลงทุนมากกว่า”

 

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 7 ล้านซองต่อวัน โดยบางหมวดสินค้าพรีเมียมของมาม่าผลิตไม่ทันขาย ทำให้ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้เปิดไลน์ผลิตสินค้าเพิ่ม

 

 

ส่วนตลาดต่างประเทศได้ชะลอแผนลงทุนขยายโรงงานในฮังการีไปแล้ว เนื่องจากนโยบายด้านแรงงานของฮังกาไม่สอดคล้องต่อการทำธุรกิจ รวมถึงต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น ทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่ประเมินไว้

 

สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยแนะใช้ ‘วัตถุดิบสหรัฐฯ’ เพิ่มพลังเจรจา

 

ด้าน วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้อัตราภาษีส่งออกสินค้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 36% จะสร้างแรงกระทบอย่างหนักต่อภาคธุรกิจ แต่ยังมีความหวังว่าอาจมีการพิจารณาใหม่อีกครั้ง ก่อนที่มาตรการจะมีผลอย่างเป็นทางการ

 

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย

 

ก่อนหน้านี้ทีมงานจากฝั่งไทยเพิ่งเดินทางกลับจากการหารือกับสหรัฐฯ และได้จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมส่งให้ฝ่ายสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา หมายความว่ายังมีโอกาสที่เอกสารรอบใหม่ของไทยจะถูกนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

 

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถรอความหวังจากเอกสารเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าเจรจาเชิงรุก ทั้งในประเด็นภาษีและแนวทางอื่นๆ ที่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษี 36% ให้ได้มากที่สุด

 

ในมุมของอุตสาหกรรมอาหารไทย ยังมีโอกาสเชิงบวกจากการนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ เช่น Ingredients เฉพาะทาง หรือ Functional Ingredients ซึ่งสามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ฟิวเจอร์ฟู้ดเพื่อส่งออกไปยังตลาดอื่นทั่วโลก แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ใช่ตลาดใหญ่ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ แต่ตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 10%

 

ทั้งนี้ ทางฝั่งรัฐบาลไทยควรเร่งสำรวจข้อมูลจากสมาคมการค้าต่างๆ เพื่อหาโอกาสใช้วัตถุดิบสหรัฐฯ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ได้อีกทางหนึ่ง

 

“การเจรจาครั้งนี้ ไทยไม่ได้ยื่นข้อเสนอแบบเวียดนามที่พร้อมลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ทุกประเภท สหรัฐฯ เองก็ให้เหตุผลว่า ต้องการปกป้องเกษตรกรในประเทศ แต่ไทยก็ต้องปกป้องเกษตรกรของตัวเองเช่นกัน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องหาความเข้าใจร่วมกัน”

 

หนึ่งในทางเลือกที่อาจใช้ในการเจรจา คือการแลกเปลี่ยนผ่านกลไกอื่น เช่น การปรับลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) หรือการใช้แนวทางเดียวกับข้อตกลง FTA ที่เคยทำไว้กับประเทศอื่นๆ เพื่อสร้างสมดุลในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยอาจมีโควตานำเข้าแบบจำกัดแนบมาด้วย เช่น อนุญาตให้สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าเกษตรเข้ามาได้ในปริมาณจำกัด เพื่อไม่กระทบต่อเกษตรกรไทย

 

โอกาสน้อยมากที่ไทยจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ทั้งหมด

 

วิศิษฐ์กล่าวต่อไปว่า ความเป็นไปได้ที่ไทยจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ทั้งหมดนั้นยังต่ำมาก และแม้เวียดนามจะดูเหมือนทำได้ แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าลดจริงหรือไม่ และมักมีเงื่อนไขพ่วงอย่างโควตาการนำเข้าเสมอ

 

เช่น การลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ ให้เหลือ 0% แต่จะส่งสินค้าประเภทนี้มาได้แค่จำนวน 1 ล้านตันเท่านั้น ซึ่งก็คือไม่ว่าประเทศไหนก็ต้องเลือกไม่ให้กระทบกับเกษตรกรในประเทศอยู่แล้ว

 

“ท้ายที่สุด ไทยยังมีความหวังว่าอัตราภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ อาจต่ำกว่าที่ประกาศไว้ 36% แต่ถ้ายังเป็น 36% ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นลำบาก โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งทางการค้าที่ได้รับอัตราภาษีส่งออกสหรัฐฯ ต่ำกว่าไทย” วิศิษฐ์ระบุ

 

SNNP หวั่นระยะยาวไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิตให้เวียดนาม

 

ขณะที่ วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า บริษัทส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ด้วยสัดส่วนที่น้อยมาก หรือราว 1% จึงไม่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีดังกล่าว 

 

แต่ถ้าสุดท้ายแล้วอัตราภาษีส่งออกสหรัฐฯ สูงกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้า จะทำให้ไทยเสียเปรียบในแง่ของการแข่งขันและจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตได้ช้าลง จากนั้นกำลังซื้อจากที่ลดลงไปแล้วยิ่งจะลำบากกันมากขึ้น โดยเฉพาะรากหญ้า 

 

วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง 

 

ขณะเดียวกันระยะยาวไทยจะลำบาก เพราะบางอุตสาหกรรมอาจย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามที่เจออัตราภาษีแค่ 20% ยิ่งไปกว่านั้นเวียดนามยังมีความได้เปรียบของจำนวนประชากรแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ต่างจากไทยที่มีแต่สูงวัย ทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนอย่างมาก

 

สำหรับศรีนานาพร ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้เข้าไปตั้งโรงงานผลิตสินค้าขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มในเวียดนาม เน้นผลิตและส่งออกไปยังประเทศในแถบอาเซียน รวมถึงจีน แต่เมื่อเวียดนามได้อัตราภาษีส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ในระดับแค่ 20% ก็ถือว่าเป็นสัญญาณบวกให้กับบริษัทในการขยับขยายธุรกิจในอนาคต

 

จากเสียงสะท้อนทั้งหมดเป็นที่ชัดเจนว่า กำแพงภาษี 36% เป็นมากกว่าตัวเลข แต่คือบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังผลการเจรจารอบสุดท้ายอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ที่จะออกมา ไม่เพียงแต่จะชี้ชะตาความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาค แต่ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางและอนาคตของฐานการผลิตไทยในทศวรรษข้างหน้านี้

The post เสียงสะท้อนธุรกิจเอกชนไทย แม้เชื่อภาษีสหรัฐฯ 36% ไม่ใช่จุดจบ แต่เตือนหากเจรจาก่อนเส้นตายไม่สำเร็จ ‘ลำบากแน่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต เสวนาแลกเปลี่ยนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ 2045 [ADVEROTIAL] https://thestandard.co/asean-vision-2045-dialogue/ Wed, 20 Nov 2024 08:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1010403

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงานเสวนา ‘OUR ASEAN […]

The post จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต เสวนาแลกเปลี่ยนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ 2045 [ADVEROTIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงานเสวนา ‘OUR ASEAN VISION: FROM PEOPLE TO POWER จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต’ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น 2 ช่วง (Session)

 

เวทีแรกเสวนาในหัวข้อ ‘Empowering People for ASEAN Beyond 2025 แผนพัฒนาคนเพื่อรองรับอาเซียนภายหลังปี 2568’ ดำเนินการเสวนาโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD โดยมี วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย, พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน พร้อมด้วย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และ อเล็กซ์ เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย ร่วมพูดคุย

 

บางช่วงของการพูดคุย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ชี้ว่า ไทยกำลังประสบปัญหาใหญ่ เนื่องจากขณะนี้ประชากรไทยราว 20% อายุเกิน 60 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นฐานประชากรที่สำคัญของไทย อีกทั้งอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการดึงนักลงทุนเข้ามาก็ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถ ดังนั้นการพัฒนาคนจึงเป็นกุญแจสำคัญของทั้งไทยรวมถึงอาเซียนด้วย 

 

ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ ระบุว่า ในประเด็นเรื่องของคน ไทยมีปัญหาในมิติเชิงปริมาณรวมถึงคุณภาพและทักษะ เนื่องจากคนเกิดใหม่น้อย ทักษะแข่งขันไม่ได้ กลายเป็นสังคมแก่ก่อนรวย อีกทั้งการศึกษาไทยก็ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยพริษฐ์ยังเสนอการแก้ไขปัญหาทักษะของคนผ่านกลไกอาเซียน เช่น Teacher Swaps แลกเปลี่ยนคุณครูในอาเซียน เพื่อส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษ, High Tech – High Touch ผ่านการแลกทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในมิติเทคโนโลยี และ Care Economy ผ่านการดึงบุคลากรที่มีความสามารถจากประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการทางการแพทย์ที่มีมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์ภายในประเทศ

 

ขณะที่ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวว่า โอกาสของสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จะเป็นไปได้มากขึ้น โดยอายุเฉลี่ยของคนทำงานจะยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนอายุยืนขึ้น ทำให้ 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพอที่จะเตรียมตัวสู่โลกการทำงานในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ดังนั้นการเพิ่มทักษะใหม่ๆ และการฟื้นฟูทักษะต่างๆ จำเป็นสำหรับทุกๆ คน และภายใต้กรอบ DEFA ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป จะเกิดการเคลื่อนย้ายของคนและ Payment ทั่วอาเซียน สิ่งหนึ่งที่ไทยต้องเตรียมพร้อมคือ การเดินหน้าสนับสนุนสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่น AI หรือ Digital Trade ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากภาคเศรษฐกิจดิจิทัลเหล่านี้จะเติบโตขึ้นและสร้างเม็ดเงินมหาศาล

 

ส่วน อเล็กซ์ เรนเดลล์ ชี้ว่า โลกกำลังประสบ 3 วิกฤตใหญ่ ทั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและวิกฤตมลพิษ ซึ่งล้วนสร้างความท้าทายต่อการมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อย่างมาก และกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงจุดแข็งของอาเซียนที่มีความสวยงามทางระบบนิเวศ อาเซียนจึงควรเป็นผู้นำการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (Sustainable Tourism)

 

ส่วนเวทีที่ 2 เป็นการเสวนาในหัวข้อ ‘Positioning Thailand Amidst Changes and Opportunities ทิศทางไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและโอกาส’ ดำเนินการเสวนาโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้ดำเนินรายการ 8 Minute History และ Morning Wealth โดยมี รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ Fellow สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานมูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move), ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน

 

โดย รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ชี้ว่า โลกในยุคสงครามเย็น 2.0 มีความท้าทายต่างๆ มากมาย เกิดการแข่งขันกันระหว่างโลกเหนือและโลกใต้ ภายใต้การนำของสองมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยเฉพาะในมิติของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมถึงมิติที่เป็นดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลต่อประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทักษะสำคัญที่ทุกคนพึงมีท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้คือทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

 

ด้าน ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร แสดงความเห็นว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะทำให้สถานการณ์การเมืองโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะต้นปี 2025 ในยุคทรัมป์ 2.0 โดยอาเซียนอาจเป็นภูมิภาคที่ ‘เจ็บหนัก’ และได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะกำลังจะถูก 3 แรงบีบ ได้แก่ แรงบีบจากตลาดสหรัฐฯ ที่กำลังจะดำเนินนโยบายขึ้นภาษีบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือไทย (อันดับที่ 12), แรงบีบจากตลาดจีนที่เตรียมมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้ไทยและอาเซียนเข้าไปแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ยาก และแรงบีบจากตลาดอื่นๆ ทั่วโลกที่จะทำให้เกิดโลกาภิวัตน์ใหม่ที่ไม่นับรวมสหรัฐฯ และจีน ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับตลาดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยตลาดอาเซียนอาจกลายเป็นหัวใจของโลกาภิวัตน์ที่เหลืออยู่

 

ขณะที่ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ระบุว่า ปัญหาเมียนมาเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับไทยและอาเซียน จึงเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) เช่น การไม่มองปัญหานี้เป็นภัยคุกคาม แต่มองหาจุดที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และการมองปัญหาเมียนมาในเชิงปัญหาด้านมนุษยธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ดร.ฟูอาดี้ ยังมองว่า การวางตัวเองเป็น Adapter จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างประโยชน์ให้ไทยและอาเซียนท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจได้ โดยไทยเป็นมหาอำนาจขนาดกลางที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่ไทยมักมองตนเองเป็นรัฐขนาดเล็ก การปรับเปลี่ยนมุมมองจุดนี้อาจช่วยให้ไทยกล้าที่จะแสดงจุดยืนในเรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น อย่างที่สิงคโปร์กล้าแสดงความเห็นต่างต่อจุดยืนของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน

 

ส่วน ผศ.ชล บุนนาค ชี้ว่า เทคโนโลยีสีเขียวเป็นคีย์สำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) มาสู่พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาเซียนขณะนี้กำลังมุ่งส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทน แต่การลงทุนยังค่อนข้างน้อย เนื่องจากคำว่า ‘สีเขียว’ (Green) มีราคาแพงและมีต้นทุนสูง การทำสิ่งนี้ให้ถูกลงและเข้าถึงผู้คนกลุ่มต่างๆ ได้มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยใช้องค์กรอาเซียน (ASEAN) เป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มีความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นในอนาคต ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 

ย้อนชมงานเสวนา ‘OUR ASEAN VISION: FROM PEOPLE TO POWER จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต’ ได้ที่: https://www.facebook.com/ThaiMFA/videos/584837757558684 

 

The post จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต เสวนาแลกเปลี่ยนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ 2045 [ADVEROTIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ โตแรงแซงเพื่อนบ้าน แม้ในวันที่สินค้าจีนทะลักอาเซียน https://thestandard.co/why-is-indonesia-growing-fast/ Tue, 24 Sep 2024 08:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=987430

เมื่อเร็วๆ นี้ THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปยังก […]

The post ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ โตแรงแซงเพื่อนบ้าน แม้ในวันที่สินค้าจีนทะลักอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเร็วๆ นี้ THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปยังกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งหลายคนรู้จัก ‘อินโดนีเซีย’ ในมุมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างภูเขาไฟ หรือทะเลฝั่งเกาะบาหลี แต่หากดูขนาดของเศรษฐกิจประเทศในเวลานี้ ถือว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจ

 

เนื่องด้วยโครงสร้างประชากรซึ่งมีมากกว่าไทยถึง 4 เท่า ราว 278.7 ล้านคน มีประชากรวัยหนุ่มสาวแรงงานกว่าครึ่ง (ราว 147.71 ล้านคน) เป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมาก สวนทางกับหลายประเทศที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกทั้งความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และทรัพยากรแร่นิกเกิล ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

 

อินโดนีเซียเตรียมโอนสถานะเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตาบนเกาะชวา ไปยังนูซันตารา จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2045

 

นอกจากนี้ อินโดนีเซียมีเงินลงทุนในสตาร์ทอัพและเทคเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน รวมถึงมีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สูงเป็นอันดับ 2 สูสีกับเวียดนาม 

 

อนาคตคาดการณ์ว่าจะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2050 เพราะวันนี้เริ่มเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งโครงการรถไฟฟ้า เพื่อเตรียมรับเมืองหลวงใหม่ ‘นูซันตารา’ (Nusantara) ซึ่งนี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดอัตราเร่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน

 

แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงไม่สู้ดีเท่าไรนัก การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทวีความรุนแรงเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่อินโดนีเซียสามารถทำหน้าที่เป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคที่ผลักดันให้อาเซียนเดินหน้าอย่างโดดเด่นบนเวทีโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี และในระยะข้างหน้า

 

“ขณะนี้จึงเห็นการลงทุน FDI ที่น่าสนใจมากๆ มีหลายๆ อุตสาหกรรมเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียต่อเนื่อง เฉพาะแค่อุตสาหกรรมอาหารก็คิดเป็น GDP ถึง 6.9% เศรษฐกิจอินโดนีเซียจึงมาแรงและน่าสนใจมาก” รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวภายหลังงาน Food ingredients Asia 2024 ซึ่งจัดที่กรุงจาการ์ตา

 

รุ้งเพชรฉายภาพถึงการลงทุนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศอินโดนีเซียอย่างน่าสนใจว่า หากลงลึกเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหาร ถือว่าเป็นตลาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ด้วยอินโดนีเซียมีจำนวนประชากรมากกว่า 270 ล้านคน จึงมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

โดยอาหารกลุ่มเบเกอรีและซีเรียลได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคด้วยมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าประชากรส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียเป็นชาวมุสลิม เมื่อคิดสัดส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดมุสลิมจึงมีขนาดใหญ่ถึง 42% 

 

ถามว่าสำคัญกับไทยอย่างไร ต้องบอกว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญและมีศักยภาพในการเป็นฮับของการส่งออกวัตถุดิบอาหารของตลาดโลก อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จึงเป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหาร ทำให้ในปีนี้งาน Food ingredients Asia 2024 ย้ายมาจัดที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารในประเทศอินโดนีเซียอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก 

 

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์

 

“ไทยได้แสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มในงาน เชื่อว่าสินค้าภายใต้แบรนด์ไทยในอุตสาหกรรมนี้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และจะมีโอกาสเพิ่มมูลค่ามากขึ้นหากสินค้าได้รับมาตรฐานฮาลาล เพราะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดมุสลิมใหญ่มาก นี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะหาคู่ค้าหรือพันธมิตร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 22,800 คน สร้างมูลค่าต่อยอดเครือข่ายทางธุรกิจได้มาก”

 

อุตสาหกรรมอาหารประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีศักยภาพ มีโปรดักต์หลากหลายมาก ซึ่งปัจจุบันสินค้าไทยในตลาดอินโดนีเซียส่วนใหญ่จะขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตในหมวดสินค้าต่างประเทศ 

 

โดยเฉพาะกลุ่มขนมหรืออาหารกินเล่นที่กินได้ทั้งวัน และมีแนวโน้มการเติบโตสูง เพราะตลาดที่นี่เป็นคนหนุ่มสาว ถัดมาเป็นกลุ่มอาหารประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมปัง โดยสินค้าไทยที่ส่งมาขายในตลาดอินโดนีเซียมักจะปรับปรุงรสชาติให้ต่างจากไทย เพราะคนอินโดนีเซียติดอาหารรสชาติหวานมัน แม้มีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมน้ำตาลหรือการรณรงค์งดน้ำตาล แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้มากนัก

 

ขณะที่พฤติกรรมการบริโภคอาหารของชาวอินโดนีเซียจะมีความหลากหลายมาก คนชอบกินอาหารนอกบ้านและคุ้นชินกับรสชาติหวานเป็นปกติ ทำให้สถิติการป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ค่อนข้างสูง 

 

อินโดนีเซียมีตลาดอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีมูลค่าสูงถึง 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ

 

“กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% จึงเริ่มมองหาวัตถุดิบอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น และประเทศไทยมีความถนัดในด้านเทคโนโลยีอาหาร สามารถส่งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเข้าสู่ตลาดอาหารอินโดนีเซียได้”

 

สินค้าไทยในสายตาชาวอินโดนีเซีย

 

รุ้งเพชรมองว่า ผู้บริโภคในประเทศอินโดนีเซียมองสินค้าอาหารของไทยเป็นหนึ่งในสินค้าคุณภาพ ชาวอินโดนีเซียยอมจ่ายเงินซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาในประเทศไทย เป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทย 

 

“แต่สิ่งสำคัญคือต้องตามให้ทันและปรับตัวให้เร็ว ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลอินโดนีเซียกำหนด เพราะเงื่อนไขนำของการปกป้องธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียจะซีเรียสมาก” 

 

อย่างกฎหมาย Halal Regulations ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2024 จะใช้กับสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศ ซึ่งกำหนดให้ต้องมีป้ายกำกับ ‘Halal’ หรือ ‘Non-Halal’ เท่านั้น ซึ่งมาตรฐานฮาลาลของประเทศไทยยังไม่สามารถใช้ร่วมกับอินโดนีเซียได้ ประเด็นนี้อาจต้องหารือเพื่อลงนามสัญญาระหว่างประเทศกำกับ เพราะหากขายสินค้าในอินโดนีเซียได้ ก็ขายกลุ่มประเทศตะวันออกกลางซึ่งมีตลาดใหญ่กว่าได้เช่นกัน

 

อินโดนีเซียมีนโยบายปกป้องธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศ นักลงทุนจึงเข้ามาตีตลาดได้ยาก หากจะตั้งโรงงานต้องทำ Joint Venture

 

จุดแข็งอินโดนีเซียปกป้อง ‘อุตสาหกรรมในประเทศ’

 

รุ้งเพชรบอกกับ THE STANDARD WEALTH ว่า อย่างที่ระบุข้างต้นว่าอินโดนีเซียจะปกป้องธุรกิจในประเทศมาก ซึ่งน่าสนใจมากว่าอินโดนีเซียมีกระทรวงนวัตกรรมที่สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs อินโดนีเซียจึงแข็งแกร่ง และนี่คือจุดแข็งของเขา หมายความว่าการที่อินโดนีเซียมีนโยบายปกป้องธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศของตัวเองนั้น สามารถสกัดสินค้าต่างชาติ หรือนักลงทุนจะเข้ามาตีตลาดได้ยาก 

 

“เห็นได้จากนโยบายล่าสุดที่รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 200% เพื่อป้องกันการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ต้องบอกว่าภาครัฐของอินโดนีเซียไม่ได้ปิดประตูตายไม่ต้อนรับทุนต่างชาติเสียทีเดียว การมีกระทรวงที่พัฒนาธุรกิจการค้าที่ทำงานร่วมกันกับ SME ท้องถิ่น ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศเติบโตแบบยั่งยืน 

 

“นี่คือจุดแข็งของประเทศนี้ เป็นประเทศที่ปกป้อง Domestic Market อุตสาหกรรมภายในประเทศ คุณจะมาตั้งโรงงานเลยไม่ได้ ทางเดียวคือคุณต้องผ่านเงื่อนไขกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ร่วมลงทุนกับคนในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น เขาต้อนรับทุกคนก็จริง แต่เงื่อนไขต้องเป็นการร่วมทุนเพื่อปกป้องธุรกิจ SME ด้วย”

 

ดังนั้นสิ่งที่น่าจับตาคือ ขณะนี้เห็นการลงทุน FDI ที่สนใจลงทุนในหลายอุตสาหกรรมเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียต่อเนื่อง นับเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารก็คิดเป็น 6.9% ของ GDP หลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดก็มีบริษัทระดับโลกทยอยเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งร่วมทุนตั้งโรงงานและรับจ้างผลิต เศรษฐกิจอินโดนีเซียจึงมาแรง โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่มีเสน่ห์ หลากหลาย และน่าสนใจ 

 

อินโดนีเซียมีตลาดอาหารใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย

 

ขณะที่ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารในเอเชียมีตลาดใหญ่ คือ อันดับ 1. จีน 2. อินโดนีเซีย 3. ไทย และหากเปรียบเทียบในภูมิภาคอาเซียน อินโดนีเซียถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่และนำหน้าประเทศไทยไปในหลายๆ ประการ

 

แม้ว่าวัตถุดิบการผลิตอาหารจะคล้ายกัน แต่การผลิตและส่งออกของอินโดนีเซียสูงกว่า เช่น มะพร้าวที่นำไปทำกะทิ บางครั้งประเทศไทยต้องนำเข้าจากอินโดนีเซียและนำไปแปรรูปในช่วงผลผลิตขาดแคลน โดยจำกัดปริมาณการนำเข้าประมาณ 1-2 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบกับเกษตรกรในประเทศไทย

 

 

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ยังมีโอกาสบุกตลาดอินโดนีเซียในด้านอาหารฮาลาล แต่มาตรฐานฮาลาลของไทยกับมาตรฐานฮาลาลของอินโดนีเซียยังไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ จุดนี้ถือเป็นอุปสรรคที่ใหญ่พอสมควร ‘แต่ยิ่งยาก ยิ่งเป็นโอกาส’

 

โดยไทยจะเน้นมุ่งส่งออกอาหารไปที่จีน อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี โซนอาเซียน และยุโรป ฉะนั้นการเข้าไปตลาดอินโดนีเซียจะทำได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลมีส่วนสำคัญในการเจรจาการค้า (FTA) และการโปรโมตสินค้า

 

วิศิษฐ์มองว่า ปัจจุบัน Future Food หรืออาหารอนาคต ถือเป็นกลุ่มอาหารที่กำลังเป็นเทรนด์ทั่วโลก ทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยก็ร่วมมือกันพัฒนาหลายด้าน ตั้งแต่งานวิจัยและนวัตกรรมที่จะนำไปต่อยอดให้ประสบความสำเร็จ 

 

โดยเฉพาะในแง่มุมด้านการผลิตถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ใคร อาจมีส่วนผสมบางอย่างที่ยังขาดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลิ่น รสชาติ หรือฟังก์ชัน ทำให้อาหารแข็งตัว คงตัว ยืดหยุ่น ที่เรียกว่า ‘Food Ingredient’ ในจุดนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยไปยังตลาดโลกได้

 

อาหารแห่งอนาคตเป็นอาหารดาวรุ่งของโลก

 

โดยไทยส่งออกสินค้ากลุ่ม Functional Food มากที่สุดสัดส่วน 90% เติบโต 19% มูลค่ากว่า 1.23 แสนล้านบาท รองลงมาคือ Alternative Protein สัดส่วน 4.5% เติบโต 9% คาดการณ์ว่าเป้าหมายมูลค่าอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยในปี 2027 จะสูงถึง 5 แสนล้านบาท

 

“แม้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลกจะส่งผลให้ภาพรวมของอาหารแห่งอนาคตในปีนี้ไม่หวือหวา แต่ต้องบอกว่าอาหารแห่งอนาคตเป็นอาหารดาวรุ่งของโลกและไทย”

 

อุตสาหกรรมอาหารไทยมีการแข่งขันสูง เนื่องจากสินค้าอาหารที่เป็นรูปแบบเดิมส่วนใหญ่จะอยู่ในสังคมชุมชน ทำให้ต้องผลิตมากขึ้นเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ ในขณะที่อาหารแห่งอนาคตจะตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ แต่การแข่งขันยังไม่รุนแรง แต่มาในรูปแบบแตกย่อย 

 

ดังนั้น แม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตอาหาร แต่กลับนำเข้า Food Ingredient มากถึง 3 หมื่นล้านบาท เช่น สารสกัดพืชสมุนไพร สารปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติ แร่ธาตุ วิตามิน และกรดอะมิโนที่สามารถลงลึกไปถึงหน่วยย่อยของร่างกาย ส่วนการส่งออกมีมูลค่าเพียง 6.5 พันล้านบาท 

 

“วัตถุดิบเหล่านี้เรายังสามารถพัฒนาได้อีกเยอะ และยังต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะวิธีการผลิตบางอย่างเรายังทำไม่ได้มากนัก ขณะเดียวกันผู้ผลิตอาหารในหลายประเทศมักมีคู่ค้าที่คอยซื้อวัตถุดิบกันอยู่แล้ว หากเราพัฒนาได้จะเปิดตลาดส่งออกได้มากขึ้น อย่างเช่นที่นี่ อินโดนีเซีย” วิศิษฐ์กล่าว 

 

นี่เป็นเพียงอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น ยังไม่นับการลงทุนด้านอื่นๆ ทั้ง EV, เหมือง, ปิโตรเคมี, สตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ ที่นับวันยิ่งเห็นการรุดหน้าพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายในประเทศ ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่ทำให้อินโดนีเซียก้าวไปข้างหน้า

 

โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่า อินโดนีเซียจะพัฒนาไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายในปี 2045 แม้ต้องเผชิญเหตุการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลกและปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่อินโดนีเซียยังคงแสดงความแข็งแกร่ง และแสดงความพร้อมที่จะนำทัพภูมิภาคอาเซียนอย่างโดดเด่นและมีพลวัตบนเวทีเศรษฐกิจโลก

 

อ้างอิง:

The post ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ โตแรงแซงเพื่อนบ้าน แม้ในวันที่สินค้าจีนทะลักอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรื่องที่ประเทศผู้นำด้านเกษตรกรรมควรรู้ ไทยต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อเทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน? https://thestandard.co/things-that-leading-agricultural-countries-should-know/ Tue, 05 Sep 2023 09:56:27 +0000 https://thestandard.co/?p=837730 อุตสาหกรรมอาหาร

จุดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ […]

The post เรื่องที่ประเทศผู้นำด้านเกษตรกรรมควรรู้ ไทยต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อเทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมอาหาร

จุดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างคือเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ทางพืชผลทางการเกษตรจนเกิดเป็นวลี “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ที่อยู่คู่กับประเทศมากว่าหลายศตวรรษ

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่ไทยได้เจอมาตลอดคือสินค้าเกษตรที่ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ยังคงอยู่ในรูปแบบอาหารสดหรือสินค้าที่ไม่ได้ผ่านการสกัดและเพิ่มมูลค่าให้กับตัววัตถุดิบอย่างที่มีการทำในต่างประเทศ

 

ส่งออก ‘อาหาร’ ไทยยังโตได้ แต่การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบคือโจทย์สำคัญ

 

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ได้แชร์มุมมองเกี่ยวกับเป้าหมายของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตภายใต้การเสวนาหัวข้อ ‘โอกาสและทิศทางของวัตถุดิบอาหารของไทย และเทรนด์อาหารแห่งอนาคต’ ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยนั้นส่งออกอาหารมากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก มีการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

 

สินค้าหลักที่ไทยส่งออกได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ไก่สด, อาหารทะเล และอาหารกระป๋อง ซึ่งภาพรวมมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีก็มีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้น แม้ปี 2566 ภาคการส่งออกโดยรวมจะเจอกับวิกฤตมาตั้งแต่ต้นปีจนสินค้าหลายรายการมีมูลค่าติดลบหลายเดือนติดต่อกัน ทำให้การเติบโตของอาหารที่ส่งออกในปี 2566 โดยเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ช่วง 0-5% โดย ดร.วิศิษฐ์ มองว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าพอใจเมื่อเทียบกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

 

อีกปัจจัยที่การเติบโตมีแนวโน้มอยู่ในช่วง 0-5% เพราะในปี 2565 การส่งออกอาหารของไทยเติบโตได้มากขึ้นถึง 20% โดยหลักๆ มาจากการฟื้นตัวหลังโควิดที่ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะร้านอาหารที่กลับมาเปิดบริการอย่างเต็มกำลังมากขึ้น ซึ่งการเติบโต 20% ถือเป็นการขยับของฐานการส่งออกที่สูงขึ้นมาก

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นการส่งออกสำหรับกลุ่มอาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือกหรือสารสกัดจากพืชและสัตว์ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกยังคงให้ความสนใจ รวมถึงในประเทศไทยก็เริ่มมีการตื่นตัว ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้ในวันนี้จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตและลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับต่างชาติให้ได้

 

อย่ามองข้ามกลุ่มอาหารที่เน้นบริโภคเพื่อสุขภาพมากกว่าอิ่มท้อง

 

เมื่อเทรนด์อาหารโลกวันนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบมากกว่าส่งออกวัตถุดิบแบบที่ได้มา ประเทศไทยควรทำอย่างไร?

 

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันไทยต้องมองหาการเพิ่มมูลค่าอาหารจากวัตถุดิบธรรมดาไปสู่ Food Ingredient หรือ Functional Ingredient ซึ่งหมายถึงอาหารที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มให้ได้คุณค่าทางโภชนาการและยังลดความเสี่ยงโรคต่างๆ หรืออาหารที่มากกว่าการกินเพื่ออิ่มท้อง เช่น การทำ Plant-based Meat ให้ได้คุณประโยชน์ที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตในไทยยังจำเป็นต้องนำเข้าโปรตีนสกัดหรือสารสกัดจากพืชที่มีสีคล้ายเลือดเพื่อให้สินค้ามีความใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากที่สุด เราจึงต้องปรับตัวเพื่อหาโอกาสยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้

 

ที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกวัตถุดิบมากมายไปยังตลาดโลก แต่ยังต้องนำเข้า Food Ingredient กล่าวคือไทยส่งออกวัตถุดิบให้ต่างชาตินำไปเพิ่มมูลค่าแล้วค่อยนำเข้าสินค้าที่แปรรูปกลับมาใช้ทั้งที่เรามีวัตถุดิบเองอยู่แล้ว โดยเมื่อคิดเป็นสัดส่วนการค้าอาหารทั้งหมดของไทย เรามีการนำเข้ามากกว่า 24% แต่ถ้าเราเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นส่วนผสมอาหารที่มีมูลค่าสูงกว่า นอกจากจะลดการนำเข้าแล้ว ไทยยังจะมีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นส่วนสำคัญของการผลิตอาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นในประเทศด้วย

 

ดังนั้นจึงได้มีการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs มากขึ้นผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานแก่ผู้ประกอบการ เช่น โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Service Plant: FISP) และ Co-working Food Space ที่ให้บริการโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อให้ SMEs เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะในปัจจุบันนี้ตลาดการส่งออก Future Food ยังมีโอกาสอีกมากในอาเซียน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ซึ่งจะต้องทำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกในวันนี้

 

โปรตีน เทรนด์อาหารแห่งอนาคต

 

ในส่วนของเทรนด์อาหารแห่งอนาคตในระยะยาว ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โปรตีนถือเป็นเทรนด์ในระยะยาวที่คาดว่าจะขับเคลื่อนด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและความใส่ใจของผู้บริโภคถึงการกินอาหารเพื่อสุขภาพ ในขณะเดียวกันปัญหาภาวะโลกร้อนและเขตเมืองที่ขยายมากขึ้นส่งผลให้พื้นที่ภาคการเกษตรลดลง

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการมองหาโปรตีนทางเลือก เช่น Plant Protein มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ดร.วีรวัฒน์ เล่าว่ามีการบริโภคที่ประมาณ 10 ล้านตัน หรือ 2% ของโปรตีนทั้งหมดที่ 550 ล้านตัน ตามข้อมูลของ Boston Consulting Group และการบริโภคโปรตีนพืชมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเป็น 10% ในอีก 15 ปีข้างหน้า เพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องสารอาหารจากโปรตีนที่ครบถ้วนและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

The post เรื่องที่ประเทศผู้นำด้านเกษตรกรรมควรรู้ ไทยต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อเทรนด์อาหารโลกเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.

]]>