วิรไท สันติประภพ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิรไท-สันติประภพ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 02:46:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปลดล็อคบอร์ดชุดใหม่ ‘การบินไทย’ 15 รายชื่อ เริ่มงานได้แล้วทั้ง ‘รพี- วิรไท – ญนน์’ หลังศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว https://thestandard.co/thai-airways-new-board-starts/ Wed, 07 Jan 2026 02:43:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1162022 ปลดล็อคบอร์ดชุดใหม่ ‘การบินไทย’ 15 รายชื่อ เริ่มงานได้แล้วทั้ง ‘รพี- วิรไท - ญนน์’ หลังศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

วันนี้ (6 มกราคม) ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหา […]

The post ปลดล็อคบอร์ดชุดใหม่ ‘การบินไทย’ 15 รายชื่อ เริ่มงานได้แล้วทั้ง ‘รพี- วิรไท – ญนน์’ หลังศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อคบอร์ดชุดใหม่ ‘การบินไทย’ 15 รายชื่อ เริ่มงานได้แล้วทั้ง ‘รพี- วิรไท - ญนน์’ หลังศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

วันนี้ (6 มกราคม) ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง ความคืบหน้าคำสั่งศาลเกี่ยวกับคำร้องขอยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยอ้างถึง หนังสือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ กบ 01/1001 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เรื่อง ชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับการยื่นคำขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

 

ตามที่บริษัทฯ ได้ยื่นคำขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 และคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคำร้องขอยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยพลันเป็นการด่วน และต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศาลได้รับคำร้องทั้งสองฉบับข้างต้นของบริษัทฯ ไว้พิจารณา และกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ดังรายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่อ้างถึงนั้น

 

บริษัทฯ ขอเรียนว่า ในวันนี้ (6 มกราคม ) ศาลได้ไต่สวนคำร้องดังกล่าว และศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่บริษัทฯ ร้องขอ โดยศาลเพิกถอนคำสั่งให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ประจำปี 2568 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และเพิกถอนคำสั่งห้ามมิให้คณะกรรมการที่มาจากมติที่ประชุมดังกล่าว มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ ในฐานะกรรมการของบริษัทฯ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 

ดังนั้น คณะกรรมการของบริษัทฯ จะประกอบด้วยกรรมการจำนวนทั้งสิ้น 15 คน โดยกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งจากมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าว มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ ในฐานะกรรมการของบริษัทฯ ได้ หากมีความคืบหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว บริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบต่อไป

 

ทั้งนี้ รายชื่อคณะกรรมการบริษัททั้ง 15 คน ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทการบินไทยฯ มีมติเห็นชอบนั้น ประกอบด้วยกรรมการชุดปัจจุบัน 6 คน และกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในครั้งนี้อีก 9 คน ดังนี้

 

กลุ่มกรรมการปัจจุบัน จำนวน 6 ท่าน

 

  • ⚈ ลวรณ แสงสนิท
  • ⚈ ยรรยง เดชภิรัตนมงคล
  • ⚈ ดร.กุลยา ตันติเตมิท
  • ⚈ ชาครีย์ บำรุงวงศ์ ชาครีย์
  • ⚈ พลตำรวจเอก ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • ⚈ สัมฤทธิ์ สำเนียง

 

กลุ่มกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ จำนวน 9 ท่าน โดยที่ประชุมได้ลงมติเลือกตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการด้วยคะแนนเสียงสูง ดังนี้

 

  • ⚈ ชาย เอี่ยมศิริ
  • ⚈ ดร.วิรไท สันติประภพ
  • ⚈ รพี สุจริตกุล
  • ⚈ ญนน์ โภคทรัพย์
  • ⚈ พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย
  • ⚈ พลากร หวั่งหลี
  • ⚈ วัชรา ตันตริยานนท์
  • ⚈ ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์
  • ⚈ ชาริตา ลีลายุทธ

The post ปลดล็อคบอร์ดชุดใหม่ ‘การบินไทย’ 15 รายชื่อ เริ่มงานได้แล้วทั้ง ‘รพี- วิรไท – ญนน์’ หลังศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง เตือน ‘ยิ่งติดหล่มนาน ยิ่งดิ่งเหวเร็ว-ลึกขึ้น’ https://thestandard.co/thai-economy-falls-deeper/ Mon, 17 Nov 2025 07:51:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1144120 ดร. วิรไท ชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง เตือน ‘ยิ่งติดหล่มนาน ยิ่งดิ่งเหวเร็ว-ลึกขึ้น’

ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดพัฒนาการเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุ […]

The post ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง เตือน ‘ยิ่งติดหล่มนาน ยิ่งดิ่งเหวเร็ว-ลึกขึ้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร. วิรไท ชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง เตือน ‘ยิ่งติดหล่มนาน ยิ่งดิ่งเหวเร็ว-ลึกขึ้น’

ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดพัฒนาการเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยติดหล่ม เตือนยิ่งติดหล่มนาน ไทยจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น-ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย จากทรัพยากรที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ย้ำไทยต้อง ‘คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง’

 

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ ‘Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ’

 

โดยระบุว่า ตัวชี้วัดพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยแทบทุกด้าน จะบ่งชี้ไปในทิศเดียวกันว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบ โดยในบางเรื่อง คะแนนดิบของตัวชี้วัดของไทยถดถอยลงเองโดยไม่ต้องเทียบกับใคร

 

“ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยติดหล่ม และชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพของภาคเกษตร ประสิทธิภาพของระบบราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย ตลอดจนสถานการณ์คอรัปชั่น ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.วิรไทกล่าว

 

พร้อมทั้งเตือนต่อว่า “ยิ่งถ้าเรา ติดหล่ม หรือชะงักงัน นานขึ้นเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย ทรัพยากรที่เรามีเหลือก็จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวขึ้นจากเหว”

 

ดร.วิรไท ชำแหละสาเหตุปัญหาฉุดไทย ‘ติดหล่ม’

 

ดร.วิรไท กล่าวอีกว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ อยู่ในสภาวะติดหล่มหรือชะงักงัน ได้แก่

 

  • สังคมโดยรวมขาดการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่อง และไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ
  • การเมืองที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
  • การมุ่งทำแต่นโยบาย quick win ระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
  • ธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้อำนาจเหนือตลาด ในขณะที่การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นจริง
  • การไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักคิดนำทาง (guiding principles) ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะ และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง โดยไม่ถูกบิดเบือน หรือเบี่ยงเบนระหว่างทาง
  • การขาดกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูป (transformation) ได้อย่างแท้จริง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถ ทำงานร่วมกันแบบประสานพลัง มีเป้าหมายร่วมกัน มากกว่าที่จะแยกกันคิด และแยกกันทำ
  • การขาดระบบแรงจูงใจที่เหมาะสมกับโลกใหม่ในอนาคต ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
  • การให้ผลตอบแทนเพื่ออำนวยความสะดวก หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มาเป็นสิ่งที่เรียกว่าการยึดรัฐ (State Capture) ใช้กลไกภาครัฐกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง
  • หน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจ รับแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป โดยมักจะมีวิธีการทำงานที่เน้นกระบวนการ พิธีกรรมมากกว่าเอาสารัตถะและเป้าหมายของงานที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

 

ดร.วิรไท ชี้ทางออกจากภาวะติดหล่ม

 

เพื่อออกจากภาวะติดหล่ม ดร.วิรไท ย้ำว่า ‘ไทยต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา’ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่ จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง และที่สำคัญ เราต้องการบทบาทของภาครัฐใหม่ ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

“ด้วยปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายหลากหลายด้านที่กำลังรอเราอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องคิดเรื่องใหญ่ ให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาต้อง ได้รับการออกแบบใหม่ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย” ดร.วิรไทกล่าว

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ถ้าเราร่วมกัน ‘คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง’ เราจะสามารถฉุดเศรษฐกิจไทยให้หลุดออกจาก สภาวะติดหล่ม และชะงักงัน และลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวในอนาคตได้

The post ดร.วิรไทชี้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ‘ด้อยลง’ แทบทุกด้าน เมื่อเทียบคู่แข่ง เตือน ‘ยิ่งติดหล่มนาน ยิ่งดิ่งเหวเร็ว-ลึกขึ้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด ‘การบินไทย’ อนุมัติเพิ่มจำนวนบอร์ดเป็น 15 คน ส่ง วิรไท-รพี จ่อนั่งบอร์ดใหม่ ด้าน ‘ชาญศิลป์’ ลุ้นนั่งบอร์ดต่อ ส่วน ‘ปิยสวัสดิ์’ ไม่ไปต่อ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-26/ Fri, 07 Nov 2025 13:14:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1140856 บอร์ด ‘การบินไทย’ อนุมัติเพิ่มจำนวนบอร์ดเป็น 15 คน ส่ง วิรไท-รพี จ่อนั่งบอร์ดใหม่ ด้าน ‘ชาญศิลป์’ ลุ้นนั่งบอร์ดต่อ ส่วน ‘ปิยสวัสดิ์’ ไม่ไปต่อ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมติสำคัญจากการป […]

The post บอร์ด ‘การบินไทย’ อนุมัติเพิ่มจำนวนบอร์ดเป็น 15 คน ส่ง วิรไท-รพี จ่อนั่งบอร์ดใหม่ ด้าน ‘ชาญศิลป์’ ลุ้นนั่งบอร์ดต่อ ส่วน ‘ปิยสวัสดิ์’ ไม่ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด ‘การบินไทย’ อนุมัติเพิ่มจำนวนบอร์ดเป็น 15 คน ส่ง วิรไท-รพี จ่อนั่งบอร์ดใหม่ ด้าน ‘ชาญศิลป์’ ลุ้นนั่งบอร์ดต่อ ส่วน ‘ปิยสวัสดิ์’ ไม่ไปต่อ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมติสำคัญจากการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 โดยหลักสำคัญคือการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทให้มีขนาดที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ก่อนการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2568 ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568

 

โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติเรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ในรูปแบบ E-Meeting พร้อมกำหนด Record Date เป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนกรรมการบริษัทฯ และการเลือกตั้งกรรมการใหม่

 

ไฟเขียวเพิ่มจำนวนบอร์ด จาก 11 คน เป็น 15 คน

 

มติสำคัญที่สุดคือการเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ กำหนดจำนวนกรรมการเพิ่มเติม จากเดิม 11 คน เป็น 15 คน ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 15. ที่กำหนดให้มีกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่มากกว่า 15 คน การเพิ่มจำนวนกรรมการครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่ม Board Diversity และให้คณะกรรมการฯ มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่หลากหลายสอดคล้องกับ Board Skills Matrix ของบริษัทฯ และช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งตามวาระมีจำนวน 4 คน ได้แก่ ดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย และ ชาย เอี่ยมศิริ และ ณปกรณ์ ธนสุวรรณเกษม ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการอิสระ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ ดร. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ. การบินไทย ไม่ได้ถูกเสนอชื่อให้กลับเข้ามารับตำแหน่งบอร์ด

 

เปิดรายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอเข้าชิงบอร์ดใหม่ ‘การบินไทย’

 

คณะกรรมการฯ ได้เสนอรายชื่อบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเพื่อพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการเพิ่มเติมและทดแทนกรรมการที่ออกตามวาระ/ลาออก จำนวน 11 รายชื่อ แบ่งเป็นผู้ที่คณะกรรมการฯ เสนอ และผู้ถือหุ้นเสนอ

 

โดยบุคคลที่บอร์ด เห็นควรเสนอ รวม 9 คน มีดังนี้

 

  • ชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เป็นกรรมการ
  • ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC เป็นกรรมการอิสระ
  • ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เป็นกรรมการอิสระ
  • พลากร หวั่งหลี เป็นกรรมการอิสระ โดยจะลาออกจากตำแหน่งกรรมการของ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด หากได้รับการเลือกตั้ง
  • รพี สุจริตกุล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นกรรมการอิสระ
  • วัชรา ตันตริยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารออมสิน เป็นกรรมการอิสระ
  • ดร. วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นกรรมการอิสระ
  • ชาย เอี่ยมศิริ เป็นกรรมการ ได้รับการเสนอชื่อเพื่อกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง
  • พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย กรรมการอิสระ ได้รับการเสนอชื่อเพื่อกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง (แม้ดำรงตำแหน่งเกิน 9 ปี แต่คุณสมบัติยังสอดคล้องกับนิยามกรรมการอิสระ)

 

ส่วนบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วน รวม 2 คน มีดังนี้

 

  • ชาญศิลป์ ตรีนุชกร อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย, อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เป็นกรรมการ เสนอโดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้น ร้อยละ 8.49
  • ผศ. ดร. ประชา คุณธรรมดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการ เสนอโดย สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้น ร้อยละ 5 43

 

ทั้งนี้ในการประชุม AGM ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 จะมีการเปิดให้ผู้ถือหุ้นลงคะแนนเสียงเพื่อโหวตเลือกบอร์ดจากรายชื่อดังกล่าวข้างต้น ซึ่งรายชื่อที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด 8 อันดับแรกจะได้ดำรงตำแหน่งบอร์ดใหม่ของการบินไทย ซึ่งรวมกับอีก 7 รายชื่อ ดังนี้

 

  • ลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการ
  • ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
  • กุลยา ตันติเตมิท กรรมการ
  • ชาครีย์ บำรุงวงศ์ กรรมการ
  • พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร กรรมการ
  • ยรรยง เดชภิรัตนมงคล กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ
  • สัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

 

ส่งผลให้บอร์ดการบินไทยจะมีจำนวนเพิ่มจาก 11 คน เป็น 15 คน

 

ด้าน ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตกรรมการ และอดีต ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ. การบินไทย โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า ดีใจที่มีรายชื่อบุคคลที่ผมเสนอชื่อไปสองคนคือ ดร. วิรไท สันติประภพ และ รพี สุจริตกุล

The post บอร์ด ‘การบินไทย’ อนุมัติเพิ่มจำนวนบอร์ดเป็น 15 คน ส่ง วิรไท-รพี จ่อนั่งบอร์ดใหม่ ด้าน ‘ชาญศิลป์’ ลุ้นนั่งบอร์ดต่อ ส่วน ‘ปิยสวัสดิ์’ ไม่ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.วิรไท ชี้ว่าไทยต้องสร้างแผนรับมือโลกรวนแบบบูรณาการ มุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับผลกระทบ https://thestandard.co/thestandardeconomicforum2024-veerathai-santiprabhob/ Mon, 18 Nov 2024 10:11:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1010050 วิรไท สันติประภพ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในงาน THE STANDARD EC […]

The post ดร.วิรไท ชี้ว่าไทยต้องสร้างแผนรับมือโลกรวนแบบบูรณาการ มุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิรไท สันติประภพ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024: BRAVE NEW WORLD เศรษฐกิจไทย ไล่กวดโลกใหม่ ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Staying Ahead with Climate Change Adaptation รับมือโลกรวนอย่างไรให้เท่าทัน’ โดยชี้ถึงทิศทางการรับมือภาวะโลกรวนของไทยว่าต้องมุ่งเน้นการสร้างแผนรับมือแบบบูรณาการ (Integrated Plan) และต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง

 

โดยสิ่งสำคัญสำหรับแผนรับมือภาวะโลกรวนแบบบูรณาการ นอกจากการ Mitigation หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero และบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกรวน ยังต้องมี Adaptation หรือการปรับตัวเพื่อป้องกันและรับมือผลกระทบจากภาวะโลกรวน เพราะไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

ในส่วนของ Adaptation นั้น ดร.วิรไท กล่าวว่าจำเป็นต้องอาศัยบริบทท้องถิ่นเยอะ ซึ่งกรณีของไทยคือไม่ค่อยมีการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง และการดำเนินการต่างๆ เพื่อรับมือภาวะโลกรวนจะเป็นการตัดสินใจแบบบนลงล่าง (Top Down)

 

โดยเขาชี้ว่าหน่วยงานรัฐทั้งหมดต้องให้ความสำคัญต่อการคำนึงถึง Adaptation ในการดำเนินมาตรการต่างๆ ว่าจะมีผลต่อการปรับตัวรับมือภาวะโลกรวนอย่างไร เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชอย่างไรให้ทนต่อภัยแล้ง หรือการพัฒนาระบบชลประทานอย่างไรให้รับมือปรากฏการณ์ Rain Bomb หรือฝนตกที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน

 

นอกจากแผนดำเนินการแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการคำนวณงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถจัดสรรทรัพยากรสำหรับการรับมือภาวะโลกรวนได้อย่างเท่าทันและเพียงพอ โดยจะต้องมีการลงทุนสูงมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่ประเทศต้องการสำหรับรองรับแผนดำเนินการเหล่านี้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.วิรไท ชี้ว่าเราต้องกล้ายอมรับความจริงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับแผนปรับตัวรับมือภาวะโลกรวนของไทยนั้นช้ากว่าประเทศอื่นๆ เป็นสิบปี

 

“เราต้องกล้ายอมรับความเป็นจริงว่าวันนี้เราช้าไปเป็นสิบปีถ้าเทียบกับประเทศอื่น ประเทศระดับการพัฒนาใกล้เคียงหรือด้อยกว่าเราเขามีแผนปรับตัวรับมือโลกรวนที่ไปไกลกว่าเรามาก และนำไปสู่การปฏิบัติจริง”

 

ส่วนการทำให้เกิดการปฏิบัติจริงนั้น เขาเน้นย้ำสิ่งสำคัญคือการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ

 

“โลกรวนไม่ได้มีทางออกหรือทางแก้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จะต้องประสานงานข้ามกระทรวง ระหว่างรัฐบาลกลางไปสู่ท้องถิ่นและชุมชน ต้องทำให้เกิดการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน”


 

🔥Rerun Ticket โอกาสสุดท้ายของงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024🔥

 

ซื้อบัตรรับชมออนไลน์สุดคุ้ม! ราคาพิเศษเพียง 990.- https://bit.ly/tsef2024UDRerunVT

🎟เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 – 18 พฤษภาคม 2568

⚡เปิดให้เข้ารับชมนานถึง 6 เดือนเต็ม!

⚡พร้อมรับสรุปเนื้อหา Key Takeaway ทุกหัวข้อ

⚡ชมออนไลน์สะดวกจากเว็บไซต์ อยู่ที่ไหนก็ดูได้

⚡เก็บครบประเด็นเศรษฐกิจแห่งอนาคต 3 วันเต็ม กว่า 30 เซสชัน

⚡ ฟังผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากทุกแวดวงของไทย เศรษฐกิจ / ภูมิรัฐศาสตร์ / AI / EV

The post ดร.วิรไท ชี้ว่าไทยต้องสร้างแผนรับมือโลกรวนแบบบูรณาการ มุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิรไท’ เตือนรัฐบาลทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีความรับผิดชอบ หวั่นสร้างภาระการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย ฉุดผลิตภาพประเทศระยะยาว https://thestandard.co/veerathai-remind-policies-stimulate-economy/ Fri, 06 Oct 2023 04:22:58 +0000 https://thestandard.co/?p=851315

อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติเตือนภาครัฐทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบ […]

The post ‘วิรไท’ เตือนรัฐบาลทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีความรับผิดชอบ หวั่นสร้างภาระการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย ฉุดผลิตภาพประเทศระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติเตือนภาครัฐทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมีความรับผิดชอบ หวั่นสร้างภาระการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย ฉุดผลิตภาพประเทศระยะยาวซ้ำรอยโครงการจำนำข้าวและรถคันแรก 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (6 ตุลาคม) วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นถึงแผนการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า 

 

“การบริหารบ้านเมืองด้วยความรับผิดชอบเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผู้มีอำนาจรัฐ อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้ทำนองว่า 

 

“ถ้าแพทย์รักษาผู้ป่วยผิดพลาด อาจจะสร้างผลกระทบให้กับชีวิตของผู้ป่วยหนึ่งคนและครอบครัว

 

“ถ้าวิศวกรสร้างตึกหรือสะพานผิดพลาด อาจจะหมายถึงชีวิตคนหลายสิบหรือหลายร้อยคนที่ใช้งาน

 

“แต่ถ้านักเศรษฐศาสตร์ทำนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดแล้ว อาจจะกระทบต่อชีวิตของคนหลายสิบล้านคนทั้งประเทศ

 

“วันนี้ ด้วยพลังของตลาดที่รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี แค่ผู้มีอำนาจรัฐเริ่มคิดจะทำนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่รับผิดชอบ ก็ส่งผลเสียต่อชีวิตคนได้ทั้งประเทศแล้ว ผ่านกลไกของตลาดเงินและตลาดทุน

 

“เรามีตัวอย่างนโยบายภาครัฐจากอดีตหลายอันที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ แต่สร้างความบิดเบือนให้กับกลไกตลาดและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ สร้างภาระทางการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย และส่งผลกระทบต่อผลิตภาพยาวนานไปอีกหลายปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด หรือโครงการรถคันแรก

 

“ถ้าเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยการทำนโยบายที่หวังผลต่อ GDP แค่ช่วงสั้นๆ ผลที่จะเกิดขึ้นกับฐานเสียงในการเลือกตั้ง 4 ปีข้างหน้าอาจจะกลับทิศได้อีกด้วย ถึงเวลาใกล้เลือกตั้งรอบหน้า เศรษฐกิจที่โดนกระตุ้นด้วยยาโด๊ปเงินดิจิทัลก็คงหมดพลังลงพอดี นอกจากนี้ โครงการภาครัฐดีๆ อีกนับสิบนับร้อยโครงการที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในวันนี้และวันหน้าอาจถูกตัดงบประมาณลง

 

“ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าประชาชนจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป มากกว่านโยบายประชานิยม เชื่อว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า กระแสเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปจะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก ในขณะที่ทรัพยากรด้านการคลังจะยิ่งจำกัดมากขึ้น

 

“นอกจากนี้ ถ้าผู้มีอำนาจรัฐเริ่มต้นบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ไม่รับผิดชอบแล้ว ความน่าเชื่อถือจะไหลลงเร็วทั้งจากในและต่างประเทศ จะทำอะไรต่อไปก็จะยากไปหมด มีแต่ความไม่เชื่อมั่น ความแคลงใจกัน นโยบายที่จะสนับสนุนการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตของประเทศจะยิ่งเกิดได้ยากมาก

 

“โจทย์ในวันนี้น่าจะเป็นว่า จะช่วยกันหาทางลงให้กับนโยบายที่หาเสียงไว้แล้วแต่ไม่ควรทำได้อย่างไร มากกว่าที่จะเดินหน้าต่อทั้งที่รู้ว่าจะสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย”

 

นอกจากนี้ วิรไทยังแชร์ข้อความที่มีเนื้อหาระบุว่า “เพียงเดือนเศษๆ กับนโยบายเงินดิจิทัล ความมุ่งมั่นดื้อดึงที่จะทำโครงการนี้ ทั้งๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ค่อนประเทศไม่เห็นด้วย นอกจากทำให้นักลงทุนกังวลถึงภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้นที่ไม่คุ้มกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ ยังทำให้เห็นได้อีกว่าการตัดสินใจโดยไม่ฟังเสียงรอบข้าง โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ 

 

“นอกจากนี้ยังมีการส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการโยกย้ายหากข้าราชการที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวในการบริหารรัฐนาวาในยามนี้อีกด้วย บริษัทที่ให้ Credit Rating อย่าง S&P, Moody’s และ Fitch จึงออกมาพร้อมหน้าพร้อมตาเตือน และพร้อมที่จะลด Credit Rating หากใช้นโยบายทางการคลังที่ไม่เหมาะสม

 

“ดังนั้นนักลงทุนจึงเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างหนักจน Yield ขึ้นมากว่า 70 Basis Point (รวมผลกระทบจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น) แล้ว เพียงระยะเวลาเพียงเดือนเศษ จนมาอยู่ในระดับเดียวกันกับเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ส่วนค่าเงินบาทกำลังลงไป Test Low เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นไทยตกไปแล้วกว่า 13%

 

“นี่กำลังจะทำให้หนี้สินรัฐบาล 7.6 ล้านล้านบาท ที่มีค่าดอกเบี้ยจ่ายกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท กำลังจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นหากต้อง Rollover”

 

ขณะที่ ณัฐวุฒิ เผ่าทวี อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า 

 

“พอได้มีโอกาสฟังและอ่านเพื่อนๆ ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่ผมนับถือพูดถึงนโยบายเงินดิจิทัล ซึ่งทุกคนที่พูดถึงนโยบายนี้ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ทั้งนั้น มันทำให้ผมนึกถึงตอนก่อนที่จะมีการโหวต Brexit ในสหราชอาณาจักรในปี 2016 ที่นักเศรษฐศาสตร์เกือบทุกคนที่ออกมาพูดถึงผลกระทบที่จะตามมาของการที่ UK จะออกจาก EU ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า มันจะแย่กันทั้งประเทศนะ

 

“We are shooting ourselves in the foot! นักเศรษฐศาสตร์หลายคนบอก

 

“แต่รัฐบาลก็ไม่ฟังเสียงจากนักเศรษฐศาสตร์เลย โดยพวกเขาใช้เหตุผลว่า ก็คนส่วนใหญ่โหวตให้ Brexit เกิดขึ้น เราก็ต้องทำให้ Brexit เกิดขึ้นตามเจตจำนงของประชาชน

 

“สรุปก็คือ Brexit เกิดขึ้นจริงๆ และก็ทำให้มีผลกระทบที่เลวร้ายต่อเศรษฐกิจของ UK ที่ตอนนี้ก็ยังไม่ Recover กลับมาเหมือนเดิมตามที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์เอาไว้จริงๆ

 

“และนี่ก็คือที่มาของ Bregret หรือ Brexit Regret ของคนเกือบทั้งประเทศ

รัฐบาลที่ดีจึงควรจะรับฟังข้อมูลรอบด้านนะครับ เราสามารถเปลี่ยนใจตามข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามาได้ (นักเศรษฐศาสตร์เราเรียกพฤติกรรมของการเปลี่ยนใจตามข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามาว่า Bayesian Updating) ซึ่งรัฐบาลสามารถทำได้นะครับ ผมว่าถ้าอธิบายกับคนที่โหวตให้ดีๆ ถึงข้อมูลใหม่ๆ ที่เข้ามาว่ามันจะมีผลกระทบระยะยาวที่แย่ เขาน่าจะเข้าใจครับ”

The post ‘วิรไท’ เตือนรัฐบาลทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีความรับผิดชอบ หวั่นสร้างภาระการคลังแบบได้ไม่คุ้มเสีย ฉุดผลิตภาพประเทศระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อแคนดิเดตเลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ คาด ‘วิทัย-รณดล-วรัชญา’ ยื่นใบสมัคร ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบ 2 https://thestandard.co/candidate-for-secretary-of-the-sec/ Fri, 10 Feb 2023 09:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=748634

เปิดชื่อว่าที่เลขาธิการ ก.ล.ต. คนใหม่ คาดคนดังยื่นใบสมั […]

The post เปิดชื่อแคนดิเดตเลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ คาด ‘วิทัย-รณดล-วรัชญา’ ยื่นใบสมัคร ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดชื่อว่าที่เลขาธิการ ก.ล.ต. คนใหม่ คาดคนดังยื่นใบสมัคร ทั้ง วิทัย-รณดล-วรัชญา ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบสอง ขณะที่ ‘วิรไท’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ซึ่งปรากฏในโผผู้สมัครยังไม่สนตำแหน่ง แต่ต้องจับตาเปลี่ยนใจภายหลังหรือไม่

 

แหล่งข่าวระดับสูงของตลาดทุน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คาดว่ารายชื่อบุคคลที่เข้าสมัครรับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แทน รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ซึ่งจะครบกำหนดวาระ 4 ปี ในวันที่ 30 เมษายน 2566 มีรายชื่อดังนี้

 

  • วิทัย รัตนากร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ถือว่ามีประสบการณ์ด้านตลาดเงินและตลาดทุน เพราะเคยมีประสบการณ์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เคยเป็นผู้บริหารของ บมจ.สายการบินนกแอร์ หรือ NOK และอีกหลายองค์กร และยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายรัฐบาลอีกด้วย
  • รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่พร้อมด้วยประสบการณ์จากการทำงานกับ ธปท. มานานกว่า 30 ปี และยังเคยร่วมมือในการทำงานกับสำนักงาน ก.ล.ต. มาแล้ว
  • วรัชญา ศรีมาจันทร์ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งถือว่าเป็นรองเลขาฯ ที่มีอาวุโสสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับรองเลขาฯ ที่เหลือ 3 รายที่เพิ่งเลื่อนมารับตำแหน่งใหม่ มีประสบการณ์การทำงานกับ ก.ล.ต. มาอย่างยาวนาน และมีผลงานที่โดดเด่นหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา
  • รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ที่ต้องการจะกลับมาสมัครรับคัดเลือกอีกครั้งเพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นวาระที่ 2

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ ตั้งแต่วันที่ 7-27 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งสมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. ที่จะว่างลงในวันที่ 1 พฤษภาคม 2566

 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยต่อว่า วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ที่มีกระแสคาดว่าจะลงสมัครรับคัดเลือกในตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ด้วยนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ให้ความสนใจสมัครในตำแหน่งนี้

 

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนใจกลับมาสมัครรับการคัดเลือกในภายหลังหรือไม่ เพราะยังมีเวลาในการยื่นใบสมัครจนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากวิรไทยังถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีคุณสมบัติที่พร้อม ประกอบกับมีความเข้าใจในด้านตลาดเงินกับตลาดทุนเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีผลงานเป็นที่ยอมรับในสมัยที่เคยเป็นผู้ว่าการ ธปท.

 

นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การทำงานที่เหมาะสมกับตำแหน่ง เพราะเคยทำงานในตำแหน่งรองผู้จัดการ สายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันนั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) ของสำนักงาน ก.ล.ต. และ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย

 

ด้าน วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสมัครในตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post เปิดชื่อแคนดิเดตเลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ คาด ‘วิทัย-รณดล-วรัชญา’ ยื่นใบสมัคร ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิรไท สันติประภพ แนะไทยเร่งดูแลปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนข้ามรุ่น และโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี ก่อนก้าวข้าม Tipping Point https://thestandard.co/veerathai-santiprabhob-corruption-problem/ Tue, 09 Aug 2022 01:26:22 +0000 https://thestandard.co/?p=664683 วิรไท สันติประภพ

วิรไท สันติประภพ แนะไทยให้ความสำคัญปัญหาด้านสังคมและธรร […]

The post วิรไท สันติประภพ แนะไทยเร่งดูแลปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนข้ามรุ่น และโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี ก่อนก้าวข้าม Tipping Point appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิรไท สันติประภพ

วิรไท สันติประภพ แนะไทยให้ความสำคัญปัญหาด้านสังคมและธรรมาภิบาลควบคู่สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความยั่งยืนแบบองค์รวม ชี้ต้องดูแลปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนข้ามรุ่น และการเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ไม่ให้ก้าวข้ามจุดหักเหที่ไม่อาจย้อนกลับ  

 

วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา ThaiPublica Forum 2022 ‘ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน’ ว่าปัญหาทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนบนโลกในทุกด้าน เห็นได้จากการเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคอุบัติใหม่ ปัญหาขาดแคลนอาหารและที่อยู่อาศัยก่อให้เกิดการอพยพและสงครามแย่งน้ำ 

 

โดยองค์กรสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในปีนี้และปีหน้าโลกจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงจาก 3 Cs ได้แก่ Climate (สภาพอากาศ), Conflict (ความขัดแย้ง) และ COVID-19 ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตขาดแคลน 3 Fs ได้แก่ Food (อาหาร), Fuel (เชื้อเพลิง) และ Fertilizer (ปุ๋ย) ซึ่งปัญหาใหญ่ในปีนี้จะเป็นเรื่องราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในปีหน้าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงอาหาร

 

“มีการคาดการณ์ว่าในสิ้นปี 2022 นี้จะมีประชากรถึง 345 ล้านคนใน 80 ประเทศทั่วโลกประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศใดก็ตามที่เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารมักจะมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองตามมา อาจมีการอพยพครั้งใหญ่และปัญหาอาชญากรรมตามมา” วิรไทกล่าว

 

ทั้งนี้ หากมองกลับมาที่ประเทศไทยจะพบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีความน่ากังวลทีเดียว แม้ไทยอาจไม่เจอสภาวะขาดแคลนอาหาร แต่ไทยก็ถูกจัดให้เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เนื่องจากวิถีชีวิตคนไทยครึ่งหนึ่งมีความเกี่ยวโยงกับภาคเกษตร ขณะที่พื้นที่อุตสาหกรรมไทยจำนวนไม่น้อยก็อยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง ที่ราบต่ำ ในด้านอุตสาหกรรมบริการ แหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากก็เป็นพื้นที่ชายฝั่ง ส่วนเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ก็มีความเสี่ยงจะจมน้ำ โดยปัญหาเหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น

 

วิรไทกล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการพูดถึงเรื่องการเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่การพูดคุยก็ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีแรงกดดันจากมาตรฐานระดับโลก ยังไม่กระจายไปสู่วิถีชีวิตและการทำธุรกิจส่วนใหญ่ ที่สำคัญไทยยังมีการพูดถึง Adaptation Plan หรือ แผนการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศน้อยอยู่ โดยในต่างประเทศมีการเตรียมแผนรองรับในเรื่องนี้แล้ว แต่สังคมไทยยังเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับความสำคัญ

 

“เมื่อพิจารณาจากกรอบ ESG นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือตัว E ที่เป็นปัญหาใหญ่ของไทยแล้ว หากดูในด้านสังคมหรือตัว S และธรรมาภิบาลหรือตัว G ก็พบว่าทั้งสองเรื่องนี้ก็กำลังเข้าใกล้จุดหักเหที่ไม่อาจย้อนกลับ หรือ Tipping Point มากขึ้นเช่นกัน โดยมีหลายเรื่องที่ไทยได้ก้าวข้าม Tipping Point ไปแล้ว เช่น การปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่ทำให้เกิดโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ทำให้เราเป็นสังคมผู้สูงอายุ และกำลังจะก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์” วิรไทกล่าว

 

อย่างไรก็ดี เรื่องที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้ก้าวข้าม Tipping Point ในด้านสังคมและธรรมาภิบาล ก็คือปัญหาคอร์รัปชัน โดยหากปล่อยให้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นบรรทัดฐานที่ยอมรับได้ในสังคม จะแก้ปัญหาได้ยากและมีผลกระทบที่กว้างไกล โดยดัชนีคอร์รัปชันของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องทุกปี จากปี 2561 อยู่อันดับ 96 และในปี 2564 อยู่ที่อันดับ 110 แสดงให้เห็นปัญหาที่รุนแรง

 

วิรไทกล่าวอีกว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของไทยที่ต้องไม่ปล่อยให้ก้าวข้าม Tipping Point ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำของคนข้ามรุ่นหรือระหว่างรุ่น ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส 

 

“ที่ผ่านมาเราอาจพูดถึงความเหลื่อมล้ำของสินทรัพย์ หรือความเหลื่อมล้ำเรื่องของรายได้ แต่ความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่นและโอกาสของคนก็มีความสำคัญเช่นกัน หากปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นและด้านโอกาสจะยิ่งน่ากลัว เห็นได้ชัดจากด้านการศึกษาซึ่งเป็นบันไดทางสังคม แต่วันนี้บันไดนั้นดูเหมือนจะให้โอกาสน้อยลงสำหรับคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ฐานะดี” อดีตผู้ว่า ธปท. ระบุ

 

นอกจากนี้ วิรไทยังแสดงความกังวลในเรื่องเส้นแบ่งของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งปัจจุบันยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง เห็นได้จากธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากด้วยต้นทุนที่ถูกทำให้ความสามารถในการแข่งขันก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในระดับด้านล่างของสังคม และอีกด้านหนึ่งที่ต้องระวังคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยมีความเปราะปรางอยู่มาก อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นในสังคม หากไม่ระมัดระวังและช่วยกันแก้ไข

 

วิรไทกล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ได้นำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนหลากหลายกลุ่ม โดยการแตกต่างทางความคิดนำไปสู่ความแตกแยกทางความคิด ทำให้สังคมไทยมีความเปราะบาง ไม่สามารถสร้างพลังร่วมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เท่าทันกับความท้าทายใหม่ๆ 

 

นอกจากนี้ ในแวดวงธุรกิจของไทยยังมีปัญหาเรื่องการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่เพียงปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ในบางครั้งยังเกิดภาวะที่เรียกว่าปลายักษ์กินปลาเล็ก มีการเอาเปรียบผู้บริโภคจากอำนาจทุนใหญ่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นจุดที่ต้องระมัดระวังเพราะอาจทำให้สังคมเปราะบางลงไปอีก

 

อดีตผู้ว่า ธปท. ระบุว่า กรอบในเรื่องของความยั่งยืนของโลกตะวันตกอาจจะเน้นในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่ในบริบทปัญหาของไทยนั้นจะต้องให้ความสนใจเรื่องสังคมและธรรมาภิบาลควบคู่ไปด้วย หากแก้ปัญหาด้านสังคมและธรรมาภิบาลไม่ได้ หรือปล่อยให้ปัญหาก้าวข้าม Tipping Point ไปมากขึ้น ก็จะไม่มีทางรักษาสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน ฉะนั้น การวางยุทธศาสตร์แบบสังคมไทยต้องวางความคิดแบบองค์รวม ดูความเชื่อมโยงกัน 

 

“ด้วยขนาดและความท้าทายของปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ การหวังพึ่งพาให้รัฐทำหน้าที่อย่างเดียวคงไม่พอ การแก้ปัญหาทุกเรื่องต้องมุ่งไปสู่ต้นเหตุของปัญหา เมื่อปัญหาความยั่งยืนเกิดจากเราทุกคน จึงเป็นโจทย์ร่วมของเราทุกคนที่ต้องช่วยกันแก้ ภาคธุรกิจต้องวางเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นยุทธศาสตร์องค์กร ไม่ใช่เพียงการ CSR ต้องมีการวิเคราะห์วางแผนติดตาม ทำความเข้าใจ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น” วิรไทกล่าว

 

The post วิรไท สันติประภพ แนะไทยเร่งดูแลปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนข้ามรุ่น และโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี ก่อนก้าวข้าม Tipping Point appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์ ชู 13 หมุดหมายพลิกโฉมประเทศ ด้าน ‘วิรไท’ แนะไทยเร่งแก้ 7 ปัญหารับมือโลกยุค VUCA https://thestandard.co/nesdc-raised-13-pin-point-convert-country-image/ Wed, 22 Sep 2021 10:50:01 +0000 https://thestandard.co/?p=539460 VUCA

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ […]

The post สภาพัฒน์ ชู 13 หมุดหมายพลิกโฉมประเทศ ด้าน ‘วิรไท’ แนะไทยเร่งแก้ 7 ปัญหารับมือโลกยุค VUCA appeared first on THE STANDARD.

]]>
VUCA

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ ‘13 หมุดหมาย พลิกโฉมประเทศไทย’ ว่า ขณะนี้ สศช. อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (แผนพัฒนาฯ 13) ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในระหว่างปี 2566-2570 โดยแผนฉบับนี้มีความแตกต่างจากแผนพัฒนาทั้ง 12 ฉบับก่อนหน้าที่มุ่งเน้นการวางยุทธศาสตร์แบบกว้าง แต่แผน 13 จะคัดกรองเฉพาะประเด็นที่มีลำดับความสำคัญที่สุด มีการกำหนดภารกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลกระทบจากวิกฤตโควิด

 

เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า สศช. ได้กำหนดให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีทั้งหมด 13 หมุดหมาย ครอบคลุม 4 มิติการพัฒนา ได้แก่

 

มิติแรก ภาคการผลิตและบริการเป้าหมาย ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 1. มุ่งเน้นสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม หมุดหมายที่ 2. ยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง หมุดหมายที่ 3. สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดิมในอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถปรับตัวไปสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างปัจจัยสนับสนุนเพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หมุดหมายที่ 4. สร้างมูลค่าจากสินค้าและบริการสุขภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบ 

 

หมุดหมายที่ 5. ยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการเป็นศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หมุดหมายที่ 6. ผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ รวมถึงการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

 

มิติที่สอง โอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 7. พัฒนาศักยภาพ SME สู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัล หมุดหมายที่ 8. สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก สร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล หมุดหมายที่ 9. แก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบมุ่งเป้า ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของครัวเรือนยากจน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตแก่คนไทยทุกช่วงวัย

 

มิติต่อมา ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 10. เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร รวมถึงการเร่งลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม หมุดหมายที่ 11. สร้างความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการป้องกันภัย โดยใช้แนวทางธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการคาดการณ์และเตือนภัย

 

และมิติสุดท้าย ปัจจัยผลักดันการพลิกโฉมประเทศ ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 12. สนับสนุนให้คนทุกช่วงวัยมีโอกาสพัฒนาทักษะอย่างเต็มศักยภาพ มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีสมรรถนะที่สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ และหมุดหมายที่ 13. ยกระดับภาครัฐให้มีสมรรถนะสูงและคล่องตัว สามารถก้าวสู่การเป็นภาครัฐดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

 

ทั้งนี้หลังจากผ่านกระบวนการยกร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ดังกล่าว สศช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ 13 คณะ (ตาม 13 หมุดหมาย) เพื่อดำเนินการยกร่างรายละเอียดของตัวชี้วัดและกลยุทธ์ของแต่ละหมุดหมายในช่วงตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา (มิถุนายน ถึง กันยายน 2564) และภายหลังจากการประชุมในวันนี้ สศช. จะจัดให้มีการรับฟังและระดมความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 อีกครั้งในช่วงธันวาคม 2564 ถึง มกราคม 2565

 

โดยจะนำความคิดเห็นที่ได้รับไปปรับปรุงแผนพัฒนาฯ อีกครั้ง ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภาตามลำดับ ก่อนจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาและทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ในเดือนตุลาคม 2565 

 

ด้าน วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานเดียวกันว่า แผนพัฒนาฯ 13 จะเป็นแผนที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยมาก เนื่องจากโลกในปัจจุบันอยู่ภายใต้บริบทที่เรียกว่า ‘VUCA World’ ย่อมาจาก ความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) ความคลุมเครือ (Ambiguity) ‘VUCA World’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเตรียมรับมือ

 

“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไปสู่ยุคดิจิทัล การพัฒนาหุ่นยนต์ AI การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดจะทำให้โลก VUCA รุนแรงยิ่งขึ้นการจะเปลี่ยนประเทศภายใต้ภาวะเช่นนี้ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรใหม่ เอาทรัพยากรส่วนเกินจากภาคเศรษฐกิจเดิมไปอยู่ในภาคเศรษฐกิจใหม่ให้ได้” วิรไท กล่าว

 

อดีตผู้ว่า ธปท. ระบุอีกว่า หลายปัญหาที่เกิดขึ้นของไทยได้ข้ามจุดหักเหที่ไม่อาจย้อนกลับ หรือ Tipping Point ไปแล้ว เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ  และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งในส่วนนี้จะต้องใช้วิธีตั้งรับและเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด

 

อย่างไรก็ดี ไทยยังมีปัญหาอีก 7 ด้านที่ยังไม่ผ่าน Tipping Point และต้องวางแผนป้องกันก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนแก้ไขยากและก่อให้เกิดผลกระทบเป็นโดมิโน ประกอบด้วย 

 

  1. ปัญหาขนาดของภาครัฐไทยที่มีขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมาก ทำให้มีรายจ่ายประจำสูงไปเบียดบังต่อการใช้งบด้านอื่นๆ โดยเฉพาะงบลงทุน และเป็นข้อจำกัดทางด้านการคลัง

 

  1. ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เริ่มเห็นเส้นแบ่งทางสังคมมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงการศึกษา การเข้าถึงโอกาสในการทำธุรกิจหรือความสามารถในการแข่งขันระหว่าง ธุรกิจขนาดใหญ่และ SME 

 

  1. ความสามารถในการแข่งขันของไทยในหลายผลิตภัณฑ์ เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ของไทยยังอยู่ในอุตสาหกรรมเก่า การลงทุนใหม่จากต่างชาติเข้ามาในประเทศน้อย ประกอบกับการที่ไทยไม่ได้อยู่ในข้อตกลงการค้าเสรีสำคัญหลายรายการ ทำให้ไทยมีโอกาสหลุดจาก Global Value Chain

 

  1. ความเห็นต่างของคนระหว่างรุ่นที่มีความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งโจทย์ที่คิดว่า จะทำอย่างไรให้ความขัดแย้งเบาบางลง ต้องพยายามหาจุดร่วมระหว่างคนสองรุ่น

 

  1. คุณภาพของระบบการศึกษาไทยที่พัฒนาขึ้นน้อยมากจากอดีต ในขณะที่การแข่งขันในอนาคตจะเน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ไทยอาจแข่งขันได้ยากขึ้น

 

  1. ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ที่ระบบนิเวศของไทยไม่ได้เอื้อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไทยตกขบวนรถไฟเทคโนโลยี จะส่งผลระยะยาวทั้งในด้านต้นทุนการใช้ชีวิตและต้นทุนการทำธุรกิจ

 

  1. ปัญหาคอร์รัปชันที่ยังรุนแรงในประเทศไทยและแทรกซึมอยู่ในแทบทุกระดับ ซึ่งประเทศไทยต้องไม่ทำให้การคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติในสังคม เพราะจะทำให้คนเก่งไม่มีที่ยืน และไม่สามารถแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรมได้ 

The post สภาพัฒน์ ชู 13 หมุดหมายพลิกโฉมประเทศ ด้าน ‘วิรไท’ แนะไทยเร่งแก้ 7 ปัญหารับมือโลกยุค VUCA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิรไท’ ห่วงความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่าง จี้ภาครัฐเร่งปรับโครงสร้าง ผสานการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย รับมือโลกที่เปลี่ยนไปจากวิกฤตโควิด https://thestandard.co/veerathai-santiprabhob-worried-social-class-gap/ Tue, 14 Sep 2021 04:43:04 +0000 https://thestandard.co/?p=536346 วิรไท สันติประภพ

อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติจี้ ‘ภาครัฐ’ ปรับโครงสร้างอย่างจริงจ […]

The post ‘วิรไท’ ห่วงความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่าง จี้ภาครัฐเร่งปรับโครงสร้าง ผสานการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย รับมือโลกที่เปลี่ยนไปจากวิกฤตโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิรไท สันติประภพ

อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติจี้ ‘ภาครัฐ’ ปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง เน้นรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ-เอกชน-ภาคประชาสังคม-สถาบันการศึกษา เพื่อรองรับโลกที่เปลี่ยนไปจากปัญหาโควิด-19 ห่วงหลังวิกฤตความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่าง

 

วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวในการเสวนา ‘ฝ่าวิกฤตโควิด-19 พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมฐานราก ออกแบบอนาคตไทยที่ยั่งยืน’ จัดขึ้นโดยกระทรวงมหาดไทย เพื่อร่วมสร้างเข็มทิศประเทศไทยในอนาคต ว่าประเทศไทยโดยเฉพาะภาครัฐต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งปรับรูปแบบการทำงานอย่างจริงจัง (Transformation) เพื่อรับมือกับความท้าทายหลายประการที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด 

 

วิรไท อธิบายว่า ก่อนเกิดวิกฤตโควิด ประเทศไทยประสบปัญหาโครงสร้างหลายอย่างที่รุนแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านผลิตภาพ (Productivity) ที่อยู่ในระดับต่ำและเพิ่มขึ้นช้ากว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะภาคการเกษตรและภาคบริการที่ส่วนใหญ่เป็นบริการแบบดั้งเดิม เช่น การท่องเที่ยว 

 

นอกจากนี้พบว่าแรงงานส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ภาคท่องเที่ยวและภาคบริการ ส่งผลให้แรงงานมีรายได้และผลิตภาพลดลง แม้ว่าตัวเลขอัตราการว่างงานในภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ รวมถึงการเกิดเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Technology Disruption) ซึ่งกระทบต่อวิธีการทำงาน โดยเฉพาะวิธีการทำงานของแรงงานทั่วไป เพราะมีการใช้กลไกหุ่นยนต์แทนการทำงานมากขึ้น 

 

และที่สำคัญคือ ภาครัฐยังมีกฎเกณฑ์ ระเบียบการดำเนินงานที่ล้าสมัย ไม่ทันต่อความท้าทายและบริบทปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างคล่องตัว และไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและธุรกิจได้

 

วิรไท อธิบายต่อไปว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ เมื่อถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นด้วยวิกฤตโควิด จึงทำให้เกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไปในรูปแบบตัว K กล่าวคือ ผู้ที่ร่ำรวยและมีทรัพยากรมากกว่าจะยิ่งมีโอกาสได้ประโยชน์สูงขึ้น ในขณะที่คนยากจน หรือคนตัวเล็กตัวน้อย จะเสียเปรียบ แข่งขันได้ยากขึ้น และจะยิ่งยากจนลง

 

วิรไท ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากวิกฤตโควิด คือ มีคนวัยทำงานตกงาน ต้องออกจากเมืองใหญ่และเมืองอุตสาหกรรมกลับสู่ชนบทหลายล้านคน และมีแนวโน้มว่าคนเหล่านั้นจะไม่สามารถกลับมาทำงานในเมืองได้อีกเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง เพราะหลายอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่สูง และรูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น  

 

“โจทย์สำคัญของประเทศไทยขณะนี้ คือเราจะทำอย่างไรให้คนในวัยทำงานนับล้านคนเหล่านี้สามารถมีอาชีพอยู่ในชนบทได้อย่างยั่งยืน คนวัยทำงานที่กลับบ้านจะสามารถสร้างความเข้มแข็ง และสร้างการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจและสังคมชนบทได้ด้วย แก้ปัญหาผลิตภาพต่ำในภาคการเกษตร แก้ปัญหาครอบครัวโหว่กลาง และสังคมชนบทที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในรอบนี้ คนวัยทำงานที่กลับบ้านพอเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลระดับหนึ่ง มีทักษะการทำงาน การติดต่อสื่อสาร การหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นได้ ถ้าช่วยกันสร้างโอกาส และพัฒนาทักษะที่เหมาะสม เขาจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง เป็น Change Agent ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชนบทไทยได้”

 

นอกจากนี้ วิรไท ได้เสนอแนวทางการปฏิบัติงานของข้าราชการในพื้นที่เพื่อฝ่าวิกฤตโควิคไว้ดังนี้

 

  1. ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าการเยียวยาในช่วงสั้นๆ เพียงอย่างเดียว เพื่อรองรับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะมีมากขึ้น

 

  1. ต้องเน้นการทำงานในลักษณะล่างขึ้นบนให้มากขึ้น มากกว่าการกำหนดสูตรสำเร็จจากส่วนกลาง เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาต่างกัน มีบริบทต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากร บุคคลากร สภาพพื้นที่ และการบริหารจัดการ

 

  1. ควรต้องเน้นการสร้างงานในชนบทนับล้านตำแหน่ง ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาทักษะใหม่ หรือ Reskilling ให้ตอบโจทย์ของโลกใหม่ 

 

โดยหน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องลงมือทำเอง แต่ต้องทำงานร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคการศึกษา ธุรกิจ ประชาสังคม และชุมชน โดยหน่วยงานภาครัฐควรมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามประเมินผล เมื่อมองไปข้างหน้าพบว่าประชาชนมีความเดือดร้อนอีกมากที่ต้องได้รับการแก้ไข ถ้าให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ลงมือทำเอง จะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเท่าทัน และอาจจะไม่เกิดประสิทธิผลเมื่อเทียบกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะด้านสูงกว่าหน่วยงานภาครัฐ

 

วิรไท ได้ยกตัวอย่างการทำงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่เข้าไปเติมเต็มช่องว่างในการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่างๆ และระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชน โดยหนึ่งปีที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด ได้จัดทำโครงการพิเศษเพื่อซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กกว่า 650 โครงการใน 9 จังหวัดใช้เงินลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท หรือตกโครงการละประมาณ 4 แสนบาท สามารถจ้างแรงงานที่ตกงานกลับบ้านได้ประมาณ 1,000 คน 

 

แหล่งน้ำขนาดเล็กเหล่านี้สามารถกลับมาเก็บกักน้ำได้มากกว่า 120 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือรวมกันแล้วมีขนาดใกล้เคียงกับความจุของเขื่อนกิ่วลม ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,400 ล้านบาท หลักการทำงานที่สำคัญคือ การให้ชาวบ้านแสดงความต้องการที่จะร่วมกันซ่อมแซมแหล่งน้ำเหล่านี้โดยต้องอาสาลงแรงร่วมกัน ไม่มีการจ้างเหมาผู้รับเหมามาดำเนินโครงการ 

 

การเริ่มจากให้ชาวบ้านอาสาลงแรงร่วมกัน เป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ชาวบ้านเห็นว่ามีประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นโครงการที่มาจากความต้องการของชุมชน เป็นการกำหนดจากล่างขึ้นบน โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ สนับสนุนองค์ความรู้ และวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซม และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เป็นผู้ดูแลแหล่งน้ำเหล่านี้เพื่อให้ชาวบ้านเข้าซ่อมแซมได้ 

 

วิรไท กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องจากโลกในอนาคตจะมีลักษณะVUCA (Volatile – ผันผวน, Uncertain – ไม่แน่นอน, Complex – ซับซ้อน, Ambiguous – คลุมเครือ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และผลกระทบในแต่ละพื้นที่จะต่างกัน ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐจึงต้องทำงานในลักษณะล่างขึ้นบนมากขึ้น ไปในทิศทางของ Decentralization และต้องทบทวนการแบ่งบทบาทระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับความท้าทายของอนาคต  

 

นอกจากนี้ วิรไท ยังได้ฝากสามคำถามสำคัญไว้ให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานภาครัฐพิจารณาก่อนที่จะเริ่มทำโครงการใดๆ ต้องถามตัวเองว่า 

 

  1. โครงการต่างๆ ที่จะทำจะมีผลช่วยปรับโครงสร้างและสร้างความยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่ จะตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคตอย่างไร

 

  1. หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องเป็นคนลงมือทำโครงการเหล่านี้เอง หรือควรมีบทบาทสนับสนุนให้ภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชน หรือท้องถิ่นที่เก่งกว่า มีความชำนาญเฉพาะด้านมากกว่าเป็นคนลงมือทำ

  

  1. ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกในการดำเนินการหลักหรือไม่ในโลกปัจจุบัน ทุกเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐคิดจะทำควรต้องให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลก่อน (Digital First) เสมอ

The post ‘วิรไท’ ห่วงความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่าง จี้ภาครัฐเร่งปรับโครงสร้าง ผสานการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย รับมือโลกที่เปลี่ยนไปจากวิกฤตโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิรไท’ ชี้การปฏิรูปให้ไทยวัฒนา ต้องเริ่มจาก ‘ปฏิรูปกระบวนการปฏิรูป’ https://thestandard.co/veerathai-sugguest-reform/ Tue, 02 Mar 2021 12:55:30 +0000 https://thestandard.co/?p=460853 ‘วิรไท’ ชี้การปฏิรูปให้ไทยวัฒนา ต้องเริ่มจาก ‘ปฏิรูปกระบวนการปฏิรูป’

วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. […]

The post ‘วิรไท’ ชี้การปฏิรูปให้ไทยวัฒนา ต้องเริ่มจาก ‘ปฏิรูปกระบวนการปฏิรูป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิรไท’ ชี้การปฏิรูปให้ไทยวัฒนา ต้องเริ่มจาก ‘ปฏิรูปกระบวนการปฏิรูป’

วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘ปฏิรูปอย่างไรให้ไทยวัฒนา’ จัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดล ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ตอกย้ำสิ่งที่พูดกันมานานว่าโลกใหม่จะไม่เหมือนเดิม และเราจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ 

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิมมาก การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น จะเกิดขึ้นในหลายมิติ เชื่อมโยง ซับซ้อน และส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

วิรไทระบุว่า สภาวะแวดล้อมรอบตัวเราที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง จะทำให้เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันกับความท้าทายและสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งทำให้นึกถึงคำว่า ‘ปฏิรูป’ เพราะเป็นคำที่เราใช้กันบ่อยมากในสังคมไทย เมื่อเราไม่พอใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลง ก็จะพูดว่าต้อง ‘ปฏิรูป’ เราฝากความหวังสูงมากไว้กับการ ‘ปฏิรูป’ จนเชื่อกันว่าการ ‘ปฏิรูป’ มีมนต์วิเศษหรือมีปาฏิหาริย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้

 

“ถ้าเรากลับมาพิจารณาการปฏิรูปหลายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจสังคมไทย และเราฝากความหวังไว้มากว่าการ ‘ปฏิรูป’ จะมีมนต์วิเศษที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน หลายรัฐบาลมีแผนปฏิรูปมากมาย แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยพอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การปฏิรูปหลายเรื่องจบลงเพียงแค่การทำแผนปฏิรูปเสร็จโดยไม่ได้เกิดผลในทางปฏิบัติ หลายเรื่องทำแบบครึ่งๆ กลางๆ หลายเรื่องไม่ได้คิดอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ไม่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง และหลายเรื่องไม่แน่ใจว่าผลที่เกิดขึ้นเหมาะสมหรือสมควรกับใคร เพราะขาดการปรึกษาหารือกับกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างรอบด้าน แม้ว่าการปฏิรูปหลายเรื่องได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมากในสังคมไทย แต่เรามีการปฏิรูปอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมที่สมควรได้จริง”

 

วิรไทกล่าวด้วยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเรื่องสำคัญหลายเรื่อง บางเรื่องก็ถือว่าได้ผลอย่างที่ตั้งใจ สามารถวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศได้ เช่น การปฏิรูประบบการชำระเงินให้เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการวางกลไกเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งส่งผลให้เราสามารถจัดการกับความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี

 

การปฏิรูปบางเรื่องได้เริ่มต้นวางรากฐานที่สำคัญไว้ มีการเปลี่ยนแปลงดีในระดับหนึ่ง แต่จะต้องใช้เวลาและผลักดันต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างอย่างแท้จริง เช่น การพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามศาสตร์ของพระราชา การปฏิรูปกฎเกณฑ์กฎหมายที่ล้าสมัยในภาคการเงิน การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การให้การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม และการใช้ข้อมูล Big Data ในการทำนโยบายเศรษฐกิจเพื่อให้นโยบายมีเป้าหมายชัดเจน ตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นประจักษ์พยาน (Evidence Based) มากกว่าตั้งอยู่บนความเชื่อหรือความรู้สึก (Sentiment Based)  

 

ส่วนการปฏิรูปบางเรื่องเกิดผลน้อยมากหรือแทบจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย ห่างไกลจากที่ตั้งเป้าหมายกันไว้อยู่มาก ทั้งที่มีผู้รู้จำนวนมากลงแรงช่วยกันคิดช่วยกันทำ เช่น การปฏิรูปกรอบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และการปฏิรูปกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง

 

เขากล่าวว่า สิ่งที่อยากนำเสนอในวันนี้ไม่ได้มากจากงานวิจัย แต่เป็นการนำเสนอมุมมองจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมแบบไทยๆ และจากการสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เรื่องที่ผมจะนำเสนอจึงอาจจะเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปในด้านการเงินและเศรษฐกิจเป็นหลัก  

  

สูตรสำเร็จการปฏิรูป เน้นทำผ่านองค์ประกอบ 3 ด้านหลัก 

 

ถ้าจะปฏิรูปเรื่องใดๆ ก็ตามให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่ามีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ด้านที่เราต้องตั้งหลักให้ถูก ถ้าเราสามารถบริหารจัดการ 3 องค์ประกอบนี้ได้ดี โอกาสที่การปฏิรูปจะเกิดผลสำเร็จก็จะมีสูง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราบริหารจัดการด้านใดด้านหนึ่งหนึ่งไม่ดี หรือมองข้ามบางประเด็นไป โอกาสที่การปฏิรูปจะไม่เกิดผลอย่างที่ตั้งใจก็จะสูงมาก องค์ประกอบ 3 ด้านนี้ได้แก่ 1. เป้าหมายของการปฏิรูป 2. ทิศทางของการปฏิรูป และ 3. การนำแผนปฏิรูปไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง

 

เริ่มจากเป้าหมายของการปฏิรูป ซึ่งต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป้าหมายใดเป็นเป้าหมายที่สมควรและเหมาะสม ถ้าพูดถึงการปฏิรูปในระดับประเทศแล้ว เป้าหมายของการปฏิรูปจะต้องทำให้ ‘ไทยวัฒนา’ ขึ้น ในเรื่องนี้ผมนึกถึงพระราชดำรัสองค์หนึ่งเรื่องการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ว่า “การพัฒนา หมายถึง ทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคงมีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข” (พระราชทานแก่เยาวชนจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2513) 

 

“สำหรับผมแล้ว พระราชดำรัสองค์นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก เพราะสะท้อนหลักการทรงงานของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี และเราควรรับใส่เกล้าว่าการพัฒนา หรือการปฏิรูปเรื่องใดก็ตาม จะต้องทำให้เกิดความมั่นคง ความก้าวหน้าระดับประเทศ และที่สำคัญต้องทำให้เกิดความปลอดภัย ความเจริญ และความสุขในระดับคนไทยแต่ละคนด้วย ไทยจึงจะวัฒนาได้อย่างแท้จริง”

 

ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปแต่ละเรื่อง เราจะต้องตั้งคำถามแรกว่าเราคาดหวังให้สังคมไทยและคนไทยแต่ละคนได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ท่านผู้มีเกียรติหลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องตั้งคำถามนี้ เพราะดูจะเป็นคำถามพื้นฐาน ทุกการปฏิรูปของประเทศควรมีเป้าหมายให้สังคมและประชาชนได้ประโยชน์อยู่แล้ว

 

วิรไทบอกว่า จากประสบการณ์ส่วนตัว คิดว่าไม่แน่เสมอไปที่การปฏิรูปเรื่องสำคัญของเราเอาประโยชน์ของสังคมและประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไทยๆ นั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบการปฏิรูปแต่ละเรื่องต้องเผชิญแรงกดดันและข้อจำกัดหลากหลายด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ขาดการศึกษาวิจัยทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างอย่างรอบด้าน ขาดการหารือกับประชาชนผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ อย่างจริงจัง และที่สำคัญ หลายหน่วยงานไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และพยายามที่จะรักษากรอบอำนาจและวิธีการทำงานของตน 

 

ส่งผลให้เป้าหมายของการปฏิรูปติดอยู่กับกรอบเป้าหมายของหน่วยงานเป็นหลัก ไปไม่ถึงคำถามที่ว่าสังคมและประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการปฏิรูปแต่ละเรื่อง ในระดับนโยบาย ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่มีเวลาศึกษาให้เข้าใจสถานะและปัญหาแต่ละเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง มักจะอนุมัติตามที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องเสนอ แผนการปฏิรูปหลายเรื่องจึงถูกครอบงำโดยมุมมองและเป้าหมายของหน่วยงานเจ้าของเรื่องเป็นหลัก

 

การปฏิรูปหลายเรื่อง ถ้าจะให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนอย่างจริงจังแล้ว อาจจะมีผลให้กรอบอำนาจหน้าที่และจำนวนบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบลดลง ดังนั้น ผลประโยชน์ของสังคมและประชาชน กับผลประโยชน์ของหน่วยงานที่เป็นผู้จัดทำแผนปฏิรูปจึงอาจขัดแย้งกันได้ ถ้าเราไม่กำหนดเป้าหมายการปฏิรูป โดยยึดเอาผลประโยชน์ของสังคมและประชาชนเป็นเป้าหมายหลักเพียงเป้าหมายเดียวแล้ว เรามักจะได้แผนปฏิรูปที่คลุมเครือและประนีประนอม แม้ว่าอาจจะทำตามแผนปฏิรูปได้เสร็จ แต่ก็ไม่เกิดผลสำเร็จอย่างที่สังคมและประชาชนคาดหวัง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลให้การปฏิรูปหลายเรื่องในอดีตไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่สมควร อย่างที่เหมาะสม 

 

ในทางตรงกันข้าม การปฏิรูปหลายเรื่องกลับทำให้หน่วยงานราชการมีขนาดใหญ่ขึ้น มีจำนวนมากขึ้น มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น สร้างภาระด้านงบประมาณ ไม่สอดคล้องกับบริบทของโลกอนาคต และที่สำคัญหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนมากขึ้น จะเป็นอุปสรรคทำให้การเปลี่ยนแปลงในอนาคตเกิดขึ้นได้ยากอีกด้วย

 

การปฏิรูปแต่ละเรื่องจะสร้างประโยชน์ให้สังคมและประชาชนในอนาคตได้อย่างไร

 

คำถามที่สองเกี่ยวกับเป้าหมายของการปฏิรูปที่เราต้องช่วยกันถาม คือ การปฏิรูปแต่ละเรื่องจะสร้างประโยชน์ให้สังคมและประชาชนในอนาคตได้อย่างไร โดยเฉพาะการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับอย่างน้อยอีก 5-10 ปีข้างหน้า การปฏิรูปหลายเรื่องที่ผ่านมาเน้นการแก้ปัญหาในอดีตและปัญหาเฉพาะหน้า แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ความท้าทายใหม่ๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลา และจะรุนแรงมากขึ้น กระบวนการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ ของเราใช้เวลานานมาก โดยเฉพาะถ้าต้องออกกฎหมายใหม่ ต้องแก้ไขกฎหมาย หรือต้องจัดการโครงสร้างผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกไว้แต่เดิม ทำให้แผนปฏิรูปหลายเรื่องกว่าที่จะเริ่มดำเนินการได้จริงก็กลายเป็นแผนล้าสมัย หรือไม่ปัญหาที่สะสมไว้นานก็ปะทุขึ้นเป็นวิกฤตก่อนที่จะปฏิรูปแก้ไขได้ทัน

 

 

การกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปโดยมองไปในอนาคตอย่างน้อยอีก 5-10 ปีข้างหน้า ก็ดูจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราคาดหวังจากการปฏิรูปด้านต่างๆ อยู่แล้ว แผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาลก็ตั้งเป้าหมายไว้สำหรับ 20 ปี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การมองไปในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีใครคาดเดาได้แม่นยำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นอกจากนี้ ผู้ที่มีส่วนกำหนดแผนปฏิรูปมักจะติดกับกรอบความคิดเดิมที่ตนได้สร้างไว้ หรือคุ้นชินในการทำงานมายาวนาน ยากที่จะเข้าใจสถาปัตยกรรมหรือ Architecture ของโลกใหม่ในอนาคตที่จะต่างจากเดิมมาก

 

มีตัวอย่างหลายเรื่องที่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและความหลากหลายของสังคม จะทำให้สถาปัตยกรรมของโลกในอนาคตต่างไปจากโลกใบเดิมที่เราคุ้นชินมาก เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณจะทำให้ความสำคัญของพรมแดนลดลง เส้นแบ่งพรมแดนจะบางลงมาก ไม่ว่าจะเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ หรือพรมแดนระหว่างประเภทธุรกิจและสินค้า ในขณะที่กรอบกฎเกณฑ์ กฎหมาย และการแบ่งอำนาจหน้าที่ของเรา ยังยึดติดกับการตีเส้นแบ่งกล่องแบ่งพรมแดนในกรอบของโลกเก่า อีกเรื่องหนึ่งที่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานมาก โลกเก่าถูกออกแบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ กลไกต่างๆ ต้องอาศัยทะเบียนกลางหรืออำนาจจากส่วนกลาง และทำงานตามลำดับขั้นตอน ในขณะที่โลกใหม่ที่คนแต่ละกลุ่มจะหลากหลายมากขึ้น ปัญหาของคนกลุ่มต่างๆ จะซับซ้อนมากขึ้น การบริหารจัดการต้องกระจายอำนาจมากกว่าการรวมศูนย์ และที่สำคัญ เทคโนโลยี Distributed Ledger และ Blockchain จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นมาก ทำให้เราสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีทะเบียนกลาง การทำงานโดยอาศัยคลาวด์และแแพลตฟอร์ม ก็จะช่วยให้เราสามารถทำงานได้พร้อมกันหลายคน ไม่ต้องทำงานทีละขั้นตอนแบบเดิม

 

การกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูป โดยมุ่งเอาโจทย์ของอนาคตอย่างน้อยในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเป็นหลักนั้น จะท้าทายมากขึ้นในสังคมที่โครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนไปสู่สังคมสูงอายุ เพราะทั้งฐานเสียงของประชาชน นักการเมืองที่กำหนดนโยบาย และบุคลากรภาครัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิรูปเรื่องต่างๆ มีแนวโน้มเป็นผู้สูงอายุมากขึ้น ยากที่จะเข้าใจบริบทของโลกใหม่ที่จะต่างไปจากเดิมมาก 

 

โดยธรรมชาติ ผู้สูงอายุมักจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงและอยากรักษาสถานะแบบเดิมไว้ การปฏิรูปที่มุ่งตอบโจทย์สำหรับอนาคตจะยิ่งยากขึ้นอีก ถ้าจะต้องแย่งทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ระหว่างการทำเรื่องใหม่สำหรับอนาคตกับผลประโยชน์ของคนรุ่นเดิม โดยเฉพาะถ้าจะกระทบต่อสวัสดิการที่รัฐเคยจัดให้ ความเห็นต่างทางความคิดของคนระหว่างรุ่นจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ ที่สำคัญสำหรับอนาคตทำได้ยากขึ้นด้วย

 

คำถามที่สามสำหรับการกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปเพื่อให้ตอบโจทย์ในอนาคต คือ การปฏิรูปจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่องเป็นพลวัตร (Dynamic Momentum) ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร เป้าหมายเชิงปริมาณที่เรามักกำหนดกันล่วงหน้าตายตัวแบบปีต่อปีจะสำคัญน้อยลง เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็ว เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เป้าหมายของการปฏิรูปจึงต้องเน้นที่การสร้างรากฐานที่จะทำให้เกิด Dynamic Momentum หรือต้องส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวได้อย่างคล่องตัวทันการณ์ (Agility) สอดคล้องกับบริบทและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาการปฏิรูปหลายเรื่องจะให้น้ำหนักไปที่การกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณปีต่อปีแบบมีตัวเลขตายตัว เราอาจจะดำเนินการได้เสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ไม่เกิดผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ เพราะเป้าหมายตัวเลขเหล่านั้นอาจไม่เหมาะสมแล้ว เมื่อบริบทและสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากที่คิดไว้เดิม

 

ในกระบวนการปฏิรูปใดๆ ก็ตาม ผมคิดว่าคำถามที่เราต้องถามตัวเองตลอดเวลาคือ แผนปฏิรูปที่เราจะดำเนินการนั้น จะช่วยสร้างกลไกให้เกิดการปรับตัวโดยต่อเนื่องในอนาคตได้อย่างไร เพราะการปฏิรูปทุกเรื่องนั้นไม่มีวันจบสิ้น การปฏิรูปที่พึงประสงค์ต้องนำไปสู่กระบวนการที่มีชีวิต มีโมเมนตัมของตัวเองได้ตลอดเวลา หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป้าหมายที่เราควรมุ่งหวังจากการปฏิรูปในวันนี้ คือ จะต้องนำไปสู่การสร้างรากฐานใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวในอนาคตได้โดยง่าย ไม่ติดอยู่กับกับดักตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (KPIs) ที่อาจจะทำได้เสร็จ แต่ไม่เกิดผลสำเร็จในระยะยาวอย่างที่ทุกคนคาดหวัง

 

การปฎิรูปต้องมุ่งตอบโจทย์อนาคตอย่างน้อย 5-10 ปีข้างหน้า 

 

วิรไทย้ำว่า เป้าหมายของการปฏิรูปที่พึงประสงค์นั้น ต้องเอาประโยชน์ของประชาชนและสังคมเป็นตัวตั้ง จะต้องมุ่งตอบโจทย์ของอนาคตอย่างน้อยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และจะต้องมุ่งสร้าง Dynamic Momentum ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้เกิดขึ้นได้ง่ายและต่อเนื่อง เพราะโลกจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิมมาก

 

ในส่วนของทิศทางการปฏิรูป ถ้าจะให้สังคมไทยวัฒนา มีความก้าวหน้า มีความมั่นคง และชีวิตคนไทยแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ และมีความสุขแล้ว เชื่อว่าการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ ของเราจะต้องให้ความสำคัญกับสามมิติต่อไปนี้ คือ ต้องทำให้ผลิตภาพของประชาชนและสังคมไทยสูงขึ้น ต้องลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้นทั้งในระดับสังคมและประชาชน ถ้าจะสรุปด้วยคำสั้นๆ 3 คำก็คือ Productivity, Inclusivity และ Immunity ต้องดีขึ้น เราสามารถใช้สามคำนี้ตรวจสอบการปฏิรูปทุกเรื่องได้ว่ากำลังเดินไปในทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่

 

มิติแรกคือ Productivity หรือผลิตภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากของประเทศไทย เพราะในขณะที่หลายประเทศคู่แข่งของเรามีผลิตภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลิตภาพหลายด้านของเรากลับอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมานาน ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตต่อไร่ในภาคเกษตร ผลิตภาพของบริการสาธารณะ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ผลิตภาพของระบบราชการ ตลอดจนผลิตภาพของระบบการศึกษา ที่ไม่สามารถผลิตบุคลากรออกมาได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมและความต้องการของตลาดแรงงาน ผลิตภาพแรงงานของเราก็อยู่ในระดับต่ำ เพราะขาดการพัฒนาทักษะโดยต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับค่าแรงที่สูงขึ้น ผลิตภาพจะมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถ้าเศรษฐกิจไทยโดยรวมมีผลิตภาพต่ำ ความสามารถในการหารายได้ของคนไทยก็จะอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ค่าครองชีพของคนไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรามีต้นทุนสูงจากบริการสาธารณะที่มีผลิตภาพต่ำ ผลิตภาพต่ำเป็นทั้งต้นทุนทางตรงและต้นทุนแฝงที่กระทบกับคุณภาพชีวิตของเราทุกคน

 

“ถ้าเราเห็นตรงกันว่าทุกเรื่องที่เราปฏิรูปจะต้องยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้นแล้ว ผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก แต่ต้องเริ่มจากวิธีคิดที่จะต้องเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายที่เน้นปริมาณ มาเป็นเป้าหมายที่เน้นคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มแทน”

 

วิรไทบอกด้วยว่า เรามักลืมไปว่าการปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดผลิตภาพสูงขึ้นได้นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่เสมอไป แต่อาจจะทำได้ด้วยการปรับวิธีการบริหารจัดการ เพิ่มความโปร่งใสให้สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย และที่สำคัญ ยกเลิกกฎเกณฑ์ กติกา กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานในโลกยุคใหม่ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีกฎหมายและกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ล้าสมัยไม่จำเป็นอยู่จำนวนมาก เพียงแค่เรายกเลิก และปรับลดกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น ล้าสมัยเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ผลิตภาพของเราเพิ่มขึ้นได้มากโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุน

 

มิติที่สอง คือ Inclusivity หรือการลดความเหลื่อมล้ำ อีกนัยหนึ่งก็คือ การสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปทุกเรื่องควรมีผลที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หรืออย่างน้อยจะต้องแน่ใจว่าไม่ส่งผลให้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมเสียเปรียบเพิ่มขึ้น

 

“ผมเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสอดคล้องกับสัญชาตญาณของมนุษย์ และส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ดีกว่าระบบเศรษฐกิจแบบอื่น ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก หรือคนตัวใหญ่จะสามารถหาประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่าคนตัวเล็ก แต่ในวันนี้ไม่ว่าเราจะดูเครื่องชี้วัดใดๆ ก็ตาม จะพบว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยรุนแรงขึ้น ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และที่สำคัญมากคือ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสในการแข่งขัน และโอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตและฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมให้สูงขึ้น ถ้าเราปล่อยให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หนีไม่พ้นที่สังคมเราจะเปราะบางและแตกแยกมากขึ้น ซึ่งจะสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก”

 

ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนตัวใหญ่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เร็ว จะสามารถปรับตัว สร้างรายได้ และขยายธุรกิจได้เร็วด้วย ในขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมจะล้มหายตายจากเร็วขึ้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เป็นเมืองรอง เพราะมีตลาดจำกัดและมีต้นทุนการดำเนินงานสูง ผลเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเพียงเจ้าของกิจการ SMEs เหล่านี้เท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงแรงงานจำนวนมากที่เป็นลูกจ้างธุรกิจ SMEs เหล่านี้ด้วย

  

มิติที่สามที่ทิศทางการปฏิรูปจะต้องให้ความสำคัญ คือ Immunity ซึ่งหมายถึงการสร้างภูมิคุ้มกันหรือสร้างความทนทานต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น  

 

“ผมมักจะพูดว่าโลกที่เราอยู่มีลักษณะเป็น VUCA มากขึ้นเรื่อยๆ หมายถึงโลกที่ V-Volatile ผันผวนสูง U-Uncertain มีความไม่แน่นอนสูง C-Complex มีความซับซ้อนสูง และ A-Ambiguous คลุมเครือ ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ชัดเจน ไม่เป็นไปอย่างที่เราคุ้นชิน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คนที่จะสามารถทนทานต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้นั้น จะต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทั้งภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพ ภูมิคุ้มกันด้านการเงิน มีกลไกของสังคมที่จะช่วยดูแลรักษาถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้น และที่สำคัญต้องมีภูมิคุ้มกันด้านจิตใจที่เข้มแข็งด้วย”

 

ถ้าเราศึกษาเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเป็นหลักในการดำเนินชีวิตให้แก่คนไทยมาหลายสิบปีแล้ว จะพบว่าหนึ่งในสามเสาหลักสำคัญของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้เราสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในหรือภายนอกตัวเรา ครอบครัวของเรา สังคมของเรา หรือประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คาดคิดหรือไม่คาดคิด หลักของการสร้างภูมิคุ้มกันนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารองค์กรสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน ให้สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดี (Resilience) และให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างคล่องตัวทันการณ์ (Agility)  

 

 

วิรไทย้ำว่า ในโลกข้างหน้า เราจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่ๆ อีกมาก โลกกำลังก้าวไปในสภาวะแวดล้อมใหม่ที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศจะส่งผลกระทบรุนแรงหลายด้าน ทั้งการเกิดโรคอุบัติใหม่ในคน สัตว์ และพืช ผลิตภาพในหลายภาคเกษตรจะลดลง เราจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำสะอาด ผลกระทบเหล่านี้ได้ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นของคนจำนวนมากในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและปัญหาการเมืองระหว่างประเทศตามมา

 

ความท้าทายจากสภาวะโลกร้อนได้ส่งผลให้กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainability ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้ถูกรวมเข้าไปอยู่ในกลยุทธ์ นโยบาย หรือแนวทางการพัฒนาทั้งระดับโลก ระดับประเทศ ชุมชน องค์กรทางธุรกิจ ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าเราไม่มีทางปฏิเสธกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ และจะต้องเร่งนำเรื่องความยั่งยืนนี้เข้ามาเป็นหลักสำคัญของการปฏิรูปและการดำเนินงานในทุกระดับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราทุกคน

 

ถ้าเราตรวจดูภูมิคุ้มกันโดยรวมของสังคมไทยในวันนี้ จะพบว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้ เรามีกลไกที่จะช่วยเหลือดูแลผู้ที่ประสบปัญหาและภัยธรรมชาติต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ทั้งจากความช่วยเหลือของรัฐบาล ชุมชน ครอบครัว หรือแม้แต่คนไทยทั่วไปที่มีน้ำใจช่วยดูแลซึ่งกันและกัน ในระดับเศรษฐกิจมหภาค หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเหมือนกับบางประเทศ เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นกันชนรองรับแรงปะทะจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไม่ให้กระแทกกับเราได้แรง นอกจากนี้ ระบบสถาบันการเงินมีเงินกองทุนในระดับสูง มีฐานะมั่นคง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากหนี้เสียที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

แต่ถ้าเราดูในระดับจุลภาค จะพบว่ามีจุดที่น่าเป็นห่วงหลายจุด ครัวเรือนไทยมีภูมิคุ้มกันด้านการเงินต่ำ หนี้ครัวเรือนของเราอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ใกล้เคียงกัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และครัวเรือนที่อยู่ในภาคบริการ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากก็มีสถานะการเงินเปราะบาง ความสามารถในการแข่งขันลดลงตั้งแต่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และได้รับผลกระทบจากการระบาดรุนแรงมาก ถ้าการระบาดลากยาวต่อไปนาน ภูมิคุ้มกันของครัวเรือน และ SMEs ไทยจะลดลงมาก ไม่สามารถรับมือกับภัยใหม่ๆ ในอนาคตได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยกันเร่งสร้าง Resilience และ Agility ให้กับกลุ่มครัวเรือน และ SMEs โดยเร็ว

 

นอกเหนือจากภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจแล้ว ผมคิดว่าภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากอีกด้านหนึ่งสำหรับสังคมไทยและคนไทยในอนาคต คือภูมิคุ้มกันด้านจิตใจ เพราะสังคมไทยจะประกอบด้วยคนกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ความขัดแย้งและเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งได้ส่งผลให้สังคมอ่อนไหวมากขึ้น ศรัทธาและความไว้วางใจในโครงสร้างหลักของประเทศลดลง สังคมไทยขาดกลไกและเวทีที่จะนำไปสู่การพูดคุยกันเพื่อหาทางออกได้อย่างสันติเมื่อเกิดความขัดแย้ง ปรากฏการณ์ Anti-establishment ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับ-ส่งข้อมูลของคนในสังคม ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งถึงกันตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยากขึ้น การปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจไปพร้อมๆ กับภูมิคุ้มกันด้านอื่น จึงจะส่งผลให้ไทยวัฒนาได้อย่างยั่งยืน

 

สององค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การปฎิรูปเกิดผลสำเร็จระยะยาว คือ การกำหนดเป้าหมายการปฎิรูปที่เอาประโยชน์สังคมและประชาชนเป็นตัวตั้ง 

 

นอกจากนี้ วิรไทยังได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับสององค์ประกอบสำคัญของกระบวนการปฏิรูปที่จะช่วยให้เกิดผลสำเร็จในระยะยาว คือ การกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปที่ต้องเอาประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทยเป็นตัวตั้ง ต้องมุ่งตอบโจทย์ในอนาคตอย่างน้อยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และต้องมีเป้าหมายที่จะวางรากฐาน วางกลไก เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Dynamic Momentum) ในอนาคตด้วย เพราะการปฏิรูปไม่มีวันจบ ต้องทำโดยต่อเนื่อง นอกจากการกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปให้ถูกต้องแล้ว การกำหนดทิศทางของการปฏิรูปจะต้องให้ความสำคัญกับอย่างน้อยสามมิติ คือ การยกระดับผลิตภาพ (Productivity) การลดความเหลื่อมล้ำ (Inclusivity) และการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) เพื่อที่เราจะสามารถรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีลักษณะเป็น VUCA เพิ่มสูงขึ้น

 

องค์ประกอบที่สามของการปฏิรูป ซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการกำหนดเป้าหมายและทิศทางของการปฏิรูป คือ วิธีนำแผนปฏิรูปไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง เรื่องนี้มีหลักคิด หลักทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง หรือ Transformation อยู่มากที่เราควรพิจารณานำมาใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ผมจะนำเสนอในวันนี้ เป็นข้อสังเกตจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปแบบไทยๆ ในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 8 ประเด็นที่เราต้องให้ความสำคัญ ถ้าจะให้การปฏิรูปในสังคมเศรษฐกิจไทยเกิดผลสำเร็จอย่างที่ต้องการ

 

ประเด็นแรก การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนที่เกี่ยวข้องเห็นร่วมกันว่าต้องเปลี่ยนแปลง อยู่แบบเดิมไม่ได้ การทำให้คนที่เกี่ยวข้องเห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงเป็นบันไดขั้นแรกของการปฏิรูปทุกเรื่อง และต้องใช้เวลาและพลังของผู้นำมากก่อนที่จะข้ามไปได้ เพราะธรรมชาติของคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนรุ่นผู้ใหญ่และคนที่อยู่สบายในคอมฟอร์ตโซนมานาน การทำให้คนที่เกี่ยวข้องเห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นเป้าหมายใหญ่ในอนาคตร่วมกัน และตระหนักถึงผลเสียของการนิ่งเฉย ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

 

เรามีหลากหลายปัญหาสะสมมานาน และหลายเรื่องเราเห็นตรงกันว่าปล่อยไว้แบบเดิมไม่ได้ เราจึงใช้คำว่า ‘ปฏิรูป’ บ่อยครั้งมากในสังคมไทย แต่เราก็มักจะชอบให้คนอื่นมาจัดการปัญหาเหล่านี้ หลายครั้งการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปมักจะจบลงด้วยประโยคที่ว่า “เห็นด้วยว่าต้องปฏิรูป แต่ฝากด้วยนะ เพราะผมคงอยู่ไม่นาน” หรือ “ปีหน้าผมจะเกษียณแล้ว คงต้องรอให้ผู้บริหารท่านใหม่มาดำเนินการ” คำพูดลักษณะนี้สำนวนฝรั่งจะใช้คำว่า Kick the can down the road หรือเตะกระป๋องตามถนนไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตระหนักว่ายิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไป ผลข้างเคียงจากปัญหาเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้น ต้นทุนของการปฏิรูปในอนาคตจะยิ่งสูงขึ้น รวมทั้งโลกไม่ได้อยู่นิ่ง ประเทศอื่นพัฒนาตลอดเวลา ที่น่ากลัวที่สุดคือ ถ้าเราเตะกระป๋องตามถนนไปเรื่อยๆ อาจจะตกอยู่ในสภาวะ ‘กบต้ม’ โดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นสภาวะที่ไม่รู้สึกว่าภัยมาถึงตัว เพราะกบสามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิน้ำที่ค่อยๆ ร้อนขึ้น แต่ถ้าปล่อยไว้จนกระทั่งน้ำเดือด กบก็จะไม่สามารถกระโดดหนีออกจากหม้อได้ เพราะกล้ามเนื้อต่างๆ อ่อนแรงจนเกินกำลัง

 

การปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ ของประเทศจึงต้องสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหาเพื่อให้เกิด Sense of Urgency รวมทั้งต้องสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่ระดับบนลงล่าง และระดับล่างขึ้นบน คือตั้งแต่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินนโยบาย ผู้ที่มีส่วนได้เสีย ตลอดมาจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่จะต้องดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยผู้กำหนดนโยบายจะต้องเปิดใจรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการทำงานจากผู้ที่มีส่วนได้เสียและผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงใจและจริงจัง

 

ประเด็นที่สอง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิรูปเรื่องสำคัญทุกเรื่องต้องอาศัยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกหลัก แต่กลไกของระบบราชการที่ผ่านมาไม่เอื้อต่อการปฏิรูป หรืออาจจะพูดว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปก็คงไม่ผิดนัก ในฐานะที่ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผมคิดว่าสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างแรงจูงใจกับความเสี่ยง (Risk Reward Structure) ในระบบราชการไม่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เรามักจะได้ยินข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แนะนำข้าราชการรุ่นหลังที่มีอนาคตไกลว่า “รักษาตัวไว้ดีๆ นะ” ซึ่งอาจจะแปลได้ว่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปทำเรื่องอะไรที่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองได้ในอนาคต อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน นิ่งเฉยไว้จะได้ประโยชน์มากกว่าในระยะยาว

 

ในภาครัฐ ผู้บริหารคนใดที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง มักต้องต่อสู้กับแรงต้านจากผู้บริหารและบุคลากรของทั้งภายในหน่วยงานของตนและหน่วยงานอื่นที่ทำงานเกี่ยวข้องกัน ต้องเผชิญกับข้อจำกัดโดยกรอบกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย มีโอกาสสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ จึงมักจะตั้งเป้าหมายของการปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ถ้าทำได้เสร็จตามเป้าหมายก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมอตัวเล็กน้อย แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตรวจสอบและต้องรับผิดชอบปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมาก วัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาลักษณะนี้ ทำให้ผู้บริหารเลือกที่จะไม่ทำอะไรมากกว่าลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง (Inaction Bias) ทำให้การปฏิรูปในองค์กรภาครัฐยากกว่าในภาคเอกชนมาก

 

การปฏิรูปทุกเรื่องมีความเสี่ยง ดังนั้นการปรับโครงสร้างแรงจูงใจกับความเสี่ยง (Risk Reward Structure) และวัฒนธรรมองค์กรในภาครัฐให้สนับสนุนการปฏิรูปจะเป็นเรื่องสำคัญมาก เวลาที่เราพูดถึงการปรับโครงสร้างแรงจูงใจกับความเสี่ยง เรามักจะสรุปกันว่าเราต้องให้รางวัลหรือแรงจูงใจสูงขึ้น ซึ่งไม่ผิด แต่ผมเชื่อว่าที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ เราต้องมีระบบที่เอื้อให้ผู้บริหารองค์กรภาครัฐกล้าที่จะรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่า กรอบกฎหมาย กลไกการตรวจสอบ และการพิจารณาความดีความชอบในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเลือกที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง มากกว่าที่จะบริหารความเสี่ยง

 

นอกจากนี้ ในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า ภาครัฐจะเสียเปรียบภาคเอกชนไม่ได้ และเงินของรัฐจะเสียหายไม่ได้ ส่งผลให้โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนหลายโครงการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะหน่วยงานของรัฐหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และให้ภาคเอกชนรับความเสี่ยงเป็นหลัก กรณีการสั่งจองวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวอย่างหนึ่ง 

 

ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศสามารถสั่งจองวัคซีนจากผู้ผลิตที่หลากหลายได้เร็วกว่าเรามาก ตั้งแต่ในช่วงแรกของการพัฒนาวัคซีนที่ยังไม่ทราบประสิทธิผลของวัคซีน กรอบกฎหมายและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของเราไม่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐทำสัญญาล่วงหน้าแบบรับความเสี่ยงได้เหมือนกับประเทศอื่น กรอบกฎหมายและกลไกการทำงานเช่นนี้อาจจะทำให้เงินของรัฐไม่เสียหาย แต่สังคมไทยโดยรวมเสียโอกาสมากมาย ทั้งมิติด้านสุขภาพของประชาชนและมิติด้านเศรษฐกิจ เรามีอีกหลายตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับอนาคตของประเทศที่ล่าช้า หรือเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะกรอบกฎหมายและกลไกการทำงานของภาครัฐส่งผลให้ผู้บริหารหลีกเลี่ยงความเสี่ยง มากกว่าที่จะบริหารความเสี่ยง

 

ประเด็นที่สาม การปฏิรูปเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผู้เสียประโยชน์มักกระจุกอยู่ตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจเดิมและผู้ที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่เดิม กลุ่มผู้เสียประโยชน์จะคำนวณผลประโยชน์ที่จะเสียไปได้ชัดเจน ในขณะที่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์มักเป็นประชาชนทั่วไป ผลประโยชน์จะกระจายตัว ประชาชนแต่ละคนมองประโยชน์ที่จะได้รับไม่ออก ดังนั้นการปฏิรูปเรื่องสำคัญจึงถูกต่อต้านหรือบิดเบือนได้โดยง่าย การปฏิรูปหลายเรื่องที่แม้ว่าจะเริ่มต้นไว้ดีก็ต้องหยุดชะงัก หรือค่อยๆ เลือนหายไป เพราะแรงต้านจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ที่ค่อนข้างกระจุกตัว

 

วิธีการหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือ ต้องคำนวณผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการปฏิรูปให้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ตั้งแต่ตอนกำหนดเป้าหมายและออกแบบแผนปฏิรูป และต้องสื่อสารตัวเลขเหล่านี้ให้ภาคประชาสังคม ผู้นำทางความคิด และผู้ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปทราบตั้งแต่ต้น รวมทั้งจะต้องมีกระบวนการเปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าของการปฏิรูปอย่างโปร่งใสและต่อเนื่องให้ภาคประชาสังคมและประชาชนติดตามได้ง่าย เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้กับกระบวนการปฏิรูป ป้องกันไม่ให้กลุ่มที่เสียประโยชน์ล้มหรือบิดเบือนแผนปฏิรูปได้ง่าย

 

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้เสียประโยชน์หรือได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม เราจำเป็นต้องมีแผนดูแลเยียวยาคนกลุ่มนี้ให้เหมาะสมตั้งแต่แรกด้วย บ่อยครั้งกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปไม่ได้หมายถึงเฉพาะกลุ่มคนภายนอกองค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลากรภายในองค์กรที่จะมีหน้าที่น้อยลง มีความรับผิดชอบลดลง จนอาจจะสร้างความกังวลเรื่องความมั่นคงของงานในอนาคตได้ เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่อาจจะมีทักษะไม่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ประเด็นที่สี่ เราต้องยอมรับกันว่าปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่เราต้องจัดการในอนาคตนั้นจะซับซ้อนและเชื่อมโยงกันสูงมาก การปฏิรูปเรื่องหนึ่งจะมีผลเชื่อมโยงหรือผลกระทบไปอีกหลายเรื่อง และที่สำคัญ การปฏิรูปทุกเรื่องจะไม่สามารถทำได้สำเร็จภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นทั้งห่วงโซ่การทำงาน (Value Chain) จึงจะเกิดผลสำเร็จได้ตามที่คาดหวัง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเฉพาะโซ่ข้อใดข้อหนึ่งได้

 

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปหลายเรื่องของเราไม่สำเร็จ หรือเสร็จแบบครึ่งๆ กลางๆ มาจากการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดเอากรอบกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของตนเป็นที่ตั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะ Risk Reward Structure ในระบบราชการ ทำให้คนกังวลเรื่องความเสี่ยงและอำนาจหน้าที่ของตนเป็นใหญ่ แม้แต่ในระดับผู้กำหนดนโยบายก็ยังกังวลและเกรงใจกันมากเวลาที่มีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันข้ามกระทรวง หรือข้ามพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ได้แบ่งความรับผิดชอบกันไว้ 

 

แต่การที่แต่ละหน่วยงานยึดเอากรอบกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของตนเป็นหลักในการปฏิรูป มากกว่าการมองภาพใหญ่ว่าสังคมและประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ทำให้การปฏิรูปเรื่องสำคัญของประเทศเกิดขึ้นได้ยากมาก หลายเรื่องได้ทางออกที่ตอบโจทย์ของหน่วยงานมากกว่าตอบโจทย์ของสังคมและประชาชน และหลายเรื่องได้ทางออกที่มีลักษณะเป็นทางออกชั่วคราว หรือ Stop Gap ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่จะเป็นรากฐานใหม่สำหรับอนาคตได้ ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นลักษณะว่าทำได้เสร็จตามแผน แต่เป็นแผนแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่เกิดผลสำเร็จตามที่สังคมและประชาชนคาดหวัง

 

ในกระบวนการทำงานของภาครัฐ เรามักแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานด้วยการตั้งคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม เรามีคณะกรรมการลักษณะนี้จำนวนมาก ซึ่งในทางปฏิบัติขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ถ้าเป็นคณะกรรมการระดับนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นอกจากจะหาเวลาประชุมได้ยากมากแล้ว ยังประกอบด้วยผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก ไม่สามารถพูดคุยถกแถลงประเด็นต่างๆ กันได้อย่างตรงไปตรงมา ผู้ใหญ่แต่ละท่านมักจะพูดเฉพาะเมื่อมีประเด็นเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน ในคณะทำงานระดับรองลงมาก็จะประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยงานจำนวนมาก บางหน่วยงานก็สลับคนกันมา ซึ่งผู้แทนแต่ละหน่วยงานมักแสดงจุดยืนที่จะรักษาอำนาจหน้าที่ของตนแต่เดิม ยากที่จะเกิดเวทีที่จะร่วมกันคิด ร่วมกันถกแถลง และร่วมกันผลักดันเรื่องใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับอนาคต

 

ภาคเอกชนต้องเผชิญกับโจทย์ลักษณะนี้เช่นกัน และได้ใช้เครื่องมือใหม่ๆ หลายอย่างในการพัฒนากระบวนการทำงาน เช่น การทำ Design Thinking, การทำ User Experience, การใช้ Scenario Analysis, การบริหารงานเป็น Matrix และ Cluster เพื่อลดความเป็นกล่อง หรือการช่วยกันคิดช่วยกันทำไปพร้อมกันผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถให้หน่วยงานภาครัฐใช้เครื่องมือเหล่านี้ในกระบวนการทำงานและกระบวนการปฏิรูปได้จริง

 

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับกันว่ากรอบกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ นั้นถูกออกแบบมาในอดีต และกฎหมายของหลายหน่วยงานไม่ได้ถูกแก้ไขมานานมากแล้ว ในขณะที่บริบทของโลกและของประเทศเปลี่ยนไปมาก ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมของกฎหมายเหล่านี้ การปฏิรูปเพื่อตอบโจทย์ของอนาคตหลายเรื่องจึงไม่สามารถคิดในกรอบกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอยู่เดิมได้ การร่วมกันคิดใหม่โดยไม่ติดกับกรอบกฎหมายเดิมนั้นจึงสำคัญมาก

 

เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการปฏิรูปหลายเรื่องต้องนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายหรือออกกฎหมายใหม่ แต่กระบวนการออกกฎหมายใหม่ของเราใช้เวลานานมาก และมีโอกาสสูงมากที่หลักสำคัญของการปฏิรูปจะถูกบิดเบือนหรือประนีประนอมในกระบวนการแก้ไขหรือออกกฎหมาย ถ้าจะทำให้การปฏิรูปต่างๆ เกิดผลสำเร็จแล้ว จะต้องช่วยกันคิดว่ามีวิธีใดบ้างที่จะทำให้กระบวนการการแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่ทำได้เร็ว โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และต้องสามารถรักษาเป้าหมายของการปฏิรูปไว้ได้โดยไม่ถูกบิดเบือน

 

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคการเงินต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) และเกิดผู้ให้บริการการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ผู้กำกับดูแลภาคการเงินในหลายประเทศ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้นำแนวคิด กระบะทราย หรือ Regulatory Sandbox มาใช้ แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ในกระบะทราย หรืออยู่ในขอบเขตจำกัดที่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ การทำงานใน Sandbox นั้น ผู้กำกับดูแลอาจผ่อนผันหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบางเรื่องที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม และผู้กำกับดูแลจะเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้ที่พัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้สามารถออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลใหม่ที่เหมาะสมได้ ก่อนที่จะอนุญาตให้บริการประชาชนได้เป็นการทั่วไป

 

แนวคิดเรื่องกระบะทรายนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงภาคการเงินเท่านั้น รัฐบาลได้เริ่มนำไปใช้ในการจัดทำเขตพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ให้ตอบโจทย์ความต้องการและบริบทของนักเรียนในแต่ละเขตพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาของประเทศที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่สามารถแก้ไขด้วยนโยบายที่คิดแบบ Top-down อย่างเดียวได้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราสามารถใช้แนวคิด Regulatory Sandbox และแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อีกหลายด้าน

 

ประเด็นที่ห้า ในปัจจุบันเราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบทวีคูณ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เราจะยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหลากหลายด้านที่รวดเร็วและมีผลกว้างไกลขึ้นกว่าเดิมมาก วิถีการใช้ชีวิต วิถีการทำธุรกิจ และรูปแบบการทำงานของเราทุกด้านจะถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรใดก็ตามที่ไม่ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จะถูก Disrupt โดยองค์กรรูปแบบใหม่ๆ แต่ถ้าองค์กรใดสามารถปรับตัวใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นกลไกหลักในการทำงานได้ จะมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เปิดโอกาสการทำงานและการเรียนรู้ใหม่ๆ ขึ้นอีกมาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เราเห็นประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีชัดเจนขึ้น และเร่งให้เกิด Digital Transformation เร็วขึ้นในหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานอยู่บ้าน การเรียนทางไกล การรักษาพยาบาลทางไกล หรือการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

 

เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่สังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยความรวดเร็ว ดังนั้นการปฏิรูปทุกเรื่องต้องใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหลัก หรือเรียกว่า Digital First ผมเชื่อว่าทุกเรื่องที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงมีตัวอย่างจากหลากหลายประเทศ หลากหลายองค์กรที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การหาข้อมูลเพื่อกำหนดเป้าหมายและออกแบบแผนปฏิรูป การปรับรูปแบบขั้นตอนการทำงานใหม่ๆ ไปจนถึงการติดตามประเมินผล เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดต้นทุนการทำงาน สามารถติดตามผลการทำงานได้อย่างทันทีทันใด เข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้โดยง่ายไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของประเทศ และสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการติดตาม ปรับแผนการดำเนินงานให้เหมาะสม สามารถที่จะสร้างโมเมนตัมของการปฏิรูปให้เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ รวมทั้งช่วยรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสของการทำงาน ให้สามารถตรวจสอบได้โดยง่ายด้วย

 

 

การใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปนี้ จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานกลางด้านดิจิทัลมารองรับ ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID ที่จะต้องสามารถใช้ร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ระบบนี้เป็นด่านแรกและด่านสำคัญที่สุดของการเข้าสู่ระบบสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล เราจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบ Digital ID ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ถูกจำกัดอยู่เพียงกรอบกฎหมายของบัตรประชาชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

การเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเราขาดโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว ยังจะสร้างเส้นแบ่งด้านดิจิทัล (Digital Divide) ระหว่างคนที่มีทรัพยากรและมีความรู้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ กับคนที่ขาดทรัพยากรและความรู้ ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมเศรษฐกิจไทยรุนแรงขึ้นอีก นอกจากตัวโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อให้ประชาชนใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นด้วยความมั่นใจและสบายใจด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลไกที่จะดูแลผู้ใช้บริการถ้าเกิดปัญหาขึ้น และการกำหนดค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม

 

เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานขององค์กรสมัยใหม่ และยังจะต่อยอดได้อีกมาก เราจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปเป็นกลไกหลักในการทำงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก จึงเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ้าการปฏิรูปตำรวจสามารถเปลี่ยนบันทึกประจำวันของโรงพักทั่วประเทศให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล ที่ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของคดีที่ตนเกี่ยวข้องได้ หรือสามารถดูสถิติคดีแต่ละประเภทในเขตหรือจังหวัดของตนได้ตลอดเวลา หรือถ้าการปฏิรูประบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งสามารถแสดงผลการประเมิน และการจัดเก็บภาษีที่ดินแต่ละแปลงผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างโปร่งใส ผมเชื่อมั่นว่าเราจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นมาก และระบบการบริหารภาษีของเราจะเป็นธรรมขึ้นมาก

 

นอกจากนี้ ในยุคที่เรากำลังเข้าสู่เทคโนโลยี 5G และ Internet of Things (IOTs) กระบวนการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยลดต้นทุนการทำงาน ลดการสูญเสียทรัพยากร ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานต่างๆ ได้มากอย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึงมาก่อน

 

การตั้งเป้า Digital First ในทุกเรื่องที่เราต้องการปฏิรูป จะยังช่วยให้เราคิดออกนอกกรอบกฎหมายและกระบวนการทำงานแบบเดิม และช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เราไม่ต้องทำงานทีละขั้นตอน (Sequencing) เหมือนการทำงานผ่านกระดาษ กระบวนการทำงานสามารถเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่นได้โดยง่าย และมีข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่จะใช้ติดตามการทำงานและบริหารความเสี่ยงได้รวดเร็ว รวมทั้งจะเป็นรากฐานที่จะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติงานของภาครัฐอย่างโปร่งใส (Open Government) ซึ่งถ้าเราทำได้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่มากในสังคมไทย

 

ประเด็นที่หก เราจะต้องสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา เข้ามาเป็นพันธมิตรในการปฏิรูปร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในการพัฒนาเครื่องมือหรือกระบวนการทำงานใหม่ๆ เราต้องยอมรับความจริงว่าหน่วยงานภาครัฐขาดงบประมาณและขาดบุคลากร รวมทั้งกระบวนการทำงานของภาครัฐไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาเครื่องมือการทำงานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีตัวอย่างมากมายที่เทคโนโลยีที่หน่วยงานภาครัฐพัฒนาขึ้นใช้เวลาในการพัฒนานาน ขาดประสิทธิภาพ ล้าสมัย หรือให้บริการได้ในวงจำกัด ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะหน่วยงานภาครัฐเชี่ยวชาญเฉพาะการออกนโยบายและการออกคำสั่งการ ขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติให้เกิดผลจริง

 

การเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนาเครื่องมือต่างๆ นั้น ไม่ใช่การจ้างผู้รู้เหล่านั้นมาเป็นที่ปรึกษา หรือมารับจ้างพัฒนาระบบต่างๆ ให้เหมือนกับที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน แต่จะหมายถึงการร่วมกันคิดร่วมกันทำ หรือต่อยอดใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว โดยที่หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องเป็นเจ้าของเอง เช่น บริการขนส่งสาธารณะสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดกว้างแทนระบบตั๋วร่วม ที่หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้พัฒนากันมานานมากแต่ก็ยังไม่เกิดขึ้น

 

ตัวอย่างที่น่าสนใจมากของการทำงานแบบพันธมิตรร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน คือ Digital Transformation ในอินเดีย ที่ผ่านมาเรามักคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในอินเดียเกิดขึ้นได้ช้ามาก เพราะกลไกการทำงานของภาครัฐขาดประสิทธิภาพ และติดกรอบกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนมาก แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Digital Transformation ในอินเดียเกิดขึ้นเร็วมาก เกิด Application Programming Interface (API) เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลใหม่ที่เรียกว่า ‘India Stack’ เพื่อตอบโจทย์ประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน คนที่คิดโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มาจากทั้งภาครัฐและเอกชน คิดไกล ทำให้เกิดผลในวงกว้าง สามารถต่อยอดกับเครื่องมือใหม่ๆ ได้หลากหลาย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลอดจนสตาร์ทอัพใหม่ๆ ด้วย โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของอินเดียหลายเรื่องจึงมีประสิทธิภาพสูงกว่าในประเทศพัฒนาแล้วมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบ Digital ID ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบการให้ Consent ข้ามแพลตฟอร์มต่างๆ

 

ในการพัฒนาระบบเหล่านี้ รัฐบาลอินเดียใจกว้าง เปิดโอกาสให้บุคลากรจากภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา เข้ามานำเสนอแนวคิดและร่วมกันพัฒนา โดยรัฐบาลให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน หรือการอนุญาตให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนหน่วยงานภาครัฐในบางเรื่องได้ และเมื่อพัฒนาโซลูชันต่างๆ เสร็จแล้ว รัฐบาลอินเดียจะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมารองรับโซลูชันเหล่านี้ โดยให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากภายนอกมีบทบาทที่จะช่วยพัฒนาต่อยอดและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานต่อเนื่อง ผลผลิตที่ได้จากการพัฒนาภายใต้โครงการ India Stack จะต้องเปิดกว้างให้หน่วยงานภาครัฐและธุรกิจใช้ประโยชน์ได้ทั่วไป และมีกรอบการทำงาน เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาด้วย

 

ในประเทศไทย การแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ที่มีความรู้ความสามารถในภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาที่ช่วยกันพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ หลายเรื่องให้เกิดขึ้นได้เร็วมากและได้นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มเราเที่ยวด้วยกัน, ไทยชนะ, หมอชนะ หรือคนละครึ่ง แต่ก็มีหลายเรื่องที่ลงทุนลงแรงพัฒนากันมาก แต่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ เพราะติดกรอบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของบางหน่วยงาน ผมคิดว่าคงจะเป็นการดี ถ้าเราจะเรียนรู้จากรูปแบบการทำงานร่วมกันในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา และพัฒนารูปแบบการทำงานใหม่ที่เปิดกว้างระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี ในลักษณะเป็นพันธมิตรกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในอีกหลากหลายด้าน

 

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว อีกวิธีหนึ่งของการสร้างรูปแบบการทำงานในลักษณะพันธมิตรร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเร็ว คือการใช้หลักกลไกตลาดที่เปิดกว้าง โดยรัฐต้องมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่แข่งขันกับภาคเอกชนในบริการที่เอกชนสามารถทำได้ดี หน่วยงานภาครัฐเป็นเพียงผู้ให้เงินอุดหนุนและควบคุมคุณภาพ แต่ไม่ต้องให้บริการเอง บุคลากรของภาครัฐหรือประชาชนที่ได้รับสวัสดิการ ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ สามารถเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการเอกชนรายใดก็ได้ที่ได้รับการรับรองคุณภาพหรือขึ้นทะเบียนไว้ กลไกตลาดที่ให้สิทธิ์เลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการเอกชนได้นี้สามารถนำมาใช้ได้กับบริการหลายประเภท เช่น การให้โรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐ ระบบคูปองโรงเรียน หรือระบบคูปองสำหรับการฝึกอบรมบุคลากร ถ้าเรามีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ผู้ให้บริการเอกชนจะต้องแข่งขันกันเพิ่มคุณภาพโดยต่อเนื่อง จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวของภาครัฐ และจะช่วยแก้ปัญหาคอขวดที่หน่วยงานภาครัฐมักมีข้อจำกัด ไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว

 

ประเด็นที่เจ็ด ได้กล่าวไว้แต่ต้นว่า การปฏิรูปใดๆ ก็ตามต้องตั้งเป้าหมายที่จะสร้างประโยชน์ให้คนไทยและสังคมไทย โดยมองไกลไปในอนาคตอย่างน้อย 5-10 ปีข้างหน้า ต้องวางรากฐานให้สมควร ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราคงต้องยอมรับความจริงว่าคนรุ่นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจการปฏิรูปเรื่องต่างๆ มักจะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และบ่อยครั้งมีแนวโน้มที่จะรักษาสถานะเดิม มากกว่าที่ต้องการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง 

 

“ผมเองก็รู้สึกว่าคนรุ่นผมที่มีอายุ 50 ปีต้นๆ ก็ตามพัฒนาการใหม่ๆ หลายเรื่องไม่ทัน และเริ่มที่จะตกรุ่น ต้องเรียนรู้วิธีคิด วิธีการทำงาน และเทคโนโลยีจากรุ่นน้องๆ และรุ่นหลานๆ อยู่เป็นประจำ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเปิดโอกาสและผลักดันให้คนรุ่นอายุ 40 ปีหรือน้อยกว่านั้น เข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบ และขับเคลื่อนการปฏิรูปเรื่องสำคัญของประเทศ” 

 

วิรไทกล่าวว่า คนรุ่นนี้มีประสบการณ์การทำงานและการบริหารมามากระดับหนึ่ง สามารถเป็นสะพานเชื่อมต่อคนหลากหลายรุ่นได้ดี สามารถสานต่อสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับอนาคตได้ และที่สำคัญ คนรุ่นนี้ยังต้องมีอายุการทำงานอีกนาน อนาคตของเขาจึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการปฏิรูปมากกว่าคนรุ่นผู้ใหญ่ 

  

ประเด็นสุดท้าย ทุกครั้งเวลาที่เราคิดถึงการจัดทำแผนปฏิรูป เรามักจะคิดถึงเรื่องใหม่ๆ ที่อยากทำ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ เราต้องคิดว่าจะต้องลดและเลิกทำเรื่องใดบ้าง เพื่อที่จะได้มีพลังและทรัพยากรเพียงพอสำหรับทำเรื่องใหม่ การกำหนดแผนให้ชัดเจนว่าจะลดและเลิกทำเรื่องใดบ้างสำคัญมาก เพราะทรัพยากรของเรามีจำกัด รวมทั้งจะช่วยสร้างความชัดเจนให้ผู้ที่ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าอนาคตจะไม่เหมือนเดิม ถ้าเราไม่มีแนวทางลดและเลิกให้ชัดเจนแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานมักมีข้ออ้างว่ากำลังยุ่งกับเรื่องเดิม ต้องทำแบบเดิม มากกว่าที่จะปรับตัวหรือให้ความสำคัญกับเรื่องใหม่ หรือไม่ก็จะเกิดปัญหาว่าเราต้องเพิ่มบุคลากร เพิ่มกล่อง เพิ่มหน่วยงานทุกครั้งที่มีแผนปฏิรูปใหม่ สร้างภาระให้กับงบประมาณในระยะยาว รวมทั้งจะทำให้การทำงานและการปรับตัวในอนาคตยากขึ้นไปอีก จากการที่มีหน่วยงาน มีกล่องที่ทำงานในเรื่องใกล้เคียงกันเพิ่มขึ้น

 

วิรไทย้ำว่า ถ้าจะให้เศรษฐกิจและสังคมไทยมั่นคงก้าวหน้า และชีวิตของคนไทยแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ และมีความสุขแล้ว การปฏิรูปเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนแปลงหลายอย่างให้สมควร ให้เหมาะสมกับบริบทของโลกใหม่ การปฏิรูปเพื่อให้ไทยวัฒนาได้จริงนั้นอาจจะต้องเริ่มที่ ‘การปฏิรูปกระบวนการปฏิรูป’ ที่เราคุ้นชินและใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘วิรไท’ ชี้การปฏิรูปให้ไทยวัฒนา ต้องเริ่มจาก ‘ปฏิรูปกระบวนการปฏิรูป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิรไท สันติประภพ’ เผย ไม่ร่วมทีมเศรษฐกิจ ครม. ใหม่ รับนายกฯ ชวนเข้าร่วมจริง https://thestandard.co/veerathai-santiprabhob-unveil-to-not-joining-economy-team-in-cabinet/ Sat, 18 Jul 2020 07:16:44 +0000 https://thestandard.co/?p=381158

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับกระแสข่าวกา […]

The post ‘วิรไท สันติประภพ’ เผย ไม่ร่วมทีมเศรษฐกิจ ครม. ใหม่ รับนายกฯ ชวนเข้าร่วมจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยในกระแสข่าวบางส่วนระบุว่า วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับการทาบทามจากนายกรัฐมนตรีให้เข้าร่วมทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรีใหม่นี้ว่า 

 

“ตามที่มีข่าวว่าผมถูกทาบทามให้เข้าร่วมทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐบาลชุดใหม่นั้น ผมได้เรียนขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านไว้วางใจ และได้เรียนท่านไปตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้วว่าคงไม่สามารถรับตำแหน่งใดได้ครับ” วิรไท สันติประภพ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘วิรไท สันติประภพ’ เผย ไม่ร่วมทีมเศรษฐกิจ ครม. ใหม่ รับนายกฯ ชวนเข้าร่วมจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ชี้แจงคำสั่งถึงธนาคารพาณิชย์ ให้งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและงดซื้อหุ้นคืน https://thestandard.co/bank-of-thailand-report-an-order-to-scb/ Sat, 20 Jun 2020 12:13:30 +0000 https://thestandard.co/?p=373547

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล […]

The post ธปท. ชี้แจงคำสั่งถึงธนาคารพาณิชย์ ให้งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและงดซื้อหุ้นคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย ‘เงินปันผลระหว่างกาล’ และ ‘งดซื้อหุ้นคืน’ สาเหตุเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

 

ทั้งนี้มองว่าภูมิคุ้มกันที่สำคัญอันหนึ่งของธนาคารพาณิชย์คือ ระดับเงินกองทุน ที่เป็นกันชนรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเงินกองทุนจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง และเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูอย่างเต็มที่

 

อย่างไรก็ตาม จากการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และแนวทางบริหารความเสี่ยงเดิมส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยเข้มแข็ง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ 18.7% ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์สามารถออกมาตรการช่วยดูแลและเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้หลากหลายมาตรการ

 

ทั้งนี้มองว่าจากความไม่แน่นอนสูง จึงควรจะรักษาระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย ‘เงินปันผลระหว่างกาล’ และ ‘งดซื้อหุ้นคืน’ เป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์  ‘การ์ดตก’ ให้รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งต่อเนื่องจนกว่าจะจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

 

ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ประเมินและจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งลูกค้าและแผนธุรกิจของตนเองได้อย่างชัดเจน ธปท. จึงขอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เร่งดำเนินการเยียวยาและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ จึงต้องคำนวณผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผลประกอบการและระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์อย่างละเอียดในสถานการณ์ต่างๆ (Scenarios) ในอนาคตด้วย

 

ในภาวะปกติ ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง (ไม่ใช่ทุกแห่ง) จะจ่าย ‘เงินปันผลระหว่างกาล’ ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเดือนสิงหาคม เงินปันผลระหว่างกาล หรือ Interim Dividend เป็นการจ่ายเงินปันผลนอกรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่ต้องรอคำนวณผลการดำเนินงานเมื่อครบปี หรือครบรอบระยะเวลาบัญชี โดยอาจจะคำนวณจากผลประกอบการในรอบครึ่งปีแรก และผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม  

 

ส่วนการ ‘ซื้อหุ้นคืน’ นั้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่คิดว่ามีเงินกองทุนในระดับสูงเกินความจำเป็น หรือเห็นว่าราคาหุ้นในตลาดลงไปอยู่ในระดับต่ำเกินควร ได้มีแผนซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นทั่วไป ซึ่งหมายถึงการซื้อหุ้นของตัวเองจำนวนหนึ่งออกจากตลาดหลักทรัพย์มาเก็บไว้ หรือเพื่อนำไปลดทุนในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ลดลง

 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติ ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบรุนแรง และยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ธนาคารพาณิชย์จึงควรใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ วางแผนการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง และทำงานกับลูกค้ากลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แผนบริหารจัดการเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จัดทำใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์ข้างหน้า และสอดคล้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลงด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและงดซื้อหุ้นคืนนี้ แม้ว่าจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในช่วงสั้นๆ แต่จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินไทยเข้มแข็ง รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง มีกันชนที่จะรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะถ้าเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ระยะใหม่ๆ 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ธปท. ชี้แจงคำสั่งถึงธนาคารพาณิชย์ ให้งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและงดซื้อหุ้นคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิรไท’ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ไม่สมัครเพื่อเป็นวาระที่ 2 ชี้เหตุผลด้านครอบครัว https://thestandard.co/bank-of-thailand-governor-not-register-for-second-agenda/ Mon, 25 May 2020 06:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=366541

ตามที่ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานกรรมการคัดเลือกผู้ว่า […]

The post ‘วิรไท’ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ไม่สมัครเพื่อเป็นวาระที่ 2 ชี้เหตุผลด้านครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตามที่ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 นั้น 

 

จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร เปิดเผยว่า วิรไท สันติประภพ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ครบวาระแรกในวันที่ 30 กันยายน 2563 ขอเรียนว่าไม่ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคัดเลือกสำหรับการดำรงตำแหน่งในวาระที่ 2 ด้วยเหตุผลด้านครอบครัว 

 

ทั้งนี้วิรไทจะดูแลให้การส่งมอบงานเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่จะเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

 


ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post ‘วิรไท’ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ไม่สมัครเพื่อเป็นวาระที่ 2 ชี้เหตุผลด้านครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ความเหลื่อมล้ำ ‘ถ่างกว้างขึ้น’ หนี้สาธารณะพุ่งสูง มองความจริงโลกหลังโควิด-19 https://thestandard.co/inequality-getting-wider-after-coronavirus-crisis/ Mon, 27 Apr 2020 07:26:56 +0000 https://thestandard.co/?p=358107

เมื่อโควิด-19 จบลง วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่ง […]

The post ชมคลิป: ความเหลื่อมล้ำ ‘ถ่างกว้างขึ้น’ หนี้สาธารณะพุ่งสูง มองความจริงโลกหลังโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อโควิด-19 จบลง วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่า ‘Next Normal’ ระบบการเงินโลกที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น และผลพวงที่ตามมาก็จะทำให้ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ของคนในสังคมขยายถ่างกว้างขึ้นไม่แพ้กัน

 

ถ่ายทำ: ภานุ วิวัฒนาภา, ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์

The post ชมคลิป: ความเหลื่อมล้ำ ‘ถ่างกว้างขึ้น’ หนี้สาธารณะพุ่งสูง มองความจริงโลกหลังโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 4 มาตรการคลัง-ธปท. อัดเงินแสนล้านช่วย SMEs-ตราสารหนี้เอกชน https://thestandard.co/4-measures-helping-sme-conclusion/ Tue, 07 Apr 2020 10:06:20 +0000 https://thestandard.co/?p=351361

วันนี้ (7 เมษายน) วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งป […]

The post สรุป 4 มาตรการคลัง-ธปท. อัดเงินแสนล้านช่วย SMEs-ตราสารหนี้เอกชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 เมษายน) วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เพื่อออกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อประชาชนและภาคธุรกิจ จึงมีมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และมาตรการเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน แบ่งเป็น 4 มาตรการ ได้แก่ 

 

มาตรการที่ 1 การเลื่อนกำหนดการชำระหนี้สำหรับธุรกิจ SMEs เพื่อเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธนาคาร) แต่ละแห่งไม่เกิน 100 ล้านบาท ได้รับสิทธิ์เป็นการทั่วไป ไม่ต้องชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน และในช่วงที่ผ่อนปรนนี้ไม่ถือว่าเสียประวัติข้อมูลเครดิต 


ทั้งนี้มาตรการนี้จะเลื่อนกำหนดวันชำระหนี้เท่านั้น ธนาคารยังคงคิดดอกเบี้ยอยู่ ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนเกณฑ์การบริหารสภาพคล่องชั่วคราวเพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์เข้าไปช่วยเหลือสภาพคล่องให้ลูกหนี้ได้อย่างเต็มที่ 

 

มาตรการที่ 2 การสนับสนุนสินเชื่อใหม่ (Soft Loan) ให้แก่ธุรกิจ SMEs วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษ 2% ต่อปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก  


โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจัดสรร Soft Loan อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ให้ธนาคารวงเงินรวม 5 แสนล้านบาทเป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้ธนาคารนำไปให้สินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศ โดยมีเงื่อนไขเช่น 

  • SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท 
  • มีสถานะผ่อนชำระปกติ หรือค้างชำระไม่เกิน 90 วัน (ยังไม่เป็น NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562  
  • มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET และ  mai) 
  •  วงเงินที่ SMEs แต่ละรายสามารถขอกู้ได้จะไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้างของลูกหนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 สำหรับ SMEs ที่สนใจ 
  • ช่วง 2 ปีแรก ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษ 2% ต่อปี 
  • ช่วง 6 เดือนแรก รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยแทนลูกหนี้


อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงการคลังจะชดเชยความเสียหายบางส่วนให้แก่ธนาคารในส่วนที่ปล่อยกู้เพิ่มเติมในกรณีที่หนี้กลายเป็นหนี้เสียเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 2 ปี 

  • ชดเชยความเสียหายให้ไม่เกิน 70% ของสินเชื่อที่ปล่อยเพิ่มสำหรับลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50 ล้านบาท 
  • ชดเชยให้ไม่เกิน 60% ของสินเชื่อที่ปล่อยเพิ่มสำหรับลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อ 50-500 ล้านบาท 

 

มาตรการที่ 3 มาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน    

ช่วงที่ผ่านมาตลาดการเงินโลกและไทยมีความผันผวนสูง ทำให้นักลงทุนบางส่วนเทขายตราสารหนี้ประเภทต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนของไทยมียอดคงค้างประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของ GDP ไทย ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในวงกว้าง

 

ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังจึงเห็นควรจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Stabilization Fund – BSF) เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว (Bridge Financing) สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีที่มีตราสารหนี้ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2563-2564

ทั้งนี้บริษัทที่ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนฯ จะต้องชำระอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราตลาด ต้องระดมทุนส่วนใหญ่ได้จากแหล่งเงินทุนอื่น เช่น การกู้เงินธนาคารพาณิชย์หรือการเพิ่มทุน ต้องมีแผนการจัดหาทุนในระยะยาวที่ชัดเจน รวมทั้งต้องผ่านเกณฑ์และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำกับกองทุนกำหนด ทั้งนี้หากผู้ออกตราสารหนี้เสนอขายตราสารหนี้ต่อนักลงทุนทั่วไปและมีการให้หลักประกันแก่ผู้ถือ ตราสารหนี้ที่กองทุน BFS จะลงทุนในคราวเดียวกันต้องมีหลักประกันไม่ด้อยกว่าหลักประกันที่ให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้อื่น 

 

มาตรการที่ 4 ลดเงินนำส่ง FIDF ของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (สถาบันการเงิน) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคธุรกิจและประชาชน 


ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ (Financial Institutions Development Fund – FIDF) จากเดิมอัตรา 0.46% เหลือ 0.23% ของฐานเงินฝากเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้สถาบันการเงินไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มเติมให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในทันที    

ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือ SMEs และดูแลเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนข้างต้นได้ เพราะได้อำนาจจากพระราชกำหนด 2 ฉบับ ได้แก่ 

1. ร่างพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา

2. ร่างพระราชกำหนดการสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน 

The post สรุป 4 มาตรการคลัง-ธปท. อัดเงินแสนล้านช่วย SMEs-ตราสารหนี้เอกชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ทุกประเภทจ่ายขั้นต่ำ 5%-เลื่อนค่างวด-พักจ่ายเงินต้น https://thestandard.co/bank-of-thailand-launched-measure-to-help-small-debtors/ Wed, 25 Mar 2020 09:27:27 +0000 https://thestandard.co/?p=346269

วันนี้ (25 มีนาคม) วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่ง […]

The post ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ทุกประเภทจ่ายขั้นต่ำ 5%-เลื่อนค่างวด-พักจ่ายเงินต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 มีนาคม) วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  กล่าวว่า ทาง ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL (ไม่มีค้างชำระหนี้ 3 เดือนขึ้นไป) มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ได้แก่ 


  1. สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน จะมีแนวทางให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในการจ่ายขั้นต่ำ นอกจากนี้ลูกหนี้สามารถแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำลง ได้แก่  
  • ปี 2563-2564 ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิม 10% เหลือ 5% 
  • ปี 2565 อัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจะอยู่ที่ 8% 
  • ปี 2566 อัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจะอยู่ที่ 10% 

 

  1. สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
  • ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน
  • ผู้ให้บริการอื่นเลือกดำเนินการระหว่าง เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือลดค่างวดอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของค่างวดเดิมเป็นเวลา 6 เดือน

 

  1. สินเชื่อเช่าซื้อ ได้แก่ รถมอเตอร์ไซค์วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท และรถทุกประเภทวงเงินไม่เกิน 250,000 

 

  1. สินเชื่อลีสซิ่ง มูลหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ทางผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่าง 1 เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือพักชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน

 

  1. สินเชื่อบ้านวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

 

  1. สินเชื่อธุรกิจ SME ไมโครไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์ วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

 

นอกจากนี้ลูกหนี้ที่ชำระได้ตามปกติและไม่ขอรับความช่วยเหลือ ผู้ให้บริการจะให้เงื่อนไขสินเชื่อเป็นการพิเศษตามความเหมาะสม โดยลูกหนี้ที่มีสินเชื่อหลายประเภทสามารถได้รับความช่วยเหลือทุกประเภทตามเงื่อนไข

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ทุกประเภทจ่ายขั้นต่ำ 5%-เลื่อนค่างวด-พักจ่ายเงินต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ออก 3 มาตรการช่วยตลาดพันธบัตร-ตราสารหนี้ https://thestandard.co/bank-of-thailand-launched-3-measures-helping-bond-market/ Sun, 22 Mar 2020 09:10:24 +0000 https://thestandard.co/?p=344900

22 มีนาคม 2563 วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเ […]

The post ธปท. ออก 3 มาตรการช่วยตลาดพันธบัตร-ตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

22 มีนาคม 2563 วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงภาวะที่มีความผันผวนตลาดเงินตลาดทุนทั้งในต่างประเทศและกระทบกับไทย ดังนั้นเพื่อดูแลผู้ถือหน่วยกองทุน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทาง ธปท. จึงออก 3 มาตรการ ได้แก่

 

1. กองทุนรวมตราสารหนี้ ธปท. จะจัดตั้งกลไกพิเศษเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมตลาดเงิน และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิดที่เป็นสินทรัพย์คุณภาพดี ซึ่งธนาคารพาณิชย์สามารถนำกองทุนฯ ที่ซื้อมาวางเป็นหลักประกันกับ ธปท. เพื่อขอสภาพคล่องเพิ่มเติมจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

 

ปัจจุบันมูลค่ากองทุนทั้ง 2 ประเภทที่ ธปท. เปิดให้ธนาคารพาณิชย์นำมาเป็นหลักประกันได้มีมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านล้านบาทหุ้น

 

2. หุ้นกู้หรือตราสารหนี้ภาคเอกขน ทางสมาคมธนาคารไทย สมาคมธุรกิจประกันภัย ธนาคารออมสิน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จะร่วมกันจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตราสารหนี้ที่วงเงินเริ่มต้น 70,000-100,000 ล้านบาท มีผู้แจ้งความจำนงเข้าร่วมแล้ว 80,000 ล้านบาท

 

ซึ่งกองทุนนี้จะไปเสริมส่วนขาดของตราสารหนี้ที่มีการ Roll over ในตลาด แต่ไม่สามารถระดมทุนได้ตามวงเงินเต็มของตราสารหนี้ ทั้งนี้จะเป็นเงินระยะสั้นอายุไม่เกิน 270 วัน

 

3. ตลาดพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นหัวใจตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด เพราะเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง โดยทาง ธปท. พร้อมดูแลตลาดพันธบัตรรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพ โดยทาง ธปท. พร้อมเข้าไปเพิ่มสภาพคล่องให้เมื่อตลาดมีไม่เพียงพอ

 

ทั้งนี้ช่วงวันที่ 13-20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ธปท. เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดพันธบัตร รวมถึงยังมีการลดวงเงินพันธบัตรบางส่วน และยกเลิกการออกพันธบัตร ธปท. บางส่วน เพื่อให้มีสภาพคล่องอยู่ในภาวะปกติ

The post ธปท. ออก 3 มาตรการช่วยตลาดพันธบัตร-ตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. สั่งแบงก์ช่วยลูกหนี้สู้ไวรัส พบ 2 สัปดาห์ เข้าโครงการ 3 หมื่นราย https://thestandard.co/bank-of-thailan-help-debtor/ Thu, 19 Mar 2020 05:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=343597 แบงก์ช่วยลูกหนี้สู้ไวรัส

ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับ […]

The post ธปท. สั่งแบงก์ช่วยลูกหนี้สู้ไวรัส พบ 2 สัปดาห์ เข้าโครงการ 3 หมื่นราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ช่วยลูกหนี้สู้ไวรัส

ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เผย 2 สัปดาห์แรก มีลูกหนี้เข้าโครงการแล้ว 30,000 ราย มูลค่า 234,000 ล้านบาท กำชับเตรียมแผนสำรองหากระบาดรุนแรง  

   

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกหนี้ และการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โควิด-19 ที่อาจระบาดรุนแรงมากขึ้น

   

ด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินพบว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจาก ธปท. ออกมาตรการส่งเสริมให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 สถาบันการเงินทั้งระบบได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้แล้วประมาณ 30,000 ราย เป็นมูลค่า 234,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการพักหนี้เงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย ปรับระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น เพื่อลดภาระในการผ่อนหนี้ของลูกหนี้ สถาบันการเงินหลายแห่งได้จัดทำกระบวนการทำงานพิเศษ เช่น ตั้งศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแบบ One Stop Service และออก Product Program สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้กลุ่มต่างๆ 

 

อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วยังค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ธปท. จึงกำชับให้ทุกสถาบันการเงินเร่งเข้าไปดูแลลูกหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้โดยเฉพาะ SMEs และรายย่อย ต้องปรับกระบวนการทำงานให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น และต้องสื่อสารนโยบายจากส่วนกลางลงไปยังสาขาและศูนย์ธุรกิจที่กระจายทั่วประเทศให้รวดเร็วและชัดเจน

   

นอกจากการเร่งปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ธปท. ได้กำชับให้สถาบันการเงินเตรียมพร้อมแผนสำรองเพื่อให้บริการทางการเงินหลักสามารถดำเนินได้ต่อเนื่องในกรณีที่การระบาดรุนแรงขึ้น ซึ่งแผนสำรองต้องครอบคลุมการบริหารจัดการเงินสดให้ประชาชนเบิกถอนได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ ดูแลให้ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่จะเพิ่มขึ้นมาก ตลอดจนดูแลธุรกรรมตลาดเงินให้ดำเนินการได้อย่างราบรื่น

 

ธปท. จะทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารต่างประเทศ และสภาสถาบันการเงินเฉพาะกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่า บริการทางการเงินหลักของประเทศจะดำเนินต่อไปได้ในกรณีที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้น

 

เกาะติดสถานการณ์โควิด-19 ได้ที่ thestandard.co/coronavirus-coverage

และอัปเดตทุกความเคลื่อนไหวของโรคโควิด-19 ได้ที่ www.facebook.com/thestandardth

 

เรียบเรียง: สุรเมธี มณีสุโข 

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่: www.efinancethai.com    

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ธปท. สั่งแบงก์ช่วยลูกหนี้สู้ไวรัส พบ 2 สัปดาห์ เข้าโครงการ 3 หมื่นราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เปิดตัว QR Code ให้นักท่องเที่ยวกัมพูชาใช้จ่ายในไทย https://thestandard.co/bank-of-thailand-launched-qr-code-for-cambodia-travelers/ Tue, 18 Feb 2020 07:43:24 +0000 https://thestandard.co/?p=332274

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่ […]

The post ธปท. เปิดตัว QR Code ให้นักท่องเที่ยวกัมพูชาใช้จ่ายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ ฯพณฯ เจีย จันโต ผู้ว่าการธนาคารกลางกัมพูชา เปิดตัวบริการชำระเงินผ่าน QR Payment ข้ามประเทศ ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่เป็นธนาคารผู้ให้บริการ (Sponsoring Bank) ได้แก่ Acleda Bank, Cambodia Commercial Bank (CCB) และ Foreign Trade Bank of Cambodia (FTB) ร่วมกันพัฒนาบริการชำระเงินด้วย Interoperable QR Code ซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐานสากลและรองรับการชำระเงินรายย่อยระหว่างลูกค้าและร้านค้าของทั้งสองประเทศ

 

โดยบริการดังกล่าวจะเริ่มให้บริการกับนักท่องเที่ยวกัมพูชาที่เดินทางมาประเทศไทยสามารถใช้ Mobile Banking Application ของธนาคารกัมพูชาที่ร่วมให้บริการสแกน Thai QR Code ที่ร้านค้าในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป และในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวไทยจะสามารถใช้ Mobile Banking Application ของธนาคารไทยที่ร่วมให้บริการสแกน QR Code ของกัมพูชาเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าในประเทศกัมพูชาได้ในไตรมาส 3 ปี 2563 เป็นต้นไป

 

ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารกลางกัมพูชาตระหนักถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาพัฒนาบริการทางการเงินเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการ และเข้าถึงผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชน ธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ โดยวางบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันการพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เชื่อมโยงกัน (Interoperable Infrastructure) มีมาตรฐานสากล และสามารถต่อยอดบริการที่หลากหลายในอนาคต เช่น การพัฒนา Interoperable QR Payment เพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุน สร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน และครอบคลุมทั้งบริการภายในประเทศและบริการระหว่างประเทศ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ฯพณฯ เจีย จันโต ผู้ว่าการธนาคารกลางกัมพูชา ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินและการชำระเงิน ตลอดจนส่งเสริมการชำระเงินภายในประเทศ เชื่อมโยงบริการทางการเงินระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่น 

 

“การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างกัมพูชากับไทยจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้ Mobile Banking Application ของตนในการใช้จ่ายผ่าน QR Code ที่ร้านค้าในอีกประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินระหว่างประเทศ และช่วยส่งเสริมการชำระเงินแบบดิจิทัลของประชาชนทั้งสองประเทศ นวัตกรรมนี้สามารถต่อยอดขยายไปสู่บริการโอนเงินระหว่างประเทศอาเซียนในระยะต่อไป” วิรไทกล่าวในที่สุด

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

 

The post ธปท. เปิดตัว QR Code ให้นักท่องเที่ยวกัมพูชาใช้จ่ายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติเตรียมตัวรับเศรษฐกิจขาลง ชูกระสุนพร้อม Policy Space เพียงพอ https://thestandard.co/the-year-ahead-2020-forging-resilience/ Thu, 06 Feb 2020 08:37:15 +0000 https://thestandard.co/?p=328157

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล […]

The post แบงก์ชาติเตรียมตัวรับเศรษฐกิจขาลง ชูกระสุนพร้อม Policy Space เพียงพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายในงาน The Year Ahead 2020 ‘Forging Resilience’ ของ บล. ภัทร ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2563 สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความผันผวนและความเสี่ยงมีมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เศรษฐกิจไทย โดยสาเหตุที่ปรับลดดอกเบี้ยมาจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า และภัยแล้ง 

 

ทั้งนี้ ทาง ธปท. การทำนโยบายตั้งรับเชิงรุกเพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะดูสถานการณ์ว่าต้องใช้ความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) อย่างไร

 

“วันนี้เรามี Policy Space เช่น ดอกเบี้ยนโยบาย และเครื่องมืออื่นๆ เพียงพอ ขณะเดียวกันก็พร้อมใช้เครื่องมือต่างๆ หากเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นอีก ก็สามารถใช้มาตรการ Policy Space รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ได้” 

  

อย่างไรก็ตาม มาตรการการเงินเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย อย่างกรณีการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา ซึ่งส่งผลกระทบกระจายในหลายอุตสาหกรรม และส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ดังนั้น มาตรการที่ตรงจุดคือ การใช้มาตรการทางการคลัง ซึ่งแม้ว่าจะออกมาตรการทางภาษีมาช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวและส่งออกแล้ว แต่ยังติดปัญหางบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้าต่อเนื่องจากตุลาคม 2562 ทำให้ออกมาตรการทางการคลังอื่นๆ ไม่ได้

 

สุดท้ายแล้วการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเดียว (การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ไม่ได้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ จึงต้องประสานงานกับมาตรการกระทรวงการคลัง มาตรการการเงินในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น แม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ทาง ธปท. มีการพูดคุยกับสถาบันการเงิน เพื่อตั้งทีมงานดูแลลูกค้าเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ในต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้ประกอบการยังประกอบธุรกิจได้ในระยะยาว 

 

ขณะที่ค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมา ทาง ธปท. ไม่สบายใจที่เงินบาทปรับตัวแข็งค่าเร็วกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และไม่สอดคล้องกับพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย และตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมาเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่า แต่ยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย 

 

ดังนั้น ธปท. จึงร่วมกับกระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อออกมาตรการต่างๆ เช่น ผ่อนคลายเกณฑ์ให้ผู้ส่งออกเก็บเงินในต่างประเทศ (กระทรวงการคลังออกประกาศ) ผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนในต่างประเทศในกลุ่มธุรกิจประกันภัย (คปภ.) 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post แบงก์ชาติเตรียมตัวรับเศรษฐกิจขาลง ชูกระสุนพร้อม Policy Space เพียงพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>