วิทยา แก้วภราดัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิทยา-แก้วภราดัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 10 Dec 2025 11:33:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วิทยาซักถามณัฐวุฒิ ทำไมผู้สมัคร กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี https://thestandard.co/charter-draft-committee-5-year-qualification/ Wed, 10 Dec 2025 11:33:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1153305 วิทยาซักถามณัฐวุฒิ ทำไมผู้สมัคร กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี

วันนี้ (10 ธันวาคม) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที […]

The post วิทยาซักถามณัฐวุฒิ ทำไมผู้สมัคร กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาซักถามณัฐวุฒิ ทำไมผู้สมัคร กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี

วันนี้ (10 ธันวาคม) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. เมื่อพิจารณาถึงมาตรา 256/3 ว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ได้กล่าวชี้แจงสมาชิกที่แปรญัตติ และกรรมาธิการฯ ที่สงวนความเห็น

 

สำหรับการสงวนความเห็นของ รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ระบุว่า อายุของบุคคลที่จะมาเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ควรกำหนดไว้ที่อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี เช่นเดียวกับอายุของผู้สมัคร สว. นั้น ณัฐวุฒิกล่าวว่า ปัจจุบันบุคคลที่มีอายุน้อย ซึ่งกรรมาธิการฯ เคยกำหนดไว้ที่ 25 ปี และประกอบกับคุณสมบัติอื่นๆ ก็สามารถทำหน้าที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ และในอดีตก็มีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่อายุน้อยกว่า 25 ปี มาแล้วถึง 2 ครั้ง

 

ส่วนการแปรญัตติของ อังคณา นีละไพจิตร สว. ที่ระบุถึงข้อจำกัดของบุคคลที่จะมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมีคุณสมบัติคือเป็นผู้ถือสัญชาติไทยโดยการเกิดเท่านั้น แทนที่จะเป็นผู้ถือสัญชาติโดยกว้าง ณัฐวุฒิกล่าวว่า กรรมาธิการฯ เองเป็นห่วงการไม่เปิดช่องให้บุคคลที่ได้สัญชาติภายหลัง อย่างคนที่ตกหล่นในการสำรวจหรือขึ้นทะเบียนสถานะ แต่ก็มีความเป็นห่วงเช่นกันว่า บ่อยครั้งก็มีผู้ปลอมแปลงสัญชาติ จึงขอยืนตามการแก้ไขของกรรมาธิการ ที่อิงตามรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดว่า ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด

 

ขณะที่ วิทยา แก้วภราดัย สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะกรรมาธิการฯ ผู้สงวนความเห็น ได้ตั้งคำถามถึงเงื่อนไขที่กำหนดว่า บุคคลที่จะเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญต้องเคยดำรงตำแหน่ง สส. สว. รัฐมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฯลฯ และพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

วิทยาตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน 5 ปี ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นถือเป็นผู้มีประสบการณ์ ในทางกลับกันควรส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ

 

ณัฐวุฒิชี้แจงว่า ด้วยเหตุทางกฎหมาย เคยมีการกำหนดลักษณะเดียวกันนี้ เช่น กรณีของผู้สมัคร สว. ก็มีเงื่อนไขว่าต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี เช่นเดียวกับคุณสมบัติของตุลาการศาลปกครอง ส่วนเหตุผลทางสังคม คือผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรต้องมีความชอบธรรม และต้องมีระยะเวลาเพียงพอที่พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง เพื่อไม่ให้มีประเด็นข้อครหาต่างๆ ซึ่งระยะเวลา 5 ปี กรรมาธิการฯ คิดว่าเพียงพอและเหมาะสมแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม วิทยายังซักถามต่อไปว่า มีเหตุผลอะไรที่ห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ให้เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หากไม่มีเหตุผลชัดเจนตนเองอาจต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ เพราะหากข้าราชการดูถูกว่านักการเมืองไม่ควรมาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ปล่อยเขาดูถูกไป แต่นักการเมืองไม่ควรดูถูกกันเองเพราะต่างก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ซึ่งณัฐวุฒิเองขอใช้สิทธิในการไม่ชี้แจงเพิ่มเติม

 

ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 530 เสียง ไม่เห็นชอบ 30 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 5 เสียง

The post วิทยาซักถามณัฐวุฒิ ทำไมผู้สมัคร กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ‘สภา’ คว่ำข้อสังเกตรายงานนิรโทษกรรม คำพิพากษา ‘112’ สารตั้งต้นสู่ความแตกแยก https://thestandard.co/why-the-house-overturned-the-amnesty-report-observations/ Thu, 24 Oct 2024 14:57:50 +0000 https://thestandard.co/?p=999839

วันนี้ (24 ตุลาคม) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรค […]

The post เปิดเหตุผล ‘สภา’ คว่ำข้อสังเกตรายงานนิรโทษกรรม คำพิพากษา ‘112’ สารตั้งต้นสู่ความแตกแยก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 ตุลาคม) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 34 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) ซึ่งมี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาการลงมติโหวตจะรับข้อสังเกตรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ซึ่งในท้ายที่สุด ที่ประชุมเสียงข้างมาก ‘ไม่เห็นชอบ’ ด้วยคะแนน 269 ต่อ 151 เสียง

 

ตามปกติการเสนอรายงานที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) นั้น เมื่อมีการพิจารณาหรือศึกษาแล้วเสร็จต่อสภาจะเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย แล้วถือเป็นการรับทราบโดยไม่ต้องลงมติ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 แต่เมื่อเกิดความเห็นต่างกันอย่างมากในหมู่ สส. และมีข้อเสนอให้ตัดเนื้อหาในส่วนที่เป็นข้อสังเกตของ กมธ. ออก จึงต้องมีการลงมติ และในที่สุดที่ประชุมไม่เห็นชอบข้อสังเกต กมธ. ทำให้ข้อสังเกตตกไป โดยสภาจะส่งเฉพาะตัวรายงานให้ ครม. เท่านั้น

 

ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการลงมติ ทั้ง กมธ. และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากร่วมมีการอภิปราย ขอให้สมาชิกร่วมกันลงมติรับรายงานนิรโทษกรรมฉบับดังกล่าวนี้ ขณะเดียวกันก็มีสมาชิกหลายคนมีความกังวลใจว่า จะมีการนิรโทษกรรมเหมารวมสำหรับบุคคลที่ต้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยหรือไม่

 

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. อภิปรายสนับสนุนการนิรโทษกรรมทุกคดี ไม่มีข้อยกเว้นคดีใด ที่ผ่านมา กมธ. เชิญแกนนำเสื้อทุกสีมาให้ข้อมูลการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกคนเห็นด้วยให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112

 

แต่เหตุใด กมธ. ที่ไม่เห็นด้วยจึงมีปัญหา ไม่อยากให้ถ่วงการก้าวข้ามความขัดแย้งโดยทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีกี่คนที่รู้ถึงรายละเอียดพฤติการณ์ความผิดของผู้มีคดีมาตรา 112 ว่าแต่ละคดีเป็นอย่างไร หลายคดียกฟ้อง หลายคดีเป็นคดีกลั่นแกล้งทางการเมือง บางคนเป็นผู้ป่วยจิตเวช คดีความผิดมาตรา 112 มีเป็นพันคดีไม่ใช่แค่หลักร้อย ขอให้เปิดใจให้โอกาสประชาชนที่มีคดีมาตรา 112 กลับมาใช้ชีวิตปกติเหมือนที่พวกท่านจับมือกันตั้งรัฐบาล

 

ขณะที่ ผศ.จันจิรา สมบัติพูลเจริญ​ ในฐานะรองประธานอนุ กมธ. คนที่ 3 ชี้แจงว่า รายงานฉบับดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า เราควรที่จะต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อมีคู่กรณีซึ่งเป็นองค์กรของรัฐและประชาชน ให้สามารถหันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันได้

 

หากเรายังปล่อยให้สังคมไทยมีเงื่อนไขเหล่านี้ต่อไป เราจะเห็นการชุมนุมในอนาคตข้างหน้า ดังนั้นรายงานฉบับดังกล่าวนี้ต้องการเพียงแค่บรรเทาเงื่อนไขความขัดแย้งเหล่านี้เพื่อล้างมลทิน และออกมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากกิจกรรมทางการเมือง

 

ชัยธวัช ตุลาธน กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 

ส่วน ชัยธวัช ตุลาธน ในฐานะ กมธ. ชี้แจงว่า ตนเองเห็นความคิดเห็นของสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมรวมคดีมาตรา 112 ซึ่งเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง จึงไม่สามารถที่จะนิรโทษกรรมได้ หรือแม้แต่มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า คดีมาตรา 112 นั้นไม่เคยได้รับการนิรโทษกรรมมาก่อน บางคนยังเห็นว่าหากมีการนิรโทษกรรมทุกกรณีอาจทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป และการนิรโทษกรรมที่ต้องบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสมานฉันท์จะนำไปสู่ความแตกแยกอีก

 

ชัยธวัชยืนยันว่า คดีมาตรา 112 เป็นความขัดแย้งที่มีนัยแหลมคมทางการเมือง ถ้าไม่นิรโทษจะคลี่คลายความขัดแย้ง อย่างน้อยควรมีพื้นที่ให้ยอมรับได้คือ นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แบบมีเงื่อนไข ให้มีคณะกรรมการนิรโทษกรรมมาพิจารณารายละเอียด พฤติการณ์คดีความผิดมาตรา 112 เป็นรายกรณีว่าสมควรได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาพูดข้อเท็จจริง อะไรเป็นแรงจูงใจทางการเมืองให้ทำผิด รับฟังความเห็นต่าง ระหว่างการพิจารณาการนิรโทษกรรมก็ให้พักการดำเนินคดีไว้ก่อน โดยมีเงื่อนไขต้องให้หยุดการกระทำแบบใดบ้าง ไม่อยากให้คนเห็นต่างถูกมองว่าเป็นศัตรู

 

นอกจากนี้การนิรโทษกรรมไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย ไม่ยกเลิกฐานความผิด แต่การออกนิรโทษกรรมเป็นทางออกเพื่อสร้างความสมานฉันท์ ถ้าเรามองว่าการนิรโทษกรรมจะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้คนกระทำผิด บ้านเมืองไม่มีกฎหมาย เราก็ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีที่มีความผิดไหนเลย และอาจต้องทบทวนการอภัยโทษด้วย

 

“สำหรับท่านที่มีความจงรักภักดีและต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเองก็อยากจะชวนให้ท่านคิดในมุมกลับ ถ้าเรานิรโทษกรรมเกือบทุกข้อหายกเว้นคดีมาตรา 112 เราปรารถนาจะให้สังคมจำนวนหนึ่งคิดเห็นอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกที่อาจจะส่งผลกระทบทางลบต่อสถาบันได้ด้วย”

 

ชัยธวัชกล่าวต่อว่า ตนเองในฐานะ กมธ. ที่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมโดยรวมคดีมาตรา 112 ด้วยว่า มีข้อดีเพราะจะเป็นการฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงส่งเสริมสถานะความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

 

“ผมอยากให้ผู้ที่จงรักภักดีทุกท่านพิจารณาว่า การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถบรรลุได้โดยการทำให้ประชาชนในราชอาณาจักรเป็นศัตรู หรือเป็นภัยคุกคามไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร” ชัยธวัชกล่าว

 

จาตุรนต์ ฉายแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

แฟ้มภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ความขัดแย้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานนี้มี สส. และประชาชนต่างร่วมกันเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อให้มีหารือกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และศึกษากันอย่างจริงจังถ่องแท้ ดังนั้นเราควรเห็นชอบกับร่างรายงาน และเห็นชอบกับข้อสังเกตของ กมธ. เพราะโดยปกติแล้วการรายงานนั้นไม่มีการลงมติอยู่แล้ว

 

จาตุรนต์กล่าวต่อว่า ขอให้สภาตั้งสติ ตั้งหลักเรื่องการนิรโทษกรรม ควรตั้งคำถามคดีมาตรา 112 ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งทางสังคม การเมือง ก็ต้องไปศึกษาจะมีกระบวนการทางกฎหมายอย่างไร ถ้ามีเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมกันอย่างไร

 

“นี่ไม่ใช่เป็นวาระโอกาสที่พรรคการเมืองจะมาแข่งกันแสดงความจงรักภักดีว่า จะเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมก็แสดงว่าไม่จงรักภักดี ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมจะไม่จงรักภักดี…ผมพูดเรื่องนี้ในฐานะผมเป็นคนหนึ่งที่ได้อานิสงส์จากการนิรโทษกรรมในอดีตมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกในคดี 6 ตุลาคม 2519 ก็มีคดีมาตรา 112 อยู่ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทำผิดมาตรา 112 แต่ถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายจึงได้รับการนิรโทษกรรม”

 

จาตุรนต์กล่าวต่อว่า กมธ. บางท่านที่กังวลว่าหากการนิรโทษกรรมแล้วอาจมีการกระทำผิดซ้ำ แต่ในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีการกระทำผิดซ้ำ นอกจากการทำรัฐประหาร จึงไม่ต้องห่วงว่าประชาชนจะทำผิดซ้ำ รัฐสภาจึงควรแก้ความขัดแย้งในสังคมด้วยการนิรโทษกรรม จึงขอเสนอต่อสมาชิกร่วมกันลงมติเห็นชอบกับรายงาน และข้อสังเกตของรายงาน กมธ. คณะนี้

 

3 พรรคร่วมรัฐบาลย้ำ ไม่เอานิรโทษกรรม 112

 

ขณะที่ วิทยา แก้วภราดัย สส. บัญชีรายชื่อ และตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพิจารณารายงานศึกษานิรโทษกรรม รัฐสภาชุดที่แล้วเคยตั้ง กมธ.ศึกษาแนวทางปรองดองและนิรโทษกรรม ให้มีการนิรโทษกรรมทุกคดี ยกเว้นคดีทุจริต คดีฆ่าคนตาย และคดีมาตรา 110 และ 112 รายงานดังกล่าวก็ผ่านความเห็นชอบสภา แต่ไม่เคยถูกแปรไปสู่การนิรโทษกรรมจริงๆ

 

ส่วนรายงานการพิจารณาแนวทางออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ กมธ. ครั้งนี้มีความสับสนในตัวรายงาน ข้อสังเกตคือ กมธ. ไม่มีข้อยุติว่าจะนิรโทษกรรมหรือไม่นิรโทษกรรมคดีใดบ้าง ทุกอย่างไม่มีข้อสรุป

 

“ผมคิดว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญค้ำคออยู่ ใครจะยกมือให้คดีมาตรา 112 เชิญครับ แล้วก็เตรียมไปเผชิญหน้ากันเอง” วิทยากล่าว

 

ส่วน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของ กมธ. เพราะเชื่อว่าปลายทางจะนำไปสู่ความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศ เหมือนตอนผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ถ้านำรายงานฉบับนี้ไปใช้เป็นสารตั้งต้นออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะนำไปสู่ความแตกแยกในบ้านเมืองอีกครั้ง รายงานฉบับนี้ระบุทางเลือกนิรโทษกรรมมาตรา 112 ไว้ 3 ทาง หมายความว่าจะเลือกทางใดก็ได้

 

ขณะที่ข้อสังเกตของ กมธ. ข้อ 9.1 มีการระบุให้ ครม. ควรพิจารณารายงานของ กมธ. เป็นแนวทางตรากฎหมายนิรโทษกรรม แสดงว่าถ้ารัฐบาลจะเลือกนิรโทษกรรมมาตรา 112 หรือเลือกนิรโทษกรรมมาตรา 112 แบบมีเงื่อนไขก็ทำได้ และข้อ 9.5 ระบุว่า ระหว่างยังไม่มีการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ครม. ควรกำหนดนโยบายให้หน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมไปดำเนินการตามกฎหมาย

 

จุรินทร์กล่าวอีกว่า เช่น ให้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ ปี 2553 หรือให้ศาลเลื่อนจำหน่ายคดี ปล่อยตัวชั่วคราว อาจทำให้เกิดคำถามว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ รวมถึงข้อ 9.6 ให้คืนสิทธิทางการเมืองแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรม แสดงว่าเป็นการรวมการกระทำตามมาตรา 110 และมาตรา 112 ด้วย นำไปสู่ความแตกแยกครั้งใหญ่ในบ้านเมือง

 

“กระผมไม่เห็นด้วย และผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วย เพื่อสร้างสังคมปรองดอง ไม่ให้มีจุดหมายปลายทางไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่ของประเทศ”

 

ขณะที่ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ตนขอแสดงจุดยืนความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย เพราะรายงานฉบับนี้มีการตอบโต้กันเองไม่จบตั้งแต่ในห้องประชุม เมื่อเป็นรายงานก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีข้อสรุปว่าจะเอาแบบไหน ใช้อย่างไร

 

“พรรคภูมิใจไทยบอกแต่แรกว่า การนิรโทษกรรมดึงมาให้เป็นเรื่องการเมือง เรารับไม่ได้ การรับทราบรายงานในวันนี้ไม่ต้องโหวตเพราะเป็นการศึกษาเสร็จสิ้นแล้วส่งมาที่สภา พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับเนื้อหาในการทำรายงานของ กมธ.นิรโทษกรรม เพราะไม่มีการโหวต การรับทราบไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วย”

 

ชูศักดิ์ ศิรินิล ในฐานะประธาน กมธ.นิรโทษกรรม กล่าวปิดท้ายในที่ประชุมว่า พวกเราตั้งสติว่าเรื่องดังกล่าวนี้เป็นรายงานไม่ใช่การเสนอกฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณากฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณาว่าจะทำอะไร หรือมาตราอะไร แต่นัยคือให้มีการยกโทษการกระทำทางการเมือง ที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเมื่อปี 2548 ซึ่งไม่มีใครคัดค้านและไม่เห็นด้วยเป็นเอกฉันท์

 

ชูศักดิ์กล่าวอีกว่า ยังไม่ได้ฟันธงเรื่องนิรโทษกรรมมาตรา 112 หรือไม่ เป็นเพียงความเห็นกว้างๆ ที่เป็นประเด็นอ่อนไหว ยังมีความเห็นขัดแย้งอยู่ หากประเด็นใดที่ไม่มีข้อยุติ และทางออกของประเทศที่ดีที่สุด การรับรู้รับทราบข้อเท็จจริงทุกฝ่ายว่ามีความคิดเห็นอย่างไร การตรากฎหมายอะไรก็ตามท้ายที่สุด ถ้าไม่รับทราบข้อเท็จจริง ผลคือเราจะตรากฎหมายโดยไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง และจะเป็นปัญหาของสังคมในอนาคต

 

ส่วนตัวเชื่อว่ารายงานนี้เป็นประโยชน์สำหรับสมาชิกที่จะนำไปศึกษานำไปประกอบการพิจารณาของสภาว่า การตรากฎหมายนิรโทษกรรมควรคำนึงถึงอะไร และควรจะมีสาระสำคัญอย่างไร

 

เปิดมติ สส. เพื่อไทย 11 เห็นชอบ 4 งดออกเสียง

 

ทั้งนี้ รายงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่ง กมธ. วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วเมื่อเวลา 16.41 น. มีสมาชิกลงมติเห็นด้วย 151 เสียง ไม่เห็นด้วย 269 เสียง และงดออกเสียง 5 เสียง นอกจากนี้ยังพบว่ามีสมาชิกไม่ลงคะแนนอีก 68 คน

 

  • พรรคเพื่อไทย: เห็นชอบ 11, ไม่เห็นชอบ 115, งดออกเสียง 4, ไม่ลงคะแนน 12 รวม 142 เสียง 
  • พรรคประชาชน: เห็นชอบ 138, ไม่เห็นชอบ 0, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 5 รวม 143 เสียง 
  • พรรคภูมิใจไทย: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 65, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 4 รวม 69 เสียง 
  • พรรคพลังประชารัฐ: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 26, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 14 รวม 40 เสียง 
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 27, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 9 รวม 36 เสียง 
  • พรรคประชาธิปัตย์: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 13, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 12 รวม 25 เสียง 
  • พรรคชาติไทยพัฒนา: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 5, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 5 รวม 10 เสียง 
  • พรรคประชาชาติ: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 6, งดออกเสียง 1, ไม่ลงคะแนน 2 รวม 9 เสียง 
  • พรรคกล้าธรรม: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 3, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 0 รวม 3 เสียง 
  • พรรคชาติพัฒนา: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 3, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 0 รวม 3 เสียง 
  • พรรคไทรวมพลัง: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 2, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 0 รวม 2 เสียง 
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 0, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 1 รวม 1 เสียง 
  • พรรคครูไทยเพื่อประชาชน: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 1, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 0 รวม 1 เสียง 
  • พรรคเสรีรวมไทย: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 0, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 1 รวม 1 เสียง 
  • พรรคไทยสร้างไทย: เห็นชอบ 0, ไม่เห็นชอบ 3, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 3 รวม 6 เสียง 
  • พรรคเป็นธรรม: เห็นชอบ 1, ไม่เห็นชอบ 0, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 0 รวม 1 เสียง 
  • พรรคไทยก้าวหน้า: เห็นชอบ 1, ไม่เห็นชอบ 0, งดออกเสียง 0, ไม่ลงคะแนน 0 รวม 1 เสียง 

 

ทั้งนี้ 11 สส. ของพรรคเพื่อไทยลงมติเห็นชอบรับรายงานดังกล่าวนี้ ประกอบไปด้วย จาตุรนต์ ฉายแสง, จิตติพจน์ วิริยะโรจน์, ชูศักดิ์ ศิรินิล, ทศพร เสรีรักษ์, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ, วิสุทธิ์ ไชยณรุณ, เชิดชัย ตันติศิรินทร์, ก่อแก้ว พิกุลทอง, สุธรรม แสงประทุม และ อดิศร เพียงเกษ

 

ส่วน 4 สส. ที่งดออกเสียงคือ ขัตติยา สวัสดิผล, ชญาภา สินธุไพร, ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และ รังสรรค์ มณีรัตน์

The post เปิดเหตุผล ‘สภา’ คว่ำข้อสังเกตรายงานนิรโทษกรรม คำพิพากษา ‘112’ สารตั้งต้นสู่ความแตกแยก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิยบุตรกลับเข้าสภา ร่วมประชุม กมธ. แก้กฎหมายประชามติ https://thestandard.co/piyabutr-returns-parliament/ Wed, 03 Jul 2024 09:21:10 +0000 https://thestandard.co/?p=953481

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมนัดแรกของค […]

The post ปิยบุตรกลับเข้าสภา ร่วมประชุม กมธ. แก้กฎหมายประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เดินทางมาที่อาคารรัฐสภาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เพื่อเข้าประชุมในฐานะกรรมาธิการสัดส่วนพรรคก้าวไกล

 

โดยปิยบุตรเปิดเผยว่า ตอบรับการมาเป็นกรรมาธิการครั้งนี้ ที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ชักชวนมา เนื่องจากคิดว่าความรู้ของตนยังเป็นประโยชน์ในการทำงานด้านนิติบัญญัติ

 

“และยังถือโอกาสมาเจอเพื่อนๆ ที่เป็นนักการเมือง ทั้งในพรรคก้าวไกลและต่างพรรค อย่างน้อยก็มีโอกาสมาคุยกันเรื่องบ้านเมือง รัฐธรรมนูญ รวมถึงนิรโทษกรรม” ปิยบุตรระบุ

 

นอกจากนี้ ยังมีกรรมาธิการคนอื่นๆ เข้าร่วมประชุม เช่น ชัยเกษม นิติสิริ อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึง ชูศักดิ์ ศิรินิล, นิกร จำนง, วิทยา แก้วภราดัย เป็นต้น

 

โดยการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ครั้งนี้ ต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนที่จะการเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่สภา และมีสาระสำคัญอยู่ที่การแก้เงื่อนไขเสียงข้างมากสองชั้น หรือ Double Majority ที่จะทำให้การทำประชามติผ่านได้ยาก

 

The post ปิยบุตรกลับเข้าสภา ร่วมประชุม กมธ. แก้กฎหมายประชามติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาบอก ยังไม่มีสัญญาณปรับ ครม. ขอรวมไทยสร้างชาตินิ่ง นายกฯ มีอำนาจ ขู่ให้ลาออกเจอยุบสภาแน่ ด้านชัยชนะเสนอปัญหาชาวนครฯ https://thestandard.co/witthaya-no-cabinet-changing/ Mon, 08 Apr 2024 05:44:54 +0000 https://thestandard.co/?p=920632 วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (8 เมษายน) ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนคร […]

The post วิทยาบอก ยังไม่มีสัญญาณปรับ ครม. ขอรวมไทยสร้างชาตินิ่ง นายกฯ มีอำนาจ ขู่ให้ลาออกเจอยุบสภาแน่ ด้านชัยชนะเสนอปัญหาชาวนครฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (8 เมษายน) ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า โดยปกติการจะปรับ ครม. จะกระทบเฉพาะพรรคแกนนำรัฐบาล ตนคิดว่าเป็นเรื่องภายในพรรค ซึ่งดูจากกระแสแล้วภายในพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นต้องปรับ ครม. เพราะมีบุคคลที่เหมาะสมและตกค้างขบวนหลายคน แต่การจะปรับกระทบไปถึงพรรคอื่น สิ่งที่ต้องทำคือตัวนายกรัฐมนตรีเองจะต้องมีการหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ในส่วนที่มีความประสงค์จะปรับ ครม. ตนได้คุยกับหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านบอกยังไม่มีสัญญาณอะไรมาถึง ฉะนั้นขอให้ทุกคนในพรรคอยู่นิ่งๆ เพราะยังไม่มีเรื่องของการปรับ ครม. แน่นอน หากจะมีคนที่รู้คนแรกคือหัวหน้าพรรค

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากจะมีการปรับ ครม. จริง วิทยากล่าวว่า จะมีการประเมิน ครม. ในส่วนของพรรคแน่ แต่ตอนนี้รัฐมนตรีเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่วัน และบางคนทำงานได้ดี แต่อาจมีบุคลิกที่พูดน้อยก็ต้องปรับปรุง ขณะที่หัวหน้าพรรคก็พยายามแลกเปลี่ยนกับทุกคนมาตลอด แต่ตนคิดว่ามาถึงวันนี้อารมณ์ของคนในพรรคไม่ได้มีความกระตือรือร้นในเรื่องของการปรับ ครม. เพราะคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรา 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนตั้ง ครม. ครั้งแรกมีเงื่อนไขหรือข้อตกลงว่าจะเป็นรัฐมนตรีกันกี่เดือน วิทยากล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดเงื่อนไขเวลา แต่บอกทุกคนว่าทุกอย่างมีการปรับเปลี่ยนได้ ไม่เคยมีการกะเกณฑ์ไว้ว่า 3 เดือน หรือ 6 เดือน ต้องเปลี่ยน 

 

เมื่อถามถึงกรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยว่า จะมีอดีต สส. หรือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไหลกลับมาในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ วิทยากล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติก็เคยอยู่ แต่เท่าที่ฟังดูยังไม่มีอารมณ์อย่างนั้น และมีไม่กี่คนที่ยังเป็น สส. ในวันนี้ ส่วนคนของพรรคประชาธิปัตย์จะมาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติเพิ่มหรือไม่นั้นอันนี้ไม่แน่ เพราะยังอีกยาว คิดว่าการเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นจริงก็ตอนใกล้ๆ ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในยุบสภา ซึ่งบรรยากาศทางการเมืองในวันนี้มีการพูดถึงเรื่องการปรับ ครม. แต่ยังไม่พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าคิดถึงการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเมื่อไรก็จะมาคู่กับการยุบสภา เพราะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาได้และคิดเปลี่ยนได้ วันนี้คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนภายในพรรคแกนนำมากกว่า แต่หากมากกว่านั้นจะสะเทือนองคาพยพทั้งหมด 

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มองอย่างไรในบรรยากาศวันนี้ที่ดูเหมือนมีนายกรัฐมนตรี 3 คน วิทยากล่าวว่า “คิดว่าเป็นเรื่องที่พูดไป แต่ต้องยอมรับความจริงว่านายกรัฐมนตรีมีคนเดียวคือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเล่นๆ หรือเป็นตัวแทนใคร วันนี้ไม่มีใครใหญ่กว่าท่าน เชื่อว่าท่านมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง จากการที่ติดตามมาไม่ใช่คนที่ว่าจะฟังใครง่ายๆ ลองขู่ให้ท่านลาออกสิ ผมคิดว่าอาจจะเจอดาบเชือดคอ หากท่านยุบสภาจะว่าอะไรได้ อำนาจมีอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีที่จะยุบสภามากกว่าการลาออก ถ้าจะให้นายกรัฐมนตรีลาออกจริงๆ ก็ต้องเอานายกรัฐมนตรีให้ติดคุก หลุดจากตำแหน่ง แต่หากจะใช้วิธีกดดันทางการเมือง ผมคิดว่าไม่มีทาง เราเคยเจอมามีการขู่นายกรัฐมนตรี รับปากว่า 7 วันจะลาออก พอวันที่ 5 ท่านยุบสภาเลย ผมเจอมาแล้ว เพราะอำนาจนายกรัฐมนตรีมีจริง หากฟังเล่นๆ มองว่าใช้เมื่อไรก็ได้ ผมว่าไม่จริง” วิทยากล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากการอภิปรายที่ผ่านมาดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไร ไม่เหมือนการเมืองยุคเก่า วิทยากล่าวว่า มันเป็นท่าทีของฝ่ายค้านว่าสวมวิญญาณของฝ่ายค้านเสร็จหรือยัง การอภิปรายถึงจะเป็นอะไรขึ้นจริง คงมีไม่กี่ท่านที่มีจิตวิญญาณฝ่ายค้านจริงๆ เหมือนที่เราประเมินว่าดูเหมือนอยากเป็นรัฐบาลมากกว่าเป็นฝ่ายค้าน

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีการส่งสัญญาณมาจากพรรคแกนนำรัฐบาลในการปรับ ครม. พรรครวมไทยสร้างชาติจะนำมาพิจารณาปรับในสัดส่วนของพรรคด้วยหรือไม่ วิทยากล่าวว่า ยัง เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ ถ้าจะให้พรรคไหนปรับอะไรขณะนี้ประเมินได้อย่างเดียวคือ เป็นเรื่องของพรรคแกนนำ ซึ่งเขาอาจจะต้องปรับขบวน เพราะมีนักการเมืองรุ่นใหญ่ๆ ตกขบวนหลายคน

 

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการส่งสัญญาณปรับ ครม. พรรครวมไทยสร้างชาติจะปรับในส่วนของพรรคหรือไม่ วิทยากล่าวว่า ต้องมีการหารือกัน ซึ่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยสูง เพราะฉะนั้นท่านต้องหารือ หากจะมาชี้ว่าจะเอาคนโน้นคนนี้ออกก็ต้องมีคำอธิบาย ซึ่งคนที่ทำงานโดดเด่นอย่างหัวหน้าพรรคอาจจะไปเตะโดนหม้อข้าวหม้อแกงใครบ้างในเรื่องพลังงาน หากจะเอาท่านออกประชาชนคงรับไม่ได้

 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า พูดเช่นนี้แสดงว่ามีกระแสข่าวมาใช่หรือไม่ วิทยาปฏิเสธตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงว่า ไม่ ตนพูดไปจากที่ฟังจากสื่อและการวิเคราะห์ รวมถึงประเมินตามความเป็นจริง 

 

และเมื่อถามว่า ในส่วนของกระทรวงพลังงานจะมีคนนอกที่เป็นกลุ่มนายทุนพรรคเข้ามาหรือไม่ วิทยากล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะออกมาจากการประเมิน ฉะนั้นถ้าออกจากการประเมินก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และจากที่ตนอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังจากโทรทัศน์ทุกช่อง ก็เห็นวิเคราะห์กันผิด 100 ครั้งก็ยังวิเคราะห์อยู่ ตั้งแต่ตั้งรัฐบาลมา ตนขอให้เลิกวิเคราะห์เถอะ หากมีข้อมูลจริงก็ขอให้นำมาพูดคุยกัน ฉะนั้นการที่จะมีการปรับใครออก ไม่ใช่ที่ตนพูดหรือสื่อวิเคราะห์กันไปเอง ไม่เช่นนั้นก็จะสนุกและผิดกันได้ทุกวัน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร และคนฟังก็กระเตื้องไปเรื่อยๆ 

 

ชัยชนะยัน รับนายกฯ ไร้นัยทางการเมือง 

 

ด้าน ชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมรับนายกรัฐมนตรีในระหว่างการลงพื้นที่ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองมาในฐานะ สส. นครศรีธรรมราช จึงมาต้อนรับในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมาลงพื้นที่ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการเมือง ยังเป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อเป็นตัวแทนของชาวนครศรีธรรมราชก็จะพูดคุยเรื่องการพัฒนาจังหวัด เช่น การนำพระธาตุสู่มรดกโลก เพราะต้องผลักดันให้ได้ ดันอำเภอทุ่งสงเป็นศูนย์กระจายสินค้า และต้องมีด่านศุลกากรให้ได้ รวมถึงถนนวงแหวนรอบนอกก็ต้องทำให้แล้วเสร็จ และแหล่งท่องเที่ยวคีรีวง ก็ต้องทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ได้ ย้ำว่าต้องทำให้ได้จริงๆ ไม่มีนัยทางการเมือง

 

พร้อมย้ำว่า ไม่ได้มาเพราะมีข่าวที่จะร่วมรัฐบาล ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ตนจี้ให้นายกรัฐมนตรีเปิดชื่อคนที่ปล่อยข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์จะร่วมรัฐบาล เพราะเชื่อว่านายกรัฐมนตรีทราบอยู่แล้ว

The post วิทยาบอก ยังไม่มีสัญญาณปรับ ครม. ขอรวมไทยสร้างชาตินิ่ง นายกฯ มีอำนาจ ขู่ให้ลาออกเจอยุบสภาแน่ ด้านชัยชนะเสนอปัญหาชาวนครฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาวุ่น! แห่ประท้วง สส. ก้าวไกลใส่ชุดไรเดอร์ บอกเศรษฐาเป็นนายกฯ ส้มหล่น ด้านนายกฯ ขอสมาชิกใจเย็น รับเร่งเจรจาปรับค่าแรงให้เหมาะสม https://thestandard.co/parliament-policy-120966-10/ Tue, 12 Sep 2023 05:37:04 +0000 https://thestandard.co/?p=840647 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประท้วงในการประชุมรัฐสภา

วันนี้ (12 กันยายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐส […]

The post สภาวุ่น! แห่ประท้วง สส. ก้าวไกลใส่ชุดไรเดอร์ บอกเศรษฐาเป็นนายกฯ ส้มหล่น ด้านนายกฯ ขอสมาชิกใจเย็น รับเร่งเจรจาปรับค่าแรงให้เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประท้วงในการประชุมรัฐสภา

วันนี้ (12 กันยายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยมี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม

 

ช่วงหนึ่ง ศิริโรจน์ ธนิกกุล สส. สมุทรสาคร พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงนโยบายแรงงานว่า คำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่นอกจากคำว่าทำให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงสวัสดิการที่เหมาะสม และคำว่าการเปิดรับแรงงานต่างด้าวแล้ว ไม่ได้กล่าวถึงพี่น้องแรงงานอีกเลย รวมถึงนโยบายที่เคยหาเสียงก็ไม่ถูกนำมาแถลง 

 

“ประโยคที่ท่านเคยพูดว่าผมเดินทาง 60 วัน ไข้ขึ้นมา 11 วันแล้ว เหนื่อยยากขนาดนี้ผมไม่เอากระทรวงดีๆ ไปให้พวก…หรอก แต่สุดท้ายกระทรวงแรงงานกลับตกไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย นี่อาจหมายถึงกระทรวงแรงงาน กระทรวงที่ดีตามทัศนคติของนายกฯ ใช่หรือไม่ ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายเกี่ยวกับแรงงานที่ชัดเจน” ศิริโรจน์กล่าว

 

จากนั้นศิริโรจน์ได้หยิบเสื้อไรเดอร์สีเขียวขึ้นมาใส่พร้อมกล่าวว่า ตนไม่ได้มาประกวดชุดแฟนซีหรือแต่งเอาเท่ แต่ตนเคยเป็นไรเดอร์ส่งอาหารมาก่อน จึงมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขา ตอนนี้มีหลายเจ้าที่ทำธุรกิจแข่งขันในตลาด มีจำนวนพนักงานมากถึง 400,000 คน ซึ่งคนเหล่านี้ต่างก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติงาน ทางที่ดีที่สุดคือแก้กฎหมาย กำหนดนิยามของการจ้างงาน สัญญาจ้างที่เป็นธรรม มีสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพ ตนอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้นำปัญหาไปแก้ไขให้เหมือนกับที่โฆษณาเอาไว้

 

ศิริโรจน์กล่าวต่อว่า พื้นที่จังหวัดสมุทรสาครของตนเป็นเสมือนเมืองหลวงแรงงานข้ามชาติ ขณะนี้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายทำให้แรงงานข้ามชาติไม่กลับประเทศ ทำให้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องส่วย ทำให้โรงงานต้องจ่ายใต้โต๊ะในช่วงที่ต้องการแรงงานสูง นอกจากนี้ยังมีความยุ่งยากในการขึ้นทะเบียน

 

“สุดท้ายผมหวังว่า สิ่งที่ผมตั้งคำถามที่เคารพกับประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในวันนี้ พวกท่านจะมีคำตอบให้กับผมในทุกประเด็นอย่างชัดเจน เพื่อที่จะคลายความกังวลและสงสัยให้กับพี่น้องแรงงาน รวมไปถึงสิ่งที่พรรคของท่านได้หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง จะไม่ใช่แค่การใช้เพื่อโฆษณาให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเท่านั้น แต่ท่านจะมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อให้พี่น้องแรงงานไทย เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนอยู่ดีกินดี มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ให้สมกับการเป็นนายกฯ ของประชาชน ไม่ใช่นายกฯ ส้มหล่นแบบที่ใครเขาว่ากัน” ศิริโรจน์กล่าว

 

จากนั้น วิทยา แก้วภราดัย สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ประท้วงการทำหน้าที่ของประธาน โดยระบุถึงการสวมเสื้อไรเดอร์ว่า ทุกอย่างที่เอาเข้าไปในห้องประชุมต้องได้รับการอนุญาตจากท่านประธานรัฐสภา แต่ประธานก็ผ่อนปรนจนไร้ระเบียบวินัย การอภิปรายต้องไม่ซ้ำซาก ไม่เสียดสีให้ใครเสียหาย และต้องไม่อ่านเอกสารโดยไม่จำเป็น ขอให้ประธานเคร่งครัดมีวินัย ไม่เช่นนั้นประชาชนและเยาวชนที่อยู่ข้างนอกก็จะมีนิสัยไร้ระเบียบเพราะมีเราเป็นแบบอย่าง

 

จากนั้น สรัสนันท์ อรรณนพพร สส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ก็ลุกขึ้นประท้วงว่า สมาชิกใส่ร้ายเสียดสีว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลส้มหล่น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน พรรคก้าวไกลส่งไม้ต่อให้เราจัดตั้งรัฐบาล และขอให้พรรคก้าวไกลกำชับสมาชิกทุกท่านถึงถ้อยคำรัฐบาลส้มหล่นด้วย

 

ทำให้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงว่า คำว่า ‘นายกฯ ส้มหล่น’ ที่สมาชิกอภิปรายนายกฯ เศรษฐา ก็สามารถใช้สิทธิพาดพิงเองได้ สส. เกี่ยวอะไร พร้อมประท้วงวิทยาว่า การสวมเสื้อเพื่อแสดงออกถึงอาชีพไรเดอร์ผิดอะไร

 

ขณะที่วิทยายืนยันว่า ไม่เคยตำหนิอาชีพไรเดอร์ แต่ประท้วงเรื่องข้อบังคับ กระทั่งพรเพชรยอมรับว่า ตัวเองผ่อนปรนและไม่เคร่งครัดในบางส่วน ส่วนการอ่านเนื้อหาจาก iPad นั้นโลกนี้เป็นอย่างนั้นไปแล้ว คงทำอะไรไม่ได้ แต่ขอสมาชิกอย่าอ่านมาก ส่วนคำพูดว่า ‘ส้มหล่น’ นั้นขอให้ช่วยถอนคำพูด ซึ่งต่อมาวิโรจน์ขอถอนคำพูดว่า ส้มหล่น และเปลี่ยนเป็นคำว่า ส้มทั้งแผ่นดิน

 

อย่างไรก็ตาม สรัสนันท์ได้ประท้วงอีกครั้งว่า วิโรจน์ยังไม่ถอนคำพูด และวิโรจน์ได้บอกว่า สรัสนันท์ควรถอนคำพูดมากกว่าเพราะพูดเยอะที่สุด

 

ต่อมา พัฒนา สัพโส สส. ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ได้ประท้วงให้ประธานควบคุมการประชุม โดยระบุว่า ให้เกียรติทางน้องๆ อยากให้วิโรจน์ถอนคำพูดจะได้จบแล้วเดินต่อ จนวิโรจน์สวนขึ้นมาว่า “ไม่เคยมีพี่ชายสันดานแบบนี้” ก่อนที่พรเพชรจะปิดไมโครโฟนของทุกคน และให้วิโรจน์ถอนคำว่า ‘สันดาน’ และต่อมาวิโรจน์ก็ยอมถอน

 

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นชี้แจงโดยระบุว่า ขอให้ใจเย็นนิดหนึ่ง ยังเช้าอยู่เลย วันนี้เราอยู่ดึก พร้อมขอให้วิโรจน์ยิ้มแย้มบ้าง สมาชิกบางท่านยังทำหน้าขึงขังอยู่เลย ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศที่โชคดีเพราะเป็นที่ต้องการของแรงงาน และมีอัตราการว่างงานต่ำกว่า 1% แต่ถือเป็นความโชคดีบนความโชคร้ายเพราะเรามีงานทำแต่ความต้องการมีมาก ฉะนั้น จำเป็นต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว โดยจะต้องดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความมั่นคงที่พึงจะได้ 

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำที่หลายคนเป็นห่วงเกี่ยวกับความเหมาะสมกับการใช้จ่ายในปัจจุบัน จะได้มีการเจรจาทั้ง 3 ฝ่าย คือ แรงงาน ผู้ว่าจ้าง และรัฐบาล เพื่อปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่ 400 บาทให้เร็วที่สุด

 

The post สภาวุ่น! แห่ประท้วง สส. ก้าวไกลใส่ชุดไรเดอร์ บอกเศรษฐาเป็นนายกฯ ส้มหล่น ด้านนายกฯ ขอสมาชิกใจเย็น รับเร่งเจรจาปรับค่าแรงให้เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาปฏิเสธข่าว เพื่อไทยคุย รทสช. ร่วมรัฐบาล ชี้เศรษฐาควรเข้าสภาแสดงวิสัยทัศน์-แบ่งกระทรวงให้จบก่อนโหวตนายกฯ​ https://thestandard.co/wittaya-kaewparadai-17082023/ Thu, 17 Aug 2023 05:59:29 +0000 https://thestandard.co/?p=830315 วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่รัฐสภา วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน […]

The post วิทยาปฏิเสธข่าว เพื่อไทยคุย รทสช. ร่วมรัฐบาล ชี้เศรษฐาควรเข้าสภาแสดงวิสัยทัศน์-แบ่งกระทรวงให้จบก่อนโหวตนายกฯ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่รัฐสภา วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ว่าได้มีการประสานมายังพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วหรือไม่ ว่า ไม่ได้ประสานที่ตน แต่พรรคมอบหมายหัวหน้าพรรคฯ และเลขาธิการพรรคฯ ดำเนินการเรื่องนี้ โดยสรุปวันนี้ยังไม่คืบหน้า ส่วนพรุ่งนี้ (18 สิงหาคม) ประธานรัฐสภานัดหารือตัวแทนทุกฝ่าย และจะนัดประชุมรัฐสภาในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ วาระหลักคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะนี้จึงเป็นภารกิจของพรรคเพื่อไทย ที่รับช่วงต่อจากพรรคก้าวไกลในการตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรทำภารกิจให้จบวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ ไม่ใช่ไปคุยกันนอกรอบ ในการตั้งรัฐบาลจริงๆ ว่าจะมีนโยบายหลักที่ทุกพรรครับได้หรือไม่ รวมถึงการแบ่งหน้าที่ในคณะรัฐมนตรี ต้องแบ่งกันให้เสร็จ หากไปร่วมรัฐบาลกันไม่แบ่งงานกันจะร่วมอย่างไร นี่คือหลักธรรมชาติ

 

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยนั้น วิทยากล่าวว่า ตนก็ได้ยินเรื่องนี้จากสื่อ และยังไม่ทราบว่าจะเจอในส่วนไหนของสภา เพราะสภาใหญ่มาก พร้อมย้ำว่าสื่อมวลชนจะรู้เรื่องก่อนตนเอง เพราะทางพรรคได้มอบหน้าที่ให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคพูดคุย 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงว่าหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคมีสิทธิตัดสินใจเลยใช่หรือไม่ วิทยากล่าวว่า ถูกต้อง ให้รอการรายงานของทั้งสองคน เวลาเหลือน้อย เพราะล็อกวันแล้วว่าเป็นวันที่ 22 สิงหาคม ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยต้องเสนอชื่อนายกฯ ที่มั่นใจว่าจะเป็นตัวจริงแล้ว ครั้งเดียวจบ ส่งเข้ามาต้องผ่าน ทุกฝ่ายรับได้ ไม่มีสิทธิแก้ตัว เพราะกฎหมายค้ำคอไว้แล้ว

     

วิทยากล่าวต่อว่า ส่วนจะได้ข้อสรุปวันนี้หรือไม่ตนไม่รีบ เป็นวันจันทร์ก็ได้เพื่อให้รอบคอบ แต่หากให้ดีประธานรัฐสภาควรฟังสักนิดว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมวันไหน ค่อยนัด อย่าเพิ่งกำหนดกดดันว่าต้องเป็นวันที่ 22 สิงหาคม ดังนั้นต้องรอพรรคเพื่อไทยว่าพร้อมตกลงเลือกนายกฯ วันไหน ประธานรัฐสภาค่อยนัดทีเดียว เพราะหากไม่จบขึ้นมาจะยุ่งยากไปกันใหญ่ การเมืองจะเปลี่ยนไป ถ้าไหลจากคนที่เสนอชื่อคนแรก มาคนที่สอง คนที่สาม จะเอาอยู่หรือไม่ แล้วมันก็จะไปถึงพรรคที่ 3 อีก จึงต้องรอความพร้อมพรรคเพื่อไทย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคุณสมบัติของ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เหมาะสมในสถานการณ์นี้หรือไม่ วิทยากล่าวว่า มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ต้องรับฟังให้รอบคอบ เพราะไม่มีโอกาสแก้ตัว ส่วนเศรษฐาควรมาแสดงวิสัยทัศน์ในวันโหวตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ การจะปลุกเสกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นรูปลอยก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีเวลาจริงๆ ไม่ถึงกับเจ็บไข้ได้ป่วยก็ควรมาแสดงวิสัยทัศน์ แม้ไม่ได้เป็น สส. แต่ที่ผ่านมาข้าราชการที่มาชี้แจงต่างๆ ก็ไม่ได้เป็น สส. ก็ยังเข้ามาชี้แจงได้ อยู่ที่อำนาจของประธาน ตนเองเชื่อว่าประธานไม่ขัดข้องอยู่แล้ว แต่เรื่องที่น่าเกลียดคือคนมาตะลุมบอนเบื้องหลังกัน ก็ไม่สง่าสำหรับคนพูดและไม่สง่าสำหรับคนถูกเลือกด้วย ดีที่สุด ตนเองคิดว่าให้เตรียมตัวมาชี้แจง ส่วนเงื่อนไขของการร่วมรัฐบาลนั้นเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคที่จะต้องไปเจรจา 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ละพรรคร่วมได้ออกมาพูดถึงโควตากระทรวง หากพรรครวมไทยสร้างชาติยังไม่ชัดเจนจะเดินตามหลังเขาหรือไม่นั้น วิทยาระบุว่า ถ้าจะตั้งรัฐบาลร่วมกัน ไม่แบ่งงานกันก่อนก็ทำไม่ได้ แต่ตอนนี้การพูดคุยยังไม่จบ ถ้าเขาบอกแล้วว่าจบก็คือจบ ตอนนี้ MOU มันหมดสมัยแล้ว เอาไว้หลอกเด็กได้ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจำเป็นจะต้องได้กระทรวงเศรษฐกิจ และมีกระแสข่าวว่ารวมไทยสร้างชาติต้องการกระทรวงพลังงาน เป็นเหตุให้ยังพูดคุยไม่จบใช่หรือไม่ วิทยาระบุว่า ไม่ทราบ ตอนพูดพูดอะไรก็ได้ แต่ถึงเวลาจริงก็ต้องมาเปิดอกคุยกัน คิดอะไรก็ได้ แต่ความจริง ถ้าจะเอาอย่างที่คิดคงไม่มีใครร่วมกับคุณ พรรคผมหิ้วกระเป๋าไป แต่จะได้หรือไม่ได้ก็ต้องคุยกัน ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติถนัดด้านไหน ตนไม่ทราบ และไม่กล้ายืนยัน 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองก่อนการโหวตนายกฯ พรรคเพื่อไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติควรตั้งโต๊ะแถลงจับมือร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการหรือไม่ วิทยากล่าวว่า ให้การหารือจบแล้วค่อยแถลง ไม่ใช่นัดกันตอนเช้า แล้วตอนสายไปกินกาแฟโชว์ ชาวบ้านรำคาญ เมื่อไรจะจบสักที เอาให้จบ แล้วค่อยมาเถอะ ดังนั้นประธานสภาควรรอให้เพื่อไทยพร้อมก่อนแล้วค่อยนัด ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุเหมือนที่ผ่านมา เราเจอมาพอแล้ว ชาวบ้านเวียนหัวแล้ว ประธานสภาต้องตั้งหลัก ส่วนต่อรองกันจบหรือยังนั้น ชี้แจงว่าตนไม่ได้อยู่ในกระบวนการเจรจาจึงไม่ทราบ   

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่โหวตให้หากการเจรจายังไม่จบใช่หรือไม่ วิทยากล่าวว่า วันนี้ทุกอย่างยังไม่จบ ว่าเขาจะเอาหรือไม่เอาเรา จึงไปพยากรณ์ว่าจะโหวตหรือไม่โหวตไม่ได้ แต่ถึงเวลา ตนก็ตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร ก่อนจะย้ำว่า อย่าไปแถลงข่าวบ่อยๆ ต้องรอให้ทุกอย่างจบก่อน ไม่ใช่เจอกันทีก็แถลงที อย่างนี้เป็นนัดแถลงข่าวไม่ใช่นัดมาทำงานกัน ผมว่าถ้าให้ดี 3-4 วันนี้มีเวลาก็หาที่เงียบๆ คุยกัน ไม่ต้องบอกสื่อก็ได้ คุยให้จบแล้วมาทีเดียว แล้วสื่อก็ไม่ต้องไปตาม ให้เขาหายใจกันหน่อย หายใจยาวๆ สบายๆ แล้วแถลงทีเดียวจะได้จบ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยนัดมาหรือยัง วิทยากล่าวว่า ไม่รู้ เพราะไม่ได้นัดกับตน นัดกับคนอื่น เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค ที่บอกไม่รู้ไม่ใช่โกหก แต่เป็นเรื่องจริง

The post วิทยาปฏิเสธข่าว เพื่อไทยคุย รทสช. ร่วมรัฐบาล ชี้เศรษฐาควรเข้าสภาแสดงวิสัยทัศน์-แบ่งกระทรวงให้จบก่อนโหวตนายกฯ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาย้ำ 36 เสียงรวมไทยสร้างชาติเสียงไม่แตก ไปไหนต้องไปทั้งพรรค เชื่อเพื่อไทยเป็นสถาบันพรรคทางการเมือง ไม่แอบล้วงลูกชาวบ้าน https://thestandard.co/witthaya-repeat-unbreak-party-voices/ Wed, 09 Aug 2023 01:18:02 +0000 https://thestandard.co/?p=827187 วิทยา แก้วภราดัย

วานนี้ (8 สิงหาคม) วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎ […]

The post วิทยาย้ำ 36 เสียงรวมไทยสร้างชาติเสียงไม่แตก ไปไหนต้องไปทั้งพรรค เชื่อเพื่อไทยเป็นสถาบันพรรคทางการเมือง ไม่แอบล้วงลูกชาวบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วานนี้ (8 สิงหาคม) วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวภายหลังประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุม สส.พรรคตามปกติ โดยจะมีการประชุมทุกวันอังคาร เพื่อเตรียมการในการประชุมสภา โดยประเด็นหลัก เช่น การติดตามตรวจสอบงบประมาณการจ่ายเงินของหน่วยงานต่างๆ และเรื่องของญัตติในสภา โดยเป็นการเตรียมความพร้อมของ สส.ที่จะหารือเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน และ สส.ที่จะหารือในสภา

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีว่า มีการหารือด้วยหรือไม่ วิทยากล่าวว่า เรื่องนี้ตนคิดว่าจะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะพิจารณาอย่างไรในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นเรื่องของพรรคที่เตรียมตัวจะเป็นรัฐบาล ตนคิดว่าในสัปดาห์หน้าก็น่าจะยังไม่สามารถทำอะไรได้ และจะต้องรอไปก่อน ส่วนแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลตอนนี้เห็นว่าเป็นไปได้หมดทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นสลับขั้ว หรือถอยกลับก็ทำได้หมด แต่คิดว่าช่วงนี้เว้นระยะไปก็จะเป็นการดีทั้งให้ผู้ที่เตรียมตั้งรัฐบาลได้เตรียมตัว และประชาชนก็จะได้พักด้วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่พรรคภูมิใจไทยได้ไปหารือร่วมกับพรรคเพื่อไทย วิทยากล่าวว่า สถานการณ์แบบนี้เห็นว่าไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งก่อนที่ไปดื่มช็อกมินต์กัน ผ่านมาก็ไม่มีความคืบหน้า ครั้งนี้ก็น่าจะเหมือนเดิม เพราะเห็นว่ามีแค่ 212 เสียงจึงไม่น่าจะใช่ เพราะการจะตั้งรัฐบาลได้ต้องมีการพูดเรื่องนโยบายเงื่อนไขให้จบ ถ้าไม่คุยแล้วมาบอกว่าจะตั้งรัฐบาลร่วมกันจึงคิดว่าไม่น่าจะสามารถจัดตั้งได้ 

 

วิทยากล่าวต่อถึงการตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะต้องรอสัญญาณจากหัวหน้าพรรคก่อน แต่ตอนนี้หัวหน้าพรรคยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติมี 36 เสียง ไม่มีเสียงแตกเพราะทุกคนหวังว่าจะทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นสถาบันพรรคการเมือง ถ้าจะไปไหนก็ต้องไปทั้งพรรค และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็มีแนวคิดเป็นสถาบันพรรคการเมืองเช่นกัน คงไม่คิดว่าจะมาล้วงคนของชาวบ้านไปเหมือนกัน

The post วิทยาย้ำ 36 เสียงรวมไทยสร้างชาติเสียงไม่แตก ไปไหนต้องไปทั้งพรรค เชื่อเพื่อไทยเป็นสถาบันพรรคทางการเมือง ไม่แอบล้วงลูกชาวบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาบอก วันนอร์ เร่งรัดเรียกประชุม ทำประชาชนประสาทเสีย รทสช. มีให้แค่ 2 ทาง ชี้เศรษฐา ต้องตอบให้ชัดปม ม.112 https://thestandard.co/witthaya-said-wannor-was-too-rushed/ Wed, 02 Aug 2023 13:04:40 +0000 https://thestandard.co/?p=824781 วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (30 กรกฎาคม) เวลา 17.50 น. ที่พรรครวมไทยสร้างชาต […]

The post วิทยาบอก วันนอร์ เร่งรัดเรียกประชุม ทำประชาชนประสาทเสีย รทสช. มีให้แค่ 2 ทาง ชี้เศรษฐา ต้องตอบให้ชัดปม ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (30 กรกฎาคม) เวลา 17.50 น. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรค ซึ่งใช้เวลาการประชุมเกือบ 2 ชั่วโมงว่า สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 4 สิงหาคม ระเบียบวาระมี 2 เรื่อง เรื่องที่สำคัญคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัญหาจนถึงวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีชี้ชัดลงมา และเราก็ไม่มั่นใจว่าในวันที่ 3 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยหรือไม่ แล้วในวันที่ 4 สิงหาคมตามที่ประธานสภาได้นัดหมายมีอะไรเปลี่ยนแปลงและท่านรู้ได้อย่างไร หรือจะมาเริ่มต้นการพิจารณาใหม่ แล้วหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปอีกทางหนึ่งก็จะเกิดบรรยากาศคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้น ดังนั้นการเร่งรัดของประธานสภาทำให้เกิดความไม่แน่นอนของสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

“ก็ต้องรอดูเพราะถ้าเสนอชื่อเศรษฐาท่าทีของ ส.ว. จะคิดอย่างไร จากที่เศรษฐาเคยยืนยันที่ต้องจับมือกับก้าวไกลมาโดยตลอด และเคยประกาศสนับสนุนแก้ไขมาตรา 112 เรื่องนี้ต้องดูว่า ส.ว. จะคิดอย่างไร และเศรษฐาจะมีคำตอบอย่างไรต่อที่ประชุมรัฐสภา และจะต้องมีคำตอบกับพวกผมที่เราไม่เอาเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณา รวมไทยรักษาชาติยืนยันถ้ามาแล้วมีคำตอบที่ไม่มั่นใจ ยืนยันอะไรไม่ได้ เราก็ผ่านให้ไม่ได้ การที่ยังไม่คุยกับใครคือไม่พร้อม เป็นการนัดเล่นๆ ขอให้เลิกเสียที่นัดเล่นๆ ประธานสภาต้องยุติ พร้อมจริงๆ แล้วค่อยมา ไม่เช่นนั้นจะกดดันชาวบ้านประสาทเสียหมด อีก 20 วันค่อยมาก็ได้ และในการตั้งรัฐบาลไม่ใช่เล่นนัดกันทุกอาทิตย์ คิดว่าชาวบ้านจะประสาทเสียกับการนัดทุกอาทิตย์ของสภาไม่ได้ทำเรื่องอื่น” วิทยากล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้ให้คำแนะนำอะไรบ้าง วิทยากล่าวว่า พีระพันธุ์ให้ทุกคนดูตามสถานการณ์ ซึ่งในฐานะประธานวิปก็จะมีการหารือในสถานการณ์นั้นๆ ว่าจะลงมติสวนเลยหรือจะงดออกเสียงหากไม่มีความชัดเจน มีแค่ 2 ทางนี้เท่านั้น 

 

วิทยากล่าวต่อว่า ประธานสภาก็ควรให้เวลากับพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่นึกแค่เพียงว่าตั้งรัฐบาลแค่ Say Hello สองคำแล้วไปตั้งรัฐบาล มันไม่ใช่ วันนี้เป็นเรื่องของบ้านเมืองตั้งรัฐบาล ดังนั้นทุกอย่างต้องชัดเจนว่าทำอะไร ไม่ใช่แค่ว่าสัปดาห์หน้าตัวประธานสภาไม่อยู่ จะต้องรีบประชุมในสัปดาห์นี้ เพื่อที่สัปดาห์ต่อไปกลับมาจะเรียกประชุมทันที ส่วนตัวคิดว่าขอให้ไปตั้งหลักกันให้ดี อย่างน้อยประธานสภาต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเขาจะตั้งรัฐบาลแล้ว ตั้งกันอย่างไร และตกลงกับใคร และจะต้องได้หรือไม่ ไม่ใช่จะนัดสุ่มไปเรื่อยๆ นัดกันไม่รู้จบประชาชนจะเกิดความรำคาญ วันนี้ควรให้เวลาพรรคเพื่อไทยไปเตรียมการ จะ 5 วัน 10 วันหรือ 20 วัน จนมีความพร้อมก็จะดีกว่า ไม่ต้องนัดทุกสัปดาห์ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะเชิญรวมไทยสร้างชาติเข้าร่วมรัฐบาล โดยขอเวลาตัดสินใจ 50:50 วิทยากล่าวว่า มีทางเดียวถ้ายัง 50:50 ก็คงเลื่อนการประชุม ถ้าให้ตนประเมิน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี สุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีข่าวจะย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วิทยากล่าวว่า ขอให้เอาเรื่องจริงกันดีกว่า และในความเป็นจริงพรรคจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเป็นมติพรรค ไม่มีฟรีโหวต ฉะนั้นเมื่อพรรคมีความเห็นอย่างไรก็จะหารือร่วมกันและเป็นมติออกมา และวันนี้มติของพรรคก็คือ ในวันที่ 4 สิงหาคม ถ้ามีการนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาเราก็จะตัดสินใจในวันนั้น ทั้งนี้ ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังอยู่กันเหนียวแน่น

The post วิทยาบอก วันนอร์ เร่งรัดเรียกประชุม ทำประชาชนประสาทเสีย รทสช. มีให้แค่ 2 ทาง ชี้เศรษฐา ต้องตอบให้ชัดปม ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาจี้ประธานสภาเคาะถกโหวตพิธาจบวันนี้ หวั่นเสนอชื่อคนเดิมได้เป็นปี https://thestandard.co/30th-prime-minister-vote-19072023-10/ Wed, 19 Jul 2023 05:51:20 +0000 https://thestandard.co/?p=819126 วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (19 กรกฎาคม) ระหว่างการประชุมรัฐสภา โดยมี วันมูห […]

The post วิทยาจี้ประธานสภาเคาะถกโหวตพิธาจบวันนี้ หวั่นเสนอชื่อคนเดิมได้เป็นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (19 กรกฎาคม) ระหว่างการประชุมรัฐสภา โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ซึ่งถือเป็นการพิจารณาครั้งที่ 2 หลังการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

หลังผ่านมาประมาณ 2 ชั่วโมง วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในที่ประชุมว่า ส่วนตัวคิดว่าเราเดินมาพอสมควรแล้ว ต้องตั้งสตินิ่งๆ และให้เริ่มต้นจากที่เราเดินมาจะรู้เราไปถึงไหน

 

ทั้งนี้ ตนได้รับหนังสือเรียกประชุมจากประธานสภา รู้สึกแปลกใจว่าเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตนเองคิดว่าวันนี้จะมีสิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้นมาเพราะเป็นการเรียกประชุมใหม่ แต่ตนก็เข้าใจว่าประธานสภาเองก็คงไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการเรียกประชุม แต่ทั้งนี้ในส่วนของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ออกมายืนยันแล้วว่าจะมีการเสนอชื่อบุคคลเดิมเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

วิทยากล่าวต่อว่า ประธานสภาเมื่อนัดวันนี้แล้วตกลงไม่ได้ก็ต้องนัดอีก เพราะหน้าที่ท่านต้องหานายกฯ ให้ได้ ถ้าท่านไม่นัดประชุมสภา นายกฯ ประเทศนี้ก็ไม่มีทางเกิด วันนี้พอนัดประชุมและดำเนินการประชุมมา มีผู้เสนอบุคคลเดิมให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ท่านเองก็อธิบายไม่ได้ว่าถ้าเป็นคนเดิมจะให้ยกเว้นหรือไม่ อย่างไร ในฐานะเป็นประธานสภา

 

ถ้าเป็นเช่นนี้มันจะมีอะไรแปลกใหม่สำหรับพวกตนที่ต้องมานั่งเป่าเสกคนเดิมอีกครั้งหนึ่ง ถึงวันนี้เสนอคนเดิมเข้ามา สัปดาห์ที่แล้วที่หารือกันไป 4-5 ชั่วโมง จบไปแล้ว วันนี้เสนอคนเดิมกลับเข้ามา เพื่อนสมาชิกพรรคตนก็ขอใช้สิทธิ ระบุว่าขอให้ประธานสภาลองทบทวนดู

 

วิทยากล่าวว่า จะตำหนิประธานสภาก็ไม่ได้ เพราะวันที่ออกหนังสือนัดประชุมท่านเองก็คงไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่วันนี้เมื่อท่านทราบแล้ว และตนระบุว่าเสนอบุคคลเดิมไม่ได้ ขัดข้อบังคับ สุดท้ายแล้วก็ควรลงมติกันว่าผู้เสนอกับผู้คัดค้านใครเสียงมากกว่าก็ให้ชนะไป

 

แต่ทั้งนี้ตนอยากฝากประธานสภาไว้สักนิดหนึ่งว่า เถียงกันยังไงก็ตาม สัปดาห์หน้าท่านก็ต้องนัดอีก สัปดาห์ต่อไปท่านก็ต้องนัดอีก เพราะเป็นหน้าที่ท่าน

 

วิทยากล่าวต่อว่า วันนี้ตนต้องการคำตอบว่าจะเกิดสุญญากาศในข้อบังคับนี้หรือไม่ ถ้าสุดท้ายแล้วเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า จนหาคนเสนอไม่ได้ จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นมันต้องมีจุดจบ ผมคิดว่าวันนี้ควรหาจุดจบในข้อบังคับและความเป็นจริง เพราะผมเชื่อว่าพวกท่านคงเสนอได้เป็นปี

The post วิทยาจี้ประธานสภาเคาะถกโหวตพิธาจบวันนี้ หวั่นเสนอชื่อคนเดิมได้เป็นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิทยา ชี้อีกก้าวเดียวพิธาได้เป็นนายกฯ หากทบทวนการแก้ 112 โยนถามใครกันแน่ไม่ปกติ | THE STANDARD https://thestandard.co/30th-prime-minister-vote-13072023-38/ Thu, 13 Jul 2023 09:04:12 +0000 https://thestandard.co/?p=816636

วิทยา แก้วภราดัย ส.ส. รวมไทยสร้างชาติ โยนถามก้าวไกล ใคร […]

The post ชมคลิป: วิทยา ชี้อีกก้าวเดียวพิธาได้เป็นนายกฯ หากทบทวนการแก้ 112 โยนถามใครกันแน่ไม่ปกติ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิทยา แก้วภราดัย ส.ส. รวมไทยสร้างชาติ โยนถามก้าวไกล ใครกันแน่ไม่ปกติ ชี้เป็นพรรคเดียวที่อยากแก้ 112 แต่พรรคอื่นไม่เอาด้วย จี้ทบทวนตัวเอง อีกก้าวเดียวถึงเก้าอี้นายกฯ หากถอยเรื่องนี้

The post ชมคลิป: วิทยา ชี้อีกก้าวเดียวพิธาได้เป็นนายกฯ หากทบทวนการแก้ 112 โยนถามใครกันแน่ไม่ปกติ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร บอกรวมไทยสร้างชาติต้องไปต่อ เตรียมหารือ ส.ส. ส่งชื่อชิงนายกฯ หลังเสียงโหวตวิทยาเกินเป้า https://thestandard.co/utnp-to-discuss-pm-candidate/ Wed, 05 Jul 2023 03:35:37 +0000 https://thestandard.co/?p=812469

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักน […]

The post ธนกร บอกรวมไทยสร้างชาติต้องไปต่อ เตรียมหารือ ส.ส. ส่งชื่อชิงนายกฯ หลังเสียงโหวตวิทยาเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีการเสนอชื่อ วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค รทสช. เข้าชิงตำแหน่งรองประสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ว่า ในวันอังคารที่ 11 กรกฎาคม 2566 ซึ่งจะมีการประชุม ส.ส.ของพรรค เข้าใจว่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ อย่างกรณีที่เราส่งชื่อ วิทยาไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมก็ทราบอยู่แล้วว่าเสียงเราสู้เขาไม่ได้ แต่เราต้องยืนยันจุดยืนของพรรค ที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคที่มีจุดยืนแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เราไม่ได้แค่จะงดออกเสียง แต่ต้องส่งคนไปแข่ง เพื่อแสดงจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับจุดยืนของพรรคได้ทราบรายละเอียด ส่วนการจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแข่งด้วยหรือไม่นั้น ถ้ามองย้อนไปก็จะส่งกันทุกพรรค ฉะนั้นครั้งนี้ก็ไม่แน่ เพราะแต่ละพรรคจะมีการหารือกันภายในก่อน และอาจมีการหารือกันนอกรอบกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ว่ามีแนวคิดหรือมองอย่างไร แต่ในพรรคเราก็ต้องคุยกันก่อน ทุกอย่างต้องเป็นมติพรรค 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตามขั้นตอนแล้วพรรครวมไทยสร้างชาติสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ เพราะมี ส.ส.เกิน 25 คน แต่จะต้องมองด้านอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ธนกรกล่าวว่า ต้องมองหลายด้าน เนื่องจากเราเป็นพรรคขนาดเล็ก เราก็ต้องทำตัวเล็กๆ ดีกว่า แต่ในกติกาเราสามารถเสนอได้ แต่จะเสนอหรือไม่เราต้องคุยกันก่อน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า 105 เสียงที่เลือกวิทยา จะเช็กสัญญาณจากรัฐบาลขั้วปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง ธนกรกล่าวว่า ตนว่ายังดีอยู่ ไม่มีอะไร ตอนแรกตนเข้าใจว่าจะได้สัก 40-50 เสียง แต่พอได้ถึง 100 เสียงก็รู้สึกดีที่มี ส.ส.เป็นร้อยคนสนับสนุนวิทยา เราเป็นพรรคขนาดเล็ก มี ส.ส. 36 คน แต่มีเสียงสนับสนุนเป็นร้อยคน ถือว่าดีมากแล้ว ฉะนั้นการทำงานในอนาคตเราต้องไปต่อ คิดว่าพรรค รทสช. ไปต่อได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ขณะนี้มองภาพว่ามีโอกาสที่พรรค รทสช. จะเป็นฝ่ายค้านได้หรือไม่ ธนกรกล่าวว่า ตนยังไม่ได้มองตรงนั้น แต่เราพร้อมทำทุกหน้าที่ การเมืองยังมีอีกหลายขั้นตอน ซึ่งดูแล้วมันก็ไม่ง่ายจากที่เราคิด ดูดินฟ้าอากาศอย่างที่สมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) เคยบอกแล้วมันก็ไม่ง่าย 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อาจจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นได้ใช่หรือไม่ ธนกรกล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่กลไกหลายอย่าง แค่ขั้นตอนก็เยอะ และยังมีเรื่องร้องเรียนต่างๆ 

 

“ผมคิดว่าเหนื่อยเหมือนกัน แต่อยากให้ตั้งรัฐบาลเร็วๆ เป็นกำลังใจให้ละกัน” ธนกรกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การงดออกเสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นการสงวนท่าทีเพื่อรอการจัดตั้งรัฐบาลอะไรบางอย่างใช่หรือไม่ ธนกรกล่าวว่า ตนคิดว่าคงไม่ใช่ พรรค ภท. ก็เป็นพรรคร่วมที่เราใกล้ชิดกันมาก ซึ่งหลังจากเมื่อวานนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุย แต่ในวันนี้ก็จะได้เจอกัน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร และตนคิดว่าอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. เป็นคนที่เราเชื่อมั่น คุ้นเคยกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด กับท่าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติเราเข้าใจกัน 

 

ธนกรกล่าวต่อว่า ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ประสานอะไรมาก คุยกันหน้างานเลย ซึ่งได้เสียงจากบางพรรคมาอาจจะไม่ครบ แต่บางพรรคก็ครบ ต้องขอบคุณ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่โหวตให้ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)

The post ธนกร บอกรวมไทยสร้างชาติต้องไปต่อ เตรียมหารือ ส.ส. ส่งชื่อชิงนายกฯ หลังเสียงโหวตวิทยาเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาชี้ วันนอร์คือคนเพื่อไทยที่ดีกว่าก้าวไกล บอกลงชิงตำแหน่งแสดงจุดยืนตรงข้ามก้าวไกล บอกเพื่อไทยไม่ได้ถอยแค่กินข้าวทีละคำจนหมดชาม https://thestandard.co/vittaya-say-wan-muhamad-noor-matha-better-than-move-forward-party/ Tue, 04 Jul 2023 09:06:19 +0000 https://thestandard.co/?p=812188 วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่รัฐสภา วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้ […]

The post วิทยาชี้ วันนอร์คือคนเพื่อไทยที่ดีกว่าก้าวไกล บอกลงชิงตำแหน่งแสดงจุดยืนตรงข้ามก้าวไกล บอกเพื่อไทยไม่ได้ถอยแค่กินข้าวทีละคำจนหมดชาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่รัฐสภา วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 โดยได้เสียงโหวตเพียง 105 เสียง แต่ไม่ได้ 188 เสียง ตามจำนวน พรรคร่วมรัฐบาลเดิมสะท้อนว่าไม่เป็นเอกภาพหรือไม่นั้น 

 

วิทยาระบุว่า ยังไม่ได้คุยกัน เป็นเรื่องการตัดสินใจของที่ประชุม แต่ตัวเลขทำให้เห็นว่าทางฝ่ายที่เตรียมเป็นรัฐบาลมีการเตรียมการ แต่พรรครวมไทยสร้างชาติยังไม่ได้หารืออะไรกัน แต่เราหารือกันเพียงว่าอยู่คนละฝั่งกับฝ่ายที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ซึ่งเป็นแนวทางที่เราไม่เห็นด้วย 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเสียสละเสนอชื่อวิทยามาในครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าไม่สนับสนุนพรรคก้าวไกลหรือไม่ วิทยากล่าวว่า เป็นการแสดงท่าทีทางการเมืองว่าการตัดสินใจของพรรคก้าวไกลในหลายเรื่องกระทบกับความรู้สึกของประชาชนและพรรค เราก็พร้อมจะยืนตรงกันข้าม 

 

เมื่อถามย้ำว่าโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ม.112 ใช่หรือไม่ วิทยากล่าวว่า ไม่ใช่แค่เรื่องมาตรา 112 แต่ยังมีเรื่องแยกดินแดน เปลี่ยนวันชาติ ซึ่งหลายๆ เรื่องเรารับไม่ได้และประชาชนก็รับไม่ได้ เราจึงมีหน้าที่มาสะท้อนแทนประชาชนส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่เห็นด้วย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการฝากอะไรถึงสมาชิกที่ฟรีโหวต และงดออกเสียงด้วยหรือไม่ วิทยากล่าวว่า ไม่เป็นไรถือเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ได้มีการหารืออะไรจริงจัง เป็นเรื่องของการแสดงท่าที เพื่อบอกให้รู้ว่าตนเองและพรรคคิดอย่างนี้ใครเห็นด้วยก็เดินตามเรา หรือถ้าไม่เห็นด้วยและยังไม่มั่นใจก็ไม่เป็นไร 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อตำแหน่งประธานสภาเป็นของวันมูหะมัดนอร์ มะทา แล้วทางพรรครวมไทยสร้างชาติประเมินว่าการทำงานของรัฐสภาจะเป็นอย่างไร วิทยากล่าวว่า “ในความคิดของผมอาจารย์วันนอร์ก็คือเพื่อไทย เป็นคนของเพื่อไทย เพราะท่านแยกมาจากที่นั่น และผมคิดว่ายังมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อไทย ดีกว่าก้าวไกล ในความรู้สึกผม ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะเริ่มก้าวที่หนึ่ง ก้าวสอง ก้าวสาม ก็พอดูออกกันแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น 

 

ผมรู้จักอาจารย์วันนอร์มาตั้งแต่อยู่พรรคความหวังใหม่และย้ายไปอยู่เพื่อไทย ผมเข้าใจว่าท่านมีความผูกพันสูงกว่าพรรคก้าวไกลแน่นอน มันก็คงเป็นอย่างที่พวกเราคาดการณ์ พอจะเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพื่อไทยไม่ได้ถอย แต่เขาเดินทีละก้าวแล้วก็ไปกินข้าวทีละคำ เดี๋ยวก็หมดจาน”

 

เมื่อถามว่าตัวเลข 312 เสียง ที่พรรคก้าวไกลได้ดูเหมือนฝั่งประชาธิปไตยไม่แตกแถว วิทยากล่าวว่า ตนก็เห็นว่ายังรักษากันดี ขอให้รักษาไปถึงวันโหวตนายกฯ แล้วก็คาดการณ์ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันนั้น ส่วนในวันนั้นจะคง 312 เสียงหรือไม่ก็อยู่ที่การประคองความรู้สึก ซึ่งตอนนี้ถ้าความรู้สึกเริ่มผ่อนคลายลงมาไม่ก้าวร้าว ทีแรกก็จะเอาหมดทุกอย่าง ก้าวไม่ไกลเกี่ยงกันเรื่องชาม สุดท้ายก็ไม่แยกชาม อาจารย์วันนอร์ก็ชามหนึ่ง แล้วต่อไปก็ต้องรู้จักเผื่อแผ่คนอื่น จิตใจไม่คับแคบก็จะอยู่กันได้นาน แต่ถ้าจิตใจคับแคบก็จะเป็นบทเรียนไปเรื่อยๆ เป็นธรรมชาติของสรรพสัตว์ในโลกนี้ 

 

วิทยายังเปิดเผยด้วยว่า ตนก็ให้กำลังใจปดิพัทธ์ บอกให้เขาใจเย็นๆ คิดอะไรก็ให้รอบคอบไว้ 

The post วิทยาชี้ วันนอร์คือคนเพื่อไทยที่ดีกว่าก้าวไกล บอกลงชิงตำแหน่งแสดงจุดยืนตรงข้ามก้าวไกล บอกเพื่อไทยไม่ได้ถอยแค่กินข้าวทีละคำจนหมดชาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีระพันธุ์แจงเหตุรวมไทยสร้างชาติเสนอชื่อ ‘วิทยา’ ชิงเก้าอี้รองประธานสภาคนที่ 1 ไม่ปล่อยก้าวไกลลอยลำได้ตำแหน่ง https://thestandard.co/pirapan-explained-vittaya-nominated/ Tue, 04 Jul 2023 08:48:00 +0000 https://thestandard.co/?p=812157 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

วันนี้ (4 กรกฎาคม) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคร […]

The post พีระพันธุ์แจงเหตุรวมไทยสร้างชาติเสนอชื่อ ‘วิทยา’ ชิงเก้าอี้รองประธานสภาคนที่ 1 ไม่ปล่อยก้าวไกลลอยลำได้ตำแหน่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

วันนี้ (4 กรกฎาคม) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ทำหน้าที่ที่สำคัญในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก คือเสนอชื่อ วิทยา แก้วภราดัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้ารับการแข่งขันในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 

 

หลังจากที่มีผู้เสนอสมาชิกจากพรรคก้าวไกลให้ดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งหากไม่มีใครเสนอชื่อแข่ง ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียวก็จะลอยลำได้ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 โดยทันที จะเท่ากับว่าเรายอมรับไปด้วย 

 

พีระพันธุ์ระบุว่า ดังนั้นเราจึงต้องทำหน้าที่ แม้เป็นพรรคเล็ก มี ส.ส. เพียง 35 คน เพราะ อนุชา บูรพชัยศรี ยังไม่ได้เลื่อนขึ้นมาแทนตน จึงต้องเสนอสู้ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผลชนะหรือแพ้ แต่อยู่ที่ใจและสำนึกการทำหน้าที่ปกป้องสิ่งที่เรารัก ใครจะร่วมสู้กับเราบ้างก็แล้วแต่ อย่างที่บอกแพ้-ชนะไม่สำคัญ สำคัญที่สุดคือเราสู้ไม่ถอย

The post พีระพันธุ์แจงเหตุรวมไทยสร้างชาติเสนอชื่อ ‘วิทยา’ ชิงเก้าอี้รองประธานสภาคนที่ 1 ไม่ปล่อยก้าวไกลลอยลำได้ตำแหน่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุ ชู วันนอร์ เป็นผู้มากประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เชื่อคุมสภาอยู่ บอกต้องลาออกหัวหน้าพรรคตามกฎหมาย https://thestandard.co/wissanu-on-wan-noor-president-of-parliament/ Tue, 04 Jul 2023 07:28:15 +0000 https://thestandard.co/?p=812015

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม รองน […]

The post วิษณุ ชู วันนอร์ เป็นผู้มากประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เชื่อคุมสภาอยู่ บอกต้องลาออกหัวหน้าพรรคตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นหลังสภาโหวตให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีบทเรียนทางการเมืองอะไร เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่หมุนไปหมุนมาซ้ำรอยกัน เพราะเมื่อพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องเสนอทางออก เหมือนสมัยก่อนที่ อุทัย พิมพ์ใจชน นั่งเป็นประธานสภาแม้จะมีเพียง 3 เสียง แต่ทุกพรรคการเมืองจะต้องมีความไว้วางใจ ซึ่งวันเดียวกันนี้ก็เห็นได้ชัดว่านอกจากพรรคที่มีเสียงมากคือพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจะได้ใจแล้ว พรรคการเมืองในซีกรัฐบาลปัจจุบัน 188 เสียงก็ไม่เสนอใครขึ้นไปแข่งขัน ก็แสดงว่าไว้ใจวันมูหะมัดนอร์ มะทา อีกทั้งได้ฟังเสียงจากผู้ใหญ่รุ่นเก่าในสภา อย่างชวน หลีกภัย อดีตประธานสภา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังชมว่าวันมูหะมัดนอร์ มะทา มีบุคลิก มีความรู้ความสามารถเพียงพอ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะบริหารสภาไปได้ด้วยความราบรื่น

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรในการเสนอชื่อ วิทยา แก้วภราดัย จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 อย่างไม่คาดคิด วิษณุกล่าวว่า ก็เป็นธรรมดาเมื่อมีการเสนอชื่อชิงอย่างนี้ก็ต้องมีการโหวต และก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่จะโหวตลงคะแนนลับ 

 

เมื่อถามว่า หากอ่านเกมแล้วเป็นการสะท้อนคะแนนเสียงของรัฐบาลและพรรคร่วมที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร วิษณุกล่าวว่า เป็นการสะท้อนตรงนี้เท่านั้นว่าฝ่ายรัฐบาลซึ่งจะชนะหรือไม่ชนะไม่สำคัญ แต่ถือว่าได้มีการแข่งขันกันเท่านั้น หลังจากนี้ก็ต้องไปดูในตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 2 ว่าจะมีการเสนอชื่อแข่งขันกันอีกหรือไม่

 

“มองเรื่องการเสนอชื่อเพื่อชิงตำแหน่งรองประธานสภาเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งโดยปกติถ้าหากตำแหน่งประธานสภามีการแข่งขันก็ต้องลงคะแนนลับไปจนถึงค่ำมืด แต่ครั้งนี้คาดว่าคงไม่ถึงกับค่ำ เพราะในส่วนของประธานสภาเรียบร้อยไปแล้ว” วิษณุกล่าว

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่าเป็นการสกัดพรรคก้าวไกลในทุกตำแหน่ง วิษณุกล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ ซึ่งก็ต้องไปดูว่าพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยมีข้อตกลงกันอย่างไร ซึ่งเราไม่รู้ เพราะแค่สองพรรคก็เกือบจะถึง 300 เสียงอยู่แล้ว ถ้าเขาแพ็กกันได้ตามนั้น การโหวตตำแหน่งประธานสภาคนที่ 1 และ 2 ก็คงจะออกมาตามที่พรรคเสียงข้างมากต้องการ

 

“โดยส่วนตัวแล้วเชื่อมั่นว่าวันนอร์จะสามารถควบคุมให้สภามีความเรียบร้อยได้ เพราะท่านเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย ผมเองก็เคยทำงานกับท่านสมัยที่เป็นรัฐมนตรี อีกทั้งท่านก็เคยเป็นอดีตประธานสภา ไม่เคยมีข้อมัวหมองหรือด่างพร้อยอะไร ในส่วนของความเป็นกลางท่านก็มีพอสมควรอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชาติ เพราะตำแหน่งประธานสภาจะเป็นกรรมการบริหารพรรคไม่ได้ ซึ่งก็เป็นขั้นตอนตามปกติธรรมดา” วิษณุกล่าว

The post วิษณุ ชู วันนอร์ เป็นผู้มากประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เชื่อคุมสภาอยู่ บอกต้องลาออกหัวหน้าพรรคตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาลงมติเลือก ‘ปดิพัทธ์ สันติภาดา’ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 https://thestandard.co/council-meeting-choose-padipat-vice-chairman-of-the-council/ Tue, 04 Jul 2023 07:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=812003 ปดิพัทธ์ สันติภาดา

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อผู้สม […]

The post สภาลงมติเลือก ‘ปดิพัทธ์ สันติภาดา’ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปดิพัทธ์ สันติภาดา

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จำนวน 2 คน คือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และ วิทยา แก้วภราดัย ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

ผลการลงมติปรากฏว่ามี ส.ส. ลงมติเลือกดังนี้

 

  • ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก พรรคก้าวไกล จำนวน 312 เสียง
  • วิทยา แก้วภราดัย ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 105 เสียง

 

ดังนั้น ปดิพัทธ์ สันติภาดา จึงได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1

The post สภาลงมติเลือก ‘ปดิพัทธ์ สันติภาดา’ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรก หลังเลือกวันนอร์นั่งประธานสภาแบบไร้คู่แข่ง https://thestandard.co/parliament-04072566-2/ Tue, 04 Jul 2023 06:05:09 +0000 https://thestandard.co/?p=811905

บรรยากาศภายในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้ (4 กรก […]

The post เปิดภาพห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรก หลังเลือกวันนอร์นั่งประธานสภาแบบไร้คู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรยากาศภายในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้ (4 กรกฎาคม) เป็นการประชุมวันแรกโดยมีวาระสำคัญคือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 และ 2 

 

สำหรับบรรยากาศการเลือกประธานสภานั้น ปรากฏว่ามีผู้เสนอชื่อของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชาติ เพียงคนเดียว ดังนั้นถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้วันมูหะมัดนอร์เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

 

ต่อมาเป็นการเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งมีผู้เสนอชื่อ 2 คนคือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และ วิทยา แก้วภราดัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยล่าสุดเวลา 12.30 น. ยังอยู่ระหว่างการลงมติ ซึ่งเป็นการลงมติโดยลับ

 

The post เปิดภาพห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรก หลังเลือกวันนอร์นั่งประธานสภาแบบไร้คู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ‘ขอบคุณและพบกันใหม่’ ปิดฉากเวที #THESTANDARDDEBATE ประชันนโยบาย-วิสัยทัศน์ ก่อนเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง https://thestandard.co/the-standard-debate-end-game-32/ Wed, 26 Apr 2023 12:47:47 +0000 https://thestandard.co/?p=781787 THE STANDARD DEBATE

วานนี้ (25 เมษายน) ที่สยามพารากอน THE STANDARD จัดงาน T […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ‘ขอบคุณและพบกันใหม่’ ปิดฉากเวที #THESTANDARDDEBATE ประชันนโยบาย-วิสัยทัศน์ ก่อนเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD DEBATE

วานนี้ (25 เมษายน) ที่สยามพารากอน THE STANDARD จัดงาน THE STANDARD DEBATE: เลือกตั้ง 66 ENDGAME เกมที่แพ้ไม่ได้ ตั้งแต่เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป โดยมีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมประชันวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย

 

กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคชาติพัฒนากล้า หมายเลข 14

 

วราวุธ ศิลปอาชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยพัฒนา หมายเลข 18

 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี หมายเลข 21

 

วิทยา แก้วภราดัย ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 22

 

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเสรีรวมไทย หมายเลข 25 

 

วทันยา บุนนาค ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 26

 

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ตัวแทนพรรคเพื่อไทย หมายเลข 29

 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล หมายเลข 31

 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 32

 

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ หมายเลข 37

 

โดยเวทีดีเบตแบ่งเป็น 3 รอบ ประกอบด้วย

 

รอบที่ 1 : 2 Minutes Fight ทำไมคนไทยต้องเลือกคุณ

โดยแคนดิเดตทุกท่านจะมีเวลา 2 นาที เพื่อนำเสนอในหัวข้อ ‘ทำไมคนไทยต้องเลือกคุณ’ 

 

บรรยากาศบนเวทีรอบที่ 1 บรรดาแคนดิเดตนายกฯ และตัวแทนพรรค นอกจากจะนำเสนอถึงแนวทางของพรรคที่จะทำหากชนะการเลือกตั้งแล้ว

 

สิ่งที่น่าสนใจคือแคนดิเดตจากทั้ง 3 พรรค คือ คุณหญิงสุดารัตน์ พรรคไทยสร้างไทย, พิธา พรรคก้าวไกล และ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ จากเสรีรวมไทย มีการระบุถึง 3 ป. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ป้อม หรือ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ป๊อก หรือ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยทั้ง 3 แคนดิเดตฯ ยืนยันชัดเจนว่าไม่ต้องการระบบอำนาจของพี่น้อง 3 ป. อีกต่อไป

 

ขณะที่ วทันยา จากพรรคประชาธิปัตย์ สร้างเซอร์ไพรส์ตั้งแต่รอบแรกของเวทีด้วยการนำไข่ต้มขึ้นมาอ้างอิงถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย สืบเนื่องจากกรณีดราม่าแบบเรียนภาษาไทย

 

รอบที่ 2 : The Grand Battle ดวลวิสัยทัศน์ตัวต่อตัว มีหมวดคำถาม 10 หมวด โดยกติกากำหนดให้แคนดิเดตและตัวแทนพรรคการเมืองทุกคนจะมี 3 สิทธิ์ในการตอบคำถามอย่างเท่าเทียมกันคือ สิทธิ์ในการเลือกคู่ดีเบต (ของตัวเอง) สิทธิ์ที่จะถูกเลือก (ขึ้นดีเบต) และสิทธิ์ Challenge (ร่วมขึ้นดีเบตกับคู่อื่น)

 

ไฮไลต์ของรอบนี้ เริ่มต้นดุเดือดกันที่ข้อคำถาม ‘คุณคิดเห็นกับมาตรา 112 อย่างไร’ โดยผู้ที่ขึ้นมาแสดงวิสัยทัศน์คือ นพ.วรงค์ พรรคไทยภักดี เลือกคู่ดีเบตเป็น พิธา พรรคก้าวไกล และผู้ที่มาเสริมความเข้มข้นโดยใช้สิทธิ์ Challenge คือ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ พรรคเสรีรวมไทย

 

นพ.วรงค์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า “วันนี้คนที่ถูกดำเนินคดีคือผู้ที่กระทำผิด แต่มีกระบวนการปั่นหัวลูกหลานประชาชนให้เข้าใจผิดว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง แต่ข้อเท็จจริงคือมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ตนยืนยันว่ากฎหมายมาตรานี้ไม่ใช่ปัญหาในการพัฒนาประเทศ”

 

พิธา ระบุว่า “ตนคิดว่า ม.112 มีปัญหาตรงที่ผู้ถูกดำเนินคดี 241 ราย และอายุต่ำกว่า 18 ปี 18 ราย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องการให้ ม.112 มาเป็นอาวุธทำร้ายคนเห็นต่าง อาวุธในการทำร้ายอนาคตของชาติที่มีความรู้สึกต่อยุคสมัยไม่เหมือนเดิม”

 

ด้าน พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “โทษดูหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์มีโทษจำคุก 3-15 ปี พรรคเสรีรวมไทยคิดว่าโทษ 15 ปีร้ายแรงมากยิ่งกว่าไปฆ่าคนตาย ตนคิดว่าควรลดโทษลงมาเพื่อพี่น้องประชาชน แต่เราต้องดูแลพระมหากษัตริย์เพื่อไม่ให้ใครมาก้าวก่าย”

 

ขณะที่ มิ่งขวัญ พรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถาม หากได้เป็นรัฐบาล จะให้คำมั่นสัญญาได้ไหมว่าจะทำให้ปัญหาทุนจีนสีเทาหมดไป และจะทำด้วยวิธีการใด

 

“ปัญหาทุนจีนสีเทาเกิดจากความหย่อนยานของการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ผมเสนอมาตรการสั้นๆ ครับ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ใครก็ตามที่เอื้อประโยชน์ให้ทุนจีนสีเทา ถ้าจับได้ปลดออกให้หมด เชื่อไหมครับว่าขนาดของกองทัพ ขนาดของตำรวจจะเล็กลง วิธีนี้ทำให้เรามีโอกาสเปลี่ยนถ่ายน้ำดีเข้ามาเป็นข้าราชการได้”

 

ส่วนที่น่าจับตาอีกคำถามในรอบนี้เป็นหมวดการศึกษา อ้างอิงจากดราม่าแบบเรียนภาษาไทย ‘ภาษาพาที ป.5’ ทั้งเรื่องกินไข่ต้มสะท้อนความพอเพียง และ ‘ด.ญ.ใบพลู’ ซื้อข้าวมันไก่แต่อยากได้น้ำปลาจากร้านข้าวแกง

 

กรณ์ พรรคชาติพัฒนากล้า ระบุปัญหาด้านการศึกษาไว้ว่า “ข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ทุกพรรครู้ดีคือ นโยบายการศึกษาไม่สามารถทำให้เราชนะการเลือกตั้งได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ต้องแก้ไข”

 

รอบที่ 3 : The Last Stand ตอบชัด วัดจุดยืน โดยกติการอบนี้แคนดิเดตทุกคนจะมีเวลา 3 นาที เพื่อตอบคำถามข้อสุดท้ายทีละคน ในประเด็นที่ประชาชนอยากให้คุณยืนเคียงข้างพวกเขามากที่สุดภายใต้แนวคิด ‘Do you stand up for the people?’

 

ในรอบนี้ นพ.พรหมินทร์ ตอบคำถาม ยุทธศาสตร์เพื่อไทยเลนส์สไลด์ให้ประโยชน์สูงสุดกับคนไทยจริงหรือไม่ ว่า “การเลือกตั้งอย่างยุทธศาสตร์ไม่ทำให้เกิดความกลัว แต่เป็นเรื่องของความหวัง ความหวังที่จะพ้นทุกข์ จากที่อยู่ภายใต้รัฐประหารมา 9 ปี”

 

ด้านวิทยา ได้รับคำถาม คุณเห็นด้วยหรือไม่กับการรัฐประหาร และจะป้องกันการรัฐประหารในอนาคตอย่างไร และตอบว่า “อย่าเอาคำว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยมาสวม วันนี้อยู่ที่ว่าใครตั้งใจทำอะไรให้กับบ้านเมืองก็พอ”

 

ส่วนวราวุธ พรรคชาติไทยพัฒนา ตอบคำถาม การเมืองบ้านใหญ่ขวัญใจสุพรรณบุรี จะเต็มที่กับจังหวัดอื่นหรือไม่ ว่า “สุพรรณบุรีคือบ้านใหญ่ของพวกเราชาวชาติไทยพัฒนา ที่นี่เป็นบ้านที่พวกเราสร้างกันขึ้นมา ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องชาวสุพรรณบุรี แต่หากย้อนไปตั้งแต่สมัยพรรคชาติไทย ผลงานมีปรากฏอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเราดูแลในหลายพื้นที่ ผลงานของเราจับต้องได้ในทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี”

 

ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและตัวแทนพรรค ต่างแสดงจุดยืนประชันวิสัยทัศน์กันอย่างเข้มข้น ดุเดือดในทุกคำถามตั้งแต่ช่วงแรก จนถึงช่วงสุดท้ายของเวทีดีเบต เรียกความสนใจจากผู้ชมในโลกออนไลน์ จนทำให้ #THESTANDARDDEBATE ได้รับความนิยมติดอันดับ1 ของเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย และอันดับ 5 ของเทรนด์ทวิตเตอร์โลกได้ในทันที

 

ขณะที่ยอดการรับชมผ่านช่องทางสตรีมของเว็บไซต์ YouTube ช่วงที่พีคสุด มีผู้เข้าชมพร้อมกันสูงสุดอยู่ที่ 103,401 คน นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่นๆ ทั้ง Facebook, TikTok และ LINE TODAY ส่วนผู้ชมที่เดินทางมาที่สยามพารากอนมีมากกว่า 1,000 คน

 

ทีมงาน THE STANDARD ขอขอบคุณผู้ชมทุกท่าน ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมครั้งสำคัญ บนเวทีที่ทีมงานทุกคนตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมมากที่สุด 

 

หลังจากนี้เราขอชวนทุกคนมาร่วมนับถอยหลังไปจนถึงวันสำคัญ 14 พฤษภาคม 2566 วันเลือกตั้งด้วยกัน โดยสามารถติดตาม แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารไปกับช่องทางต่างๆ ของ THE STANDARD ได้ในทุกวันและทุกเวลา รับรองว่าคุณจะไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญในศึกเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ‘ที่แพ้ไม่ได้’

 

 

รับชมดีเบตย้อนหลังได้ที่

 

The post เลือกตั้ง 2566 : ‘ขอบคุณและพบกันใหม่’ ปิดฉากเวที #THESTANDARDDEBATE ประชันนโยบาย-วิสัยทัศน์ ก่อนเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ลดผูกขาด-ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ผ่าน 3 พรรคการเมืองจาก มิ่งขวัญ-วราวุธ-วิทยา https://thestandard.co/the-standard-debate-end-game-31/ Wed, 26 Apr 2023 08:58:52 +0000 https://thestandard.co/?p=781672

วานนี้ (25 เมษายน) ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน T […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ลดผูกขาด-ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ผ่าน 3 พรรคการเมืองจาก มิ่งขวัญ-วราวุธ-วิทยา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (25 เมษายน) ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน THE STANDARD จัดงาน THE STANDARD DEBATE: เลือกตั้ง 66 ENDGAME เกมที่แพ้ไม่ได้ ตั้งแต่เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป โดยมีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมประชันวิสัยทัศน์ 

 

สำหรับ Round 2: The Grand Battle ดวลวิสัยทัศน์ตัวต่อตัวในหัวข้อ ‘การเมืองความฝัน vs. การเมืองความจริง’ ในคำถามที่ว่า คุณมีนโยบายอะไรที่จะทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม ลดการผูกขาด ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ’ ระหว่าง มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ, วราวุธ ศิลปอาชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ วิทยา แก้วภราดัย ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ

 

มิ่งขวัญกล่าวว่า ตนเองต่อต้านความเหลื่อมล้ำ ต่อต้านการครอบงำ และพร้อมที่จะชนกับทุกนายทุนที่มาครอบงำประเทศ ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการที่จะเป็นศัตรูกับใคร แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่ก่อนประชาชนคนไทยในระดับปานกลางถึงยากจนนั้นอยู่ที่ 85% และอีก 15% คืออยู่ในระดับปานกลางถึงสูง แต่วันนี้มีประชาชนที่มีรายได้สูงไม่ถึง 1% และเงินก็ไหลไปอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นที่มีอยู่ไม่ถึง 20 คนเท่านั้น  

 

มิ่งขวัญยืนยันว่า ไม่ว่าจะรวยแค่ไหนตนเองก็ไม่สนใจ ตนเองต่อต้านการผูกขาดทุกรูปแบบ ดังนั้นการลดราคาน้ำมัน การลดราคาแก๊ส การลดราคาไฟฟ้า ทุกอย่างจะเป็นการต่อต้านเรื่องความเหลื่อมล้ำ แล้วตนเองต้องการให้เงินกระจายสู่คนรากหญ้า ตนเองต้องการทำทุกอย่างที่จะต่อต้าน และจะสู้กับเรื่อง 

 

เรื่องนี้ถ้าตนเองได้มีโอกาสเข้ามาดูแลด้านเศรษฐกิจก็จะทำให้เห็น และหลายคนคงจะเคยได้เห็นผลงานของตนเองตอนที่เป็นผู้อำนวยการอยู่ที่องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) หรือแม้แต่ตอนที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่สนใจใคร และอยากเห็นประชาชนคนไทยมีความสุขภายใต้กฎหมาย มีข้อมูลต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสที่สุด

 

ส่วนวราวุธกล่าวว่า สิ่งแรกที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะทำคือ การเพิ่มงบการลงทุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะบางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขณะนี้มีงบลงทุนเพียง 4 แสนบาท ในขณะที่บางองค์กรมีงบลงทุนนับร้อยล้านพันล้าน ความเหลื่อมล้ำตรงนี้เราต้องเสนอให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณลงทุนอย่างน้อย 10 ล้านบาท ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนที่มีงบลงทุนมากกว่านี้อยู่แล้ว เราก็ไม่ว่ากัน

 

“เรื่องคาร์บอนเครดิตก็จะเป็นการกระจายและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ระดับ SMEs และอุตสาหกรรม ไปจนถึงระดับนานาชาติ เพราะนโยบายที่เรานำเสนอนี้ทำได้จริงแล้ว เกษตรกรในสุพรรณบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี มีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตไร่ละ 500 บาทต่อปีต่อไร่” วราวุธกล่าว

 

ขณะที่วิทยากล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางไปในพื้นที่ชนบทหลายครั้ง เพื่อไปหาเสียงทาง เข้าเกือบทุกหมู่บ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน จะเห็นป้ายชวนกู้เงินนอกระบบ และใช้บริการกู้เงินนอกระบบมาโดยตลอด 

 

การที่ไม่สามารถเข้าสู่แหล่งเงินกู้ได้นั้น ภาครัฐควรจะหาช่องทางให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ หลักแนวทางที่สามารถทำได้ในตอนนี้คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอยู่จำนวน 300 บาท หากมีการปรับขึ้นเป็น 1,000 บาท เท่ากับว่าประชาชนจะมีเงินเดือนเดือนละ 1,000 บาท แล้วไปที่ธนาคารออมสินเพื่อขอกู้ฉุกเฉิน 10 เดือน ทำให้หนี้ในส่วนนี้หายไป 

The post เลือกตั้ง 2566 : ลดผูกขาด-ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ผ่าน 3 พรรคการเมืองจาก มิ่งขวัญ-วราวุธ-วิทยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : รัฐบาลประชาธิปไตยทำให้คนตาย ปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบสุข? | THE STANDARD DEBATE https://thestandard.co/the-standard-debate-end-game-25/ Wed, 26 Apr 2023 05:24:25 +0000 https://thestandard.co/?p=781473 วิทยา แก้วภราดัย

วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ ชวนคิด คนโกงบ้านโก […]

The post เลือกตั้ง 2566 : รัฐบาลประชาธิปไตยทำให้คนตาย ปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบสุข? | THE STANDARD DEBATE appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยา แก้วภราดัย

วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ ชวนคิด คนโกงบ้านโกงเมืองทำให้เกิดรัฐประหาร ตั้งคำถามเคยเห็นไหมรัฐบาลประชาธิปไตยฆ่าคน ชี้ประยุทธ์ได้ตำแหน่งจากการโหวต ย้ำอย่าเอาวาทกรรมเผด็จการ-ประชาธิปไตยมาคุย สนแค่ว่าใครทำอะไรให้กับบ้านเมืองเป็นพอ

The post เลือกตั้ง 2566 : รัฐบาลประชาธิปไตยทำให้คนตาย ปฏิวัติทำให้บ้านเมืองสงบสุข? | THE STANDARD DEBATE appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : วิทยาเชื่อ ภาษาพาทีตั้งใจสอนความเอื้อเฟื้อ ด้านวทันยาค้าน แบบเรียนไม่ควรยัดเยียดคำตอบหนึ่งเดียว กรณ์ย้ำ นโยบายการศึกษาพูดถึงน้อย เหตุไม่พัฒนา https://thestandard.co/the-standard-debate-end-game-12/ Tue, 25 Apr 2023 17:16:42 +0000 https://thestandard.co/?p=781265

วันนี้ (25 เมษายน) ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน T […]

The post เลือกตั้ง 2566 : วิทยาเชื่อ ภาษาพาทีตั้งใจสอนความเอื้อเฟื้อ ด้านวทันยาค้าน แบบเรียนไม่ควรยัดเยียดคำตอบหนึ่งเดียว กรณ์ย้ำ นโยบายการศึกษาพูดถึงน้อย เหตุไม่พัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 เมษายน) ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน THE STANDARD จัดงาน THE STANDARD DEBATE: เลือกตั้ง 66 ENDGAME เกมที่แพ้ไม่ได้ ตั้งแต่เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป โดยมีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมประชันวิสัยทัศน์ 

 

สำหรับ Round 2 : The Grand Battle ดวลวิสัยทัศน์ตัวต่อตัว คำถามว่า จากดราม่าแบบเรียนภาษาไทย ภาษาพาที ป.5 ตั้งแต่กรณีกินไข่ต้มสะท้อนความพอเพียง จนล่าสุดกรณี ด.ญ.ใบพลู ซื้อข้าวมันไก่ แล้วอยากได้น้ำปลาจากร้านข้าวแกง แต่แม่ค้าไม่เต็มใจให้ ซึ่งต้องการสอนถึงขนบธรรมเนียมประเพณีไทย การมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน 

 

คำถามคือ ตรรกะในแบบเรียนนี้ถูกต้องหรือไม่ สมควรหรือไม่ที่จะปลูกฝังแนวคิดดังกล่าวให้กับเยาวชน และหลักสูตรการศึกษาของไทยควรเป็นอย่างไร

 

วิทยา แก้วภราดัย ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 22 กล่าวว่า แบบเรียนของ ป.5 ที่พูดถึงกรณีไข่ต้ม เป็นเรื่องที่พยายามสื่อสารถึงสภาวะที่ลำบาก

 

ทั้งนี้ ตนได้อ่านบทความของบางรายที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงที่มาของเรื่องนี้ ทั้งหมดคือเด็กคนหนึ่งที่เป็นเด็กกำพร้าและถูกนำไปเลี้ยงดูกับครอบครัวที่ยากจนและใช้ชีวิตลำบาก 

 

ในวันที่ไปโรงเรียน ไปเจอเพื่อนที่ใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ อยากได้โน่นนี่ และรู้สึกว่าคิดไม่ตรงกัน เธอชวนเด็กคนนั้นมาที่บ้านและเล่นอย่างสนุกสนาน เล่นจนเหนื่อยก็ชวนมากินข้าว ข้าวที่จะกินก็คือไข่ต้มใบหนึ่ง เด็กที่เป็นลูกคนรวยมากินข้าวแบบนี้ก็มีความเอร็ดอร่อย เรื่องเหล่านี้กำลังสื่อสารถึงการมีน้ำใจ เผื่อแผ่ รวมถึงครอบครัวยากจนที่เอาเด็กคนนี้มาเลี้ยง

 

ตนเข้าใจว่าเป็นการพยายามโน้มน้าวให้คนรู้สึกเผื่อแผ่ต่อกัน กรณี ดญ.ใบพลู ซื้อข้าวมันไก่ แล้วอยากได้น้ำปลาจากร้านข้าวแกง แต่แม่ค้าไม่เต็มใจให้ อันนี้ตนยังไม่ได้ติดตามว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร แต่เข้าใจว่าคงเป็นการสะท้อนในแบบเดียวกัน

 

วิทยากล่าวต่อว่า ช่วงหลังนี้ต้องยอมรับความจริงว่า คนเราเริ่มใจจืดใจดำกันมากกว่าจิตใจที่เผื่อแผ่ มีความรู้สึกที่จะให้อภัยกันน้อยกว่า ดังนั้นตนคิดว่าวัฒนธรรมไทยเราจริงๆ สิ่งที่สวยงามก็คือความมีน้ำใจ นักท่องเที่ยวที่มีความสุขมากที่สุดก็คือรอยยิ้มคนไทย เขาอยากเห็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นบทเรียนในระดับประถมศึกษาถึงได้ปลูกฝังวัฒนธรรมสิ่งที่ดีงามเป็นสิ่งสำคัญ

 

หลายครั้งเราบ่นว่าเด็กรุ่นหลังทำไมไม่มีโอกาสเรียนถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาชาติไทย รุ่นตนเรียนตั้งแต่เทือกเขาอัลไตอพยพกันมา แต่วันนี้หายไปหมด วิชาเหล่านั้นจำเป็นหรือไม่ที่เราจำเป็นต้องรู้ อย่างน้อยวิชาภาษาไทยวันนี้เขากำลังสอนบางสิ่งบางอย่าง เช่น ความรู้จักพอเพียง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตนคิดว่าเป็นวัฒนธรรมไทยที่ละทิ้งไปไม่ได้

 

ด้าน วทันยา บุนนาค ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 26 กล่าวว่า ปัญหาของแบบเรียนนี้กำลังบอกเราว่า เป็นการใช้แบบเรียนวิชาการครอบงำคนไทย แบบเรียนปัจจุบันไม่ควรสอนว่าคำตอบมีแบบเดียว ต้องสอนให้เด็กกล้าคิด ใช้เหตุและผล ต้องยอมรับว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยในเรื่องความเหลื่อมล้ำ แบบเรียนแบบเดียวกัน ครูสอนคนละคน คนละโรงเรียน ทำให้กังวลว่าเด็กจะได้รับความรู้เท่ากันหรือไม่ จึงต้องฝึกเด็กในเรื่องของการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝึก Critical Thinking ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาอย่างไร

 

“นอกจากแบบเรียนที่เราพยายามยัดเยียดเรื่องของเนื้อหาวิชาการให้เด็กเรียนรู้ว่า คำตอบมีแค่หนึ่งเดียวบนโลก ทำไมวันนี้รูปแบบการศึกษาของประเทศไทยเราถึงไม่กลับหัวกลับหางใหม่ที่ไม่ได้เอาครูเป็นตัวตั้ง แต่เอานักเรียนเป็นตัวตั้งแทน ควรจะฝึกให้เด็กกล้าถก ฝึกทักษะในการเรียนรู้ แต่สิ่งที่โรงเรียนไทยเน้นมาตลอดเรื่องไอคิว แต่ไม่เน้นเรื่องอีคิวให้กับเด็ก” วทันยากล่าว

 

กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ตนดีใจที่มีคำถามเรื่องการศึกษา เพราะต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเราอดมีความรู้สึกไม่ได้ว่าการศึกษามีการพูดถึงกันน้อยมาก ข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ทุกพรรครู้ดีคือ นโยบายการศึกษาไม่สามารถทำให้เราชนะการเลือกตั้งได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาในการแก้ไข 

 

ประเด็นการศึกษาของไทยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการสลับสับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยที่สุด ย้อนหลังไปดูจะเห็นว่าการสับเปลี่ยนปีละ 1 ท่าน วันนี้ตนขออนุญาตบอกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนปัญหา เรามักจะพูดถึงการศึกษาด้วยการโฟกัสไปที่เรื่องของการดราม่า สงครามวัฒนธรรม แทนที่เราจะพูดถึงประเด็นที่เป็นปัญหา สาระสำคัญของระบบการศึกษา และยอมรับว่าการศึกษาของเรานั้นขาดการพัฒนา 

 

กรณ์กล่าวต่อว่า ตนพูดถึงโอกาสและการสร้างโอกาสเสมอ ไม่ว่าจะเกิดมารวยหรือเกิดมาจน ต้องมีโอกาสที่จะมีความก้าวหน้าทางการศึกษา วันนี้ข้อเท็จจริงก็คือ การศึกษาที่ดีต้องใช้เงินซื้อในประเทศไทย เรื่องของการเข้าถึงการศึกษาที่ดีควรจะเป็นประเด็นที่เราควรจะหยิบยกมาพูดมากที่สุด การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เราพูดกันมาเยอะแล้ว แต่มันไม่ไปไม่ถึงไหนสักที

 

เรื่องภาษาไทยสำคัญแน่นอน แต่มันไม่พอ ยุคสมัยนี้ตนถึงบอกว่าต้องเรียนอย่างน้อย 3 ภาษา ภาษาที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นจีนหรืออังกฤษก็ได้ เพราะประเทศเราเป็นประเทศค้าขาย มีนักท่องเที่ยวภาษาที่ 3 หลีกเลี่ยงไม่ได้คือภาษาคอมพิวเตอร์ Coding ตนไม่อยากเห็นการทะเลาะกันในประเด็นเรื่องวัฒนธรรม แต่ควรทะเลาะเรื่องของสาระ

The post เลือกตั้ง 2566 : วิทยาเชื่อ ภาษาพาทีตั้งใจสอนความเอื้อเฟื้อ ด้านวทันยาค้าน แบบเรียนไม่ควรยัดเยียดคำตอบหนึ่งเดียว กรณ์ย้ำ นโยบายการศึกษาพูดถึงน้อย เหตุไม่พัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>