วิทยาศาสตร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิทยาศาสตร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Jan 2026 08:15:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ยศชนันบอกจิตวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ไม่เคยจางหายแม้ลงการเมือง ชี้ไม่มีฮีโร่คนไหนทำสำเร็จได้โดยลำพัง https://thestandard.co/yotchanan-scientist-spirit-politics/ Fri, 30 Jan 2026 08:15:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1171511 ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

​วันนี้ (30 มกราคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนาย […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนันบอกจิตวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ไม่เคยจางหายแม้ลงการเมือง ชี้ไม่มีฮีโร่คนไหนทำสำเร็จได้โดยลำพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

​วันนี้ (30 มกราคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตั้งแต่วันที่ตนตัดสินใจก้าวลงสู่สนามการเมือง มีกัลยาณมิตรที่ตนเคารพหลายท่านมีความห่วงใยว่าประเทศไทยอาจกำลังเสียนักวิทยาศาสตร์ดีๆ ไปหนึ่งคน เพื่อแลกกับนักการเมืองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ซึ่งตนรับฟังทุกถ้อยคำ ทุกความห่วงใย ด้วยไมตรีและน้อมรับในความปรารถนาดี แต่ตนขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้อธิบายถึงเจตนารมณ์จากใจว่า จิตวิญญาณความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวผม ไม่เคยจางหายไปไหน

 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุอีกว่า กลับกัน มันคือเข็มทิศที่ตนใช้เดินหน้า เพราะตนเชื่อในข้อมูล เชื่อในการตั้งคำถามและค้นคว้า ที่สำคัญที่สุดตนเชื่อว่าเมื่อข้อเท็จจริงใหม่ๆ ปรากฏ เราต้องยืดหยุ่นและกล้าปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการตั้งโจทย์ของเรา โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งอุดมการณ์ทุกคนทราบดีใช่หรือไม่ ว่าวิกฤตของประเทศเราวันนี้ ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วย ‘ความรู้สึก’ หรือ ‘วาทกรรม’ ทางรอดเดียวของเราคือการยืนอยู่บนหลักทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้เรามั่นคงไม่หลงทาง

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ทั้งชีวิตในการเป็นอาจารย์ นักวิจัย และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตนได้เห็น ‘เพชร’ ที่ซ่อนอยู่ในตัวคนไทยมากมาย เรามีบุคลากรที่มีศักยภาพระดับโลก มีงานวิจัยดีๆ มากมายที่พร้อมจะพลิกฟื้นชีวิตผู้คน แต่สิ่งที่เราไม่มีคือเราขาดสะพาน การจะนำของดีจากห้องแล็บไปให้ถึงมือเกษตรกร ถึงโรงงาน ถึงโรงเรียน และถึงปากท้องของพี่น้องประชาชนต้องมีสะพาน นักวิจัยทุกคนทราบดีว่า กว่าจะได้นวัตกรรมสักชิ้น เราต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งเรื่องทุนและระบบราชการ จนสุดท้ายผลงานเหล่านั้นอาจได้รับเพียงรางวัลการวิจัย แล้วก็ไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้จริง

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ดังนั้น การเมืองสำหรับตนไม่ใช่การทิ้งหลักการวิทยาศาสตร์ แต่คือการสร้างสะพานที่จะพาความรู้ข้ามกำแพงอุปสรรค เปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นนโยบายที่ทำได้จริง เปลี่ยนความทุกข์ยากของคนไทยให้เป็นรอยยิ้มโจทย์ของประเทศไทยวันนี้ยากและท้าทายเกินกว่าคนๆ เดียวจะแก้ได้ ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง และไม่มีฮีโร่คนไหนทำสำเร็จได้โดยลำพัง ปัญหาต้องอาศัยการประสานพลังจากความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ความแตกต่างทางความคิดไม่ใช่อุปสรรค แต่คือกลไกหนึ่งที่ทำให้เรารอบคอบมากยิ่งขึ้น

 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุด้วยว่า วันนี้ตนและพรรคเพื่อไทยไม่ได้มองเห็นแค่ปัญหา แต่เรามองเห็นทางที่เราจะพาประเทศไปข้างหน้า เราพร้อมเป็นสะพานเพื่อเชื่อมและดึงศักยภาพของคนไทยทุกภาคส่วนมาช่วยกันพาประเทศให้ก้าวพ้นความทุกข์ยาก ไม่ว่าท่านจะมีอาชีพใด สถานะใด เราจะสร้างสะพานแห่งความหวังร่วมกัน มาร่วมกันเป็นทีมประเทศไทย เปลี่ยนความรู้ให้เป็นความกินดีอยู่ดี เปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนันบอกจิตวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ไม่เคยจางหายแม้ลงการเมือง ชี้ไม่มีฮีโร่คนไหนทำสำเร็จได้โดยลำพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง https://thestandard.co/new-year-new-me/ Sun, 11 Jan 2026 03:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1163548 New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง

เปิดต้นปี 2026 มา เชื่อว่าหลายคนคงมองปีนี้เป็น จุดเริ่ม […]

The post New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง

เปิดต้นปี 2026 มา เชื่อว่าหลายคนคงมองปีนี้เป็น จุดเริ่มต้นของการลงมือทำอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนวิถีชีวิต หรือกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง และหนึ่งในเป้าหมายที่แทบทุกคนไม่พลาด ก็คือเรื่องของ การดูแลสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของ National Geographic เปิดเผยในอีกแง่มุมที่น่าสนใจถึงเหตุผลที่ ‘เป้าหมายสุขภาพ’ ของผู้คนจำนวนไม่น้อยล้มเหลวในปีที่ผ่านๆ มา ไม่ได้เกิดจากการขาดวินัยหรือแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว

 

แต่เป็นเพราะเรามักตั้งเป้าหมายที่ฝืนชีวิตจริง คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป และเลือกทำตามกระแสสุขภาพที่ดูดีบนโซเชียลมีเดีย มากกว่าสิ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับและสามารถทำได้อย่างยั่งยืน

 

รายงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากการ ‘เปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว’ หากแต่เริ่มจากการโฟกัสเพียงไม่กี่พฤติกรรมที่เรียบง่าย เน้นทำซ้ำได้ และสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง อาจสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดไว้มากนัก

 

New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 1New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 2New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 3New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 4New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 5New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 6New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 7New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 8New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง 9

 

อ้างอิง:

The post New Year, New Me ตั้งเป้าสุขภาพอย่างไร ให้ไม่พังระหว่างทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลังสู่ปี 2026! Tri Vananda x Clinique La Prairie เตรียมเปิดมิติใหม่แห่ง Longevity ที่ภูเก็ต https://thestandard.co/life/tri-vananda-x-clinique-la-prairie/ Thu, 09 Oct 2025 00:34:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1128267 Tri Vananda x Clinique La Prairie

ในปีหน้า ภูเก็ตจะกลายเป็นอีกหมุดหมายสำคัญบนแผนที่สุขภาพ […]

The post นับถอยหลังสู่ปี 2026! Tri Vananda x Clinique La Prairie เตรียมเปิดมิติใหม่แห่ง Longevity ที่ภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tri Vananda x Clinique La Prairie

ในปีหน้า ภูเก็ตจะกลายเป็นอีกหมุดหมายสำคัญบนแผนที่สุขภาพระดับโลก เมื่อ Tri Vananda (ตรีวนันดา) คอมมูนิตี้เพื่อสุขภาวะแบบองค์รวม เตรียมเปิดตัว Health Resort อย่างเป็นทางการด้วยการร่วมมือกับ Clinique La Prairie (คลินิก ลา แพรรี) สถาบันด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยอันเป็นตำนานกว่า 90 ปีจากสวิตเซอร์แลนด์ 

 

 

พาร์ตเนอร์ชิพนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรีสอร์ตหรู แต่คือการนำเสนอ วิถีชีวิตที่จะทำให้การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

 

การพบกันของธรรมชาติบำบัดและความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์

 

  • Tri Vananda

 

หัวใจของที่นี่คือการสร้างกลมกลืนบนพื้นที่กว่า 230 เอเคอร์ โดยสงวนพื้นที่ป่าและทะเลสาบไว้ถึง 85% การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Biophilic เน้นความโปร่ง โล่ง สบาย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างแท้จริง 

 

Tri Vananda x Clinique La Prairie Tri Vananda x Clinique La Prairie

 

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่ยั่งยืนในการเป็น Carbon-Negative ภายใน 30 ปี ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจ ชุมชน และธรรมชาติ

 

 

  • Clinique La Prairie

 

ผู้บุกเบิกด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก การเปิดตัวที่ตรีวนันดาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายบริการสู่ระดับโลก ต่อจาก Longevity Hub ในเมืองชั้นนำอย่างมาดริด, กรุงเทพฯ, โดฮา, ไทเป, ดูไบ รวมถึงเมกะโปรเจ็กต์ในจีนและซาอุดีอาระเบีย 

 

 

การมาถึงภูเก็ตจึงเป็นการเลือกสรรพื้นที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสำหรับ Health Resort เต็มรูปแบบแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

‘Longevity Method™’ โปรแกรมถอดรหัสสุขภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

เป้าหมายของ Clinique La Prairie ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยาวขึ้น แต่คือการ ขยายช่วงชีวิตที่แข็งแรง (Healthspan) ให้เต็มไปด้วยพละกำลังและความสมดุล ผ่านโปรแกรม Longevity Method™ อันเป็นเอกลักษณ์ 

 

1. การวิเคราะห์ขั้นสูง

ทุกโปรแกรมจะเริ่มต้นด้วย Longevity Master Assessment การตรวจประเมินสุขภาพแบบ 360 องศาที่ครอบคลุมตัวชี้วัดมากกว่า 300 รายการ เพื่อสร้างแผนที่สุขภาพและความเสื่อมของร่างกายเฉพาะบุคคล

 

2. แผนการดูแล 4 เสาหลัก

ทีมแพทย์จะนำผลวิเคราะห์มาออกแบบแผนการดูแลส่วนบุคคลที่ลงลึกใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ วชศาสตร์ (Medicine), โภชนาการ (Nutrition), การเคลื่อนไหว (Movement) และสุขภาวะ (Wellbeing)

 

3. การติดตามผลเพื่อความยั่งยืน 

ไม่ใช่แค่การดูแลเมื่อเข้าพัก แต่มีการวัดผลและติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สุขภาวะที่ดีนั้นคงอยู่ต่อไปในระยะยาว

 

 

สำหรับใครที่เฝ้ารอการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับเวิลด์คลาส การเปิดตัวของ Clinique La Prairie ที่ตรีวนันดาในปีหน้า คือจุดหมายปลายทางที่ต้องปักหมุดไว้ให้ดี เพราะนี่ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อค้นพบวิธีใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขในทุกช่วงวัย

 

ภาพ: Tri Vananda

The post นับถอยหลังสู่ปี 2026! Tri Vananda x Clinique La Prairie เตรียมเปิดมิติใหม่แห่ง Longevity ที่ภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ความร่วมมือเพื่อใช้วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำปางและภาคเหนือตอนบน https://thestandard.co/pm25-research-north-thailand/ Tue, 08 Jul 2025 00:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1093952 พิธีลงนามโครงการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย ลดปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ โดย วช. และตัวแทนจังหวัดลำปาง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทย […]

The post ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ความร่วมมือเพื่อใช้วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำปางและภาคเหนือตอนบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีลงนามโครงการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย ลดปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ โดย วช. และตัวแทนจังหวัดลำปาง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และจัดเสวนาในหัวข้อ ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025 ณ โรงแรมทรีธารา จังหวัดลำปาง

 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสถาบันการศึกษา ได้มีการร่วมมือกันมองปัญหาอย่างมุ่งเป้าไปที่เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องอากาศ ที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สะสมในอากาศปริมาณมากทุกปี

 

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกำหนดเป้าหมายหลัก 3 ประการไว้สำหรับโครงการนี้ ได้แก่ การลดจุดความร้อนหรือ Hotspot ให้ไม่เกิน 5,000 จุดต่อปี การลดจำนวนวันที่มีค่าฝุ่น PM2.5 มากเกินมาตรฐานให้ไม่เกิน 50 วันต่อปี และการลดจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังหรือ COPD ให้มีไม่เกิน 1,000 คนต่อปี โดยมุ่งหวังว่าทุกหน่วยงานจะมีการร่วมมือกันเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

 

 

ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการดำเนินงานภายใต้โครงการว่า แบ่งการแก้ปัญหาออกเป็น 6 มิติ โดยมิติที่ 1 คือเรื่องงานวิจัยเพื่อบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจในการแก้ปัญหาของภาคส่วนต่าง ๆ มิติที่ 2 เป็นเรื่องลดการเผาพื้นที่เกษตรกรรมผ่านงานวิจัยนวัตกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มิติที่ 3 คือเรื่องลดการเผาป่าและการจัดการไฟป่าโดยการร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มิติที่ 4 คือการลดปริมาณไอเสียจากการคมนาคมในพื้นที่เมือง มิติที่ 5 คือการลดฝุ่นข้ามชายแดนด้วยการทำข้อตกลงร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน และสุดท้ายมิติที่ 6 เป็นมิติการสื่อสารเชิงรุกด้วยการนำข้อมูลงานวิจัยมาเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน

 

แผนงานดังกล่าว ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติได้เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นต้นแบบที่เริ่มต้นใน 8 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือก่อน ประกอบไปด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และตาก 

 

พิธีลงนามโครงการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย ลดปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ โดย วช. และตัวแทนจังหวัดลำปาง

 

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 ในครั้งนี้แบ่งออกเป็นการลงนามจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติร่วมกับตัวแทนจากจังหวัดลำปาง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติร่วมกับตัวแทนจากจังหวัดตาก โดยมีผู้ร่วมลงนามทั้งหมดดังนี้

 

  1. นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
  2. นายกฤษณะ พินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง 
  3. นายสาธิต มณฑาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก 
  4. นางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) 
  5. นายพิษณุพล ประสาน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง 
  6. นางจิตรี จิวะสันติการ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง 
  7. นางศิริพร ปัญญาเสน ประธานเครือข่ายฟ้าใส ลมหายใจลำปาง 
  8. นายวิเชษฎ ขาวละออ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก 
  9. นายวิฑูรย์ ภู่ชินาพันธุ์ กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก ผู้แทนประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดตาก 
  10. นายอารักษ์ อนุชปรีดา ประธานสภาลมหายใจจังหวัดตาก

 

 

นอกจากในส่วนของพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงและเสวนาแล้ว นักวิจัยและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังมีนิทรรศการจัดแสดงผลงานวิจัยอีกด้วย ทั้งที่เป็นชิ้นงานผลิตภัณฑ์ และที่เป็นข้อมูลสำหรับนำไปวิเคราะห์ต่อ

 

 

อาทิตย์ ประทุมพวง กรรมการผู้จัดการบริษัท Sustain Innotech และนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวแทนของทีมวิจัยที่ทำเรื่องการลด PM2.5 โดยการสร้างรายได้จากสินค้านวัตกรรม ที่เกิดจากการแปรรูปชีวมวลข้าวโพด โดยเน้นความยั่งยืนของชุมชนเป็นหลัก จากการเผยแพร่องค์ความรู้วิธีการผลิตสินค้าแปรรูปที่เพิ่มมูลค่า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์จากซังข้าวโพด ถ่านไบโอชาร์คุณภาพสูง กรีนซีเมนต์ รวมถึงน้ำส้มควันไม้จากเปลือกหอยที่สามารถกำจัดแมลงและเพิ่มผลผลิตให้ข้าวโพดได้ ซึ่งนอกจากการสอนผลิตสินค้าแปรรูปแล้ว ทางทีมวิจัยก็ได้ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจ เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยโครงการวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่เป็นหลัก แต่ในอนาคตก็มีแผนขยายผลโครงการไปยังจังหวัดอื่น ๆ เช่น ลำปางด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยจาก ผศ. ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่วิจัยเรื่องการใช้เห็ดป่าไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดเผาะ เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน โดยมีแนวคิดตั้งต้นมาจากพฤติกรรมของชาวบ้านที่มักจะเผาใบไม้เพื่อเห็ดจากความเข้าใจว่าการเผาป่าทำให้เกิดเห็ด แม้ว่าในความจริงแล้ว เห็ดเผาะสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่มักจะถูกใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ร่วงหล่นและกลบทับไว้ การเผาจึงไม่ได้ทำให้เกิดเห็ด เพียงแต่มันทำให้หาเห็ดได้ง่ายขึ้น ทีมวิจัยจึงส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถปลูกเห็ดได้ด้วยตนเอง โดยการพัฒนาหัวเชื้อเห็ดเผาะด้วยวิธีการปั่นเส้นใยเพื่อเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการแล้วจึงนำไปแจกจ่าย รวมถึงการพัฒนาหัวเชื้อเห็ดเผาะจากสปอร์เห็ดที่ชาวบ้านสามารถทำตามได้เอง โดยโครงการเริ่มต้นที่ 6 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา และลำปาง

 

 

อีกหนึ่งนิทรรศการที่น่าสนใจเป็นงานวิจัยเชิงข้อมูลที่นำทีมโดย รศ. ดร.ธันวดี ศรีธาวิรัตน์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่มีการลงพื้นที่ตรวจวัดค่าประมาณสารประกอบต่าง ๆ ในอากาศจากแหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งทางบก การเผาในที่โล่งและไฟป่า รวมถึงอื่น ๆ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเพื่อจัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศในระดับจังหวัด แล้วนำข้อมูลนี้ไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาระดับจังหวัด โดยพื้นที่เป้าหมายที่ทางทีมวิจัยเลือก ได้แก่ จังหวัดลำปาง พะเยา แพร่ และน่าน

 

วิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรม กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของประชาชน แม้การลงนามบันทึกข้อตกลง ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ผนึกพลังขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเด็นประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็ยืนยันว่าจะมีการติดตามผลเป็นระยะ ในช่วงเวลา 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี จะมีการเยี่ยมเยือนทุกจังหวัดในโครงการเพื่อประเมินผลการดำเนินงาน และช่วยสนับสนุนให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นไปได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

The post ‘มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทย’ ความร่วมมือเพื่อใช้วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในลำปางและภาคเหนือตอนบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SPACE JOURNEY สำรวจโลกอวกาศของมนุษยชาติผ่านงานเสมือนจริงและของจริง https://thestandard.co/life/space-journey-bangkok/ Tue, 17 Dec 2024 07:59:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1020483

หินจากดวงจันทร์ เศษอุกกาบาต ชิ้นยานอวกาศ หรือแม้แต่แผงค […]

The post SPACE JOURNEY สำรวจโลกอวกาศของมนุษยชาติผ่านงานเสมือนจริงและของจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หินจากดวงจันทร์ เศษอุกกาบาต ชิ้นยานอวกาศ หรือแม้แต่แผงควบคุมต้นฉบับจากศูนย์บัญชาการภารกิจฮูสตัน ฯลฯ ถ้าคุณสนใจเรื่องอวกาศหรือเป็นเนิร์ดสายนี้ เราแนะนำให้คุณมาเช็กอินที่ BITEC BURI กับนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ตระเวนจัดมาแล้วถึง 5 ประเทศทั่วโลก SPACE JOURNEY BANGKOK

 

นิทรรศการอวกาศระดับโลกที่นำเสนอเรื่องราวภารกิจสำรวจอวกาศของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งแนวคิด ความฝัน และความทะเยอทะยาน โดยรวบรวมชิ้นส่วนยานอวกาศที่ผ่านการใช้จริงและแบบจำลองหาชมยาก ฯลฯ ทั้งที่เป็นของจริง (Original Objects), รุ่นพัฒนา (Prototypes), ของเสมือนจริง (Replica) และแบบจำลอง (Model) รวมถึงเอกสารต้นฉบับต่างๆ อีกมากมาย จากสหรัฐอเมริกา โซเวียต และอื่นๆ มาจัดแสดงในรูปแบบของห้องจัดแสดง การฉายวีดิทัศน์ในโรงหนัง รวมถึงเทคนิค Projection Mapping

 

 

มาที่นี่คุณจะได้เห็นอาหารอวกาศที่นักบินอวกาศกินจริงๆ เห็นวิวัฒนาการชุดนักบินอวกาศในยุคต่างๆ เห็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีรวมถึงชิ้นส่วนเศษเสี้ยวความสำเร็จและความล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ที่เราเคยพบเจอแต่เพียงในหนังสือเรียน!

 

เชื่อเราเถอะว่า แม้ว่าคุณไม่เนิร์ดเรื่องอวกาศก็สนุกได้ เพราะทุกอย่างตรงหน้าคือหลักฐานความฝันและความหวังของมนุษยชาติในการสำรวจอวกาศ

 

 

SPACE JOURNEY BANGKOK เปิดให้ชมแล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 16 เมษายน 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ ES97 BITECT BURI บัตรราคา 650 บาทต่อคน, บัตรราคาพิเศษแบบกลุ่ม 4 คน ราคา 2,400 บาท 

 

ซื้อได้ที่ www.icvticket.com/event_detail_space.aspx 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/spacejourneybkk

The post SPACE JOURNEY สำรวจโลกอวกาศของมนุษยชาติผ่านงานเสมือนจริงและของจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมดึง ‘วิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ’ ขึ้นเป็นสนามรบทางภูมิรัฐศาสตร์แหล่งใหม่ ท้าชนสหรัฐฯ หลังท่าทีทรัมป์เมิน ‘สร้างโลกสีเขียว’ https://thestandard.co/china-climate-research-weather-diplomacy/ Thu, 12 Dec 2024 01:56:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1018683 วิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ

นอกเหนือจากการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพื่อผลประโ […]

The post จีนเตรียมดึง ‘วิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ’ ขึ้นเป็นสนามรบทางภูมิรัฐศาสตร์แหล่งใหม่ ท้าชนสหรัฐฯ หลังท่าทีทรัมป์เมิน ‘สร้างโลกสีเขียว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ

นอกเหนือจากการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพื่อผลประโยชน์ด้านการทหาร ความมั่นคงของชาติ และเศรษฐกิจแล้ว ปัจจุบันสภาพอากาศกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ครอบงำเทคโนโลยีและการค้า 

 

สะท้อนจากที่ล่าสุด เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาจีนเผยว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจของโลกกำลังดุเดือดมากขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น และจีนเห็นชัดว่าวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเป็นสนามรบทางภูมิรัฐศาสตร์ 

 

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กล่าวว่า เขาต้องการให้จีนกลายเป็น ‘มหาอำนาจด้านภูมิอากาศ’ และกำหนดให้การที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกมีอำนาจในการควบคุมอุตุนิยมวิทยาโลกเป็นประเด็นสำคัญระดับชาติ 

 

และเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว จีนจึงเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทูต ด้านภูมิอากาศ เกือบ 500% ตั้งแต่ปี 2013-2023 ตามแนวทางที่ผ่านการทดสอบมาแล้วในการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการใช้งานเทคโนโลยีและบริการของจีน

 

ทั้งนี้ หลาย 10 ประเทศส่งนักวิทยาศาสตร์ของตนไปรับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ นับตั้งแต่องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) เริ่มจัดตั้ง International Desks ในปี 1988 จนปัจจุบัน โปรแกรมดังกล่าวกลายเป็นแหล่ง Soft Power ที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลและความเชี่ยวชาญฟรีแก่ประเทศต่างๆ ที่ต้องการการพยากรณ์อากาศคุณภาพสูง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สภาพอากาศเลวร้ายลง

 

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลและเงินทุนของ NOAA ตกอยู่ในความเสี่ยง หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกลับเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเปิดช่องทางให้จีนเป็นผู้นำระดับโลกคนใหม่

 

จีนมุ่งมั่นที่จะทำให้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของตนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยในปี 2022 จีนช่วยติดตั้งสถานีดาวเทียมที่ได้รับการอัปเกรดในฟิลิปปินส์ ทำให้ Pagasa สามารถรับข้อมูลสภาพอากาศได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจีนจะให้บริการที่มีคุณค่า แต่จีนยังขยายวิสัยทัศน์ของตนเกี่ยวกับระเบียบโลกอย่างแนบเนียน ตัวอย่างเช่น ภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของเอเชียซ้อนทับด้วยเส้นประ 10 เส้นที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตที่ปักกิ่งใช้ในการอ้างสิทธิ์อธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมดของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้หลายประเทศโต้แย้งกันอย่างหนัก

 

ภาพ: Brownie Harris / Getty Images 

อ้างอิง:

The post จีนเตรียมดึง ‘วิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ’ ขึ้นเป็นสนามรบทางภูมิรัฐศาสตร์แหล่งใหม่ ท้าชนสหรัฐฯ หลังท่าทีทรัมป์เมิน ‘สร้างโลกสีเขียว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NARIT เผยสุดยอด ‘นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย’ จากระดับประถมศึกษา https://thestandard.co/narit-little-star-contest-year-2/ Sun, 25 Aug 2024 03:16:09 +0000 https://thestandard.co/?p=975101

NARIT จัดแข่งขัน ‘นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย’ หรือ Little […]

The post NARIT เผยสุดยอด ‘นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย’ จากระดับประถมศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>

NARIT จัดแข่งขัน ‘นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย’ หรือ Little Star Contest ปีที่ 2 สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน กระตุ้นทักษะการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และทำให้อวกาศเป็นเรื่องราวที่เข้าถึงได้โดยทุกกลุ่มคน

 

ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT คัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบ 5 คนจากระดับประถมศึกษาตอนต้น และ 5 คนจากระดับประถมศึกษาตอนปลาย มานำเสนอเรื่องราว ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทย์ฯ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

สำหรับผลการแข่งขันระดับประถมศึกษาตอนต้น จิรกร ฉายพิมาย จากโรงเรียนมารีย์วิทยา นครราชสีมา เป็นผู้ได้รางวัลชนะเลิศ จากการถ่ายทอดเรื่อง ‘ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง’

 

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ จิณณ์จิรัชญา เอี่ยมผึ้ง โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เรื่อง Our Solar System
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ กชลักษิกา สายตา โรงเรียนเทศบาล 4 สันป่าก่อ เรื่อง Color of Stars
  • รางวัลชมเชยจำนวน 2 รางวัล ได้แก่ อโยธารา มาลาพัด โรงเรียนเทศบาล 4 สันป่าก่อ เรื่อง ความรักก็เหมือนดาวคู่ และ บวรวงศ์ เกียรติปัญญาโอภาส โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา เรื่อง Solar Storm

 

ในขณะที่ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นพปภัทร ศุภสัณฐิติกุล โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์ ได้รางวัลชนะเลิศ จากการเล่าเรื่อง ‘The Realm of the Endless Void’ เป็นภาษาอังกฤษ

 

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ จรัสรัตน์ ทรัพย์จรัสแสง จากโฮมสคูล เรื่อง A Thrilling Success of Mission to the Moon
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ พีรวิชญ์ รัตนพันธ์ โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย เรื่อง Black Holes and Neutron Stars
  • รางวัลชมเชยจำนวน 2 รางวัล ได้แก่ กัญญพัชร เทพประสูตร โรงเรียนดรุณาราชบุรีวิเทศศึกษา เรื่อง The Scientific Beauty of Solar Eclipse และ กวิน บัวชุม โรงเรียนชลประทานวิทยา เรื่อง ความลับของดวงจันทร์ (Secrets of the Moon)

 

จุลลดา ขาวสะอาด รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ประธานตัดสินการแข่งขัน ระบุว่า NARIT เห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลเท่านั้น แต่หากเยาวชนมีความรู้และความเข้าใจดาราศาสตร์ และสามารถสื่อสารให้กับบุคคลทั่วไปได้อย่างถูกต้องและเข้าใจได้ง่าย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทยเป็นอย่างมาก

 

ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กรทอง วิริยะเศวตกุล Content Creator ของ THE STANDARD เปิดเผยว่า “ดีใจอย่างยิ่งที่เห็นเยาวชนไทยมีทักษะความสามารถในด้านการสื่อสารดาราศาสตร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการส่งต่อข้อมูลอย่างมีคุณภาพ ถูกต้อง และกระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้ด้านอวกาศมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเป็นรากฐานสำคัญให้วงการวิทยาศาสตร์ของไทยขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต”

The post NARIT เผยสุดยอด ‘นักสื่อสารดาราศาสตร์น้อย’ จากระดับประถมศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนเที่ยวงาน ‘Wit in Bangkok’ เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรุงเทพฯ 10-11 ส.ค. นี้ https://thestandard.co/wit-in-bangkok-2024/ Tue, 06 Aug 2024 06:50:11 +0000 https://thestandard.co/?p=967810

หยุดยาวนี้ชวนเที่ยวงาน ‘Wit in Bangkok’ เทศกาลวิทยาศาสต […]

The post ชวนเที่ยวงาน ‘Wit in Bangkok’ เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรุงเทพฯ 10-11 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หยุดยาวนี้ชวนเที่ยวงาน ‘Wit in Bangkok’ เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรุงเทพมหานคร ที่รวมความสนุกและความน่าสนใจของวิทยาศาสตร์มาไว้ ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคมนี้

 

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Up Sci Town: วิทย์ทุกมุมเมือง’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย 12 เทศกาลตลอดปีกรุงเทพฯ ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

ภายในงานประกอบด้วย 4 โซนกิจกรรม ได้แก่ Wit in Town, Wit in the Wild, With in Class และ With in the Crowd จากการรวมหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับกิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ‘พับกบ พบกับ การพับกบที่จะได้พบกับ…ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ’ และ ‘รู้จักดาราศาสตร์ผ่านโมเดลกระดาษ’ เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีเสวนา อาทิ รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ในภาคีนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และส่งต่อข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น การอัปเดตเทรนด์อวกาศ เรื่องราวไดโนเสาร์ในไทย การรู้ทันเท่าวิทยาศาสตร์เทียม เป็นต้น

 

งาน ‘Wit in Bangkok’ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 10-11 สิงหาคม เวลา 11.00-20.00 น. ณ อาคารพิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ (โรงงานผลิตยาสูบ 5) สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าฟรีได้ทาง: https://forms.gle/vU5r7PKMvoTZb3qd7 

 

ภาพ: Science Communicator Association

The post ชวนเที่ยวงาน ‘Wit in Bangkok’ เทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรุงเทพฯ 10-11 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีกับงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2024, Bio Asia Pacific 2024, FutureCHEM INTERNATIONAL 2024 พร้อมไฮไลต์ล่าสุด Health & Innovation Asia 2024 ตอบโจทย์ทุกความต้องการของอุตสาหกรรมเครื่องมือห้องปฏิบัติการ https://thestandard.co/thailand-lab-international-2024/ Tue, 06 Aug 2024 03:59:44 +0000 https://thestandard.co/?p=967723

วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี […]

The post ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีกับงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2024, Bio Asia Pacific 2024, FutureCHEM INTERNATIONAL 2024 พร้อมไฮไลต์ล่าสุด Health & Innovation Asia 2024 ตอบโจทย์ทุกความต้องการของอุตสาหกรรมเครื่องมือห้องปฏิบัติการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมจัดงาน

 

  • Thailand LAB INTERNATIONAL งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องมือสำหรับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
  • Bio Asia Pacific งานแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี ด้านชีววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์สมัยใหม่ งานสำหรับอุตสาหกรรมเคมีในอนาคต
  • FutureCHEM INTERNATIONAL พร้อมเปิดตัวงานใหม่อย่างงาน Health & Innovation Asia ที่จะครอบคลุมเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

 

พร้อมแสดงศักยภาพอีกครั้งด้วยการนำผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศกว่า 200 ราย มากกว่า 500 แบรนด์ชั้นนำ มาจัดแสดง พร้อมนำเสนอเทคโนโลยี ผลงานวิจัยใหม่ และนวัตกรรมต่างๆ เผยแพร่สู่ตลาด

 

ตอบรับความต้องการทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอย่างครบครันที่สุดในเอเชีย ทั้งกลุ่มอาหาร ยา วัคซีน เครื่องสำอาง ปิโตรเคมี และนวัตกรรมด้านสุขภาพ

 

พร้อมงานสัมมนาเชิงวิชาการและปฏิบัติการกว่า 100 หัวข้อที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้มากมาย จากวิทยากรชั้นนำของอุตสาหกรรม

 

 

แล้วพบกันในวันที่ 11-13 กันยายน 2567 ฮอลล์ 102-104 ไบเทค บางนา

ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้างานฟรีที่ https://thailandlab.com/ 

โทร. 0 2111 6611

จัดโดยวีเอ็นยู เอสทีทีเอ และทีเซลส์

The post ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีกับงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2024, Bio Asia Pacific 2024, FutureCHEM INTERNATIONAL 2024 พร้อมไฮไลต์ล่าสุด Health & Innovation Asia 2024 ตอบโจทย์ทุกความต้องการของอุตสาหกรรมเครื่องมือห้องปฏิบัติการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Lipstick Effect เมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการแต่งหน้าช่วยให้รู้สึกดีได้จริง https://thestandard.co/the-lipstick-effect-science-confirmed-make-up-boost-mood/ Sun, 14 Jul 2024 07:07:27 +0000 https://thestandard.co/?p=957657 The Lipstick Effect

สาวๆ คนไหนเคยได้ยินคำพูดของ Coco Chanel ที่ว่า “ถ้าคุณเ […]

The post The Lipstick Effect เมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการแต่งหน้าช่วยให้รู้สึกดีได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Lipstick Effect

สาวๆ คนไหนเคยได้ยินคำพูดของ Coco Chanel ที่ว่า “ถ้าคุณเศร้า จงทาลิปสติกแล้วสู้ต่อไป” บ้างยกมือขึ้น! เชื่อว่าหลายคนคงพยักหน้ารัวๆ แน่นอน เพราะไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ลิปสติกก็ยังคงเป็น ‘ไอเท็มวิเศษ’ ที่ช่วยเนรมิตความมั่นใจให้สาวๆ ได้ในพริบตา รู้ไหมว่าแม้แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังออกมายืนยันเลยว่า การแต่งหน้า ไม่ได้แค่ทำให้สวยและทำให้รู้สึกดีขึ้นได้จริง แต่ยังช่วยบูสต์ประสิทธิภาพการทำงานได้อีกด้วย! 

 

ผลการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่แต่งหน้ามักจะมี IQ ที่สูงกว่าผู้ที่ไม่แต่งหน้า โดยนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เหตุผลหลักคือ ‘ความมั่นใจ’ เพราะ การแต่งหน้า ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติ บุคลิกภาพ และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีตามไปด้วยนั่นเอง แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเราจำเป็นต้องแต่งหน้าตลอดเวลาถึงจะมั่นใจได้ ไม่ใช่เลย! แม้แต่ Aimee Connolly ผู้ก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์เครื่องสำอาง Sculpted By Aimee ยังเผยว่า 90% ของเวลาทั้งหมด เธอก็ไม่แต่งหน้าเลย อย่าลืมว่าความมั่นใจที่แท้จริงนั้นมาจากข้างใน การแต่งหน้าเป็นเพียงตัวช่วยให้เราได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และเสริมจุดเด่นที่มีอยู่แล้วให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

 

สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าวันไหนคุณรู้สึกเหนื่อยล้า ลองหยิบลิปสติกขึ้นมาทาดู แล้วคุณจะรู้ว่า บางทีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนวันธรรมดาๆ ให้กลายเป็นวันพิเศษได้

 

ภาพ: makeupbymario / Instagram

The post The Lipstick Effect เมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการแต่งหน้าช่วยให้รู้สึกดีได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. กัมพล ผู้พบต้นตะเคียนยักษ์ เมินเสียงวิจารณ์ ชี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์ความจริง ตั้งเป้าทำงานเพื่อสีน้ำเงินบนธงชาติ https://thestandard.co/senator-kamphon-giant-takian-tree-discovery/ Fri, 12 Jul 2024 08:40:53 +0000 https://thestandard.co/?p=956938 กัมพล ทองชิว

วันนี้ (12 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นวันที่สองที่ […]

The post สว. กัมพล ผู้พบต้นตะเคียนยักษ์ เมินเสียงวิจารณ์ ชี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์ความจริง ตั้งเป้าทำงานเพื่อสีน้ำเงินบนธงชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพล ทองชิว

วันนี้ (12 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นวันที่สองที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่ ที่ได้รับการรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กัมพล ทองชิว สว. จากกลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม กล่าวภายหลังการรายงานตัวว่า ในวันนี้รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย พร้อมย้ำว่าตนมีความตั้งใจที่จะอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อแก้กฎหมายในเรื่องต่างๆ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประวัติที่ระบุว่าเป็นผู้พบต้นตะเคียนยักษ์อายุนับ 100 ปีเมื่อปี 2558 กัมพลกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน ที่มีการประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับตำแหน่ง สว. ชุดใหม่ ก็มีการออกข่าวในเรื่องดังกล่าวนี้มากมาย แต่ตนเองก็ไม่ได้ซีเรียสมากนัก แม้จะถูกเหน็บแนมว่าจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์แต่งมงาย ซึ่งตนเองเชื่อว่าเรื่องนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ เราฝันเห็น เราก็ต้องการที่จะพิสูจน์ความจริง เมื่อไปถึงสถานที่ก็พบว่าถูกฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ แต่ใครจะมองกรณีดังกล่าวนี้อย่างไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งนี้ก็เป็นผลงานที่เราดำเนินการมาอย่างเต็มที่

 

ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น กัมพลกล่าวว่า ตนเองเห็นแล้ว และคิดว่าเป็นมุมมองแต่ละคน เราก็ต้องทำความเข้าใจ เพราะเราเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว จะไปใส่ใจก็ไม่มีประโยชน์ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีกลุ่มนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า ในกลุ่ม 13 ซึ่งเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์นั้นไม่รู้จักใครสักคน กัมพลถามกลับว่า จะต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเท่านั้นเหรอถึงจะมาเป็น สว. ได้ เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ทุกสาขาอาชีพสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ ซึ่งที่บอกว่าคนที่จะมาเป็น สว. ได้จะต้องมีความรู้ทางกฎหมาย ตนเองมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะ สว. เป็นเพียงแค่คนที่กลั่นกรองซึ่งมีการร่างรายละเอียดมาก่อนหน้าอยู่แล้ว การทำหน้าที่ครั้งนี้ยึดตามประสบการณ์เป็นหลัก เพราะ สว. มาจากหลายอาชีพที่มีประสบการณ์ ที่จะแก้ไขหรือตรวจสอบกฎหมายว่าจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ ส่วนงานด้านกฎหมายก็มีคนดูแลอยู่แล้ว 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วมีสิ่งใดที่ต้องการผลักดันเป็นพิเศษหรือไม่ กัมพลระบุว่า ต้องการผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเรื่องนี้ตนเองมีความเกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์โดยตรง เราอยู่ในจังหวัดสมุทรสาครที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และที่ผ่านมาตนเองก็เคยเป็นแกนนำการต่อต้านถ่านหินที่จะสร้างผลกระทบต่อชาวบ้านและชุมชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่า สว. ชุดนี้มีที่มาหลายรูปแบบ ทั้งแบ่งสีและแบ่งกลุ่ม ขณะนี้มีใครชักชวนเข้ากลุ่มหรือไม่ กัมพลกล่าวว่า ตนเองมีความตั้งใจจริง และมีสิ่งหนึ่งที่ตนเองได้ตั้งปณิธานไว้ในการเข้ามาทำหน้าที่ มีเป้าหมายว่าทำเพื่อสีน้ำเงินที่อยู่บนธงชาติ เราเลือดสีน้ำเงิน โดยยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับข้องกับพรรคการเมืองพรรคไหน

The post สว. กัมพล ผู้พบต้นตะเคียนยักษ์ เมินเสียงวิจารณ์ ชี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์ความจริง ตั้งเป้าทำงานเพื่อสีน้ำเงินบนธงชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก CAUDALIE สกินแคร์ที่ค้นพบสูตรความงามจากไร่องุ่น https://thestandard.co/life/caudalie/ Mon, 08 Jul 2024 05:26:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=954744 CAUDALIE

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมไร่องุ่นถึงอุดมไปด้วยพลังแห่งความงาม […]

The post รู้จัก CAUDALIE สกินแคร์ที่ค้นพบสูตรความงามจากไร่องุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
CAUDALIE

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมไร่องุ่นถึงอุดมไปด้วยพลังแห่งความงาม? วันนี้ LIFE จะพาทุกคนไปรู้จักกับ CAUDALIE แบรนด์ความงามสัญชาติฝรั่งเศสที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อการดูแลผิวไปตลอดกาล แบรนด์นี้เป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยการนำสารสกัดจากองุ่นมาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว CAUDALIE สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการความงาม ที่ไม่เพียงแต่ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

หากคุณกำลังมองหาวิธีดูแลผิวที่ได้ผลจริง ปลอดภัย และมีเรื่องราวน่าสนใจ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ CAUDALIE ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่กำลังเป็นที่พูดถึง เตรียมพร้อมที่จะหลงรักการดูแลผิวในแบบฉบับฝรั่งเศส ที่ผสมผสานความงามจากธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยได้อย่างลงตัว มาเริ่มการเดินทางสู่ผิวสวยสุขภาพดีไปพร้อมกับ CAUDALIEกันเถอะ!

 

 

What is it?

CAUDALIEเป็นแบรนด์ความงามที่เกิดจากความรักในธรรมชาติและความหลงใหลในพลังแห่งองุ่น ก่อตั้งโดย Mathilde Thomas และสามี ในปี 1993 ณ Château Smith Haut Lafitte ไร่องุ่นของครอบครัวในเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส

 

จุดเริ่มต้นของ CAUDALIEเกิดขึ้นเมื่อ Mathilde พบกับศาสตราจารย์ Joseph Vercauteren ผู้เปิดเผยว่าเมล็ดองุ่นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุดในโลก จุดประกายให้ Mathilde ริเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสารสกัดองุ่น

 

ความน่าสนใจของ CAUDALIEอยู่ที่การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมล้ำสมัย แบรนด์มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูง โดยยังคงความเป็นธรรมชาติและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

 

The Ingredients

ส่วนผสมเด่นของ CAUDALIEได้แก่

 

  1. โพลีฟีนอลจากเมล็ดองุ่น: สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง
  2. เรสเวอราทรอล: สารช่วยต่อต้านริ้วรอยและกระชับผิว
  3. วินิเฟอริน: สารสกัดจากยางเถาองุ่น ช่วยลดรอยดำและทำให้ผิวกระจ่างใส

 

 

The Product Range

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่น่าสนใจคือ Vinosun Protect SPF50+ Stick กันแดดแบบแท่งเนื้อบางเบา มี SPF50 ที่ปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสูตรออร์แกนิกที่อ่อนโยนต่อผิว เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว แม้แต่เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป Vinosun Protect โดดเด่นด้วยส่วนผสมล้ำค่าจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันเมล็ดองุ่นที่ให้ความชุ่มชื้นและต้านอนุมูลอิสระ และน้ำมันบูริติออร์แกนิกที่ช่วยลดการระคายเคืองและบำรุงผิว ด้วยเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทิ้งคราบขาว ทำให้ผิวดูเป็นธรรมชาติตลอดวัน

 

  • นอกจากนี้ยังมีไอเท็มเด่นๆ อย่าง Vinosun Protect SPF50+ Spray สเปรย์กันแดดเนื้อบางเบา ใช้ง่าย สะดวก เหมาะสำหรับทาทั้งใบหน้าและลำตัว มี SPF50+ ปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พกพาสะดวก เหมาะสำหรับคนที่ชอบความรวดเร็วในการใช้งาน
  • Vinosun Protect SPF50+ Cream ครีมกันแดดเนื้อบางเบา ให้การปกป้องสูงสุดด้วย SPF50+ พร้อมคุณสมบัติ Anti-Wrinkle ช่วยลดเลือนริ้วรอย เนื้อครีมซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการปกป้องแบบเข้มข้นพร้อมการบำรุงผิว

 

CAUDALIE

 

The Sustainability Efforts

CAUDALIEยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการสนับสนุนโครงการ 100% Plastic Collect เพื่อเก็บรวบรวมและรีไซเคิลพลาสติก โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ช่วยรีไซเคิลพลาสติกไปแล้วกว่า 2,225 ตัน

 

 

ภาพ: CAUDALIE / Instagram

The post รู้จัก CAUDALIE สกินแคร์ที่ค้นพบสูตรความงามจากไร่องุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Art@Harbour งานที่เข้ามาเติมสีสันยามค่ำคืนให้กับอ่าววิกตอเรีย https://thestandard.co/life/artharbour/ Wed, 03 Apr 2024 01:06:17 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=918585 Art@Harbour

สีสันยามค่ำคืนของอ่าววิกตอเรีย   ใครมีแพลนจะไปฮ่อง […]

The post Art@Harbour งานที่เข้ามาเติมสีสันยามค่ำคืนให้กับอ่าววิกตอเรีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Art@Harbour

สีสันยามค่ำคืนของอ่าววิกตอเรีย

 

ใครมีแพลนจะไปฮ่องกงช่วงนี้ ห้ามพลาด Art@Harbour งานสุดปังริมอ่าววิกตอเรียเด็ดขาด เพราะงานนี้มีการร่วมมือกับศิลปินหลายทีมให้มาช่วยสร้างสรรค์งานอาร์ตกลางแจ้งขนาดใหญ่ มาตั้งโชว์ทำให้พื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยแสงไฟมากมาย 

 

ศิลปินที่มาจัดแสดงงานมีทั้งศิลปินฮ่องกง อย่างงาน Science in Art ที่ทดลองหยิบพฤติกรรมของแมว ที่ดูจะเป็นวิทยาศาสตร์มากๆ มาแปลงเป็นงานศิลปะให้คนได้มาสัมผัส แถมเราเองยังสามารถเติมสีสันให้กับเจ้าแมวได้ด้วย หรือจะเป็น Harbour Cup ที่เป็นเหมือนโต๊ะบอลเรืองแสงให้คนได้มาสนุกกัน

 

แต่หนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ teamLab: Continuous เป็นนิทรรศการกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้องไข่เรืองแสงนับร้อยอัน ทำหน้าที่คล้ายตุ๊กตาล้มลุก คอยเชื่อมต่อผู้คนตั้งแต่บริเวณ Tamar Park ไปจนถึงอ่าววิกตอเรีย เป็นเหมือนสถานที่ให้ชาวฮ่องกงได้ปล่อยตัวปล่อยใจ สามารถสัมผัสตัวไข่ได้ ยิ่งถ้าไข่ขยับมันจะเปลี่ยนสี! 

 

ใครจะไปเสพบรรยากาศสวยๆ ริมน้ำแบบนี้ สามารถไปได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มิถุนายน 2024 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ https://www.museums.gov.hk/en/web/portal/artatharbour.html

 

Facebook: 

Instagram: @teamlab 

 

Art@Harbour Art@Harbour Art@Harbour Art@Harbour Art@Harbour Art@Harbour

The post Art@Harbour งานที่เข้ามาเติมสีสันยามค่ำคืนให้กับอ่าววิกตอเรีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก 3 ไอเดียของเยาวชนไทยที่ส่งไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ https://thestandard.co/thai-youth-ideas-in-space/ Wed, 13 Dec 2023 10:11:36 +0000 https://thestandard.co/?p=876426

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีมนุษย์เพียงแค่ 676 คนเท […]

The post รู้จัก 3 ไอเดียของเยาวชนไทยที่ส่งไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีมนุษย์เพียงแค่ 676 คนเท่านั้นที่เคยได้สัมผัสสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนอวกาศด้วยตนเอง โดยปัจจุบันยังไม่มีนักบินอวกาศสัญชาติไทยเป็นหนึ่งในนั้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีการทดลองที่มาจากไอเดียของเด็กไทย ซึ่งได้รับเลือกจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เพื่อส่งให้นักบินอวกาศที่ประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินำไปทดลองจริงในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ

 

ในช่วงต้นปี 2024 ที่กำลังมาถึง มีแนวคิดการทดลองจากตัวแทนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชาวไทย 3 ไอเดียที่ได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Asian Try Zero-G 2023 เพื่อให้นักบินอวกาศ ซาโตชิ ฟุรุคาวะ ของ JAXA ได้ทดลอง พร้อมกับพูดคุยสื่อสารกับนักเรียนผู้เสนอไอเดียในระหว่างการถ่ายทอดสดผลลัพธ์จากโมดูล ‘คิโบะ’ บนสถานีอวกาศฯ ลงมาบนโลก

 

นอกจากต้องเป็นไอเดียการทดลองที่น่าสนใจภายใต้หัวข้อที่ผู้จัดงานกำหนดมาคือ การทดลองทางฟิสิกส์ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำและแนวคิดการออกกำลังกายบนสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำแล้ว ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. ได้ให้ข้อมูลว่า การทดลองที่ได้รับเลือกต้องไม่เคยทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำมาก่อน สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ในระยะเวลา 10 นาที มีขั้นตอนการทดลองที่เรียบง่าย พร้อมกับต้องทำได้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ

 

ทั้งนี้ มีไอเดียที่เสนอโดยนักเรียนไทยทั้งสิ้น 152 เรื่อง ก่อนจะคัดเลือกเหลือ 3 แนวคิด เพื่อส่งให้นักบินอวกาศไปทดลองจริง

 

THE STANDARD ได้พูดคุยกับนักเรียนตัวแทนของทั้ง 3 แนวคิด ถึงเรื่องราวเบื้องหลังไอเดียการทดลองของพวกเขาที่ประกอบด้วยการทดลองก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า, การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือก และการออกกำลังกายท่าดาวทะเล บนสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำของสถานีอวกาศนานาชาติ โดยสามารถติดตามรายละเอียดของแต่ละการทดลองได้ในบทความนี้

 

การทดลองที่ 1: ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า

 

ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า ชญานิน เลิศอุดมศักดิ์

 

การทดลองแรกเป็นแนวคิดที่เสนอโดย ชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ หรือฟุง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่ต้องการศึกษาเรื่อง ‘ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้า’ หรือ Water Spheres and Electrostatic Force ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ

 

“การทดลองผมจะเป็นการศึกษาว่าแรงที่มาจากไฟฟ้าสถิตจะมีอิทธิพลอย่างไรต่อก้อนน้ำทรงกลมที่อยู่ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนอวกาศครับ โดยจะใช้ก้อนน้ำ 2 ขนาด แบ่งเป็นขนาดเล็ก มีรัศมีประมาณ 1 เซนติเมตร และขนาดใหญ่มีรัศมีประมาณ 4 เซนติเมตร”

 

ชญานินอธิบายว่า การทดลองนี้จะสร้างไฟฟ้าสถิตผ่านปรากฏการณ์ไทรโบอิเล็กทริก (Triboelectric) ให้เกิดการสะสมของประจุไฟฟ้า ด้วยการเสียดสีไม้บรรทัดพลาสติกกับผ้า ก่อนนำไม้บรรทัดมาเข้าใกล้กับก้อนน้ำ เพื่อดูว่าจะมีอิทธิพลอย่างไรต่อก้อนน้ำทั้งสองขนาด

 

เจ้าตัวได้เล่าถึงสมมติฐานของการทดลองบนสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำว่า “สำหรับสมมติฐานของผม ก้อนน้ำทรงกลมขนาดเล็กจะถูกกระทำโดยแรงไฟฟ้าไปทั้งก้อน แต่ว่าก้อนที่มีขนาดใหญ่กว่ามันอาจไม่เคลื่อนที่ไปทั้งหมด แต่ตัวพื้นผิวของก้อนน้ำอาจมีปูดออกมาตามแรงทางไฟฟ้าที่กระทำ”

 

การทดลองที่ 2: การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือก

 

ณัฐภูมิ กูลเรือน (เฟรม), จิรทีปต์ มะจันทร์ (ต้นกล้า), ฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล (เพียว) และ ภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ (ต้นน้ำ) Stranger Things Two Ball on String

 

การทดลองถัดมาเป็นแนวคิดจากคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ได้แก่ ณัฐภูมิ กูลเรือน (เฟรม), จิรทีปต์ มะจันทร์ (ต้นกล้า), ฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล (เพียว) และ ภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ (ต้นน้ำ) ที่ต้องการศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ หรือ Stranger Things Two Ball on String

 

ณัฐภูมิอธิบายการทดลองของทีมเขาว่า “จะมีลูกบอลสองลูกที่ผูกไว้กับเชือก โดยตอนแรกเราจะให้จับลูกบอลเป็นเส้นตรงก่อนครับ (นักบินอวกาศถือปลายเชือกไว้มือหนึ่ง ก่อนจับลูกบอลที่อยู่ด้านล่างไว้ด้วยมืออีกข้าง) แล้วก็ออกแรงหมุนให้ลูกบอลตรงกลางหมุนไปก่อน จากนั้นค่อยปล่อยลูกบอลอีกลูกให้หมุนตามไปในทิศตรงกันข้าม” ซึ่งลูกบอลทั้งสองจะเคลื่อนที่เป็นลักษณะเพนดูลัมทรงกรวย ในระนาบที่ขนานกันด้วยแรงเข้าสู่ศูนย์กลางของแต่ละลูก แรงดึงเชือก และแรงโน้มถ่วง

 

เนื่องจากสถานีอวกาศนานาชาติอยู่ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ทำให้คณะนักเรียนจากยุพราชวิทยาลัยสนใจว่าลูกบอลทั้งสองลูกจะเคลื่อนที่แตกต่างจากบนพื้นโลกไปอย่างไร โดยณัฐภูมิเล่าถึงสมมติฐานของพวกเขาว่า “เราคิดว่าในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำที่ไม่มีแรงโน้มถ่วงมาดึงให้มันสมดุล แรงดึงเชือกจะทำให้ทั้งระบบ (ลูกบอลทั้งสอง) ค่อยๆ สูงขึ้นไปจนอยู่ในระนาบเดียวกัน”

 

การทดลองที่ 3: การออกกำลังกายท่าดาวทะเล

 

วรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และ พุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) การออกกำลังกายท่าดาวทะเล Starfish Exercise for Microgravity

 

การทดลองที่ 3 เป็นแนวคิดของ วรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และ พุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนระยองวิทยาคม ซึ่งต้องการศึกษาการออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ หรือ Starfish Exercise for Microgravity

 

วรรณวลีได้เล่าถึงการทดลองของเธอว่า “เป็นประเภทการทดลองที่แตกต่างจากน้องๆ ทั้งสองทีมก่อนหน้า โดยเป็นหัวข้อเรื่องการออกกำลังกายในอวกาศ ซึ่งมาจากที่เราสองคนได้คุยกันว่าปัญหาที่เกิดกับนักบินอวกาศมีอะไรบ้าง และเราพบว่าเมื่อพวกเขากลับมาจากอวกาศจะมีปัญหาเรื่องการสูญเสียกล้ามเนื้อเกิดขึ้น

 

“เราเลยเสนอไอเดียการออกกำลังกายท่าดาวทะเล ซึ่งเป็นแบบ Bodyweight ที่เน้นการใช้กล้ามเนื้อ แต่ว่าขีดจำกัดของเรื่องนี้คือเราไม่สามารถใช้น้ำหนักตัวมาเป็นแรงต้านได้เมื่ออยู่ในอวกาศ เราจึงเลือกใช้แผ่นยางยืดออกกำลัง  (Resistance Band) เป็นอุปกรณ์เพิ่มแรงต้าน ซึ่งส่วนนี้จะทำให้นักบินอวกาศใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน เช่น กล้ามเนื้อแกนกลาง ตรงซี่โครง และกล้ามเนื้อน่องและแขนส่วนต้น”

 

ทั้งสองได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกกำลังแบบนี้จะช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้แก่นักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจในสภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลายาวนานได้ ซึ่งปกตินักบินอวกาศจะมีช่วงเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวันที่ต้องใช้ไปกับการออกกำลังกาย เพื่อลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจากการอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลายาวนาน

 

3 ไอเดียการทดลองข้างต้นจะนำขึ้นไปปฏิบัติจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงต้นปี 2024 ที่กำลังมาถึง ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่าง JAXA กับ สวทช. ในการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านอวกาศให้แก่เยาวชนไทย นอกเหนือจากโครงการ Kibo Robot Programming Challenge และ Asian Herb in Space

The post รู้จัก 3 ไอเดียของเยาวชนไทยที่ส่งไปทดลองจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์อาจพบซากดาวเคราะห์โบราณฝังอยู่ลึกใต้เปลือกโลก https://thestandard.co/scientist-found-planetary-remains-beneath-earths-crust/ Mon, 06 Nov 2023 03:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=862781 ซากดาวเคราะห์

กลุ่มก้อนมวลสารขนาดใหญ่ใต้ชั้นเปลือกโลกที่มีความหนาแน่น […]

The post นักวิทย์อาจพบซากดาวเคราะห์โบราณฝังอยู่ลึกใต้เปลือกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซากดาวเคราะห์

กลุ่มก้อนมวลสารขนาดใหญ่ใต้ชั้นเปลือกโลกที่มีความหนาแน่นต่างจากจุดอื่นๆ โดยรอบ อาจอธิบายได้ว่าเป็นร่องรอยของดาวเคราะห์อีกดวงที่เคยพุ่งชนเข้ากับโลกจนทำให้เกิดดวงจันทร์ขึ้นมา 

 

ย้อนเวลากลับไปราว 4.5 พันล้านปีที่แล้ว เมื่อระบบสุริยะเพิ่งก่อตัวมาได้ไม่นาน และยังมีความปั่นป่วนของวัตถุต่างๆ มากกว่าปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่ามีดาวเคราะห์โบราณขนาดใกล้เคียงกับดาวอังคารชื่อ ไธอา (Theia) พุ่งเข้าใส่โลกของเราอย่างรุนแรงจนทำให้เศษชิ้นส่วนของโลกในตอนนั้นกับไธอารวมกันกลายเป็นดวงจันทร์บริวาร

 

เนื่องจากระบบสุริยะไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปดูการกำเนิดดวงจันทร์ได้ ทำให้นี่เป็นหนึ่งในปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบอย่างชัดเจน โดยนอกจากสมมติฐานการพุ่งชนของดาวเคราะห์โบราณขนาดดาวอังคารที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดจากหลักฐานในปัจจุบันแล้ว ยังมีสมมติฐานการเกิดขึ้นมาพร้อมกันของทั้งโลกและดวงจันทร์ หรือการที่ดวงจันทร์ถูกแรงโน้มถ่วงโลกจับเข้ามาสู่วงโคจรในภายหลัง

 

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าต้องมีร่องรอยของดาวเคราะห์โบราณที่ถูกทิ้งไว้บนโลกใบนี้ จากการพุ่งชนที่รุนแรงเมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้ว โดยคณะนักวิจัยได้ศึกษากลุ่มก้อนมวลสารขนาดใหญ่ 2 ก้อนที่อยู่ใต้แผ่นเปลือกโลก ลึกลงไปราว 2,900 กิโลเมตรในบริเวณที่ถูกเรียกว่า พื้นที่ความเร็วต่ำ หรือ LLVP (Large Low-Velocity Provinces) ซึ่งมีความหนาแน่นและองค์ประกอบต่างจากบริเวณอื่นๆ ของชั้นแมนเทิล

 

กลุ่มก้อนมวลสารนี้ถูกพบอยู่ใต้ประเทศแอฟริกาใต้กับใต้มหาสมุทรแปซิฟิก โดยเป็นปริศนาที่สร้างความสงสัยให้กับนักวิทยาศาสตร์มาหลายทศวรรษ ว่าก้อนมวลในพื้นที่ LLVP ไปอยู่ในชั้นเนื้อโลกได้อย่างไร ทว่าข้อมูลงานวิจัยล่าสุดได้เสนอว่าวัตถุดังกล่าวอาจเป็นร่องรอยที่หลงเหลือจากดาวเคราะห์โบราณที่มาพุ่งชนโลก และนำไปสู่การกำเนิดดวงจันทร์ได้

 

งานวิจัย ‘Moon-forming impactor as a source of Earth’s basal mantle anomalies’ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน โดย ดร.เฉียน หยวน นักธรณีพลศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย และหัวหน้าคณะวิจัยที่ศึกษาก้อนมวลสารดังกล่าว เปิดเผยว่า “งานวิจัยของเราพบว่าการพุ่งชนอย่างรุนแรงนี้ มีผลกระทบต่อวิวัฒนาการของโลกในระยะยาว และอาจอธิบายได้ว่าทำไมโลกถึงมีความแตกต่างในเชิงธรณีวิทยาเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์หินดวงอื่น”

 

เติ้งหงผิง จากหอดูดาวเซี่ยงไฮ้ในประเทศจีน ได้ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาการชนกันของโลกยุคแรกกับไธอา โดยพบว่าองค์ประกอบจากดาวเคราะห์โบราณบางส่วนได้หลอมละลายระหว่างการพุ่งชน ก่อนจมลงสู่ใต้ชั้นแมนเทิลของโลกเรา กลายเป็นก้อนมวลในพื้นที่ LLVP โดยไม่รวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับเนื้อโลกส่วนอื่น

 

แม้นักวิทยาศาสตร์จะเห็นพ้องกันว่าพื้นที่ LLVP นั้นมีอยู่ใต้ชั้นเปลือกโลกมาอย่างยาวนาน หลังมีการค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงยุคทศวรรษ 1980 แต่การระบุช่วงเวลาการมีอยู่และที่มาของกลุ่มก้อนมวลเหล่านี้อย่างชัดเจน ยังเป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงกัน โดยมีนักธรณีพลศาสตร์บางส่วนเสนอว่ามันอาจเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ใต้เปลือกโลก และไม่ใช่ร่องรอยของดาวเคราะห์โบราณที่พุ่งชนเมื่อราว 4.5 พันล้านปีที่แล้ว

 

แม็กซิม บอลเมอร์ นักธรณีพลศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ให้ความเห็นว่า “โมเดลนี้ควรได้รับการทดสอบจริง แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นไอเดียที่คุ้มค่ากับการศึกษาขนาดนั้น”

 

ทั้งนี้ ขั้นตอนการพิสูจน์ในลำดับถัดไป คือการเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมีของทั้งกลุ่มก้อนมวลสารใต้เปลือกโลกและจากบนดวงจันทร์ โดย ดร.หยวน เสริมว่า “ถ้าองค์ประกอบทางเคมีของทั้งสองแห่งเหมือนกัน มันก็ต้องมีต้นกำเนิดมาจากดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน”

 

อย่างไรก็ตาม นักธรณีวิทยายังไม่สามารถขุดลึกลงไปใต้ผิวโลกเพื่อเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ LLVP มาศึกษาได้โดยตรง แต่อาจอาศัยจุดความร้อนจากชั้นแมนเทิล (Mantle Plumes) นำเอาวัตถุปริศนาขึ้นมาปะทุบนพื้นผิวโลกได้ เช่นกันกับการต้องขึ้นไปขุดเจาะลงไปใต้พื้นผิวดวงจันทร์ในบริเวณขั้วใต้ของดาว เพื่อนำตัวอย่างจากดาวบริวารดวงนี้มาศึกษาในห้องแล็บบนโลก และเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมีระหว่างตัวอย่างทั้งสองอีกที

 

ภาพ: Hernán Cañellas

อ้างอิง:

The post นักวิทย์อาจพบซากดาวเคราะห์โบราณฝังอยู่ลึกใต้เปลือกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์ของการพนัน เหตุผลที่ทำให้คนเราไม่สามารถเลิกพนันได้ง่ายๆ https://thestandard.co/gambling-addiction-2/ Thu, 19 Oct 2023 13:40:14 +0000 https://thestandard.co/?p=856609 การพนันฟุตบอล

นั่งอ่านคำสารภาพของ นิโคโล ฟาโจลี ไอ้หนุ่มดาวรุ่งของทีม […]

The post วิทยาศาสตร์ของการพนัน เหตุผลที่ทำให้คนเราไม่สามารถเลิกพนันได้ง่ายๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การพนันฟุตบอล

นั่งอ่านคำสารภาพของ นิโคโล ฟาโจลี ไอ้หนุ่มดาวรุ่งของทีมยูเวนตุสและทีมชาติอิตาลี แล้วสะท้อนใจ

 

นักเตะอายุแค่ 22 ปีที่ถูกตัดสินให้รับโทษแบนจากสหพันธ์อิตาลีเป็นเวลา 1 ปี – แยกเป็นการแบนห้ามลงสนาม 7 เดือน และโทษอีก 5 เดือนจะมีการชดใช้ความผิดในรูปแบบอื่น – คายความลับทุกอย่างออกมาหมด หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีการเล่นพนันฟุตบอล ซึ่งถือเป็น ‘เรื่องต้องห้าม’ สำหรับนักกีฬาอาชีพ โดยสิ่งที่เจ้าตัวยอมรับสารภาพมานั้นมีหลายประโยคที่ฟังแล้วก็มีความเห็นใจอยู่ครับ

 

หนึ่งในถ้อยคำนั้นคือ “ผมเริ่มนอนไม่หลับ ยิ่งเวลาผ่านไปจำนวนหนี้ก็ยิ่งทำให้ผมหมกมุ่นมากขึ้น จำนวนเงินที่ผมติดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผมคิดแต่ว่าผมจะเล่นเพื่อเอาคืนให้ได้ แต่ตอนนี้จำนวนหนี้มันมากเกินกว่าที่ต่อให้ผมแทงชนะก็จะไม่ได้อะไรเลย มันแค่ช่วยลดหนี้ที่ผมติดบ่อนพนันเอาไว้”

 

คำพูดของฟาโจลีน่าจะไม่ต่างอะไรจากประสบการณ์ของเหล่าคนที่เคยเจอวิกฤตเพราะชีวิตไปติดการพนัน เรื่องราวมันก็เป็นประมาณนี้แทบทั้งนั้น

 

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมนักฟุตบอล – หรือคนทั่วไปก็เถอะ – ถึงชอบนักกับไอ้การเล่นพนันเนี่ย? ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นหนทางไปสู่ความฉิบหาย

 

แล้วทำไมมันถึงเลิกยากเลิกเย็นนักนะ?

 

เรื่องนี้บอกเลยว่ามีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด และสามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้

 

ย้อนกลับไปในคดีสะเทือนวงการฟุตบอลอิตาลี เมื่อปรากฏชื่อ 3 นักเตะทีม ‘อัซซูรี’ ที่เปลี่ยนสถานะจากนักเตะทีมชาติมาเป็นผู้ต้องหา เพราะถูกจับได้ว่าไปพัวพันกับการเล่นพนัน

 

 

หลายคนน่าจะพอได้เห็นรายละเอียดไปบ้างแล้วว่าถึงการดำเนินคดีของ นิโคโล ฟาโจลี, ซานโดร โตนาลี และ นิโคโล ซานิโอโล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักเตะฝีเท้าดีและควรมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ว่าพวกเขาไปทำแสบอะไรไว้บ้าง (แต่ถ้ายังตามเรื่องไม่ทัน ลองไปอ่านก่อนได้ที่ (ผมไม่อยากตามบอลพี่คนนี้แล้ว กรณีศึกษา ซานโดร โตนาลี ที่เอาอนาคตตัวเองไปแทงพนัน)

 

 

ในบรรดา 3 คนนี้ คนที่ถูกตัดสินก่อนเพื่อนคือฟาโจลี ที่สารภาพทุกอย่างจนหมด เพราะจำนนต่อหลักฐานและเริ่มรู้สึกรับไม่ไหวกับเรื่องนี้แล้ว หลังจากที่เริ่มเข้าสู่วงการพนันตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2021

 

คนที่เป็นผู้ชักนำเขาเข้าสู่วงการก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นโตนาลีเมื่อครั้งที่ยังอยู่กับเอซี มิลาน อยู่เลย

 

ฟาโจลีเล่าประสบการณ์การลงนรกของตัวเองไว้ละเอียดประมาณหนึ่ง ซึ่งผมขออนุญาตถอดความมาให้เผื่อเป็นบทเรียนให้ใครได้

 

“ผมเริ่มพนันฟุตบอล เล่นเทนนิส และคาสิโน ตั้งแต่ช่วงเข้าแคมป์ทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 21 ปีที่เตอร์เรเนีย ผมเห็นคนอื่นเขาเล่นกัน ผมก็ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเว็บพนันพวกนี้มันถูกกฎหมายหรือเปล่า”

 

เว็บพนันถูกกฎหมายกับเว็บเถื่อนสำหรับฟาโจลีมีสิ่งเดียวที่แตกต่างกันนั่นคือ การให้ ‘เครดิต’ สำหรับการแทงบอลก่อน ได้ก็ดีไป เสียก็ใช้มา

 

ในตอนแรกก็เริ่มจากการพนันเทนนิสก่อน แต่พอชักเสียเยอะขึ้นก็เริ่มมาแทงบอล และก็เป็นตามสเต็ปนรกคือ พอแทงเสียก็แทงจำนวนมากขึ้น เพื่อหวังจะเอามาโปะกับหนี้ที่เสียไป

 

ผีพนันเข้าสิงฟาโจลี ดวงตาของเขามืดบอด ยิ่งแทงยิ่งเสียหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่แทนที่จะหยุด กลับถลำลึกดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนถึงสุดเหวนรกที่เจ้าหนี้เริ่มเอาจริง

 

จนถึงขั้นที่เริ่มจ่ายไม่ไหว บวกกับโดนสายทวงหนี้ของบ่อนข่มขู่ “เดี๋ยวกูจะหักขามึง!”

 

ฟาโจลีเลยต้องขอหยิบยืมเงินจากเพื่อนมาใช้จ่ายหนี้ก่อนด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา แต่ก็ไม่วายยังเล่นต่อ จนสุดท้ายเรื่องก็ปิดไม่มิด

 

 

ฟังแล้วรู้สึกไหมครับว่าเรื่องนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินเพื่อนหรือคนรู้จักสักคนที่เสียผู้เสียคนในทำนองเดียวกัน ชนิดที่เราสามารถเปลี่ยนชื่อตัวละครจากฟาโจลีเป็นใครก็ได้ ต่อให้รายละเอียดมันแตกต่างกัน แต่หัวใจของเรื่องก็เหมือนกัน

 

ผีพนันเข้าสิงคนพวกนี้ และพวกเขาไม่สามารถหาทางกลับมาสู่แสงสว่างได้

 

เรื่องนี้อยากบอกว่า การจะไล่ผีพนันออกจากตัวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายแบบที่คิดครับ เพราะการพนันคือการเสพติดชนิดหนึ่งที่ให้ผลเสียร้ายแรงกว่าชนิดที่เราอาจไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนว่ามันจะเป็นได้ถึงขนาดนี้

 

ตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุข NHS ของประเทศอังกฤษ – ซึ่งต้องบอกว่าเป็นประเทศที่การพนันเป็นเรื่องถูกกฎหมายนะครับ มีบ่อนรับพนันกันเกลื่อน – บอกเอาไว้แบบนี้ครับว่า การติดพนัน หรือที่เรียกกันว่า ‘Gambling Addict’ นั้นสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ถึง 3 ด้านด้วยกัน

 

  1. ด้านสุขภาพกาย
  2. ด้านสุขภาพจิต
  3. ด้านการเงิน

 

ให้เห็นภาพง่ายๆ ต้องย้อนกลับจาก 3-2-1 ครับคือ หากเราเล่นพนันเสีย นั่นหมายถึงเรามีโอกาสจะประสบปัญหาทางการเงิน ไม่ว่าจะเงินขาดมือ ใช้เงินสำรองที่เก็บออมไว้ ทีนี้พอไม่มีเงินก็ต้องหามาใช้ ถ้าเงินสำรองของตัวเองหมดก็ต้องหยิบยืมจากคนอื่น ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health) ต่อ

 

พอเงินไม่มี ไม่รู้จะหามาใช้หนี้พนันอย่างไร เกิดความเครียดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ความเครียดนั้นก็จะไปส่งผลต่อสุขภาพกายต่อ ซึ่งตัวอย่างของฟาโจลีที่สารภาพออกมาคือ เขาเริ่มมีอาการนอนไม่หลับเพราะเป็นหนี้พนัน และมันก็ส่งผลต่อเรื่องของสภาพร่างกาย เรื่องของการซ้อม ไปจนถึงเรื่องของการลงสนาม

 

โดยที่ทุกอย่างจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ได้จบแค่ 3 อย่างนี้ด้วย เพราะยังมีสิ่งที่สูญเสียได้อีก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ (ผมเองก็เสียเพื่อนไปหลายคนที่ติดการพนัน…) หรือสิ่งที่เสียไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้อีกเลยคือ ‘เวลา’

 

ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญ ถ้ารู้ว่าเล่นแล้วมันจะแย่ขนาดนี้ ทำไมไม่เลิก?

 

คำตอบที่อาจจะเหมือนข้ออ้างสำหรับผีพนันคือ การพนันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดหรือเลิกได้ทันที ไม่เหมือนการปิดสวิตช์ไฟ

 

การติดพนันเป็นภาวะเสพติดที่ไม่ต่างอะไรจากการติดเหล้าหรือติดยา

 

ร้ายกว่านั้นคือ การติดพนันสามารถส่งผลกระทบทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมองด้วย!

 

สิ่งที่เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่ติดการพนันคือ พวกเขาไม่ได้คิดแค่เรื่อง ‘ได้-เสีย’ ในหัว แม้ว่าจำนวนเงินเดิมพันที่หวังไว้ในใจมันจะมีส่วนก็เถอะ

 

เพราะความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้พวกเขาเสพติดคือ ‘การได้เดิมพัน’ หรือพูดง่ายๆ คือความรู้สึกตื่นเต้นในการได้ลุ้นว่าจะได้หรือจะเสีย

 

 

พอล เมอร์สัน ตำนานนักเตะอาร์เซนอล ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในคนที่ชีวิตเกือบหมดทุกสิ่งไปเพราะการพนัน บอกว่า สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่ว่าเขาได้หรือเสียเงินไปเท่าไร แต่คือการแสวงหาความรู้สึกตื่นเต้นในแบบเดียวกับการทำประตูได้ในสนามแข่งขัน ซึ่งการพนันมันมอบความรู้สึกนี้ให้กับเขาได้

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่คิดเอาเองด้วยครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสมองของเรา เมื่อเราเดิมพันกับการพนัน สมองของเราจะหลั่งสารโดพามีนและอะดรีนาลีนออกมา ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและผ่อนคลาย

 

มันคือหลักการเดียวกันกับการใช้ยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรงอย่างโคเคนเลยทีเดียว ซึ่งมีการทดสอบตรวจการทำงานของสมองของคนที่ติดการพนันกับคนที่ติดโคเคนแล้วพบว่า มีการทำงานในรูปแบบเดียวกัน

 

นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เกิด ‘ผีพนัน’ และผีร้ายตนนี้ร้ายกาจอย่างยิ่ง

 

สำหรับผีพนันเวลาที่เล่นได้นั้น เงินที่ได้มาไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการไปเติมน้ำมันให้รถใช้วิ่งไปต่อ (แต่ไปนรกนะ) ในทางกลับกัน ในเวลาที่เล่นเสียก็เกิดความเครียด แต่ก็ไม่สามารถเลิกได้ เพราะสมองเสพติดกับความสุขที่ได้จากการเล่นพนันแล้ว

 

กว่าผีจะออกจากร่างคือวันที่หมดตัวแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว และพวกเขารู้สึกแล้วว่าอยากให้ใครสักคนมาช่วยฉันที

 

หรือสำหรับคนที่โชคร้ายกว่านั้น มันอาจหมายถึงจุดจบของชีวิตได้เลย

 

และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมกรณีของฟาโจลีหรือโตนาลี เมื่อความแตกแล้ว นอกจากจะยอมรับสารภาพ แต่พวกเขายังต้องขอความช่วยเหลือในการเข้ารับการบำบัดการติดพนัน เพราะสภาวะตอนนี้มันเกินกว่าที่พวกเขาจะเยียวยาตัวเองได้แล้ว มันต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลช่วยเหลือดูแล

 

แล้วทีนี้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง เป็นแค่คนที่ชอบแทงบอลทั่วไปจะทำอย่างไร?

 

ถ้าได้อ่านบทความชิ้นนี้แล้วคิดได้ ก็ขอให้ลด ละ แล้วรีบเลิกเสีย เพราะอนาคตมืดมิดแน่นอน

 

ส่วนคนที่มีความสัมพันธ์กับคนที่เล่นพนัน ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือคนรัก ถ้าเรายังรักและหวังดีต่อกัน ก็ต้องบอกกันตรงๆ ว่าเลิกเถอะ พยายามให้กำลังใจกัน เพราะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะปราบผีพนันได้

 

มองไม่เห็นทางออก?

 

ลองตามหาพี่คนนี้ดูนะ พี่กรมสุขภาพจิต โทร. 1323 ตลอด 24 ชั่วโมงได้เลย รับประกันว่าจะมีคนช่วยชี้ทางสว่างให้แน่ ขอแค่ตั้งใจ

 

ขอให้ทุกคนโชคดี!

 

อ้างอิง:

 

The post วิทยาศาสตร์ของการพนัน เหตุผลที่ทำให้คนเราไม่สามารถเลิกพนันได้ง่ายๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘สมอง’ ถึงชอบวันหยุดพักร้อนก่อนที่จะเริ่มจัดกระเป๋าออกไปเที่ยวเสียอีก! https://thestandard.co/brain-loves-vacation/ Sun, 27 Aug 2023 12:37:06 +0000 https://thestandard.co/?p=834392 สมอง

ใครๆ ก็รักวันหยุด แต่คุณเคยสังเกตไหมว่าแค่คิดถึงวันหยุด […]

The post ทำไม ‘สมอง’ ถึงชอบวันหยุดพักร้อนก่อนที่จะเริ่มจัดกระเป๋าออกไปเที่ยวเสียอีก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมอง

ใครๆ ก็รักวันหยุด แต่คุณเคยสังเกตไหมว่าแค่คิดถึงวันหยุดที่กำลังจะมาถึงก็สามารถทำให้คุณมีกำลังใจขึ้นได้ นั่นไม่ใช่แค่จินตนาการของคุณเท่านั้น แต่วิทยาศาสตร์สนับสนุนความคิดดังกล่าว

 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การคาดหวังถึงเหตุการณ์ที่น่าพึงพอใจ เช่น วันหยุด จะปล่อยสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่รับผิดชอบต่อความรู้สึกยินดีและได้รับรางวัล ซึ่งหมายความว่าการวางแผนง่ายๆ และตั้งตารอวันหยุดพักผ่อนสามารถช่วยเพิ่มความสุขของคุณได้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ผลการศึกษาในปี 2016 เปิดเผยว่าการลาพักร้อนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับรู้ ซึ่งหมายความว่าหลังจากลาพักร้อน พนักงานจะสามารถคิดอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น และคิดวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ได้หลากหลาย

 

ประโยชน์หลักของการลาพักร้อนในทางชีววิทยาคือการลดความเครียด แม้ว่าความเครียดในระยะสั้นจะช่วยให้เราทำตามกำหนดเวลาและรับมือกับความท้าทายได้ เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ถ้าลูกค้าจะเอาก็สามารถเสกให้ได้” แต่ความเครียดที่ยืดเยื้ออาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น ความหงุดหงิด และความโกรธได้

 

หากต้องการได้รับประโยชน์จากวันหยุดพักผ่อนอย่างแท้จริง จำเป็นต้องตัดขาดจากการทำงานอย่างเต็มที่ นี่หมายถึงการต่อต้านความอยากจะเช็กอีเมลหรือทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ จำไว้ว่าเป้าหมายคือการผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกาย

 

อย่างไรก็ตาม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการพักร้อนของคุณจะไม่กลายเป็นต้นตอของความเครียดครั้งใหม่ การวางแผนเป็นสิ่งสำคัญ การรู้ว่าจะคาดหวังอะไรสามารถป้องกันเรื่องไม่คาดคิดได้

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจ แต่ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ว่า การลาพักร้อนที่ยาวนานกว่านั้นให้ผลประโยชน์ที่สำคัญมากกว่าการหยุดพักระยะสั้นและบ่อยกว่าหรือไม่ ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ทำให้คุณสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากกว่า!

 

อ้างอิง:

The post ทำไม ‘สมอง’ ถึงชอบวันหยุดพักร้อนก่อนที่จะเริ่มจัดกระเป๋าออกไปเที่ยวเสียอีก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมร่างกายและสมองของคนเราต้องการวันหยุดพักร้อน? https://thestandard.co/life/why-our-body-and-mind-needs-holiday/ Sun, 30 Jul 2023 12:24:29 +0000 https://thestandard.co/?p=823690 ร่างกายและสมอง

“การพักร้อนที่มีคุณภาพจะทำให้การนอนหลับของเรายาวนานมากข […]

The post ทำไมร่างกายและสมองของคนเราต้องการวันหยุดพักร้อน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่างกายและสมอง

“การพักร้อนที่มีคุณภาพจะทำให้การนอนหลับของเรายาวนานมากขึ้นในแต่ละวัน”

 

ใครที่ยังลังเลว่าจะทำอย่างไรในวันหยุดยาวนี้ นี่คือคำแนะนำจากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 

 

มีการวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การหยุดเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายและสมองของเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับคนรักหรือคนในครอบครัว 

 

อ้างอิงจากการศึกษาของ Gilovich, T. & Kumar, A. ‘Chapter Four-We’ll Always Have Paris: The Hedonic Payoff From Experiential and Material Investments.’ ตีพิมพ์ปี 2015 พบว่า การใช้จ่ายเงินในวันหยุดเพื่อซื้อประสบการณ์มีแนวโน้นว่าจะนำความสุขที่ยั่งยืนมากกว่าใช้จ่ายเพื่อซื้อวัตถุ ข้าวของ และเครื่องใช้ นั่นหมายความว่า ลงทุนกับทริปเที่ยวย่อมดีกว่าช้อปปิ้ง แล้วนอกจากนี้ล่ะ?

 

ในปี 2003 นักวิจัย (Ferguson, T et al.) พบว่า การพักร้อนที่มีคุณภาพจะทำให้การนอนหลับของเรายาวนานมากขึ้นในแต่ละวัน การเคลื่อนไหวทางร่างกายดีขึ้น และทำกิจกรรมปานกลางถึงหนักได้ดีขึ้น โดยส่งผลต่อเนื่องไปอีก 2 สัปดาห์ ระยะเวลาในการส่งผลนั้นจะขึ้นอยู่กับความยาวของวันหยุดและความเครียดของคนคนนั้น ขณะเดียวกันการศึกษาของ Kuhnel, J. & Sonnentag, S. 2011 เกี่ยวกับผลกระทบที่ลดลงของวันหยุดชี้ให้เห็นว่า การพักร้อนช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความเหนื่อยหน่ายลดลง แต่ผลจะคงอยู่ได้ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น

 

แล้วเราควรเที่ยวพักผ่อนแบบไหนถึงได้ประโยชน์สูงสุด นักวิจัยแนะนำว่า คุณควรไปในที่ที่แตกต่างจากสภาวะแวดล้อมเดิม เช่น หากคุณมาจากตอนเหนือ ก็ควรไปพักผ่อนยังประเทศเขตร้อน ส่วนระยะเวลาจะนานเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายจากงาน 

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง: 

  • www.psychologytoday.com/intl/blog/how-my-brain-works/202307/why-our-body-and-brain-need-vacation
  • Ferguson, T et al. “How do 24-h movement behavior change during and after vacation? A cohort study.” International Journal of Behavioral Nutrition and Physical Activity 20, article number: 24, 2023.
  • Kuhnel, J. & Sonnentag, S. “How long do you benefit from vacation? A closer look at the fade-out of vacation effects.” Journal of Organizational Behavior. Vol. 32. Issue 1. 2011.
  • Gilovich, T. & Kumar, A. “Chapter Four-We’ll Always Have Paris: The Hedonic Payoff From Experiential and Material Investments.” Advances in Experimental Social Psychology Volume 51, 2015.

The post ทำไมร่างกายและสมองของคนเราต้องการวันหยุดพักร้อน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
3M ออกดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ไทย พบว่า คนไทยกว่า 9 ใน 10 เชื่อมั่นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและชีวิตจะดีขึ้นเมื่อใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย https://thestandard.co/3m-state-of-science-index-2023/ Wed, 05 Jul 2023 12:22:58 +0000 https://thestandard.co/?p=812857

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ‘3เอ็ม’ ในฐานะองค์กรวิทยาศ […]

The post 3M ออกดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ไทย พบว่า คนไทยกว่า 9 ใน 10 เชื่อมั่นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและชีวิตจะดีขึ้นเมื่อใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ‘3เอ็ม’ ในฐานะองค์กรวิทยาศาสตร์ระดับโลก ได้เผยผลสำรวจดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ประจำปี 2566 (3M State of Science Index 2023 – SOSI 2023) ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของผู้บริโภคเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ รวมทั้งผลกระทบของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อโลก ซึ่งข้อมูลที่ได้จากดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ประจำปี 2566 จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถคาดการณ์ถึงความท้าทายในอนาคตและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขหรือช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความท้าทายเหล่านั้นได้

 

Ms Wiyada Srinaganand

วิยะดา ศรีนาคนันทน์ ประธานบริหาร บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด


วิยะดา ศรีนาคนันทน์ ประธานบริหาร บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงการจัดทำแบบสำรวจดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สำรวจดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ประจำปี 2566 ซึ่งคนไทยกว่า 91% เชื่อว่า ผลลัพธ์ในเชิงบวกจะเกิดขึ้นได้หากมีการผนึกกำลังในการนำวิทยาศาสตร์มาใช้แก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการเกษตรที่ยั่งยืน ซึ่งข้อมูลเชิงลึกจากผลการสำรวจนี้จะช่วยให้เราสามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คน ธุรกิจ และสังคมในวงกว้าง”

 

คนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของ STEM (STEM: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) แต่การส่งเสริมการศึกษาและงานยังต้องพัฒนามากกว่านี้

 

ข้อมูลจากผลสำรวจดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ประจำปี 2566 ระบุว่า 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยเชื่อว่า วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มที่เปราะบางที่สุดของโลก ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากครอบครัว เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เป็นต้น และ 88% (เทียบกับ 84% ในระดับโลก) ต้องการทราบว่า นักวิทยาศาสตร์มีมุมมองอย่างไรต่อปัญหาทางด้านสังคม

 

91% ของคนไทย (เทียบกับ 94% ในระดับโลก) เชื่อว่า แนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาเพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกกับสังคมได้ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการเกษตรที่ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น 89% เชื่อว่า โรงเรียนควรกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่สอนแก่นักเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนให้เยาวชนรุ่นต่อไปมีความตระหนักรู้และมีส่วนร่วมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่วัยเด็ก

 

การรับรู้ถึงความสำคัญทางด้าน STEM เป็นสิ่งที่ผู้คนมีความเห็นตรงกัน โดย 89% ของคนไทยเห็นว่า ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของอนาคตได้ แต่อุปสรรคยังอยู่ที่แรงงานจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสแม้จะมีศักยภาพก็ตาม จากผลสำรวจชาวไทยเห็นว่า ในปัจจุบันมีแรงงานที่มีศักยภาพแต่ยังไม่ได้รับโอกาสซ่อนอยู่ในกลุ่มแรงงานสาขา STEM ถึง 87% (เทียบกับ 82% ในระดับโลก) และ 79% (เทียบกับ 86% ในระดับโลก) ของคนไทยเห็นว่า ผู้หญิงไม่ได้นำศักยภาพด้าน STEM ของตนออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับโอกาส ก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

นอกจากนี้ 86% ของคนไทยเห็นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มด้อยโอกาสสามารถมีส่วนร่วมในการศึกษาในสาขา STEM ได้เพิ่มมากขึ้น โดยที่ 89% (เทียบกับ 78% ในระดับโลก) กล่าวว่า กลุ่มด้อยโอกาสมักขาดการเข้าถึงการศึกษาในสาขา STEM อย่างเท่าเทียม

 

จากปัญหาดังกล่าวและความสำคัญของการบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่บริษัทเล็งเห็น 3เอ็ม จึงได้เดินหน้าส่งเสริมโครงการที่เกี่ยวกับการศึกษาในสาขา STEM ในประเทศไทย เช่น การจัดค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ประจำปี 2566 กิจกรรม 3M Tech Talks สำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่หลากหลายและเท่าเทียม และในปีนี้เช่นกัน

 

นอกจากนี้บริษัทยังได้มอบทุนเพื่อสนับสนุนศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในการสร้างห้องสมุดและห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ รวมถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ สำหรับนักเรียนประมาณ 300 คนที่เกือบทั้งหมดเป็นเด็กไร้สัญชาติ เพื่อการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมและสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเลือกศึกษาในสาขา STEM มากขึ้น


แรงงานฝีมือที่มีทักษะเฉพาะทางเสี่ยงขาดแคลน 3เอ็ม แนะเปลี่ยนทัศนคติต่ออาชีพนี้ใหม่


อีกสิ่งที่ต้องให้การสนับสนุนคือ ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการให้โอกาสแก่ทุกคน (Diversity, Equity & Inclusion หรือ DE&I) มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในสาขา STEM เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มแรงงานฝีมือและภาคส่วนอื่นๆ อีกด้วย โดย 91% เชื่อว่า เราจะต้องเพิ่ม DE&I ในกลุ่มแรงงานฝีมือ และ 90% (เทียบกับ 88% ในระดับโลก) เชื่อว่า เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเพิ่มเรื่อง DE&I ในสาขาการบริการด้านสุขภาพด้วย

 

ผลการสำรวจแสดงว่า 90% ของคนไทย (เทียบกับ 93% ในระดับโลก) เห็นว่า ประเทศไทยมีความต้องการแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน ซึ่งการขาดแคลนนี้อาจเป็นผลมากจากมุมมองของสังคมที่มีต่อแรงงานฝีมือ โดย 71% (เทียบกับ 56% ในระดับโลก) เชื่อว่า สังคมมีทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มแรงงานฝีมือ เช่น ช่างอุตสาหการ ช่างเครื่องกล และช่างไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับ 68% ของผู้ตอบแบบสำรวจ (เทียบกับ 58% ในระดับโลก) ที่เห็นว่า ผู้ปกครองมักไม่ส่งเสริมให้ลูกหลานของตนเลือกศึกษาในวิชาชีพทางด้านงานฝีมือ

 

ผู้ตอบแบบสำรวจ 89% เห็นว่า หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้ได้อย่างทันท่วงที จะทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคขาดแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางมาดำเนินการ และเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาความท้าทายต่อห่วงโซ่อุปทาน

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น 3เอ็ม จึงได้ตั้งเป้าหมายที่มุ่งเน้นด้านการศึกษาในทั่วโลก เพื่อพัฒนาความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้าน STEM และการพัฒนาทักษะด้านแรงงานฝีมือให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสด้วยการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้จำนวน 5 ล้านกิจกรรมภายในสิ้นปี 2568


องค์การสหประชาชาติเผย ประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงโดนผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนมากที่สุด

 

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติประจำเมืองวิสคอนซินได้คาดการณ์ว่า อุณหภูมิทั่วโลกอาจสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2593 ทำให้แนวทางเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งองค์การสหประชาชาติยังได้ออกมาเตือนว่า ประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากสภาวะโลกร้อนมากที่สุด สำหรับประเทศไทยผู้คน 73% มีความกังวลว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีรุนแรงขึ้น ในขณะที่ 70% กังวลเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศ และ 69% กังวลเรื่องมลพิษพลาสติก

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจากผลสำรวจดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2566 มีความสอดคล้องกับมุมมองทั่วไปของผู้คนกว่า 92% ที่กล่าวว่า พวกเขากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคำตอบของการบรรเทาผลกระทบเหล่านี้ได้คือการพึ่งพาวิทยาศาสตร์ เพราะ 89% เชื่อว่า วิทยาศาสตร์จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

 

การดำเนินการและนวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ตามรายงานล่าสุดของ WMO ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ความรับผิดชอบในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ตกเป็นของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย 89% เห็นว่า บริษัทต่างๆ ต้องเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ 88% (เทียบกับ 90% ในระดับโลก) เห็นด้วยว่า เราควรนำวิทยาศาสตร์มาทำให้โลกเกิดความยั่งยืนมากขึ้น

 

รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

 

ผลสำรวจยังพบว่า คนไทยกว่า 95% (เทียบกับ 94% ในระดับโลก) เชื่อมั่นในนวัตกรรมทางด้านการขนส่งว่ามีความปลอดภัย ซึ่งรวมไปถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าด้วย ส่วน 94% (เทียบกับ 88% ในระดับโลก) เชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ให้ดีขึ้นได้

 

ในขณะที่การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มแพร่หลายมากขึ้นทั้งในภูมิภาคและโลก คนไทยกว่า 91% กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถช่วยลดมลพิษได้ อีกทั้งยังเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นทั่วโลก โดย 88% (เทียบกับ 77% ในระดับโลก) กล่าวว่า ภายในปี 2575 ประเทศต่างๆ จะต้องการให้รถยนต์ที่ผลิตขึ้นใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ไฮบริด

 

อ้างอิง:

The post 3M ออกดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ไทย พบว่า คนไทยกว่า 9 ใน 10 เชื่อมั่นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและชีวิตจะดีขึ้นเมื่อใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครั้งแรก! นักดาราศาสตร์พบเสียงฮัมในเบื้องหลังของจักรวาล จากการศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงความถี่ต่ำ https://thestandard.co/low-frequency-gravitational-waves/ Fri, 30 Jun 2023 06:08:05 +0000 https://thestandard.co/?p=809834 ความโน้มถ่วงความถี่ต่ำ

จักรวาลของเราเต็มไปด้วยเสียงฮัมก้องกังวานทั่วทุกทิศ หาก […]

The post ครั้งแรก! นักดาราศาสตร์พบเสียงฮัมในเบื้องหลังของจักรวาล จากการศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงความถี่ต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความโน้มถ่วงความถี่ต่ำ

จักรวาลของเราเต็มไปด้วยเสียงฮัมก้องกังวานทั่วทุกทิศ หากเทียบทั้งจักรวาลเป็นดั่งวงดนตรีซิมโฟนี เราจะได้ยินเสียงประสานทุ้มดังก้องทั่วทั้งฮอลล์การแสดง ซึ่งนี่คือสิ่งที่นักดาราศาสตร์จากนานาประเทศได้ค้นพบ แต่เปลี่ยนจากคลื่นเสียงที่หูเราได้ยินผ่านตัวกลางอากาศ เป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่ยืดหดกาลอวกาศแทน

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปี 1915 ก่อนมีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงได้โดยตรงเป็นครั้งแรกในปี 2015 จากอุปกรณ์ของหอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง ด้วยหลักการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ หรือ LIGO ซึ่งอาศัยการสังเกตความยืด-หดของกาลอวกาศในท่อสุญญากาศยาว 4 กิโลเมตร เมื่อมีคลื่นความโน้มถ่วงเข้ามาปะทะ

 

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ของ LIGO สามารถตรวจรับสัญญาณในความถี่หลักร้อยเฮิรตซ์เท่านั้น ซึ่งมักมีต้นกำเนิดจากการรวมตัวของหลุมดำมวล 10-100 เท่าของดวงอาทิตย์ ทำให้คณะ International Pulsar Timing Array หรือ IPTA ได้ใช้อุปกรณ์รับสัญญาณระดับจักรวาลอย่าง ‘พัลซาร์’ มาเป็นตัวตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงความถี่ต่ำระดับนาโนเฮิรตซ์แทน

 

พัลซาร์คือแกนกลางที่หลงเหลือจากการยุบตัวของดาวฤกษ์ จนกลายเป็นดาวนิวตรอนที่มีคาบหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูง พร้อมกับแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเป็นจังหวะตามการหมุนรอบตัวเอง เปรียบดั่งแสงจากประภาคารท่ามกลางท้องทะเลแห่งดวงดาวอันมืดมิด

 

แสงจากประภาคารอวกาศนี้เองที่ช่วยให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงความถี่ต่ำได้สำเร็จ จากการศึกษาช่วงเวลาที่การแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของพัลซาร์กว่า 68 แห่ง ด้วยระยะเวลานานกว่า 15 ปี ซึ่งพบหลักฐานสำคัญว่าถูกรบกวนไปจากคาบปกติ ทั้งด้วยปัจจัยของฝุ่นก๊าซในอวกาศ การเคลื่อนที่สัมพัทธ์ของวัตถุทั้งสอง และจากการยืด-หดของกาลอวกาศจากคลื่นความโน้มถ่วงที่ไปปะทะเข้า

 

สตีเฟน เทย์เลอร์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ด้านคลื่นความโน้มถ่วงของมหาวิทยาลัย Vanderbilt หนึ่งในทีมวิจัยการศึกษางานนี้ ได้เปิดเผยว่าพวกเขามีหลักฐานที่ค่อนข้างน่ามั่นใจว่าต้นเหตุของคลื่นความโน้มถ่วงต่ำพิเศษดังกล่าว “อาจมาจากสองหลุมดำมวลยิ่งยวดที่สุดในทั้งจักรวาล ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึงพันล้านเท่าด้วยกัน”

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสัญญาณที่ตรวจพบได้นั้นมาจากทั่วทุกทิศทาง และอาจมีที่มาจากแหล่งกำเนิดมากถึงล้านแห่งในทั่วเอกภพ ทำให้นักดาราศาสตร์ยังต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน ลองนึกภาพการพยายามแยกเสียงโน้ตตัวหนึ่งออกจากเสียงของวงดนตรีซิมโฟนีทั้งหมด เพื่อหาว่าเสียงดังกล่าวถูกบรรเลงจากเครื่องดนตรีชนิดใด ที่ตำแหน่งไหนของเวทีการแสดง

 

แม้นักดาราศาสตร์จะคาดการณ์ถึงการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงเบื้องหลังมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่การได้ค้นพบจริงๆ ก็ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการศึกษาจักรวาลขั้นถัดไป ทั้งการทำความเข้าใจหลุมดำมวลยิ่งยวด การควบรวมกันของกาแล็กซีต่างๆ และอาจรวมถึงจุดเริ่มต้นของเอกภพทั้งหมดได้ ที่ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวให้ศึกษาต่อไปอีกในอนาคต

 

ภาพ: Jurik Peter via ShutterStock

อ้างอิง:

The post ครั้งแรก! นักดาราศาสตร์พบเสียงฮัมในเบื้องหลังของจักรวาล จากการศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงความถี่ต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>