วิทยากร มณีเนตร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิทยากร-มณีเนตร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Mar 2026 06:47:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สงคราม (โลก) แย่ง ‘ปุ๋ย‘ ทำไมไทยผลิตเองไม่ได้? เมื่อปุ๋ยคือต้นทุนของทุกอย่าง ในวันที่ไทยพึ่งนำเข้าตะวันออกกลาง https://thestandard.co/thai-fertilizer-import-crisis/ Fri, 27 Mar 2026 06:40:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1191974 ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง

แม้รัฐบาลยืนยันว่า ปุ๋ยในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ความเสี่ […]

The post สงคราม (โลก) แย่ง ‘ปุ๋ย‘ ทำไมไทยผลิตเองไม่ได้? เมื่อปุ๋ยคือต้นทุนของทุกอย่าง ในวันที่ไทยพึ่งนำเข้าตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง

แม้รัฐบาลยืนยันว่า ปุ๋ยในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวอาจไม่ได้อยู่ที่ ‘ปริมาณ’ หากแต่อยู่ที่ต้นทุนการนำเข้า

 

เมื่อไทยยังต้องพึ่งพาปุ๋ยจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง

 

ความตึงเครียดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งสินค้าโลกอ่าวเปอร์เซีย วิกฤตนี้กำลังเผชิญไปทั่วโลก ‘ไม่ใช่แค่ไทย’

 

‘ทั่วโลก’ กำลังแย่งชิงปุ๋ย

 

รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่ง ‘กว้านซื้อ’ วัตถุดิบปุ๋ย ก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง

 

โดยผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ‘จีนและรัสเซีย’ เริ่มจำกัดการส่งออกปุ๋ยบางส่วน ขณะที่สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการขนส่งเพื่อให้การกระจายในประเทศคล่องตัวมากขึ้น

 

ด้านอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ‘ยูเรีย’ รายใหญ่ที่สุด กำลังเร่งหาซัพพลาย ส่วนกรีซและฝรั่งเศสเองก็เพิ่มมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้เกษตรกร ขณะที่ในแอฟริกา กานา ก็ได้เริ่มโครงการแจกปุ๋ยฟรีแล้ว

 

แน่นอนว่าสถานการณ์ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นจะลามไปสู่ ‘ราคาอาหาร’ ให้แพงขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เงินเฟ้อสินค้าเกษตรเพิ่งเริ่มผ่อนคลาย

 

ดังนั้นจะเห็นหลายประเทศเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ต้องเผชิญทั้งราคาพืชผลที่อ่อนไหวต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งเจอภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์

 

การแข่งขัน ‘แย่งชิงปุ๋ย’ จึงทวีความรุนแรงขึ้น แม้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ยกเลิกมาตรการ ‘คว่ำบาตร’ ปุ๋ยจากเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรอเมริกัน

 

ในอเมริกาใต้ บราซิลเร่งเพิ่มการนำเข้าจากโมร็อกโกและกลุ่มประเทศอ่าว พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการปุ๋ยและพลังงานร่วมกับโบลิเวีย อีกทั้งยังเพิ่งผ่านกฎหมายลดภาษีวัตถุดิบเคมีสำหรับผลิตปุ๋ย

 

ทั้งนี้ จีน ถือเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคปุ๋ยเคมีมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการบริโภคต่อปีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดในทวีปเอเชีย

 

ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง 1

 

ขณะที่ ประเทศไทยมีการบริโภคปุ๋ยเคมีประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีความต้องการปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยเชิงผสมในระดับสูง

 

“แต่ด้วยศักยภาพการผลิตภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ ประเทศไทยจึงมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยมีแหล่งนำเข้าหลักจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

เรือปุ๋ยติดช่องแคบฮอร์มุซ สมาคมปุ๋ยย้ำไทยสต็อกได้ 2 เดือน

 

ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง 2

 

กองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ปุ๋ยเคมีรวมประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี

 

โดยปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยที่มีการใช้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 40-45% ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่แหล่งนำเข้าหลักของปุ๋ยยูเรียประมาณ 40% มาจากประเทศในตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และซาอุดีอาระเบีย

 

นอกจากนี้ ไทยยังนำเข้าปุ๋ยจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย และบรูไน รวมถึงบางส่วนจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

 

“ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าทางทะเลของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยขณะนี้มีเรือบรรทุกสินค้าปุ๋ยและสินค้าอื่นๆ ที่ไทยสั่งซื้อไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้”

 

เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลให้เรือจำนวนหนึ่งต้องจอดรออยู่กลางทะเลเป็นเวลานานขึ้น ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์

 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยรับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเจรจากับอิหร่าน ขอให้อนุญาตเรือสินค้าที่ไม่ได้บรรทุกสินค้าจากประเทศคู่ขัดแย้ง เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล สามารถผ่านเส้นทางเดินเรือได้

 

ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง 3

 

ในส่วนของภาคเอกชน สมาคมการค้าปุ๋ยฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสมาชิกสมาคม เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างราคาปุ๋ยในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก

 

“เราประเมินว่าในช่วง 2 เดือนข้างหน้า จะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีอย่างแน่นอน และสมาคมจะพยายามตรึงราคาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ณ เดือนมกราคม 2569 ประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน

 

โดยความต้องการใช้ในช่วงเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตัน โดยปุ๋ยยูเรียคิดเป็นประมาณ 36% ของความต้องการทั้งหมด จากตัวเลขดังกล่าวประเมินได้ว่า หากไม่มีการนำเข้าเพิ่มเติม ประเทศไทยยังสามารถใช้ปุ๋ยจากสต็อกที่มีอยู่ได้อีกประมาณ 2-2.5 เดือน

 

“แม้บริษัทแต่ละแห่งจะมีสต็อกปุ๋ยอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าและปริมาณสต็อกได้จากฐานข้อมูลของกรมศุลกากร”

 

เตือนยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ย

 

สมาคมการค้าปุ๋ยฯ ยังยืนยัน ว่าได้ให้คำมั่นกับรัฐบาลว่าจะ ‘ไม่ปรับขึ้นราคาปุ๋ย’ ในช่วงนี้ เนื่องจากสต็อกในประเทศยังเพียงพอ และต้องการช่วยลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกร พร้อมกำชับสมาชิก ผู้ค้าส่ง และตัวแทนจำหน่ายไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา

 

หากพบการกระทำดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์สามารถดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นอกจากนี้ ยังมีการปรับแผนบริหารจัดการสินค้า เช่น การกระจายปุ๋ยไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนในบางพื้นที่ รวมถึงการบริหารสต็อกให้สอดคล้องกับฤดูกาลเพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และผลไม้ พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มผ่านสหกรณ์ เพื่อสั่งซื้อปุ๋ยโดยตรงจากโรงงานได้

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ และการเจรจาเปิดเส้นทางเดินเรือไม่สำเร็จ อาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าในระยะถัดไป

 

“ไทยอาจต้องหันไปพิจารณาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอื่น เช่น รัสเซีย จีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมประสานกับจีน เพื่อขอความร่วมมือในการส่งออกปุ๋ยมาเสริมตลาดไทยด้วย”

 

ข้อมูลจาก สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ระบุ ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ที่สุดในไทย ได้แก่

 

  • ไทยเซ็นทรัลเคมี (TCCC): ผลิตปุ๋ย ‘หัววัว-คันไถ’, ‘ตราเด็กน้อย’, ‘ตราสิงห์’
  • เจียไต๋ (Chiatai): ผลิตปุ๋ย ‘ตรากระต่าย’
  • เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ (TCC Group): ผลิตปุ๋ย ‘ตรามงกุฎ’ และ ‘ตราทิพย์’
  • ไอ ซี พี เฟอร์ทิไลเซอร์ (ICP): ผลิตปุ๋ย ‘ตราม้าบิน’
  • ศักดิ์สยามอินเตอร์เนชั่นแนล (SakSiam): ผลิตปุ๋ย ‘ตราพลอยเกษตร’
  • ยารา ประเทศไทย (Yara): ผู้นำเข้าและผู้ผลิตปุ๋ยจากนอร์เวย์

 

ไทยยังพึ่งพาน้ำเข้า ชี้อุตสาหกรรมเหมือง มีข้อจำกัดหลายด้าน

 

สำหรับในระยะยาว ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เนื่องจากอุตสาหกรรมวัตถุดิบในประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง

 

ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง 4

 

แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่ง ‘แร่โพแทช’ ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดอุดรธานี และชัยภูมิ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน

 

ทั้งนโยบายภาครัฐ การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งทางรางที่มีความจำเป็น ต่อการขนส่งสินค้าหนักจากเหมืองไปยังโรงงานและท่าเรือ

 

“ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกกับข่าวการขาดแคลนสินค้า และแนะนำให้เกษตรกรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการเชื่อโฆษณาสินค้าที่อาจไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ”

 

นักวิชาการเตือน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสะเทือนนำเข้าปุ๋ย ไม่แพ้น้ำมัน

 

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิต

 

“แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องปุ๋ย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตร หากราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงตามไปด้วย”

 

‘พาณิชย์’ ยันปุ๋ยมีเพียงพอ สต๊อกแน่น 1.52 ล้านตัน เฉพาะยูเรียใช้ได้ถึงส.ค.69

 

ด้านวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยัง ‘อยู่ในระดับเพียงพอ’ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน

 

ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ

 

“ปุ๋ยมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค. 2569”

 

ทั้งนี้ ยอมรับว่า ‘ราคาปุ๋ยมีความผันผวน’ ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร ล่าสุดได้บริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรังผ่าน โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก

 

ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง 5

 

พร้อมมีโครงการ ‘ปุ๋ยธงเขียวพลัส’ สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี ‘บัตรดินดี’ ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย

 

ทำไมไทยผลิตปุ๋ยเองไม่ได้

 

แม้ว่าจะมีการสำรวจแหล่งแร่โพแทช ภาคอีสาน เคยมีโครงการปุ๋ยแห่งชาติ หารือกันมานานนับ 40 ปี ทว่าต้นทุนทางเศรษฐศาตร์อาจสูงกว่าการนำเข้าวัตถุดิบที่ผลิตเช่นก๊าซธรรมชาติไปผลิตปิโตรเคมีก็อาจคุ้มกว่า และกระบวนการนำขึ้นมาใช้ต้องทำเป็นเหมือง จึงเกิดยาก ประกอบกับ

 

  • ขาดแคลนวัตถุดิบหลัก : ไทยไม่มีแหล่งแร่ฟอสเฟต (สำหรับผลิตปุ๋ยฟอสฟอรัส) ในเชิงพาณิชย์ และแหล่งแร่โพแทช (สำหรับผลิตปุ๋ยโพแทสเซียม) แม้จะมีในประเทศ แต่การขออนุญาตทำเหมืองและการจัดการในพื้นที่โฉนดทำได้ยาก
  • วัตถุดิบถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น : ไนโตรเจนผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไทยเลือกใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า
  • ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ : การตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยต้องลงทุนสูงมาก และวัตถุดิบหลายอย่างต้องนำเข้า ทำให้ปุ๋ยที่ผลิตเองอาจมีราคาสูงกว่าปุ๋ยนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน หรือรัสเซีย
  • นโยบายเสรี : กรมวิชาการเกษตรเปิดเสรีให้มีการนำเข้าแม่ปุ๋ยจากทุกแหล่ง การนำเข้าปุ๋ยเคมีของไทยที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 4.5-5 ล้านตัน หรือสัดส่วนกว่า 95% ของความต้องการใช้ ไทยยังผลิตแม่ปุ๋ยเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นจากซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน ตะวันออกกลาง หรือจากจีน ออสเตรเลีย รัสเซีย แคนาดา อิตาลี ลาว เป็นต้น โดยไม่กำหนดปริมาณ หรือโควตาการนำเข้า ถือเป็นอำนวยความสะดวกในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็พัฒนาการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จากมูลสัตว์

 

ภาพปุ๋ยเคมีในไร่นาและเส้นทางการขนส่งจากตะวันออกกลาง 6

 

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก

 

เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก

 

ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยเฉพาะปาล์ม

 

ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้ว่าไทยรัฐว่ามีเพียงพอ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ต้องเฝ้าติดตามในระยะต่อไป…

 

 

ภาพ: Natali-Natali love, Shutterstock Gen AI, BearFotos / Shutterstocck

อ้างอิง:

The post สงคราม (โลก) แย่ง ‘ปุ๋ย‘ ทำไมไทยผลิตเองไม่ได้? เมื่อปุ๋ยคือต้นทุนของทุกอย่าง ในวันที่ไทยพึ่งนำเข้าตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์น้ำมันแพง ลามน้ำขวด แชมพู ทิชชู ถึงถุงแกง เมื่อรัฐ ‘กระชากราคาน้ำมัน’ ขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นทางรอดธุรกิจ แต่ผู้บริโภคเริ่มไม่ไหว https://thestandard.co/oil-price-hikes-hit-goods/ Thu, 26 Mar 2026 01:26:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1191404 ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ

ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตราคาน้ำมันที่กระทบค่าครองชีพ กร […]

The post ปรากฏการณ์น้ำมันแพง ลามน้ำขวด แชมพู ทิชชู ถึงถุงแกง เมื่อรัฐ ‘กระชากราคาน้ำมัน’ ขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นทางรอดธุรกิจ แต่ผู้บริโภคเริ่มไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ

ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตราคาน้ำมันที่กระทบค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ มีมติยกระดับบัญชีสินค้าควบคุมจาก 59 เป็น 71 รายการ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ขณะที่ ผู้ประกอบการ ยอมรับว่า นาทีนี้ ‘อั้นราคาไม่ไหว’ หากน้ำมันยังสูง สินค้าจ่อขึ้นต่อเนื่อง เพราะต้นทุนบีบทุกทาง แม้สินค้าขึ้นราคาคือทางรอด แต่ผู้บริโภคคือคนแบกรับ

 

วิกฤตรอบนี้ไม่ใช่แค่แพง แต่คือ ‘กำลังซื้อที่จะหายไป’ หากเผชิญการ ‘ขึ้นราคาน้ำมันแบบกระชาก’ ยิ่งทำให้ต้นทุนค่าครองชีพสูง ทั้งค่าเดินทางและราคาสินค้า อาจเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจทั้งระบบ

 

ล่าสุด (25 มี.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)

 

โดย ‘วิทยากร มณีเนตร’ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กกร.ได้มีมติ ‘ทบทวน’ เพิ่มมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าที่อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม 13 รายการ และเพิ่มรายการสินค้าควบคุมใหม่ ซึ่ง ‘ยังไม่สามารถเปิดเผยรายการสินค้า’ ได้ เนื่องจากกังวลว่าจะมีการ ‘กักตุน’ สินค้า

 

สินค้าจ่อขึ้นราคา! พาณิชย์ยกระดับคุม 59 รายการ เป็น 71 รายการ

 

อย่างไรก็ตาม จะเพิ่มมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้า จะมีการประกาศบังคับใช้ ‘ภายในอาทิตย์นี้’ ขณะที่การเพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ จะมีการเสนอ ครม.ให้เห็นชอบจึงจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

 

“ยอมรับว่า ปัจจุบันมีสินค้าบางรายการปรับราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด และเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย”

 

ด้วยเหตุนี้จึงเห็นควรพิจารณาสินค้าควบคุมเพิ่มอีก 12 รายการ ตั้งแต่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ เช่น น้ำขวด และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนซึ่ง จากเดิม 59 รายการ รวมเป็น 71 รายการ

 

โดยสินค้าที่ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ก่อนที่จะขึ้นราคา ซึ่งแต่เดิมมี 8 รายการ จะเพิ่มอีก 13 รายการ รวม 21 รายการ อาทิ กระดาษชำระ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน สบู่ แชมพู

 

ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ 1
 

ทั้งนี้ หากได้รับการอนุมัติภายใต้ กกร.ก็จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งใน วันที่ 31 มีนาคมนี้

 

‘ค้าปลีกภูธร’ เผยของแพงขึ้นยกแผง

 

มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกกลุ่ม มีแนวโน้มปรับขึ้นราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน หรือกระดาษทิชชู โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ภาระตกอยู่ที่ผู้บริโภคโดยตรง

 

ขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มทยอยปรับราคาขึ้นแล้ว โดยผู้ผลิตบางรายขยับราคาเล็กน้อย และมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง

 

หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ส่วนตลาดน้ำดื่ม พบว่า สินค้า House Brand มีการปรับราคาสูงขึ้นจนแซงแบรนด์ใหญ่ไปแล้ว

 

ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ 2

มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด

 

มิลินทร์ มองว่า กำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในต่างจังหวัดยังคงทรงตัวหรืออาจลดลง เมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น จึงยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย

 

จากนั้นก็จะทำให้ยอดขายของร้านค้าลดลงตามไปด้วย และอาจกระทบต่อผู้ประกอบการบางรายจนถึงขั้นต้องลดต้นทุน หรืออาจต้องเลิกจ้างพนักงานในที่สุด

 

ในส่วนของร้าน ‘ตั้งงี่สุน’ ยืนยันว่า ‘จะไม่ฉวยโอกาส’ ในช่วงวิกฤต โดยจะพยายามจำหน่ายสินค้าในราคาสต็อกเดิมให้นานที่สุด เพื่อช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภค และจะปรับราคาก็ต่อเมื่อมีสินค้าล็อตใหม่ที่มีต้นทุนสูงขึ้นเข้ามา พร้อมสื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา

 

มู้ดจับจ่ายสงกรานต์ ‘กร่อย’ กังวลน้ำมันแพง คนรัดเข็มขัด งดการเดินทาง

 

สำหรับ บรรยากาศการจับจ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มิลินทร์ ประเมินว่า ‘มีแนวโน้มซบเซา’ เนื่องจากผู้บริโภคกังวลต่อความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน

 

ทั้งในแง่ราคาที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงของการขาดแคลน ส่งผลให้หลายคนลังเลที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

“ทิศทางนโยบายพลังงานของภาครัฐ หลังเริ่มมีสัญญาณปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นอีก ทั้งค่าเดินทางและราคาสินค้า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความรุนแรงในเชิงผลกระทบไม่ต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างใกล้เคียงกับวิกฤตโควิด”

 

ทั้งนี้ ย้ำว่าทุกภาคส่วนต้องตั้งสติและร่วมกัน ประคับประคองสถานการณ์ให้ผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้

 

ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ 3
 

3 จังหวัดชายแดนใต้ ราคาสินค้าขยับแล้ว 10% แม้รัฐยังตรึงราคา

 

ด้าน ‘ประวิทย์ ศิริไชย’ เจ้าของร้านค้าส่ง ‘ศรีสมัย’ ภายใต้ บริษัท ศรีสมัยค้าส่ง จำกัด เป็นร้านค้าปลีก-ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค รายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้ในเชิงนโยบายภาครัฐจะยังยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และยังคงอยู่ภายใต้เพดานเดิม

 

“ในทางปฏิบัติ ราคาสินค้าในตลาดปรับขึ้นแล้วราว 10% จากการที่ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับรายการสินค้าและทยอยยกเลิกโปรโมชัน ทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้นโดยปริยาย”

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าเดิมที่สามารถตรึงราคาได้อย่างน้อยจนถึงเดือนเมษายน แต่ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็น ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มผันผวนและเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนในแง่บรรยากาศการใช้จ่าย ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ดังกล่าวอาจไม่คึกคัก เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ขณะที่เทศกาลฮารีรายอปีนี้ก็มีแนวโน้มซบเซาลงอย่างชัดเจน เพราะมีการเดินทางลดลง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ส.ค้าปลีกเร่งดันสินค้า ‘House Brand’ กดต้นทุน แนะเคาะราคาน้ำมันใกล้เคียงเพื่อนบ้าน

 

สอดคล้องกับความเห็นของ ‘สมชาย พรรัตนเจริญ’ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์และอดีตนายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์ต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ กำลังสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม

 

โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก และราคาน้ำมันปาล์มที่ปรับขึ้นแล้วถึง 2 รอบ รวมถึงสินค้าอาหารสด เช่น เนื้อไก่ และหมู ที่ปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 60-65 บาท เป็นราว 90 บาท ภายในเวลาเพียง 20 วัน

 

ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน วิกฤตราคาน้ำมันและปัญหาการขาดแคลนยังซ้ำเติมสถานการณ์

 

ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ 4
 

“แม้ภาครัฐจะยังคงอุดหนุนราคา แต่การตรึงราคาที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย กลับเปิดช่องให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หรืออย่างน้อยให้ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาดังกล่าวและช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้ชัดเจนขึ้น”

 

กลุ่มที่กระทบหนักสุด คือกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาน้ำมันขาดแคลน ต้องต่อคิวเติมน้ำมันเป็นเวลานาน ในบางพื้นที่ เช่น เส้นทางพิษณุโลก-พิจิตร พบว่ามีรถต่อคิวยาวหลายชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมันเพียง 500 บาท

 

อีกทั้ง ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งและซัพพลายเชน โดยรถขนส่งสินค้าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ทำให้ระยะเวลาจัดส่งล่าช้าจากเดิม 2-3 วัน เป็น 5-6 วัน

 

ส่งผลให้สินค้าบางรายการเริ่มขาดตลาด และอีกปัจจัยที่น่ากังวลคือ เมื่อราคาสินค้าแพงขึ้นตามต้นทุน แต่กำลังซื้อของผู้คนยังเท่าเดิม อาจนำไปสู่ภาวะการบริโภคชะลอตัว และจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน

 

พร้อมประเมินว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ บรรยากาศการเดินทาง ‘มีแนวโน้มไม่คึกคัก’

 

“ประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพและหนี้สิน ส่งผลให้บางส่วนตัดสินใจไม่เดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกเริ่มปรับตัว หันมาผลักดันสินค้าแบรนด์ทางเลือก (House Brand) มากขึ้น เช่น น้ำปลา กะปิ และปลากระป๋อง ที่ผลิตในต้นทุนต่ำกว่า แต่ยังคงคุณภาพใกล้เคียงแบรนด์ชั้นนำในตลาด”

 

‘ยักษ์ค้าปลีก’ ย้ำ…ยังตรึงไหว

 

ด้านแหล่งข่าวจากยักษ์ใหญ่ค้าปลีกรายหนึ่ง เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้ยอดขายในช่วงนี้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่พบสัญญาณผิดปกติของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยภาพรวมกำลังซื้อยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับราคาสินค้า ปัจจุบันผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดทุกรายยังคงตรึงราคาสินค้าไว้โดยไม่มีการปรับขึ้น

 

ส่วนหนึ่งมาจากการที่กรมการค้าภายในมีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและสุ่มตรวจสอบในทุกๆ วัน ขณะเดียวกันแต่ละรายเองก็ทำโปรโมชันส่งเสริมการขายควบคู่กันไปเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค

 

“ขณะนี้ยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้า โดยเราประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวันเพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด”

 

บิ๊กน้ำอัดลมยังยืนราคาเดิม รับหากต้นทุนชนเพดาน จำเป็นต้องปรับขึ้น

 

ขณะที่ ‘พลตรี พัชร รัตตกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้นจากความ ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อต้นทุน

 

“การขนส่ง การผลิต รวมถึงพลังงาน พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ บริษัทจึงติดตามต้นทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในวัตถุดิบบางรายการ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายสินค้าเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวน”

 

ภาพประกอบแสดงราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ 5
 

อีกหนึ่งจุดแข็งคือการเป็นสมาชิกเครือข่าย Strategic Sourcing ระดับโลก ทำให้สามารถต่อรองราคาวัตถุดิบได้ดีจากการสั่งซื้อในปริมาณมาก แม้ปัจจัยภายนอกอย่างสงครามและราคาน้ำมันจะควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือการบริหารต้นทุนภายในอย่างเข้มงวด

 

“ตราบใดที่ยังบริหารต้นทุนได้ ในไตรมาส 2 บริษัทจะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าน้ำอัดลม เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคและยอดขายในภาพรวม แต่หากต้นทุนสูงขึ้นจนรับไม่ไหวจริงๆ ก็อาจต้องพิจารณาการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้” หัวเรือใหญ่ หาดทิพย์ ย้ำ

The post ปรากฏการณ์น้ำมันแพง ลามน้ำขวด แชมพู ทิชชู ถึงถุงแกง เมื่อรัฐ ‘กระชากราคาน้ำมัน’ ขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นทางรอดธุรกิจ แต่ผู้บริโภคเริ่มไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบรกขึ้นราคา! ค้าภายในถก 9 ยักษ์สินค้าอุปโภคบริโภค ยันสต็อกพอ ตรึงราคาถึง เม.ย. https://thestandard.co/consumer-goods-price-freeze-april/ Sun, 22 Mar 2026 11:26:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1190036 ภาพการประชุมคณะผู้บริหาร กรมการค้าภายใน และผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค 9 ราย เพื่อยืนยันการตรึงราคาสินค้าถึง เม.ย.

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็น […]

The post เบรกขึ้นราคา! ค้าภายในถก 9 ยักษ์สินค้าอุปโภคบริโภค ยันสต็อกพอ ตรึงราคาถึง เม.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมคณะผู้บริหาร กรมการค้าภายใน และผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค 9 ราย เพื่อยืนยันการตรึงราคาสินค้าถึง เม.ย.

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และ ดัชมิลล์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคตได้

 

ทั้งนี้ ภายหลังมีการปรับขึ้น ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 รายยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือนเมษายน

 

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซลเวนต์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

 

พร้อมเตรียมเจรจากับทางการเกาหลีใต้เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซลเวนต์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่นๆ เพิ่มเติมทันที

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่

 

จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป

 

ในส่วนของมาตรการตรวจสอบ กรมฯ ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้า

 

ตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ

The post เบรกขึ้นราคา! ค้าภายในถก 9 ยักษ์สินค้าอุปโภคบริโภค ยันสต็อกพอ ตรึงราคาถึง เม.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
18 สินค้าเสี่ยงแพง มีอะไรบ้าง? ‘ค้าภายใน’ เตือนห้ามกักตุน ขึ้นราคา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน https://thestandard.co/internal-trade-warns-risky-goods/ Tue, 17 Mar 2026 05:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1188404 ไข่ไก่สดในแผงกระดาษ

กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใก […]

The post 18 สินค้าเสี่ยงแพง มีอะไรบ้าง? ‘ค้าภายใน’ เตือนห้ามกักตุน ขึ้นราคา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไข่ไก่สดในแผงกระดาษ

กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง เจาะกลุ่มสินค้า ‘Sensitive List’ 18 รายการ งัดกลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ เตือนร้านค้า ห้ามกักตุน โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน

 

วันนี้ (17 มี.ค.) วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวัง และกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด

 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

 

วิทยากร กล่าวต่อว่า ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุน อย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้

 

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน

 

ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่

 

  • กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่
  • กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
  • กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
  • กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

 

ในส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ

 

ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน พร้อมเตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้

 

โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งคลอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ โดยกรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรม ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัดเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร

 

เปิดชื่อกลุ่มสินค้า Sensitive List 18 รายการ

 

สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่ ‘กลุ่มสินค้า Sensitive List’ จำนวน 18 รายการ 

 

  1. ปุ๋ยเคมี 2. ไข่ไก่ 3. เนื้อสุกร 4. น้ำมันพืช 5. น้ำมันดีเซล 6. เม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 

 

กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช 

 

และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน 

 

และกลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน

 

“ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนต่อเนื่อง ขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น”

 

เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม 

 

อย่างไรก็ดี หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด 

 

โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ภาพ: namaki / Shutterstock

The post 18 สินค้าเสี่ยงแพง มีอะไรบ้าง? ‘ค้าภายใน’ เตือนห้ามกักตุน ขึ้นราคา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? https://thestandard.co/59-controlled-goods-after-17-march/ Fri, 13 Mar 2026 03:28:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1186993

‘พาณิชย์’ ส่งสัญญาณราคาอุปโภคบริโภคขยับ ชี้หากสิ้นสุดมา […]

The post เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘พาณิชย์’ ส่งสัญญาณราคาอุปโภคบริโภคขยับ ชี้หากสิ้นสุดมาตรการ ตรึงราคาดีเซล ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล พร้อมจับตาสินค้ากลุ่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปุ๋ยเคมี

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ย่างเข้าสู่วันที่ 12 ของเหตุการณ์สู้รบ

 

เบื้องต้นได้วางแนวทางกำกับดูแลราคาสินค้าในช่วงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางไว้ทั้งหมด เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา

 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุมทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่มี ‘โครงสร้างราคาน้ำมัน’ เป็นส่วนประกอบหลัก โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกให้ตรึงราคาสินค้าไปจนถึงวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยนับเป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา

 

เมื่อถามว่า หากสิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันดีเซล แล้วราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะต่ออายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลออกไปอีกหรือไม่

 

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำชับให้พาณิชย์ทุกจังหวัดตรวจสอบราคาสินค้า ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุม สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค มาม่า ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช

 

ส่วนกรณีการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 โดยจะให้โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน เริ่มผสมในสัดส่วนที่ 7% ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพน้ำมันปาล์มในประเทศ

 

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีในหลายพื้นที่ เบื้องต้น กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบผู้ประกอบการเข้าข่ายกระทำผิด 5 ราย เบื้องต้น ได้ประชุมร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ย แล้วมีสต็อกเพียงพอไปจนถึงเดือนสิงหาคม

 

เช็กลิสต์สินค้ารายการสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ

 

1. กระดาษและผลิตภัณฑ์ 3 รายการ

 

2. เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 รายการ

 

3. บริภัณฑ์ขนส่ง 2 รายการ

 

4. ปัจจัยทางการเกษตร 7 รายการ

 

5. ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 2 รายการ

 

6. ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ 4 รายการ

 

7. วัสดุก่อสร้าง 4 รายการ

 

8. สินค้าเกษตรที่สำคัญ 7 รายการ

 

9. สินค้าอุปโภคบริโภค 7 รายการ

 

10. อาหาร 14 รายการ

 

11. อื่นๆ 2 รายการ

 

12. บริการ 5 รายการ

 

ภาพสินค้าอุปโภคบริโภคในรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต สื่อถึงราคาที่อาจปรับตัวขึ้น 1

 

ภาพ: ESstock / Shutterstock

The post เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมการค้าภายในยันปั๊มน้ำมันยังไม่ขึ้นราคา สั่งเบรกผู้ผลิตสินค้าห้ามอ้างสถานการณ์ตะวันออกกลางปรับขึ้นราคา พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/dit-confirms-no-price-hike/ Tue, 03 Mar 2026 10:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1183908

วันที่ 3 มีนาคม 2569 วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภาย […]

The post กรมการค้าภายในยันปั๊มน้ำมันยังไม่ขึ้นราคา สั่งเบรกผู้ผลิตสินค้าห้ามอ้างสถานการณ์ตะวันออกกลางปรับขึ้นราคา พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 3 มีนาคม 2569 วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ติดตามและกำกับดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชน เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจภายในประเทศ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและบริการ

 

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่ปั้มน้ำมัน พีทีที, พีที, บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด

 

ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงปัจจุบัน จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด

 

วิทยากร กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนแต่อย่างได และเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

 

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

วิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที

The post กรมการค้าภายในยันปั๊มน้ำมันยังไม่ขึ้นราคา สั่งเบรกผู้ผลิตสินค้าห้ามอ้างสถานการณ์ตะวันออกกลางปรับขึ้นราคา พร้อมเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเงื่อนไขลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว ‘พาณิชย์’ ดันเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ บุกตลาดต่างประเทศ https://thestandard.co/commerce-ministry-exempts-rice-export-fee-farmers/ Wed, 12 Nov 2025 09:34:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1142506 เปิดเงื่อนไขลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว ‘พาณิชย์’ ดัน เกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ บุกตลาดต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประ […]

The post เปิดเงื่อนไขลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว ‘พาณิชย์’ ดันเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ บุกตลาดต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเงื่อนไขลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว ‘พาณิชย์’ ดัน เกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ บุกตลาดต่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าวให้เกษตรกรและสหกรณ์

 

พร้อมปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดต่างประเทศ มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยขยายปริมาณการส่งออกโดยรวมของประเทศ และส่งผลเชิงบวกต่อราคาข้าวในประเทศในระยะต่อไป

 

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การปรับปรุงค่าธรรมเนียมในครั้งนี้มุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการข้าวรายย่อย สามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวคุณภาพสูงแต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและภาระค่าใช้จ่าย การปรับลดและยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ผลิตไทยให้เข้าสู่ระบบการค้าโลกได้อย่างเท่าเทียม

 

วิทยากร กล่าวอีกว่า การปรับอัตราใหม่ได้กำหนดให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าว

 

โดยผู้ประกอบการข้าวรายย่อยที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10 ล้านบาท ชำระเพียง 10,000 บาท จากเดิม 50,000 บาท ส่วนผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ปรับลดเหลือ 30,000 บาท และสำหรับผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ปรับลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10,000 บาท จากเดิม 20,000 บาท

 

ขณะที่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจส่งออกได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ยังเป็นการต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า ที่ได้ยกเว้นการถือสต็อกข้าวส่งออกให้เกษตรกรและสหกรณ์ และปรับลดปริมาณสต๊อกขั้นต่ำของผู้ส่งออกข้าวรายย่อยจาก 500 ตัน เหลือเพียง 100 ตัน เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถดำเนินธุรกิจส่งออกได้จริง เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้างและส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่สมดุล

 

วิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ข้าวไทยถือเป็นสินค้าที่ตลาดโลกให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้มากขึ้น เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศโดยตรง และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนในระยะยาว”

 

มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีศักยภาพ ในการแข่งขันระดับโลก

 

การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ผลิตไทยทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการส่งออกข้าว เพิ่มปริมาณการค้าระหว่างประเทศของไทย และสร้างแรงหนุนสำคัญให้ราคาข้าวในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป

 

ภาพ: islander11/Getty Images

The post เปิดเงื่อนไขลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว ‘พาณิชย์’ ดันเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ บุกตลาดต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DIT จับมือ 4 ปั๊มแบรนด์ดัง แจกนมไทย UHT ผ่านโครงการ ‘น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน’ ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม https://thestandard.co/dit-oil-milk-project/ Fri, 25 Jul 2025 13:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1100038 dit-oil-milk-project

วันนี้ (25 กรกฎาคม 2568) วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้ […]

The post DIT จับมือ 4 ปั๊มแบรนด์ดัง แจกนมไทย UHT ผ่านโครงการ ‘น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน’ ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
dit-oil-milk-project

วันนี้ (25 กรกฎาคม 2568) วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ จตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และสนับสนุนผู้ประกอบการนมพาณิชย์ในการระบายสต็อกสินค้า 

 

จึงเปิดตัวโครงการ ‘น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน’ เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายผลิตภัณฑ์นมกล่องสู่ผู้บริโภคภายในประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย’ โดยพร้อมช่วยให้เกษตรกรสามารถขายน้ำนมดิบได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมอย่างยั่งยืน

 

โครงการนี้เป็นความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ 4 ราย ได้แก่ PTT Station, PT, บางจาก และ Susco รวม 878 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อร่วมแจกนมกล่อง UHT รสจืด ยี่ห้อ ไทย-เดนมาร์ก และหนองโพ เป้าหมาย 1,000,000 กล่อง ให้กับผู้ใช้บริการที่เติมน้ำมันครบ 400 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับนมฟรี 1 กล่อง ระหว่างวันที่ 25-28 กรกฎาคม 2568 รวม 4 วัน หรือจนกว่าของจะหมด

 

โครงการน้ำมันเติมนมสด

 

ขณะที่วันนี้ กรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ติดตามการดำเนินงานโครงการ ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาประชาอุทิศ-ลาดพร้าว, PT สาขาประดิษฐ์มนูธรรม, บางจาก สาขาเกษตร-นวมินทร์ และ Susco สาขาวิภาวดี 1 ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

 

“ขอขอบคุณสถานีบริการน้ำมันทั้ง 4 แห่ง ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนการกระจายผลิตภัณฑ์นมให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และรักษาเสถียรภาพด้านราคาน้ำนมดิบให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน” อธิบดีกล่าว

 

นอกจากช่องทางผ่านสถานีบริการน้ำมัน ยังขยายการกระจายผลิตภัณฑ์นมผ่านห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ร้านธงฟ้า รถโมบายล์ธงฟ้าเคลื่อนที่ และประสานกับหน่วยงานอื่น อาทิ กรมการขนส่งทางบก เพื่อแจกนมในรถโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น งานวิ่งมาราธอน เป็นต้น

 

โครงการน้ำมันเติมนมสด

 

“โครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายน้ำนมดิบและผลิตภัณฑ์นมได้ แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้คนไทยหันมาบริโภคนมเพื่อสุขภาพที่ดี และเป็นแบบอย่างของการขับเคลื่อนแนวคิด ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย’ ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน” วิทยากรกล่าวเพิ่มเติม

 

กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนโครงการฯ ด้วยการเติมน้ำมันครบตามเงื่อนไข รับนมฟรี ส่งต่อกำลังใจให้เกษตรกรไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริโภคนมคุณภาพ ผลิตโดยเกษตรกรไทย เพื่อสุขภาพที่ดีและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

 

โครงการน้ำมันเติมนมสด

โครงการน้ำมันเติมนมสด

โครงการน้ำมันเติมนมสด

The post DIT จับมือ 4 ปั๊มแบรนด์ดัง แจกนมไทย UHT ผ่านโครงการ ‘น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน’ ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม appeared first on THE STANDARD.

]]>