วิชิต ประกอบโกศล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิชิต-ประกอบโกศล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 28 Jun 2021 09:07:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สทท. หวังปีหน้ามีนักท่องเที่ยวมาไทย 25 ล้านคน สร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาท ก่อนกลับสู่ภาวะปกติในปี 2566 หากแผนกระจายวัคซีนเป็นไปตามเป้า https://thestandard.co/thailand-tourism-council-hope-for-25-million-tourists-next-year/ Mon, 28 Jun 2021 09:06:39 +0000 https://thestandard.co/?p=505845 นักท่องเที่ยว

วิชิต ประกอบโกศล รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งปร […]

The post สทท. หวังปีหน้ามีนักท่องเที่ยวมาไทย 25 ล้านคน สร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาท ก่อนกลับสู่ภาวะปกติในปี 2566 หากแผนกระจายวัคซีนเป็นไปตามเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยว

วิชิต ประกอบโกศล รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ประเมินว่า หากประเทศไทยสามรถเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ครอบคลุม 70% ของประชากร และเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ภายใน 120 วันตามเป้าของรัฐบาล จะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยประเมินว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 25 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.5 ล้านล้านบาทในปีหน้า และกลับสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนวิกฤตโควิดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศ 3 ล้านล้านบาทในปี 2566

 

“เราเชื่อว่าถ้าไทยเร่งฉีดได้ครอบคลุม 70% ของประชากรอย่างน้อยคนละ 1 เข็ม ต่างชาติจะมีความเชื่อมั่นที่จะกลับมาท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยในแง่การประชาสัมพันธ์และการตลาด ซึ่งน่าจะใช้งบประมาณ 3-5 พันล้านบาท รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินรีโนเวตกิจการเพื่อเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งเข้าถึงแหล่งเงินทุน” วิชิตกล่าว

 

วิชิตกล่าวอีกว่า ในระยะยาวภาคการท่องเที่ยวไทยมีความจำเป็นต้องปรับสมดุลตัวเองให้สอดรับกับเทรนด์การท่องเที่ยวของโลกที่จะเปลี่ยนไปหลังวิกฤตโควิด เช่น การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขอนามัย การท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ที่จะลดลง และการท่องเที่ยวที่จะให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น

 

“ปัจจุบันเรายังมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่มากับกรุ๊ปทัวร์สูงกว่ากลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวเองหรือ FIT แต่ภายใน 5 ปี เชื่อว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยว FIT จะมากกว่า โดยสัดส่วนอาจจะปรับเป็น FIT 70% และกรุ๊ปทัวร์ 30% ดังนั้นธุรกิจจะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่จะ Niche มากขึ้น” วิชิตกล่าว

 

วิชิตระบุว่า การปรับสมดุลของภาคการท่องเที่ยวไทยที่จะมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพของนักท่องเที่ยวมากขึ้นนั้น ไม่จำเป็นต้องลดจำนวนนักท่องเที่ยวหรือปริมาณลง โดยเชื่อว่าทั้งสองส่วนสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กันได้ เนื่องจากโครงสร้างการท่องเที่ยวไทยมี Capacity หรือศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 50 คนต่อปี หากมุ่งเน้นแต่เชิงคุณภาพโดยไม่สนปริมาณ จะทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือ Oversupply ซึ่งจะนำไปสู่สงครามการค้าของผู้ประกอบการ 

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูและกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวไทยในยุคหลังวิกฤตโควิด โดยมองว่าความชัดเจนเชิงนโยบายของภาครัฐจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปรับตัวของภาคส่วนอื่น รัฐจำเป็นจะต้องมี Action Plan ที่ชัด เพื่อชี้นำเอกชนเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว

 

ขณะที่ภาคธุรกิจเองต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงกระจายฐานลูกค้าไม่ให้พึ่งพากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป เร่งพัฒนาทักษะแรงงาน ส่วนภาคประชาชนก็ต้องตระหนักถึงภาพการท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนไปเช่นกัน ต้องช่วยการรักษาความสะอาดและความปลอดภัยทางสาธารณสุข รวมถึงช่วยกันอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวไม่ให้เสื่อมโทรม

 

ชญาวดีกล่าวว่า อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยควรทำเพื่อให้การท่องเที่ยวกลับมาเติบโตได้อีกครั้งคือการรวมแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันแยกออกจากกันเป็น Fragment ให้มารวมอยู่ในจุดเดียว เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว 

 

“ทุกอย่างควรสามารถทำได้ในแอปพลิเคชันเดียว ทั้งการจองที่พัก การค้นหาโปรโมชัน การใช้จ่ายผ่านวอลเล็ต การดูข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด และข้อมูลความปลอดภัยต่างๆ หากเราทำตรงนี้ได้จะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ชญาวดีกล่าว

 

ด้านเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินของ ธปท. กล่าวว่า ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องใช้เวลา ซึ่งอาจต้องรอถึงไตรมาส 1/66 กว่าจะกลับมาสู่ก่อนระดับโควิด โดยมองว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่ยังรุนแรงจะทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อ โดยจำกัดการเคลื่อนที่ของประชาชน งดการเดินทาง เว้นระยะห่างบุคคล และลดความแออัดในการรวมตัวของคนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะทิ้งรอยแผลเป็นให้ธุรกิจไทยและศักยภาพภาคการท่องเที่ยวไทยไปอย่างยาวนาน การเร่งฉีดวัคซีนจะเป็นทางออกของวิกฤตนี้ แต่คำว่าวัคซีนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างภูมิให้กับบุคคลเพื่อรับมือกับโรคร้ายเพียงอย่างเดียว แต่วัคซีนยังหมายถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจหลังโควิด และเตรียมพร้อมกับความผันผวนที่คาดไม่ถึงอีกด้วย การสร้างภูมิให้กับธุรกิจในโลกใหม่ข้างต้น จะต้องขับเคลื่อนด้วยกันผ่าน 3 ฝ่าย ประกอบด้วยภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชน” เมธีกล่าว

   

ทั้งนี้ ในระยะต่อไปมองว่าทุกภาคส่วนจะต้องร่วมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน ประกอบด้วย

  

  1. ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานชีวอนามัยขั้นสูง สนใจความปลอดภัยในการเดินทางมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องการความสะดวกที่ไม่น้อยกว่าเดิม 

 

  1. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะต้องสร้างความได้เปรียบให้แก่ธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และสร้างประสบการณ์ด้านดิจิทัลให้กับลูกค้าให้ได้รับความสะดวกในการจอง การจัดการเดินทาง และการชำระเงิน รวมถึงการจัดเตรียมบริการที่ปรับให้สอดคล้องกับความชอบของแต่ละบุคคล

 

  1. ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การผสมผสานการท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรอง และสร้างบุคลากรในสาขาวิชาชีพต่างๆ ให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยว

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post สทท. หวังปีหน้ามีนักท่องเที่ยวมาไทย 25 ล้านคน สร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาท ก่อนกลับสู่ภาวะปกติในปี 2566 หากแผนกระจายวัคซีนเป็นไปตามเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว’ ข้อเสนอจาก ATTA หวังต่อลมหายใจธุรกิจท่องเที่ยวไทย https://thestandard.co/atta-proposal-for-thai-tourism/ Thu, 01 Oct 2020 08:52:18 +0000 https://thestandard.co/?p=402877

วันนี้ (1 ตุลาคม) วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจกา […]

The post ‘เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว’ ข้อเสนอจาก ATTA หวังต่อลมหายใจธุรกิจท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 ตุลาคม) วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD เกี่ยวกับข้อเสนอการเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัวของสมาคมฯ ระบุว่าที่ผ่านมาธุรกิจการท่องเที่ยวกำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่ จากที่เคยมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมาหลายสิบล้านคน ซึ่งตอนนี้ไม่มีเลย ในขณะที่ตอนนี้มีหลายประเทศทั่วโลกควบคุมโควิด-19 ได้ดีเทียบเท่าประเทศไทย และเป็นที่แน่ชัดว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้ปลอดภัยและมีความเสี่ยงที่ต่ำมาก 

 

จากเหตุผลดังกล่าวจึงมองว่านี่น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยสูงกลุ่มนี้ได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อนำรายได้จากการท่องเที่ยวกลับมาช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกครั้ง อีกทั้งยังช่วยลดจำนวนการปิดกิจการของผู้ประกอบการหลายรายในประเทศไทย และยังช่วยลดภาวะการตกงานที่สูงขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะในธุรกิจท่องเที่ยว

 

“กลุ่มที่เราต้องการให้เข้ามาคือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ในความหมายก็คือเมืองนั้นหรือประเทศนั้นต้องปลอดการติดเชื้อในประเทศไม่ต่ำกว่า 60 วันเหมือนประเทศไทย นี่คือเงื่อนไขที่เราตั้งไว้ เพราะถ้าเรามีกฎหรือเงื่อนไขอย่างนี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาก็จะเป็นกลุ่มที่ปลอดภัย ไม่สร้างปัญหาแน่นอน หลักๆ ตอนนี้ก็มีประเทศจีนในหลายมณฑล ไต้หวัน รวมถึงบางประเทศในยุโรป”

 

นอกเหนือจากเรื่องความเสี่ยงที่ต่ำแล้ว วิชิตยังให้เหตุผลในการจัดทำข้อเสนอดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่สร้างรายได้จำนวนมากให้กับประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่เกิน 7 วัน หากมีการกักตัวอย่างน้อย 14 วัน จะเหมือนเป็นการปฏิเสธไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามา และท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้

 

ทั้งนี้ วิชิตย้ำว่าข้อเสนอนี้ผู้ประกอบการทุกคนเห็นด้วยอยู่แล้ว เนื่องจากมั่นใจว่าจะปลอดภัย ไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้ประเทศ เพราะปลอดโรค 60 วันเหมือนไทย แต่เพื่อความไม่ประมาท ประเทศไทยก็ต้องมีมาตรการป้องกันอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ก่อนอนุญาตให้เข้ามา นักท่องเที่ยวต้องผ่านการตรวจหาเชื้อและปลอดเชื้อ 72 ชั่วโมง จำกัดพื้นที่ให้เที่ยว เช่น ถ้าเลือกภูเก็ตก็ต้องเที่ยวภูเก็ต เลือกเชียงใหม่ก็ต้องอยู่เชียงใหม่ จะเดินทางข้ามไปมาไม่ได้ และถ้ามากับบริษัททัวร์ ต้องมีเจ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์ช่วยดูแลควบคุมตามมาตรการป้องกันโรคของสาธารณสุข ให้นักท่องเที่ยวสวมหน้ากากอนามัย รวมถึงยังต้องมีระบบการติดตามตัวนักท่องเที่ยวด้วย

 

จากการสอบถามและพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการและกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ตามหัวเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของไทย เช่น ภูเก็ต, สมุย, พัทยา ฯลฯ พบว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยและยอมรับเงื่อนไขการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ เพียงแต่ต้องมีมาตรการป้องกันโรคที่ชัดเจนเพื่อสร้างความสบายใจให้คนในท้องที่ ขณะเดียวกันหากข้อเสนอไม่ได้การยอมรับจากคนในพื้นที่จริงๆ แผนดังกล่าวก็พร้อมที่จะพับเก็บไปก่อน 

 

“ที่ต้องเร่งการเปิดรับนักท่องเที่ยวเป็นเพราะเศรษฐกิจบ้านเราในปีนี้กำลังย่ำแย่ โดยเฉพาะในด้านรายได้จากนักท่องเที่ยว และที่น่าเป็นห่วงก็คือจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าภายในสิ้นปีนี้ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอาจจะมีผู้ตกงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ซึ่งไม่มีกิจการไหนที่จะอยู่รอดได้เกิน 1 ปีในภาวะไร้นักท่องเที่ยวแบบนี้”

 

ส่วนกรณีของเงื่อนไขการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้หรือไม่นั้น นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวระบุว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นประเทศได้เต็มรูปแบบ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเงื่อนไข STV มีจำนวนเพียงหลักหมื่น แต่ในภาวะปกติเราเคยมีนักท่องเที่ยวเดือนละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอที่จะพยุงผู้ประกอบการให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน 

 

“ผู้ที่เข้ามาแบบพิเศษคือนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มเฉพาะ ดังนั้นเป็นเรื่องยากที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้” 

 

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ จะทำการยื่นข้อเสนอการเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาในสัปดาห์หน้า

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ‘เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัว’ ข้อเสนอจาก ATTA หวังต่อลมหายใจธุรกิจท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>