วิกฤตโควิด-19 – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 21 Nov 2025 04:57:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 นายกฯ พบชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย https://thestandard.co/pm-meets-volunteers-boosts-health/ Fri, 21 Nov 2025 04:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1145748 นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) เวลา 09.30 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทอง […]

The post นายกฯ พบชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย

วันนี้ (21 พฤศจิกายน) เวลา 09.30 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สู่สาธารณสุขยุคพัฒนา โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรสาธารณสุข และตัวแทนอสม. จากทั่วประเทศเข้าร่วม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกปลาบปลื้ม และยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานนี้ ที่สำคัญคือได้มาพบปะพี่น้องอสม. ที่มีความคุ้นเคยคิดถึงกันมาตลอด งานในวันนี้มีความหมายมาก เพราะสาธารณสุขยุคนี้เป็นยุคพัฒนาจริงๆบุคลากรมีคุณภาพความรู้ความสามารถ รายล้อมไปด้วยคนที่ตั้งใจจะมาทำงานด้านสาธารณสุข ทุกคนที่มาทำงานในยุคนี้ทราบดี ว่าระบบสาธารณสุขไทยจะไปไกลไม่ได้ ถ้าไม่มีฝีพายชั้นดีที่เรียกว่า อสม.

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันเราทำงานด้วยเทคโนโลยีซึ่งถ่ายทอดไปยังอสม. เพราะถือว่าเป็นหมอคนแรกของพี่น้องประชาชน ต้องมีการปรับเปลี่ยนการให้บริการประชาชนให้เป็นไปตามความทันสมัยของโลก โดยมีเป้าหมายคือทำให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างดีที่สุด ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความคาดหวังต่ออสม. ด้วยการยกระดับอสม.ธรรมดาให้เป็นสมาร์ท อสม. ตนทำงานกับอสม.มา 4 ปีเต็ม ทราบถึงพิษสงของ อสม.เป็นอย่างดี ที่บอกว่าพิษสงคือไม่หมู แต่มีความทุ่มเทเสียสละ แต่ถ้าใครก็ตามจะมาทำให้ประชาชนของเขาเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่ดีเจอพิษอสม.แน่

 

“ผมซ้อมๆไว้เดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมเลยมาเจอพี่น้องอสม. มากันเยอะลิบหูลิบตาไปหมด มาเป็นหมื่นๆคน ไม่ว่าใครก็ตามเจ๋งหรือเก๋าขนาดไหน เจอคนเป็นหมื่น เหมือนคนที่มานั่งเป็นพวกเดียวกันแล้วต้องพูดต่อหน้าเขาก็สั่นทุกคน ขณะที่ผมพูดกับทุกคนอยากให้รู้ว่าขาผมสั่นขนาดไหน แต่สั่นด้วยความตื่นเต้นดีใจ และสั่นสู้ทุกครั้งเมื่อเจออสม. เพราะเราเคยเป็นนักรบด้วยกันมาก่อนสมัยโควิด ที่ต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนมากมาย และไม่ว่าสมัยไหนๆเมื่อได้ไปต่างประเทศ ผมก็หน้าบานเป็นกระด้ง เพราะไม่ว่าที่ไหนก็มีหมอพยาบาลนักวิทยาศาสตร์ แต่ที่เขาไม่มีเหมือนเราคืออสม.” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า วันนี้เรามีอสม. ถึง 1 ล้านคน นี่คือสิ่งที่ช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตโควิด-19 เราถึงมั่นใจว่าถ้าใช้เครืออสม. ผนึกกำลังด้านการแพทย์ตลอดจนเทคโนโลยีที่มี พวกเราจะผ่านวิกฤตนั้นไปได้แน่นอน แต่ตอนนั้นพูดอะไรไปคนก็ปรามาส และมีความกังวล แต่สุดท้ายเราก็ผ่านวิกฤตร้ายแรงของโรคไปได้ด้วยดี และทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขอยู่ในลำดับต้นๆของโลก และถ้าให้ตนวัดก็ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งในการดูแลพี่น้องประชาชน

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการต่อยอด อสม. เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสุขภาพอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนด้วยหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคให้กับพี่น้องในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรู้ ตลอดจนการฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงของอสม.ยุคใหม่ ด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนไทย

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าโครงการต่างๆเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงความมั่นคงในชีวิตของอสม.ทุกคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะกลไกระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งมาก อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่เคยทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวัง

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้สังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลง เราต้องดูแลผู้สูงอายุ ตนไม่อยากพูดคำว่าติดเตียง ดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะพูดแล้วเหมือนบั่นทอนพวกเขา วันนี้ศัพท์ที่ตนชอบมากคือคำว่า “ผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน” เราต้องปรับเปลี่ยนสังคมให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมผู้สูงอายุ เพราะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ และกฎระเบียบของสังคมขึ้นมาใหม่

 

อย่างที่ตนพูดหลายครั้งเรื่องการขยายการเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับการที่อสม. จะเป็นส่วนสำคัญที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพื่อ ทุกคนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ เราต้องใช้ระบบสาธารณสุขสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องหันหัวเรือใช้ความเข้มแข็งในสิ่งที่ประเทศมีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสให้กับประเทศ

 

นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 1
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 2
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 3
นายกฯ พบ ชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับ สาธารณสุขไทย 4

The post นายกฯ พบชาว อสม. เปรียบเป็นฝีพายชั้นดี ช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง https://thestandard.co/thailand-covid-19-cases-may-2025/ Sat, 10 May 2025 03:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1073026 thailand-covid-19-cases-may-2025

วันนี้ (10 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-covid-19-cases-may-2025

วันนี้ (10 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 

 

จากข้อมูลระหว่างวันที่ 27 เมษายน-3 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยโควิดจำนวน 8,446 ราย เข้ารับการรักษาทั้งในระบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไม่รวมคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กอายุ 0-4 ปี วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สถานการณ์โควิดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2568) พบว่าจำนวนผู้ป่วยโควิดสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย 

 

ทั้งนี้การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคโควิดควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. การลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และร้อนอยู่เสมอ ใช้ภาชนะส่วนตัว ซื้อจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร 
  2. ล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินหลังกินอาหาร ก่อนเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ด้วยน้ำประปากับสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้แอลกอฮอล์เจลเข้มข้นอย่างน้อย 70% 
  3. ล้างผักผลไม้ถูกวิธี เปิดก๊อกน้ำไหล เกิน 5 นาที หรือล้างด้วยการแช่เบกกิ้งโซดา หรือแช่น้ำด่างทับทิม ก่อนกินหรือปอกเปลือก หรือก่อนแช่ตู้เย็น 
  4. สวมหน้ากากเหมาะสม คนปกติทั่วไปใส่หน้ากากผ้าได้ ผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยง/ป่วยโควิด หรือตรวจเชื้อให้ใส่หน้ากากเอ็น-95 ถ้าทำหัตถการใกล้ชิดให้ใส่เกราะบังหน้าและชุดพีพีอีครบชุด 

 

คารมกล่าวว่า ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแสดงอาการ โดยจะเริ่มมีอาการป่วยหลังรับเชื้อประมาณ 3-4 วัน และหลังติดเชื้อ ควรแยกตัวอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีโอกาสแพร่เชื้อถึง 50% ในวันที่ 7 โอกาสลดลงเหลือ 25-30% และเหลือประมาณ 10% ภายในวันที่ 10 ดังนั้นควรแยกตัวจนไม่มีอาการ และตรวจ ATK ซ้ำจนได้ผลลบ 

 

นอกจากนี้แนะนำให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ โดยเฉพาะหากในครอบครัวมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น หรือลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หากล่าช้าเกิน 48 ชั่วโมง อาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตได้

The post รัฐบาลเผย พบผู้ป่วยโควิดพุ่ง 8,000 รายภายในหนึ่งสัปดาห์ เสียชีวิตแล้ว 5 ราย แนะ 4 วิธีดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามรอยริงกิตหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06062024-3/ Thu, 06 Jun 2024 08:00:27 +0000 https://thestandard.co/?p=941931 ค่าเงินบาท

หลังการแพร่ระบาดของโควิด เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่ […]

The post ชมคลิป: ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามรอยริงกิตหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินบาท

หลังการแพร่ระบาดของโควิด เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์ ‘ค่าเงินบาทจะตามรอยริงกิตหรือไม่’ ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าตามรอยริงกิตหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘IMF’ เตือนนานาประเทศระวัง ‘เรื่องที่คาดไม่ถึง’ ระบุทั่วโลกมีโอกาสเผชิญความไม่แน่นอนอีกมากมาย https://thestandard.co/imf-warns-world-unexpected/ Wed, 15 Feb 2023 03:07:54 +0000 https://thestandard.co/?p=750576

คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างปร […]

The post ‘IMF’ เตือนนานาประเทศระวัง ‘เรื่องที่คาดไม่ถึง’ ระบุทั่วโลกมีโอกาสเผชิญความไม่แน่นอนอีกมากมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความเห็นระหว่างการประชุม World Government Summit ซึ่งจัดโดย Hadley Gamble ของ CNBC เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 กุมภาพันธ์) โดยเตือนให้นานาประเทศทั่วโลกจำเป็นต้อง ‘คำนึงถึงสิ่งที่คาดไม่ถึง’ ท่ามกลาง ‘โลกที่เสี่ยงต่อความตื่นตระหนกมากขึ้น’ หลังวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด การรุกรานยูเครนของรัสเซีย และแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในซีเรียและตุรกี

 

ผู้อำนวยการ IMF กล่าวว่า ทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองให้คล่องตัวมากขึ้น และมุ่งไปที่การสร้างความยืดหยุ่นในทุกระดับมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกได้ดีขึ้น โดยย้ำว่า สิ่งที่ IMF กังวลมากก็คือเรื่องที่ไม่คาดคิด 

 

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการ IMF ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยทุกคนต้องได้รับประโยชน์จากการศึกษา สุขภาพ และการคุ้มครองทางสังคมที่ดี

 

ก่อนหน้านี้ ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC จอร์เจียวา กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งความช่วยเหลือจากสาธารณะและเงินทุนของรัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถครอบคลุมได้เพียงพอ

 

ในส่วนของกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้น จอร์เจียวาระบุว่า ชาวยูเครนกำลัง ‘ต่อสู้เพื่อสิทธิของทุกชาติในการดำรงอยู่’ และโลกสูญเสีย ‘ผลประโยชน์ทางสันติภาพที่มีค่ามาก’ ซึ่งกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ ใช้จ่ายมากขึ้นในการป้องกันประเทศและลดความกังวลภายในประเทศลง เช่น การดูแลสุขภาพและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ 

 

สำหรับบทบาทของ IMF จอร์เจียวา ระบุว่า IMF ต้องเล่น ‘บทบาทที่มั่นคง’ ในสงครามในยูเครน และยูเครนน่าจะต้องการเงินระหว่าง 4- 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยืนหยัดเผชิญหน้ากับรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้จอร์เจียวาระบุว่า การรุกรานยูเครนว่าเป็น ‘ปัจจัยลบที่สำคัญที่สุดเพียงปัจจัยเดียว’ สำหรับเศรษฐกิจในปี 2022 ที่ผ่านมา พร้อมคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะเติบโตที่ 2.9%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post ‘IMF’ เตือนนานาประเทศระวัง ‘เรื่องที่คาดไม่ถึง’ ระบุทั่วโลกมีโอกาสเผชิญความไม่แน่นอนอีกมากมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oxfam องค์กรการกุศลในอังกฤษ เสนอเก็บภาษี 60% จากคนรวยสุด 1% ของโลก https://thestandard.co/oxfam-proposed-tax-collection/ Tue, 17 Jan 2023 02:17:02 +0000 https://thestandard.co/?p=738275 Oxfam

Oxfam องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อบรรเท […]

The post Oxfam องค์กรการกุศลในอังกฤษ เสนอเก็บภาษี 60% จากคนรวยสุด 1% ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oxfam

Oxfam องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อบรรเทาความยากจนทั่วโลก เผยแพร่รายงานว่า ประชากร 1% ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นผู้ครอบครองความมั่งคั่งเกือบ 2 ใน 3 ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วง 2 ปีแรก นับแต่เกิดวิกฤตโควิด

 

รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2023 ซึ่งตรงกับวันเปิดเวที World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดย Oxfam เสนอให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากรายได้ของมหาเศรษฐีทั้งหลาย

 

จากรายงาน ‘Survival of the Richest’ ของ Oxfam ระบุว่าบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกครอบครองความมั่งคั่งทั้งหมดในสัดส่วนที่มากขึ้นจากช่วงที่มีโรคระบาดและในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะที่ความยากจนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี นอกจากนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์หลายด้านจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาระค่าครองชีพ ความอดอยากที่แพร่หลาย และการพัฒนามนุษย์ที่ลดลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

Oxfam เรียกร้องให้ผู้นำระดับโลกเพิ่มการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้มีความมั่งคั่งสูง รวมถึงภาษีจากกำไรธุรกิจและกำไรจากการลงทุน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของคนรวยในหลายประเทศ 

 

พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่า “โลกควรตั้งเป้าหมายที่จะลดความมั่งคั่งและจำนวนมหาเศรษฐีลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ผ่านการเพิ่มภาษีและการใช้นโยบายที่ช่วยกระจายความมั่งคั่งเหล่านี้ออกไป และทำให้ความมั่งคั่งและจำนวนของมหาเศรษฐีเหล่านี้กลับไปสู่ระดับเดียวกับเมื่อปี 2012” 

 

เบื้องต้น Oxfam เสนอว่า ประเทศต่างๆ ควรกำหนดอัตราภาษีอย่างน้อย 60% จากกำไรของมหาเศรษฐี 1% ที่ร่ำรวยที่สุดของโลก และเพิ่มการจัดเก็บภาษีที่มากขึ้นจากบรรดามหาเศรษฐี แม้ว่าอัตราภาษีคนรวยจะเพิ่มขึ้น 5% แต่มหาเศรษฐีพันล้านจะยังสามารถหาเงินได้มากขึ้นรวมกัน 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นเงินที่มากพอที่จะช่วยเหลือคน 2 พันล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน และเป็นทุนสนับสนุนการยุติความอดอยากทั่วโลก

 

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น Oxfam ได้ยกตัวอย่าง อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla, SpaceX และ Twitter จ่ายอัตราภาษีที่แท้จริงเพียง 3% ระหว่างปี 2014-2018 ในขณะที่ผู้ค้าในตลาดขายข้าวและแป้งในยูกันดาตอนเหนือจ่ายภาษีเงินได้ในอัตรา 40%


บทความที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post Oxfam องค์กรการกุศลในอังกฤษ เสนอเก็บภาษี 60% จากคนรวยสุด 1% ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เซียน’ หุ้น มองดัชนี SET ผ่านจุด ‘แพนิก’ แล้ว มั่นใจไม่หนักเท่าปีก่อน ด้าน ‘ดร.นิเวศน์’ ยอมรับยังถือหุ้นเกือบเต็มพอร์ต https://thestandard.co/set-index-through-stock-experts-view-pass-panic-point-confident-not-as-heavy-as-2020/ Sun, 11 Jul 2021 04:15:07 +0000 https://thestandard.co/?p=511116 ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยปีนี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัว หลั […]

The post ‘เซียน’ หุ้น มองดัชนี SET ผ่านจุด ‘แพนิก’ แล้ว มั่นใจไม่หนักเท่าปีก่อน ด้าน ‘ดร.นิเวศน์’ ยอมรับยังถือหุ้นเกือบเต็มพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยปีนี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัว หลังจากเผชิญกับวิกฤตโควิดตั้งแต่ต้นปีก่อน จนทำให้ดัชนี SET เคยดิ่งลงไปแตะระดับ 969 จุด ก่อนจะดีดตัวกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด ในช่วงปลายปี 2563 

 

แม้ว่าดัชนี SET ในปี 2564 จะค่อยๆ แกว่งตัวสลับขึ้นลงจนไปแตะ 1,642.80 จุด ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ล่าสุดดัชนีก็ดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วกว่า 100 จุด ภายในไม่ถึง 1 เดือน 

 

“ดัชนีหุ้นไทยอาจจะผ่านจุดแพนิกไปแล้ว ตลาดอาจจะไม่ได้หล่นลงไปมาก และคงจะไม่ได้แย่เหมือนกับเดือนมีนาคมปีก่อน เพราะช่วงที่ผ่านมาคนอาจจะไม่ได้คาดหวังมากนัก ถ้าไม่ได้มีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ เช่น วัคซีนที่กระจายกันในหลายประเทศไม่สามารถป้องกันไวรัสที่กลายพันธุ์ได้ หุ้นก็ไม่น่าจะลงแรง” ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta กล่าวถึงตลาดหุ้นไทยหลังจากที่ย่อตัวลงมาต่อเนื่องในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม ตราวุทธิ์กล่าวว่า โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยคาดเดาตลาด เพราะทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ อย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่ตอนนี้หลายคนอาจจะไม่ได้กังวลมากนัก เพราะเห็นว่าการล็อกดาวน์ที่ผ่านๆ มา หุ้นอาจจะปรับลงแต่ไม่นานก็ฟื้นกลับมาได้ แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนไป เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกดดันให้เงินทุนไหลออกมากขึ้นและกดดันให้ตลาดร่วงต่อ ก็อาจจะมีแรงขายจากการบังคับขายออกมา ซึ่งก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ 

 

“เมื่อปีก่อนคาดหวังว่าหุ้นไทยปีนี้จะขึ้นได้เยอะจากฐานปีก่อนที่ต่ำ แต่มาถึงจุดนี้ซึ่งหลายปัจจัยยังมองไม่ออก และการที่ประเทศไทยอิงกับการท่องเที่ยวมาก ทำให้ภาพรวมตลาดปีนี้อาจจะแค่ทรงตัวจากปีก่อน”

 

นอกจากนี้จะเห็นว่าเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดการลงทุนทุกวันนี้มีเป้าหมายอยู่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ อย่างกรณีของ Jitta Wealth เงินลงทุนใหม่กว่า 70-80% ก็เลือกจะไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก 

 

ขณะที่ นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงลงทุนเต็มจำนวนและไม่ได้เหลือเงินสดมากนัก โดยยังเน้นลงทุนในหุ้นที่แข็งแกร่ง และสามารถที่จะอยู่รอดผ่านวิกฤตโควิดจนกลับมาเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมเช่นเดิม แม้ผลตอบแทนอาจไม่สูงมากแต่เป็นหุ้นที่ค่อนข้างปลอดภัย 

 

“จะช้าหรือเร็วเศรษฐกิจไทยก็น่าจะกลับมาได้ตามสถานการณ์ของโลกที่ดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับโลกมากแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องท่องเที่ยวและส่งออก” 

 

ส่วนภาพในระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังแกว่งตัวขึ้นลงในกรอบไปแบบนี้ จนกว่าจะเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ หลักๆ คือเรื่องโควิดที่สามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นจนเริ่มเห็นชัดเจนว่าเราจะพ้นจากวิกฤตไปได้อย่างไร ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือการกระจายวัคซีนที่เร็วขึ้นและมีกำหนดเปิดประเทศชัดเจน จึงจะช่วยหนุนให้หุ้นขึ้นได้แรง ส่วนตัวยังเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในปีนี้

 

อธิป กีรติพิชญ์ อีกหนึ่งนักลงทุนสาย Value Investing มองว่า หุ้นในธีม ‘Reopening’ ซึ่งนักลงทุนหลายคนปรับพอร์ตเพื่อเข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ เช่น ค้าปลีก รถไฟฟ้า ธนาคาร ต้องเผชิญกับการฟื้นตัวที่ช้าออกไป แต่หากมองภาพระยะยาว เชื่อว่าในที่สุดแล้วหุ้นเหล่านี้จะกลับมาได้

 

“สำหรับบางคนที่ยังมีเงินสดติดมืออาจจะรอถึงกลางเดือนสิงหาคม หลังจากที่บริษัทต่างๆ ประกาศงบไตรมาส 2 แล้ว ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นหน้าไพ่มากขึ้น และทำให้เราเลือกลงทุนได้แม่นยำขึ้นในหุ้นที่ปรับตัวได้ดีกับโควิด”

 

ส่วนภาพรวมตลาดหลังจากนี้ไม่คิดว่าจะปรับฐานรุนแรง ที่ผ่านมาแม้ว่าหลายปัจจัยจะผิดไปจากที่คิดไว้ แต่เงินลงทุนยังไม่ได้ไหลออกจากตลาดไปมาก ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเองก็ยังมีเงินทุนสนับสนุนเข้ามาอยู่ 

 

“ช่วงก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็นกระแส เช่น หุ้น IPO บางส่วน หรือหุ้นกลุ่มที่เป็นธีม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก เดินเรือ แต่หากตลาดจะฟื้นตัวกลับมาได้จริงจังกลุ่มเหล่านี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของ Fund Flow แต่จะเป็นกลุ่มหุ้นหลักอย่างพลังงาน ธนาคาร สื่อสาร และค้าปลีก”

 

ทั้งนี้อธิปมองว่า หุ้นไทยมีโอกาสจะขยับไปยืนเหนือระดับ 1,600 จุด และขึ้นต่อไปทดสอบ 1,800 จุด ได้ก่อนที่จะเริ่มเห็นการขึ้นดอกเบี้ยและลดวงเงิน QE ในอนาคต 

 

ในมุมของ เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์ หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ มองว่า ตลาดหุ้นไทยในเวลานี้น่าจะยังแกว่งแคบๆ อยู่บริเวณนี้ หลังจากที่ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นมาในระดับหนึ่ง ขณะที่เศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ได้ฟื้นตัวดีนักและสถานการณ์โควิดก็ยังไม่จบ

 

แต่โดยส่วนตัวก็ไม่ได้มองว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับลงแรง เพราะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ใกล้ระดับ 0% ทำให้นักลงทุนไม่ได้มีทางเลือกมากนัก แต่ด้วยภาวะตลาดที่อยู่ในกรอบแคบเช่นนี้ ส่วนตัวก็ชะลอการลงทุนลงมา 

 

“จากนี้ไปนักลงทุนไม่ต้องหาหุ้น P/E 10 เท่า ไม่มีทางหาเจอ เราจะเห็นแต่หุ้น P/E 30-40 เท่า จนกว่าที่อัตราดอกเบี้ยจะเริ่มขยับขึ้น” 

 

ด้าน เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง อีกหนึ่งนักลงทุนรายใหญ่ มองว่า ภาพระยะยาวของตลาดหุ้นไทยน่าจะยังดี แต่ในระยะสั้นหากดัชนี SET ยืนต่ำกว่า 1,585 จุด จะทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงพักตัวต่อไป และถ้าหลุด 1,565 จุดก็มีโอกาสจะเห็นดัชนี SET ลดลงไปทดสอบบริเวณใกล้กับ 1,500 จุด

 

“ช่วงนี้ปัจจัยลบเข้ามากระทบตลาดหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ เรื่องโควิด และความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนในระดับโลก ส่วนตัว ซึ่งแบ่งพอร์ตเป็นระยะยาวกับระยะสั้น ในส่วนของระยะสั้นหลังจากดัชนีหลุด 1,585 จุดลงมา พอร์ตในส่วนนี้ก็ว่างเลย แต่พอร์ตระยะยาวก็ยังคงถือหุ้นต่อไป”

 

ในระยะสั้นทั่วโลกยังเผชิญกับปัญหาโควิด แม้ประเทศไทยจะดูแย่กว่าในตอนนี้ แต่ท้ายที่สุดการกระจายวัคซีนก็จะมากขึ้น และตลาดหุ้นไทยก็มีโอกาสจะขยับขึ้นไปได้เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ขึ้นไปก่อนแล้ว ส่วนกรณีเลวร้ายสุดที่ตลาดอาจจะปรับลงไปแรง ส่วนตัวมองว่าจะเกิดขึ้นหากดัชนี SET หลุดลงไปต่ำกว่า 1,483 จุด ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 75 เดือนของดัชนี SET

The post ‘เซียน’ หุ้น มองดัชนี SET ผ่านจุด ‘แพนิก’ แล้ว มั่นใจไม่หนักเท่าปีก่อน ด้าน ‘ดร.นิเวศน์’ ยอมรับยังถือหุ้นเกือบเต็มพอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘ล็อกดาวน์’ ยกระดับความเจ็บ ที่ไม่เห็นทางจบ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow090764/ Fri, 09 Jul 2021 14:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=510772 the standard now

‘ล็อกดาวน์’ ยกระดับความเจ็บ ที่ไม่เห็นทางจบ   ศบค. […]

The post ชมคลิป: ‘ล็อกดาวน์’ ยกระดับความเจ็บ ที่ไม่เห็นทางจบ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
the standard now

‘ล็อกดาวน์’ ยกระดับความเจ็บ ที่ไม่เห็นทางจบ

 

ศบค. มีมติยกระดับการคุมเข้มเป็นการล็อกดาวน์ และประกาศเคอร์ฟิวห้ามคนออกจากบ้านในจังหวัดสีแดงหลังเชื้อพุ่งสูงนิวไฮต่อเนื่อง การเยียวยาก็ยังไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับทางออกของวิกฤตที่ไม่มีใครรู้ว่าอีกไกลแค่ไหน

 

สรุปสถานการณ์ข่าวรอบวันกับรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ วันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 20.00 น. ชมสดทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ THE STANDARD ห้ามพลาด

The post ชมคลิป: ‘ล็อกดาวน์’ ยกระดับความเจ็บ ที่ไม่เห็นทางจบ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกชน’ แห่ออกหุ้นกู้หวังเติมทุนเสริมสภาพคล่องสู้วิกฤตโควิด ด้าน ส.ตราสารหนี้ คาดยอดระดมทุนปีนี้แตะ 9 แสนล้านบาท https://thestandard.co/thaibma-private-sector-parade-issuing-debentures-hope-adding-capital-increase-liquidity/ Thu, 08 Jul 2021 07:14:00 +0000 https://thestandard.co/?p=510042 หุ้นกู้

แม้จะมีการระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดตราส […]

The post ‘เอกชน’ แห่ออกหุ้นกู้หวังเติมทุนเสริมสภาพคล่องสู้วิกฤตโควิด ด้าน ส.ตราสารหนี้ คาดยอดระดมทุนปีนี้แตะ 9 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกู้

แม้จะมีการระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2564 ยังขยายตัว 2% จากการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ส่งผลให้ในครึ่งแรกปี 2564 ต่างชาติมียอดการซื้อสุทธิสะสม 7.34  หมื่นล้านบาท 

 

ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้ปรับประมาณการออกหุ้นกู้ทั้งปีขึ้นเป็น 9 แสนล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกมีการออกหุ้นกู้ไปแล้ว 5.22 แสนล้านบาท 

 

ธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า แนวโน้มตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 นี้ คาดว่าบริษัทเอกชนไทยยังคงต้องการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการ Refinance สินเชื่อที่กู้มาในช่วงก่อนหน้านี้ของบริษัทขนาดใหญ่เพื่อการเข้าซื้อกิจการ (M&A) โดยได้ปรับประมาณการออกหุ้นกู้ทั้งปีขึ้นจากเดิมที่ 750,000 ล้านบาท เป็นที่ 900,000 ล้านบาท 

 

ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการผิดนัดชำระหุ้นกู้ก็อาจจะมีบ้าง โดยจะเป็นลักษณะของการขอยืดหนี้มากกว่า เบื้องต้นประเมินตัวเลขไว้ที่ 1,000-2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนกลุ่มเดิมที่เคยขอยืดหนี้มาแล้วในปี 2563 และบริษัทรายใหม่ที่กิจการเริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะในช่วงโควิดระลอกสาม 

 

ธาดาประเมินถึงกรณีที่รัฐบาลมีการระดมทุนโดยการเสนอขายตราสารรวมเป็นมูลค่าราว 2 ล้านล้านบาทนั้น ยังเชื่อว่าไม่กระทบต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ BBB+ เนื่องจากสัดส่วนเงินออมในระบบเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับที่สูง และสามารถมาดูดซับซัพพลายตราสารรัฐบาลได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมาก และมีแนวโน้มที่จะต่ำต่อเนื่องไปมากกว่า 1 ปี 

 

ส่วนทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่ามีโอกาสจะขยับขึ้นตาม Bond Yield ของสหรัฐอเมริกา จากการที่เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณการทยอยถอนมาตรการการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Tapering) เมื่อตัวเลขต่างๆ สะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า     

 

สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยครึ่งแรกปี 2564 ที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญการแพร่ระบาดของโควิดระลอกสามตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยในครึ่งปีแรกขยายตัว 2% มาอยู่ที่ 14.41 ล้านล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล และลดลงในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย 

 

ส่วนมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวเพิ่มขึ้น 63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าการออก 522,070 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่มียอดการออกทั้งปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

สำหรับการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืน (ESG Bond) ยังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีมูลค่าการออก ESG Bond จากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 61,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าการออกปีที่แล้วทั้งปี  

 

ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ในครึ่งแรกของปี 2564 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิรวม 73,437 ล้านบาท เป็นการขายสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้น และซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะยาว เป็นการกลับเข้าซื้อตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ทำให้ยอดการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปีนี้อยู่ที่ 908,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 849,081 ล้านบาท ณ สิ้นปีก่อนหน้า โดยมากกว่า 90% เป็นการถือครองในตราสารหนี้ระยะยาว 

 

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงครึ่งปีแรกมีการปรับตัวในทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีปัจจัยกดดันจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ จากนั้นปรับตัวลงเล็กน้อยในไตรมาส 2 จากการระบาดของโควิดระลอกสาม เมื่อสิ้นไตรมาส 2 ของปี เส้น Bond Yield จึงมีลักษณะชันขึ้น (Steepen) จากสิ้นปีที่แล้ว 

 

โดย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นจากสิ้นปีก่อนในทุกช่วงอายุ ซึ่งรุ่นอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้น 13 bps. และรุ่นอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 50 bps. จากปลายปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 0.51% และที่ 1.78% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 2

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘เอกชน’ แห่ออกหุ้นกู้หวังเติมทุนเสริมสภาพคล่องสู้วิกฤตโควิด ด้าน ส.ตราสารหนี้ คาดยอดระดมทุนปีนี้แตะ 9 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดกันไปเลย ใคร ‘ยิ่งใหญ่’ แค่ไหนใน ‘สงครามสตรีมมิง’ https://thestandard.co/streaming-war/ Wed, 07 Jul 2021 11:57:16 +0000 https://thestandard.co/?p=509751 สตรีมมิง

ท่ามกลางวิกฤตโควิดที่ลุกลามมาตั้งเเต่ปีที่แล้ว หลายอุตส […]

The post วัดกันไปเลย ใคร ‘ยิ่งใหญ่’ แค่ไหนใน ‘สงครามสตรีมมิง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตรีมมิง

ท่ามกลางวิกฤตโควิดที่ลุกลามมาตั้งเเต่ปีที่แล้ว หลายอุตสาหกรรมยื้อเวลาไปต่อไม่ไหว ประกาศตัวยอมเป็นผู้เเพ้ สวนทางกับ ‘วงการสตรีมมิง’ ที่เห็นทีจะครองตำเเหน่งผู้ชนะในเกมใหญ่ครั้งนี้ ผลจากการช่วงชิงเวลาที่ผู้คนอยู่บ้านหลักร้อยล้านคน ทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่หลายรายทยอยเข้ามาเสริมทัพ ต่างฝ่ายต่างเเข่งขันกันยื้อแย่งความสนใจจากคนดูให้ได้มากที่สุด

 

แต่ทว่าการแข่งขันในเกมนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีจุดสิ้นสุดว่าใครเป็นผู้ชนะ เพราะยังมีอีกหลายเจ้าไม่ยอมออกมาเปิดเผยข้อมูล ทั้งยอดรวมจำนวนผู้ชมแบบสมาชิก (Subscriber) และตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ 1 คน (Average Revenue Per User: ARPU) อย่างชัดเจน ที่จะเป็นตัววัดความสำเร็จที่เเท้จริง

 

อีกทั้งทางข้างหน้ายังต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ เมื่อฝั่งสหรัฐอเมริกาการเเพร่ระบาดเริ่มทุเลาลงแแล้ว ผู้คนไม่ได้ติดอยู่กับบ้าน หลายสำนักจึงให้ความเห็นกันว่าวงการนี้จะไม่หวือหวาเหมือนช่วงก่อน ซึ่งนี่ถือเป็นจุดชี้ชะตาของ ‘ศึกสงครามสตรีมมิง’ อีกครั้ง ว่าสุดท้ายใครกันจะเป็นผู้กุมชัยชนะตัวจริง

 

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดหนักๆ ในปี 2020 Netflix, Disney+, Amazon Prime และ Apple TV+ ต่างมียอดผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นหลักล้านคน ค่ายยักษ์ใหญ่รายอื่นมองเห็นอนาคตที่สดใสของวงการนี้ต่างพากันปรับตัวหันมาปล่อยของผ่านบริการสตรีมมิงของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Comcast สังกัด NBCUniversal, ViacomCBS, AT&T แห่งค่าย WarnerMedia รวมถึงช่อง Discovery

 

หากมองลึกลงไปเเล้ว การแข่งขันดึงความสนใจของผู้ชมนั้นต้นทุนของมันก็คือ ‘เวลา’ ของคน จากข้อมูลสำรวจ Conviva ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2020 คนอเมริกันใช้เวลาไปกับการรับชมสตรีมมิงเพิ่มขึ้นถึง 44% จากเวลาที่พวกเขาเคยใช้ในปีก่อนหน้า ซึ่งการที่ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันปกติอีกครั้งกลายเป็นว่าเวลาในการอยู่บ้านนั้นจะลดลง จึงเป็นสัญญาณเตือนการปรับตัวครั้งสำคัญอีกครั้งของวงการสตรีมมิง

 

สงครามสตรีมมิงครั้งนี้ท้าดวลกันด้วยตัวเลขเติบโตของจำนวน Subscriber และรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ 1 คน (ARPU) ที่ว่าเจ้าไหนมีตัวเลขทั้งสองอย่างเยอะที่สุดก็ถือว่าเป็นผู้ชนะและได้รับคะเเนนนิยมจากหมู่นักลงทุนไปตามลำดับ ความท้าทายคือตัวเลขเหล่านี้จะถูกวัดกันในช่วงที่ผู้คน ‘ไม่ได้ติดอยู่กับบ้าน’ อีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่าใครจะเป็น ‘ผู้เเพ้’ หรือ ‘ผู้ชนะ’ ในศึกครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนอย่างเคย หลังจากที่มีบางบริษัทไม่ยอมออกมาเปิดเผยตัวเลขเหล่านั้น ทั้งนี้ ความโปร่งใสด้านตัวเลขผู้ใช้งานนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญไม่เเพ้ผลประกอบการรวม ที่จะเป็นตัวกำหนดดวงชะตาของธุรกิจว่าจะรอดหรือจะร่วง ซึ่งการที่บางบริษัทเลือกแสดงท่าทีคลุมเครือเช่นนี้อาจมีนัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของบริษัทก็เป็นได้

 

CNBC ได้รวบรวมโฉมหน้าข้อมูลจำนวนผู้ใช้งานและ ARPU (อ้างอิงจากรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด) ของผู้เล่นบางส่วนของตลาดสตรีมมิง มีดังนี้

 

เริ่มกันที่ Netflix เจ้าตลาดสตรีมมิงที่ขึ้นชื่อเรื่องความโปร่งใส ออกมาเปิดเผยว่า ยอดผู้ใช้งานทั่วโลกมีกว่า 208 ล้านคนทั่วโลก และ ARPU ในสหรัฐอเมริกาและเเคนาดาอยู่ที่ 14.25 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 458 บาท) ทั้งนี้ Netflix เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่มีโฆษณา จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องปกปิดตัวเลขทางการเงินอันเกี่ยวข้องในเชิงพาณิชย์

 

ถัดมาเป็นอาณาจักรสื่อยักษ์ของโลก Disney+ (รวมบริการ Hotstar) ที่เปิดตัวสตรีมมิงมาตั้งแต่ปี 2015 แต่เพิ่งขยายมาในบ้านเราเมื่อเดือนที่เเล้ว มียอดผู้ใช้งานกว่า 103.6 ล้านคนทั่วโลก และทำ ARPU ทั่วโลก อยู่ที่ 3.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 128 บาท)

 

สำหรับเรื่องความโปร่งใสด้านตัวเลขของ Disney+ ยังคงเป็นรอง Netflix ถึงแม้ว่าจะได้เปรียบเรื่องราคาที่ถูกกว่าและโตเร็วกว่าในกลุ่มลูกค้าของ Disney+ แต่บริษัทก็ไม่ได้เปิดเผยผลประกอบการในระดับของภูมิภาค โดยตามรายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า การเติบโตของ Disney+ ค่อนข้างซบเซาในแถบสหรัฐอเมริกาและเเคนาดา

 

ผู้เล่นที่มาแรงอีกเจ้าคือ HBO และ HBO Max ของค่าย WarnerMedia มียอดผู้ใช้งาน 63.9 ล้านคนทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นชาวอเมริกันกว่า 44.2 ล้านคน ARPU อยู่ที่ 11.72 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 377 บาท) อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ใช้งานยังคงมีความทับซ้อนกันใน HBO และ HBO Max ทาง WarnerMedia จึงเลือกเปิดเผยตัวเลข ARPU ที่ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งมาเป็นตัวชูโรงดึงดูดนักลงทุนเเทน

 

คู่ต่อสู้ที่มีศักยภาพสูงอีกรายคือ Discovery บริษัทสื่อที่โดดเด่นเรื่องการทำสารคดี ให้ข้อมูลว่ามียอดผู้ใช้งานจำนวน 15 ล้านคน ในทุกช่องบริการ โดยกว่า 13 ล้านคน คือผู้ใช้งาน Discovery+ และ ARPU อยู่ที่ 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 225 บาท)

 

อย่างไรก็ดี ไม่นานมานี้ Discovery ได้ประกาศควบรวมกิจการกับบริษัท WarnerMedia โดย เดวิด ซาสลาฟ ซีอีโอของ Discovery บอกเป็นนัยว่า ไม่เห็นทางรอดของบริษัทในวงการสตรีมมิงเท่าไรนักหากจะต้องสู้ศึกคนเดียว โดยคาดว่าดีลครั้งนี้จะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2022

 

ส่วนตัวเต็งในวงการสตรีมมิงอีกคนคือ Amazon Prime Video ที่ให้บริการสตรีมมิงตั้งเเต่ปี 2006 ล่าสุดเปิดเผยว่า Prime มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก โดย 175 ล้านคน ใช้บริการสตรีมมิงเมื่อปีที่เเล้ว

 

ทั้งนี้ Amazon ไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้ใช้สตรีมมิงและ ARPU อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้สมัครสมาชิก Prime มีความทับซ้อนกับบริการอื่นๆ ของบริษัทด้วย เช่น สมัครเพื่อใช้บริการส่งพัสดุของ Amazon ฟรี ใช้เป็นส่วนลดร้านค้าต่างๆ และเข้าถึงบริการอื่นๆ ของ Amazon

 

อีกรายที่ไม่พูดถึงไปไม่ได้เลยคือ Apple ที่ขึ้นเเท่นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปี 2021 ทว่าในเรื่องความโปร่งใสของตัวเลขผลประกอบการฝั่งสตรีมมิงถือว่าอยู่รั้งท้ายเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าตัวเเทบไม่เปิดเผยตัวเลขอะไรเลยของ Apple TV+ ที่ได้เปิดให้บริการตั้งแต่ปลายปี 2019

 

ดูเหมือนว่าธุรกิจนี้ของ Apple จะยังคงไม่เข้าที่เข้าทาง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า Apple คงออกมาเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ตอนที่บริษัทเริ่มทำเงินจากรายได้ที่เข้ามาต่อเนื่อง (Recurring Revenue)

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

อ้างอิง: 

The post วัดกันไปเลย ใคร ‘ยิ่งใหญ่’ แค่ไหนใน ‘สงครามสตรีมมิง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
80% ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังจะ ‘ล้มตาย’ ผลพวงการปะทุของวิกฤตโควิดระลอกใหม่ ที่ทำให้โอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจลดลง https://thestandard.co/small-and-medium-sized-businesses-are-failing/ Tue, 06 Jul 2021 06:03:09 +0000 https://thestandard.co/?p=508924 ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก ซึ่งเป็นกระดูกสันหลัง […]

The post 80% ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังจะ ‘ล้มตาย’ ผลพวงการปะทุของวิกฤตโควิดระลอกใหม่ ที่ทำให้โอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย กำลังดิ้นรนกับภาระหนี้สินที่ท่วมท้นซึ่งอาจทำให้พวกเขาต้อง ‘ล้มละลาย’ เนื่องจากการปะทุของวิกฤตโควิดระลอกใหม่ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ทำให้โอกาสในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจลดลง

 

“รอบนี้แย่กว่าปีที่แล้วมาก และผู้ประกอบการหลายล้านรายกำลังประสบปัญหา” แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวในระหว่างการยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก “หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปีประเทศจะตกอยู่ในวิกฤต โดย 80% ของเรา (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) กำลังจะล้มละลาย”

 

SMEs ของประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่ประเทศปิดพรมแดนในปีที่แล้ว ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ สถานการณ์เลวร้ายลงด้วยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในแต่ละวันที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้รัฐบาลต้องบังคับใช้มาตรการต่างๆ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 

 

ตัวอย่างมาตรการเช่น การสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง ห้ามนั่งกินอาหารในร้าน ตลอดจนห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มเกินกว่า 20 คนในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล (นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร) รวมถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา และสงขลา)

 

Bloomberg ระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เรียกร้องให้เพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs ซึ่งถูกมองว่ามีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ความพยายามในการจัดเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การหยุดจ่ายเงินกู้ และการค้ำประกันสินเชื่อ ก็ยังอยู่ในภาวะล้มเหลวที่จะดึงให้ธุรกิจเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

“การเติบโตของสินเชื่อสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เติบโตขึ้นกว่า 10% ต่อปี แม้แต่ในภาคครัวเรือนการเติบโตของสินเชื่อก็เติบโตขึ้นประมาณ 4% ต่อปี” เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “กลุ่มที่การเติบโตของสินเชื่อหดตัวลงคือ SMEs”

 

ตามข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ณ ปี 2563 ประเทศไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 3.1 ล้านราย มีพนักงาน 12.7 ล้านคน แต่หอการค้าไทยเชื่อว่าจำนวน SMEs ที่แท้จริงอาจสูงถึง 5 ล้านราย เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่ได้ลงทะเบียนกับทางการ

 

เมื่อเดือนที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีนี้เป็น 1.8% จาก 3% ที่เคยประเมินก่อนหน้านี้ ท่ามกลางการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอและการปรับลดแนวโน้มการท่องเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ก่อนการระบาดใหญ่ ‘การท่องเที่ยว’ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือประมาณสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ตอนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่ามีนักท่องเที่ยวเพียง 700,000 คนที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยในปีนี้ ลดลงจากเกือบ 40 ล้านคนในปี 2562

 

พัชราภรณ์ ศาลาชีพ วัย 34 ปี เจ้าของธุรกิจเพนต์ร่างกายสำหรับชาวต่างชาติ ได้ปิดร้านค้าในพัทยาและภูเก็ตเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากการปิดพรมแดนและการท่องเที่ยวลดลง หลังจากปลดพนักงานออก 70% เธอยังคงมีร้านค้า 3 ร้านในตลาดนัดสวนจตุจักรที่กรุงเทพฯ แต่มีรายได้เพียง 10% ของที่เคยทำ

 

เธอต้องการยืมเงินเพื่อรักษาธุรกิจ แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมเงินจากธนาคารหรือไม่

 

“ธุรกิจของฉันอาจจะไม่รอดในปีนี้” พัชราภรณ์กล่าว “รัฐบาลไม่เคยได้รับการชดเชยสิ่งที่เรากำลังเผชิญ สิ่งที่พวกเขาเสนอเป็นเพียงการปรับโครงสร้างหนี้และเงินกู้ พวกเขากำลังผลักดันให้เราสร้างหนี้ในขณะที่เราแทบจะไม่มีรายได้”

 

ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการบรรเทาหนี้ ได้แก่ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 2.5 แสนล้านบาท และมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ผู้ประกอบการมีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนในภายหลัง

 

ทว่า “สภาพคล่องไม่ใช่กระสุนเงินที่จะรักษาทุกสิ่ง” นริศ สถาผลเดชา นักเศรษฐศาสตร์จาก บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาต กล่าว “ผู้ที่จะได้รับเงินกู้คือผู้ที่มีแนวโน้มทางธุรกิจและรายได้ที่เป็นบวก หากคุณยังอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร หรือไม่สามารถสร้างรายได้ที่เป็นบวกได้ คุณไม่น่าจะได้รับเงินกู้ ธนาคารต้องระมัดระวังในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่มีใครอยากแบกรับภาระหนี้สูญเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย”

 

ขณะที่เศรษฐพุฒิได้กล่าวว่า ไม่ใช่ SMEs ทั้งหมดที่จะได้รับการอนุมัติสำหรับมาตรการบรรเทาทุกข์ “ถ้าเราให้ยืมสิ่งที่เรามีกับทุกกลุ่ม มันอาจทำให้ผู้รอดชีวิตล้มเหลวได้เช่นกัน ทุกอย่างมีค่าเสียโอกาส”

 

ภาพ: Paul Lakatos / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

อ้างอิง:

The post 80% ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังจะ ‘ล้มตาย’ ผลพวงการปะทุของวิกฤตโควิดระลอกใหม่ ที่ทำให้โอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักธุรกิจไทยห่วงวิกฤตโควิดกระทบคนวงกว้าง กำลังซื้อเข้าขั้นวิกฤตหนักกว่า ‘ต้มยำกุ้ง’ และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด https://thestandard.co/covid-crisis-impact-many-people-lead-to-critical-stage/ Fri, 02 Jul 2021 04:57:09 +0000 https://thestandard.co/?p=507523 นักธุรกิจไทย

วันนี้ (2 กรกฎาคม) เมื่อ 24 ปีที่แล้ว เป็นวันที่ประเทศไ […]

The post นักธุรกิจไทยห่วงวิกฤตโควิดกระทบคนวงกว้าง กำลังซื้อเข้าขั้นวิกฤตหนักกว่า ‘ต้มยำกุ้ง’ และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักธุรกิจไทย

วันนี้ (2 กรกฎาคม) เมื่อ 24 ปีที่แล้ว เป็นวันที่ประเทศไทยเริ่มต้นเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งทำให้ภาคเอกชนที่มีหนี้สินในรูปเงินตราต่างประเทศมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวตามเงินบาทที่อ่อนค่าลง แต่วิกฤตคราวนั้นผู้ได้รับความเดือดร้อนส่วนใหญ่คือนักธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

 

ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH ได้สำรวจความเห็นจากนักธุรกิจที่ผ่านร้อนหนาวจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 โดยทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจากวิกฤตในครั้งนี้ไม่ได้ย่ำแย่เท่ากับตอนปี 2540 แต่ในเชิงผลกระทบแล้วถือว่าสาหัสกว่ามาก เพราะเกี่ยวข้องกับผู้คนวงกว้าง ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็น SMEs ซึ่งมีการจ้างงานจำนวนมาก เมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบจึงมีแรงงานไม่น้อยที่ตกงาน ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อ และที่สำคัญยังไม่รู้ว่าวิกฤตรอบนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

 

สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง

 

เจ้าของวลี ‘ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย’ ย้ำรอบนี้หนักกว่าต้มยำกุ้ง กำลังซื้อเข้าขั้นวิกฤต

 

สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง นักธุรกิจเจ้าของวลีโด่งดังในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ‘ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย’ ซึ่งกิจการของเขาต้องพังลงในปี 2540 กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันหนักกว่าช่วงต้มยำกุ้งอีก ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจไทยรอบนี้คือกำลังซื้อแท้จริงที่ฟุบลง เงินเยียวยาไม่ถึงตัวผู้ต้องการความช่วยเหลือที่แท้จริง

 

เขากล่าวว่าวิกฤตรอบที่แล้ว (ต้มยำกุ้ง) เกิดจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนที่ลอยตัวแบบกะทันหัน ทำให้หนี้ที่มีอยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว แต่ผู้ได้รับความเสียหายคราวนั้นส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีและนักธุรกิจ แต่ก็ยังพอจะทำงานสร้างรายได้กลับมาได้ จนมีคนพูดกันว่าล้มบนฟูก

 

นอกจากนี้ในช่วงเวลานั้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 6-7% ทำให้ผู้เกษียณอายุและผู้มีรายรับเป็นดอกเบี้ยเงินฝากยังมีรายได้พอใช้จ่าย ดังนั้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งกำลังซื้อจึงไม่ได้ย่ำแย่นัก

 

ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังซื้อที่แท้จริงอยู่ในขั้นวิกฤตมาก ทุกภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบจากโควิดและมีแรงงานบางส่วนต้องหายไปจากระบบเพราะภาคธุรกิจปิดตัว บางแห่งลดการจ้างงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายรับของประชาชน กดดันต่อกำลังซื้อที่แท้จริงในที่สุด

 

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินคืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อต่างๆ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับศักยภาพในการหาเงินมาชำระหนี้ของภาคประชาชน

 

“ถ้าเทียบระดับอัตราดอกเบี้ยของช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งและช่วงนี้ แม้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ตอนนี้จะต่ำกว่าแต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็ต่ำไปด้วย โดยอยู่แค่เพียง 0.5-1% คนไม่สามารถคาดหวังรายรับจากดอกเบี้ยเงินฝากได้เลย ก็ซ้ำเติมกำลังซื้อที่แท้จริงอีกว่าแทบไม่มีแล้ว”

 

สวัสดิ์กล่าวว่า ทางรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจไทยที่สามารถทำได้ในช่วงโควิดคือการแก้ไขระบบสวัสดิการรัฐ โดยเฉพาะการปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นจริงมากขึ้นและเป็นข้อมูลที่อัปเดตมากขึ้น เพื่อจะช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริงได้ตรงจุด

 

“ปัญหาที่เห็นชัดมากในช่วงโควิดคือรัฐบาลแจกเงินแต่คนไทยได้รับเงินไม่ทั่วถึง ทำให้การเยียวยาไม่ตรงจุด การขอเงินกู้ของภาคธุรกิจขนาดเล็กก็เจอกับปัญหานี้เหมือนกันเพราะฐานข้อมูลไม่ครบ หากรัฐสามารถทำให้ข้อมูลรายรับของภาคประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันหมดได้ ไม่ว่าคนที่ถึงเกณฑ์เสียภาษีหรือไม่เสียภาษี ทั้งพ่อค้าหาบเร่แผงลอย เด็กจบใหม่เพิ่งหางานทำก็ควรจะมีข้อมูลไว้เพื่อแทร็กได้ เมื่อเกิดวิกฤตที่ต้องเยียวยาคนจำนวนมากรัฐก็รู้ได้เลยว่าความช่วยเหลือควรไปที่ไหนก่อนและหลัง”

 

โดยมองว่าหากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการและสร้างศูนย์ข้อมูลที่เท่าทันสถานการณ์ได้ในระยะยาว รัฐก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มเช่นเดียวกัน

 

ปัจจุบัน สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ดำเนินธุรกิจท่าเรือน้ำลึกที่ศรีราชา และอยู่ระหว่างพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมที่เกาะล้าน ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากเจอปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ Smart City ที่ EEC ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลก่อน 

 


 

สุพันธุ์ มงคลสุธี

 

สภาอุตฯ ตอกภาครัฐ ต้นเหตุวิกฤตรอบนี้คือวัคซีนที่ล่าช้า

 

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า วิกฤตต้มยำกุ้งกับวิกฤตโควิดในปัจจุบันมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะต้มยำกุ้งเป็นภาวะฟองสบู่แตก เกิดจากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศโดยไม่ประเมินความเสี่ยง ซึ่งในท้ายที่สุดสถาบันการเงินทั้งธนาคารและไฟแนนซ์หลายแห่งต้องปิดตัวไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาทในเวลาอันรวดเร็วก็ล้มละลายหายไป แต่เวลานี้คนที่เดือดร้อนคือคนตัวเล็กตัวน้อย ผู้ประกอบการรายย่อย เอสเอ็มอีและซัพพลายเชนของพวกเขาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค ขณะที่บริษัทใหญ่ๆ ยังแข็งแกร่งและได้เปรียบจากดอกเบี้ยที่ถูกลงด้วยซ้ำ

 

“เราเคยได้บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้วว่าทุกปัญหาต้องกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ เมื่อสถาบันการเงินคือต้นเหตุของปัญหา เราก็ออกกฎมาควบคุมจนปัจจุบันสถาบันการเงินเราคุมความเสี่ยงได้ดีมาก ต้นเหตุของวิกฤตโควิดตอนนี้คือวัคซีนที่ล่าช้า ภาครัฐควรมองต้นเหตุให้ถูก การไปชดเชยเยียวยาต่างๆ นั้นล้วนเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ตราบใดที่คนยังเข้าถึงวัคซีนยาก เราก็จะไม่สามารถออกจากวิกฤตนี้ได้ ภาคเอกชนเราพูดไปหลายครั้งแล้วว่าอยากให้ผ่อนคลาย ให้เอกชนมีส่วนร่วมนำเข้าวัคซีนทางเลือกและเวลาออกนโยบายที่มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมใดก็ควรให้ตัวแทนของภาคนั้นๆ เข้าร่วมประชุมรับฟังและระดมสมองด้วย” ประธาน สอท. กล่าว

 


 

ฐากร ปิยะพันธ์

 

วิกฤตโควิดสาหัสกว่าต้มยำกุ้ง เพราะกระทบคนวงกว้าง

 

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากเปรียบเทียบวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 กับวิกฤตโควิดในปัจจุบันจะเห็นความแตกต่างกันอยู่ทั้งในแง่ผู้ที่ได้รับผลกระทบและขนาดความเสียหาย เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งนั้นผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ คือสถาบันการเงิน บริษัทขนาดใหญ่ และเจ้าของกิจการที่มีเงินกู้ต่างประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือกระทบคนข้างบนเป็นหลัก แต่เมื่อมองกลับมาที่วิกฤตโควิดจะเห็นว่าคนที่ถูกกระทบรุนแรงนั้นคือคนข้างล่าง ธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ค้ารายย่อย แรงงาน และขณะนี้ก็เริ่มเห็นผลกระทบกับธุรกิจขนาดใหญ่บ้างแล้วเช่นกัน

 

“วิกฤตโควิดมันกระทบไปหมด ทั้งระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ ความมั่นคง สาหัสกว่าต้มยำกุ้งเพราะผลกระทบมีฐานกว้างกว่าและจนถึงตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด” ฐากรกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ฐากรระบุว่าในทุกวิกฤตย่อมนำมาซึ่งโอกาส อย่างเช่นในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งก็เกิดกฎระเบียบทางการเงินต่างๆ ขึ้นมามากมายเพื่อดูแลความเสี่ยงไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อวิกฤตโควิดสิ้นสุดลง ประเทศไทยก็จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตในครั้งต่อๆ ไปได้ดีขึ้น

 


 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร

 

‘วัคซีน’ จะเป็นยาช่วยไทยหลุดพ้นวิกฤตได้เร็วขึ้น

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า วิกฤตรอบนี้ต่างกับเมื่อปี 2540 โดยสิ้นเชิงทั้งในแง่ต้นเหตุและผลกระทบ เมื่อครั้งปี 2540 มีต้นเหตุสำคัญจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ดูได้จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับ 6-7% ของ GDP จนเกิดฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ เมื่อฟองสบู่แตกทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก สถาบันการเงินล้มละลาย ธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มทุนมหาศาล บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องปิดตัวลงเกือบหมด และหลายธุรกิจต้องล้มลง

 

ส่วนวิกฤตโควิด เรามีภูมิคุ้มกันสูงขึ้นมากจากการผ่านทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) และวิกฤตซับไพรม์ (ปี 2551) ปัจจุบันหนี้สาธารณะค่อนข้างต่ำ เงินคงคลังสูง และสถาบันการเงินแข็งแรงมาก ขณะเดียวกันวิกฤตครั้งนี้เกิดจากเชื้อโรคและไม่ได้มีฟองสบู่ขนาดใหญ่อยู่ในระบบ

 

แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจนคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้คือ SMEs และรายย่อย ขณะที่วิกฤตปี 2540 ธุรกิจใหญ่ได้รับผลกระทบ ทำให้การฟื้นตัวในรอบก่อนนี้ใช้เวลานานถึง 5-6 ปี

 

“วิกฤตปี 40 ใช้เวลา 5-6 ปี กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้ ตลาดหุ้นก็เช่นกันใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมาที่เดิม แต่รอบนี้บริษัทใหญ่ได้รับผลกระทบน้อยมากและแทบไม่มีใครล้ม ธนาคารก็แข็งแรง ในขณะที่ SMEs และรายย่อย ซึ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากได้รับผลกระทบหนักกว่า โดยรวมจึงเชื่อว่าการฟื้นตัวในครั้งนี้จะเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งไม่ใช่แค่ไทยแต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก”

 

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายอยู่มาก วัคซีนเป็นเหมือนยาที่จะช่วยให้หลุดจากวิกฤตได้เร็ว แต่ในระหว่างที่รอการกระจายวัคซีนต้องคิดว่าจะทำยังไงให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาดีกว่าเดิม เพราะเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดโควิด 

 

เมื่อปี 2562 ซึ่งยังไม่มีโควิด นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยถึง 40 ล้านคน แต่ GDP โตได้แค่ 2% ขณะที่ในอาเซียนโตได้ 5-6% เพราะฉะนั้นจะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวมาตลอด ขณะที่ปีหน้า ธปท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 10 ล้านคน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นจะต้องดูภาพระยะยาว ต้องศึกษาอดีตว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยถึงอ่อนลงต่อเนื่อง

 

“วัคซีนคือคำตอบในระยะสั้น แต่วัคซีนไม่ใช่ยาวิเศษให้เศรษฐกิจไทยกลับมารุ่งเรือง เพราะเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณของการชะลอตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว”

 


 

ชลัช ชินธรรมมิตร์

 

วิกฤตต้มยำกุ้งเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่รอบนี้มาจากธรรมชาติ และไม่รู้จะจบแบบใด

 

ชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.น้ำตาลขอนแก่น หรือ KSL ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย รวมทั้งผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง เช่น ไฟฟ้า เอทานอล และปุ๋ยอินทรีย์ กล่าวว่า ความต่างระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กับปัจจุบันคือสาเหตุที่มาของปัญหา โดยวิกฤตต้มยำกุ้งเกิดขึ้นจากปัญหาที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นจากการใช้เงินผิดประเภท การกู้เงินมากเกินไป การผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราที่ไม่ปกติ

 

เมื่อเกิดความไม่บาลานซ์ขึ้นจึงพังลงมา แต่วิกฤตต้มยำกุ้งสามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ คนที่มีหนี้เพิ่มขึ้นสามารถรู้ได้ว่ามูลหนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรและสามารถหาแผนบริหารจัดการวิกฤตทางการเงินได้ มีวิธีแก้ไขหลายทางเลือกขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกเครื่องมือทางการเงินประเภทใด

 

ขณะที่วิกฤตการณ์รอบนี้เกิดจากธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ย่ำแย่กว่าวิกฤตต้มยำกุ้งคือสภาวการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วโลก และไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดคือเมื่อไรและจะจบในสถานการณ์แบบใด

 

โดยประเมินว่าสภาพสังคมและเศรษฐกิจหลังโควิดอาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้ และอาจจะมีระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นก็เป็นได้

 

ในเรื่องการรับมือวิกฤตการณ์ครั้งนี้ KSL ยังดูแลพนักงานทั้งในสำนักงานใหญ่และโรงงานอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามในแง่ผลกระทบต่อธุรกิจนั้นไม่มากนัก จะมีเพียงปัญหาแรงงานต่างด้าวที่รับจ้างตัดอ้อยให้กับชาวไร่อ้อยในเครือข่ายพันธมิตรของ KSL ที่อาจมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ส่วนในโรงงานของ KSL ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

The post นักธุรกิจไทยห่วงวิกฤตโควิดกระทบคนวงกว้าง กำลังซื้อเข้าขั้นวิกฤตหนักกว่า ‘ต้มยำกุ้ง’ และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก ศบศ. ยืนยันรัฐบาลเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟูประเทศ 4 มาตรการตามกำหนดเดิม เริ่ม 1 ก.ค. นี้ https://thestandard.co/rehabilitate-the-country-with-4-measures-start-1st-july/ Tue, 29 Jun 2021 02:33:25 +0000 https://thestandard.co/?p=506123 ฟื้นฟูประเทศ

วันนี้ (29 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรี […]

The post โฆษก ศบศ. ยืนยันรัฐบาลเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟูประเทศ 4 มาตรการตามกำหนดเดิม เริ่ม 1 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟื้นฟูประเทศ

วันนี้ (29 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตโควิด-19 จำนวน 4 มาตรการนั้น รัฐบาลจะดำเนินการตามกำหนดเดิมในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 นี้ ประกอบด้วย

 

1. มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมผู้มีสิทธิจำนวน 13.65 ล้านคน รัฐบาลสนับสนุนให้คนละ 200 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน มีเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ 16,380 ล้านบาท 

 

2. มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ครอบคลุมผู้มีสิทธิจำนวน 2.5 ล้านคน รัฐบาลสนับสนุนให้คนละ 200 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน เม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ 3,000 ล้านบาท 

 

3. โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ครอบคลุมผู้มีสิทธิจำนวน 31 ล้านคน เปิดให้มีการลงทะเบียนแล้วกว่า 28 ล้านคน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง 150 บาทต่อวันต่อคน ตลอดโครงการ 3,000 บาท ใช้เม็ดเงิน 93,000 ล้านบาท เม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ 186,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ท่านนายกฯ เป็นคนต้นคิด

 

4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้ที่มีกำลังซื้อ ครอบคลุมผู้มีสิทธิจำนวน 4 ล้านคน มีเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ลงทะเบียนแล้ว 400,000 คน

 

ธนกรกล่าวต่อว่า ทั้ง 4 โครงการเป็นโครงการที่มีความเชื่อมโยงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 51 ล้านคน หรือครอบคลุมคนทั้งประเทศ 70% และนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 473,000 ล้านบาท ส่วนการเปิด Phuket Sandbox ในวันที่ 1 กรกฎาคมนั้น ขณะนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ภายหลัง สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่ไปตรวจความพร้อม ซึ่งการเปิด Phuket Sandbox จะเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความพร้อมของเกาะภูเก็ตต่อภาพรวมของทั้งประเทศ ประชาชน เอกชน ธุรกิจ การค้าที่จะกลับมา ถือเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลวางเอาไว้เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนเดินไปสู่เป้าหมายนั้นร่วมกัน โดยจะทยอยเปิดเมืองท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจหารายได้เข้าประเทศ ขอเพียงประชาชนร่วมมือกัน เราจะฝ่าวิกฤตไปได้อย่างแน่นอน

 

ธนกรกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุรา​พันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้จ่ายไม่จำเป็น และเร่งเยียวยาประชาชนให้ทั่วถึง หลังประกาศคุมเข้มพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดนั้น ตนขอชี้แจงให้คุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้าใจว่า รัฐบาลดำเนินการตามที่คุณหญิงแนะนำอยู่ และเร่งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการมาแล้ว ทั้งผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมและผู้ที่อยู่นอกประกันสังคม รวมถึงการหยุดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับฟังทุกฝ่ายที่หวังดีกับประชาชน แต่ควรจะพูดคุยกันอย่างมีอารยธรรม ไม่ใช่ตำหนิกันด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post โฆษก ศบศ. ยืนยันรัฐบาลเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟูประเทศ 4 มาตรการตามกำหนดเดิม เริ่ม 1 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลายอมรับความจริงวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้น เตียงเต็ม เรามาถึงจุดที่คนไทยต้องนอนป่วยรอความตายอยู่ในบ้าน https://thestandard.co/covid-19-crisis-is-overflowing-beds-are-full/ Sat, 26 Jun 2021 06:08:33 +0000 https://thestandard.co/?p=505114 เตียงเต็ม โควิด

จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 3,0 […]

The post ถึงเวลายอมรับความจริงวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้น เตียงเต็ม เรามาถึงจุดที่คนไทยต้องนอนป่วยรอความตายอยู่ในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตียงเต็ม โควิด
  • จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 3,000 คนต่อวันต่อเนื่องมาหลายวัน ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยเกิดวิกฤตเตียงไม่พอ วิกฤตนี้เริ่มเด่นชัดจนน่าหดหู่ใจว่าประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่ประชาชนคนไทยต้องนอนป่วยอยู่ที่บ้านโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้รับการรักษาเมื่อไร

 

  • หลายโรงพยาบาลออกมาประกาศยอมรับสถานการณ์เตียงเต็ม และ ICU ไม่พอ และเริ่มปิดให้บริการตรวจเชื้อโควิด-19 เพราะเตียงเต็ม อาทิ

 

    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์: ปิดคัดกรองโควิด-19 เป็นเวลา 4 วัน เริ่ม 24-27 มิถุนายน

 

    • โรงงพยาบาลศิริราช: ประกาศปิดให้บริการผู้ป่วยหน่วยตรวจโรคแพทย์เวร ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ทั้งนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อในหน่วยตรวจโรคแพทย์เวรเพิ่มขึ้น

 

    • โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์: ประกาศว่า แผนกฉุกเฉิน (ER) จำเป็นต้องลดการให้บริการชั่วคราว เนื่องจากขณะนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังรอการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่น ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมาก และห้อง ICU ของโรงพยาบาลเต็มทั้งหมด

 

    • โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ประกาศว่า เนื่องด้วยขณะนี้พบอัตราการระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่งผลให้ทางโรงพยาบาลฯ มีปริมาณเตียงไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่พี่เพิ่มขึ้นสูงในขณะนี้

 

  • เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นพ.ศุภโชค เกิดลาภ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์นี้ช่วงหนึ่งว่า “เตียง ICU มันเต็มๆๆๆๆๆ จริงๆ

 

เพราะ ICU 1 Case นอนทีกินเตียง 2-4 Weeks กันอย่างน้อย บางคนนอน 2 เดือน บางคนเอาท่อช่วยหายใจออกไม่ได้ ต้องเจาะคอ

 

จะเพิ่มศักยภาพอย่างไรก็ไม่มีทางทำได้แล้ว พยาบาล หมอก็มีเท่าเดิม (และมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ เพราะบางส่วนก็ติดเชื้อด้วย) จะเปิด รพ. สนามเพิ่มอีกกี่ที่ก็ไม่ไหว ไม่มีคนแล้ว ระบบ Node ที่จะส่งต่อเคสที่หนักเมื่อเกินศักยภาพของแต่ละ รพ. ก็เริ่มติดขัดฝืดเคืองมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ไปต่อไม่ได้”

 

  • วิกฤตนี้สะท้อนมาถึงสำนักข่าว THE STANDARD โดยตรง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน สำนักข่าวได้รับการติดต่อจากประชาชนทางบ้าน ให้ช่วยเหลือหาเตียงให้คุณพ่อ-คุณแม่ซึ่งติดเชื้อโควิด-19 ทั้งคู่

 

คุณพ่ออายุ 66 ปี คุณแม่อายุ 62 ปี มีโรคประจำตัวทั้งคู่และอาการเริ่มหนัก เราช่วยกันติดต่อหาโรงพยาบาลทั้งคืนก็ไม่สามารถหาเตียงได้ ติดต่อศูนย์เอราวัณได้รับแจ้งว่าให้รอ เพราะยังมีผู้ป่วยที่อาการหนักกว่านี้ก็ยังต้องรอเตียงเช่นกัน ติดต่อโรงพยาบาลบุษราคัม แจ้งว่ารับผู้ป่วยเคสนี้ไว้ไม่ได้เพราะเป็นเคสหนัก ที่สุดแล้วเราต้องประสานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้เข้าไปดูอาการเพราะอาการเริ่มทรุด หายใจไม่สะดวก 

 

ทีม สพฉ. ต้องเข้าช่วยเหลือเบื้องต้น และทิ้งถังออกซิเจนไว้ให้เพื่อให้ผ่านพ้นคืนนั้นไป และหวังว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีเตียงว่าง จนตอนสายวันรุ่งขึ้น (25 มิถุนายน) ทั้ง 2 คนติดต่อเตียงได้จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ต้องจ่ายค่าเตียง 5 หมื่นบาทสำหรับ 2 คน ส่วนค่ารักษาโรงพยาบาลจะไปเก็บจากรัฐบาลจนกว่าจะรักษาหาย

 

  • วันเดียวกัน (25 มิถุนายน) ในโซเชียลมีเดีย ได้มีการแชร์เรื่องราว 2 สามี-ภรรยาอยู่ในห้องเช่า 7 วันเพราะติดโควิด-19 แต่ไม่มีเตียงรักษา ต้องกักตัวเองในห้องแคบๆ สุดท้ายสามีนั่งมองภรรยาสิ้นใจไปต่อหน้า

 

  • คำถามคือ กทม.-ปริมณฑล เหลือเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ว่างเท่าไร? 

 

ข้อมูลล่าสุดที่หาได้ วันที่ 23 มิถุนายน จากกรมการแพทย์ โรงพยาบาลรัฐ ผู้ป่วยสีแดง เตียงว่างแค่ 23 เตียง จาก 446 เตียง / ผู้ป่วยสีเหลือง เตียงว่างแค่ 1,153 เตียง จากทั้งหมด 5,120 เตียง / ผู้ป่วยสีเขียว เตียงว่าง 1,417 เตียง จากทั้งหมด 5,782 เตียง

 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชน เตียงว่างแค่ 108 เตียง จาก 937 เตียง / ผู้ป่วยสีเหลือง เตียงว่างแค่ 807 เตียง จากทั้งหมด 7,183 เตียง / ผู้ป่วยสีเขียว เตียงว่าง 2,840 เตียง จากทั้งหมด 11,004 เตียง จากข้อมูลจะเห็นว่าเตียงผู้ป่วยสีแดง เหลือว่างไม่ถึง 10%

 

  • แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้เตียงผู้ป่วย ICU แน่นมาก ต้องบริหารวันต่อวัน โดยขณะนี้เหลือเตียงว่างเพียงแค่ 2-3% เท่านั้น

 

  • วันเดียวกัน (25 มิถุนายน) สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับในวิกฤตเตียงเต็ม ส่วนสถานการณ์เตียง ICU ขณะนี้เข้าขั้นวิกฤตแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลส่งสัญญาณถึงประชาชนได้แล้ว ว่าขณะนี้สถานการณ์โรคระบาดในไทยกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต

 

  • อย่างไรก็ตาม อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ยังออกมายืนยันว่า เตียงยังมีเพียงพอเพราะขณะนี้โรงพยาบาลบุษราคัมยังเพิ่มศักยภาพเตียงได้อีกจาก 2,000 เตียง เป็น 5,000 เตียง แต่ปัญหาตอนนี้คือ จะทำอย่างไรเพื่อควบคุมพื้นที่ต่างๆ ในการลดการติดเชื้อ 

 

ส่วนที่มีการโพสต์ตามโลกออนไลน์ถึงปัญหาการรอเตียง อนุทินกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปติดตามทันที มีการแก้ไขปัญหา แต่ก็มีบางกรณีที่เป็นเฟกนิวส์

 

  • ขณะที่ความพยายามจะแก้ปัญหานี้นั้น ศบค. ที่แถลงว่า มีแผนการขยายศักยภาพโรงพยาบาลและเตียงผู้ป่วย รองรับผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง รวม 471 เตียง แต่เริ่มเปิดได้วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ 

 

พร้อมขอความร่วมมือโรงพยาบาลเอกชนในการแบ่งเตียง และขอสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการเปิดเตียงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยโรงเรียนแพทย์เสนอให้แพทย์จบใหม่ประมาณ 2,000 คน จะสามารถเข้ามาช่วยในเดือนกรกฎาคมนี้

 

  • หมอบอส แพทย์ประจำบ้าน เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ประจำโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใน กทม. ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ในฐานะหมอด่านหน้าที่ต้องเผชิญปัญหานี้โดยตรง ยอมรับว่าหมอมีความกดดัน และเครียดอย่างมากที่ต้องตัดสินใจเลือกผู้ป่วยบางคนให้ได้รับการรักษา และทิ้งผู้ป่วยอีกคนให้รอ บางคืนต้องกลับมานอนคิดว่าเราตัดสินใจถูกหรือไม่ ผู้ป่วยที่เราทิ้งเขาจะอาการหนักขึ้นหรือเปล่า และถ้าเขาเสียชีวิตมันจะเป็นเพราะเราหรือไม่ นอกจากภาระงานที่หนัก แพทย์ด่านหน้ายังขาดขวัญกำลังใจอย่างมากในเวลานี้

 

  • จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมา ถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับความจริงว่าระบบสาธารณสุขของไทยสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังเข้าใกล้จุดล่มสลาย เรามาถึงจุดที่คนไทยต้องนอนป่วยรอความตายอยู่ในบ้าน นี่คือปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างสุดกำลังเพราะมีชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน ไม่ใช่มุ่งแก้ตัว และสื่อสารชวนเชื่อว่าสถานการณ์ยังดีอยู่ ทั้งที่มันสวนทางกับข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ถึงเวลายอมรับความจริงวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้น เตียงเต็ม เรามาถึงจุดที่คนไทยต้องนอนป่วยรอความตายอยู่ในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนเข็มสาม – คำถามเรื่อง Moderna – เตียงผู้ป่วยเต็ม: วิกฤตซ้อนวิกฤตในวันที่โควิด-19 ระบาดหนัก https://thestandard.co/3rd-vaccines-moderna-questions-full-patient-beds-crisis-in-crisis/ Wed, 23 Jun 2021 13:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=504000 วัคซีนเข็มที่ 3

ภายหลังจากมีรายงานการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากที่สุดเ […]

The post วัคซีนเข็มสาม – คำถามเรื่อง Moderna – เตียงผู้ป่วยเต็ม: วิกฤตซ้อนวิกฤตในวันที่โควิด-19 ระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนเข็มที่ 3

ภายหลังจากมีรายงานการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในประเทศไทยที่ 51 ราย มีผู้ป่วยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,174 ราย แยกเป็นทั่วไป 3,138 ราย และจากเรือนจำหรือที่ต้องขัง 36 ราย หากนับรวมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนจะพบว่ามีผู้ป่วยสะสม 199,676 ราย รวมถึงข่าวการกลับมาติดเชื้อไวรัสอีกครั้งของบุคลากรทางการแพทย์หลังฉีดวัคซีน Sinovac จนครบสองเข็มไปแล้ว

 

ท่ามกลางวิกฤตรุมเร้า หลายคำถามผุดขึ้นมาในสังคมทั้งประสิทธิภาพของวัคซีนที่มี ตลอดจนทิศทางการจัดการดูแลผู้ป่วยของประเทศที่ดูจะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตและยังไร้ทางออก 

 

  • วัคซีน Moderna และ สรยุทธ สุทัศนะจินดา

หนึ่งในคนที่ตั้งคำถามต่อวัคซีนอย่างตรงไปตรงมามากที่สุดจนกลายเป็นกระแสไปทั่วเมืองคือกรณีที่ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวที่ตั้งคำถามถึงการนำเข้าวัคซีนทางเลือก หรือวัคซีนที่ประชาชนจ่ายเงินเอง โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทยนำเข้าวัคซีนหลักสองยี่ห้อคือ Sinovac กับ AstraZeneca ซึ่งปรากฏว่ามีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั้งประเทศ มิหนำซ้ำประสิทธิภาพของวัคซีน  Sinovac ก็ยังเป็นที่กังขาอย่างมากเนื่องจากมีผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ทำให้แขนขาอ่อนเพลียหรือหมดสติ และอาจสร้างภูมิคุ้มกันไม่ได้ ดังที่ปรากฏเหตุการณ์ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากที่กลับมาติดไวรัสอีกหนหลังฉีดจนครบสองเข็มไปแล้ว ทำให้ประชาชนหลายคนเรียกร้องวัคซีนทางเลือกที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก เช่น Moderna, Pfizer ที่ต้องรอให้โรงพยาบาลเอกชนนำเข้ามาจัดจำหน่าย

 

อย่างไรก็ดี โรงพยาบาลเอกชนไม่สามารถนำเข้าวัคซีนทางเลือกเองได้เนื่องจากตัววัคซีนถูกผลิตขึ้นมาในภาวะเร่งด่วนของสากลโลก และแม้จะได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกแล้วแต่ก็มีโอกาสจะเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องติดต่อกับรัฐของแต่ละประเทศให้เป็นผู้นำเข้าไปจัดจำหน่ายและรับผิดชอบต่อประชาชนด้วยตัวของรัฐเอง ดังนั้นกรณีของประเทศไทย วัคซีนต่างๆ ทั้งวัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือกจึงต้องผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีวัคซีน 5 ยี่ห้อที่ทาง อย. อนุมัติแล้วได้แก่ Sinovac, AstraZeneca, Moderna, Sinopharm และ Johnson & Johnson

 

Moderna กลายเป็นวัคซีนที่หลายคนจับจ้องอย่างมากเนื่องจากมีการวัดผลแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพว่าป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 94% และลดความรุนแรงของโรคได้ 100% หมายความว่าหากฉีด Moderna แล้ว นอกจากโอกาสแพร่เชื้อหรือรับเชื้อจะน้อยลงมากๆ ก็ยังทำให้ร่างกายเรียนรู้จะรับมือกับเชื้อโรค ไม่ป่วยจนเสียชีวิต ทำให้ Moderna กลายเป็นวัคซีนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายๆ ประเทศ และโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งก็ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเพื่อแสดงเจตจำนงในการฉีดวัคซีนทางเลือกยี่ห้อ Moderna นี้

 

และทั้งที่เป็นวัคซีนที่ผ่านการอนุมัติจาก อย. แล้ว แต่กลับพบว่ามีความล่าช้าในการจัดส่ง ทำให้ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวตั้งคำถามว่า “สถานการณ์บ้านเมืองมาถึงขนาดนี้ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าวัคซีนทางเลือก ‘Moderna’ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนสั่งจองไปที่ ‘องค์การเภสัชกรรม’ นานแล้ว 10 ล้านโดส ได้รับคำบอกเล่าจากโรงพยาบาลเอกชนแค่ว่า คาดการณ์จะเข้ามาตุลาคมนี้ ‘องค์การเภสัชกรรม’ เป็นองค์กรเดียวที่สั่งซื้อได้เพราะเขาขายให้รัฐ หรือตัวแทนรัฐเท่านั้น กฎหมายก็เปิดทางแล้ว พร้อมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อย. ก็รับรอง Moderna ไปนานแล้ว หลายคนไม่เข้าใจว่า ‘องค์การเภสัชกรรม’ ทำอะไรอยู่ กราบเลยครับ”

 

การออกมาตั้งคำถามของสรยุทธ ได้จุดประเด็นความจริงใจของภาครัฐในการจัดหาวัคซีนมาให้ประชาชนอย่างมาก เพราะจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลานานหลายเดือนแล้วที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะการระบาดจากระลอกที่สาม แต่กลับยังไม่มีการเยียวยาหรือดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น ทางออกหนึ่งอย่างการจัดหาซื้อวัคซีนทางเลือกด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอรัฐบาลจัดหาให้จึงเป็นอีกทางที่หลายคนเฝ้ารอคอย แต่กลับยังมาไม่ถึงสักที ทำให้หลายคนตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการทำงานและความจริงใจของรัฐบาลชุดนี้

 

  • Sinovac 3 เข็ม (?) และกระแส #หยุดซื้อซิโนแวค

ขณะที่ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีใจความว่า วัคซีนที่มีการกระตุ้นภูมิต้านทานได้น้อยกว่า อาจต้องใช้การฉีดเข็มที่สามเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และบอกว่า “จำเป็นต้องฉีดเข็มที่สามถึงจะได้ภูมิคุ้มกันระดับน้องๆ Pfizer” ทำให้ประชาชนหลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐไทยจึงไม่เลือกสั่งซื้อ Pfizer เข้ามาตั้งแต่แรก ทั้งยังไม่มีการเปิดดีลหรือเปิดสัญญาการซื้อขายวัคซีน Sinovac อย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของรัฐในภาวะวิกฤตเช่นนี้ โดยมีผู้เทียบเคียงสมการว่า วัคซีน Moderna นั้นมีประสิทธิภาพถึง 94.5% และต้องฉีดสองโดส คิดเป็นเงินโดสละ 757-1,120 บาท ส่วนวัคซีน Sinovac มีประสิทธิภาพ 50.4% ต้องฉีดสองโดส คิดเป็นเงินโดสละ 944 บาท

 

ล่าสุดเพจ Drama-addict โพสต์ว่า “โพสต์เปิดผนึกถึงนายก หยุดซื้อ Sinovac ได้แล้ว แล้วซื้อ Pfizer, Moderna, AZ, JJ มาเยอะๆ ทำไม่ได้ก็ยุบสภาลาออกไป” และมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นด้วยจำนวนมาก หลายคนแสดงความต้องการอยากฉีดวัคซีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองอย่างกว้างขวางในสากลโลก และอีกหลายคนระบุว่า รอคิวฉีดวัคซีนหลักอย่าง Sinovac หรือ AstraZeneca มาหลายสัปดาห์แล้วแต่ยังไม่ได้คิวฉีดสักที ถึงอย่างไรก็ต้องออกจากบ้านไปทำงานเลี้ยงตัว จึงอยากได้วัคซีนทางเลือกที่อาจได้คิวฉีดเร็วขึ้น หรือมีทางเลือกในการจัดการชีวิตมากกว่านี้

 

ขณะที่ในทวิตเตอร์ ผุดแฮชแท็ก #หยุดซื้อซิโนแวค เพื่อสะท้อนไปถึงรัฐบาลว่าประชาชนต้องการวัคซีนอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

 

  • โลกโซเชียลเผยวิกฤต ‘เตียงเต็ม’

ด้านเพจ ‘หมอแล็บแพนด้า’ หรือ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ ระบุว่าเวลานี้มีผู้ติดโควิด-19 ทักมาขอความช่วยเหลือให้หาเตียงเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยที่นอนอยู่บ้านเนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเตียงรองรับมากพอ 

 

“อินบ๊อกซ์แตกมากครับ คนไม่ได้เตียงและนอนรอที่บ้านเพียบเลย จะวิกฤตแล้วนะผมว่า”

 

ขณะที่เพจ เส้นด้าย – Zendai ที่มีบริการรถรับส่งเคสผู้ป่วยติดโควิด-19 หรือความเสี่ยงสูงต่อการติดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายก็ระบุว่า

 

“อยากให้ทุกคนที่รอเตียงอดทนอีกนิด ตอนนี้เตียงผู้ป่วยสีเหลืองเต็มเอี๊ยด ถ้าอาการเริ่มไม่ดี (หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก) กด 1669 เบอร์เดียวเท่านั้น อย่ารอเรา ย้ำอีกครั้งเส้นด้ายไม่ใช่บริการฉุกเฉิน เราขอโทษที่ทำได้เท่านี้จริงๆ” และ

 

“ตอนนี้ เตียงของ #บ้านเส้นด้าย เหลืออยู่เฉพาะผู้ป่วยสีเขียวเท่านั้น กำหนดเวลาการหาเตียง หากท่านกรอก Google Forms มาก่อน 18.00 น. จะได้รับการติดต่อกลับภายในวันถัดไป อดทนหน่อยทุกคน เป็นกำลังใจให้นะ”

 

ขณะที่เพจ ‘บันทึกเรื่องน่ารู้ by Dr.Adune’ โพสต์ในวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ผู้ป่วยหนักกำลังจะล้นเตียงในกรุงเทพฯ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยใหม่ไม่ลดลง มีคลัสเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ และตัวไวรัสก็กลายพันธุ์ดุร้ายกว่าเดิม ทำให้มีผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นจาก 1,000 รายเป็น 1,500 ราย และวัคซีนที่ฉีดในตอนนี้ก็น้อยมาก ช่วยไม่ได้ “แถมผู้ป่วยหนักระลอกใหม่นี้มีสัดส่วนที่สูงซึ่งเป็นผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรัง และมีหลายรายที่สืบสาวหาต้นตอการรับเชื้อไม่ได้ชัดเจน ซึ่งหมายถึงเชื้อได้ระบาดซึมลึกเข้าไปในชุมชนทั่วไปแล้ว ไม่ได้อยู่แต่ในกลุ่มก้อนทั้งใหม่และเก่าที่โผล่ขึ้นมามากมายเป็นดอกเห็ดจนจดจำกันไม่หวาดไม่ไหว” และว่า “เช้าวันนี้ (เมื่อวาน) เตียงโดยรวม ของ กทม. ที่จัดไว้ 2,760 เตียง ใช้ไป 2,784 เตียง (โดยการต้องเสริมเตียงในหลายโรงพยาบาล)”

 

โดยล่าสุดทางเพจได้อัปเดตเพิ่มเติมว่า ปัญหาเรื่องเตียงไม่พอสำหรับคนไข้หนักนั้นยังมีอยู่ โดยผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มคนที่เจอเอง ไม่ได้มาจากการที่รัฐตรวจเชิงรุกนั้นมีจำนวนมาก สะท้อนว่ามีผู้ป่วยในชุมชนซึ่งอาจแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นแล้ว และเป็นไปได้ว่าในอีก 4-7 วันข้างหน้าจะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ระบุว่าเวลานี้มีผู้รักษาตัวอยู่ 37,018 คน รักษาในโรงพยาบาล 11,366 คน โรงพยาบาลสนาม 25,652 คน อาการหนัก 1,526 คน ใช้เครื่องช่วยหายใจ 433 คน และรับว่าเวลานี้โรงพยาบาลรัฐแน่นไปด้วยผู้ป่วยหนักแล้ว เตียงเอกชนก็ไม่เพียงพอ และเล็งล็อกดาวน์เฉพาะจุด เช่น แคมป์ โรงงาน ที่อาจเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ง่าย เป็นต้น

 

  • หรือเข็มที่สาม อาจต้องเป็นวัคซีนอื่นๆ

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เสนอแนะผ่านการโพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า เริ่มเห็นปัญหาภูมิขึ้นน้อยถึงน้อยมากมาก ทำให้คิดว่าประเทศไทยอาจต้องการเพิ่มการฉีดวัคซีนเข็มที่สาม โดยเลือกใช้ยี่ห้อ Pfizer และ Moderna เตรียมรับมือกับโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ ว่าอาจต้องมีการฉีดวัคซีนที่มีตอนนี้ไปก่อน ใครที่ได้ฉีด Sinovac เตรียมตัวฉีดเข็มที่สามได้เลย โดยอาจเป็นยี่ห้อ Pfizer หรือ Moderna จะเหมาะสมกว่า เนื่องจากสายพันธุ์เบตาซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่นั้น Pfizer สองเข็มสามารถกันการติดเชื้อได้ 72-75%ต์ ขณะที่สายพันธุ์เดลตา Pfizer กันการติดเชื้อได้ 79-96%

 

โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้โพสต์ด้วยว่า “ขนาดไวรัสบ้านๆ ขณะนี้ ห้องผู้ป่วยอาการหนักไอซียูอัตคัดขาดแคลนกันไปทั่ว ชนิดยี่ห้อที่ใช้ยังคงสร้างเกราะป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันอาการได้ไม่ดีนักกับวายร้ายใหม่เมื่อเทียบกับสายพันธุ์เก่าแบบบ้านๆ ที่มี” และ “เป็นเหตุผลที่ในที่สุดต้องเตรียมเข็มที่สามที่ไม่ใช่ยี่ห้อเดิมที่มีอยู่”

 

ทั้งหมดนี้เป็นความเคลื่อนไหวเรื่องการแจกจ่ายวัคซีนอย่างทั่วถึง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มรุนแรงและหนักข้อขึ้นทุกที ทำให้น่าจับตาว่ารัฐบาลไทยจะมีท่าทีอย่างไรในการจัดการต่อจากนี้ เพื่อเยียวยาประชาชนและประเทศให้พ้นจากวิกฤตนี้โดยไวที่สุด

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post วัคซีนเข็มสาม – คำถามเรื่อง Moderna – เตียงผู้ป่วยเต็ม: วิกฤตซ้อนวิกฤตในวันที่โควิด-19 ระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวญี่ปุ่นห่วง ‘โตเกียวโอลิมปิก’ ทำโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ วอนรัฐยกเลิกหรือเลื่อนการจัดออกไป https://thestandard.co/japan-worried-tokyo-olympics-may-occure-new-round-of-covid-19/ Mon, 21 Jun 2021 08:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=502941 โตเกียวโอลิมปิก

แม้จะเหลือเวลาอีกเพียง 5 สัปดาห์ก็จะถึงพิธีเปิดมหกรรมกี […]

The post ชาวญี่ปุ่นห่วง ‘โตเกียวโอลิมปิก’ ทำโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ วอนรัฐยกเลิกหรือเลื่อนการจัดออกไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
โตเกียวโอลิมปิก

แม้จะเหลือเวลาอีกเพียง 5 สัปดาห์ก็จะถึงพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ หลังจากเลื่อนกำหนดเดิมในปีที่แล้วเพราะวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ประชาชนชาวญี่ปุ่นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างเริ่มตั้งคำถามถึงความพร้อม ความปลอดภัย และความเหมาะสมในการจัดงานดังกล่าว ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดที่ยังไม่คลี่คลาย 

 

โดยชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่หวาดกลัวการเดินหน้าจัดการแข่งขันต่อ โดยแสดงความเป็นห่วงว่าจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ และทำลายเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังคงเปราะบางจากการฟื้นตัว และต่อให้ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาชมกีฬา แต่การที่ยังคงมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาญี่ปุ่น ความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่จะเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเกรงว่าโอลิมปิกจะกลายเป็นเหตุการณ์ ‘Superspreader’ ให้กับญี่ปุ่น โดยเดือนที่แล้วสหภาพแพทย์ญี่ปุ่น หรือ Japan Doctors Union เตือนว่า การชุมนุมรวมตัวจะทำให้โตเกียวโอลิมปิกเป็นแหล่งกระจายเชื้อโวรัสโควิด-19

 

ขณะนี้ญี่ปุ่นอยู่ในช่วงคลี่คลายของการระบาดระลอกที่ 4 แล้ว และเตรียมที่จะคลายมาตรการล็อกดาวน์ภายในสัปดาห์นี้ ควบคู่ไปกับการเร่งกระจายการฉีดวัคซีน แต่อัตราการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับชาติพัฒนาแล้วด้วยกัน โดยตัวเลขจนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีชาวญี่ปุ่นรับวัคซีนแล้วเพียง 6% เท่านั้น 

 

ทั้งนี้ ไม่เพียงประชาชนเท่านั้นที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกหรือเลื่อนการจัดงานโอลิมปิกออกไปก่อน โดยสหภาพพยาบาล สมาคมแพทย์ บรรดาผู้นำธุรกิจ อย่าง Rakuten และ SoftBank หรือแม้กระทั่งที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาล ต่างเรียกร้องให้เลื่อนการจัดโอลิมปิกออกไปอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ระบบสาธารณสุขของญี่ปุ่นไม่เพียงพอที่จะรองรับการระบาดครั้งใหญ่ได้ และสิ่งสำคัญในขณะนี้ก็คือการทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นฟื้นกลับคืนมาให้มั่นคงได้ก่อน

 

ข้อมูลจากรัฐบาลเปิดเผยว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า 3.9% อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่าญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แต่อาจประสบปัญหาสะดุดได้ หากการจัดกีฬาโอลิมปิกจะให้โควิด-19 กลับมาระบาดหนัก 

 

ทาคาฮิเดะ คิอุชิ นักเศรษฐศาสตร์สถาบันวิจัยโนมูระ และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of Japan ระบุว่า โอลิมปิกอาจะเป็นหายนะรอบใหม่ต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างมหาศาล พร้อมประเมินว่า การระบาด 3 ระลอกที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องชัตดาวน์ สร้างความเสียหายเป็นมูลค่า 6.4 ล้านล้านเยน, 6.3 ล้านล้านเยน และ 3.2 ล้านล้านเยน ตามลำดับ 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ชาวญี่ปุ่นห่วง ‘โตเกียวโอลิมปิก’ ทำโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ วอนรัฐยกเลิกหรือเลื่อนการจัดออกไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาฝึกใจดีกับตัวเองในเทศกาลสุขภาพจิตออนไลน์ Compassion Summit https://thestandard.co/being-kind-to-yourself-with-compassion-summit-mental-health-festival/ Fri, 18 Jun 2021 05:30:21 +0000 https://thestandard.co/?p=501957 Compassion Summit

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ไม่มีใคร […]

The post มาฝึกใจดีกับตัวเองในเทศกาลสุขภาพจิตออนไลน์ Compassion Summit appeared first on THE STANDARD.

]]>
Compassion Summit

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าจะจบลงเมื่อไร ชีวิตของใครหลายคนได้รับผลกระทบอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ รายได้ และสุขภาพกายที่ต้องรับมือกับความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันความแข็งแรงด้านจิตใจก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ควรดูแลและใส่ใจอย่างเร่งด่วน เพราะความคิดและความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง รวมถึงคนรอบข้างก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตต่อไปได้ 

 

แคมเปญ Unknown Together ขอชวนผู้ที่กำลังมีเรื่องทางใจ หรืออยากรู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าร่วมงาน Compassion Summit ปลูกความกรุณาในใจคุณ ในวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เทศกาลสุขภาพจิตออนไลน์ที่จะช่วยให้ความเห็นอกเห็นใจในตัวเองและคนรอบข้างได้เพิ่มพูนงอกงามขึ้น ให้จิตใจเรายืดหยุ่น แข็งแรง พร้อมรับมือกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในทุกวัน โดยตลอดทั้งวันมีทั้งวงสนทนาและเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ผลัดเปลี่ยนเวียนมาให้เราลองทำงานกับตัวเอง อาทิ เช่น เสวนาหัวข้อ เผชิญวิกฤตในชีวิตด้วยความเป็นมิตรกับตัวเอง โดย ดุจดาว วัฒปกรณ์, ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์, สมภพ แจ่มจันทร์ และ ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ กิจกรรมการเขียน Free Writing เพื่อบ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจตนเองและผู้อื่น โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ และ สมภพ แจ่มจันทร์ ชวนเชื่อมโยงกับตัวเองในกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ Inner Child กับ ถิงชู หรือแม้กระทั่งกิจกรรมการผ่อนคลายด้วยดนตรีบำบัด กับ นท พนายางกูร และ นวณัฐ ศรียุกต์สิริ

 

ใครสนใจ สามารถลงทะเบียนเข้างานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://hopin.com/events/compassionsummit ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

The post มาฝึกใจดีกับตัวเองในเทศกาลสุขภาพจิตออนไลน์ Compassion Summit appeared first on THE STANDARD.

]]>
การสื่อสารของรัฐในสภาวะวิกฤต จาก ‘ซิงเกิลคอมมานด์’ สู่ความอลหม่าน ปมบริหารวัคซีน https://thestandard.co/single-command-vaccine-management-chaos/ Tue, 15 Jun 2021 11:25:17 +0000 https://thestandard.co/?p=500608 การสื่อสาร

“ไม่มีเอกภาพในการทำงาน” ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐ […]

The post การสื่อสารของรัฐในสภาวะวิกฤต จาก ‘ซิงเกิลคอมมานด์’ สู่ความอลหม่าน ปมบริหารวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การสื่อสาร

“ไม่มีเอกภาพในการทำงาน” ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปถึงการทำงานของภาครัฐในการจัดการวิกฤตโควิด-19 แบบกระชับในขณะให้สัมภาษณ์ผ่านไลฟ์ THE STANDARD NOW เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน และวิเคราะห์ปัญหาของการสื่อสารเรื่องวัคซีนด้วยระบบ ‘ซิงเกิลคอมมานด์’ ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

ประเด็นปัญหาการเลื่อนฉีดวัคซีนในปัจจุบัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานครต่างออกมาปัดความรับผิดชอบ ยังคงทิ้งคำถามถึงการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยเฉพาะทักษะในการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจท่ามกลางภาวะที่มีข้อมูลมาจากหลายทิศทาง แต่ไม่มีแหล่งใดจะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจนว่าในปัจจุบัน ยอดของวัคซีนที่แท้จริงในมือคนไทยตอนนี้มีอยู่เท่าไร กำลังรอรับมาอีกเท่าไร และกระจายออกไปอย่างไร

 

ผศ.ดร.ทวิดา มองว่าข้อมูลชุดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อประชาชน มากเสียกว่าการแจ้งยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) 

 

ความไม่รู้จะทำให้คนตระหนกมากกว่าการรู้แล้วพยายามจัดการตนเอง

 

ผศ.ดร.ทวิดา ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลจึงจะเป็นทางเลือกเดียวของรัฐบาลที่จะดึงความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาได้ นอกจากจะเป็นการเยียวยาจิตใจของประชาชนที่กำลังระส่ำระสายในสภาวะวิกฤต การเปิดข้อมูลการบริหารจัดการวัคซีนยังทำให้การวางแผนเปิดประเทศของบางพื้นที่สะดวกมากขึ้น ประชาชนจะสามารถคาดเดาอนาคตข้างหน้าที่จะต้องเดินหน้าต่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และย้ำว่ารัฐบาลจะออกมาแต่นโยบายที่เป็นมาตรการอุดหนุนเงินไม่ได้ เพราะการฟื้นฟูที่ดีที่สุดหลังวิกฤตนั้นไม่สามารถทำได้เพียงแค่การแจกเงินผ่านโครงการเราชนะ และโครงการสงเคราะห์อื่นๆ ที่มัวแต่จะทำให้ประชาชนสูญเสียความศรัทธาจากวิธีการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก

 

ผู้นำรัฐไทย โดยเฉพาะในเจเนอเรชันหนึ่งนั้น อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคำขอโทษไม่ใช่การเสียหน้า

 

ผศ.ดร.ทวิดา ยังระบุอีกว่า หนึ่งอย่างที่สำคัญในการเป็นผู้นำ คือต้องมีความรอบคอบ ฟังให้รอบด้าน ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เร็วที่สุด โดยพยายามทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด แต่ถ้าหากมีข้อผิดพลาดก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ให้เร็ว ชี้แจงให้ชัด ออกแนวทางแก้ไข แล้วลงมือทำเลยทันที เพราะการเรียกความศรัทธาเชื่อมั่นไม่ได้เรียกด้วยการสื่อสาร แต่เรียกด้วยการกระทำ ส่วนการขอโทษนั้นเป็นการรับผิดชอบต่อภาวะจิตใจของคนที่คาดหวัง และต้องขอโทษด้วยความรู้สึกที่เราขอโทษจริงๆ 

 

ซิงเกิลคอมมานด์ คณะกรรมการบริหารจัดการวัคซีนแบบเบ็ดเสร็จ

 

สำหรับระบบ ‘ซิงเกิลคอมมานด์’ (Single Command) ที่นายกรัฐมนตรีจัดตั้ง ‘คณะกรรมการบริหารจัดการวัคซีนแบบเบ็ดเสร็จ’ โดยมีตนเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะบัญชาการ สั่งการสูงสุดและยังออกปากให้ประชาชนไม่ต้องฟังข้อมูลจากแหล่งอื่น แต่ฟังจาก ศบค. เพียงอย่างเดียว 

 

ผศ.ดร.ทวิดา มองว่ารูปแบบการจัดการในปัจจุบันยังห่างจากการเป็นระบบซิงเกิลคอมมานด์อยู่มาก เนื่องจากระบบนี้คือการที่คำสั่งจะถูกถ่ายทอดจากผู้สั่งการและกระจายต่อไปยังส่วนอื่นๆ ที่รับหน้าที่ออกคำสั่งต่อ โดยคนสั่งมีกี่คนก็ได้ แต่จะมีเพียงคำสั่งเดียว 

 

แต่ละหน่วยหน้างานมีการตัดสินใจต่อการปฏิบัติงานของตนเอง โดยยึดหลักมาตรฐานการปฏิบัติและข้อมูลชุดเดียวกัน ทว่าการปฏิบัติงานในปัจจุบันที่ชุดข้อมูลและคำสั่งอยู่ในความสับสนมึนงง ขาดความเป็นเอกภาพของการบริหารจัดการ จึงยากนักที่จะดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

 

ผศ.ดร.ทวิดา ยังย้ำอีกว่า การสื่อสารในสภาวะวิกฤตจะต้องเป็นการ ‘สื่อสารเพื่อวางแผนอนาคต’ มีจุดประสงค์ให้ประชาชนเกิดการปฏิบัติตาม ไม่ใช่แค่เพื่อให้รู้ว่าในปัจจุบันกำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องทำให้รู้ว่าในอนาคตประชาชนทั้งประเทศจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

 

คลิกดูรายการ: 

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post การสื่อสารของรัฐในสภาวะวิกฤต จาก ‘ซิงเกิลคอมมานด์’ สู่ความอลหม่าน ปมบริหารวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในยุควิกฤตโควิด-19 https://thestandard.co/strategy-increasing-working-capital-in-covid-19-crisis-era/ Tue, 15 Jun 2021 06:35:42 +0000 https://thestandard.co/?p=500343 เงินทุนหมุนเวียน

แม้การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมจะเก […]

The post กลยุทธ์เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในยุควิกฤตโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินทุนหมุนเวียน

แม้การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมจะเกิดขึ้นแทบตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนสำหรับการดำเนินธุรกิจคือความจริงที่ว่า ‘เงินสดคือราชัน’ หรือ ‘Cash is king’ 

 

เมื่อ ‘เงินทุนหมุนเวียน’ คือกระแสเงินสดที่มีความจำเป็นในการขับเคลื่อนองค์กร ทุกหน่วยงานภายในบริษัทต้องร่วมกันบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของธุรกิจ และให้สามารถนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และมีกระแสเงินสดมากขึ้นไปใช้ต่อยอดธุรกิจให้เติบโตในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้ กลยุทธ์การบริหารเงินทุนหมุนเวียนจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

 

จะว่าไปแล้ววิธีการบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้มีเงินเหลือเพียงพอนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี แต่กลยุทธ์ที่ธุรกิจนิยมเลือกใช้มักเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการลูกหนี้ เจ้าหนี้ สินค้าคงคลัง และเงินสด ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน 3 ฝ่ายเป็นหลัก ได้แก่ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงินและบัญชีเจ้าหนี้ และฝ่ายบริหารเงิน 

 

อ้างอิง: PwC 

 

สำหรับการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนขององค์กรผ่านหน่วยงาน 3 ฝ่ายนี้ สามารถเริ่มได้อย่างง่ายๆ ด้วยการแบ่งฐานซัพพลายเออร์ออกเป็นกลุ่มๆ จากนั้นพิจารณาวิธีจ่ายเงินที่เหมาะสมตามแต่ละกลุ่ม โดยซัพพลายเออร์บางรายอาจยินดีที่จะเสนอส่วนลดเพิ่มเติม หากบริษัทสามารถชำระเงินก่อนวันครบกำหนด ซึ่งประโยชน์ที่หน่วยงานทั้ง 3 ฝ่ายจะได้รับ มีดังต่อไปนี้ 

 

1. ฝ่ายจัดซื้อ สร้างความพึงพอใจให้กับซัพพลายเออร์ เพราะได้รับเงินก่อนถึงกำหนดชำระ

 

2. ฝ่ายการเงินและบัญชีเจ้าหนี้ ปรับปรุงประสิทธิภาพการจ่ายชำระเมื่อมีการประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี

 

3. ฝ่ายบริหารเงิน ช่วยให้กิจการได้เงินทุนหมุนเวียนกลับมา เช่น ธนาคารจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ณ วันที่ 10 แต่บริษัทจ่ายเงินคืนธนาคาร ณ วันที่ 90 หรือในกรณีที่กิจการมีเงินสดส่วนเกิน ก็สามารถใช้วิธีให้ส่วนลดเช่นนี้ โดยบริษัทจ่ายเงินสดออกไป ณ วันที่ 10 แต่ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยต่อปี (Annual Percentage Rate) กับต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของเงินทุน (Weighted Average Cost of Capital) เป็นต้น

 

นอกจากกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีกลยุทธ์อื่นๆ ที่องค์กรสามารถนำมาใช้ได้ด้วย เช่น การต่อรองด้วยการสั่งซื้อในปริมาณสูง เพื่อขอแลกกับส่วนลดเมื่อจ่ายชำระก่อนวันครบกำหนด หรือการขอยืดระยะเวลาจ่ายเงินออกไป ซึ่งมักใช้ได้กับกิจการของซัพพลายเออร์ที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เป็นต้น 

 

จัดตั้ง ‘คณะอำนวยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน

นอกจากนี้ การจะวัดผลความสำเร็จจากการบริหารเงินทุนหมุนเวียนนั้น องค์กรจะต้องจัดตั้ง ‘คณะอำนวยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน’ เพื่อรวบรวมตัวแทนจากฝ่ายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากำหนดเป้าหมายในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนร่วมกัน รวมทั้งเสริมความมั่นคงทางการเงินและสร้างการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพให้กับองค์กร โดยจะต้องไม่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อฐานซัพพลายเออร์โดยรวม หรือเกิดผลเสียหายต่อความสัมพันธ์อันดีกับซัพพลายเออร์รายสำคัญ

 

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น องค์กรจะต้องสามารถควบคุมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นฐานรากสำคัญของการบริหารกระแสเงินสดของบริษัทให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น บางองค์กรมีซัพพลายเออร์อยู่เป็นจำนวนมาก และถึงแม้จะมีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะติดตามใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่ได้รับ แล้วทำการกระทบยอดใบแจ้งหนี้แต่ละรายการกับใบสั่งซื้อที่เคยเปิดออกไปได้ครบถ้วน ซึ่งหากไม่สามารถบริหารยอดเจ้าหนี้ได้อย่างถูกต้อง จะส่งผลให้การประมาณการและการจัดการเงินสดเพื่อบริหารสภาพคล่องในระยะสั้นทำได้ยากขึ้น ยิ่งหากไม่ได้มีการกำหนดขั้นตอนกระบวนการจัดหาและการจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสม ก็อาจทำให้องค์กรมีแนวโน้มการใช้จ่ายที่เกินตัว หรือมีการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้มีอำนาจของบริษัทได้

 

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากแนะนำ 4 กลยุทธ์ที่จะช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมการปฏิบัติงานภายในได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

 

1. ออกใบสั่งซื้อทุกครั้ง และตรวจสอบการรับสินค้าและบริการตามการสั่งซื้อให้ครบทุกรายการ กำหนดระยะเวลาการจ่ายชำระไว้ล่วงหน้า ติดตามใบแจ้งหนี้ที่ได้รับตามใบสั่งซื้อแต่ละรายการ และตรวจสอบว่าซัพพลายเออร์วางบิลเมื่อถึงกำหนดตามที่ตกลงไว้เท่านั้น

 

2. ออกแบบการบันทึกข้อมูลในระบบบัญชีเจ้าหนี้ ให้ระบุรายละเอียดการตั้งหนี้ที่ไม่ออกใบสั่งซื้อ เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ในการจ่ายเงินนั้นๆ

 

3. คอยติดตามยอดค้างชำระ แยกตามเจ้าหนี้และวันครบกำหนด

 

4. กำหนดค่าชี้วัดยอดเจ้าหนี้ให้ชัดเจน (เช่น สัดส่วนใบแจ้งหนี้ที่ตรวจสอบถูกต้องตรงกับใบสั่งซื้อ อัตราส่วนใบแจ้งหนี้ที่จ่ายเงินตรงตามกำหนด หรืออัตราส่วนใบแจ้งหนี้ที่ต่อรองส่วนลดสำเร็จ) และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ดี ในบางครั้งมีโครงการใช้เงินหลายโครงการถูกพิจารณาแยกออกไปเฉพาะเรื่อง สร้างปัญหาในการบริหารเงิน อันเกิดจากความไม่โปร่งใสและแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ การจัดตั้ง ‘หน่วยงานบริหารจัดการเงินสด’ (Cash Conversion Management Office) เพื่อพิจารณาโครงการเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดการบริหารเงินทุนหมุนเวียนร่วมกันระหว่างหน่วยงานและซัพพลายเออร์ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกับองค์กร 

 

นอกจากนี้ การบริหารกระแสเงินสดยังจะช่วยให้องค์กรอยู่รอดเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยการวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า 13 สัปดาห์ จะช่วยทำให้องค์กรมองเห็นสถานะทางการเงินและช่วงจังหวะที่กระแสเงินสดขาดแคลน จึงสามารถวางแผนการปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดหาแหล่งเงินทุนที่จำเป็นได้ทันและเพียงพอในช่วงเวลาที่ต้องการ

 

เหนือสิ่งอื่นใด ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามอุปสงค์และอุปทานที่ได้รับจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ระยะเวลารอสินค้าและความถี่ในการเติมสินค้าใช้เวลายาวขึ้น ส่งผลให้ต้องทบทวนจำนวนสินค้าคงคลังขั้นต่ำ (Safety Stock) และนโยบายการบริหารสินค้าคงคลังต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมการชำระเงิน และความน่าเชื่อถือขององค์กร จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กิจการที่ยังคงบริหารเงินทุนหมุนเวียนแบบเดิมๆ จะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ในที่สุด

 

ดังนั้น ในอนาคตข้างหน้าทุกองค์กรจำเป็นที่จะต้องคงสถานะเงินสดในมือให้ยาวที่สุด และต้องบริหารเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดฝัน และยังจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปสู่เป้าหมายได้ตามที่วางไว้

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post กลยุทธ์เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในยุควิกฤตโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังแจงที่ประชุม ส.ว. กู้เงิน 5 แสนล้าน เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล มีเงินทุนสำรองไม่พอแก้โควิด-19 https://thestandard.co/treasury-500-billion-loan-act-will-br-governments-last-choice/ Mon, 14 Jun 2021 05:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=499888 กู้เงิน 500 แสนล้าน

วันนี้ (14 มิถุนายน) อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ […]

The post คลังแจงที่ประชุม ส.ว. กู้เงิน 5 แสนล้าน เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล มีเงินทุนสำรองไม่พอแก้โควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กู้เงิน 500 แสนล้าน

วันนี้ (14 มิถุนายน) อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท แก่ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ว่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นโรคระบาดที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายปี มีการแพร่ระบาดไปในวงกว้างอย่างรวดเร็วทั่วโลกและประเทศไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2562 ซึ่งไม่สามารถที่จะคาดการณ์การสิ้นสุดได้ ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกและของประเทศไทยในปี 2563 หดตัวรุนแรงมากที่สุดในรอบ 23 ปี นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 

 

ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2564 ว่าจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.5-2.5 เท่านั้น

 

นอกจากนี้คาดว่าการท่องเที่ยวซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหลักของเศรษฐกิจไทยจะยังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 จะลดลงจากเดิมประมาณร้อยละ 53 และรายได้จากนักท่องเที่ยวจะลดลงกว่า 440,000 ล้านบาท หรือ 2.76 ของ GDP ในปี 2563 ดังนั้นรัฐบาลตระหนักถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยวจึงได้วางกันแนวทางในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพท่องเที่ยวสูง และได้รับวัคซีนครบแล้วจากประเทศการเสี่ยงต่ำและปานกลางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยจะเริ่มจากจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง 

 

อาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่องผ่านแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งการจัดสรรงบกลาง ผ่านการกู้เงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสำหรับการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากเอกสารงบประมาณลงไปยังหน่วยงานต่างๆ ของรัฐตามแผนที่กำหนดไว้หมดแล้ว จึงทำให้รัฐบาลไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการโอนงบประมาณได้ ขณะเดียวกันเงินทุนสำรองจ่ายที่มีอยู่ก็มีไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน และสำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณรายจ่าย 2564 รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ในปี 2564 มีข้อจำกัดและได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งหากจะรองบประมาณจากการจัดเก็บในปี 2565 นั้นก็ไม่สามารถที่จะรอได้ ประมาณต่อการเดินหน้าแก้ปัญหาโควิด-19 ในประเทศ ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมาสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนในการแก้ปัญหาสถานการณ์และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งงบประมาณกู้ครั้งนี้จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ และเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล 

 

อย่างไรก็ตาม การกู้เงิน 500,000 ล้านบาทครั้งนี้ รัฐบาลจะนำงบประมาณไปใช้ตามแผนงานที่มีวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดสรรงบประมาณไว้กว่า 30,000 ล้านบาทเพื่อรองรับการจัดหาวัคซีน การเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการ และการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และนำไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ นำไปใช้ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชนในทุกสาขาอาชีพจำนวน 300,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในทุกสาขาอาชีพอย่างทั่วถึง และเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ นอกจากนั้นรัฐบาลจะมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลให้สามารถประคับประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานพนักงานต่อไปได้

 

แผนงานสุดท้ายรัฐบาลจะนำไปใช้ในโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จำเป็นจะต้องเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติที่ 170,000 ล้านบาท

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post คลังแจงที่ประชุม ส.ว. กู้เงิน 5 แสนล้าน เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล มีเงินทุนสำรองไม่พอแก้โควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตเพราะโควิด-19 แท็กซี่จอดทิ้งเพราะแบกต้นทุนไม่ไหว จากรายได้วันละหลักพันบาทเหลือวันละไม่ถึงร้อยบาท https://thestandard.co/covid-19-crisis-for-taxi-driver-couldnt-bear-the-cost/ Wed, 09 Jun 2021 11:19:54 +0000 https://thestandard.co/?p=498315 คนขับรถแท็กซี่

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกสามยังไม่ทุเลาความรุนแรงลง ควบคู […]

The post วิกฤตเพราะโควิด-19 แท็กซี่จอดทิ้งเพราะแบกต้นทุนไม่ไหว จากรายได้วันละหลักพันบาทเหลือวันละไม่ถึงร้อยบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนขับรถแท็กซี่

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกสามยังไม่ทุเลาความรุนแรงลง ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่มีให้เห็นทั้งความคืบหน้าและสิ่งที่น่ากังวล แต่ในโลกของชีวิตที่ยังดำเนินต่อไปทุกวันกำลังมีหลายปากท้องที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และแทบจะมองไม่เห็นความหวัง

 

คนขับรถแท็กซี่ คืออาชีพที่ได้รับความเดือดร้อนเต็มๆ ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน จากผู้โดยสารนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่มีเลย ส่วนการเดินทางของคนในประเทศก็ลดลงอย่างมหาศาล

 

คนขับรถแท็กซี่บอกกับ THE STANDARD ว่า พวกเขาต้องปรับตัวจากเคยขับรถวิ่งหาผู้โดยสารก็ต้องหาจุดจอดเพื่อประหยัดก๊าซ รอลูกค้าเรียกใช้งานจากแอปพลิเคชัน หรือรอลูกค้าประจำโทรเรียก

 

ขณะที่ผู้ประกอบการให้เช่ารถแท็กซี่บอกกับเราว่า เกือบทุกคืนหลับลงพร้อมความเครียดและน้ำตา ภาระที่แบกรับในวันนี้เกินจะรับไหว เงินที่กู้ธนาคารมาเพื่อประกอบธุรกิจไม่ได้งอกเงยผลกำไร กลับต้องแบกรับภาระเพิ่มในการผ่อนจ่ายแต่ละเดือน ถึงแม้มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐบ้าง แต่หากเปรียบเทียบกับรายจ่ายในทุกๆ เดือนก็เหมือนรอวันปิดตัว

 

ทุกวันนี้มีแต่คนนำรถมาคืนมากกว่าเช่าไปขับ เกือบจะเป็นเสียงเดียวที่ได้ยินคือไม่มีลูกค้า ส่งค่าเช่าไม่ไหว บางเจ้าแบกรับค่าซ่อมไม่ไหวก็เอารถไปจอดทิ้งตามสถานที่ต่างๆ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อีกต่อไปไม่เกินปีคงต้องเลิกกิจการ 

 

“จากรายได้หลักพันบาทต่อวัน บางวันเหลือไม่ถึงร้อยบาท คนที่เช่ารถขับก็ดีหน่อย วันไหนไม่ขับก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่คนที่ผ่อนรถกับธนาคารมันหยุดไม่ได้ และมันก็หารายได้มาจ่ายธนาคารไม่ได้เช่นกันในช่วงเวลานี้” ผู้ประกอบการให้เช่ารถแท็กซี่ กล่าว

 

คนขับรถแท็กซี่

คนขับรถแท็กซี่

คนขับรถแท็กซี่

คนขับรถแท็กซี่

คนขับรถแท็กซี่

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post วิกฤตเพราะโควิด-19 แท็กซี่จอดทิ้งเพราะแบกต้นทุนไม่ไหว จากรายได้วันละหลักพันบาทเหลือวันละไม่ถึงร้อยบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>