วัสดุกัมมันตรังสี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วัสดุกัมมันตรังสี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 29 Mar 2023 01:43:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 อนามัยโพลเผย ประชาชนส่วนมากกังวลกรณี ‘ซีเซียม-137’ กระจายและตกค้างในสิ่งแวดล้อม ต้องการข้อมูลผลต่อสุขภาพระยะยาว https://thestandard.co/dohl-population-worry-cesium-137-residuel/ Wed, 29 Mar 2023 01:42:48 +0000 https://thestandard.co/?p=770032 ซีเซียม-137

วานนี้ (28 มีนาคม) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบด […]

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนส่วนมากกังวลกรณี ‘ซีเซียม-137’ กระจายและตกค้างในสิ่งแวดล้อม ต้องการข้อมูลผลต่อสุขภาพระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเซียม-137

วานนี้ (28 มีนาคม) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีข่าวสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 หายจากโรงไฟฟ้าจังหวัดปราจีนบุรี และถูกนำเข้าเตาหลอมเหล็กในโรงงานหลอมเหล็ก ต่อมาพบว่ามีการขนส่งเถ้าโลหะที่มีการปนเปื้อนสารดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดระยอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้มีความวิตกและกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพนั้น 

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม, สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ, กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมด้วยศูนย์อนามัยที่ 6 จังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ในการเตรียมความพร้อมและกำหนดมาตรการฉุกเฉินรับมือกรณีเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีในพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้น 

 

นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อไปว่า ได้สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารและน้ำบริเวณโดยรอบชุมชน โกดัง และที่เก็บฝุ่นเหล็กดังกล่าว ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร เช่น ปลาทะเลสด ผักและผลไม้ที่ปลูกในพื้นที่ น้ำประปาที่ใช้ในครัวเรือน น้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ และน้ำบ่อตื้นที่ใช้การรดผักและผลไม้ พร้อมทั้งจัดส่งตัวอย่างดังกล่าวไปตรวจวิเคราะห์ ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อให้ทราบผลการตรวจวิเคราะห์และสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน

 

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความเห็นของประชาชนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านทางอนามัยโพล ตั้งแต่วันที่ 23-24 มีนาคม 2566 จำนวน 379 คน พบว่า ประชาชนได้ทราบข่าวและรู้สึกกังวลมากถึงร้อยละ 75.5 ในขณะที่ร้อยละ 23.5 ทราบข่าวแต่ไม่รู้สึกกังวลหรือไม่สนใจข่าวนี้ และร้อยละ 1 ไม่ทราบข่าว 

 

สำหรับเหตุผลที่ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับซีเซียม-137 ที่พบมากที่สุดคือ การแพร่กระจายและตกค้างในสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 93.7 รองลงมาคือ กังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ร้อยละ 89.8 และไม่มั่นใจในการดูแลจัดการของโรงงาน กลัวเกิดเหตุการณ์ซ้ำ ร้อยละ 62.9 

 

นอกจากนี้ประชาชนต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ร้อยละ 80.2, ข้อมูลด้านความปลอดภัยของอาหาร ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม ร้อยละ 77 และวิธีลดและป้องกันการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการเข้าสู่ร่างกาย ร้อยละ 73.6 

 

สำหรับสิ่งที่ประชาชนต้องการให้หน่วยงานสาธารณสุขดำเนินการมากที่สุดคือ การเฝ้าระวังตรวจการตกค้างในอาหารและน้ำ ร้อยละ 80.2, การตรวจสุขภาพกรณีที่รู้สึกมีอาการผิดปกติ ร้อยละ 78.6, และการสื่อสารและให้คำแนะนำด้านสุขภาพ ร้อยละ 77.3

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนส่วนมากกังวลกรณี ‘ซีเซียม-137’ กระจายและตกค้างในสิ่งแวดล้อม ต้องการข้อมูลผลต่อสุขภาพระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจง นักเรียนใกล้โรงหลอมเหล็กปราจีนบุรีป่วยระบบทางเดินหายใจ 25 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ ส่วนผลตรวจคนงานไม่พบซีเซียม-137 https://thestandard.co/moph-students-prachinburi-influenza/ Tue, 28 Mar 2023 08:24:59 +0000 https://thestandard.co/?p=769802

วันนี้ (28 มีนาคม) นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรว […]

The post สธ. แจง นักเรียนใกล้โรงหลอมเหล็กปราจีนบุรีป่วยระบบทางเดินหายใจ 25 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ ส่วนผลตรวจคนงานไม่พบซีเซียม-137 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 มีนาคม) นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 6 กล่าวถึงความคืบหน้าผลการสอบสวนโรคในเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกระท้อน ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงงานหลอมเหล็กที่มีการหลอมวัตถุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ทยอยมีอาการป่วยต่อเนื่องหลายราย ว่า ได้รับรายงานผลการสอบสวนโรคกรณีดังกล่าวจาก นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข จังหวัดปราจีนบุรี ว่า

 

จากการลงพื้นที่สอบสวนโรคร่วมกันระหว่างสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 (สคร.) จังหวัดชลบุรี, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี และโรงพยาบาลกบินทร์บุรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2566 พบว่า โรงเรียนดังกล่าวมีนักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 รวมกัน 129 ราย และบุคลากรรวม 11 ราย มีอาการป่วยทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่วันที่ 21-27 มีนาคม 2566 พบผู้ป่วยจำนวน 25 ราย คิดเป็น 19.38% ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 ราย ตามมาด้วยประถมศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 1 ชั้นละ 5 ราย ประถมศึกษาปีที่ 5 และประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นละ 4 ราย ส่วนใหญ่มีอาการไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น และไอ ปัจจัยเสี่ยงมาจากการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ซึ่งเป็นช่วงสอบปลายภาค นักเรียนที่มีอาการป่วยรายแรกจึงไม่ได้หยุดเรียนและมาสอบร่วมกับเพื่อนตามปกติ 

 

นพ.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นการป่วยกลุ่มก้อนของโรคไข้หวัด (Common Cold) ได้สั่งยารักษาตามอาการ โดยให้ผู้ป่วยรับยาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ลาดตะเคียน และ รพ.สต.หาดนางแก้ว ส่วนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากโรงพยาบาลกบินทร์บุรีในกลุ่มที่มีอาการ 19 ราย ผลปกติทุกราย และตรวจโควิดด้วย ATK ในกลุ่มนักเรียนที่มีอาการ 23 ราย ผลเป็นลบทุกราย ทีมสอบสวนโรคได้เก็บตัวอย่างจากผู้ป่วย 5 รายส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจด้วยเทคนิค RT-PCR พบสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A สายพันธุ์ 3 (H3N2) ทั้งหมด 

 

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การป่วยเป็นกลุ่มก้อนดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับซีเซียม-137

 

สำหรับการตรวจวัดปริมาณรังสีซีเซียม-137 ในตัวอย่างปัสสาวะของคนงานในโรงงานหลอมเหล็ก ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2566 ด้วยเครื่องแกมมาสเปกโตรมิเตอร์ จำนวน 52 ตัวอย่าง มีค่าอยู่ในระดับปริมาณรังสีพื้นหลัง ไม่พบการเปรอะเปื้อนกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และได้เก็บตัวอย่างปัสสาวะจากคนงานในโรงงานที่ยังไม่เคยส่งตัวอย่างเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ส่วนการเก็บตัวอย่างในสิ่งแวดล้อมและตรวจวัดรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์ภายในจังหวัดปราจีนบุรีและรอบโรงงานหลอมเหล็ก ได้รับข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจในการเฝ้าระวังและตอบสนองกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่เกิดเหตุจังหวัดปราจีนบุรี ว่า อยู่ในเกณฑ์ความปลอดภัย และไม่พบบริเวณที่มีรังสีสูงอันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

The post สธ. แจง นักเรียนใกล้โรงหลอมเหล็กปราจีนบุรีป่วยระบบทางเดินหายใจ 25 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ ส่วนผลตรวจคนงานไม่พบซีเซียม-137 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่งทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชน กรณีซีเซียม-137 ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทุกจุดรัศมีอย่างละเอียด https://thestandard.co/pm-care-people-cesium-137-case/ Wed, 22 Mar 2023 10:43:48 +0000 https://thestandard.co/?p=766923

วันนี้ (22 มีนาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐ […]

The post นายกฯ สั่งทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชน กรณีซีเซียม-137 ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทุกจุดรัศมีอย่างละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มีนาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามเหตุการณ์กรณีการปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) ในโรงงานหลอมโลหะ จังหวัดปราจีนบุรี อย่างต่อเนื่อง สั่งการ กำชับแนวทางการทำงาน ป้องกันผลกระทบ วางแนวทางแก้ไขระยะยาวเพื่อปกป้องประชาชน รวมทั้งสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกรณี ซีเซียม-137 หายออกจากโรงงานได้อย่างไร เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ 

 

อนุชายังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า หน่วยงานรัฐบาลได้ดำเนินการต่อกรณีซีเซียม-137 ดังนี้ 

 

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจในการเฝ้าระวังและตอบสนองกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่เกิดเหตุ ณ จังหวัดปราจีนบุรี และดำเนินการตรวจสอบ ตรวจวัดระดับปริมาณรังสีในพื้นที่โรงงานหลอมโลหะที่เกิดเหตุ โดยพบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในเตาหลอมเหล็ก 1 เตา ในระดับต่ำ (0.07- 0.10 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) และในระบบการดูดฝุ่น (Dust Filter) และระบบกรองฝุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะบรรจุลงในถุงขนาดใหญ่และนำไปจัดเก็บรวมกับ 24 ถุงที่ตรวจสอบพบการปนเปื้อนก่อนหน้านี้ ขณะที่ในชิ้นส่วนอุปกรณ์ถ่ายเทน้ำเหล็กไม่พบการปนเปื้อน และจากการตรวจวัดระดับปริมาณรังสีบริเวณหน้าดินในพื้นที่โรงงาน และปริมาณรังสีในสิ่งแวดล้อม พบว่าระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับเท่ากับระดับปริมาณรังสีในธรรมชาติ (0.03-0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง) ทั้งในพื้นที่โรงงานที่เกิดเหตุและพื้นที่โดยรอบโรงงาน รัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร

 

ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ในบริเวณโรงงานโดยรอบมาวิเคราะห์ และไม่พบว่าปนเปื้อน ขณะที่การตรวจวัดระดับรังสีไม่พบการฟุ้งกระจายในอากาศในอาคาร และไม่มีการปนเปื้อนออกมาภายนอก ซึ่งขณะนี้สารกัมมันตรังสีซีเซียมถูกบรรจุในถุงบิ๊กแบ็ก ซึ่งถูกควบคุมและจำกัดพื้นที่แล้ว ส่วนสุขภาพของประชาชน ได้ตรวจสอบพนักงานภายในโรงงานกว่า 70 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยเก็บปัสสาวะและเลือดเพื่อตรวจหาสารกัมมันตรังสีตามวิธีมาตรฐาน และจากการตรวจสอบประวัติสุขภาพย้อนหลัง 1 เดือนของประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีจากรายงานของโรงพยาบาล ไม่พบประชาชนรายใดมีอาการสุ่มเสี่ยงว่าเจ็บป่วยจากการได้รับสารกัมมันตรังสี

 

  • กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานสรุปผลการตรวจวัดระดับรังสีในอากาศ วันที่ 21 มีนาคม 2566 บริเวณพื้นที่ 6 จุดรอบโรงงานและพื้นที่ชุมชน พบค่าระดับของรังสีอยู่ในช่วงของค่ารังสีพื้นหลังตามธรรมชาติ (Natural Background Radiation) ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ

 

  • จังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศให้กันบริเวณโรงงานเป็นเขตควบคุม พร้อมยืนยันว่าซีเซียม-137 ที่ปนเปื้อนในฝุ่นโลหะถูกควบคุมและจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ และดำเนินการตรวจหาสารปนเปื้อนในร่างกายของพนักงานทุกคนรวม 70 คน แต่ไม่มีสารปนเปื้อนตามร่างกายของพนักงาน

 

  • สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยืนยันว่าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติอยู่ในพื้นที่ และทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยมีความมั่นใจว่ายังไม่พบสารปกติ และได้มอบเครื่องตรวจวัดระดับรังสีแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ติดตัวไว้ ซึ่งหากมีรังสีเครื่องตรวจวัดจะแสดงค่ารังสีปรากฏให้เห็น โดยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

 

  • กระทรวงสาธารณสุข วางแผนรับมือหากเกิดการปนเปื้อนในร่างกาย แต่จนถึงขณะนี้ผลการตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ในโรงหลอมและชาวบ้านโดยรอบ ยังไม่พบการปนเปื้อน และล่าสุดได้เปิดสายด่วน 24 ชั่วโมง ให้ประชาชนโทรมาสอบถามข้อมูลหากสงสัยว่าเสี่ยง ส่วนการตรวจสุขภาพชาวบ้านรอบโรงงานอยู่ในแผนการตรวจอยู่แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างน้อย 5 ปี

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี  และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ความรุนแรงของซีเซียม-137 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีรังสีที่มีผลต่อร่างกายขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณของรังสีที่ได้รับ ระยะเวลาที่ได้รับ ส่วนของร่างกายที่ได้รับ 

 

สำหรับผลต่อร่างกาย แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 

 

  1. ผลในระยะสั้น เมื่อมีการสัมผัสทางผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดง คัน บวม มีตุ่มน้ำหรือแผลเกิดขึ้น อาจมีขนหรือผมร่วงได้ หรือผลที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อได้รับปริมาณที่สูงมาก จะมีอาการนำ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หลังจากนั้นอาการจะหายไปชั่วคราวประมาณ 1-3 สัปดาห์ ต่อจากนั้นจะมีผลต่อ 3 ระบบหลักของร่างกาย ได้แก่ ระบบโลหิต ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาท ทั้งนี้ ขึ้นกับปริมาณสารที่ได้รับ 

 

  1. ผลระยะยาว ที่สำคัญคือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

 

โดยสามารถรับสารซีเซียม-137 ได้ 2 ช่องทาง คือ 

 

  1. รับรังสีจากภายนอก (External Radiation Hazard) สามารถป้องกันได้โดยใช้หลัก TDS Rule (Time, Distance, Shielding) โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด อยู่ห่างจากต้นกำเนิดรังสีให้มากที่สุด และใช้อุปกรณ์ในการกำบังรังสี หรือ

 

  1. รับรังสีจากแหล่งกำเนิดในร่างกาย (Internal Radiation Hazard) ที่เกิดจากการสูดลมหายใจ (Inhalation) หรือรับประทาน (Ingestion) สิ่งที่ปนเปื้อนซีเซียม-137 

 

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญของทั้ง 2 ช่องทาง คือผู้ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณหรือช่วงเวลาที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตามจากรายงานค่าปริมาณรังสีในอากาศและตัวอย่างดินรอบๆ บริเวณ พบว่ายังมีค่าใกล้เคียงกับปริมาณรังสีพื้นหลังซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต 

 

“ยืนยันว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานปัญหาสุขภาพของประชาชนจากซีเซียม-137 การตรวจเลือดของคนงานยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และจะตรวจซ้ำอีกในวันที่ 5 เมษายน 2566 ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และดูแลการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทุกจุดรัศมีโดยรอบ ทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์การทำงานตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังอย่างสูงสุด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอันตรายจากสารกัมมันตรังสี ขอให้ประชาชนไม่ตระหนก ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง และตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้” อนุชากล่าว 

The post นายกฯ สั่งทุกหน่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชน กรณีซีเซียม-137 ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทุกจุดรัศมีอย่างละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะแพทย์รามาฯ แจงเหตุซีเซียม-137 ปราจีนบุรี มีผลกระทบน้อยเมื่อเทียบเชอร์โนบิล-ฟุกุชิมะ ส่วนยาต้านพรัสเซียนบลูที่มีในคลังหมดอายุแล้ว https://thestandard.co/rama-mahidol-cesium-137-effects/ Wed, 22 Mar 2023 09:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=766870

วันนี้ (22 มีนาคม) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาว […]

The post คณะแพทย์รามาฯ แจงเหตุซีเซียม-137 ปราจีนบุรี มีผลกระทบน้อยเมื่อเทียบเชอร์โนบิล-ฟุกุชิมะ ส่วนยาต้านพรัสเซียนบลูที่มีในคลังหมดอายุแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มีนาคม) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์, พญ.สาทริยา ตระกูลศรีชัย ศูนย์พิษวิทยา และภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน และ กฤศณัฏฐ์ เชื่อมสามัคคี ภาควิชารังสีวิทยา จัดแถลงในประเด็น ‘ซีเซียม (Cesium, Cs-137) กับยาต้านพิษพรัสเซียนบลู (Prussian blue)’

 

โดย พญ.สาทริยากล่าวว่า การรักษาซีเซียม-137 ด้วยยาต้านพิษพรัสเซียนบลู ซึ่งเป็นสารที่ให้สีน้ำเงิน ถูกใช้แพร่หลายในการเขียนภาพ และถูกนำมาใช้เป็นยาต้านพิษที่อยู่ในรูปแบบยาเม็ด มีข้อบ่งชี้เฉพาะคือใช้ในผู้ป่วยที่มีการปนเปื้อนซีเซียมภายในร่างกาย (Internal contamination) เท่านั้น ไม่ใช้รักษาหากได้รับทางผิวหนังหรือปนเปื้อนตามเสื้อผ้า

 

สำหรับกลไกการออกฤทธิ์หลักของพรัสเซียนบลูคือ จับกับซีเซียมในลำไส้ ป้องกันไม่ให้ซีเซียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาดังกล่าวมีผลข้างเคียง ได้แก่ ท้องผูก หรือภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ อาจทำให้สีอุจจาระ เยื่อบุ หรือฟันเปลี่ยนสีได้

 

ดังนั้นประชาชนจึงไม่ควรซื้อรับประทานเอง เนื่องจากพรัสเซียนบลูที่ซื้ออาจไม่ได้ถูกผลิตเพื่อเป็นยา การรักษาควรใช้ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์ โดยความเหมาะสมในการรับยาจะขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาในการได้รับรังสี อาจไม่ใช่ 5-7 วัน แต่ต้องประเมินร่างกายแบบวันต่อวัน

 

พญ.สาทริยากล่าวต่อไปว่า ตามที่ชี้แจงนั้นพรัสเซียนบลูที่เป็นยาต้านเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในการเขียนภาพ แต่เมื่อเป็นยาที่ใช้กับคนจะแตกต่างที่เกรดและกรรมวิธีในการผลิต ฉะนั้นขอยืนยันว่าไม่แนะนำให้ประชาชนสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ต

 

ขณะที่ นพ.วินัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ศูนย์พิษวิทยาของประเทศไทยเก็บพรัสเซียนบลูไว้ในคลัง แต่ด้วยตลอด 20 ปีไม่มีการถูกเรียกใช้งาน ทำให้ยาที่จัดเก็บหมดอายุไปแล้ว ขณะนี้ประเทศไทยจึงยังไม่มีสำรองยาชนิดนี้ แต่มีข้อมูลว่าทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สั่งเพื่อเตรียมไว้ใช้แล้วในอนาคต

 

ส่วน พญ.สาทริยากล่าวต่ออีกว่า สำหรับผลในระยะสั้นเมื่อสัมผัสซีเซียม-137 มี 2 รูปแบบคือ

 

  1. ผลที่เกิดเฉพาะที่ เมื่อสัมผัสทางผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดง คัน บวม มีตุ่มน้ำหรือแผลเกิดขึ้น อาจมีขนหรือผมร่วงได้ 

 

  1. ผลต่อระบบอื่นในร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อได้รับปริมาณที่สูงมาก เรียกว่า กลุ่มอาการเฉียบพลันจากการได้รับรังสีปริมาณสูง โดยจะมีอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หลังจากนั้นอาการจะหายไปชั่วคราว ขึ้นกับปริมาณที่ได้รับ โดยผลกระทบแต่ละระบบ มีดังนี้

 

  • ระบบโลหิต มีผลกดไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดต่ำลงได้
  • ระบบทางเดินอาหาร มีผลทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ถ่ายเป็นเลือด
  • ระบบประสาท ทำให้สับสน เดินเซ ซึมลง และชักได้โดยเฉพาะในรายที่รุนแรง

 

ส่วนผลในระยะยาวคือ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้

 

ด้านกฤศณัฏฐ์กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรีจะมีโอกาสที่จะแพร่กระจายออกมาสู่ภายนอกได้หรือไม่ว่า ซีเซียมมีจุดเดือดต่ำเมื่อเทียบกับเหล็ก คือจุดเดือด 671 องศาเซลเซียส จึงทำให้ถ้าเกิดการหลอม ชีเซียมจะระเหยเป็นไอและเป็นฝุ่นในห้องหลอม การล้างห้องหลอมหรือควันที่เกิดจากการหลอมมีโอกาสปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ฉะนั้นไอและฝุ่นในห้องหลอม ถ้าไม่ถูกจัดเก็บในระบบปิดและถูกจัดการให้เป็นกากกัมมันตรังสี มีโอกาสปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ หรือปลิวไปในอากาศ และอาจไปสะสมในสิ่งแวดล้อมได้ 

 

แต่จากข้อมูลตามการแถลงข่าวของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ การหลอมเป็นระบบปิดและมีตัวกรองของเตาหลอม ถ้ามีการจัดเก็บฝุ่นในระบบปิดตามที่แถลง โอกาสที่จะมีรังสีซีเซียมปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมจึงน้อย

 

กฤศณัฏฐ์ยังกล่าวเปรียบเทียบเหตุการณ์ของซีเซียมในเหตุการณ์ที่จังหวัดปราจีนบุรี ว่าปัจจุบันค่าความแรงรังสีอยู่ที่ 41.4 มิลลิคูรี เมื่อเทียบกับความแรงรังสีที่วัดจากโรงงานเดียวกันเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 อยู่ที่ 80 มิลลิคูรี คิดเป็นน้ำหนักอยู่ที่ 505 ไมโครกรัม เมื่อเปรียบเทียบแล้วจะมีรายละเอียดดังนี้

 

  • ซีเซียม-137 ตามปกติที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อควบคุมคุณภาพเครื่องมือทางรังสีวิทยา มีความแรงรังสีมากกว่าเหตุที่จังหวัดปราจีนบุรี 1,000 เท่า
  • อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2529 มีการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม 27 กิโลกรัม มีความแรงรังสีมากกว่าเหตุที่จังหวัดปราจีนบุรี 56.76 ล้านเท่า
  • อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 มีความแรงรังสีมากกว่าเหตุที่จังหวัดปราจีนบุรี 11 ล้านเท่า
  • เหตุการณ์โคบอลต์-60 ที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี 2543 ที่ครอบครัวซาเล้งขายของเก่าได้รับซื้อเศษเหล็กและแท่งเหล็กรูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 80 เซนติเมตร มีความแรงรังสีมากกว่าเหตุที่จังหวัดปราจีนบุรี 1,000 เท่าโดยประมาณ เนื่องจากเป็นรังสีต่างชนิดกัน

 

กฤศณัฏฐ์กล่าวถึงความเหมาะสมในการตรวจในพื้นที่ที่คาดว่ามีการปนเปื้อนของรังสีว่า ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีในการตรวจสอบการปนเปื้อน ในส่วนที่มีข้อมูลเผยแพร่ว่าสารกัมมันตรังสีจากการหลอมครั้งนี้สามารถฟุ้งกระจายได้รัศมีกว่า 1,000 กิโลเมตร ขอยืนยันว่าไม่จริง เพราะตามการรายงานปริมาณซีเซียม-137 ครั้งนี้มีน้อยมาก อีกทั้งฝุ่นที่ได้จากการหลอมเป็นฝุ่นโลหะหนัก จะไม่มีการปลิวไปไกล และจะเจือจางไปตามธรรมชาติ

 

สำหรับที่หลายคนกังวลว่าผลไม้และผักในจังหวัดที่พบการปนเปื้อนของรังสีจะบริโภคได้หรือไม่ กฤศณัฏฐ์กล่าวว่า ตามปกติ นม ผลไม้ ข้าวที่บริโภคอยู่ ล้วนมีสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าอ้างอิงปริมาณตามที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้ข้อมูลถือว่าซีเซียม-137 มีปริมาณน้อย ฉะนั้นโอกาสที่จะแทรกซึมลงสู่ชั้นดินจึงไม่ปนเปื้อน ขอให้ประชาชนมั่นใจได้

The post คณะแพทย์รามาฯ แจงเหตุซีเซียม-137 ปราจีนบุรี มีผลกระทบน้อยเมื่อเทียบเชอร์โนบิล-ฟุกุชิมะ ส่วนยาต้านพรัสเซียนบลูที่มีในคลังหมดอายุแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณบดีแพทย์ทั่วประเทศ ยันปริมาณซีเซียม-137 ที่สูญหาย เทียบเท่าทำ CT Scan 1 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อย https://thestandard.co/missing-cs-137-equivalent-1-ct-scan/ Wed, 22 Mar 2023 03:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=766565

วานนี้ (21 มีนาคม) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post คณบดีแพทย์ทั่วประเทศ ยันปริมาณซีเซียม-137 ที่สูญหาย เทียบเท่าทำ CT Scan 1 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (21 มีนาคม) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับคณบดีคณะแพทยศาสตร์สังกัด อว. ทั่วประเทศ เพื่อรับทราบและติดตามความก้าวหน้าของสถานการณ์กรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยคณะแพทย์ทุกแห่งได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

 

ทั้งนี้ ได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม 4 ข้อต่อคณะแพทยศาสตร์ และโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานในสังกัด อว. ดังนี้

 

  1. ให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อค้นหาและรายงานผู้ที่มีอาการ หรือมีประวัติเข้ากันได้กับการได้รับสารรังสีย้อนหลัง 3 เดือน รวมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์ หากพบมีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าจะได้รับสารรังสี หรือหากพบคลัสเตอร์ในพื้นที่ใด ขอให้รายงานเข้ามาที่ศูนย์ปฏิบัติการของ อว. และเข้าไปดูแลโดยทันที

 

  1. คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาล ที่มีความสามารถในการตรวจการสัมผัสสารรังสี ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ปัสสาวะ หรืออื่นใด หรือหากมีผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือ ให้แจ้งมาที่ศูนย์ปฏิบัติการของ อว. เพื่อให้เกิดการสนธิกำลังโดยทันที

 

  1. มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้พื้นที่เหตุการณ์ ซึ่งมีเครือข่ายแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร ที่ประสงค์จะสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้เข้าไปร่วมดำเนินการโดยทันที ทั้งในแง่การดูแลสุขภาพ ความรู้สึก และความวิตกกังวล

 

  1. ให้นักวิชาการ แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ให้ข้อมูลความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเข้าใจง่ายต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และลดความตระหนกในสังคม รวมทั้งให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่อประชาชน

 

“นอกจากนี้ในที่ประชุมได้มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางรังสีวิทยาของคณะแพทยศาสตร์หลายแห่งให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าปริมาณรังสีที่สูญหาย และที่ตรวจพบปรากฏในพื้นที่เหตุการณ์ มีปริมาณที่น้อยมาก เทียบได้กับการทำ CT Scan 1 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อย” เอนกกล่าว

The post คณบดีแพทย์ทั่วประเทศ ยันปริมาณซีเซียม-137 ที่สูญหาย เทียบเท่าทำ CT Scan 1 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเซียม-137 ปนเปื้อนร่างกายได้ทางไหน สัมผัสแล้วเป็นอย่างไร https://thestandard.co/how-cesium-137-contaminate-body/ Tue, 21 Mar 2023 11:45:52 +0000 https://thestandard.co/?p=766440

สารซีเซียม-137 คือสารกัมมันตรังสีที่มีลักษณะเป็นโลหะสีท […]

The post ซีเซียม-137 ปนเปื้อนร่างกายได้ทางไหน สัมผัสแล้วเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

สารซีเซียม-137 คือสารกัมมันตรังสีที่มีลักษณะเป็นโลหะสีทองเงิน เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง มักจับตัวกับคลอไรด์กลายเป็นผงผลึก ปล่อยรังสีเบตาและแกมมา ใช้ในโรงงานและเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อรักษามะเร็ง

 

ผลกระทบต่อสุขภาพจากสารซีเซียม-137 ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ และระยะเวลาที่ได้รับ ถ้าได้รับปริมาณมากและเวลานานมีผลถึงขั้นเสียชีวิต

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ซีเซียม-137 ปนเปื้อนร่างกายได้ทางไหน สัมผัสแล้วเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันนี้เรารู้อะไรเกี่ยวกับ ‘ซีเซียม-137’ https://thestandard.co/what-do-we-know-about-cesium-137/ Tue, 21 Mar 2023 10:10:58 +0000 https://thestandard.co/?p=766327

วันนี้ (21 มีนาคม) ทีมข่าว THE STANDARD สรุปสถานการณ์กร […]

The post วันนี้เรารู้อะไรเกี่ยวกับ ‘ซีเซียม-137’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 มีนาคม) ทีมข่าว THE STANDARD สรุปสถานการณ์กรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) หายไปจากโรงไฟฟ้าในจังหวัดปราจีนบุรี

 

แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับผลกระทบจาก ‘ซีเซียม-137’ แต่กระทรวงสาธารณสุขยังเฝ้าระวัง 3 กลุ่มอาการในจังหวัดที่อาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับซีเซียม-137 ประกอบด้วย

 

  1. อาการทางผิวหนัง เนื้อเยื่อ ว่ามีการระคายและเกิดอาการเนื้อตายหรือไม่

 

  1. อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และ 

 

  1. กลุ่มอื่นๆ เช่น มีเม็ดเลือดขาวผิดปกติเป็นกลุ่มก้อน คุณสมบัติแบ่งเซลล์ไว

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post วันนี้เรารู้อะไรเกี่ยวกับ ‘ซีเซียม-137’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอนก’ ยืนยันจุดที่พบสารซีเซียม-137 ยังไม่น่าวิตก ใช้เทคนิคระดับสูงซีลไว้แล้ว พร้อมนัดโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดร่วมประชุมรับมือ https://thestandard.co/anek-cesium-137-no-worries/ Tue, 21 Mar 2023 04:44:36 +0000 https://thestandard.co/?p=766032 เอนก

วันนี้ (21 มีนาคม) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post ‘เอนก’ ยืนยันจุดที่พบสารซีเซียม-137 ยังไม่น่าวิตก ใช้เทคนิคระดับสูงซีลไว้แล้ว พร้อมนัดโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดร่วมประชุมรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอนก

วันนี้ (21 มีนาคม) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่ถูกพบ ว่าที่ประชุมได้มีการซักถาม ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ซึ่งสรุปได้ว่าจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีอะไรที่น่าวิตกมากนัก แต่ต้องระมัดระวัง โดยการตรวจดิน น้ำ อากาศในบริเวณที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด คือจุดที่ซีเซียม-137 หาย และจุดที่พบซีเซียม-137 ไม่มีค่าของกัมมันตรังสีที่มากกว่าค่าปกติในระดับที่เป็นอันตราย 

 

“ขอให้เบาใจได้ แต่ผมจะให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีคณะวิชาหรือสาขาที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรมาณูและกัมมันตรังสีเข้ามาตรวจสอบ สอบถามด้วย ขณะเดียวกันขอเชิญสื่อมวลชนมาร่วมรับรู้ในการตรวจวัดปริมาณซีเซียมในระยะต่อไป เพื่อให้มีความมั่นใจว่าไม่มีปริมาณซีเซียมในดิน น้ำ อากาศ ที่เป็นอันตราย ซึ่งต้องทำจริงจัง ไม่ใช่ให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติรายงานเท่านั้น” เอนกกล่าว  

 

เอนกกล่าวต่อไปว่า ตนจะประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะกัมมันตรังสีอาจจะแพร่กระจายไปได้ ก็ให้เพื่อนบ้านรายงานเข้ามา และรายงานต่อองค์การระดับโลกที่ควบคุมเกี่ยวกับกัมมันตรังสีได้รับทราบด้วยว่าปริมาณซีเซียมที่มีอยู่ในดิน น้ำ อากาศ ประเทศรอบบ้านของไทยไม่มีระดับที่ผิดปกติอะไร ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะมั่นใจ 

 

ขณะเดียวกันตนยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียหายทางสุขภาพจากกัมมันตรังสีจากทั้งโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของ อว. หรือโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ก็ถือว่าเบาใจเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ก็ขอย้ำว่าไม่ได้ละเลย เพราะเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ซึ่งในช่วงเที่ยงวันนี้ทาง อว. จะเชิญคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดกว่า 20 แห่ง มาร่วมประชุมเพื่อสั่งการให้เตรียมการและให้รายงานอย่างไรบ้าง

 

สำหรับพื้นที่ที่มีการตรวจพบสารซีเซียม ได้มีการควบคุมการเข้า-ออก โดยใช้ความรู้ทางเทคนิคระดับสูงซีลพื้นที่ไว้แล้ว ส่วนการกำจัดกากที่เหลือ จะมอบให้สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ดำเนินการต่อไป

 

“ส่วนระยะเวลาการเฝ้าระวังตรวจสอบพื้นที่นั้นก็ให้ใช้เวลาเต็มที่เพื่อให้ประชาชนสบายใจ และจะสอบถามไปยังทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลกัมมันตรังสีทั่วโลกว่ามีรายงานหรือไม่ว่าสารซีเซียมไปปรากฏที่ประเทศไหนอีก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ประชาชนสบายใจ” เอนกกล่าว

 

เอนกกล่าวด้วยว่า ความกังวลใจของประชาชนในพื้นที่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปทำความเข้าใจและให้ความรู้อย่างเต็มที่ โดยมีหลายหน่วยงานลงไปช่วยกัน ขณะที่ ปส. ก็ไปตั้งกองบัญชาการส่วนหน้า ณ จุดเกิดเหตุแล้ว และมีนักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ไปอยู่ในพื้นที่เช่นกัน ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวก็ทราบว่าสารซีเซียม-137 อยู่ในระดับที่ยังไม่น่าวิตก มีความปลอดภัย

The post ‘เอนก’ ยืนยันจุดที่พบสารซีเซียม-137 ยังไม่น่าวิตก ใช้เทคนิคระดับสูงซีลไว้แล้ว พร้อมนัดโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดร่วมประชุมรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรีนพีซไทยพร้อมเครือข่ายออกแถลงการณ์ร่วมกรณีซีเซียม-137 ขอเปิดเผยความจริงต่อสังคม เอาผิดเคร่งครัด ทบทวนช่องว่างกฎหมาย https://thestandard.co/declaration-cesium-137-case/ Tue, 21 Mar 2023 04:37:23 +0000 https://thestandard.co/?p=766025 กรณีซีเซียม-137

วันนี้ (21 มีนาคม) มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่ […]

The post กรีนพีซไทยพร้อมเครือข่ายออกแถลงการณ์ร่วมกรณีซีเซียม-137 ขอเปิดเผยความจริงต่อสังคม เอาผิดเคร่งครัด ทบทวนช่องว่างกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณีซีเซียม-137

วันนี้ (21 มีนาคม) มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และกรีนพีซ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าด้วยการกำกับดูแล ความโปร่งใส และภาระรับผิด กรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายจากโรงไฟฟ้า จังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่า จากกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีได้รับแจ้งเหตุกรณีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหายจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนของบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 และต่อมาอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมประเมินว่า วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ดังกล่าวถูกหลอมไปหมดแล้ว หลังตรวจพบระดับรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นเหล็ก หรือมักเรียกกันว่าฝุ่นแดง ซึ่งเป็นของเหลือใช้ (By-Product) จากกระบวนการหลอมโลหะของโรงงานในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 

 

อย่างไรก็ตาม จากการแถลงข่าวโดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และคณะ ในวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา กลับยังไม่อาจยืนยันว่าฝุ่นเหล็กที่ปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 มาจากวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ที่สูญหายอย่างไร้ร่องรอยจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติระบุในการแถลงข่าวด้วยว่า ไม่พบการปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 ในสิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ และอากาศ) จากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบพื้นที่โรงงานหลอมโลหะไม่พบผู้ป่วยที่สัมผัสรังสีซีเซียม-137 และไม่พบฝุ่นเหล็กปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นเหล็กที่ถูกส่งไปรีไซเคิลที่จังหวัดอื่นตามที่มีการรายงานในสื่อบางสำนัก 

 

แต่เนื่องจากพบว่ามีการนำฝุ่นเหล็กที่ปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 บางส่วนไปถมที่ดินบริเวณโรงหลอมโลหะ จึงได้ดำเนินการขุดดินปนเปื้อนเหล่านั้นใส่ถุงบรรจุและนำไปวางรวมกันในพื้นที่เก็บฝุ่นผงเหล็กที่ปนเปื้อนพร้อมกับวางแนวเป็นเขตกักกันรังสีไว้โดยรอบแล้ว

 

มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และกรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) ในฐานะเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานรณรงค์เพื่อความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีความเห็นต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีข้างต้น ดังนี้

 

  • แท่งซีเซียม-137 ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน จัดเป็นวัสดุกัมมันตรังสีอันตรายประเภทที่ 3 ตามการจำแนกของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA (International Atomic Energy Agency) ซึ่งเอกสารจากกรมควบคุมโรคระบุว่า เป็นแหล่งกำเนิดประเภทที่เป็นอันตราย หากไม่จัดการได้อย่างปลอดภัยอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บถาวรไปยังผู้ที่จัดการ ผู้ดูแล หรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ใกล้เคียงเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง

 

  • กรณีการสูญหายอย่างไร้ร่องรอยของแท่งซีเซียม-137 ชี้ให้เห็นถึงความไม่รัดกุมในระบบการจัดการวัตถุอันตรายของบริษัท เจ้าของโรงไฟฟ้า รวมถึงหน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ทั้งยังแสดงถึงพฤติกรรมการปกปิดข้อมูลของบริษัท ทั้งในประเด็นเรื่องการแจ้งล่าช้าตามที่ได้มีการแจ้งความบริษัทในข้อหาไม่แจ้งโดยพลันแล้ว แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือการปล่อยปละละเลย และละเมิดกฎหมายตามมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในฐานะผู้ครอบครองวัสดุกัมมันตรังสีอันตราย จนเป็นเหตุให้หน่วยงานรัฐไม่อาจรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสาธารณชนต้องตกอยู่ในความหวาดหวั่นและเสี่ยงภัย ทั้งยังไม่ได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องและกระจ่างแจ้ง ตอกย้ำถึงปัญหาความไม่รู้และความมืดบอดทางข้อมูลมลพิษและวัตถุอันตรายของหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ตลอดจนถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างอุกอาจ

 

  • คำอธิบายเกี่ยวกับเส้นทางการสูญหายของแท่งซีเซียม-137 ที่ว่า อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจวัดค่าทางอุตสาหกรรมชิ้นนี้มีตำแหน่งติดตั้งอยู่บนที่สูง แต่ได้ร่วงตกลงมา และมีบุคคลนำออกไปจากพื้นที่ มีความไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากโรงไฟฟ้าเป็นพื้นที่ปิด แม้แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐต่างระบุว่า เมื่อแรกลงตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งวัตถุอันตรายสูญหายก็ยังไม่อาจเข้าไปในพื้นที่ได้ นอกจากนั้นการที่แท่งซีเซียม-137 เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในกระบวนการผลิต จึงไม่ควรที่จะหล่นหายหรือสูญไปอย่างชนิดไร้ร่องรอย ประกอบกับจากรายงานข่าวที่ระบุว่า อาจมีคนพบเห็นความผิดปกติของระดับเถ้าลอยในไซโลของโรงไฟฟ้ามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่เหตุใดทางบริษัทฯ โรงไฟฟ้ากลับรายงานการสูญหายของแท่งซีเซียม-137 ต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ในวันที่ 10 มีนาคม 2566 ทั้งนี้ ยังไม่นับว่าสำหรับวัสดุกัมมันตรังสีอันตรายตามกฎหมายแล้วย่อมต้องมีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด มีการติดตามสถานะ มีการตรวจจับตาและรายงานการคงสภาพเป็นระยะ การปล่อยปละให้ไม่ได้รับการดูแลย่อมเป็นความผิดมหันต์ของผู้ครอบครอง รวมถึงหน่วยงานมีหน้าที่กำกับดูแลด้วย เรื่องราวที่น่าเคลือบแคลงนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

 

  • การแถลงข่าวของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ฝุ่นเหล็กที่พบปนเปื้อนซีเซียม-137 นั้นมาจากแท่งซีเซียม-137 จากโรงไฟฟ้าหรือไม่ ยิ่งตอกย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสารมลพิษที่อาจเกิดจากวัตถุรังสีอันตรายนี้ได้แพร่กระจายไปถึงไหนแล้ว และทำให้สังคมยังอยู่ในสภาวะความไม่รู้และความมืดบอดทางข้อมูลมลพิษกรณีนี้ต่อไป ขณะเดียวกันการไม่ยืนยันในประเด็นดังกล่าวกลับเปิดประเด็นขึ้นมาใหม่ว่า แล้วอะไรคือแหล่งที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของฝุ่นเหล็ก ซึ่งเท่ากับมีเรื่องที่ต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมอีกด้วย

 

  • เหตุการณ์คล้ายกับกรณีซีเซียม-137 เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2543 นั่นคือกรณีโคบอลต์-60 เหตุการณ์เกิดขึ้นจากที่มีการนำวัตถุส่วนหัวของเครื่องโคบอลต์-60 ซึ่งเป็นเครื่องฉายรังสีทางการแพทย์ที่ไม่ใช้แล้วออกมาจากสถานที่เก็บที่ไม่มีการควบคุมดูแล นำไปเก็บในลานจอดรถร้าง จนมีคนเก็บของเก่ามาพบ และได้นำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปขายแก่ร้านรับซื้อของเก่า ทำให้รังสีแผ่ออกมาตลอดเวลา จนมีผู้ป่วยรุนแรง 10 ราย ในจำนวนนี้มี 3 รายเป็นผู้ทำงานในร้านรับซื้อของเก่า นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านในรัศมี 50-100 เมตร รวม 1,614 รายต้องเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพทุก 6 เดือน

 

ฉะนั้นจากโคบอลต์-60 – ซีเซียม-137 นับว่าเป็นเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมของการที่วัสดุกัมมันตรังสีหลุดรอดออกจากการควบคุมดูแล เหตุการณ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นห่างกันกว่า 20 ปี แต่ยังคงสะท้อนปัญหาในลักษณะเดียวกัน 

 

ทั้งนี้ สำหรับเหตุการณ์ครั้งหลังนี้นับว่ายังไม่จบ ถึงแม้ว่าจากการแถลงของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักอย่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะสื่อกับสังคมไปในท่วงทำนองว่าไม่มีสิ่งใดต้องห่วงใยแล้วก็ตาม 

 

ด้วยเหตุนี้มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, และกรีนพีซ ประเทศไทย ขอเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดำเนินการ ดังนี้

 

  • สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตรวจสอบการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในสถานที่ที่มีเบาะแสว่าอาจได้รับซีเซียม-137 โดยตรวจสอบการปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อมและของเสีย เช่น ฝุ่นเหล็กและผลิตภัณฑ์จากโรงหลอม เพื่อประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการในการแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่ชัดเจน โดยรัฐต้องสนับสนุนมาตรการป้องกันและเยียวยาความเสียหาย เช่น การประกาศพื้นที่เสี่ยงภัย กำหนดรัศมีพื้นที่ที่ต้องมีการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และต้องให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงได้รับการตรวจสุขภาพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลสื่อสารความเสี่ยง เพื่อความเข้าใจและการเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดำเนินการอื่นใด เพื่อป้องกันไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน โดยไม่ผลักภาระให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องรับผิดชอบเอง นอกจากนั้นจะต้องกำหนดแผนการดำเนินการกับฝุ่นเหล็กและวัสดุต่างๆ ที่ปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 ให้ปลอดภัยและชัดเจน รวมทั้งมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส

 

  • กรณีนี้เป็นสถานการณ์อุบัติภัยร้ายแรง ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังและรอบด้าน แล้วเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส โดยจะต้องมีการสืบสวนและตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อนการสูญหาย ว่าระบบการเก็บรักษาวัตถุกัมมันตรังสีและการกำกับดูแลระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าที่เป็นผู้ครอบครองวัตถุอันตรายร้ายแรงดังกล่าวเป็นอย่างไร การสูญหายเกิดขึ้นได้อย่างไร มีช่องว่างหรือช่องโหว่อะไรบ้าง เป็นต้น รวมทั้งสืบสวนและตรวจสอบเหตุการณ์ภายหลังจากการสูญหายด้วย โดยควรที่จะต้องมีการสอบย้อนให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง

 

  • เมื่อมีการตรวจสอบและพบว่ามีการกระทำความผิด หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดหรือละเมิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการให้เกิดการรับผิดชอบต่อความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ควรที่จะต้องใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งก็คือภาษีของประชาชน ไปกับการดำเนินการทั้งหมดของเรื่องนี้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นการป้องปราม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

 

  • หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องมีการสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และทบทวนช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยขึ้นอีก

The post กรีนพีซไทยพร้อมเครือข่ายออกแถลงการณ์ร่วมกรณีซีเซียม-137 ขอเปิดเผยความจริงต่อสังคม เอาผิดเคร่งครัด ทบทวนช่องว่างกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิตลงพื้นที่ปราจีนบุรีบ่ายนี้ ติดตามสารซีเซียม-137 รั่วไหล สั่ง รพ.สต.-อสส. ให้ความรู้ประชาชน เตรียมพร้อมรักษา 100% https://thestandard.co/satit-visit-prachinburi-trace-cs-137/ Tue, 21 Mar 2023 04:34:12 +0000 https://thestandard.co/?p=766013

วันนี้ (21 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐ […]

The post สาธิตลงพื้นที่ปราจีนบุรีบ่ายนี้ ติดตามสารซีเซียม-137 รั่วไหล สั่ง รพ.สต.-อสส. ให้ความรู้ประชาชน เตรียมพร้อมรักษา 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดรักษาการครั้งแรกหลังยุบสภา สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่ตรวจพบพื้นที่รั่วไหลของสารเคมีซีเซียม-137 (CS-137) ว่า วันนี้ในช่วงบ่ายจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และในวันพรุ่งนี้ (22 มีนาคม) จะลงพื้นที่จังหวัดระยอง โดยจะไปให้ความรู้เกี่ยวกับค่าสัมผัสสารเคมีและการใกล้ชิดสารเคมีมากหรือน้อยอย่างไร ซึ่งจะลงพื้นที่เพื่อให้เครือข่ายของกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความรู้กับประชาชน ถ้าหากมีอาการที่น่าสงสัยก็ต้องเตรียมความพร้อมในกรณีที่มีการรั่วไหลจริง

 

สาธิตกล่าวต่อไปว่า ในพื้นที่จังหวัดระยองมีศูนย์อาชีวะเภสัชศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี และจะมีกรมยุทธศาสตร์การแพทย์ที่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีในโรงงาน โดยในทุกส่วนของระบบสาธารณสุขเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุ และต้องมีการรักษาที่ 100%

 

สาธิตกล่าวอีกว่า หากประชาชนในพื้นที่ที่มีส่วนใกล้ชิดกับสารเคมีดังกล่าว สามารถแจ้งไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เพื่อให้รับทราบข้อมูล และหากคนที่อยู่ในพื้นที่เกิดอาการคันเล็กน้อย สามารถเข้าพบกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรับคำปรึกษาและมีการบันทึกข้อมูลได้ทันที

The post สาธิตลงพื้นที่ปราจีนบุรีบ่ายนี้ ติดตามสารซีเซียม-137 รั่วไหล สั่ง รพ.สต.-อสส. ให้ความรู้ประชาชน เตรียมพร้อมรักษา 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ กำชับเข้มงวดลงพื้นที่ตรวจโรงงานอุตสาหกรรม จากเหตุที่ซีเซียม-137 หาย ขอประชาชนไม่ต้องห่วง รัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ https://thestandard.co/pm-inspect-industrial-factories-cs-137/ Tue, 21 Mar 2023 04:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=765995 ธนกร วังบุญคงชนะ

วันนี้ (21 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ธนกร วังบุญคงชนะ รั […]

The post นายกฯ กำชับเข้มงวดลงพื้นที่ตรวจโรงงานอุตสาหกรรม จากเหตุที่ซีเซียม-137 หาย ขอประชาชนไม่ต้องห่วง รัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร วังบุญคงชนะ

วันนี้ (21 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีท่อกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ได้หายไปจากโรงไฟฟ้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และตรวจพบในโรงงานหลอมเหล็กที่อำเภอกบินทร์บุรีว่า วันนี้ได้พูดคุยกับอธิบดีกรมโรงงาน และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งมีมาตรการออกมา และจะรายงานให้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบ

 

แต่ในส่วนที่ตนรับผิดชอบในฐานะรักษาการ รมว.อุตสาหกรรม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมาแล้วว่า ให้ลงพื้นที่ในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเข้มงวด วันนี้ต้องยอมรับว่าเศษเหล็กในเมืองไทยที่มีจำนวนกว่า 5 ล้านตัน แบ่งเป็นนำเข้ามา 1.5 ล้านตัน และในประเทศประมาณ 3.5 ล้านตัน ซึ่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกรมศุลกากรแล้วว่าให้เข้มงวดในการนำเศษเหล็ก 1.5 ล้านตันเข้ามา เพราะในพื้นที่อำเภอแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มีเครื่องวัดรังสีอยู่ ฉะนั้นหากเข้มงวดตรงนั้นในด่านแรกเชื่อว่าปัญหาแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของซีเซียม-137 ที่มีปัญหา ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปควบคุมพื้นที่แล้ว และดูแลประชาชน ขอประชาชนไม่ต้องห่วง รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างให้สถานการณ์คลี่คลาย และควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ในตอนนี้

The post นายกฯ กำชับเข้มงวดลงพื้นที่ตรวจโรงงานอุตสาหกรรม จากเหตุที่ซีเซียม-137 หาย ขอประชาชนไม่ต้องห่วง รัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผย 70 คนงานโรงถลุงเหล็ก ตรวจไม่พบรังสีซีเซียม-137 ในร่างกาย แต่เฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน https://thestandard.co/moph-no-cs-137-was-found-in-workers/ Mon, 20 Mar 2023 10:54:04 +0000 https://thestandard.co/?p=765800

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี น […]

The post สธ. เผย 70 คนงานโรงถลุงเหล็ก ตรวจไม่พบรังสีซีเซียม-137 ในร่างกาย แต่เฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีตรวจพบวัตถุกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ที่หายไปจากโรงไฟฟ้าในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และมาพบในโรงถลุงเหล็กเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ว่าได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) ส่วนหน้า ติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังดูแลสุขภาพประชาชน 

 

โดยตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ล่าสุด ได้รับรายงานความคืบหน้าว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ตรวจสอบบริเวณโรงงานที่พบวัสดุกัมมันตรังสีแล้ว ไม่พบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม รวมถึงตรวจการปนเปื้อนรังสีในร่างกายของคนงานในโรงงานทั้ง 70 คน ไม่พบปริมาณรังสีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีจะติดตามอาการผิดปกติ และตรวจเลือดเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพคนงาน รวมทั้งญาติผู้ใกล้ชิดในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่ได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสี

 

นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า ความรุนแรงจากการได้รับรังสีซีเซียม-137 ขึ้นกับความเข้มข้น ระยะเวลาที่สัมผัส และระยะห่างในการสัมผัส โดยหากสัมผัสโดยตรงจะเกิดบาดแผลไหม้จากรังสี เช่น ผิวหนังมีตุ่มน้ำพอง เป็นแผล หรือเนื้อตายได้ เกิดอาการทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ส่วนผลระยะกลางและระยะยาว จะส่งผลต่อเซลล์ที่มีการแบ่งตัว เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือเส้นผม ตนได้มอบหมายให้กองสาธารณสุขฉุกเฉิน ประสานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยจากกัมมันตรังสี จัดทำแนวทางการเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก และแจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศดำเนินการ พร้อมทั้งประสานจัดสิ่งสนับสนุน เช่น เครื่องตรวจวัดรังสีเพิ่มเติม ชุดป้องกัน หน้ากากอนามัยชนิดกันอนุภาค รวมทั้งให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพประสานคลินิกเอกชนทั่วประเทศ ร่วมเฝ้าระวังผู้ป่วยที่สงสัยอาจเกิดจากการได้รับรังสีด้วย

 

“แม้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นปลายทาง คือให้การดูแลผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ แต่ได้ให้แต่ละกรมในสังกัดใช้เหตุการณ์นี้ทบทวนกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อนำมาปรับระบบดูแลสุขภาพให้รัดกุมยิ่งขึ้น และรับมือกับเหตุฉุกเฉินในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น” นพ.โอภาสกล่าว

The post สธ. เผย 70 คนงานโรงถลุงเหล็ก ตรวจไม่พบรังสีซีเซียม-137 ในร่างกาย แต่เฝ้าระวังผลกระทบระยะยาว พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นำแถลงกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบปนเปื้อนในรูปฝุ่นโลหะ แต่ไม่แพร่สู่สิ่งแวดล้อม ขออย่าตื่นตระหนก https://thestandard.co/prachinburi-announce-cesium-137-disappear/ Mon, 20 Mar 2023 09:10:21 +0000 https://thestandard.co/?p=765639 ซีเซียม-137

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่ห้องศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ราชการใ […]

The post ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นำแถลงกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบปนเปื้อนในรูปฝุ่นโลหะ แต่ไม่แพร่สู่สิ่งแวดล้อม ขออย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเซียม-137

วันนี้ (20 มีนาคม) ที่ห้องศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ราชการใหม่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี รณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี พล.ต.ต. วินัย นุชชา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการ ตัวแทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และ กิตติกวิน อรามบุญ หัวหน้าปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

 

ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนสรุปรายงานผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) สูญหายในจังหวัดปราจีนบุรี ตามที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรีได้รับแจ้งจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โดยการประสานจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566 เวลา 09.00 น. พบว่ามีวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก มีตะกั่วปกป้องอยู่ชั้นใน และห่อหุ้มด้วยเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ความยาว 4 นิ้ว น้ำหนัก 25 กิโลกรัม และมีป้ายติดรายละเอียดแสดงข้อมูลของวัสดุกัมมันตรังสี และมีสัญลักษณ์ทางรังสีขนาดเล็กติดอยู่ของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งสูญหายไปจากที่ติดตั้ง โดยวัสดุกัมมันตรังสีผ่านการใช้งานมาแล้วประมาณ 28 ปี (ติดตั้งใช้งานในปี 2534) 

 

ต่อมาได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แก้ไขปัญหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 (Cesium-137, Cs-137) จังหวัดปราจีนบุรีสูญหายขึ้นเพื่อบูรณาการและประสานการปฏิบัติ 

 

1. ด้านการค้นหา 

 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี เข้าทำการตรวจวัดรังสี ออกปฏิบัติงานทันที โดยการสนับสนุนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ด้วยการนำรถห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ ประกอบด้วย

 

1.1 เครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีแบบบอกทิศทาง ใช้เพื่อสำรวจปริมาณรังสีและวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี รวมถึงบอกทิศทางของรังสีที่มากระทบกับเครื่องมือวัด 

 

1.2 อากาศยานไร้คนขับพร้อมเครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี สำรวจปริมาณรังสีในพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ 

 

1.3  เครื่องสำรวจปริมาณรังสี ใช้สำรวจปริมาณรังสีในพื้นที่เกิดเหตุ ในสถานที่เสี่ยง ได้แก่ บริษัทที่เป็นเจ้าของ เช่น การค้นหาภายในโรงงาน พื้นที่ข้างเคียงรอบโรงงาน ร้านค้าของเก่า โรงหลอม แหล่งจำหน่ายเศษวัสดุประจำของโรงงาน รัศมีรอบโรงงาน ร้าน / บริษัทรับซื้อของเก่า โรงงานหลอมเหล็กในพื้นที่

 

ทั้งนี้ให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีตรวจเช็กข้อมูลกล้องวงจรปิด (CCTV) ในรัศมีรอบเขตอุตสาหกรรมทุกตัวบริเวณจุดที่สำคัญ เช่น สี่แยก ตรวจรถเข้า-ออกบริเวณโรงงาน บ้านพักคนงาน โดยรอบโรงงาน ประสานหาข้อมูลจากคนรับซื้อของเก่าและกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานบริษัทฯ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบาะแสในการค้นหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137

 

ขอความร่วมมือการเผยแพร่ข่าวสารทุกช่องทาง โดยเฉพาะการจัดทำภาพอินโฟกราฟิก และจัดทำประกาศเป็นเสียงบันทึกลงแผ่น CD แจกจ่ายให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน นำไปปิดป้ายประกาศ และประกาศเสียงตามสายทางหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน รวมทั้งจัดแถลงข่าว รวมถึงขอความร่วมมือจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดนครนายก นครราชสีมา สระแก้ว และฉะเชิงเทรา เพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้ถึงประชาชนมากที่สุด รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อแจ้งเหตุ เบอร์ติดต่อ เช่น 1784 1296 และ 191

 

พร้อมประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและสถานประกอบการ บริษัทที่เป็นเจ้าของ เพื่อมอบหมายภารกิจและติดตามผลการดำเนินงานทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 13-18 มีนาคม 2566 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี

 

2. ด้านสาธารณสุขและการแพทย์

 

2.1 เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ได้แก่ ยา เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

2.2 ติดตาม เฝ้าระวัง สังเกต ซักถามประวัติ อาการ เมื่อมีคนไข้มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการได้รับผลกระทบจากสารเคมีเข้ามารักษา

 

3. ด้านประชาสัมพันธ์

 

3.1 มอบหมายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอทุกอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนรับทราบแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในทุกรูปแบบ 

 

3.2 มอบหมายสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี รายงานและเผยแพร่ผลการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งผลงานที่ผ่านมาและแผนการดำเนินงานในวันถัดไปทุกวัน

 

4. ด้านการตรวจพบ

 

4.1 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจวัดรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจากเศษเหล็กที่เลิกใช้แล้ว ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 5 แห่ง

 

วันที่ 17 มีนาคม 2566 เวลา 14.30-16.00 น. ได้แก่ บริษัท หยงซิง สตีล (ไทยแลนด์) จำกัด 139 หมู่ 13 ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ 

 

วันที่ 19 มีนาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. ได้แก่ บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี, บริษัท เค.พี.พี.สตีล จำกัด ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี, บริษัท ที เอส บี เหล็กกล้า จำกัด ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ, บริษัท สิงห์ไทย สตีล จำกัด ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ 

 

4.2 ปส. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในการตรวจสอบ เพื่อใช้สำรวจปริมาณรังสีและวิเคราะห์ชนิดของสารกัมมันตรังสีจากวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นสารกัมมันตรังสีหรือวัตถุที่อาจมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 หรือไม่

 

4.3  ผลการตรวจสอบพบว่า มีโรงงานแห่งหนึ่งมีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นโลหะที่ได้จากการผลิตโลหะ

 

4.4  ผู้เชี่ยวชาญของ ปส. ได้ทำการควบคุมและตรวจสอบพื้นที่โรงงานโดยรอบ พบว่าโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตไม่พบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137

 

4.5  เมื่อตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่บริเวณโรงงาน พบว่าระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ นอกจากนี้ได้มีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ น้ำ บริเวณโดยรอบโรงงาน พบว่าระดับรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม

 

4.6  การปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นแดง เกิดขึ้นจากโรงงานหลอมโลหะรีไซเคิลที่รับซื้อเศษโลหะมือสองที่มีการปะปนของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอมโลหะ และเมื่อวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เข้าไปในกระบวนการหลอม ซีเซียม-137 จะถูกหลอมและระเหยกลายเป็นไอกระจายอยู่ในเตาหลอม ซึ่งจะมีระบบการกรองของเสียจากกระบวนการผลิต และเป็นการทำงานในระบบปิดทั้งหมด ทำให้ซีเซียม-137 จะปนเปื้อนไปอยู่ในฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการหลอม ซึ่งฝุ่นปนเปื้อนเหล่านี้จะมีระบบกรองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม และถูกจัดเก็บควบคุมอยู่ในระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นฝุ่นโลหะปนเปื้อนได้ถูกระงับการเคลื่อนย้ายและจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน

 

ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานแต่อย่างใด 

 

4.7  ปส. ได้ดำเนินการตรวจวัดการเปรอะเปื้อนทางรังสีนอกร่างกายของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงานใกล้เคียง 

 

4.8  สามารถสรุปได้ว่าฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 มีการปนเปื้อนในบริเวณที่จำกัด และถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของ ปส. และเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่เกิดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สู่สิ่งแวดล้อม ไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

 

4.9 ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และสถานการณ์ทั้งหมดได้ถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว

The post ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี นำแถลงกรณี ‘ซีเซียม-137’ หาย พบปนเปื้อนในรูปฝุ่นโลหะ แต่ไม่แพร่สู่สิ่งแวดล้อม ขออย่าตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>