วัคซีนโควิด-19 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วัคซีนโควิด-19/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 20 May 2026 04:44:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ​ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ สั่งจำคุก โตโต้-ปิยรัฐ 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 ปมโพสต์ป้ายวิจารณ์วัคซีนโควิด-19 https://thestandard.co/toto-piyarat-jailed-article-112/ Wed, 20 May 2026 04:44:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1209082 ปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้

วันนี้ (20 พฤษภาคม) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ ศาลจังหวัดกา […]

The post ​ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ สั่งจำคุก โตโต้-ปิยรัฐ 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 ปมโพสต์ป้ายวิจารณ์วัคซีนโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้

วันนี้ (20 พฤษภาคม) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) ซึ่งมีปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน เป็นจำเลย

 

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นให้ลงโทษจำคุกนายปิยรัฐเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

 

สำหรับมูลเหตุของคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564 ซึ่งปิยรัฐถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกับพวกดำเนินการติดตั้งป้ายข้อความวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด-19 บริเวณริมถนนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมทั้งได้นำภาพป้ายข้อความดังกล่าวไปโพสต์เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ (X) ส่วนตัว จนนำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี

 

ก่อนหน้านี้ในกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ดำเนินการสืบพยานเฉพาะในส่วนของพยานโจทก์ โดยได้ตัดการสืบพยานฝ่ายจำเลยออกไปแม้ว่าทางจำเลยจะใช้สิทธิคัดค้านก็ตาม อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องในเวลาต่อมา

 

โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังคงมีความน่าสงสัยและไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ทว่าทางพนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว จนนำมาสู่การพิจารณาทบทวนพยานหลักฐานใหม่ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และมีคำพิพากษากลับให้ลงโทษจำคุกในที่สุด

 

ความคืบหน้าล่าสุดภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ขณะนี้ปิยรัฐและทีมทนายความกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว (ขอประกันตัว) โดยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมในชั้นฎีกาต่อไป

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1KquQhM7Sf/

The post ​ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ สั่งจำคุก โตโต้-ปิยรัฐ 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 ปมโพสต์ป้ายวิจารณ์วัคซีนโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด https://thestandard.co/chatri-blood-clots-covid-vaccines/ Thu, 02 May 2024 03:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=928954 แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) รศ.ดร.นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจา […]

The post แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) รศ.ดร.นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจารย์หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกรณีบริษัทแอสตร้าเซนเนก้ายอมรับว่า วัคซีนโควิด มีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดต่ำว่า มีรายงานภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (VITT) หลังฉีดวัคซีนโควิดอยู่ 2 ชนิด โดยกลไกที่ทำให้เกิดภาวะ VITT เพราะองค์ประกอบของวัคซีนบางส่วนที่ทำให้ร่างกายผู้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาแล้วไปกระตุ้นเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ

 

อุบัติการณ์ทั่วไปพบได้ 1:100,000 ในกลุ่มประชาชนทั่วไป พบน้อยมากในกลุ่มผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) มีเพียง 1:1,000,000 ของประชากรที่ฉีดวัคซีน และในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 55 ปี พบได้ 1:50,000 มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 

 

สำหรับอาการมักเกิดใน 1-2 สัปดาห์หลังจากฉีดเข็มแรก แต่ยังสามารถพบได้ภายใน 30 วันหลังฉีด โดยอาการขึ้นอยู่กับว่าลิ่มเลือดอุดตันที่อวัยวะใด พบบ่อยที่สุดบริเวณหลอดเลือดดำของสมอง รองลงมาคือในหลอดเลือดดำในท้อง ส่วนบริเวณอื่นๆ พบได้น้อยกว่า 

 

การวินิจฉัยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ ต้องมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หากสงสัยจะส่ง CT Scan ต้องมีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ และมีการสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเกล็ดเลือดของตนเอง การรักษาจะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และยับยั้งการสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติด้วยการให้ยา Intravenous Immunoglobulin (IVIG)

 

ทั้งนี้ คาดว่าภายหลังจากการออกมายอมรับของบริษัทผู้พัฒนาวัคซีนแล้ว จะเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้เพื่อศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนยัน ‘ลิ่มเลือดสีขาว’ เกิดจากโปรตีนเลือดตกตะกอน ไม่ใช่ความผิดปกติจากการฉีดวัคซีน mRNA https://thestandard.co/white-clot-not-abnormality-from-mrna-vaccination/ Thu, 22 Feb 2024 00:45:51 +0000 https://thestandard.co/?p=902834

วานนี้ (21 กุมภาพันธ์) สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยแพร่เอกสา […]

The post ยืนยัน ‘ลิ่มเลือดสีขาว’ เกิดจากโปรตีนเลือดตกตะกอน ไม่ใช่ความผิดปกติจากการฉีดวัคซีน mRNA appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (21 กุมภาพันธ์) สถาบันวัคซีนแห่งชาติเผยแพร่เอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่อง ลิ่มเลือดสีขาว (White Clot) และวัคซีนโควิด ชนิด mRNA โดยระบุว่า

 

จากกรณีที่มีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับการพบสิ่งแปลกปลอมซึ่งมีลักษณะเป็นลิ่มเลือดสีขาว (White Clot) ในหลอดเลือดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด และระบุว่าสามารถพบสิ่งแปลกปลอมนี้ได้ในผู้ที่ยังมีชีวิตที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในวงกว้าง

 

สถาบันวัคซีนแห่งชาติและภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญไม่ได้นิ่งนอนใจกับประเด็นกังวลดังกล่าว จึงได้ประสานไปยังแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ได้รับข้อมูลดังนี้

 

รูปสิ่งแปลกปลอมที่อ้างถึง ไม่ใช่ความผิดปกติของเลือดที่เกิดจากการฉีดวัคซีน mRNA แต่อย่างใด เป็นเพียงการตกตะกอนของโปรตีนส่วนประกอบของเลือดที่เกิดขึ้นภายหลังการตาย (ลิ่มเลือดภายหลังการตาย หรือ Postmortem Blood Clot) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่พบได้เป็นปกติในผู้เสียชีวิต และพบมาตั้งแต่ก่อนมีการระบาดหรือมีการใช้วัคซีนโควิด

 

โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อมีการเสียชีวิตระบบหมุนเวียนของเลือดรวมทั้งระบบอื่นๆ ในร่างกายจะหยุดทำงาน จากนั้นเม็ดเลือดแดงจะมีการตกตะกอนตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก่อนแยกออกมาจากน้ำเลือด (Plasma) ซึ่งในน้ำเลือดยังมีโปรตีนที่ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Fibrinogen) คงเหลืออยู่และเกิดการแข็งตัวขึ้นตามธรรมชาติ เป็นโปรตีนเส้นใย (Fibrin Clot) ทำให้เกิดเป็นลิ่มโปรตีนสีขาวลักษณะดังกล่าว

 

สำหรับข้อมูลที่ระบุว่า สามารถพบ White Clot นี้ในเลือดของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยนั้น สามารถอธิบายด้วยหลักการทางโลหิตวิทยา เรื่องกระบวนการแข็งตัวของเลือด ได้เช่นกัน โดยสามารถอธิบายได้ว่า เมื่อมีการเจาะเลือดออกมานอกร่างกาย หากไม่มีการเติมสารกันเลือดแข็ง (Anticoagulants) และตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่ง เลือดจะมีการแข็งตัวแยกชั้นออกมา เป็นชั้นลิ่มเลือด (Thrombus หรือ Clot Blood) และชั้นน้ำเหลือง (Serum) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม หากนำเลือดที่ไม่ได้เติมสารกันเลือดแข็งมาปั่นแยกด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอนความเร็วสูง (Centrifuge) แยกส่วนประกอบของเลือด ในขณะที่การแข็งตัวของเลือดยังเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ (Partial Clot) จะสามารถพบโปรตีนเส้นใยที่ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Fibrin Clot) ที่มีความคล้ายกับ White Clot ข้างต้นได้ เป็นเหตุการณ์ที่พบเป็นปกติ

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิดแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ทั่วโลกมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านโดส และมีการติดตามและเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์อย่างเป็นระบบในแต่ละประเทศ และปัจจุบันหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกยังคงแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ปีละ 1 ครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงของการป่วยรุนแรงจากโรคโควิด

 

อย่างไรก็ตาม สถาบันวัคซีนแห่งชาติขอให้ประชาชนเลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลวิชาการที่เป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ

The post ยืนยัน ‘ลิ่มเลือดสีขาว’ เกิดจากโปรตีนเลือดตกตะกอน ไม่ใช่ความผิดปกติจากการฉีดวัคซีน mRNA appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023 เป็นของผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนโควิด https://thestandard.co/nobel-prize-in-medicine-2023/ Tue, 03 Oct 2023 04:34:01 +0000 https://thestandard.co/?p=849830 Drew Weissman and Katalin Karikó

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศให้ ศ.ดร.กอตอลิน กอริ […]

The post รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023 เป็นของผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Drew Weissman and Katalin Karikó

คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลประกาศให้ ศ.ดร.กอตอลิน กอริโก (Katalin Karikó) นักชีวเคมีสัญชาติฮังการี-อเมริกัน และรองประธานอาวุโสบริษัท BioNTech และ ศ.นพ.ดรู ไวส์แมน (Drew Weissman) นายแพทย์ชาวอเมริกันจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ผู้ร่วมกันคิดค้นและพัฒนาวัคซีน mRNA เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023

 

คณะกรรมการยังกล่าวยกย่องทั้งคู่อีกว่า “การค้นคว้าที่ก้าวล้ำของทั้งสองคน มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการทำงานของ mRNA ว่ามีปฏิกิริยาต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เราอย่างไร 

 

“โดยผลงานการคิดค้นและพัฒนาวัคซีน mRNA ของทั้งคู่ มีส่วนช่วยชีวิตผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด จนสังคมโลกกลับมาขับเคลื่อนได้อย่างปกติอีกครั้ง และในขณะนี้วัคซีน mRNA ก็ยังได้รับการพัฒนาต่อยอด เพื่อใช้ป้องกันและรักษาโรคชนิดอื่นๆ อาทิ โรคมะเร็ง อีกด้วย”

 

ศ.ดร.กอริโก และ ศ.นพ.ไวส์แมน เคยตีพิมพ์ผลงานการค้นคว้าร่วมกันในปี 2005 ซึ่งในขณะนั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจเป็นวงกว้างมากนัก แต่ต่อมางานศึกษาค้นคว้าของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการวางรากฐานเพื่อพัฒนาวัคซีน mRNA ซึ่งมีส่วนช่วยชีวิตผู้คนนับล้านในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด

 

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2021 อีกด้วย โดยทั้งคู่จะเข้ารับรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และจะได้รับเงินรางวัลร่วมกันจำนวน 10 ล้านโครนสวีเดน (ราว 33.5 ล้านบาท)

 

ภาพ: Peggy Peterson / Pennsylvania School of Medicine / AFP

อ้างอิง:

The post รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2023 เป็นของผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวขยาย 2 โครงการจัดหาวัคซีนโควิดถึง มี.ค. 67 เปลี่ยนรายละเอียด 9 โครงการเศรษฐกิจฐานราก https://thestandard.co/2-project-covid-vaccine-supply/ Wed, 30 Aug 2023 00:52:38 +0000 https://thestandard.co/?p=835122 โครงการจัดหาวัคซีนโควิด

วานนี้ (29 สิงหาคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. ไฟเขียวขยาย 2 โครงการจัดหาวัคซีนโควิดถึง มี.ค. 67 เปลี่ยนรายละเอียด 9 โครงการเศรษฐกิจฐานราก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงการจัดหาวัคซีนโควิด

วานนี้ (29 สิงหาคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564)

 

ทั้งนี้ อนุมัติให้กรมควบคุมโรคขยายระยะเวลาการสิ้นสุดโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด สำหรับประชากรในประเทศไทยจำนวน 60 ล้านโดส (AstraZeneca) ปี 2565 และโครงการจัดหาวัคซีนโควิดสำหรับประชากรในประเทศไทยจำนวน 30 ล้านโดส (Pfizer) ปี 2565 ไปสิ้นสุดโครงการในเดือนมีนาคม 2567 จากเดิมที่สิ้นสุดโครงการเดือนกันยายน 2566 

 

เนื่องจากกรณีของการจัดหาวัคซีน AstraZeneca นั้นอยู่ระหว่างรอหนังสือแจ้งยืนยันผลการเจรจา ในการขอเปลี่ยนแปลงรายการวัคซีนที่ยังไม่ส่งมอบจำนวน 19.07 ล้านโดสเป็น LAAB ส่วนโครงการจัดหาวัคซีน Pfizer นั้น ส่งมอบครบแล้วแต่อยู่ระหว่างการบริหารจัดการวัคซีนส่วนที่เหลือ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานบริหารจัดการวัคซีน Pfizer (Maroon Cap) ในพื้นที่

 

ไตรศุลีกล่าวว่า พร้อมกันนี้ ครม. ได้อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากใน 7 จังหวัด รวม 9 โครงการ วงเงินรวม 74.136 ล้านบาท ประกอบด้วย 

 

  1. ยกเลิกดำเนินโครงการใน 2 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม และนครราชสีมา รวม 3 โครงการ กรอบวงเงิน 2.137 ล้านบาท เนื่องจากไม่สามารถจัดหาผู้รับจ้างและลงนามผูกพันทันภายในเดือนพฤศจิกายน 2565 

 

  1. ขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นสิ้นสุดเดือนกันยายน 2566 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 2 โครงการ วงเงินรวม 16.453 ล้านบาท เนื่องจากดำเนินการแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน 

 

  1. ขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นเดือนธันวาคม 2566 ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด นครสวรรค์ และนราธิวาส รวม 3 โครงการ วงเงินรวม 52.865 ล้านบาท เนื่องจากลงนามผูกพันสัญญาแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ 

 

  1. เปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการและขยายระยะเวลาสิ้นสุดเป็นเดือนกันยายน 2566 ในจังหวัดสมุทรสาคร 1 โครงการ วงเงิน 2.68 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ครม. ได้กำชับให้จังหวัดที่ได้รับการอนุมัติปรับปรุงรายละเอียดโครงการและขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. โดยโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จแล้วก็ดำเนินการเร่งคืนเงินกู้เหลือจ่ายตามระเบียบต่อไป

 

ไตรศุลีกล่าวว่า ครม. ได้รับทราบภาพรวมผลการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินกู้ของแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ราย 3 เดือน ครั้งที่ 8 (เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2566) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 มีดังนี้

 

  1. โครงการของส่วนราชการจำนวน 85 โครงการ กรอบวงเงินอนุมัติ 494,760.93 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแล้วเสร็จ 79 โครงการ วงเงินอนุมัติ 455,233.34 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย 438,671.87 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.36 และโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ กรอบวงเงินอนุมัติ 39,527.59 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย 30,662.90 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77.57

 

  1. โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งจำนวน 2,285 โครงการ กรอบวงเงิน 4,762.87 ล้านบาท มีความก้าวหน้าแบ่งเป็น 4 สถานะ ได้แก่ 1. โครงการแล้วเสร็จ 2,224 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 4,526.06 ล้านบาท 2. โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 27 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 97.30 ล้านบาท 3. โครงการที่สิ้นสุดระยะเวลาโดยไม่มีการเบิกจ่าย 28 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 67.51 ล้านบาท และ 4. โครงการที่ขอขยายระยะเวลา 6 โครงการ วงเงินอนุมัติรวม 72 ล้านบาท

The post ครม. ไฟเขียวขยาย 2 โครงการจัดหาวัคซีนโควิดถึง มี.ค. 67 เปลี่ยนรายละเอียด 9 โครงการเศรษฐกิจฐานราก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกายืนคำสั่งตามศาลอุทธรณ์ ให้ปิดกั้นไลฟ์วิจารณ์วัคซีนของธนาธรโดยไม่พิจารณาเนื้อหา เหตุมีคนมาแสดงความเห็นที่อาจกระทบความมั่นคง https://thestandard.co/royal-vaccine-supreme-court-followed-court-of-appeal-order/ Thu, 15 Jun 2023 14:05:29 +0000 https://thestandard.co/?p=804179 วัคซีนพระราชทาน

วันนี้ (15 มิถุนายน) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายง […]

The post ศาลฎีกายืนคำสั่งตามศาลอุทธรณ์ ให้ปิดกั้นไลฟ์วิจารณ์วัคซีนของธนาธรโดยไม่พิจารณาเนื้อหา เหตุมีคนมาแสดงความเห็นที่อาจกระทบความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนพระราชทาน

วันนี้ (15 มิถุนายน) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลอาญานัดฟังคำสั่งของศาลฎีกา กรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยื่นคัดค้านคำสั่งการปิดกั้นการเข้าถึงคลิปวิดีโอ เรื่อง วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย? ในช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของคณะก้าวหน้า ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564

 

ในคดีนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้อ้างอำนาจตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้สั่งปิดกั้นการเข้าถึงคลิปดังกล่าว โดยอ้างว่ามีเนื้อหาที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) 

 

ต่อมาหลังการไต่สวนฝ่ายเดียว ในวันที่ 29 มกราคม 2564 ศาลได้มีคำสั่งตามคำร้องของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ระงับการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว แต่ธนาธรได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งระงับการเผยแพร่ดังกล่าว ศาลอาญาจึงได้ให้มีการไต่สวนคดีใหม่ โดยให้ธนาธรมีโอกาสเข้าร่วมในการไต่สวนด้วย

 

ก่อนที่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการปิดกั้น โดยเห็นว่าการพิจารณาเรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์ตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต้องให้โอกาสเจ้าของเว็บไซต์โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ เสมือนการพิจารณาคดีอาญาคดีหนึ่ง และยังระบุเหตุผลว่า การตีความคำว่า ‘อาจกระทบต่อความมั่นคง’ ต้องตีความอย่างเคร่งครัดและเป็นภาวะวิสัย 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้น โดย ทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว เนื่องจากเข้าข่ายกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

 

โดยสรุปได้ว่า ศาลได้วินิจฉัยความผิดจากข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรตามที่ได้กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งในกำหนดดังกล่าวได้มีมาตรา 112 อยู่ด้วย ดังนั้นหากศาลจะมีคำสั่งระงับการเผยแพร่ก็ย่อมสามารถทำได้ หากการเผยแพร่มีการปรากฏข้อมูลหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าวปรากฏอยู่ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องให้โอกาสเจ้าของข้อมูลเข้ามาชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานโต้แย้ง

 

ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ชี้ว่าการเผยแพร่คลิปอาจทำให้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าไลฟ์ของธนาธรเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือไม่

 

ที่สุดแล้วศาลอาญาได้นัดอ่านคำสั่งของศาลฎีกา มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า ตามที่ผู้คัดค้าน หรือธนาธร ได้ยื่นคัดค้านฎีกาว่า คลิปวิดีโอในหัวเรื่องที่ระบุว่า ‘วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย?’ มีความหมายว่า รัฐบาลประมาท ไม่เร่งรีบจัดหาวัคซีน ทำให้การจัดหาล่าช้าและน้อยเกินไป 

 

เนื่องจากรัฐบาลมุ่งแสวงหาความนิยมมากเกินไป และผู้คัดค้านได้เปรียบเทียบการจัดหาวัคซีนกับประเทศไต้หวัน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการจัดหาวัคซีนได้รวดเร็วกว่า และมีการจัดหาผู้ผลิตได้ครอบคลุมและหลากหลายเพียงพอต่อสัดส่วนของประชากร ขณะที่รัฐบาลไทยเอาเพียงแต่ฝากความหวังไว้กับบริษัทเดียว ซึ่งแสดงถึงการทำงานของรัฐบาลว่าไม่พยายามจะจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรให้มากกว่าร้อยละ 21.5 โดยกล่าวว่า รัฐบาลฝากความหวังไว้กับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เท่านั้น

 

ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องคัดค้านมีปัญหา ต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลคลิปวิดีโอดังกล่าวหรือไม่ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมใช้อำนาจตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้สั่งปิดกั้นการเข้าถึง โดยอ้างว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) 

 

เมื่อได้ความปรากฏว่า หลังมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาแล้ว มีผู้แสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ตใต้คลิปวิดีโอดังกล่าว รวมไปถึงข้อความที่กล่าวถึงสถาบันฯ และการใช้ภาษีประชาชน

 

เมื่อแสดงว่ามีผู้เห็นถ้อยคำดังกล่าวของผู้คัดค้านแล้ว ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ในทำนองว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าไปบริหารวัคซีนกับรัฐบาล ซึ่งการกระทำของผู้ที่แสดงความคิดเห็นอาจเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรแห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ ดังนั้นข้อมูลจากคลิปดังกล่าวที่แพร่หลาย จึงอาจทำให้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรได้

 

กรณีนี้จึงมีเหตุให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่ใช้ในไลฟ์วิดีโอดังกล่าวของผู้คัดค้านจะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่

 

และหากให้ไลฟ์ดังกล่าวแพร่หลายออกไป อาจทำให้มีผู้มาแสดงความเห็นอย่างอื่นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ระงับและปิดกั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งยืนตามศาลอุทธรณ์

The post ศาลฎีกายืนคำสั่งตามศาลอุทธรณ์ ให้ปิดกั้นไลฟ์วิจารณ์วัคซีนของธนาธรโดยไม่พิจารณาเนื้อหา เหตุมีคนมาแสดงความเห็นที่อาจกระทบความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมวิทย์ เผยโอมิครอนลูกผสม XBB.2.3* ไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ยัน ATK และ PCR ตรวจได้ทุกสายพันธุ์ https://thestandard.co/dmsc-unveiled-omicron-xbb-2-3/ Fri, 09 Jun 2023 10:49:41 +0000 https://thestandard.co/?p=801295 ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (9 มิถุนายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยา […]

The post กรมวิทย์ เผยโอมิครอนลูกผสม XBB.2.3* ไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ยัน ATK และ PCR ตรวจได้ทุกสายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภกิจ ศิริลักษณ์

วันนี้ (9 มิถุนายน) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อัปเดตสถานการณ์การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด และสายพันธุ์ที่เฝ้าติดตามในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง 

 

นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2565 พบสายพันธุ์โอมิครอน BA.1, BA.2, BA.4, BA.5 รวมถึงสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ในตระกูล โดยโอมิครอนยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายในประเทศ และจากสถานการณ์กลายพันธุ์ภายในสายพันธุ์ของโอมิครอนที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเป็นสายพันธุ์ย่อยหลากหลายกลุ่มในตระกูล รวมถึงสายพันธุ์ลูกผสม

 

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO)​ ให้ความสำคัญกับการติดตามโอมิครอน จำนวน 9 สายพันธุ์ จากพื้นฐานของข้อมูลการเพิ่มความชุกหรือความได้เปรียบด้านอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการได้เปรียบในการก่อโรค ได้แก่ สายพันธุ์ที่เฝ้าระวัง หรือ Variants of Interest (VOI) 2 สายพันธุ์ ได้แก่ XBB.1.5* และ XBB.1.16* และสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง หรือ Variants Under mMonitoring (VUM) 7 สายพันธุ์ ได้แก่ BQ.1*, BA.2.75*, CH.1.1*, XBB*, XBB.1.9.1*, XBB.1.9.2* และ XBB.2.3*  

 

สถานการณ์สายพันธุ์เชื้อ SARS-CoV-2 ทั่วโลก อ้างอิงจากฐานข้อมูลกลาง GISAID ในรอบสัปดาห์ วันที่ 8-14 พฤษภาคม 2566 พบสัดส่วนเพิ่มขึ้น/ลดลงจากรอบสัปดาห์ วันที่ 10-16 เมษายน 2566 ดังนี้

 

  • XBB.1.5* รายงานจาก 115 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ 34.04 ลดลงจากร้อยละ 49.07
  • XBB.1.16* รายงานจาก 61 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ 16.32 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.78
  • XBB*, XBB.1.9.1*, XBB.1.9.2* และ XBB.2.3 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 
  • BA.2.75*, CH.1.1* และ BQ.1* มีแนวโน้มลดลง     

 

นพ.ศุภกิจกล่าวต่ออีกว่า สถานการณ์โดยรวมของประเทศไทยพบสายพันธุ์ลูกผสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแทนที่สายพันธุ์ BN.1* ที่เคยเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในไทยตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2565 และพบในทุกเขตสุขภาพ ข้อมูลจากฐานข้อมูลกลาง GISAID ตั้งแต่เริ่มพบสายพันธุ์ XBB.1.16 เมื่อเดือนเมษายน 2566 ปัจจุบัน XBB.1.16* เป็นสายพันธุ์ที่พบสัดส่วนมากที่สุด คิดเป็น 30.34 % รองลงมาคือสายพันธุ์ XBB.1.9* คิดเป็น 26.59% และสายพันธุ์ XBB.1.5* คิดเป็น 20.96% 

 

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2566 ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิดจำนวน 185 ราย พบเป็นสายพันธุ์ลูกผสม 169 ราย คิดเป็น 91.35% โดยพบผู้ติดเชื้อกระจายทุกเขตสุขภาพ สัดส่วนสายพันธุ์ที่ตรวจในสัปดาห์นี้ 3 อันดับแรก ได้แก่ สายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16*, XBB.1.9.1* และ XBB.1.5* คิดเป็น 35.68%, 20.00 % และ 11.35% ตามลำดับ

 

ส่วนสายพันธุ์ XBB.2.3* WHO ประกาศเป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าติดตาม (VUMs) เพิ่มเติม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เป็นสายพันธุ์ลูกผสมของโอมิครอน BA.2.10.1 และ BA.2.75 ที่กลายพันธุ์เพิ่มเติมบนโปรตีนหนาม S:T478K เหมือนกับสายพันธุ์เดลตา มีความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงความได้เปรียบในการเติบโตแพร่ระบาด พบรายงานจาก 54 ประเทศทั่วโลก จำนวน 7,664 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2566) สำหรับประเทศไทยพบแล้วจำนวน 60 ราย รายงานครั้งแรกในช่วงเดือนมีนาคม 2566 ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแสดงว่าสายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลต่อความรุนแรงของโรค 

 

“แม้สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ลูกผสมเป็นสายพันธุ์หลักกระจายทุกเขตสุขภาพการตรวจวินิจฉัยโรคโควิด ด้วยชุดทดสอบ ATK และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Real-time PCR ยังสามารถใช้ตรวจการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดครอบคลุมทุกสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์โอมิครอนและสายพันธุ์ลูกผสม อย่างไรก็ตาม ขอประชาชนให้ความสำคัญในการดูแลตัวเอง เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มเสี่ยง 608 เพื่อป้องกันตนเอง รวมถึงช่วยลดความรุนแรงของโรคหากได้รับเชื้อ ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต” นพ.ศุภกิจกล่าวทิ้งท้าย

The post กรมวิทย์ เผยโอมิครอนลูกผสม XBB.2.3* ไม่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น ยัน ATK และ PCR ตรวจได้ทุกสายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 มิถุนายน 2564 – รัฐบาลไทยประกาศดีเดย์ฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ https://thestandard.co/on-this-day-07062564/ Wed, 07 Jun 2023 04:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=800185 ฉีดวัคซีนโควิด

การระบาดของโควิดทั่วโลกที่เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2562 ใช้ […]

The post 7 มิถุนายน 2564 – รัฐบาลไทยประกาศดีเดย์ฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉีดวัคซีนโควิด

การระบาดของโควิดทั่วโลกที่เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2562 ใช้เวลาราวปีเศษกว่าจะสามารถคิดค้นวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคโควิดได้สำเร็จ

 

ในที่สุดวันที่ 7 มิถุนายน 2564 รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้วันนั้นเป็นวันเริ่มฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายภายในสิ้นปี 2564 ประเทศไทยตั้งเป้าการฉีดวัคซีนโควิดให้ได้ร้อยละ 70 ของประชากร หรือประมาณ 50 ล้านคน รวม 100 ล้านโดส 

 

ผ่านมาเกือบ 2 ปี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสรุปตัวเลขการฉีดวัคซีนในประเทศไทย ณ วันที่ 10 มีนาคม 2566 มีผู้ฉีดวัคซีนเข็ม 1 กว่า 57.61 ล้านคน, เข็ม 2 กว่า 54.14 ล้านคน, เข็ม 3 จำนวน 27.34 ล้านคน, เข็ม 4 จำนวน 6.56 ล้านคน, เข็ม 5 จำนวน 1.03 ล้านคน และเข็ม 6 จำนวน 68,497 คน

The post 7 มิถุนายน 2564 – รัฐบาลไทยประกาศดีเดย์ฉีดวัคซีนโควิดทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ห่วงโควิดกลุ่มเสี่ยง 608 เตือนลูกหลานให้พาไปฉีดวัคซีน รับรายงานสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิต 42 ราย https://thestandard.co/prayut-worries-covid-608-risks/ Wed, 31 May 2023 01:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=797216 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post ประยุทธ์ห่วงโควิดกลุ่มเสี่ยง 608 เตือนลูกหลานให้พาไปฉีดวัคซีน รับรายงานสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิต 42 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (31 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามสถานการณ์โควิด ตามรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 ผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นตามคาดการณ์ โดยในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล พบการระบาดสูงกว่าพื้นที่อื่น และผู้เสียชีวิตยังเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 ที่ติดเชื้อจากคนในครอบครัว และไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยกลุ่มเสี่ยง 608 ย้ำขอให้ลูกหลานพามารับวัคซีนประจำปี รวมทั้งด้านกระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ หรือไม่ได้รับเข็มกระตุ้นมานานกว่า 3 เดือน ควรไปรับวัคซีนโควิดที่โรงพยาบาลได้ทุกแห่ง และหน่วยบริการตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 

 

ขณะที่สถานการณ์ของโควิดล่าสุด ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขนั้น การระบาดเป็นไปตามคาดการณ์ คือหลังเทศกาลสงกรานต์ โรงเรียนเปิดเทอม และเข้าสู่ฤดูฝน จะพบผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล 2,970 ราย เฉลี่ยวันละ 424 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 425 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 253 ราย และเสียชีวิต 42 ราย เฉลี่ยวันละ 6 ราย แนวโน้มผู้เสียชีวิตลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่มี 60 กว่าราย 

 

แต่ปัจจัยเสี่ยงของผู้เสียชีวิตยังเหมือนเดิม คือเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวที่มีกิจกรรมนอกบ้าน ที่สำคัญเกือบทั้งหมดไม่ได้ฉีดวัคซีน ฉีดไม่ครบตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยขณะนี้ในเขต กทม. และปริมณฑล พบมีการระบาดมากกว่าพื้นที่อื่น ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงมอบหมายให้กรมควบคุมโรค ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ทำหนังสือประสานประธานคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./จังหวัด ให้ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือยังไม่ได้ฉีดวัคซีนประจำปี เพื่อเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้มากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนเวชภัณฑ์และข้อมูลต่างๆ 

 

ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ในประเทศไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ XBB.1.16 ซึ่งความสามารถในการแพร่ระบาดและความรุนแรงไม่ได้มากกว่าสายพันธุ์เดิม เตียงรองรับผู้ป่วยภาพรวมทั้งประเทศและ กทม. ยังคงเพียงพอ อัตราครองเตียงอยู่ที่ 22% ขณะที่ยาที่ใช้ในการรักษามีเพียงพอเช่นกัน

The post ประยุทธ์ห่วงโควิดกลุ่มเสี่ยง 608 เตือนลูกหลานให้พาไปฉีดวัคซีน รับรายงานสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียชีวิต 42 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก สธ. แจงเพจชมรมแพทย์ชนบทพาดพิงทุจริตวัคซีน-ATK ไร้หลักฐาน ยันจัดหาวัคซีนได้ตามแผน ช่วยคนรอดชีวิตได้กว่า 5 แสนราย https://thestandard.co/roongruang-explains-covid-vaccine/ Wed, 17 May 2023 04:14:06 +0000 https://thestandard.co/?p=791489 รุ่งเรือง กิจผาติ

วานนี้ (16 พฤษภาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึก […]

The post โฆษก สธ. แจงเพจชมรมแพทย์ชนบทพาดพิงทุจริตวัคซีน-ATK ไร้หลักฐาน ยันจัดหาวัคซีนได้ตามแผน ช่วยคนรอดชีวิตได้กว่า 5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วานนี้ (16 พฤษภาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเพจชมรมแพทย์ชนบทโพสต์ประเด็นการเมือง ไม่ให้พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลว่า แม้จะแสดงความเห็นทางการเมือง แต่มีการกล่าวหาว่าทุจริตเรื่องการจัดซื้อวัคซีนโควิด และการจัดหา ATK ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้ 

 

  1. การกล่าวหาว่ามีการทุจริตเรื่องวัคซีนโควิด เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีมูล ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริตหลายหน่วยงาน หากมีหลักฐานว่าทุจริตอย่างที่กล่าวหาจริง คงมีการยื่นฟ้องดำเนินคดีไปแล้ว 

 

  1. เรื่องประสิทธิภาพการจัดหาวัคซีนและการให้บริการที่มีการโจมตีว่าล้มเหลว ข้อเท็จจริงคือ ไทยสามารถให้บริการวัคซีนโควิดได้ครบ 100 ล้านโดสตามเป้าหมาย เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม โดยมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ ณ ช่วงเวลาที่มีการระบาดใหญ่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่านานาชาติ และยังมีผลวิจัยว่าลดการสูญเสียชีวิตประชาชนได้กว่า 5 แสนคน ช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากการเจ็บป่วยรุนแรงอีกเป็นจำนวนมาก โดยวัคซีนที่ไทยนำมาใช้ ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์มหาวิทยาลัย ต่างยืนยันว่ามีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์จริง นอกจากนี้ ไทยยังได้เป็นฐานการผลิตวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศด้วย

 

  1. เรื่องทุจริตการจัดหา ATK ข้อเท็จจริงคือ ปรากฏหลักฐานว่ามีความพยายามจะล็อกสเปกการจัดซื้อ จนกระทั่งองค์การเภสัชกรรมต้องยื่นเรื่องกับ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ จึงขอยืนยันความโปร่งใสขององค์การเภสัชกรรม 

 

  1. การทำงานของบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยก้าวข้ามวิกฤตโควิดด้วยความบอบช้ำน้อยมาก เมื่อเทียบกับทั่วโลก จนได้รับยกย่องให้เป็นประเทศที่มีค่าความมั่นคงด้านสุขภาพสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ WHO ยกให้เป็นต้นแบบการรับมือกับโรคระบาด และได้รับการยอมรับจากอาเซียนให้เป็นที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) 

 

“ขอยืนยันว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับทำงานอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่วนบุคลากรที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส ให้ข้อมูลเท็จ ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้รับความเสื่อมเสีย ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายแล้ว” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

The post โฆษก สธ. แจงเพจชมรมแพทย์ชนบทพาดพิงทุจริตวัคซีน-ATK ไร้หลักฐาน ยันจัดหาวัคซีนได้ตามแผน ช่วยคนรอดชีวิตได้กว่า 5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง https://thestandard.co/bkk-coronavirus-vaccine-booster-dose/ Thu, 27 Apr 2023 01:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=781908 วัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น

วันนี้ (27 เมษายน) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เชิญชวนประชาชนเ […]

The post กทม. เชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น

วันนี้ (27 เมษายน) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงจากโควิดได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608

 

ทั้งนี้ กทม. โดยสำนักอนามัย เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดรองรับ 2 สายพันธุ์ แก่ประชาชนทุกคนที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง โดยให้บริการ

 

  • ทุกวันพุธ สามารถ Walk-in ได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์
  • ทุกวันศุกร์ สามารถ Walk-in และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน QueQ ให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

นอกจากนี้ สำนักอนามัยร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้บริการฉีดวัคซีนโควิดรองรับ 2 สายพันธุ์ ฟรี โดยจะเปิดให้บริการทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ในระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน วันที่ 5-7, 12, 19-21 และ 26-28 พฤษภาคม (ยกเว้นช่วงเลือกตั้ง ปิดบริการ 13-14 พฤษภาคม) ตั้งแต่เวลา 12.00-18.00 น. ณ บริเวณชั้น 5 โซน Atrium ด้านหน้าทางเข้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

The post กทม. เชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด https://thestandard.co/11-places-to-get-free-covid-vaccination/ Mon, 24 Apr 2023 06:22:43 +0000 https://thestandard.co/?p=780446 จุดรับวัคซีนโควิด

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข […]

The post เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดรับวัคซีนโควิด

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานจุดฉีดวัคซีนโควิดที่โรงพยาบาลและหน่วยงานในสังกัด พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่หลังวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยให้บริการฟรี

 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนชุดแรกแล้ว ควรได้รับวัคซีนเข็ม 3 ที่ 4 เดือนเป็นต้นไปหลังเข็ม 2 และควรได้รับวัคซีนเข็ม 4 ที่ 4 เดือนเป็นต้นไปหลังเข็ม 3 ระยะเวลาอาจแตกต่างกันตามชนิดของวัคซีนที่ได้รับ และโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล 

 

ในกรณีผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด ควรฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ระยะเวลา 3 เดือนเป็นต้นไป

 

จุดรับวัคซีนโควิด

 

เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด

 

สถานพยาบาล

 

  • โรงพยาบาลราชวิถี

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-13.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

โทร: 0 2206 2900

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันโรคผิวหนัง

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น.

โทร: 0 2354 5222

ชนิดวัคซีน: Pfizer, AstraZeneca

 

  • โรงพยาบาลเลิดสิน

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-15.30 น.

โทร: 0 2353 9801

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

วัน-เวลา: วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 13.00-15.30 น. วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-15.30 น.

โทร: 1415 ต่อ 2317

ชนิดวัคซีน: Pfizer

 

  • โรงพยาบาลสงฆ์

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-12.00 น.

โทร: 0 2640 9537

ชนิดวัคซีน: Pfizer

 

  • สถาบันประสาทวิทยา

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. วันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น.

โทร: 0 2306 9899

ชนิดวัคซีน: Pfizer, Moderna Bivalent, LAAB

 

  • โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

โทร: 0 2548 1000

ชนิดวัคซีน: Pfizer

 

  • สถาบันโรคทรวงอก

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

โทร: 0 2547 0999 ต่อ 30180, 30181

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

วัน-เวลา: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-15.00 น. (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

โทร: 0 2202 6800 ต่อ 2215

ชนิดวัคซีน: Pfizer, Moderna Bivalent, LAAB

 

  • สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ

วัน-เวลา: วันอังคาร (เว้นวันหยุดราชการ) เวลา 13.00-15.00 น.

โทร: 0 2591 5455

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

  • สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี

วัน-เวลา: วันศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.

โทร: 0 2531 0080-4 ต่อ 514

ชนิดวัคซีน: Pfizer, LAAB

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

The post เปิดพิกัดจุดรับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นฟรี 11 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF เผย ผู้คนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กในช่วงวิกฤตโควิดระบาด https://thestandard.co/people-lost-faith-childhood-vaccines/ Thu, 20 Apr 2023 04:22:54 +0000 https://thestandard.co/?p=778872 UNICEF

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children […]

The post UNICEF เผย ผู้คนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กในช่วงวิกฤตโควิดระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF) เผยแพร่รายงานผลสำรวจล่าสุด พบว่าในช่วงวิกฤตโควิดระบาด มีผู้คนทั่วโลกจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายแรงสำหรับเด็ก เช่น โรคหัดหรือโปลิโอ 

 

ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำใน 55 ประเทศ พบว่ามี 52 ประเทศที่การรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับเด็กลดลง ซึ่ง UNICEF ชี้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “สัญญาณเตือนอันน่ากังวล” ของการลังเลที่จะให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนที่มีเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และความไว้วางใจในรัฐบาลที่ลดน้อยลง ตลอดจนการแบ่งขั้วทางการเมืองในแต่ละประเทศ

 

“เราไม่สามารถปล่อยให้ความมั่นใจในการฉีดวัคซีนตามปกติกลายเป็นเหยื่ออีกรายของการระบาดใหญ่ของโควิดได้ ไม่เช่นนั้นการเสียชีวิตระลอกต่อไปอาจเป็นเด็กที่เป็นโรคหัด คอตีบ หรือโรคอื่นๆ ที่ป้องกันได้” แคเธอรีน รัสเซลล์ ผู้อำนวยการบริหารของ UNICEF กล่าวในการแถลง

 

UNICEF ยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับความสำคัญในการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่น่ากังวล ‘มากเป็นพิเศษ’ ซึ่งจากข้อมูลในรายงาน คาดว่าอาจมีเด็กถึงกว่า 67 ล้านคนที่พลาดการฉีดวัคซีนป้องกันหลายโรคร้ายแรงในช่วงที่เกิดโควิดระบาด

 

รายงานยังชี้ว่า ภาพรวมของความเชื่อมั่นที่มีต่อวัคซีนสำหรับเด็กแตกต่างกันในประเทศต่างๆ โดยในหลายประเทศ อาทิ ปาปัวนิวกินีและเกาหลีใต้ พบว่ามุมมองเรื่อง “วัคซีนมีความสำคัญสำหรับเด็ก” ลดลง 44% ส่วนในกานา เซเนกัล และญี่ปุ่น ลดลงมากกว่า 1 ใน 3 ขณะที่สหรัฐอเมริกา ลดลง 13.6% ส่วนอินเดีย จีน และเม็กซิโก พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัคซีนสำหรับเด็กยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แม้บางประเทศจะมีความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กลดลง แต่ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 80% ในเกือบครึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจ ยังคงมองว่าวัคซีนสำหรับเด็กมีความสำคัญ

 

ขณะที่ UNICEF เน้นย้ำในรายงานว่า ความเชื่อมั่นในวัคซีนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และผลลัพธ์ที่ได้ ณ ตอนนี้ อาจไม่ได้บ่งบอกถึงแนวโน้มในระยะยาว 

 

ภาพ: Jeff J Mitchell / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post UNICEF เผย ผู้คนทั่วโลกหมดความเชื่อมั่นต่อวัคซีนสำหรับเด็กในช่วงวิกฤตโควิดระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคเผยยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งหลังสงกรานต์ ย้ำกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน ก่อนโรคระบาดหนักช่วงฤดูฝน https://thestandard.co/number-of-covid-patients-after-songkran/ Thu, 20 Apr 2023 03:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=778837 โควิด หลังสงกรานต์

วันนี้ (20 เมษายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบค […]

The post กรมควบคุมโรคเผยยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งหลังสงกรานต์ ย้ำกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน ก่อนโรคระบาดหนักช่วงฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด หลังสงกรานต์

วันนี้ (20 เมษายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโควิดว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นชัดเจนช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งผู้ป่วยรายใหม่และผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว และจากการที่กองระบาดวิทยาได้ประเมินลักษณะทางระบาดวิทยาของโควิด พบว่ามีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ คือ มีการระบาดตามฤดูกาล จึงคาดว่าอาจมีการระบาดของโควิดสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน 

 

กระทรวงสาธารณสุขจึงขอให้ประชาชนเร่งเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดประจำปีก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งจะเริ่มฉีดในปี 2566 เป็นปีแรก โดยฉีดปีละ 1 เข็ม สามารถใช้วัคซีนชนิดใดหรือรุ่นใดก็ได้ โดยให้ห่างจากเข็มสุดท้าย หรือประวัติการติดเชื้ออย่างน้อย 3 เดือน และไม่ต้องนับว่าเป็นเข็มที่เท่าใด โดยกรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมวัคซีนให้กับทุกกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และจัดหาวัคซีนรุ่นใหม่สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่อายุ 12 ปีขึ้นไปด้วย 

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้ารับบริการฉีดวัคซีนได้ที่หน่วยบริการตามที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำหนดไว้ สำหรับสถานที่ฉีดวัคซีนโควิดในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศูนย์การแพทย์บางรัก, โรงพยาบาลราชวิถี, สถาบันโรคผิวหนัง, สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, โรงพยาบาลสงฆ์ และสถาบันบำราศนราดูร จังหวัดนนทบุรี

 

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับคำแนะนำการฉีดใหม่ให้เป็นการฉีดวัคซีนโควิดประจำปี เนื่องจากผลการสำรวจระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประชากรไทยทั้งจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และการศึกษาจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ พบว่าประชากรไทยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว จากการติดเชื้อหรือการรับวัคซีน การปรับคำแนะนำจึงเน้นคำแนะนำการฉีดให้เป็นแบบที่เข้าใจง่าย

 

คือให้ฉีดวัคซีนโควิดประจำปี โดยขอเน้นให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 608, พนักงานบริการหรือผู้ที่มีอาชีพต้องสัมผัสคนเป็นจำนวนมาก หรือผู้อยู่ในสถานที่แออัด เช่น ทัณฑสถาน รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เข้ารับวัคซีนประจำปีโดยเร็ว เพื่อลดอาการป่วยหนัก เสียชีวิต และรักษาระบบสาธารณสุขของประเทศ ก่อนการระบาดของโควิดตามฤดูกาล ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปก็สามารถรับวัคซีนโควิดประจำปีได้เช่นเดียวกันตามความสมัครใจ

The post กรมควบคุมโรคเผยยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งหลังสงกรานต์ ย้ำกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีน ก่อนโรคระบาดหนักช่วงฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ระบุเป็นรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจสั่งเข้มโควิด ขอประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โยนถามหมอเอง เป็นคลัสเตอร์ใหม่หรือไม่ https://thestandard.co/anutin-not-authority-instruct-covid-19/ Mon, 17 Apr 2023 07:10:42 +0000 https://thestandard.co/?p=777687 อนุทิน โควิด

วันนี้ (17 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ […]

The post อนุทิน ระบุเป็นรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจสั่งเข้มโควิด ขอประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โยนถามหมอเอง เป็นคลัสเตอร์ใหม่หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน โควิด

วันนี้ (17 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ ว่าตอนนี้ตนเองเป็นรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ได้กำชับให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่เคยมอบนโยบายไปก่อนหน้านี้ 

 

“เพราะตอนนี้ไม่สามารถมอบนโยบาย ทำได้เพียงสนับสนุนเท่านั้น หากผู้บริหารเสนออะไรมาที่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือสิ่งที่จำเป็นผมต้องสแตนด์บายเร่งเพื่อให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ไม่กล้าใช้คำว่าสั่งการอะไร” อนุทินกล่าว 

 

อนุทินกล่าวอีกว่า ขณะนี้ปลัดกระทรวงฯ กำลังเปิดศูนย์ฉุกเฉิน หรือ EOC และให้การยืนยันว่าแม้จะมีการติดเชื้อมากขึ้น ก็ต้องขอให้ประชาชนมารับวัคซีนให้มากขึ้นเช่นกัน เพราะการฉีดวัคซีนจะทำให้ระดับความรุนแรงของเชื้อลดลง ส่วนจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นนั้นก็ยังคงเฝ้าระวังอยู่แล้ว ให้การยืนยันกับทุกคนว่าเรื่องเวชภัณฑ์และทีมแพทย์มีความพร้อมมากๆ 

 

ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากการมีความใกล้ชิดมากขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยที่มีความรุนแรงส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ป่วย 608 กลุ่มที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว และมีเชื้อโควิดเป็นตัวเร่งเร้าให้มีอาการหนักขึ้น รวมถึงผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยขอความกรุณาให้ไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ก็จะทำให้ความเสี่ยงทั้งหลายลดลง เพราะยังเป็นเชื้อโอมิครอนอยู่ ซึ่งวัคซีนยังสามารถลดความรุนแรงของเชื้อได้ 

 

อนุทินยังกล่าวถึงความกังวลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นคลัสเตอร์ และทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อพีคมากขึ้นเหมือนปีก่อนหรือไม่ว่า เรื่องนี้ต้องให้ไปถามแพทย์ แต่เท่าที่ได้รับการรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขนั้น ยืนยันว่ายังอยู่ในวิสัยที่ยังไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยง การควบคุมดูแลโควิด ต้องอยู่ทั้งสองฝ่าย หากป่วยแล้วป่วยหนัก เรามียารักษาและเพิ่มความคุ้มกันไปด้วย ซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มผู้ป่วย 608 

The post อนุทิน ระบุเป็นรัฐมนตรีรักษาการไม่มีอำนาจสั่งเข้มโควิด ขอประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โยนถามหมอเอง เป็นคลัสเตอร์ใหม่หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO ปรับข้อแนะนำฉีดวัคซีนโควิด ชี้เด็ก-วัยรุ่นสุขภาพดีอาจไม่ต้องฉีด กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็มกระตุ้นใน 6-12 เดือน https://thestandard.co/who-covid-vaccination-teenager/ Wed, 29 Mar 2023 07:03:04 +0000 https://thestandard.co/?p=770197 WHO วัคซีนโควิด

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศปรับข้อแนะนำการฉีดวัคซีนต้ […]

The post WHO ปรับข้อแนะนำฉีดวัคซีนโควิด ชี้เด็ก-วัยรุ่นสุขภาพดีอาจไม่ต้องฉีด กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็มกระตุ้นใน 6-12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO วัคซีนโควิด

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศปรับข้อแนะนำการฉีดวัคซีนต้านโควิด สำหรับระยะใหม่ของการแพร่ระบาด โดยระบุข้อแนะนำสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน แต่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยงสูง ควรได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในช่วง 6-12 เดือนหลังจากฉีดวัคซีนครั้งสุดท้าย

 

WHO ชี้ว่า เป้าหมายของการปรับข้อแนะนำดังกล่าว เพื่อมุ่งเน้นความพยายามไปที่การให้วัคซีนแก่ผู้ที่เผชิญความเสี่ยงจากการเกิดอาการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตจากโควิด โดยพิจารณาจากระดับภูมิคุ้มกันของประชากรทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากการติดเชื้อและฉีดวัคซีน

 

ขณะที่ WHO กำหนดกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงว่าเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงคนอายุน้อยที่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ ซึ่งการฉีดเข็มกระตุ้นเพิ่มเติมช่วง 6-12 เดือนหลังฉีดครั้งสุดท้าย จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

ทั้งนี้ รายละเอียดในการปรับข้อแนะนำดังกล่าวระบุว่า กลุ่มเด็กและวัยรุ่นมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิดใน ‘ระดับต่ำ’ และเรียกร้องให้นานาประเทศพิจารณาปัจจัยต่างๆ อาทิ ภาระโรค ก่อนที่จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ประชากรในกลุ่มนี้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว WHO ประกาศว่า “การสิ้นสุดการระบาดใหญ่ (ของโควิด) นั้นอยู่ในระยะที่มองเห็น” โดยในการแถลงวานนี้ (28 มีนาคม) WHO ชี้ว่า ข้อแนะนำล่าสุดสะท้อนภาพสถานการณ์ระบาดในปัจจุบันและระดับภูมิคุ้มกันทั่วโลก แต่เตือนว่าข้อแนะนำที่ปรับใหม่นี้ ไม่ควรมองว่าเป็นข้อแนะนำระยะยาวว่าจำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นประจำทุกปีหรือไม่

 

ภาพ: Pavlo Gonchar / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post WHO ปรับข้อแนะนำฉีดวัคซีนโควิด ชี้เด็ก-วัยรุ่นสุขภาพดีอาจไม่ต้องฉีด กลุ่มเสี่ยงสูงรับเข็มกระตุ้นใน 6-12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA พัฒนาในประเทศตัวแรก ผลทดลองชี้ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เผยรายละเอียด https://thestandard.co/china-approves-mrna-vaccine/ Wed, 22 Mar 2023 10:19:09 +0000 https://thestandard.co/?p=766926 จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA

รัฐบาลจีนอนุมัติใช้งานวัคซีนโควิดชนิด mRNA ที่พัฒนาขึ้น […]

The post จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA พัฒนาในประเทศตัวแรก ผลทดลองชี้ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เผยรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA

รัฐบาลจีนอนุมัติใช้งานวัคซีนโควิดชนิด mRNA ที่พัฒนาขึ้นในประเทศเป็นตัวแรก โดยบริษัท CSPC Pharmaceutical Group Ltd ซึ่งเป็นการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของกรุงปักกิ่ง

 

แถลงการณ์จากบริษัท CSPC ระบุผลการทดลองวัคซีนที่ใช้ในการฉีดเป็นเข็มกระตุ้นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดอื่น พบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการต้านทานโควิด แต่ไม่ระบุตัวเลขหรือข้อมูลรายละเอียดการทดลองอื่นๆ 

 

การอนุมัติใช้วัคซีน mRNA ตัวแรกของจีนมีขึ้นหลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการระบาดของโควิดอย่างกะทันหันช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ไม่มีการรายงานข้อมูลตัวเลขผู้ติดเชื้อแก่สาธารณะ โดยเชื่อว่าผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงเป็นผลจากการขาดแคลนวัคซีนภายในประเทศ

 

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนใช้วัคซีนชนิดเชื้อตายในการฉีดให้ประชาชน และปฏิเสธที่จะอนุมัติใช้วัคซีน mRNA จากบริษัทต่างชาติอย่าง Pfizer-BioNTech และ Moderna สำหรับการใช้งานสาธารณะ ถึงแม้ว่าวัคซีนชนิด mRNA จะได้รับการพิจารณาว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการติดเชื้อจนมีอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน CanSino ผู้ผลิตยารายใหญ่ของจีน ก็เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า กำลังพัฒนาวัคซีนชนิด mRNA เช่นกัน เพื่อใช้ในการช่วยลดช่องว่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประชาชนในการต้านทานโควิด

 

ภาพ: Pavlo Gonchar / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนอนุมัติใช้วัคซีนโควิด mRNA พัฒนาในประเทศตัวแรก ผลทดลองชี้ประสิทธิภาพสูง แต่ไม่เผยรายละเอียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent กว่า 1 ล้านโดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นครั้งที่ 3 ที่สนับสนุน https://thestandard.co/moph-received-moderna-france/ Mon, 13 Mar 2023 04:09:28 +0000 https://thestandard.co/?p=762057 กระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (13 มีนาคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังห […]

The post สธ. รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent กว่า 1 ล้านโดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นครั้งที่ 3 ที่สนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงสาธารณสุข

วันนี้ (13 มีนาคม) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent จำนวน 1,000,200 โดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส โดยมี ตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะ เป็นผู้แทนส่งมอบ 

 

อนุทินกล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทยและกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณรัฐบาลฝรั่งเศสในความช่วยเหลืออันดีที่มีให้แก่ประเทศไทยเสมอมา รวมทั้งความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการแก้ไขสถานการณ์โรคโควิด โดยรัฐบาลฝรั่งเศสเคยสนับสนุนวัคซีน Pfizer เพื่อป้องกันโรคโควิดมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 3.2 ล้านโดส ซึ่งถูกส่งมาถึงประเทศไทยอย่างทันท่วงที สามารถช่วยเหลือคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศได้ในช่วงเวลาที่สำคัญ โดยครั้งที่ 3 นี้เป็นวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent จำนวน 1,000,200 โดส แสดงถึงความร่วมมือและมิตรภาพที่ใกล้ชิดของทั้งสองประเทศ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะกระจายไปทั่วประเทศเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนต่อไป

 

อนุทินกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันประชาชนในประเทศไทยได้รับวัคซีนเข็มแรกมากกว่าร้อยละ 83 ของประชากรทั้งหมด และได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ร้อยละ 78 ซึ่งการระบาดของโรคโควิดแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการร่วมต่อสู้กับภัยคุกคามด้านสุขภาพทั่วโลก 

 

ทั้งนี้ ประเทศฝรั่งเศสริเริ่มในการป้องกันโรคจากสัตว์สู่คน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งประเทศไทยได้มีการดำเนินงานและเข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน และมั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต

The post สธ. รับมอบวัคซีน Moderna ชนิด Bivalent กว่า 1 ล้านโดส จากรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นครั้งที่ 3 ที่สนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/spent-over-4-billion-baht-for-covid/ Sun, 05 Mar 2023 06:03:39 +0000 https://thestandard.co/?p=758904

วันนี้ (5 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษา […]

The post 3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ MIU (MOPH Intelligence Unit) กล่าวว่า จากการศึกษาของโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการเงินการคลังสุขภาพเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคโควิดในประเทศไทย

 

พบว่าแหล่งงบประมาณหลักด้านสาธารณสุขในการรับมือการระบาดของโรคโควิดมาจากงบกลางและงบเงินกู้ กรอบวงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ 5 แสนล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคโควิดระหว่างปี 2563-2565 รวมทั้งสิ้น 444,294 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้

 

  • ค่าบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโควิด เช่น ค่าตรวจคัดกรอง ค่ารักษาพยาบาล ค่าฉีดวัคซีน เป็นต้น ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 260,174 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 59 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • การจัดซื้อและบริหารจัดการวัคซีน รวม 77,987 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง 57,499 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ส่วนที่เหลือเป็นค่ายาและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ พื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ และองค์กรการวิจัยและพัฒนา ฯลฯ

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานะเงินบำรุงของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสถานะเงินบำรุงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด เช่นเดียวกับภาพรวมของรายได้และอัตราการเพิ่มของสินทรัพย์ของโรงพยาบาลเอกชนที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าเงินที่อุดหนุนโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพียงพอในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด

 

ส่วนภาวะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนไทยในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด พบว่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ก่อนการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด พบว่ามีความเสี่ยงในการล้มละลายลดลงร้อยละ 30-33 อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลพยายามสร้างกลไกการตัดสินใจด้านการคลังสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิดให้แตกต่างจากสถานการณ์ปกติ แต่กฎระเบียบและวิธีการใช้เงินไม่ได้แตกต่างจากกลไกเดิมมากนัก ส่งผลต่อความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการระบาดของโรค

The post 3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ https://thestandard.co/expensive-lessons-in-health-communication/ Thu, 09 Feb 2023 10:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=748112

วัคซีนหลากหลายยี่ห้อได้รับการอนุมัติในช่วงเวลาไม่นานนัก […]

The post ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วัคซีนหลากหลายยี่ห้อได้รับการอนุมัติในช่วงเวลาไม่นานนักในหลายประเทศทั่วโลก หลังจากการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดปีและการทดลองทางคลินิกตัวอย่างวัคซีนโควิดนับครั้งไม่ถ้วน 

 

ในเดือนธันวาคมปี 2563 จีนเริ่มอนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm สำหรับการใช้งานทั่วไป สหราชอาณาจักรเริ่มอนุมัติวัคซีน Pfizer และ AstraZeneca สำหรับการใช้งานฉุกเฉิน และในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ยาวไปถึงเดือนมิถุนายนในปีถัดมา องค์การอนามัยโลกก็ได้ทยอยอนุมัติวัคซีน 6 ยี่ห้อสำหรับการใช้งานฉุกเฉิน 

 

แน่นอนว่าการที่บริษัทต่างๆ สามารถผลิตวัคซีนโควิดออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วจะช่วยคลายความกังวลใจในวงการแพทย์ไปได้บ้าง แต่การมีวัคซีนโควิดหลากหลายชนิดก็สร้างความสับสนให้กับประชาชนทั่วไปอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องการแบ่งแยกวัคซีนที่ ‘ดี’ หรือ ‘ดีกว่า’ ออกจากวัคซีนที่ ‘แย่’ หรือ ‘แย่กว่า’ การสื่อสารที่ชัดเจนเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนแต่ละประเภทจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับรัฐบาลของทุกประเทศในการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้อย่างมีประสิทธิผล ไม่เช่นนั้นแล้วความสับสนในเบื้องต้นก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังซึ่งอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่องานด้านสาธารณสุข เช่น การนำเข้าวัคซีนบางยี่ห้อมากหรือน้อยเกินไป (Oversupply/Undersupply) หรือแม้กระทั่งการทำให้เกิดความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน (Vaccine Hesitancy)

 

การสื่อสารทัศนคติผ่านคำพูด

บทความนี้หยิบยกกรอบการวิจัยที่ชื่อว่า ‘อะเพรเซิล’ (Appraisal) ออกแบบโดย เจมส์ มาร์ติน และ ปีเตอร์ ไวต์ สองนักภาษาศาสตร์เชิงหน้าที่ (Functional Linguistics) 

 

กรอบการวิจัยนี้มองเห็นภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสดงทัศนคติต่างๆ ทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ มีการแบ่งวิธีการแสดงทัศนคติออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

 

  1. การแสดงอารมณ์ความรู้สึก (Affect) เช่น อารมณ์ที่รู้สึกกลัว/มั่นใจ

 

  1. การประเมินคุณค่าของสิ่งของและการกระทำ (Appreciation) เช่น วัคซีนดี/ไม่ดี

 

  1. การตัดสินลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมของคน (Judgement) เช่น คนที่มีความรับผิดชอบ/สะเพร่า

 

นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับระดับของทัศนคติที่แสดงออกมาด้วยการใช้คำที่มีน้ำหนักแตกต่างกันผ่านคำขยายชนิดต่างๆ เช่น เมื่อกล่าวถึงวัคซีน ‘ที่ดี’ เราอาจเลือกเพิ่มหรือลดน้ำหนักการประเมินคุณค่าเชิงบวกนี้ผ่านคำพูดว่า วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘อย่างยิ่ง’ แทนที่จะบอกว่า ‘ค่อนข้าง’ มีประโยชน์ หรือในบางครั้งเราอาจจะเลือกพูดว่าวัคซีนชนิดนี้ ‘ส่วนใหญ่’ มีประสิทธิผลดี แทนที่จะพูดว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิผลดี ‘บ้างในบางครั้ง’ น้ำหนักของการประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันอาจจะแสดงผ่านคำขยายเชิงปริมาณที่บ่งชี้ถึงจำนวนที่แตกต่าง เช่น วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘หลากหลาย’ ที่ฟังดูแล้วมีน้ำหนักมากกว่าบอกว่า วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘2-3 ประการ’ หรือการใช้คำขยายที่บ่งชี้ขอบเขต เช่น วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น’ หรือใช้คำขยายที่กำหนดขอบเขตด้วยลักษณะร่วมบางประการ เช่น วัคซีนชนิดนี้ ‘ส่งผลดีต่อประชากรทุกเพศทุกวัย’ ในขณะที่วัคซีนอีกประเภทหนึ่งมีประสิทธิผลดีกับประชากรที่ ‘มีอายุมากกว่า 60 ปี’ เท่านั้น

 

ในการสื่อสารคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิดนั้น รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องใช้ภาษาในการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชน ตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า ‘ผลประโยชน์’ หรือ ‘การปกป้อง’ เพื่อเน้นคุณค่าในเชิงบวก หรือการใช้คำว่า ‘ความเสี่ยง’ หรือ ‘ผลข้างเคียง’ เพื่อเน้นคุณค่าเชิงลบ ในขณะเดียวกันก็ใช้คำขยายในระดับต่างๆ เพื่อปรับระดับการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและลบ ในการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงกับผลประโยชน์ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อย่างสมดุล เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากต่อการรับรู้ของผู้คน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

ในบทความนี้ ผู้เขียนทั้งสองคนขอนำเสนอข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบการใช้ภาษาแสดง ‘การประเมินคุณค่า’ (Appreciation) รูปแบบต่างๆ ที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลออสเตรเลียใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับวัคซีนโควิดกับประชาชนอย่างเป็นทางการ แถลงการณ์ของรัฐบาลที่เราหยิบยกมาพูดคุยกันในบทความนี้ล้วนเป็นเนื้อหาหลักของการสื่อสารด้านสาธารณสุข เช่น ประกาศหรือคำแนะนำจากทางการ ซึ่งนักการเมืองและสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มักนำไปอ้างอิงต่ออย่างกว้างขวาง ตัวอย่างของประเทศไทยที่เราหยิบยกมาใช้ในการวิเคราะห์คือแถลงการณ์คำแนะนำด้านสาธารณสุขจากหน่วยงานและบุคลากรของรัฐระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน 2564 ส่วนตัวอย่างของออสเตรเลียนั้นหยิบยกมาจากแถลงการณ์ต่อสาธารณะของกลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาลออสเตรเลีย (Australian Technical Advisory Group on Immunisation: ATAGI) เกี่ยวกับการใช้วัคซีน AstraZeneca และวัคซีน Pfizer ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกัน 

 

‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ของไทย

ประชาชนไทยเริ่มตื่นตัวกับโควิดตั้งแต่ตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศที่เป็นผู้เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในวันที่ 12 มกราคม 2563 อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างหนักแน่นในวันที่ 25 มกราคม 2563 ว่าโควิดเป็นเพียงแค่ ‘โรคหวัดโรคหนึ่ง’ แต่ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน มหากาพย์แห่งการระบาดของโรคโควิดภายในประเทศไทยก็เริ่มต้นขึ้นจากการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 ตามด้วยการระบาดตามกลุ่มคลัสเตอร์ขนาดใหญ่อีกหลายระลอก

 

ในช่วงปีแรกของการระบาดในประเทศไทยในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนประกาศใช้ บุคคลในรัฐบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้มีอำนาจในการสั่งการต่างพยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนที่กำลังตื่นตระหนกจากโรคอุบัติใหม่นี้ผ่านกลวิธีการสื่อสารตามแนวทางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ออกมาเน้นย้ำให้ประชาชนมั่นใจอีกครั้งในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ว่าประเทศไทยพร้อมรับมือกับการระบาดในครั้งนี้เพราะ ‘โควิดกระจอก’ ในช่วงเดียวกันนี้เองสื่อของรัฐบาลก็นำคำว่า ‘วัคซีน’ มาเล่นคำ เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ใช่วัคซีนในเชิงอุปมาว่าเป็น ‘เครื่องมือป้องกันโรค’ ที่ดียิ่งกว่าวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การใช้ช้อนกลาง หรือแม้กระทั่งการนำมาใช้ในเชิงนามธรรม เช่น ‘วัคซีนใจในชุมชน’ ที่หมายถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนร่วมมือร่วมใจกันในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาด

 

หน้ากากคือวัคซีนป้องกันโควิดที่ดีที่สุด (ศูนย์ข้อมูล COVID-19, 28 กันยายน 2563)

 

วัคซีนที่ดีที่สุดของประเทศตอนนี้คือ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ใช้ช้อนกลางส่วนตัว กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ (กรมอนามัย, 20 ธันวาคม 2563)

 

วาทกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการระบาดอย่างหนักของโควิด และเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่รัฐบาลนานาประเทศต่างก็พยายามอย่างแข็งขันที่ระดมสรรพกำลังทั้งในเชิงงบประมาณและพลังการต่อรองทางการทูตเพื่อจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับประชาชนของตนได้ทันท่วงที วาทกรรมของรัฐบาลไทยที่พยายามทำให้คนเข้าใจว่าโควิดเป็นโรคที่ไม่ได้ร้ายแรงและไม่มีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนอย่างเร่งด่วน รวมถึงการยกระดับคุณค่าให้สิ่งที่ไม่ใช่วัคซีนมีคุณค่ามากกว่าวัคซีนผ่านวาทกรรมเช่น ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชนชาวไทย ความไม่พอใจเหล่านี้เองที่ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ฝังใจว่ารัฐไทยมิได้ความจริงใจในการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมให้กับประชาชนมาตั้งแต่ต้น

 

รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิดหลังจากที่วัคซีน Sinovac จำนวน 2 แสนโดส เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นล็อตแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 มีการออกประกาศเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของวัคซีนเชื้อตายเพื่อจูงใจให้คนเข้ารับการฉีดวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งสำคัญหลายคน เช่น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างพร้อมใจกันออกแถลงการณ์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยืนยันความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนเชื้อตาย

 

เมื่อมองผ่านเลนส์ของกรอบการวิจัย ‘อะเพรเซิล’ (Appraisal) ดังที่กล่าวไปข้างต้นก็จะเห็นได้ว่า คำพูดของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใช้ในการแถลงการณ์เพื่อให้ข้อมูลและชักจูงใจให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาที่การันตีคุณค่าในเชิงบวกของวัคซีน Sinovac ที่เพิ่งนำเข้ามาจากประเทศจีนในช่วงเวลานั้นในระดับสูงมาก เช่น การขอให้ประชาชน ‘มั่นใจ’ ในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย พร้อมทั้งฟันธงรับรองคุณสมบัติของวัคซีนว่าสามารถ ‘ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%’ และมี ‘ประสิทธิภาพไม่แตกต่าง’ จากวัคซีน Moderna หรือ Pfizer

 

“จะพบว่าไม่ว่าวัคซีนที่ใช้ในยุโรป อเมริกา หรือไทย ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% ไม่ว่าจะเป็น Sinovac หรือ AstraZeneca ก็ป้องกัน 100% แม้อเมริกันจะฉีดของ Moderna หรือ Pfizer แต่ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันเลย จึงขอให้มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย”

 

ในขณะที่สื่อรายงานข่าวแทบทุกวันว่ามีผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตทั้งจากโควิดและจากอาการข้างเคียงของวัคซีนที่ฉีดเป็นจำนวนมาก การใช้ภาษาแบบฟันธงเพื่อรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับสูงเช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังขาข้องใจกับข้อมูลทางการแพทย์ดังกล่าว และข้อกังขาเหล่านี้เองก็นำไปสู่ความเสี่ยงที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากรัฐบาลและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดแต่ละชนิดเริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมโลกในเวลาต่อมา

 

ในขณะเดียวกัน การกล่าวรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนผ่านระดับการให้คุณค่าที่คลุมเครือจากรัฐบาลและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ก็ทำให้เกิดปัญหาในการตีความและสร้างความสับสนกับประชาชนได้ไม่น้อย เช่น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาแถลงกับประชาชนว่า ทั้งวัคซีน Sinovac และวัคซีน AstraZeneca ‘ถือเป็นวัคซีนที่ดี ใช้การได้’ และ ‘มีประสิทธิภาพพอสมควร’ การให้คุณค่าแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยไม่ระบุระดับความเสี่ยงที่แน่ชัดเช่นนี้ก็ทำให้ผู้ฟังตีความได้ว่าวัคซีนทั้งสองชนิดนี้เป็นวัคซีนที่ ‘พอใช้ได้’ และอาจจะลดระดับไปถึงขั้น ‘ไม่ดีพอ’ เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นๆ

 

“วัคซีนที่ดี ณ เวลานี้ คือวัคซีนที่มาถึงแขนทุกท่านเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นวัคซีนที่ อย. ได้พิจารณาทบทวนคุณภาพความปลอดภัย ประสิทธิภาพแล้ว ขึ้นทะเบียนแล้ว ถือเป็นวัคซีนที่ดี ใช้การได้”

 

การสื่อสารที่สร้างความสับสนปนความสงสัยในความจริงใจของรัฐบาลมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ Sinovac เป็นวัคซีนหลักของประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปถึงปลายเดือนตุลาคม 2564 ประชาชนไทยได้รับข้อมูลและคำแนะนำทางการแพทย์ทั้งจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 (ศบค.) กรมควบคุมโรค และสื่อต่างๆ ของรัฐที่พร้อมใจกันนำเสนอข้อมูลด้านลบ (Negative Appreciation) ของการฉีดวัคซีนแบบ mRNA ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นประเทศไทยก็ยังไม่สามารถจัดหาวัคซีนประเภทนี้ให้ประชาชนได้เพราะปัญหาด้านการบริหารและการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล จนเกิดการล้อเลียนวาทกรรมของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น ‘วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่ (ไทยไม่) มี’

 

 

ความสับสนจากวาทกรรมต่างๆ ที่รัฐบาลสร้างขึ้นตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดไปจนถึงสถานการณ์และบริบททางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการทดสอบประสิทธิภาพการใช้วัคซีนที่แตกต่างกันในประเทศต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การใช้วาทกรรมที่ผิดพลาดในการประเมินคุณค่าและความเสี่ยงของวัคซีนทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการโควิดและการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมของรัฐบาล นอกจากนั้น การที่สื่อของรัฐพยายามเน้นย้ำคุณค่าในเชิงลบของวัคซีน mRNA ในช่วงที่ไทยยังจัดหาให้ประชาชนไม่ได้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไทยบางส่วนเกิดความลังเลใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีนชนิดนี้เมื่อวัคซีนมาถึง แม้ว่าผลการทดสอบในประเทศอื่นๆ จะบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพดีกว่าวัคซีนเชื้อตายก็ตาม

 

การให้คุณค่าของวัคซีนที่ขัดแย้งกันเองในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงปัญหาในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่ไม่สามารถทำได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทำให้เกิดทัศนคติการจัดลำดับวัคซีนในการรับรู้ของประชาชนที่มีทั้ง ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ‘วัคซีนที่พอใช้ได้’ และ ‘วัคซีนที่แย่’ การจัดลำดับวัคซีนเหล่านี้นำไปสู่ปรากฏการณ์การใช้ ‘วัคซีนสูตรไขว้’ เพื่อให้ร่างกายได้รับ ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ เท่าที่รัฐจะจัดหามาได้ในแต่ละช่วงเวลา จนสุดท้ายประชาชนชาวไทยก็ได้รับ ‘วัคซีนเต็มแขน’ ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเคยลั่นวาจาไว้

 

ว่าด้วยความสับสนจากแถลงการณ์ของรัฐบาลออสเตรเลีย

ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมปี 2564 กลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาลออสเตรเลีย หรือเรียกสั้นๆ ว่า ATAGI ได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิด AstraZeneca และ Pfizer ออกมา 3 ฉบับ ฉบับแรกที่ประกาศในเดือนเมษายนเป็นคำแนะนำให้ใช้วัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ต่อมาในเดือนมิถุนายนได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยปรับแก้อายุกลุ่มประชากรผู้รับวัคซีน AstraZeneca เพิ่มจาก 50 ปีขึ้นไป เป็น 60 ปีขึ้นไป โดยประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปีทุกคนให้ใช้วัคซีน Pfizer แทน ส่วนแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายที่ออกมาในเดือนกรกฎาคมถือเป็นฉบับที่พลิกคำแนะนำที่เคยให้ไว้ใน 2 ฉบับก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยแนะนำให้กลุ่มประชากรผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในรัฐนิวเซาท์เวลส์สามารถเลือกฉีดวัคซีนได้ทั้ง AstraZeneca และ Pfizer เนื่องจากการระบาดที่รุนแรงขึ้นของโควิด

 

 

ในประกาศฉบับแรกของ ATAGI ที่กำหนดอายุผู้รับวัคซีน AstraZeneca ไว้ที่กลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จะเห็นวิธีการใช้คำที่ประเมินคุณค่าในเชิงลบ (Negative Appreciation) ของการติดเชื้อโควิดในกลุ่มประชากรสูงอายุพร้อมๆ กับการยกระดับคุณค่าในเชิงบวก (Positive Appreciation) ของการได้รับวัคซีน AstraZeneca เพื่อชักจูงใจให้ประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

 

This recommendation is based on the increasing risk of severe outcomes from COVID-19 in older adults (and hence a higher benefit from vaccination)…

 

คำแนะนำนี้อิงจากความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดผลตามมาที่รุนแรงจากโควิดในผู้สูงอายุ (ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนก็มีมากยิ่งขึ้น)

 

ในทางตรงกันข้าม เมื่อสื่อสารกับกลุ่มประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี รัฐบาลกลับมุ่งเน้นการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงจากวัคซีน AstraZeneca มากกว่าเรื่องความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด ซึ่งนำไปสู่การประเมินคุณค่าในทางลบ (Negative Appreciation) ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca สำหรับประชากรกลุ่มนี้

 

…and a potentially increased risk of thrombosis with thrombocytopenia following AstraZeneca vaccine in those under 50 years

 

…และอาจมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ในประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี หลังจากได้รับวัคซีน AstraZeneca 

 

จุดที่น่าสนใจก็คือ แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่กลุ่มประชากรอายุต่ำกว่า 50 ปีอาจจะได้รับจากวัคซีน AstraZeneca และไม่ได้กล่าวถึงผลข้างเคียงจากวัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ข้อมูลดังกล่าวนี้เองที่อาจจะมีส่วนทำให้ประชาชนบางกลุ่มเชื่อว่าการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเกี่ยวกับวัคซีน AstraZeneca ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอายุประชากรนั้นๆ จะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะตั้งข้อเสนอแนะว่า หากเราต้องรับมือกับโรคระบาดกันอีกครั้ง รัฐบาลควรเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลอดทุกขั้นตอนที่สื่อสารกับสาธารณะ ตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารเช่นนี้เห็นได้จากประกาศเดียวกันจากทาง ATAGI ในช่วงระยะหลังๆ ซึ่งระบุข้อความว่า ‘อาจมีการปรับปรุงแก้ไขคำแนะนำเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม’

 

ตัวอย่างบางส่วนของแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ที่ยกมาด้านล่างนี้ทำให้เห็นว่าทาง ATAGI ยังคงเน้นให้เกิดการประเมินคุณค่าในเชิงบวกต่อประโยชน์ของการได้รับวัคซีนโควิดในประชากรสูงอายุอยู่ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์นี้เน้นการประเมินคุณค่าในเชิงลบต่อวัคซีน AstraZeneca ในผู้ป่วยกลุ่มอายุ 50-59 ปีมากขึ้นกว่าฉบับแรก ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้คำแนะนำเรื่องการใช้วัคซีน AstraZeneca ที่เพิ่งปรับแก้ไปฟังดูสมเหตุสมผลมากขึ้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าในแถลงการณ์นี้มีการระบุระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่เพิ่งค้นพบจากการรับวัคซีน AstraZeneca ของกลุ่มอายุ 50-59 ปี

 

The recommendation is revised due to a higher risk and observed severity of thrombosis and thrombocytopenia syndrome (TTS) related to the use of AstraZeneca COVID-19 vaccine observed in Australia in the 50-59 year old age group than reported internationally and initially estimated in Australia.

 

คำแนะนำนี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากความเสี่ยงและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดกลุ่มโรคลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombosis and Thrombocytopenia Syndrome: TTS) อันเกี่ยวข้องกับการใช้วัคซีน AstraZeneca ที่พบในประเทศออสเตรเลียในกลุ่มประชากรอายุ 50-59 ปี เพิ่มขึ้นจากที่มีการรายงานในประเทศอื่นๆ และการคาดการณ์ในเบื้องต้นในออสเตรเลีย

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุถึงความเสี่ยงจากการได้รับวัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีไว้แต่อย่างใด ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าจุดประสงค์ของแถลงการณ์ฉบับนี้คือการให้กลุ่มประชากรอายุระหว่าง 50-59 ปีไม่เลือกรับวัคซีน AstraZeneca ตามคำแนะนำก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ยังคงมีการส่งเสริมให้ใช้วัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรกและไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ รัฐบาลใช้วิธีการสื่อสารด้วยการลดระดับความเสี่ยงของการได้รับวัคซีน AstraZeneca สำหรับทุกช่วงอายุ

 

This is supported by data indicating a substantially lower rate of TTS following a second COVID-19 Vaccine AstraZeneca dose in the United Kingdom (UK).

 

หลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวนี้มาจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ในสหราชอาณาจักร อัตราการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (TTS) ลดลงอย่างมากหลังได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 

 

การเลือกใช้คำขยายเชิงปริมาณที่คลุมเครือ เช่น คำว่า ‘สูงกว่า’ หรือ อัตราที่ ‘ลดลงอย่างมาก’ เมื่อต้องการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงจากการใช้วัคซีน AstraZeneca นั้น น่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เป็นตัวการทำให้ประชาชนสับสนและลังเลใจมากขึ้นในการเลือกรับวัคซีน AstraZeneca เพราะการใช้คำขยายเชิงปริมาณที่คลุมเครือเช่นนี้ เป็นการอ้างอิงจากความคิดเห็นซึ่งทำให้เกิดการตีความได้หลายแบบ เช่น คนอาจตีความคำว่า ‘ความเสี่ยงที่ต่ำกว่า’ หรือ ‘ความเสี่ยงที่สูงกว่า’ แตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนจะยอมรับได้ ดังนั้น ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับโรคระบาดในอนาคต ควรพิจารณาให้ข้อมูลด้านสถิติแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อนิยามระดับของความเสี่ยงต่างๆ ให้ชัดเจน แม้ว่ารายละเอียดของข้อมูลที่ทางการใช้ประกอบการตัดสินใจจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของประกาศจากทาง ATAGI แต่ก็น่าเสียดายว่าแทบจะไม่มีการเน้นสื่อสารข้อมูลเหล่านี้เลยในการแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน   

 

ในแถลงการณ์ของ ATAGI ฉบับที่ 3 เราพบการใช้รูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ หลายอย่างในการประเมินคุณค่าของวัคซีน ข้อมูลต่างๆ ที่พบในแถลงการณ์ฉบับนี้มีความแตกต่างจากแถลงการณ์ 2 ฉบับก่อนอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ แถลงการณ์ฉบับนี้มุ่งเน้นเรื่องประโยชน์ของการฉีดวัคซีนในช่วงโรคระบาด (Positive Appreciation) อย่างเดียว โดยไม่ได้ระบุผลข้างเคียงใดๆ (Negative Appreciation) พูดง่ายๆ ว่าในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนยี่ห้อใดก็ตาม ทั้งวัคซีน AstraZeneca และอื่นๆ ถือเป็น ‘วัคซีนที่ดี’ อย่างไม่มีข้อกังขา แถลงการณ์ฉบับนี้ยังเน้นปัจจัยด้านเวลาผ่านการใช้คำว่า ‘bring forward’ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นด้วย

 

…consider getting vaccinated with any available vaccine including COVID-19 Vaccine AstraZeneca (…) can receive the second dose of the AstraZeneca vaccine 4 to 8 weeks after the first dose (…) to bring forward optimal protection.

 

…ให้พิจารณารับวัคซีนใดก็ตามที่มีอยู่ รวมทั้งวัคซีนโควิด AstraZeneca ด้วย (…) สามารถรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ในระยะเวลา 4-8 สัปดาห์หลังจากเข็มแรก (…) เพื่อให้เกิดความคุ้มกันสูงสุดเร็วยิ่งขึ้น

 

นอกจากนั้น เรายังได้เห็นการปรับขอบเขตการประเมินคุณค่าในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนให้กว้างขึ้น นอกจากปัจจัยด้านอายุที่ครอบคลุมผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 18 ปีทุกคนแล้วยังครอบคลุมไปถึงปัจจัยเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยในซิดนีย์ด้วย

 

All individuals aged 18 years and above in greater Sydney, including adults under 60 years of age, should strongly consider…

 

ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตซิดนีย์และปริมณฑล รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณา…

 

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ที่เราไม่เคยเห็นในแถลงการณ์ฉบับก่อนๆ เลยก็คือ การสื่อสารข้อมูลเรื่องจำนวนของวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามาได้ รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลที่อาจจะเป็นลบกับภาพลักษณ์ในการบริหารงานของตัวเอง โดยเฉพาะการแจ้งข้อจำกัดเรื่องจำนวนของวัคซีน Pfizer ที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในขณะนั้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนผู้ใหญ่ในทุกช่วงอายุหันมาพิจารณาถึงประโยชน์ในการรับวัคซีน AstraZeneca อย่างทันท่วงที เพื่อแลกกับความเสี่ยงในการติดโควิดถ้าต้องรอรับการฉีดวัคซีน Pfizer ที่ยังมาไม่ถึง

 

This is on the basis of the increasing risk of COVID-19 and ongoing constraints of Comirnaty (Pfizer) supplies.

 

คำแนะนำนี้อิงจากความเสี่ยงของโควิดที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดอย่างต่อเนื่องในด้านเสบียงวัคซีน Comirnaty (Pfizer) ที่มี

 

จะเห็นได้ว่าการประเมินคุณค่าของวัคซีน AstraZeneca ในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ 2 ฉบับก่อนหน้าของ ATAGI แสดงข้อมูลที่แตกต่างกันมากจนประชาชนไม่สามารถปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca จากวัคซีนที่ดู ‘แย่’ ไปเป็นภาพลักษณ์ของวัคซีนที่ดู ‘ดี’ ได้ตามประสงค์ของรัฐบาล แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของรัฐบาลพยายามกระตุ้นให้คนหันไปสนใจประโยชน์ที่จะได้จาก ‘การปกป้องตนเองแต่เนิ่นๆ’ จากการฉีดวัคซีน AstraZeneca จากที่แถลงการณ์ก่อนหน้านี้เคยมุ่งความสนใจไปที่เรื่องผลข้างเคียง ‘ที่รุนแรงแต่เกิดขึ้นได้น้อย’ ของวัคซีน AstraZeneca มากกว่า นอกจากนี้ แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายยังขอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกฉีดวัคซีนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านจำนวนของวัคซีน Pfizer ที่รัฐหามาได้อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความสามารถในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล มากกว่าที่จะคล้อยตามรัฐบาลในเรื่องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca

 

 

บทเรียนของการสื่อสารด้านสุขภาพ

การสื่อสารด้านสุขภาพจากรัฐถึงประชาชนอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลทางการแพทย์เป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคน เมื่อปักใจเชื่ออะไรแล้วก็มักจะเชื่อเช่นนั้นไปตลอด ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ง่ายๆ การสื่อสารกับสาธารณะจึงต้องพูดถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์ในเชิงสุขภาพที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เน้นการให้ข้อมูลอย่างสมดุลไม่เทเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ในระยะสั้นๆ และมีตัวอย่างประกอบให้เห็นได้ชัดเจน พร้อมทั้งเน้นย้ำอย่างต่อเนื่องถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อแนะนำต่างๆ ในช่วงโรคระบาดเป็นข้อแนะนำชั่วคราวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ท้ายที่สุดแล้ว การแสวงหาวิธีการปกป้องชุมชนท้องถิ่นและชุมชนโลกในวิกฤตโรคระบาดเช่นนี้ไม่ได้จบลงที่การคิดค้นวิธีรักษา หากแต่การค้นหาวิธีรักษา เช่น การผลิตวัคซีน เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ก็คือ ‘วัคซีนที่ดี’ ต้องเกิดจาก ‘วิทยาศาสตร์ที่ดี’ และย่อมต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วย ‘การสื่อสารที่ดี’ 

 

อ้างอิง: 

The post ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>