วสันต์ ภัยหลีกลี้ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 22 Aug 2025 06:40:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 กสม. ชี้ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีปล่อยภาพเปลือยท่อนบนกลุ่มหลากหลายทางเพศ แนะออกระเบียบคำนึงถึงเพศ https://thestandard.co/police-human-rights-violation/ Fri, 22 Aug 2025 06:40:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1110047 police-human-rights-violation

วันนี้ (22 สิงหาคม) วสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธ […]

The post กสม. ชี้ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีปล่อยภาพเปลือยท่อนบนกลุ่มหลากหลายทางเพศ แนะออกระเบียบคำนึงถึงเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
police-human-rights-violation

วันนี้ (22 สิงหาคม) วสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้ตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีข้อกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ทั้งการไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกายให้เรียบร้อยขณะอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน, การปล่อยให้มีภาพถ่ายเผยแพร่สู่สาธารณะ, การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแบบเหมารวม และการใช้กุญแจมือเกินสมควรแก่กรณี ซึ่งเป็นการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

จากการพิจารณา กสม. มีความเห็นว่า การเข้าตรวจค้นขณะผู้ต้องสงสัยเปลือยท่อนบน ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานและเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อย่างไรก็ตาม การที่มีภาพผู้ต้องหาในสภาพดังกล่าวหลุดออกไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็น การกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เพราะกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ปล่อยภาพก็ตาม

นอกจากนี้ กสม. มีข้อสังเกตว่า การตรวจสารเสพติดควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความหลากหลายทางเพศ กรณีนี้พบว่าการตรวจปัสสาวะดำเนินการในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนควบคุมและห้ามบุคคลอื่นเข้าไป แต่ยังมีลักษณะไม่เหมาะสม รวมถึง การใช้กุญแจมือกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดซึ่งไม่ใช่คดีร้ายแรง ถือว่า เกินกว่าความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน

 

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงมีมติเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดมาตรการที่รัดกุมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและภาพถ่ายจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมลงโทษผู้ที่นำไปเผยแพร่ รวมถึงให้ทบทวนแนวทางการใช้เครื่องพันธนาการให้ได้สัดส่วนกับความจำเป็น 

 

และให้ ตร. กำหนดระเบียบและแนวปฏิบัติที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนต่อเพศภาวะ (gender sensitivity) โดยเฉพาะการจัดสถานที่ตรวจปัสสาวะและห้องน้ำภายในสถานีตำรวจให้เหมาะสมกับบุคคลทุกเพศ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ

The post กสม. ชี้ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีปล่อยภาพเปลือยท่อนบนกลุ่มหลากหลายทางเพศ แนะออกระเบียบคำนึงถึงเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ กอ.รมน. แทรกแซงเสรีภาพวิชาการกรณีงานวิจัยบทบาทกองทัพ https://thestandard.co/nhrc-isoc-academic-freedom-thai-military-study/ Thu, 08 May 2025 08:03:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1072351 วสันต์ ภัยหลีกลี้ และสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงกรณี กอ.รมน. ละเมิดเสรีภาพวิชาการ

วันนี้ (8 พฤษภาคม) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม. […]

The post กสม. ชี้ กอ.รมน. แทรกแซงเสรีภาพวิชาการกรณีงานวิจัยบทบาทกองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วสันต์ ภัยหลีกลี้ และสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงกรณี กอ.รมน. ละเมิดเสรีภาพวิชาการ

วันนี้ (8 พฤษภาคม) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 16/2568 โดยชี้ประเด็นสำคัญว่าการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขอความร่วมมือให้ระงับการเผยแพร่งานวิจัยของ ศาสตราจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ เรื่อง ‘ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย’ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

 

สืบเนื่องจากแถลงข่าวของ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2567 ที่ขอให้ระงับการตีพิมพ์และเผยแพร่งานวิจัยดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ผู้วิจัยไม่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และข้อมูลวิจัยไม่ครอบคลุมเพียงพอ กสม. ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบในการแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับเหตุการณ์ที่ กอ.รมน. เข้าพบผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยล่วงหน้าก่อนวันเปิดตัวงานวิจัยเพียงหนึ่งวันโดยไม่ประสานงานล่วงหน้า

 

กสม. ระบุชัดเจนว่า แม้ กอ.รมน. จะอ้างว่าเป็นเพียง ‘การขอความร่วมมือ’ มิใช่คำสั่งโดยตรง แต่ด้วยความไม่สมดุลของอำนาจรัฐ การดำเนินการดังกล่าวย่อมส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของนักวิจัยและสถาบันวิชาการ กสม. เห็นว่า ข้อโต้แย้งของ กอ.รมน. เกี่ยวกับคุณภาพงานวิจัยเป็นเพียงการวิพากษ์ในเนื้อหา ไม่ใช่เหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายในการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้รับรองเสรีภาพทางวิชาการอย่างชัดเจน โดยต้องไม่ขัดต่อหน้าที่หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งยังเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และแนวปฏิบัติด้านเสรีภาพทางวิชาการ พ.ศ. 2564 รวมถึงหลักสิทธิมนุษยชนสากลตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อเสนอแนะจากยูเนสโก (UNESCO)

 

จากการพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและหลักสิทธิมนุษยชน กสม. มีมติให้เสนอแนะต่อ กอ.รมน. ให้ยุติการแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการของศาสตราจารย์พวงทอง พร้อมเสนอให้จัดทำนโยบายที่ชัดเจนไม่ให้มีการลิดรอนสิทธิดังกล่าวในอนาคต ขณะเดียวกัน เสนอให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะต้นสังกัดคุ้มครองนักวิชาการในสังกัดให้สามารถใช้เสรีภาพในการวิจัยได้อย่างปลอดภัยและเต็มที่

 

กรณีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นของการปกป้องพื้นที่ปลอดภัยทางปัญญาในสังคมประชาธิปไตย ที่การตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจรัฐไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัย แต่เป็นหัวใจของความก้าวหน้าและความรับผิดชอบของสถาบันต่างๆ ต่อสาธารณะ

The post กสม. ชี้ กอ.รมน. แทรกแซงเสรีภาพวิชาการกรณีงานวิจัยบทบาทกองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชื่นชมรัฐบาล-ลดเวลาให้สัญชาติไทยคนอพยพ-กลุ่มชาติพันธุ์กว่า 483,000 คน เหลือ 5 วัน เตือนทำตามกฎหมาย-ระวังอย่าทุจริต https://thestandard.co/thailand-citizenship-process-improvement-policy/ Fri, 08 Nov 2024 05:46:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1006213 กสม.

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษ […]

The post กสม. ชื่นชมรัฐบาล-ลดเวลาให้สัญชาติไทยคนอพยพ-กลุ่มชาติพันธุ์กว่า 483,000 คน เหลือ 5 วัน เตือนทำตามกฎหมาย-ระวังอย่าทุจริต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม.

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ไว้ในการประชุมระดับสูงว่าด้วยความไร้รัฐ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเร่งรัดกระบวนการกำหนดสถานะแก่ผู้ที่ยังมีปัญหาและขจัดความไร้รัฐให้หมดไปภายใน พ.ศ. 2567 และล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เห็นชอบหลักเกณฑ์เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ เพื่อให้บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร (ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม) ที่รอการพิจารณากำหนดสถานะในปัจจุบัน จำนวนกว่า 483,000 คน ได้รับการกำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมายและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้ อันสอดคล้องและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งบัญญัติรับรองให้คนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในทุกแห่งหน

 

วสันต์กล่าวว่า การดำเนินการตามมติ ครม. นี้จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาคำขอให้ได้มาซึ่งสถานะบุคคลตามกฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้ระยะเวลา 270 วันสำหรับกระบวนการพิจารณาคำขอออกใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรของผู้อพยพมาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเวลานาน และ 180 วันสำหรับกระบวนการพิจารณาคำขอมีสัญชาติไทยกลุ่มบุตรของผู้อพยพที่เกิดในไทย ให้เหลือเพียงระยะเวลา 5 วัน

 

กสม. ขอชื่นชมรัฐบาลสำหรับความพยายามแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ที่ไร้รัฐไร้สัญชาติเพื่อขจัดความไร้รัฐให้หมดไปใน พ.ศ. 2567 ตามที่เคยประกาศเจตนารมณ์ไว้ โดยมติ ครม. ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในโลก ดังที่ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมไว้ อย่างไรก็ดี กสม. หวังว่าในการปฏิบัติตามมติ ครม. เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจ จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีความระมัดระวัง และป้องกันมิให้เกิดการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์ขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การขจัดความไร้รัฐมีความเป็นธรรมและสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง

 

สำหรับการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติ กสม. ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งภาคประชาชน องค์กรเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของประเทศ และได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือในงาน ‘สมัชชาสิทธิมนุษยชน : เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ กสม.’ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อให้ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนโดยลงพื้นที่สำรวจสถานะบุคคลและรับเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง

The post กสม. ชื่นชมรัฐบาล-ลดเวลาให้สัญชาติไทยคนอพยพ-กลุ่มชาติพันธุ์กว่า 483,000 คน เหลือ 5 วัน เตือนทำตามกฎหมาย-ระวังอย่าทุจริต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. แนะราชทัณฑ์ยกเลิกกฎห้ามผู้ต้องขังติดต่อผู้ที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดทุกเรือนจำทั่วประเทศ https://thestandard.co/recommend-corrections-to-cancel-the-rule/ Fri, 09 Feb 2024 05:59:57 +0000 https://thestandard.co/?p=897852

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ก […]

The post กสม. แนะราชทัณฑ์ยกเลิกกฎห้ามผู้ต้องขังติดต่อผู้ที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดทุกเรือนจำทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ และ สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ กสม. เสนอกรมราชทัณฑ์และเรือนจำกลางบางขวาง ยกเลิกข้อบังคับให้ผู้ต้องขังติดต่อทางจดหมายได้เฉพาะญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น

 

วสันต์กล่าวว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดของเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อเดือนเมษายน 2566 ระบุว่า ปัจจุบันผู้ร้องถูกควบคุมตัวอยู่แดน 2 เรือนจำกลางบางขวาง เมื่อปี 2564 ทางเรือนจำออกข้อบังคับให้ผู้ต้องขังติดต่อบุคคลภายนอกได้เฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถติดต่อบุคคลอื่นได้ 

 

เนื่องจากบิดาและมารดาของผู้ร้องเสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ ผู้ร้องยังไม่สามารถส่งจดหมายติดต่อเพื่อนหรือบุคคลที่ผู้ร้องรู้จักได้ เนื่องจากเรือนจำมีข้อบังคับเพื่อป้องกันผู้ต้องขังส่งข้อความที่อาจผิดกฎหมายไปยังบุคคลภายนอก ผู้ร้องเห็นว่า เรือนจำสามารถตรวจสอบข้อความในจดหมายได้อยู่แล้ว ประกอบกับเรือนจำอื่นๆ อนุญาตให้ผู้ต้องขังติดต่อกับบุคคลภายนอกได้ จึงขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องขังที่พึงได้รับตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 36 บัญญัติรับรองให้บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกัน การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 17 ที่รับรองว่า บุคคลจะถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัวหรือการติดต่อสื่อสารโดยพลการหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ โดยพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 60 ได้บัญญัติรับรองสิทธิของผู้ต้องขังที่จะได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับบุคคลภายนอกได้ โดยบุคคลที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเรือนจำเพื่อเยี่ยมผู้ต้องขังจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ที่ประกาศไว้ 

 

นอกจากนี้ ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) หรือข้อกำหนดแมนเดลา ข้อ 58 ยังกำหนดให้ผู้ต้องขังต้องได้รับอนุญาตให้สื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยมีการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น ทั้งในรูปแบบการเขียนจดหมายและการเยี่ยม 

 

วสันต์กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบปรากฏว่า พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องขังกับบุคคลภายนอก กรณีสื่อสารทางจดหมาย ไม่ได้กำหนดให้ผู้ต้องขังสามารถติดต่อได้เฉพาะญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ยกเว้นกรณีติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์หรือเครือข่ายคมนาคมที่เรือนจำจะอนุญาตให้ผู้ต้องขังติดต่อเฉพาะญาติเท่านั้น ส่วนกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะติดต่อกับผู้ต้องขังไว้ล่วงหน้า เรือนจำสามารถกำหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะติดต่อกันไว้ล่วงหน้า จำนวนไม่เกิน 10 รายชื่อ ซึ่งเป็นการดำเนินการกรณีบุคคลเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังในเรือนจำเท่านั้น โดยไม่มีระเบียบใดกำหนดให้ผู้ต้องขังต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะสื่อสารทางจดหมายไว้ล่วงหน้า

 

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการคุมขังและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในแดนความมั่นคงสูงสุด และเรือนจำความมั่นคงสูงสุด พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้เรือนจำความมั่นคงสูงสุด 5 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางเขาบิน เรือนจำกลางระยอง เรือนจำกลางพิษณุโลก เรือนจำกลางคลองไผ่ และเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช จัดให้ผู้ต้องขังพึงได้รับการเยี่ยมเยือนหรือติดต่อบุคคลภายนอก ก็กำหนดเพียงให้เรือนจำแต่ละแห่งจัดทำฐานข้อมูลทะเบียนรายชื่อญาติเพื่อสิทธิในการเยี่ยมผู้ต้องขังผ่านจอภาพ 

 

โดยพบว่ามีเพียงเรือนจำกลางเขาบินที่มีข้อบังคับกำหนดให้ผู้ต้องขังจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่จะติดต่อทางจดหมาย เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่จะติดต่อมีความสัมพันธ์กับผู้ต้องขังจริง แต่จะอนุญาตให้ผู้ต้องขังเปลี่ยนแปลงรายชื่อบุคคลในบัญชีได้เดือนละ 1 ครั้ง ขณะที่เรือนจำความมั่นคงสูงสุดอีก 4 แห่ง ไม่มีข้อบังคับกำหนดให้ผู้ต้องขังต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่จะติดต่อทางจดหมาย และอนุญาตให้ผู้ต้องขังสื่อสารทางจดหมายกับบุคคลที่ไม่ใช่ญาติได้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาในจดหมายตามระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องก่อน

 

วสันต์กล่าวว่า การที่เรือนจำกลางบางขวางซึ่งไม่ได้เป็นเรือนจำความมั่นคงสูงสุด ออกข้อบังคับกำหนดให้ผู้ต้องขังต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ที่จะติดต่อสื่อสารทางจดหมายไว้ และบุคคลดังกล่าวต้องมีความสัมพันธ์เป็นบิดา มารดา ภรรยา บุตร พี่น้องร่วมบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และหลานของผู้ต้องขังเท่านั้น แม้ข้อบังคับดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการลักลอบสื่อสารข้อความที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายก็ตาม แต่เรือนจำกลางบางขวางในฐานะผู้ถูกร้องก็สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบจดหมายของผู้ต้องขังเพื่อดูเนื้อความในจดหมายได้ตามกฎหมาย และหากตรวจสอบพบว่าเนื้อความในจดหมายเป็นการสื่อสารที่ก่อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมาย เรือนจำฯ ย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องขังแก้ไข ระงับการส่ง สั่งให้ทำลาย หรือดำเนินการสอบสวนหรือส่งเรื่องฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เพื่อป้องกันเหตุข้างต้นโดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้ต้องขังจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่จะติดต่อสื่อสารทางจดหมายไว้ล่วงหน้า 

 

การออกข้อบังคับของเรือนจำกลางบางขวางที่กำหนดให้ผู้ต้องขังทำบัญชีส่งรายชื่อผู้ที่จะติดต่อสื่อสารทางจดหมาย รวมทั้งกำหนดให้บุคคลนั้นต้องเป็นญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น จึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้ร้อง รวมถึงผู้ต้องขังรายอื่นโดยไม่จำเป็น เป็นการเพิ่มภาระและจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 26 ไม่สอดคล้องกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการตรวจสอบจดหมาย เอกสาร พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่น หรือสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคม ซึ่งมีถึงหรือจากผู้ต้องขังในสถานที่กักขัง พ.ศ. 2561 รวมทั้งข้อกำหนดแมนเดลา การกระทำของเรือนจำกลางบางขวาง ผู้ถูกร้อง จึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 จึงมีข้อเสนอแนะให้เรือนจำกลางบางขวางและกรมราชทัณฑ์สั่งการเรือนจำทั่วประเทศพิจารณาทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกข้อบังคับเรือนจำที่กำหนดให้ผู้ต้องขังจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่จะติดต่อสื่อสารทางจดหมาย ซึ่งจำกัดเพียงญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น โดยพิจารณาตามความเหมาะสมกับระดับความมั่นคงของแต่ละเรือนจำต่อไป

The post กสม. แนะราชทัณฑ์ยกเลิกกฎห้ามผู้ต้องขังติดต่อผู้ที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดทุกเรือนจำทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ส่งหนังสือด่วนที่สุด ขอให้ตรวจสอบการทำงานตำรวจคดี ‘ป้าบัวผัน’ กังวลชาวเน็ตเปิดข้อมูลเยาวชนที่ก่อเหตุ https://thestandard.co/nhrc-auntie-bua-pan-case/ Fri, 26 Jan 2024 07:57:32 +0000 https://thestandard.co/?p=892553

วันนี้ (26 มกราคม) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยช […]

The post กสม. ส่งหนังสือด่วนที่สุด ขอให้ตรวจสอบการทำงานตำรวจคดี ‘ป้าบัวผัน’ กังวลชาวเน็ตเปิดข้อมูลเยาวชนที่ก่อเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มกราคม) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความเห็นต่อคดีเยาวชนก่อเหตุทำร้ายร่างกายและฆ่า บัวผัน  ตันสุ หรือ ป้าบัวผัน ซึ่งต่อมาปรากฏว่า ปัญญา คงคำแสน หรือ ลุงเปี๊ยก สามีของผู้ตายถูกกระทำทรมานและบังคับข่มขู่เพื่อให้รับสารภาพว่าก่อเหตุ ว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลย 

 

วสันต์ระบุว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 มกราคม 2567 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ถึงอัยการสูงสุด และประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และกำหนดมาตรการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้เสียหายแล้ว

 

ขณะเดียวกัน กสม. มีความห่วงกังวลกรณีที่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และเพจต่างๆ ได้เผยแพร่ภาพที่เป็นการเปิดเผยอัตลักษณ์ ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชนผู้ก่อเหตุและครอบครัวอย่างแพร่หลาย อันกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศชื่อเสียง และครอบครัว ตามที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 32 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 

 

ทั้งยังขัดต่อหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ระบุว่า เด็กมีสิทธิที่จะได้รับความเคารพในความเป็นส่วนตัวในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และแม้แต่ในกระบวนการชั้นพิจารณาก็สมควรจะต้องหลีกเลี่ยงการแสดงตัวเด็กต่อสาธารณชน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานและชื่อของเด็ก

The post กสม. ส่งหนังสือด่วนที่สุด ขอให้ตรวจสอบการทำงานตำรวจคดี ‘ป้าบัวผัน’ กังวลชาวเน็ตเปิดข้อมูลเยาวชนที่ก่อเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้กรณีตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาขัดขวาง-คุกคามการชุมนุมโดยสงบของเด็ก ละเมิดสิทธิฯ แนะระวังในการจับกุม https://thestandard.co/nhrct-on-blocking-juvenile-rally/ Fri, 20 Oct 2023 00:46:29 +0000 https://thestandard.co/?p=856643 กสม. เผยถึงการ ละเมิดสิทธิ การชุมนุมโดยสงบ ของเด็ก

วานนี้ (19 ตุลาคม) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยช […]

The post กสม. ชี้กรณีตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาขัดขวาง-คุกคามการชุมนุมโดยสงบของเด็ก ละเมิดสิทธิฯ แนะระวังในการจับกุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. เผยถึงการ ละเมิดสิทธิ การชุมนุมโดยสงบ ของเด็ก

วานนี้ (19 ตุลาคม) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 จากผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการชุมนุมที่ส่วนใหญ่มีเด็กเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก เมื่อปี 2563-2564 มีเด็กบางส่วนแสดงออกถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเองทั้งในโรงเรียนและพื้นที่สาธารณะ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาข่มขู่ คุกคาม ใช้ความรุนแรง รวมทั้งใช้วิธีการต่างๆ เพื่อปราบปรามการแสดงออกของเด็ก ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลและความหวาดกลัวต่อเด็กที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพของตน จึงขอให้ตรวจสอบ 

 

วสันต์กล่าวว่า กสม. ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุม พิจารณาหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนข้อเท็จจริงจากหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กที่ออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมหรือไม่ 

 

โดยเห็นว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) กำหนดว่า เด็ก หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี การกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็กนั้น ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก เด็กมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีในทุกๆ เรื่องที่มีผลกระทบต่อตนเอง ทั้งยังมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ และจะไม่ถูกแทรกแซงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในความเป็นอยู่ส่วนตัว ครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ 

 

ทั้งนี้ ในการจับกุม กักขัง หรือจำคุกเด็กต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยจะใช้เป็นมาตรการสุดท้ายและให้มีระยะเวลาที่สั้นที่สุด โดยต้องถูกแยกและได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ 

 

วสันต์กล่าวอีกว่า ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ประกอบกับพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ได้กำหนดหลักการที่สอดคล้องกันกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกำหนดห้ามไม่ให้จับกุมเด็ก (ผู้ที่อายุต่ำกว่า 15 ปี) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เด็กนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีหมายจับหรือคำสั่งของศาล 

 

ส่วนการจับกุมเยาวชน (ผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไปจนถึง 18 ปี) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในการจับกุมเด็กต้องกระทำอย่างละมุนละม่อมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก โดยเด็กต้องได้รับแจ้งการจับ ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา รวมทั้งสิทธิตามกฎหมายด้วย

 

วสันต์ระบุว่า จากการตรวจสอบ กสม. มีความเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กที่ออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุม สรุปได้ดังนี้

 

1. ประเด็นการจับกุมเด็ก ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในช่วงที่เด็กออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างแพร่หลายในพื้นที่สาธารณะ ระหว่างปี 2563-2564 พบกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมเด็กด้วยความรุนแรงเกินกว่าเหตุเป็นจำนวนมาก บางรายไม่ได้รับการแจ้งสิทธิระหว่างจับกุม พบการรัดข้อมือเด็กด้วยสายรัดพลาสติกระหว่างควบคุมตัว

 

และโดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการตรวจสอบว่าผู้ถูกจับกุมเป็นบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีหรือไม่ ทำให้เด็กถูกควบคุมตัวรวมกับผู้ถูกจับกุมที่เป็นผู้ใหญ่ อันเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และ ‘หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก’ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายและกติการะหว่างประเทศ

2. ประเด็นการดำเนินคดีอาญาต่อเด็ก นับตั้งแต่ปี 2563 ถึงต้นปี 2566 มีเด็กประมาณ 300 คน ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุม โดยเด็กบางรายถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายคดี ฐานความผิดส่วนใหญ่มีโทษจำคุก ในจำนวนนี้มีหลายฐานความผิดที่กำหนดโทษไว้สูง และประมาณ 3 ใน 4 ของคดีทั้งหมดเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในห้วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ดังนั้นคดีที่ยังคงค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีชั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพนักงานอัยการ หรือการพิจารณาคดีของศาล จึงอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อไปอีก

 

รวมทั้งหากพิจารณาชั่งน้ำหนักอย่างถี่ถ้วน เพื่อประเมินผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากการดำเนินคดีต่อเด็ก กับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กหากปล่อยให้เด็กที่ถูกดำเนินคดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาไปจนจบสิ้นกระบวนการทุกรายแล้ว ก็อาจเล็งเห็นได้ว่าจะไม่เกิดผลดีกับเด็กมากนัก และอาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับ ‘หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก’ ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

 

3. ประเด็นการข่มขู่คุกคามเด็ก จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ปรากฏพฤติการณ์ของบุคลากรทางการศึกษามากกว่า 100 กรณี แสดงออกในลักษณะของการสั่งห้าม ขัดขวาง ตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรง ยึดอุปกรณ์และสิ่งของ หรืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสอดส่องและกดดันนักเรียนภายในโรงเรียน เพื่อไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองหรือเรียกร้องต่างๆ



ส่วนกรณีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการเข้าไปถ่ายภาพนักเรียนที่จัดกิจกรรมในสถานศึกษา มีการกดดันผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงครอบครัวของนักเรียนไม่ให้จัดหรือเข้าร่วมกิจกรรมและการชุมนุม รวมทั้งมีการเฝ้าติดตามเด็กที่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับหน้าที่พื้นฐานของรัฐที่จะต้องละเว้นไม่เข้าไปแทรกแซงการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบโดยไม่มีเหตุจำเป็น ทั้งยังกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของเด็ก จึงรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

วสันต์กล่าวว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สรุปดังนี้

 

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความระมัดระวังในการใช้กำลังจับกุมผู้ชุมนุม โดยต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ที่กำลังจะจับกุมเป็นบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีหรือไม่ หากเป็นการจับกุมเด็กและเยาวชนจะต้องกระทำโดยละมุนละม่อม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และพอสมควรแก่เหตุกับพฤติการณ์ของผู้ถูกจับ โดยต้องแจ้งให้ผู้ปกครองหรือผู้ที่เด็กและเยาวชนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมตัวทันที งดเว้นการใช้เครื่องพันธนาการกับเด็กและเยาวชนทั้งในขณะที่จับกุมและระหว่างควบคุมตัว แยกพื้นที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาเด็กไม่ให้ปะปนกับผู้ใหญ่

 

งดเว้นการเข้าไปติดตาม สอดส่อง หรือรบกวนพื้นที่ชีวิตส่วนตัวเกินกว่าเหตุโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ รวมทั้งเร่งรัดการสืบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงานอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กและเยาวชนในการชุมนุมระหว่างปี 2563-2564 หากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใดกระทำการดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการลงโทษตามสัดส่วนของความรับผิด เพื่อป้องปรามเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนให้สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

 

2. กระทรวงศึกษาธิการ ทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการกำกับดูแลสถานศึกษาในสังกัด เพื่อสร้างหลักประกันไม่ให้เกิดกรณีการข่มขู่ คุกคาม หรือลงโทษนักเรียนที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกถึงประเด็นปัญหาต่างๆ และเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ

 

3. สภาผู้แทนราษฎร ควรเร่งดำเนินการศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงในรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี เพื่อให้เกิดการตรากฎหมายยุติการดำเนินคดีต่อเด็กและเยาวชน รวมทั้งการนิรโทษกรรมให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกฎหมาย ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อให้การปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นภาระต่อเด็กเกินสมควร 

 

ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ กสม. ได้เสนอไว้จากการประชุมเพื่อแสวงหาทางออกกรณีสิทธิเด็กกับสถานการณ์การชุมนุม และการลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมแต่ละครั้ง เพื่อสอดส่องดูแล และร่วมกันวางแนวปฏิบัติต่อเด็กในพื้นที่การชุมนุมให้เป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกฎหมายและหลักสากล

The post กสม. ชี้กรณีตำรวจและบุคลากรทางการศึกษาขัดขวาง-คุกคามการชุมนุมโดยสงบของเด็ก ละเมิดสิทธิฯ แนะระวังในการจับกุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้วิจิตรศิลป์ มช. ไม่แจ้งผลพิจารณาคำขอใช้พื้นที่ และขัดขวางไม่ให้นักศึกษาเข้าใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรม เป็นการละเมิดเสรีภาพวิชาการ https://thestandard.co/nhrc-say-fine-arts-space-rental/ Fri, 19 May 2023 14:36:32 +0000 https://thestandard.co/?p=792940 วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยช […]

The post กสม. ชี้วิจิตรศิลป์ มช. ไม่แจ้งผลพิจารณาคำขอใช้พื้นที่ และขัดขวางไม่ให้นักศึกษาเข้าใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรม เป็นการละเมิดเสรีภาพวิชาการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 18/2566 โดยกล่าวว่า

 

จากกรณีนักศึกษาสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ขอใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่คณะวิจิตรศิลป์ไม่พิจารณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ และต่อมาคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ร่วมกันเข้าไปในหอศิลปวัฒนธรรม ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก 

 

กระทั่งพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้นักศึกษาและอาจารย์เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เหตุเกิดระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2564 กสม. เห็นว่าการขัดขวางไม่ให้นักศึกษาแสดงผลงานศิลปะในพื้นที่หอศิลปวัฒนธรรม และการแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว อาจขัดต่อหลักเสรีภาพทางวิชาการ จึงมีมติหยิบยกตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560  

 

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้รับรองสิทธิของบุคคลที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และมีเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงมีเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นทุกประเภทโดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ในรูปศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก

 

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ ได้มีหนังสือถึงคณะวิจิตรศิลป์เพื่อขอใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมให้นักศึกษาจัดแสดงผลงานและให้อาจารย์ประจำสาขาวิชาตรวจให้คะแนน โดยกำหนดจัดแสดงผลงานระหว่างวันที่ 16-22 ตุลาคม 2564 ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณาก่อนมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ คณะกรรมการดำเนินงานหอศิลปวัฒนธรรมได้มีหนังสือขอให้นักศึกษาจัดส่งรายละเอียดผลงานศิลปะและเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง แต่ยังไม่พิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ โดยในการขอใช้พื้นที่ของนักศึกษาได้ระบุระยะเวลาการขอใช้พื้นที่ไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปบัณฑิตได้มีหนังสือสอบถามผลการพิจารณาและขอให้แจ้งผลอย่างเร่งด่วน เพื่อให้นักศึกษาได้จัดเตรียมติดตั้งผลงานให้ทันตามกำหนดระยะเวลา นอกจากนี้ การที่คณะวิจิตรศิลป์ได้ล็อกประตูรั้ว ประตูทางเข้า และตัดน้ำ ตัดไฟ ส่งผลเป็นการขัดขวางไม่ให้นักศึกษาเข้าไปใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรม ทั้งที่เคยเปิดให้อาจารย์และนักศึกษาเข้าไปปฏิบัติงานได้เป็นการทั่วไป จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่อาจารย์และนักศึกษาต้องตัดโซ่ล็อกประตูรั้วและประตูทางเข้าเพื่อเข้าไปใช้พื้นที่ และเป็นที่มาของการแจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์และนักศึกษาซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่คณะวิจิตรศิลป์โดยคณะกรรมการฯ ไม่แจ้งผลการพิจารณาให้นักศึกษาทราบในเวลาอันสมควร และขัดขวางไม่ให้อาจารย์และนักศึกษาเข้าไปใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมในการจัดแสดงผลงานศิลปะ จึงกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าท้ายที่สุดนักศึกษาจะสามารถเข้าไปจัดแสดงผลงานศิลปะในหอศิลปวัฒนธรรม และผลการศึกษาผ่านการรับรองจากคณะวิจิตรศิลป์ อันถือได้ว่ามีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว แต่เมื่อพิจารณาขั้นตอนการพิจารณาคำขออนุญาตใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมของคณะวิจิตรศิลป์ การขอใช้พื้นที่ไม่ได้กำหนดรายละเอียดหรือหลักเกณฑ์ให้ผู้ขอใช้พื้นที่ต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานประกอบการขออนุญาตไว้ให้ชัดเจน และไม่มีการแจ้งมาตรการว่าหากผู้ยื่นคำขออนุญาตใช้พื้นที่ไม่จัดส่งเอกสารดังกล่าวจะมีผลต่อการพิจารณาอนุญาตอย่างไร รวมทั้งไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาคำขอที่ชัดเจน แต่ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงอาจทำให้การพิจารณาคำขอล่าช้า ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาในการขอใช้พื้นที่ และอาจส่งผลให้มีการใช้ดุลพินิจที่ก่อให้เกิดภาระแก่ผู้ขอใช้พื้นที่เกินความจำเป็น 

 

สำหรับประเด็นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับอาจารย์และนักศึกษาที่ร่วมเข้าไปในพื้นที่หอศิลปวัฒนธรรม ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์นั้น เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเรียกหลักฐานเพิ่มเติม หากอาจารย์และนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีเห็นว่าตนเองถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ก็สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ใช้ความระมัดระวังในการใช้ดุลพินิจที่อาจกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ และให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิจิตรศิลป์ ปรับแก้ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเกี่ยวกับขั้นตอนการขอใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรมเพื่อจัดแสดงผลงานของนักศึกษา และกำหนดกรอบระยะเวลาการยื่นคำขอและระยะเวลาในการพิจารณาคำขออนุญาตให้ชัดเจน รวมทั้งให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้อาจารย์ประจำสาขาวิชา และ/หรือนักศึกษาที่ขอใช้พื้นที่หอศิลปวัฒนธรรม ได้เข้าชี้แจงหรือแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการดำเนินงานหอศิลปวัฒนธรรมเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอ โดยให้คำนึงถึงเสรีภาพทางวิชาการด้วย ทั้งนี้ ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้

The post กสม. ชี้วิจิตรศิลป์ มช. ไม่แจ้งผลพิจารณาคำขอใช้พื้นที่ และขัดขวางไม่ให้นักศึกษาเข้าใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรม เป็นการละเมิดเสรีภาพวิชาการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ผิดหวัง ครม. เลื่อนบังคับใช้กฎหมายป้องกันซ้อมทรมาน-อุ้มหาย กระทบสิทธิประชาชนและความน่าเชื่อถือประเทศ https://thestandard.co/cabinet-postpone-law-enforcement/ Thu, 16 Feb 2023 05:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=751311 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมน […]

The post กสม. ผิดหวัง ครม. เลื่อนบังคับใช้กฎหมายป้องกันซ้อมทรมาน-อุ้มหาย กระทบสิทธิประชาชนและความน่าเชื่อถือประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเดิมจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 โดยให้ขยายกำหนดเวลาการมีผลบังคับใช้ของมาตรา 22-25 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญ ออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2566 นั้น 

 

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผิดหวัง และเป็นห่วงว่าประชาชนยังอาจถูกละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายโดยกระบวนการจับกุมและสอบสวนที่ขัดต่อกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงถึงผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี 2550 และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ไทยได้แสดงเจตนารมณ์เข้าเป็นภาคีไว้ตั้งแต่ปี 2555

 

สำหรับประเด็นที่มีข้อถกเถียงว่าการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวเพื่อขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้หรือไม่นั้น เพื่อให้สิ้นความสงสัยและเป็นบรรทัดฐานในโอกาสต่อๆ ไป กสม. เห็นควรให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเสนอเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยด้วย

 

“กสม. ได้รับทราบปัญหาและข้อจำกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเรื่องความพร้อมด้านอุปกรณ์การบันทึกภาพและเสียง ความพร้อมของบุคลากรในการปฏิบัติตามกฎหมาย และความไม่ชัดเจนในแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานกลาง อย่างไรก็ดี กสม. และผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีทางออกและข้อยกเว้นอยู่แล้ว และเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าออกไปจะส่งผลกระทบมากกว่า โดยเฉพาะต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของประชาชน” วสันต์กล่าว

 

วสันต์ยังกล่าวอีกว่า ระหว่างที่มีการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายมาตราที่สำคัญออกไป ขอให้รัฐบาลเร่งเตรียมความพร้อมและแก้ปัญหาข้อจำกัดในทุกด้าน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีการขอเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก

The post กสม. ผิดหวัง ครม. เลื่อนบังคับใช้กฎหมายป้องกันซ้อมทรมาน-อุ้มหาย กระทบสิทธิประชาชนและความน่าเชื่อถือประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ สถานปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่ต้องการบวชแสดงผลตรวจ HIV เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งสุขภาพ https://thestandard.co/nhrc-hiv-result/ Thu, 08 Dec 2022 08:41:29 +0000 https://thestandard.co/?p=721367 กสม.

วันนี้ (8 ธันวาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน […]

The post กสม. ชี้ สถานปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่ต้องการบวชแสดงผลตรวจ HIV เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม.

วันนี้ (8 ธันวาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ บุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 43/2565 

 

วสันต์เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมกราคม 2564 เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งสุขภาพ ระบุว่า เว็บไซต์ของสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งได้แจ้งให้ผู้หญิงที่สนใจจะบวชชีกับสถานปฏิบัติธรรมแห่งนั้น ต้องแสดงหนังสือรับรองของแพทย์ที่ระบุถึงผลตรวจเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) ประกอบการพิจารณาขอรับบวชด้วย ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ประสงค์จะบวช จึงขอให้ตรวจสอบ

 

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ให้การรับรองว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิ เสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายหรือสุขภาพ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ นอกจากนี้มาตรา 31 ยังให้การรับรองเสรีภาพของบุคคลในการนับถือศาสนา ซึ่งย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน ด้วย 

 

จากการตรวจสอบและการรับฟังข้อเท็จจริง สถานปฏิบัติธรรมผู้ถูกร้องชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาลิดรอนสิทธิของผู้ติดเชื้อ HIV การขอให้ผู้ที่ประสงค์จะบวชชีตรวจโรคต่างๆ ได้แก่ HIV, วัณโรค, ไวรัสตับอักเสบ และสารเสพติด เป็นไปเพื่อการดูแลคนที่มาอยู่รวมกันหมู่มาก ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างถูกสุขอนามัยเท่านั้น 

 

ด้านกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับการแพร่เชื้อ HIV สรุปได้ว่า เชื้อ HIV จะไม่ติดต่อจากการทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป เช่น การจับมือ การใช้ห้องน้ำ การรับประทานอาหารร่วมกัน การสัมผัสเหงื่อ น้ำตา น้ำลายที่ไม่มีเลือด หรือน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ เป็นต้น และไม่ติดต่อผ่านทางระบบหายใจ แต่จะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ หรือการได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อเท่านั้น 

 

อีกทั้งเชื้อ HIV เป็นเชื้อที่ตายง่ายเมื่ออยู่นอกร่างกาย หากผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับประทานยาต้านเชื้ออย่างต่อเนื่อง ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป และอาจตรวจไม่พบเชื้อหรือพบแต่น้อยมากในระดับที่ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

 

เมื่อตรวจสอบระเบียบปฏิบัติของมูลนิธิสถาบันแม่ชีไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กำหนดหนึ่งในคุณลักษณะของผู้ที่ประสงค์จะบวชชีไว้ในระเบียบว่า มิได้เป็นโรคที่ต้องห้าม อันเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจ ประกอบกับปรากฏข้อเท็จจริงว่า สำนักชีแห่งหนึ่งซึ่งลงทะเบียนกับมูลนิธิสถาบันแม่ชีไทยเคยอนุญาตให้ผู้ติดเชื้อ HIV บวชชีได้ในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากไม่ได้ขัดต่อระเบียบปฏิบัติ อีกทั้งการปฏิบัติธรรมในระหว่างการบวชชีไม่มีกิจกรรมใดที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ของเชื้อ

 

ขณะเดียวกันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ให้ข้อเท็จจริงว่า กฎ ระเบียบ และพุทธบัญญัติ ไม่มีการบัญญัติกรณีการบรรพชาอุปสมบทให้กับผู้ติดเชื้อ HIV มีเพียงแนวทางการปฏิบัติในปัจจุบันที่การบรรพชาอุปสมบทให้กับผู้ที่ติดเชื้อ HIV ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพระอุปัชฌาย์ในการพิจารณาว่า อาการเจ็บป่วยของโรคเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาพระธรรมหรือไม่ 

 

นอกจากนี้กฎมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับการบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุสงฆ์ก็กำหนดเพียงว่า ผู้ประสงค์จะบรรพชาต้องเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ และมีเพียงข้อห้ามของมหาเถรสมาคมที่ไม่อนุญาตให้บรรพชาอุปสมบทกับคนที่มีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น วัณโรคในระยะอันตราย เท่านั้น 

 

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. จึงเห็นว่า การกำหนดให้ผู้ประสงค์จะบวชชีต้องแสดงเอกสารตรวจสุขภาพ โดยระบุให้ตรวจเชื้อ HIV ก่อนจะรับเข้าบวช เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินสมควรแก่ความจำเป็น จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยอาศัยเหตุแห่งสุขภาพ 

 

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 พบว่า สถานปฏิบัติธรรมผู้ถูกร้องได้ยกเลิกเงื่อนไขให้ผู้ประสงค์จะบวชชีต้องแสดงหนังสือรับรองผลการตรวจเชื้อ HIV แล้ว จึงถือว่าข้อร้องเรียนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว 

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยให้ทั้งสองหน่วยงานประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV ให้กับหน่วยงานศาสนาต่างๆ เช่น วัดพระพุทธศาสนา, สำนักสงฆ์, สำนักชีไทย, สถานที่ปฏิบัติธรรม และอื่นๆ เพื่อให้มีความเข้าใจและมิให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยอาศัยเหตุแห่งการติดเชื้อ HIV มาเป็นข้อจำกัดที่ลิดรอนโอกาสในการเข้าถึงเสรีภาพในการปฏิบัติตามหลักศาสนาทุกศาสนา

The post กสม. ชี้ สถานปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่ต้องการบวชแสดงผลตรวจ HIV เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีมีภาระงานหนัก กระทบสิทธิในการพักผ่อนและสร้างครอบครัว ถือเป็นการละเมิดสิทธิฯ https://thestandard.co/legal-execution-department-011265/ Thu, 01 Dec 2022 07:44:42 +0000 https://thestandard.co/?p=718507 กรมบังคับคดี

วันนี้ (1 ธันวาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน […]

The post กสม. ชี้เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีมีภาระงานหนัก กระทบสิทธิในการพักผ่อนและสร้างครอบครัว ถือเป็นการละเมิดสิทธิฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบังคับคดี

วันนี้ (1 ธันวาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 42/2565 โดยมีวาระสำคัญ เรื่องผลการตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีมีภาระงานหนัก ไม่ได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาที่เหมาะสม กระทบสิทธิในการพักผ่อนและการสร้างครอบครัว เป็นการละเมิดสิทธิ

 

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 จากประชาชนผู้ไปติดต่อราชการกับสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง กรมบังคับคดี โดยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวมีภาระงานมาก ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และพบว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนแม้จะต้องทำงานหนักแต่ยังไม่ได้บรรจุเข้ารับราชการ ประกอบกับการได้รับรายได้น้อยส่งผลกระทบต่อการสร้างครอบครัว จึงขอให้ตรวจสอบ

 

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลมีสิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เท่าเทียมกันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน มีความเป็นอยู่ที่เหมาะสมสำหรับตนเองและครอบครัวในการดำรงชีวิต ตลอดจนมีสิทธิในการพักผ่อน มีเวลาว่าง และข้อจำกัดที่สมเหตุผลในเรื่องเวลาทำงาน และมีวันหยุดเป็นครั้งคราวโดยได้รับค่าตอบแทน ดังที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ให้การรับรองไว้ ประกอบกับการจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนนอกเหนือจากต้องมุ่งเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐแล้ว จะต้องเป็นไปเพื่อให้ข้าราชการพลเรือนมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย โดยเป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ข้าราชการพลเรือนเพื่อให้ข้าราชการพลเรือนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 34 และ 72 และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีด้วย 

 

แม้กรมบังคับคดีจะตระหนักถึงปัญหาภาระงานที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนเจ้าหน้าที่และปัญหาค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง รวมถึงสำนักงานบังคับคดีประจำจังหวัดทั่วประเทศเป็นอย่างดี และได้พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหามาโดยตลอดภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ระหว่างศึกษาการจัดทำร่างพระราชบัญญัติพนักงานบังคับคดี เพื่อปรับปรุงวิธีการได้มาและการดำรงตำแหน่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้การทำงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมชั้นสูง เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการบังคับคดีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานสากล อีกทั้งยังรักษาไว้ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีประสบการณ์ทำงานสูง และสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานโดยได้กำหนดหลักการในการได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ซึ่งจะได้ปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

แต่ทั้งนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีที่ผ่านมาและปัจจุบันยังคงมีภาระงานหนักและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทนที่ได้รับ โดยเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน แต่สามารถเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการได้เพียงไม่เกินวันละ 3 ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งมีเพียงข้าราชการในตำแหน่งนิติกรเท่านั้นที่สามารถได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งพิเศษตามระเบียบของข้าราชการพลเรือน แต่ก็ยังมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ เช่น เงื่อนไขที่ต้องผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ ทำให้บางส่วนยังไม่ได้รับเงินเพิ่มที่ควรได้ กรณีนี้จึงกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ที่เหมาะสมสำหรับตนและครอบครัวในการดำรงชีวิต ตลอดจนสิทธิในการพักผ่อน มีเวลาว่าง ซึ่งไม่สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ตลอดจนหลักการจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดของกรมบังคับคดี

 

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 จึงมีข้อเสนอแนะมาตรการในการป้องกันหรือการแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สรุปได้ดังนี้ 

 

  1. มาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ให้กรมบังคับคดีสำรวจข้อมูล ข้อจำกัด และดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีข้าราชการตำแหน่งนิติกรบางส่วนที่ยังไม่สามารถได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ และประสานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอเรื่องพิจารณาเพิ่มเติมตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากข้าราชการตำแหน่งนิติกรให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ และรวมถึงกรณีขอเพิ่มเติมตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษให้ได้รับเงินเพิ่มของพนักงานราชการตามกระบวนการที่สำนักงาน ก.พ. ให้คำแนะนำด้วย

 

นอกจากนี้ให้สำนักงาน ก.พ. ทบทวนข้อจำกัด และปรับปรุงการเข้าถึงการได้รับการอบรมหลักสูตรนักกฎหมายภาครัฐหรือหลักสูตรอื่นที่เทียบเท่า ซึ่ง ก.พ. กำหนดหรือรับรองไว้เป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติของข้าราชการพลเรือนตำแหน่งนิติกรที่ขอรับการคัดเลือกให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ รวมทั้งให้ข้อมูลแก่กรมบังคับคดีในการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอพิจารณาเพิ่มเติมตำแหน่งให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตลอดทั้งกรณีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. …. ด้วย

 

  1. มาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  

ให้กรมบังคับคดีเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีลักษณะงานไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทนเพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติงาน อาทิ การร่างพระราชบัญญัติเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. …. เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกระบวนการ ขั้นตอน และกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมตามกฎหมายกำหนด

 

รวมทั้งให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ พิจารณาเรื่องที่เสนอให้มีการปรับปรุง หรือเพิ่มเติมสวัสดิการ ค่าตอบแทน ตำแหน่ง อัตรากำลังของกรมบังคับคดีและหน่วยงานภาครัฐอื่นใด โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเรื่องความยากง่าย ความหนักเบาของภาระงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานนั้นๆ ทั้งนี้ ให้มีความสอดคล้องและเทียบเท่ากับงานในลักษณะเดียวกันกับหน่วยงานอื่นด้วย

The post กสม. ชี้เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีมีภาระงานหนัก กระทบสิทธิในการพักผ่อนและสร้างครอบครัว ถือเป็นการละเมิดสิทธิฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. เผย มติ ครม. เพิ่ม ‘โรคจิต-โรคอารมณ์’ ห้ามรับราชการ ชี้เลือกปฏิบัติ ขัดแย้งนโยบายส่งเสริมคนพิการทำงานของหน่วยงานรัฐ https://thestandard.co/nhrc-cabinet-psychosis-mood-disorder/ Thu, 20 Oct 2022 07:32:40 +0000 https://thestandard.co/?p=697751 วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (20 สิงหาคม) เวลา 10.30 น. วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรร […]

The post กสม. เผย มติ ครม. เพิ่ม ‘โรคจิต-โรคอารมณ์’ ห้ามรับราชการ ชี้เลือกปฏิบัติ ขัดแย้งนโยบายส่งเสริมคนพิการทำงานของหน่วยงานรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (20 สิงหาคม) เวลา 10.30 น. วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 เห็นชอบร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เสนอปรับปรุงกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. 2553 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน 

 

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจโรคจิตหรือโรคอารมณ์ผิดปกติโดยคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าว มีการยกเลิก ‘โรควัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ’ ซึ่งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ ออกจากลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน ขณะที่มีการเสนอให้โรคจิต (Psychosis) หรือโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders) ที่มีอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรังและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ เป็นลักษณะต้องห้าม 

 

ต่อมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ กรณีการแก้ไขร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรคดังกล่าว ว่าอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการมีงานทำของกลุ่มคนพิการทางจิตสังคม และกลุ่มผู้ป่วยโรคจิตและโรคอารมณ์ผิดปกติ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและตีตราว่าบุคคลเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้ อันนำไปสู่การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการหรือสุขภาพ 

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา กสม. ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อกรณีการกำหนดให้โรคจิตหรือโรคอารมณ์ผิดปกติ เป็นลักษณะต้องห้ามของการเข้ารับราชการพลเรือน โดยมีผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนหน่วยงานด้านสุขภาพจิต คณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ วุฒิสภา และภาคีเครือข่ายคนพิการ ร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ 

 

ผลจากการประชุมหารือปรากฏรายงานข้อเท็จจริงยืนยันว่า กลุ่มคนพิการทางจิตสังคมและกลุ่มผู้ป่วยทางจิตเวชฯ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและหายขาดจากโรคได้ หากได้รับการบำบัดรักษาฟื้นฟูต่อเนื่อง และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติงานได้

 

ในทางกลับกัน ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. …. กลับไม่ได้ระบุลักษณะของโรคร้ายแรงอื่นที่ปรากฏอาการเด่นชัดหรือเรื้อรัง และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ไว้ด้วย ดังนั้น การระบุชื่อ ‘โรคจิตหรือโรคอารมณ์ผิดปกติ’ ไว้เป็นการเฉพาะ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการหรือสุขภาพ และอาจเป็นการเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน อันส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพของกลุ่มคนพิการทางจิตสังคม และกลุ่มผู้ป่วยทางจิตเวช โรคจิตฯ 

 

ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในหน่วยงานของรัฐ และไม่สอดคล้องตามหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีให้การรับรอง 

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่าการระบุให้โรคจิตหรือโรคอารมณ์ผิดปกติเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน อาจส่งผลให้กลุ่มคนพิการทางจิตสังคมและกลุ่มผู้ป่วยทางจิตเวชฯ ปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการรักษา และทำให้สถานการณ์ความเจ็บป่วยทางจิตเวชในสังคมมีความรุนแรงมากขึ้น 

 

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้นที่ประชุมจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. …. ข้อ 4.2 โดยนำชื่อ ‘โรคจิต (Psychosis) หรือโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders)’ ออกจากร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าว และนำข้อความในกฎ ก.พ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. 2553 ข้อ 5 ‘โรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเด่นชัดหรือรุนแรงและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ตามที่ ก.พ. กำหนด’ มาใช้ มีความครอบคลุมโรคโดยรวมแล้ว และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างแท้จริงได้ 

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้สำนักงาน ก.พ. ศึกษาและพัฒนาระบบการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งความพิการหรือสุขภาพ 

 

“การกำหนดให้โรคจิตหรือโรคอารมณ์ผิดปกติที่มีอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรัง เป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน ต้องคำนึงถึงสิทธิของคนพิการ ซึ่งรวมถึงสิทธิของผู้ป่วยทางจิตเวช โรคจิต และโรคอารมณ์ผิดปกติ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิในการทำงาน สิทธิในโอกาสที่จะหาเลี้ยงชีพโดยงานซึ่งตนเลือกหรือรับอย่างเสรี รวมถึงการที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสุขภาพด้วย ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ ก.พ. ต่อไป” วสันต์กล่าว

The post กสม. เผย มติ ครม. เพิ่ม ‘โรคจิต-โรคอารมณ์’ ห้ามรับราชการ ชี้เลือกปฏิบัติ ขัดแย้งนโยบายส่งเสริมคนพิการทำงานของหน่วยงานรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. แนะ BTS เพิ่มห้องน้ำในสถานีรถไฟฟ้า-ติดตั้งประตูกั้นชานชาลา เพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ https://thestandard.co/nhrc-advice-bts/ Thu, 29 Sep 2022 06:10:28 +0000 https://thestandard.co/?p=688371 กสม. แนะ BTS

วันนี้ (29 กันยายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษย […]

The post กสม. แนะ BTS เพิ่มห้องน้ำในสถานีรถไฟฟ้า-ติดตั้งประตูกั้นชานชาลา เพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. แนะ BTS

วันนี้ (29 กันยายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ระบุว่า ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า BTS ของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ผู้ถูกร้อง) ไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากบางสถานีไม่มีประตูกั้นชานชาลา และเห็นว่ายังขาดสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะห้องน้ำภายในสถานีที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการ และไม่ถูกสุขลักษณะ จึงขอให้ตรวจสอบ

 

กสม. ได้พิจารณาคำร้อง บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชนและคำสั่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 56 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

 

นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ สิทธิของผู้บริโภคที่ได้รับการรับรองไว้ข้างต้นย่อมมีผลผูกพันให้รัฐ รวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะจะต้องบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเช่นว่านั้น

 

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกร้องได้จัดให้มีห้องน้ำเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการครบทั้ง 60 สถานี โดยผู้ใช้บริการสามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีเพื่อขอใช้บริการได้ และมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเป็นประจำ

 

สำหรับประเด็นการติดตั้งประตูกั้นชานชาลา แม้ผู้ถูกร้องจะติดตั้งประตูกั้นชานชาลาไว้จำนวน 11 สถานี จากจำนวนสถานีทั้งหมด 60 สถานี คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 18 ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของจำนวนผู้โดยสารแต่ละสถานี แต่ผู้ถูกร้องได้ดำเนินการเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานีรถไฟฟ้าภายใต้คำแนะนำของบริษัทภายนอกและมีมาตรการลักษณะเดียวกันทุกสถานี ไม่ว่าสถานีนั้นจะมีประตูกั้นชานชาลาหรือไม่ ทั้งยังติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและป้องกันอันตรายให้แก่ผู้ใช้บริการ จึงเห็นว่าผู้ถูกร้องได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ในฐานะผู้บริโภคตามสมควรแก่กรณีแล้ว จึงไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่ผู้ร้องได้ร้องเรียน

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าห้องน้ำบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟฟ้า BTS จำนวนมากเน้นให้บริการพนักงานบริษัทฯ และส่วนใหญ่ไม่มีป้ายแสดงให้ผู้ใช้บริการรับทราบว่ามีห้องน้ำให้บริการอยู่บริเวณใดของสถานี หรือหากต้องการใช้ห้องน้ำจะสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร รวมถึงการมีประตูกั้นชานชาลาเพียง 11 สถานี จาก 60 สถานี อาจทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวกที่เพียงพอและอาจเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดได้

 

กสม. จึงเห็นควรให้มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถูกร้อง และกรุงเทพมหานคร (กทม.) สรุปได้ดังนี้

 

ให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ปรับปรุงและเพิ่มห้องน้ำสาธารณะที่สามารถรองรับการใช้งานของประชาชนผู้ใช้บริการได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการใช้งานของทุกคนที่มิใช่เพียงพนักงานของบริษัทฯ และประชาสัมพันธ์แก่ผู้ใช้บริการได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งและการใช้บริการห้องสุขาภายในสถานีรถไฟฟ้าแต่ละแห่ง

 

ทั้งนี้ให้ กทม. กำกับดูแลการก่อสร้างห้องน้ำสาธารณะให้เพียงพอแก่การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า BTS ด้วย

 

นอกจากนี้ให้บริษัทฯ ติดตั้งประตูกั้นชานชาลาเพิ่มเติมในสถานีรถไฟฟ้าที่มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ในสถานีดังกล่าวมากขึ้นในระดับที่เทียบเคียงกับสถานีที่มีการติดตั้งประตูกั้นชานชาลาอยู่แล้ว

The post กสม. แนะ BTS เพิ่มห้องน้ำในสถานีรถไฟฟ้า-ติดตั้งประตูกั้นชานชาลา เพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ขานรับรัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโควิด ชงยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ฝ่าฝืน https://thestandard.co/nhrc-emergency-decree/ Thu, 29 Sep 2022 05:56:36 +0000 https://thestandard.co/?p=688364

วันนี้ (29 กันยายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษย […]

The post กสม. ขานรับรัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโควิด ชงยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 กันยายน) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ได้มีมติเห็นชอบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 19) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 รวมทั้งบรรดาข้อกำหนด ประกาศและคำสั่ง ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด โดยให้มีผลในวันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไปนั้น

 

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นด้วยและขอขอบคุณ ศบค. ที่มีมติดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลี่คลายไปมากแล้ว และที่ผ่านมาในหลายกรณีการดำเนินการตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดที่ออกตามประกาศดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่ง กสม. เคยมีข้อเสนอให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวมถึงข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 27) ข้อ 11 ด้วยแล้ว

 

กสม. เห็นว่าเมื่อมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวมถึงข้อกำหนด ประกาศและคำสั่งต่างๆ แล้ว พนักงานสอบสวนควรยุติการดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ หรือคดีเกี่ยวเนื่องกับความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีควรใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี หรือหากเห็นว่าสังคมโดยรวมจะไม่ได้รับประโยชน์หากมีการดำเนินคดีก็ควรเสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดในการสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความจำเป็นของการดำเนินคดี รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนเป็นสำคัญ

The post กสม. ขานรับรัฐบาลยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโควิด ชงยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้ฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ห่วงสังคมขาดความตระหนักเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากกรณีคลิปล้อเลียนบนแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ https://thestandard.co/nhrc-opinion-about-lazada-case/ Mon, 09 May 2022 11:47:05 +0000 https://thestandard.co/?p=626455 วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (9 พฤษภาคม) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยช […]

The post กสม. ห่วงสังคมขาดความตระหนักเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากกรณีคลิปล้อเลียนบนแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (9 พฤษภาคม) วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีคลิปโปรโมตของบริษัทแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์แห่งหนึ่ง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลถึงความไม่เหมาะสมว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความห่วงใย และเห็นว่ากรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความตระหนักรู้เรื่องการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พิการหรือทุพพลภาพ ซึ่งต่างมีคุณค่าในฐานะที่เกิดเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันกับบุคคลทั่วไป และไม่ว่าใครก็ไม่ควรปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยที่ทำให้พวกเขามีคุณค่าที่ต่ำลง เพราะแม้ว่าเราทุกคนจะมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพเช่นว่านั้นจะต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น หรือมีผลทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้อยค่าลง 

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่ากรณีนี้บริษัทแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์แห่งดังกล่าวจะได้ออกมาขออภัยในความผิดพลาดและไม่รอบคอบ รวมทั้งผู้จัดทำคลิปอ้างว่าไม่มีเจตนาในการล้อเลียนหรือพาดพิงบุคคลใดก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวถือเป็นบทเรียนของภาคธุรกิจและผู้มีอิทธิพลในสื่อออนไลน์ (Influencer) ในการจัดทำสื่อ ที่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสนับสนุนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งการดำเนินธุรกิจอย่างเคารพสิทธิมนุษยชน ตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ด้วย

 

“การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกันเป็นคุณค่าพื้นฐานสำคัญ ที่สังคมต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้ และไม่ยอมรับในการกระทำอันเป็นการดูหมิ่น หรือด้อยคุณค่าของผู้อื่น ซึ่ง กสม. ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 กสม. เพิ่งมีมติให้แจ้งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องคล้ายคลึงกัน คือ กรณีการดูหมิ่นศักดิ์ศรีคนอีสานในสื่อสังคมออนไลน์กลุ่มคลับเฮาส์ โดยหนึ่งในข้อเสนอคือให้กำหนดแนวทางในการสร้างความตระหนักรู้และค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ที่เคารพในความเป็นส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงของผู้อื่น รวมถึงการรู้เท่าทันภัยจากสื่อออนไลน์ด้วย” วสันต์กล่าว

The post กสม. ห่วงสังคมขาดความตระหนักเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากกรณีคลิปล้อเลียนบนแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ เชียงใหม่ หลังเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอโดยไม่ได้รับความยินยอม-สมัครใจ https://thestandard.co/nhrc-point-out-gov-officials-violate-human-rights-of-ethnic-lahu/ Thu, 24 Mar 2022 08:06:16 +0000 https://thestandard.co/?p=609421 วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (24 มีนาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน […]

The post กสม. ชี้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ เชียงใหม่ หลังเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอโดยไม่ได้รับความยินยอม-สมัครใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วสันต์ ภัยหลีกลี้

วันนี้ (24 มีนาคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ภาณุวัฒน์ ทองสุข ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 11/2565 โดยมีวาระสำคัญ กรณีที่ชาวบ้านหมู่บ้านแกน้อยหย่อมบ้านถ้ำ และบ้านหนองเขียว ในตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนมากได้รับผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายฝ่ายเข้าปิดล้อมหมู่บ้าน และเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของชาวบ้าน โดยอาศัยเหตุแห่งการปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่แนวชายแดน และ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติหยิบยกกรณีดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพในเคหสถาน ขึ้นมาเป็นเรื่องตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น 

 

จากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่า ในระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2564 เจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 ได้ตรวจยึดยาเสพติดจำนวนมากในพื้นที่แนวชายแดนของอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ปิดล้อมและตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอฝาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตรวจยึดยาเสพติดได้ และพื้นที่อำเภอใกล้เคียง รวมถึงอำเภอซึ่งมีพื้นที่ติดแนวชายแดน โดยให้ดำเนินการจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของกลุ่มคนที่น่าสงสัยว่ากระทำความผิดและมีความเกี่ยวเนื่องกับคดียาเสพติด สถานีตำรวจภูธรนาหวายจึงได้ปิดล้อมและตรวจค้นหมู่บ้านแกน้อยหย่อมบ้านถ้ำ และบ้านหนองเขียว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีกลุ่มชาติพันธ์ลาหู่อาศัยอยู่ และได้เก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มเพื่อตรวจสารพันธุกรรมของชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านทั้งสองแห่งจำนวน 51 คน 

 

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 เจ้าหน้าที่ทหารได้ปิดทางเข้า-ออกหมู่บ้านเพียงระยะเวลาชั่วขณะหนึ่ง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนาหวายก็ไม่ได้เข้าไปตรวจค้นภายในบ้านพัก เพียงแต่เรียกให้ชาวบ้านออกมา และชาวบ้านได้ให้ความร่วมมือออกมารวมตัวกันที่ศาลาอเนกประสงค์ของหมู่บ้าน ดังนั้นในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจค้นหมู่บ้านในตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

อย่างไรก็ตาม กรณีการเก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มเพื่อตรวจสารพันธุกรรมของผู้เสียหายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และมีเอกสารที่แสดงว่าผู้เสียหายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอม จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการตรวจเก็บสารพันธุกรรม ไม่ทราบวัตถุประสงค์ในการตรวจเก็บ รวมถึงไม่ทราบว่าวิธีการดังกล่าวจะเป็นการพิสูจน์ตนเองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติด อีกทั้งการลงลายมือชื่อให้ความยินยอมเกิดจากการไม่ทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนหนึ่งอ่านหนังสือไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนาหวายได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ในการตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมให้กับผู้เสียหายทราบ เพียงแต่ขอความร่วมมือในการตรวจเก็บเท่านั้น 

 

การขอความยินยอมจากผู้เสียหายเพื่อเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมในกรณีนี้ จึงยังไม่สอดคล้องกับหลักการให้ความยินยอมโดยอิสระ ซึ่งกำหนดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีทางเลือกในการตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ข้อมูลส่วนใดบ้าง และการไม่ให้ข้อมูลในส่วนนั้นต้องไม่เกิดผลเสียแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในชั้นนี้จึงเชื่อว่าผู้เสียหายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ที่ถูกตรวจเก็บสารตัวอย่างพันธุกรรมไม่ได้ให้ความยินยอมอย่างสมัครใจโดยอิสระและปราศจากการอยู่ภายใต้อำนาจกดดันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ผู้เสียหายที่ถูกตรวจเก็บไม่กล้าที่จะปฏิเสธบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า จึงน่าจะอยู่ในภาวะที่จำต้องให้ความยินยอมในการถูกเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม ดังนั้นจึงเห็นว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของผู้เสียหายโดยไม่ชี้แจงวัตถุประสงค์ให้เข้าใจและได้รับความยินยอมอย่างสมัครใจโดยอิสระ เป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายจนเกินสมควรแก่กรณี อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีผู้เสียหายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ที่ถูกตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมที่ยังเป็นเด็กอายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ จำนวน 3 ราย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนาหวายได้ดำเนินการใดๆ ที่คำนึงถึงสิทธิเด็กที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก เช่น การมีนักสังคมสงเคราะห์ หรือสหวิชาชีพเข้าร่วมในกระบวนการจัดเก็บด้วย ดังนั้นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนาหวาย จึงเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม อันเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอีกประการหนึ่ง 

 

“กสม. เห็นว่า นอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐจะจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของชาวบ้านโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกแล้ว ยังมีกระบวนการตรวจและจัดเก็บข้อมูลผลการตรวจสารพันธุกรรมภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย และเมื่อนโยบายดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมาย การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงย่อมมีความเสี่ยงที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” วสันต์กล่าว

 

วสันต์กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2565 จึงมีข้อเสนอแนะมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สรุปได้ดังนี้

 

  1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำและทำความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลที่จำเป็นให้แก่บุคคลที่จะต้องถูกเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม โดยต้องให้ผู้ที่จะถูกจัดเก็บให้ความยินยอมโดยสมัครใจ มิใช่การจำยอม รวมทั้งมีมาตรการพิเศษในการดำเนินการกับกลุ่มชาติพันธุ์และเด็ก เช่น การจัดให้มีล่ามภาษาท้องถิ่น และการมีนักสังคมสงเคราะห์ หรือสหวิชาชีพเข้าร่วมในกระบวนการจัดเก็บด้วย และให้ทบทวนการดำเนินนโยบายภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เกี่ยวกับการดำเนินโครงการเก็บและตรวจสารพันธุกรรมของบุคคลกลุ่มเสี่ยงและจากวัตถุพยานที่เกี่ยวข้องกับคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและคดีอาญาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บตรวจสารตัวอย่างพันธุกรรมของบุคคลจะต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็น และอยู่ภายใต้ความยินยอมที่แท้จริงของผู้ถูกจัดเก็บ 

 

สำหรับกรณีที่เข้าจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของชาวบ้านที่หมู่บ้านแกน้อยหย่อมบ้านถ้ำ และหมู่บ้านหนองเขียวเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 ขอให้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 5 และศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ประสานกับนายอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แจ้งผลการตรวจสารพันธุกรรมของผู้ที่ถูกตรวจเก็บตัวอย่างให้รับทราบและเข้าใจผ่านผู้นำชุมชนของทั้งสองหมู่บ้าน ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการยึดยาเสพติดจำนวนมากในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2564 พร้อมสั่งการให้ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ลบหรือทำลายข้อมูลสารพันธุกรรมของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านที่ถูกตรวจเก็บสารตัวอย่างพันธุกรรมออกจากฐานข้อมูล 

 

  1. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ติดตามการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บและตรวจสารพันธุกรรมของบุคคลของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณประจำปี โดยเน้นย้ำให้การดำเนินโครงการต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยต้องแจ้งข้อมูลที่จำเป็นให้ผู้ที่จะต้องถูกเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมทราบ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์ ขั้นตอนและวิธีการจัดเก็บ การนำไปใช้ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้ผู้ที่จะถูกจัดเก็บให้ความยินยอมโดยสมัครใจ มิใช่การจำยอม รวมทั้งมีมาตรการพิเศษในการดำเนินการกรณีผู้ถูกจัดเก็บเป็นเด็กด้วย

The post กสม. ชี้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ เชียงใหม่ หลังเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอโดยไม่ได้รับความยินยอม-สมัครใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ กรณีทหารเยี่ยมครอบครัวผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ปัตตานีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กอ.รมน. แก้แนวปฏิบัติ https://thestandard.co/nhrc-say-soldier-visiting-pattani-is-human-rights-violation/ Thu, 10 Mar 2022 06:04:00 +0000 https://thestandard.co/?p=604037 กสม. ชี้ กรณีทหารเยี่ยมครอบครัวผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ปัตตานีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กอ.รมน. แก้แนวปฏิบัติ

วันนี้ (10 มีนาคม) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม. […]

The post กสม. ชี้ กรณีทหารเยี่ยมครอบครัวผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ปัตตานีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กอ.รมน. แก้แนวปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ กรณีทหารเยี่ยมครอบครัวผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ปัตตานีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กอ.รมน. แก้แนวปฏิบัติ

วันนี้ (10 มีนาคม) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ และ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวประจำสัปดาห์ระบุว่า ตามที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนตุลาคม 2563 ว่าผู้ร้องซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดปัตตานีมีความกังวลจากการที่เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4202 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 เข้าตรวจเยี่ยมบ้านพักและสอบถามถึงสามีของผู้ร้อง เนื่องจากสามีของผู้ร้องเคยตกเป็นจำเลยในคดีวางระเบิดห้างสรรพสินค้าในจังหวัดปัตตานี 

 

แม้ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้อง และสามีของผู้ร้องได้รับการปล่อยตัว เจ้าหน้าที่ทหารได้มาที่บ้านพักหลายครั้ง จนทำให้สามีของผู้ร้องเกิดความหวาดกลัว จึงเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ทหารยังมาที่บ้านพักของผู้ร้องอีกหลายครั้งเพื่อสอบถามความเป็นอยู่ รายละเอียดส่วนบุคคล การใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งถ่ายรูปผู้ร้องและถ่ายรูปบัตรประจำตัวประชาชนผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องและครอบครัวเกิดความวิตกกังวลและหวาดกลัว จึงขอให้ตรวจสอบ

 

เรื่องนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การเข้าตรวจค้นและการเข้าพบปะเยี่ยมเยียนเครือญาติบุคคลเป้าหมายเป็นไปเพื่อสอบถามข้อมูล ซึ่งในการเข้าพบแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่จะแสดงตน แจ้งสังกัด รวมทั้งวัตถุประสงค์ของการเยี่ยมเยียน และมีการลงบันทึกการตรวจเยี่ยมทุกครั้ง 

 

ส่วนกรณีการไปพบปะที่บ้านพักเพื่อเยี่ยมเยียนบุคคลที่เคยถูกจับกุมและพ้นโทษแล้ว เป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า โดยใช้ชุดจรยุทธ์ในพื้นที่ ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ

 

กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32 ได้รับรองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลไว้ การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ อันสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 17 ที่ได้รับรองสิทธิของบุคคลที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมิให้ถูกแทรกแซงความเป็นอยู่ส่วนตัวโดยพลการไว้เช่นเดียวกัน 

 

กรณีตามคำร้องแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า การที่เจ้าหน้าที่เดินทางไปพบผู้ร้องที่บ้านพักเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์อันเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ความมั่นคงแห่งรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือการป้องกันอาชญากรรม แต่การดำเนินมาตรการนั้นจะต้องยึดหลักความได้สัดส่วนระหว่างการดำเนินมาตรการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์กับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการแทรกแซงหรือการรุกล้ำสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวด้วย 

 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องและครอบครัวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และสามีผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมาย มิได้พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว แต่การที่เจ้าหน้าที่ไปพบผู้ร้องที่บ้านพักตั้งแต่ปี 2559-2564 หลายสิบครั้ง โดยที่ผู้ร้องไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และบางครั้งมีการสอบถามข้อมูลส่วนตัวในลักษณะติดตาม ตรวจสอบ และเมื่อพิจารณาถึงครอบครัวของผู้ร้องที่มีแต่ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด พร้อมอาวุธครบมือ ไปพบที่บ้านพัก ย่อมสร้างความวิตกกังวลและความหวาดกลัวให้กับครอบครัวของผู้ร้อง มีผลทำให้ผู้ร้องและครอบครัวใช้ชีวิตโดยไม่ปกติสุข 

 

การกระทำของเจ้าหน้าที่กรณีนี้จึงไม่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับผลกระทบที่เกิดขึ้น และไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ระบุให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหากระทบต่อสิทธิมนุษยชน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวในการอยู่หรือพักอาศัย (Territorial Privacy) อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเห็นควรมีมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปได้ดังนี้

 

  1. ควรยกเลิกแนวทางและวิธีปฏิบัติที่ให้หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือติดตามตรวจสอบพฤติกรรมของเครือญาติ ซึ่งเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง

 

  1. ควรปรับปรุงแนวทางหรือวิธีปฏิบัติในการเข้าตรวจเยี่ยมเครือญาติบุคคลเป้าหมายที่คำนึงถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้มีความเหมาะสม ได้สัดส่วน และลดผลกระทบที่จะเกิดกับเครือญาติกลุ่มเป้าหมายในสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว โดยร่วมมือกับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนในพื้นที่ หรือหน่วยงานอื่นในพื้นที่ ในการเข้าตรวจเยี่ยมร่วมกัน และดำเนินการให้เหมาะสม เช่น หากครอบครัวใดมีเฉพาะผู้หญิงและเด็กพักอาศัยอยู่ในบ้าน ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงเข้าตรวจเยี่ยมด้วย เป็นต้น

 

  1. ควรเผยแพร่กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือแนวทางปฏิบัติ ที่มีลักษณะเป็นหลักประกันสิทธิให้กับประชาชน ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ในรูปแบบและภาษาที่ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าใจได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ อันเป็นการลดปัญหาผลกระทบจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

The post กสม. ชี้ กรณีทหารเยี่ยมครอบครัวผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ปัตตานีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ กอ.รมน. แก้แนวปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. เตรียมสอบปมเหยียดหยามคนอีสานใน Clubhouse ห่วงการบูลลี่และการสื่อสารที่สร้างความแตกแยก https://thestandard.co/nhrc-and-insulting-isan-people-in-clubhouse-issue/ Thu, 13 Jan 2022 11:54:14 +0000 https://thestandard.co/?p=582305 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันนี้ (13 มกราคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน […]

The post กสม. เตรียมสอบปมเหยียดหยามคนอีสานใน Clubhouse ห่วงการบูลลี่และการสื่อสารที่สร้างความแตกแยก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันนี้ (13 มกราคม) เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ และ ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 1/2565 โดยมีวาระสำคัญคือ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ได้พิจารณาเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ Clubhouse กระทำการในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม และด้อยค่าคนอีสาน ซึ่งเป็นกรณีที่นำไปสู่การถกเถียงของสังคมในวงกว้างเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า 

 

กรณีดังกล่าวนอกจากเข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ยังไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 17 (1) ซึ่งระบุว่า บุคคลจะถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการติดต่อสื่อสารโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้ และจะถูกลบหลู่เกียรติและชื่อเสียงโดยมิชอบด้วยกฎหมายมิได้ และ (2) บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมิให้ถูกแทรกแซงหรือลบหลู่เช่นว่านั้น 

 

กรณีที่เกิดขึ้นจึงเป็นการตอกย้ำว่าสังคมไทยมีปัญหาในด้านการตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและการเคารพในความแตกต่างของบุคคลทั้งในทางวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต กสม. ยังเห็นว่าปัญหาในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะการสื่อสารที่ลดทอนคุณค่าหรือกระทบกระเทือนจิตใจของผู้อื่น (Bully) และการสื่อสารที่สร้างความแตกแยก (Hate Speech) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมควรให้ความสำคัญและพิจารณาหาแนวทางการป้องกันมิให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นอีก 

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขและป้องกันปัญหาลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กสม. จึงมีมติให้ดำเนินการดังนี้ 

 

  1. รับคำร้องกรณีการเหยียดหยาม ดูถูก และด้อยค่าคนอีสานไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป 

 

  1. ศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความรอบด้านและมีประสิทธิผล

 

  1. ขับเคลื่อนการรณรงค์และเสริมสร้างให้สังคมเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งกันและกัน

The post กสม. เตรียมสอบปมเหยียดหยามคนอีสานใน Clubhouse ห่วงการบูลลี่และการสื่อสารที่สร้างความแตกแยก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. มีมติหยิบยกโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะขึ้นตรวจสอบด่วน แนะ ศอ.บต. ทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็น https://thestandard.co/nhrc-picking-chana-industrial-estate-project-for-checking/ Wed, 15 Dec 2021 05:13:39 +0000 https://thestandard.co/?p=571572 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันนี้ (15 ธันวาคม) เมื่อเวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิม […]

The post กสม. มีมติหยิบยกโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะขึ้นตรวจสอบด่วน แนะ ศอ.บต. ทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันนี้ (15 ธันวาคม) เมื่อเวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ และ ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 12/2564 กรณี กสม. มีมติหยิบยกเรื่องการดำเนินโครงการ ‘เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา’ ขึ้นตรวจสอบเป็นการเร่งด่วน และขอให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พิจารณาทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ตามที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีกล่าวอ้างว่า การดำเนินโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มิได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง และการดำเนินโครงการอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยที่ประชาชนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นได้ปักหลักชุมนุม ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงสัญญาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องจัดให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) แบบมีส่วนร่วมก่อนดำเนินการโครงการนั้น 

 

กสม. ได้ติดตามเฝ้าระวังและลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 ขอให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุมและเร่งรับฟังเสียงของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีมติในการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 52/2564 (27) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 หยิบยกและรับเรื่องร้องเรียนข้างต้นไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 สำนักงาน กสม. ได้มีหนังสือแจ้งไปยังเลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้พิจารณาทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนในโครงการดังกล่าว เนื่องจากได้รับทราบข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ 13-23 ธันวาคม 2564 มีการจัดรับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งใช้รูปแบบการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทาง Zoom Cloud Meeting เท่านั้น โดย กสม. เห็นว่ากระบวนการรับฟังความเห็นจำเป็นต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจและสามารถแสดงความเห็นของตนได้อย่างเสรี การใช้รูปแบบการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพียงช่องทางเดียว ย่อมส่งผลให้ประชาชนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถรับทราบข้อมูลและแสดงความเห็นของตนได้ตามสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยเฉพาะต่อโครงการนี้ที่ยังปรากฏความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน 

 

ดังนั้น กสม. จึงขอให้ ศอ.บต. พิจารณาทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน โดยเพิ่มรูปแบบหรือช่องทางที่เหมาะสมและหลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การจัดเวทีประชุมรับฟังความเห็นในพื้นที่ดำเนินโครงการ เป็นต้น หรือชะลอการรับฟังความเห็นไว้ก่อนจนกว่าจะพิจารณาข้อเรียกร้องของประชาชนแล้วเสร็จ 

 

กสม. ขอขอบคุณที่คณะรัฐมนตรีมีมติวานนี้ (14 ธันวาคม) ให้หน่วยงานรัฐชะลอโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ไว้ก่อน จนกว่าจะดำเนินการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) แล้วเสร็จ โดยให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดให้มีการทำ SEA โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอของภาคประชาชน เช่น เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น

 

อย่างไรก็ดี กสม. ขอเน้นย้ำให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกฝ่ายอย่างรอบด้านตามกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยและจริงใจ โดยกลไกของคณะกรรมการในการจัดทำ SEA ควรประกอบด้วยนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน องค์กรภาคสังคมหรือสถาบันวิชาการที่มีความรู้และประสบการณ์ในการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อวางแผนเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับศักยภาพของการพัฒนาพื้นที่ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้กำหนดอนาคตของพวกเขาร่วมกันโดยไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

 

วสันต์กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะจากเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นแล้ว แต่ในระหว่างการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามคำร้องนี้ ตัวแทนชาวบ้านผู้ร้องได้มีหนังสือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ขอถอนคำร้องจากการตรวจสอบเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายผ่านช่องทางอื่นแทน เรื่องร้องเรียนครั้งก่อนจึงเป็นอันยุติลง

 

อย่างไรก็ดี การตรวจสอบโครงการดังกล่าวในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ กสม. มีความห่วงใยและให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงรับคำร้องใหม่พร้อมหยิบยกขึ้นตรวจสอบ โดยจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและโดยเร่งด่วน เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการอำนวยความเป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนให้แก่ทุกฝ่าย

The post กสม. มีมติหยิบยกโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะขึ้นตรวจสอบด่วน แนะ ศอ.บต. ทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้กรณีห้ามนักศึกษาแพทย์มุสลิมไว้เครา ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพ ล่าสุดมหาวิทยาลัยต้นสังกัดปรับแก้ระเบียบแล้ว https://thestandard.co/nhrc-mentioned-no-physicians-grow-beard/ Thu, 30 Sep 2021 10:16:08 +0000 https://thestandard.co/?p=542603 พรประไพ กาญจนรินทร์

วันนี้ (30 กันยายน) เมื่อเวลา 14.30 น. คณะกรรมการสิทธิม […]

The post กสม. ชี้กรณีห้ามนักศึกษาแพทย์มุสลิมไว้เครา ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพ ล่าสุดมหาวิทยาลัยต้นสังกัดปรับแก้ระเบียบแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรประไพ กาญจนรินทร์

วันนี้ (30 กันยายน) เมื่อเวลา 14.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดย พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 2/2564 โดยมีวาระที่น่าสนใจคือ ประเด็นการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงาน กรณีนักศึกษามุสลิมร้องเรียนถูกห้ามไว้เครา 

 

กรณีนี้สืบเนื่องจาก กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 ขอให้ตรวจสอบกรณีกล่าวอ้างว่า เมื่อปี 2558 ขณะที่ผู้ร้องซึ่งนับถือศาสนาอิสลามกำลังศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสงขลา ถูกสั่งห้ามไว้เครา เนื่องจากมีการออกข้อกำหนดห้ามนักศึกษาแพทย์ชายไว้หนวดและเครา และกำหนดให้นักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องเข้าร่วมพิธีกรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ซึ่งตรงกับช่วงเวลาละหมาด

 

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การไว้เคราแม้จะไม่ใช่ข้อบังคับหลักของศาสนาอิสลาม แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งย่อมเป็นเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 การที่ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกนำระเบียบดังกล่าวมาบังคับใช้ จึงถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาของผู้ร้อง กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 จึงมีข้อเสนอแนะให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ในฐานะหน่วยงานหลักที่เป็นผู้กำหนดระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ แก้ไขระเบียบเกี่ยวกับการแต่งกายและบุคลิกภาพของนักศึกษาแพทย์ให้สอดคล้องกับหลักศาสนา

 

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2564 กสม.ได้รับแจ้งจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ว่า ได้ประชุมแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ว่าด้วยเครื่องแต่งกายและหลักเกณฑ์การปฏิบัติงานของนักศึกษาแพทย์ระดับชั้นคลินิก พ.ศ. 2561 ข้อ 9 เป็น ‘นักศึกษาแพทย์ชาย ทรงผมสุภาพ ห้ามทาสีผม ตัดสั้นไม่ปิดหน้า ใบหู และห้ามไว้หนวดและเครา ให้ตัดเล็บสั้น ห้ามทาสีเล็บ หรืออื่นๆ ตามที่สถานปฏิบัติการกำหนด สำหรับการห้ามไว้เครานั้น ให้พิจารณาตามเหตุผลความจำเป็นในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของตน แต่ไม่ขัดต่อหลักความปลอดภัยหรือสุขอนามัยของตนเองและผู้อื่น’ และได้ประกาศใช้ระเบียบมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ว่าด้วยเครื่องแต่งกายและหลักเกณฑ์การปฏิบัติงานของนักศึกษาแพทย์ระดับชั้นคลินิก พ.ศ. 2561 (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 เรียบร้อยแล้ว

The post กสม. ชี้กรณีห้ามนักศึกษาแพทย์มุสลิมไว้เครา ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพ ล่าสุดมหาวิทยาลัยต้นสังกัดปรับแก้ระเบียบแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางเข้าประจำการ หลังมีการนัดหมายชุมนุม 7 ส.ค. https://thestandard.co/vehicles-obstacles-after-appointment-for-a-mob-7-aug/ Fri, 06 Aug 2021 14:02:11 +0000 https://thestandard.co/?p=522480 ม็อบ 7 สิงหา

วันพรุ่งนี้ (7 สิงหาคม) มีการนัดหมายการชุมนุมโดยกลุ่มเย […]

The post รถเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางเข้าประจำการ หลังมีการนัดหมายชุมนุม 7 ส.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม็อบ 7 สิงหา

วันพรุ่งนี้ (7 สิงหาคม) มีการนัดหมายการชุมนุมโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก ในเวลา 13.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเคลื่อนไปยังพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นการนัดหมายชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งของแนวร่วมกลุ่มราษฎร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ระบุว่า เบื้องต้นตำรวจมีการจัดเตรียมกำลังไว้ 38 กองร้อย หรือประมาณ 5,700 นาย ในการรับมือการชุมนุม พร้อมเตรียมกำลังสนับสนุนเพียงพอรองรับสถานการณ์ โดยจะมีการตั้งจุดตรวจจุดสกัด 14 จุด รอบพื้นที่ชุมนุม เพื่อป้องกันเหตุร้ายและมือที่สาม ซึ่งแนวรั้งหน่วงสุดท้ายจะอยู่บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์และแยกพาณิชยการ

 

ขณะที่ล่าสุดในช่วงค่ำ สำรวจพบว่าเจ้าหน้าที่ได้นำรถสำหรับเคลื่อนสิ่งกีดขวางเข้ามาประจำการเพื่อเตรียมพื้นที่แล้ว โดยจุดเข้าประจำการคือ บริเวณลานด้านหลังสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ชนะสงคราม ริมถนนราชดำเนิน ที่มีการจัดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ไว้บริเวณดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีมติมอบหมาย ปรีดา คงแป้น, ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี, ศยามล ไกยูรวงศ์ และ วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันดังกล่าว เพื่อติดตามเฝ้าระวังว่าเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชนได้รับการคุ้มครองหรือไม่ ผู้ชุมนุมได้ดำเนินการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ และปฏิบัติการของรัฐในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามหลักสากล หลักความจำเป็น และได้สัดส่วนกับสถานการณ์หรือไม่ อย่างไร

 

ม็อบ 7 สิงหา

ม็อบ 7 สิงหา

ม็อบ 7 สิงหา

The post รถเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางเข้าประจำการ หลังมีการนัดหมายชุมนุม 7 ส.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>