ลูกหนี้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ลูกหนี้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 11 Jan 2026 03:10:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท https://thestandard.co/qualifications-debt-relief-100k/ Sun, 11 Jan 2026 03:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1163811 เช็กเลย คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท

เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โครง […]

The post เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กเลย คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท

เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โครงการช่วยให้ลูกหนี้ได้ลดภาระหนี้ ผ่านเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ช่วยให้ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท

 

รูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้

 

บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้

 

โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน 
ไม่รวมสินเชื่อ ดังต่อไปนี้

 

  • สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

 

  • หนี้ที่มีคำพิพากษาแล้ว

 

  • หนี้ที่ถูกฟ้องรวมกับหนี้อื่นที่ไม่ได้เข้าโครงการนี้

 

  • หนี้อื่น ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายหรือหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของผู้กำกับดูแล เช่น หนี้ของผู้ที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าดำ บัญชีม้าเทาเข้ม และบัญชีม้าเทาอ่อน

 

ครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่

 

1. มาตรการ “จ่ายปิดจบหนี้”

 

ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี

 

2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด”
• ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM

 

• ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)

 

• อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการจะได้รับยกเว้น (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0) และเมื่อลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขแล้ว จะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายที่ค้างจ่ายตามสัญญาเดิมก่อนเข้ามาตรการที่พักแขวนไว้ทั้งจำนวน

 

กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM

 

คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

 

ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้

 

(1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา

 

(2) มีสถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) นับแต่วันครบกำหนดชำระ

 

(3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*

 

(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ บุคคลที่ถูกกำหนดอยู่ใน Sanction list ของ ปปง.

 

*นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB

 

ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

 

(1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น

 

(2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น

 

(3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

 

รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

 

(1) ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569

 

(2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM

 

(3) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) หรือ ช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ หรือ ช่องทางของ SAM

 

(4) SAM แจ้งผลการคัดกรองคุณสมบัติลูกหนี้ตามเงื่อนไขโครงการ โดยขอให้ลูกหนี้รอการติดต่อกลับจาก SAM หรือผู้ที่ SAM มอบหมาย

 

(5) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือผู้ที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

The post เช็กเลย! คุณสมบัติร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประวัติเครดิตบูโรดีขึ้น สำหรับผู้มีหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
SAM เปิดรับลูกหนี้รายย่อย ภาระไม่เกิน 100,000 บาท ร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เริ่มลงทะเบียน 5 ม.ค. 69 https://thestandard.co/sam-small-debtors-100k-project/ Tue, 30 Dec 2025 09:04:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1160200 SAM เปิดรับลูกหนี้รายย่อย ภาระไม่เกิน 100,000 บาท ร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เริ่มลงทะเบียน 5 ม.ค. 69

SAM ประกาศดีเดย์ 5 มกราคม 2569 เริ่ม ลงทะเบียน ลูกหนี้ต […]

The post SAM เปิดรับลูกหนี้รายย่อย ภาระไม่เกิน 100,000 บาท ร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เริ่มลงทะเบียน 5 ม.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SAM เปิดรับลูกหนี้รายย่อย ภาระไม่เกิน 100,000 บาท ร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เริ่มลงทะเบียน 5 ม.ค. 69

SAM ประกาศดีเดย์ 5 มกราคม 2569 เริ่ม ลงทะเบียน ลูกหนี้ต่ำแสน ร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สะท้อนบทบาทใหม่ “SAM Social AMC” แก้ไขปัญหาหนี้เชิงโครงสร้างและช่วยเหลือประชาชนเริ่มต้นชีวิตใหม่ทางการเงินอย่างยั่งยืน

 

นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 เป็นวันแรกที่โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อย ประเภทบุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสียแบบไม่มีหลักประกัน เกินกว่า 90 วัน (NPLs) ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 และมีภาระหนี้รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท เริ่ม ลงทะเบียน สมัครเข้าร่วมโครงการฯ อย่างเป็นทางการ ผ่าน เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th เพื่อตรวจสอบสิทธิ์และคุณสมบัติว่าตรงตามเงื่อนไขโครงการหรือไม่

 

ทั้งนี้ ภายหลังการลงทะเบียนแสดงความประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แล้วลูกหนี้จะได้รับ SMS แจ้งผลการพิจารณาผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่ลูกหนี้ให้ข้อมูลไว้ในขั้นตอนการลงทะเบียน และ SAM จะติดต่อกลับเพื่อแจ้งรายละเอียดการดำเนินการในขั้นต่อไป

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นารถนารีกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ขั้นตอนการโอนหนี้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank ที่เข้าร่วมโครงการได้ดำเนินการและมีความคืบหน้าตามแผนงานที่กำหนด โดยมีลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย คิดเป็นภาระหนี้รวมทั้งสิ้นถึง 43,600 ล้านบาท และจะเริ่มต้นเปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ลูกหนี้มีความสะดวกในการติดต่อ SAM ได้มอบหมายให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เป็นผู้รับคำขอและดำเนินการแทน โดยลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้รายเดียวสามารถติดต่อขอปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ได้โดยตรง ส่วนลูกหนี้ที่เป็นหนี้หลายสถาบันการเงินติดต่อได้โดยตรงที่ SAM

 

โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มี 2 มาตรการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรน ให้ลูกหนี้สามารถเลือกเงื่อนไขการชำระหนี้ได้ตามศักยภาพหรือความสามารถ ได้แก่ 1. มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” คือ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ 2. มาตรการ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” คือ ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้เป็นระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี และจะได้รับยกเว้นดอกเบี้ยระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ

 

“ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาท บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม หรือ Social AMC ของ SAM ที่สามารถเริ่มดำเนินการให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว และนับจากวันนี้การปรับโครงสร้างหนี้ของ SAM ไม่ใช่การทวงหนี้ หรือบริหารจัดการหนี้เพื่อผลกำไรหรือประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็นการมองหนี้ในมิติของสังคมควบคู่กัน และนี่คือบทบาทของ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม หรือ Social AMC ที่เป็นกลไกกลางของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาหนี้เชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายที่ชัดเจน เพื่อพลิกฟื้นชีวิตทางการเงินและช่วยเหลือให้คนไทยนับล้านคนกลับมาตั้งตัวและเดินหน้าต่อไปได้อีกครั้ง ควบคู่กับการลดผลกระทบและความเสี่ยงต่อระบบการเงิน การธนาคารโดยรวม อันจะส่งผลต่อเสถียรภาพและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นารถนารีกล่าว

 

สำหรับ ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการสามารถติดตามข่าวสารที่เว็บไซต์ www.sam.or.th และเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th หรือสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SAM Call Center 1443 กด 6 และ Line: @samsocialamc หรือ BOT Contact Center 1213 รวมทั้งสถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิมของลูกหนี้

The post SAM เปิดรับลูกหนี้รายย่อย ภาระไม่เกิน 100,000 บาท ร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เริ่มลงทะเบียน 5 ม.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชา: การแปลงโฉมจากผู้รับเงินช่วยเหลือ สู่การเป็นรัฐลูกหนี้ https://thestandard.co/cambodia-transforming-from-recipient-aid/ Mon, 29 Dec 2025 04:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1159614 กัมพูชา: การแปลงโฉมจากผู้รับเงินช่วยเหลือ สู่การเป็นรัฐลูกหนี้

ในปี 2558 ธนาคารโลกได้ยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจของกัมพูชา […]

The post กัมพูชา: การแปลงโฉมจากผู้รับเงินช่วยเหลือ สู่การเป็นรัฐลูกหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชา: การแปลงโฉมจากผู้รับเงินช่วยเหลือ สู่การเป็นรัฐลูกหนี้

ในปี 2558 ธนาคารโลกได้ยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจของกัมพูชา จากประเทศ ‘รายได้ต่ำ’ สู่เศรษฐกิจ ‘รายได้ปานกลางระดับล่าง’ อย่างเป็นทางการ การจัดระดับใหม่นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ประเทศผู้บริจาค ต่างปรับลดเงินช่วยเหลือ (Grants) ที่ให้แก่กัมพูชา การลดลงดังกล่าวบีบบังคับให้กัมพูชาต้องเปลี่ยนทิศทางไปสู่ ‘การกู้ยืมเงิน’ แบบเงื่อนไขผ่อนปรน (ดอกเบี้ยต่ำ) จากประเทศต่างๆ และองค์การระหว่างประเทศ ที่พร้อมที่จะให้เงื่อนไขดังกล่าวแก่กัมพูชา ในเวลาเดียวกันรัฐบาลกัมพูชาก็เริ่มแสวงหา ‘แหล่งรายได้ใหม่’ เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่กว้างขึ้นในงบประมาณแผ่นดิน โดยในปี 2554 รัฐบาลได้สถาปนา ‘ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการหนี้’ ขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนับว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพึงพอใจ โดยในปี 2562 หนี้สาธารณะต่างประเทศของกัมพูชาอยู่ในระดับต่ำเพียง 20.8% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ ‘การกู้ยืมเพื่ออุดหนุนงบประมาณ’ กลายเป็นความจำเป็นพื้นฐาน และเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกัมพูชาดูจะมีความมุ่งมั่นต่อการจัดสร้าง ‘แหล่งรายได้ใหม่’ ต่างๆ

 

รายงานของ Global Initiative Against Transnational Organized Crime หรือ GI-TOC ระบุว่า ปี 2560 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการเปิดเขตพื้นที่ลงทุนขนาดใหญ่ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของเมืองสีหนุวิลล์ รวมถึงในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ได้กลายเป็น ‘เกราะกำบัง’ ที่เอื้ออำนวยให้ขบวนการลักลอบเปิดบ่อนพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ สามารถเข้ามาปักรากฐานในกัมพูชาได้อย่างมั่นคง

 

เมื่อถึงสิ้นปี 2563 หนี้ต่างประเทศได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 25.2% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่า 8.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประมาณ 70% เป็นหนี้ทวิภาคี และอีก 30% มาจากสถาบันระหว่างประเทศ

 

การบริหารจัดการการคลังในปัจจุบัน

 

ในปี 2568-2569 สถานภาพทางการเงินของกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการพึ่งพาการกู้ยืมจากภายนอกอย่างหนัก เพื่อประคับประคองงบประมาณแผ่นดิน เมื่อความช่วยเหลือในรูปแบบ ‘เงินให้เปล่า’ จากประเทศตะวันตกลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีนัยสำคัญ ทำให้กัมพูชามีความจำเป็นมากขึ้น ที่ต้องหันไปหาเงินกู้ เงื่อนไขผ่อนปรนจากเจ้าหนี้รายประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

 

สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศแผนการใช้จ่ายรวมประมาณ 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 331,500 ล้านบาท) โดยมีความต้องการกู้ยืม ตามแผนงานที่ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 100,750 ล้านบาท) เพื่อชดเชยการขาดดุล และระดมทุนสำหรับโครงการลงทุนสาธารณะ

 

5 อันดับต้นของผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กัมพูชาในลักษณะให้เปล่า(2568-2569)

 

รายชื่อต่อไปนี้คือ ผู้ให้เงินช่วยเหลือรายประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็น ‘แหล่งทุนหลัก’ เพื่อการพัฒนาของกัมพูชา

 

  • อันดับ 1 จีน ประมาณการความช่วยเหลือ: 1,200-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (39,000-48,750 ล้านบาท) ขอบข่ายการดำเนินงานหลัก: โครงสร้างพื้นฐาน (คลองฟูนันเตโช), พลังงาน และการป้องกันประเทศ

 

  • อันดับ 2 ญี่ปุ่น ประมาณการความช่วยเหลือ: 480-520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15,600-16,900 ล้านบาท) ขอบข่ายการดำเนินงานหลัก: ท่าเรือสีหนุวิลล์, การประปาเขตเมือง และเศรษฐกิจดิจิทัล

 

  • อันดับ 3 ธนาคารโลก ประมาณการความช่วยเหลือ: 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,125-9,750 ล้านบาท) ขอบข่ายการดำเนินงานหลัก: การปฏิรูปการศึกษา, ถนนในชนบท และระบบสาธารณสุข

 

  • อันดับ 4 ADB (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) ประมาณการความช่วยเหลือ: 180-220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,850-7,150 ล้านบาท) ขอบข่ายการดำเนินงานหลัก: เสถียรภาพทางการเงิน, การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีดิจิทัล

 

  • อันดับ 5 เกาหลีใต้ ประมาณการความช่วยเหลือ: 120-150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,900-4,875 ล้านบาท) ขอบข่ายการดำเนินงานหลัก: โครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง, ICT และการพัฒนาชนบท

 

จุดเปลี่ยนทางการเงินที่สำคัญในปี 2568-2569

 

  • การพุ่งสูงของการกู้ยืม: เพื่อสนับสนุนงบประมาณปี 2569 รัฐบาลวางแผนกู้เงิน 2.25 พันล้าน Special Drawing Rights – SDR (ประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 12.5% จากปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘รับความช่วยเหลือ’ ไปสู่การ ‘บริหารจัดการหนี้’

 

  • ปัจจัยจากจีน: จีนยังคงเป็น ‘เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด’ และเป็น ‘แหล่งเงินทุนหลัก’ ในปี 2568 จีนเริ่มเข้ามา ‘เติมเต็ม’ ช่องว่างที่ผู้บริจาคตะวันตกทิ้งไว้ เช่น เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 ล้านบาท) สำหรับการเก็บกู้กับระเบิด และการสนับสนุนโครงการคลองฟูนันเตโชที่ยังคงหาข้อยุติที่ชัดเจนไม่ได้

 

  • การลดบทบาทของตะวันตก: หลังจากการปิดตัวของ USAID ในกลางปี 2568 และการตัดงบประมาณของสหภาพยุโรป (EU) มีส่วนทำให้ความช่วยเหลือ (ODA) จากตะวันตกได้เปลี่ยนไปสู่โครงการเป้าหมายด้าน ‘สิทธิมนุษยชน’ และ ‘สภาพภูมิอากาศ’ แทนที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

 

  • โครงสร้างหนี้: ณ สิ้นปี 2568 หนี้ต่างประเทศของกัมพูชาอยู่ที่ 1.254 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 407,550 ล้านบาท) โดย 61% เป็นหนี้จากเจ้าหนี้รายประเทศ (ส่วนใหญ่คือ จีน) และ 39% มาจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

 

นักวิเคราะห์อิสระ และ NGO Forum on Cambodia ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับ ‘อัตราการกู้ยืมที่น่ากังวล’ โดยเตือนว่าหากปราศจากการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มแข็ง เงินทุนจำนวนมหาศาลนี้เสี่ยงที่จะสร้างความร่ำรวยให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ ในขณะที่ทิ้งภาระหนี้ที่ไม่ยั่งยืนไว้ให้คนรุ่นหลัง

 

บทสรุป

 

ภูมิทัศน์ทางการเงินปี 2568-2569 เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ เมื่อกัมพูชาเปลี่ยนผ่านจากผู้รับเงินช่วยเหลือไปสู่รัฐที่มีภาระหนี้สินต่างประเทศสูง ด้วยแผนการใช้จ่าย 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 331,500 ล้านบาท) ที่ต้องกู้เงินใหม่ถึง 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 100,750 ล้านบาท) ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาเจ้าหนี้รายประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่ครองส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด ทั้งในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และหนี้ต่างประเทศโดยรวม

 

การหันไปหาจีน เกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงอย่างรวดเร็วของอิทธิพลตะวันตก อันส่งผลให้กัมพูชามีแหล่งทุนที่หลากหลายน้อยลง ซึ่งสัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ถึงอนาคตที่เปราะบางของสุขภาพทางการคลัง ซึ่งการกระจุกตัวของหนี้ 61% อยู่ภายในกลุ่มเจ้าหนี้รายประเทศ ผนวกกับแผนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น 12.5% ได้กระตุ้นให้กลุ่มผู้เฝ้าระวังด้านความเสี่ยงเครดิตอธิปไตย (Sovereign Credit Risks) ออกมาเตือนเรื่องความยั่งยืนของความสามารถในการชำระหนี้สิน

 

ความขัดแย้งทางพรมแดนกับประเทศไทยที่กำลังดำเนินอยู่ ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าว ได้นำไปสู่การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้วางแผนไว้ การไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งการหยุดชะงักของรายได้จาก ‘แหล่งรายได้ใหม่’ และการตกงานของแรงงานกัมพูชากว่า 1.2 ล้านคน ที่เคยมาทำงานในไทย

 

ดังนั้น สิ่งที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่คือ ‘ความท้าทายรอบด้าน’ ที่จะเด่นชัดยิ่งขึ้นในปี 2569 ซึ่งทำให้ไม่แน่นอนว่า เงินกู้ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 100,750 ล้านบาท) ตามแผนนั้นจะเพียงพอสำหรับการพยุงเศรษฐกิจหรือไม่

 

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ‘ปัญหาการทุจริตและระบบพวกพ้องที่ฝังรากลึก’ หากปราศจากการตรวจสอบการใช้จ่ายและมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ มีความเสี่ยงสูงที่เงินทุนและเงินกู้ยืม จำนวนมหาศาลจะเกิดประโยชน์เพียงกับกลุ่มชนชั้นนำ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของบุคคลกลุ่มนี้ ในขณะที่ประชาชนและคนรุ่นหลังต้องแบกรับภาระหนี้สะสมที่อาจเติบโตแซงหน้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศในไม่ช้า

 

แฟ้มภาพ: Neothingol / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • บทความวิชาการฉบับพิเศษ ลำดับที่ 3/2025 สถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ (ISP) ธันวาคม 2568
 

The post กัมพูชา: การแปลงโฉมจากผู้รับเงินช่วยเหลือ สู่การเป็นรัฐลูกหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้! ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น https://thestandard.co/ttb-helps-81000-debtors/ Wed, 24 Dec 2025 12:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1157494 ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้ ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี สรุปผลความสำเร็จการดำเนินกลยุ […]

The post ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้! ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้ ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี สรุปผลความสำเร็จการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด The MEANINGFUL Change ที่มุ่งสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอย่างแท้จริงตลอดปี 2568 เพื่อยกระดับบทบาทธนาคารจาก “ผู้ให้สินเชื่อ” สู่ “พันธมิตรทางการเงิน” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในการแก้ปัญหาหนี้ ให้ความรู้ทางการเงินเพื่อสร้างวินัย และออกแบบชีวิตทางการเงินอย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุดปีนี้ ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการคุณสู้ เราช่วย และโครงการผ่อนดี…มีรางวัล ไปแล้วกว่า 81,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ตอกย้ำผลลัพธ์ “ปีแห่งการช่วยลูกหนี้” เพื่อให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

 

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของรายได้ ทีทีบีมีแนวทางการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ลูกหนี้ผ่อนดีมีวินัย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินระยะยาวผ่านการให้ความรู้ทางการเงินและบริการโค้ชปลดหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการแก้หนี้ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ทำให้ “รอดวันนี้” เพื่อลดภาระในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ลูกค้ามีความรู้ที่ถูกต้อง สามารถกลับมามีชีวิตทางการเงินที่แข็งแรงได้อีกครั้ง ธนาคารจึงเลือกทำหน้าที่ในฐานะ “พันธมิตรทางการเงิน” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงจังหวะของชีวิต

 

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของแนวคิด The MEANINGFUL Change ในการช่วยเหลือลูกหนี้คือการผลักดันโครงการคุณสู้ เราช่วย โดยเน้นทำการสื่อสารเชิงรุกให้ลูกค้าของทีทีบีที่เผชิญกับภาระหนี้อย่างหนัก แต่ยังอยากจะลุกขึ้นมาสู้เข้าร่วมโครงการมากที่สุด เพื่อช่วยให้พวกเขาปลดหนี้ได้ไวขึ้น และแก้ปัญหาหนี้สะสมเรื้อรังอย่างยั่งยืน ตลอดปี 2568 ได้พิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีลูกค้าสินเชื่อบ้านและรถลงทะเบียนกว่า 71,000 บัญชี จากลูกหนี้ที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ 267,000 บัญชี หรือคิดเป็น 27% ถือเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราการเข้าร่วมโครงการมากที่สุด ด้วยวงเงินรวมกว่า 37,000 ล้านบาท ครอบคลุม 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ 57,000 บัญชี วงเงิน 17,000 ล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย 14,000 บัญชี วงเงิน 20,000 ล้านบาท สามารถช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ลูกค้าได้ถึง 800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ลูกค้าสามารถรักษาบ้านและรถไว้เพื่อการดำรงชีพ นับเป็นการแก้หนี้เชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

 

ทีทีบียังให้ความสำคัญกับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ควบคู่ไปกับการแก้หนี้ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ารับการตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ (ttb financial health check) แล้วราว 102,000 คน โดยพบว่าลูกค้าเกือบครึ่ง (48%) มีความเสี่ยงด้านการเงิน และมีผู้สนใจเข้าเรียนคอร์สการเงินออนไลน์แล้วมากกว่า 10,000 คน ขณะที่โครงการโค้ชปลดหนี้ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี ปัจจุบันมีโค้ชกว่า 110 คน และให้คำปรึกษาพนักงานเงินเดือนแล้วมากเกือบ 400 เคส พร้อมเริ่มขยายผลไปยังบริษัทพันธมิตร เพื่อป้องกันและแก้หนี้เชิงรุกให้กับมนุษย์เงินเดือนอย่างเป็นระบบ

 

ฐากร กล่าวสรุปทิศทางว่า “The MEANINGFUL Change เป็นแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับคนไทยในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนไปพร้อมกัน ทีทีบีจะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่พันธมิตรทางการเงินของคนไทยอย่างต่อเนื่องและยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย”

The post ttb เคียงข้างคนไทยสู้หนี้! ชุบชีวิตลูกหนี้ 81,000 บัญชี ให้มีแรงสู้ต่อ ตอกย้ำ “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมใต้ พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน https://thestandard.co/bot-bankers-flood-debt-waiver/ Mon, 15 Dec 2025 11:46:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1155036 แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม **ใต้** พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยออกมาตรการ […]

The post แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมใต้ พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม **ใต้** พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ 
เพื่อช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง (ระดับ 4) จากอุทกภัยในภาคใต้ โดยให้ ‘การพักชำระหนี้เงินต้น’ และ ‘ยกเว้นดอกเบี้ย’ เป็นเวลาไม่เกิน12 เดือน ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อ 6 ประเภท สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการร่วมโครงการการ ต้องติดต่อธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่ พร้อมแสดงหลักฐานความเสียหายภายใน 31 มกราคม 2569

 

เปิดรายละเอียดมาตรการเพิ่มเติมคืออะไร?

 

มาตรการเพิ่มเติมรอบนี้คือ การพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงพักชำระหนี้ดังกล่าว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันที่ลูกหนี้แจ้งความประสงค์หรือตอบรับ (opt-in) ให้กับลูกหนี้รายที่ไม่มีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการจะไม่ได้รับผลกระทบต่อสถานะ
ในเครดิตบูโร

 

ใครเข้าร่วมได้บ้าง?

 

โดยมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ จะให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) และบริษัทลูกในกลุ่มฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) จนไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ตามปกติ

 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้จะครอบคลุมลูกหนี้ ดังต่อไปนี้

 

1. สินเชื่อธุรกิจ SMEs วงเงินรวมไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

2. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อบ้านแลกเงิน (Home for cash) วงเงินรวมไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย
ต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

3. สินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ วงเงินรวมไม่เกิน 8 แสนบาทต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

4. สินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ วงเงินรวมไม่เกิน 5 หมื่นบาท ต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

5. สินเชื่อบัตรเครดิต วงเงินรวมไม่เกิน 1 แสนบาทต่อรายต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

6. สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล วงเงินรวมไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

 

ทั้งนี้ ขอให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) 
ในจังหวัดสงขลา รีบติดต่อธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่ พร้อมแสดงหลักฐานความเสียหายภายใน 31 มกราคม 2569 เพื่อให้ธนาคารสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างทันการณ์

 

ลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศระดับ 4 ทำอย่างไร?

 

สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศระดับ 4 นั้น จะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการของแต่ละธนาคารที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เช่น การพักชำระเงินต้น การลด/ยกเว้นดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลในกรณีฉุกเฉินเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้ตามความเหมาะสมของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม

 

อนึ่ง ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดของมาตรการช่วยเหลือได้จากธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกในกลุ่มฯ ที่ใช้บริการอยู่ผ่านทุกช่องทางการติดต่อของแต่ละแห่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธปท. โทร. 1213 เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง

The post แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย ออกมาตรการ ‘เพิ่มเติม’ ช่วยเหลือ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมใต้ พื้นที่รุนแรงระดับ 4 โดยให้พักหนี้-เว้นดอกเบี้ย นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อนให้เพื่อนยืมเงิน https://thestandard.co/5c-of-credit/ Thu, 04 Dec 2025 12:16:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1151469 ‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อน ให้เพื่อนยืมเงิน

บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเพื่อนสนิท พี่น […]

The post ‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อนให้เพื่อนยืมเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อน ให้เพื่อนยืมเงิน

บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเพื่อนสนิท พี่น้อง หรือญาติมิตร ต้องมาสะดุดลงเพียงเพราะคำว่า ‘ขอยืมเงิน’

 

ด้วยพื้นฐานของความรักและความไว้วางใจ เรามักหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยแทบไม่ลังเล เพราะเชื่ออย่างสนิทใจว่าคนกันเองย่อมไม่ทำร้ายกัน แต่เมื่อถึงกำหนดคืน สถานการณ์กลับตาลปัตร ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม หรือแย่กว่านั้นคือการบ่ายเบี่ยงที่ทำให้คนให้ยืมต้องลำบากใจ

 

บทเรียนราคาแพงนี้สอนให้รู้ว่า เงินที่เสียไปอาจหาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกและมิตรภาพที่พังทลายลงนั้นยากจะกู้คืน

 

ในโลกของการเงิน ธนาคารมีเกณฑ์การประเมินผู้กู้ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันหนี้เสีย ซึ่งเราสามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ นี่คือหลักการ 5C of Credit เครื่องมือคัดกรองที่ช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ก่อนที่เราจะตัดสินใจโอนเงินให้เพื่อนยืม

 

1. Character นิสัยใจคอและวินัยทางการเงิน

 

ด่านแรกที่สำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คือ ‘ตัวตน’ ของผู้ขอยืม ในทางจิตวิทยาการเงิน พฤติกรรมในอดีตมักเป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมในอนาคตได้ดีที่สุด การพิจารณา Character จึงหมายถึงการมองลึกลงไปถึงความซื่อสัตย์และการรักษาสัจจะ ลองสังเกตดูว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนรักษาคำพูดในเรื่องอื่นๆ หรือไม่

 

  • ประวัติการผิดนัด

ลองนึกย้อนดูว่าเขาเคยผิดนัดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ เช่น นัดทานข้าว นัดส่งงาน หรือเคยยืมเงินจำนวนน้อยๆ แล้วทำลืมหรือคืนช้ากว่ากำหนดหรือไม่ พฤติกรรมในอดีตคือกระจกสะท้อนอนาคตที่ดีที่สุด

 

  • ความโปร่งใส

เมื่อถูกถามถึงปัญหาการเงิน เขาเล่าความจริงทั้งหมด หรือพยายามปกปิด บ่ายเบี่ยง เล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว? คนที่จริงใจจะกล้าเปิดเผยสถานการณ์ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้เรามั่นใจ

 

  • ไลฟ์สไตล์ที่ขัดแย้ง

สังเกตการใช้ชีวิตของเขาในโซเชียลมีเดียหรือชีวิตจริง หากเขายังทานอาหารหรู ซื้อของแบรนด์เนม หรือเที่ยวต่างประเทศ ในขณะที่มาขอยืมเงินเรา นั่นแสดงถึงทัศนคติทางการเงินที่บกพร่องอย่างรุนแรง

 

ความเป็นคนดีกับความเป็นลูกหนี้ที่ดีนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ต้องมั่นใจว่าเขามีทัศนคติที่มองว่า ‘หนี้ต้องชำระ’ ไม่ใช่ ‘หนี้คือเงินที่ได้มาฟรี’

 

2. Capacity ความสามารถในการชำระหนี้

 

ความตั้งใจดีที่จะคืนเงินนั้นไม่เพียงพอ หากปราศจาก ‘ความสามารถ’ ที่จะหาเงินมาคืน ข้อนี้คือการประเมินความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของเพื่อนอย่างตรงไปตรงมา เราต้องประเมินว่า ‘กระแสเงินสด’ ของเขาเพียงพอที่จะเจียดมาคืนเราหรือไม่ ไม่ใช่แค่ประเมินจากเงินเดือนรวม แต่ต้องดูเงินที่เหลือจริงหลังหักค่าใช้จ่าย

 

  • แหล่งรายได้ที่แน่นอน

เขามีงานประจำที่มั่นคง หรือทำธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอหรือไม่? หากเขากำลังตกงานหรือรายได้ไม่แน่นอน ความเสี่ยงจะพุ่งสูงทันที

 

  • ภาระหนี้เดิม

เขามีหนี้สินรุงรังอยู่แล้วหรือไม่ (เช่น บัตรเครดิตเต็มวงเงิน, กู้ธนาคาร, หนี้นอกระบบ) หากเขามีเจ้าหนี้หลายราย ต้องถามตัวเองว่า ‘เราเป็นเจ้าหนี้ลำดับที่เท่าไหร่?’ เพราะโดยธรรมชาติ คนมักจะเลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยโหดหรือมีผลทางกฎหมายก่อนเพื่อนฝูงเสมอ

 

  • แผนการคืนเงินที่เป็นไปได้

ลองถามเขาว่า ‘จะเอาเงินจากไหนมาคืน?’ ถ้าคำตอบดูเลื่อนลอย เช่น ‘เดี๋ยวคงหาได้’ หรือ ‘รอเงินก้อนนั้นก้อนนี้’ ถือว่าความเสี่ยงสูง คำตอบที่ดีต้องระบุที่มาของเงินชัดเจนและสมเหตุสมผล

 

การให้ยืมเงินไปถมในหลุมที่ไม่มีก้นบ่อ อาจไม่ใช่การช่วยเหลือแต่เป็นการยื้อเวลาปัญหาออกไปเรื่อยๆ

 

3. Capital ทุนทรัพย์และสายป่าน

 

ในทางการเงิน Capital หมายถึงส่วนทุนของผู้กู้ แต่ในบริบทของเพื่อนฝูง เราอาจมองในมุมของสายป่านหรือทรัพย์สินสำรองที่เขามี หากเกิดเหตุฉุกเฉินทำให้เขาไม่สามารถหาเงินสดมาคืนได้ตามนัด เขามีทรัพย์สินอื่นหรือเงินออมสำรองที่จะนำมาแปลงเป็นเงินสดเพื่อรับผิดชอบต่อหนี้ก้อนนี้หรือไม่

 

  • เงินออมฉุกเฉิน

เขามีเงินเก็บสำรองบ้างไหม หรือใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนตลอดเวลา? คนที่ไม่มีเงินเก็บเลยคือคนที่เปราะบางที่สุด

 

  • ทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินได้

หากหาเงินสดมาไม่ทัน เขามีทองคำ หุ้น หรือทรัพย์สินมีค่าที่พร้อมจะขายเพื่อนำเงินมาคืนเราหรือไม่ หรือเขามีแต่ ‘หนี้สิน’ ที่มากกว่า ‘ทรัพย์สิน’

 

  • สถานะทางธุรกิจ (ถ้ากู้ไปลงทุน)

หากเขายืมไปทำธุรกิจ ต้องมั่นใจว่าเขามีเงินทุนส่วนตัวลงไปด้วย ไม่ใช่จับเสือมือเปล่าโดยใช้เงินเรา 100% เพราะนั่นแปลว่าเราแบกรับความเสี่ยงแทนเขาทั้งหมด
คนที่กู้ยืมโดยไม่มีทุนสำรองเลย คือคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด หากเกิดลมเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจเพียงนิดเดียว เขาจะล้มและดึงเราล้มไปด้วยทันที

 

4. Collateral หลักประกันความเสี่ยง

 

หากกู้ยืมกับธนาคาร ก็มักถูกเรียกหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่สำหรับเพื่อนฝูง การถามหาโฉนดที่ดินหรือเล่มรถอาจดูตึงเครียดเกินไป อย่างไรก็ตาม เราควรพิจารณาถึงหลักประกันบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ

 

  • สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร

สำหรับเงินก้อนใหญ่ การทำสัญญากู้ยืมถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เพื่อความตระหนี่ แต่เพื่อความชัดเจน สัญญาจะระบุดอกเบี้ย (ถ้ามี) และกำหนดการคืนที่แน่นอน ซึ่งใช้บังคับทางกฎหมายได้จริง

 

  • สิ่งค้ำประกันทางใจหรือวัตถุ

ในบางกรณี อาจมีการขอเก็บของมีค่าบางอย่างไว้เป็นประกัน หรือขอให้มีคนค้ำประกัน (เช่น ญาติพี่น้องของเขา) หากเขาอิดออดที่จะให้หลักประกันทั้งที่ยืมเงินก้อนโต แสดงว่าเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะคืนเราได้

 

  • ผลกระทบทางสังคม

พิจารณาว่าเขากลัวการเสียชื่อเสียงหรือไม่? คนที่รักษาหน้าและเครดิตทางสังคมมักจะพยายามหาเงินมาคืนมากกว่าคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย

 

การมีหลักฐานที่จับต้องได้จะช่วยเตือนสติลูกหนี้ว่า นี่ไม่ใช่เงินช่วยเหลือให้เปล่า แต่เป็นธุรกรรมที่ต้องมีการชำระคืน

 

5. Conditions เงื่อนไขและความจำเป็น

 

ปัจจัยสุดท้ายคือการมองบริบทแวดล้อมและวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน การเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงจะช่วยให้เราประเมินได้ว่า ความเสี่ยงนี้คุ้มค่าที่จะแบกรับเพื่อช่วยเหลือเพื่อนหรือไม่

 

ความจำเป็น vs. ความฟุ่มเฟือย

  • น่าเห็นใจ: ค่ารักษาพยาบาล, ค่าเทอมลูก, อุบัติเหตุฉุกเฉิน
  • ควรปฏิเสธ: ยืมไปแต่งรถ, ยืมไปปิดบัตรเครดิต (เพื่อรูดใหม่), ยืมไปลงทุนในแชร์ลูกโซ่หรือสิ่งที่เขาไม่มีความรู้

 

สภาพเศรษฐกิจ: ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ หรืออุตสาหกรรมที่เขาทำอยู่กำลังเป็นขาลง โอกาสที่เขาจะหาเงินมาคืนได้จะยากขึ้นไปอีกหลายเท่า

 

ความถี่ในการยืม: นี่เป็นครั้งแรก หรือเป็นนิสัย? หากเขายืมคนอื่นไปทั่วและหมุนเงินไม่จบไม่สิ้น การให้เงินเพิ่มไปไม่ใช่การช่วย แต่เป็นการ ‘เลี้ยงไข้’ ปัญหาการเงินของเขาให้ยืดเยื้อต่อไป

 

เรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร แม้เราอยากช่วยเหลือมิตรสหายยามยาก แต่ความใจกว้างนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติและการปกป้องตัวเอง การใช้หลักการ 5C of Credit ไม่ใช่การมองเพื่อนในแง่ร้าย แต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง การพูดคุยกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความขัดแย้งในอนาคต

 

ท้ายที่สุดแล้ว กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของการให้คนกันเองยืมเงินคือ ‘ให้ยืมเท่าที่เรายอมรับได้ว่าอาจจะไม่ได้คืน’ หากจำนวนเงินนั้นมากพอที่จะทำให้เราเดือดร้อนหากสูญเสียมันไป หรือมากพอที่จะทำให้เราต้องตัดขาดความเป็นเพื่อนเมื่อถูกเบี้ยวหนี้ การปฏิเสธอย่างสุภาพตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นการรักษามิตรภาพให้ยืนยาวได้ดีกว่าการให้ยืมแล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง

 

ภาพ: Francesco Carta fotografo/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อนให้เพื่อนยืมเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วมใต้ https://thestandard.co/sme-flood-debt-0-percent-loan/ Sat, 29 Nov 2025 07:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1149532 ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วม ใต้

‘ธนกร’ ประกาศ ‘พักหนี้-ดีพร้อม’ ยกต้น : ยกดอก อัตโนมัติ […]

The post ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วมใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วม ใต้

‘ธนกร’ ประกาศ ‘พักหนี้-ดีพร้อม’ ยกต้น : ยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ เร่งเพิ่มสภาพคล่องผ่านสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

 

วันที่ 29 พ.ย. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ‘การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม’ หรือสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay)

 

โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน

 

  • ลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ป
  • ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก
  • พักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน

 

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน ‘มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม’ กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติ

 

  • กรณีฉุกเฉินให้ได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ลดอัตราดอกเบี้ย ให้สิทธิรีไฟแนนซ์ (Refinance)
  • ลูกค้ารายใหม่ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ ภายใต้มาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หรือเสริมสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจให้มีโอกาสฟื้นตัวในการประกอบอาชีพ หรือธุรกิจต่อไป

 

ณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ
ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้

 

1. พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง

 

2. ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน

 

3. สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม

 

4. สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance) โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน

 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ

The post ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วมใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโร ‘ไขรหัสสถานะบัญชี’ กลไกชุบชีวิตลูกหนี้ หนุนโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยรายย่อยฟื้นกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่ https://thestandard.co/credit-bureau-cleardebt/ Wed, 12 Nov 2025 10:40:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1142564 เครดิตบูโร ‘ไขรหัสสถานะบัญชี’ กลไกชุบชีวิตลูกหนี้ หนุนโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยรายย่อยฟื้นกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เผยรายละเอียดระบบ ‘รห […]

The post เครดิตบูโร ‘ไขรหัสสถานะบัญชี’ กลไกชุบชีวิตลูกหนี้ หนุนโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยรายย่อยฟื้นกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโร ‘ไขรหัสสถานะบัญชี’ กลไกชุบชีวิตลูกหนี้ หนุนโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยรายย่อยฟื้นกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เผยรายละเอียดระบบ ‘รหัสสถานะบัญชี’ ที่จะใช้สนับสนุนโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โดยลูกหนี้ที่ชำระหนี้ครบจะได้รับ ‘รหัส 11’ หมายถึง การปิดบัญชีสถานะปกติ ขณะที่ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระตามเงื่อนไขดีจะได้รับ ‘รหัส 16’ เพื่อสะท้อนวินัยทางการเงิน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็น ‘รหัสไขประตู ให้ลูกหนี้กลับมามีเครดิตดีและเข้าถึงสินเชื่อได้อีกครั้ง

 

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดเผยว่า “NCB มีความยินดีที่ได้มีส่วนหนุนเสริม โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ สามารถใช้เครื่องมือข้อมูลเครดิตเพื่อช่วยประชาชนในการที่จะเข้าถึงสินเชื่อต่อไปในอนาคต

 

โดย NCB จะมีส่วนช่วยในแง่ของรหัสสถานะบัญชีที่จะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้ที่เข้าโครงการฯ ดังนี้

 

  • ลูกหนี้ที่สามารถปิดจบหนี้ได้จะได้รับ ‘รหัส 11’ ซึ่งหมายถึงการปิดบัญชีสถานะปกติ และข้อมูลดังกล่าวจะคงอยู่ในระบบอีก 3 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามและวินัยในการชำระหนี้จากหนี้เสียสู่การปิดบัญชีแล้ว
  • สำหรับลูกหนี้ที่เข้าโครงการ ฯ และผ่อนชำระดีจะได้รับ ‘รหัส 16’ จนเมื่อปิดบัญชี ก็จะได้รับ ‘รหัส 11’

 

รหัสเหล่านี้มีประโยชน์เพื่อแสดงว่า บัญชีเป็นปกติ ไม่มีหนี้ค้างชำระ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจความพยายามและการชำระหนี้ที่ดี ซึ่งจะเป็น ‘ประตูสู่โอกาส’ ของการขอสินเชื่อต่อไปในอนาคต”

 

โดย ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีทางเลือกในการชำระหนี้ 2 รูปแบบ คือ

 

(1) จ่ายปิดจบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที
(2) ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดให้ลูกหนี้ผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 3 ปี และจะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

 

ทั้งนี้ โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เป็นมาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียเฉพาะกิจ ที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว ภายใต้นโยบาย ‘Quick Big Win’ ของรัฐบาล ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน

 

โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะเป็นผู้รับโอนหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ NPLs ของธนาคารพาณิชย์ และ Non-bank ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ ที่มียอดค้างชำระไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ให้สามารถปิดหนี้เสียและกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่

 

ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติ เพื่อลดภาระหนี้ เช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เป็นต้น ทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจ่ายชำระได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติการชำระหนี้ใน NCB ที่ดีขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง

 

พร้อมกันนี้ NCB แนะนำให้ประชาชนทุกคน ตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันสถานะทางการเงิน และใช้ข้อมูลเครดิตเป็นเครื่องมือวางแผนทางการเงิน โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ที่เว็บไซต์ www.ncb.co.th

The post เครดิตบูโร ‘ไขรหัสสถานะบัญชี’ กลไกชุบชีวิตลูกหนี้ หนุนโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยรายย่อยฟื้นกลับมามีชีวิตทางการเงินใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้าโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นหนี้เสีย 3.4 ล้านราย https://thestandard.co/fast-debt-help-restart-lives/ Wed, 12 Nov 2025 01:34:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1142267 คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบัน […]

The post คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้าโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นหนี้เสีย 3.4 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ร่วมกันเดินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ขึ้น ในชื่อ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( NPL) ทุกประเภทสินเชื่อซึ่งในระยะแรก (เฟส 1) จะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท

 

คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย 1

แผนดำเนินการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เฟส 1

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำ โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เป็นโครงการเรือธงภายใต้เสาหลักที่สองของการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน โดยมุ่งหวังให้ความช่วยเหลืออย่างยั่งยืนแก่ผู้มีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตที่ฉุดรั้งทั้งชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.เอกนิติ ชี้ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน หากปล่อยไว้จะดึงไม่เพียงแค่เศรษฐกิจไทย แต่ยังรวมถึงชีวิตของคนไทยและครอบครัวของคนที่เป็นหนี้จำนวนมาก การแก้ปัญหาหนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ในอนาคต

 

กลุ่มเป้าหมายและขนาดของหนี้

 

โครงการนี้มุ่งเน้นการช่วยกลุ่มประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งในอดีตมีจำนวนถึง 3.4 ล้านราย และยังไม่นับรวมจำนวนสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา เมื่อนับเป็นจำนวนบัญชี มีบัญชีที่เกี่ยวข้องโดยประมาณ 4.7 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 120,000 ล้านบาท

 

โครงการนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า การแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC

 

เป้าหมายของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การดึงหนี้ออกจากสถาบันการเงินไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในระยะสั้นเท่านั้น แต่คือการ ‘ชุบชีวิต’ ลูกหนี้เพื่อให้พวกสามารถหายใจคล่องขึ้น วิธีการช่วยเหลือรวมถึง

 

  • การตัดหนี้ ตามความสามารถของลูกหนี้
  • การลดหนี้ ให้เหลือในระดับที่ลูกหนี้สามารถจ่ายไหว
  • การยืดหนี้ ให้ลูกหนี้มีเวลาหายใจได้มากขึ้น

 

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวถึง กรณีที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจัดตั้ง AMC คาดว่จะจัดตั้งได้ภายในต้นปีหน้า

 

โดยขณะนี้กระทรวงการคลัง ได้มีการหารือกับ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. แล้ว เกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้เสียในภาคการเกษตร ผ่านการจัดตั้ง AMC ของ ธ.ก.ส. ขึ้นเอง แต่ยังไม่มีการกำหนดจำนวนมูลหนี้ต่อราย และ ขณะนี้กำลังหารือที่มาของแหล่งเงินในการจัดตั้ง AMC

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การจัดตั้ง AMC ของ ธ.ก.ส. จะไม่ได้รวมอยู่ในโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ แต่จะดำเนินคู่ขนานแทน เนื่องจากลักษณะหนี้ของเกษตรกร มีโครงสร้างหนี้ที่ต่างจากประชาชนทั่วไป เพราะขึ้นอยู่กับฤดูกาลทางการเกษตรเป็นหลัก วิธีการจึงแตกต่างจากประชาชนทั่วไป

 

ทั้งนี้ AMC ของ ธ.ก.ส. จะมีขนาดเล็กกว่า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ โดยจะมีขนาดหนี้เสียไม่ถึง 10,000 ล้านบาท แต่คาดว่า AMC ของ ธ.ก.ส. จะสามารถช่วยคนได้ถึงล้านคนเช่นกัน

 

“ขนาดคงจะเล็กกว่าเยอะ แต่จะช่วยคนได้เยอะเหมือนกัน เป็นหลักล้านคนเหมือนกัน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ผู้ว่าแบงก์ชาติฯ หวัง ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยคนเป็นหนี้เสียกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ

 

ด้าน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง แม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลงจากกว่า 90% แต่ปัจจุบันยังคงอยู่ที่ 87% ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงพอสมควร โครงการนี้เกิดขึ้นจากความพยายามร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาส่วนนี้

 

โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในจำนวนน้อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งแม้ว่าปริมาณหนี้รวมอาจจะไม่มาก แต่คิดเป็นจำนวนบัญชีประมาณ 4.7 ล้านบัญชี หรือ 3.4 ล้านราย ที่สำคัญคือ หนี้กลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของจำนวนรายหัว คิดเป็นสัดส่วน 60% ของทั้งหมด

 

ดังนั้น การช่วยเหลือกลุ่มนี้จึงเป็นการช่วยคนและช่วยระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับนโยบายของ ธปท. ที่ต้องการเข้าถึงและแก้ไขปัญหารายจุด เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

ในการดำเนินการระยะแรกนี้ ธปท. ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกในเครือ โดยเลือกกลุ่มที่มีจำนวนบัญชีสูงถึง 1.6 ล้านบัญชี จากทั้งหมด 4.7 ล้านบัญชี มาดำเนินการก่อน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ประสานงานกับธนาคารของรัฐ ซึ่งมีลูกหนี้ในกลุ่มเป้าหมายอีกประมาณ 300,000 กว่าบัญชี ลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องเป็นหนี้ที่เป็น NPL ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เท่านั้น

 

คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย 2

รายละเอียดของโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

 

โครงการนี้ใช้แหล่งเงินทุนที่เหลือจากการลดค่าธรรมเนียมกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF TF) จาก 0.46% เหลือ 0.23% ในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการ ‘คุณสู้เราช่วย’ การใช้เงินส่วนนี้ทำให้ ไม่เป็นภาระนโยบายการคลังของรัฐบาล

 

หนี้ในส่วน 1.6 ล้านบัญชีนี้จะถูกโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ซึ่งเป็นบริษัทที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้น 100% โดย SAM จะถูกปรับบทบาทและตำแหน่งให้เป็น Social AMC หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม ซึ่งจะเปลี่ยนระบบและบุคลากรใหม่ และมุ่งเน้นการดูแลรายย่อยและสังคม โดยไม่ได้มุ่งหวังกำไร ความตั้งใจคือการช่วยให้ลูกหนี้ในกลุ่ม 1.6 ล้านคนนี้กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติให้ได้มากที่สุด

 

เปิดมาตรการผ่อนปรนเพื่อลูกหนี้

 

การโอนหนี้ไปอยู่กับ Social AMC ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้มีเงื่อนไขที่ ผ่อนปรนอย่างมาก โดยสิทธิประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับมีดังนี้

 

  • ค่าธรรมเนียมที่ค้างอยู่ รวมถึงดอกเบี้ยปกติและดอกเบี้ยผิดนัดที่ค้างอยู่ จะถูกยกให้ทั้งหมด
  • เงินต้นจะถูกลดลงในสัดส่วนที่สูงพอสมควร
  • ลูกหนี้มีทางเลือกในการชำระหนี้ 2 รูปแบบ คือ

 

-จ่ายปิดจบครั้งเดียว หากลูกหนี้ติดต่อและจ่ายหนี้ปิดจบได้ทันที มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่ำกว่า 30,000 บาท บัญชีจะเปลี่ยนเป็น รหัส 11 กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ ได้ทันที

 

-ผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนได้ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยระหว่าง 3 ปีนี้ จะไม่คิดดอกเบี้ย บัญชีจะถูกเปลี่ยนเป็นรหัส 16 และเมื่อผ่อนหมดก็จะกลับไปเป็นรหัส 11 กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติได้เลย

 

ผู้ว่าการ ธปท. ได้ระบุว่า เมื่อลูกหนี้กลับมาเป็นปกติแล้ว พวกเขาสามารถกลับเข้าไปสู่สถาบันการเงิน ทั้งแบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์ เพื่อขอสินเชื่อที่จำเป็นในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ต่อไปได้

 

คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นเสีย 3.4 ล้านราย 3

การดำเนินการเพียงครั้งเดียวและไทม์ไลน์

 

ผู้ว่าการ ธปท. เน้นย้ำว่า สิ่งที่ดำเนินการนี้เป็น มาตรการครั้งเดียว และ จะไม่ทำอีกแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านศีลธรรม (Moral Hazard) หลังจากนี้ ธปท. จะดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้อื่น ๆ ต่อไป

 

สำหรับไทม์ไลน์การทำงาน มีดังนี้

 

  • เดือนธันวาคมนี้ มีการทำสัญญาและรายละเอียดทั้งหมดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • 1 มกราคม 2569 SAM จะเริ่มเข้ามาเป็นเจ้าของสินทรัพย์นี้อย่างเป็นทางการ
  • หลัง 1 มกราคม 2569 ลูกหนี้สามารถเริ่มชำระหนี้ได้ โดยช่วงแรกอาจชำระผ่านสถาบันการเงินเดิมที่ช่วยเก็บหนี้ให้ ก่อนที่ระบบของ SAM จะพร้อมสมบูรณ์

 

วิทัย ยังคาดว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้สำเร็จราว 30-50% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด 1.6 ล้านบัญชี คิดเป็นอย่างน้อย 5-8 แสนราย

 

นอกจากนี้ธปท. ได้ขยายระยะเวลาอนุญาตให้มีการจัดตั้ง AMC ร่วมทุน (Joint Venture AMC) อีกครั้ง หลังจากที่ใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 2567 โดยมีธนาคารพาณิชย์อย่างน้อย 2-3 แห่งแสดงความสนใจเข้าร่วมจัดตั้ง JV AMC เพื่อรับโอนหนี้ส่วนที่เหลือจากระบบ

 

อย่างไรก็ตาม วิทัยย้ำว่า โครงการ JV AMC ดังกล่าวอาจไม่สามารถเสนอเงื่อนไขผ่อนปรนได้ลึกเทียบเท่าโครงการ Social AMC

The post คลัง-แบงก์ชาติ-ภาคการเงิน เดินหน้าโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยประชาชน หวัง ‘ชุบชีวิต’ คนเป็นหนี้เสีย 3.4 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings มองคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ไทยยัง ‘อ่อนแอ’ เตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม https://thestandard.co/fitch-warns-thai-bank-npls-rise/ Thu, 16 Oct 2025 08:32:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1131442 Fitch Ratings

ฟิทช์ เรทติ้งส์ มองคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารไทยยังคง ‘อ่ […]

The post Fitch Ratings มองคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ไทยยัง ‘อ่อนแอ’ เตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings

ฟิทช์ เรทติ้งส์ มองคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารไทยยังคง ‘อ่อนแอ’ พร้อมเตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อขยับขึ้นอีกในปีนี้ท่ามกลางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอ่อนแอ ประเมินแรงกดดันส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม SME

 

วันนี้ (15 ตุลาคม) ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) คาดว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (impaired-loan ratio) ของภาคธนาคารไทยจะขยับเพิ่มจาก 3.4% ในปี 2567 เป็น 3.7% ในปี 2568 และน่าจะยังทรงตัวในปี 2569

 

โดยแรงกดดันส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 7.9% ในครึ่งแรกของปี 2568 (จากสิ้นปี 2567ที่ 7.2%) ท่ามกลางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ

 

โดยฟิทช์คาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) จะอยู่ที่ 2.2% ในปี 2568
และ 1.9% ในปี 2569 นับเป็นอัตราที่ชะลอตัวจากปี 2567 ที่ 2.5%

 

อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงน่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บ้าง

 

นอกจากนี้ หลายธนาคารได้ทำการปรับลดพอร์ทลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงมาก่อนหน้านี้แล้วและธนาคารยังคงมีความสามารถที่จะตัดจำหน่ายสินเชื่อด้อยคุณภาพได้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อกันยายนที่ผ่านมา Fitch Ratings ประกาศหั่นแนวโน้มอันดับเครดิต แบงก์ไทย 5 แห่งเป็น ‘ลบ’ (Negative) ได้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB) ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (SCBT) และธนาคารยูโอบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) (UOBT) ตามการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทย

 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวธนาคารอื่นๆ ของไทยไว้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBank) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) และบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เหตุพิจารณาจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของแต่ละธนาคารยังมีเสถียรภาพ

The post Fitch Ratings มองคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ไทยยัง ‘อ่อนแอ’ เตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโรเผย จำนวนบัญชีลูกหนี้ยังเพิ่มต่อเนื่อง ทะลุ 92 ล้านบัญชี แม้ยอดหนี้ลด จับตาหนี้เสียพุ่ง 6.93% https://thestandard.co/credit-bureau-debtors-hit-92m/ Thu, 28 Aug 2025 03:34:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1112407

เครดิตบูโรเผย ยอดหนี้คงค้างชะลอ ไม่ได้แปลว่า ปัญหาหมดไป […]

The post เครดิตบูโรเผย จำนวนบัญชีลูกหนี้ยังเพิ่มต่อเนื่อง ทะลุ 92 ล้านบัญชี แม้ยอดหนี้ลด จับตาหนี้เสียพุ่ง 6.93% appeared first on THE STANDARD.

]]>

เครดิตบูโรเผย ยอดหนี้คงค้างชะลอ ไม่ได้แปลว่า ปัญหาหมดไป ชี้จำนวนบัญชีลูกหนี้ (Account) ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื้อง สะท้อนว่า ผู้คนยังคงพยายามกู้ยืมเงินอยู่ แต่กลับสามารถกู้ยืมในจำนวนที่น้อยลง จับตาแนวโน้มหนี้เสีย (NPL) หลังพบไตรมาส 2 พุ่งขึ้น 6.93% จากปีก่อน

 

ดร. ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ตามข้อมูลหนี้สินครัวเรือน ที่จัดเก็บในระบบเครดิตบูโร ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 พบว่า สินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมทั้งระบบ (Total Consumer Loan) อยู่ที่ 13.59 ล้านล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 0.14% QoQ แต่ลดลง 0.55% YoY เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

“หนี้คงค้างในฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 13.5 ล้านล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก แม้เห็นการลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า ปัญหากำลังจะหมดไป นอกจากนี้ แม้มูลหนี้คงค้าง (Outstanding) จะเริ่มทรงตัว (Plateau) แต่จำนวนบัญชีลูกหนี้ (Account) ยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผู้คนยังคงกู้ยืมเงินอยู่ แต่กลับสามารถกู้ยืมในจำนวนที่น้อยลง” ดร. ลัษมณกล่าว

 

โดยเมื่อดูจำนวนบัญชี (Account) ลูกหนี้ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 อยู่ที่ 92.57 ล้านบัญชี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.7% QoQ และ 9.22% YoY

 

ดร. ลัษมณ ยังชี้ว่า หนี้ที่มียอดคงค้างมากที่สุด (Outstanding) ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 คือ ‘สินเชื่อที่อยู่อาศัย’ อยู่ที่ราว 5.16 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่ายังโอเคอยู่ ตรงกันข้ามกับ ประเภทสินเชื่อที่มียอดคงค้างมากที่สุดอันดับที่ 2 นั่นคือ ‘สินเชื่อส่วนบุคคล’ ที่มียอดคงค้างอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นระดับที่น่ากังวล

 

พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของ ‘สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์’ ในไตรมาสล่าสุด ที่เพิ่มขึ้น 84.21% YoY เป็นผลมาจากการเพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามาในฐานข้อมูลเครดิตบูโร อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่มีสมาชิกใหม่ แนวโน้มสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว

 

Screenshot

 

สำหรับหนี้เสีย (NPL) ที่ค้างชำระเกิน 90 วันในฐานข้อมูลเครดิตบูโรอยู่ที่ราว 1.23 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 คิดเป็นสัดส่วน 9.1% ของหนี้คงค้างทั้งหมด และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.93% YoY

 

โดยหนี้เสียส่วนใหญ่อยู่ที่ ‘สินเชื่อส่วนบุคคล’ ซึ่งอยู่ที่ 2.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.31% คิดเป็นสัดส่วน 23.18% ของ NPL ทั้งหมด รองลงมาคือ สินเชื่อยานยนต์ ซึ่งอยู่ที่ราว 2.68 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.35% คิดเป็นสัดส่วน 21.69%

 

Screenshot

 

เครดิตบูโรรุกขยายสมาชิก หวังพัฒนาข้อมูล สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ

 

ดร. ลัษมณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ในหลายประเทศทั่วโลกมีการทดสอบระบบการให้คะแนนเครดิต (Credit Scoring) หลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยยังคงใช้ Credit Score เพียงรูปแบบเดียว ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง หากใช้เพียงวิธีเดียวอาจทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถกู้เงินได้มากนัก

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นสถานการณ์ที่หลายประเทศเผชิญร่วมกัน จึงมีการพัฒนาโมเดลใหม่ๆ เพื่อให้กลุ่มที่ยังมีศักยภาพ แม้อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในช่วงนี้ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ และเมื่อเศรษฐกิจหรือภาครัฐมีการปรับนโยบายในอนาคต กลุ่มดังกล่าวก็จะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ

 

 

ดร. ลัษมณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเครดิตถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญระดับประเทศ เครดิตบูโรจึงต้องการเพิ่มจำนวนสมาชิกทั้งในเชิงปริมาณและความละเอียด นอกจากนี้ ปัจจุบันมีผู้ให้กู้หลายรายแสดงความสนใจเข้าร่วม

 

“ข้อมูลที่เรามีบ่งบอกอะไรหลายอย่างมาก สำหรับประเทศชาติ เราจึงอยากเพิ่มสมาชิกให้เข้ามาเยอะๆ และละเอียดๆ” ดร. ลัษมณกล่าว

 

พร้อมเปิดเผยว่า ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ของไทยที่กำลังจัดตั้งขึ้น ก็กำลังสมัครเป็นสมาชิกเครดิตบูโร โดยหากได้เข้าร่วม ธนาคารเหล่านั้นก็จะต้องส่งข้อมูลลูกหนี้เข้าสู่ระบบเครดิตบูโร แต่ในทางกลับกันธนาคารสามารถเรียกดูข้อมูลจากเครดิตบูโรได้เช่นเดียวกัน

 

ดร. ลัษมณกล่าวอีกว่า เครดิตบูโรได้มีผู้ให้บริการ Buy Now Pay Later รายแรกที่เข้ามาอยู่ในระบบแล้วคือ SPayLater ซึ่งได้ให้ฟีดแบ็กมาว่า ได้รับประโยชน์มากจากการเห็นข้อมูลอย่างมาก นอกจากนี้ การเข้ามาของ SPayLater ยังทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ ที่ไม่เคยมีประวัติเงินกู้อะไรเลย และจ่ายตรงตลอด มีคะแนนเครดิตที่ดีทันที

 

“จุดที่หลายคนยังไม่เข้าใจคือ การไม่มีข้อมูลเครดิตไม่ได้หมายความว่า มีเครดิตดี แต่การมีข้อมูล แม้แค่นิดเดียว แล้วปรากฏว่า มีการชำระตรงใน SPayLater ทำให้กลายเป็นคนที่มีเครดิตดีเลย ทีนี้จะไปกู้ที่อื่นก็ง่าย” ดร. ลัษมณ กล่าว

 

“SPayLater เหมือนเปิดประตูให้คนอื่นเห็นประโยชน์ของการเข้าร่วม และทำให้เครดิตบูโรเห็นข้อมูลเยอะมาก เหมือนเป็นการทดสอบระบบเครดิตบูโรเอง และอัปเกรดระบบตัวเอง เพื่อที่จะรองรับข้อมูลมหาศาลอย่างนี้ได้”

 

ภาพ: J Studios / Getty Images

The post เครดิตบูโรเผย จำนวนบัญชีลูกหนี้ยังเพิ่มต่อเนื่อง ทะลุ 92 ล้านบัญชี แม้ยอดหนี้ลด จับตาหนี้เสียพุ่ง 6.93% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กยศ. เผยปรับลดหนี้ล็อตแรกกว่า 5.5 แสนบัญชี ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้ใหม่ได้แล้ววันนี้ https://thestandard.co/student-loan-fund-slashes-debt/ Sat, 23 Aug 2025 05:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1110357

วันนี้ (23 สิงหาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post กยศ. เผยปรับลดหนี้ล็อตแรกกว่า 5.5 แสนบัญชี ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้ใหม่ได้แล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (23 สิงหาคม) อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เริ่มคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ตามพระราชบัญญัติ กยศ. ฉบับแก้ไขแล้ว

 

โดยได้ดำเนินการกับผู้กู้ยืมกลุ่มแรกจำนวน 556,000 บัญชีเสร็จสิ้น และได้แสดงยอดหนี้ใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect แล้วตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

สำหรับผู้ที่ตรวจสอบยอดหนี้แล้วพบว่ามียอดชำระเกิน สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ทางเว็บไซต์ของ กยศ. และผู้ที่ยังมีหนี้คงเหลือสามารถชำระผ่าน Mobile Banking ได้ทุกธนาคาร โดยใช้การสแกน QR Code หรือชำระผ่านช่องทางอื่นๆ ที่ กยศ. กำหนด ซึ่งระบบจะทำการปรับลดยอดหนี้ให้ภายใน 3 วันทำการ

 

อนุกูลย้ำว่า กยศ. จะเร่งดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่สำหรับผู้กู้ยืมที่เหลือทั้งหมดอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลมีความถูกต้อง และขอยืนยันว่าผู้กู้ยืมทุกคนจะไม่เสียสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างแน่นอน

The post กยศ. เผยปรับลดหนี้ล็อตแรกกว่า 5.5 แสนบัญชี ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้ใหม่ได้แล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ NIM แบงก์ไทย ลดลงต่อเนื่อง ต่ำสุดรอบ 9 ไตรมาส ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง-คุณสู้เราช่วย https://thestandard.co/thai-banks-nim-hits-9-q-low/ Thu, 21 Aug 2025 04:20:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1109582

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุท […]

The post ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ NIM แบงก์ไทย ลดลงต่อเนื่อง ต่ำสุดรอบ 9 ไตรมาส ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง-คุณสู้เราช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.72% ลดลง 3 ไตรมาสติดต่อกัน แตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 ไตรมาส หรือต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 พร้อมแจงควาคืบหน้าโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 1- 2 มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่เข้าข่าย 20% ยืนยันจะไม่ขยายเวลาลงทะเบียนเพิ่ม หลังระยะที่ 2 ครบกำหนดสิ้นกันยายนนี้

 

โดยสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานแถลงข่าวสรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ปี 2568 ว่า ในช่วงที่ผ่านมา NIM ปรับลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง และมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับของธนาคารบางแห่งลดลง

 

“ช่วงนี้ อาจจะเห็น NIM ลดลงมาก เนื่องจากมาตรการคุณสู้ เราช่วยที่ออกไป มีข้อกำหนดว่า ถ้าลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามสัญญา ธนาคารก็ต้องลดดอกเบี้ยรับให้กับลูกหนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับของธนาคารบางแห่งลดลง” สุวรรณีกล่าว

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยลง 3 ครั้งแล้ว ครั้งละ 0.25% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ต่อปี

 

สุวรรณียังอธิบายเพิ่มเติมว่า การปรับลดลงของ NIM แต่ละธนาคารก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของแต่ละแบงก์ ยกตัวอย่าง ธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อใหญ่ ซึ่งดอกเบี้ยมักจะคงที่ ตั้งแต่วันเริ่มต้นสัญญา ไม่ใช่ดอกเบี้ยลอยตัว NIM จึงอาจไม่ได้ลดมาก แต่ในบางธนาคารที่อัตราดอกเบี้ยอิงกับ M Rate เยอะ ในช่วงดอกเบี้ยขาลง NIM ก็อาจจะลดลงมากกว่า

 

ทั้งนี้ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนความสามารถในการหารายได้ของธนาคารพาณิชย์จากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่าย

 

โดย NIM คำนวณจากดอกเบี้ยรับทั้งสิ้นจากสินเชื่อ การให้กู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินและเงินลงทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ ลบด้วยมูลค่าดอกเบี้ยจ่ายทั้งสิ้น จากเงินรับฝาก ตราสารหนี้ และเงินกู้ยืมทุกประเภท รวมถึงเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หารด้วยสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย

 

สำหรับผลการดำเนินงานภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยหลักจากรายได้เงินปันผลตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองปรับเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบนโยบายการค้าโลก ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและปริมาณสินเชื่อที่ลดลง รวมทั้งจากมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่มีการลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้

 

เปิด NIM แบงก์ไทยย้อนหลัง

 

1Q65: 2.45%

2Q65: 2.51%

3Q65: 2.64%

4Q65: 2.88%

1Q66: 2.77%

2Q66: 2.95%

3Q66: 3.11%

4Q66: 3.17%

1Q67: 3.03%

2Q67: 3.04%

3Q67: 3.04%

4Q67: 2.94%

1Q68: 2.80%

2Q68: 2.72%

 

 

‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 1- 2 มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่เข้าข่ายเพียง 20% จากเป้า

 

ธปท. แจงควาคืบหน้าโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 มีลูกหนี้ลงทะเบียนเข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือมีจำนวน 740,000 รายคิดเป็น 20% ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติ ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้านเข้ามาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ พร้อมยืนยันจะไม่ขยายเวลาลงทะเบียนเพิ่ม หลังระยะที่ 2 ครบกำหนดสิ้นกันยายนนี้

 

สุวรรณี ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ระยะที่ 2 และขยายระยะเวลาลงทะเบียนโครงการ ระยะที่ 1 ว่า ลูกหนี้ทยอยสมัครเข้าโครงการผ่านระบบธปท. และผ่านสถาบันการเงินต่อเนื่อง โดยโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ตั้งแต่เปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ถึงล่าสุดวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พบว่ามีลูกหนี้ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านราย เป็นจำนวนบัญชี 2.2 ล้านบัญชี

 

แต่มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือมีจำนวน 740,000 ราย คิดเป็น 20% ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 3.7 ล้านราย และมียอดหนี้ 530,000 ล้านบาท คิดเป็น 44% ของยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.2 ล้านบาท

 

โดยลูกหนี้ที่เข้าข่ายฯ 85% หรือ 630,000 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 98% ของมูลหนี้ที่เข้าข่ายเข้าร่วมโครงการฯ จะเข้าข่ายมาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อบ้าน

 

ทั้งนี้ มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ เป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้แบบลดค่างวดและลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด เพื่อให้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยจะถูกตั้งพักไว้เป็นเวลา 3 ปี และหากผู้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข ดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับยกเว้นทั้งหมด

 

สุวรรณี กล่าวว่า ได้เร่งให้สถาบันการเงินติดต่อลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้เข้าร่วมโครงการฯ มาดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ พร้อมกับให้สถาบันการเงินช่วยดูแลลูกหนี้ลงทะเบียนโครงการฯ ระยะที่ 1 ที่ตกหล่นไม่เข้าข่ายระยะที่ 1 แต่อาจเข้าข่ายระยะที่ 2 เพื่อเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ให้ทั่วถึงมากที่สุด

 

สำหรับโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ระยะที่ 2 ลูกหนี้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 นั้น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ยืนยันว่าจะไม่ขยายระยะเวลาเพิ่มเติม เนื่องจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ถือว่าเหมาะสมแล้ว

 

The post ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ NIM แบงก์ไทย ลดลงต่อเนื่อง ต่ำสุดรอบ 9 ไตรมาส ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง-คุณสู้เราช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพาณิชย์ ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชาและอุทกภัยภาคเหนือ https://thestandard.co/scb-thai-cambodia-flood-victims/ Sat, 26 Jul 2025 05:58:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1100248

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้า […]

The post ไทยพาณิชย์ ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชาและอุทกภัยภาคเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยให้ความช่วยเหลือทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและลูกค้าผู้ประกอบการ SME ทั้งมาตรการพักชำระและสินเชื่อพิเศษเพื่อซ่อมแซมบ้านและกิจการอย่างเต็มที่

 

จากสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาและสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันจากอิทธิพลของพายุ ‘วิภา’ ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ธนาคารไทยพาณิชย์ตระหนักถึงความเดือดร้อนของลูกค้า และพร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ผ่านมาตรการเร่งด่วนที่ครอบคลุม ทั้งลูกค้าบุคคล ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและลูกค้าผู้ประกอบการ SME

 

โดยให้ความช่วยเหลือสำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ ทั้งในรูปแบบการพักชำระหนี้ และการสนับสนุนสินเชื่อใหม่เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย รวมถึงฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

กลุ่มลูกค้าบุคคล และกลุ่มลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการ ประกอบด้วย

 

1. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

 

  • สำหรับลูกค้าปัจจุบัน – สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบ้านคือเงิน (My Home My Cash) พักชำระเงินต้นนาน 3 เดือน
  • สำหรับลูกค้าใหม่ – สินเชื่อบ้านได้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมบ้าน (สินเชื่อบ้านได้เพิ่ม สำหรับลูกค้าสินเชื่อบ้าน (Home Loan Top Up) หรือ สินเชื่อบ้านได้เพิ่ม สำหรับลูกค้าสินเชื่อบ้านคือเงิน (My Home My Cash Top Up)) ดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม และ อาคารพาณิชย์

 

2. สินเชื่อรถยนต์ สำหรับลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ สามารถพักชำระหนี้สูงสุด 3 เดือน และขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระสูงสุด 3 เดือน (รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 65 ปี)

 

3. สินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการ (SSME)

 

  • สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการปัจจุบัน พักชำระเงินต้นสูงสุดนาน 3 เดือน และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 3.5% ต่อปี นาน 24 เดือน ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี
  • สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการที่ต้องการขอสินเชื่อใหม่ (ยอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาทต่อปี) สามารถขอสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยมีเงื่อนไข ดังนี้:
    • อัตราดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 3.5% ต่อปี ในช่วง 24 เดือนแรก ค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อ (Front-End Fee) 1%
      ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี
    • วงเงินสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย (รวมวงเงินจากทุกสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ)
    • ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
    • ลูกค้าต้องนำเงินกู้ไปใช้เพื่อฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ไม่สามารถนำไปชำระหนี้เดิม หรือ Refinance
    • ต้องยื่นเอกสารแสดงความเสียหายหรือผลกระทบจากสถานการณ์ประกอบการพิจารณา
      ลูกค้าสามารถติดต่อขอเข้าร่วมโครงการได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร SCB Customer Call Center โทร 02-777-7777 ได้ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 – 31 ตุลาคม 2568

 

ลูกค้าผู้ประกอบการ SME ธนาคารมีโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม ผ่าน 4 มาตรการหลัก ประกอบด้วย
พักชำระเงินต้นสูงสุดนาน 6 เดือน

 

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 3 เดือน
  • เพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราว วงเงินสูงสุด 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม และไม่เกิน 10 ล้านบาท
  • วงเงินกู้สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซม หรือซื้อทดแทนทรัพย์สินที่เสียหายของกิจการ สูงสุด 20% ของวงเงินเดิม ไม่เกิน 10 ล้านบาท

 

ลูกค้าผู้ประกอบการ SME สามารถติดต่อขอเข้าร่วมโครงการได้ที่เจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ และ SCB Business Call Center โทร 02-722-2222 ได้ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และพร้อมดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถในการพิจารณาคำร้องของลูกค้าทุกท่านเพื่อให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบกลับมาฟื้นตัวได้อย่างทันท่วงที

The post ไทยพาณิชย์ ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชาและอุทกภัยภาคเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติขอความร่วมมือ ‘แบงก์-นอนแบงก์’ ช่วยลูกหนี้ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ลดผ่อน-เพิ่มวงเงิน-ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/bot-border-debt-relief/ Fri, 25 Jul 2025 13:22:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1100071 bot-border-debt-relief

แบงก์ชาติขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะก […]

The post แบงก์ชาติขอความร่วมมือ ‘แบงก์-นอนแบงก์’ ช่วยลูกหนี้ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ลดผ่อน-เพิ่มวงเงิน-ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
bot-border-debt-relief

แบงก์ชาติขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน เร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ เพิ่มวงเงินฉุกเฉินชั่วคราว ลดหรืองดเว้นดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้

 

วันนี้ (25 กรกฎาคม) สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่รุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย การดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ได้รับผลกระทบขาดรายได้และมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

 

ธปท. จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวตามความเหมาะสมโดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. สินเชื่อบัตรเครดิต: สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

 

  1. สินเชื่อส่วนบุคคล: ภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

 

  1. สินเชื่อทุกประเภท: สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

 

ทั้งนี้ ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสถานการณ์ด้วย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที ธปท. ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจากเหตุการณ์ครั้งนี้

The post แบงก์ชาติขอความร่วมมือ ‘แบงก์-นอนแบงก์’ ช่วยลูกหนี้ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ลดผ่อน-เพิ่มวงเงิน-ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คุณสู้ เราช่วย เฟส 2’ ขยายกลุ่มเป้าหมาย ค้างชำระ 1 วันก็เข้าร่วมได้ แต่ต้องเคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน สมัครได้ถึง 30 กันยายน https://thestandard.co/you-fight-we-help-2-debt-relief/ Tue, 01 Jul 2025 05:13:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1091375

ครม.เห็นชอบการขยายคุณสมบัติของลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโ […]

The post ‘คุณสู้ เราช่วย เฟส 2’ ขยายกลุ่มเป้าหมาย ค้างชำระ 1 วันก็เข้าร่วมได้ แต่ต้องเคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน สมัครได้ถึง 30 กันยายน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครม.เห็นชอบการขยายคุณสมบัติของลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ให้รวมถึงลูกหนี้ที่ค้างชำระมากกว่า 365 วัน และลูกหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ 1-30 วัน โดยเคยมีการปรับโครงสร้างหนี้ ขยาย ‘มาตรการจ่าย ปิด จบ’ ให้ครอบคลุมภาระหนี้จำนวน 10,000 บาท (สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน) และ 30,000 บาท (สินเชื่อที่มีหลักประกัน) สมัครได้ถึง 30 กันยายน

 

วันนี้ (1 กรกฎาคม) ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายคุณสมบัติของลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งจะช่วยเหลือลูกหนี้ได้ทุกกลุ่มและช่วยเหลือประชาชนมากขึ้นไปกว่าเดิม ดังนี้

 

1) การขยายคุณสมบัติมาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์: ขยายให้รวมถึงลูกหนี้ที่ค้างชำระมากกว่า 365 วัน และลูกหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ 1-30 วัน โดยเคยมีการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งประเภทลูกหนี้และวิธีการให้ความช่วยเหลือยังคงเหมือนเดิม ได้แก่

 

ประเภทลูกหนี้: (1) ลูกหนี้สินเชื่อบ้านและ/หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภาระเป็นหลักประกัน (Home for Cash) ที่มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท (2) สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และ/หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ (Car for Cash) มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 800,000 บาท และสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และ/หรือ Car for Cash มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงิน 50,000 บาท และ (3) สินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท

 

วิธีการช่วยเหลือ: ลดการผ่อนค่างวดในช่วงระยะเวลา 3 ปี โดยในปีที่ 1 ชำระค่างวดร้อยละ 50 ปีที่ 2 ชำระค่างวดร้อยละ 70 และปีที่ 3 ชำระค่างวดร้อยละ 90 ของค่างวดก่อนเข้าร่วมมาตรการ และยกเว้นดอกเบี้ยให้หากลูกหนี้สามารถทำตามเงื่อนไขของมาตรการได้ครบ 3 ปี

 

2) การขยายยอดคงค้างหนี้และประเภทหนี้ตามมาตรการจ่าย ปิด จบ: ขยายให้ครอบคลุมภาระหนี้จำนวน 10,000 บาท หากเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) และ 30,000 บาท หากเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loan) ซึ่งวิธีการให้ความช่วยเหลือยังคงเหมือนเดิม คือลูกหนี้จ่ายเพียง 10% เพื่อเป็นการชำระหนี้ปิดบัญชีทันที

 

3) การเพิ่มมาตรการใหม่ ‘มาตรการจ่าย ตัด ต้น’: เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ NPLs ซึ่งมีสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขเป็นการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (Term Loan) และกำหนดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ ที่ร้อยละ 2 ของยอดคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี และยกเว้นดอกเบี้ยให้เลยหากลูกหนี้สามารถทำตามเงื่อนไข
ได้ครบ 3 ปี

 

ทั้งนี้ คาดว่าการขยายโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” นี้จะช่วยเหลือลูกหนี้ได้เพิ่มเติมอีกกว่า 1.8 ล้านราย หรือ 2.0 ล้านบัญชี ยอดสินเชื่อคงค้างรวม 310,000 ล้านบาท โดยขยายระยะเวลารับสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 30 กันยายน 2568

The post ‘คุณสู้ เราช่วย เฟส 2’ ขยายกลุ่มเป้าหมาย ค้างชำระ 1 วันก็เข้าร่วมได้ แต่ต้องเคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน สมัครได้ถึง 30 กันยายน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา https://thestandard.co/finance-minister-ghb-premium-housing/ Tue, 24 Jun 2025 00:57:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1088249

รมว.คลัง สั่ง ธอส. รุกตลาดสินเชื่อบ้าน 7 ล้านบาทขึ้นไป […]

The post รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา appeared first on THE STANDARD.

]]>

รมว.คลัง สั่ง ธอส. รุกตลาดสินเชื่อบ้าน 7 ล้านบาทขึ้นไป ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มเพียง 1.79% ต่อปี หวังเพิ่มการแข่งขัน พร้อมให้อัดสินเชื่อเพิ่มอีกกว่า 150,000 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง หวังกระตุ้นอสังหาไทย หนุนการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโตเพิ่มขึ้น

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบนโยบายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 รวมมูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ สร้างการจ้างงาน และขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมอีก 4 มาตรการ ประกอบด้วย

 

1. ออกสินเชื่อบ้าน Premier Home สำหรับลูกค้าที่มีกำลังซื้อ วงเงินให้กู้ตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.79% ต่อปี

 

2. ปล่อยสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุด 300,000 บาท โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ผ่าน ‘สินเชื่อซ่อม-แต่ง’ และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา ผ่าน ‘สินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus’

 

3. สินเชื่อ Pre Finance Premium สำหรับผู้ประกอบการอสังหาคุณสมบัติตามที่ธนาคารกำหนด ในพื้นที่ทำเลที่มีศักยภาพ 27 จังหวัด อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.90% ต่อปี

 

4. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC3) กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ได้รับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเงินงวด นานสูงสุด 1 ปี โดยอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เพียง 0% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน

 

“ธอส. มีความเข้มแข็งทางการเงิน เห็นได้จากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) และอัตราการปล่อยสินเชื่อที่สูง ธอส. พร้อมที่จะขยายไปสู่ธุรกิจอสังหาในรูปแบบอื่นๆ โดยรัฐพยายามผลักดันให้ ธอส. เข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม หรือบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินอื่นๆ เข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้น” พิชัยกล่าว

 

มาตรการชุดนี้มีขึ้นหลังจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธอส. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/68 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีมูลค่าลดลง -13%YoY โดยเป็นการชะลอตัวในทุกภูมิภาค ขณะที่มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ มูลค่า 109,368 ล้านบาท ลดลง 10%YoY

 

โดย REIC ยังคาดว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งปี 2568 จ่อลดลง 0.8%YoY พร้อมคาดว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศทั้งปีนี้ลดลง 0.3% จะเป็นการติดลบเป็นปีที่ 3 หลังจากในปี 2556 ติดลบไปแล้ว -2.8% และ -13.4% ในปี 2567

 

ธอส. ช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง รักษาบ้านให้คนไทยแล้วกว่า 373,000 บัญชี

 

กมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาตรการ DC3 มีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 4,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งจากการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงการคลังในครั้งนี้ได้มีส่วนช่วยเหลือและทำให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้กว่า 100,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเดินหน้าเป็นกลไกหลักของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 อีกกว่า 150,000 ล้านบาท เพื่ออัดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทั้งปีสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย 241,780 ล้านบาท นับเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นภาคอสังหาให้ขยายตัวได้ดีขึ้น ส่งอานิสงส์บวกต่อการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องให้ขยายตัวได้ดีขึ้น และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป

 

นอกจากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแล้ว ธอส. ยังได้ช่วยเหลือลูกค้าตามนโยบายกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนิน ‘โครงการคุณสู้ เราช่วย’ ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 80,939 บัญชี

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคุณสู้ เราช่วย ธอส. ก็มีมาตรการในการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้มาอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 373,000 บัญชี

 

แบ่งเป็น ปี 2567 มีลูกค้าที่ได้รับการแก้ไขหนี้และกลับมามีสถานะปกติแล้วกว่า 238,000 บัญชี ผ่านมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567 (HD1-HD3) และมาตรการในการช่วยลูกค้าลดเงินงวดผ่อนชำระ พักชำระดอกเบี้ยนานสูงสุด 1 ปี

 

โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 ธอส. ช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มดังกล่าวให้กลับมามีสถานะปกติแล้วกว่า 135,000 บัญชี จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC1-DC2)

The post รมว.คลัง สั่ง ‘ธอส.’ รุกตลาดบ้านพรีเมียมราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมอัดสินเชื่อเพิ่มในครึ่งปีหลัง ปลุกภาคอสังหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เผย ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 ชัดเจน มิ.ย. นี้ ชี้การปรับเกณฑ์ลูกหนี้ค้างชำระ 1 วันเข้าร่วม ‘ต้องรอดูเงื่อนไข’ https://thestandard.co/bot-khunsoo-phase-2-june/ Tue, 20 May 2025 13:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1076486

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่ากา […]

The post ธปท. เผย ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 ชัดเจน มิ.ย. นี้ ชี้การปรับเกณฑ์ลูกหนี้ค้างชำระ 1 วันเข้าร่วม ‘ต้องรอดูเงื่อนไข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายขอบเขตการให้ความช่วยเหลือโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) และต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุดต่างๆ จึงคาดว่าจะประกาศเกณฑ์ใหม่ หรือ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ระยะที่ 2 ได้ช่วงกลางเดือนมิถุนายน หรือปลายเดือนมิถุนายน 2568 ก่อนที่จะครบกำหนดปิดลงทะเบียนระยะแรกในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

 

ดังนั้น กรณีที่มีข่าวจะขยายคุณสมบัติลูกหนี้ของมาตรการ ‘จ่ายตรง คงทรัพย์’ จากเดิมที่ต้องค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป (ณ วันที่ 30 ตุลาคม 67) ปรับเป็นลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1 วันขึ้นไปนั้น สุวรรณีกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงใช้เกณฑ์เดิมคือ ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ต้องมีสถานะหนี้ค้างชำระ 30 วันขึ้นไป และหากจะขยายขอบเขตเป็นค้างชำระ 1 วัน ต้องดูว่าลูกหนี้เข้าข่ายเป็นอย่างไร และต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบด้วย

 

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะแรก สามารถเข้าร่วมระยะที่ 2 ได้ด้วย เพราะเป็นการขยายขอบเขตคุณสมบัติเท่านั้น แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับยังเหมือนเดิม

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างหารือกับ ธปท. เพื่อขยายเงื่อนไขโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ อาทิ การขยายคุณสมบัติลูกหนี้ของมาตรการ ‘จ่ายตรง คงทรัพย์’ จากเดิมที่ต้องค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป (ณ วันที่ 30 ตุลาคม 67) ปรับเป็นลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1 วันขึ้นไป และเคยปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าร่วมมาตรการได้มากยิ่งขึ้น

 

เปิดความคืบหน้า ‘คุณสู้ เราช่วย’

 

สำหรับความคืบหน้าคุณสู้ เราช่วย ตั้งแต่เริ่มโครงการเดือนธันวาคม 2567 ถึง 19 พฤษภาคม 2568 พบว่า จำนวนลูกนี้ลงทะเบียนทั้งหมด 1.3 ล้านราย จากลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติทั้งหมด 1.9 ล้านราย แต่มีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนแล้วสามารถเข้าร่วมโครงการได้ 580,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 30 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติทั้งหมด หรือมียอดหนี้ 430,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ 890,000 ล้านบาท

 

สุวรรณีกล่าวอีกว่า จากลูกหนี้ที่ลงทะเบียนแล้วสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ณ เดือนมีนาคม 2568 มีลูกหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว คิดเป็นยอดหนี้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน เนื่องจากสถาบันการเงินสามารถติดต่อลูกหนี้ได้มากกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ

The post ธปท. เผย ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 ชัดเจน มิ.ย. นี้ ชี้การปรับเกณฑ์ลูกหนี้ค้างชำระ 1 วันเข้าร่วม ‘ต้องรอดูเงื่อนไข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชน ขอเหตุผล กยศ. หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท ชี้แก้ปัญหาให้ลูกหนี้กลับตาลปัตร ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม https://thestandard.co/student-loan-3000-baht-deduction/ Fri, 02 May 2025 10:53:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1070686 student-loan-3000-baht-deduction

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย […]

The post สส. พรรคประชาชน ขอเหตุผล กยศ. หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท ชี้แก้ปัญหาให้ลูกหนี้กลับตาลปัตร ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
student-loan-3000-baht-deduction

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย สุรพันธ์ ไวยากรณ์ สส. นนทบุรี, ปารมี ไวจงเจริญ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หักเงินเพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนจากผู้ค้างชำระหนี้ โดยหักเพิ่มรายละ 3,000 บาท มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นไป

 

สุรพันธ์กล่าวว่า ในส่วนนี้ สส.พรรคประชาชน ได้นำมาเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ สภาผู้แทนราษฎร อย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา กรรมาธิการจึงมีมติทำหนังสือสอบถามไปยัง กยศ. เรื่องรายละเอียดการหักเงินดังกล่าว ต่อมา  กยศ. ได้ทำหนังสือแจ้งกลับว่าเป็นไปตามอำนาจของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 และประกาศคณะกรรมการกองทุน 2567 พบว่าหนังสือดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน จึงยังมีข้อสงสัยในหลายประเด็น เช่น

 

  1. กรณีที่นายจ้างต้องหักเงินเพิ่ม 3,000 บาท นอกเหนือจากยอดหักเดิม ตรงนี้มองว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้กู้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และ กยศ. ยังไม่มีแนวทางผ่อนปรนที่ชัดเจน เห็นเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งการลงทะเบียนออนไลน์ และที่ตั้งของ กยศ. ในกรุงเทพฯ

 

  1. พบว่าเดือนเมษายน 2568 มีลูกหนี้ทำการปรับโครงสร้างหนี้ถึง 1.74 แสนราย ในเดือนเดียว จึงทำให้ยอดผู้ปรับโครงสร้างสะสมเพิ่มขึ้นเป็นถึง 400,000 ราย เฉพาะเดือนเดียวเพิ่มขึ้นถึง 896.36% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงตั้งข้อสังเกตว่าการส่งจดหมายเรียกเก็บเงินเพิ่ม เป็นการบีบบังคับให้ลูกหนี้เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่

 

  1. การเดินทางการปรับโครงสร้างหนี้มีเพียงสาขาที่กรุงเทพมหานคร แต่ที่จังหวัดยังไม่มี กยศ. จึงให้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างทางออนไลน์ แต่ระบบรองรับยังไม่เสถียร โดย กยศ.รับปากว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ระบบออนไลน์ของ กยศ.จะปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น จึงทำให้เกิดข้อย้อนแย้งว่า กยศ.อยากให้ลูกหนี้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2568 หรือไม่ เหตุใด กยศ.ไม่ทำให้ระบบเกิดความเสถียรก่อนให้ผู้กู้ลงทะเบียน

 

  1. พบว่าลูกหนี้ 3.5 ล้านราย อยู่ระหว่างการชำระหนี้ แต่มีตัวเลขผู้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้เพียง 400,000 ราย หรือคิดเป็น 13% ดังนั้นอีก 87% ที่เหลือ กยศ.ยังไม่ชี้แจงว่าอยู่ในสถานะใด จึงอยากให้ กยศ.ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

 

ด้านสหัสวัตกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพี่น้องชาวแรงงานได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แม้ กยศ.อยากให้วิธีการนี้เป็นวิธีการให้ลูกหนี้หันกลับมาพูดคุยกับ กยศ. แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นวิธีการที่กลับหัวกลับหาง หาก กยศ. อยากให้ปรับโครงสร้างหนี้ ควรแจ้งล่วงหน้าหรือตั้งกรอบเวลาไว้ที่ 3 เดือน ให้ลูกหนี้เข้ามาคุยก่อนการเรียกเก็บเพิ่ม แต่พอมาเรียกเก็บทันทีโดยไม่มีการพูดคุยหรือแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้พี่น้องแรงงานจำนวนมากไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้

 

“3,000 บาทในช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เด็กกำลังจะเปิดเทอม กลายเป็นว่าโดน กยศ.หักเพิ่ม 3,000 บาท ลูกก็กำลังจะเปิดเทอม กลายเป็นภาระซับซ้อนไปหมดของพี่น้องแรงงานในตอนนี้ หลายคนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หนี้นอกระบบ” สหัสวัตกล่าว

 

สหัสวัตยังกล่าวว่า หากเป้าหมายของ กยศ. ต้องการให้คนมาใช้หนี้ มองว่ามาตรการนี้ไม่ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะทำให้คนมาใช้หนี้ กยศ. เพิ่ม และกลายเป็นหนี้ส่วนอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก ตอนนี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น คิดว่า กยศ. ออกมาตรการโดยไม่คำนึงถึงสิ่งนี้ ท้ายที่สุดจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมากับพี่น้องแรงงานจำนวนมาก

 

“เงิน 3,000 บาท สำหรับหลายคนอาจจะดูไม่มาก แต่สำหรับแรงงานที่ทำงานเดือนละ 10,000 กว่าบาท แล้วมีภาระที่ต้องใช้จ่าย เงิน 3,000 บาทนี่มันเยอะมาก ผมไม่แน่ใจว่าคุณคิดเรื่องนี้ คิดบนพื้นฐานอะไร แต่ยืนยันว่าการคิดเรื่องนี้ เป็นการคิดที่ไม่รอบคอบหรือเปล่า จึงอยากให้ กยศ. พิจารณามาตรการนี้ใหม่ ว่าหากันแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นหรือไม่ อาจเป็นโทษมากกว่าบวก” สหัสวัตกล่าว

 

ขณะที่ปารมีกล่าวถึงการบริหารภายในของ กยศ. ว่ายังไม่ประณีต แม้จะมีกฎหมายรองรับจนเกิดปัญหาเรื่องเรียกเก็บเงิน 3,000 บาท ทำให้ผู้กู้ขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้นับจากการแก้กฎหมายเมื่อปี 2566 ทาง กยศ. ยังไม่สามารถคำนวณหนี้ใหม่ และปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ได้ ที่ผ่านมาทำได้เพียง 400,000 กว่าราย จากลูกหนี้ 3.5 ล้านราย จากปี 2566 จนถึงปัจจุบัน มองว่าการดำเนินงานของ กยศ. ไร้ประสิทธิภาพ จึงต้องแก้ตรงนี้ให้ได้

 

ปารมีกล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะเป็นการคำนวณหนี้ใหม่ เนื่องจากดอกเบี้ยลดลง ผู้กู้บางรายอาจจะต้องได้รับเงินคืน ทั้งหมดกว่า 2 พันล้านบาท ตรงนี้ กยศ. ยังไม่ได้ตอบว่า ได้คืนเงินลูกหนี้หลายรายแล้วหรือยัง อาจทำให้สังคมสงสัยว่า กยศ. ไม่มีเงินคืนให้หรือไม่

The post สส. พรรคประชาชน ขอเหตุผล กยศ. หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท ชี้แก้ปัญหาให้ลูกหนี้กลับตาลปัตร ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน! จ่ายขั้นต่ำ ‘ยิ่งจ่าย หนี้ยิ่งเพิ่ม’ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 วิธีสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว https://thestandard.co/minimum-payment-debt-trap/ Sun, 20 Apr 2025 11:44:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1066299

4 ใน 10 ชาวอเมริกันมีหนี้บัตรเครดิตผิดชำระ! ผู้เชี่ยวชา […]

The post เตือน! จ่ายขั้นต่ำ ‘ยิ่งจ่าย หนี้ยิ่งเพิ่ม’ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 วิธีสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

4 ใน 10 ชาวอเมริกันมีหนี้บัตรเครดิตผิดชำระ! ผู้เชี่ยวชาญเตือน ยิ่ง ‘จ่ายขั้นต่ำ’ ไปเรื่อยๆ ยิ่งเป็นหนี้นานขึ้น

 

ตามรายงานล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐในนิวยอร์ก ระบุ ขณะนี้ชาวอเมริกันเผชิญหนี้บัตรเครดิตพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

แต่ที่น่าสนใจก็คือ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่หนี้บัตรเครดิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจไม่ได้เกี่ยวกับการใช้จ่ายมากนัก แต่เกี่ยวกับ ‘ความสับสน’ มากกว่า 

 

โดยการสำรวจล่าสุดจาก Experian พบว่าชาวอเมริกัน 2 ใน 5 ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต “เชื่อว่าการชำระเงินขั้นต่ำก็เพียงพอที่จะจัดการกับหนี้ได้”

 

Melissa Lambarena นักเขียนอาวุโสของทีมบัตรเครดิตที่ NerdWallet กล่าวว่า การคาดเดานั้นทำได้ง่าย เนื่องจากจำนวนเงินขั้นต่ำคือจำนวนเงินที่พิมพ์อยู่บนใบแจ้งยอด ดังนั้น การชำระยอดขั้นต่ำจึงอาจดูเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม “การชำระหนี้ขั้นต่ำไปเรื่อยๆ จะทำให้คุณเป็นหนี้นานขึ้นมาก” เธอกล่าว

 

หากต้องการปลดหนี้ ต้องจ่ายเงินมากกว่าขั้นต่ำในแต่ละเดือน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า ประเด็นนี้จำเป็นอย่างมาก และเป็นกลยุทธ์ที่สามารถจัดการหนี้ได้

 

โดยทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้วิธีแบบ “ก้อนหิมะกลิ้งลงเขา” หรือ “ทลายหิมะให้ถล่ม” เพื่อสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้บัตรเครดิต 

 

Lambarena กล่าวว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน แต่กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ “วิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคุณซึ่งจะทำให้คุณมีแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว”

 

1. กลิ้งก้อนหิมะลงจากเขา (The snowball method) 

 

วิธีกลิ้งก้อนหิมะลงเขาเป็นแนวทางให้คุณชำระหนี้ตามลำดับจากยอดหนี้ที่น้อยที่สุดไปยังยอดหนี้ที่มากที่สุด คุณชำระหนี้ขั้นต่ำทั้งหมด จากนั้นนำเงินที่เหลือไปชำระบัตรเครดิตที่มียอดหนี้น้อยที่สุดก่อน

 

เมื่อชำระยอดหนี้ในบัตรเครดิตที่น้อยที่สุดแล้ว คุณก็นำเงินที่คุณจะใช้ในการชำระบัตรใบนั้นไปชำระหนี้ที่น้อยที่สุดใบถัดไป วิธีนี้จะสร้างเอฟเฟกต์ก้อนหิมะที่เพิ่มแรงผลักดันเมื่อคุณชำระบัตรเครดิตแต่ละใบได้

 

ข้อดีของวิธีนี้คือแรงผลักดันที่คุณค่อยๆ สร้างขึ้นวินัย เมื่อคุณชำระหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะ “เหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงเนินเขา จะทำให้คุณมีแรงผลักดันและรู้สึกมีแรงจูงใจมากขึ้น”

 

วิธีนี้เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์เพื่อก้าวต่อไปในเส้นทางการจัดการหนี้ อาจเหมาะกับคุณหากคุณต้องการ “แรงจูงใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้รู้สึกว่าคุณกำลังก้าวหน้าเดินหน้าต่อไป” เขากล่าว

 

2. หิมะถล่ม (The Avalanche Method)

 

วิธีหิมะถล่ม จะเน้นไปที่หนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน หลังจากชำระเงินขั้นต่ำสำหรับหนี้ทั้งหมดแล้ว ให้นำเงินส่วนเกินไปชำระยอดคงเหลือที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด

 

วิธีนี้มีประสิทธิภาพทางคณิตศาสตร์มากกว่า เนื่องจากหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงจะมีต้นทุนในการชำระสูงกว่า การกำจัดหนี้เหล่านี้ออกไปก่อนจะช่วยลดดอกเบี้ยรวมที่ต้องจ่ายและลดระยะเวลาในการปลดหนี้

 

Lambarena แนะนำว่า ตราบใดที่คุณยึดมั่นกับวิธีนี้ เมื่อพิจารณาว่า “อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงสุดตลอดกาล นี่จะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด แต่กลยุทธ์นี้จะไม่มีความหมายเลยหากไม่สามารถกระตุ้นคุณได้”

 

Rod Griffin ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาสาธารณะและการสนับสนุนที่ Experian เห็นด้วยว่า “ความคืบหน้าของวิธีที่ 2 อาจดูช้ามาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น  อย่างไรก็ตาม วิธีถล่มหิมะให้ทลาย จะให้ประโยชน์ทางการเงินสูงสุดเพื่อการชำระหนี้ระยะยาว”

 

ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีใด ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการวางแผนและมุ่งมั่นกับแผนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีเคล็ดลับเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนในการชำระหนี้ แต่การหลีกเลี่ยง นั้นก็ไม่ได้ช่วยให้หนี้หมดไป เขากล่าว

 

“หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดสำหรับครัวเรือนส่วนใหญ่ หนี้ประเภทนี้ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดีของคุณ”

 

ภาพ: pixdeluxe / Getty images 

อ้างอิง: 

The post เตือน! จ่ายขั้นต่ำ ‘ยิ่งจ่าย หนี้ยิ่งเพิ่ม’ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 วิธีสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>