ลี้ภัยทางการเมือง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ลี้ภัยทางการเมือง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 18 Feb 2026 05:28:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี https://thestandard.co/tarique-rahman-bangladesh-pm/ Wed, 18 Feb 2026 05:28:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1179649 ภาพ ทาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ ผู้ชนะเลือกตั้งหลังลี้ภัย 17 ปี

ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเ […]

The post รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ ผู้ชนะเลือกตั้งหลังลี้ภัย 17 ปี

ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) วัย 60 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ หลังจากพรรค BNP คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก นับตั้งแต่การลุกฮือของนักศึกษาในปี 2024 ที่ขับไล่อดีตผู้นำเผด็จการอย่าง ชีค ฮาสินา ออกจากอำนาจ

 

พรรค BNP ของเขาชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น โดยกวาดที่นั่งไปได้อย่างน้อย 212 ที่นั่งจากทั้งหมด 299 เขตเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ในสภา ขณะที่พรรคอวามีลีก (Awami League) ของอดีตนายกฯ ฮาสินา ถูกสั่งห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้

 

ทาริก ราห์มาน คือใคร

 

ราห์มาน เป็นผู้นำตระกูล Zia ซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมากในบังกลาเทศ ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างเคยดำรงตำแหน่งอดีตผู้นำบังกลาเทศ โดย เซียอุร ราห์มาน ผู้เป็นพ่อ เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 6 ของบังกลาเทศ อีกทั้งยังเป็นวีรบุรุษสงครามในศึกประกาศอิสรภาพจากปากีสถาน ในปี 1971 และเป็นผู้ก่อตั้ง พรรค BNP ในปี 1978

 

ขณะที่ คาเลดา เซีย ผู้เป็นแม่ เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของโลกมุสลิม ต่อจาก เบนาซีร์ บุตโต นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของปากีสถาน

 

ราห์มานเพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2025 หลังลี้ภัยทางการเมืองในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรนานถึง 17 ปี ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรค BNP อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026 หลังการเสียชีวิตของคาเลดา เซีย

 

เส้นทางการเมืองของเขาไม่ได้ราบรื่นมากนัก เขาเคยถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต การใช้เส้นสาย (Nepotism) และการเล่นพรรคเล่นพวกจากคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งเขาปฏิเสธและต่อมาได้รับการล้างมลทินจากทุกข้อกล่าวหา

 

วาระการปฏิรูปบังกลาเทศ: ความคาดหวังและความท้าทาย

 

รัฐบาลชุดใหม่มีหน้าที่สำคัญในการนำ ‘กฎบัตรแห่งชาติเดือนกรกฎาคม’ (July National Charter) ไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยการปฏิรูปกว่า 80 รายการ โดยกฎบัตรนี้ผ่านการลงประชามติ ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนกว่า 60%

 

ในเนื้อหาการปฏิรูปนั้น มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การใช้ระบบรัฐสภาสองสภา (Two-Chamber Parliament) และการจำกัดอำนาจพรรครัฐบาลในการแก้ไขกฎหมายฝ่ายเดียว

 

ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักในการลุกฮือเมื่อปี 2024 คาดหวังความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และต้องการเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ในสภาที่มีความรู้ความสามารถ

 

นักวิเคราะห์มองว่า ความท้าทายที่แท้จริงคือ ราห์มานจะสามารถก้าวข้ามบทบาท ‘ผู้นำพรรค’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้นำประเทศ’ และยุติวงจรการแก้แค้นทางการเมืองที่ฝังรากลึกในบังกลาเทศได้หรือไม่

 

โดยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง มีตัวแทนระดับสูงจากต่างประเทศเข้าร่วม รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถานและประธานรัฐสภาอินเดีย แสดงให้เห็นถึงความสนใจจากนานาชาติต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

การขึ้นสู่อำนาจของราห์มาน จึงถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ หลังช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและการปกครองโดยรัฐบาลชั่วคราวเป็นเวลานานถึง 18 เดือน โดยมีโจทย์ใหญ่คือ การปฏิรูปประเทศตามความต้องการของประชาชนชาวบังกลาเทศ

 

แฟ้มภาพ: Elke Scholiers / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
76 ปี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 6 รอบชีวิต 3 ทศวรรษการเมืองไทย https://thestandard.co/thaksin-76-years-thailand-political-legacy/ Sat, 26 Jul 2025 08:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1100332 ทักษิณ ชินวัตร

‘26 กรกฎาคม 2568’ เป็นวันครบรอบวันเกิดครบปีที่ 76 ของ ‘ […]

The post 76 ปี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 6 รอบชีวิต 3 ทศวรรษการเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ ชินวัตร

‘26 กรกฎาคม 2568’ เป็นวันครบรอบวันเกิดครบปีที่ 76 ของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

 

จากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวงการโทรคมนาคม ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับรากหญ้า

 

แม้ผลงานด้านเศรษฐกิจ และนโยบายประชานิยมจะสร้างเสียงสนับสนุนอย่างกว้างขวาง แต่เขาก็หนีข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขต และผลประโยชน์ส่วนตัวไม่พ้น จนทำให้ต้องลี้ภัยต่างประเทศนานกว่า 15 ปี

 

แม้จะอยู่ต่างประเทศอีกฟากหนึ่งของโลก แต่ชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ก็ยังคงเป็นชื่อที่ไม่เคยจางหายจากการเมืองไทย ผ่านบทบาทของครอบครัวที่ยังคงมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง 

 

บทความดังต่อไปจะพาผู้อ่าน ผู้ติดตามไปรื้อฟื้นเส้นทางชีวิตของเขา ตั้งแต่การเริ่มต้นในโลกธุรกิจ สู่จุดสูงสุดของอำนาจทางการเมือง สู่ช่วงพลิกผัน จากนายกรัฐมนตรี สู่ผู้ต้องหาคดีคอร์รัปชัน

 

นักธุรกิจ – นักการเมือง ‘ทักษิณ ชินวัตร’

 

‘ทักษิณ ชินวัตร’ เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม ปี 2492 ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 2 จากทั้งหมด 10 คนของ ‘เลิศ ชินวัตร’ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ และ ‘ยินดี ชินวัตร’ ซึ่งเป็นครอบครัวเชื้อสายจีน 

 

ครอบครัวชินวัตรประกอบธุรกิจหลายอย่างมาตั้งแต่ต้น เช่น ธุรกิจขายผ้าไหม สวนส้ม โรงภาพยนตร์ และอื่นๆ ทำให้พื้นฐานครอบครัวของเขานั้นมีฐานะที่มั่นคงในระดับหนึ่ง

 

‘ทักษิณ’ เรียนจบจากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จากนั้นในปี 2510 ก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 และสำเร็จการศึกษาในปี 2512 และเลือกศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นรุ่นที่ 26 และสำเร็จการศึกษาในปี 2516 โดยเขาสอบได้ที่ 1 ของรุ่น

 

เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ทำงานรับข้าราชการตำรวจอยู่ระยะหนึ่ง ทักษิณก็ได้รับทุนจากสำนักงานข้าราชการและพลเรือน (กพ.) ให้ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ในสาขาวิชา Criminal Justice ของ Eastern Kentucky University จากนั้นได้ศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาเดียวกันที่ Sam Houston State University และจบการศึกษาในปี 2521

 

การศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ช่วยจุดประกายความคิดในเส้นทางการเมืองของเขา จากการเรียนวิชาเกี่ยวกับทฤษฎีและปรัชญาการเมือง และวิชาเกี่ยวกับสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม เมื่อศึกษาและมองย้อนมาถึงตัวเขาเองในวัยเด็กและการประกอบอาชีพตำรวจ ทำให้เขามองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งนักการเมืองมักหาผลประโยชน์ของตนเองจากช่องว่างตรงนี้ ทำให้เขาคิดอยากจะเป็นนักการเมืองเพื่อช่วยเหลือประชาชน

 

‘ทักษิณ’ มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพตำรวจมาก ทั้งเคยเป็นสารวัตรปราบปรามประจำ สน. พระราชวัง รองผู้กำกับศูนย์ประมวลข่าวสาร และอื่นๆ จนได้รับยศ ‘พ.ต.ท.’ ในปี 2527 โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะลาออกจากตำแหน่ง และเข้าสู่วงการธุรกิจอย่างเต็มตัว คือ รองผู้กำกับการนโยบายและแผนงาน กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล 

 

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะถูกถอดยศ ‘พ.ต.ท.’ ทำให้ปัจจุบันต้องใช้คำหน้านามว่า นาย 

 

ทักษิณ ชินวัตร ในวัยหนุ่ม

ภาพ: thaksinofficial

 

นักธุรกิจหัวการค้า กับกิจการระดับประเทศ

 

การตัดสินใจลาออกจากราชการตำรวจของ ‘ทักษิณ’ นั้น เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจต่างๆ แต่บทบาทเส้นทางนักธุรกิจของเขานั้น ก็ไม่ได้สำเร็จตั้งแต่กิจการแรกๆ 

 

‘ทักษิณ’ เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเปิดร้านขายผ้าไหม แต่ธุรกิจก็เจ๊งจนต้องล้มเลิกไป ต่อมาในปี 2523 ก็หันมาลงทุนสร้างคอนโดมิเนียม ซึ่งคนไทยในขณะนั้นยังไม่คุ้นชินกับการอาศัยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทำให้กิจการล้มเหลวอีกครั้ง

 

ต่อมาได้ก่อตั้งบริษัท ไอซีเอสไอ (International Communication Services – ICSI) เพื่อให้เช่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อยอดมาจากการได้ศึกษาคอมพิวเตอร์ในระหว่างที่อยู่สหรัฐฯ และการทำงานราชการมาก่อนทำให้เข้าใจระบบการทำงานเป็นอย่างดี 

 

จึงตั้งใจจะปล่อยเช่าคอมพิวเตอร์ให้กับกรมตำรวจ แต่ลูกค้ารายแรกๆ กลับเป็น การรถไฟแห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเมื่อธุรกิจขยายใหญ่โตมากขึ้น จึงได้ก่อตั้ง บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด ในปี 2526 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น 

 

จากการอยู่กับธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่เติบโตก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ก็นำพามาสู่กิจการการสื่อสารแบบไร้สายคือ ‘เพจเจอร์’ หรือ ‘แพคลิงก์’ ที่ล้ำสมัยกว่าคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอีกขั้น โดยในปี 2529

 

ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท แปซิฟิก เทเลซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ของสหรัฐอเมริกา และตั้งบริษัทใหม่ชื่อ แปซิฟิก เทเลซิส เอ็นจิเนียริ่ง และชนะสัมปทานให้บริการเพจเจอร์ จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยเริ่มบริหารจากที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

 

แต่ก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับการขยายกิจการ ทำให้ต้องขายหุ้นในบริษัทแพคลิงก์ภายในปีเดียวกัน และกลับมาพัฒนา สร้างธุรกิจใหม่ของตัวเอง โดยก่อตั้งบริษัท ดิจิทัล เพจจิ้ง เซอร์วิส ในปี 2533 และชนะสัมปทาน Cellular 900 MHz จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ชินวัตร เพจจิ้ง’ ซึ่งมีบริษัท สิงคโปร์ เทเลคอม ร่วมถือหุ้นด้วย

 

ชินวัตร เพจจิ้ง ได้เปิดตัวเพจเจอร์แบรนด์ใหม่ชื่อ ‘โฟนลิงก์’ และกลายเป็นคู่แข่งทางการค้าของแพคลิงก์ไปโดยปริยาย แต่โฟนลิงก์กลับมีข้อได้เปรียบ คือครอบคลุมการใช้งานถึงพื้นที่ต่างจังหวัด และมีเพจเจอร์ที่หลากหลายรุ่น หลายราคา ทำให้ใน 1 ปี ก็มียอดผู้ใช้งานเทียบเท่ากับแพคลิงก์ที่ใช้เวลา 3 ปี

 

ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจบนภาคพื้นดิน แต่ ‘ทักษิณ’ ก็ประสบความสำเร็จจากการส่ง ‘ไทยคม’ ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารดวงแรกของประเทศไทย ทะลุน่านฟ้าสู่อวกาศในวันที่ 17 ธันวาคม 2536 จากบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ได้รับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคมในปี 2534

 

เมื่อย้อนกลับไปในปี 2528 กระทรวงคมนาคมได้เปิดสัมปทานดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัทชินวัตรได้เสนอผลประโยชน์ให้รัฐ 15.33% ตลอดอายุสัมปทาน และมีดาวเทียมไทยคมส่งขึ้นสู่อวกาศ 3 ดวง

 

ดาวเทียมไทยคม 2 ถูกส่งขึ้นน่านฟ้าในวันที่ 7 ตุลาคม 2537 และดวงที่ 3 วันที่ 16 เมษายน 2540 ซึ่งนำมาใช้เพื่อการศึกษา โดยเฉพาะในโครงการ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) สำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงการศึกษาได้ลำบาก

 

นอกจากนี้ ชินคอร์ป ยังได้สัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยจัดตั้งบริษัทลูกชื่อว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ‘AIS’ ในปี 2533 ก่อนจะขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กับ เทมาเส็ก โฮลดิงส์ (Temasek Holdings) ของรัฐบาลสิงคโปร์ ในปี 2549 ซึ่งนำไปสู่คดีทางการเมืองที่สำคัญ

 

ภาพ: thaksinofficial

 

นายกฯ คนที่ 23 ของประเทศไทย

 

เมื่อมองย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น คนที่ปูเส้นทางให้ ‘ทักษิณ’ ได้ซึมซับกับเส้นทางธุรกิจและการเมือง ก็คือ ‘เลิศ ชินวัตร’ ผู้เป็นบิดา ซึ่งเคยเป็น สส. จังหวัดเชียงใหม่ พรรคพลังใหม่ ระหว่างปี 2512-2519 ในยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

 

ระหว่างที่ ‘ทักษิณ’ ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหาร บิดาของเขามักจะพาไปให้เห็นบรรยากาศของการประชุมพรรคและการประชุมรัฐสภาเสมอ 

 

‘ทักษิณ’ เข้าสู่เส้นทางการเมืองโดย พล.ต. จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม ได้เชิญเขามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลของ ชวน หลีกภัย ในปี 2537 

 

แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 101 วันก็ต้องลาออกเนื่องจากกฎหมายระบุว่า รัฐมนตรีจะต้องไม่มีกิจการสัมปทานกับรัฐ ซึ่งเขามีธุรกิจที่เกี่ยวพันกับสัมปทานจากรัฐอยู่

 

ต่อมาในปี 2538 ‘ทักษิณ’ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. เขต 2 จังหวัดกรุงเทพมหานคร และผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 โดยได้คะแนนเสียงเป็นลำดับที่ 1 ในเขตการเลือกตั้งดังกล่าว และได้เก้าอี้ สส. ในสภาจำนวน 23 ที่นั่ง 

 

ทำให้ ‘ทักษิณ’ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรม ได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ได้ตำแหน่งนี้อีกครั้ง

 

ในปี 2541 ‘ทักษิณ’ ได้ก่อตั้ง ‘พรรคไทยรักไทย’ โดยมีสโลแกนว่า “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” และสามารถดึงอดีต สส.จากพรรคอื่นๆ กว่า 100 คนมาเข้าร่วมในพรรคได้ ทำให้พรรคไทยรักไทยเป็นที่นิยมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

ต่อมามีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 6 มกราคม ปี 2544 แต่กลับมีข่าวเหตุรุนแรงก่อนการเลือกตั้ง ทั้งเหตุการณ์กราดยิงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สมัครลงเลือกตั้งหรือเป็นทีมงานของพรรคการเมืองต่างๆ และยังมีรายงานว่าเข้ายึดหน่วยเลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่

 

ผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่า ‘พรรคไทยรักไทย’ ได้รับเสียงข้างมากในสภา โดยได้ 255 ที่นั่ง เป็นลำดับหนึ่ง แต่ก็มีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตผลคะแนน ทำให้มีการจัดเลือกตั้งซ่อมในบางเขต แต่พรรคไทยรักไทย ก็ยังได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดอยู่ดี โดยการเลือกตั้งซ่อม ก็ได้ 248 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง 

 

ส่งผลให้ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับหนึ่ง ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย

 

ภาพ: CHAIWAT SUBPRASOM

 

นโยบายจากนักธุรกิจ เอาใจประชาชนคนรากหญ้า

 

ปัญหาแรกของ ‘ทักษิณ’ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาประเทศ แต่เป็นคดีการปกปิดทรัพย์สินและหนี้สิน (ซุกหุ้น) โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอนหุ้นมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาทให้กับแม่บ้าน คนขับรถ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 

 

แต่ต่อมาในวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติให้พ้นความผิดจากข้อกล่าวหานี้ และเป็นที่มาของวลี ‘บกพร่องโดยสุจริต’ ที่ถูกใช้ในทางการเมืองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

หลังจากพ้นคดี ‘ทักษิณ’ เดินหน้านโยบายพัฒนาแก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างเต็มระบบ  โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายทรัพยากร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

จากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ‘ทักษิณ’ ได้เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด ได้แก่ ภาระหนี้สินของเกษตรกร การขาดแคลนแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในชุมชน และการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เช่น การรักษาพยาบาล 

 

รัฐบาลได้ประกาศนโยบายเร่งด่วน ได้แก่ การพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี รวมถึงการจัดตั้งธนาคารประชาชนและธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของคนยากจนในชนบท และพัฒนาผู้ประกอบการเดิม เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการใหม่ เพื่อสร้างและรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน การสร้างรายได้ และการส่งออก

 

รวมถึงการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน แห่งละหนึ่งล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียน ในการลงทุนสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในชุมชน พร้อมทั้งจัดให้มีโครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐจะให้ความช่วยเหลือด้านความรู้ใหม่และการบริหารจัดการ เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชน สู่ตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต

 

นอกจากนี้ นโยบายที่สำคัญซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล ‘ทักษิณ’ คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขไทยในเวลานั้น จากหน้ามือเป็นหลังมือ 

 

ประชาชนทุกคนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ในราคาเพียง 30 บาทต่อครั้ง ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่ยากจน แต่ยังเป็นการขยายสิทธิ์การเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานในสังคมไทยด้วยเช่นกัน

 

ในด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ‘ทักษิณ’ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งกลุ่มบริหารสินทรัพย์เพื่อเร่งจัดการกับหนี้เสียในระบบธนาคาร ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ ลดการแทรกแซงทางการเมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการสาธารณะได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ‘ทักษิณ’ ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยใช้หลัก ป้องกันนำหน้าการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษเด็ดขาด ซึ่งมีการเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมผู้ค้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติดอย่างเด็ดขาด 

 

นโยบายนี้นำไปสู่การประกาศ สงครามยาเสพติด ซึ่งมีการปราบปรามอย่างรุนแรงและไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ นำไปสู่ข้อครหาที่นานาประเทศต่างวิพากษ์วิจารณ์

 

จากนโยบายที่สอดคล้องและตรงกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากทั้งในตัวพรรคไทยรักไทยเองและในตัวของทักษิณเองเช่นกัน 

 

นอกจากนี้ พรรคความหวังใหม่ ยังมีมติให้ยุบพรรครวมกับพรรคไทยรักไทย ทำให้ยิ่งมีจำนวน สส. ในฝ่ายรัฐบาลมากยิ่งขึ้น ฝ่ายค้านจึงไม่สามารถรวบรวมสมาชิกในสภา เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ จึงทำให้ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนครบวาระ 4 ปี 

 

ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมือง ที่ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สามารถอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระได้ นับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ 11 มีนาคม 2548 ก่อนจะมีการกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548

 

ทักษิณ ชินวัตร

ภาพ: thaksinofficial

 

นายกฯ สมัยที่ 2 กับนโยบายสานต่อวาระแรก

ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปจะจัดขึ้น ประเทศไทยได้พบเจอกับปัญหามากมาย เช่น เหตุการณ์ภัยธรรมชาติจากคลื่นสึนามิครั้งใหญ่ ที่เกิดในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คนและทำลายทรัพย์สินอีกจำนวนมาก ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของคณะรัฐบาลและบุคลิกท่าทีเผด็จการของ ‘ทักษิณ’

 

แต่กระแสความนิยมในตัวเขากลับไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนมาก และยังขาดตัวเลือกที่ดีกว่าในการดำรงตำแหน่ง ณ ขณะนั้น

 

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนทั่วประเทศอย่างล้นหลามแบบที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาก่อน โดยได้รับที่นั่งในสภามากถึง 377 ที่นั่ง ส่งผลให้ ‘ทักษิณ’ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในวันที่ 9 มีนาคม 2548

 

หลังการดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 รัฐบาล ‘ทักษิณ’ ได้ประกาศแนวทางการบริหารประเทศ จากคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 23 มีนาคม 2548 มีเป้าหมายใหญ่คือ การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยสานต่อจากนโยบายก่อนหน้าที่เป็นนายกฯ สมัยแรก ทั้งการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน หนี้สาธารณะ และจำนวนคนยากจน

 

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่สุด คือ การขจัดความยากจน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้านและสินเชื่อเพื่อรายย่อย ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนระดับล่างเข้าถึงเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพ วางรากฐานทุนชุมชน เพื่อให้คนจนมีศักดิ์ศรีและอยู่ได้ด้วยตนเอง

 

รวมถึงการพัฒนาคนและระบบสวัสดิการสังคม เช่น การรักษาพยาบาล 30 บาท การศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันโลกโดย เน้นนวัตกรรม การเพิ่มสภาพคล่อง และการเปิดตลาดผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ 

 

นโยบายที่ยังคงสานต่อจากวาระแรก ทำให้พรรคไทยรักไทยยังคงได้รับความนิยมสูงจากประชาชน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพรรคร่วม ส่งผลให้ฝ่ายค้านไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เช่นเดิม

 

แต่อย่างไรก็ตาม ภายในพรรคกลับมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการบริหารประเทศ รวมถึงความไม่โปร่งใสในการบริหาร คดีข้อครหาต่างๆ อีกทั้งการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่ยุติธรรม และพยายามแทรกแซงสื่อ จึงเริ่มทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากประชาชน และขยายวงกว้างจนทวีรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: thaksinofficial

 

สิ้นสุด… เส้นทางนายกฯ สู่ผู้ลี้ภัยทางการเมือง

 

แม้รัฐบาล ‘ทักษิณ’ จะได้รับความนิยมอย่างสูงจากนโยบายที่เข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้าน แต่ก็มาพร้อมเสียงวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส การใช้อำนาจอย่างแข็งกร้าวราวกับเป็นเผด็จการ 

 

โดยเฉพาะสงครามยาเสพติด ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติการที่รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเข้าแทรกแซงสื่อมวลชน และใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจครอบครัว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2549 เมื่อครอบครัวชินวัตร ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ให้กับ เทมาเส็ก โฮลดิงส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์ มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ผ่านตลาดหลักทรัพย์ซึ่งยกเว้นการเสียภาษี และยังเป็นการใช้ นอมินี หรือให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงกฎหมายที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งห้ามไม่ให้เกิน 49%

 

กลุ่มบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นนอมินี คือ บริษัทกุหลาบแก้ว และ Cedar Holdings ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ไม่มีประวัติการดำเนินการทางธุรกิจมาก่อน และมีทุนจดทะเบียนต่ำ แต่กลับถือหุ้นหลายหมื่นล้านบาท รวมถึงมีการใช้ชื่อคนใกล้ชิดหรือพนักงานในกลุ่มบริษัทชินคอร์ป เป็นผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน

 

เรื่องนี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดกระแสความไม่พอใจในวงกว้าง เกิดการรวมตัวของประชาชนหลากหลายกลุ่มภายใต้ชื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ ‘กลุ่มเสื้อเหลือง’ นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดยยกข้อกล่าวหา เช่น คอร์รัปชัน ละเมิดสถาบัน และแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากอำนาจรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ ‘ทักษิณ’ ลาออก

 

‘ทักษิณ’ พยายามแก้ปัญหา โดยประกาศยุบสภาเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และจัดให้มี เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน แต่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมาตุภูมิ กลับไม่ยอมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งและประกาศบอยคอตต์ ทำให้การเลือกตั้งขาดความชอบธรรม ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ และให้จัดเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคม

 

แต่ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และกองทัพได้เข้าทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาล ในขณะที่ ‘ทักษิณ’ อยู่ต่างประเทศเพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นิวยอร์ก โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ละเมิดหลักการประชาธิปไตย และล่วงละเมิดต่อสถาบัน

 

ด้วยเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นและความไม่สงบทางการเมือง ‘ทักษิณ’ จึงกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ โดยใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษและประเทศ อื่นๆ ระยะหนึ่ง ในขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มีการพิจารณาตรวจสอบทรัพย์สิน รวมถึงคดีต่างๆ ที่ ‘ทักษิณ’ มีความเกี่ยวข้อง

 

คดีแรกที่ ‘ทักษิณ’ ถูกกล่าวหา คือ การใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ขณะนั้นใช้นามสกุล ชินวัตร อยู่) ผู้เป็นภรรยา ซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (คดีที่ดินรัชดาฯ)ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องต่อ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

จนกระทั่ง ‘ทักษิณ’ ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช จากพรรคพลังประชาชน ซึ่งได้รับเลือกตั้งหลังการรัฐประหารในปลายปี 2550 โดยการกลับมาในครั้งนี้ เขาได้กลับมาเพื่อสู้คดีพร้อมยื่นประกันตัวในคดีดังกล่าว ในขณะที่ ‘สมัคร สุนทรเวช’ ถูกมองว่าเป็น นอมินี ของเขา

 

แต่ต่อมา ก็มีคำพิพากษาจากศาลออกมาในวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ตัดสินให้ ‘ทักษิณ’ จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และออกหมายจับทันที แต่ในขณะนั้นเอง เขาก็ได้เดินทางออกนอกประเทศ ไปก่อนหน้าแล้ว โดยอ้างว่าออกไปดูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เมืองปักกิ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลี้ภัยทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

 

ที่มา: thaksinofficial

 

การดำเนินคดีต่างๆ ขณะลี้ภัยทางการเมือง

ภายหลังคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุก ‘ทักษิณ’ เป็นเวลา 2 ปี และออกหมายจับในช่วงที่เขาได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว คดีนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐย้อนหลัง

 

หลายปีต่อมา ศาลได้ทยอยพิจารณาคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ การเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจใกล้ชิด รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับโครงสร้าง

 

หนึ่งในคดีสำคัญที่ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาในเวลาต่อมาคือ ‘คดีหวยบนดิน’ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของรัฐบาล ‘ทักษิณ’ ในการแปรความนิยมเป็นนโยบายเชิงปฏิบัติแบบเร่งด่วน โดยโครงการสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว 

 

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่า ไม่มีการตราเป็นพระราชบัญญัติหรือกฎหมายที่ถูกต้อง และถือว่าเป็นการออกสลากนอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่า โครงการนี้ ขัดต่อพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 และเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ รวมถึงผิด พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ปี 2542

 

ศาลจึงตัดสินให้ ‘ทักษิณ’ จำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา แต่ในเวลานั้นเขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และไม่ได้เดินทางมาฟังคำตัดสิน ศาลจึงออกหมายจับ

 

หลังจากคดีหวยบนดิน คือ คดีการปล่อยกู้ผ่าน EXIM Bank ให้รัฐบาลเมียนมา โดยรัฐบาลไทยมีอนุมัติวงเงินกู้ประมาณ 4,000 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าต้นทุนธนาคาร เพื่อให้เมียนมานำไปซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชินคอร์ป 

 

ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาในวันที่ 23 เมษายน 2562 ว่า ‘ทักษิณ’ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้อง และตัดสินจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมออกหมายจับตามคำพิพากษาเนื่องจากเขาไม่ได้เดินทางมาฟังคำตัดสิน

 

คดีต่อมา คือ คดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต จากมติรัฐบาลในปี 2546 ให้บริษัทโทรคมนาคมที่เคยอยู่ภายใต้สัมปทานกับรัฐ เปลี่ยนจากการแบ่งรายได้ให้รัฐ เป็นการเสียภาษีสรรพสามิต โดยไม่ได้แก้ไขสัญญาสัมปทานเดิมให้ถูกต้องตามกฎหมาย

 

แม้จะอ้างว่าเพื่อลดความซ้ำซ้อนของภาษี แต่รัฐได้รับรายได้น้อยลง เนื่องจากภาษีสรรพสามิต เก็บน้อยกว่าส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทาน ในขณะที่บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร จ่ายน้อยลงแต่ได้กำไรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ

 

ศาลฎีกาฯ จึงมีคำพิพากษาออกมาในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ว่า ‘ทักษิณ’ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ และผิดตาม พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. โดยตัดสินให้จำคุก 3 ปี และออกหมายจับ

 

อย่างไรก็ตาม คดีที่ส่งผลกระทบทางการเมืองมากที่สุด คือ คดีการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป ให้แก่ เทมาเส็ก โฮลดิงส์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ซึ่งไม่เสียภาษีและใช้นอมินีในการถือหุ้นข้ามชาติ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติถือครองกิจการโทรคมนาคมที่มีลักษณะเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ 

 

แม้ศาลจะไม่พิพากษาจำคุกในคดีนี้ แต่ก็ได้ใช้เป็นหลักฐานประกอบคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 สั่งให้ ยึดทรัพย์ ‘ทักษิณ’ และครอบครัว จำนวน 46,373 ล้านบาท โดยชี้ว่า เขาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนตัว 

 

พร้อมทั้งระบุว่า เขายังมีอำนาจในการควบคุมชินคอร์ป ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ใช้อำนาจรัฐในการแก้ไขกฎหมายบางประการที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการส่วนตัว เช่น การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้หุ้นชินคอร์ปไม่ต้องเสียภาษี

 

จากคดีความผิดต่างๆ ทำให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานและเสนอให้ ถอดตำแหน่ง ‘พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร’ ออกจากยศตำรวจ จากความผิดตามคำพิพากษาของศาลซึ่งเป็นการเสื่อมเสียและกระทบต่อความมั่นคงของชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ประกาศพระราชกิจจานุเบกษาให้ถอดยศดังกล่าว ในวันที่ 5 กันยายน 2558 โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ต่อมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชโองการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา ในวันที่ 30 มีนาคม 2562 กระทรวงมหาดไทยจึงขอพระราชทานให้ถอดยศกองอาสารักษาดินแดนของทักษิณออกเสียจากยศ นายกองใหญ่ จากคำพิพากษาของศาลและการหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร 

 

โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2562 ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติยศและเครื่องแบบผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ทำให้ปัจจุบัน ‘ทักษิณ’ ไม่มียศตำแหน่งทางราชการใดๆ เหลืออยู่เลย

 

ภาพ: thaksinofficial

 

กลับไทยในรอบ 15 ปี พร้อมคดีใหม่ที่ทับซ้อนคดีเก่า

​​หลังจากลี้ภัยอยู่ต่างประเทศนานถึง 15 ปี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ได้เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งตรงกับวันที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย คือ เศรษฐา ทวีสิน อดีตผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่

ได้รับความไว้วางใจเสียงข้างมากจากที่ประชุมรัฐสภา (สส. และสว.) ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 

 

จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่า การกลับประเทศในรอบ 15 ปีครั้งนี้ มาด้วย ‘ดีล’ พิเศษ ที่ไม่ได้เป็นการกลับมาเพื่อรับโทษ แต่เป็นการกลับมาเพื่อเดินเกมทางการเมือง

 

ทันทีที่เดินทางถึงไทย ‘ทักษิณ’ ถูกควบคุมตัวตามหมายจับในคดีเก่าที่มีคำพิพากษาทันที โดยรวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 8 ปี ทั้งจาก คดีที่ดินรัชดาฯ คดีหวยบนดิน และคดีปล่อยกู้ EXIM Bank ให้เมียนมา 

 

อย่างไรก็ตาม ‘ทักษิณ’ ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ และอยู่ได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง เขาก็ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ 

 

ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกเหลือเพียง 1 ปี แต่ตลอดระยะเวลาจำคุกโทษที่เหลือนั้น ‘ทักษิณ’ ได้รับการรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา

 

ต่อมาทักษิณ ได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเข้าเกณฑ์เป็นผู้ต้องขังอาวุโสและเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยครบกำหนด 180 วัน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และถูกคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะพ้นโทษในช่วงเดือน สิงหาคม

 

จึงทำให้หลายฝ่ายในสังคมตั้งข้อสงสัยว่า ป่วยจริง หรือเป็นเพียงการเลี่ยงอยู่ในคุก ทำให้มีการยื่นร้องแพทยสภาให้มีการตรวจสอบ และทำโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ราย 1 รายจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้ใบเตือน ส่วนอีก 2 ราย แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจพักใบอนุญาตวิชาชีพ และนำมาซึ่งการรับคำร้องของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาด้วย  

 

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เปิดคดีชั้น 14 ซึ่งเป็นการไต่สวนขั้นตอนตรวจสอบว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มีการรักษาตัวนอกเรือนจำหรือไม่

 

ศาลได้เรียกผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายให้ชี้แจง ได้แก่ ผู้บัญชาการเรือนจำ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งในขณะนี้คดีก็ยังมีการนัดไต่สวนพยานต่างๆ เพิ่มเติม และยังคงไม่มีคำตัดสิน

 

ไม่ใช่แค่คดีชั้น 14 ที่เป็นคดีใหม่ แต่ยังมีคดีหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากบทสัมภาษณ์ของเขากับสื่อของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบในลักษณะที่เป็นภัยความมั่นคง

 

ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขออนุมัติให้ฟ้อง ‘ทักษิณ’ เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว โดยศาลได้นัดสืบพยานสำคัญ ได้แก่ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ธงทอง จันทรางศุ อดีตเลขาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และตัวเขาเองเป็นพยานปากสุดท้าย และได้กำหนดนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคมนี้

 

การกลับมาของ ‘ทักษิณ’ จึงไม่ได้จบแค่เรื่องการกลับบ้านหรือการได้รับอิสรภาพจากคดีความต่างๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามในสังคม ว่าคนที่เคยมีตำแหน่งและอำนาจมายาวนาน จะมีกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงเกิดขึ้นหรือไม่

 

กว่า 3 ทศวรรษในบทบาททางการเมืองปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่หลายคนก็รู้ดีว่าเขายังมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะรัฐบาลภายใต้การนำพรรคเพื่อไทย 

 

การกลับมาครั้งนี้จึงมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมือง และทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ทักษิณกลับมาเพื่อปิดคดี หรือเพื่อเปิดเส้นทางการเมืองใหม่อีกครั้ง

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ชื่อของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ไม่เคยเลือนหายไปจากสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคดีความที่ยังเหลืออยู่ บทบาททางการเมืองที่ยังปรากฏอยู่ในเงา หรือความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจที่ยังเป็นปริศนา ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมยังต้องจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือ ‘ตัวแปรสำคัญ’ ในการเมืองไทย 

 

ทักษิณ ชินวัตร

ภาพ: Yingluck Shinawatra / Facebook

 

อ้างอิง:

The post 76 ปี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 6 รอบชีวิต 3 ทศวรรษการเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีศรีลังกาลี้ภัยทางการเมืองไปมัลดีฟส์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำหนดการลาออกตามที่ให้คำมั่นไว้ https://thestandard.co/president-of-sri-lanka-takes-political-asylum-to-maldives/ Wed, 13 Jul 2022 03:02:29 +0000 https://thestandard.co/?p=653348 โกตาบายา ราชปักษา

วันนี้ (13 กรกฎาคม) ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษาของศรี […]

The post ประธานาธิบดีศรีลังกาลี้ภัยทางการเมืองไปมัลดีฟส์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำหนดการลาออกตามที่ให้คำมั่นไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โกตาบายา ราชปักษา

วันนี้ (13 กรกฎาคม) ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษาของศรีลังกา ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปยังมัลดีฟส์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะถึงกำหนดการพิธีลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการตามที่ตนให้คำมั่นไว้ เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่ามกระแสความไม่พอใจรัฐบาล เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หลังศรีลังกาเผชิญวิกฤตรอบด้าน

 

โดยโกตาบายาพร้อมด้วยภริยาและบอดี้การ์ดอีก 2 ราย โดยสารเครื่องบินเจ็ตของกองทัพอากาศ มุ่งหน้าสู่กรุงมาเล่ เมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์ หมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดียและตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและศรีลังกา เมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา 

 

โกตาบายาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมและการพัฒนาเมืองในสมัยที่ มหิทรา ราชปักษา ผู้เป็นพี่ชาย นั่งเก้าอี้ตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกา ซึ่งเขามีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน จนได้รับเลือกชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2019 ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกาคนใหม่ พร้อมให้คำมั่นจะดูแลความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศนี้ในมิติต่างๆ 

 

แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในศรีลังกาจะยิ่งย่ำแย่ลงทุกขณะ เงินทุนสำรองลดลงอย่างมาก สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม อาหารและยารักษาโรค ขาดแคลนอย่างหนัก จนปะทุกลายเป็นการประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ โดยมุ่งเป้ามายังครอบครัวตระกูลการเมืองอย่างราชปักษาที่ครอบงำอำนาจนำในสังคมศรีลังกามาอย่างยาวนาน จนนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ มหินทรา ราชปักษา รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ที่นั่งเก้าอี้สำคัญๆ ในรัฐบาลศรีลังกา 

 

จากกำหนดการเดิม หากโกตาบายาลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกาในวันนี้ รัฐสภามีกำหนดโหวตลงมติเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ภายในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ขณะที่ รานิล วิกรมสิงเห นายกรัฐมนตรีศรีลังกาคนปัจจุบัน ก็ให้คำมั่นพร้อมก้าวลงจากตำแหน่ง หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ที่มาจากทุกพรรคการเมืองสำเร็จ 

 

โดยหลายฝ่ายมองว่า การตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองของโกตาบายาในครั้งนี้เป็นไปเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัยและป้องกันการถูกควบคุมตัว ภายหลังจากที่ก้าวลงจากตำแหน่ง การเมืองศรีลังกาช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Ishara S. Kodikara / AFP

อ้างอิง:

The post ประธานาธิบดีศรีลังกาลี้ภัยทางการเมืองไปมัลดีฟส์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำหนดการลาออกตามที่ให้คำมั่นไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดข้อความประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน อัชราฟ กานี ถึงเพื่อนร่วมชาติ หลังลี้ภัยทางการเมือง เหตุตาลีบันบุกยึดอำนาจ-ยึดทำเนียบ https://thestandard.co/pm-ashraf-ghani-message/ Mon, 16 Aug 2021 05:17:09 +0000 https://thestandard.co/?p=525494 Ashraf Ghani

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา อัชราฟ กานี ประธานาธิบดีอัฟ […]

The post เปิดข้อความประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน อัชราฟ กานี ถึงเพื่อนร่วมชาติ หลังลี้ภัยทางการเมือง เหตุตาลีบันบุกยึดอำนาจ-ยึดทำเนียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ashraf Ghani

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา อัชราฟ กานี ประธานาธิบดีอัฟกานิสถานโพสต์ข้อความผ่านบัญชี Facebook (@ashrafghani.af) ถึงบรรดาเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หลังตัดสินใจลี้ภัยทางการเมือง เหตุกลุ่มตาลีบันบุกยึดอำนาจ เข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดี เตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยตาลีบัน  

 

ด้วยพระนามของพระอัลเลาะห์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาหาใดเปรียบ

 

ถึงเพื่อนร่วมชาติที่รัก

 

วันนี้ผมได้เผชิญทางเลือกที่ยากจะตัดสินใจว่าผมควรจะยืนประจัญหน้ากับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธตาลีบันที่ต้องการจะบุกเข้ามาภายในทำเนียบแห่งนี้ หรือตัดสินใจจากประเทศที่ผมรัก ที่ซึ่งผมได้อุทิศชีวิตปกป้องมาโดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถ้าหากยังมีเพื่อนร่วมชาติต้องเสียชีวิตอีกนับไม่ถ้วน พวกเขาจะต้องเผชิญกับการทำลายล้าง กรุงคาบูลจะราบเป็นหน้ากลอง ผลที่ตามมาคือหายนะครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนกว่า 6 ล้านคนในเมืองแห่งนี้

 

กลุ่มตาลีบันเข้ามายังเมืองหลวงเพื่อกำจัดผม พวกเขามาที่นี่เพื่อถล่มกรุงคาบูลและผู้คนในเมืองหลวงทั้งหมด เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดเหล่านั้น ผมคิดว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือการเดินทางออกไปจากประเทศนี้ โดยกลุ่มตาลีบันได้รับชัยชนะจากคมดาบและปลายกระบอกปืน ตอนนี้พวกเขามีภาระผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในการปกป้องเกียรติ ความมั่งคั่ง และการเคารพนับถือตนเองของเพื่อนร่วมชาติทุกคน 

 

แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้รับความชอบธรรมจากหัวใจของผู้คน ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอกเล่าว่าการได้มาซึ่งอำนาจในลักษณะนี้จะมอบความชอบธรรมให้กับใครผู้ใด พวกเขาจะไม่มีทางได้รับมัน พวกเขากำลังเผชิญกับการทดสอบทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ไม่ว่าพวกเขาจะปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของอัฟกานิสถานหรือให้ความสำคัญกับสิ่งอื่น ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวและไม่มีความมั่นคงปลอดภัย สิ่งที่สำคัญสำหรับกลุ่มตาลีบันคือการสร้างหลักประกันว่า ประชาชนทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกภาคส่วนจะได้รับความชอบธรรม โดยจะต้องเผยถึงแผนงานที่จะทำและประกาศในสาธารณชนรับรู้ 

 

ผมจะยังคงเดินหน้ารับใช้ประเทศชาติต่อไป ยังมีแผนและโครงการพัฒนาประเทศที่เรายังต้องพูดคุยกันอีกมากเพื่ออนาคต 

 

อัฟกานิสถานจงเจริญ

 

แฟ้มภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

อ้างอิง:

The post เปิดข้อความประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน อัชราฟ กานี ถึงเพื่อนร่วมชาติ หลังลี้ภัยทางการเมือง เหตุตาลีบันบุกยึดอำนาจ-ยึดทำเนียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำไต้หวันอ้าแขนรับชาวฮ่องกงที่ต้องการลี้ภัยทางการเมือง หลายฝ่ายหวั่นทำจีนไม่พอใจ https://thestandard.co/taiwan-struggling-to-deal-with-influx-of-hong-kong-protesters-seeking-refuge/ Sat, 20 Jul 2019 12:57:44 +0000 https://thestandard.co/?p=271921 Taiwan struggling to deal with influx of Hong Kong protesters seeking refuge

เมื่อวานที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวัน ประ […]

The post ผู้นำไต้หวันอ้าแขนรับชาวฮ่องกงที่ต้องการลี้ภัยทางการเมือง หลายฝ่ายหวั่นทำจีนไม่พอใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Taiwan struggling to deal with influx of Hong Kong protesters seeking refuge

เมื่อวานที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวัน ประกาศจุดยืนพร้อมอ้าแขนรับชาวฮ่องกงที่ต้องการเข้ามาลี้ภัยทางการเมืองในไต้หวัน หลังหวั่นเกรงการประหัตประหารโดยรัฐในช่วงที่การประท้วงรัฐบาลฮ่องกงยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

 

สื่อท้องถิ่นอย่าง Taiwan’s Apple Daily ระบุว่า ขณะนี้มีชาวฮ่องกงมากกว่า 30 คนเดินทางมาขอลี้ภัยยังไต้หวันด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยรัฐบาลไต้หวันยืนยันว่า “พวกเราสามารถให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ชาวฮ่องกง ประกันความปลอดภัย และเสรีภาพของพวกเขาได้ในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง

 

“เพื่อนๆ เราชาวฮ่องกงจะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม ในแนวทางที่ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมควรจะเป็น” 

 

หลายฝ่ายกังวลว่า ท่าทีและจุดยืนดังกล่าวอาจจะทำให้รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นอีกครั้งที่ผู้นำหญิงของไต้หวันจะเน้นย้ำจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจีนเดียว และใช้โอกาสนี้เก็บคะแนนในศึกการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 มกราคม 2020 โดยไช่อิงเหวินจะลงชิงตำแหน่งอีกสมัย

 

ภาพ: Sam Yeh / AFP / Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ผู้นำไต้หวันอ้าแขนรับชาวฮ่องกงที่ต้องการลี้ภัยทางการเมือง หลายฝ่ายหวั่นทำจีนไม่พอใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งลักษณ์ ตามรอยพี่ชาย ถูกขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เทียบ 12 ปีกรณีทักษิณที่ไม่ง่าย https://thestandard.co/government-requests-britain-to-extradite-yingluck/ https://thestandard.co/government-requests-britain-to-extradite-yingluck/#respond Tue, 31 Jul 2018 11:01:10 +0000 https://thestandard.co/?p=110861

หลังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไม่ […]

The post ยิ่งลักษณ์ ตามรอยพี่ชาย ถูกขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เทียบ 12 ปีกรณีทักษิณที่ไม่ง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อ 25 สิงหาคมปีที่แล้ว ประเทศไทยรับรู้แต่เพียงว่าเธออาศัยช่องทางธรรมชาติ และการช่วยเหลือจากตำรวจบางกลุ่มให้เดินทางออกนอกประเทศ และนับแต่นั้นความเคลื่อนไหวของเธอก็เงียบงัน

 

จนกระทั่งมีภาพปรากฏในโซเชียลมีเดีย ว่าอดีตนายกฯ ได้พำนักอยู่กับพี่ชายนายทักษิณ ชินวัตร ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเดินสายไปอีกหลายประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป

 

 

ข่าวลือที่ได้ยินสะพัดตลอดเวลาคือ การขอลี้ภัยทางการเมือง และในเวลาต่อมา บีบีซีไทย รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวคนใกล้ชิดของอดีตนายกฯ ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ใช้หนังสือเดินทางของประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป พร้อมวีซ่าเข้าพำนักในอังกฤษเป็นระยะเวลา 10 ปี แม้ก่อนหน้ากระทรวงการต่างประเทศของไทย จะเพิกถอนหนังสือเดินทางของนางสาวยิ่งลักษณ์ทุกเล่มแล้วก็ตาม

 

ก่อนที่วันเกิดปีที่ 51 ของเธอ และวันเกิดปีที่ 69 ของพี่ชายในปีนี้ จะได้ช่วยฉายภาพชัดเจนจนสิ้นสงสัย ถึงแหล่งพำนักอาศัยในต่างแดน นั่นคือ ‘เมืองผู้ดี’ สหราชอาณาจักร ที่กลายเป็นสนามการเมืองต่างแดนของสองพี่น้องอดีตนายกฯ ที่ส่งอิทธิพลต่อการเมืองไทย

 

 

เช้าสิ้นเดือนกรกฎาคม ยิ่งลักษณ์ถูกขอตัวเป็น ‘ผู้ร้ายข้ามแดน’

เช้าวันนี้ (31 กรกฎาคม) รายงานข่าวจากบีบีซีไทย ในวันประชุม ครม. ประจำสัปดาห์ของรัฐบาลประยุทธ์ มีเรื่องให้คอการเมืองต้องตื่นเต้น เมื่อรายงานข่าวชิ้นดังกล่าวระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยในสหราชอาณาจักร ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ไปที่กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (Foreign and Commonwealth Office) เพื่อร้องขอต่อทางการของอังกฤษให้ส่งตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย

 

ในหนังสือฉบับดังกล่าว อ้างถึง สนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรและสยามปี 1911 (พ.ศ. 2454) ที่ว่าด้วยการส่งตัวอาชญากรผู้หลบหนีคดีกลับประเทศ อ้างสิทธิร้องขอให้ส่งตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย และเชื่อว่าพำนักอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรกลับไปรับโทษในประเทศไทย

 

 

ในท่อนท้ายของหนังสือฉบับนี้ ที่บีบีซีไทยให้รายละเอียดว่า มีความยาว 1 หน้าครึ่ง ระบุขอความร่วมมือไปยังทางการอังกฤษด้วยว่า “สถานเอกอัครราชทูตไทยอยากขอความกรุณาจากท่านให้เก็บคำร้องนี้ไว้เป็นข่าวลับ และรีบดำเนินการต่อคำร้องนี้อย่างเร่งด่วน”

 

 

ความพยายามในการขอให้ส่งตัวอดีตนายกฯ กลับมาดำเนินดีที่ไทยในฐานะ ‘ผู้ร้ายข้ามแดน’ นั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไว้ว่า

 

“ที่ผ่านมาต้องดูว่าเราเคยได้รับการส่งตัวมาสักเท่าไร ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้รับ เพราะเป็นเรื่องของเขาเอง เขาก็มีการพิจารณาของเขา เราขอไปก็ได้ แต่เขาจะให้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาก็มีเหตุมีผลของเขาเอง ก็ค่อยๆ ทำกันต่อไป ไม่ได้ปล่อยปละละเลยใดๆ ทั้งสิ้น”

 

นั่นหมายความรัฐบาลไทยเอง ก็รู้อยู่ในทีถึงความเป็นไปได้ว่าจะได้ตัวกลับมาหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็มีการดำเนินการจนกระทั่งปรากฏหลักฐานที่รายงานข่าวจากบีบีซีไทย

 

 

12 ปี ขอส่งตัวทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดน 10 ประเทศ

ย้อนกลับไปสู่การรัฐประหาร นายทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 ผ่านมาแล้วเกือบ 12 ปี หรือ 1 รอบปฏิทิน ทางการไทยก็ได้พยายามร้องขอไปยังประเทศต่างๆ ที่ปรากฏว่า นายทักษิณได้ไปพำนักอาศัยอยู่ เพื่อให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเช่นเดียวกัน

 

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2561 นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เปิดเผยรายละเอียดว่า กรณีการติดตามตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาฯ จำคุกถึงที่สุด 2 ปี คดีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก อัยการเคยยื่นคำขอไปแล้วรวม 10 ประเทศทั้งแถบยุโรปและเอเชีย มีทั้งปฏิเสธมาว่านายทักษิณไม่ได้อยู่ขณะร้องขอหรือเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว โดยนายทักษิณมีเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวย่อมสร้างความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกประเทศใดได้รวดเร็ว

 

หมายความว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถดำเนินการต่อนายทักษิณ ในกรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้แต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันกรณีนี้ยิ่งฉายภาพชะตากรรมของ ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ ว่าเวลานี้ดูจะมาบรรจบในเส้นทางเดียวกันแล้วอีกครั้งหนึ่ง

 

จนถึงเวลานี้ทีมข่าวได้สอบถามไปยังผู้ใกล้ชิดว่า นางสาวยิ่งลักษ์รับทราบข่าวนี้แล้วหรือไม่ แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน บางคนตอบเพียงสั้นๆ ว่าน่าจะรับทราบแล้ว บางคนแสดงความคิดเห็นว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด

 

 

กางดูที่มาที่ไปสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ ค.ศ. 1911

สำหรับสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันในระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ซึ่งได้ลงนามไว้ต่อกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 129 ( ค.ศ. 1911 หรือ พ.ศ. 2445) ที่กรุงเทพฯ โดยสัญญาฉบับนี้ได้มีพระราชานุญาตทั้งสองฝ่าย และได้แลกเปลี่ยนหนังสือพระราชานุญาตฝ่ายไทยและฝ่ายอังกฤษต่อกันที่กรุงลอนดอน ณ วันที่ 1 สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก 130

 

สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษฉบับดังกล่าว ผู้ที่ลงนามในสัญญาฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามขณะนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศฝ่ายสยาม และฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงเกรตบริเตนและไอร์แลนด์อันรวมกัน และอาณาจักรอังกฤษที่โพ้นทะเลทั้งหลาย และบรมราชาธิราชแห่งอินเดียขณะนั้นคือ อาเธอปิลเอสไควร์ อรรคราชทูตพิเศษ และผู้มีอำนาจเต็มฝ่ายอังกฤษประจำอยู่ ณ พระราชสำนักที่กรุงเทพฯ

 

ในสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าวระบุความผิดอันมีโทษที่รัฐบาลไทยและอังกฤษจะส่งตัวบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแก่กันได้รวม 31 โทษฐานความผิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีที่มีโทษเกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย, ปลอมแปลงเงินตรา, ยักยอกทรัพย์, ลักทรัพย์ ฯลฯ เป็นต้น

 

ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องศึกษาว่าอังกฤษมีกฎหมายทำนองเดียวกับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามที่ทางการไทยฟ้องร้องดำเนินคดีกับนางสาวยิ่งลักษณ์ หรือไม่

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในสัญญาดังกล่าวได้มีข้อยกเว้นไว้ว่า “ถ้าโทษอย่างอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถ้ามีความอยู่ในกฎหมายซึ่งใช้อยู่ทั้งสองฝ่ายว่าจะส่งผู้ร้ายให้กันได้นั้น ก็สุดแล้วแต่ประเทศซึ่งรับคำขอให้ส่งนั้นจะเห็นสมควรว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ต่อกันหรือไม่”

 

 

ขณะที่ในคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของทางการไทยกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ระบุรายละเอียดว่า “รัฐบาลไทยจึงร้องขอมาด้วยความเคารพให้รัฐบาลอังกฤษได้พิจารณาความผิดข้ออื่นๆ ที่ระบุไว้ ในวรรคสุดท้ายของมาตรา 2 ที่ระบุว่า “การส่งตัวกลับ อาจกระทำได้ภายใต้ความเห็นชอบของประเทศนั้น หากการกระทำความผิดทางอาญานั้น เป็นความผิดภายใต้กฎหมายของทั้งสองประเทศคู่สัญญา”

 

ขณะเดียวกัน ปรากฏมีข้อยกเว้นเด็ดขาดตามสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษอีกว่า ถ้าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ‘การเมือง’ ก็ไม่ต้องส่งผู้ร้ายคนนั้นให้แก่กัน

 

ตามข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันไทยมีสัญญา อนุสัญญา และสนธิสัญญาเพื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับต่างประเทศทั้งหมด 14 ประเทศ คือ 1. สหราชอาณาจักร 2. สหรัฐอเมริกา 3. แคนาดา 4. ออสเตรเลีย 5. เบลเยียม 6. จีน 7. อินโดนีเซีย 8. ฟิลิปปินส์ 9. ลาว 10. กัมพูชา 11. มาเลเซีย 12. เกาหลีใต้ 13. บังกลาเทศ 14. ฟิจิ

 

 

ล่าสุด นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมารายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทราบก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่ใช่เรื่องระดับนโยบาย โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงความมั่นใจว่าทางการอังกฤษจะส่งตัวนางสาวยิ่งลักษณ์มาให้หรือไม่

 

ซึ่งนับแต่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลประเทศอังกฤษ จะพิจารณาคำร้องขอดังกล่าวอย่างไร

 

อ้างอิง:

The post ยิ่งลักษณ์ ตามรอยพี่ชาย ถูกขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เทียบ 12 ปีกรณีทักษิณที่ไม่ง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/government-requests-britain-to-extradite-yingluck/feed/ 0
ผู้นำกาตาลุญญาเดินทางถึงเบลเยียมแล้ว เพื่อลี้ภัยทางการเมือง https://thestandard.co/catalan-president-has-gone-to-belgium/ https://thestandard.co/catalan-president-has-gone-to-belgium/#respond Tue, 31 Oct 2017 07:57:18 +0000 https://thestandard.co/?p=39509

         อดีตประธานาธิบดีการ์เ […]

The post ผู้นำกาตาลุญญาเดินทางถึงเบลเยียมแล้ว เพื่อลี้ภัยทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

     อดีตประธานาธิบดีการ์เลส ปิกเดมองต์ ผู้นำแคว้นกาตาลุญญา พร้อมคณะทำงานได้เดินทางไปยังกรุงบรัสเซลล์ เมืองหลวงของเบลเยียมแล้ว เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง ภายหลังจากที่ โฆเซ มานูเอล มาซา อัยการสูงสุดของสเปนเตรียมสั่งฟ้องผู้นำแคว้นกาตาลุญญาข้อหากบฏ ปลุกระดมฝูงชนให้ต่อต้านรัฐบาลกลางและใช้งบประมาณของรัฐในทางมิชอบ

     การเดินทางออกนอกประเทศที่อาจจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลลี้ภัยในต่างแดนนี้ เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีสเปนใช้อำนาจตามมาตรา 155 ประกาศยุบสภาแคว้นกาตาลุญญา พร้อมปลดผู้นำและคณะรัฐบาลท้องถิ่นทุกคน ทำให้ผู้นำจากพรรคแนวร่วมอย่างการ์เลส อยู่ในวาระเพียง 1 ปี 10 เดือนเท่านั้น

 

 

     อย่างไรก็ตาม พอล เบเคิร์ต ทนายชาวเบลเยียมและที่ปรึกษาด้านการขอลี้ภัยยังต่างประเทศของการ์เลสยืนยันว่า อดีตประธานาธิบดีกาตาลุญญาได้เดินทางมาถึงกรุงบรัสเซลล์จริง แต่ไม่ได้มาเพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง เพียงแค่เตรียมหาวิธีการโต้กลับทางกฎหมายเท่านั้น ในกรณีที่ศาลสเปนรับฟ้องจริง ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิด การ์เลสอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี

     “จากประสบการณ์ที่ผมช่วยเหลือชาวบาสก์ผู้ลี้ภัยทางการเมืองมานานกว่า 30 ปี นี่คงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเขาจึงเลือกให้ผมเป็นที่ปรึกษา”

     ทางด้าน ธีโอ ฟรังเกน รัฐมนตรีกระทรวงผู้ลี้ภัยและผู้อพยพของเบลเยียม จากพรรคหัวก้าวหน้าที่สนับสนุนการเเบ่งเเยกดินแดนกล่าวว่า การ์เลสและบรรดาอดีตคณะรัฐบาลท้องถิ่นของแคว้นกาตาลุญญาเหล่านี้มีสิทธิ์ที่จะได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยในเบลเยียมหากมีการร้องขอ ในขณะที่ ชาร์ล มิเชล นายกรัฐมนตรีออกมาคัดค้านจุดยืนดังกล่าวพร้อมยืนยันว่า รัฐบาลเบลเยียมยังไม่มีมาตรการที่จะอนุญาตหรือเชื้อเชิญให้อดีตผู้นำกาตาลุญญาลี้ภัยทางการเมืองในเบลเยียม

 

 

     โดยรัฐบาลกลางสเปนกำหนดจะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในแคว้นกาตาลุญญาขึ้นใหม่ในวันที่ 21 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งทางรัฐมนตรีต่างประเทศสเปน อัลฟองโซ ดาสติส ระบุว่า การ์เลสยังคงมีคุณสมบัติที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีกาตาลุญญาอีกสมัยในอีกราว 2 เดือนข้างหน้า หากเขายังไม่ถูกจับกุมหรือตัดสินว่ามีความผิดทางกฎหมายเสียก่อน

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำกาตาลุญญาเดินทางถึงเบลเยียมแล้ว เพื่อลี้ภัยทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/catalan-president-has-gone-to-belgium/feed/ 0
เช็กสถานะ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ขอลี้ภัยไปไหนได้บ้าง https://thestandard.co/yingluck-political-asylum/ https://thestandard.co/yingluck-political-asylum/#respond Mon, 28 Aug 2017 12:25:38 +0000 https://thestandard.co/?p=22885

     หลังการไม่ปรากฏตัวของ ‘ยิ่งลักษณ์ ช […]

The post เช็กสถานะ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ขอลี้ภัยไปไหนได้บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     หลังการไม่ปรากฏตัวของ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันนัดอ่านคำพิพากษาคดีละเลยปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

     คำถามที่ว่า “ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ไหน?”

     ยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ มีแต่คำตอบที่อ้างจากแหล่งข่าวคนใกล้ชิดมาอีกที

     เอเอฟพี (AFP) สำนักข่าวดังระดับโลก อ้างแหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาล ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายเตรียมแผนการให้น้องสาวหลบหนีมานานแล้ว เพราะเขายอมไม่ได้ที่จะเห็นน้องสาวของเขาต้องติดคุกแม้เพียงวันเดียว

     ขณะเดียวกันเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของยิ่งลักษณ์ไม่ใช่ดูไบ แต่เป็นการขอสถานะผู้ลี้ภัยในอังกฤษ ประเทศที่เป็นรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2492 มีกว่า 147 ประเทศ ในอาเซียนมีทั้งกัมพูชาและฟิลิปปินส์ ส่วนไทยก็เข้าร่วมภาคีนี้ ขณะที่ประเทศยุโรปก็มีทั้งสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เบลเยียม, สวีเดน, สวิตเซอแลนด์, สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นต้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.unhcr.or.th/sites/default/files/3c0f495f4.pdf )

     การลี้ภัยไปอยู่อังกฤษมีความเป็นไปได้ไม่น้อย เนื่องจากทักษิณมีบ้านพักในกรุงลอนดอน มูลค่า 264 ล้านบาท (มูลค่าตามที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. สมัยเป็นนายกฯ) ขณะที่การฉลองวันคล้ายวันเกิดของนายทักษิณ 2 ปีล่าสุด ก็จัดงานเบิร์ธเดย์ที่ประเทศอังกฤษ

การไม่ได้ฟังคำพิพากษา หรือ การหนีคดี ไม่ผิดเงื่อนไขการขอลี้ภัย จากประสบการณ์การทำงานกับผู้ลี้ภัยที่มาลี้ภัยในไทย ยังไม่ต้องถึงขั้นไปขึ้นศาล แค่ถูกออกหมายจับก็หนีมาขอสถานะผู้ลี้ภัยได้แล้ว ถ้าพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศต้นทางไม่น่าเชื่อถือ

ทางเข้าบ้านพักส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศอังกฤษ 

 

     และหากย้อนไปหลังการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ โดยคมช. เมื่อปี 2549 อังกฤษก็เป็นประเทศที่นายทักษิณ ไปพำนักอยู่ถึง 1 ปี 5 เดือน ก่อนจะกลับเมืองไทยมามอบตัวในคดีที่ดินรัชดา และหนีไปอีกครั้งหลังศาลให้ประกันตัว โดยอ้างว่าจะไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน

 

การขอลี้ภัยต้องทำอย่างไร?

     อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2492 (Convention relating to the Status of Refugees) ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า

     ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง

 

Photo: PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP

 

     นักกฎหมายที่ทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย อธิบายเพิ่มเติมให้ THE STANDARD ฟังว่า ใครก็ตามในโลกนี้สามารถยื่นคำขอเป็นผู้ลี้ภัยได้ทั้งหมด เพราะการยื่นคำขอเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่การที่ UN จะให้สถานะ ‘ผู้ลี้ภัย’ กับใครนั้นมีเงื่อนไขกำหนดไว้ตามอนุสัญญาฯ

 

เงื่อนไขการขอลี้ภัย

  • ต้องอยู่นอกประเทศตัวเอง จะขอลี้ภัยในประเทศตัวเองไม่ได้
  • รัฐบาลประเทศต้นทางไม่สามารถคุ้มครองบุคคลคนนั้นได้
  • บุคคลนั้นอยู่ที่ใดที่หนึ่งของประเทศตัวเองไม่ได้

 

     ขณะที่ ‘การลี้ภัย’ คำว่า ‘ภัย’ ในที่นี้คือ การถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิต ซึ่งมีที่มา 5 อย่าง ได้แก่

     1) เชื้อชาติ เช่น เป็นชนกลุ่มน้อย

     2) สัญชาติ

     3) ศาสนา

     4) ความเห็นทางการเมือง

     5) กลุ่มเฉพาะทางสังคม ซึ่งจะนิยามกว้างหน่อย อาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่ส่งผลกระทบถึงการใช้ชีวิต เช่น บางคนเป็นโรคเจ็บป่วยร้ายแรง แล้วประเทศต้นทางเห็นว่าเป็นโรคน่ารังเกียจสมควรตาย ก็สามารถใช้เงื่อนไขนี้ขอลี้ภัยได้เหมือนกัน

 

     การพิจารณา ‘ขอลี้ภัย’ ต้องพิจารณาครบองค์ประกอบทั้งหมด คือ อยู่นอกประเทศ รัฐบาลคุ้มครองไม่ได้ อยู่ที่ใดที่หนึ่งในประเทศตัวเองไม่ได้ และเข้านิยามคำว่า ‘ภัย’ หนึ่งใน 5 ข้อข้างต้น โดยจะเข้าอันใดอันหนึ่งหรือหลายอันก็ได้ ซึ่งถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ เพราะยังมีภัยต่อเนื่องอยู่ก็จะได้สถานะผู้ลี้ภัย

     “แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีกระบวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยที่ต่างกัน ถ้าเป็นประเทศที่อยู่ในภาคีอนุสัญญา รัฐบาลประเทศนั้นๆ จะเป็นผู้พิจารณาเอง แต่เงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์การพิจารณาจะใช้เหมือนกันทั่วโลก” นักกฎหมายกล่าว

 

‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ เข้าข่าย ‘ผู้ลี้ภัย’ หรือไม่?

     ในความเห็นของนักกฎหมายที่ทำงานด้านการลี้ภัยโดยตรงมองว่า กรณีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ น่าจะเข้าข่ายขอลี้ภัยได้ โดยใช้เงื่อนไขความเห็นทางการเมือง และอาจใช้เงื่อนไขกลุ่มเฉพาะทางสังคม ในฐานะเป็นน้องสาวของทักษิณ ชินวัตร ในการยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัย

     “การไม่ได้ฟังคำพิพากษา หรือ การหนีคดี ไม่ผิดเงื่อนไขการขอลี้ภัย จากประสบการณ์การทำงานกับผู้ลี้ภัยที่มาลี้ภัยในไทย ยังไม่ต้องถึงขั้นไปขึ้นศาล แค่ถูกออกหมายจับก็หนีมาขอสถานะผู้ลี้ภัยได้แล้ว ถ้าพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศต้นทางไม่น่าเชื่อถือนักกฎหมายยืนยัน

 

 

กว่าจะได้สถานะ ‘ผู้ลี้ภัย’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

     จักรภพ เพ็ญแข หนึ่งในผู้ลี้ภัยการเมือง เคยอธิบายขั้นตอนการขอลี้ภัยการเมืองไว้ว่า มีทั้งทางตรงและทางอ้อม

     กลุ่มลี้ภัยการเมืองทางตรง คือเข้ามายื่นเรื่องขอวีซ่าลี้ภัยทางการเมืองทันที (Asylum Visa) ซึ่งวีซ่าประเภทนี้ รัฐบาลของประเทศที่จะยื่นขอ จะต้องทำการพิสูจน์ทั้งหลักฐาน การสัมภาษณ์เจาะลึก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า หากบุคคลที่ยื่นขอเดินทางกลับประเทศตัวเองแล้วจะไม่ปลอดภัยถึงขั้นต้องเสียชีวิต ติดคุก หรือถูกทำร้ายหรือไม่

     ขณะเดียวกัน บุคคลที่ยื่นขอจะต้องไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับการใช้ความรุนแรง เป็นสมาชิกของกลุ่มองค์กรที่ใช้ความรุนแรง มีคดีอาชญากรรมติดตัว หากพิสูจน์ตรวจสอบด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนแล้วก็ได้รับอนุมัติในเวลาเพียงไม่นาน

     ส่วน กลุ่มลี้ภัยการเมืองทางอ้อม ก็อาจจะหอบเงินเข้ามาทำธุรกิจ ลงทุนในจำนวนเงินที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ กำหนด หรืออาจจะมาเป็นโรบินฮู้ดไปก่อน แล้วค่อยๆ หาช่องทางเพื่อที่จะอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

 

 

     จากนี้ยิ่งลักษณ์จะไปอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร คงไม่ใช่แค่คนที่รักเธอเท่านั้นที่สนใจ ฝ่ายตรงข้ามกับเธอก็คงอยากรู้เรื่องนี้ไม่แพ้กัน แต่จนถึงเวลานี้ยังไม่มีคำตอบยืนยันอย่างเป็นทางการจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์โดยตรง

     แต่คนในพรรคเพื่อไทยหลายคนเห็นตรงกันว่า อดีตนายกฯ หญิงจะแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้

 

 

Photo: PORNCHAI KITTIWONGSAKUL, MAX NASH/AFP

The post เช็กสถานะ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ขอลี้ภัยไปไหนได้บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/yingluck-political-asylum/feed/ 0