ลิลลี่ ชัยถิรสกุล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ลิลลี่-ชัยถิรสกุล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 31 Oct 2018 02:39:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 เบื้องลึก เบื้องหลัง ‘ประเทศกูมี’ เรื่องเล่าจากเด็กเสิร์ฟน้ำในกองถ่าย https://thestandard.co/behind-rap-against-dictatorship/ https://thestandard.co/behind-rap-against-dictatorship/#respond Tue, 30 Oct 2018 11:45:11 +0000 https://thestandard.co/?p=139712

ฉันเป็นแค่คนเสิร์ฟน้ำในกองถ่าย แต่ก็สามารถโหนกระแสเพลงแ […]

The post เบื้องลึก เบื้องหลัง ‘ประเทศกูมี’ เรื่องเล่าจากเด็กเสิร์ฟน้ำในกองถ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฉันเป็นแค่คนเสิร์ฟน้ำในกองถ่าย แต่ก็สามารถโหนกระแสเพลงแรปที่กำลังดังขนาดนี้ได้เหมือนกันนะ

 

ที่สำคัญกว่านั้น การเป็นเพียงแค่เด็กเสิร์ฟน้ำ มันเหมือนเราเป็นแมลงสาบตัวน้อยๆ ที่แทรกซึมและแอบไปฟังว่า เขาวางแผนกันอย่างไร เขาพัฒนาระบบและกระบวนการคิดในการสร้างเอ็มวีตัวหนึ่งได้อย่างไร เด็กเสิร์ฟน้ำตัวน้อยๆ คนหนึ่งจึงแอบร่ายยาวถึงเบื้องหลัง MV ที่กำลังอยู่ในกระแสของสังคมขนาดนี้ได้

 

“เด็กเสิร์ฟน้ำ…มาช่วยพี่หน่อยนะ” พี่เปีย-ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ ‘ประเทศกูมี’ เอ่ยขึ้นมาในวันหนึ่ง ขณะนั่งกินปิ้งย่างราคาถูกอยู่ด้วยกัน ระหว่างที่แกกำลังคุยอยู่กับบอมบ์ ผู้ช่วยผู้กำกับอีกคนหนึ่ง ฉันผู้กำลังคีบเนื้อย่างหอมๆ อย่างเมามัน ก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วบอกว่า “ไม่เอาได้ไหม กลัว”

 

“หึ ไม่ได้…” เขาตอบ

 

 

ย้อนกลับไป ตอนที่ได้รับรู้ว่าน้องๆ นักแรปทั้งหมดอยู่ระหว่างกำลังพัฒนาเพลงของตัวเองนั้น เดโมเพลงก็ได้ถูกส่งออกมาให้เหล่าผู้กำกับฟังบ้างแล้ว มีแต่คนสะใจว่า

 

“หูย เพลงแรงดี หูย เพลงมันดี หูยย เพลงนี้จี๊ดเลย จี๊ด โดนหลายจุด โดนทุกจุด”

 

พี่เปียผู้ได้ฟังเพลงนี้เป็นคนแรกๆ นำเพลงมาให้น้องๆ ผู้ช่วยทุกคนฟัง ซึ่งทุกคนก็ตอบกลับมาว่า “ทำแล้ว เรียกด้วย”

 

คนเสิร์ฟน้ำอย่างฉันก็มองบน พลางคิดในใจว่า ‘มันน่ากลัวนะ…​’

 

จนเมื่อเพลงเสร็จ น้องๆ นักแรปก็มาหาพี่เปียจริงๆ พร้อมกับไฟล์เพลงที่มิกซ์เสร็จแล้ว ซึ่งฟังแล้วเพราะยิ่งกว่าเดโม พร้อมกับบอกพี่เปียว่า “พวกผมอยากได้เอ็มวี” แต่พี่เปียก็ติดเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ เพื่อรับจ้างถ่ายหนังของต่างประเทศเรื่องหนึ่ง น้องๆ ก็เลยต้องรอพักใหญ่กันเลยทีเดียว

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา น้องๆ ก็พัฒนาความต้องการที่อยากจะเห็นอยู่ในเอ็มวี ในหลากหลายความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตอันไกลโพ้น ตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ รัฐประหารสองรอบล่าสุด 49 และ 57 จนมาถึงเรื่องของนักศึกษาโดนทำร้ายในช่วงยุคของรัฐบาลเผด็จการทหารในยุคปัจจุบัน ลักษณะการถ่ายทำจะเป็นในรูปแบบ คนหนึ่งร้องช่วงหนึ่ง ก็จะใส่เหตุการณ์หนึ่งเข้าไป สิบคนร้อง สิบช่วงเพลง ก็ใช้สิบช่วงฉากของเหตุการณ์นั้นๆ

 

 

สองเดือนผ่านไป พี่เขากลับมาประชุมกับน้องๆ นักแรปเพื่อพัฒนาเอ็มวีร่วมกัน ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับการนำภาพประวัติศาสตร์ที่เคยมีฉากของการทำร้ายประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาใช้ในเอ็มวี

 

ด้วยความที่ผู้กำกับพร้อมกับพี่เอกช่างภาพคู่ใจ ล้วนจบมาทางด้านประวัติศาสตร์ทั้งคู่ แม้จะต่างสถาบัน คนหนึ่ง มศว. คนหนึ่ง มธ. แต่ก็คงไว้ซึ่งคำถามคาใจอยู่ในสมองว่า เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เป็นการตายของประชาชนนั้น ล้วนแล้วแต่ไม่เคยได้มีการชำระให้เป็นทางการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจากรัฐเอง หรือจากนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ทั้งประเทศเองก็ตาม แล้วความจริงเป็นอย่างไรกันแน่

 

จริงอยู่ว่า รัฐน่าจะทำการชำระประวัติศาสตร์หลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในเหตุการณ์แทบทุกเหตุการณ์

 

รัฐ คือ ผู้ต้องสงสัยในกระทำความรุนแรงมิใช่เหรอ

รัฐ คือ ผู้ต้องสงสัยในการเป็นต้นตอแห่งเหตุ ไม่ใช่เหรอ

รัฐ คือ ผู้ครองอำนาจการปกครองและกดขี่ แล้วยังคงดำรงไว้ซึ่งอำนาจนั้นๆ ตลอดมา ไม่ใช่เหรอ

 

ไม่แปลกใจเลย ที่รัฐจะทำตัวนิ่งเฉย ประหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดโดนซุกไว้ในพรม ไม่ต่างอะไรกับประเวณีไทยที่ต้องหลบซ่อนอยู่ภายใต้ศีลธรรมจรรยาและประเพณีอันดีงาม

 

แต่การเรียนประวัติศาสตร์ของเหล่านักวิชาการเองเล่า ไม่สงสัยบ้างเหรอ ไม่คิดจะรวมพล ระดมคนให้กลายเป็นเรื่องราวที่ต้องชำระให้ถูกต้องที่บอกกับสังคมแล้วทำให้เป็นบทเรียนอย่างแท้จริงเหรอ ว่า ‘ใครฆ่า ใครถูกฆ่า กี่คนมาฆ่า กี่คนที่ถูกฆ่า ใครสั่งฆ่า ใครรับคำสั่งฆ่า’

 

 

เด็กเสิร์ฟน้ำอย่างฉัน ฟังเขาประชุมกันก็ได้แต่อ้าปากค้าง ต่างคนต่างพล่ามบ่นแบบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ศิลปินและความมีจิตวิญญาณ ส่วนฉันกลับรู้สึกหวาดหวั่น… ก็ใครจะกล้างัดง้างกับรัฐเล่า

 

“ก็พวกกูนี่แหละ” ฉันสะดุ้งโหยง เสียงกระซิบตอบกลับมาเบาๆ แต่รู้สึกเหมือนมันดังลั่นไปทั้งประเทศ

 

เอ็มวีนี้ได้บทสรุปที่ผ่านการพัฒนากระบวนการทางความคิดมาสู่จุดที่เหมือนวงเวียน มันย้ำ มันซ้ำ มันวนลูปอย่างไม่เคยหลุดพ้น ฆ่าแล้ว ฆ่าอีก ฆ่าแล้ว ฆ่าอีก… ตายมาแล้วกี่รอบ แต่ไม่เคยมีใครชำระคดีความ ไม่เคยชำระเป็นบทเรียน แถมซ้ำด้วยการ ให้ลืมให้เลือนกันเถอะ แบบที่ผ่านมาแล้วให้มันผ่านๆ ไป

 

 

ในเมื่อมันซ้ำ ในเมื่อมันยังย้ำ จนก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงคิวเรา เราต้องตอก เราต้องย้ำ เราต้องให้คนไม่รู้ ได้รู้เสียทีสิ นี่คือแนวคิดของทีมงาน

 

จึงเป็นที่มาของการเอาจุดที่ปวดร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนโดนกระหน่ำ  กระทำย่ำยีมาถ่ายทอด ในช่วงที่รัฐสร้างความแตกแยกให้ประชาชน จนประชาชนต้องมาเข่นฆ่ากันเอง มาด่าทอคนชาติเดียวกันแท้ๆ ทั้งที่ก็เป็นคนเหมือนกันทั้งนั้น ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ… แม้แต่ศพ ก็ยังไม่เว้น

 

6 ตุลา 2519… ฉากนั้น… วันนั้น… รอยยิ้มนั้น… เก้าอี้นั้น…​ ศพนั้น ไม่รู้ชื่อ จนทุกวันนี้

 

 

‘เอาไหม…?’

น้องๆ นักแรป…​ เอา

ผู้กำกับ และ ผู้ช่วย… เอา

ทีมเบื้องหลัง…​ เอา

เด็กเสิร์ฟน้ำ… ส่ายหัวอยู่คนเดียว

 

แผนงาน Pre Production จึงได้เริ่มขึ้น

 

ถ่ายอย่างไร?

 

ในความเป็นช่างภาพมืออาชีพ พี่เอกกับพี่เปีย แม้กระทั่งพี่ตุ๋ย ช่างภาพอีกคน พวกนี้คือเหมือนกัน ชอบอยู่แล้วความท้าทาย การได้ถ่ายหนังยาวสักสิบนาทีโดยไม่มีการตัด การได้ถ่าย One Cut Longtake อีกสักครั้งในชีวิตมูฟเมนต์ทุกมูฟมันต้องเพอร์เฟกต์ มันต้องเก่ง ผ่านการซ้อมมาอย่างดี มันต้องได้

 

ทีมอาร์ตได้รูปต้นฉบับที่ได้รับรางวัลมา ก็บอกเลยว่า ม็อกอัปต้นไม้กับศพจะเอาให้เหมือนจริงที่สุด แล้วจะหาโลเคชันได้พร้อม ไม่ต้องห่วง เท่าไรเท่ากัน

 

ทีมคอสตูมเป็นอะไรที่หาได้ยากที่สุด จากการทำ Study ของภาพ มันต้องเหมือน ดังนั้นจะต้องหาเสื้อผ้าในยุค 70 ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ต้องพยายามควานหากว่าจะเจอนักสะสมเสื้อผ้ายุคนั้น จนสุดท้ายแทบจะต้องก้มกราบนักสะสม

 

 

ทีมแคสติ้งเป็นอะไรที่ผู้กำกับคาดหวังไว้สูงมาก เพราะมีคน 17 คนที่อยู่ในภาพต้นฉบับ เราต้องการให้ทุกคนเหมือนจริงมากที่สุด ต้องใช้การแคสติ้งให้เหมือนที่สุด ส่วนคนที่รายล้อมด้านหลัง ดูให้ดีสิ ล้วนแล้วแต่เป็นเพศชาย ต่างวัย ต่างอาชีพด้วยเสื้อผ้าที่แตกต่างและดูหนาแน่น ดังนั้นตัวประกอบต้องมีตัวเลข 100 คนเป็นอย่างต่ำ

 

ทีมกล้องและฉาก ตกลงกันว่าด้วยคอนเซปต์จากพี่เปีย ผู้กำกับ เราจะถ่ายกันเป็นวงกลม เสมือนหนึ่งปัญหาของประเทศที่อยู่ในวังวน ไม่หลุดพ้นออกไปเสียที ดังนั้นจึงต้องใช้ Green Screen ล้อมรอบเพื่อเป็นฉากไว้ทำ CG ในช่วงหลัง แล้วนักแสดงก็ล้อบกรอบวงกระชับที่รอบต้นไม้ รอบศพนิรนามที่โดนแขวนอีกทีหนึ่ง

 

ตอนที่เด็กเสิร์ฟน้ำอย่างฉันได้รู้ว่า พี่เขาต้องหาตัวประกอบถึง 100 คน ฉันก็รู้ว่า สวัสดิการน้ำอย่างฉันต้องเหนื่อยแน่ๆ เพราะฉะนั้นฉันจะหนี หนี และไม่ทำ ลองคิดเล่นๆ ว่าร้อยคนบวกทีมงาน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ปาไปเกือบ 150 ชีวิต เด็กเสิร์ฟน้ำคนเดียวเอาไม่อยู่หรอก

 

 

พอถึงตอนจะถ่าย ก็ถ่ายไม่ได้เสียที ฝนคือเหตุหลัก ฝนตกเกือบทุกวัน การขอให้น้องๆ มาช่วยงาน น้องๆ ทุกคนต้องว่างกับวันที่จะถ่าย เพราะทุกคนมีเวลาน้อย และมีงานต้องทำ แต่ก็มาช่วยๆ กันฉันท์พี่น้อง และอุดมการณ์ไม่มากก็น้อย

 

​แต่ฝนก็ไม่เป็นใจ เพราะเดือนสิงหาคม กันยายน ฝนตกตอนบ่ายตลอด จนเหล่าน้องๆนักแรปร้อนใจบอกว่า “พี่ ผมอยากได้เอ็มวีเดือนตุลาคม” ผู้กำกับเลยบอกกับฉันผู้เป็นเด็กเสิร์ฟน้ำว่า “เอ้า เสี่ยงดู เอาสักวัน”

 

และแล้วเราก็ได้วัน ได้โลเคชันที่ไกลมาก อย่าถามว่าอยู่ไหน ให้ไปอีกก็ไปไม่ถูก แต่มันเป็นความน่ารักที่ทุกคนพร้อมมาก

 

นัดหมายพร้อม อีกสองวันถ่าย ฉันได้รับโทรศัพท์

 

“ช่วยพี่หน่อยนะ”

 

ฉันเหลือกตามองบน “กูคงหนีไม่พ้นสินะ”

 

 

ก่อนวันถ่ายอีกหนึ่งวัน ปัญหาเกิด หาตัวประกอบได้ไม่ครบ หาไม่ได้เลย พี่เปียแทบจะวีนแตก แต่ก็อดทน แล้วพยายามแก้ไข

 

ได้ไม่ครบ จะเลื่อนวัน ​เฮ้ย เลื่อนไม่ได้โว้ย ทุกคนไม่ว่าง ทุกคนมีงาน นัดกันแล้ว จะมาบอกเลิกก่อนหนึ่งวันคงไม่ง่าย  

 

ท้ายสุด หามาได้แค่ 60 คน เหล่าผู้ช่วยผู้กำกับที่ทราบปัญหาได้แต่ทอดถอนใจให้ฉันได้ยิน พร้อมกับบอกว่า ผู้กำกับใจเย็นจริงๆ

 

ท้ายสุด “60 ก็ 60 ทำใจ”

 

 

ถึงวันถ่ายทำ ทุกคนมาถึงที่พร้อมแดดที่แรงมาก ฉันมาสายกว่าทุกคน และไม่มีน้ำ เพราะน้ำอยู่ในรถอีกคัน แล้วดันมาสาย ทำให้ทีมต้องไปหาน้ำที่อื่นมากินก่อน พี่เปียมองเข้มมาสายตาเหมือนดุ ​ฉันก็มองไปรอบๆ ทำเมินๆ เหมือนกูไม่ผิด

 

ต้นไม้ปักหลักแล้ว รู้สึกกระตุกใจ หุ่นศพนอนอยู่ข้างๆ ที่ฉันนั่ง มองหน้า มองหุ่นกันอยู่พักใหญ่ ฉันก็บอกให้ใครเอาผ้ามาคลุมทีเถอะ ฉันกลัว จนกระทั่งฉากพร้อม น้องๆ นักแรปเริ่มจะมากันแล้ว

 

 

ตามประสานักประวัติศาสตร์ที่จะได้ทำฉากที่แกค้างคาในใจมานานกว่ายี่สิบปี แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ผู้กำกับก็พูดอยู่เสมอว่า “มันต้องรีเมกได้สิวะ ​มันไม่ใช่การผลิตซ้ำรุนแรง แต่มันเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ชำระ มันต้องย้ำ มันต้องตอกเตือนให้ชนรุ่นหลังรู้ว่ามันเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ยามบ้านเมืองประชาชนแตกแยกเป็นฝักฝ่าย เราเคยฆ่าศพกันมาแล้ว” แกแฮปปี้กับการทำงานเสมอมา

 

ที่เซอร์ไพรส์ฉันมากๆ คือ ในจินตนาการของฉัน พวกแรปเปอร์จะต้องหยาบคาย ดุดัน กวนประสาท หรือเรียกว่า ‘กวนตีน’ ก็ได้ แต่ที่ฉันเจอคือ คุณนัท หนึ่งในแรปเปอร์กลับเดินเข้ามาไหว้ทุกคนในกอง รวมทั้งเด็กเสิร์ฟอย่างฉัน พร้อมเรียก “พี่ สวัสดีครับ”

 

โอ้ย กรี๊ด มีความเป็นศิลปินที่เตรียมจะดัง ส่วนน้องๆ คนอื่นๆ ตอนที่ฉันเห็นนั้น บางคนยังไม่ปิดหน้า เลยดูรู้เลยว่า เฮ้ย แม่ง​เด็กเรียน แฟนสาวของหนึ่งในศิลปินกระซิบบอกฉันระหว่างรอน้ำว่า “​พี่คะ มันปิดหน้าเพราะมันรวย อีกคนปิดหน้าเพราะมันเด็กเรียน”

 

บางคนไม่มาเพราะเป็นอาชีพการงาน แม้กระทั่งคนที่ฉันมองว่าน่าจะกระด้างที่สุดในวง ก็ยังมายกมือไหว้ฉัน สวัสดีฉัน แล้วบอกว่า “ฝากของด้วยนะพี่” ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงมากๆ

 

ฉันก็ได้ฤกษ์เสิร์ฟน้ำเสียที เมื่อกองถ่ายเริ่มเตรียมพร้อม นักแสดงที่แคสติ้ง 17 คนแรก เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตรงกับภาพประวัติศาสตร์ที่สุด ระหว่างนั้นตัวประกอบเริ่มมาถึง และลงจากรถ ฉันอยู่ไกล ไม่ได้สนใจ มัวแต่ทำงานในส่วนของฉัน แล้วสักพักก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบกันว่าทำไมถึงมีตัวประกอบผู้หญิง มีหญิงชราด้วย ทั้งๆ ที่คุยกันแล้วว่าชายล้วนตามประวัติศาสตร์ ตามภาพมันชายล้วน แต่คนรับผิดชอบตอบไม่ได้

 

 

บอมบ์ ผู้ช่วยผู้กำกับผู้ใจเย็นเสมอมา พร้อมหาวิธีแก้ไขอย่างลุ่มลึก แยกกลุ่มชายล้วนไปแต่งตัวรออยู่แถวสองในฉาก

 

กลุ่มสองดูเหมือนชายแต่เป็นหญิง พอกะล่อมกะแล่มไปได้ เตรียมแต่งตัว อยู่แถวสามในฉาก

 

กลุ่มสาม หญิงล้วนและหญิงชรา ให้อยู่แถวหลังสุด มัดผม แต่งตัวให้เหมือนชาย อย่าโผล่หน้าหวานๆ ของแต่ละคนให้ชัดนัก

 

ทีมฉากพร้อมแล้ว ทีมกล้องเริ่มขยับย้ายโลเคชันทั้งหมดไปใกล้ต้นไม้ที่อยู่ใน Green Screen พี่เปียเตรียมมอนิเตอร์พร้อม ลำโพงพร้อม กริ๊ปพร้อม พี่เอกช่างภาพเริ่มใส่ Ready Rig แล้วให้ผู้ช่วยแบกกล้อง Red Raven Ronin 2 เข้ากับตัว เหมือนจิงโจ้แม่ลูกอ่อน บอกเลยโคตรหนัก เด็กเสิร์ฟน้ำแอบเอาน้ำเข้าไปหาพี่เอก แล้วถามว่า “ไหวไหมพี่” ​พี่เอกบอก “สบาย สมัยก่อนหนักหนากว่านี้”

 

One Cut Long Take เริ่มต้นโดยแทบไม่มีการซ้อม คาเงะ ผู้ช่วยผู้กำกับด้าน Action Coach พร้อม โหมโรง

 

 

อยากให้เข้าใจจุดนี้นิดหนึ่ง เมื่อทุกคนเริ่มเข้าไปใน Green Screen ที่ล้อมรอบเป็นวงกลมบดบังต้นไม้และศพแขวนนั้น ไม่ได้มีใครยิ้มแย้มแจ่มใส เฮฮากับสิ่งที่เห็น

 

นักแสดงทุกคน ตัวประกอบผู้มีเกียรติทุกท่าน ล้วนแต่เงียบ นิ่ง สงบ เฝ้ารอเวลาถ่ายทำ ไม่เล่น ไม่เฮฮา ไม่ยิ้มแย้มหยอกเย้ากัน เหมือนเคารพในตัวศพนั้นๆ ทั้งๆ ที่บางคนไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์อะไรเลย

 

แต่ตามรูปภาพต้นฉบับของประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ในรูปนั้นหลายคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 

คาเงะบอกว่ามันยากมากนะ ที่จะทำให้ทุกคนที่ไม่ได้บ้าจี้ มายิ้มแย้มกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทุกคนมีสติที่จะสงบนิ่ง แต่เราต้องทำงาน เราต้องก้าวไปให้ได้ เราต้องให้ทุกคนเฮฮา

 

คนที่ต้องเร้าอารมณ์นักแสดงมือสมัครเล่น คือ คาเงะ ที่จำเป็นต้องทำงานอย่างหนักหน่วง ไหนจะเล่นตลกต่อหน้าศพให้นักแสดงขำ ให้เขายิ้ม ชวนให้ยกมือพร้อมกัน ไหนลองหัวเราะสิ ไหนลองเล่นเวฟกันไหม ทำทุกวิถีทางให้นักแสดงอินกับบทให้ตรงกับรูปต้นฉบับในประวัติศาสตร์ให้ได้

 

“เด็กเสิร์ฟน้ำ… นักแสดงเหนื่อย แต่ผมเหนื่อยกว่าหลายเท่านะ” คาเงะอ้อนฉัน

 

 

สามเทกผ่านไป ยังมีปัญหาประปราย แต่น้องๆ นักแรปเก่งมาก บอกให้รู้ว่าซ้อมมาอย่างดี นักแสดงอาจมีพลาดบ้าง เช่น ทำท่าเหมือนกันเกินไป ยกมือพร้อมกันเกินไป ต้องจัดระเบียบกันใหม่ หลายคนหน้ามืดเพราะเริ่มอบอ้าว แต่หลายคนก็ยังอารมณ์ดี

 

ต้องบอกว่าเพลงช่วยได้เยอะ นักแสดงฟังเพลง จากไม่เข้าใจ เริ่มเข้าใจ จากไม่สนใจ เริ่มสนใจ เริ่มสะใจ เริ่มอินกับบท เริ่มรู้แล้วว่าต้องทำอะไร

 

อากาศร้อน แจกน้ำแทบไม่ทัน โชคดีฉันเตรียมน้องไว้ช่วยหลายคน พี่ตุ๋ย ผู้ช่วยผู้กำกับอีกคนต้องเข้ามาช่วยฉัน ฉันบอกเลย ฉันได้เข้าในหลัง Green Screen แค่ครั้งเดียว เพราะแจกน้ำไม่ทัน ต้องวิ่งเข้าไปแจกข้างใน ฉันกลัว ฉันไม่ชอบศพ

 

น้ำหมด… ​วิ่งสิคะ หาร้านขายน้ำ ขายน้ำแข็ง ท่าทางจะอีกหลายคัต

 

ฉันออกรถทันทีที่รู้ว่าน้ำไม่พอ ไปร้านที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อน้ำ ระหว่างเลือกยี่ห้อน้ำ ฉันก็นึกในใจ เลือกยี่ห้อนี้แหละ ถ้าเขาถามว่าเครื่องดื่มอะไรเป็นสปอนเซอร์ เป็นท่อน้ำเลี้ยง ฉันจะตอบว่า ทีมถ่ายทำรอดได้ด้วยน้ำจาก… ส่วนเงินค่าน้ำฉันออกเอง 666 บาท

 

ช็อก…​ นี่มันเลขซาตาน… นี่มันเลขหกตุลา…

 

ขนลุกซู่ไปหมด หิ้วของขึ้นรถอย่างเร็ว แล้วก็รีบกลับมาที่กองถ่าย

 

 

ใกล้จะเทกสุดท้ายแล้ว ​ปรอยฝนเริ่มมา ฉันกำใบเสร็จในมือแน่น บอกกับเจ้าที่เจ้าทาง และวิญญาณของคนที่จากไปในวันที่ 6 ตุลาว่า… ​ขอให้เขาทำเสร็จก่อนที่ฝนจะตกลงมาเถอะ ​แต่สี่เทกแล้ว มันยังใช้ไม่ได้เลย

 

ฉันกลับมาถึง พี่เปียเร่ิมสวม Ready Rig เอง พร้อมกับนำกล้องลงมาแบก​แล้วเตรียมถ่ายรอบสุดท้ายอีกครั้ง เม็ดฝนตกลงบนหน้าฉันหนึ่งเม็ด แล้วก็หายไป เพลงจากลำโพงรถกระบะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

 

“ขออีกครั้งนะครับ ขออีกครั้ง ยิ้มให้มากที่สุด ทำให้ดีที่สุด…” ผู้กำกับตะโกน ผู้ช่วยผู้กำกับทุกคนช่วยๆ กันตะโกน ร้องขอนักแสดงทุกคนให้ทำใหม่อีกครั้ง

 

แล้วมันก็ผ่านได้ในที่สุด พร้อมกับฝนที่ตกจนต้องเอาร่มมากาง

 

มันผ่านไปได้ด้วยดี รอยยิ้มของผู้กับกับ และน้องๆ ผู้ช่วยทุกหน่วย บอกฉัน

 

ต่างคนต่างกลับบ้าน…

 

 

หลังวันถ่ายทำสองวัน

 

“พี่อยู่ไหน” เด็กเสิร์ฟโทรถามผู้กำกับ

 

“อยู่สนามหลวง”

 

“ไปทำไรวะพี่”

 

“มาถ่ายรูปภาพเบื้องหลังของฉาก เตรียมเอาไปทำ CG” พี่เปียกล่าวตอบพร้อมกับบอกว่า “เจ้าหน้าที่ไม่ให้พี่ถ่าย”

 

“พี่ก็ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นสิ จะได้ไม่มีใครท้วง”

 

“ทำไมต้องญี่ปุ่นวะ”

 

“มีคนบอกว่า พี่เหมือนเจ้านิกายโอมชินริเกียว”

 

แกวางหูไป สงสัยไปงอนอยู่หลังเสาหลักเมือง  

 

สนามหลวง ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

 

…………………………

 

“เป็นไงบ้างพี่”

 

“CG มีปัญหานิดหน่อย”

 

…………………………

 

 

6 ตุลาคม

 

“อ้าวพี่ ยังไม่เสร็จหรอ MV อะ”

 

“โอ๊ย มีแต่คนทวงกู”

 

…………………………

 

26 ตุลาคม

 

“พี่จะเปิดตัวว่าเป็นผู้กำกับไหม” ฉันถามผู้กำกับ

 

“น้องเขากล้า พี่ก็ต้องกล้า”

 

“หนูกลัว”

 

“เสิร์ฟน้ำอย่างเดียว มึงจะกลัวอะไร”

 

“กลัวไม่ได้โหนกระแสมั้ง”

 

…………………………

 

 

แปดแสนห้าหมื่นวิว

 

“เอาไงพี่ เขาขู่” เด็กเสิร์ฟถามทุกคน

 

“ก็แล้วแต่” ผู้กำกับบอก

 

“ผมยังไงก็ได้” ผู้ช่วยผู้กำกับบอก

 

“เวลาเขาจับ มันมีนักข่าวมาด้วยไหมครับพี่ ผมกำลังอยู่กับสาวที่ไม่ใช่แฟน ผมกลัวแฟนผมรู้” ทีมงานอีกคนถาม

 

“พี่ครับ ​ผมสะสมรูปโป๊สมัยเอโดะ เขาจะจับว่าผมมีรูปอนาจารไหมครับ” ทีมงานอีกคนเสริม

 

เด็กเสิร์ฟ: ปวดหัวมาก บอกเลย

 

…………………………

 

 

สองล้านวิว

 

“พี่เป็นไงกันบ้าง”

 

“ชีวิตกูตอนนี้ถ้าเป็นหนัง คงต้องเป็นแบบ Action Thriller”

 

“ผมพาสาวออกจากพื้นที่แล้วครับ”

 

“ผมปลดงานศิลปะส่งคืนต้นสังกัดเรียบร้อย เคลียร์ พร้อม”

 

…………………………

 

 

สิบหกล้านวิว

 

“ไหวไหมพี่”

 

“พูดซ้ำๆ ให้สัมภาษณ์จนเหนื่อย ขี้เกียจพูดแล้ว”

 

“ชีวิตช่วงนี้ ต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ”

 

“สู้ พี่ ผมสู้”

 

…………………………

 

 

ยี่สิบล้านวิว

 

“เลิกถามกูเถอะ กูขี้เกียจพูดแล้ว” พี่เปียตอบพลางกินน้ำเฮือกๆ

 

“ไม่พูดก็ได้ แต่เล่าให้ฟังหน่อยสิ ทำไมถึงเลือกฉากนี้ ในช่วง 6 ตุลา 2519″ ฉันยื้อพี่เปียมาตอบฉันให้ได้ก่อน

 

“เอ้า เป็นทีมงานแต่ไม่รู้เลยเหรอ” สายตาแกมองมาแบบนั้น “นี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ” ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วเริ่มร่ายยาวให้ฉันฟังถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคมกับบันทึกความทรงจำ งานวิจัยเพิ่มเติมที่ได้ข้อมูลใหม่มา

 

“รู้ไหมว่ามันไม่ได้มีแค่ 2 ศพอย่างที่เคยรู้กัน แม้แต่เพื่อนๆ พวกเขาเองก็ยังไม่รู้

 

รู้ไหมว่าที่รู้ตอนนี้มีถึง 5 ศพที่โดนแขวน ไม่ได้แขวนที่ต้นนี้ต้นเดียว แต่แขวนต้นอื่นบ้าง โดนลากไปหน้าศาลบ้าง แล้วโดนแขวน ต่างกรรมต่างวาระ ในเหตุการณ์เดียวกันนี่แหละ หลายคนรู้แต่ไม่ยอมพูด หลายคนไม่รู้และไม่พยายามรู้ มันค้างอยู่ในใจ มันยอกอยู่ในใจ แล้วที่บอกว่าต้นมะขาม มันไม่ใช่ต้นมะขาม มันอาจเป็นหางนกยูงหรือต้นอะไรสักต้น

 

“มันยังค้างคาอยู่ในสมอง มันไม่หายไปไหน แล้วมันทำใจไม่ได้ที่จะแกล้งลืมมัน เหมือนที่หลายๆ คนทำ”

 

เราจะอยู่ในโลกสวยใบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่รับรู้เรื่องราวของคนที่ทุกข์ยากจริงๆ หรือ

 

เราไม่คิดบ้างหรือว่าสักวันคนที่เรารักอาจจะพลาดพลั้งด้วยอุบัติเหตุที่คนอื่นจงใจทำไว้

 

หรืออาจเป็นเราที่ถูกลืม…

 

เราจะแกล้งลืมแล้วเป็นคนดีที่หัวอ่อน มีแต่รอยยิ้มให้แก่กัน โดยที่ไม่สนใจว่าคนร่ำไห้อาจจะอยู่ข้างกายยามเข้าแถวขึ้นรถโดยสารมาด้วยกัน

 

 

เราจะเป็นคนใจดำ อยู่ในประเทศสวยงาม

หรือเราจะเป็นคนกล้าหาญ รับความจริง ในประเทศที่ต้องก้าวต่อไป

 

เราจะแก้ไขในสิ่งผิด

หรือเราจะยัดเยียดสิ่งผิดต่อให้คนรุ่นหลัง

 

เราจะเป็นแค่คนวันนี้

หรือเราจะเป็นคนวาดวันนี้ให้กับคนวันหน้า

 

เด็กเสิร์ฟอย่างฉัน ก็เป็นเพียงแมลงสาบน้อยๆ ตัวหนึ่ง

ที่ได้เสิร์ฟน้ำให้กับผู้วาดศิลปะไว้ในหัวใจใครหลายคน

 

ด้วยความเคารพในวิญญาณวีรชน 6 ตุลาคม 2519 ที่มีนาม และไร้นาม

ประวัติศาสตร์ที่ถูกบีบให้ลืม

บาดแผลที่ยังค้างอยู่ในใจใครหลายคน

 

ลิลลี่ คู

เด็กเสิร์ฟน้ำในกองถ่ายเอ็มวี ‘ประเทศกูมี’

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เบื้องลึก เบื้องหลัง ‘ประเทศกูมี’ เรื่องเล่าจากเด็กเสิร์ฟน้ำในกองถ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/behind-rap-against-dictatorship/feed/ 0
เลือดข้นคนจาง แต่เลือดจางถ้าเราจน ปัญหาครอบครัวคนจีนจากชีวิตจริงที่ไม่อิงละคร https://thestandard.co/in-family-we-trust-chinese-family-conflict/ https://thestandard.co/in-family-we-trust-chinese-family-conflict/#respond Fri, 05 Oct 2018 12:12:37 +0000 https://thestandard.co/?p=128934

ด้วยความฮิตของ เลือดข้นคนจาง จะไม่ให้ฉันเขียนถึงบ้างได้ […]

The post เลือดข้นคนจาง แต่เลือดจางถ้าเราจน ปัญหาครอบครัวคนจีนจากชีวิตจริงที่ไม่อิงละคร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ด้วยความฮิตของ เลือดข้นคนจาง จะไม่ให้ฉันเขียนถึงบ้างได้อย่างไรกัน ตั้งใจจะเขียนเรื่องพ่อกับสงครามเวียดนามเลยต้องทิ้งไว้ก่อน หันมาเขียนเรื่องยอดฮิตจะดีกว่า…

 

นั่งดูละครแล้วย้อนดูครอบครัวตัวเอง เห็นครอบครัวใหญ่เขาตีกัน ฆ่ากันตายเรื่องมรดก พร้อมกับข้อเปรียบเปรยทางโลกโซเชียลทั้งหลายว่าเหมือนครอบครัวจีนโน้นบ้างนี้บ้าง ก็เลยอยากมีบทเขียนถึงชีวิตครอบครัวจีนของเราบ้างเหมือนกัน

 

ต่างกันไหม… ไม่ต่างกันเท่าไรหรอกค่ะ เรียกได้ว่าเขียนบทได้ดี ทำการบ้านเรื่องครอบครัวจีนมาได้ดีจนแอบคิดว่าคนเขียนบทต้องอยู่ในครอบครัวจีนแน่ๆ

 

ในครอบครัวเรา ความโชคดีคืออากงจนมาก สมบัติของอากงคือลูกๆ หามาให้ ไม่ว่าจะเงินทอง พระเครื่อง ฯลฯ แต่ก่อนหน้านั้นเป็นช่วงที่พวกอาผู้ชายกับอาผู้หญิงแต่งงาน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างของการ ‘ให้’ การ ‘เข้า’ และ ‘ออก’ จากตระกูลเหมือนในซีรีส์ เลือดข้นคนจาง ไม่มีผิด

 

ลูกสาว เมื่อแต่งงานคือออกจากบ้าน ทรัพย์สมบัติก็จะมีให้เป็นพิธีนิดหน่อย ถ้าครอบครัวรวยก็ดีไป เพราะจะได้ส่วนแบ่งไปเลย กี่ล้านกี่ล้าน แต่ให้แล้วจบนะ ยามอากงอาม่าตายไป ห้ามมาเอะอะขอเพิ่ม เพราะสิ่งที่ครอบครัวสร้างต้องส่งต่อให้คนในนามสกุลนี้เท่านั้น อันนี้เป็นที่รู้กันจนถือเป็นเรื่องไม่ดราม่ามากสำหรับตัวฉัน

 

แต่ถ้าครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลูกสาวก็ต้องหาเอาเอง หรือไม่ก็ไปหาเอากับผัว หรือไปตายเอาดาบหน้า ส่วนลูกชาย เมื่อแต่งสะใภ้เข้ามาในบ้านจะถือว่ามาช่วยกันสร้างฐานะ มาดูแลอากงอาม่า

 

ที่สำคัญคือถ้าลูกสาวแต่งออกไปแล้วอยู่กับสามีไม่ได้ ทะเลาะเบาะแว้งกัน จะมาร้องห่มร้องไห้ที่บ้านก็ได้ แต่จะงอนกันถึงขึ้นเก็บข้าวของกลับมาบ้านเดิมนี่ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะถือว่าแต่งออกไปแล้วคือจบ ต้องทนเองให้ได้

 

จำได้ว่าสมัยก่อนเวลาเราดูอาโกของเราแต่ละคนกลับบ้านมาร้องไห้ก็จะสงสาร แต่สุดท้ายจะค้างคืนก็ไม่ได้ ยังไงก็ต้องกลับไปบ้านผัว อากงอาม่าสั่งให้กลับหมดทั้งสามอาโกเลยค่ะ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เข้าใจเท่าไรว่าให้พักสักคืนไม่ได้หรือไง

 

ฉันเคยเอาเรื่องนี้ไปถามพ่อ พ่อบอกว่า ‘ไม่ได้’ เพราะถ้ามีครั้งที่หนึ่งก็จะมีครั้งที่สอง ต้องไม่ให้เริ่มเด็ดขาด ได้แต่สงสารอาผู้หญิง แต่ทุกวันนี้เห็นทุกครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวก็เข้าใจแล้วว่า โอเค มันก็เป็นธรรมดา ชีวิตคู่ก็เหมือนลิ้นกับฟัน ต้องมีแตะลิ้นกระแทกปากกันบ้างแล้วก็จะดีกันไปเอง อาศัยความดีเข้าช่วย แต่ถ้าคู่ชีวิตไม่ดีจริงๆ ล่ะก็ตัวใครตัวมัน

 

นี่เบาๆ นะคะ เคยได้ยินบางครอบครัวที่รวยมากๆ บังคับลูกสาวแต่งงานเพื่อผลประโยชน์เลยด้วยซ้ำ บ้านฉันยังดีหน่อยที่ยังให้แต่งตามที่รักกัน ส่วนฉันที่เป็นสาวแก่ไร้สามี พ่อก็ห่วงจนเสียชีวิตนี่แหละค่ะ สมัยสาวๆ เคยโดนจับดูตัว 4-5 รอบก็ว่าได้ เพราะอยากให้มี ‘ผัว’

 

ตอนโดนจับคู่ดูตัวมันก็เป็นประเพณีอีกอย่างที่สำคัญนะคะ คือจะมีแม่สื่อมาทาบทามค่ะ ตอนฉันเจอกับตัวก็มีการนัดแนะกันไปเจอที่ภัตตาคารเชียงการีลาในวันอาทิตย์ เรียกว่ามากันหมดทั้งพ่อแม่ฉันกับฉัน ฝั่งผู้ชายมาหมดเหมือนกัน พ่อแม่ พี่ชาย แม่สื่อ

 

โอ๊ย กินข้าวไปแม่สื่อก็อวยคุณสมบัติของฉันอย่างหรูหราไปชนิดที่ฉันต้องเหลือบมองหน้านิดหนึ่งพลางนึกในใจว่าเบาๆ หน่อย คนนะไม่ใช่หมูแม่พันธุ์ จำได้ว่าวันนั้นจะกินสบายๆ ไม่ได้เลย โดนมองตลอด มองทุกอิริยาบถ มือที่จับตะเกียบคีบก๋วยเตี๋ยวหลอดนี่สั่นจนหมูร่วง

 

ถามว่าชอบไหม บอกเลยว่าแค้นใจมากกว่าว่าทำไมเราต้องมาอยู่ในสภาพนี้ สภาพที่อึดอัดใจกับคนที่ไม่รู้จักกัน บ่นกับพ่อแม่ พ่อกับแม่ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องปกติมากๆ สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้แต่งกันหรอกค่ะ เพราะฉันหนี ฮ่าๆ ล่าสุดผู้ชายคนนี้มีลูก 2-3 คนไปแล้ว ส่วนฉันก็สาวแก่ค่ะ กลายเป็นหมูแม่พันธุ์ที่ไม่มีสามี

 

ตอนอากงหรืออาม่าเสีย ในหนังมันต้องมาจัดคิวลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ ลูกเขย หลานนอก หลานในอย่างไร ชีวิตจริงไม่มีดราม่าแบบนี้เลยค่ะ

 

ครอบครัวในซีรีส์นี้เรื่องเยอะนะคะ ของบ้านเรามีแต่เรื่องฮาๆ ใครเดินหน้าเดินหลัง หลานชายคนโตต้องรับภาระช่วยเดิน โอ๊ย เหนื่อยแทน

 

ตัวฉันเองดีใจค่ะ แค่ไปเดินอยู่ข้างหลัง พ่อเราลูกชายคนโต ต้องถือกระถางธูป ควันธูปเข้าตา เหงื่อหยด สงสารพ่อจะตาย ไม่มีใครมาดราม่าน้อยอกน้อยใจอะไรเลย สงสารแต่คนรับภาระเยอะ

 

พอมารุ่นพ่อของฉันตาย บ้านเราลูกหลานน้อย คิวเริ่มเปลี่ยน ฉันเป็นลูกสาวที่พ่อรักและดูแลพ่อตอนเสียชีวิต ประเพณีจีนที่เข้มงวดก็ลดลง แม่ของฉันก็ไม่ดราม่าเคร่งครัดประเพณี ลูกชายเดินนำ ตามด้วยหลานชายคนโต ตามด้วยลูกชายอีกคน แล้วก็มาลูกสาวก่อนลูกสะใภ้

 

พวกเพื่อนๆ แม่ที่เคร่งประเพณีก็มาปรามฉัน บอกว่าให้ฉันไปนั่งหลังสะใภ้ ฉันก็เถียงค่ะว่าฉันเป็นลูกสาว ฉันไม่ได้แต่งงาน ฉันขอนั่งก่อนสะใภ้ ฉันไม่ยอม เขาก็ช็อกกับพฤติกรรมของฉันมากที่กวนประสาทได้ขนาดนี้ แต่ก่อนจะอาละวาดแบบนี้ก็ได้ปรึกษาน้องชายก่อนแล้วนะคะ เพราะถึงเราจะซ่าขนาดไหน หมดพ่อ น้องชายคนโตก็เหมือนที่พึ่งของสาวแก่อย่างฉัน น้องชายบอกว่าไม่เคร่ง เพราะน้องรู้ว่าพ่อรักเรา น้องบอกนั่งไปเถอะ เราเลยกล้าผิดประเพณีค่ะ

 

แล้วพอช่วงเดินกงเต๊กของพ่อ พวกลูกๆ ของอาก็พาลูกของตัวเองมาเดินด้วย เพราะมองว่าพ่อฉันก็คือพ่อของทุกคน บ้านเรารักกันมากค่ะ ตรงข้ามกับปัญหาดราม่าแบบในซีรีส์จริงๆ

 

มาถึงเรื่องการแบ่งมรดก บอกเลยว่าบ้านเรานี่ตรงข้ามกับซีรีส์ก็ตรงที่อากง ‘จน’ เอาดีไม่ได้ เอารวยไม่เจอ แต่เราก็พอเล่าได้ เพราะมีประสบการณ์ของการที่ทั้งอากงและพ่อไปเป็นกรรมการแบ่งมรดกให้ครอบครัวอื่นค่ะ

 

ตอนอากงเป็นประธานการแบ่งมรดกให้ครอบครัวหนึ่ง คือจะแบ่งให้เฉพาะลูกชาย ส่วนลูกสาวที่แต่งออกอดหมด ไม่ต้องมาฝันเลย

 

ส่วนพ่อฉันเรียกว่าซวยหน่อย เพราะต้องไปแบ่งมรดกให้ครอบครัวเพื่อนตัวเอง แต่ดันอยากเป็นคนยุติธรรม มองว่าเพื่อนตัวเองเก่ง แต่พี่ชายเพื่อนไม่เก่ง เลยเป็นประธานแบ่งให้พี่ชายเพื่อนได้เยอะกว่า ส่วนเพื่อนรักตัวเองได้น้อยกว่า เป็นอย่างไรล่ะ สัมพันธ์สะบั้นเละเทะจนไม่เผาผี

 

มาถึงตอนอาม่าตาย อาม่าตายก่อนอากงหลายปี ก็แบ่งสมบัติเล็กๆ น้อยๆ ตามประเพณี ต่างหูประจำของอาม่าจะต้องให้สะใภ้คนโตคือแม่ของฉัน แล้วเข็มขัดเงินเส้นแพงของอาม่าจะต้องให้สะใภ้คนรอง คนอื่นๆ ก็จะได้เล็กๆ น้อยๆ กันไป แต่ไม่สำคัญมาก ส่วนฉันในฐานะหลานสาวนี่ไม่ควรได้อะไรด้วยอยู่แล้ว แต่อากงก็ให้ทองของอาม่าแก่ฉัน 5 บาท ฉันเอาไปฝากแม่ แม่ก็ยึดเลย บอกว่าทองเส้นนี้หม่าม้าเป็นคนให้อาม่าเอง อ้าว ซวยเลย แต่ไม่เป็นไร หม่าม้าของฉันเอาต่างหูอาม่ามาให้แทน ฉันก็ใส่จนหายไปแล้วค่ะ เวรกรรมเหมือนกัน

 

พอมาตอนอากงตาย คราวนี้ง่ายเลย ไม่มีดราม่าอะไร เพราะสมบัติที่อากงมีอยู่ก็เป็นของที่พ่อฉันให้ไปเยอะสุด ตามด้วยอาต่างๆ ไล่เลี่ยกันไป แต่ตอนอากงตาย ครอบครัวเราไม่แบ่งมรดกอยู่นานกว่าสิบปี จนกระทั่งทุกคนชราภาพมากแล้วจึงถึงเวลาต้องแบ่งให้จบๆ กันไปค่ะ

 

วิธีแบ่งก็คือแบ่งเป็น 9 กองให้เท่าๆ กันหมด ไม่มีเงินมีทองอะไรเหลือ ไม่มีหุ้น ไม่มีกิจการอะไร เพราะอากงไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่าคนจีนอพยพทุกคนที่เข้ามาในไทยจะประสบความสำเร็จเป็นเจ้าสัวกันหมดนะคะ ดังนั้นสมบัติที่แบ่งเป็น 9 กอง ใส่เลข แล้วจับฉลากเอาเลยค่ะ ง่ายๆ แล้วต่างคนต่างก็หิ้วของกลับกันไป บ้านใครบ้านมัน

 

แต่ถามว่า เฮ้ย ครอบครัวเอ็งจะอินโนเซนต์ใสซื่อขนาดนั้นเลยเหรอ แหม ทำเป็นไม่มีปัญหากัน รักกันปานจะแหกก้นดม ก็ไม่จริงหรอกค่ะ

 

เขียนเรื่องครอบครัว เราก็ต้องยอมรับความจริงที่กรีดเลือดที่ข้อมือตัวเองกันบ้างว่าเลือดจะข้นหรือความจริงจะข้นกว่า

 

มันก็มีบางคู่ของครอบครัวที่มีปัญหาซึ่งกันและกัน มันก็มีปัญหาที่ว่ายืมเงินกันแล้วไม่คืน โกหกหลอกลวงกันแล้วตีหน้าซื่อใส่กัน สร้างปัญหาให้ต้องมาแก้ไขให้ ‘มัน’ มีหมดแหละค่ะ ไม่ว่าครอบครัวไหน

 

ในรุ่นอากง บอกได้เลยว่าอากงทำให้เหล่าแปะ พี่ชายของอากงวุ่นวายใจเดือดร้อนพอสมควรเลยทีเดียว แต่พอมารุ่นพ่อแล้ว พ่อฉันคือคนโตสุดที่อยู่ในเมืองไทย ก็ได้เป็นที่พึ่งพาของทั้งสองบ้าน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ดีอยู่

 

แต่อย่างที่บอกว่าทุกครอบครัวมีปัญหา โดยเฉพาะเมื่อมันรวยไม่เท่ากัน มันเห็นใครรวยกว่าใครก็อยากจะเบียดเบียนกัน ก็เป็นอะไรที่อึดอัดใจ แม่ฉันก็ไม่เข้มแข็งพอจะปกป้องผลประโยชน์ให้ลูกตัวเอง พ่อของฉันก็รักครอบครัวใหญ่ของอากงมากกว่าครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ความขัดแย้งมันก็เกิดขึ้น แต่ก็พยายามเอาอากงอาม่าเป็นหลักแล้วให้ปัญหามันซ่อนอยู่ใต้พรมใหญ่

 

แต่พอวันที่หมดอาม่า หมดอากง ทุกอย่างก็เหมือนแพแตก ถ่อหักอย่างไรอย่างนั้น ความขัดแย้งชัดเจน แต่ก็ไม่บานปลาย เป็นเพราะว่าความมีฐานะมันไม่ได้อยู่ที่อากง แต่อยู่ที่พ่อและอาของฉันบางคน

 

เป็นธรรมดา เมื่อน้องลำบาก พี่ชายก็ต้องเข้าช่วยเหลือและปกป้อง ช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เสียชื่อตระกูล ปกป้องเพื่อไม่ให้เสียชื่อตระกูล ช่วยเหลือเพราะเห็นแก่นามสกุลแซ่เดียวกัน ปกป้องเพื่อไม่ให้สาหัสสากรรจ์ไปกว่านี้ แต่แล้วบางครั้งความช่วยเหลือก็เหมือนเสียเปล่า เพราะคนจีนสอนให้กตัญญูกับพ่อแม่ แต่ไม่ได้สอนให้กตัญญูกับผู้มีพระคุณ และการเบียดเบียนก็นำมาซึ่งความขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ เป็นกลุ่มๆ อยู่ที่ใครจะเข้าข้างใคร ท้ายสุดมันก็มีรอยร้าวอย่างเป็นธรรมชาติตามกาลเวลาทุกครอบครัว

 

มันก็เป็นธรรมดาที่พ่อแม่จะไม่บอกความจริงกับลูกเพื่อให้พ่อแม่ดูดีที่สุดในสายตาลูก แล้วรุ่นหลานก็ต้องมาเกลียดกันเอง

 

ใช่ค่ะ มันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในครอบครัวเราเช่นกัน แต่คนจีนอย่างเราก็มีกฎกติกาว่าความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า

 

จะรักจะเกลียด ให้เก็บไว้กับตัวเอง เก็บไว้ในบ้าน

 

ในทุกครอบครัวก็มีแกะดำ

 

เช่นเดียวกับที่ในประเทศนี้มีแกะดำ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เลือดข้นคนจาง แต่เลือดจางถ้าเราจน ปัญหาครอบครัวคนจีนจากชีวิตจริงที่ไม่อิงละคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/in-family-we-trust-chinese-family-conflict/feed/ 0
คิดถึงอาม่า ในวันแม่ ผู้ร้อยรักเชื่อมโยงสายใยครอบครัว https://thestandard.co/miss-grandmother-mothers-day/ https://thestandard.co/miss-grandmother-mothers-day/#respond Sat, 11 Aug 2018 15:27:09 +0000 https://thestandard.co/?p=113272

เรามักจะรู้กันอยู่แล้วว่า สังคมจีนนั้นผู้ชายเป็นใหญ่ที่ […]

The post คิดถึงอาม่า ในวันแม่ ผู้ร้อยรักเชื่อมโยงสายใยครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรามักจะรู้กันอยู่แล้วว่า สังคมจีนนั้นผู้ชายเป็นใหญ่ที่สุดในครอบครัว ผู้ชายคือผู้ถืออำนาจ ผู้ชายจะมีศรีภรรยากี่คนก็ได้ ผู้ชายคือผู้เลือก ผู้ชายคือทุกอย่าง ไม่ว่าจะสืบสกุล ดูแลทรัพย์สมบัติ หรือได้รับมรดกตกทอดมากที่สุด เพราะว่าผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้วก็หมายถึงเป็นคนของตระกูลอื่น ก็ต้องออกจากบ้านไป ไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยวกันอีก ไม่ว่าจะการตัดสินใจอะไร หรือทรัพย์สินใดๆ ส่วนใหญ่ก็จะแบ่งๆ ทรัพย์สินกันไปเลย หมดสิทธิ์ในการเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

แต่ครอบครัวของฉันไม่ใช่แบบนั้นเลย บ้านนี้ตรงข้ามกับประเพณีจีน จริงอยู่ภายนอก เหมือนอากงจะเป็นใหญ่ แต่อาม่าต่างหากที่ใหญ่กว่า

 

ถึงอากงจะดุ หาเงินเข้าบ้าน แต่อาม่ากุมบังเหียนทุกอย่าง (อันนี้เป็นเฉพาะครอบครัวอากงอาม่านะคะ ครอบครัวพ่อแม่ฉันจะกลับมาโบราณอย่างเดิมค่ะ คือพ่อเป็นใหญ่)

 

อาม่าหรือย่าของฉัน แม่ของพ่อ คือแม่ผู้ยิ่งใหญ่ของครอบครัวเรา คนที่บ้านเหมือนกันหมด แตะใครก็ได้ ด่ากันได้ เมาท์อากงก็ได้ นินทาอากงก็ได้ แอบเมาท์คนโน้นคนนี้ในครอบครัวได้หมด ยกเว้นอาม่าคนเดียว

 

อาม่าเป็นประหนึ่งเทพผู้สูงสุด ใครแตะมีโดนยำ เรียกว่ารุมตีนกันเลยทีเดียว…ไม่ว่าอาม่าจะยังอยู่หรือเสียชีวิตไปมากกว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครยอมให้แตะต้องเลยสักนิดเดียว (ฉันนี่แหละค่ะ คนแรกเลย หลังบทความนี้ ถ้าคนในครอบครัวได้อ่าน ฉันอาจจะไม่รอดบาทาคนในครอบครัวเลยทีเดียว)

ชีวิตของอาม่าผู้เป็นใหญ่ในครอบครัวคนจีน

ในช่วงที่อาม่าขายน้ำเต้าหู้ในตลาดสวนพลู ฉันก็เพิ่งได้รู้ไม่นานนี้เองว่า อาม่าปล่อยเงินกู้ให้กับแม่ค้าในตลาดด้วย

 

ปกติพวกเจ้าหนี้เงินกู้จะเป็นที่รังเกียจหรือเป็นที่โดนนินทาลับหลัง (แต่ต่อหน้าก็ประจบประแจง) อาม่าจะไม่โดนแบบนั้นเลย ฉันเพิ่งได้รู้ไม่นานนี้เองว่า พวกแม่ค้าลูกหนี้อาม่า รักอาม่ามาก อาจจะเป็นเพราะอาม่าไม่ได้คิดดอกแพง แล้วไม่เคยไปตะโกนด่าใครที่ไม่จ่าย อาม่าจะทำงานในตลาด ขายน้ำเต้าหู้เงียบๆ ไป แล้วให้ลูกชายคนเล็กเป็นคนเดินเก็บดอกหรือเงินต้นไป โดยที่อาม่าจะไม่ไปยุ่งด้วยเด็ดขาด หน้าที่เก็บหนี้สินจะใช้เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างอาคนเล็กของฉันนี่แหละค่ะ เป็นคนวิ่งเก็บ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องทางจิตวิทยาในการทวงหนี้ก็ได้นะคะ ฉันเองก็ไม่เข้าใจหรอก

 

ลูกเก้าคน แท้งไปหนึ่งคน เป็นอะไรที่ต้องเลี้ยงด้วยเงินที่มากกว่าค่าน้ำเต้าหู้แน่ๆ ค่ะ เพราะว่าฉันเองก็เกิดมาทันเคยช่วยอาม่าขายอยู่ ก็แค่สองบาทต่อถ้วย หรือถุงหนึ่ง

 

การที่รู้ว่าอาม่าเป็นเจ้าแม่เงินกู้ในตลาด เป็นอะไรที่ทำให้การแอบจิ๊กเงินอาม่าสมัยที่ฉันยังเด็กๆ เป็นความผิดในใจที่ลดลงไปเยอะเลย แหะๆ

 

อาม่าไม่ได้เป็นคนจีนที่เกิดในไทยค่ะ อาม่าอพยพมาพร้อมอาไท้ (ทวด) ทั้งสอง แล้วมาเพิ่มลูกหลานที่นี่ บ้านเดิมเป็นคนโพธาราม ในขณะที่อากงมากันแค่พี่ชายกับน้องชาย แล้วเมื่อสองคนแต่งงานกัน อากงก็ต้องมาพึ่งพาบ้านเมียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองครั้งหนึ่ง แล้วก็มีการช่วยเหลือในช่วงหลังจากโรงงานทอผ้าที่สามย่านไฟไหม้ แล้วก็ต่อเนื่องในการส่งลูกไปอยู่ที่บ้านโพธารามมาโดยตลอด เรียกได้เลยว่า ครอบครัวของฉันนั้น มีที่พึ่งเป็นบ้านฝั่งเมียของอากงเป็นหลัก นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ ไม่ว่าอากงจะทะเลาะตบตีกับอาม่าหนักขนาดไหน แต่อากงก็จะสั่งคนอื่นห้ามแตะต้องอาม่าเด็ดขาด เพราะอาม่าและครอบครัวของอาม่าคือที่พึ่งของครอบครัวเราในช่วงเจริญเติบโตของรุ่นลูก

 

ในช่วงต่อมา เมื่อพวกน้องๆ ของอาม่าทยอยแต่งงานแล้วเริ่มมีลูก เวลาที่ลูกพี่ลูกน้องของพ่อฉันฝั่งโพธารามจะต้องเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ก็จะมาพักกันที่บ้านเล็กๆ ในสลัมสวนพลูนี่แหละค่ะ เอาเป็นว่า ห้องเล็กๆ สามห้องนี่ เบียดกันอยู่เกือบสิบห้าคนได้ เรียกว่านอนเบียดกันชนิดลมหายใจแทบจะชนกันเลยก็ว่าได้ แต่ความที่ทุกคนยังวัยรุ่นและเป็นเด็ก ทุกอย่างจึงเป็นความสนุก

 

แต่การเลี้ยงครอบครัวใหญ่ คนเลี้ยงไม่ได้สนุกไปด้วย ณ ตอนนั้น แม่ฉันได้แต่งงานเข้ามาแล้ว แล้วก็มาช่วยทำงานในโรงงาน ในปี 2513 ก็ได้ตั้งครรภ์เป็นฉัน คลอดฉันในปีถัดมา หลังจากที่คลอดฉันมา แม่ของฉันบอกว่า อาม่าเริ่มมีเงินแล้ว ไม่ได้ยากจน เพราะเป็นเจ้าแม่เงินกู้นี่แหละค่ะ แต่ก็ยังงกอยู่มาก ยิ่งกับลูกสะใภ้นี่เรียกได้ว่า งกสุดๆ

 

ที่กล้าพูด เพราะแม่ของฉันคือผู้ตามที่แสนดี ไม่เคยค้าน ไม่เคยโวยวาย ไม่เคยบ่นพล่ามอะไรเลยกับแม่สามี เรียกได้ว่าผู้ใหญ่ว่าอะไรก็ทำตามทุกอย่าง

 

แม่ของฉันเล่าว่า พอแต่งงานเข้ามา อาม่านี่โยนหน้าที่หนักมาให้ก่อนเลย ก็คือซักผ้าทุกคนในบ้าน

 

ลองนับๆ ดูก็เกือบสิบคนได้ ซักทุกวัน ซักจนท้องฉันได้ 8 เดือน เรียกได้ว่าท้องแก่มาก ตอนนี้แหละที่ป้าข้างบ้านเข้ามาช่วย แกมาบอกว่าจะเป็นแม่ผัวใจร้ายหรือไง ใช้ลูกสะใภ้ซักผ้าให้ทุกคน อาม่าแกเลยคิดได้ โยนหน้าที่ซักผ้ากลับไปให้พวกอาผู้หญิงของฉันกลับไปซักกันเอง แล้วซักให้พวกพี่ๆ ผู้ชายด้วย

 

แล้วเป็นไงคะ เหล่าอาอาของฉันที่สบายมาหลายเดือนก็หงุดหงิดตามประสาแหละค่ะ คิดว่าสะใภ้จะจิกหัวใช้งานได้ ตอนแม่ของฉันเล่าให้ฟังนี่ก็ขำกันมาตลอดแหละค่ะ เรื่องมันผ่านมานานจนกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว

 

ถึงแม้อาม่าจะใจดี ดีงามแค่ไหน แกก็มีส่วนด่างพร้อยบ้างตามความเป็นปุถุชนทั่วไป ทุกคนล้วนมีข้อเสียนะคะ

 

แม่ฉันไม่ได้ผจญฤทธิ์แม่ผัวแค่นี้นะคะ ตอนคลอดฉัน แกก็มีเงินพอที่จะให้แม่ของฉันไปอยู่ในห้องรวมปกติได้ แต่แกไม่ทำค่ะ แกให้แม่ของฉันไปทำคลอดฟรี แล้วพักฟื้นในห้องผู้ป่วยอนาถาของโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่ทราบมีใครเคยเกิดที่ห้องนี้บ้างเอ่ย…

 

แม่ของฉันบอกว่า จำไม่ได้จริงๆ ว่าตึกไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุบไปหรือยัง แม่บอกว่า เป็นตึกเก่าๆ สองชั้น เข้าไปทางประตูหนึ่งของฝั่งถนนอังรีดูนังต์ สภาพตึกสมัยนั้นก็เริ่มแย่แล้ว ไม่น่าจะรอดมาถึงปัจจุบันได้หรอก แม่บอกอย่างนั้นนะคะ

 

 

ความอนาถาที่แม่จำฝังใจไม่ลืมเลย

มันเป็นยังไงหรือคะ ไม่ต้องจินตนาการไกลมากค่ะ ก็แค่เตียงผู้ป่วยหนึ่งเตียงสไตล์ต่างจังหวัดแบบกรงเหล็ก แต่มีคนไข้นอนเบียดกันสองคน แม่ฉันบอกว่ามันน่ากลัวนะ เพราะคืนแรกที่นอน มีเจ้าของเตียงคนเก่ามาชวนไปอยู่ด้วย แต่แม่ของฉันบอก ลูกเพิ่งจะคลอด ไปด้วยไม่ได้หรอก แล้วพ่อกับอากงของฉันคงเห็นสภาพที่ดูอนาถาจริงๆ ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นแม่ของฉันก็ได้ไปอยู่ห้องคนไข้รวม ซึ่งมีค่าเตียงนอนคืนละ 16 บาท ได้นอนหนึ่งคนหนึ่งเตียงอย่างปกติชน  

 

สักสองสามวัน แม่ก็ออกจากโรงพยาบาลค่ะ ตอนช่วงที่ตั้งท้องฉันนี่ แม่ก็ไม่รู้อะไรมาก เสียค่าเตียงไปไม่กี่สิบบาท พอถัดมาเป็นน้องชายของฉัน อาม่ากับแม่ก็เริ่มฉลาดแล้ว ก็ไปฝากท้องกับหมอที่ได้รับการแนะนำมา เลยมีค่าคลอดอยู่ที่ 500 บาท ซึ่งเทียบกับค่าเตียงนอนห้องรวมราคาคืนละ 16 บาท ค่าทำคลอดห้าร้อยนี่ถือว่าแพงนะคะ ยุคนั้น ข้าวแกงก็สองสามบาทแล้วค่ะ

 

ในฐานะแม่ผัวโบราณ ก็เป็นธรรมดาที่จะกดขี่ลูกสะใภ้ (จนคนข้างบ้านด่า) ก็ดูเหมือนจะใจร้ายสักหน่อย แต่ในความเป็นแม่และเป็นย่า อาม่าคือทุกสิ่งของลูกและหลาน

 

กับลูกๆ อาม่าคือนายทุนให้ทุกคน ทุนการศึกษา ทุนสร้างอาชีพ ทุนสร้างชีวิต และทุนความรักและความอบอุ่น

 

ในความเป็นย่า อาม่าคือความอบอุ่น ถึงฉันจะเป็นหลาน แต่ก็เป็นหลานคนแรกสุดของอาม่า และไม่ได้ใช้ชีวิตในวัยเยาว์อยู่กับพ่อแม่ เพราะทั้งสองต้องไปสร้างโรงงานโดยทุนของอาม่าอย่างหนัก จนไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ก็เลยส่งฉันและน้องๆ คนถัดมาให้ไปอยู่กับอากงอาม่าในสลัมสวนพลู

 

ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่า ความห่างพ่อห่างแม่นั้นได้สร้างปัญหาทางจิตใจตามประสาวัยรุ่นให้เราไหม แต่ถ้าถามว่า เมื่อคิดถึงอะไรในอาม่า สิ่งแรกคือ อ้อมแขนเหี่ยวๆ ที่แสนจะนิ่มนวลอบอุ่นยามที่ฉันได้ซบนอนหลับ ไม่มีหมอนใบไหนที่ให้ความนุ่มได้เท่าแขนอาม่า แล้วอีกอย่างก็คือ เค้กวันเกิดที่เป็นแค่ขนมไข่เล็กๆ แล้วมีเทียนไหว้พระสีเหลืองเสียบอยู่ แล้วอาม่าก็บอกว่า ร้องเพลง Happy Birthday เองได้ไหม อาม่าร้องไม่เป็น แต่ก็ไม่ลืมวันเกิดของหลานคนนี้ (ทั้งๆ ที่จริงๆ แกรักหลานชายมากกว่าหลานสาวนะคะ)

 

สิ่งหนึ่งที่อาม่ามีเสมอมาคือ มารยาทที่งดงามที่สอนให้พวกเรามีมารยาททางสังคมที่เกินกว่าคนในสลัมทั่วๆ ไป อันนี้ไม่ได้ดูถูกคนชั้นล่างนะคะ เพราะเราก็เด็กสลัมมาก่อนเหมือนกัน แต่เราก็มองคนข้างบ้าน มองคนใกล้ตัวใกล้บ้านเรา ฉันเรียกได้ว่าไม่มีเพื่อนสนิทข้างบ้านเลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเราโดนเลี้ยงมาอย่างแตกต่างกันมากๆ ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมเดียวกัน

 

ต้นแบบฉบับที่อาม่าชื่นชมเสมอมาก็คือ องค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ของพวกเรานี่แหละค่ะ พระจริยวัตรที่งดงามยิ้มแย้มเสมอยามอยู่ในที่สาธารณะ ทรงเป็นต้นแบบแห่งการเป็นแม่ที่ดีให้กับปวงชนชาวไทย การที่ทรงเป็นพระมารดาที่ทุ่มเท ทรงมีรอยยิ้มให้กับทุกคน ภาพแห่งความรักความอบอุ่น องค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ คือต้นแบบของผู้หญิงที่เป็นแม่ทุกคน

 

ทั้งๆ ที่จริงๆ อาม่านี่อยู่บ้านจะหน้าบึ้งแล้วดุมาก แต่เวลาไปข้างนอก อาม่าจะดูใจดีสุดๆ เลยค่ะ จนบางทีต้องเหลือกตามองบน นินทาอาม่าในใจว่า อืม ก่อนออกจากบ้านยังอารมณ์เสียอยู่เลย พอออกมานอกบ้าน ยิ้มหวานเชียว

 

 

วันแม่ปีนี้ คิดถึงอาม่า เลยอดใจเขียนถึงอาม่าไม่ได้

ถึงแม้ว่าวันแม่แห่งชาติที่มีมาในครั้งแรกๆ จะไม่ได้มาจากวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แต่มาจากรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวันที่ 10 สิงหาคม 2486 และได้หายจากไปเพราะสงครามโลกครั้งที่สอง

 

ต่อมาก็พยายามจัดขึ้นมาอีกครั้งในปี 2493 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก แม้แต่สมาคมครูโรงเรียนคาทอลิก แห่งประเทศไทย ก็พยายามจัดขึ้นวันที่ 4 ตุลาคม 2515 ก็จัดได้เพียงปีเดียว

 

จนกระทั่งปี 2519 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดให้วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เป็นวันแม่แห่งชาติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วันแม่แห่งชาติก็มั่นคงมาโดยตลอด

 

สมัยฉันยังเด็กจนโตเป็นสาว วันแม่คือวันหยุดอยู่บ้านค่ะ แต่ทุกวันนี้ บรรยากาศเปลี่ยนไป วันแม่คือวันที่ร้านอาหารสุกี้ชื่อดังคิวเต็มตลอดทุกห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่ของไทยเลยค่ะ

 

แล้วอีกวัฒนธรรมหรือประเพณีที่เข้ามาใหม่แล้วยังเป็นที่ถกเถียงกันในระดับหน่วยครอบครัวจนกระทั่งระดับปัญญาชนและผู้ปฏิบัติการ ก็คงเป็นเรื่องการเชิญคุณแม่ของคุณนักเรียนทั้งหลายมาที่โรงเรียนเพื่อให้ลูกๆ ได้กราบโชว์กันในวันแม่แห่งชาติที่โรงเรียน นี่เป็นสิ่งที่ยากสำหรับหลายๆ ครอบครัว และเป็นสิ่งที่ง่ายๆ สำหรับอีกหลายๆ ครอบครัว

 

ฉันคงไปวิจารณ์ใครไม่ได้ แต่ครอบครัวเรามีความรักและความสามัคคีเป็นกาวประสานความสัมพันธ์ โดยที่ไม่เคยบอกรักต่อกัน ไม่เคยกราบเท้ากัน ก็เลยอาจจะเขินๆ หน่อย เพราะกอดกันก็ยังไม่เคย

 

แต่การมีประเพณีใหม่เข้ามาก็ดีเหมือนกันนะคะ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะแสดงออกถึงความรักในครอบครัวให้มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการพูดว่ารักมากขึ้นในครอบครัว หรือกอดกันให้มากขึ้น ถกเถียงกันให้น้อยลง แสดงความเห็นทางการเมืองให้ลดลง จะได้อยู่ด้วยกันรอดในครอบครัวและสังคมไทย แล้วค่อยไปเจอกันในคูหาเลือกตั้งที่ต่างคนต่างเลือกโดยไม่สนว่าใครในครอบครัวจะรักใครชอบใครหรือเลือกใคร

 

ว่าแต่…ฉันเขียนมาสู่เรื่องการเมืองได้อย่างไรกันนี่…

ว่าแต่ เมื่อไรจะได้เลือกตั้ง…

 

…สวัสดีวันแม่ค่ะ…

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post คิดถึงอาม่า ในวันแม่ ผู้ร้อยรักเชื่อมโยงสายใยครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/miss-grandmother-mothers-day/feed/ 0
ว่าด้วยชีวิตจีนอพยพที่ผันผวนและถูกเหยียดหยามกับการสร้างเนื้อสร้างตัวของป๋า https://thestandard.co/overseas-chinese-racist-and-ways-to-get-rich/ https://thestandard.co/overseas-chinese-racist-and-ways-to-get-rich/#respond Mon, 18 Jun 2018 07:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=98716

60 กว่าปีก่อน ความผันผวนในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขของชาวจ […]

The post ว่าด้วยชีวิตจีนอพยพที่ผันผวนและถูกเหยียดหยามกับการสร้างเนื้อสร้างตัวของป๋า appeared first on THE STANDARD.

]]>

60 กว่าปีก่อน ความผันผวนในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขของชาวจีนอพยพในไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะความน่าหวาดหวั่นของหลากหลายปัญหาที่เข้ามาทำให้เกิดกระแสแห่งความสับสนและวุ่นวายใจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐไทยที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พักหนึ่งก็เชียร์จีน อีกพักหนึ่งก็จะมาต้านจีน คนจีนอพยพในประเทศไทยล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงตามๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ชีวิตตกระกำลำบากหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่สอง โรงเรียนจีนในไทยโดนปิดตัว เนื่องจากอาจารย์หลายคนโดนจับและโดนยัดข้อหาความเป็นคอมมิวนิสต์แล้วโยนใส่ห้องขัง ไหนจะกรณีอั้งยี่ เนื่องจากความขัดแย้งของคนจีนอพยพกันเองในไทยแล้วโดนรัฐไทยปราบปราม แล้วยังจะมีเรื่องไฟไหม้อยู่เนืองๆ ในสลัมคนจีนที่ลามไปทั่วพระนคร เป็นที่เล่าลือกันว่าก็ความอยากได้พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ทำเลทองนั่นแล

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยสร้างให้บรรยากาศของคนจีนอพยพในไทยนั้นมีความสุขได้เลย

 

ในส่วนของครอบครัวฉันนั้น ป๋าคือคนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ป๋าเล่าให้ฟังว่าป๋าเกิดขึ้นมาอย่างเด็กชายที่แข็งแรง แล้วอยู่ดีๆ ตอนอายุได้ 11 ปี ป๋าก็กลายเป็นคนเดินไม่ได้ด้วยโรครูมาติซั่ม หมอฝรั่งรักษาไม่หาย อากงต้องอุ้มป๋าไปตามโรงพยาบาลมากมาย ไม่ว่าจะหัวเฉียว ศิริราช แล้วในที่สุดป๋าก็มารักษาหายที่โรงพยาบาลเทียนฟ้า ดังนั้นพอป๋ามีฐานะร่ำรวยขึ้นมา ทุกปีป๋าจะไปบริจาคเงินให้ที่โรงพยาบาลเทียนฟ้าจนกระทั่งเสียชีวิตไป​

 

 

ชีวิตหลากหลายปัญหา พอเริ่มสบายกาย สุขภาพแข็งแรง บ้านตรงสามย่านซึ่งเป็นโรงงานก็มาโดนไฟไหม้อีก การโดนไฟไหม้มันสาหัสเช่นกัน เพราะมันพลิกผันชีวิตของป๋า กลายเป็นว่าโอกาสทางการศึกษาต้องหมดไป เพราะต้องออกจากโรงเรียนสิงฟ้า

 

สถานะที่เปลี่ยนไปจากลูกเถ้าแก่เจ้าของโรงงานทอผ้าที่เป็นกำลังสำคัญของโรงงาน คือเป็นคนคอยส่งผ้าไปสำเพ็งทุกเช้าก่อนจะเดินทางไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ ก็ต้องมาเลิกเรียนแล้วกลายเป็นแรงงานเด็กอายุ 14 ที่ต้องไปทำงานเป็นพนักงานเล็กๆ ที่โรงทำถ่านไฟฉายตรากบอยู่หลายปี

 

หลังจากไฟไหม้ อากงอาม่าก็พาครอบครัวที่เริ่มใหญ่ขึ้นด้วยลูกถึง 7 คนมาหาบ้านเช่าอยู่ที่ตึกแถวเรือนไม้ตรงหน้าโรงพยาบาลกรุณาพิทักษ์ในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเป็นถิ่นที่ยังไม่มีความเจริญเหมือนทุกวันนี้ และเป็นบ้านติดคลอง ใช่ค่ะ แถวนั้นเมื่อก่อนมีคลองอยู่ อากงของฉันเปลี่ยนสถานะไปเพราะไฟไหม้ จากเจ้าของโรงงานทอผ้าก็ต้องผันตัวมาเป็นคนขายน้ำเต้าหู้ทั้งอากงและอาม่า โดยอากงเป็นคนสอนอาม่าเองค่ะ ด้วยอาม่าเป็นคนจีนที่เกิดในไทย ส่วนอากงมาจากเมืองจีนเองเลย ความสามารถที่ติดตัวมาจากแผ่นดินใหญ่ก็เลยหลากหลายหน่อย

 

แล้วทั้งคู่สามีภรรยาก็มาทำงานหนักใส่บ่าแบกหามกันอีกครั้ง ทั้งครอบครัว รวมทั้งป๋าของฉัน น้องชาย 2 คนของป๋าก็จะตื่นแต่ตี 3 มาช่วยอากงอาม่าโม่ถั่วเหลืองเพื่อให้กลายเป็นน้ำเต้าหู้ โดยจะโดนปลุกด้วยไม้คานหาบตะกร้าของอาม่ากระแทกไปยังที่นอนให้ตื่นนอน หลังจากที่โม่ถั่วเหลืองเสร็จ ลูกๆ ก็จะเตรียมตัวไปโรงเรียน ในขณะที่ป๋าไปทำงานโรงงานทำถ่านไฟฉาย ไถ่กู๊ (น้องสาวของป๋า) ต้องถูกส่งตัวไปอยู่โพธารามกับญาติของอาม่า เพราะเลี้ยงไม่ไหว ส่วนอาเจ็ก น้องๆ คนถัดมาก็ยังได้ไปโรงเรียนอยู่ โดยต้องเปลี่ยนจากโรงเรียนจีนไปอยู่โรงเรียนไทย

 

แล้วหลังจากนั้นอากงก็จะหาบตะกร้าไปขายที่ตลาดใกล้กับเทคนิคกรุงเทพฯ อาม่าก็จะหาบไปขายน้ำเต้าหู้ที่ตลาดสวนพลูในตอนเช้า และขายเต้าฮวยกับเฉาก๊วยในตอนบ่าย (ฉันยังจำความตัวเองขายเฉาก๊วยได้เลย)

 

 

ย้อนกลับมาที่โรงงานทอผ้าที่อากงเป็นเจ้าของในละแวกสลัมสามย่าน ซึ่งบริเวณนี้ทุกวันนี้คือจามจุรีสแควร์นั้นไม่ได้มีอากงเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือโรงงานที่เป็นหุ้นส่วนกันระหว่างอากงของฉันกับพี่ชายของอากงที่ฉันเรียกท่านว่าเหล่าแปะ (พี่ชายปู่) เนื่องจากช่วงแรกนั้นเหล่าแปะอยากทำงานเสมียนในโรงงานทำหนังมากกว่า แล้วให้น้องชายซึ่งก็คืออากงของฉันนี่แหละมาทำโรงงานแทน แล้วก็สร้างครอบครัวก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วเหล่าแปะจะมีเมียและลูกอยู่ที่เมืองจีนก่อนแล้ว แต่ด้วยหลายปีแล้วก็ยังไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวสำเร็จ ประกอบกับนโยบายปิดประเทศ ไม่อนุญาตให้คนจีนเข้ามาในประเทศได้อีก ทำให้เหล่าแปะไม่สามารถพาลูกเมียที่อยู่ซัวเถามาเมืองไทยได้อีก เลยทำให้อีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นเหล่าแปะก็แต่งงานอีกครั้งกับคนจีนที่อยู่ในไทย เป็นสาวจีนเรียบร้อย ใจดี และรักฉันมากด้วย ฉันจะเรียกท่านว่าเหล่าอึ้ม (ย่าสะใภ้) ดังนั้นลูกๆ ของเหล่าอึ้มก็จะถือว่าป๋าของฉันเป็นพี่ชายคนโตสุดของตระกูลในรุ่นที่ 2 ถึงแม้ว่าจะเกิดมาจากน้องชาย แต่ก็เป็นผู้ชายคนโตสุดและมีหน้าที่ดูแลน้องๆ ทั้งสองครอบครัวเสมอมา

 

ครอบครัวของเราทั้งสอง เหล่าแปะ อากง พี่น้อง มาจนรุ่นลูก และจนถึงรุ่นฉันก็ถือว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน ในวันที่คนจีนอพยพในไทยโดนบีบคั้นให้เปลี่ยนนามสกุลนั้น ป๋าของฉันคือคนแรกที่เปลี่ยน แล้วครอบครัวเราทั้งสองครอบครัวก็จะใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งเราถือว่าเราคือพี่น้องลูกหลานภายใต้ทวดคนเดียวกัน ซึ่งคือเหล่ากงที่เมืองจีน ถึงแม้ฉันจะไม่เคยได้พบท่านเลย แต่เราต้องยึดถือสัมมาคารวะนี้ให้เคร่งครัดเสมอมาจนทุกวันนี้

 

 

และความที่พี่ชายน้องชายที่อพยพหนีตายมาจากเมืองจีนและเหลือกันอยู่เพียงแค่สองคนในไทยทำให้ทิ้งกันและกันไม่ได้ เมื่อน้องชายต้องเลี้ยงลูกที่ยังเล็กถึง 7 คน ทำให้ความจำเป็นที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือของพี่ชายเป็นสิ่งจำเป็น เหล่าแปะก็ใช้เงินที่สะสมบวกกับเงินทำงานร่วมกับเหล่าอึ้มเปิดโรงงานทอผ้าไหม แล้วจ้างอากงของฉันมาสืบผ้าในตอนกลางวันหลังจากหาบน้ำเต้าหู้ไปขายเสร็จ ส่วนเสาร์-อาทิตย์อาม่าก็จะพาอาของฉันไปเดินเร่ขายของที่สนามหลวง

 

ความสับสนวุ่นวายกับการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้นมาพร้อมๆ กับความสับสนวุ่นวายกับปัญหาของนโยบายรัฐที่มีต่อคนจีนอพยพอย่างพวกเรา ป๋าเล่าให้ฟังว่าป๋าอาจจะต้องออกจากโรงเรียนเพราะฐานะที่เปลี่ยนไป แต่เพื่อนๆ หลายคนก็ต้องออกจากโรงเรียนอื่นๆ เพราะโรงเรียนโดนปิด หลายคนอาจจะย้ายเข้าโรงเรียนไทยได้ แต่หลายๆ คนก็ต้องเข้าไปสู่โลกของโรงงานต่างๆ เหมือนป๋า

 

ป๋าบอกว่าในขณะที่ป๋านั้นเฝ้าทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แล้วตกเย็นก็กลับไปช่วยงานอากง เสาร์-อาทิตย์ก็ทำงานไม่ได้หยุด เพื่อนๆ หลายคนรอบตัวป๋าไม่ได้เป็นแบบนั้น หลายคนกลายไปเป็นนักเลง ไปรับเป็นอาสาในสมาคมจีนต่างๆ หรือไปอยู่ตามศาลเจ้าจีน ที่แย่หน่อยคือหลายๆ คนกลายเป็นผู้ประกอบอาชญากรรมในสังคมไทยจนทำให้คนจีนนั้นโดนหยามหมิ่นและกลายเป็นเป้าหมายที่โดนจับจ้องจากทางการ คนจีนที่อพยพมารุ่นหลังจะค่อนข้างลำบากในการสร้างเนื้อสร้างตัวมากกว่ายุคก่อนๆ มาก ทำให้กลายไปเป็นนักเลงหัวไม้ก็เยอะอยู่ หลายคนอาจจะอยู่ในโรงงานและไม่สามารถสร้างตัวเป็นเถ้าแก่ได้อีกเลย  

 

 

ป๋าเล่าให้ฟังว่า ในกรณีอั้งยี่ในยุคของป๋านี่ไม่ได้รุนแรงเหมือนสมัยก่อนที่อากงจะเข้ามาเลยนะ อั้งยี่ในยุคป๋านี่ไม่มีแรงที่จะเป็นปรปักษ์กับทางรัฐไทยแล้ว แต่อั้งยี่มีไว้เพื่อปกครองคนจีนด้วยกันเอง แต่ละครั้งที่มีต่อยตีกันมันคืออั้งยี่แต่ละสายตีกันเอง แต่ทางรัฐมองว่ามันจะไปกันใหญ่ แล้วใหญ่โตขึ้นจนต้องมีการปราบปราม ป๋าเคยบอกเวลาดูทีวีให้ฉันรู้หลายครั้งว่า “นี่ไง นามสกุลนี้ตระกูลอั้งยี่ที่โด่งดังสมัยป๋ายังหนุ่มเลย” อั้งยี่ในไทยไม่ได้มีแค่กลุ่มก้อน 2-3 กลุ่ม แต่มีเป็นสิบๆ กลุ่มกระจายไปทั้งประเทศด้วยซ้ำ… กรุงเทพฯ ก็ 5-6 กลุ่มแล้ว ไหนจะที่นครสวรรค์อีก เพราะเป็นแหล่งข้าว ไหนจะฉะเชิงเทรา สงขลา พัทยา เต็มไปทั่วนั่นแหละ แต่ก็ค่อยๆ คลายความเป็นนักเลงไปเรื่อยๆ ด้วยนโยบายปราบปรามของรัฐไทย แล้วอีกส่วนหนึ่งคือสมาคมแซ่ต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลญาติพี่น้องคนจีนมากขึ้น ทำให้อั้งยี่หมดความสำคัญลงไปด้วย

 

ป๋าไปเอากับเขาด้วยไหม พวกอั้งยี่เนี่ย

 

ไม่เคย อากงเอาตาย อากงโคตรดุและเกลียดการเป็นนักเลง ทั้งๆ ที่แถวบ้านรอบๆ เราในสลัมสวนพลูเต็มไปด้วยนักเลงคนจีน ค้ายา ขายตัวเต็มไปหมด ความโชคดีของคนบ้านนี้คือเรามีอากงอาม่าที่เป็นคนเรียบร้อยมาก รักสงบสุดๆ แล้วก็รักดี รักที่จะให้ลูกเรียนหนังสือ แต่พวกเราโดนเหยียดหยามโดยเพื่อนบ้านคนไทยรอบด้านเช่นกัน เราก็อดทนกันมาตลอด สิ่งเหล่านี้ฉันได้รับเองกับตัวสมัยที่อยู่สลัมสวนพลูกับอากงอาม่า

 

การดูถูกคนจีนโดยคนไทยนี่ฉันได้เผชิญเองกับตัวคือแค่คำว่า ‘เจ๊ก’ ฉันเคยเรียกตัวเองว่าเป็นเจ๊ก อากงก็จะต่อว่าฉันอย่างรุนแรงว่า “ห้ามเรียก ห้ามด่าตัวเอง ห้ามด่าคนจีน และอย่าด่าตัวเองสิ” มาเป็นชุด แล้วโกรธเคืองค่อนข้างแรงกับคำดังกล่าว ฉันก็จะถามว่า “ทำไมล่ะ” อากงจะบอกว่ามันคือคำด่าคนจีนของคนไทย

 

 

ฉันไม่รู้ความเป็นมาของคำด่าที่ด่าคนจีนว่า ‘ไอ้พวกเจ๊ก’ หรอก แต่ฉันก็ไปสอบถามและเปิดหาข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ความว่าจริงๆ ไอ้พวกเจ๊กมันคือคำว่า เจ็ก ที่แปลว่าอาหรือลุง แล้วพวกเจ็กในสมัยก่อนก็จะเริ่มงานด้วยอาชีพต่างๆ เช่น รถลาก รถถีบ ขายก๋วยเตี๋ยว ​คนเขาก็จะเรียกคนทำงานแบบนี้ว่าเจ็กรถลาก เจ็กรถถีบ เจ็กขายก๋วยเตี๋ยว ​แล้วเวลาคนจีนทำอะไรไม่ได้ดังใจ อารมณ์เสีย หรือถึงกาลเวลาของการเหยียดกัน ไอ้คำว่า ‘เจ็ก’ ก็ได้รับการลงเสียงหนักๆ กระแทกเสียงสูงขึ้นมา โทนเสียงจากวรรณยุกต์เปลี่ยนเป็นไม้ตรี ทำเสียงแบบดารานางร้ายหรือเสียงระดับหม่อมแม่ หญิงใหญ่ หญิงเล็กแห่งบ้านทรายทอง ​คุณก็จะได้คำว่า ‘เจ๊ก’ มาแล้วกลายเป็นคำด่า คำเหยียด คำนี้เสียดแทงใจคนจีนโดยเฉพาะอากงมากค่ะ

 

บ้านหลังที่ 3 ที่อากงอาม่าย้ายมาหลังจากไฟไหม้เป็นบ้านที่ซื้อมาจากการเก็บหอมรอมริบและการขายน้ำเต้าหู้ของอากงอาม่า (ก่อนหน้านี้เช่าเอาตลอดค่ะ) อาม่าคือคนฉลาดในการเก็บเงิน วิธีการคืออาม่าเป็นนายทุนปล่อยกู้ให้กับแม่ค้าในตลาดสวนพลูด้วย ก็เลยเป็นอะไรที่ทำให้ทั้งสองคนส่งลูกของตัวเองเรียนหนังสือให้ได้มากที่สุดโดยไม่เกี่ยงเพศ ทั้งลูกสาวและลูกชายก็ได้เรียนหนังสือกันหมด ยกเว้นพ่อของฉันที่ผันตัวไปทำงานโรงงานเท่านั้น แล้วพ่อของฉันก็เป็นกำลังสำคัญที่ส่งเงินให้พ่อแม่ของตัวเองส่งเสียเลี้ยงน้องมาตลอดจนจบปริญญาตรีเกือบทุกคน และมีเงินให้อาม่าซื้อบ้านหลังที่ 3 นี่แหละที่ฉันได้อาศัยอยู่ในยามที่ฉันเกิดมาด้วย ใช่ค่ะ ฉันอาศัยอยู่ในสลัมสวนพลูมาก่อน… ​แต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่าช่วงอายุของฉันค่ะ

 

 

เรามาคุยถึงวิถีการสร้างเนื้อสร้างตัวของป๋าก่อนดีกว่า

 

หลังจากที่ทำงานที่โรงงานถ่านไฟฉายตรากบได้จนเป็นหนุ่มอายุ 17-18 ปี ป๋าก็ย้ายไปทำงานที่โรงงานตงฮวดตรงถนนพระรามสี่ สถานที่ปัจจุบันคือโรงพยาบาลเทพธารินทร์นี่แหละค่ะ และที่นี่เป็นที่ที่ทำให้ป๋ากับหม่าม้าได้พบกัน

 

หลายปีผ่านมา อากงอาม่ารวบรวมเงินซื้อเครื่องทอผ้ามาได้ 4 เครื่อง แล้วเอามาซ่อมเป็นเครื่องทอผ้าไหมจีนไว้ประกอบเป็นชุดเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา ป๋าซึ่งอยู่โรงงานทอผ้ามาสักพักหนึ่งได้รับการฝึกฝนในหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะสืบผ้า ตากด้าย กรอด้าย จนเลื่อนตำแหน่งเป็นนายช่างโรงทอ ก็ได้มาเป็นช่างซ่อมเครื่องทอผ้าให้อากงนี่แหละค่ะ อากงวางเครื่องทอผ้าไว้ที่บ้านเช่าตรงซอยปั่นใกล้ๆ กับเทคนิคกรุงเทพฯ ซอยนี้เป็นซอยตันแคบๆ ไม่มีการทำหรือซ่อมถนนให้ดีจนฉันโตด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นซอยที่มีชุมชนคนไทยอยู่กันหนาแน่นทีเดียว ป๋าทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ที่โรงงานตงฮวด แล้วตอนเย็นกลับบ้านก็มาช่วยอากงทอผ้าต่อ เสาร์-อาทิตย์ก็มาทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย แต่ถึงจะไม่ได้ไปไหนเลย ความทะเยอทะยานที่จะเป็นเถ้าแก่เจ้าของโรงงานของป๋าเต็มเปี่ยมมากด้วยความขยันขันแข็งล้วนๆ แกสะสมเงินทองให้แม่เก็บไปปล่อยกู้ ให้น้องๆ ไปเรียนหนังสือ ทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยนำไปหาความสำราญอะไรเลย แกเก็บเงินได้มากจนกระทั่งมีเงินซื้อรถมือสอง ซึ่งจริงๆ คือผ่านมาเป็นสิบมือแล้วก็ว่าได้เพื่อเอามาขนผ้าไปส่งขาย และได้มารับแม่ฉันไปเที่ยวบ้าง แต่ก็น้อยเต็มทน

 

บอกได้เลยว่าถ้าคุยเรื่องที่เที่ยวในกรุงเทพฯ ป๋าของฉันนี่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่เรื่องบันเทิงให้ไปถามหม่าม้าแทนได้เลย

 

 

หม่าม้าเล่าว่าได้รู้จักป๋าก่อนที่ป๋าจะมีรถเสียอีก ณ ตอนนั้นหม่าม้าย้ายบ้านไปอยู่ที่ถนนใต้สะพานพุทธแล้ว ถ้าวันไหนป๋าไม่ได้รีบกลับไปทำงานกับอากง ซึ่งก็น้อยเต็มทน ป๋าก็จะไปรอหม่าม้าเลิกงานแล้วนั่งรถเมล์ไปส่งบ้านที่สะพานพุทธ แล้วป๋าก็ค่อยกลับไปทอผ้าต่อให้อากงจนดึก เสาร์-อาทิตย์ไม่ใช่เวลาที่จะมาจีบหม่าม้าไปเที่ยว ไปเดต หรือไปดูหนังกินข้าว เพราะต้องประหยัดเงิน ป๋าก็จะแค่พาไปนั่งสวนลุมฯ หรือไม่ก็พาไปที่โรงงานตัวเองเพื่อให้หม่าม้าไปช่วยกรอด้าย ทอผ้า โรแมนติกจริงๆ ป๋าฉัน

 

แทบไม่เคยเลยที่ป๋าของฉันจะพาหม่าม้าไปเดตในวันอาทิตย์ ไปดูหนัง หม่าม้าบอกว่าไปดูแต่กับเพื่อน ถ้าดูหนังจีนก็ต้องไปโอเดียน ถ้าดูหนังแขกก็ต้องไปพาราเมาท์ แต่ก็จะดูหนังจีนเป็นหลัก ตอนนั้นหลินชิงเสียได้เกิดขึ้นมาบนจอเงินแล้ว (ต้องมีวัยรุ่นถามว่าจอเงินคืออะไร… จอเงินคือจอภาพยนตร์ ส่วนจอทีวีเขาจะเรียกว่าจอแก้ว การได้เป็นดาราจอเงินถือว่ามีเกียรติกว่าจอแก้วเยอะเลยค่ะ แต่ทุกวันนี้ทุกคนจ้องไปที่จอโมบายล์ ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะเรียกว่าอะไร)

 

ในยุคที่บ้านเมืองยังไม่มีรถติด ในยุคที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยคลอง และยังไม่ได้เต็มไปด้วยคนมากมาย แล้วรถเมล์ก็ยังมีน้อยเส้นทาง รถรางก็ยังไม่โดนยกเลิกนั้น การมีรถมือสองของป๋าก็ถือว่าเป็นเรื่องเท่มากแล้ว แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต

 

ป๋ากับหม่าม้าคบหาเป็นแฟนกันอยู่หลายปี แกจำไม่ได้ แต่เกิน 4 ปีแน่นอน ก็มาถึงวันแต่งงาน หม่าม้าบอกว่าป๋ายังไม่อยากแต่งงานหรอก เพราะอยากรวยกว่านี้ ตั้งตัวให้ดีกว่านี้ ให้ครอบครัวมั่นคงกว่านี้ แต่อาม่าเป็นฝ่ายไม่ยอม เพียงแค่เพราะว่าอาม่าไปดูหมอมาแล้วพบว่าดวงของหม่าม้าจะทำให้ป๋ารวยและเป็นเถ้าแก่ได้ คำสั่งแต่งงานก็ลงมาทันที​ราวกับสายฟ้าฟาดหน้าป๋าเลยทีเดียว จะให้ดีใจได้ยังไง บ้านส่วนตัวก็ยังไม่มีให้ บ้านก็ยังเป็นบ้านไม้ที่ลูกอากงอาม่าอยู่รวมกันเป็นสิบคน จะหาห้องไหนเป็นห้องหอ ฉันฟังเองยังเบ้ปากเลยค่ะ เพราะฉันโตมากับบ้านหลังนี้ด้วยเหมือนกัน แล้วฉันก็รู้ว่าห้องหอของป๋ากับหม่าม้าฉันนั้นเล็กมาก กว้างประมาณ 1.5 เมตร ยาว 2 เมตรได้ (เวลามีอะไรกันเสียงมันดังแน่ๆ ฉันคิดเอง แหะๆ) ตอนฉันโตมา ห้องนี้ก็เป็นห้องส่วนตัวของอากงไปแล้ว

 

 

วันแต่งงานนั้น ป๋ากับหม่าม้าของฉันแต่งที่สมาคมแซ่คูตรงกล้วยน้ำไท ซึ่งเป็นแซ่ของอากง ในวันนั้นมีสองคู่ที่แต่งพร้อมกันและเป็นญาติกัน อากงขี้โม้เสมอมา แกเล่าว่าวันงานทุกคนก็คือญาติๆ กันในสมาคมทั้งนั้น ฝั่งโน้นคือฝั่งคนรวย แต่เราคือฝั่งคนจน แต่พวกญาติๆ เพื่อนๆ ก็มาแต่ฝั่งเรากันจนแน่นไปหมดจนล้น จนฝั่งโน้นต้องมาบอกว่าให้แบ่งไปนั่งฝั่งเขาบ้างก็ได้ ฉันก็มักจะบอกว่าอากงขี้โม้ เพราะแกเป็นคนภูมิใจมากที่เป็นคนเพื่อนเยอะ ญาติเยอะ เพื่อนรัก ญาติรัก แล้วจริงๆ เป็นอย่างไร บอกเลยว่าเรื่องแบบนี้หม่าม้าจะไม่โกหกค่ะ และหม่าม้าบอกว่าอากงพูดถูกเลย ฝั่งงานแต่งงานของป๋ากับหม่าม้าคนเยอะมาก แน่นไปหมด

 

หมอดูก็อาจจะแม่นจริงๆ ก็ได้ แต่ไม่รู้หมอดูของอาม่าแม่น หรือหมอดูคนอื่นแม่นกว่ากัน หมอดูอาม่าบอกว่าป๋าจะได้เป็นเถ้าแก่ถ้าแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ แต่พวกน้องสาวของป๋าบอกฉันในภายหลังว่า หมอดูบอกว่าลูกสาวคนโตคือฉันนี่แหละที่ดวงจะทำให้ป๋าได้เป็นเถ้าแก่ พอไปเล่าให้หม่าม้าฟัง หม่าม้าบอกไม่เคยได้ยินดวงฉัน อืม อดอวดดวงตัวเองเลย

 

ยังไงก็แล้วแต่ ป๋าจะได้เป็นเถ้าแก่ก็เมื่อฉันเกิดมาแล้วและมีอายุได้ 6 เดือน แต่วัย 6 เดือนไม่ได้ช่วยอะไรพ่อตัวเองแน่ๆ จากปากคำบอกของอาม่าและหม่าม้าคือขายทอง ขายเพชร ขายทุกอย่าง ไม่มีญาติคนไหนให้ยืมเงิน ไม่มีเจ้านายคนไหนให้ยืมเงิน ทุกบาททุกสตางค์มาจากเครื่องเพชรเครื่องทองของสองสาวที่ทุ่มเทให้กับป๋าของฉัน (รักๆ) แล้วนำเงินไปเช่าโรงงาน ซื้อเครื่องทอผ้า เครื่องสืบผ้า เครื่องกรอด้าย แล้วย้ายคนจากบ้านเช่าโรงงานเล็กๆ ที่ซอยปั่นไปยังฝั่งธน ไปเริ่มต้นชีวิตความเป็นเจ้าของกิจการกัน โดยมีหม่าม้าเป็นกำลังสำคัญ ทอผ้าทั้งๆ ที่ฉันยังเล็กแล้วนอนอยู่ข้างๆ เครื่องทอผ้านั้น หัดเดิน แล้วเตาะแตะไปรอบๆ โรงงานนั้น

 

ครั้นมามีกิจการเป็นของตัวเอง ป๋าก็ต้องมีการทำเอกสารอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะใบประกอบกิจการ เอกสารทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ซึ่งในขณะนั้นชื่อป๋าในบัตรประชาชนคือ จินเผ่ง แซ่คู แต่จริงๆ ชื่อจีนของป๋าคือ คูจ๊กเอี้ย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่เหมือนกัน แต่ความที่ต้องการให้ตัวเองเป็นคนไทย เพื่อความสะดวกในการทำงาน ทำกิจการ และติดต่อกับราชการ ป๋าตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นภาษาไทยทั้งหมด

 

 

อันนี้มันเนื่องมาจากที่ฉันถามป๋าเองว่าเราได้นามสกุลนี้มาจากไหน เพราะว่าในช่วงที่ฉันโตขึ้นมา เรามักจะคุยกับเพื่อนๆ ว่านามสกุลเรานั้นได้แต่หนใด หลายคนบอกเป็นพระตั้งให้ หลายคนบอกเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่มอบให้ หลายคนเป็นนามสกุลพระราชทาน ป๋าตอบว่านามสกุลเรานายอำเภอตั้งให้ ป๋าเดินโง่ๆ ไปในอำเภอ ไม่มีอะไรในหัวเลย แล้วไปบอกนายอำเภอว่าอยากเปลี่ยนชื่อและนามสกุล นายอำเภอคนไหนแกยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วเขาก็ให้มาว่า ชัยถิรสกุล ซึ่งแปลว่าสกุลที่มีชัยชนะตลอดกาล อืม ก็เท่ดีนะ แล้วนามสกุลนี้ก็มีการใช้หลายสิบคน แต่ก็ไม่ถึงร้อยคนนะคะ สบายๆ ชิลๆ พวกอาๆ เล่าให้ฟังว่าช่วงที่อายังเด็ก คุณครูในโรงเรียนสนับสนุนให้เด็กจีนไปเปลี่ยนเป็นนามสกุลไทย แล้วเพื่อนๆ ก็จะล้อพวกใช้แซ่กันว่ามันเชย แล้วการมีนามสกุลไทยเป็นเรื่องเท่มากในช่วงนั้น ทำให้ทุกคนทยอยเปลี่ยนกันโดยไม่ได้รู้เลยว่านี่คือนโยบายกลืนชาติจีนให้เป็นไทยของภาครัฐ

 

แล้วทุกคนก็ทำเพราะความอยากเท่ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราจะใช้แซ่หรือนามสกุล เราก็คือคนไทยเชื้อสายจีน แต่แล้วเมื่อฉันเกิดมา ฉันก็กลายเป็นคนไทย สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย ​ฉันภูมิใจกับความเป็นไทยของฉันมาโดยตลอด จนกระทั่งฉันรู้ว่าเลือดในตัวของฉันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นคือจีนอพยพทั้งหมด มันก็ให้ความรู้สึกคิดมากในใจบางอย่างกับตัวเองเปลี่ยนไป เช่น ฉันควรจะรักชาติไหนดี ไทยหรือจีน แต่นั่นก็ไร้สาระเกินกว่าจะมานั่งคิดในศตวรรษนี้แล้ว ในศตวรรษที่โลกทั้งโลกคือมนุษยชาติและไม่ควรแบ่งแยกสัญชาติและเชื้อชาติ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องของความรักชาติจีนหรือรักชาติไทย แต่มันคือสายเลือดของการต่อสู้ ของความต้องการเป็นไทกับตัว ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ไม่เป็นทาสใคร ไม่เป็นเหยื่อของใคร แต่เป็นคนที่อยู่ในประเทศที่เป็นไท เป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอด

 

 

ฉันเคยถามอากงเสมอๆ ว่าทำไมอากงถึงไม่หนีไปเมืองที่มันดีกว่านี้ เช่น ไปอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตยที่แท้จริง แถมยังมีความทันสมัยที่ดีกว่าเมืองไทย อากงจะบอกเสมอว่าเงินไม่มี มาได้แค่นี้ แล้วอากงก็จะกอดไหล่แล้วบอกกับฉันว่าไม่ดีเหรอ ที่เมืองไทยก็สงบดี อากงก็มีความสุข มีลูกหลาน มีครอบครัว มีความร่ำรวย เราอยู่ในประเทศที่สงบใต้ร่มพระบารมี

 

จริงๆ แล้วอากงแทบไม่รู้เลยว่าทุกประเทศในโลกใบนี้ไม่ได้มีความสงบหรอก มันมีปัญหาแตกต่างกันร้อยแปดพันประการ

 

มันอยู่ที่เราเลือกจะรับรู้เรื่องปัญหาของประเทศนี้หรือเลือกที่จะปิดตาย ไม่รับรู้สิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้น เลือกที่จะรับรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ หรือเลือกที่จะก้มหน้าเอาตัวรอดของตัวเองและครอบครัวเท่านั้นก็พอ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน เช่นไร

 

ปัญหาของชาตินั้นๆ ก็กระทบต่อชีวิตของคนในชาตินั้นๆ ทุกคน ไม่มีน้อย มีแต่มาก เพียงแต่คนในชาตินั้นจะรู้ตัวไหมเท่านั้นเอง

 

สวัสดี

 

ลิลลี่ ชัยถิรสกุล

The post ว่าด้วยชีวิตจีนอพยพที่ผันผวนและถูกเหยียดหยามกับการสร้างเนื้อสร้างตัวของป๋า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/overseas-chinese-racist-and-ways-to-get-rich/feed/ 0
จากดนตรีไทยสู่ผัดไทย และยุคสมัยจอมพล ป. ฉากความเป็นไทยที่หาดูได้ในโหมโรง เดอะ มิวสิคัล https://thestandard.co/thai-scene-hom-rong-the-musical/ https://thestandard.co/thai-scene-hom-rong-the-musical/#respond Fri, 11 May 2018 09:27:40 +0000 https://thestandard.co/?p=90075

14 ปีแล้วที่ฉันไปโรงหนัง SF เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อชมภาพ […]

The post จากดนตรีไทยสู่ผัดไทย และยุคสมัยจอมพล ป. ฉากความเป็นไทยที่หาดูได้ในโหมโรง เดอะ มิวสิคัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

14 ปีแล้วที่ฉันไปโรงหนัง SF เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อชมภาพยนตร์หลุดกระแสหลัก เรื่อง โหมโรง แต่ก็หวือหวาขึ้นมาได้จากกระแสโหมกระหน่ำด้วยความช่วยเหลือร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิป ที่ได้เข้ามาบอกเล่าและเชิญชวนไปดูหนังเรื่องนี้ จนกลายเป็นหนังที่คนเริ่มมาให้ความสนใจ ทำให้กระแส โหมโรง ที่มาในช่วงปลายสมัยของความรุ่งเรืองของวงการหนังไทยนั้นได้กลายเป็น case study ของกระแสโซเชียลที่ส่งผลกระทบต่อวงการหนังได้ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว  

 

เรียกได้ว่าเป็นอาการโหยหาอดีตที่ชนชั้นกลางในประเทศได้แสดงออกกันอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ การแสดงออกในครั้งนั้นถือได้ว่าพื้นที่ในโลกไซเบอร์เป็นพื้นที่ในการแสดงอาการทางหนึ่งของคนในโลกชนชั้นกลาง แต่นั่นคือเรื่องราวเมื่อปี 2547

 

 

ปี 2561 หรืออีก 14 ปีถัดมา โหมโรง กลับมาในเวอร์ชันเดอะ มิวสิคัล เปิดการแสดงใหม่อีกครั้งในช่วงนี้ พร้อมกับกระแสการอนุรักษ์ความเป็นไทยจากออเจ้าเรื่อง บุพเพสันนิวาส พอดี แต่กลิ่นอายของ โหมโรง เดอะ มิวสิคัล นั้นจะเต็มไปด้วยริ้วรอยความบอบช้ำของคนในชาติ ช่วงที่โดนเหยียบย่ำบีบคั้นจากคำสั่งกติกาที่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของประชาชนหมู่มากในสังคม แตกต่างจากกระแสโลกสวยอินเลิฟคู่ขวัญการะเกดกับพี่หมื่นของ บุพเพสันนิวาส อย่างสิ้นเชิง แต่ในความบอบช้ำหมองหม่น มันก็ช่างเต็มไปด้วยอรรถรสที่โอชาดื่มด่ำกับความรู้สึกทั้งมวลที่โหมประดังมาสู่ผู้ชมในโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศอย่างเต็มอิ่มอุ่นใจ

 

 

ศิลปะ ศิลปิน ที่ถูกครอบงำด้วยกฎเกณฑ์

กลิ่นอายของศิลปะที่โดนครอบงำ จากละครเรื่องนี้ทำให้ฉันได้มีโอกาสคิดตาม และพินิจพิจารณาตามบทบาทของเรื่องราวและตัวละครที่มีตัวตนจริงๆ ของหลวงประดิษฐไพเราะ การที่นักดนตรีไทยหนุ่มแห่งคลองอัมพวาจะได้ก้าวเข้าสู่โลกไฮโซ ได้แสดงความสามารถให้เฉิดฉันจนเป็นที่รู้จักไปทั่วแคว้นแดนสยาม ก็ต้องได้รับการเลี้ยงดูจากเจ้าใหญ่นายโตในยุคนั้น (ซึ่งปัจจุบันก็คงเรียกว่าสังกัด) แล้วลงท้ายที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจนทำให้เหล่านักดนตรีในราชสำนักก็โดนโอนถ่ายไปเป็นคนของรัฐ ซึ่งก็ไปโดนปกครองอีกครั้งโดยภาครัฐ

 

จะเห็นได้เลยว่าความเป็นอิสระและความคิดสร้างสรรค์ผลงานที่ศรวัยหนุ่มจะคิดทางเพลงระนาดแบบครีเอตสุดๆ ขึ้นมาได้ ก็เมื่อได้กลับไปอยู่ในโลกแห่งรากเหง้าของตัวเองในยามที่ตนเองได้มีอิสระทางความคิดทางศิลปะที่เป็นตัวตนของตัวเองแบบไร้ขอบเขตกฎเกณฑ์และกติกาครอบงำ

 

ขณะที่ศรในบั้นปลายชีวิตต้องมาเจอกฎระเบียบแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมของท่านผู้นำ และท่านผู้นำคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเบื้องหน้าความต้องการเป็นศิวิไลซ์เท่าเทียมโลกตะวันตก ซึ่งกฎระเบียบเหล่านั้นได้เข้ามากดขี่เหยียบย่ำวงการดนตรีและนักแสดงรวมทั้งศิลปะแขนงพื้นบ้านต่างๆ สร้างความเจ็บช้ำและทำให้เกิดความเก็บกดของอิสรภาพ รวมทั้งเสรีภาพการแสดงออกในงานศิลปะแทบทุกแขนง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นบอกให้เรารู้ว่า ศิลปะไม่ควรมีข้อจำกัดใดๆ เลย โดยเฉพาะกฎกติกาแห่งภาครัฐ สังกัด หรือเจ้านาย

 

 

โหมโรง เมื่อเปี๊ยกยอม แต่ฉันไม่ยอม

ไม่มีฉากไหนจะทำให้ฉันเจ็บช้ำน้ำใจได้เท่ากับฉากที่เปี๊ยกและเพื่อนๆ ร่วมวงเล่นดนตรีไทยอยู่ที่บ้าน แล้วทหารหนุ่มผู้คุ้มกฎแห่งวัฒนธรรมศิวิไลซ์มาเล่นงานเปี๊ยกถึงบ้านเนื่องมาจากคำสั่งห้ามเล่นดนตรีไทยในช่วงสงครามโลก

 

ช่วงเวลาที่บีบหัวใจจนฉันกำหมัดแน่นคือช่วงเวลาที่ทหารเหยียบย่ำเปี๊ยกและเครื่องดนตรีไทยแล้วจากไป ทุกคนเจ็บช้ำ เหมือนจะไม่อดกลั้นและคล้ายว่าพร้อมจะต่อสู้หาหนทางที่จะยืนหยัดเพื่อเรียกร้องความเป็นไทในช่วงที่ประเทศเพิ่งจะได้รับการเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นประเทศไทย

 

แต่แล้วเปี๊ยกก็ได้ร้องเพลง เหมือนกับเพลงสยามยิ้ม เหมือนผ่อนคลายทุกคนให้อดทนแล้วลืมมันไปซะ อยู่กับมันให้ได้ ยิ้มแล้วลืมๆ มันไป ยิ้มแล้วเฉยๆ ไป แล้วมันก็จะผ่านไป แล้วมันก็จะชินไปเอง

 

มันขัดใจค่ะ มันขัดใจกับการทำละครให้คนไม่สู้กับอำนาจที่มิชอบ ให้อดทน เก็บยั้ง กับการโดนรังแกจากผู้มีอำนาจมิชอบในกติกาที่ไม่เป็นธรรมต่อคนหมู่มาก มันเหมือนแอบสอนให้คนยอมแพ้ ยอมจำนน ไม่สู้คน ไม่สู้ชีวิต ฉากนี้ไปจนถึงฉากที่เปี๊ยกพ่ายแพ้นั้น มันสอนให้ฉันบอกกับตัวเองว่า ถ้ายอม ก็จะยอมไปเรื่อยๆ ถ้ายอม ก็คือการยอมไปจนชีวิตจะหาไม่ คุณจะเป็นแบบเปี๊ยกกระนั้นหรือ

 

เปี๊ยกยอม แต่ฉันไม่ยอม…

 

 

กระนั้นการได้ดูละครเรื่องนี้กลับทำให้ฉันนึกถึงวันที่คุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่มานานแสนนาน ที่เกิดทันในยุคสมัยก่อน ประกอบกับการคุยกับอากง (ปู่ของฉัน) ถึงช่วงเวลาของสงครามโลกที่ยากแค้นแสนเข็ญ แล้วยังมาเจอกับกฎกติกาความต้องการเป็นศิวิไลซ์ของเหล่านายทหารหนุ่มผู้มีความต้องการหักดิบโลกยุคเก่าโดยไม่รอเวลาแห่งการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ได้แต่ใจเร็วจะให้โลกล้าหลังของไทยนั้นได้ก้าวไวและก้าวทันโลกฝรั่งในช่วงสมัยนั้น

 

“มันมาให้ใส่รองเท้า ให้เป็นศิวิไลซ์อะไรตอนสงครามวะ ช่วงสงคราม แกคิดดูว่า รองเท้าราคาเท่าไร” บุรุษนิรนามที่จากโลกนี้ไปแล้วเคยบ่นให้ฟัง

 

“ให้นั่งโต๊ะกินข้าว ไม่ให้นั่งพื้น ไม่ให้ใช้มือ ให้ใช้ช้อน จะไปหาซื้อมันต้องใช้เงินอีกเท่าไร เอาเงินมาให้สิคะ” สาวๆ บ่น

 

“อยู่ๆ ก็มาให้เลิกนุ่งโจง ให้นุ่งกระโปรง ใครจะไปตัดทัน ค่าผ้าเท่าไร ดีนะที่ยังอนุโลมให้นุ่งซิ่น แต่พวกผู้ชายนี่สิ ห้ามโจง ให้ใส่กางเกง จะตัดทันไหมนั่น

 

“โอ๊ย ไม่ไหวแล้วโว้ย ห้ามโน่นห้ามนี่ ห้ามแม่ค้าหาบเร่ ห้ามขายของริมถนน อาม่ากลับเลย กลับบ้านนอกดีกว่า ไม่ไหว ไปทำมาหากินที่ต่างจังหวัดดีกว่า ไม่มีใครมาบ้าบอแบบนี้

 

“ห้ามอะไรก็ห้ามได้ ห้ามนั่งพื้นเล่นดนตรี ห้ามนักดนตรีไทยก็ยังไม่เท่าไร ห้ามลิเกก็ยังไม่ว่า คนจีนนี่สิ โดนห้ามงิ้วไปด้วยพักหนึ่ง เก็บกด…มาก” เพื่อนอากงเคยกล่าวไว้นานแล้ว

 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

 

ยุคสมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย อาหารก็ด้วย

ระหว่างเขียนบทความนี้ ฉันก็คิดมาถึงเรื่องของอาหารในยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยกำหนดไว้ เช่น ใส่ถั่วงอกในก๋วยเตี๋ยว (มันทำให้รสชาติน้ำซุปเสียหมดเลยค่ะ ลองทานแบบไม่ใส่สิคะ จะอร่อยกว่ามาก) แล้วฉันก็นึกถึงเรื่องของอาหาร เช่น ผัดไทย เอ๊ะ มันอาหารจีนหรือเปล่า คนไทยมีก๋วยเตี๋ยวด้วยเหรอ ฉันก็เลยเดินไปถามหม่าม้าเรื่องโลกของคนจีนในยุคเก่าๆ ที่สามารถย้อนยาวไปจนถึงยุคจอมพล ป. ที่เรืองอำนาจได้เช่นกัน อย่างชัดเจนเท่าที่แม่ฉันจะเล่าได้ก็น่าจะเป็นเรื่องอาหารแถวเทเวศร์ 1 ยาวมาถึงวังบางขุนพรหมจรดสี่แยกบางลำพู

 

แม่เล่าว่า สมัยก่อนคนจีนจะมีก๋วยเตี๋ยวผัดที่อยู่มานานมาก จะเป็นเส้นเล็กเหมือนเส้นจันท์ที่ผัดกับน้ำมันหมูแล้วใส่กุยช่ายกับถั่วงอก ใส่ซีอิ๊วดำ ผัดแล้ววางไว้บนกระทะใบบัว พอคนมาซื้อ ก็จะเอามาผัดให้ร้อนแล้ววางบนใบตอง ใบตองหนึ่งก็ประมาณสลึงหนึ่ง

 

เมนูนี้ฉันก็ได้กินที่ซอยอรรถกวี ถนนพระราม 4 สมัยเรียนอยู่โรงเรียนสายน้ำผึ้งเหมือนกันค่ะ ตอนฉันซื้อกินก็ 2 บาทแล้ว เมนูนี้คนก็จะคิดว่ามันคล้ายๆ ผัดไทย แต่มันไม่ใช่ มันคือก๋วยเตี๋ยวไร้เนื้อสัตว์ของคนจีนจนๆ ในละแวกนั้น อาหารคนจีนจนๆ จะไม่มีหมู ไม่มีเนื้ออะไรหรอกค่ะ

 

แล้วที่โปรดปรานอีกอย่างคือ กอก้วย ซึ่งก็คือแป้งเป็นก้อนๆ ผัดกับกุยช่ายถั่วงอกแล้วก็ใส่ซีอิ๊วดำเหมือนกัน โอ๊ยน้ำลายไหล อยากกินอีกแล้ว แต่ปัจจุบันเราจะเห็นเมนูนี้เป็นขนมผักกาดผัดค่ะ ดูหรูหราเลย เพราะมีทั้งผัดทะเล ผัดกุ้ง แต่ไม่อร่อยเท่าสมัยก่อนหรอก เพราะสมัยก่อนตัวแป้งใส่หัวไชเท้าด้วย แซ่บๆ

 

อีกสองเมนูที่แทบจะไม่เหลือตามแบกะดินริมฟุตปาธแล้วก็คือ ก๋วยเตี๋ยวหลอดคนจน ซึ่งจะใช้เส้นหมี่เป็นหลักวางในซึ้งนึ่งคู่กับถั่วงอก แล้วเวลาจะกินก็เอามาโรยวิญญาณกุ้งแห้งป่น แล้วราดด้วยเต้าหู้แข็งที่ผัดกับเต้าเจี้ยวและซีอิ๊วดำลงไป อืม… ตอนหลังเขาก็เพิ่มพวกหมูกับกุนเชียงเข้าไป จิตวิญญาณคนจนหายไปเยอะเลยค่ะ

 

เมนูคนจนอีกอย่างคือ ถ่อก้วย ที่เป็นแป้งสีชมพูที่ปั้นเป็นรูปหัวใจเบี้ยว ปั๊มตราข้างบนมีไส้ข้างในเป็นข้าวเหนียว หรือกุยช่ายผัด แล้วเวลาจะกินก็เอาไปทอดให้เกรียมๆ กรอบนอก นุ่มใน แล้วเหยาะๆ ด้วยซีอิ๊วหวานดำๆ น่ะค่ะ คิดแล้วน้ำลายสอ แต่ตอนนี้หากินไม่ได้แล้วอาหารพวกนี้

 

ซึ่งเมนูพวกนี้ คนจีนอพยพจะหิ้วมาค่ะ นำวัฒนธรรมการอาหารมาให้คนจีนคนจนในไทยได้กิน ซึ่งจะหากินได้แถวคนจีนอยู่เยอะๆ เช่น เทเวศร์ ท่าเตียน ปากคลองตลาด คลองเตย เยาวราช มีหมด สมัยก่อนยังเจอบ่อยๆ สมัยนี้จะหาได้ก็ต้องสั่งค่ะ ห่อก้วยนี่ยังต้องสั่งในตลาดเก่าเยาวราชเลย แบบทอดสดๆ ก็ไม่มีแล้ว ต้องสั่งเป็นชุดมาไหว้อากงอาม่า ถึงจะทำได้

 

 

ผัดไทย อาหารแห่งชาตินิยม

แล้วมันมาเกี่ยวกับผัดไทยอย่างไร

 

ไอ้เราก็อยากรู้แล้วผัดไทยล่ะ มันมาได้อย่างไร คนเฒ่าคนแก่บอกว่า ผัดไทยนั้นไม่ได้มาจากการคิดอาหารไทยอะไร มันก็ดัดแปลงมาจากผัดเส้นเล็กบนซีอิ๊วดำของคนจีนนั่นแหละ แต่ช่วงที่เริ่มต้นนั้นเป็นช่วงข้าวยากหมากแพงในยุคสงครามของ จอมพล ป. ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยต้องขายข้าวให้ต่างชาติหาเงินมาบริหารประเทศ ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนข้าวไทยกันเองนี่แหละ นโยบายให้กินก๋วยเตี๋ยวก็มาจากตรงนี้

 

ว่าแต่ว่าไอ้ครั้นจะรณรงค์ให้รับประทานก๋วยเตี๋ยว มันก็ขัดกับนโยบายชาตินิยมของท่านผู้นำ แล้วในช่วงสงครามโลก ปัญหาด้านคนจีนมันก็เยอะ เพราะคนจีนแบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นกลุ่มต่างๆ มากมาย ประกอบกับมีญี่ปุ่นเข้ามาอีก อั้งยี่ก็กลับมา ทำให้ต้องมีการกำราบคนจีนในไทยอย่างหนัก แล้วก็ขึ้นราคาค่าคนอพยพเข้าเมืองของคนจีนเป็นสองเท่า ทำให้ทุกอย่างยากลำบากขึ้น ประกอบกับเมื่อข้าวยากหมากแพง ก็ทำให้รัฐได้รู้ว่ากิจการข้าวของไทยนั้นไปอยู่ในมือคนจีนเยอะมาก ไอ้ที่พวกญาติผู้ใหญ่ของฉันไปรับจ้างแบกกระสอบข้าวนี่ก็คือไปรับจ้างจากนายคนจีนด้วยกันเองนะคะ รัฐรู้ รัฐก็ยึดคืนหมดสิคะ จะเหลือเหรอ

 

รวมปัญหารอบด้าน เอามาคิด วิเคราะห์ และแยกแยะแล้ว ทีมงานฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อและฝ่ายนโยบายวัฒนธรรมก็คิดขึ้นมาได้ว่า การรณรงค์ให้กินก๋วยเตี๋ยวของรัฐบาลนั้น จะทำให้คนจีนเหิมเกริมเป็นแน่แท้ เลยตัดสินใจสร้างเมนูเด็ดของตัวเองขึ้นมา โดยเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์แบบนี้แหละ แล้วคิดน้ำราดของตัวเองขึ้นมา เป็นน้ำมะขามผสมกับน้ำตาลปี๊บ แล้วมาผัดกับถั่วงอก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ใส่ไข่ ออกมาเป็นเมนูฮิตติดอันดับโลกนามว่า ผัดไทย

 

ว่าแต่จาก โหมโรง มาโหมผัดไทยได้อย่างไรกันนี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย ความเป็นชาตินิยม ภายใต้รัฐที่ปกครองโดยทหาร ที่ไม่ว่าชาติไหนก็เหมือนกันหมด

ยังไงก็แล้วแต่ ทุกเสาร์อาทิตย์จนถึงต้นเดือนมิถุนายน ยังมี โหมโรง เดอะ มิวสิคัล ให้ดูกันต่อนะคะ ติดต่อซื้อตั๋ว thaiticketmajor.com นะคะ

 

The post จากดนตรีไทยสู่ผัดไทย และยุคสมัยจอมพล ป. ฉากความเป็นไทยที่หาดูได้ในโหมโรง เดอะ มิวสิคัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-scene-hom-rong-the-musical/feed/ 0
เรื่องเล่าของแม่ ปากคลองตลาด และสังคมพระนครในยุคจอมพลสฤษดิ์ https://thestandard.co/mothers-story-pakkhlongtalat-and-sarit-thanarat-era/ https://thestandard.co/mothers-story-pakkhlongtalat-and-sarit-thanarat-era/#respond Thu, 03 May 2018 12:02:23 +0000 https://thestandard.co/?p=88213

บ้านหม่าม้าของฉันเมื่อแรกเริ่มอยู่เลยก็คือบ้านหลังที่สอ […]

The post เรื่องเล่าของแม่ ปากคลองตลาด และสังคมพระนครในยุคจอมพลสฤษดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บ้านหม่าม้าของฉันเมื่อแรกเริ่มอยู่เลยก็คือบ้านหลังที่สองที่หว่องกงและหว่องม่าได้เข้ามาอยู่ หลังจากเดินทางอพยพหนีตายมาจากเมืองจีน ก็มาอยู่ที่บ้านของน้องชายของตัวเองอย่างกล้ำกลืนและต้องกัดฟันทนให้น้องชายและน้องสะใภ้พูดจาเสียดสีเสมือนจะขับไล่ไสส่งให้ออกมาจากบ้านอยู่ตลอดเวลา แน่ล่ะ! มันไม่ใช่แค่สองปาก เพราะทั้งคู่ยังมีลูกอีกถึง 5 คนติดตัวมาด้วย บ้านไหนจะใจดีให้อยู่กันตลอด

 

พอแกทั้งสองเริ่มหางานทำได้ หว่องกงเป็นคนงานในโรงไม้ หว่องม่ากรอด้ายส่งโรงงานทอผ้าที่ใกล้บ้าน ทั้งคู่ก็ต้องรีบหาบ้านเช่ากันทันที

 

หม่าม้าบอกว่าบ้านอยู่ในซอยตรงคลองเตย (ซึ่งทุกวันนี้คือตรงป้ายไฟเขียวไฟแดงกลางถนนพระรามสี่ตัดไปทางศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ตัวบ้านเป็นบ้านไม้สองชั้น ชั้นล่างก็เป็นโถงพื้นไม้ธรรมดา แล้วก็มีห้องน้ำ ห้องครัวอยู่ด้านในสุด หว่องกงก่ออิฐทำเตาด้วยตัวเอง ให้พอมีพื้นที่วางฟืน หว่องม่าก็ทำกับข้าว

 

ซึ่งพอหม่าม้าของฉันโตมาก็ทำเป็นแค่หุงข้าวในตอนนั้น ซึ่งก็ใช้วิธีหุงแล้วเอาน้ำออก  ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะว่าหุงอย่างไร แต่เข้าใจว่าเป็นแบบไทยเหมือนกัน เป็นแบบหุงข้าวเช็ดน้ำออก เพราะยังไม่มีใครมีหม้อหุงข้าวแบบปัจจุบัน ว่าแต่ตอนนี้มีคนไทยคนไหนหุงข้าวแบบโบราณเป็นบ้างเอ่ย

 

ชั้นบนของตัวบ้านเป็นห้องโถงใหญ่ ไม่ได้กั้นเป็นห้องใดๆ ทั้งสิ้น หว่องกงเอาเสื่อน้ำมันปูทั้งพื้นที่ ไม่มีเตียง ไม่มีหมอนดีๆ มีผ้าห่มบางๆ ไว้ให้กันหนาว ไม่มีตู้เสื้อผ้าหรือโต๊ะเครื่องแป้งอะไรเลย ถึงเวลานอน ใครอยากนอนตรงไหนก็เข้ามุมนั้นไป ไม่แยกชายหญิง ไม่แยกพ่อแม่ลูก เลือกที่นอนได้ตามสบาย

 

จนกระทั่งลูกๆ ของหว่องกงหว่องม่าเริ่มแต่งงานถึงมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ด้านล่างก็มีการกั้นห้องให้บ่าวสาว แล้วแต่ใครจะเข้ามาในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่กันสักพักแล้วก็ไปหาที่ทางของตัวเอง เช่น พี่ชายคนโตของหม่าม้าแต่งได้ภรรยาคนไทย ก็มาอยู่ห้องที่กั้นใหม่ด้านล่าง แต่ก็ไม่นาน พี่สะใภ้คนเมืองตาคลีร้องไห้อยากกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ก็พากันย้ายออกไป ต่อมาก็เป็นพี่ชายคนรองแต่งเมียจีนเข้ามา แต่อยู่ได้สักพักใหญ่ก็พากันไปหาบ้านอยู่ ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่แถวสะพานพุทธที่ยังอยู่จนทุกวันนี้ จนกระทั่งหว่องม่าเริ่มป่วย ก็มานอนที่ห้องข้างล่างแทน

 

ในช่วงที่หม่าม้าเกิด ตั่วอี๊พี่สาวแต่งงานออกไปแล้ว เรือนหอเป็นบ้านไม้หลังติดกันเลยไม่ได้ไปไหนไกล พี่เขยของหม่าม้าเป็นคนงานกุลีขนกระสอบข้าวลงเรือแถวนั้นแหละ (ฉันโตมาก็ยังได้เจอลุงเขยเลย) ผัวเมียคู่นี้ก็ไม่ได้มีชีวิตที่สดชื่นรื่นรมย์ ซึ่งฉันก็รู้มาตลอดว่าตั่วอี๊ลำบากมาก แล้วยังโดนอาเตี๋ย (ลุงเขย) ตบตีตลอดเวลา ซึ่งแม่ฉันเล่าว่า แม่เคยเห็นอาเตี๋ยตีพี่สาวของตัวเอง เพราะบ้านติดกัน แม่ฉันทนไม่ได้ก็วิ่งเข้าไปกระชากผมอาเตี๋ยแล้วกระโดดคร่อมตัวเอามือทุบหัวอาเตี๋ยเพื่อช่วยพี่สาว ส่วนหว่องม่าก็วิ่งเข้ามาช่วยลูกสาวทั้งสองคนเช่นกันเพื่อให้ไม่โดนตบตี แล้วคู่นี้ก็ตีกันจนวันตายจากไป อาเตี๋ยนะคะที่ตาย เพราะตั่วอี๊ของฉันยังมีชีวิตอยู่

 

แม่ฉันเล่าไปก็ขำไป ว่าตัวแม่เองก็ยังเด็ก แต่ก็เป็นนักสู้ ทนเห็นพี่สาวโดนรังแกไม่ได้ ก็บุกเข้าไปช่วยโดยไม่ได้ดูตัวเองเลย แม่ฉันโชคดีกว่าพี่สาวของเธอค่ะ เพราะป๊าไม่เคยตีเมียเลย แต่อากง ปู่ของฉันนี่ก็มียำใหญ่กับอาม่าย่าของฉันเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ฉันจะเห็นแค่ด่าทอ เรื่องตบตีนี่พวกลูกๆ ของท่านเล่าว่า อากงอาม่านี่ตอนสาวๆหนุ่มๆ ก็มีซัดกันบ้างเป็นธรรมดา

 

มันอาจจะเป็นเรื่องหวือหวาสำหรับหลายๆ คนที่ได้อ่านเรื่องการตบตีกันของสามีภรรยา บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของความต่ำตมของชนชั้นล่าง แต่สำหรับหลายๆ คนที่พร้อมจะทำความเข้าใจ คือส่วนใหญ่ปัญหาของการตบตีกันที่ฉันได้รับรู้นั้นมักจะมาจากเรื่องฐานะทางการเงิน

 

 

หม่าม้าเล่าให้ฟังว่า ในชีวิตที่ยากจนกัดก้อนเกลือกินก็ว่าได้นั้น ทุกคนต้องทำงาน หว่องกงอยู่โรงงานไม้เป็นเสมียน ทุกเย็นหว่องกงก็จะเอาข้าวเหลือที่แจกที่โรงงานห่อกลับมาบ้าน มาให้คนที่บ้านกิน ซึ่งตอนหลังก็จะหิ้วไปให้ครอบครัวของตั่วอี๊มากกว่า เพราะตั่วอี๊เริ่มมีลูกเล็กๆ หลายคน และก็ยากจนมากกว่าหว่องกงหว่องม่าอีก

 

ตั่วอี๊มีลูกสัก 2 คน ก็ไปขายผักอยู่ที่ปากคลองตลาด โดยจะหิ้วลูกและแม่ของฉันไปด้วย แล้วนั่งรถเมล์ไปปากคลองตลาด แกใช้ให้แม่ของฉันทำหน้าที่อุ้มหลานชายแทน แล้วพาหลานชายเดินเที่ยวทั่วๆ ตลาดเพื่อให้แม่เขาได้ขายผัก

 

ปากคลองตลาดในสมัยก่อนไม่ได้โดดเด่นด้านการขายดอกไม้ริมถนนเหมือนที่เราคุ้นเคยหรือเคยเห็น แต่มันเป็นตลาดขายผัก ขายสมุนไพร แล้วก็ตลาดสดทั่วไปปกติ โดยที่ความหนาแน่นของพื้นที่จะอยู่ในตลาดแล้วไปทางแม่น้ำเสียมากกว่า ไม่ได้ยาวออกมาด้านนอก แล้วไม่ได้กว้างไกลมาถึงสะพานพุทธอย่างที่เคยเห็นกัน

 

จริงๆ แล้วถ้าเดินหลายๆ เส้นทาง ปากคลองตลาดจะกว้างใหญ่กว่าที่เราคาดไว้ ตรงถนนเอ็มไพร์ที่เลี้ยวซ้ายจากถนนจักรเพชรเข้าไปจะเป็นตัวตึก ซึ่งทุกวันนี้เป็นตึกแถวขายผลไม้ จริงๆ แล้วในสมัยก่อนจะเป็นห้องแถวขายสมุนไพรเรียงกันไปทุกร้าน ทุกวันนี้ร้านสมุนไพรไม่เหลือเลย แล้วหลังจากตรงนั้นเลี้ยวไปทางขวาเพื่อไปตลาดยอดพิมาน ก็ยังเป็นเส้นเอ็มไพร์อยู่แต่ขนานไปกับแม่น้ำ แต่ก่อนก็จะเป็นร้านขายหมู ขายไก่ ขายปลากัน เป็นตลาดสดริมแม่น้ำ แล้วข้ามซอยมาก็จะเป็นตลาดผักกับตลาดดอกไม้ จนกระทั่งพวกดอกไม้เริ่มออกมาอยู่ข้างนอกแล้วขยายออกมาจนล้นริมฟุตปาธของถนนจักรเพชร

 

หม่าม้าอายุยังไม่เยอะมาก ประมาณ 9 ขวบ ขี้กลัว เลยไม่ได้เดินไปไหนไกลแผงขายผักของพี่สาวมากมายนักหรอก ความจำเรื่องตลาดก็เลยเลือนราง (ปัจจุบัน ปากคลองตลาดโดนจัดระเบียบ ไม่มีแผงดอกไม้มาวางบนฟุตบาธอีกแล้ว)

 

แต่ฉันไปอ่านหนังสือเจอมาถึงประวัติของปากคลองตลาด ค้นพบว่าในสมัยโบราณ ที่นี่เคยเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในพระนคร จะมีเรือปลาจากแม่น้ำท่าจีนมาเส้นปากคลองบางกอกใหญ่แล้วมาขึ้นปลาที่นี่ จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงให้ย้ายไปรวมกันที่ตลาดหัวลำโพง

 

ส่วนที่เป็นตึกตลาดผักที่มีอยู่ ในสมัยก่อนคือโรงเรียนสอนภาษาจีนกลาง พอปิดตัวก็รื้อตึกแล้วสร้างเป็นอาคารตลาด ซึ่งในช่วงมีโรงเรียน ความเป็นตลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว ความเคลื่อนไหวของความเป็นตลาดต้องใช้เวลาและเป็นการเคลื่อนไปมาระหว่างปากคลองตลาดกับท่าเตียน จนกระทั่งในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ย้ายตลาดตรงท่าเตียนไปรวมกันที่ปากคลองตลาดให้หมด เพราะทำให้พระอารามหลวง วัดโพธิ์ดูไม่สวยงาม พร้อมกับย้ายตลาดสดกรมภูธเรศน์มารวมกัน

 

Photo: www.bkkwheels.com

 

สามตลาดเลยได้มารวมกันแล้วได้รับการสร้างตลาดยอดพิมานขึ้นมาเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในพระนครกันเลยทีเดียว และคนจีนมากมายที่อพยพมา ก็จะมาเริ่มทำมาค้าขายที่นี่เป็นจุดศูนย์กลางด้วยเช่นกัน

 

นอกจากตั่วอี๊ของฉันจะขายผักแล้ว ยี่กู๋ (ลุงคนที่ 2) ของฉันก็ขายปลาอยู่ด้านในตลาดริมน้ำด้วยเช่นกัน ซึ่งหม่าม้าก็จะเดินไปมาอยู่ระหว่างสองแผงนี่แหละค่ะ พอโตเป็นสาวขึ้นมาหน่อย ตั่วอี๊ก็ย้ายบ้านไปอยู่แถวซอยอรรถกวี ซึ่งเป็นซอยโรงเรียนสายน้ำผึ้งโรงเรียนสายน้ำทิพย์ในปัจจุบัน

 

จนกระทั่งหว่องม่าเริ่มป่วยและจากไป

 

วันที่หว่องม่าเสียคือวันที่หว่องกงไม่อยู่ แกเดินทางไปนครสวรรค์เพื่อไปหาแม่ของหว่องม่า (ณ ตอนนั้นยังมีชีวิตอยู่) และพี่ชายเพื่อไปบอกว่าหว่องม่าป่วยหนักมากแล้ว และคงอยู่อีกไม่นาน การเดินทางก็ไปได้ทางรถไฟเป็นหลัก แต่เมื่อหว่องกงกลับมา หว่องม่าก็จากไปเสียแล้ว มีแม่ของฉันอยู่เคียงข้าง หมอที่ดูแลหว่องม่าเป็นคนญี่ปุ่นที่อยู่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกแล้วไม่กลับไปญี่ปุ่น หม่าม้าพอจะจำความได้อยู่บ้างในช่วงอายุประมาณ 13 ปี

 

แล้วหม่าม้าก็โตมาอย่างผู้หญิงที่ไม่มีแม่และพี่สาวเคียงข้าง อยู่กับพ่อและน้องชาย ชีวิตมีแต่ทำงานและทำงาน พอจะรู้สังคมอะไรกับเขาบ้างแต่ก็น้อยเต็มที

 

หม่าม้าของฉันไปเริ่มงานเป็นคนงานกรอด้ายที่โรงงานตงฮวดที่อยู่บริเวณโรงพยาบาลเทพธารินทร์ เวลาไปทำงานตอนเช้า หม่าม้าก็จะนั่งรถเมล์ สพร สาย 4 ไปทำงาน ขากลับ ถ้ามีเพื่อนกลับมาด้วยกัน ก็จะเดินกลับมาที่บ้านที่คลองเตย หม่าม้าก็เจอพ่อของฉันที่โรงงานตงฮวดนี่แหละค่ะ

 

ในท้ายที่สุดของบ้านคลองเตยก็เหลือเพียงหว่องกง แม่ฉัน และน้องชายของแม่ โซ้ยกู๋ อยู่แค่ 3 คน

 

ฉันถามแม่ว่า “เอ…ทำไมหม่าม้าถึงย้ายออกจากคลองเตยล่ะ ในเมื่อมีบ้านอยู่แล้ว”

 

หม่าม้าบอกว่า “โดนไฟไหม้… เขาไล่ที่”

 

โอ๊ย ฉันก็หงายหลังที่รู้ว่าทั้งพ่อทั้งแม่โดนเหมือนกันหมด สมัยโน้นเป็นสมัยแห่งการเผาไล่ที่หรือไง ไม่ใช่หรอกค่ะ เผามาตลอดแหละ จนฉันโตก็ยังได้ยินข่าวเผาสลัมคลองเตยไล่ที่อยู่เลย

 

คนเรานี่โหดร้ายกันเหลือใจ ว่าแต่ไหนว่าจอมพลสฤษดิ์ไม่ยอมให้มีไฟไหม้ในพระนครไง

 

หม่าม้าบอก “ฮีตายไปแล้วจ้า” ไฟที่ชอบเผาไล่ที่เลยกลับมาไหม้เนียนๆ อีกรอบ โชคดีของแม่ ที่แม่ฉันไม่ได้มีจิตใจที่เก็บความแค้นอะไรในใจ แม่บอกว่ามันเป็นวันตรุษจีน หม่าม้าก็ไปดูหนังเพราะเป็นวันหยุด ดูหนังที่เยาวราชนี่แหละค่ะ แล้วพอกลับมาบ้าน ทุกอย่างมันก็ราบเป็นหน้ากลองหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรให้เก็บได้ทันเลย ได้แต่ย้ายตัวเองไปอยู่ที่บ้านพี่ชายที่สะพานพุทธ ซึ่งตอนฉันโตมายังทันได้เจอหว่องกง ก็ไปเยี่ยมหว่องกงที่บ้านของพี่ชายคนที่สองของหม่าม้านี่แหละค่ะ แล้วแม่ฉันอยู่ที่บ้านสะพานพุทธไม่นานก็แต่งงานออกมาอยู่กับพ่อของฉัน

 

ซึ่งเรือนหอของพ่อแม่ก็อยู่ในสลัมเหมือนกัน สลัมสวนพลู ฉันโตที่นี่แหละค่ะ

 

Photo: proranun.wordpress.com

 

ยุคสมัยของหม่าม้าจากเด็กน้อยจนโตเป็นสาว เป็นยุคที่อยู่ในช่วงการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ หม่าม้าเล่าให้ฟังว่าเรื่องซุบซิบของเมียน้อยจอมพลนี่มีมาตลอดแหละ เดี๋ยวก็ดาราคนโน้น นางงามคนนี้ แต่จอมพลก็ไม่ได้ออกทีวีเยอะจนเป็นที่สิเน่หาของเหล่าสาวๆ ในประเทศเหมือน พล.อ. ประยุทธ์ ในทุกวันนี้หรอก เพราะแต่ละบ้านก็ยังยากจน ทีวีก็เป็นของหายาก หม่าม้าก็อาศัยขอข้างบ้านดูทีวี

 

เหตุการณ์ที่สำคัญที่หม่าม้าจำได้ทางทีวีก็คงเป็นข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จไปเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หม่าม้าจำได้ดีว่ามันไม่ได้มีแต่ภาพนิ่ง แต่มันมีเป็นข่าวออกทีวีด้วย

 

จากปากคำหม่าม้า คนที่สวยและแต่งตัวสวยที่สุดในพระนครคือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถของเรานี่แหละ

 

แล้วสมัยก่อนพระนครนี่เต็มไปด้วยเวทีเต้นลีลาศเต็มไปหมด เฮฮา สังสรรค์ งานปาร์ตี้เพียบ หม่าม้าจนก็ไม่ได้ไปกับเขาหรอก แต่ก็พอจะรู้ว่าเวทีสวนลุม เวทีนางสาวสยามนี่ก็เป็นงานหลัก เป็นเวทีหลักไว้เต้นลีลาศเลย งานเดียวที่หม่าม้าจะไม่มีวันไปเลยก็คืองานฉลองภูเขาทอง ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หม่าม้าบอกว่า เขาลือกันว่า ตอนเดินขึ้นภูเขาทองจะมีผู้ชายแอบจับก้น แอบหยิกก้น หม่าม้ากลัวก็เลยจะไม่ไป แต่ก็จะเป็นงานวัดที่สนุกสนานและมีชื่อเสียงมาก

 

ส่วนใหญ่งานดังๆ ก็จะเป็นงานเต้นรำ ที่แม้แต่หม่าม้าก็ต้องซื้อบัตรเข้าไปดูเขาเต้นรำกัน คนเต้นรำก็จะเป็นคนแต่งตัวสวยๆ กิ๊บเก๋ เปิ๊ดสะก๊าด และอยู่ในวงสังคมดังๆ แน่นอน ก็ต้องรวยเลยล่ะ

 

คนรวยเท่านั้นถึงจะได้ไปมีความสุข ส่วนคนจนก็อยู่ส่วนคนจนต่อไป ทำมาหากิน สร้างฐานะกันก่อน ชีวิตมันต้องสู้กันอีกยกใหญ่เลยกว่าจะมีทุกวันนี้ได้

The post เรื่องเล่าของแม่ ปากคลองตลาด และสังคมพระนครในยุคจอมพลสฤษดิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/mothers-story-pakkhlongtalat-and-sarit-thanarat-era/feed/ 0
“เพราะความสวยงามคือเรื่องปกติ” คุยกับ พี่หลี ผู้ส่งความสวยถึงสาวๆ ในเรือนจำ https://thestandard.co/talk-with-watinee-chaithirasakul/ https://thestandard.co/talk-with-watinee-chaithirasakul/#respond Thu, 08 Mar 2018 13:55:07 +0000 https://thestandard.co/?p=75839

“โปรเจกต์ลิปสติกเพื่อผู้ต้องขังหญิง ปีนี้จะขยายไปให้ผู้ […]

The post “เพราะความสวยงามคือเรื่องปกติ” คุยกับ พี่หลี ผู้ส่งความสวยถึงสาวๆ ในเรือนจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“โปรเจกต์ลิปสติกเพื่อผู้ต้องขังหญิง ปีนี้จะขยายไปให้ผู้ต้องขังชาย เยียวยาคนข้างใน แม้จะถูกกักขัง แต่ไม่จำเป็นต้องถูกขังความคิด ถูกจำกัดกรอบเรื่องความสวยงาม เพราะวันหนึ่งเขาต้องกลับออกมาสู่โลกความเป็นจริง โลกที่ความสวยงามคือเรื่องปกติ เขาต้องได้ออกมาพร้อมกับได้รับการเยียวยาจิตใจเพื่อไม่ให้อยากหนีสังคมภายนอกแล้ววกกลับเข้าไปอีก สังคมไทยต้องเป็นสังคมที่ให้โอกาสแก่ทุกคน”


หลี-วาทินี ชัยถิรสกุล นักธุรกิจสิ่งทอ แอดมินเพจ SisWalk SisTalk และเจ้าของนามปากกา ‘ลิลลี่ ชัยถิรสกุล’ ในสำนักข่าว THE STANDARD เผยถึงโปรเจกต์ ‘ส่งมอบความสวยให้สาวหลังกำแพง’ ที่เธอร่วมกับกลุ่ม Fairly Tell ซึ่งเป็นกลุ่มทำงานส่งเสริมสิทธินักโทษและอดีตนักโทษ โดยมี กอล์ฟ-ภรณ์ทิพย์ มั่นคง อดีตสาวในเรือนจำ เป็นอีกหนึ่งเรี่ยวแรงสำคัญที่ลุกขึ้นมาผลักดันโปรเจกต์นี้ร่วมกัน


ผู้หญิงหลังกำแพงเรือนจำมีอุปสรรคต่อ ‘ความสวยงาม’ ได้อย่างไร แล้วทำไมต้องรณรงค์เพื่อระดมหาลิปสติกแท่งสวยไปให้พวกเธอ ความสวยงามเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดแคบลงเหมือนเสรีภาพในห้องขังหรืออย่างไร ไปหาคำตอบกับ ‘พี่หลี’ ผู้มีเสียงหัวเราะตลอดการสนทนา

 

คนที่อยู่ในนั้นก็ยังต้องการบางสิ่งบางอย่าง ต้องการความสวยความงาม เราเห็นใจเขา แต่เราไม่เคยคิดถึงเขาอย่างจริงจังมาก่อน

 

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้คืออะไร

โดยแพสชันของพี่ สิบกว่าปีที่ผ่านมามันมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นในประเทศเยอะมาก ส่วนหนึ่งคือมันทำลายโอกาสของพี่ในหลายๆ ทาง เราเห็นว่ามีความไม่ยุติธรรมบางอย่าง เราพบว่าคนคิดต่างหลายๆ คนต้องติดคุก ต้องโดนข้อหา ในฐานะคนนอก เราไม่มีโอกาสได้สัมผัสคนพวกนี้หรอก ได้แต่มองไกลๆ มองเห็นคนนั้นคนนี้โดนคดี เรารู้ว่าเรือนจำมันไม่ใช่ที่สำหรับคนที่ทำผิดเสมอไป อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นเลยว่าเราเห็นความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น แล้วเราเป็นโรคที่พอเห็นอะไรไม่ถูกต้องแล้วเรารับไม่ได้ แต่เราเป็นคนเล็กๆ คนหนึ่งที่ทำอะไรไม่ได้


ทีนี้ปีที่แล้วเดินอยู่ในงานสัปดาห์หนังสือ น้องคนหนึ่งมาทักเรา ก็คือกอล์ฟ ซึ่งเขาต้องคดีจากการคิดต่าง เขาก็บอกว่าตามเพจพี่หลีอยู่ SisWalk SisTalk ขอที่เขียนคิ้วหน่อยสิ เราก็นึกว่าจะขออันสองอันไว้ใช้เอง เพราะเขาเป็นคนไม่มีคิ้ว เราก็บอกว่าเดี๋ยวให้ เขาก็บอกขอ 10 อัน เอ่อ…อีนี่ ขอเยอะจัง เราก็ถามว่าเอาไปทำไม เขาก็บอกว่าจะเอาไปให้เพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ เราก็เลยรู้สึกตรงนี้ว่าคนที่อยู่ในนั้นก็ยังต้องการบางสิ่งบางอย่าง ต้องการความสวยความงาม เราเห็นใจเขา แต่เราไม่เคยคิดถึงเขาอย่างจริงจังมาก่อน


ก็ถามต่อว่าเอาลิปสติกแทนดีไหม กอล์ฟก็บอกว่าเอา เราก็บอกว่าใช้เพจพี่ระดมบริจาคลิปสติกไหม เราก็ไม่คิดว่าจะได้เยอะหรอก คิดว่าได้สักร้อยแท่งก็ยังดี แล้วค่อยเอามาหลอมทำเป็นตลับเล็กๆ แจกกันสักสิบหรือสักร้อยคน เขาก็บอกว่าได้ แต่ต้องไปขออนุญาตเรือนจำก่อน


กอล์ฟไปถามที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ไปหาเจ้าหน้าที่ซึ่งก็รู้จักอยู่แล้ว เพราะเขาอยู่ในนั้นมา 2 ปีกว่า ซึ่งเขาก็อนุญาต แต่มีเงื่อนไขว่าตลับต้องใสทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีการสอดแทรกยาเสพติดเข้าไป


หลังจากเปิดรับบริจาคแล้วพี่เซอร์ไพรส์มาก พอโพสต์ลงเพจของพี่ซึ่งตอนนั้นมีคนฟอลโลว์อยู่หมื่นกว่าคน คืนเดียวคนแชร์ไป 2,000 กว่าครั้ง คนสนใจเยอะมาก แล้วพี่ได้กล่องเป็นพันๆ ใบ ลิปสติกเป็นหมื่นๆ แท่ง คือคนมีน้ำใจเยอะ แต่เราก็ได้รับดราม่ามานะว่าจะให้เขาทำไม อยู่ในเรือนจำต้องใช้อะไร เขารับโทษอยู่ จะไปช่วยเขาทำไม เราก็ทำความเข้าใจว่าการรับโทษของการกระทำความผิดคือการ ‘กักบริเวณ’ แต่ไม่ได้กักความงาม ไม่ได้กักมันสมอง ไม่ได้กักอารมณ์ ไม่ได้กักความคิด

 

 

ทำมากี่ปีแล้ว

เริ่มปีที่แล้ว แต่ปีนี้จะเปิดรับเดือนพฤษภาคม และจะรับอย่างอื่นเพิ่มด้วย เพราะพอเรานำไปบริจาคที่ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ เราพบว่าเขาขอมากกว่าลิปสติก สิ่งที่ขาดจริงๆ คือแปรงสีฟันไม่พอ แปรงสีฟันอันละ 5 บาทแปรงแล้วเหงือกจะหลุด แล้วที่ขาดอีกคือสบู่ แชมพู ยาสีฟัน โดยเฉพาะในแดนที่คนเพิ่งเข้าไปโดยที่ญาติยังไม่ได้เตรียมอะไรมาให้


โดยนโยบายของพี่หลีคือเราไม่ชอบขอเงินคน แต่เราจะขอเป็นสิ่งของเหลือใช้ เลยมาดูว่ามันมีพวกของใช้ในโรงแรมที่เป็นสบู่ก้อนเล็กๆ หรือว่าแชมพูกระปุกเล็กๆ ที่เขาจะให้กัน อันนั้นเราได้ทุกวันนะ ถ้าคุณใช้แล้ว วันรุ่งขึ้นเขาจะเอาของใหม่มาวางให้ ถ้าคุณพัก 3 วัน คุณจะได้ 3 ชุด โดยประสบการณ์คือพี่หลีงก พี่หลีเก็บกลับทุกวัน (หัวเราะ) เราพบว่าของพวกนี้เอาไปให้นักโทษได้หมดเลย ยกเว้นมีดโกนหนวด เพราะจะเป็นอาวุธ

 

การเข้าไปติดต่อเรือนจำได้รับการตอบรับอย่างไรบ้าง

เราไม่อยากเล่า เพราะไม่อยากเป็นดราม่า แต่พูดตรงๆ ว่าเราเจอเยอะมาก บางทัณฑสถานไม่ให้เข้า บางทัณฑสถานบอกว่าไม่ให้ผู้หญิงของฉันแต่งหน้า ไม่ต้องมาบริจาค เราก็ไม่อยากเอ่ย ที่ประหลาดใจคือผู้อำนวยการที่เป็นผู้ชายเขาให้ แต่ผู้อำนวยการที่เป็นผู้หญิงเนี่ยกลับไม่ให้ พูดตรงๆ คือผู้อำนวยการที่เป็นผู้ชายอนุญาตให้ผู้หญิงในเรือนจำสวยได้ แต่ผู้อำนวยการที่เป็นผู้หญิงกลับไม่อนุญาตให้ผู้หญิงแต่งหน้า

 

 

ในความรู้สึกคุณคือผู้หญิงน่าจะเข้าใจผู้หญิง

ใช่ แต่กลับกัน เจ็บปวดมาก แต่เราก็ไม่สามารถดราม่าได้ เราต้องนิ่ง เพราะว่าเราต้องขอความร่วมมือเขา เราก็อยากจะเจาะเข้าไปให้ได้ ก็พยายามอยู่ พอไม่ให้ เจาะไม่ได้ ก็เอาไว้ก่อน แต่ปีนี้พิเศษหน่อยคือเราแจกไปที่เรือนจำชายด้วย โดยเฉพาะคนที่เป็นสาวๆ


กลายเป็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่นโยบายส่วนกลาง คือไม่มีกฎบังคับเรื่องนี้ คุณสวยได้ อย่างถ้าเรือนจำหญิงกลางมีการแสดง มีละครคลายเครียดให้นักโทษ เขาก็ต้องแต่งหน้า เครื่องสำอางชุดแรกที่เอาไปเขาก็ไปไว้ที่โรงเรียนการแสดงก่อนเลย บางชุดเอาไว้ให้กับสาวๆ กลุ่มที่เรียนการอาชีพแต่งหน้า สาวๆ กลุ่มแรกที่เอาไปให้คือคนที่ไม่มีญาติ


แต่ที่น่าสนใจที่คุยกับกอล์ฟแล้วก็สาวๆ ที่อยู่ในกลุ่ม Fairly Tell คือก่อนหน้าที่เราจะทำโปรเจกต์ส่งความสวยให้สาวหลังกำแพง คือมันมีเรื่องตลาดมืดในเรือนจำ ถ้าคุณอยู่ในเรือนจำแล้วอยากได้ลิปสติก คุณต้องไปขอให้คนซื้อมาให้ ถ้าข้างนอกขาย 69 บาท เราอาจจะซื้อในราคาแท่งละ 300 บาท หายากมาก กอล์ฟมันไม่มีปัญญาซื้อ มันก็ใช้วิธีหาวาสลีนผสมกับสีผสมอาหารมาทำเป็นลิปสติกทาเอง


การมีลิปสติกของเราเข้าไปในเรือนจำมันทำลายตลาดมืด ผู้อำนวยการที่รับจากเราเข้าไปเป็นผู้อำนวยการคนใหม่ที่ขึ้นชื่อด้านการพัฒนา พอรู้ตรงนี้ปุ๊บ ผู้อำนวยการก็สั่งให้ร้านค้าในนั้นขายลิปสติกทันที แต่ผู้อำนวยการคนนี้เป็นผู้หญิงนะ เป็นผู้หญิงคนเดียวที่เราคุยแล้วเขาให้ เราไปทำลายปัญหาบางอย่างให้ ทุนนิยมทำลายตลาดมืดได้ อันนี้เราชอบมาก

     

 

ที่บอกว่าต้องหลอมใส่ตลับใสเอาไปแจก ทำอย่างไร

เราใช้วิธีหลอมเหลว ผ่านความร้อน ฆ่าเชื้อโรคในระดับหนึ่ง ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางชนิดเดียวซึ่งถ้าหืนแล้วมันจะมีกลิ่น พอมีกลิ่นเราก็ไม่เอาไป แต่จริงๆ แล้วเราเคยถามนักวิทยาศาสตร์ เขาบอกว่าถ้ามีกลิ่นก็ไม่เป็นไร เพราะมันคือกลิ่นของพวกน้ำหอม แต่เชื้อโรคบางตัวมันฆ่าไม่หมดนะ พี่ก็ถามกอล์ฟ เขาบอกว่านักโทษในนั้นคิดว่ามันเป็นความขาดแคลน ทำให้เขาไม่แคร์

 

ที่บอกว่าจะขยายเพิ่มเติมไปยังชายหนุ่มในเรือนจำที่อยากสวยอยากงาม มันจะยากขึ้นไหม

ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะความคิดสังคมไทยเขาดันมองสาวๆ แบบนี้เป็นของตลกเฮฮา ความบันเทิง ทำให้การเอาของเข้าไปในเรือนจำกลับไม่ยาก แต่ก็นะ มันก็หดหู่สำหรับวิธีมองเหมือนกัน

 

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้ชายที่อยู่ในเรือนจำมีการอนุญาตให้แต่งหน้าทาปากได้

คือพูดตามตรงว่าในนั้นก็มีกิจกรรมผ่อนคลาย การที่เขาต้องอยู่ในห้องขังห้องหนึ่งร่วมกันเป็นร้อยๆ คนมันเป็นความเครียด ทำให้เขาต้องมีกิจกรรมผ่อนคลายให้นักโทษ ต้องมีกิจกรรมการแสดง ลิปสติกและเครื่องสำอางจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงพวกนี้ ดังนั้นฝั่งชายก็ใช้เช่นกัน สาวๆ ในเรือนจำฝั่งชายเขาก็ได้ใช้เครื่องสำอางเหล่านี้เวลาขึ้นเวทีหรือแต่งหน้าประจำวันด้วย

 

     

มีเป้าหมายในระยะยาวที่อยากจะทำเรื่องนี้ขนาดไหน

ปีที่แล้วทำร่วมกันกับ Fairly Tell และ SisWalk SisTalk แต่ปีนี้เหลือ SisWalk SisTalk เจ้าเดียว


ถ้าถามว่าจะทำยาวนานแค่ไหน กะจะทำแค่ 5 ปีเท่านั้น พอเราเริ่มทำ เราถอดบทเรียนมานั่งทำความเข้าใจเองว่าเราทำเป็นแผนงานยาวไหม ไม่ใช่ เราตั้งใจทำให้คนได้เข้าใจในเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ การให้สิทธิความเป็นมนุษย์อย่างนี้มันสอนได้เร็ว เข้าใจง่าย ถ้าเขาเข้าใจว่าเขามีสิทธิความเป็นมนุษย์ อยู่ในคุกก็มีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์สวย คนพวกนี้ก็จะเข้าใจโลกภายนอกมากขึ้น

 

ความสวยเป็นเรื่องธรรมชาติ

ความสวยเป็น KPI ของผู้หญิง ผู้หญิงอย่าหยุดสวย ผู้หญิงต้องมีสมอง มีความรู้ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว คนรอบข้างที่เขาพูดว่าผู้หญิงต้องสวยจากข้างใน แต่ผู้หญิงต้องมีกายภายนอกที่ดูสวย ดูเข้าถึงได้ด้วย เพราะโลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนแปลง คุณต้องมีตรงนี้

 

 

 

ก่อนที่ผู้ต้องขังจะถูกเอาไปกักตัวไว้ เขาสวยมาตั้งแต่ข้างนอก?

การเข้าไปอยู่ข้างในนั้นมันทุกข์ทรมานสำหรับเขา ถ้าไปเรือนจำจะรู้ว่า 5,000 คนอยู่ในนั้นอัดกัน มันมีความเก็บกด เขาเรียกว่าหลอน พอหลอนปุ๊บ เขาบอกเลยว่าลิปสติกช่วยเขาได้ พอตื่นมา ขอแต่งหน้าหน่อยสิ ตั้งต้นว่าวันนี้ฉันดูสวย ฉันก็มีความสุขขึ้น เรายังมีคนข้างในที่รู้จักกัน เขาก็บอกว่ามันช่วยเขาได้จริงในเรื่องของจิตใจ


ถ้าเขารู้ว่าคนภายนอกยังคิดถึงเขา แล้วเขายังมีความสุขกับการอยู่ในนั้น เขาก็จะทนจนกว่าจะได้ออกมา พอเขารู้ว่าสังคมยังไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์เขา เขาก็จะไม่ต้องทำผิดเพื่อกลับเข้าไปอีก เพราะว่าคนที่กลับมาจากเรือนจำหลายๆ คนต้องไปหาจิตแพทย์ นี่คือเหตุผลของกลุ่ม Fairly Tell ที่เขาบอกว่าจะไม่ทำลิปสติก เพราะว่าจะเน้นทางด้านการรีทรีตคนที่ออกมาจากเรือนจำ เพราะคนพวกนี้ผิดปกติทางจิต เช่น อยากฆ่าตัวตาย บางคนอยากกลับเข้าไปในเรือนจำ บางคนบอกว่าจ่ายให้ฉันเดือนละ 3,000 เอาไปให้ลูกฉันนะ แล้วขอกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เพราะฉันอยู่ได้ บางคนบอกว่าโลกภายนอกไม่มีความจริงใจ โลกภายในเรารักกันมากกว่า

 

 

      

นอกจากตั้งใจหยิบยื่นความสวยความ กลับได้ฟีดแบ็กเรื่องอื่นๆ กลับมาด้วย   

เราไม่ได้เห็นภาพคนเดียว เราเอามาเขียนมาแจกแจงลงในเพจ ก็มีคนเข้าใจมากขึ้น พี่ว่ามันเพอร์เฟกต์ เราต้องใช้โซเชียลให้มีคุณภาพ

 

โลกความสวยงามบนเรือนร่างกับโลกจริงที่ดูสวยงามต่างกัน

มันแล้วแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอมา บางคนเจอแต่สิ่งร้ายๆ ในชีวิต บางคนก็เกิดมาพร้อมกับความโชคร้ายจริงๆ พ่อแม่จริงๆ แล้วจะทำแท้ง อย่างพี่นี่จริงๆ แม่จะฆ่าทิ้งด้วยซ้ำ มันเหมือนกับบางคนไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากความแค้นได้ บางคนปล่อยวางเป็น บางคนไม่เป็น เพราะฉะนั้นอะไรที่พอจะเยียวยาแต่ละคนได้บ้าง มันก็มีเรื่องความสวยเข้ามาช่วย พอเขาสวย เขาก็เป็นที่สนใจ พอเป็นที่สนใจ เขาก็จะยิ้มแย้มให้กับคนที่สนใจเขา แล้วมันก็จะผ่อนคลาย พอมีรอยยิ้ม กอล์ฟสอนพี่เยอะ สอนว่าข้างในมันคืออะไร

 

หลังออกจากเรือนจำ คุณคิดว่าสังคมยังต้องช่วยเขาต่ออย่างไรบ้าง

สังคมยังต้องช่วยเขามาก มันควรต้องมีองค์กรที่เยียวยาเขาหลังออกจากเรือนจำ มันควรมีวิธีการที่ให้เขาหลุดจากประวัติอาชญากรรม ถ้าเขาโดนคดีเบาบาง มันไม่ควรจะมีคดีติดตัว เพราะไปหางานทำได้ยาก


ที่ต้องปลดล็อกคือจิตใจของคนทั่วไปต่างหากที่จะต้องปลดให้ได้ว่าคนผ่านคุกมา ไม่ใช่คนเลวทุกคนนะ บางทีเขาอาจจะยิงคนเพราะต้องป้องกันตัว บางคนเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจไปทำ หรือบางคนรับโทษแทนคนอื่น บางคนรับโทษแทนผัวเพื่อให้ผัวอยู่ต่อเลี้ยงลูกข้างนอก ออกมาก็หางานไม่ได้


อย่างที่พี่รู้จักคนหนึ่ง ก่อนเขาเข้าคุกไปเขาได้เงินเดือน 70,000 บาทในฐานะเลขาฯ แล้วเขาโดนคดีการเมือง พอเขาออกมา เขาหางานทำที่ไหนไม่ได้เลย ตอนนี้เขาก็ต้องหาเงินเพื่อฝึกตัวเองให้เป็นอาจารย์โยคะให้ได้ ต้องไปหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ใบประกาศ

 

 

ในฐานะที่คุณเคยเป็น HR มา ทำไมคนที่เป็นนายจ้างหรือองค์กรมักจะต้องตัดสินไปก่อนว่าคนที่ได้รับโทษมาจะต้องมีพฤติกรรมไม่ดี

ส่วนหนึ่งที่เราค้นพบนักโทษที่ออกจากเรือนจำหลายคนมีจิตใจที่มืดมนขึ้น มีความรู้สึกของความไม่ปกติทางจิตขึ้น คือเรารู้เลยว่าเขาไม่สามารถเข้ากับคนได้ แล้วตอนนั้นเราเป็น HR ฝ่ายบริการในโรงแรม มันรู้เลยว่าคนที่เคยทำผิดมาไม่สามารถอยู่ร่วมสังคมอื่นได้เลยนะ เขาต้องได้รับการปรับอะไรเยอะแยะ ถ้าไปคุยจริงๆ เขาควรจะมีแพทย์เยียวยา พูดตรงๆ คือต้องกรอง ก่อนคุณจะออกไปได้ต้องพบจิตแพทย์เพื่อเยียวยาก่อน


พี่ว่ารัฐบาลน่าจะช่วยเหลือตรงนี้เพื่อที่จะให้คนที่ออกมากลับมาเป็นคนปกติในสังคม หรือเขาอาจจะทำความดีคืนสังคมได้ คือโดยความเป็นนายจ้างมันต้องระวังพวกนี้ก่อนอยู่แล้ว ถ้าเลือกได้ เราก็จะไม่เลือกเขา มันเป็นธรรมดาของคนที่ถ้าเคยทำผิด เราต้องระวังไว้ก่อน เหมือนคนมีแฟน ถ้าเขาเคยนอกใจเรา เราก็จะระแวง เราจะโทษคนพวกนี้ไม่ได้ เราต้องมาปรับ

 

ในมิติความรู้สึก โครงสร้างใหญ่ที่ควรจะรื้อเกี่ยวกับเรื่องเรือนจำคืออะไรบ้าง

ควรจะรื้อทั้งราชทัณฑ์ เพราะพี่รู้มาว่าราชทัณฑ์มีงบประมาณถึง 8,000 ล้านบาท ตอนแรกๆ พี่ก็คิดว่าเขาขาดแคลน คนในเรือนจำขาดแคลน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาเป็นเหมือนเจ้าขุนมูลนาย ฉันมาคุมที่นี่ ฉันเป็นใหญ่ ฉันก็ใช้ความคิดของฉัน คือมันไม่มีนโยบาย อย่างเรื่องเครื่องสำอางเนี่ย พอใช้ดุลพินิจส่วนตัวมันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แล้วแต่บุคคล


เพราะฉะนั้นบางคนก็ใช้ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ แก้ตรงนโยบาย เราแก้อะไรไม่ได้ ทางเดียวที่เราทำได้คือเราต้องเป็นนักการเมือง ไปเสนอนโยบายพรรคการเมืองใหม่ๆ พรรคการเมืองสนใจไหมล่ะ

 

 

ถ้ามีคนอยากเอาโครงการไปทำต่อ คุณมองอย่างไร

ทุกวันนี้ก็มีคนหลังไมค์มา พี่ขอเอาไปทำได้ไหม บางคนอยู่ในโรงละครบอกว่า พี่ หนูกำลังรวบรวม หนูควรเอามาให้พี่หรือไปทำกันเอง ก็บอกไปว่าหนูทำไปเลย พี่ไม่หวงโปรเจกต์ หรือแม้กระทั่ง Eveandboy ก็ไปทำของเขา ซื้อหนึ่งแล้วอีกหนึ่งจะเอาไปให้ในเรือนจำ ของแบบนี้หวงไม่ได้ มันเป็นแค่ความคิดในการทำงาน ใครจะไปทำพี่ไม่ว่า ทำแทนยังได้เลย  

 

ความสุขที่เราได้จากเรื่องนี้คืออะไร

ความสุขคือช่วงดราม่า เพราะมันทำให้เราได้อธิบาย ดราม่าไม่ได้แย่เสมอไป มันให้ความสุขเราว่าได้ทำเพราะอะไร มันมีสิ่งอย่างนี้เกิดขึ้นในสังคมนะ

 

ปริมาณลิปสติกที่บริจาคเข้ามาสะท้อนอะไรไหม

เห็นปริมาณลิปสติกแล้วช็อก แล้วไม่ได้มาจากแค่คนที่คิดเห็นเรื่องการเมืองเหมือนกันด้วย เพราะมันเป็นเพจปกติ มันเป็นเพจที่ไม่ใช่เพจสีเสื้อใดๆ เป็นเพจกลาง บางคนก็มองว่านี่คือการทำบุญ มองว่าได้โละของเหลือทิ้ง แม้กระทั่งว่าเคยทำกิจการลิปสติก แต่เลิกแล้ว ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร เอาให้คุณละกัน ก็ได้มาอีก 400-500 แท่ง


มันมากกว่าเราหยิบยื่นความสวยงามให้ คนในเรือนจำอาจไม่ได้รู้ว่ามากน้อยเท่าไร ทำให้ได้เห็นภาพของสังคมว่าคนที่มีจิตใจในเรื่องนี้ก็เห็นสังคม เขาก็รู้ด้วยว่าเอาไปให้นักโทษ

 

 

ที่ไปเห็นมา คิดว่าทำไมมีคนวิ่งเข้าวิ่งออกเรือนจำทุกวันในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

บางทีมันทำให้รู้ว่าสังคมไทยมันถอยหลังขนาดนี้ ไม่มีอนาคตให้คนพวกนี้ มันเท่ากับไม่มีอนาคตให้คนรุ่นใหม่ ให้คนหลายๆ คนด้วยหรือเปล่า สังคมไทยมันผิดปกติ เป็นสังคมที่เสื่อมในบางสิ่งที่เราเห็นได้ชัด


แล้วที่สำคัญที่สุด กระบวนการยุติธรรมมันต้องรื้อกันใหม่ไหม ทำไมมันถึงทำให้มีการติดคุกมากขนาดนี้ เราก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น การจับกุมมันมีความผิดปกติมาตลอดในหลายคดีที่เป็นคดีดัง มันทำให้คนอย่างเราเริ่มสงสัย แล้วคดีเล็กๆ ล่ะ คดีแพะล่ะ อย่างคดีเชอรี่ แอน เราก็มานั่งเอะใจว่าเราจะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยได้เมื่อไร แล้วต่อจากนี้เราไว้ใจใครได้ไหม


สังคมไทยมันผิดปกติ คนผิดกลับไม่ผิด คนไม่ผิดกลับผิด พวกนี้เป็นแพะ คนนี้รับจ้างติดคุก เรากลัว คนสามัญชนอย่างเรารู้สึกกลัวว่าแล้วเราจะโดนอะไรไหม

The post “เพราะความสวยงามคือเรื่องปกติ” คุยกับ พี่หลี ผู้ส่งความสวยถึงสาวๆ ในเรือนจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/talk-with-watinee-chaithirasakul/feed/ 0
‘หว่องม่า’ เธอคือแม่หรือฆาตกร ความจริงอันโหดร้ายของคนจีนอพยพย่านคลองเตย https://thestandard.co/wong-ma/ https://thestandard.co/wong-ma/#respond Tue, 09 Jan 2018 07:34:03 +0000 https://thestandard.co/?p=61199

ในความทรงจำของใครหลายๆ คนที่มีต่อแม่ของตัวเองคงเต็มไปด้ […]

The post ‘หว่องม่า’ เธอคือแม่หรือฆาตกร ความจริงอันโหดร้ายของคนจีนอพยพย่านคลองเตย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในความทรงจำของใครหลายๆ คนที่มีต่อแม่ของตัวเองคงเต็มไปด้วยความอบอุ่น อ่อนหวาน เป็นอ้อมกอด เป็นที่พักทางใจยามอ่อนล้า

 

หลายปีที่ผ่านมาเวลาแม่ของฉันเอ่ยถึงแม่ของตัวเอง มักจะเป็นในรูปแบบที่นุ่มนวล  สนิทสนม และแน่นอน…แอบซุบซิบถึงกิจกรรมโปรดของ ‘หว่องม่า’ อยู่บ้างเหมือนกัน จนกระทั่ง​วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเริ่มเขียนต้นฉบับให้ THE STANDARD ความจริงจังในการหาข้อมูลจึงเริ่มต้นขึ้น

 

ข้อเท็จจริงของหว่องม่ามาจากคนที่สนิทสนมยิ่งกว่าแม่ของฉันก็คือพี่สาวแม่ ‘ตั่วอี๊’ หรือป้าของฉันนี่เอง

 

ฉันถามว่าความแร้นแค้นอดอยากที่เมืองจีนทำให้หว่องม่าจำใจฆ่าลูกสาว 2 คนที่เกิดมาก่อนแม่ของฉัน ในขณะที่แม่ของฉันกลับรอดชีวิตมาได้ แสดงว่าพอมาเมืองไทยก็เริ่มกินดีอยู่ดีแล้วหรือ?

 

แม้ตั่วอี๊จะตอบแบบติดตลก แต่คำตอบที่ได้รับก็บาดลึกถึงขั้วหัวใจ

 

‘แม่ก็เคยคิดจะฆ่าเธอ (แม่ของฉัน) ด้วย’

 

ตั่วอี๊หันมามองหน้าแม่ของฉันหลังบอกความจริงที่ยากจะยอมรับ แต่ความเข้มแข็งที่สืบทอดผ่านสายโลหิตจากหว่องม่ามาถึงตัวฉันทำให้รู้ว่าแม่ทนรับความจริงนี้ได้…  

 

“ตอนมาเมืองไทยแรกๆ ก็ยังลำบากอยู่ หว่องม่าคลอดแม่ของฉันที่บ้าน แล้วก็ให้หว่องกงอุ้ม เสร็จแล้วหว่องม่าเอากรรไกรมาตัดรกที่เชื่อมแม่ของฉันกับตัวหว่องม่าเอง โดยตั่วอี๊เป็นคนถือกรรไกร พอตัดรกเสร็จ หว่องกงก็อุ้มลูกวิ่งหนีออกไปจากบ้าน แล้วเอาไปฝากญาติที่อยู่อีกซอยไว้สองอาทิตย์โดยให้กินน้ำข้าวต้มไปก่อน พอหว่องม่าใจเย็นลงก็บอกหว่องกงให้พาทารกน้อยกลับมากินนมแม่…”

 

ฉันอ้าปากค้างหลังฟังคำบอกเล่าจากปากตั่วอี๊ผู้อยู่ในเหตุการณ์ แล้วเหลือบมองหน้าแม่ เพราะแม่ของฉันคิดว่าตัวเองเป็นที่รักของหว่องม่ามาตลอด

 

…

 

ก่อนหน้าแม่ฉันจะเกิด หว่องกงได้ตัดสินใจขายที่ทั้งหมดแล้วพาหว่องม่าและลูกอีก 5 คนอพยพหนีภัยการเมืองและความแร้นแค้นมาอยู่เมืองไทย โดยเข้ามาทางด่านท่าเรือคลองเตย เพื่อมาพบกับพ่อแม่และน้องชายที่เดินทางมาก่อนหน้านี้

 

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1950 พรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจใช้นโยบายที่หาเสียงกับประชาชนมาโดยตลอด หนึ่งในนั้นคือ ‘นโยบายปฏิรูปที่ดิน’ โดยยึดที่ดินจากคนรวยมาแบ่งสรรปันส่วนให้กับคนจนและคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียม มีการยึดครอง ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และประหารชีวิต ประมาณการณ์กันว่ามีคนมากกว่าหลายล้านคนเสียชีวิตในช่วงแรกของการยึดครอง ส่วนใหญ่เป็นพวกฝ่ายตรงข้าม นักธุรกิจ นักการเมือง นักปกครอง เหล่าขุนศึก และปรปักษ์ทางการเมืองในรูปแบบอื่นๆ จะเว้นไว้ก็เพียงนักวิชาการ ถึงจะไม่เห็นด้วยในพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็ควรเลือกที่จะเงียบไว้

 

จากเหตุการณ์นั้นทำให้เราได้เห็นการอพยพของคนจีนเคยรวยที่ไม่โดนกักขังและประหารชีวิตทั้งศาลเตี้ยและศาลทหารจำนวนมากขึ้น ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนหลายต่อหลายคนก็พบว่า บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นพวกมาทีหลัง หรืออพยพมาหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

 

ทวดของฉัน ปู่ของแม่ พ่อของหว่องกงเดินทางหนีภัยสงครามภายในประเทศที่คนจีนเรียกกันว่า ‘พี่น้องชาวจีนที่ตีกันเอง’ ก่อนที่เจียงไคเชกจะแพ้มาพักใหญ่แล้ว คนจีนอพยพก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเป็นเจ้าสัวหรือเศรษฐีไปเสียทุกราย ถ้าไม่มีโอกาสอันดีก็พายเรือขายมันขายเผือกในคลองกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลูกชายคนโตคือหว่องกงของฉันพาครอบครัวอพยพตามมา

 

“ทะเลาะกันน่าดู” ตั่วอี๊เล่าว่าการมาถึงของหว่องกงและอีกหลายปากท้องไม่ใช่ความหวังแต่คือภาระ เพราะครอบครัวที่อพยพมาก่อนหน้ายังไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ โดยถูกรังเกียจเดียดฉันท์จากอาสะใภ้ที่มองว่ามาเบียดเบียนกันอีกแล้ว ทั้งแย่งข้าว แย่งที่นอน ด่าทอกระทบกระแทก ​ฉันฟังแล้วก็สะท้อนใจจนต้องเปลี่ยนเรื่องสนทนา โดยไปขอเน้นที่ภูมิศาสตร์แถบคลองเตย ซึ่งเป็นที่พักพำนักของทั้งครอบครัวสกุลฉั่วสักหน่อย

 

 

ทุ่งพระโขนง คลองเตย ถ่ายเมื่อปี พ.ศ. 2499 ผลงานของอาจารย์จิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ภาพนี้มาจากหนังสือรวมภาพถ่ายเอกรงค์ 5 ทศวรรษ จากมุมกล้องและห้องมืด โดย จิตต์ จงมั่นคง

 

บ้านของแม่อยู่ตรงสัญญาณไฟเขียวแดงเหลืองที่แยกใต้สะพานข้ามจากปีนังมายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อยู่ตรงข้ามกับตลาดคลองเตยพอดี สมัยก่อนยังไม่ถูกเวนคืนที่ดิน ทั้งบริเวณนั้นรวมทั้งศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์คือดงผู้อพยพชาวจีน หว่องม่าจะข้ามถนนพระราม 4 ไปที่ริมคลองเตย ซึ่งเป็นตลาด เพื่อซื้อกับข้าวกับปลา รวมทั้งทำมาหากินขายของด้วย

 

แม่บอกว่าตรงตลาดคลองเตยในปัจจุบันนี่แหละคือคลองจริงๆ คลองที่มีน้ำมีต้นเตยขึ้นเยอะแยะ เลยเรียกว่า ‘คลองเตย’ จนฉันต้องไปสืบเสาะเพิ่มเติม เลยพบว่า คลองเตยเป็นคลองที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อสร้างทางรถไฟสายปากน้ำถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง (ซึ่งไม่ใช่รถไฟสายที่ขนน้ำมันที่อยู่ตรงปีนังนะคะ…คนละเส้นกัน) ดังนั้น ตรงคลองเตยนั้นก็จะมีทางรถไฟขนานไปด้วยไม่ไกลมาก แล้วคลองเตยก็โดนขุดยาวมาตั้งแต่คลองพระโขนง จนมาถึงคลองหัวลำโพง โดยแรกเริ่มชื่อว่า ‘คลองทางตรง’  หรือคลองวัวลำพอง โดยมีคลองไผ่สิงโตเป็นตัวเชื่อมด้วย ซึ่งทุกวันนี้เหลือซากคลองไผ่สิงโตอยู่หน่อยหนึ่ง ไม่ไกลจากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ส่วนซากคลองเตย คือเส้นทางน้ำจากคลองพระโขนงยาวมาถึงมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไทที่อยู่ใต้ทางด่วน ถ้าลงที่ทางด่วนอาจณรงค์ก็จะเห็นได้ชัดว่าเศษซากคลองเตยนั้นอยู่หน้าการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั่นแหละค่ะ

 

ในขณะเดียวกัน ตรงที่เป็นถนนพระราม 4 นั้น นอกจากจะมีถนนแล้ว ก็ยังมีรถรางยาวจากคลองเตยไปจนถึงโรงแรมแกรนด์ไชน่าในปัจจุบัน

 

เท่ากับว่าแถบคลองเตยปีนังจะมีหลากหลายคลอง 2 สายรถไฟ 1 สายรถราง และถนนพระราม 4 ซึ่งตอนก่อสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มีชื่อว่า ถนนทางตรงและถนนหัวลำโพงนอกผสมผสานกันไป

 

ที่ฉันต้องดั้นด้นหาเส้นทางคลอง เพราะแม่บอกว่าทวดของฉันทำมาหากินด้วยการพายเรือขายมันขายเผือกตามเส้นทางคลองเตยไปจนถึงคลองหัวลำโพง ยาวไปถึงคลองผดุงกรุงเกษม ในบางครั้งข้ามเจ้าพระยาไปถึงคลองบางกอกน้อย นี่จึงเป็นเหตุให้คนอย่างฉันต้องมาค้นหาเส้นทางคลองว่ามันต่อเนื่องได้จริงๆ หรือ ในที่สุดก็ค้นพบว่าเป็นจริง

 

การค้นหาข้อมูลก็ยังทำให้ได้รู้ประวัติศาสตร์อีกมากมาย เช่น สมัยยุคที่แม่ของฉันกำลังเติบโตนั้นมีคลองไผ่สิงโตแยกเป็น 2 คลอง คือคลองไผ่สิงโตนอกกับคลองไผ่สิงโตที่ไปชนกับคลองอรชร ผ่านเข้าไปในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย หน้าคณะสถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยนี้เลยด้วยซ้ำ และในสมัยก่อนนั้น ที่ดินบริเวณจุฬาลงกรณ์คือที่ดินของพระคลังข้างที่ ที่จะจัดสรรไว้ทำสวนผักสวนครัวมากมาย จึงมีการสร้างคลองเพื่อจัดสรรน้ำให้เข้าไปในคลองนั้นๆ นักรักบี้ชาวสีชมพูน่าจะเคยเห็นคูร่องน้ำใกล้ๆ กับสระน้ำเป็นอย่างดี…นั่นแหละค่ะ สวนผักเก่าของเมืองกรุงเลย

 

ส่วนคลองหัวลำโพงนั้น ฝรั่งเป็นผู้ขอให้รัชกาลที่ 5 สร้างทางรถไฟขึ้น เพื่อให้เดินทางจากท่าเรือเข้ามายังส่วนกลางของพระนครได้รวดเร็วขึ้น จึงนำดินข้างๆ ขุดขึ้นมาถมถนนให้เป็นรางรถไฟ แล้วดินที่โดนขุดมาก็กลายเป็นคลอง จึงเป็นที่มาของเส้นทางรถไฟสายปากน้ำ-หัวลำโพง ก่อนที่ทุกอย่างจะโดนยกเลิก และหายไปจากประวัติศาสตร์

 

สิ่งที่แม่เล่า ทำให้ฉันต้องเดินทางขับรถไปดูสถานที่จริงมากมายว่าตรงกับที่แม่พูดไหม ฉันเห็นเส้นรถไฟทางสายเก่า ฉันเห็นคลองเก่าๆ และฉันได้กลิ่นเหม็นเน่าจากคลองใต้ทางด่วน น่าเสียดายประวัติศาสตร์ที่เคยสวยงาม ฉันแค่คิดว่า ถ้ามันยังเป็นคลองที่สานต่อกันเป็นทอดๆ ไม่โดนถมจนกลายเป็นคลองน้ำนิ่ง คลองไร้ทางออก น้ำที่ได้ไหลวนไปทั่วเมืองอาจจะทำให้มันไม่มีน้ำขังเหม็นเน่า ไม่มีขยะหมักหมมจนกลายเป็นแบบทุกวันนี้ มันเคยเป็นคลองที่ประสานกันอย่างสวยงามและใช้งานได้ต่อเนื่องจริงๆ … ช่างน่าเสียดาย

 

กลับมาที่เรื่องบรรพบุรุษของฉันกันต่อค่ะ หว่องกงเริ่มต้นด้วยการเป็นกรรมกรช่างไม้ในโรงงานไม้ใกล้ๆ กับคลองเตย แถบบริเวณใกล้เคียงก็มีโรงงานทำแลกเกอร์ หว่องม่าก็เคยได้ไปกวนแลกเกอร์ที่โรงงานนี้อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้ายตัวเองมารับจ้างกรอด้ายให้กับโรงงานทอผ้าแถบคลองเตยเช่นกัน

 

ชีวิตแม่ของฉันเต็มไปด้วยความลำบาก ตั้งแต่เกือบไม่ได้เกิดมา ต้องโดนอุ้มหิ้วหนีจากแม่ใจเด็ด และที่แม่ของฉันช้ำใจที่สุดคือหว่องกงหว่องม่ามีเงินส่งลูกชายเข้าโรงเรียน ลูกสาวกลับโดนกีดกันด้วยประเพณีโบราณน้ำเน่าคร่ำครึว่า “จะเรียนไปทำไม เดี๋ยวก็ต้องไปมีผัวแล้ว”

 

แม่ฉันกล้ำกลืนและไม่มีความกล้าหาญในการเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองต้องการ ได้แต่แอบปีนไปดูพี่ชายตัวเองเรียนหนังสือ แล้วก็ต้องโดนลากกลับมาทำงานที่บ้าน ทั้งงานบ้านและกรอด้ายช่วยหว่องม่า แม่ของฉันบอกว่า มันทรมานมากนะกับเด็กอายุ 6-7 ขวบที่ต้องมานั่งกรอด้ายเป็นวันๆ

 

วันเสาร์และวันอาทิตย์ พวกลูกชายก็จะมาช่วยหว่องม่าทำลอดช่องสิงคโปร์ มีหว่องกงทำเครื่องมือโดยการเจาะรูกับแผ่นเหล็กเพื่อให้แป้งที่ช่วยกันนวดไหลผ่านช่องเล็กๆ ไปต้มให้เป็นหลอดๆ แล้วนำไปแช่เย็น ในขณะที่หว่องม่าก็จะทำน้ำกะทิไว้ให้ แล้วให้พวกลูกชายหาบไปขายที่ตลาดคลองเตย ถ้าของเหลือตอนเย็นก็จะมาขอพื้นที่ซอยข้างๆ เพื่อขายต่อให้หมด โดยมีแม่ของฉันสะพายถังไอศกรีมเป็นหลอดเหมือนหวานเย็นแช่ไว้ แล้วเดินขายรอบๆ ซอย แท่งละ 1 สลึง ช่วยขายกัน 2 คน แม่และลูกสาว

 

ทุกอย่างเป็นไปอย่างดี จากลูกที่แม่ไม่ต้องการกลายเป็นคู่หูสายบันเทิง ทุกๆ เดือนหว่องม่าก็จะพาคู่หูตัวน้อยๆ อายุประมาณ 5-6 ขวบ นั่งรถรางจากคลองเตยไปยังเยาวราชเพื่อดูงิ้ว แม่จำได้ว่าตรงซอยเท็กซัสสุกี้ (ในทุกวันนี้) จะมีโรงงิ้วอยู่ แถวนั้นจะมีประมาณ 3 โรง ในแต่ละเดือนก็จะเปลี่ยนเรื่องกันไป แม่ฉันไม่ได้ชอบงิ้วหรอก แม่บอกแม่ยังเด็ก ดูไม่รู้เรื่อง หว่องม่าแค่ให้ไปเป็นเพื่อน เพราะหว่องม่าโปรดปรานงิ้วมาก ไม่เคยพลาด ขนาดว่างิ้วเล่นเรื่องต่อเนื่องไม่จบในตอนเดียว หว่องม่าก็จะมาดูให้ครบทุกตอนแม้จะเดือนละครั้งก็จะมาติดตาม ในขณะที่แม่ก็จะวิ่งเล่นใกล้ๆ พองิ้วเลิก หว่องม่าก็จะพาไปกินบะหมี่อร่อยๆ กัน

 

ส่วนแม่ของฉันจะชอบหนังโรงมากกว่า แถวบ้านที่ติดกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เคยเป็นโรงหนัง แม่ของฉันก็จะขอคนเฝ้าไปดูฟรีในวันที่โรงหนังคนไม่เต็ม ซึ่งก็ได้รับความเอื้อเฟื้ออย่างดี

 

หว่องม่ามีอายุไม่ยาวมาก 50 ต้นๆ ก็ป่วยหนัก พอแม่ของฉันอายุได้ 13 ปี หว่องม่าก็จากไปด้วยโรคหัวใจรั่ว ไตวาย และอื่นๆ อีกสารพัด สุดที่แม่ฉันจะจำได้ด้วยอายุยังน้อยเกินกว่าจะเข้าใจ

 

แม่เชื่อเสมอมาว่าหว่องม่าอายุสั้นเพราะฆ่าลูกตัวเอง 2 คน …มันเป็นบาปกรรม

 

ส่วนฉัน… เชื่อว่ามันคือระบบการแพทย์ที่ยังไม่สมบูรณ์ในยุคสมัยนั้น

The post ‘หว่องม่า’ เธอคือแม่หรือฆาตกร ความจริงอันโหดร้ายของคนจีนอพยพย่านคลองเตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/wong-ma/feed/ 0
คู่กรรม กับชีวิตจริงของ ‘กิมเอ็ง’ ชาวจีนอพยพที่ไม่ได้เขียนในนวนิยาย https://thestandard.co/real-life-of-kim-eng/ https://thestandard.co/real-life-of-kim-eng/#respond Fri, 15 Dec 2017 07:49:12 +0000 https://thestandard.co/?p=51761

ดังนรกชัง ฤาสวรรค์แกล้ง แกล้งทรมาน ให้ฉันได้เจอ เกลียดช […]

The post คู่กรรม กับชีวิตจริงของ ‘กิมเอ็ง’ ชาวจีนอพยพที่ไม่ได้เขียนในนวนิยาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดังนรกชัง ฤาสวรรค์แกล้ง
แกล้งทรมาน ให้ฉันได้เจอ
เกลียดชิงชัง สุดท้ายรักเธอ
แต่พอเผลอ พรากเธอดับสูญ…


ฉันฮัมเพลง ทางช้างเผือก โดยไม่รู้ตัวเมื่อขับรถผ่านสะพานอรุณอัมรินทร์จากหน้าโรงพยาบาลศิริราชจะข้ามไปยังปิ่นเกล้า แล้วฉันก็นั่งนึกว่า อืม…เพลงนี้คือเพลงประกอบละคร คู่กรรม ที่มีพระเอกชื่อ โกโบริ และนางเอกชื่อ อังศุมาลิน สร้างมาทั้งหมด 4 ครั้ง ปี 2516, 2531, 2538 และ 2556 ทุกครั้งที่มีการฉาย คู่กรรม ก็จะโด่งดังระเบิดเถิดเทิงกันไปทั่วประเทศ

 

ถ้านับตามอายุของฉันเองก็จะมีเพียงแค่สามครั้งหลังเท่านั้นที่ฉันได้ติดตามชม และในสามครั้งนั้น มักจะต้องมีคนประกอบการเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่บางกอกน้อย ในวันที่โกโบริเสียชีวิตที่แถวสถานีรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งเป็นวันที่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปิดฉากน่านฟ้ายิงกราดลงมายังพื้นที่แถบนี้ เพราะการข่าวบอกว่าทหารญี่ปุ่นฝ่ายอักษะจะมีการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ พร้อมยุทธภัณฑ์ทั้งหลายไปยังพม่า

ฉันมองจากหน้าต่างรถยนต์ลงไปแว็บๆ เห็นสถานีรถไฟบางกอกน้อยอยู่ไม่ไกล จุดยุทธศาสตร์สำคัญของสงครามมหาเอเชียบูรพาในประเทศไทยคือที่นี่…

 

ช่วงสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ปี 2487 ไม่เพียงแค่เป็นฉากสำคัญของนวนิยายดัง แต่ยังเป็นฉากสำคัญในชีวิตครอบครัวของฉันด้วย


“อาม่าอยู่ที่นั่น” อาม่า เอ่ยให้ฟัง

 

“ป๋าเกิดแถวนั้น” พ่อของฉันเล่าอดีตให้ฟัง ซึ่งฟังต่อมาจากอาม่าอีกทีหนึ่ง

 

“อาม่านี่เลย อังศุมาลินตัวจริง เพียงแต่ไม่ได้ผัวญี่ปุ่น ผัวเป็นคนจีน อากงเรานี่แหละ” พวกลูกอาม่าแซวแม่ของเขา (ย่าของฉัน) ให้ฉันได้ยินเสมอๆ

ในวันที่อังศุมาลินยังงอนโกโบริ งอนไป ปล้ำไป แอบท้องแล้วไม่ยอมบอกผัวอีกต่างหาก ยังมีสาวน้อยอีกคนเพิ่งจะพบรัก เพิ่งจะแต่งงาน และเพิ่งจะมีลูกน้อย

 

 

ชะตาชีวิตในละครโศกเศร้าเพียงใด ชีวิตจริงของหญิงอีกคนเหนื่อยยากไม่แพ้กัน ความโชคดีเหนือนางเอกละคร คงเป็นเพียงว่า ยังไม่มีใครในครอบครัวเสียชีวิต จากไป…

ภายหลังจาก อากง มาอยู่เมืองไทยได้สักพักใหญ่ ทั้งพี่ใหญ่และน้องชายก็แนะนำให้อากงหาคู่เสียที ส่วนพี่ชายอากงนั้นมีคู่เรียบร้อยแล้วแต่ครอบครัวนั้นอยู่เมืองจีน อากงก็ยังลังเลกับชีวิตโสด จนกระทั่งเหล่ากง (พ่อของอากง) ส่งจดหมายมาบอกให้ลูกชายมีเมียได้แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องสร้างครอบครัวเสียที หนี้สินที่เมืองจีนก็ได้ใช้จนหมดแล้ว ไม่ได้มีภาระอะไรหนักหนา ขอให้ทำเพื่อตัวเองบ้าง อากงเดินทางท่องเที่ยวไปหลากหลายเมือง มีอยู่ช่วงหนึ่งก็ไปช่วยงานญาติที่ภาคใต้ แต่ก็มาจ๊ะเอ๋แม่ค้าสาวชาวโพธาราม จังหวัดราชบุรี นามว่า กิมเอ็ง แซ่กอ อาม่าของฉันเอง

อากงบอกว่า “อาม่าสวยมาก เรียกได้ว่านางงามจังหวัดเลยทีเดียว” อากงเป็นคนปากหวานค่ะ เมียตัวเอง ลูกสะใภ้ ลูกสาว หลานสาว อากงชมว่าสวยทุกคน จนฉันเองก็ไม่แน่ใจมาตรฐานการมองความสวยของอากงเท่าไร

อาม่าเป็นสาวจีนแคะหรือฮากกาที่เกิดในไทย ทั้งพ่อและแม่ต่างก็อพยพมาจากเมืองจีนก่อนหน้า แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่โพธาราม ราชบุรี อาม่าคือลูกสาวคนโตสุดของครอบครัว เป็นที่รัก เป็นคนขยัน กตัญญู ฉลาด มัธยัสถ์ งดงาม และหลงคารมอากงของฉันจนแต่งงานกัน พร้อมกับอพยพตามมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน


“อากงพูดเก่ง” พวกลูกๆ ของอาม่าเมาท์มอยให้ฟัง อากงอาม่าไม่ได้เริ่มต้นชีวิตครอบครัวด้วยความสะดวกสบาย ทั้งคู่ต้องสร้างเนื้อสร้างตัว คนหนึ่งเป็นแรงงานในโรงงาน คนหนึ่งเป็นแม่ค้าในตลาด รายได้น้อยและมีภาระครอบครัวที่ต้องให้กำเนิดทายาทสืบทอดสายเลือดตามประเพณีจีนอันเข้มงวด


12 พฤศจิกายน ปี 2486 ลูกชายคนแรก (พ่อของฉัน) ถือกำเนิด อากงตั้งชื่อว่า จินเผ่ง แซ่คู อาม่าเล่าว่า ในช่วงที่เกิดเรื่อง คู่กรรม อาม่าก็อยู่แถวนั้น เพิ่งจะเป็นสาวแม่ลูกอ่อน ลูกเพิ่งคลอดได้ไม่นาน ก็เกิดเสียงเล่าขานกระซิบกระซาบว่าจะเกิดระเบิดที่บางกอกน้อยดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ กระฉ่อนไปทั่วพระนคร อาม่าได้แต่อุ้มลูกน้อยอพยพไปมา อยู่บนเรือบ้าง อยู่บนบกบ้าง หลบไปโพธารามบ้าง กลับมาขายของทำงานที่บางกอกน้อยบ้าง ไร้หลัก ไร้รอย จนชาวบ้านรอบข้างเรียกชื่อลูกน้อยของอาม่าว่า “เจ้าลอย” แล้วเพี้ยนเป็น “ล๊อย” ชื่อเล่นของพ่อของฉันเอง…

และแล้ว…​ปี 2487 มฤตยูก็ถูกปล่อยลงจากฟากฟ้า


“ไม่มีอะไรมาเตือนภัย มีแต่ข่าวลือ อยู่ดีๆ มันก็ระเบิดลงมาเลย” อาม่าเล่าให้ฟังคร่าวๆ ในวันที่ภัยพิบัติจากฟากฟ้าลงมาสู่ผืนแผ่นดินไทย แล้วก็ไม่พูดอะไรมากตามนิสัยคนพูดน้อย (คนพูดเยอะคืออากงของฉันเอง)

ชีวิตวัยสาวที่เพิ่งจะได้เข้าบางกอกตามสามีมาทำงานสร้างครอบครัว เต็มไปด้วยความฝันและความหวังว่าจะเริ่มต้นอย่างสงบ กลับต้องมากระเตงลูกหนีไปหนีมาไปกับสามี มีชีวิตที่หลักลอยไปตามกระแสข่าวลือ จนถึงวันที่ระเบิดลงมาจริงๆ แทบเอาชีวิตไม่รอด….  

เสียงหวอเตือนภัยหวีดแหลมพาให้ตื่นสะดุ้ง ตามมาด้วยแรงระเบิด ท้องฟ้าเขียวพร่างในตอนกลางคืน พาให้ใจสั่นด้วยความหวาดกลัว ผู้คนเฝ้าภาวนาอย่าให้ระเบิดตกมายังที่ตนเองอยู่ ความหวาดกลัวอยู่ในความมืดยาวนานจนรุ่งเช้าที่เงียบงัน ยาวนานกว่าผู้คนจะตั้งสติตั้งตัวรับรู้ได้ เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ความสงบ หลายคนเริ่มขยับตัวออกมาจากหลุมหลบภัย บ้างก็ในท้องร่องในสวน


ซากศพมากมายตายเกลื่อน เสียงระงมตามหาคนใกล้ชิด เสียงร่ำไห้ถึงความสูญเสียคนรักญาติสนิท กลิ่นควันไฟยังไม่จางหาย หลุมหลบภัยมากมายที่ทำกันเองกลับกลายเป็นหลุมศพ ซากปรักหักพังความเสียหาย ตึกรามบ้านช่องพังพินาศ ความหายนะอยู่ตรงหน้าผู้คนมากมาย เสียงร่ำไห้ เสียงเพรียกหาญาติมิตรลูกหลานคนรัก

…โกโบริจากไปทั้งน้ำตาของอังศุมาลินในคืนนั้น มันเป็นเพียงแค่ตัวละครในนวนิยาย หนัง หรือละครภาคค่ำ แต่ชีวิตที่โดนพรากไปมากมายในย่านนั้นสิ คือคุณค่าที่ควรรำลึกถึง ข้อเท็จจริงที่ควรสานต่อให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย

กว่า 70 ปีของชาวบางกอกน้อยที่ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์สูญเสียในท้องถิ่นตนเองเมื่อครั้งนั้น หลายคนยังคงอยู่ถิ่นฐานเดิมแล้วรำลึกถึงผู้จากไป แต่หลายคนก็ทนเสี่ยงกับภัยพิบัติไม่ไหวและจำใจจากมา หนึ่งในนั้นคือ สามพ่อแม่ลูก อากง อาม่า และป๋าของฉัน

อาม่าเล่าว่า “มันสุดจะทนได้” ฉันจำแววตาแสนเศร้าที่รำลึกถึงการจากไปของคนมากมายรอบตัวที่อาม่าเคยรู้จัก

 

อาม่าตอนเล่าให้ฟังต่อว่า “มันอยู่ต่อไม่ได้ ถ้าอยู่ก็ไม่รู้เมื่อไรจะเป็นคิวของเรา คนรอบตัวเราไปหลายคนแล้ว” อาม่าพูดต่ออีกหน่อยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า​ “เลยพาป๋าเอ็งกลับไปหา อาไท่ (ทวดของฉัน) ที่โพธาราม”

สามคนพ่อแม่ลูกหลบลี้หนีภัยสงครามกลับไปหาอาไท่กันหมด จนสงครามสงบ และอยู่ต่อจากนั้นอีกหนึ่งปี หรือจนกระทั่งปี 2488

พ่อของฉันเล่าให้ฟังว่า “ป๋าสนิทกับญาติที่โพธารามมาก โตมากับพวกน้าๆ น้องอาม่า อาไท่รักป๋ามาก เพราะเป็นหลานคนแรกและเป็นหลานชายด้วย อาไท่เลี้ยงหมู อากงก็ไปช่วยเลี้ยงหมู ป๋าก็โตมาจากที่นั่นเลี้ยงหมูด้วยสิ แล้วเวลาอากงอาม่ามีปัญหา ดูแลลูกไม่ไหว ก็จะส่งป๋ากลับมาอยู่กับอาไท่เป็นประจำจนโต บางทีป๋าต้องพาน้องๆ มาโพธารามด้วย”

จากความทรงจำของฉัน ตอนที่ฉันเกิดมาแล้ว บ้านของอาไท่อยู่แถวสถานีรถไฟโพธาราม เป็นตึกแถวสองชั้น มีน้องชายของอาม่าเปิดร้านตัดเสื้อผ้าอยู่ อาไท่จะใส่เสื้อสีฟ้า กางเกงเลโคร่งๆ สีดำผ้าลื่นๆ แบบคนจีน นั่งเก้าอี้หวายที่หน้าตึก ผมขาวทำมวยต่ำ เคยเห็นผมอาไท่ยาวสยายถึงกลางหลังสวยมากถึงจะขาวก็เถอะ ตอนที่ฉันโตมาจนอายุสิบกว่าปี ก็ยังต้องตามพ่อและอาม่าไปเยี่ยมอาไท่บ่อยๆ ด้วยความกตัญญูว่า ทั้งครอบครัวรอดชีวิต และได้เงินตั้งตัว สร้างครอบครัวมาได้ด้วยเงินของอาไท่ และเมื่อมีญาติจากโพธารามไม่ว่ากี่คนต่อกี่คนที่จะมาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ทุกคนจะได้อยู่ที่บ้านอาม่าเสมอๆ ฉันเองก็โตมากับอาๆ ชาวโพธารามมาโดยตลอดเช่นกัน เป็นความสนิทสนมที่ยังฝังแน่นจนทุกวันนี้

ความไม่เคยลืมอดีตที่แร้นแค้น
ความกตัญญูรู้คุณในยามยาก
ความเป็นญาติในสายเลือดร่วมกัน

เป็นสิ่งที่เราทุกคนในสกุลปลูกฝังกันมาโดยตลอด และชาวจีนอพยพทุกคน ก็สอนลูกหลานของตนเองแบบนี้

ณ ปีนี้ ก็นับได้ว่าอาม่าจากไปได้ยี่สิบปีแล้ว อ้อมแขนของอาม่าอบอุ่นเสมอๆ และมาอยู่ในฝันของฉันบ่อยๆ สิ่งที่ติดตัวฉันมาจากอาม่าคือเรื่องราวมากมายผ่านดวงตาอ่อนโยนของท่าน

“ในชีวิตคนคนหนึ่งมีประวัติศาสตร์มากมายซ่อนอยู่ในแววตาพวกเขา…” ฉันคิด

The post คู่กรรม กับชีวิตจริงของ ‘กิมเอ็ง’ ชาวจีนอพยพที่ไม่ได้เขียนในนวนิยาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/real-life-of-kim-eng/feed/ 0
‘หว่องกง’ นายอำเภอซัวเถา ผู้ลี้ภัยการเมือง หนีเหมาฯ มาสู่ร่มฉัตร รัชกาลที่ 9 https://thestandard.co/kingrama9-wongkong-thai-china-relation/ https://thestandard.co/kingrama9-wongkong-thai-china-relation/#respond Tue, 24 Oct 2017 08:02:29 +0000 https://thestandard.co/?p=36776

     ในห้วงสับสนอลหม่านของประเทศจีนแย่งช […]

The post ‘หว่องกง’ นายอำเภอซัวเถา ผู้ลี้ภัยการเมือง หนีเหมาฯ มาสู่ร่มฉัตร รัชกาลที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ในห้วงสับสนอลหม่านของประเทศจีนแย่งชิงอำนาจการปกครอง ความคิดที่ไม่ลงรอย การต่อสู้ที่ไม่มีใครยอมใคร ไม่ว่าจะฝั่งพรรคก๊กมินตั๋น หรือฝั่งประธานเหมาสหายชาวนา ระดับผู้นำเหล่าขุนพลล้วนแล้วแต่เสพสมสุขแสนสบายท่ามกลางการต่อสู้บนความขัดแย้งทางความคิดและอำนาจ แล้วรากหญ้าพลเรือนเล่า จะเป็นเช่นไร ประชาชนในประเทศล้วนแล้วแต่มองไม่เห็นฝั่งฝันหรืออนาคตของตัวเองและครอบครัวว่าจะไปทางไหน จะทำเยี่ยงไร เส้นทางนั้นมืดมน อับจนหนทาง เพียงเพราะอำนาจทางการปกครอง …

 

ประธานเหมาประกาศตั้ง PRC ในวันที่ 1 ตุลาคม 1949

 

     ฝั่งไหนชนะ อีกฝั่งก็ต้องล่มจม

     “จะเอากันให้ตายเลยใช่ไหม…”

     หว่องกง (ตา) ของฉันเล่าผ่านมาทางแม่ของฉัน

 

     แม่ของฉันเกิดที่เมืองไทย แต่ทั้งครอบครัวก่อนหน้าอพยพมาจากเมืองจีน ฝั่งหว่องกงของฉันเรียกได้ว่ามีพื้นเพที่มีการศึกษาที่ดี อาชีพของหว่องกงคือนายอำเภอที่มีหน้ามีตาในอำเภอหนึ่งแถบซัวเถา

     ช่วงเวลาของการต่อสู้ระหว่างสองพี่น้อง พรรคก๊กมินตั๋ง และประธานเหมาสหายชาวนา ความไม่มั่นคงเกิดขึ้นทั่วทิศรอบแดน หว่องกงในฐานะข้าราชการปกครองท้องถิ่นตัวเองอย่างเงียบๆ เฝ้าระวังตนว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้น ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ระแวดระวังภัยทุกด้าน เพราะ ณ ตำแหน่งนี้ เป็นตายอยู่ที่ใครคือผู้ชนะ ส่วนบทบัญญัติของฝ่ายผู้แพ้ ล้วนถูกกำหนดไว้แล้วว่าคือ คุก หรือ ตาย

 

ประธานเหมา กับ เจียงไคเช็ก ในวันที่ยังร่วมมือกันขับไล่ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1946 ก่อนจะปะทะกันหลังสงครามโลกเพื่อแย่งอำนาจการปกครอง

 

     ความยากจนแร้นแค้นทำให้ชีวิตทั้งครอบครัวลำบากขึ้นทุกขณะ ถึงแม้จะเป็นถึงนายอำเภอ แต่ก็ไม่สามารถประคับประคองครอบครัวเลี้ยงทุกปากท้องที่เกิดมาได้

     จากปากคำของตั่วอี๋ผู้เป็นป้าของฉันพี่สาวของแม่ เล่าว่า หว่องม่า (ยาย) คลอดพี่สาวก่อนแม่ของฉันถึงสองคนที่เมืองจีน แต่ก็จำต้องเอารกปิดจมูกให้ตายคาที่เสียตั้งแต่คลอดออกมาจากท้อง เมื่อไม่ให้เติบโตมาลำบากไปกว่านี้ และลำบากคนที่เกิดมาก่อนหน้าแล้ว รันทดที่ได้ยินแม่เล่าให้ฟัง แต่ฉันก็ถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ขมปากว่า

     “ทำไมหว่องม่ากล้าทำกับลูกได้ลงคอ”

     แม่ของฉันตอบว่า​ “ตอนนั้นก็ไม่มีจะกินแล้ว”

     ฉันถามต่อว่า “ทำไมหว่องกงยอมให้หว่องม่าทำ”

     แม่ฉันกระซิบตอบประหนึ่งหว่องกงยังมีชีวิตอยู่และกลัวท่านจะได้ยิน ว่า “หว่องกงกลัวเมีย”

     หรือความถูกต้องจะสำคัญน้อยมากเมื่อเทียบกับความผิดที่ต้องกระทำด้วยเหตุจำเป็น แม่ฉันบอกต่อว่า

     “หว่องม่ารับกรรมไปแล้ว เพราะครั้นเมื่อได้มาอยู่เมืองไทย ครอบครัวกำลังจะเริ่มสบาย หว่องม่าก็มาจากไปด้วยวัยเพียง 54 ปี ด้วยโรคหัวใจรั่ว” ในประเทศจีนไม่มีคำว่ากรรมเก่ากรรมใหม่หรือกรรมย้อนหลังแต่ประการใด คำว่ากรรมนี้แม่ของฉันเรียนรู้จากแผ่นดินพุทธที่ร่มเย็นที่เรายืนอยู่ร่วมกันแห่งนี้

 

     สถานการณ์บ้านเมืองคับขันจนเข้าสู่ผลลัพธ์ของการต่อสู้ ในที่สุดประธานเหมาประกาศชัยชนะให้กับเหล่าชาวนา ข่าวคราวแพร่กระจายไปทั้งประเทศ แต่ก็ล่าช้าด้วยในพื้นที่กันดาร หว่องกงรู้เรื่องราวข่าวร้ายก่อนใครและรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว

     คุก หรือ ความตาย

     แต่ไม่ว่าจะคุกหรือตาย ครอบครัวอีกสิบกว่าชีวิตไม่ว่าจะเมียลูกห้า แม่ แม่ยาย พี่น้อง ล้วนแล้วต้องพึ่งพาแต่เขาก็อาจจะต้องตายตามหรือลำบากกว่านี้อีกหลายเท่านัก เพราะเมื่อประธานเหมาชนะ มันหมายถึงชัยชนะของชาวนา ชาวนาที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ การจราจลศาลเตี้ยที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อเล่นงานพลพรรคฝ่ายอดีตรัฐบาลให้วายวอดเป็นอะไรที่กำลังเริ่มก่อหวอด รุนแรง และแพร่กระจาย

 

     หว่องกงก็ใช่ว่าจะรอดพันการสอบสวนสืบสวนในระยะต้น แต่ด้วยอาศัยว่าครอบครัวพื้นฐานที่ยากจนและซื่อสัตย์ ก็เลยรอดมาได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงภัยอยู่ว่าพวกคนบ้าคลั่งลัทธิประธานเหมาจะอาละวาดอีกเมื่อไรก็ดี แถมตนเองก็ต้องตกงานลำบากยากจน จะมาทำนาหรือก็แห้งแล้งฝนไม่ตก ทุกปากท้องก็ไม่มีจะกิน มองหนทางไปทางไหนก็แย่แน่ๆ เลยคิดว่า หนีไปหาพ่อแม่ของเขาที่อยู่เมืองไทยเสียจะดีกว่า

     ท้ายสุดก่อนที่จะโดนความบ้าระห่ำเล่นงานให้หนักกว่านี้ หว่องกงก็ตัดสินใจขายที่ขายนาให้กับญาติที่ยังพอมีเงินและไม่คิดจะไปไหน และหลายคนเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ได้เงินมาเท่าไร ก็มาซื้อตั๋วที่นั่งให้กับทุกคน สิบกว่าชีวิตสุดท้ายที่เป็นญาติสนิทล้วนแล้วแต่ติดตามหว่องกงมาด้วยกัน

หว่องกงของฉันทิ้งคราบข้าราชการกลับกลายมาเป็นกรรมกรช่างไม้ ส่วนหว่องม่าเริ่มต้นที่โรงงานทอผ้าด้วยการเป็นคนงานกรอด้ายที่โรงงานแถวโรงหนังคลองเตย

 

     หนีแผ่นดินร้อน

     หนีการเข่นฆ่าจองล้างจองผลาญไม่มียอมกันและกัน

     หนีความแร้นแค้น

     และที่สำคัญ หนีภัยพิบัติการเมือง

     มุ่งหน้ามาหาถิ่นฐานที่สงบ ปลอดภัย และอบอุ่น

     แผ่นดินที่เรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’

     สิบกว่าชีวิตลงเรือลำเดียวกัน หนึ่งชีวิตจากไปด้วยอหิวาตกโรคบนเรือลำนั้น มาไม่ถึงดินแดนแห่งอนาคต

     หว่องกงพาทุกคนมาถึงท่าเรือคลองเตยเช่นจีนอพยพคนอื่นๆ ญาติหลายคนแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น แม่ของฉันบอกว่าพวกเขาไปอยู่อุดรธานีกัน ส่วนหว่องกงของฉันทิ้งคราบข้าราชการกลับกลายมาเป็นกรรมกรช่างไม้ ส่วนหว่องม่าเริ่มต้นที่โรงงานทอผ้าด้วยการเป็นคนงานกรอด้ายที่โรงงานแถวโรงหนังคลองเตย

ครั้นในวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากไป แม่ฉันสุดแสนจะเสียใจและขอเป็นหนึ่งในคนที่ได้เข้าไปกราบพระบรมโกศทองคำพร้อมลูกรัก

กรรมกรชาวจีนนั่งทานอาหารกลางวันที่สถานีบางเกษม (ปัจจุบันคือสถานีมักกะสัน) พ.ศ. 2451

 

     แผ่นดินทองปลอดภัย ไม่มีภัยพิบัติใดจะมาแผ้วพานครอบครัวของเขาได้อีกแล้ว มีแต่มุ่งมั่นสร้างตนสร้างอนาคตให้ครอบครัว ขยันทำมาหากิน เรียนรู้ใฝ่รู้ และที่สำคัญที่สุดคือความกตัญญูรู้คุณบ้านเมืองใหม่ส่งต่อมายังแม่ฉันอย่างไม่มีวันเลือนหาย ความกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินไทยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครั้นในวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากไป แม่ฉันสุดแสนจะเสียใจและขอเป็นหนึ่งในคนที่ได้เข้าไปกราบพระบรมโกศทองคำพร้อมลูกรัก

     กราบหนึ่ง กราบแทนพ่อและแม่ของตนเอง

     กราบสอง แทนตนเองและครอบครัว

     กราบสาม กราบพระบาทขอฝากพระองค์เป็นดั่งเทพปกป้องคุ้มครองครอบครัวของลูกหลานผู้อพยพของฉันต่อๆ ไปด้วยเถิด

 

     สาธุ

 

Cover Photo: vachi wang

The post ‘หว่องกง’ นายอำเภอซัวเถา ผู้ลี้ภัยการเมือง หนีเหมาฯ มาสู่ร่มฉัตร รัชกาลที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kingrama9-wongkong-thai-china-relation/feed/ 0
อากงใต้ร่มฉัตร รัชกาลที่ 9 https://thestandard.co/kingrama9-thai-china-relation/ https://thestandard.co/kingrama9-thai-china-relation/#respond Mon, 16 Oct 2017 07:37:21 +0000 https://thestandard.co/?p=35036

  แผ่นดินนี้คือทุกอย่างที่ให้ชีวิตกับพวกเขา แผ่นดิ […]

The post อากงใต้ร่มฉัตร รัชกาลที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

แผ่นดินนี้คือทุกอย่างที่ให้ชีวิตกับพวกเขา แผ่นดินไทยนี้คืออนาคตที่อากงจะฝากชีวิตไว้ แผ่นดินนี้คือบุญคุณที่ไม่มีวันจะทดแทนได้หมด

     สุดสายตาผ่านน้ำทะเลระยิบระยับที่สู้อดทนเบียดเสียดกันอยู่ในเรืออพยพ ทุกคนเบียดเสียดกันขึ้นเรือลำนี้เพื่อหนีภัยยากจน ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อไปหาอนาคตยังแผ่นดินใหม่ ในที่สุด อากงก็ได้เห็นร่องรอยของแผ่นดินไกลสุดสายตา เสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าผู้คนเชื้อสายจีนที่ร่วมเดินทางผจญภัยมาด้วยกันในเรือที่คับแคบแสนอัตคัดนั้นเป็นเสียงแห่งความดีใจที่จะได้อยู่รอดปลอดภัยตลอดเส้นทาง และมองเห็นอนาคตที่จะสดใสในวันหน้า หลังจากที่ต้องหลบลี้หนีภัยแห่งความอดอยากจากดินแดนแผ่นดินใหญ่มาอย่างยาวนาน

     พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่แผ่นดินทอง …สุวรรณภูมิ… ประเทศไทย

     สามพี่น้องพื้นฐานชีวิตชาวนาคนจีนที่มีความชำนาญด้านการทอผ้าไหม จับมือกันร่วมเป็นร่วมตายเดินทางมายังประเทศไทย ปลายทางที่ค่าโดยสารเรือไม่แพงเกินไป ได้เข้ามาจอดยังคลองเตย แล้วก็เริ่มงานจับกังง่ายๆ ใช้แรงงานเพื่อให้ได้มีข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ ก่อนเก็บหอมรอมริบจนในที่สุดก็เริ่มหากิจการส่วนตัวได้บ้าง คือการหาเครื่องทอผ้าไหมไม่กี่เครื่องมาทอกระตุกกันไป

     พี่ชายของอากงเป็นเถ้าแก่ น้องชายอีกสองคนคอยช่วยเหลือเก็บเงินเก็บทอง

     จากคำบอกเล่าของอากงที่เคยบอกเล่าให้ลูกหลานรับรู้เสมอมา แผ่นดินนี้คือทุกอย่างที่ให้ชีวิตกับพวกเขา แผ่นดินไทยนี้คืออนาคตที่อากงจะฝากชีวิตไว้ แผ่นดินนี้คือบุญคุณที่ไม่มีวันจะทดแทนได้หมด เพราะไม่เพียงพวกเขาสามคนจะได้เริ่มต้นใหม่ พวกเขายังร่วมกันส่งเงินทองกลับไปให้พ่อแม่และน้องสาวอีกหลายคนที่ยังลำบากรออยู่ที่โน่น พี่น้องสามคนไม่เคยใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อสุขสบาย เพราะจำติดตาได้เสมอว่า พ่อแม่และน้องสาวลำบากแค่ไหน แล้วยังลำบากอย่างไร หลังจากที่เจียดเครื่องประดับทุกอย่างเพื่อแปลงเป็นค่าโดยสารเดินเรือเสียจนหมดสิ้นให้พวกเขาทั้งสามคน

     หลังจากนั้นไม่นาน ​เหล่าแปะ (พี่ชายของอากง) ก็เริ่มมีชีวิตครอบครัวของตัวเอง มีเมียมีลูก ในขณะเดียวกันอากงของฉันก็เริ่มต้นชีวิตเช่นกัน

     อากงพบกับอาม่าที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี แม่ค้าวัยสาวที่ขายของอยู่ในตลาดก็ตัดสินใจแต่งงานตามอากงมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วเริ่มต้นชีวิตครอบครัวตรงสลัมสามย่าน (ที่ทุกวันนี้คือ จามจุรีสแควร์) ครอบครัวอากงเป็นครอบครัวที่เคยได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีในสมัยแผ่นดินใหญ่ การอ่านออกเขียนได้เป็นเรื่องปกติของอากง ลูกที่เกิดมาในครอบครัวที่อากงได้เริ่มเป็นเถ้าแก่โรงงานทอผ้าไหมเล็กๆ ที่มีเครื่องกี่กระตุก 6 เครื่องในสลัมสามย่าน ทำให้ถือว่าเป็นคนมีหน้ามีตาในสลัมแถบนั้นเป็นอย่างดี

     ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ พ่อของฉันได้เรียนโรงเรียนสอนภาษาจีน ไทย และอังกฤษ …มีหน้ามีตา

     สลัมสามย่านเป็นย่านชื่อดังที่ถือว่าเป็นแหล่งรวมคนจีนอพยพหลากหลายครอบครัว ความยาวของชุมชนนั้นคือแนวยาวตลอดแนวถนนพระรามสี่ ระหว่างนั้นก็มีเสียงกระพือลือเล่าดังมาว่า ที่ดินแถบนี้ได้เป็นของมหาวิทยาลัยแล้ว ที่ติดๆ กันนี่แหละ ซึ่งคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเขาต้องการที่ดินคืนเพื่อนำไปสร้างตึกเรียนเพิ่มเติม

     หลังจากนั้นไม่นานก็มีไฟไหม้ใหญ่ ชุมชนกึ่งหนึ่งหายสาบสูญไป และตึกเรียนก็เข้ามาแทนที่…

     เสียงเล่าลือยังคงดังในยามดึกสงัดบอกว่าไฟจะไหม้อีก จะไปไหนก็รีบไป ไฟจะไหม้อีก จะไปไหนก็รีบไป…

     อากง หัวหน้าครอบครัวที่มีลูกรวมกันแล้ว 7 คน เป็นชาย 5 หญิง 2 ณ​ ตอนนั้นได้ทำการนัดแนะแล้วว่า ถ้าเมื่อไรที่ไฟไหม้ขึ้นมาจริงๆ ให้ไปรวมตัวกันที่หน้าสวนลุมพินี จะได้ไม่แตกแยกหายไปไหนกัน

     คืนวันหนึ่ง… ไฟก็ไหม้ขึ้นมาจริงๆ

     ทุกอย่างจบสิ้น ความเป็นเถ้าแก่โรงงานทอผ้า สินค้า บ้านช่อง ลูกน้อง ยังโชคดีบ้างว่า สิ่งที่เหลืออยู่คือครอบครัว ทุกคนปลอดภัย

     อากงต้องบากหน้ากลับไปหาพี่ชายเพื่อไปทำงานโรงงาน ในขณะที่อาม่าต้องไปขายน้ำเต้าหู้ พ่อฉันตัดสินใจเผาหนังสือเรียนลงในกองไฟนั้นยามที่ไฟไหม้ด้วยความเจ็บแค้น แล้วหันหลังให้โรงเรียน เข้าไปเป็นคนงานในโรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งเพื่อฝึกฝนการเป็นช่างเครื่อง และเพื่อให้น้องๆ ที่เหลือคนอื่นๆ ได้เรียนหนังสือต่อ แต่ทุกคนก็ทำงานช่วยพ่อและแม่หาเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นข้าวสารกรอกหม้อเลี้ยง 9 ชีวิตด้วยกันเอง

     กัดก้อนเกลือ ลำบากกันอีกครั้ง…​

อากงฉันเป็นคนพูดไทยเก่งมาก อาจจะไม่ชัด แต่อาม่านี่ชัดแจ๋ว และรักในหลวงมาก ทั้งสองคนบอกเสมอว่า ประเทศไทยไม่มีเรื่องวุ่นวายเหมือนเมืองจีน ก็เพราะมีในหลวง

     ตอนที่ฉันเกิดมา ครอบครัวยังอยู่ในสภาพต้องหาเช้ากินค่ำอยู่ เรามีบ้านอยู่ที่สลัมสวนพลู หลังตลาดสวนพลู ฉันยังต้องตามอาม่าไปขายน้ำเต้าหู้ในตอนเช้า หลังจากที่เห็นพวกอาๆ ตื่นตั้งแต่ตี 3 มาช่วยอาม่าโม่ถั่วเหลืองทำน้ำเต้าหู้ ส่วนอากงก็ยังไปทำงานที่โรงงานของพี่ชาย ส่วนน้องชายของอากงตัดสินใจกลับเมืองจีนไปเนื่องจากอาการป่วย และเสียชีวิตลง

     ณ ตอนที่ฉันเกิดมา… พ่อของฉันเริ่มต้นโรงงานทอผ้าแล้ว โดยมีแม่ของฉันทอผ้าอยู่ในโรงงาน แล้วไกวเปลให้ฉันหลับอยู่ข้างๆ เครื่องทอผ้า ไม่ได้เลวร้ายอะไรถ้าเด็กอายุไม่กี่เดือนจะหูฝ้าฟางหน่อยๆ เพราะโดนเสียงเครื่องจักรกระแทกหูมาแต่เด็กๆ แต่เรารวยขึ้น… ก่อนที่พ่อแม่จะส่งเสียฉันเรียน เขาก็ส่งเสียอาทุกคนให้ได้เรียนหนังสือ ทั้งพ่อและแม่ของฉันช่วยอากงอาม่าจ่ายค่าใช้จ่ายของอาทุกคนเพื่อให้ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยกันเป็นหลัก

     ความเป็นหลานคนโต ทำให้ได้คุยกับอากงเยอะ สิ่งหนึ่งที่ฉันมักถามอากงว่า ทำไมฉันถึงไม่ได้เรียนในโรงเรียนจีน คำตอบมักจะเป็นเพราะว่า เราจะไม่กลับไปเมืองจีนอีก และเราจะไม่มีอนาคตกับที่นั่นอีก ประเทศไทยคือบ้านของอากง อากงอยู่ใต้ร่มเงาพระบารมีของรัชกาลที่ 9 อย่างมีความสุข และทุกคนในครอบครัวก็ได้พึ่งพิงอิงแอบร่มฉัตรนี้อาศัยอยู่ อากงฉันเป็นคนพูดไทยเก่งมาก อาจจะไม่ชัด แต่อาม่านี่ชัดแจ๋ว และรักในหลวงมาก ทั้งสองคนบอกเสมอว่า ประเทศไทยไม่มีเรื่องวุ่นวายเหมือนเมืองจีน ก็เพราะมีในหลวง

อากงของฉันสอนให้จงรักภักดีต่อในหลวง ราชวงศ์ สอนให้รักแผ่นดินไทย เพราะที่ฉันมีทุกวันนี้ได้ เพราะอากงหนีมาอาศัยร่มพระบารมีอยู่ที่นี่ พระองค์ไม่เคยแม้แต่สักนิดที่จะรังเกียจคนแปลกหน้าที่อพยพมาสู่ประเทศของพระองค์ ไม่เคยสักนิดที่จะขุ่นข้องหมองใจกับการที่มีพวกหนีภัยมา แต่กลับกัน พระองค์กลับให้ความสำคัญกับคนจีนเป็นอย่างดี จากที่เคยเห็นพระองค์เคยเสด็จฯ สำเพ็ง

     โอกาสในประเทศใหม่สร้างหลากหลายฐานะให้ครอบครัวที่หนีแผ่นดินร้อนมา ร่มฉัตรของรัชกาลที่ 9 มอบโอกาสในการดำรงชีวิต อาชีพ อนาคต และให้พวกเขาได้ย้อนกลับไปช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขาที่ยังตกระกำลำบากอยู่ที่ประเทศผู้ให้กำเนิด ไม่เคยได้ยินจากปากอากงสักคำว่าจะกลับไปอยู่อีก ถึงแม้ประเทศจีนจะเจริญรุ่งเรืองแล้ว ใครๆ ก็บอกว่า ฉันสนิทกับอากง ทำไมไม่ได้ภาษาจีนมาเลย ฉันบอกเสมอว่า อากงอยากพูดไทยได้เก่งๆ อากงไม่เคยพูดจีนกับลูกหลาน แต่จะพูดภาษาไทยตลอด เพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น ไปๆ มาๆ หลานไม่ได้ภาษาจีนสักคน

     อากงของฉันสอนให้จงรักภักดีต่อในหลวง ราชวงศ์ สอนให้รักแผ่นดินไทย เพราะที่ฉันมีทุกวันนี้ได้ เพราะอากงหนีมาอาศัยร่มพระบารมีอยู่ที่นี่ พระองค์ไม่เคยแม้แต่สักนิดที่จะรังเกียจคนแปลกหน้าที่อพยพมาสู่ประเทศของพระองค์ ไม่เคยสักนิดที่จะขุ่นข้องหมองใจกับการที่มีพวกหนีภัยมา แต่กลับกัน พระองค์กลับให้ความสำคัญกับคนจีนเป็นอย่างดี จากที่เคยเห็นพระองค์เคยเสด็จฯ สำเพ็ง

     60 กว่าปีที่อากงได้ใช้ชีวิตใหม่อยู่ที่นี่ ท้ายสุดก็ฝังร่างตัวเองและอาม่าอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ไม่มีวันไหนเลยที่อากงจะเสียใจ มีแต่ความรักให้กับประเทศไทย และความจงรักภักดีต่อพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ให้เขาสร้างครอบครัวในแผ่นดินของพระองค์ ความคิดเช่นนี้ส่งต่อมาให้ลูกๆ ทุกคน พ่อของฉันเคยบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พระองค์คือทุกอย่าง ไม่ว่าจะอย่างไรความกตัญญูต่อพระองค์คือสิ่งสูงสุดที่ทุกคนต้องยึดถือ

     ในห้องนอนของอากงในทุกช่วงชีวิต นอกจากรูปของ ดร. ซุนยัดเซ็นแล้ว ก็คงมีแต่รูปของรัชกาลที่ 9 …ที่ติดไว้ในห้องชั่วชีวิตของอากง

 

*หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความมาจากเว็บไซต์ www.siammanussati.com ในบทความชื่อ ชมภาพประวัติศาสตร์ “ร.8และร.9” เสด็จเยือนสำเพ็ง เชื่อมสองดวงใจไทย-จีนให้เป็นหนึ่ง

The post อากงใต้ร่มฉัตร รัชกาลที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kingrama9-thai-china-relation/feed/ 0