ร้านไอศกรีม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ร้านไอศกรีม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 07 May 2026 06:10:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z https://thestandard.co/swensens-the-creation-siam-gen-z/ Thu, 07 May 2026 06:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1204684 ภาพเมนูไอศกรีม Swensen's The Creation ที่ให้ลูกค้าเลือกและผสมท็อปปิ้งเอง

Swensen’s เปิดสาขาคอนเซปต์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘T […]

The post แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมนูไอศกรีม Swensen's The Creation ที่ให้ลูกค้าเลือกและผสมท็อปปิ้งเอง

Swensen’s เปิดสาขาคอนเซปต์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘The Creation’ ที่ Siam Scape ชั้น 1 ย่านสยามสแควร์ โดยมี Pick and Mix Bar ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเอง พร้อมสเตชันผัดไอศกรีมเทปันยากิหน้าร้าน เป้าหมายเจาะกลุ่ม Gen Z และตั้งเป้ายอดขายต่อสาขาเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือนต่อเนื่อง 6 เดือน เพื่อใช้ประเมินก่อนขยายโมเดลไปสาขาอื่นทั้งในและต่างประเทศ

 

 
ปัจจุบันตลาดไอศกรีมในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ‘ไอศกรีมบรรจุหีบห่อ’ มูลค่าตลาดประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ที่แข่งขันด้วยแบรนด์ใหญ่กว่า 10 ราย พร้อมจุดจำหน่ายมากกว่า 5 หมื่นจุดทั่วประเทศไทย และ ‘กลุ่มร้านไอศกรีม’ มูลค่าตลาดกว่า 1ล้านบาท และมากกว่า 3000 ร้านทั่วประเทศไทย

 

ขณะที่ Swensen’s ทำตลาดในไทยมาแล้ว 38 ปี และมีสาขากว่า 360 แห่ง โดยตลอด 38 ปีที่ผ่านมาได้ปล่อยสินค้าใหม่ทุก 5-10 ปี ตั้งแต่ไอศกรีมถ้วยใหญ่พสุธากัมปนาท, เมนูฟองดู, ช็อกโกแลตลาวา, บิงซู มาจนถึงคราฟท์บาร์ที่เปิดในช่วงโควิด

 

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่าสิ่งที่ Swensen’s ขายให้ลูกค้าคือ “Customer Experience หรือประสบการณ์และความสุขของลูกค้าที่ได้มารับประทานไอศกรีมร่วมกัน”

 

เลือกทำเลสยามสแควร์จับ Gen Z กลุ่ม Early Adopter

 

Swensen’s เลือกทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสยามสแควร์เพื่อจับกลุ่ม Gen Z ที่เป็น Early Adopter ของตลาด มีความเป็น Foodie, Creator, Trend Setter และ Social Seeker พร้อมรองรับกลุ่มผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานเรียนพิเศษในย่านนี้

 

แม้ฐานลูกค้าหลักระดับประเทศของ Swensen’s ยังคงเป็นกลุ่มครอบครัวที่มีเด็ก (Family with kids) แต่สาขาต้นแบบนี้ออกแบบมาเพื่อ Gen Z โดยเฉพาะ หน้าตาร้านเน้นความเรียบหรู ลดทอนสีสันฉูดฉาด ใช้ไฟนีออนและวัสดุสีเงิน ขณะที่ยังคงโคมไฟ Tiffany Lamp ตามรูปแบบเดิม

 

Pick and Mix Bar เลือกท็อปปิ้งเอง 30 ชนิด

 

ไฮไลต์หลักของสาขาคือ Pick and Mix Bar ที่ให้ลูกค้าผสมไอศกรีมซันเดเอง มีท็อปปิ้งให้เลือกราว 30 ชนิด รวมถึงท็อปปิ้งพรีเมียมที่ไม่มีในสาขาทั่วไป เช่น ซอสพิสตาชิโอ, เฟอร์เรโร รอชเชอร์, องุ่นไชน์มัสแคต และผลไม้นำเข้าหลายชนิด ซึ่งสับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตามเทรนด์

 

รูปแบบบริการกำหนดปริมาณตามขนาดถ้วย ราคาเริ่มต้นที่ 149 บาท สำหรับไอศกรีม 1 สกู๊ป ลูกค้าผสมได้ 2 รสจากทั้งหมด 24 รสมาตรฐาน เลือกซอสฟรี 1 ชนิด ส่วนท็อปปิ้งพรีเมียมอย่างเฟอร์เรโร รอชเชอร์ บวกราคาเพิ่ม 10-15 บาท

 

อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปของสาขานี้คือสเตชันผัดไอศกรีมแบบเทปันยากิที่โชว์การทำหน้าร้าน ใช้แทนการปั่น โดยอาจยกระดับเป็นสเตชันผัดโชว์ตรงกลางร้านในลักษณะคล้าย Benihana ในอนาคต

 

ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสามารถสั่งจากเมนู Chef Recommendation 9 รสที่ทางร้านคิดมาให้ ราคาเริ่มต้น 119 บาท พร้อมจุด Self Service Station สำหรับน้ำดื่มและอุปกรณ์รับประทานอาหาร เพื่อให้รูปแบบการบริการเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ตั้งเป้ายอดขายเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน ก่อนขยายโมเดล

 

อย่างไรก็ตามตลาดคาเฟ่ขนมหวานเป็นสนามที่แข่งขันรุนแรง เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าตลาดต่ำ (Low Entry Barrier) ใช้เงินลงทุนและพื้นที่น้อยกว่าร้านอาหารคาว ไม่ต้องลงทุนระบบดูดควันราคาแพง ขณะที่แบรนด์ใหม่จากต่างประเทศก็เข้ามาตีตลาดต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การตัดราคา

 

อีกแรงกดดันสำคัญคืออายุของกระแสสินค้าใหม่ที่สั้นลงมาก อนุพนธ์ระบุว่า “จากเดิมที่สินค้าใหม่เคยอยู่ในกระแสได้ 3 เดือน ปัจจุบันเหลือเวลาเพียงเดือนครึ่งก็หมดกระแสแล้ว”

 

ด้วยเหตุนี้ Swensen’s จึงเลือกสร้างคอนเซปต์ที่นำไอศกรีมรสเดิมมาเปลี่ยนลูกเล่นที่ท็อปปิ้ง ทำให้ออกเมนูใหม่ได้รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เวลานาน

 

Swensen’s ตั้งเป้ายอดขายของสาขาต้นแบบที่ Siam Scape ให้เกิน 1 ล้านบาทต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ประเมินก่อนขยายโมเดลไปยังสาขาอื่นทั้งในหัวเมืองใหญ่และตลาดต่างประเทศ ขณะที่ยอดการใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย ของลูกค้าปัจจุบันอยู่ที่ราว 240-260 บาท

 

ส่วนเทรนด์สุขภาพ Swensen’s ยังคงเน้นความอร่อยและความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ หลังเคยทดลองทำเมนูหวานน้อยและแคลอรีต่ำมาแล้วไม่ได้รับความนิยม ลูกค้ายังคงต้องการรสชาติเดิมที่คุ้นเคย

 

อนุพนธ์ปิดท้ายว่า “ความเซ็กซี่หรือความแปลกใหม่ของแบรนด์อาจอยู่ได้เพียงชั่วคราว แต่ความยั่งยืนของธุรกิจอาหารจะกลับมาที่แก่นแท้เสมอ นั่นคือรสชาติอาหารที่อร่อย ภาพลักษณ์ที่ตรงปก สินค้าโดนใจ และราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้”

The post แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอศกรีมพรีเมียมยังโตได้! สะท้อนความสำเร็จ ‘Guss Damn Good’ ปั้นยอดขาย 100 ล้านต่อปี https://thestandard.co/guss-damn-good-brand-story/ Tue, 02 Sep 2025 03:09:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1114364 guss-damn-good-brand-story

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดไอศกรีมเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีก […]

The post ไอศกรีมพรีเมียมยังโตได้! สะท้อนความสำเร็จ ‘Guss Damn Good’ ปั้นยอดขาย 100 ล้านต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
guss-damn-good-brand-story

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดไอศกรีมเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีการแข่งขันสูงและดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ครองตลาดมายาวนาน แบรนด์ท้องถิ่นที่แข็งแรงในแต่ละพื้นที่ รวมถึงผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาเจาะตลาดด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง ทั้งการทำโปรโมชั่นราคา การเพิ่มรสชาติใหม่ๆ ไปจนถึงการใช้แพ็กเกจจิงที่สะดุดตา ทำให้ภาพรวมตลาดไอศกรีมมีสีสันและเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ในความดุเดือดนั้น หากมองไปที่ ‘ตลาดพรีเมียม’ กลับยังมีช่องว่างและโอกาสให้กับผู้เล่นที่อยากสร้างแบรนด์ให้แตกต่าง โดยไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา แต่เน้นชูจุดขายที่คุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ นี่จึงเป็นที่มาของแบรนด์ไทยที่เติบโตขึ้นมาจากแพสชันและความเชื่อว่าไอศกรีมจะสามารถเป็นได้มากกว่าของหวาน

 

Guss Damn Good แบรนด์ไอศกรีมสัญชาติไทย ที่เกิดมาจากแพสชันของ ‘ระริน ธรรมวัฒนะ’ และ ‘นที จรัสสุริยวงค์’ ที่เจอกันระหว่างเรียนปริญญาโทที่ Babson College เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ทั้งคู่มีความหลงใหลในวัฒนธรรมการกินไอศกรีมของคนบอสตัน แม้เป็นเมืองที่หนาว แต่คนก็ยังออกมาสังสรรค์กันในร้านไอศกรีม

 

นที จรัสสุริยวงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Guss Damn Good กล่าวว่า หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ได้เริ่มศึกษาตลาดไอศกรีม และลงทุนซื้อเครื่องทำไอศกรีม ตู้เย็น และตู้แช่ พร้อมพัฒนาสูตรไอศกรีม ลองผิดลองถูกกันอยู่นาน จนได้ไอศกรีมรสชาติแรก นั่นก็คือ Don’t Give up #18 ซึ่งเป็นสูตรไอศกรีมที่ไม่ได้เน้นแต่งกลิ่น แต่จะเน้นที่รสชาติของไอศกรีมจริงๆ

 

“ยอมรับว่า ในช่วงแรกยังไม่รู้วิธีขายและช่องทางการตลาด จึงได้เริ่มจากการนำสินค้าไปออกบูธในตลาดนัด แต่อุปสรรคคือคนไม่รู้จักแบรนด์ ทำให้สินค้าขายไม่ได้เลย จากนั้นได้เปลี่ยนมาฝากขายตามร้านกาแฟ จากนั้นคนเริ่มรู้จักขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มบอกต่อกัน จึงมองไปที่การขยายธุรกิจอย่างจริงจัง และเริ่มก่อตั้งบริษัท กัสส์ แดมน์ กู๊ด จำกัด ขึ้นมาเมื่อปลายปี 2560″

 

รวมๆ แล้ว Guss Damn Good เปิดให้บริการมากว่า 10 ปี มีร้านกว่า 20 สาขา สร้างยอดขายได้ปีละ 100 ล้านบาท โดยในปี 2569 มีแผนขยายเพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา เน้นเปิดในพื้นที่ศูนย์การค้าจังหวัดกรุงเทพฯ และยังเตรียมนำสินค้าเข้าไปวางขายในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายให้แบรนด์ไอศกรีมเป็นมากกว่าขนมหวาน แต่จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์กัน นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมแบรนด์ถึงได้คอลแลปกับแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

 

ยกตัวอย่างที่ Guss Damn Good เคยร่วมงานกับ 9 แบรนด์ดัง สร้างสรรค์ไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ภายใต้แคมเปญ ‘Guss Grocery’ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา เช่น รสหมูหยอง ส.ขอนแก่น น้ำตาลมะพร้าว, รสซอสบาร์บีคิวพลาซ่า, รสมาม่าต้มยำ, รสน้ำพริกเผาแม่ประนอมไข่เค็ม และรสยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว ต่อยอดมาถึงปี 2568 ก็ได้มีแคมเปญที่คล้ายๆ กัน โดยสามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

 

ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าตลาดไอศกรีมท้าทายและยากมาก แต่ด้วยความที่แบรนด์ตั้งใจทำให้เป็นสินค้าพรีเมียมตั้งแต่แรก จึงมีคู่แข่งอยู่แค่ 2-3 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับตลาดแมสที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

 

แม้จะไม่ได้ศึกษามูลค่าตลาดอย่างจริงจัง แต่มองว่าในตลาดพรีเมียม ยังมีช่องว่างและโอกาสให้กับแบรนด์ Guss Damn Good อยู่มาก ด้วยจุดแข็งของการเป็นไอศกรีมที่มีรสชาติเอกลักษณ์ชัดเจน แม้จะขายในราคาสูง ประกอบกับที่ผ่านมาไม่เคยจัดโปรโมชันลดราคาเลย แต่ก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะวัยทำงานได้เป็นอย่างดี

 

และอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวใหม่คือการโดดเข้ามาคอลแลบกับ COPPER BEYOND BUFFET บุฟเฟต์นานาชาติระดับพรีเมียม โดยได้นำไอศกรีมรสชาติขายดีเข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าในร้าน COPPER และยังถือเป็นการทำตลาดให้ลูกค้า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้รู้จักแบรนด์ Guss Damn Good มากขึ้นด้วยเช่นกัน

The post ไอศกรีมพรีเมียมยังโตได้! สะท้อนความสำเร็จ ‘Guss Damn Good’ ปั้นยอดขาย 100 ล้านต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Lec’ แบรนด์ไอศกรีมแคลฯ ต่ำของ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ นักขับ F1 ขวัญใจคนทั่วโลก https://thestandard.co/life/lec-charles-leclerc/ Mon, 04 Aug 2025 05:27:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1103315

ถ้านักแข่งรถที่เร็วที่สุดในโลกกินไอศกรีมนี้ได้ ทำไมคนรั […]

The post ‘Lec’ แบรนด์ไอศกรีมแคลฯ ต่ำของ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ นักขับ F1 ขวัญใจคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้านักแข่งรถที่เร็วที่สุดในโลกกินไอศกรีมนี้ได้ ทำไมคนรักสุขภาพอย่างเราจะกินบ้างไม่ได้ล่ะ! เพราะทุกคนรู้กันดีว่าการเป็นนักกีฬามาควบคู่กับการคุมอาหารสุดโหด โดยเฉพาะกีฬาที่กำลังมาแรงที่สุดแห่งปีอย่างการแข่งรถ F1 (Formula One) ที่น้ำหนักของทุกสิ่งบนสนามมีผลต่อการแพ้ชนะและจะผิดเพี้ยนไปไม่ได้เลย นั่นรวมถึงน้ำหนักของตัวนักแข่งเองด้วยที่ต้องควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ตลอดการแข่งขันกว่า 24 สนามตลอดทั้งปี

 

 

แต่ด้วยความรักในการกินไอศกรีม นักแข่งรถ F1 ชาวโมนาโกจากทีมเฟอร์รารี ‘ชาร์ลส์ เลอแคลร์ (Charles Leclerc)’ จึงตัดสินใจทำแบรนด์ไอศกรีมแคลอรีต่ำขึ้นมาเป็นของตัวเองเสียเลย เพื่อให้เขากินไอศกรีมรสโปรดได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องแคลอรีหรือสารอาหาร

 

“สิ่งนี้ไม่ใช่แค่สำหรับผมในฐานะนักกีฬาที่ต้องนับแคลอรี แต่สำหรับทุกคนด้วย เพราะความรู้สึกผิดจากการกินไอศกรีมเป็นเรื่องปกติมากกว่าที่พวกเราคิด แต่มันก็ไม่ง่ายเลยในการทำเจลาโต้ให้อร่อยและไม่เกิน 400 แคลอรีต่อถ้วย” เลอร์แคลบอกไว้ในวิดีโอเปิดตัวแบรนด์ไอศกรีม ‘LEC’ ซึ่งเขาทำร่วมกับเพื่อนอีก 3 คนซึ่งรับหน้าที่ช่วยดูแลแบรนด์ เพื่อที่เลอร์แคลจะโฟกัสไปที่การเป็นแชมป์โลกการแข่งรถ F1 ได้อย่างเต็มที่

 

 

ความน่าสนใจของ LEC คือพวกเขาตั้งใจทำเจลาโต้ที่มีรสชาติเข้มข้น แต่เบา และมีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ เพื่อให้คนที่อยากคุมอาหารหรือดูแลสุขภาพกินแล้วสบายใจ แถมแต่ละรสชาติยังแคลฯ ต่ำกว่าไอศกรีมทั่วไปในตลาดประเทศอังกฤษถึง 32% และไขมันน้อยกว่าถึง 53%

 

แบรนด์ LEC เปิดตัวมาด้วยไอศกรีม 5 รสชาติ ได้แก่ Vanillove – 335 แคลอรี, Salty Carammmel – 370 แคลอรี, Swirly Pistachi-Oh! – 397 แคลอรี, Peanut Caramel Tango – 399 แคลอรี และ Chocolate Crunch – 347 แคลอรี โดยไอศกรีมแต่ละถ้วยมีน้ำหนัก 260 กรัม ขายในราคา 5.60 ปอนด์ หรือประมาณ 242 บาท

 

 

แต่เราต้องบอกว่าเสียใจด้วย ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับชาร์ลส์ เลอแคลร์ แฟนคลับทีมเฟอร์รารี หรือแฟนคลับกีฬา F1 เพราะตอนนี้ไอศกรีม LEC วางขายเฉพาะในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษเท่านั้น

 

เอาเป็นว่าถ้าใครบินไปเที่ยวประเทศใดที่มีไอศกรีม LEC วางขาย ก็อย่าลืมตามไปให้กำลังใจหนุ่มชาร์ลส์ เลอแคลร์ ด้วยการอุดหนุนไอศกรีมของเขากัน แล้วมาบอกเราด้วยว่ารสชาติโดนใจขนาดไหน

The post ‘Lec’ แบรนด์ไอศกรีมแคลฯ ต่ำของ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ นักขับ F1 ขวัญใจคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถหรือเรือก็ไม่มีปัญหา ขอแค่ใส่ไอศกรีมได้ Swensen’s จัดแคมเปญ Earth Day ภาชนะใครใหญ่ที่สุด รับ 3 หมื่นไว้กินทั้งปี https://thestandard.co/swensen-earth-day-campaign/ Tue, 22 Apr 2025 08:12:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1066873

ไม่ว่าจะเป็นรถ เรือ ถัง หรือภาชนะอะไรก็ได้ที่ขอเพียงสะอ […]

The post รถหรือเรือก็ไม่มีปัญหา ขอแค่ใส่ไอศกรีมได้ Swensen’s จัดแคมเปญ Earth Day ภาชนะใครใหญ่ที่สุด รับ 3 หมื่นไว้กินทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไม่ว่าจะเป็นรถ เรือ ถัง หรือภาชนะอะไรก็ได้ที่ขอเพียงสะอาด ก็สามารถเดินไปที่ Swensen’s เพื่อซื้อไอศกรีมในแคมเปญที่จัดขึ้นในวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี 

 

แคมเปญดังกล่าวจะเปิดให้ลูกค้าซื้อไอศกรีมหลากรสในราคาเดียวเพียงสกู๊ปละ 19 บาท เริ่มต้นขั้นต่ำ 10 สกู๊ปขึ้นไป ไปจนถึง 100 สกู๊ป ราคา 1,990 บาท โดยไอศกรีมจะมีขนาด 45 กรัม แตกต่างจากปกติที่มีขนาด 80 กรัม ซึ่งขายในราคาสกู๊ปละ 80 บาท 

 

“ปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ที่เราจัดแคมเปญนี้ขึ้นมา” ณพล ศิริมงคลเกษม หัวหน้าฝ่ายบริหารแบรนด์ บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) จำกัด ในเครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว “เราพบว่าเฉพาะวันนั้นมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.5 เท่าเมื่อเทียบกับวันปกติ โดยลูกค้าที่ซื้อมากที่สุดคือ 100 สกู๊ป”

 

Swensen’s ระบุถึงการเพิ่มสต็อกไอศกรีมเพื่อรองรับการขายในทุกสาขาที่เข้าร่วมกว่า 350 แห่ง (ยกเว้น 4 สาขาในเมืองท่องเที่ยว) แต่ตัวยอดขายไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของการทำแคมเปญนี้เข้ามา ซึ่งจะจัดเฉพาะวันที่ 22 เมษายน 2568 วันเดียวเท่านั้น 

 

“หลักๆ คือ Swensen’s ต้องการหา Occasion หรือโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้า ซึ่งจะเป็นผลต่อการสร้างแบรนด์ในระยะยาว ซึ่ง Earth Day ก็เป็นหนึ่งใน Occasion จำนวน 14-15 วันที่ทำขึ้นในแต่ละปี” ชนินทร์ นาคะรัตนากร หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) จำกัด ในเครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

สิ่งที่แตกต่างจากแคมเปญในปีที่ผ่านมาคือการที่ปีนี้ Swensen’s จะมอบรางวัลให้กับลูกค้าที่นำ ‘ภาชนะที่ใหญ่ที่สุด’ 3 อันดับแรกรับเวาเชอร์สำหรับกิน Swensen’s ตลอดทั้งปีมูลค่า 30,000, 20,000 และ 10,000 บาทตามลำดับ

 

ทั้งนี้ ตลาดไอศกรีมในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยใน 2567 ปีที่ผ่านมา Swensen’s มีการเติบโตภาพรวม 6-8% และยังคงครองมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 เกินกว่า 70% ในตลาดร้านไอศกรีมนั่งรับประทาน 

 

โดยสัดส่วนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและเด็กสูงถึง 70-80% อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 30-40 ปี รวมถึงกลุ่ม Gen X และ Gen Y ซึ่งเป็นคนที่เติบโตมากับแบรนด์และมีความภักดีต่อแบรนด์ค่อนข้างสูง 

 

ในขณะที่ปี 2568 แบรนด์ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมขยายฐานผู้บริโภคเป้าหมายให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญทั้งในด้านความอร่อย คุณภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม รวมถึงความบันเทิงที่สามารถแบ่งปันได้บนโลกออนไลน์ 

 

ผ่านการจัดกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ ที่มีทั้งความสนุก สร้างสีสัน และแฝงด้วยเรื่องราวที่มีความหมาย เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคในระยะยาว

The post รถหรือเรือก็ไม่มีปัญหา ขอแค่ใส่ไอศกรีมได้ Swensen’s จัดแคมเปญ Earth Day ภาชนะใครใหญ่ที่สุด รับ 3 หมื่นไว้กินทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากห้างสู่ร้านสะดวกซื้อ! เคล็ดลับปั้นยอดขายใหม่ของ Dairy Queen อยู่ที่ 7-Eleven ขายดี 7-8 แสนบาทต่อเดือน https://thestandard.co/dairy-queen-7-eleven/ Tue, 18 Feb 2025 01:06:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1043054 dairy-queen-7-eleven

ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเราจะได้เห็นร้านไอศกรีมที่มักอยู่ใ […]

The post จากห้างสู่ร้านสะดวกซื้อ! เคล็ดลับปั้นยอดขายใหม่ของ Dairy Queen อยู่ที่ 7-Eleven ขายดี 7-8 แสนบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
dairy-queen-7-eleven

ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเราจะได้เห็นร้านไอศกรีมที่มักอยู่ในศูนย์การค้าหรือไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก มาอยู่ในทำเลเดียวกับร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven แต่วันนี้เกิดขึ้นแล้วกับ Dairy Queen

 

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า การขยายไปสู่ทำเลเดียวกับ 7-Eleven ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Dairy Queen เพราะที่ผ่านมาก็ขยายนอกห้างไปสู่ปั๊มน้ำมันมาแล้ว

 

“แต่ความแตกต่างคือปั๊มน้ำมันยังมีทราฟฟิกที่มาจากทั้งคนเดินทางและผู้ที่เข้ามาเติมน้ำมัน แต่คนที่มา 7-Eleven จะต้องมาเพื่อซื้อของเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จำนวนทราฟฟิกจึงต่างกัน”

 

ถึงอย่างนั้นธุรกิจต้องมีการเติบโต และทำเลแบบเดิมๆ ไม่สามารถรองรับได้อีกแล้ว 7-Eleven จึงกลายเป็นตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้สำหรับ Dairy Queen เพราะปัจจุบัน 7-Eleven ไม่ได้เปิดอยู่ตามตึกแถว หากแต่หาพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อเปิดร้านที่ลูกค้าสามารถจอดรถได้ง่าย 

 

อย่างแผนขยายสาขาในปี 2567 จำนวน 700 สาขา กว่า 30% จะเป็นสาขาที่มีที่จอดรถ แปลว่า 7-Eleven ก็มองเห็นว่า การมีที่จอดรถจำเป็นสำหรับร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวและมองหาความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย 

 

การมีที่จอดรถจึงช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงร้านได้ง่าย ซื้อสินค้าได้มากขึ้น และตอบสนองต่อการเติบโตของสังคมเมืองที่ยานยนต์ส่วนตัวยังคงมีบทบาทสำคัญ เพราะในบางทำเล ที่จอดรถอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกร้านสะดวกซื้อของผู้บริโภค ร้านที่มีที่จอดรถอาจได้เปรียบในการแข่งขันกับร้านที่ไม่มี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีร้านสะดวกซื้อหลายแห่ง

 

สำหรับ Dairy Queen ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาเริ่มเปิดร้านในทำเลเดียวกับ 7-Eleven มาแล้ว 5 สาขา ซึ่งอยู่ในทำเลปริมณฑลทั้งหมด

 

แม้จะต้องลงทุนมากกว่าร้านปกติซึ่งจะอยู่ที่ราว 1.5-1.7 ล้านบาทต่อร้านที่มีพื้นที่ 25-30 ตารางเมตร มาเป็นการใช้เงิน 2 ล้านบาทเพื่อสร้างร้าน 40-50 ตารางเมตร พร้อมที่นั่งกินเหมือนร้านทั่วไป

 

สิ่งที่ชี้ชัดถึงการที่บอกว่า Dairy Queen ‘คิดถูก’ แล้วที่เปิดร้านไปกับ 7-Eleven คือยอดขายที่เพิ่มขึ้น 20-30% จาก 5 แสนบาทต่อเดือนมาเป็น 7-8 แสนบาทต่อเดือน แถมยังมีการใช้จ่ายต่อบิลที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 200 บาท จาก 120 บาทในสาขาปกติ

 

“เหตุผลที่ทำให้ร้านในทำเล 7-Eleven มียอดขายที่มากกว่า เพราะไม่ต้องเปิด-ปิดเวลาเดียวกับห้าง ทำให้มีระยะเวลาขายได้มากขึ้น บางร้านเราจึงเปิดตั้งแต่ 09.00 น. ไปจนปิด 23.00 น. ซึ่งยังมีลูกค้าที่เดินมาซื้อและสั่งเดลิเวอรี”

 

ยอดขายที่ดีแบบนี้ทำให้ในปี 2568 ไมเนอร์ ฟู้ด วางแผนที่จะขยาย Dairy Queen โมเดลนี้ไม่น้อยกว่า 10 สาขา แถมยังไม่จำกัดด้วยว่า จะต้องผูกปิ่นโตไปกับ 7-Eleven เท่านั้น แต่เป็นร้านสะดวกซื้อแบรนด์ไหนก็ได้ ขอแค่เป็นทำเลที่มีคนอาศัยหนาแน่น พร้อมเปิดขายแบบแฟรนไชส์ด้วย

 

สำหรับ Dairy Queen ถือเป็นร้านที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในไมเนอร์ ฟู้ด โดย ณ สิ้นปี 2567 มีสาขากว่า 540 แห่ง จากจำนวนร้านทั้งสิ้น 2,083 สาขาที่เปิดในไทยของไมเนอร์ ฟู้ด

 

โดยปี 2567 ไมเนอร์ ฟู้ด ทำรายได้ 32,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ในขณะที่ยานแม่อย่างบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มีรายได้ 166,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% และมีกำไรสุทธิรวม 7,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 43% เลยทีเดียว

The post จากห้างสู่ร้านสะดวกซื้อ! เคล็ดลับปั้นยอดขายใหม่ของ Dairy Queen อยู่ที่ 7-Eleven ขายดี 7-8 แสนบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์ที่ใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำตาล https://thestandard.co/life/gelateria-kitokki-honey-gelato/ Sat, 01 Feb 2025 01:00:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1036488 gelateria-kitokki-honey-gelato

‘ของหวานไม่ดีต่อสุขภาพ’ คือสิ่งที่ทุกคนรู้กันดี แต่ในเม […]

The post Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์ที่ใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำตาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
gelateria-kitokki-honey-gelato

‘ของหวานไม่ดีต่อสุขภาพ’ คือสิ่งที่ทุกคนรู้กันดี แต่ในเมื่อหัวใจมันเรียกร้องอยู่บ่อยๆ จะให้งดไปเลยก็คงไม่ถูก พวกเราจึงพาทุกคนมาที่ Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตแห่งใหม่ย่านอารีย์ที่ไม่ใช้น้ำตาลเลยสักนิด เพราะหนึ่งในเจ้าของร้าน แบม-พัณณิน ผู้พัฒน์ ชื่นชอบไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่อยากกินน้ำตาลบ่อยๆ ให้ทำลายสุขภาพ เธอกับพาร์ตเนอร์ชาวเกาหลีจึงช่วยกันคิดค้นสูตรเจลาโตที่ใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำตาล แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความเป็นเจลาโตอยู่ นี่จึงเป็นคาเฟ่ที่คนรักไอศกรีมแวะมาแล้วต้องแฮปปี้แน่นอน!

 

Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์

 

The Vibe

 

Gelateria Kitokki อยู่ในซอยอารีย์ 5 ฝั่งเหนือ มาถึงทุกคนจะยังไม่เจอหน้าร้าน เพราะที่นี่เปิดอยู่บนชั้น 2 ด้านในตึก White Cloud แต่เมื่อทุกคนเปิดบานประตูเข้ามาด้านในก็จะพบกับคาเฟ่ไวบ์น่ารักๆ แห่งนี้ ที่มาพร้อมเคาน์เตอร์สั่งไอศกรีมหลายรสชาติ และโซนนั่งกินไอศกรีมชิลๆ ดูน่าแวะมานั่งเล่นกับเพื่อนๆ

 

Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์

 

The Taste

 

“แบมเป็นคนชอบกินของหวานมาก โดยเฉพาะไอศกรีม ถ้ากินข้าวแล้วไม่กินของหวานจะรู้สึกขาดอะไรไป แต่พอมารู้ว่าน้ำตาลน่ากลัวอย่างไร แบมก็เริ่มหาข้อมูลจนพบว่าเจลาโตดีกว่าไอศกรีมทั่วไปตรงที่ใช้นมเป็นเบสเสียส่วนใหญ่ ต่างจากไอศกรีมที่ใช้ครีม ก็เลยเริ่มสนใจเจลาโตและไปลงเรียนวิธีการทำเจลาโตมา” แบม เจ้าของร้าน Gelateria Kitokki เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการทำเจลาโตที่ใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำตาล โดยเธอเป็นคนออกไอเดียเรื่องรสชาติ และมีพาร์ตเนอร์คอยช่วยเรื่องอื่นๆ ให้เจลาโตของร้านนี้เกิดขึ้นจริง

 

“แต่พอไปเรียนก็ได้รู้อีกว่าเจลาโตก็ใช้น้ำตาลไม่น้อย แบมก็เริ่มคิดว่าเราสามารถใช้อะไรแทนน้ำตาลได้บ้าง จนมาเจอน้ำผึ้งที่รู้สึกว่าดีกว่าหลายๆ อย่างที่ศึกษามา แถมกินแล้วอินซูลินไม่พุ่งสูงเหมือนน้ำตาลด้วย”

 

Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์

 

เจลาโตของ Gelateria Kitokki จึงเป็นสูตรที่ทั้งสองคนช่วยกันคิดขึ้นเองด้วยการลองผิดลองถูกจนกว่าจะได้เจลาโตที่มีเนื้อสัมผัสถูกต้อง รสชาติอร่อยแม้ไม่ใช้น้ำตาล รวมถึงใช้วัตถุดิบธรรมชาติทั้งหมดตามหลักการทำเจลาโตด้วย

 

“การทำเจลาโตจะมีกฎบางอย่างที่ต้องทำตาม เช่น ห้ามใช้ผลไม้แช่แข็ง ต้องใช้วัตถุดิบทำสดเท่านั้น ร้านเราก็ทำทุกอย่างเองหมดเลย อย่างเช่น Orange Makgeolli Sorbet ที่มีน้ำส้ม เราก็ใช้น้ำส้มคั้นสด”

 

Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์

 

Gelateria Kitokki จะเปลี่ยนรสชาติเจลาโตไปตามฤดูกาล แต่รสชาติประจำที่มาแล้วเจอได้บ่อยๆ ก็อย่างเช่น Valrhona Dark Chocolate, Pistachio, Banana and Butter Crumble หรือ Baked Apple ที่เป็นเมนูโปรดของแบม เพราะเธอบอกว่าต้องนำแอปเปิ้ลไปอบนานหลายชั่วโมงจนกว่าจะนำเนื้อมาทำเจลาโตได้

 

โดยทุกคนสามารถสั่งได้ 1-3 รสชาติต่อถ้วย ราคาเริ่มต้น 135-209 บาท และที่ร้านมีไวน์สำหรับคนอยากลองแพริ่งไวน์กับเจลาโตด้วย แต่ถ้าหากกลัวจะเลือกไม่ถูกก็สามารถถามพนักงานได้เลย

 

Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์

 

Good for

 

เราว่าหลายรสชาติน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนเลย อีกทั้งชิมไปแล้วยังได้รสชาติของเจลาโตชัดเจน แต่จะมีความหวานสดชื่นแบบน้ำผึ้งเข้ามาเสริมเบาๆ กินไปเรื่อยๆ ก็แอบได้ความหอมที่ชวนให้เพลินดีด้วย 

 

ถ้าใครอยากรู้ว่าเจลาโตที่ใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลจะสดชื่นขนาดไหน ต้องตามไปลองแล้วนะ

 

Gelateria Kitokki 

Open: วันพุธ-จันทร์ เวลา 12.00-21.00 น. (ปิดวันอังคาร) 

Contact: @​​gelateria_kitokki 

Address: ชั้น 2 ด้านในตึก White Cloud ปากซอยอารีย์ 5 ฝั่งเหนือ

Budget: 135-209 บาท

The post Gelateria Kitokki ร้านเจลาโตในซอยอารีย์ที่ใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำตาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นี่ไม่ใช่เก้าอี้ แต่เป็นไอศกรีม ‘MELTED MODERN armchair’ ไอศกรีมแซนด์วิชจากร้าน kintaam x midcen.modern https://thestandard.co/life/melted-modern-armchair/ Fri, 08 Nov 2024 08:14:14 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1006320

เสียใจด้วยนะถ้าใครกำลังคิดอยากจะซื้อเก้าอี้ตัวนี้ไปตั้ง […]

The post นี่ไม่ใช่เก้าอี้ แต่เป็นไอศกรีม ‘MELTED MODERN armchair’ ไอศกรีมแซนด์วิชจากร้าน kintaam x midcen.modern appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสียใจด้วยนะถ้าใครกำลังคิดอยากจะซื้อเก้าอี้ตัวนี้ไปตั้งไว้ที่บ้าน เพราะนี่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ทรงดีอย่างที่ทุกคนคิด แต่เป็นไอศกรีมแซนด์วิชรูปแบบใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเก้าอี้ Armchair ทรงคลาสสิก

 

‘MELTED MODERN armchair ice cream’ เป็นไอศกรีมแซนด์วิชเมนูพิเศษที่เกิดจากการคอลแลบกันของร้านไอศกรีม ‘kintaam (กินตาม)’ และร้านเฟอร์นิเจอร์มือสอง ‘midcen.modern’ โดยร้านไอศกรีม kintaam ได้แรงบันดาลใจในการทำเมนูนี้มาจากเฟอร์นิเจอร์ในร้าน midcen.modern จึงเลือกหยิบเก้าอี้ Armchair ทรงคลาสสิกมาเปลี่ยนเป็นไอศกรีมแซนด์วิชที่กินได้จริง

 

ด้วยการใช้บิสกิตแทนกรอบเก้าอี้ โดยมีให้เลือก 2 สี คือสีบิสกิตและสีแบล็กโกโก้ ส่วนเบาะรองนั่งเป็นไอศกรีมที่จะเปลี่ยนสีไปตามรสชาติเช่นกัน ไอศกรีมแซนด์วิชซีรีส์นี้จึงมีให้เลือกถึง 14 แบบ พร้อมรสชาติ เช่น ไวต์มอลต์ ชาไทย มินต์ช็อก ช็อกโกแลตคุกกี้ หรือมัทฉะเยลลี่

 

 

ทุกคนสามารถตามไปชิมเมนู MELTED MODERN armchair ice cream ได้ที่หน้าร้าน kintaam ถนนจันทน์ หรือสั่งเดลิเวอรีใส่กล่องเฟอร์นิเจอร์พร้อมส่งถึงบ้านได้ที่ไลน์ของร้าน ราคาชิ้น 175 บาท

 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ kintaam กินตาม

The post นี่ไม่ใช่เก้าอี้ แต่เป็นไอศกรีม ‘MELTED MODERN armchair’ ไอศกรีมแซนด์วิชจากร้าน kintaam x midcen.modern appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจจีนซบเซา ดันร้านอาหารจีนบุกอาเซียน Mixue-Haidilao ใช้กลยุทธ์ราคาถูก ดึงดูด Gen Z ที่มองหาความคุ้มค่า https://thestandard.co/mixue-haidilao-uses-low-cost-strategy-to-attract-gen-z/ Fri, 18 Oct 2024 12:08:03 +0000 https://thestandard.co/?p=997754

ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์จีนราคาประหยัด เช่น Mixue […]

The post เศรษฐกิจจีนซบเซา ดันร้านอาหารจีนบุกอาเซียน Mixue-Haidilao ใช้กลยุทธ์ราคาถูก ดึงดูด Gen Z ที่มองหาความคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์จีนราคาประหยัด เช่น Mixue และ Haidilao กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในหมู่ผู้บริโภค Gen Z ที่มองหาความคุ้มค่า แต่ในขณะเดียวกันร้านเหล่านี้ก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่น

 

Mixue ร้านชานมไข่มุกจากจีนได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเรียน, นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ด้วยราคาที่ถูกกว่าร้านค้าแบรนด์ท้องถิ่น 30-50% เช่น ในเวียดนาม ร้าน Mixue ขายเครื่องดื่มได้เฉลี่ย 500 แก้วต่อวัน และมากกว่า 1,000 แก้วในวันที่ลูกค้าเยอะ โดยเมนูขายดีที่สุดคือชาเลมอนกับว่านหางจระเข้ ราคาเพียง 17,000 ดอง (ประมาณ 23 บาท)

 

Mixue เข้าสู่เวียดนามในปี 2018 โดยเริ่มจากเมืองใหญ่ เช่น ฮานอย และโฮจิมินห์ซิตี และขยายสาขาอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการแฟรนไชส์ ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 1,000 แห่งในเวียดนาม และกว่า 2,400 แห่งในอินโดนีเซีย รวมถึงสาขาในมาเลเซีย, ไทย และฟิลิปปินส์ โดยมีสาขาทั่วโลกมากกว่า 36,000 แห่ง

 

ความลับของ Mixue ที่สามารถขายสินค้าในราคาถูกได้ เนื่องจากมีการผลิตวัตถุดิบ เช่น ชา และครีมเทียม ในปริมาณมากที่ประเทศจีน และนำเข้ามาแทนการซื้อในประเทศนั้นๆ

 

แบรนด์จีนอื่นๆ ก็รุกหนักไม่แพ้กัน อย่าง Cotti Coffee ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสาขาในจีนกว่า 7,000 แห่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2022 อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนการแข่งขันด้านราคา ในประเทศไทยกาแฟ Cotti ขนาดปกติราคา 45 บาท ถูกกว่า Café Amazon ร้านกาแฟแบรนด์ไทยที่ราคา 65 บาท

 

Haidilao ร้านชาบูก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์จีนที่กำลังเติบโตในภูมิภาค โดยมีสาขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 70 แห่ง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2023 รวมถึงในประเทศไทย ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 370 บาท และบริการฟรีต่างๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว, ไอศกรีม และบริการทำเล็บ ทำให้ Haidilao ได้รับความนิยมอย่างมาก

 

“ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของจีนจะยังคงผลักดันให้เครือธุรกิจร้านของจีนขยายกิจการเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป ซึ่งกำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ” Yuji Kato จากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเทศไทย กล่าว

 

การขยายตัวของแบรนด์จีนราคาถูกสร้างความกังวลต่อธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารขนาดเล็กที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคา

 

ในเวียดนามมีรายงานว่า ToCoToCo ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ท้องถิ่นประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปีจนถึงปี 2023 เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาจากแบรนด์จีน แม้ว่าจะพยายามปรับกลยุทธ์และขยายสาขา แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดลูกค้ากลับมาได้

 

อ้างอิง:

The post เศรษฐกิจจีนซบเซา ดันร้านอาหารจีนบุกอาเซียน Mixue-Haidilao ใช้กลยุทธ์ราคาถูก ดึงดูด Gen Z ที่มองหาความคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ice Cream Samosorn ร้านไอศกรีมย่านบรรทัดทองที่จะพาเราย้อนกลับไปเป็นเด็ก https://thestandard.co/life/ice-cream-samosorn/ Sat, 05 Oct 2024 03:06:44 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=991914 Ice Cream Samosorn

ทุกคนยังจำโมเมนต์ตอนกินไอศกรีมในวัยเด็กได้ไหม หรืออาจเป […]

The post Ice Cream Samosorn ร้านไอศกรีมย่านบรรทัดทองที่จะพาเราย้อนกลับไปเป็นเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ice Cream Samosorn

ทุกคนยังจำโมเมนต์ตอนกินไอศกรีมในวัยเด็กได้ไหม หรืออาจเป็นความทรงจำที่คิดถึงที่สุดเมื่อนึกถึงไอศกรีมถ้วยโปรด สำหรับบางคนอาจเกิดขึ้นตอนเลิกเรียนพิเศษรอบเย็น ตอนว่ายน้ำเสร็จและกำลังกลับบ้าน หรืออาจเป็นตอนไปเที่ยว ทำกิจกรรมมาเหนื่อยๆ แล้วแวะกินไอศกรีมเย็นๆ กับครอบครัว

 

ซึ่งความทรงจำที่น่าคิดถึงเหล่านี้เอง คือเบื้องหลังที่ทำให้เกิด ‘ไอศกรีมสโมสร’ (Ice Cream Samosorn) ร้านไอศกรีมแห่งใหม่ย่านบรรทัดทองที่เกิดจากความทรงจำวัยเด็กของเจ้าของร้านที่ต้องแวะกินไอศกรีมหลังกลับจากสโมสรว่ายน้ำเป็นประจำ จนทำให้เกิดร้านแห่งนี้ที่อยากเป็นสโมสรแห่งใหม่ของคนที่คิดถึงรสชาติชีวิตในวัยเด็ก เช่น นมอัดเม็ด, เค้กส้ม, ยาคูลท์, ไมโลดิบ หรือนมปั่นโอรีโอ

 

Ice Cream Samosorn

 

The Vibe

 

ไอศกรีมสโมสรอยู่ในซอยจุฬาฯ 1 ติดกับถนนบรรทัดทองยอดฮิต เป็นร้านเล็กๆ ที่เห็นเด่นมาแต่ไกลด้วยสีสันที่ดึงมาจากบรรยากาศสโมสรว่ายน้ำ และป้ายสุดไอคอนิกที่ทุกคนต้องแวะถ่ายรูป เราจึงไม่แปลกใจที่เห็นคนมายืนรอหน้าร้านตั้งแต่ยังไม่เปิด ยิ่งถ้าใครมาช่วงค่ำเป็นต้นไปก็อาจต้องรอคิวกันสักหน่อย เนื่องจากร้านมีพื้นที่จำกัดเล็กน้อย แต่ก็สามารถมาได้ทั้งเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม

 

แต่เราแนะนำให้มาหลายๆ คนจะสนุก เพราะของหวานที่นี่เสิร์ฟใหญ่ๆ ให้แบ่งกินด้วยกันได้เหมือนไอศกรีมซันเดถ้วยเบิ้ม

 

 

The Taste

 

ไอศกรีมสโมสรเป็นร้านไอศกรีมโฮมเมดที่ทำไอศกรีมเองทุกรสชาติ โดยจะมีทั้งรสชาติประจำที่มาเมื่อไรก็เจอ เช่น นมเปรี้ยว, ช็อกบอล, ไมโลดิบ, ยาคูลท์, เนสวิต้า หรือ ‘ไอศกรีมสโมสร’ รสชาติซิกเนเจอร์ที่ผสมด้วยรสชาไทย นมฮอกไกโด และสาหร่ายสีน้ำเงิน พร้อมรสชาติพิเศษอีก 2-3 รสที่จะมาตามโอกาส

 

 

ทุกคนสามารถเลือกสั่งไอศกรีมได้ทั้งแบบสกู๊ป Samosorn Sundae (เริ่มต้นลูกละ 65 / 85 บาท) หรือแบบ Cone (+15 บาท) ก็ได้ พร้อมมีท็อปปิ้งให้เลือกได้เองหลายอย่าง ทว่าหากให้เราแนะนำ ทุกคนต้องลองเมนู Melting Sundae ไอศกรีมซันเดในรูปแบบของไอศกรีมสโมสรที่แค่เห็นก็พร้อมหยิบช้อนขึ้นมาทันที เพราะทุกเมนูเสิร์ฟไอศกรีมมาพร้อมซอสท่วมๆ และท็อปปิ้งที่ซ่อนอยู่ด้านล่างให้เราปักช้อนลงไปให้ลึกที่สุด เพื่อที่จะได้เจอทีเด็ด

 

Ice Cream Samosorn

 

Crazy Chocolate (195 บาท) เป็นเมนูที่สายช็อกโกแลตต้องจิ้ม เพราะคนรักช็อกโกแลตอย่างเราหยุดมือไม่อยู่เลย โดยด้านล่างมีเค้กช็อกโกแลตเนื้อฉ่ำ โอรีโอครัมเบิล และราดด้วยซอสช็อกโกแลตล้นๆ ก่อนพนักงานจะตักไอศกรีมช็อกบอลมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ

 

 

Kopi Tiramisu (245 บาท) รสชาติผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยคือ โกปี๊ทีรามิสุ ใครชอบความครีมมี่ หวานขมแบบละมุนๆ ต้องโดนใจ เพราะมีคุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์ด้านล่าง พร้อมกับมาสคาร์โปเนครีมท่วมๆ ผงกาแฟ และไอศกรีมรสกาแฟที่จะตักมาเสิร์ฟถึงที่อีกเช่นกัน 

 

 

อีกเมนูไฮไลต์ที่หลายคนชอบ โดยเฉพาะสายหวาน คือ Banana Cream Brulee (245 บาท) ด้านล่างเป็นกล้วย ครีมวานิลลา พายครัสต์ ซอสคาราเมล ก่อนปิดด้วยน้ำตาลคาราเมลกรอบๆ ที่จะแคร็กเมื่อโดนโปะด้วยไอศกรีมรสเนสวิต้า

 

มาร้านไอศกรีมจะพลาดเมนู Milkshake (95 บาท) ไปได้อย่างไร โดยทุกคนสามารถเลือกไอศกรีมรสชาติใดในตู้มาทำเป็นมิลก์เชกก็ได้ เช่นเดียวกับอีกเมนูที่ต้องลองเหมือนกัน เพราะเราติดใจมาก คือ Soda Ice Cream (85 บาท) เครื่องดื่มคลาสสิกที่อาจไม่ได้ดื่มบ่อยๆ ในวัยเด็ก เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องจัดเต็ม โดยเราแนะนำ Blueberry Yogurt ที่มีเนื้อบลูเบอร์รีจริงๆ จากไอศกรีมด้วย

 

Ice Cream Samosorn

 

Good for

 

ใครไปเดินบรรทัดทองต้องอย่าลืมแวะไปชิมไอศกรีมของไอศกรีมสโมสรให้ครบทุกรสชาตินะ เราว่าแต่ละรสชาติไม่เหมือนใครดี แถมเมนู Melting Sundae ก็ไม่ได้หวานเกินไปอย่างที่คิดด้วย เพราะเจ้าของร้านบอกว่าอยากให้ทุกคนกินได้เรื่อยๆ เอ็นจอยกับทุกเมนูได้แบบสนุกๆ เราว่าที่นี่เป็นอีกร้านที่น่ารัก น่าชวนเพื่อนชวนแฟนมานั่งกินไอศกรีมหลังจากเดินเล่น กินข้าวที่ถนนบรรทัดทองจนอิ่ม

 

ไอศกรีมสโมสร

Address: ซอยจุฬาฯ 1 ถนนบรรทัดทอง

Open: วันพฤหัสบดี-อังคาร เวลา 16.00-00.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) 

Contact: ไอศกรีมสโมสร

Budget: 100-500 บาท

Map:

 

The post Ice Cream Samosorn ร้านไอศกรีมย่านบรรทัดทองที่จะพาเราย้อนกลับไปเป็นเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ลอมข้าว-กูบเกวียน’ สู่ ‘สาขาตลาดต้นตาล’ Swensen’s Regional Flagship Store แห่งแรกในภาคอีสาน และสาขาใหญ่สุดในขอนแก่น https://thestandard.co/swensens-regional-flagship-store/ Sun, 08 Sep 2024 11:46:47 +0000 https://thestandard.co/?p=981132

ในที่สุดภาคอีสานก็มี Swensen’s Regional Flagship Store […]

The post จาก ‘ลอมข้าว-กูบเกวียน’ สู่ ‘สาขาตลาดต้นตาล’ Swensen’s Regional Flagship Store แห่งแรกในภาคอีสาน และสาขาใหญ่สุดในขอนแก่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในที่สุดภาคอีสานก็มี Swensen’s Regional Flagship Store เหมือนกับภาคอื่นๆ แล้ว ซึ่ง ‘สาขาตลาดต้นตาล’ นอกจากจะเป็นร้านแรกของภูมิภาคแล้ว ยังถือเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดขอนแก่นอีกด้วย เพราะใช้งบลงทุนเกือบ 20 ล้านบาท!

 

เป้าหมายของ Regional Flagship Store คือ “การสร้าง Destination ให้ทั้งคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวนอกจากมาเที่ยวในจังหวัดแล้ว ก็อยากมาเยือนที่ Swensen’s เพื่อเช็กอินอีกหนึ่งแลนด์มาร์ก รวมถึงสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าด้วย” ณพล ศิริมงคลเกษม Head of Brand – Swensen’s ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุ

 

เป็นสาขาแรกของภาคอีสานทั้งทีจะเล็กๆ ได้อย่างไร สาขานี้เลยใช้เวลา 1 ปีครึ่ง กว่าที่จะได้เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่รวม 278 ตารางเมตร และรองรับลูกค้าได้ 116 ที่นั่ง

 

เพราะไม่ใช่ทุกที่จะสามารถเปิด Regional Flagship Store ทำให้ความยากในการสร้างมาจากการหาพื้นที่ซึ่งต้องโดดเด่น จังหวัดที่มีประชากรมากพอ และมี ‘เอกลักษณ์ท้องถิ่น’ ที่สามารถหยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์กับ ‘โคมไฟทิฟฟานี’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ Swensen’s ดังนั้น “แต่ละสาขาจะไม่ใช่ One Size Fits All แต่ต้องออกแบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด” ณพลกล่าว

 

สำหรับที่สาขาตลาดต้นตาล โครงสร้างและการออกแบบด้านนอกใช้คอนเซปต์ ‘ลอมข้าว’ การฟ่อนข้าวที่เกี่ยวแล้วนำไปกองรวมกันไว้กลางลานดิน และ ‘กูบเกวียน’ พาหนะที่แพร่หลายและได้รับความนิยมอย่างมากในภาคอีสาน จึงทำให้ ‘เกวียนอีสาน’ ที่ชาวอีสานผลิตขึ้นมีลักษณะแตกต่างและโดดเด่นยิ่งกว่าภาคอื่น ส่วนดีไซน์ด้านในมีทั้งการออกแบบที่นั่งที่ให้บริการแบบครอบครัวหรือมากันแบบเป็นแก๊งเพื่อน

 

แต่ละ Regional Flagship Store จะมีเมนูพิเศษที่หยิบเอาวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสม ซึ่งที่นี่ได้ทำออกมาเป็นเมนู ‘ภูเวียงไดโน่ โรตี ซันเด เซต’ ที่ท็อปด้วย ‘ตุ๊บตั๊บ’ ของดีพื้นถิ่นจังหวัดขอนแก่น และคุกกี้รูปไดโนเสาร์ ซึ่งจะวางขายแค่ 3 เดือนเท่ากัน

 

ที่น่าสนใจคือแม้ Regional Flagship Store จะไม่ได้มียอดขายต่อบิลมากกว่าสาขารูปแบบทั่วไป คืออยู่ที่ 100-200 บาท แต่ “ยอดทราฟฟิกเพิ่มขึ้นราว 20-30% ทำให้ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม เพราะความยากของ Regional Flagship Store อยู่ที่ต้องหาเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่โดดเด่นจริงๆ มาใช้ ดังนั้นณพลจึงประเมินว่าจะมีสาขารูปแบบนี้ไม่เกิน 10 สาขาเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เปิดไปแล้ว 7 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต, น่าน, ยะลา, พิษณุโลก, นครศรีธรรมราช, หาดใหญ่ และขอนแก่น โดยวางแผนจะเปิดปีละ 1 สาขา สำหรับสาขาต่อไปได้ทำเลแล้ว แต่อยู่ระหว่างการออกแบบร้าน

 

ปัจจุบัน Swensen’s มีร้านทั้งหมด 345 สาขา ครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ โดยถือเป็นแบรนด์ที่มีขนาดใหญ่ติดท็อป 3 ของไมเนอร์ ฟู้ด ซึ่งณพลระบุว่า Swensen’s มีแผนเปิดร้านใหม่ปีละ 10-15 สาขา โดยจะล้อไปกับการเปิดศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และไฮเปอร์มาร์เก็ต

 

“ช่วง 8 เดือนแรกของปีเรามียอดขายโตประมาณ 5-10% และเราคาดหวังว่าเมื่อสิ้นปีก็จะสามารถรักษาระดับการเติบโตนี้ได้ต่อไป”

 

เมื่อถามถึงความท้าทายนอกจากการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งทุกร้านอาหารต่างเผชิญเหมือนกันหมด แต่สำหรับ Swensen’s ที่ถือเป็นพี่ใหญ่ในตลาดร้านไอศกรีม “ความท้าทายในมุมของเราคือ โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ทำอย่างไร Swensen’s ถึงจะวิ่งตามให้ทัน” นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ Head of Brand – Swensen’s ต้องขบคิด

 

The post จาก ‘ลอมข้าว-กูบเกวียน’ สู่ ‘สาขาตลาดต้นตาล’ Swensen’s Regional Flagship Store แห่งแรกในภาคอีสาน และสาขาใหญ่สุดในขอนแก่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูตรความอร่อย (ที่สำเร็จ) ของ Molly Ally แบรนด์ไอศกรีม Plant-based ที่คิดมาเพื่อคนแพ้นมวัว https://thestandard.co/life/molly-ally-plant-based-ice-cream/ Fri, 06 Sep 2024 05:42:35 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=980246

ถ้าถามว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกทำแบรนด์ไอศกรีม Plant-based […]

The post สูตรความอร่อย (ที่สำเร็จ) ของ Molly Ally แบรนด์ไอศกรีม Plant-based ที่คิดมาเพื่อคนแพ้นมวัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าถามว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกทำแบรนด์ไอศกรีม Plant-based ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่ ณ ตอนนั้นอาจไม่อิน และพวกเขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่า Molly Ally จะกลายเป็นแบรนด์ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ไอเดียทั้งหมดเริ่มต้นจากการทำโปรเจกต์มหาวิทยาลัย ทีมผู้ก่อตั้งแบรนด์ Molly Ally ทั้ง 3 คน ได้แก่ แนน-รตี บวรมงคลศักดิ์, ออม-โชติมา มีมุ่งธรรม และ เพชร-กานต์ชนิต บุบผาชื่น ได้แชร์ถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขาไว้บนเวทีในงาน The Secret Sauce Summit 2024 ว่า

 

“พวกเราพูดกันตั้งแต่วันแรกว่าไม่ได้อยากให้จบแค่โปรเจกต์ พวกเราอยากทำโปรเจกต์นี้ให้กลายเป็นธุรกิจขึ้นมาจริงๆ พวกเรามีความตั้งใจแบบนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำโปรเจกต์นี้ด้วยกันตอนเรียนปริญญาโทเลย”

 

ถ้าใครอยากรู้เคล็ดลับ จุดเริ่มต้น และแรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเขาทั้ง 3 คน ปั้นแบรนด์ไอศกรีม Molly Ally ขึ้นมาได้สำเร็จ จนกลายเป็นแบรนด์ไอศกรีม Plant-based ที่น่ากินและอร่อยไม่แพ้ไอศกรีมธรรมดา มาฟังได้ที่นี่เลย

 

#TheSecretSauceSummit2024 ยังเหลืออีก 1 วันสุดท้าย ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ระหว่างเวลา 08.00-18.00 น.

 


 

The post สูตรความอร่อย (ที่สำเร็จ) ของ Molly Ally แบรนด์ไอศกรีม Plant-based ที่คิดมาเพื่อคนแพ้นมวัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Swensen’s เปิด Pop-up ขายแค่เมนู ‘ทุเรียน’ ทั้งแบบไอศกรีมและสดๆ เปิดขายแห่งเดียวที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค https://thestandard.co/swensens-pop-up-only-durian-menus/ Sun, 28 Apr 2024 09:18:58 +0000 https://thestandard.co/?p=927690

‘ทุเรียน’ กลายเป็นธีมสำหรับการเปิด Pop-up ครั้งที่ 4 ขอ […]

The post Swensen’s เปิด Pop-up ขายแค่เมนู ‘ทุเรียน’ ทั้งแบบไอศกรีมและสดๆ เปิดขายแห่งเดียวที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ทุเรียน’ กลายเป็นธีมสำหรับการเปิด Pop-up ครั้งที่ 4 ของ Swensen’s ซึ่งมีทั้งการสร้างไอศกรีมรสชาติใหม่ เมนูใหม่ และยังเป็นครั้งแรกที่ขายทุเรียนสดด้วย

 

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้ตลอดการทำ Pop-up ในช่วง 3 ครั้งก่อนคืออย่างไร Swensen’s ก็ต้องเป็นไอศกรีม” อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) จำกัด กล่าว “ครั้งนี้ที่เราเลือกทุเรียนเป็นเพราะนี่คือหนึ่งในไอศกรีมผลไม้ที่ได้รับความนิยมเหมือนกับมะม่วง มะพร้าว หรือสตรอว์เบอร์รี”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

Pop-up ครั้งแรกของ Swensen’s นั้นเป็นการขายครัวซองต์ฝรั่งเศส ต่อมาเป็นเมนูที่ผสมผสานครีมไข่เข้ากับเครื่องดื่มหลากหลายชนิด และปลายปีที่แล้วเปิดขาย ‘ไอศกรีม 101 รสชาติ’

 

อนุพนธ์ย้ำว่า การทำตลาดยุคนี้ต้องมีทั้งกระแสและกระสุน Pop-up ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Swensen’s สร้างกระแสเพื่อหล่อเลี้ยงแบรนด์ได้ ซึ่งช่วงที่เหมาะสมนั้นจะอยู่ที่ราว 6 เดือนต่อครั้ง มากกว่านี้จะไม่ได้ทำให้ลูกค้าตื่นเต้น

 

สำหรับ Pop-up ครั้งนี้ใช้ชื่อ ‘ทุเรียนทาวน์’ โดยจะขายรสชาติทุเรียนล้วนๆ ทั้งหมด 16 รสชาติ ในจำนวนนี้ 15 รสชาติเป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่เลย พร้อมกับ 15 เมนูที่มีท็อปปิ้งเด็ดอย่างข้าวเหนียวอัญชัน บัวลอยไข่เค็ม ทุเรียนทอดกรอบ หรือแม้แต่เนื้อทุเรียนหมอนทองสดๆ

 

เพื่อทำให้ Pop-up โดดเด่นมากขึ้น จึงได้ร่วมมือกับ ‘หอการค้าจังหวัดจันทบุรี’ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อด้านทุเรียน สะท้อนจากยอดขายกว่า 1.3 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเลือกทุเรียนทั้ง 3 สายพันธุ์หายากมาขายแบบสดได้แก่ พันธุ์นกหยิบ พวงมณี และมูซังคิง ที่นับว่าเป็นทุเรียนพันธุ์ส่งออกที่หารับประทานได้ยาก

 

“เราจะนำเข้ามาขายรอบละ 100 ลูกในช่วงแรก ซึ่งหากหมดแล้วเราก็จะสั่งมาอีก” อนุพนธ์กล่าว ในขณะที่ตัว Pop-up นั้นตั้งเป้าหมายยอดขายเดือนละ 2 ล้านบาท

 

สำหรับ Swensen’s ทุเรียนทาวน์ เปิดขายตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน – 25 มิถุนายน 2567 ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ชั้น G (ตรงข้าม Gourmet Eats) นอกจากนี้ยังมีอีกแห่งที่เปิดขายคือ Swensen’s สาขาเซ็นทรัล จันทบุรี โดยจะเป็นเมนูเดียวกันแต่ไม่ได้เปิดเป็น Pop-up

 

ในภาพรวมของ Swensen’s ไตรมาสแรกมียอดขายดับเบิลดิจิ โดยมียอดขายต่อบิลอยู่ที่ราว 200 กว่าบาท ส่วนทั้งปีตั้งเป้าการเติบโตจากยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth) 15% ด้วยกัน

 

“ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายไม่น้อย ท่ามกลางกำลังซื้อของลูกค้าที่ยังไม่นิ่งจากเศรษฐกิจที่ผันผวน” อนุพนธ์กล่าว อย่างไรก็ตาม ปีนี้ Swensen’s จะเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 10 สาขา ทำให้สิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 345 สาขาด้วยกัน

 

 

The post Swensen’s เปิด Pop-up ขายแค่เมนู ‘ทุเรียน’ ทั้งแบบไอศกรีมและสดๆ เปิดขายแห่งเดียวที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค appeared first on THE STANDARD.

]]>
Guss Damn Good แปลชื่อไอศกรีม 14 รสชาติเป็นภาษาไทย จะหยิบรสไหนก็อย่างเอาอะจารย์! https://thestandard.co/life/guss-damn-good-thai-language/ Sat, 30 Mar 2024 04:00:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=917166 Guss Damn Good จะไม่ใช่ Guss Damn Good ที่ทุกคนรู้จักตลอดซัมเมอร์นี้ แต่กลายเป็น ‘กัสส์แดมน์กู๊ด’ ที่มาพร้อมไอศกรีมขายดี 14 รสชาติ ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทยสุดปัง เพื่อต้อนรับเทศกาล April Fools' Day

เพราะฉะนั้นจะมาเป็นไอศกรีมเหมือนกันไม่ได้ เพราะ Guss Da […]

The post Guss Damn Good แปลชื่อไอศกรีม 14 รสชาติเป็นภาษาไทย จะหยิบรสไหนก็อย่างเอาอะจารย์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Guss Damn Good จะไม่ใช่ Guss Damn Good ที่ทุกคนรู้จักตลอดซัมเมอร์นี้ แต่กลายเป็น ‘กัสส์แดมน์กู๊ด’ ที่มาพร้อมไอศกรีมขายดี 14 รสชาติ ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทยสุดปัง เพื่อต้อนรับเทศกาล April Fools' Day

เพราะฉะนั้นจะมาเป็นไอศกรีมเหมือนกันไม่ได้ เพราะ Guss Damn Good จะไม่ใช่ Guss Damn Good ที่ทุกคนรู้จักตลอดซัมเมอร์นี้ แต่กลายเป็น ‘กัสส์แดมน์กู๊ด’ ที่มาพร้อมไอศกรีมขายดี 14 รสชาติ ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทยสุดปัง เพื่อต้อนรับเทศกาล April Fools’ Day

 

แม้จะเป็นโปรเจกต์ต้อนรับวันแห่งการโกหก แต่กัสส์แดมน์กู๊ดบอกว่า ไอศกรีมนี้ทำจริง ขายจริง ไม่ได้หลอก เพราะเริ่มวางขายพร้อมหน้าปกภาษาไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม โดยทุกรสชาติที่เปลี่ยนฝาใหม่จะเป็นเมนูขวัญใจชาวกัสส์แดมน์กู๊ด เช่น อย่างเข้มอะจารย์ (Bonfire), เอเนอจี้ เอเนอจี้ เอเนอจี้!!! (Energy Bowl), ม่วน (Joy), ไอ้ต้าวคนเก่ง (Mr. Right) หรือตัวแม่ ตัวมัม ตัวมารดา (Super Woman)

 

“ทุกรสของกัสส์ฯ เราตั้งใจหยิบเรื่องราวดีๆ รอบตัวมาผสมกับวัตถุดิบชั้นดี เพื่อส่งต่อความรู้สึกโคตรดีผ่านไอศกรีมของเรา พอให้ชื่อรสเป็นภาษาอังกฤษอาจทำให้เรียกยาก จดจำยากได้บ้าง ทำให้หลายๆ ครั้งคนคิดว่าเราคือแบรนด์จากต่างประเทศ” ระริน ธรรมวัฒนะ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เล่าถึงที่มาของไอเดียนี้

 

“วัน April Fools’ Day ปีนี้เราจึงเปลี่ยนชื่อรสของเราเป็นภาษาไทยซะเลย! ทำให้จำง่ายขึ้น แต่ยังคงความสนุกไว้เช่นเดิม ถึงจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าเราไม่ใช่นักแปลมืออาชีพกัน แต่ทุกคนก็สนุกมาก ทีมตั้งใจแปลออกมาให้ตรงกับความรู้สึกที่เราอยากสื่อสารที่สุด”

 

ไอศกรีมทั้ง 14 รสชาติของกัสส์แดมน์กู๊ดจะวางขายที่หน้าร้านทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าสินค้าจะหมด สามารถสั่งแบบยกเซ็ตหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Guss Damn Good

The post Guss Damn Good แปลชื่อไอศกรีม 14 รสชาติเป็นภาษาไทย จะหยิบรสไหนก็อย่างเอาอะจารย์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Coconut Culture ร้านที่อยากเปลี่ยนไอศกรีมกะทิให้ร่วมสมัยมากขึ้น https://thestandard.co/life/coconut-culture-bangkok/ Fri, 15 Mar 2024 02:30:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=911117

อีกหนึ่งร้านย่านถนนพระอาทิตย์ที่อย่างไรก็ต้องแวะ! &nbsp […]

The post Coconut Culture ร้านที่อยากเปลี่ยนไอศกรีมกะทิให้ร่วมสมัยมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกหนึ่งร้านย่านถนนพระอาทิตย์ที่อย่างไรก็ต้องแวะ!

 

วันก่อนเราได้มีโอกาสไปเดินเล่นย่านถนนพระอาทิตย์ แต่แดดของกรุงเทพฯ มันช่างโหดร้ายจนทำให้ต้องหาร้านนั่งพัก แล้วเราก็ได้ค้นพบร้านไอศกรีมร้านหนึ่งชื่อ Coconut Culture ดูจากชื่อก็รู้เลยว่าร้านนี้จริงจังเรื่องไอศกรีมกะทิ พอได้นั่งคุยก็ได้รู้ว่าเจ้าของร้านชอบกินไอศกรีมกะทิมาก เลยอยากทำให้ไอศกรีมที่ชอบดูร่วมสมัยมากขึ้น จึงคิดค้นสูตรในการใช้กะทิเป็นเบสไอศกรีมแทนนม และลองทำหลายๆ รสชาติ จนกลายเป็นร้านสุดคูลแบบนี้

 

 

The Vibe

 

การตกแต่งของร้านเป็นการหยิบเอาบริบทความเป็นไทยมาทำให้ร่วมสมัยมากขึ้น และยังคงไม่ทิ้งคาแรกเตอร์สนุกสนานที่คนไทยเป็นมาอยู่ในส่วนต่างๆ ของร้าน ตอนเข้าไปในร้านคุณจะได้เจอทั้งลายผ้าขาวม้า ไม้ สังกะสี ให้ความรู้สึกสบายๆ เหมือนได้นั่งกินไอศกรีมที่บ้าน แอบบอกว่าในร้านเป็นห้องแอร์ ใครเดินจนเหนื่อย แวะมากินไอศกรีมเย็นๆ ในร้านได้

 

The Taste 

 

ไอศกรีมของที่นี่จะใช้เบสเป็นกะทิและน้ำมะพร้าว ทำให้ทุกเมนูเป็นวีแกน โดยความเข้มข้นของไอศกรีมจะมีตั้งแต่เข้มข้นมาก ส่วนผสมของกะทิเยอะ ไปจนถึงเชอร์เบตที่ใช้น้ำมะพร้าวเยอะ ไอศกรีมที่นี่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งหมดมีประมาณ 20 รสชาติ แต่หน้าร้านจะสลับรสชาติที่วางขายกันไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน 

 

นอกจากไอศกรีมแล้วทางร้านยังแนะนำให้เรากินคู่กับท็อปปิ้งสไตล์ไทยๆ ที่ทำให้เรานึกถึงอดีต เช่น วาฟเฟิลทองม้วน ข้าวเหนียวมูน กระฉีก คุกกี้ไข่เค็ม เป็นต้น

 

 

วันที่เราไปได้มีโอกาสลองชิม 2 เมนูคือ Super Coconut Butter Grilled Corn (ราคา 180 บาท) เมนูนี้เหมือนเป็นการรวมท็อปปิ้งตัวดังของทางร้านมาไว้ในถ้วยเดียวกัน ทั้งข้าวโพดเผาเนย คุกกี้ไข่เค็ม กระฉีก และเพิ่มความกรอบด้วยวาฟเฟิลทองม้วน กินคู่กับไอศกรีมกะทิคือเข้ากันสุดๆ

 

 

Caramel Coco & Frozen Yolk (ราคา 190 บาท) สำหรับใครที่เคยกินไอศกรีมไข่แข็ง อยากให้ลืมภาพเดิมๆ ไปก่อน เพราะนี่คือไอศกรีมไข่แข็งที่เสิร์ฟไข่แดงแบบดิบมาเลย ให้ไข่แดงไหลลงบนไอศกรีมกะทิแล้วค่อยๆ ให้มันแข็ง ไอศกรีมจะมีความมันและหอมไข่มากขึ้น แต่ตัวไข่จะไม่แข็งกระด้างจนเกินไป แถมท็อปปิ้งของถ้วยนี้ก็จัดเต็มไม่แพ้เมนูที่แล้ว เพราะมีทั้งขนมปังกรอบครูตองซ์ที่หอมเนย เนื้อมะพร้าวอ่อน และคุกกี้ไข่เค็ม

 

 

Good For

 

ร้านนี้เหมาะมากๆ ที่จะเป็นแหล่งแฮงเอาต์หลบร้อนกับแก๊งเพื่อนๆ ในย่านถนนพระอาทิตย์ และสำหรับใครที่ชื่นชอบไอศกรีมกะทิหรือคิดถึงไอศกรีมแบบที่เคยกินในอดีต ห้ามพลาดเด็ดขาด แล้วคุณจะตื่นเต้นว่าไอศกรีมกะทิทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ!

 

ภาพ: วริทธิ์ ลิ้มเจริญ

 

Coconut Culture 

Open: เปิดทุกวัน เวลา 11.00-21.00 น.

Address: ถนนพระอาทิตย์

Budget: 100-200 บาท

Facebook: Coconut Culture

Instagram: @coconutculture.bkk

Map:

 

 

The post Coconut Culture ร้านที่อยากเปลี่ยนไอศกรีมกะทิให้ร่วมสมัยมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากนี้ Dairy Queen ไม่ได้มีแค่ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ หลังเพิ่มเมนูเบเกอรี่-เครื่องดื่มในร้านใหม่ DQ Lounge ราคาเริ่มต้น 79-129 บาท https://thestandard.co/dairy-queen-isnt-just-about-soft-serve/ Tue, 05 Mar 2024 03:29:22 +0000 https://thestandard.co/?p=907276

ทำไมเจ้าตลาดไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟอย่างแบรนด์ไอศกรีมคว่ำหัว […]

The post จากนี้ Dairy Queen ไม่ได้มีแค่ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ หลังเพิ่มเมนูเบเกอรี่-เครื่องดื่มในร้านใหม่ DQ Lounge ราคาเริ่มต้น 79-129 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมเจ้าตลาดไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟอย่างแบรนด์ไอศกรีมคว่ำหัว Dairy Queen ถึงเร่งเปิดโมเดลใหม่ DQ Lounge พร้อมประกาศจะไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ซอฟต์เสิร์ฟเท่านั้น แต่จะเป็นแบรนด์ที่มีเมนูหลากหลายสามารถกินได้ทั้งตอนเช้า กลางวัน และเย็น

 

ในช่วง 1-2 ปีนี้ตลาดไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟในไทยคึกคักอย่างมาก จากการกระโดดเข้ามาของ Mixue จากจีนและ Ai-CHA จากอินโดนีเซีย ที่เริ่มขยายสาขาจำนวนมาก แต่ในตลาดยังมี Dairy Queen ที่เป็นเจ้าตลาดถือส่วนแบ่งตลาดกว่า 70-80%

 

เมื่อมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา Dairy Queen เริ่มออกมาเคลื่อนไหวเปิดตัวร้านโมเดลใหม่ในคอนเซปต์ DQ Lounge มีความแตกต่างจากสาขาเดิมด้วยพื้นที่ร้านที่ใหญ่ขึ้น 40 ตารางเมตร ภายในร้านจะมีด้วยกัน 2 โซน ได้แก่ โซนเคาน์เตอร์ให้บริการลูกค้า และโซนที่นั่งสำหรับกินที่ร้าน ซึ่งสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 20 คน 

 

สิ่งที่น่าสนใจและจุดเด่นของโมเดลดังกล่าวคือได้มีการเพิ่มเมนูของหวานและเบเกอรี ได้แก่ บราวนี โทสต์ และพาร์เฟต์ โดยสามารถเพิ่มเมนูท็อปปิ้งได้ด้วย ราคาเริ่มต้น 79-129 บาท ส่วนเมนูไอศกรีมเดิมเริ่มต้นที่ 12 บาท 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ที่ผ่านมาเราพยายามมองหาช่องว่างในธุรกิจ จากเดิมแล้วพฤติกรรมผู้บริโภคที่มากิน Dairy Queen จะไม่ได้มาแค่ 1 คน แต่จะมากันเป็นกลุ่มเพื่อน และเห็นได้ว่าการซื้อแล้วกลับไม่ได้ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์ บวกกับคอนเซปต์เดิมที่เป็นคีออสยังไม่สามารถรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ได้มากนัก ดังนั้นโมเดลใหม่นี้จะเป็นสิ่งที่เราสามารถเพิ่มประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี” ธนกฤต กิตติพนาชนม์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด บริษัทในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านไอศกรีม Dairy Queen กล่าว

 

สำหรับโมเดล DQ Lounge นำร่องเปิดให้บริการสาขาแรกที่เซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต ทดลองเปิดมาแล้ว 2 เดือน พบว่ายอดขายเติบโต 20% มียอดขายต่อบิล 80 บาท มากกว่าสาขาคีออสที่มียอดขายต่อบิล 60 บาท ถัดไปเตรียมเปิดสาขา 2 ที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และในปี 2567 มีเป้าหมายเปิดให้ได้ 10 สาขา โดยจะเลือกพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่และมีผู้เข้ามาใช้บริการหลายกลุ่ม 

 

ถึงกระนั้น ธนกฤต ผู้จัดการทั่วไป Dairy Queen ยังตั้งใจว่าจะทำให้ทุกๆ จังหวัดมีร้าน DQ Lounge 1 สาขา นอกจากจะช่วยดึงกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ ยังมั่นใจว่าเมนูใหม่จะช่วยสร้างยอดขายให้กับร้านเพิ่มขึ้นถึง 10% 

 

ที่สำคัญจะเป็นการสลัดภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะเมื่อก่อน Dairy Queen จะย้ำตัวเองว่าเป็นผู้นำในตลาดไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ แต่จากนี้เราจะไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ซอฟต์เสิร์ฟเท่านั้น โดยจะเป็นแบรนด์ที่มีเมนูหลากหลายที่ไม่ใช่แค่ไอศกรีมเข้ามาเพิ่ม และสามารถกินได้ทั้งตอนเช้า กลางวัน และเย็น เพื่อให้ลูกค้ากลับมาที่ร้านมากขึ้น 

 

พร้อมกันนี้ยังโฟกัสการทำตลาดด้วยแคมเปญและโปรโมชันใหม่ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสื่อสารแบรนด์ไปถึงลูกค้ามากขึ้น พร้อมกับการลอนช์เมนูเครื่องดื่มซีซันนอลเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งกลยุทธ์ลักษณะนี้ช่วยให้ยอดขายที่ผ่านมาโตขึ้นดับเบิลดิจิตมาตลอด 

 

อย่างไรก็ตามสัดส่วนยอดขายหลักยังมาจากไอศกรีม บลิซซาร์ด เป็นเมนูฮีโร่ที่สร้างยอดจำหน่ายได้ในสัดส่วน 60% ตามด้วยเค้ก 20% และเมนูเครื่องดื่ม 20% และปัจจุบันโมเดลร้านของแบ่งเป็นคีออส  90% ตามด้วยคีออสพร้อมที่นั่ง  9.9% และ 0.01% แบบเลานจ์  แบ่งเป็นสาขาที่แบรนด์ลงทุนเอง 45% และแฟรนไชส์ 55%

The post จากนี้ Dairy Queen ไม่ได้มีแค่ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ หลังเพิ่มเมนูเบเกอรี่-เครื่องดื่มในร้านใหม่ DQ Lounge ราคาเริ่มต้น 79-129 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
SIP by Swensen’s ครั้งแรกของ ‘เครื่องดื่มครีมไข่’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเวียดนาม สู่การเปิดป๊อปอัพที่ลงทุนจริง เรียนรู้จริง และเจ็บจริง! https://thestandard.co/sip-by-swensens-egg-cream-drink/ Wed, 07 Jun 2023 04:59:44 +0000 https://thestandard.co/?p=800184 Swensen’s

Swensen’s เป็นชื่อที่รู้จักกันดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไอศก […]

The post SIP by Swensen’s ครั้งแรกของ ‘เครื่องดื่มครีมไข่’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเวียดนาม สู่การเปิดป๊อปอัพที่ลงทุนจริง เรียนรู้จริง และเจ็บจริง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Swensen’s

Swensen’s เป็นชื่อที่รู้จักกันดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมซันเดย์ตั้งแต่เข้ามาทำธุรกิจในไทยเมื่อ 37 ปีที่แล้ว

 

เมื่อเวลาผ่านไป Swensen’s ได้ขยายสินค้าให้เป็นมากกว่าไอศกรีม ไม่ว่าจะเป็นบิงซู (น้ำแข็งไสยอดนิยมของเกาหลี) กาแฟร้อน และเครื่องดื่มอื่นๆ อีกมากมาย การเพิ่มสินค้าใหม่เป็นการรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย ตอบสนองรสนิยมและความชอบที่แตกต่างกัน

 

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) จำกัด ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเดินทางของ Swensen’s โดยย้ำว่า ความท้าทายของ Swensen’s ในฐานะผู้นำตลาดไม่จำเป็นต้องมาจากการแข่งขัน

 

เนื่องจาก Swensen’s มีความเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งทั้งในแง่ของจำนวนลูกค้าและจำนวนร้าน บทบาทและความท้าทายหลักของ Swensen’s ในฐานะผู้นำตลาดจึงเกี่ยวข้องกับการชี้นำการเติบโตของตลาด และหาวิธีเพิ่มอัตราการบริโภค

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เมื่อเร็วๆ นี้ Swensen’s สังเกตเห็นความต้องการเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากไอศกรีมที่คนส่วนใหญ่บริโภคมากที่สุดสัปดาห์ละครั้ง เครื่องดื่มจะถูกบริโภคทุกวัน ซึ่งแสดงถึงโอกาสในการมีส่วนร่วมกับลูกค้าบ่อยขึ้น รูปแบบการบริโภคประจำวันนี้เป็นโอกาสสำหรับ Swensen’s ในการขยายและเสริมความแข็งแกร่งในตลาด

 

กลายเป็นที่มาของการพัฒนาเครื่องดื่มใหม่ โดยแรงบันดาลใจสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้มาจากแหล่งที่มาที่ไม่ธรรมดา นั่นคือสูตรกาแฟร้อนแบบเวียดนามที่มีส่วนผสมของไข่แดง แม้ว่าความคิดในการผสมไข่แดงกับกาแฟอาจดูแปลกในตอนแรก 

 

แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและไม่เหมือนใคร ซึ่งมอบประสบการณ์รสชาติใหม่ ซึ่งแนวคิดเชิงนวัตกรรมนี้นำไปสู่การพัฒนา ‘เครื่องดื่มครีมไข่’ รายแรกของไทย ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เหมือนใคร

 

Swensen’s ใช้เวลา 6-7 เดือนในการพัฒนาเครื่องดื่มใหม่นี้ เกิดเป็น 30 เมนูที่ผสมผสานครีมไข่เข้ากับเครื่องดื่มหลากหลายชนิดที่คนไทยชื่นชอบ เช่น ชา นม และกาแฟ ราคาระหว่าง 99-139 บาท

 

นอกจากนวัตกรรมเครื่องดื่มแล้ว Swensen’s ยังปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ร้านให้สอดคล้องกับเทรนด์สมัยใหม่อีกด้วย ป๊อปอัพชื่อ ‘SIP by Swensen’s’ จะตกแต่งด้วยโทนสีเหลือง ดำ และขาว แทนที่สีแดงและขาวแบบดั้งเดิมของร้าน Swensen’s 

 

เป้าหมายคือเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สดใหม่และไม่เหมือนใคร ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในร้านจนถึงการจิบเครื่องดื่มครีมไข่ครั้งแรก

 

Swensen’s พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยเข้าใจถึงความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นว่าลูกค้าอาจเชื่อมโยงส่วนประกอบของไข่ในเครื่องดื่มกับรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้นจะใช้การสื่อสารทางการตลาดเพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้าเกี่ยวกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และสนุกสนานของเครื่องดื่มครีมไข่

 

“ตั้งชื่อว่า SIP by Swensen’s ซึ่งคำว่า SIP พ้องเสียงมาจากคำว่า จิบ ที่จะมีครีมไข่เลอะๆ ที่ปาก กลายเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่สินค้า การสื่อสาร หวังว่าการทำทุกรายละเอียดของการตลาดจะทำให้ลูกค้าชอบและติดใจเอง” แม่ทัพ Swensen’s กล่าว 

 

เพื่อทำความเข้าใจการตอบสนองของลูกค้าในโลกแห่งความเป็นจริงให้ดียิ่งขึ้น SIP by Swensen’s จะถูกเปิดเป็นป๊อปอัพเป็นเวลา 2 เดือน จนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม โดยอยู่ที่ชั้น 5 ของเซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะกับกลุ่มประชากรเป้าหมาย ซึ่งคาดการณ์ว่า 90% ของยอดขายจะมาจากการซื้อในร้านค้า และอีก 10% ที่เหลือมาจากเดลิเวอรี

 

“เหตุที่ต้องเป็นป๊อปอัพเพราะต้องการทดลองให้เกิดการเรียนรู้ได้จริง ไม่ต้องมานั่งจินตนาการ แม้จะใช้การลงทุนมากกว่าการทำตลาดในรูปแบบเดิมๆ แต่เจ็บน้อยกว่า เพราะเดิมจะต้องวิจัยแล้วถึงเปิดร้าน ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูง แต่ป๊อปอัพลงทุนน้อยกว่า หากไม่สำเร็จก็เก็บไว้เป็นบทเรียน หรือถ้าสำเร็จค่อยขยายต่อไป”

 

อนาคตของ SIP by Swensen’s หากสำเร็จก็จะขยายต่อไป ที่สามารถเป็นได้ทั้งร้าน หรือป๊อปอัพ แต่ถ้าไม่สำเร็จเครื่องดื่มที่พัฒนามาแล้วก็นำเข้าไปเป็นเมนูใหม่ในร้าน Swensen’s ที่มีกว่า 300 สาขาได้ทันที แต่ถ้าไปขายที่ต่างจังหวัดก็อาจจะต้องปรับลดราคาลงเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

The post SIP by Swensen’s ครั้งแรกของ ‘เครื่องดื่มครีมไข่’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเวียดนาม สู่การเปิดป๊อปอัพที่ลงทุนจริง เรียนรู้จริง และเจ็บจริง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIST: 10 ร้านเจลาโต มากินของหวานๆ เย็นๆ ท้าลมร้อนกัน https://thestandard.co/life/10-best-gelato-in-bangkok/ Fri, 14 Apr 2023 02:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=776153

อากาศร้อนขนาดนี้ อดใจไม่กินไอศกรีมไหวเหรอ! เพราะเรามั่น […]

The post LIST: 10 ร้านเจลาโต มากินของหวานๆ เย็นๆ ท้าลมร้อนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

อากาศร้อนขนาดนี้ อดใจไม่กินไอศกรีมไหวเหรอ! เพราะเรามั่นใจว่าคงไม่มีของหวานชนิดไหนทำให้ทุกคนใจเย็นลงได้ดีไปกว่าเจลาโตเนื้อเนียนเข้มข้น ฉะนั้นก่อนจะปล่อยให้ตัวเราละลายหายไปพร้อมแสงแดด มาชวนกันออกไปนั่งกินไอศกรีมเย็นๆ ให้ชื่นใจกันหน่อยดีกว่า

 

วันนี้เราเลยมี 10 ร้านเจลาโตที่อยากแนะนำมาให้ทุกคนเลือกกัน ใครชอบไอศกรีมสไตล์ไหน หรือเป็นแฟนคลับร้านใดเป็นพิเศษ ลองไปชิมแล้วอย่าลืมมาบอกกันด้วยว่ารสอะไรเด็ด

 


 

Lucky Ngou 65

 

 

ร้านเจลาโตแห่งใหม่ในย่านเยาวราชที่จะไม่เสิร์ฟไอศกรีมแบบธรรมดาๆ เพราะ Lucky Ngou 65 จับของหวานสไตล์จีนและเจลาโตมารวมกัน ก่อนเสิร์ฟเป็นเมนูขนมน่าลิ้มลอง อาทิ ‘เต้าหู้งาดำน้ำขิง’ เป็น ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ มาพร้อมเค้กงาดำและซอสน้ำขิง

 

หรือ ‘ขนมเปี๊ยะไข่เค็ม’ ไอศกรีมนมฮอกไกโดไข่เค็ม ราดซอสกะทิควันเทียน

 

Lucky Ngou อยู่บนถนนพาดสาย เปิดวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 15.00-22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์)

 


 

GHEE Gelato House

 

 

ร้านเจลาโตในย่านท่าเตียนที่หลายคนตามไปลิ้มลองแล้วบอกว่าเนื้อเจลาโตของที่นี่เนียน เหนียว และหนึบหนับ แถมยังมีรสชาติสนุกๆ หรือรสชาติตามฤดูกาลให้ลองอีก เช่น Oscar’s หรือ London Fog

 

GHEE Gelato House อยู่ที่ถนนมหาราช ท่าเตียน เปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 12.30-19.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 12.30-18.00 น.

 


 

CUBE to CUP

 

 

ร้านเจลาโตสัญชาติไทยที่มีบรรยากาศดีไม่แพ้รสชาติ เพราะที่นี่เปิดอยู่ในตึกเก่าย่านเมืองเก่าแถวหัวลำโพง ทุกคนจึงลิ้มรสเจลาโตไปชมวิวเมืองไปด้วยได้พร้อมๆ กัน โดยเจลาโตของ CUBE to CUP จะใช้วัตถุดิบไทย และสร้างสรรค์รสชาติขึ้นจากขนมหรือเครื่องดื่มไทยๆ เช่น ไอศกรีมข้าวหลาม ไอศกรีมกาแฟถั่วตัด ไอศกรีมน้ำผึ้งมะนาว หรือไอศกรีมรัมกล้วยตาก

 

ส่วนรสชาติประจำฤดูกาลตอนนี้ก็คือไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง

 

CUBE to CUP อยู่ในบ้านไมตรีจิตต์ หัวลำโพง เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-19.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น. 

 


 

GELATO elementary

 

 

ทีมเจลาโตต้องตามเก็บร้านนี้เพิ่มอีกหนึ่ง เพราะเป็นร้านเปิดใหม่เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และหลายคนแนะนำว่าต้องลอง ร้านนี้น่าสนใจตรงนอกจากรสชาติประจำและรสชาติพิเศษประจำวัน ก็ยังมีเจลาโตรสชาติสร้างสรรค์ใหม่ที่มีเฉพาะร้านนี้ด้วย เช่น Richelieu, Froyo หรือ Stracciatella 

 

นอกจากเราสามารถสั่งเป็นสกู๊ปใส่ถ้วยหรือใส่โคนวาฟเฟิล ร้านก็ยังมีเจลาโตซันเดย์ให้สั่งอีกเช่นกัน

 

GELATO elementary อยู่ที่ BLOCK 28 สามย่าน เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.30-21.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-21.30 น.

 


 

Icelab

 

 

แบรนด์เจลาโตพรีเมียมที่ปกติแล้วจะส่งถึงบ้านเท่านั้น แต่ตอนนี้ร้านมาเปิดป๊อปอัพอยู่ที่โครงการสุดคูล GalileOasis ย่านราชเทวี โดยเป็นร้านเล็กๆ มีที่นั่งให้พร้อม และยกเจลาโตมาเสิร์ฟให้ชิมประมาณ 10 รสชาติ แถมมีไอศกรีม Non-Dairy ด้วย

 

ถ้าใครแวะไปเดินดูนิทรรศการ กินข้าว จิบกาแฟแถวนั้น อย่าลืมแวะไปลองนะ

 

Icelab อยู่ในโครงการ GalileOasis เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-18.00 (ปิดวันอังคาร) และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น.

 


 

Ampersand Gelato

 

 

แบรนด์เจลาโตสัญชาติไทยที่สร้างชื่อระดับโลกมาแล้ว เพราะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้านเจลาโตยอดเยี่ยมจากทั่วโลกโดยเว็บไซต์ Financial Times ประเทศอังกฤษ

 

เจลาโตของที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งในและนอกประเทศ อีกความสนุกคือการออกรสชาติใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์และบางทีก็อาจคาดไม่ถึง แถมมีไอศกรีม No Sugar Added และไอศกรีมวีแกนด้วย

 

Ampersand Gelato มี 6 สาขา ได้แก่ ซอยทองหล่อ 13, เซ็นทรัลเวิลด์, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, ดิ เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และแฟชั่นไอส์แลนด์ โดยเปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

 


 

Me More

 

 

ร้านคราฟต์เจลาโตพรีเมียมที่มาพร้อมความสดใสและรสชาติน่าสนใจลิ้มลอง โดยก่อนหน้านี้เริ่มเปิดเฉพาะเดลิเวอรี แต่ตอนนี้มีหน้าร้านอยู่ที่สยามเซ็นเตอร์มาได้สักพักแล้ว ความพิเศษคือนอกจากถ้วยหรือโคน ที่นี่สามารถสั่งแบบทาโก้ ไอศกรีมประกบด้วยแป้งกรอบๆ ได้อีกด้วย

 

ส่วนรสชาติต้อนรับซัมเมอร์ตอนนี้ก็อย่างเช่น ฮันนีเลมอน สตรอว์เบอร์รีมิกซ์ผสมมะม่วงสุก มะพร้าวอัญชัน หรือบลูเบอร์รีชีสเค้ก

 

Me More อยู่ชั้น M สยามเซ็นเตอร์ เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.

 


 

Rintaro

 

 

ร้านเจลาโตที่เชื่อว่าทุกคนจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ โดย Rintaro เป็นร้านเจลาโตจากจังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น มีความโดดเด่นตรงโคนวาฟเฟิลและรสชาติไอศกรีมที่มีความคราฟต์และครีเอทีฟแบบสุดๆ

 

นอกจากรสชาติยืนพื้นอย่างนมสด ชาเขียว โยเกิร์ต ผลไม้ซอร์เบต ร้านก็จะมีรสชาติพิเศษ แปลกใหม่ หรือตามฤดูกาลมาให้ชิมกันตลอด

 

Rintaro มี 2 สาขา คือ W District ย่านพระโขนง และซอยพหลโยธิน 8 ย่านอารีย์ เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-22.00 น. 

 


 

Molto Premium Gelato 

 

 

อีกหนึ่งแบรนด์เจลาโตพรีเมียมสัญชาติไทยที่หลายคนถูกใจมากที่สุด Molto จะเปิดร้านป๊อปอัพอยู่หลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านี้แบรนด์เคยทำส่งให้โรงแรมและร้านอาหารมาหลายปี ก่อนตัดสินใจเปิดร้านจริงจังให้ทุกคนได้ลิ้มลองเจลาโตแบบพรีเมียมได้ง่ายๆ บ้าง

 

ร้านจะมาพร้อมรสชาติใหม่ๆ สร้างสรรค์ให้ตามไปชิมได้ทุกฤดูกาล เช่นตอนนี้จะมีรสชาติอย่างมะยงชิด ฮอกไกโดเซมเบ้ หรือคอร์นเฟลก

 

Molto มีหลายสาขา สามารถดูได้ที่เพจของร้าน โดยเปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. (เวลาทำการขึ้นอยู่กับแต่ละสาขา)

 


 

Albero

 

 

ร้านเจลาโตสมัยใหม่ที่ใช้วัตถุดิบพรีเมียมส่งตรงจากอิตาลี แถมยังเคยได้รางวัล Ospitalita’ Italiana การันตีความดั้งเดิมจากประเทศต้นตำรับเองเลยด้วย

 

และด้วยการทำเจลาโตตามฉบับดั้งเดิมแท้ๆ ทำให้เนื้อเจลาโตของร้านนี้มีความเข้มข้น เหนียวหนืดอย่างที่หลายคนชอบ มาพร้อมรสชาติประจำและรสชาติพิเศษตามเทศกาล

 

Albero เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.30 น. อยู่ในเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และดิ เอ็มควอเทียร์

 

The post LIST: 10 ร้านเจลาโต มากินของหวานๆ เย็นๆ ท้าลมร้อนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Guss Damn Good กับไอศกรีม ‘ห่านพะโล้’ รสชาติของคาวเมนูแรกในรอบ 8 ปี https://thestandard.co/life/guss-damn-good-ice-cream/ Wed, 29 Mar 2023 05:52:42 +0000 https://thestandard.co/?p=770148

ทำไมการคิดไอศกรีมขึ้นมาหนึ่งรสชาติของ ‘Guss Damn Good’ […]

The post Guss Damn Good กับไอศกรีม ‘ห่านพะโล้’ รสชาติของคาวเมนูแรกในรอบ 8 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมการคิดไอศกรีมขึ้นมาหนึ่งรสชาติของ ‘Guss Damn Good’ ถึงพิเศษกว่าใคร ทำไมพวกเขาต้องเค้นไอเดียมากมายเพื่อไอศกรีมถ้วยเดียว และทำไมชื่อรสชาติบนฝาของ Guss ถึงเข้าใจไม่ง่ายเหมือนคนอื่น ทว่าคำพูดสั้นๆ เหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนรัก Guss Damn Good มาตลอด 8 ปี

 

วันนี้เราเลยชวนสองคู่หูมานั่งคุยกันหน่อย เพราะ Guss Damn Good เพิ่งปล่อยโปรเจกต์สนุกๆ ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเราว่าแปลกและท้าทายมากกับการนำ ‘ห่านพะโล้’ มาทำไอศกรีม 

 

แถมเราจะได้ใช้โอกาสนี้ถามสิ่งที่หลายคนสงสัยแต่ยังไม่ได้คำตอบด้วยว่า ทำไมชื่อไอศกรีมของ Guss ถึงไม่ง่ายเหมือนแบรนด์อื่น!?

 

Who is Guss Damn Good

สองคู่หูผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง ‘ระริน ธรรมวัฒนะ’ และ ‘นที จรัสสุริยงค์’ เล่าให้พวกเราฟังว่าไอเดียทุกอย่างเกิดขึ้นตอนพวกเขาเรียนอยู่ที่บอสตัน และเห็นทุกคนกินไอศกรีมแม้จะฤดูหนาวจัด เหตุผลก็เพราะ “ไอศกรีมทำให้พวกเขาคิดถึงฤดูร้อน การปิกนิก และสนามหญ้าสีเขียวที่พวกเขานั่งกินไอศกรีม

 

“พวกเราเลยรู้สึกว่าเจ๋งดี ไอศกรีมไม่ใช่แค่ของหวานเย็นๆ มันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาที่เรารักได้ พวกเราเลยอยากทำแบรนด์คราฟต์ไอศกรีมที่ไม่ต้องใส่ท็อปปิ้งอลังการ เราอยากเสิร์ฟไอศกรีมลูกกลมๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก 

 

“มันจึงเกิดเป็นคำว่า ‘Story to flavor’ แก่นที่พวกเราใช้ในการคิดรสชาติไอศกรีมมาจนทุกวันนี้” ระรินกล่าว

 

แต่เพราะ Guss มีไอศกรีมรสชาติใหม่มาเรื่อยๆ จนตอนนี้เกินกว่าร้อย ถ้าถามถึงความยากในการสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา นทีบอกว่า “ถ้าเป็นรสชาติที่เกิดจากเราเองมักชัดเจนอยู่แล้วว่าความรู้สึกประมาณนี้ จะออกมาเป็นรสชาติประมาณไหน แต่ถ้ารสชาติที่เกิดจากการคอลแลบจะยากกว่า

 

“เพราะพวกเราต้องเค้น Key Message ของอีกฝ่ายออกมาให้ชัดมากๆ จนเหลือแค่ความรู้สึกเดียวเท่านั้นที่สำคัญ เพราะไอศกรีมพูดไม่ได้ มันต้องกินแล้วค่อยออกมาเป็นความรู้สึก”

 

 

Why Guss Damn ‘Goose…?’

ระรินกับนทีเล่าต่อว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา Guss Damn Good แทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย พวกเขายังคงถือไอศกรีมคอลแลบไปให้ชิมด้วยตัวเอง รวมถึงสูตรวัตถุดิบต่างๆ แพ็กเกจ ราคา หรือความคราฟต์ที่ยังใช้คนแทนเครื่องจักรไม่เปลี่ยน

 

เราจึงถามทั้งคู่ คิดว่าอะไรทำให้ทุกคนกลับมากินไอศกรีมของ Guss คำตอบก็คือคำว่า Story to flavor นี่แหละที่ทำให้ Guss Damn Good พิเศษขึ้นมา เพราะทุกอย่างต้องผ่านการคิดแล้วคิดอีกจนกว่าจะออกมาเป็นไอศกรีมรสชาติหนึ่งและคำคำหน่ึงบนฝา

 

“พวกเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มันคือ Core ของเรา ถ้ามันไม่แข็งแรงก็จะอ่อนปวกเปียก กลายเป็นคำไม่มีความหมาย นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราไม่ค่อยตามใจลูกค้า และยังหิ้วไอศกรีมไปด้วยตัวเองอยู่ ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้” นทีกล่าว

 

และอาจเพราะไม่เคยเปลี่ยนอะไรเลยนี่เอง เมื่อวัน April Fool’s Day พวกเขาจึงทำอะไรสนุกๆ ด้วยการประกาศรีแบรนด์ Guss Damn Good ครั้งใหญ่ พร้อมเปิดตัว ‘ห่านพะโล้คาราเมล’ ไอศกรีมของคาวรสชาติแรกของแบรนด์

 

“การรีแบรนด์เป็น Guss Damn ‘Goose’ มันดูกวนๆ ดี เมื่อวันที่ 31 กับ 1 หน้าร้านของเราจึงเปลี่ยนใหม่ทั้งโลโก้ เสื้อพนักงาน ถ้วยไอศกรีม และมีไอศกรีมรสพิเศษที่ขายแค่ 2 วันเท่านั้นด้วย” ระรินเล่าด้วยความสนุกสนาน

 

ซึ่งไอศกรีมห่านพะโล้ที่ว่า ร้านใช้ทั้งน้ำและเนื้อห่านจริงๆ จากฉั่ว คิม เฮง และวางขายแบบลิมิเต็ดที่หน้าร้านทั้ง 14 สาขา ก่อนหลังจากวันที่ 1 ทุกอย่างจะกลับสู่สภาพเดิม

 

“Guss Damn Good เป็นคนชอบทำอะไรสนุกๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราพูดว่ารีแบรนด์ และไม่เล่นแค่บนออนไลน์ขำๆ แถมยังมีไอศกรีมรสของคาวครั้งแรกด้วย” ระรินกล่าว

 

When to Guss Damn Good

แม้พวกเขาจะบอกว่าไม่เคยโปรโมตแบรนด์จริงจังมาก่อน แต่ Guss Damn Good เป็นที่รู้จักและทุกคนนึกถึงเสมอ ซึ่งเราว่ามันเป็นความผูกพันที่แบรนด์ค่อยๆ คราฟต์ขึ้นมาเองตลอด 8 ปี

 

“พวกเราเพิ่งรู้ว่ารสชาติของ Guss เข้าไปอยู่ในชีวิตคนเยอะเหมือนกัน บางรสมัน Meaningful สำหรับเขาจริงๆ เช่น หากวันไหนรู้สึกแย่เขาจะสั่งรส Don’t Give Up #18 หรือวันไหนรู้สึกดีก็จะสั่ง Made My Day หรือ Kiss Me Good Day

 

“ผมคิดว่าความตั้งใจของเราเห็นผลก็เพราะเรายึดมั่นในคำว่า Story to flavor และเค้นเรื่องราวออกมาจนสุดจริงๆ ฉะนั้นแทนที่เราจะตั้งชื่อว่ารสวานิลลา รสช็อกโกแลต ถ้าผมบอกว่านี่คือรส Don’t Give Up ที่เคยส่งให้วันนั้นไง พอนึกถึงแล้วมันมีความหมายมากกว่าแค่การเป็นของหวานอย่างหนึ่ง” นทีกล่าว

 

“การทำโปรดักต์ที่มีเรื่องราวจริงๆ จังๆ มันทำให้แต่ละรสชาติเรียลมาก ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เราอยากทำคำนี้เพื่อให้คนถ่ายรูป ทุกอย่างต้องมีเรื่องราวมาก่อน เวลาพูดเราเลยไม่เขินที่จะเล่าด้วยว่านี่คือเรื่องราวของรสชาตินี้” ระรินเสริม

 

Guss Damn Good says…

“รินว่าไอศกรีมมันอร่อยด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ถ้ามันมาพร้อม Good vibe และ Positive enerygy มันน่าจะอร่อยขึ้นได้อีก”

 

“ตอนนี้ความฝันของผมคืออยากให้ทุกคนนึกถึง Guss Damn Good เวลารู้สึกดีมากๆ พวกเราอยากเป็น Damn good providing business ที่สามารถให้แรงบันดาลใจ ปลอบใจ หรือทำให้ยิ้มมุมปากได้นิดหนึ่งในวันที่แย่ หรือถ้าคุณนึกถึงโมเมนต์ดีๆ แล้วรู้สึก Damn good ขึ้นมา ผมก็อยากให้นึกถึงพวกเรา” นทีกล่าว

 

“พอคิดแบบนี้แล้ว ผมว่าเราจะไปคอลแลบกับวงการไหนก็ได้ เพราะไอศกรีมเป็น Happy product สร้างความรู้สึกดีให้คนกินได้เสมอ”

 

 

สำหรับไอศกรีมห่านพะโล้คาราเมล ร้านบอกว่ารสนี้ทำค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นของคาว ขั้นตอนจึงเยอะกว่าปกติและต้องใช้วัตถุดิบพิเศษ ห่านพะโล้คาราเมลจึงขอบอกลาทุกคนไปก่อนยาวๆ

 

แต่ถ้าใครชอบรสชาติแปลก Guss Damn Good ก็มีรสอย่าง Monkey Bread, Market Strolling หรือ Newyork Newyork ให้ตามไปลองกันได้ทั้ง 14 สาขา สอบถามได้ที่ Guss Damn Good

 

 

ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

The post Guss Damn Good กับไอศกรีม ‘ห่านพะโล้’ รสชาติของคาวเมนูแรกในรอบ 8 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Guss Sundae Bar ร้านไอศกรีมซันเดย์เปิดใหม่ ชวนย้อนวัยโดยทีม Guss Damn Good https://thestandard.co/guss-damn-good-sundae-bar/ Thu, 10 Nov 2022 12:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=707388

“ไอศกรีมจากแก้วหนาๆ เครื่องแน่นๆ” เป็นคำพูดที่ชวนให้นึก […]

The post Guss Sundae Bar ร้านไอศกรีมซันเดย์เปิดใหม่ ชวนย้อนวัยโดยทีม Guss Damn Good appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ไอศกรีมจากแก้วหนาๆ เครื่องแน่นๆ” เป็นคำพูดที่ชวนให้นึกถึงเมนูไอศกรีมถ้วยโปรดในวัยเด็กจริงๆ นั่นละ และเวลาไอศกรีมรสชาติโปรดมาวางตรงหน้า พร้อมท็อปปิ้งล้นๆ จนเลือกกินไม่ถูก ก็เป็นโมเมนต์น่ามีความสุขยิ่งกว่าอะไร ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนเองก็คิดถึงช่วงเวลานี้เหมือนกัน

 

Guss Damn Good แบรนด์ไอศกรีมสุดคราฟต์ที่เราเชื่อว่าคนรักไอศกรีมต้องรู้จักแน่นอน เลยดึงบรรยากาศและเมนูเก่าคลาสสิกอย่าง ‘ไอศกรีมซันเดย์’ ของทุกคนมาเป็นไฮไลต์ของร้านใหม่ Guss Sundae Bar’ บาร์ไอศกรีมซันเดย์ชวนย้อนวัยที่เพิ่งเปิดไม่นานนี้เอง อยู่ใน The Commons Saladaeng

 

ร้านบอกว่าตั้งใจทำเมนูซันเดย์เหมือนยุคพ่อแม่เราเป็นหนุ่มสาว ตักไอศกรีมจากแก้วหนาๆ เครื่องแน่นๆ ซึ่งเครื่องทั้งหมดร้านทำขึ้นมาเองเช่นกัน แล้วยังมีเมนูสไตล์อิตาเลียนอย่าง ‘อัฟโฟกาโต’ หรือ ‘มิลก์เชก’ ให้ดื่มกันจนกว่าจะหายคิดถึงด้วย

 

Guss Sundae Bar เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึงดึก สอบถามหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Guss Damn Good

The post Guss Sundae Bar ร้านไอศกรีมซันเดย์เปิดใหม่ ชวนย้อนวัยโดยทีม Guss Damn Good appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE WILL TO WIN ไอศกรีมรสชาติของคนอยากชนะ โดย Guss x THE STANDARD กลับมาขายอีกครั้ง https://thestandard.co/the-will-to-win-guss-damn-good/ Fri, 16 Sep 2022 13:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=682653

ไอศกรีมรสชาติพิเศษนี้ครีเอตขึ้นโดย Guss Damn Good ที่นำ […]

The post THE WILL TO WIN ไอศกรีมรสชาติของคนอยากชนะ โดย Guss x THE STANDARD กลับมาขายอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไอศกรีมรสชาติพิเศษนี้ครีเอตขึ้นโดย Guss Damn Good ที่นำมายด์เซ็ตของชาว THE STANDARD ไปตีความก่อนสร้างสรรค์ออกมาเป็นรสชาติ ‘THE WILL TO WIN’ ที่มี ‘ขิง’ เป็นส่วนผสมหลัก โดยเปิดตัวให้ชิมครั้งแรกเมื่อปี 2019 ในอีเวนต์ Super Productive Show

 

ไอเดียเบื้องหลังไอศกรีมรสชาตินี้ ทีม Guss Damn Good บอกว่า เมื่อพูดถึงสไตล์การทำงานของ THE STANDARD พวกเขานึกถึงรสชาติไอศกรีมที่สื่อถึงความมีพลัง กระตือรือร้นตลอดเวลา และต้องมีอะไรให้เคี้ยวกรุบๆ เป็นตัวแทนของอุปสรรคด้วย

 

จึงเกิดเป็นไอศกรีมรส Ginger Caramel Crush ที่ใช้ขิงเพื่อให้มีความเผ็ดร้อน พร้อมกับมีเนื้อคาราเมลครัชเคลือบดาร์กช็อกโกแลตให้เคี้ยวสนุกๆ แถมมีรสขมๆ หวานๆ ที่ลงตัว สื่อถึงเส้นทางการทำงานที่บางครั้งมีอุปสรรค แต่ท้ายที่สุดทุกบทเรียนเสริมให้เติบโต และทำให้ชีวิตกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

 

โดยตอนนี้ร้านนำรสชาติ THE WILL TO WIN กลับมาขายหน้าร้านอีกครั้ง เพื่อส่งต่อเอเนอร์จี้ให้ความอยากสู้เพื่อเป็นผู้ชนะให้กับทุกคน เพราะฉะนั้นถ้าใครยังไม่เคยชิม สามารถตามไปลองได้ที่ร้าน Guss Damn Good ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ Central World, The Common Saladaeng, Eight Thonglor, Mega Bangna และ The Circle

The post THE WILL TO WIN ไอศกรีมรสชาติของคนอยากชนะ โดย Guss x THE STANDARD กลับมาขายอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>