ร้านขายเสื้อผ้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ร้านขายเสื้อผ้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 12 Oct 2023 07:58:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เอาใจนักช้อปสายประหยัด! UNIQLO เปิดป๊อปอัพสโตร์ย่านฮาราจูกุเพื่อขายเสื้อผ้ามือสอง โดยมีราคาลดลงเหลือ 1 ใน 3 จากป้าย https://thestandard.co/uniqlo-pop-up-used-clothes-harajuku/ Thu, 12 Oct 2023 07:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=853956

ถือเป็นการขยับตัวเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อ […]

The post เอาใจนักช้อปสายประหยัด! UNIQLO เปิดป๊อปอัพสโตร์ย่านฮาราจูกุเพื่อขายเสื้อผ้ามือสอง โดยมีราคาลดลงเหลือ 1 ใน 3 จากป้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถือเป็นการขยับตัวเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและลดขยะในอุตสาหกรรมแฟชั่น เมื่อ UNIQLO ได้เปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ในย่านฮาราจูกุอันทันสมัยของโตเกียว เพื่อขายเฉพาะสินค้ามือสองจากแบรนด์เท่านั้น 

 

โครงการริเริ่มนี้ถือเป็นโครงการแรกสำหรับแบรนด์ชุดลำลอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ของ Fast Retailing สู่ความยั่งยืน

 

ร้านค้าแห่งนี้เปิดให้บริการจนถึงวันที่ 22 ตุลาคมเท่านั้น โดยจะวางขายคอลเล็กชันเสื้อผ้ามือสองประมาณ 400-500 ชิ้น ตั้งแต่เสื้อสเวตเตอร์และผ้าฟลีซ ไปจนถึงกางเกง และเพื่อเพิ่มความน่าดึงดูด สินค้าเหล่านี้บางส่วนจึงได้รับการย้อมใหม่ก่อนที่จะนำกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง

 

โดยสินค้าเหล่านี้ราคาลดลงอย่างมาก ซึ่งเหลือประมาณ 1 ใน 3 ของป้ายเดิม โดยจำหน่ายผ้าถักแคชเมียร์ในราคาเพียง 3,000 เยน (หรือประมาณ 727 บาท) ทำให้เป็นสินค้าที่ Win-Win ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและนักช้อปที่ต้องการประหยัด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

คนหนุ่มสาวในโตเกียว ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าชมป๊อปอัพสโตร์กลุ่มแรกๆ กล่าวว่า “ฉันดีใจที่ UNIQLO นำเสนอสินค้ามือสอง ถือเป็นโอกาสอันดีของการซื้อเสื้อผ้าคุณภาพดีในราคาที่เอื้อมถึง”

 

อย่างที่รู้กันว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเสื้อผ้าแฟชั่นเองก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบด้านความยั่งยืนเป็นอย่างมาก

 

มูลนิธิ Ellen MacArthur องค์กรชั้นนำในสหราชอาณาจักร เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจว่า เสื้อผ้าจำนวน 92 ล้านตันถูกฝังกลบทุกปี ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าจากแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น ก่อให้เกิดแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่ต้องออกมาริเริ่มแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ UNIQLO ขยับตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น เมื่อปี 2021 ก็ได้เริ่มเปิด RE.UNIQLO STUDIO ที่จะช่วยต่ออายุให้กับเสื้อผ้าให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งผ่านการซ่อมแซมหรือเติมแต่งสไตล์รักษ์โลก โดยนำเทคนิคการตัดเย็บด้วยมือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า Sashiko มาให้บริการด้วยเช่นกัน

 

ในไทยเองก็เพิ่งเปิดเป็นแห่งแรกที่ UNIQLO centralwOrld โดยเป็นประเทศที่ 14 ของโลก และเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากสิงคโปร์และมาเลเซีย 

 

อ้างอิง:

The post เอาใจนักช้อปสายประหยัด! UNIQLO เปิดป๊อปอัพสโตร์ย่านฮาราจูกุเพื่อขายเสื้อผ้ามือสอง โดยมีราคาลดลงเหลือ 1 ใน 3 จากป้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Angelina Jolie เปิดตัวธุรกิจเสื้อผ้า Atelier Jolie ที่ใช้แค่ผ้าเหลือใช้และให้ผู้ใส่เป็นคนออกแบบเอง https://thestandard.co/atelier-jolie-by-angelina-jolie/ Thu, 18 May 2023 06:28:46 +0000 https://thestandard.co/?p=792217 Angelina Jolie

Angelina Jolie เตรียมเปิดตัวธุรกิจเสื้อผ้าเป็นครั้งแรก […]

The post Angelina Jolie เปิดตัวธุรกิจเสื้อผ้า Atelier Jolie ที่ใช้แค่ผ้าเหลือใช้และให้ผู้ใส่เป็นคนออกแบบเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Angelina Jolie

Angelina Jolie เตรียมเปิดตัวธุรกิจเสื้อผ้าเป็นครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า Atelier Jolie ที่ชูแนวคิดการทำเสื้อผ้าจากเศษผ้าเหลือใช้และผ้าค้างสต๊อก และให้ลูกค้าเป็นคนออกแบบเอง

 

โดยแบรนด์เสื้อผ้านี้มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากแบรนด์ทั่วไปตรงที่นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จะไม่เป็นคนออกแบบเสื้อผ้าขายเพียงคนเดียว แต่เธอนิยามว่านี่เป็น ‘ที่รวมกลุ่มคนสร้างสรรค์’ ผ่านการเปิดให้ลูกค้ามาออกแบบเสื้อผ้าที่ต้องการ โดยใช้ผ้าค้างสต๊อกและผ้าวินเทจที่มีอยู่แล้ว และจับคู่กับช่างตัดเย็บและช่างฝีมือเพื่อสร้างสรรค์เสื้อผ้าขึ้นมาเอง 

 

ส่วนการเปิดตัวแบรนด์ยังได้ Peter Miles อาร์ตไดเรกเตอร์ที่เคยทำงานให้กับ Celine, Gabriela Hearst และ Repossi มาออกแบบคีย์อาร์ตแรกของแบรนด์ ทั้งโลโก้คำว่า Atelier Jolie ฟอนต์หางยาวบนพื้นสีทองแดง

 

ทาง Angelina Jolie ได้เขียนข้อความบนเว็บไซต์ของแบรนด์ว่า “ฉันสร้างที่แห่งนี้มาให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ร่วมงานกับคนที่มีความเชี่ยวชาญ ช่างตัดเย็บชั้นเลิศที่มีความหลากหลาย ช่างทำแพตเทิร์น และช่างฝีมือจากทั่วโลก เราหวังว่าเราสามารถสร้างกลุ่มคนและแรงบันดาลใจ โดยไม่มีเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมมาเกี่ยวข้อง” 

 

สำหรับสินค้าชุดแรกของ Atelier Jolie จะเปิดตัวอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 นี้ ซึ่งเราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของแบรนด์ที่ได้อินสตาแกรมซึ่งในขณะนี้มีผู้ติดตามแล้วกว่า 50,000 คน รวมไปถึงเว็บไซต์ทางการ 

 

ภาพ: MEGA / GC Images

อ้างอิง:

The post Angelina Jolie เปิดตัวธุรกิจเสื้อผ้า Atelier Jolie ที่ใช้แค่ผ้าเหลือใช้และให้ผู้ใส่เป็นคนออกแบบเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
H&M ยกทัพเสื้อผ้ามือสองกว่า 3 หมื่นชิ้นเข้าจำหน่ายบน thredUP ตั้งเป้าลดขยะฟาสต์แฟชั่น ฟื้นสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีนโยบายผลิตเสื้อผ้าลดลง https://thestandard.co/hm-sells-used-clothing-on-thredup/ Wed, 15 Mar 2023 10:43:16 +0000 https://thestandard.co/?p=763409

ฟาสต์แฟชั่นรายใหญ่อย่าง H&M ยกทัพเสื้อผ้ามือสองทั้ง […]

The post H&M ยกทัพเสื้อผ้ามือสองกว่า 3 หมื่นชิ้นเข้าจำหน่ายบน thredUP ตั้งเป้าลดขยะฟาสต์แฟชั่น ฟื้นสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีนโยบายผลิตเสื้อผ้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟาสต์แฟชั่นรายใหญ่อย่าง H&M ยกทัพเสื้อผ้ามือสองทั้งหมวดเด็กและผู้หญิงกว่า 30,000 ชิ้นเข้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม thredUP ตั้งเป้าลดขยะฟาสต์แฟชั่นและช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีนโยบายผลิตเสื้อผ้าลดลง

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า H&M Group เชนฟาสต์แฟชั่นสัญชาติสวีเดน ได้เข้าร่วม thredUP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายเสื้อผ้ามือสองที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยสตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก

 

ทั้งนี้ H&M เตรียมนำสินค้ามือสองทั้งของเด็กและผู้หญิงที่มีอยู่ประมาณ 30,000 ชิ้นเข้ามาจำหน่ายบนเว็บไซต์ hm.thredup.com มีราคาเริ่มต้น 200 บาท โดยมีเป้าหมายต้องการลดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับจุดแข็งของแพลตฟอร์ม thredUP จะรับหน้าที่จัดการหน้างานทุกอย่างให้ ทั้งการตรวจสอบคุณภาพ ถ่ายรูปสินค้า และการตั้งราคา ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นๆ อย่าง J.Crew และ Kate Spade

 

เอบิเกล เคมเมอร์เซลล์ หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของ H&M North America กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีนโยบายลดการผลิตเสื้อผ้าลง เพียงแต่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบของฟาสต์แฟชั่นที่อาจส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตมากขึ้น

 

แน่นอนว่าการที่ H&M ใช้เทคโนโลยีและระบบโลจิสติกส์จาก thredUP เข้ามาช่วยขับเคลื่อนในครั้งนี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากถ้าเทียบกับการสร้างช่องทางบริการของตัวเองโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม H&M ยังไม่ได้คาดการณ์รายได้จากการจำหน่ายเสื้อผ้ามือสอง เพราะถือเป็นสัดส่วนที่ยังน้อย แต่ประเมินว่าต่อจากนี้จะเติบโตขึ้นแน่นอน ซึ่งสอดรับกับตลาดเสื้อผ้ามือสองมีมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในตลาดเสื้อผ้ามือสอง โดยเฉพาะในองค์กรไม่แสวงหากำไรที่นำเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมาจำหน่ายเพื่อหารายได้ 

 

เรียกว่าในอนาคตมูลค่าตลาดจะสูงกว่าแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น ZARA หรือกระทั่ง H&M ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหากในอนาคตเราจะได้เห็นแบรนด์ดังเริ่มกระโดด เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดเสื้อผ้ามือสอง เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

 

อ้างอิง:

The post H&M ยกทัพเสื้อผ้ามือสองกว่า 3 หมื่นชิ้นเข้าจำหน่ายบน thredUP ตั้งเป้าลดขยะฟาสต์แฟชั่น ฟื้นสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีนโยบายผลิตเสื้อผ้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Uniqlo’ เปิดตัว New U นำเสนอไลฟ์แวร์ ร้านดอกไม้และกาแฟกลางสยาม ดึงคนรุ่นใหม่ รับปัญหาต้นทุนต้องปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการ https://thestandard.co/uniqlo-announce-new-u/ Thu, 10 Nov 2022 11:36:23 +0000 https://thestandard.co/?p=707374

ตลาดแฟชั่นกลับมาคึกคัก ‘Uniqlo ’แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นอยู่ […]

The post ‘Uniqlo’ เปิดตัว New U นำเสนอไลฟ์แวร์ ร้านดอกไม้และกาแฟกลางสยาม ดึงคนรุ่นใหม่ รับปัญหาต้นทุนต้องปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดแฟชั่นกลับมาคึกคัก ‘Uniqlo ’แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นอยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 11 ปี หันโฟกัส O2O ล่าสุดเปิดตัว New U นำเสนอไลฟ์แวร์ บนตึก 3 ชั้นใจกลางสยามสแควร์ หวังเพิ่มฐานคนรุ่นใหม่ พร้อมเดินหน้าส่งคอลเล็กชันทำยอดขายช่วงฤดูหนาว รับปัญหาต้นทุนต้องปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการ

 

เขมจิรา เทศประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายลง ผู้คนเริ่มกลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ตามภาวะปกติ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เริ่มออกเดินทางทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายของธุรกิจแฟชั่นและตลาดเสื้อผ้ากลับมาคึกคักเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิดแล้ว โดยคาดการณ์ว่าปี 2565 น่าจะมีสัญญาณดีขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะเดียวกันแม้หลายคนเริ่มกลับมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางหน้าร้านแล้ว แต่ยังมีลูกค้าบางส่วนที่มีพฤติกรรมการช้อปสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ถี่ขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นฤดูหนาว เพราะคนไทยออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่นและโซนยุโรปมากขึ้น โดยสินค้าที่ขายดีช่วงนี้ ได้แก่ เสื้อขนนุ่ม แจ็กเก็ต และฮีทเทค

 

เช่นเดียวกับ ‘Uniqlo’ ปัจจุบันเปิดให้บริการในไทยมาครบรอบ 11 ปี ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งด้านคุณภาพและความหลากหลายของคอลเล็กชันใหม่ๆ เพื่อรองรับในทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยมี ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ เป็น Local Brand Presenter คนแรกของเมืองไทย

 

ล่าสุดได้เปิดตัว ‘New U New Uniqlo Experience at Siam Square’ พื้นที่จัดแสดงสินค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟกลางสยามสแควร์ ซึ่งเป็นพื้นที่มีคนรุ่นใหม่ที่มีหลากหลายกลุ่มหมุนเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ต้องการนำเสนอและบอกเล่าถึงความหมายของคำว่าไลฟ์แวร์ (LifeWear) ผ่านตัวโปรดักต์และการบริการ

 

สำหรับพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 1,000 ตารางเมตร มีทั้งหมด 3 ชั้น

ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 LifeWear รวมไฮไลต์ประจำฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2565 และมีการจำหน่ายดอกไม้ซึ่งมาจากการจับมือกับร้านดอกไม้ Bangkok Flower มีราคาเริ่มต้นที่ 100-500 บาท

 

ถัดมาคือชั้นที่ 2 Technology and Innovation เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ผสานอยู่ใน LifeWear และชั้นที่ 3 โซน UT เสื้อ T-Shirt และเปิดให้บริการ COFFEE with Roots ซึ่งมาจากการร่วมมือกับร้านกาแฟ Roots

 

ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 – 22 มกราคม 2566 เบื้องต้นหากได้รับการตอบรับดี อนาคตอาจมีการไปเปิดในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์สู่ Omni-Channel หรือ O2O เชื่อมต่อ Online to Offline เข้ามาไว้ด้วยกัน และในไทยถือเป็นคอนเซปต์แรก ที่ยังไม่เคยมีในประเทศอื่น 

 

ที่สำคัญร้านดังกล่าวไม่มีการจำหน่ายสินค้าโดยตรง แต่สามารถทดลองสินค้าได้ แล้วเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านแอปพลิเคชัน UNIQLO เริ่มลงทะเบียนเป็นสมาชิก เลือกไอเท็มที่ต้องการในงาน New U โดยสแกนบาร์โค้ดผ่านแอป กดใส่ตะกร้า แล้วชำระเงินผ่านทางจุดชำระด้วยระบบ Pay In Store ที่ร้าน แล้วเลือกว่าจะไปรับที่สาขาใกล้บ้าน หรือเลือกให้จัดส่งที่บ้าน เพิ่มความสะดวกให้กับกลุ่มเป้าหมาย

 

ปัจจุบันสมาชิกในแอปมีทั้งหมด 5 ล้านคน แอ็กทีฟอยู่ประมาณ 4 ล้านคน โดยลูกค้ามีหลายกลุ่มอายุ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต้องยอมรับว่าสัดส่วนยอดขายออนไลน์ยังอยู่ตัวเลขหลักเดียว ซึ่งถือว่าน้อย ปีหน้าจึงต้องการให้เติบโตขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงเว็บไซต์ ทำให้ลูกค้าใช้แอปได้รวดเร็วและติดตามสินค้าง่ายขึ้น

 

เชื่อว่าโมเดลดังกล่าวจะสามารถช่วยสื่อสารแบรนด์ไปยังกลุ่มลูกค้าที่เด็กลง เช่น วัยมัธยมและมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น ปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีคนรู้จักแบรนด์กว่า 90% ซึ่งเหลืออีก 10% ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ และเรายังไม่ได้ศึกษาเชิงลึก

 

เขมจิรากล่าวต่อถึงกลยุทธ์การทำตลาดต่อจากนี้ มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ทุกกิจกรรม ตอบโจทย์ทั้งชายและหญิง โดยจะมีคอลเล็กชันใหม่หมุนเวียนกันไปทุก 6 เดือน  

 

ทั้งนี้ยังมีนโยบายขยายสาขาเพิ่มขึ้น เน้นพิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีโอกาสการเติบโตเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน Uniqlo ในไทยมีทั้งหมด 61 สาขา แบ่งเป็นร้านในพื้นที่กรุงเทพฯ 70% และต่างจังหวัด 30% และมีสาขาทั่วโลก 2,400 แห่ง ทั้งในญี่ปุ่น เอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ 

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องคอยรับมือกับความท้าทายเรื่องต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวขึ้นทั่วโลก ทำให้สินค้าบางรายการต้องปรับขึ้นราคาเพื่อสอดรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 

อย่างไรก็ตาม Uniqlo นับเป็นแบรนด์ที่ใหญ่สุดในกลุ่ม Fast Retailing ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกสินค้าภายใต้ 7 แบรนด์ ได้แก่ GU, Theory, PLST, Comptoir des Cotonniers, Princesse tam.tam, J Brand และ Helmut Lang บริษัทมียอดขายทั่วโลกประมาณ 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

The post ‘Uniqlo’ เปิดตัว New U นำเสนอไลฟ์แวร์ ร้านดอกไม้และกาแฟกลางสยาม ดึงคนรุ่นใหม่ รับปัญหาต้นทุนต้องปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้อมจิตต์ การฝ่าฟันที่ไม่มีคำว่า ‘ง่าย’ จากแบรนด์ชุดนักเรียนชื่อดัง สู่ก้าวที่ท้าทายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/nomjitt-scb-sme/ Wed, 12 Oct 2022 05:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=692391 น้อมจิตต์

หากพูดถึง ‘น้อมจิตต์’ เชื่อว่าทุกคนจะนึกถึงชุดนักเรียนท […]

The post น้อมจิตต์ การฝ่าฟันที่ไม่มีคำว่า ‘ง่าย’ จากแบรนด์ชุดนักเรียนชื่อดัง สู่ก้าวที่ท้าทายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้อมจิตต์

หากพูดถึง ‘น้อมจิตต์’ เชื่อว่าทุกคนจะนึกถึงชุดนักเรียนที่มีโลโก้เป็นเด็กผู้ชายหันหลัง และในวัยเด็กหลายคนย่อมเคยใส่อย่างแน่นอน

 

แต่รู้หรือไม่ว่า ‘น้อมจิตต์’ ไม่ได้ทำธุรกิจชุดนักเรียกตั้งแต่แรก หากเริ่มต้นด้วย ‘ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป’ เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน ขยับขยายเติบโตจนมาเป็นแบรนด์ที่เรารู้จักกันอย่างทุกวันนี้ และตอนนี้ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่าง N Mark Plaza และศูนย์การค้า Happy Land อยู่ด้วย

 

แต่กว่าจะถึงวันนี้บอกได้เลยว่า ‘ไม่ง่าย’ และนี่ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ SMEs ของไทย ที่ก่อร่างสร้างตัวเองจนเติบใหญ่มาได้อย่างแข็งเกร่ง

 

เริ่มต้นด้วย ‘ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป’

อนันต์ จิตรมีศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมจิตต์ อินคอร์เปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่รับช่วงดูแลธุรกิจเป็นรุ่นที่ 2 เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า เกิดจากการแต่งงานของคุณพ่อและคุณแม่ในปี 2504 หลังจากนั้นก็เริ่มเปิดร้านด้วยกัน

 

“พอแต่งงานกันก็เริ่มเปิดร้าน โดยที่ตกลงกันว่าใช้ชื่อของคุณแม่ คุณแม่ผมชื่อน้อมจิตต์นะครับ ก็เลยใช้ชื่อร้านน้อมจิตต์ ยุคแรกเป็นการขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป สมัยก่อนเขาจะเรียกว่าผ้าโหล”

 

จากร้านขายผ้าโหลสู่การขายชุดนักเรียนนั้นเกิดจากการที่คุณแม่ไปวงเวียนใหญ่แล้วไปเจอร้านขายชุดนักเรียนอยู่ร้านหนึ่ง คนต้องไปเข้าแถวซื้อ แต่ร้านกลับเปิดประตูให้เข้าไปซื้อทีละคน กลายเป็นไอเดียธุรกิจขึ้นมา

 

แม้จะดูเป็นธุรกิจที่ขายดี แต่ความยากของการทำชุดนักเรียนอยู่ที่แต่ละปีจะมี ‘ช่วงเวลาทอง’ อยู่เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น คือในช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ ที่พ่อแม่จะหาซื้อชุดให้ลูกก่อนจะขึ้นชั้นเรียนใหม่ หากสำหรับธุรกิจแล้วต้องเย็บตุนทั้งปี

 

“ความยากคือการที่เราจะต้องกะสต๊อกให้ถูกต้องให้ได้ สต๊อกต้องแม่นยำ แล้วเมื่อสมัยก่อนก็ไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ ไม่มีระบบ ใช้มือเขียนอย่างเดียวเลย

 

“อีกเรื่องคือมีขนาดที่เยอะมากเพื่อให้ลูกค้าใส่ได้พอดีกับรูปร่าง กลายเป็นธุรกิจที่ต้องสู้กับเสื้อผ้าตัดเย็บด้วย ดังนั้นสต๊อกก็เป็นเรื่องใหญ่มากเลยในสมัยนั้น ทำอย่างไรให้ประเมินสต๊อกให้ถูกต้อง อันนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ไม่ค่อยมีคนอยากทำชุดนักเรียนเท่าไรครับ”

 

ล้มลุกกับการ ‘ขยายสาขา’ และการบริหารคน

ด้วยความที่ยุคก่อนไม่มีห้างซึ่งเป็นศูนย์รวมการซื้อสินค้าเหมือนทุกวันนี้ ทำให้การขยายธุรกิจได้นั้นจึงต้องไปเปิดร้านตามทำเลต่างๆ เอง ซึ่งในยุคนั้นได้มีการลองไปเปิดที่สะพานควาย แต่ก็ไม่สำเร็จจนต้องเลิกไป

 

ต่อมาคุณพ่อของอนันต์มาเจอทำเลใหม่ตรงบางกะปิบริเวณแฮปปี้แลนด์ แล้วชอบมาก จึงซื้อตึกก่อน 10 คูหา แล้วก็ทำเป็นเหมือนกับ Department Store คล้ายๆ กับว่าเป็นห้าง มีซูเปอร์มาร์เก็ต มีเสื้อผ้า แล้วก็มีชุดนักเรียนด้วย

 

“แถวนี้โรงเรียนเยอะมากนะครับ แล้วก็คู่แข่งคงไม่มี” อนันต์เล่าถึงเหตุผลที่พ่อของเขาทุ่มทุนซื้อตึกทีเดียว 10 คูหา

 

ถึงจะไม่มีคู่แข่งเพราะศูนย์การค้ายังไม่มีมาเปิด แต่ความท้าทายคือการบริหารงานจากคูหาไม่กี่ห้องมาเป็นร้านขนาดใหญ่ที่เปิดขายมากถึง 3 ชั้น ทำให้ต้องใช้พนักงานจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนอย่างที่รู้กันว่าการบริหารคนถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุด

 

“เมื่อมีพนักงานก็จะมีปัญหามากในเรื่องการบริหาร ทำให้แม่เร่งเมื่อไรผมจะเรียนจบจะได้มาช่วยงาน ผมในตอนนั้นก็เลยไม่มีโอกาสไปทำงานหาประสบการณ์จากที่อื่นเลย พอเรียนจบมาก็เลยต้องมาช่วยงานที่ครอบครัว”

 

การเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวของอนันต์มาพร้อมกับความท้าทายของธุรกิจ ด้วยมีศูนย์การค้ามาปักหมุดในทำเลบางกะปิมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเจอคู่แข่งที่มากขึ้นด้วย ในขณะเดียวกัน อนันต์ก็ต้องรับผิดชอบธุรกิจมากขึ้น ซึ่งเขายอมรับว่าแม้จะมีไฟในการทำสิ่งต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไปเลยคือ ‘ประสบการณ์’ ในการทำธุรกิจ

 

ความช่วยเหลือจาก SCB ที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

“ด้วยไม่มีประสบการณ์จริง ก็ประสบปัญหา แต่เราดีที่ได้ไทยพาณิชย์เข้ามาช่วยเมื่อปี 2535 มาสร้างอาคารด้านหน้าที่เป็นห้างอย่างทุกวันนี้”

 

ความช่วยเหลือดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานกว่า 30 ปี อนันต์เล่าว่า เมื่อสร้างเสร็จแทนที่ธุรกิจจะไปได้ดี กลับเจอวิกฤตยอดขายที่ลดลง ทำให้ขาดความคล่องตัวเรื่องเงินทุนหมุนเวียน

 

“ไทยพาณิชย์เป็นแบงก์ที่ดีมากเลย อุ้มชู ประคองให้เรามาเรื่อยๆ แล้วผมก็มีความยากลำบากอยู่ประมาณสัก 4-5 ปี ในช่วงที่เราปรับตัวไม่ได้ ไม่มีเงินหมุนเวียน ซื้อมาขายขาดทุนอะไรอย่างนี้ จนถึงปี 2540 ที่ผมได้เข้ามาดูแลเต็มตัว จึงได้รื้อธุรกิจครั้งใหญ่”

 

การดูแลเต็มตัวทำให้อนันต์ตัดสินใจเลิกทำ Department Store เปลี่ยนมาเป็นตัดล็อกให้คนอื่นเช่า ซึ่งเป็นยุคที่คนตกงานพอดี มีร้านเล็กร้านน้อยเกิดขึ้นเต็มไปหมดเลย และยังเป็นยุคที่ตะวันนาเปิดท้ายเริ่มต้นพอดีเลยครับ นอกเหนือจากเดอะมอลล์บางกะปิและแม็คโครที่เข้ามาเปิดในทำเลใกล้เคียงกัน

 

“เดิมทางครอบครัวผมเคยคิดว่าถ้าเราทำทางเดินเชื่อมกับเดอะมอลล์ เราจะมีปัญหาเพราะลูกค้าจะไปฝั่งเดอะมอลล์หมด แต่สุดท้ายเราก็ทำสะพานลอยเชื่อม เพราะคิดว่าการเชื่อมจะทำให้ลูกค้าเดินไปมาสะดวก ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเรามีลูกค้าเข้ามาเดินมากขึ้น ทำให้ร้านค้าต่างๆ ขายดีไปด้วย”

 

เดิมทางน้อมจิตต์มีแผนจะขยายธุรกิจไปยังทำเลบางใหญ่เพราะมีที่อยู่ 10 ไร่ แต่ที่สุดก็ต้องยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป เพราะทางห้างแฮปปี้แลนด์ไอทีพลาซ่าซึ่งอยู่ติดกันอยากจะขายธุรกิจทั้งหมด ทำให้ต้องทุ่มเงินมาซื้อตรงนี้แทน ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจาก SCB

 

“การทำโครงการนี้ใช้เงินก้อนใหญ่มาก หลักหลายร้อยล้านบาท ซึ่งผมไปนำเสนอกับธนาคารอื่นๆ แต่เขาก็ไม่เข้าใจที่ผมทำ มีเพียง SCB ที่เข้าใจ ตลอดจนให้คำแนะนำต่างๆ อันนี้ผมยอมรับว่า SCB เก่งจริงๆ ที่มองภาพออก”

 

เส้นทางที่ไม่ราบรื่น

อนันต์เล่าต่อว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจมามีปัญหาครั้งใหญ่ 2 รอบ คือรอบแรกตลาดสดที่อยู่หลังห้างมีการขายให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์จนเป็นที่มาของการรื้อตลาด ซึ่งแต่เดิมมีลูกค้าวันละหลายพันคน เมื่อไม่มีตลาด ลูกค้าที่เข้ามาเดินในห้างก็ลดลงไปด้วย

 

ปัญหาใหญ่อีกรอบคือการปรับปรุงย่านนี้เพื่อต่อยอดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ทำให้รถติดอย่างหนัก ลูกค้าก็ไม่อยากมาเส้นนี้ ยิ่งมาเจอโควิดอีก ทำให้รายได้ลดลงไป 30-40% เลยทีเดียว

 

กระนั้นอนันต์ก็ไม่ท้อ เลือกที่จะลุยต่อด้วยการรีโนเวตแฮปปี้แลนด์ใหม่ มีการทำลานจอดรถเพิ่ม ปรับการตกแต่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดี มีทราฟฟิกเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ

 

นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมผลักดัน Smart City ซึ่งเขตบางกะปิจะถูกพัฒนาเป็น Smart District อีกแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองของกรุงเทพฯ โดยจะมีสกายวอล์กยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร ที่จะมี Sky Hall ขนาดใหญ่ถึง 3 จุด ซึ่งจะทำให้บริเวณนี้แข็งแรงขึ้น และคาดว่าจะมีคนมาเดินเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

 

“ที่มองว่าเพิ่มขึ้น 3 เท่า เพราะว่าย่านนี้มีตลาดสด มีห้างทั้งหมด 4-5 ห้าง อยู่ด้วยกันเป็นกระจุกเลย ซึ่งจะทำให้ดึงคนจากที่อื่นๆ มาตรงนี้เยอะมาก”

 

ขณะเดียวกันได้มีการวางแผนรีโนเวตน้อมจิตต์ด้านหน้าให้เป็นห้างที่ชื่อว่า N Mark Plaza โดยจะลดพื้นที่ขายสินค้าให้น้อยลง แต่เปลี่ยนมาเป็นจุดนัดพบสำหรับผู้คนก่อนที่จะกลับบ้าน โดยชั้นล่างจะเสร็จประมาณปลายปีนี้ ส่วนชั้น 2 ประมาณต้นปีหน้า และในอนาคตจะปรับให้เปิดตลาด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

 

นอกจากนี้ยังมีการเดินหน้าสู่โลกออนไลน์ซึ่งลูกค้าจำนวนมากใช้งานมากขึ้น โดยเริ่มจากร้านนวดต่างๆ ให้สามารถเข้ามาจอง Booking ก่อนในแอปพลิเคชัน ตลอดจนขายคูปองล่วงหน้าในราคาพิเศษ

 

คำแนะนำถึงผู้ประกอบการ SMEs รายอื่นๆ

ท้ายนี้อนันต์ได้หยิบยกประสบการณ์ของตัวเองเพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs รายอื่นๆ ว่า

 

“เอาประสบการณ์จากครอบครัวผมก่อนแล้วกันนะครับ คือพวกผมเป็นพวกที่ผมมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจ คือเป็นครอบครัวมากกว่า ไม่ได้เอาธุรกิจนำทีเดียว ซึ่งการเป็นครอบครัวก็จะทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวกัน

 

“คุณพ่อผมซึ่งปัจจุบันอายุ 90 ปีแล้ว แกก็มีความสุข เห็นลูกๆ ได้ทำงาน คุยกัน อะไรกัน แกก็มีความสุข และครอบครัวผมก็มีความสุข เพราะว่าถ้าผมไม่มีพี่มีน้องทำงานด้วยผมก็ไม่เอานะ ผมก็ไม่ไหว เพราะคนเดียวมันสารพัดปัญหา แล้วถ้าเราคนเดียวผมก็ไม่เอา ผมก็ไม่ทำเหมือนกัน ผมบอกต้องมาช่วยกัน แล้วเวลาที่มีประเด็นหรือมีปัญหา มันใช้การถกคิด ทำให้เห็นปัญหารอบด้าน ความผิดพลาดใหญ่ๆ ก็ไม่เกิด”

 

ส่งเหล่านี้จะกลายเป็นประสบการณ์และความรู้ที่ถูกส่งต่อให้กับคนในครอบครัวหรือผู้บริหารรุ่นต่อไป ที่สามารถหยิบเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการบริการงานที่จะทำให้ประสบความสำเร็จต่อไป

 

สำหรับคนทำธุรกิจ SMEs ที่กำลังมองหาเพื่อนทางธุรกิจที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ สามารถลองเข้าไปอ่านข้อมูลและบทความอื่นๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจได้ที่ https://www.scb.co.th/th/sme-banking/articles/success-story-and-inspiration-case/nomjitt-Success-Stories-SCB-Branding-Campaign.html 

The post น้อมจิตต์ การฝ่าฟันที่ไม่มีคำว่า ‘ง่าย’ จากแบรนด์ชุดนักเรียนชื่อดัง สู่ก้าวที่ท้าทายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Matter Makers เปิดตัวคอลเล็กชัน Across the Universe ที่นำเรื่องราวอวกาศมาเป็นแรงบันดาลใจ https://thestandard.co/matter-makers-across-the-universe/ Sat, 07 May 2022 07:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=625805 Matter Makers

Matter Makers กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์สตรีทแคชวลสัญชาติไท […]

The post Matter Makers เปิดตัวคอลเล็กชัน Across the Universe ที่นำเรื่องราวอวกาศมาเป็นแรงบันดาลใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Matter Makers

Matter Makers กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์สตรีทแคชวลสัญชาติไทยที่หลายคนชื่นชอบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับเสื้อยืดและสเวตเตอร์สกรีนลาย ‘Matter’ ที่มีให้เลือกหลากสี บวกกับเสื้อเชิ้ตฮาวายลายแอนิเมชันต่างๆ ที่ขายหมดอย่างรวดเร็วทุกคอลเล็กชันที่ปล่อยออกมา

 

ล่าสุดทาง Matter Makers ปล่อยคอลเล็กชันใหม่ในชื่อ Across the Universe ที่นำเรื่องราวของอวากาศมาตีความให้เข้ากับความเป็นสตรีทแวร์ตามดีเอ็นเอของแบรนด์ โดยเล่นกับโทนสีจัดจ้านอย่างสีชมพู, ฟ้า, น้ำเงิน, เหลือง และเขียว ร่วมกับลายพรินต์ต่างๆ ของดวงดาวอื่นในกาแล็กซี แสงออโรรา รวมถึงนำลายดาวและหัวใจมาทวิสต์เกิดเป็นลาย Marble ผสมกลิ่นอายของศิลปะไซคีเดลิกของยุค 70 

 

ในส่วนของไอเท็มสำหรับคอลเล็กชัน Across the Universe โดดเด่นด้วยเสื้อยืดมัดย้อมนีออนที่สะท้อนแสงได้ มีชุดนักบินอวกาศทำมาจากผ้าไนลอน แจ็กเกตบอมเบอร์ทรง MA-1 ผ้าไนลอน แจ็กเก็ตแขนกุดและกางเกงขายาวเดนิมเข้าชุดลายโซ่ และแน่นอนที่ขาดไม่ได้ก็คือเซ็ตเสื้อเชิ้ตฮาวายและกางเกงขาสั้นในลายภาพนักบินอวกาศที่กำลังออกเดินทางสำรวจจักรวาลและดาวดวงอื่น

 

ใครที่สนใจสามารถไปจับจองคอลเล็กชัน Across the Universe ได้แล้ววันนี้ที่ Matter Makers ทุกสาขา และตามช่องทางออนไลน์ของทางแบรนด์

 

ภาพ: Matter Makers

The post Matter Makers เปิดตัวคอลเล็กชัน Across the Universe ที่นำเรื่องราวอวกาศมาเป็นแรงบันดาลใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
H&M กับหายนะในตลาดจีน บทเรียนของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ ‘ชะตาถึงฆาต’ ในแดนมังกร https://thestandard.co/hm-and-the-disaster-in-the-chinese-market/ Sat, 16 Apr 2022 23:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=617907 H&M

อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับ ‘บูรพาไม่แพ้’ หรือ ตงฟางปุ๊ป้ […]

The post H&M กับหายนะในตลาดจีน บทเรียนของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ ‘ชะตาถึงฆาต’ ในแดนมังกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
H&M

อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับ ‘บูรพาไม่แพ้’ หรือ ตงฟางปุ๊ป้าย ตัวละครสำคัญในนิยายกำลังภายในชิ้นเอกของแดนมังกรอย่าง กระบี่เย้ยยุทธจักร แต่คำนี้ปรากฏขึ้นในใจทันทีเมื่อได้เห็นอีกหนึ่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นในประเทศจีน

 

จากบทเรียนของแบรนด์ระดับโลกในวงการกีฬาอย่าง Nike และ Adidas ‘พลังมังกร’ ได้สั่งสอนแบรนด์แฟชั่นระดับยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Hennes & Mauritz AB หรือ ‘H&M’ ว่าแผ่นดินแห่งนี้มิใช่ที่ที่ใครคิดจะทำเช่นไรกับพวกเขาก็ได้

 

ชาวจีนไม่ใช่คนหัวอ่อนที่ชาวตะวันตกจะปู้ยี่ปู้ยำหรือหลอกด้วยคำหวานง่ายๆ อีกต่อไป และสิ่งที่เกิดขึ้นกับ H&M นั้นรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Nike หรือ Adidas มากนัก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เพราะในขณะที่สองแบรนด์กีฬาถูกท้าทายและโค่นลงจากบัลลังก์ด้วยแบรนด์กีฬาท้องถิ่นอย่าง Li Ning และ Anta บริษัทฟาสต์แฟชั่นอย่าง H&M ถึงขั้นถูกลบหายไปจากตลาดอีคอมเมอร์ซ แผนที่ดิจิทัล และแม้แต่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

 

ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของพวกเขาในจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะในควอเตอร์สุดท้ายของปี 2021 ยอดขายนั้นลดลงถึง 41% และส่งผลกระทบทำให้ผู้ค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกประสบกับสภาวะวิกฤต

 

วิกฤติแค่ไหน? นอกจากยอดขายของบริษัททั่วโลกจะลดลงจาก 54,900 ล้านโครน (200,591 ล้านบาท) เหลือ 40,100 ล้านโครน (146,515 ล้านบาท) ซึ่งแม้ว่าทาง H&M จะแจงว่าเป็นผลจากโรคระบาดโควิด 

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทได้รับผลกระทบร้ายแรงจากตลาดจีนซึ่งใหญ่ติดท็อป 10 ของบริษัท คิดเป็น 3% ของยอดขาย และมีจำนวนร้านค้าคิดเป็น 1 ใน 10 ของทั้งหมด

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทางแบรนด์จำเป็นต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่ใช่แค่ไม่เป็นที่ต้องการ แต่ถึงขั้นเป็นที่ชิงชังของชาวจีน

 

พวกเขาทำอะไรผิดไป? แล้วมันยังพอจะมีทางแก้ไขได้ไหม?

 

H&M

 

เครื่องประหารหัวสุนัข!

จุดเริ่มต้นหายนะครั้งใหญ่ในตลาดจีนของ H&M ไม่ได้ต่างอะไรจากแบรนด์ตะวันตกอีกหลายแบรนด์ที่มาจากกรณี ‘ฝ้ายซินเจียง’

 

โดยเมื่อมีกระแสเรื่องของผ้าฝ้ายซินเจียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการกล่าวหาว่ามีการบังคับใช้แรงงานในชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวอุยกูร์ อย่างไม่เป็นธรรม แบรนด์ระดับโลกอย่าง H&M ได้ประกาศทันทีว่าจะไม่ใช้วัตถุดิบจากซินเจียงอีกต่อไป

 

การประกาศครั้งนั้นทำให้ความพยายามนับสิบปีของบริษัทในการจะเจาะหัวใจชาวจีนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต้องสูญสลายทันที

 

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีองค์กรสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน (Communist Youth League) ได้โพสต์ข้อความใน Weibo ว่า “อยากจะมาหาเงินในประเทศจีนแต่กลับปล่อยข่าวลือและแบนการใช้ฝ้ายซินเจียง? ขอให้เฮงๆนะ!” นั้นไม่ต่างอะไรจากการถูกจุดไฟบนแบงก์กงเต๊กที่เผาให้บรรพบุรุษ

 

ประเทศจีนตอบโต้ด้วยการลบ H&M หายไปจากอินเทอร์เน็ตของประเทศจีน พวกเขาหายไปจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน ตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้าหายไปจากระบบแผนที่ดิจิทัลทำให้การเข้าถึงหน้าร้านเป็นไปได้ยากขึ้น และแน่นอนว่าชื่อของพวกเขาคือคำต้องห้ามบนโซเชียลมีเดียของจีน

 

แผนกวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักข่าว Bloomberg เปิดเผยว่าในช่วงปี 2011-2021 แบรนด์ H&M มีการโพสต์ข้อความบน Weibo อย่างน้อย 10,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่ายักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nike ที่มีการโพสต์แค่ 1,700 ครั้งมาก แสดงให้เห็นถึงการพยายามโฟกัสกับการเจาะตลาดด้วยการใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดีย

 

แต่นับจากเดือนกันยายนปีกลายเป็นต้นมาก็ไม่มีการโพสต์ของ H&M อีกเลย และไม่เพียงเท่านั้นป้ายบิลบอร์ดของพวกเขาถูกปลดลงทั้งหมด และร้านค้าอีก 60 แห่งถูกปิด ซึ่งคิดเป็น 12% ของจำนวนร้านค้าบนแผ่นดินมังกร

 

ไม่ต่างอะไรจากการที่โดน หวังเฉา หม่าฮั่น นำตัวขึ้นขึ้นเครื่องประหารหัวสุนัข ก่อนที่เปาบุ้นจิ้นจะสั่งด้วยเสียงอันดัง

 

“ประหาร!”

 

ความแตกต่างระหว่าง H&M กับ Uniqlo

อย่างไรก็ดีตามรายงานของ H&M เองที่มีการเปิดเผยออกมาพบว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่ได้มีแค่นี้

 

การชาวจีนคนใดใส่เสื้อผ้าของ H&M อาจหมายถึงการที่จะตกเป็นเป้าหมายของความโกรธแค้นที่อาจจะมีโอกาสจะเกิดเรื่องได้ตั้งแต่การลงโทษทางสังคมไปจนถึงการกระทบกระทั่ง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

 

H&M

ภาพ: ​​Jens Kalaene/picture alliance via Getty Images

 

แต่สาเหตุที่อาจจะใหญ่กว่านั้นคือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับทางรัฐบาลจีนที่ไม่สู้ดีนัก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ในวิกฤตฝ้ายซินเจียงพวกเขาจึงเจ็บหนักมากกว่าแบรนด์อื่น เพราะแทบจะตกอยู่ในสถานะที่ทำมาหากินไม่ได้เลยทีเดียว

 

ยึดตามรายงานของ H&M พวกเขาพบว่าความสัมพันธ์แตกร้าวระหว่างแบรนด์กับทางการจีนนั้นมาจากการที่บริษัทไม่ได้ใส่ใจกับการให้การสนับสนุนทางการจีนที่มากพอ 

 

โดยการสนับสนุนนั้นคือการสร้างสายสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่งซึ่งเริ่มตั้งแต่เรื่องง่ายๆอย่างการให้การสนับสนุนในกิจกรรมของรัฐบาล ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างจำนวนเงินที่แบรนด์เสียภาษีให้แก่ทางการ

 

ในขณะที่แบรนด์จากสวีเดนไม่ใส่ใจในสิ่งเหล่านี้มากนัก คู่แข่งอย่าง Uniqlo แบรนด์แฟชั่นจากญี่ปุ่นกลับให้ความสำคัญในสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ โดยตามข้อมูลจากรัฐบาลจีนมีการเปิดเผยว่า Uniqlo คือบริษัทต่างชาติที่เสียภาษีมากที่สุดและยังมีการจ้างงานชาวจีนมากที่สุด

 

บูธของบริษัท Fast Retailing Co. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Uniqlo ยังเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ผลิตเสื้อผ้าในงาน China International Import Expo ซึ่งเป็นอีเวนต์ที่รัฐบาลจีนจัดขึ้นโดยมีเจตนาที่จะตอบโต้ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศเกี่ยวกับเรื่องการเปิดกว้างต่อการทำธุรกิจของบริษัทต่างชาติ

 

เรื่องนี้เป็นเครื่องบ่งบอกได้ดีว่าในประเทศจีนการค้าการขายนั้นถึงจะใครใคร่ค้าขายก็ทำได้ แต่การวางตัวและที่สำคัญที่สุดคือการสานสัมพันธ์กับ ‘ผู้ใหญ่’ อย่างรัฐบาลจีนไปจนถึงท่าทีต่อประเด็นละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของชาวจีนนั้นจะส่งผลต่อชะตากรรมของแบรนด์ได้ทันที

 

เหมือนสถานะตอนนี้ของ H&M กับ Uniqlo ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฝ่ายหลังนั้นแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยในกระแสพลังชาตินิยมของชาวจีน

 

และเรื่องนี้คือบทเรียนที่แบรนด์ทุกแบรนด์ต้องจดไว้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการทำตลาดในจีน

 

เพราะการเดินเกมผิดแค่ครั้งเดียว ผลกระทบอาจหมายถึงความพยายามนับสิบปีที่สูญเปล่า

 

​​H&M

 

รักมากก็เกลียดมาก

 

ดังภาษิตจีนโบราณเคยว่าไว้ ‘คนที่ไม่มีรอยยิ้ม อย่าคิดทำการค้า’ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปก็ต้องบอกว่า H&M พลาดจริงและพลาดหนักด้วยตรงที่พวกเขาโฟกัสกับการเจาะตลาด สร้างยอดขาย และกอบโกยรายได้เป็นสำคัญ (ซึ่งความจริงก็ไม่ได้ผิดนัก)

 

แต่เกิดละเลยในเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับทางการจีน (แม้ว่ามันอาจจะหมายถึงการยอมศิโรราบต่ออำนาจก็ตาม) หรือการรักษาความรู้สึกของลูกค้าซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อธรรมชาติของชาวจีนที่รักมากก็เกลียดมาก

 

หนึ่งในแฟนคลับตัวยงของ H&M ซึ่งรักในความง่ายในการซื้อเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินเข้าร้านค้าไปเลือกซื้ออย่างสบายใจ หรือการสั่งสินค้าออนไลน์ ก็กลายเป็นเกลียดทันทีเมื่อรู้ว่าแบรนด์ต่างชาติตั้งแง่กับกระแสข่าวฝ้ายซินเจียง

 

“สามีของฉันบอกว่าการที่แบรนด์ต่างๆ พยายามบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับประเทศจีน แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังพยายามมาหากินที่นี่ทำให้เขาโกรธมาก” เจลลี ลี (Jelly Li) ชาวกวางโจวเล่าถึงความรู้สึกของพวกเขาในการแบน H&M รวมถึง Nike และ Adidas

 

“มันน่าเศร้าเพราะเราซื้อเสื้อผ้าของแบรนด์พวกนี้มาหลายปี ซึ่งเราก็พอใจกับคุณภาพและสไตล์ของสินค้าด้วย”

           

‘ข้าน้อยผิดไปแล้ว’

อย่างไรก็ดี H&M ยังไม่ได้ถอดใจจากตลาดแดนมังกรเสียทีเดียว หรือพูดจากความรู้สึกจริงๆ คือพวกเขาไม่สามารถสูญเสียตลาดนี้ไปได้

 

“จีนเป็นตลาดที่สำคัญมากสำหรับเราและความมุ่งมั่นในระยะยาวของบริษัทในการทำตลาดที่ประเทศแห่งนี้ยังคงแข็งแกร่ง” เฮเลนา เฮลเมอร์สสัน (Helena Helmersson) ซีอีโอ H&M กล่าว “เรามีความตั้งใจที่จะเรียกความเชื่อใจและความมั่นใจจากลูกค้า เพื่อนร่วมงาน และพาร์ตเนอร์ในจีนกลับคืนมาให้ได้”

 

แล้วพวกเขาทำอย่างไร?

 

เพราะคำพูดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การกระทำนั้นสำคัญกว่า H&M จึงหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดอย่างจริงจังแต่เปลี่ยนแนวทาง

 

จากการเน้นช่องทางออนไลน์ทั้งโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซ พวกเขาพยายามใช้วิธี Personalize เพื่อเข้าถึงทั้งกระเป๋าสตางค์และหัวใจของลูกค้าชาวจีนมากขึ้น โดยใช้การจ้างงานชาวจีนนี่แหละในการเชื่อมใจถึงใจอีกครั้ง

 

การสื่อสารโดยตรงกับลูกค้าด้วยแชตกลุ่มใน WeChat กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของ H&M ซึ่งด้วยวิธีนี้ทำให้แบรนด์สามารถแนะนำสินค้ารวมถึงแจ้งส่วนลดให้แก่กลุ่มลูกค้าได้โดยตรงผ่านทางบัญชี WeChat อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีเพียงสมาชิกเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ไม่กระโตกกระตาก ลดความเสี่ยงที่จะโดนเล่นงานเหมือนบนโซเชียลมีเดีย

 

ทางด้านซีอีโอ เฮลเมอร์สสันยืนยันว่ายังมองเห็นศักยภาพการเติบโตในตลาดจีนได้อย่างชัดเจนจากผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022

 

นอกจากนี้ H&M ยังคุกเข่าที่หน้าประตูรัฐบาลปักกิ่งก่อนจะเอาหัวโขกพื้นเพื่อบอกว่า ‘ข้าน้อยผิดไปแล้ว’ ด้วยการพยายามสานสัมพันธ์กับทางการมากขึ้น ให้การสนับสนุนในกิจการและกิจกรรมของรัฐมากขึ้นไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

 

แคทเธอรีน ลิม (Catherine Lim) นักวิเคราะห์การค้าปลีกของสถาบัน Bloomberg Intelligence มองเรื่องนี้ว่า “สารจากรัฐบาลจีนนั้นชัดเจนว่าคุณต้องพยายามมอบอะไรให้แก่ประเทศนี้มากกว่าที่ผ่านมา”

 

ภาพ: China Photos/Getty Images

 

หนึ่งในความพยายามของ H&M คือโพสต์แรกหลังเหตุการณ์ฝ้ายซินเจียงเป็นเรื่องการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอุทกภัยในมณฑลเหอหนาน

 

ขณะที่ในแง่ของการค้าการได้กลับมาอยู่บนแพลตฟอร์ม Taobao Tmall อีกครั้ง และมีการหารือกับ Alibaba Group Holding ทุกสัปดาห์ถือเป็นสัญญาณการกลับมาที่ดี เพียงแต่สัญญาณที่ดีที่สุดจากทางการจีนที่จะเปิดประตูต้อนรับพวกเขาอีกครั้งยังมาไม่ถึง

 

จนกว่าทางการจะตอบรับต่อยุทธศาสตร์การค้าใหม่ของแบรนด์ อนาคตของ H&M ในแดนมังกรก็ยังอยู่ในวังวนของความไม่แน่นอน และยิ่งเวลาผ่านพวกเขาก็สูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในตลาดเดียวกันนี้แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Urban Revivo ก็กลับได้รับความนิยมมากขึ้น 

 

เช่นเดียวกับการที่ชาวจีนเริ่มมีฐานะทางการเงินดีขึ้น แบรนด์ที่พวกเขามองเริ่มเปลี่ยนไปเป็น Coach, Kate Spade หรือแม้แต่แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Rumere Co ไม่ใช่สินค้าจาก H&M เหมือนเดิม

 

สิ่งเดียวที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากสวีเดนได้รับจากเรื่องนี้คือบทเรียนครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางตัวและการที่ไม่สามารถปฏิเสธเรื่องการเมืองได้

 

เพราะแม้มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการค้าขาย แต่สุดท้ายมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี

 

อ้างอิง: 

The post H&M กับหายนะในตลาดจีน บทเรียนของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ ‘ชะตาถึงฆาต’ ในแดนมังกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำติดป้าย ‘ห้ามไลฟ์’ เจอปรับ 1 หมื่น! หลังมีดราม่าแม่ค้าไลฟ์รับหิ้ว-แม่ค้าสต๊อก https://thestandard.co/clothing-store-in-pratunam-area-sign-prohibited-live/ Wed, 02 Feb 2022 07:19:36 +0000 https://thestandard.co/?p=589697 clothing store

หลังเกิดดราม่าเสียงแตกระหว่างแม่ค้าสต๊อกเสื้อผ้าออนไลน์ […]

The post ร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำติดป้าย ‘ห้ามไลฟ์’ เจอปรับ 1 หมื่น! หลังมีดราม่าแม่ค้าไลฟ์รับหิ้ว-แม่ค้าสต๊อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
clothing store

หลังเกิดดราม่าเสียงแตกระหว่างแม่ค้าสต๊อกเสื้อผ้าออนไลน์และแม่ค้าไลฟ์ขายเสื้อผ้าหน้าร้านหรือแม่ค้ารับหิ้ว โดยมีประเด็นหลักคือเรื่องของการขายตัดราคาเสื้อผ้าที่กำลังเป็นกระแสให้ถกเถียงอยู่ในเวลานี้

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ พบว่า ผู้ประกอบการขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำส่วนใหญ่หันมาติดป้ายหน้าร้าน โดยมีข้อความสำคัญระบุว่า ‘ไม่อนุญาตให้ไลฟ์ขายเสื้อผ้าในร้าน’ หรือบางร้านออกมาตรการเพิ่มคือ ‘หากเจอการไลฟ์จะปรับ 10,000 บาท’ ซึ่งส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า การที่แม่ค้ามาไลฟ์ขายเสื้อผ้าหน้าร้านหรือรับหิ้ว เป็นเหมือนการตัดราคา ซึ่งกระทบลูกค้าประจำที่รับของไปสต๊อกไม่สามารถขายได้ และเป็นห่วงว่าจะไปกระทบวงจรธุรกิจเสื้อผ้าในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากร้านที่ ‘ห้าม’ ยังพบว่ามีร้านบางส่วนที่ ‘อนุญาต’ เปิดพื้นที่ให้แม่ค้าไลฟ์ขายเสื้อผ้าหน้าร้านเข้ามาไลฟ์ขายสินค้าของทางร้านได้ เนื่องจากมองว่าช่วงการระบาดของโควิดตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบในแง่ของยอดขายมามากพอแล้ว จึงมองว่าการได้แม่ค้าไลฟ์มารับหิ้วสินค้าไปจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ทางร้านได้ แม้กำไรไม่มากเท่ากับการขายให้กลุ่มแม่ค้าสต๊อกก็ตาม

 

clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store clothing store

The post ร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำติดป้าย ‘ห้ามไลฟ์’ เจอปรับ 1 หมื่น! หลังมีดราม่าแม่ค้าไลฟ์รับหิ้ว-แม่ค้าสต๊อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนังสือก็ต้องสอน ร้านก็ต้องดู น้าเจียดเวลาสอนหนังสือหลานกลางเกาะพญาไท หลังโควิดระบาดไปโรงเรียนไม่ได้ https://thestandard.co/aunt-teaches-grandchildren-at-clothing-store/ Mon, 12 Jul 2021 13:10:12 +0000 https://thestandard.co/?p=511777 น้าสอนหนังสือเด็ก

ช่วงเย็นวันนี้ (12 กรกฎาคม) THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจ […]

The post หนังสือก็ต้องสอน ร้านก็ต้องดู น้าเจียดเวลาสอนหนังสือหลานกลางเกาะพญาไท หลังโควิดระบาดไปโรงเรียนไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้าสอนหนังสือเด็ก

ช่วงเย็นวันนี้ (12 กรกฎาคม) THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจย่านเกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนที่มาตรการห้ามออกจากเคหสถานจะมีผลบังคับใช้วันแรกในเวลา 21.00 น.

 

ที่เกาะพญาไท หากใครเคยมาที่นี่จะพบร้านขายเสื้อผ้าและร้านขายของต่างๆ เปิดให้ซื้อขายอยู่เป็นปกติ และในยามปกติผู้คนจะสัญจรไปมาอย่างหนาแน่น แต่หลังสถานการณ์โควิดแพร่ระบาดพบว่าคนน้อย และยิ่งมีประกาศเคอร์ฟิวยิ่งต้องปิดร้านเร็วขึ้นคือ 19.30 น.

 

เราพบกับพนักงานร้านขายเสื้อผ้ากำลังสอนหนังสือเด็กน้อยอยู่ที่บริเวณดังกล่าว สอบถามทราบว่าเป็นน้า ซึ่งเป็นลูกจ้างร้านขายเสื้อ กำลังสอนหนังสือหลานวัย 4 ขวบที่เรียนอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยแม่ของหลานก็เป็นลูกจ้างขายเสื้อผ้าเช่นกัน ระหว่างที่น้าสอนแม่ก็จะไปอยู่อีกด้านหนึ่ง โดยกิจวัตรประจำวันคือต้องสอนหนังสือหลานควบคู่กับการขายเสื้อผ้า ทำแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องถ่ายรูปส่งเข้ากรุ๊ปไลน์ให้ครู ขณะที่วันนี้ทั้งวันขายเสื้อผ้าได้เพียง 5 ตัวเท่านั้น

 

น้าสอนหนังสือเด็ก

The post หนังสือก็ต้องสอน ร้านก็ต้องดู น้าเจียดเวลาสอนหนังสือหลานกลางเกาะพญาไท หลังโควิดระบาดไปโรงเรียนไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>