รุ่งเรือง กิจผาติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รุ่งเรือง-กิจผาติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 19 Mar 2024 02:28:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘คลองสีชมพู’ พบแบคทีเรียซัลเฟอร์-พยาธิจำนวนมาก หลัง อว. ส่งทีมตรวจเร่งด่วน https://thestandard.co/sends-urgent-inspection-pink-canal/ Tue, 19 Mar 2024 02:28:40 +0000 https://thestandard.co/?p=912677

วันนี้ (19 มีนาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post ‘คลองสีชมพู’ พบแบคทีเรียซัลเฟอร์-พยาธิจำนวนมาก หลัง อว. ส่งทีมตรวจเร่งด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 มีนาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้สั่งการด่วนระหว่างการประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดพะเยา ให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว (DSS Team) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. นำโดย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำสีชมพูในคูน้ำบริเวณท้ายซอยเทศบาลบางปู 55 (ยัวซ่า) หมู่ที่ 5 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อหาสาเหตุและให้ข้อแนะนำในการแก้ไขปัญหาโดยด่วน 

 

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สาธารณสุขจังหวัด, เทศบาลตำบลบางปู และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในชุมชนว่าได้รับความเดือดร้อนจากน้ำเป็นสีชมพูเกือบทุกวัน บางครั้งเห็นเป็นสีชมพูจากท่อ และได้กลิ่นเหม็นมาก

 

ศุภมาสกล่าวว่า ภายหลังทราบข้อมูลเรื่องน้ำสีชมพูในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนทั้งปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม และได้รับรายงานจากทีม DSS ว่าคูน้ำดังกล่าวมีระยะทางประมาณ 100 เมตร บริเวณใกล้เคียงเป็นชุมชนและโรงงาน ซึ่งน้ำเป็นสีชมพูและเข้มขึ้นขยายวงกว้าง จึงสั่งการให้ทีม DSS เร่งทดสอบในห้องปฏิบัติการอ้างอิง เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เร่งแก้ไขและเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป

 

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทีม DSS ได้ลงพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จากการสังเกตการณ์ในพื้นที่พบว่าคูน้ำมีน้ำเป็นสีชมพูชัดเจน ถ้านำไม้ไปคนเพิ่มเติมจะพบตะกอนสีชมพูที่อยู่ด้านล่างลอยขึ้นมา ซึ่งจะทำให้น้ำมีสีชมพูเข้มขึ้น และมีสิ่งสกปรกสะสมในคูน้ำ

 

หลังจากทดสอบด้วยเครื่องวัดคุณภาพน้ำพบว่าความเป็นกรด-ด่างค่าปกติ แต่น้ำไม่มีออกซิเจนละลายอยู่เลย จึงทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ เบื้องต้นได้นำน้ำสีชมพูมาส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 400 เท่า พบว่ามีแบคทีเรียซัลเฟอร์สีม่วงจำนวนมาก รวมถึงไดอะตอม สาหร่ายสีเขียว และพยาธิในน้ำ 

 

ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำจัดสิ่งปฏิกูลที่อยู่ในท้องร่องออกไปก่อน และได้แนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตั้งเครื่องเติมอากาศเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้เพียงพอต่อการนำไปใช้ย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสียได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างไปตรวจเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกด้านโลหะหนัก ตะกอน และเชื้อก่อโรค ฯลฯ 

 

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. ขอแจ้งเตือนประชาชนห้ามลงสัมผัสน้ำในคูน้ำ รวมถึงห้ามนำน้ำมาใช้อุปโภค-บริโภคโดยเด็ดขาด หากสัมผัสน้ำในคูให้รีบทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่โดยทันที

The post ‘คลองสีชมพู’ พบแบคทีเรียซัลเฟอร์-พยาธิจำนวนมาก หลัง อว. ส่งทีมตรวจเร่งด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก สธ. แจงเพจชมรมแพทย์ชนบทพาดพิงทุจริตวัคซีน-ATK ไร้หลักฐาน ยันจัดหาวัคซีนได้ตามแผน ช่วยคนรอดชีวิตได้กว่า 5 แสนราย https://thestandard.co/roongruang-explains-covid-vaccine/ Wed, 17 May 2023 04:14:06 +0000 https://thestandard.co/?p=791489 รุ่งเรือง กิจผาติ

วานนี้ (16 พฤษภาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึก […]

The post โฆษก สธ. แจงเพจชมรมแพทย์ชนบทพาดพิงทุจริตวัคซีน-ATK ไร้หลักฐาน ยันจัดหาวัคซีนได้ตามแผน ช่วยคนรอดชีวิตได้กว่า 5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วานนี้ (16 พฤษภาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเพจชมรมแพทย์ชนบทโพสต์ประเด็นการเมือง ไม่ให้พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลว่า แม้จะแสดงความเห็นทางการเมือง แต่มีการกล่าวหาว่าทุจริตเรื่องการจัดซื้อวัคซีนโควิด และการจัดหา ATK ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้ 

 

  1. การกล่าวหาว่ามีการทุจริตเรื่องวัคซีนโควิด เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีมูล ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริตหลายหน่วยงาน หากมีหลักฐานว่าทุจริตอย่างที่กล่าวหาจริง คงมีการยื่นฟ้องดำเนินคดีไปแล้ว 

 

  1. เรื่องประสิทธิภาพการจัดหาวัคซีนและการให้บริการที่มีการโจมตีว่าล้มเหลว ข้อเท็จจริงคือ ไทยสามารถให้บริการวัคซีนโควิดได้ครบ 100 ล้านโดสตามเป้าหมาย เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม โดยมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ ณ ช่วงเวลาที่มีการระบาดใหญ่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่านานาชาติ และยังมีผลวิจัยว่าลดการสูญเสียชีวิตประชาชนได้กว่า 5 แสนคน ช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากการเจ็บป่วยรุนแรงอีกเป็นจำนวนมาก โดยวัคซีนที่ไทยนำมาใช้ ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์มหาวิทยาลัย ต่างยืนยันว่ามีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์จริง นอกจากนี้ ไทยยังได้เป็นฐานการผลิตวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศด้วย

 

  1. เรื่องทุจริตการจัดหา ATK ข้อเท็จจริงคือ ปรากฏหลักฐานว่ามีความพยายามจะล็อกสเปกการจัดซื้อ จนกระทั่งองค์การเภสัชกรรมต้องยื่นเรื่องกับ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ จึงขอยืนยันความโปร่งใสขององค์การเภสัชกรรม 

 

  1. การทำงานของบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยก้าวข้ามวิกฤตโควิดด้วยความบอบช้ำน้อยมาก เมื่อเทียบกับทั่วโลก จนได้รับยกย่องให้เป็นประเทศที่มีค่าความมั่นคงด้านสุขภาพสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ WHO ยกให้เป็นต้นแบบการรับมือกับโรคระบาด และได้รับการยอมรับจากอาเซียนให้เป็นที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) 

 

“ขอยืนยันว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับทำงานอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่วนบุคลากรที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส ให้ข้อมูลเท็จ ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้รับความเสื่อมเสีย ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายแล้ว” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

The post โฆษก สธ. แจงเพจชมรมแพทย์ชนบทพาดพิงทุจริตวัคซีน-ATK ไร้หลักฐาน ยันจัดหาวัคซีนได้ตามแผน ช่วยคนรอดชีวิตได้กว่า 5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยผลวิจัยบริโภคโซเดียม 4 จังหวัดค่าเฉลี่ยสูงกว่าที่ WHO กำหนด พะเยาอันดับหนึ่ง https://thestandard.co/moph-sodium-exceed-who-limit/ Sat, 11 Mar 2023 08:17:29 +0000 https://thestandard.co/?p=761503 รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (11 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษ […]

The post สธ. เผยผลวิจัยบริโภคโซเดียม 4 จังหวัดค่าเฉลี่ยสูงกว่าที่ WHO กำหนด พะเยาอันดับหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (11 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ MIU (MOPH Intelligence Unit) กล่าวว่า ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable diseases) เป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สร้างผลกระทบทางสุขภาพ โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคไตเรื้อรัง นอกจากภาระในการจัดบริการสุขภาพ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย 

 

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงมีนโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มากกว่าการรักษาพยาบาลเมื่อป่วยแล้ว โดยเดินหน้าผลักดันการลดบริโภคเกลือโซเดียมในประชากรลง ร้อยละ 30 ให้สำเร็จภายใน พ.ศ. 2568 ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งมีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558 รับรองนโยบายและขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคเกลืออย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม 

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า ข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับปริมาณการบริโภคโซเดียมของประชากรไทย จากการประเมินปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง โดยการศึกษาแบบภาคตัดขวาง เพื่อประมาณการค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันของกลุ่มตัวอย่างอายุ 20-69 ปี ใน 4 จังหวัด คือ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และพะเยา รวม 1,440 ราย เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 20 พฤษภาคม 2564 พบว่า 

 

ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวัน รวม 4 จังหวัด เท่ากับ 3,236.8 มิลลิกรัม (มก.) ซึ่งสูงกว่าที่ WHO กำหนด คือ 2,000 มก. โดยจังหวัดพะเยามีค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันสูงถึง 4,054.8 มก., อำนาจเจริญ 3,773.9 มก., อุบลราชธานี 3,131.3 มก. และศรีสะเกษ 2,906.5 มก. ส่วนผลตรวจโซเดียมในปัสสาวะกลุ่มตัวอย่างพบว่า จังหวัดพะเยามีสัดส่วนการบริโภคโซเดียมมากกว่า 2,000 มก.ต่อวัน ซึ่งมากที่สุด รองลงมาคืออำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ตามลำดับ 

 

โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียมในปริมาณที่สูง คือระดับดัชนีมวลกายมาก อายุน้อย ระดับการศึกษามัธยมมากกว่าประถม และระดับรายได้เกิน 10,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การดำรงชีวิต วัฒนธรรมการบริโภค และอาหารประจำถิ่นอีกด้วย

 

ทั้งนี้ การลดบริโภคเกลือโซเดียมเพื่อลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่ง WHO แนะนำให้ใช้หลายมาตรการร่วมกัน ได้แก่ ลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีปริมาณสูง, ให้ความรู้และความตระหนักกับประชาชน, จัดการด้านอาหารสุขภาพในชุมชนหรือองค์กรต่างๆ, ใช้ฉลากอาหารแสดงปริมาณโซเดียมเพื่อสร้างการรับรู้และการตัดสินใจเลือกรับประทาน, ใช้มาตรการภาษีในกลุ่มอาหารเสี่ยงสูง, เฝ้าระวังและติดตามการดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน รวมทั้งส่งเสริมการรับประทานผักและผลไม้เพื่อเพิ่มโพแทสเซียม ควบคู่ไปกับการลดการบริโภคโซเดียม เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

“การศึกษานี้ได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับประเทศและพื้นที่ให้มีการสำรวจปริมาณการบริโภคโซเดียม เพื่อนำมากำหนดกลวิธีและกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การสร้างความตระหนักถึงผลกระทบ ส่งเสริมอาหารลดโซเดียมเพื่อสุขภาพ” นพ.รุ่งเรืองกล่าวในที่สุด

The post สธ. เผยผลวิจัยบริโภคโซเดียม 4 จังหวัดค่าเฉลี่ยสูงกว่าที่ WHO กำหนด พะเยาอันดับหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/spent-over-4-billion-baht-for-covid/ Sun, 05 Mar 2023 06:03:39 +0000 https://thestandard.co/?p=758904

วันนี้ (5 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษา […]

The post 3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ MIU (MOPH Intelligence Unit) กล่าวว่า จากการศึกษาของโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการเงินการคลังสุขภาพเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคโควิดในประเทศไทย

 

พบว่าแหล่งงบประมาณหลักด้านสาธารณสุขในการรับมือการระบาดของโรคโควิดมาจากงบกลางและงบเงินกู้ กรอบวงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ 5 แสนล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของโรคโควิดระหว่างปี 2563-2565 รวมทั้งสิ้น 444,294 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้

 

  • ค่าบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโควิด เช่น ค่าตรวจคัดกรอง ค่ารักษาพยาบาล ค่าฉีดวัคซีน เป็นต้น ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 260,174 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 59 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • การจัดซื้อและบริหารจัดการวัคซีน รวม 77,987 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง 57,499 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ส่วนที่เหลือเป็นค่ายาและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ พื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ และองค์กรการวิจัยและพัฒนา ฯลฯ

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานะเงินบำรุงของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสถานะเงินบำรุงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด เช่นเดียวกับภาพรวมของรายได้และอัตราการเพิ่มของสินทรัพย์ของโรงพยาบาลเอกชนที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าเงินที่อุดหนุนโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพียงพอในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด

 

ส่วนภาวะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนไทยในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด พบว่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ก่อนการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด พบว่ามีความเสี่ยงในการล้มละลายลดลงร้อยละ 30-33 อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลพยายามสร้างกลไกการตัดสินใจด้านการคลังสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิดให้แตกต่างจากสถานการณ์ปกติ แต่กฎระเบียบและวิธีการใช้เงินไม่ได้แตกต่างจากกลไกเดิมมากนัก ส่งผลต่อความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการระบาดของโรค

The post 3 ปีโควิด สธ. ใช้งบรับมือกว่า 4.44 แสนล้านบาท ค่าคัดกรอง-รักษาและฉีดวัคซีนมากสุด 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจ้งความปิดเพจ ‘ชมรมแพทย์ชนบท’ ทำตัวเหมือนเพจผี บิดเบือนข่าวสาร แอบอิงการเมือง เป็นภัยต่อระบบสาธารณสุขไทย https://thestandard.co/roongruang-report-rural-medical-club/ Tue, 14 Feb 2023 07:27:31 +0000 https://thestandard.co/?p=750136

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ป […]

The post สธ. แจ้งความปิดเพจ ‘ชมรมแพทย์ชนบท’ ทำตัวเหมือนเพจผี บิดเบือนข่าวสาร แอบอิงการเมือง เป็นภัยต่อระบบสาธารณสุขไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังจากเพจชมรมแพทย์ชนบท กระทำการในลักษณะปลุกระดม สร้างความเข้าใจผิดกับสังคมว่า 

 

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ติดตามเพจเฟซบุ๊กชมรมแพทย์ชนบทมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าที่ผ่านมา เพจชมรมแพทย์ชนบท ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่สังคม เป็นเพียงเพจปลุกปั่นสังคม สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน แอบอิงการเมือง เน้นการโจมตีแบบโกหก ทำเพื่อประโยชน์พวกพ้อง ส่งผลกระทบกับการให้บริการด้านสาธารณสุขไทยอย่างมาก ไม่สอดคล้องกับการก่อตั้งชมรมเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เน้นสิ่งดีๆ เพื่อชาวชนบท เพื่อระบบสาธารณสุข 

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเพจชมรมแพทย์ชนบทถือเป็นภัยต่อระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการให้ข้อมูลเท็จ เสริมความยุยงปลุกปั่น มุ่งประโยชน์พวกพ้อง ทาง สธ. ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับเพจนี้ไปจนถึง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท ที่แม้ท่านจะพูดอยู่เสมอว่า ไม่เกี่ยวกับเพจ ไม่รู้ใครโพสต์ เป็นการพูดแบบขาดความรับผิดชอบ 

 

สธ. ขอสื่อสารมายังพี่น้องประชาชน เรื่อง เพจชมรมแพทย์ชนบท ที่ไม่มีใครรับผิดชอบ โพสต์โดยใครก็ไม่รู้ แต่ใช้ชื่อเพจชมรมแพทย์ชนบท ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเพจดังกล่าว เสมือนเพจผี เพจเถื่อน ต้องดำเนินคดีทางกฎหมาย

 

ซึ่งทาง สธ. ได้มอบกองกฎหมายไปแจ้งความดำเนินคดีกับ นพ.สุภัทร ประธานชมรมแพทย์ชนบท และเพจชมรมแพทย์ชนบท ตามกฎหมายต่อไปแล้ว

The post สธ. แจ้งความปิดเพจ ‘ชมรมแพทย์ชนบท’ ทำตัวเหมือนเพจผี บิดเบือนข่าวสาร แอบอิงการเมือง เป็นภัยต่อระบบสาธารณสุขไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงข้อมูลฉีดวัคซีน mRNA เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด ใช้กับไทยไม่ได้ ย้ำฉีดเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน ลดโอกาสป่วยหนัก-เสียชีวิต https://thestandard.co/mrna-increases-risk-not-applicable-to-thai/ Tue, 03 Jan 2023 03:58:31 +0000 https://thestandard.co/?p=732128

วันนี้ (3 มกราคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษา […]

The post สธ. แจงข้อมูลฉีดวัคซีน mRNA เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด ใช้กับไทยไม่ได้ ย้ำฉีดเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน ลดโอกาสป่วยหนัก-เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 มกราคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิระดับ 11) ในฐานะประธานคณะกรรมการ MIU กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีข่าวรายงานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ระบุเรื่องการรับวัคซีน mRNA หลายครั้ง เพิ่มความเสี่ยงติดโรคโควิดซ้ำ 

 

โดยระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลงานวิจัยของแผนกโรคติดเชื้อ คลีฟแลนด์คลินิก สหรัฐอเมริกา ซึ่งยังไม่ได้รับการประเมินรับรองจากผู้เชี่ยวชาญก่อนการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ และยังไม่ได้รับการยอมรับให้เผยแพร่ตามมาตรฐานวิชาการ ประเด็นที่พบเป็นเพียงการนำเสนอจากข้อมูลที่มีอยู่ ขาดการวิเคราะห์และสรุปข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลด้านระบาดวิทยาที่สำคัญ พฤติกรรมเสี่ยง พฤติกรรมการป้องกันโรค และประวัติการติดเชื้อร่วมกับการฉีดวัคซีน เนื่องจากการฉีดวัคซีนโควิดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อหรือการติดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องร่วมกับพฤติกรรมด้านสุขภาพที่ดีในการป้องกันโรค เช่น การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะหรือมีผู้คนแออัดจำนวนมาก การล้างมือ และการเว้นระยะห่าง ดังนั้น ผลงานวิจัยดังกล่าวจึงขาดความน่าเชื่อถืออย่างมาก

 

“ที่สำคัญข้อมูลงานวิจัยดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศไทยได้ เนื่องจากมีความแตกต่างกันในด้านสถานการณ์ มาตรการป้องกันควบคุมโรค ด้านระบาดวิทยา และพฤติกรรมสุขภาพของประชากร โดยสหรัฐอเมริกาไม่ได้เน้นมาตรการ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย เหมือนประเทศไทย รวมถึงระบบการรักษาพยาบาล การควบคุมโรค และสายพันธุ์ของเชื้อที่ระบาดมีความแตกต่างกัน อีกทั้งผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นมากกว่า 3 เข็มในสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง จึงมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการฉีดเข็มกระตุ้น” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า ผลการศึกษาดังกล่าวมีประโยชน์ในแง่สนับสนุนให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นอย่างรอบด้านมากขึ้น เพื่อเป็นข้อสรุปที่สำคัญในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว เช่น จำนวนเข็มกระตุ้นที่เหมาะสม ระยะห่างการฉีดเข็มกระตุ้นที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกับกรณีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดกระตุ้นทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว สตรีตั้งครรภ์ และเด็ก 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกคือ วัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ฉีดวัคซีนโควิด ทั้งเข็มปกติและเข็มกระตุ้นรวมอย่างน้อย 4 เข็ม หากเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือน ต้องฉีดเข็มกระตุ้น ตามข้อแนะนำด้านวิชาการในปัจจุบันของประเทศไทย

 

The post สธ. แจงข้อมูลฉีดวัคซีน mRNA เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด ใช้กับไทยไม่ได้ ย้ำฉีดเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน ลดโอกาสป่วยหนัก-เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยืนยัน แนวทางใช้ยารักษาโควิด เป็นไปตามข้อมูลวิชาการและคณะแพทย์ร่วมพิจารณา https://thestandard.co/guidelines-for-the-treatment-of-covid/ Tue, 13 Sep 2022 08:41:27 +0000 https://thestandard.co/?p=680781 ยารักษาโควิด

วันนี้ (13 กันยายน) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึก […]

The post สธ. ยืนยัน แนวทางใช้ยารักษาโควิด เป็นไปตามข้อมูลวิชาการและคณะแพทย์ร่วมพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยารักษาโควิด

วันนี้ (13 กันยายน) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกรณีมีนักวิชาการทางการแพทย์หลายท่านแสดงความเป็นห่วงเรื่องประสิทธิภาพของยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) โดยระบุว่า มาตรการต่างๆ เกี่ยวกับโรคโควิดของประเทศไทย ทั้งการป้องกันควบคุมโรค การรักษาพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการในรูปของคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักวิชาการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ร่วมพิจารณาจากข้อมูลการศึกษาทางวิชาการที่มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

 

โดยยาฟาวิพิราเวียร์เป็นยาตัวแรกที่มีการใช้ตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด ซึ่งในขณะนั้นเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มีการติดเชื้อที่ปอด โดยผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค และกองการแพทย์จีโนมิกส์และสนับสนุนนวัตกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในผู้ป่วยโควิดที่มีอาการเล็กน้อยหรือปานกลาง ไม่มีภาวะปอดบวม และได้รับยาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีอาการ ติดตามประเมินอาการในโรงพยาบาลโดยบุคลากรทางการแพทย์ พบว่า ทำให้อาการของผู้ป่วยโควิดดีขึ้นเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างชัดเจน (ครึ่งหนึ่งดีขึ้นใน 2 วันเมื่อได้รับยา) 

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า สำหรับการวิจัยยาฟาวิพิราเวียร์ของต่างประเทศดำเนินการคนละห้วงเวลา รวมถึงมีข้อแตกต่างในรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาและการใช้จริงของไทย ซึ่งตั้งแต่มีการใช้ยาตัวนี้ อัตราการสูญเสียลดน้อยลงตามลำดับ โดยปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิดของไทยน้อยกว่า 0.1 % หรือน้อยกว่า 1 รายในผู้ติดเชื้อ 1,000 ราย ซึ่งนับว่าต่ำมาก นอกจากนี้ยาฟาวิพิราเวียร์ยังเป็นยาที่ใช้ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 18 ปีในขณะนี้ด้วย 

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีการติดตามข้อมูลการรักษา ผลการวิจัยใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสม จึงมีการนำยาตัวอื่นที่มีผลการศึกษารองรับมาใช้ด้วย เช่น ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ซึ่งเป็นยาชนิดฉีด มีกลไกการออกฤทธิ์ตำแหน่งเดียวกับฟาวิพิราเวียร์ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการดูดซึมยา รับประทานไม่ได้ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ 

 

ส่วนยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) เป็นยารับประทานสำหรับผู้ใหญ่ มีกลไกการออกฤทธิ์จุดเดียวกัน ช่วยลดความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงได้ โดยต้องให้ภายใน 5 วันหลังเริ่มมีอาการ และยาแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) มีกลไกการออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ ทำให้เชื้อลดจำนวนลง ซึ่งอยู่ระหว่างการกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ หลังได้รับการอนุมัติจากศูนย์ปฏิบัติการฯ กระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาฟาวิพิราเวียร์ที่มีการเผยแพร่ในขณะนี้ คณะกรรมการวิชาการฯ ได้รับทราบและจะนำเข้าสู่การพิจารณาปรับปรุงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป 

The post สธ. ยืนยัน แนวทางใช้ยารักษาโควิด เป็นไปตามข้อมูลวิชาการและคณะแพทย์ร่วมพิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยืนยันข้อมูลวิชาการ แยกกักรักษาโควิด 5 วัน สอดคล้องสถานการณ์จริง ไม่แตกต่างกับแยกกัก 7 วันหรือนานกว่า https://thestandard.co/covid-quarantine/ Sun, 21 Aug 2022 11:35:34 +0000 https://thestandard.co/?p=669966 แยกกักรักษา

วันนี้ (21 สิงหาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึก […]

The post สธ. ยืนยันข้อมูลวิชาการ แยกกักรักษาโควิด 5 วัน สอดคล้องสถานการณ์จริง ไม่แตกต่างกับแยกกัก 7 วันหรือนานกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
แยกกักรักษา

วันนี้ (21 สิงหาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงแนวทางการรักษาโรคโควิด กลุ่มไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย แบบ 5+5 ว่า การกำหนดให้แยกกักรักษา 5 วัน และเฝ้าระวังสังเกตอาการ และเคร่งครัดมาตรการป้องกันตนเอง คือสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่างอีก 5 วัน เป็นแนวทางที่เป็นไปตามสถานการณ์ ถูกต้องตามหลักวิชาการ และผ่านคำปรึกษาของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสมดุลของการควบคุมโรคกับการใช้ชีวิตปกติสุขของประชาชน ทั้งนี้ มีข้อมูลการศึกษาในหลายประเทศพบว่า ผู้ป่วยโรคโควิดสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มป่วย 1-2 วัน และวันเริ่มป่วยจะเป็นระยะที่มีโอกาสแพร่โรคให้ผู้อื่นได้มากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องแยกกักที่บ้านเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อในชุมชน

 

“ช่วงแรกเราใช้ระยะเวลา 14 วัน แต่เมื่อเชื้อมีความรุนแรงลดลง ประชาชนฉีดวัคซีนโควิดเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีภูมิคุ้มกันจำนวนมาก ส่วนใหญ่จึงเป็นการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย และไม่ได้ตรวจหาเชื้อโควิด ซึ่งเรามีคำแนะนำให้ตรวจเมื่อมีอาการ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติมากขึ้น และอยู่ร่วมกับโควิด รวมถึงเดินหน้าสังคมและเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงมีการลดระยะเวลาแยกกักรักษาเป็น 10 วัน ลดเหลือ 7+3 และขณะนี้เป็นแนวทางของ 5+5” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า การพิจารณาปรับระยะเวลาแยกกักที่บ้านลงนั้น เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิชาการ ที่พบว่าการแยกกักที่บ้าน 5 วัน หรือ 7 วัน หรือนานกว่านั้น สามารถลดโอกาสเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อชุมชนไม่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือ คนจำนวนมากฉีดวัคซีนแล้วทำให้มีภูมิคุ้มกันช่วยป้องกันอาการรุนแรง รวมถึงเมื่อทราบว่าตนเองติดเชื้อก็มีความรู้ความเข้าใจ และป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ ดังนั้น การสังเกตอาการและเข้มมาตรการป้องกันตนเองเพิ่ม 3 วัน หรือ 5 วัน จึงไม่ได้แตกต่างกันมาก เพราะผู้ติดเชื้อจะมีการเฝ้าระวังตนเองไม่ให้แพร่เชื้อต่อ

 

“ส่วนกลุ่มที่เราเป็นห่วงคือ กลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยหนัก หรือมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อ ได้แก่ กลุ่ม 608 ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนโควิด หรือยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น จึงต้องเน้นให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้น หากได้รับวัคซีนเข็มล่าสุดมาแล้วในช่วง 3-4 เดือน เพื่อคงระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด นอกจากนี้ หากประชาชนยังคงร่วมมือกันสวมหน้ากากอนามัยขณะทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่มคนจำนวนมาก หรือสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในที่สาธารณะ รวมทั้งผู้ที่มีอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ปวดตามตัว มีการสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น จะช่วยลดการแพร่โรคได้” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

The post สธ. ยืนยันข้อมูลวิชาการ แยกกักรักษาโควิด 5 วัน สอดคล้องสถานการณ์จริง ไม่แตกต่างกับแยกกัก 7 วันหรือนานกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เตือน ‘ยาลิ้นฟ้า’ อันตราย เป็นยาควบคุม เสพเองอันตรายถึงชีวิต ผู้ขาย-ผู้เสพ โทษติดคุก 7 ปี ปรับสูงสุด 7 แสนบาท https://thestandard.co/blue-tongue-pill/ Tue, 16 Aug 2022 11:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=667884 ยาลิ้นฟ้า

วันนี้ (16 สิงหาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึก […]

The post สธ. เตือน ‘ยาลิ้นฟ้า’ อันตราย เป็นยาควบคุม เสพเองอันตรายถึงชีวิต ผู้ขาย-ผู้เสพ โทษติดคุก 7 ปี ปรับสูงสุด 7 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาลิ้นฟ้า

วันนี้ (16 สิงหาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีวัยรุ่นบางกลุ่มนิยมใช้ยาลิ้นฟ้าว่า ยาลิ้นฟ้า หรือยาโรฮิบนอล ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของยาในกลุ่มฟลูนิแทรซิแพม (Flunitrazepam) หรืออาจเป็นกลุ่มยาลักษณะเดียวกัน จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ถือเป็นยาควบคุม ไม่มีขายทั่วไป ต้องจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น หากสถานพยาบาลใดจ่ายยาดังกล่าวต้องทำรายงานส่งไปที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 

 

โดยยาดังกล่าวออกฤทธิ์ในการบรรเทาอาการวิตกกังวล สงบประสาท ทำให้นอนหลับ สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ คลายกล้ามเนื้อ ต้านการชัก และกดระบบการหายใจ ในทางการแพทย์จึงนิยมใช้เป็นยานอนหลับ ยานำสลบ และสงบประสาทก่อนผ่าตัด 

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า ยาดังกล่าวมีผู้นำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น นำไปมอมผู้อื่นให้หมดแรงต่อสู้ จำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพื่อก่ออาชญากรรม โดยส่วนใหญ่ใช้ผสมในเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อทำให้ฟลูนิแทรซิแพมออกฤทธิ์กดประสาทแรงขึ้น ขณะนี้พบว่ามีการนำไปเสพเพื่อให้เกิดอาการมึนและอวดลิ้นที่เปลี่ยนเป็นสีฟ้า จึงขอเตือนว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก อาจเกิดผลข้างเคียงจนถึงแก่ชีวิตได้ เช่น หยุดหายใจ หากเสพปริมาณมาก หรือเสพร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่สูงมาก 

 

ทั้งนี้ ผู้ที่ลักลอบจำหน่ายยาฟลูนิแทรซิแพม ผู้ที่นำไปใช้เสพ ผู้จำหน่าย และผู้โฆษณาเชิญชวน จะมีโทษติดคุก 7 ปี ปรับสูงสุด 7 แสนบาท ตามกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข

The post สธ. เตือน ‘ยาลิ้นฟ้า’ อันตราย เป็นยาควบคุม เสพเองอันตรายถึงชีวิต ผู้ขาย-ผู้เสพ โทษติดคุก 7 ปี ปรับสูงสุด 7 แสนบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ขอผู้ติดเชื้อโควิดร่วมรับผิดชอบสังคม หลังพบบางส่วนออกนอกบ้านก่อนพ้นระยะกักตัว https://thestandard.co/moph-request-coronavirus-infector-do-not-go-out/ Fri, 15 Jul 2022 04:54:48 +0000 https://thestandard.co/?p=654181 รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (15 กรกฎาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึก […]

The post สธ. ขอผู้ติดเชื้อโควิดร่วมรับผิดชอบสังคม หลังพบบางส่วนออกนอกบ้านก่อนพ้นระยะกักตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (15 กรกฎาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิระดับ 11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มสถานการณ์โรคโควิดกำลังเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องช่วยกันเข้มมาตรการป้องกันโรค เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่และรับเชื้อ จะช่วยให้การติดเชื้อลดลง และไม่เกิดเป็นระลอกใหญ่ขึ้นมาอีก โดยเฉพาะขอความร่วมมือผู้ที่ติดเชื้อโควิดแล้ว ทั้งที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก และแยกกักตนเองที่บ้าน หรือ ‘เจอ แจก จบ’ ซึ่งจะได้รับยากลับมารับประทานที่บ้าน หรือโทรศัพท์เข้าระบบเพื่อให้จัดส่งยามาที่บ้าน หรือผู้ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลแล้วให้กลับมาบ้านก่อนครบ 10 วัน ขอย้ำว่าให้กักตัวเองอย่างน้อย 10 วัน หากมีความจำเป็นจริงๆ ต้องออกจากบ้าน เช่น การเดินทางไปโรงพยาบาล ให้สวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัดจนครบ 10 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ

 

เนื่องจากขณะนี้พบว่าผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งไม่ได้กักตัวจนครบตามกำหนด แต่ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านตามปกติ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อได้ ส่งผลให้เกิดการระบาดโควิดอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง และแพร่เชื้อไปยังกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว

 

สำหรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนสำหรับผู้ป่วยโควิดที่แพทย์พิจารณาให้กลับไปกักตัวที่บ้าน คือ 

 

  1. งดออกจากบ้านไปยังชุมชนทุกกรณี ยกเว้นการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยการนัดหมายและการจัดการโดยโรงพยาบาล  

 

  1. ให้แยกห้องนอนจากผู้อื่น ถ้าไม่มีห้องนอนแยก ให้นอนห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2-3 เมตร และต้องเป็นห้องที่เปิดให้อากาศระบายได้ดี ผู้ติดเชื้อนอนอยู่ด้านใต้ลม จนพ้นระยะการแยกกักตัว  

 

  1. ควรแยกใช้ห้องน้ำ หากแยกไม่ได้ให้เช็ดพื้นผิวที่มีการสัมผัสด้วยน้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำยาฆ่าเชื้อหลังการใช้ทุกครั้ง  

 

  1. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง

 

  1. สวมหน้ากากเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น 

 

  1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ 70% บ่อยๆ ตามความเหมาะสม และทุกครั้งหลังขับถ่าย 

 

  1. ไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น 

 

  1. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะไม่เกิน 2 เมตร การพบปะกันให้สวมหน้ากากตลอดเวลา 

 

  1. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุก สะอาด และมีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ 

 

  1. หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่ หรืออาการเดิมมากขึ้น เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทางให้สวมหน้ากากระหว่างเดินทางตลอดเวลา 

 

  1. หลังจากครบกำหนดกักตัวสามารถประกอบกิจกรรมทางสังคม และทำงานได้ตามปกติ โดยยังคงมาตรการป้องกันตนเอง

The post สธ. ขอผู้ติดเชื้อโควิดร่วมรับผิดชอบสังคม หลังพบบางส่วนออกนอกบ้านก่อนพ้นระยะกักตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก สธ. ขออภัยปมดราม่าภาพเด็กถือตุ๊กตากัญชา ชี้เป็นภาพเก่า 3 ปีที่แล้ว ไม่ได้ใช้เด็กมาโฆษณา แต่สื่อขอให้ถ่ายร่วมกันเป็นที่ระลึก https://thestandard.co/moph-apologize-statement-picture-of-child-holding-marijuana-doll/ Sun, 03 Jul 2022 11:17:50 +0000 https://thestandard.co/?p=649571 รุ่งเรือง กิจผาติ

จากกรณีมีการแชร์ภาพซึ่งเป็นเยาวชนถือตุ๊กตากัญชา ถ่ายรูป […]

The post โฆษก สธ. ขออภัยปมดราม่าภาพเด็กถือตุ๊กตากัญชา ชี้เป็นภาพเก่า 3 ปีที่แล้ว ไม่ได้ใช้เด็กมาโฆษณา แต่สื่อขอให้ถ่ายร่วมกันเป็นที่ระลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

จากกรณีมีการแชร์ภาพซึ่งเป็นเยาวชนถือตุ๊กตากัญชา ถ่ายรูปร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จนกลายเป็นประเด็นดราม่า และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการนำเด็กมาสนับสนุนนโยบายการปลดล็อกกัญชา ซึ่งเพิ่งบังคับใช้กฎหมายไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 นั้น

 

ล่าสุดวันนี้ (3 กรกฎาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษก สธ. เผยที่มาของภาพดังกล่าวว่า เป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อ 11 ธันวาคม 2562 เป็นการจัดบูธเรื่องการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับเปิดเว็บไซต์ www.medcannabis.go.th ซึ่งเป็นกิจกรรมเล็กๆ และในงานมีตุ๊กตากัญชาไว้ประดับตกแต่ง เป็นกิจกรรมเล็กๆ โดยขณะนั้นมีการจัดกิจกรรมจัดอยู่ใกล้ๆ กัน คือโครงการ ‘พี่หัวดี หนูอยากหัวดี อนาคตไกล’ หรือการรณรงค์ให้เด็กสวมหมวกกันน็อกขณะโดยสารรถรถมอเตอร์ไซค์

 

ต่อมาผู้สื่อข่าวจึงขอให้น้องๆ เข้าไปถ่ายรูปร่วมกับผู้บริหารของ สธ. ในกิจกรรมนี้ด้วยเพื่อเป็นที่ระลึก คณะผู้จัดงานจึงหยิบตุ๊กตากัญชามาให้นักเรียนถือ ก่อนถ่ายรูปร่วมกัน 

 

“นี่คือภาพที่ถ่ายไว้นานแล้ว” นพ.รุ่งเรืองระบุ พร้อมชี้แจงอีกว่า แต่ปรากฏว่า 3 ปีผ่านไป กลับมีการนำภาพนี้มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ไทยเพิ่งปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ในการแพทย์ 

 

นพ.รุ่งเรืองย้ำว่า นโยบายกัญชานั้น ทาง สธ. ไม่เคยมีเจตนานำเยาวชนมาใช้เพื่อการโฆษณาเลย  

 

อย่างไรก็ตาม ทางผู้บริหารของกระทรวงกราบขออภัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนำมาสู่ความกังวลใจของสาธารณชน และจะระมัดระวังอย่างสูงสุดไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

The post โฆษก สธ. ขออภัยปมดราม่าภาพเด็กถือตุ๊กตากัญชา ชี้เป็นภาพเก่า 3 ปีที่แล้ว ไม่ได้ใช้เด็กมาโฆษณา แต่สื่อขอให้ถ่ายร่วมกันเป็นที่ระลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.รุ่งเรือง เผย อาจยกเลิกใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่สนามบินและสถานที่ต่างๆ หลังมีข้อมูลประสิทธิผลคัดกรองต่ำ เตรียมเสนอ ศบค. พิจารณา https://thestandard.co/rungruang-say-might-stop-using-thermometer/ Mon, 13 Jun 2022 09:21:17 +0000 https://thestandard.co/?p=641232 รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (13 มิถุนายน) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึ […]

The post นพ.รุ่งเรือง เผย อาจยกเลิกใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่สนามบินและสถานที่ต่างๆ หลังมีข้อมูลประสิทธิผลคัดกรองต่ำ เตรียมเสนอ ศบค. พิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (13 มิถุนายน) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิระดับ 11) และประธานคณะกรรมการประมวลสถานการณ์โรคโควิด กระทรวงสาธารณสุข (MIU) เปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการคัดกรองโรคโควิดช่วงที่ผ่านมา คือการวัดอุณหภูมิก่อนเข้าประเทศและตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากช่วงที่โรคโควิดยังมีความรุนแรงผู้ป่วยมักมีไข้เป็นอาการนำ และเป็นการสร้างความตระหนัก 

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันทั้งสถานการณ์และเชื้อโควิดมีความรุนแรงลดลงมาก อีกทั้งประชาชนได้รับวัคซีนเป็นจำนวนมาก ผู้ติดเชื้อมากกว่าครึ่งไม่แสดงอาการหรือมีอาการเล็กน้อย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประโยชน์และประสิทธิผลของเครื่องวัดอุณหภูมิ นอกจากนี้ ผู้ป่วยสามารถปิดบังอาการไข้ได้ด้วยการรับประทานยาลดไข้ ใส่เสื้อผ้าหนาปกคลุมร่างกาย การล้างหน้า และการใช้เครื่องสำอาง คณะกรรมการ MIU จึงดำเนินการทบทวนมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าเครื่องวัดอุณหภูมิมีประสิทธิผลในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิดต่ำ โดยมีค่าความไวต่ำตั้งแต่ 0-39% ทำให้ค่าพยากรณ์ผลทั้งบวกและลบต่ำมาก ให้ผลบวกและลบปลอม ทั้งการใช้ที่สนามบินหรือสถานที่ต่างๆ ยังไม่พบหลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนถึงประโยชน์ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 

 

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการว่า ในปัจจุบันและหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด อาจไม่จำเป็นต้องให้สนามบิน ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และสถานประกอบการต่างๆ คัดกรองผู้ติดเชื้อด้วยการวัดอุณหภูมิ ซึ่งในต่างประเทศก็มีคำแนะนำคล้ายกัน เช่น อังกฤษออกคำแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องวัดอุณหภูมิเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโควิด, สิงคโปร์ยกเลิกการคัดกรองอุณหภูมิในที่สาธารณะตั้งแต่สิงหาคม 2564, สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ปัจจุบันไม่มีคำแนะนำเรื่องการวัดอุณหภูมิสำหรับการคัดกรอง

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า สำหรับเครื่องวัดอุณหภูมิแบบสแกนร่างกายในสนามบินนั้น ไม่มีหลักฐานด้านประสิทธิผลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิดเช่นกัน และในอนาคตยังต้องพัฒนานวัตกรรมที่มีประสิทธิผลในการคัดกรองโรคติดเชื้อที่ดีกว่านี้สำหรับกลุ่มนักเดินทาง นอกจากนี้พบว่า มาตรการคัดกรองอุณหภูมิที่สนามบินอาจทำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยมากเกินไป จนส่งผลให้ละเลยมาตรการอื่นๆ (False Security) และทำให้เกิดความไม่สะดวก 

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจะนำเสนอ ศบค. เพื่อพิจารณาต่อไป แต่ยังคงเน้นย้ำมาตรการเรื่องวัคซีนเข็มกระตุ้น การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก และให้มีการธำรงรักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น การล้างมือ การเว้นระยะห่าง ลดความแออัด รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี

The post นพ.รุ่งเรือง เผย อาจยกเลิกใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่สนามบินและสถานที่ต่างๆ หลังมีข้อมูลประสิทธิผลคัดกรองต่ำ เตรียมเสนอ ศบค. พิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจง คลิปชะลอฉีดวัคซีนโควิดเป็นเรื่องเก่าที่ถูกบิดเบือน ย้ำวัคซีนลดโอกาสป่วยหนัก-เสียชีวิต https://thestandard.co/clip-of-slowing-down-the-covid-vaccination-is-an-old-story-that-has-been-distorted/ Tue, 22 Mar 2022 10:17:23 +0000 https://thestandard.co/?p=608578

วันนี้ (22 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษ […]

The post สธ. แจง คลิปชะลอฉีดวัคซีนโควิดเป็นเรื่องเก่าที่ถูกบิดเบือน ย้ำวัคซีนลดโอกาสป่วยหนัก-เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีการนำคลิปการแถลงข่าวของ สธ. เกี่ยวกับการชะลอฉีดวัคซีน ​​AstraZeneca ในประเทศไทยมาส่งต่ออีกครั้ง พร้อมข้อความบิดเบือนให้เข้าใจผิดว่ารัฐบาลประกาศให้ชะลอการฉีดวัคซีนเนื่องจากมีสารพิษและสิ่งแปลกปลอมทำให้ร่างกายเกิดผลกระทบตามมา 

 

จึงขอทำความเข้าใจว่า การแถลงข่าวดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564 ที่ทาง สธ. ชะลอการฉีดวัคซีน AstraZeneca ในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อรอผลการตรวจสอบเรื่องการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำของประเทศในแถบยุโรป ซึ่งต่อมาได้ข้อสรุปว่าวัคซีน ​​AstraZeneca มีความปลอดภัย และภาวะดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดในคนยุโรปไม่ค่อยพบในคนเอเชีย จึงดำเนินการฉีดวัคซีน ​​AstraZeneca ให้แก่คนไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

“ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนโควิดรวมแล้วกว่า 127 ล้านโดส พบว่ามีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยสูง การนำข้อมูลเก่ามาบิดเบือนให้เกิดการเข้าใจผิดแสดงถึงเจตนาที่ต้องการต่อต้านไม่ให้ประชาชนฉีดวัคซีน ซึ่งทำให้เสียโอกาสและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากเกิดการติดเชื้อ จึงขอให้ประชาชนอย่าแชร์คลิปดังกล่าวต่อ เพื่อไม่ให้มีผู้หลงเชื่อจนไม่ไปรับวัคซีน” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ยังต้องเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างความปลอดภัย ลดอัตราการติดเชื้อ ป่วยรุนแรงและเสียชีวิต จึงขอเชิญชวนประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลยให้มารับวัคซีน ส่วนผู้ที่รับวัคซีน 2 เข็มเกิน 3 เดือนไปแล้ว ให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะช่วยให้การเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์นี้มีความปลอดภัยจากโรคโควิดเพิ่มขึ้น โดยทุกคนยังต้องเข้มมาตรการป้องกันตนเองสูงสุด และขอให้มีการตรวจหาเชื้อด้วย ATK ก่อนเดินทาง

The post สธ. แจง คลิปชะลอฉีดวัคซีนโควิดเป็นเรื่องเก่าที่ถูกบิดเบือน ย้ำวัคซีนลดโอกาสป่วยหนัก-เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยืนยัน ‘เจอ แจก จบ’ ช่วยผู้ติดเชื้อโควิดเข้าถึงการรักษารวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น https://thestandard.co/moph-confirm-about-meetgive-away-end-project-helps-infected-with-covids-access-faster/ Mon, 14 Mar 2022 11:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=605713 เจอ แจก จบ

วันนี้ (14 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษ […]

The post สธ. ยืนยัน ‘เจอ แจก จบ’ ช่วยผู้ติดเชื้อโควิดเข้าถึงการรักษารวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจอ แจก จบ

วันนี้ (14 มีนาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวการเข้าสู่ระบบการรักษาผู้ป่วยโควิดว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิดอยู่ในช่วงของการปรับเข้าสู่โรคประจำถิ่น หรือยุติการระบาดใหญ่ (Post Pandemic) ซึ่งต้องอาศัย 3 ปัจจัยร่วม ดังนี้

 

  1. ปัจจุบันตัวเชื้อมีความรุนแรงลดลง ผู้ป่วยหนักหรือเสียชีวิตมีสัดส่วนลดลง 
  2. การฉีดวัคซีนจำนวนมากกว่า 125 ล้านเข็ม มีความครอบคลุมสูงมากขึ้น
  3. ระบบรักษาพยาบาลของประเทศไทยมีสมรรถนะและความพร้อมระดับดีมาก ตามแนวทางการประเมินขององค์การอนามัยโลก 

 

โดยในการดูแลรักษาโควิด กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มระบบการดูแลแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัว หรือ ‘เจอ แจก จบ’ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าสู่ระบบการรักษา สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย โดยประชาชนที่มีผลตรวจ ATK ด้วยตนเองเป็นบวก สามารถเข้าไปรับบริการคลินิกโรคทางเดินหายใจของโรงพยาบาลที่มีสิทธิการรักษาอยู่ 

 

ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการจัดระบบบริการนี้เช่นกัน โดยจะได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินอาการ และแจกยาตามระดับอาการ พร้อมทั้งให้ความรู้การปฏิบัติตนในการกลับไปกักตัวที่บ้าน และจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพื่อประเมินว่ามีอาการรุนแรงขึ้นจำเป็นต้องเข้าระบบการรักษาในโรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งจากการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่าได้ผลดี ช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวก ได้เข้าถึงบริการครอบคลุมมากขึ้น ส่วนระบบการรักษาที่บ้าน (HI) ยังคงดำเนินการตามปกติ

 

สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่สะดวกเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อรักษาแบบผู้ป่วยนอก หรือไม่มีรถส่วนตัว สามารถโทรสายด่วน 1330 กด 14 หรือติดต่อผ่านไลน์ สปสช. @nhso หรือโทรสายด่วนของจังหวัด หรือสายด่วนโควิดของ 50 เขตของ กทม. ซึ่งการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยลดปัญหาการรอสายหรือไม่ได้รับการติดต่อกลับของสายด่วน 1330 ทำให้ประชาชนเข้าสู่ระบบบริการได้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น 

The post สธ. ยืนยัน ‘เจอ แจก จบ’ ช่วยผู้ติดเชื้อโควิดเข้าถึงการรักษารวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยโควิดกำลังปรับตัวสู่โรคประจำถิ่น แม้แนวโน้มผู้ติดเชื้อยังสูง กางข้อมูล WHO ยืนยันโอมิครอน BA.2 อาการไม่รุนแรง https://thestandard.co/moph-say-coronavirus-adjusting-into-endemic-disease/ Wed, 23 Feb 2022 09:32:36 +0000 https://thestandard.co/?p=597655 สธ. เผยโควิดกำลังปรับตัวสู่โรคประจำถิ่น แม้แนวโน้มผู้ติดเชื้อยังสูง กางข้อมูล WHO ยืนยันโอมิครอน BA.2 อาการไม่รุนแรง

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ป […]

The post สธ. เผยโควิดกำลังปรับตัวสู่โรคประจำถิ่น แม้แนวโน้มผู้ติดเชื้อยังสูง กางข้อมูล WHO ยืนยันโอมิครอน BA.2 อาการไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยโควิดกำลังปรับตัวสู่โรคประจำถิ่น แม้แนวโน้มผู้ติดเชื้อยังสูง กางข้อมูล WHO ยืนยันโอมิครอน BA.2 อาการไม่รุนแรง

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงโรคโควิดสายพันธุ์โอมิครอนว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พบว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอน BA.2 แม้จะแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ BA.1 เดิม แต่จากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญถึงข้อมูลตัวอย่างผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ BA.2 จากหลายประเทศ ไม่พบความรุนแรงที่แตกต่างหรือมากไปกว่าสายพันธุ์ BA.1 แต่อย่างใด ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยลดความกังวลให้แก่ประเทศต่างๆ ที่สายพันธุ์ BA.2 กำลังแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง เช่น เดนมาร์ก เป็นต้น รวมถึงประเทศไทยที่พบว่าสายพันธุ์ BA.2 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ข้อมูลของเชื้อโควิดสอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่การเป็น ‘โรคประจำถิ่น หรือโรคติดต่อตามฤดูกาล’ คือ ความรุนแรงลดลงมาก พบผู้เสียชีวิตน้อยกว่า 1 รายต่อผู้ติดเชื้อ 1,000 ราย และผู้ที่มีอาการรุนแรง น้อยกว่า 5 ราย จากผู้ป่วย 1,000 ราย 

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยขณะนี้ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น จึงขอให้ประชาชนยังคงมาตรการป้องกันตนเอง และเข้ารับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นตามกำหนด รวมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

The post สธ. เผยโควิดกำลังปรับตัวสู่โรคประจำถิ่น แม้แนวโน้มผู้ติดเชื้อยังสูง กางข้อมูล WHO ยืนยันโอมิครอน BA.2 อาการไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก สธ. แจง หากผล ATK เป็นบวก เข้าระบบรักษาที่บ้าน-ชุมชนได้เลย ไม่ต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำ ถ้าจะตรวจเคลมประกัน-เสียค่าตรวจเอง https://thestandard.co/moph-spokesman-say-atk-positive-could-do-home-isolation/ Sun, 30 Jan 2022 02:25:00 +0000 https://thestandard.co/?p=588258 ATK

วันนี้ (29 มกราคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับก […]

The post โฆษก สธ. แจง หากผล ATK เป็นบวก เข้าระบบรักษาที่บ้าน-ชุมชนได้เลย ไม่ต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำ ถ้าจะตรวจเคลมประกัน-เสียค่าตรวจเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ATK

วันนี้ (29 มกราคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีข้อสงสัยผลตรวจโควิดด้วยชุดตรวจ ATK เป็นบวก ต้องตรวจซ้ำด้วย RT-PCR หรือไม่ และกรณีการตรวจเพื่อเบิกประกันโควิดว่ากระทรวงสาธารณสุขวางระบบการดูแลผู้ติดโควิดกรณีผลตรวจ ATK เป็นบวก หากไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยสามารถติดต่อลงทะเบียนผ่านสายด่วน 1330 เพื่อเข้าระบบการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation) หรือในชุมชน (Community Isolation) ได้ โดยไม่จำเป็นต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำ ยกเว้นในรายที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงทางการแพทย์จะมีการตรวจ RT-PCR โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายกับผู้ป่วยแต่อย่างใด

 

นพ.รุ่งเรือง กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มที่มีอาการน้อยหรือไม่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ แต่มีประกันโควิด และต้องการผลการตรวจ RT-PCR เพื่อเป็นหลักฐานในการเคลมประกันนั้นจะต้องรับผิดชอบค่าตรวจ RT-PCR พร้อมใบรับรองสำหรับเบิกประกันเอง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายการตรวจและเอกสารที่เกี่ยวข้องนี้ผู้ป่วยจะได้รับคืนจากเงินเอาประกันอยู่แล้ว โดยที่โรงพยาบาลที่ตรวจจะไม่ได้เบิกค่าตรวจ RT-PCR ซ้ำซ้อนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อีก 

 

ทั้งนี้ กรณีที่เป็นข่าว ทางโรงพยาบาลได้ชี้แจงให้ผู้ป่วยทราบแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดข้อสงสัยก็จะทำความเข้าใจอีกครั้ง

The post โฆษก สธ. แจง หากผล ATK เป็นบวก เข้าระบบรักษาที่บ้าน-ชุมชนได้เลย ไม่ต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำ ถ้าจะตรวจเคลมประกัน-เสียค่าตรวจเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก สธ. เผยสถิติโควิดสายพันธ์ุโอมิครอน คนไทยเสียชีวิต 1 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 2-3 ราย ในผู้ติดเชื้อ 1,000 คน https://thestandard.co/moph-spokesman-report-1-death-out-of-1000/ Fri, 14 Jan 2022 08:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=582535 รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (14 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี น […]

The post โฆษก สธ. เผยสถิติโควิดสายพันธ์ุโอมิครอน คนไทยเสียชีวิต 1 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 2-3 ราย ในผู้ติดเชื้อ 1,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (14 มกราคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) ประธานคณะกรรมการ MIU (Ministry of Public Health – Intelligence Unit) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทยว่า จากข้อมูลทางสถิติที่ได้รับมาจนถึงวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา สิ่งที่น่ากังวลคือเชื้อสายพันธุ์นี้แพร่เร็วมาก พบว่าผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่ป้องกันตนเองไม่ดี 10 คน จะติดเชื้อ  9-10 คน นับว่าเป็นอัตราการติดเชื้อที่สูงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ในส่วนของความรุนแรงของโรคพบว่าน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้มาก ทั้งเดลตาและอัลฟา

 

จากการติดเชื้อ 1,000 คน จะพบผู้ป่วยที่มีการรักษาที่โรงพยาบาล 10-15 คน หรือ 1-1.5% จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด ป่วยหนัก 2-3 คน หรือ 0.2-0.3% จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด และเสียชีวิต 1 คน หรือ 0.1% จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด

 

สำหรับผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการและมีอาการเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้ มาตรการป้องกันตนเอง อาทิ ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง ยังช่วยป้องกันโรคได้ เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันโควิดยังมีประสิทธิภาพ ป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตได้อย่างน่าพอใจ ข้อพึงระวังคือ แม้ความรุนแรงของโรคจากข้อมูลจะอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ไม่ควรประมาท เพราะเชื้อสายพันธุ์นี้ติดง่าย แพร่ง่าย กรณีถ้ามีคนติดเชื้อพร้อมกันมากๆ เข้า ก็ย่อมจะมีผู้ป่วยหนักเป็นจำนวนมากตามมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพองค์รวมได้

The post โฆษก สธ. เผยสถิติโควิดสายพันธ์ุโอมิครอน คนไทยเสียชีวิต 1 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 2-3 ราย ในผู้ติดเชื้อ 1,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก สธ. เผยสาเหตุพิจารณาโควิดเป็นโรคประจำถิ่น เพราะยอดสูญเสียเหลือ 0.1% บวกระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง https://thestandard.co/moph-revealing-reasons-for-considering-covid-as-endemic-disease/ Wed, 12 Jan 2022 06:37:03 +0000 https://thestandard.co/?p=581646 รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (12 มกราคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับก […]

The post โฆษก สธ. เผยสาเหตุพิจารณาโควิดเป็นโรคประจำถิ่น เพราะยอดสูญเสียเหลือ 0.1% บวกระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (12 มกราคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง (11) นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ หัวหน้าสำนักวิชาการสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว หลังกรมควบคุมโรคกำลังพิจารณาให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น โดยระบุว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจความหมายของคำว่าโรคประจำถิ่นไปจนถึงคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงของโรค เริ่มจากคำว่าโรคประจำถิ่น (Endemic) คือโรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นั้น มีอัตราป่วย สถานการณ์คงที่ ความรุนแรงลดลง และสามารถคาดการณ์ได้ โดยขอบเขตของพื้นที่อาจเป็นเมือง ประเทศ หรือใหญ่กว่านั้นอย่างกลุ่มประเทศหรือทวีป เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออกในประเทศไทย โรคมาลาเรียในทวีปแอฟริกา ฯลฯ

 

ต่อมาคือคำว่าการระบาด (Outbreak) เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นผิดปกติ ต้องย้ำคำว่า ‘ผิดปกติ’ ทั้งในกรณีโรคประจำถิ่น แต่มีจำนวนผู้ป่วยมากกว่าที่คาดการณ์ หรือในกรณีโรคอุบัติใหม่ ถึงแม้จะมีผู้ป่วยเพียงรายเดียว ก็นับว่าต้องจับตาดูเช่นกัน

 

จากนั้นคือคำว่าโรคระบาด (Epidemic) เป็นการระบาดของโรคที่แพร่กระจายกว้างขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งโรคระบาดที่แผ่ไปในพื้นที่ที่กว้างขึ้นนั้นเป็นการระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ได้ เช่น โรคอีโบลาที่ระบาดในทวีปแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2557-2559

 

นพ.รุ่งเรือง อธิบายอีกว่า คำว่าการระบาดใหญ่หรือระดับการระบาดสูงสุด (Pandemic) เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2461 (Spanish flu) หรือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และล่าสุดคือการระบาดของโควิดในอย่างน้อย 122 ประเทศทั่วโลก 

 

ปัจจุบันโควิดกำลังเปลี่ยนสู่การเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคที่เราสามารถคาดการสถานการณ์ได้ ด้วยปัจจัยสำคัญคือเชื้อลดความรุนแรง โดยปัจจุบันความรุนแรง อัตราป่วยตายโรคโควิดลดลง เหลือเสียชีวิต 1 รายจากผู้ติดเชื้อ 1,000 ราย หรือ 0.1% จากที่ในช่วงแรกของการระบาดตัวเลขข้างต้นสูงถึงมากกว่า 3%

 

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยที่ประชาชนมีภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี เช่น การฉีดวัคซีน และการติดเชื้อก่อนหน้า ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการ การดูแลรักษา และควบคุม/ชะลอการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

“ที่สำคัญคือความร่วมมือของประชาชนในการเข้ารับวัคซีนไปจนถึงการมีวินัยในการดำรงชีวิต เมื่อการ์ดไม่ตกและร่วมแรงร่วมใจกันต่อไป ย่อมจะเป็นอัตราเร่งให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น เป็นโรคที่เราสามารถคาดการณ์และรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อภาพรวมเชิงเศรษฐกิจและสังคมต่อไป” นพ.รุ่งเรือง กล่าวในที่สุด 

The post โฆษก สธ. เผยสาเหตุพิจารณาโควิดเป็นโรคประจำถิ่น เพราะยอดสูญเสียเหลือ 0.1% บวกระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. งัดมาตรการเข้ม คัดกรองผู้เดินทางจากแอฟริกา เฝ้าระวังเชื้อโควิดสายพันธ์ุ ‘ออมิครอน’ https://thestandard.co/moph-strict-measure-for-south-africa-tourist/ Sat, 27 Nov 2021 06:22:56 +0000 https://thestandard.co/?p=564897 กระทรวงสาธารณสุข

หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เชื้อไวรัสโควิดก […]

The post สธ. งัดมาตรการเข้ม คัดกรองผู้เดินทางจากแอฟริกา เฝ้าระวังเชื้อโควิดสายพันธ์ุ ‘ออมิครอน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงสาธารณสุข

หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์ใหม่ในชื่อ (B.1.1.529) หรือออมิครอน เป็นสายพันธุ์ระดับที่น่ากังวล จนทำให้ประชาชนคนไทยเริ่มมีความกังวลว่าจะหลุดรอดเข้ามายังประเทศไทย หลังจากที่ไทยเริ่มมีการผ่อนคลายรับนักเดินทางจากต่างประเทศตามนโยบายเปิดประเทศ 

 

ล่าสุดวันนี้ (27 พฤศจิกายน) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง (รก.11) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (โฆษก สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า เรื่องนี้ทาง สธ. ได้จับตาเฝ้าระวังใกล้ชิด เตรียมพร้อมมาตรการรับมือ จุดกำเนิดของเชื้อมาจากแอฟริกาและเริ่มมีการระบาดในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยพบจากผู้ที่เดินทางมาจากต้นกำเนิดของโรคเป็นหลัก สายพันธุ์นี้มีความน่ากังวลว่าอาจจะแพร่กระจายง่าย ติดง่าย และที่สำคัญคืออาจดื้อต่อวัคซีน ทั้งนี้ สายพันธุ์ข้างต้นยังพบจำเพาะที่แอฟริกา การเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายของประชากรจะช่วยลดการแพร่กระจายของสายพันธุ์ดังกล่าวได้ 

 

นพ.รุ่งเรือง กล่าวต่อไปว่า ทาง สธ. พร้อมปรับมาตรการคัดกรองนักเดินทางจากแอฟริการวมไปถึงชาติอื่นๆ โดยมีมาตรการกักตัวผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาดอย่างน้อย 14 วัน และอาจพิจารณาเพิ่มมาตรการห้ามเดินทางเข้าประเทศไทยจากผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดหากมีความจำเป็น 

 

“ขอย้ำว่าเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญอย่างที่สุด ทั้งนี้ เบื้องต้นเรายังเน้นไปที่การให้บริการวัคซีน เพราะจากข้อมูลชัดเจนว่าวัคซีนสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์ ขอให้รีบมารับวัคซีน” นพ.รุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้าย

The post สธ. งัดมาตรการเข้ม คัดกรองผู้เดินทางจากแอฟริกา เฝ้าระวังเชื้อโควิดสายพันธ์ุ ‘ออมิครอน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. แจงจัดสรร Pfizer ให้บุคลากรการแพทย์กว่า 5 แสนโดส ชี้ผลการศึกษาฉีด AstraZeneca เข็ม 3 มีภูมิมากกว่า Pfizer 2 เข็ม https://thestandard.co/moph-manage-pfizer-to-physician-and-astrazeneca-third-doses-result-better/ Sun, 25 Jul 2021 10:57:02 +0000 https://thestandard.co/?p=517335 รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (25 กรกฎาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับ […]

The post สธ. แจงจัดสรร Pfizer ให้บุคลากรการแพทย์กว่า 5 แสนโดส ชี้ผลการศึกษาฉีด AstraZeneca เข็ม 3 มีภูมิมากกว่า Pfizer 2 เข็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่งเรือง กิจผาติ

วันนี้ (25 กรกฎาคม) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวประเด็น การบริหารจัดการวัคซีน Pfizer ว่ากระทรวงสาธารณสุข โดยคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ตั้งคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนโควิด กรณีวัคซีน Pfizer ซึ่งมีผู้แทนและผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วน ร่วมกันพิจารณาจัดสรรและกระจายวัคซีน Pfizer ให้กับกลุ่มเป้าหมายตามมติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) 

 

โดยวัคซีน Pfizer ล็อตแรก จำนวน 1.54 ล้านโดสจะเข้ามาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เริ่มฉีดต้นเดือนสิงหาคม 2564 ในกลุ่มบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข/บุคลากรด่านหน้า ไม่น้อยกว่า 500,000 โดส ที่เหลือจัดสรรไปยังกลุ่มเสี่ยง พื้นที่เสี่ยงอื่นๆ และเพื่อควบคุมการระบาดในพื้นที่

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อไปว่า กรณีข่าวการจัดสรรวัคซีน Pfizer ให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้าเหลือ 200,000 โดสนั้น ขอย้ำไม่เป็นความจริง การจัดสรรวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญของบุคลากรด้านการแพทย์และด่านหน้า เพื่อธำรงรักษาระบบสาธารณสุขของประเทศรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโควิด บุคลากรด่านหน้าทุกคนต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งขณะนี้บุคลากรบางส่วนที่ฉีดวัคซีน Sinovac 2 เข็ม และฉีดเข็ม 3 เป็น AstraZeneca ผลการศึกษาพบว่ามีระดับภูมิคุ้มกันสูงมาก มากกว่าฉีดเข็ม 1 Sinovac เข็ม 2 AstraZeneca, AstraZeneca 2 เข็ม, Pfizer 2 เข็ม, Sinovac 2 เข็ม และสูงกว่าภูมิคุ้มกันหลังการติดเชื้อ 

 

รวมทั้งไม่มีการบังคับให้ฉีดเข็มกระตุ้นเป็น AstraZeneca การฉีดเป็นไปตามความสมัครใจ ขณะนี้ได้ให้ทุกโรงพยาบาลสำรวจข้อมูลบุคลากรด่านหน้า และจะฉีดให้ตามที่ได้แจ้งไว้ สำหรับวัคซีน Pfizer อีกจำนวน 20 ล้านโดสจะเข้ามาในประเทศไทยและเริ่มฉีดได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2564 การจัดสรรจะอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะทำงานวัคซีน Pfizer และจะแจ้งให้ทราบต่อไป

 

“ขณะนี้มีการแอบอ้าง หลอกลวงเรื่องการฉีดวัคซีน Pfizer และเรียกเก็บเงิน ขอย้ำว่าวัคซีน Pfizer ทั้ง 21.54 ล้านโดสเป็นการฉีดฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างถึงที่สุด ขอให้อย่าหลงเชื่อ และติดตามข้อมูลที่ถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุข” นพ.รุ่งเรืองกล่าว      

 

นพ.รุ่งเรืองกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์โควิดไปได้ คือความร่วมมือของประชาชนทุกคนและทุกภาคส่วน เข้มข้นมาตรการป้องกันโรค ขอเรียนว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคนทำงานอย่างหนักมากเพื่อดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ทั้งทีมเชิงรุกสู่ชุมชน การบริหารจัดการเตียงรับผู้ป่วยอาการวิกฤตรุนแรง รวมทั้งปรับมาตรการดูแลผู้ป่วยที่บ้านและชุมชน

The post สธ. แจงจัดสรร Pfizer ให้บุคลากรการแพทย์กว่า 5 แสนโดส ชี้ผลการศึกษาฉีด AstraZeneca เข็ม 3 มีภูมิมากกว่า Pfizer 2 เข็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>