รินะ อิซึตะ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รินะ-อิซึตะ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 29 Nov 2024 09:37:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group https://thestandard.co/izurina-cgm48-saitama-to-48-group/ Fri, 29 Nov 2024 09:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1014278 Izurina CGM48

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกล (14 ปี) แค่เราอยากทำหน […]

The post THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
Izurina CGM48

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกล (14 ปี) แค่เราอยากทำหน้าที่ของเราในทุกๆ วันให้ดีที่สุด”

 

รินะ อิซึตะ หรือ อิซึรินะ เมมเบอร์และชิไฮนินคนเก่งแห่งวง CGM48 อธิบายความรู้สึกก่อนที่เธอจะแกรด (จบการศึกษา) ออกจากวงหลังวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

 

THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยกับอิซึรินะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเป็นไอดอล ก่อนปิดฉากเส้นทางนี้ที่เธอยึดถือเอาไว้เป็นเวลากว่า 14 ปี 

 

พร้อมนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาทบทวนความทรงจำและความรู้สึกในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ตั้งแต่วันที่เป็นเด็กสาวธรรมดาๆ ที่รักในการเต้นคนหนึ่ง จนนำมาสู่การเป็นตำนานของวงไอดอลแห่ง 48 Group 

 

 

การเดินทางของเด็กสาวจากไซตามะ

 

“ชีวิตในวัยเด็กของรินะเป็นแบบไหนเหรอน่ะเหรอ…”

 

เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าออกมาเสมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

“รินะเป็นคนที่ชื่นชอบการเต้นมาก จำได้ว่าเรียนเต้นตั้งแต่ตอนอายุ 11-12 ขวบ โดยมีน้องสาวเข้าไปเรียนก่อน แล้วตัวรินะค่อยตามเข้าไป ตอนนั้นรินะเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม ชมรมเต้นคือสิ่งที่โปรดปรานสำหรับรินะมาก

 

“แต่ในเวลาเดียวกันน้องสาวของรินะเป็นคนที่ทั้งเต้นและเรียนเก่งกว่ารินะมากๆ แต่ติดนิดเดียวตรงที่น้องสาวจะออกแนวเกเร ติดดื้อไปหน่อย (หัวเราะ) ส่วนตัวของรินะคนจะมองเราเป็นคนที่นิสัยดีกว่า เป็นคนเฟรนด์ลีกับทุกคน เป็นเด็กน้อยสดใสสมวัยปกติทั่วไป แต่ยอมรับว่าเคยมีช่วงเวลาที่แอบน้อยใจน้องสาวบ้าง เพราะเรื่องการเต้นเราไม่เคยชนะน้องสาวเลย” 

 

นั่นคือชีวิตในวัยเด็กช่วงมัธยมต้นของรินะ ชีวิตที่ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการเข้าเรียนหนังสือและเรียนเต้นตามประสาเด็กทั่วไป เธอทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ่งที่เธอชอบเริ่มพาเธอไปรู้จักกับโลกใบใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

 

เพลงจาก AKB48 ที่เต้นครั้งแรกคือ Aitakatta

 

ช่วงเวลานั้น AKB48 ถือเป็นวงไอดอลที่โด่งดังมากๆ ในญี่ปุ่น และเป็นครั้งแรกๆ ที่เธอได้รู้จักและเริ่มเต้นเพลงของ AKB48

 

รินะเล่าว่าตอนอยู่ ม.2 เธอได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมของโรงเรียน นั่นคืองานอำลารุ่นพี่ ม.3 ที่กำลังจะจบการศึกษาจากโรงเรียน ซึ่งเป็นเหมือนธรรมเนียมที่ทำเพื่อขอบคุณรุ่นพี่ที่คอยดูแลกันมา

 

ระหว่างนั้นเธอและเพื่อนๆ ก็นั่งคิดกันว่าจะทำอะไรให้กับรุ่นพี่ จนเธอไปรู้ข้อมูลสำคัญมา 1 อย่างว่ารุ่นพี่ของเธอชอบวง AKB48 นั่นจึงทำให้เธอกับเพื่อนๆ เลยตกลงกันว่าจะเต้นเพลงของ AKB48 อย่าง Aitakatta เป็นของขวัญอำลารุ่นพี่

 

“พวกเราก็ไปซ้อมแกะท่าเต้นเพลง Aitakatta จาก YouTube กันมา และงานเต้นครั้งนี้คุณครูก็เลือกรินะให้เป็นเซ็นเตอร์หรือลีดเดอร์ของกิจกรรมนี้ ก็รู้สึกตกใจมาก เพราะตั้งแต่ตอนเรียนเต้นจากข้างนอกหรืองานโรงเรียน รินะไม่เคยมายืนเซ็นเตอร์อยู่ข้างหน้าเลย เพราะอย่างที่เคยบอกไปว่าน้องสาวเต้นเก่งกว่า ก็จะได้อยู่ข้างหน้าเรามาตลอด

 

“รินะยังจำความรู้สึกนั้นได้เลย มันเป็นการซ้อมที่สนุกมาก เพลง Aitakatta ก็เป็นเพลงที่เต้นสนุกด้วย และช่วงที่เราซ้อม Aitakatta เพลงอื่นๆ ของวงก็ขึ้นมาให้ฟังอีกหลายเพลง เลยเป็นจุดที่ทำให้เริ่มสนใจ AKB48”

 

หลังงานแสดงอำลา ตามธรรมเนียมจะมีรุ่นพี่ที่เขียนจดหมายมาติดบอร์ดในโรงเรียนเพื่อขอบคุณกิจกรรมที่รุ่นน้องทำให้ และหนึ่งในจดหมายนั้นมีข้อความที่ทำให้รินะถึงกับยิ้มไม่หุบไปตลอดทั้งวัน คือคำชื่นชมจากรุ่นพี่เกี่ยวกับทักษะการเต้นที่เธอโชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงคนอื่นๆ ในโรงเรียนก็เริ่มพูดถึงทักษะการเต้นที่เธอเป็นเซ็นเตอร์ในงานเต้นวันนั้นด้วย 

 

Izurina CGM48

 

10 นาทีสุดท้ายที่เปลี่ยนชีวิตอิซึรินะไปตลอดกาล

 

จากงานโรงเรียนวันนั้นทำให้รินะดีใจเป็นอย่างมาก จนต้องหอบความประทับใจไปบอกคุณแม่และเริ่มศึกษาว่าแท้จริงแล้วเจ้าของเพลง Aitakatta อย่าง AKB48 ที่เธอนำมาเต้นคือวงอะไรกันแน่

 

ปรากฏว่าบนหน้าเว็บไซต์ของ AKB48 ที่เธอและแม่กำลังเปิดอยู่นั้นเป็นช่วงที่วงกำลังเปิดรับสมัครสมาชิกรุ่นที่ 10 และอีกเพียง 10 นาทีก่อนที่เวลาการเปิดรับสมัครออดิชันจะปิดลง

 

คุณแม่ที่เห็นแบบนั้นก็หันมามองรินะด้วยสายที่มาพร้อมคำถามกลายๆ ว่า รินะสนใจสมัครหรือเปล่า และแน่นอนว่าเธอตอบตกลงสมัครไปในทันที!

 

“ตอนนั้นรินะสมัครไปแบบที่เราเองก็ไม่เคยออดิชันที่ไหนมาก่อนด้วย และตอนนั้นน่าจะเป็นการสมัครที่ยากมาก เพราะมีคนสมัคร 3-4 หมื่นกว่าคน แต่ด้วยความเป็นเด็กเลยไม่ได้คิดมากขนาดนั้น (หัวเราะ) สุดท้ายก็มีคนติดต่อมาว่าผ่านรอบแรกแล้ว เราก็ต้องไปออดิชันรอบ 2 ต่อหน้ากรรมการ

 

“จำได้ว่ารอบ 2 กรรมการก็ยิงคำถามปกติทั่วไป แต่ที่น่าแปลกใจคือตอนนั้นมันมีแต่การถาม-ตอบ พูดคุยปกติ ไม่มีคิวให้มาร้องเพลงหรือเต้นเลย ก็มีแอบคิดในใจว่าที่เขาให้ทำแค่นี้หมายความว่าเราจะไม่ติดหรือเปล่า? ตอนนั้นรินะเลยไม่ได้คาดหวังแล้ว ถือว่าได้มาลองดูเฉยๆ”

 

ทว่าไม่นานหลังจากตอบคำถามรอบ 2 เธอก็มีชื่อติดอยู่ในลิสต์ที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ Final แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสิ่งที่ทำให้เธอดีใจได้ไม่เต็มที่ เมื่อทีมงานให้ข้อมูลการเตรียมตัวสำหรับรอบสุดท้าย เพราะนอกจากเธอจะต้องเต้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว) เธอก็ยังต้องร้องเพลงด้วย รินะบอกว่ามันยากสำหรับเธอมากในตอนนั้น 

 

“รินะไม่ค่อยมีความมั่นใจในการร้องเพลงเลย เพราะชีวิตหลังเลิกเรียนของเราคือเรียนเสร็จกลับบ้านเลย ไม่ได้รวมตัวกับเพื่อนไปร้องเพลงคาราโอเกะเหมือนคนอื่นๆ เต็มที่คือเปิดเพลงจากโทรศัพท์แล้วร้องตามเท่านั้นเลย

 

“จากนั้นเราพยายามฝึกร้องเพลงนะ เราหาเพลงของ AKB48 เพื่อจะมาฝึกร้อง ซึ่งเพลงที่เราฟังแล้วชอบมากที่สุดคือ Iiwake Maybe เลยตัดสินใจเลือกเพลงนี้มาออดิชันรอบสุดท้าย ส่วนการเต้นรินะเลือกเป็น Oogoe Diamond

 

“แต่ในความน่าตื่นเต้นนั้น สำหรับรินะถือว่ามีความโชคดีอยู่ไม่น้อย เพราะการเต้นออดิชันรอบนั้นถือเป็นประตูบานแรกของรอบ Final หรือพูดง่ายๆ ถ้าใครไม่ผ่านการเต้นจะมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าสู่รอบโชว์พลังเสียงร้องเพลงต่อไป 

 

“นับเป็นโชคดีของรินะมากที่เขาให้เต้นก่อน (หัวเราะ) เพราะถ้าร้องเพลงก่อนอาจไม่ได้เข้ารอบแน่ๆ แต่รินะก็รวบรวมความกล้าแล้วเข้าไปร้องเพลงแบบเน้นให้สนุกไปกับเพลงให้มากที่สุด แล้ววันนั้นโปรดิวเซอร์อากิโมโตะซังที่อยู่ในห้องออดิชันก็ถามว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้ รินะก็ตอบตรงว่าๆ เพราะเป็นที่เพลงความหมายดีและไพเราะด้วย”

 

ผลสุดท้ายในวันเดียวกันของการออดิชันรอบ Final รินะมีชื่อติดอยู่ในกลุ่มประมาณ 20 คนที่ผ่านออดิชันเพื่อเข้าไปเป็นแคนดิเดตรุ่น 10 (แต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ AKB48 อย่างเป็นทางการ) 

 

“หลังผ่านเข้ามาเป็นแคนดิเดต ทางวงก็มีงานของรุ่นพี่ให้เราได้ลองขึ้นไปเป็นแดนเซอร์ให้รุ่นพี่ในเธียเตอร์ ก่อนจะมีการสอบภายในอีกครั้ง แล้วก็เหลือประมาณ 10 คนที่ได้มาเป็น AKB48 รุ่น 10”

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

เด็กคนนี้คือใคร? การปรากฏตัวครั้งแรกของรินะต่อหน้าแฟนคลับ

 

ถึงตอนนี้การออดิชันจะเป็นเพียงสงครามด่านแรกของรินะที่เวลานั้นมีอายุได้เพียง 13 ปี

 

เพราะหลังจากสมาชิก AKB48 รุ่น 10 ตบเท้าเข้าสู่วงแบบไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นั่นทำให้เหล่ารุ่น 10 ยังไม่มีพื้นที่ได้แนะนำตัวกับแฟนๆ หากแต่มีเพียงช่องทางเดียวคือการได้ขึ้นสเตจเธียเตอร์ไปเต้นต่อหน้าแฟนเพลง และถือโอกาสแนะนำชื่อให้แฟนๆ ได้รู้จักกัน

 

“ของรินะ (รุ่น 10) ไม่มีงานเปิดตัวด้วย ไม่มีโอกาสแนะนำตัวกับแฟนๆ พร้อมกันอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนจะมีสถานะเป็น Trainee (เด็กฝึกหรือเคงคิวเซ) ที่ต้องคอยฝึกร้องเพลงและท่าเต้นเพลงของสเตจ เรียกว่าถ้าใครพร้อมก็ขึ้นไปแสดงบนเธียเตอร์เลย”

 

เวลานั้นรินะและเพื่อนๆ ยังคงมุ่งมั่นฝึกซ้อมที่เบื้องหลังเวทีอย่างหนักหน่วง จนโอกาสวิ่งเข้าเธอแบบที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะทักษะการเต้นที่ดี เธอถูกชื่นชมเสมอว่าเป็นเมมเบอร์ที่จดจำท่าเต้นของวงได้เก่งสุดๆ จนเธอถูกยกให้เป็น Ace ประจำรุ่น 10 

 

“รินะได้รับเลือกให้ขึ้นเวทีเปิดตัวต่อหน้าแฟนๆ ที่เธียเตอร์แทนรุ่นพี่คนหนึ่งที่ติดภารกิจขึ้นทีมไม่ได้ และสุดท้ายเป็นรินะที่กลายเป็นคนแรกของรุ่นที่ได้ขึ้นสเตจวันนั้น แถมยังได้เป็นเซ็นเตอร์อีกด้วย

 

“สเตจนั้นรินะขึ้นไปเต้นและร้องเพลงแบบที่แฟนๆ ก็ยังไม่รู้ว่าเราคือใคร บางคนอาจจะคุ้นหน้าเราจากตอนเป็นแคนดิเดต แต่ก็ไม่มีใครทราบชื่อเรา จนได้แนะนำตัวกับทุกคนในสเตจวันนั้น แล้วก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้รินะมีแฟนคลับและเริ่มถูกจับตามองในฐานะสมาชิกคนใหม่ของ AKB48”

 

 

ชีวิตใน AKB48 ที่ไม่ง่าย แต่คำว่า ‘ยอมแพ้’ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของรินะ

 

หลังเข้ามาเป็นสมาชิกวงในช่วงแรกๆ รินะเล่าให้ฟังว่าตัวเธอเองก็เป็นเหมือนกับเด็กสาวคนอื่นๆ ที่ต้องออกเดินทางตามหาตัวตนของตัวเองทันทีที่ชีวิตในวงการไอดอลเริ่มต้นขึ้น 

 

ไม่เท่านั้น ความจริงที่โหดร้ายของระบบ ‘เซ็มบัตสึ’ จากวงไอดอล 48 Group เริ่มสร้างบทเรียนและรอยน้ำตาให้กับตัวของรินะ เพราะในวันที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่งของรุ่น 10 แต่เธอกลับไม่เคยไปถึงการติดเซ็มเพลงหลักของวงเลยสักครั้ง เมื่อเงื่อนไข ‘ความนิยม’ เข้ามาเป็นตัวแปรด้วย

 

“การเป็นศิลปินไอดอลของ AKB48 ทุกคนจะอยู่ภายใต้ระบบ ‘เซ็มบัตสึ’ และตัวรินะไม่เคยติดสักครั้งเลยค่ะ รินะคือคนที่อยู่ระดับกลางๆ ไม่ได้เป็นคนที่มีความนิยมเยอะสักเท่าไร เคยติดแค่เพลงรอง เป็นเซ็นเตอร์เพลง Reborn ครั้งเดียว ส่วนการติดทีมสเตจรินะก็ใช้เวลานานกว่าเพื่อนคนอื่นด้วย บางคนเป็น Trainee 1 ปีก็ได้ติดทีม แต่รินะก็ใช้เวลา 2 ปีเพื่อขึ้นไปติดทีมหลัก

 

“ตอนนั้นรินะเป็นคนร้องไห้ง่ายมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางมันเคยทำให้เรารู้สึกผิดหวังบ้าง แต่รินะไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งที่ทำเลยนะ เพราะการเข้ามาอยู่ในวงนี้มันคือสิ่งที่เราชอบ อยากลงมือทำไปเรื่อยๆ แถมบางครั้งที่เราได้สเตจแทนรุ่นพี่ เราก็ได้รับคำชื่นชมกลับมาเสมอ

 

เรื่องการยอมแพ้จึงไม่เคยอยู่ในหัวของรินะ และไม่เคยมีวันไหนที่คิดอยากออกจากตรงนี้เลย 

 

“รินะคิดเสมอว่าต่อให้เราไปไม่ถึงเซ็มบัตสี แต่เราก็ยังมีพื้นที่ส่วนอื่นๆ ในวงเป็นของเราเองที่สามารถมอบความสุขและรอยยิ้มให้แฟนๆ ได้ไม่น้อยกว่าตำแหน่งไหนในวง

 

“รินะเลยไม่ยึดติดว่าต้องติดเซ็มและไปให้ถึงเซ็นเตอร์ขนาดนั้น ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันของเรา เราก็แค่ต้องสู้ต่อไปและทำให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป”

 

Izurina CGM48

 

‘ทำหน้าที่ของตัวเอง-โฟกัสกับคนที่รักเรา’ เป้าหมายเดียวในชีวิตไอดอลของรินะ

 

เมื่อคุยกันมาถึงตรงนี้ เราจึงถามย้ำแบบตรงๆ ว่าตอนเข้าวงมาไม่มีเป้าหมายใหญ่ อย่างการก้าวขึ้นไปเป็นเซ็นเตอร์หรือยืนในตำแหน่งแถวหน้าของวงเลยเหรอ

 

“รินะไม่เคยคิดแบบนั้นเลย เต็มที่คืออยากได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้เราได้ทำงานกับวงเยอะๆ มากกว่า ถึงแม้ว่าตอนเราไปออกงานแล้วมีแฟนคลับ 1 จาก 100 คนมาหา หรือมีรินะเป็นโอชิ รินะก็อยากจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำให้แฟนๆ มีความสุข 

 

“แต่ถ้ามีคนมาแอนตี้เรา เขาแสดงออกว่าไม่ชอบเรา แล้วถ้าเรามัวแต่ไปโฟกัสกับคนที่ไม่ชอบเรา ฝั่งคนที่เขารักและซัพพอร์ตเราเขาจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นในช่วงชีวิตการเป็นไอดอลทำให้รินะอยากใช้เวลาไปกับแฟนๆ ที่รักเราดีกว่า”

 

นับแต่นั้นรินะเริ่มมีนิยามชีวิตในวงสั้นๆ ว่า ‘เริ่มอยู่ตัว’ บวกกับชีวิตไอดอลที่ทำให้เธอเข้าใจโลกแห่งความจริง เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขอย่างการออกรายการวาไรตี้ AKBINGO! รายการที่ทำให้เธอปรากฏตัวทางจอทีวีแทบทุกสัปดาห์ จนกำเนิดสมญานาม ‘เจ้าแม่วาไรตี้’ เป็นจุดที่เริ่มมีคนจำหน้าได้และรู้จักมากขึ้น 

 

“การทำหน้าที่ในรายการทำให้รินะรู้สึกสบาย รู้สึกสนุกดี เป็นช่วงที่ชอบการใช้ชีวิตแบบไอดอลและควบคู่กับการเอ็นเตอร์เทนในรายการวาไรตี้ ทำให้ผู้คนหัวเราะและมีความสุข รินะเองก็ชอบมากๆ บางทีรินะก็เคยคิดนะว่าถ้าอยู่กับ AKB48 แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าจะดีเหมือนกันนะ เพราะส่วนตัวชอบที่มาทำงานตรงนี้ด้วย”

 

ภาพ: JAPAN EXPO THAILAND

 

สวัสดีประเทศไทย ฉันชื่อ รินะ อิซึตะ ค่ะ

 

ชีวิตของรินะในการเป็นไอดอลของ AKB48 ไม่มีอะไรมากไปกว่าการติดเซ็มบัตสึเพลงรอง ขึ้นสเตจ ออกรายการวาไรตี้ และฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่นแบบที่เคยทำมา 

 

จนโอกาสใหญ่ครึ่งหนึ่งในชีวิตมาหารินะอีกครั้ง รอบนี้เธอได้มาออกอีเวนต์ในประเทศไทยอย่าง JAPAN EXPO THAILAND 2016 งานที่จะทำให้เธอได้ออกไปโชว์ศักยภาพต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

“ตอนนั้นก็มีแอบคิดนะว่าผู้ใหญ่เขาเลือกเรามาทำไม (หัวเราะ) แทนที่จะเป็นเมมเบอร์ระดับท็อปคนอื่น เพราะคิดว่าถ้ามาเมืองไทยคงไม่มีใครรู้จักรินะแน่ๆ

 

“แต่พอมาถึงวันโชว์เราเห็นแฟนๆ ชูป้ายชื่อเราเชียร์อยู่ข้างล่างเวที ก็รู้สึกสับสนว่าทำไมเขารู้จักเราด้วยนะ? แถมยังร้องเพลง 365nichi no Kamihikouki, Koisuru Fortune Cookie ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย เลยทำให้งานแรกของเราในเมืองไทยมันสนุก เอ็นจอย และประทับใจแฟนคลับที่ไทยมากๆ”

 

Izurina CGM48

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

เพราะประทับใจเมืองไทย จึงตัดสินใจอำลา AKB48 เพื่อออกเดินทางครั้งใหม่กับ BNK48

 

ความประทับใจครั้งนั้นมันฝังอยู่ในความรู้สึกของรินะอย่างยาวนาน เรียกว่าตัวอยู่ญี่ปุ่น แต่ใจอยู่เมืองไทยแล้ว 

 

และตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอทราบข่าวการตั้งวง BNK48 เป็นวงน้องสาวที่เมืองไทย พร้อมไฮไลต์สำคัญอย่างการนำเมมเบอร์จาก AKB48 ไปอยู่กับวงที่เมืองไทยด้วย

 

“ตอนนั้นผู้ใหญ่ในวงมีการคุยกับเมมเบอร์รุ่นพี่คนอื่นๆ เกี่ยวกับการย้ายมาอยู่กับวง BNK48 ที่เมืองไทย ซึ่งตอนแรกไม่มีชื่อรินะในลิสต์เลย ทั้งที่เราเริ่มเกิดความรู้สึกสนใจงานนี้ (หัวเราะ) 

 

“จนวันที่มีการประกาศทางการว่า BNK48 จะถือกำเนิดในเมืองไทย บวกกับตอนนั้นยังไม่มีรุ่นพี่ตอบรับมาทำงานที่เมืองไทย แต่ตัวรินะเวลานั้นคือตื่นเต้นสุดๆ ในหัวคิดถึงแต่ภาพตอนที่เรามาขึ้นแสดงที่ไทย เราอยากทำให้คนไทยรู้จัก AKB48 มากขึ้น และคิดถึงแฟนคลับคนไทยด้วย อยากพบกับทุกคนอีกครั้ง เลยไปคุยปรึกษากับทีมงานที่ดูแลงานวงต่างประเทศถึงความเป็นไปได้ที่รินะจะมาทำงานในเมืองไทย”

 

เวลานั้นเลยกลายเป็นช่วงที่ทำให้เธอคิดหนักอย่างมาก เสมือนทางแยกของชีวิต ระหว่าง ‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘เมืองไทย’ มาจ่ออยู่เบื้องหน้าของเธอ

 

ใจหนึ่งเธอก็รู้สึกโอเคกับสถานะที่เป็นอยู่ในวง AKB48 ทุกอย่างมันกำลังดีสำหรับเธอแล้วในตอนนั้น แล้วก็ไม่มีความคิดที่จะแกรดด้วย แต่อีกใจหนึ่งเธอก็มองว่ามันคือ ‘Now or Never’ แค่เธอจินตนาการภาพว่าจะได้มาทำงานในเมืองไทย ก็แทบจะทำให้เธอใจเต้นจนนอนไม่หลับเลย 

 

แม้ใช้เวลาอยู่นาน แต่ในที่สุดรินะก็ตอบตกลงเข้าร่วมเป็นสมาชิก BNK48 

 

“ตอนมางาน JAPAN EXPO THAILAND 2017 ซึ่งเป็นรอบ 2 ของรินะในการมาเมืองไทย ตอนนั้นรินะรู้ตัวแล้วว่าเราจะมาอยู่ BNK48 เพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศออกมา พี่ๆ ในวง AKB48 ที่มาวันนั้นก็ไม่มีใครรู้ด้วย แล้วเป็นวันที่มีการเปิดตัว BNK48 รุ่น 1 พอดี

 

“ช่วงนั้นรินะก็เรียนภาษาไทยมาเล็กน้อย เอามาพูดกับแฟนคลับด้วย และวันนั้นรินะทิ้งคำใบ้กับทุกคนหลังจบโชว์ว่า ‘แล้วเจอกันใหม่นะ’ ฝั่งเมมเบอร์ BNK48 บางคนก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเราถึงใช้คำว่าแล้วเจอกันใหม่ เหมือนจะได้เจอกันอีก ซึ่งเราจงใจสปอยล์ไว้ก่อน (หัวเราะ)”

 

เมื่อเราถามรินะว่าอะไรคือสิ่งที่เธอประทับใจในเมืองไทย เธอบอกว่าเธอชอบอาหารของเมืองไทยที่มีรสชาติอร่อย ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็สนุกดี บรรยากาศคอนเสิร์ตก็สนุก 

 

และสำคัญคือเธอชอบที่ได้เห็นแฟนๆ เอ็นจอยไปกับโชว์ รวมถึงรอยยิ้มและเสียงเชียร์ที่แฟนคลับชาวไทยมอบให้ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นและมีคุณค่ากับตัวเธอเองด้วย ทำให้ทุกครั้งที่บินกลับญี่ปุ่นไป เธอก็อยากกลับมาที่ไทยอีกรอบเสมอ นั่นจึงทำให้รินะตัดสินใจลองก้าวออกมาทำสิ่งที่ใจต้องการ อย่างเช่น การเข้ามาเป็นสมาชิก BNK48

 

วันที่ 13 เมษายน 2017 ในงาน KOJIMA FINAL COUNTDOWN 2nd Kojima Haruna「KOUKANDO BAKUAGE」รินะประกาศอำลา AKB48 ที่อยู่มานานกว่า 7 ปี เพื่อย้ายออกมาอยู่กับวง BNK48 ที่ประเทศไทย ก่อนมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา

 

 

การมาของรินะและปรากฏการณ์ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ จุดประกายให้ BNK48 ดังเป็นพลุแตก

 

เดิมทีรินะประกาศเข้ามาอยู่ BNK48 ตอนช่วงซิงเกิลแรก Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) แต่ตอนนั้นด้วยภาระงานบางอย่างที่ทำอยู่กับ AKB48 ยังไม่เสร็จ ส่งผลให้รินะจะได้เข้ามาทำงานกับวงใหม่แบบเต็มตัวคือเพลง Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) ที่เธอได้ติดเซ็มบัตสึของ BNK48 ด้วย

 

“ตอนที่มาเป็น BNK48 วงก็มีเพลง Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) แล้วเป็นช่วงที่เราเคลียร์ตัวเองเพื่อมาทำงานเมืองไทย แล้วก็ได้ร่วมติดเซ็มบัตสึ Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) เพลงที่ก่อนหน้านั้นดังมากในญี่ปุ่น แต่ส่วนตัวยังไม่รู้ว่าคนไทยนิยมฟังเพลงแนวไหนกัน เลยพยายามเดินหน้าทำงานให้เต็มที่สมกับโอกาสเราได้รับมา”

 

หลังจากเพลง Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) เปิดตัวสู่คลื่นเพลงของเมืองไทยไม่นาน เพลงนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ศิลปินและประชาชนทั่วประเทศต่างพากันเต้นท่า ‘โอนิกิริ’ ความสนใจของผู้คนที่มีต่อ BNK48 เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ งานจับมือที่คนมาต่อแถวกันแบบยาวเหยียด สมาชิกได้ออกอีเวนต์กันแบบฉ่ำๆ เช่นเดียวกับตัวของรินะ ในฐานะเมมเบอร์จากญี่ปุ่นขนานแท้ ก็ได้รับความสนใจการเป็น BNK48 ด้วยเช่นกัน

 

“ตอนเพลงคุกกี้ดังขึ้นมาเรื่อยๆ รินะตกใจและดีใจมาก (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะดังได้ขนาดนั้น เป็นช่วงแรกของชีวิตที่รินะได้ทำงานต่างประเทศ แล้วก็วุ่นวายมากๆ เวลาไปออกรายการต่างๆ ก็จะมีคนแบบ ‘โหหห มีคนญี่ปุ่นในวงด้วยเหรอ

 

“แต่รินะก็แอบเกรงใจด้วยที่มีคนให้ความสนใจเยอะ แต่เรากลับพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ตอนนั้นมีเพื่อนๆ และน้องๆ ในวงช่วยกันเยอะมาก เราเองก็มีเรียนของเราด้วย พอนึกย้อนไปแบบนี้ก็อดที่จะขอบคุณ BNK48 รุ่น 1 ไม่ได้เลย ทุกคนช่วยรินะเยอะมาก”

 

Izurina CGM48

ภาพ: BNK48 / Facebook

 

จาก BNK48 สู่ CGM48 บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

 

ชีวิตภายใต้นามสกุล BNK48 ของรินะดำเนินไปด้วยสีสันของความสนุก เธอได้เรียนรู้การใช้ชีวิตภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างจากญี่ปุ่น อาหารการกิน รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการเรียนภาษาไทยที่น่าจะยากกว่าสิ่งไหนที่เคยทำมา

 

เวลาล่วงเลยไปเกือบ 2 ปี BNK48 ที่ดังสุดๆ เริ่มมีทายาทรุ่น 2 เข้ามาสู่ทีม ส่วนตัวรินะดูเหมือนมีเรื่องที่ต้องคิดหนักอีกครั้ง เพราะเธอกำลังได้รับภารกิจใหม่ในการเป็นชิไฮนิน (ผู้จัดการ) ให้วงน้องสาวของ BNK48 อย่าง CGM48 

 

“ตอนที่ BNK48 ดังขึ้น รินะก็ได้ยินว่าจะมีการขยายฐานไปทำวงต่างจังหวัดด้วย แล้วเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่รินะไม่ค่อยได้ไป เต็มที่คืองาน Roadshow เล็กน้อย

 

“ตอนนั้นคิดอยู่ว่าฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ CGM48 เลย (หัวเราะ) ไม่มีความคิดจะไปเลยในตอนแรก ฉันจะอยู่แค่ BNK48 นี่แหละ เพราะบางครั้งรินะก็เคยคิดว่า BNK48 จะเป็นวงสุดท้ายในชีวิตไอดอลของรินะด้วยซ้ำ”

 

รินะยืนยันว่าการสร้างวง CGM48 คือความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องชวนกังวล เพราะเธอกลัวว่าหากทำมันออกมาไม่ดี จะกลายเป็นการทำให้ทุกคนผิดหวังหรือเปล่า 

 

“สิ่งที่ทำให้รินะตกใจไปอีกขั้นคือการได้รับบทบาทชิไฮนินของ CGM48 ด้วย มันตื่นเต้นมากๆ แต่ยังกังวลเรื่องภาษาไทยด้วย คือลำพังภาษาไทยปกติก็ยากแล้ว เจอภาษาเหนือเข้าไปอีก ยากกว่าเดิมเลย (หัวเราะ)”

 

อย่างไรก็ตาม การไปอยู่กับ CGM48 ครั้งนี้ วงตั้งเป้าหมายให้เธอไปเป็นชิไฮนินแบบเต็มตัว ไม่ใช่ในฐานะของเมมเบอร์ ประเด็นนี้ท้าทายใจคนอย่างรินะมาก เพราะเธอบอกกับผู้ใหญ่ไปตามตรงว่าเธอยังต้องการเป็นเมมเบอร์ต่อไป เช่นเดียวกับตำแหน่งชิไฮนินที่เธอจะรับมันไว้ทั้งคู่เอง!

 

“ตัวรินะตอนนั้นยังรักการเป็นไอดอลของวงมากกว่า ยังไม่เคยวาดภาพตัวเองที่เคยยืนบนเวทีมาตลอด 7-8 ปีแล้ววันหนึ่งต้องไปเป็นเบื้องหลัง เราจะมีความสุขกับการทำงานไหมก็ยังไม่รู้เลย

 

“รินะเลยยืนยันว่าถ้าจะไป CGM48 รินะอยากลองทำงานชิไฮนินคู่กับการเป็นเมมเบอร์มากกว่า ฝั่งผู้ใหญ่ก็ถามย้ำนะว่า ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะเหนื่อยมากๆ แต่รินะคิดไว้แล้วคือ ต่อให้เหนื่อยก็คุ้มที่จะได้ทำค่ะ สุดท้ายก็ตกลงกันแบบนั้น”

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2019 ในงาน CGM48 We Need You ตัวของ รินะ อิซึตะ ได้รับการประกาศย้ายสมาชิกจากวง BNK48 สู่ CGM48 ในตำแหน่งชิไฮนินและเมมเบอร์ (พร้อมกับ ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริญ BNK48 รุ่น 2 ที่ไปพร้อมฐานะกัปตันวงเช่นกัน)

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

CGM48 คือครอบครัว

 

“ในชีวิตนี้รินะไม่เคยดูแลเด็กเยอะขนาดนี้มาก่อน” รินะเล่าแบบติดตลกถึงประสบการณ์ในการทำงานกับวง CGM48 และดูแลสมาชิกวงรุ่นแรกถึง 23 ชีวิตที่เธอมีส่วนคัดเลือกมากับมือ

 

CGM48 มีความเป็นครอบครัวแบบขั้นสุด นั่นคือนิยามของวงน้องสาวจากเชียงใหม่ที่รินะยืนยันว่านิยามนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

 

“ถ้าพูดถึง CGM48 มันมีความน่ารักสดใสแบบธรรมชาติ มันมีความอบอุ่นแบบครอบครัวมากๆ เพราะถ้าเปรียบกับ AKB48 มันจะเป็นภาพของเมมเบอร์ที่เป็นเพื่อน-พี่-น้องที่พยายามไปด้วยกัน BNK48 ก็มีความเป็นครอบครัวที่สนิทกัน

 

“แต่กับ CGM48 มีความเป็นครอบครัวแบบขั้นสุด น้องๆ ที่เข้ามาเราก็เห็นกันตั้งแต่เด็กๆ ทีมงานที่นั่นก็สนิทกันมาก บางครั้งมันก็ได้ฟีลเหมือนเราเป็นแม่ที่มีน้องๆ เป็นลูกๆ เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

 

“และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น CGM48 จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของรินะในฐานะเมมเบอร์”

 

 

ความสุขและบทเรียนจากชีวิตไอดอล 14 ปีของรินะ

 

หลังจากท่องอยู่ในห้วงเวลาของการเป็นไอดอลมาพอสมควร จากเมมเบอร์ธรรมดาคนหนึ่ง วันนี้เธอเดินมาไกลมากๆ มากกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้นับตั้งแต่ตั้งส่งใบสมัครเข้า AKB48 เสียอีก รินะเผยถึงสิ่งที่เป็นความสุขของเธอตลอดช่วงเวลาของการเป็นไอดอลแห่ง 48 Group ภายหลังตัดสินใจจบเส้นทางไอดอลไว้ที่ 14 ปี

 

“ทุกช่วงเวลาที่ได้เป็นไอดอลมันคือความสุขทั้งหมดเลย ด้วยความที่เป็นคนชอบอยู่บนเวที ชอบร้องเพลงและเต้นอยู่แล้ว 

 

“แต่เวลาที่เจอกับผู้คน ได้พูดคุย คือถ้าเป็นเพื่อนสนิทคุยกันมันจะให้ความรู้สึกเป็นพวกพ้อง เขาก็จะรักเราอยู่แล้ว เวลาที่เรามีปัญหาอะไร คนกลุ่มนี้ก็จะช่วยเรา เป็นกำลังใจให้เราได้ทำแต่เรื่องที่ดีๆ

 

“แต่เวลาไปเจอผู้คนที่ไม่เคยรู้จักเราเลย มันจะได้บทสนทนาที่เราไม่คาดคิดกลับมาเสมอ มันทำให้เห็นว่าคนข้างนอกมองเราอย่างไร เวลาไปเจอแฟนคลับ ไปทำงาน หรือแม้แต่ไปช้อปปิ้ง พูดคุยกับพนักงาน ก็รู้สึกว่าเวลาได้พูดคุยกับผู้คนทำให้เรามีความสุขไปอีกแบบ”

 

นอกจากนั้นการทำหน้าที่ไอดอลที่เธออยู่มาแล้ว 3 วง (AKB48, BNK48 และ CGM48) ทำให้รินะได้มองเห็นและเรียนรู้วิถีชีวิตและการทำงานที่แตกต่างกันพอสมควร

 

“ต้องบอกก่อนว่าเมมเบอร์ญี่ปุ่นกับไทยมันจะเป็นคนละสไตล์กันมากๆ ถ้าเป็นญี่ปุ่นทุกคนจะช่วยกันทำงานให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด ทำงานคือทำงาน ส่วนตัวคือส่วนตัว จะไม่มีค่อยมีความเป็นครอบครัวแบบ BNK48 เท่าไร ซึ่งที่นี่จะมีความอบอุ่น มีการหยอกเล่นแบบเพื่อนเย้ากันมากกว่า ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายกว่า

 

“มันเลยทำให้การทำงานในเมืองไทยของรินะไม่ใช่การทำงานระหว่างเมมเบอร์ด้วยกันแบบปกติ แต่มันเป็นการทำงานแบบพี่แบบน้อง ทุกคนคอยช่วยเหลือกัน เลิกงานก็ไปหาอะไรกินด้วยกัน มีช่วงเวลาที่ทำให้ทุกคนได้เข้าใจกัน ได้รู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น” 

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

คำขอบคุณจาก ‘รินะ’ ถึง ‘รินะและอาจารย์ทุกคน’ ก่อนที่ชีวิตไอดอลกำลังจะหมดลง

 

คุยกันมาถึงตรงนี้ รินะทำให้เราได้เห็นถึงการเดินทางของช่วงเวลามหัศจรรย์บนเส้นทางแห่งไอดอลตลอด 14 ปีที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชันอันแรงกล้า และคงไม่ต้องถามต่อแล้วว่าเธอรักสิ่งนี้มากแค่ไหน

 

และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราเปิดโอกาสให้รินะที่เล่าเรื่องตัวเองยาวเหยียดมากกว่า 10 หน้ากระดาษ ได้ลองพูดถึงตัวเอง ได้ขอบคุณตัวเอง ก่อนชีวิตไอดอลจะหมดลงในอีกไม่ช้า

 

“ปกติรินะไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ ชอบโฟกัสที่คนอื่นก่อนตลอด ซึ่งมันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นแล้ว 

 

“สิ่งที่อยากจะขอบคุณตัวเองก็คือ ขอบคุณที่เป็นคนไม่ค่อยคิดเรื่องเครียด สนุกและเอ็นจอยกับงานตลอด ขอบคุณที่ตื่นเต้นกับความท้าทายหรือสิ่งใหม่ๆ ดีใจที่ตัวเองเป็นคนเฟรนด์ลี เข้ากับคนง่าย รู้ว่าตัวเองอยากหรือไม่อยากทำอะไร ถ้ารินะไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ติดตัว บางทีรินะอาจจะไม่กล้าตัดสินใจย้ายมาอยู่เมืองไทยก็ได้

 

“แล้วยิ่งการมาอยู่คนเดียวด้วยยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นจะอยู่กับครอบครัว ไม่เคยต้องมาทำอาหาร หรือซักผ้าเองก็แทบไม่เคยทำ เพราะตอนเป็นเมมเบอร์ AKB48 คือใช้ชีวิตให้สนุกเฉยๆ 

 

“การมาอยู่ที่นี่คนเดียวต้องเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองหมดเลย แถมมาอยู่ต่างประเทศที่วัฒนธรรมไม่เหมือนญี่ปุ่นอีก (หัวเราะ) แต่ส่วนตัวเป็นคนชอบท้าทายตัวเองอยู่แล้ว รินะมองสิ่งเหล่านี้ในแง่บวกนะ เป็นเรื่องที่ขัดเกลาให้เราเติบโตขึ้น เลยทำให้รู้สึกว่าการมาเมืองไทยทำให้เราได้ท้าทายอะไรหลายอย่างเหมือนกัน 

 

“ขอบคุณและดีใจที่ผลักดันให้ตัวเองมาอยู่เมืองไทย สถานที่ที่ทำให้เราเรียนรู้ชีวิตและรู้จักกับผู้คนมากมายค่ะ”

 

ทันทีที่เธอกล่าวความรู้สึกถึงตัวเองจบ รินะไม่รอช้าที่จะยกมือขอใช้เวลาในช่วงท้ายของการสนทนากล่าวคำขอบคุณถึงบุคคลสำคัญที่อยู่ซัพพอร์ตเธอบนเส้นทางไอดอลตลอด 14 ปี นั่นคือ ‘แฟนคลับ’ ของรินะเอง

 

“ก่อนอื่นรินะอยากจะขอบคุณแฟนคลับของญี่ปุ่นมากๆ ตอนย้ายมาอยู่เมืองไทยรินะคิดว่าอาจจะมีแฟนคลับของเราที่ญี่ปุ่นผิดหวังหรือมีความคิดถึงกัน แต่ตอนกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นก็ได้เจอกับแฟนคลับบ้าง รวมถึงในโซเชียลก็มีแฟนๆ จากญี่ปุ่นที่ติดตามเสมอ

 

“เวลากลับไปญี่ปุ่นก็ยังมีคนจำได้ รู้สึกว่าดีใจที่ยังมีคนจำรินะได้ ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้อยู่ประเทศเดียวกัน แต่รินะยังสัมผัสได้ว่าทุกคนยังมีความคิดถึงให้กันตลอดค่ะ 

 

“และอยากขอบคุณแฟนคลับของไทย ขอบคุณที่มาสนับสนุนและมอบความรักทำให้คนญี่ปุ่นคนหนึ่งได้อยู่ที่ไทยมานานขนาดนี้ ทุกคนที่รินะได้พบเจอและร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็นเมมเบอร์ ทีมงาน หรือแม้แต่แฟนคลับ รินะรู้สึกว่าทุกคนเป็นอาจารย์ของรินะทั้งหมดเลย ทุกคนคอยสอนภาษา แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และส่วนหนึ่งที่ทำให้รินะอยู่ได้นานขนาดนี้ เพราะรินะรักประเทศไทยจริงๆ 

 

“ถึงจะมีช่วงที่น่าเป็นกังวล รู้สึกอยากท้อแท้บ้าง แต่เพราะมีแฟนคลับช่วยสนับสนุนรินะมาตลอด ทำให้รินะมีแรงใจลุกขึ้นสู้ได้ทุกครั้ง ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้รู้จักกันค่ะ

 

“จนกว่าจะพบกันใหม่

 

“ありがと” (อาริกาโตะ) 😀

The post THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘2565’ ที่ไม่ใช่เลขปี แต่เป็นบทเพลงธรรมชาติ ความหมายดี แฝงด้วยพลังปรารถนาในการพา CGM48 ไปสู่จุดสูงสุด https://thestandard.co/exclusive-interview-2565-cgm48/ Fri, 13 Jan 2023 08:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=736623 COVER-WEB

ปล่อยมาได้สักระยะหนึ่งแล้วสำหรับเพลง 2565 ซิงเกิลลำดับท […]

The post ‘2565’ ที่ไม่ใช่เลขปี แต่เป็นบทเพลงธรรมชาติ ความหมายดี แฝงด้วยพลังปรารถนาในการพา CGM48 ไปสู่จุดสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER-WEB

ปล่อยมาได้สักระยะหนึ่งแล้วสำหรับเพลง 2565 ซิงเกิลลำดับที่ 5 ของวงไอดอลสาวแดนเหนือ CGM48 ผลงานเพลงออริจินัลซองชิ้นที่ 2 ต่อจากเพลง มะลิ (ซิงเกิลลำดับที่ 3)

 

โดยเพลง 2565 นี้ไม่ใช่ชื่อปี พ.ศ. อย่างที่หลายคนอาจตีความทันทีตั้งแรกเห็น หากแต่เป็นการเปรียบถึงความสูงของดอยอินทนนท์ที่มีความสูงถึง 2,565.3341 เมตร ซึ่งเนื้อร้อง ดนตรี รวมไปถึงมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ที่ได้แฝงเอกลักษณ์และกลิ่นอายความเป็นวัฒนธรรมล้านนาไว้อย่างน่าสนใจและน่าค้นหาเมื่อได้เปิดฟังเพลงนี้

 

และเป็นอีกครั้งที่ THE STANDARD POP ได้มีโอกาสพบปะกับ 6 สาว มามิ้งค์-มาณิฌา เอี่ยมดิลกวงศ์ (เซ็นเตอร์), รินะ อิซึตะ, ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริญ, แองเจิ้ล-นภัสนันท์ ธรรมบัวชา, พั้นซ์-วัชรี ด่านผาสุกกุล และ จิงจิง-อรัญญา แก้วมาลัย ตัวแทนเซ็มบัตสึจากเพลง 2565 ที่แวะเวียนมาสวัสดีปีใหม่ พร้อมพูดคุยถึงที่มาที่ไปของบทเพลงนี้ ไปจนถึงเรื่องราวการเดินทาง ความฝัน และจุดสูงสุดที่พวกเธอฝันอยากให้ CGM48 ไปให้ถึงสักครั้ง

 

CONTENT-01

 

ความเป็นมาเป็นไปของเพลง 2565

มามิ้งค์: สำหรับเพลง 2565 ใครที่ได้ยินอาจจะคิดว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับปี พ.ศ. หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วมีความหมายแฝงก็คือเป็นความสูงของยอดดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ คอนเซปต์เพลงก็คืออยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ ก็ได้มีการหยิบยกภูเขาขึ้นมา เพราะเวลาพูดถึงเชียงใหม่ก็จะพูดถึงยอดดอย ภูเขา ก็เลยมีการนำมาเรียงร้อยเล่าเรื่องเป็นเพลงนี้ค่ะ

 

และเนื่องในโอกาสพิเศษที่การสัมภาษณ์ครั้งนี้มี รินะ อิซึตะ (อิซึรินะ) ชิไฮนินและเมมเบอร์ของ CGM48 เราจึงถือโอกาสถามไถ่ถึงความเป็นมาเป็นไปว่าเหตุใดซิงเกิลที่ 5 จึงเป็นเพลงออริจินัลซอง ไม่ใช่เพลงจาก 48 Group อย่างที่เคยเป็น

 

อิซึรินะ: เดิมทีเราก็มีดูเพลงของ AKB48 จากญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ทางผู้ใหญ่บอกแล้วว่าเพลงซิงเกิลที่ 5 ของ CGM48 จะเป็นเพลงออริจินัลซอง ซึ่งรินะก็ตกใจว่าจะเป็นออริจินัลซองอีกแล้วหรือ เพราะตอนซิงเกิลที่ 3 เพลง มะลิ ก็เป็นออริจินัลซองเหมือนกัน แล้วตอนนั้นก็ได้เข้าร่วมโปรดิวซ์เพลงด้วย แล้วมันเป็นการทำเพลงที่ยากมากๆ ก็เลยคิดไว้ว่าตอนเพลง มะลิ น่าจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะโปรดิวซ์เพลงออริจินัลและก็ไม่คิดว่า CGM48 จะมีออริจินัลซองเร็วๆ นี้

 

แต่พอผู้ใหญ่บอกว่าเพลงซิงเกิลนี้จะเป็นออริจินัลอีกก็รู้สึกกดดัน แล้วก็ตื่นเต้นมากๆ ว่าเราจะทำได้ดีเทียบเท่ากับ มะลิ อีกได้ไหม ก็เลยกลายเป็นการทำงานเพลงที่มีความกดดันสูงมากๆ กับเพลงนี้

 

CONTENT-02

 

อีกอย่างคือความยากของเพลงนี้ที่ต่างจากเพลง มะลิ คือวันที่เลือกให้มีออริจินัลซองตัวเพลงยังไม่ได้ถูกแต่ง ยังไม่มีเมโลดี ไม่มีคอนเซปต์และเนื้อหาอะไรเลย ก็เลยมีการคิดกันว่าซิงเกิลที่ 5 จะเป็นการเล่าเรื่องของธรรมชาติของความเป็น CGM48 ที่แสดงออกถึงความน่ารักสดใส และคำว่า ‘ธรรมชาติ’ มันไม่ได้แสดงออกถึงแค่พวกเราเมมเบอร์ แต่ยังหมายถึงธรรมชาติในพื้นที่ที่พวกเราอาศัยอยู่ ก็เลยคิดว่าในเพลงจะมีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับภูเขาหรือธรรมชาติต่างๆ ในเชียงใหม่ได้ไหม

 

ทางครูเอ๊ะ (เอ๊ะ-พงศ์จักร พิษฐานพร) ก็เลยโยนไอเดียเกี่ยวกับยอดดอยอินทนนท์ที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งรินะก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่ายอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่เชียงใหม่ มันก็เลยไปกระตุ้นความสนใจของรินะ แล้วประจวบเหมาะกับที่ตัวเลขของระดับความสูงของยอดดอยอยู่ที่ 2,565 เมตร ก็เลยมองว่ามันมีความหมายที่พิเศษสำหรับทุกคน แล้วก็เหมาะกับการส่งมอบเพลงนี้ที่มีทั้งเนื้อหาที่ดี บวกกับมิวสิกวิดีโอที่ถ่ายทอดความน่ารักสดใสของเมมเบอร์ ไปจนถึงธรรมชาติที่เราตระเวนถ่ายทำและเก็บบรรยากาศดีๆ มาใส่ในมิวสิกวิดีโอให้ทุกคนได้รับชมกัน และความพิเศษอีกอย่างคือมันสอดคล้องกับเลขปีที่พวกเราทำเพลงนี้ก็คือ พ.ศ. 2565 พอดีด้วย ก็เลยได้มาเป็นชื่อเพลง 2565 พอดี

 

CONTENT-03

 

สำรวจความรู้สึกหลังจากได้ฟังเพลง 2565 ครั้งแรก

ออม: ต้องบอกว่ามันเป็นเพลงที่มีความธรรมชาติสูงมาก แล้วเป็นเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านเยอะมาก มันพิเศษตรงที่เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่ได้ปรุงแต่ง เป็นเครื่องดนตรีที่มาจากธรรมชาติ มาจากเสียงของธรรมชาติจริงๆ ส่วนตัวเลยรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีความพิเศษต่างจากเพลงอื่นมากๆ และคิดว่าแฟนคลับที่ชอบความเป็นธรรมชาติของพวกเราอยู่แล้วน่าจะชอบเพลงนี้เหมือนกัน เพราะเพลงนี้มันยิ่งตอกย้ำความเป็นธรรมชาติของคนเรามากขึ้นไปอีก

 

จิงจิง: ตอนที่ได้ยินครั้งแรกรู้สึกเลยว่านี่คือเพลงที่ดีมากๆ เพราะนอกจากตัวเพลงที่มีเนื้อหาไพเราะมากๆ แล้ว ยังมีเสียงเพลงธรรมชาติที่กลมกล่อม ฟังแล้วรู้สึกหนาว เพราะตัวเพลงส่งความรู้สึกได้ดีมากๆ แล้วก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้ติดเซ็มบัตสึเพลงนี้ เพราะเป็นเพลงที่ดีมากๆ เลยค่ะ

 

พั้นซ์: ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกก็รู้สึกได้ทันทีว่าแฟนคลับของเราจะต้องชอบเพลงนี้มากแน่ๆ เลย และส่วนตัวก็ไม่คิดว่าจะมีภาษาเหนือในเพลงเยอะขนาดนี้ เพราะปกติเพลงของเราจะมีการสอดแทรกภาษาเหนือเข้าไปเป็นปกติอยู่แล้ว แต่กับ 2565 ก็คือเปิดประโยคแรกมาก็เจอเลย สำหรับพวกเรามันอาจจะยากสักนิดหนึ่ง แต่ก็เป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ เลยค่ะ

 

CONTENT-04

 

แองเจิ้ล: สำหรับแองเจิ้ลก็รู้สึกคล้ายพั้นซ์เลย เปิดท่อนแรกของเพลงมาก็เริ่มด้วยเสียงสูงเลย น่ารักๆ เหมือนเสียงนกร้อง พอมาตั้งใจฟังดีๆ ถึงได้รู้ว่าเริ่มประโยคแรกก็คือภาษาเหนือเลย ส่วนตัวก็รู้สึกว่าการร้องเพลงออกเสียงภาษาเหนือเป็นอะไรที่ยากและท้าทายมาก ซึ่งตัวแองเจิ้ลก็คิดว่านี่แหละคือการเติบโตในอีกระดับของการร้องเพลงกับ CGM48

 

มามิ้งค์: ตอนที่ได้ฟังครั้งแรกมันได้เห็นภาพตัวเองเหมือนกำลังเดินขึ้นดอยอยู่จริงๆ เห็นภาพการเดินทาง เห็นการละเล่น วัฒนธรรมของชนชาติพันธุ์ที่อยู่บนดอย แล้วก็ได้ยินเสียงปี่น้ำเต้า ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอฟังแล้วก็รู้สึกดีต่อใจมากค่ะ เพราะว่าทำนองเพลงมันรื่นหู ฟังสบาย เนื้อเพลงมีพูดถึงธรรมชาติ มันเลยรู้สึกดี เพราะส่วนตัวเองก็ชอบธรรมชาติด้วย เลยเป็นเพลงที่ชอบมากๆ

 

CONTENT-05

 

ถามมามิ้งค์ กับบทบาท ‘เซ็นเตอร์’ รู้สึกยังไงบ้าง

มามิ้งค์: ตอนแรกที่รู้ว่าได้เป็นเซ็นเตอร์ก็ดีใจ แต่หลังจากนั้นคือรู้สึกกดดันมาก เริ่มมีความเครียด มีความกดดัน เพราะปกติเซ็มบัตสึจะเต้นอยู่ข้างๆ กับเพื่อนๆ แต่พอมาเป็นเซ็นเตอร์มันต้องยืนอยู่ข้างหน้าคนเดียว แบบไม่เห็นใครอยู่ด้านข้างๆ เลย แล้วหนูไม่ใช่คนที่มั่นใจในการเต้นขนาดนั้น พอต้องมารับตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่เวลาหันซ้ายหันขวาไม่เจอเพื่อนแล้วก็รู้สึกว่าต้องใส่ความพยายามและซ้อมให้หนักขึ้นมากกว่าเดิม เพื่อให้เพลงของเราออกมาสมบูรณ์ที่สุด

 

จากใจชิไฮนิน… เพลงนี้ต้องได้ ‘มามิ้งค์’ เป็นเซ็นเตอร์

อิซึรินะ: คนที่เลือกมามิ้งค์มาเป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ก็เป็นตัวรินะเองกับผู้ใหญ่ด้วย ตอนเริ่มแรกที่ทำเพลงนี้และพอเริ่มมีคอนเซปต์พูดถึงเกี่ยวกับธรรมชาติ และมีเนื้อเพลงออกมาให้เห็นบ้างแล้ว คนแรกที่เรานึกถึงกันก็คือ ‘มามิ้งค์’ เพราะมามิ้งค์นอกจากจะเป็นคนที่รักในธรรมชาติ เขายังเป็นคนที่มีเสน่ห์แบบธรรมชาติและมีความเป็นอิสระสูงด้วย พอได้ฟังเนื้อเพลงกับเมโลดีเข้าด้วยกันก็ยิ่งรู้สึกว่าคนที่ต้องเป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ยังไงก็ต้องเป็นมามิ้งค์เท่านั้น

 

CONTENT-06

 

ท่อนไหนของเพลงที่ชอบและสะกดใจเรามากที่สุด?

จิงจิง: ชอบท่อน “อิสระที่ปลายฟ้านั้นรอเฮาอยู่” พอฟังท่อนนี้มันให้ความรู้สึกว่าถึงเราจะเหนื่อยหรือฝ่าฟันอะไรมามากมาย ก็ยังมีสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่ ที่มันจะทำให้เราหายเหนื่อยได้

 

ออม: จริงๆ ออมรู้สึกชอบทั้งเพลงเลยนะ แต่ถ้าให้เลือกสักท่อนออมชอบท่อนที่ได้ร้องเองว่า “ต้องสูงแค่ไหน ที่เท้าเราไปไม่ถึง ต้องยากแค่ไหน ที่ใจเราต้องยอม” มันเป็นท่อนที่เหมือนเป็นคำถามให้ตัวเองว่าเราจะต้องไปสูงแค่ไหนเหรอกว่าเราจะไปถึงเป้าหมายนั้น เราต้องใช้เวลาอีกนานไหม แล้วเราต้องยอมแพ้ระหว่างทางหรือเปล่า

 

ด้วยความที่หนูได้ร้องท่อนนี้ ได้ทำการบ้านกับเนื้อเพลงท่อนนี้ มันเลยทำให้หนูรู้สึกสนิทกับท่อนนี้ มันเลยมีความรู้สึกอินแล้วก็เข้าใจในประโยคนี้เป็นพิเศษ

 

อิซึรินะ: ชอบท่อนที่ร้องว่า “ฮื่อเพลงนี้จ้วยปาเฮาไปถึง” ให้ความรู้สึกว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่เป็นการเดินหน้าของวง ถ้าทำคนเดียว พยายามอยู่คนเดียว ความฝันหรือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ก็จะไปไม่ถึง และเพลงนี้มันเป็นเพลงของทุกคน มันเป็นการตอกย้ำว่าพวกเราจะต้องเดินต่อไปด้วยกัน มันเป็นเพลงที่มีเสน่ห์ของความเป็น CGM48 สูงมาก ซึ่งการเดินทางของพวกเรามันไม่ใช่การเดินคนเดียว แต่จะเป็นการเดินที่มีเพื่อนอยู่เคียงข้างเสมอ แล้วก็เป็นท่อนปิดเพลงที่สวยงามมากๆ ด้วย

 

พั้นซ์: ชอบท่อนฮุกที่ร้องว่า “สู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในดินแดนใด พวกเราร่วมกันฟันฝ่า จะปีนขึ้นไปและจะไม่มีอะไรที่สูงเกินไปกว่า ปล่อยวางมันไป กับเรื่องวุ่นวายในใจ โลกที่สวยงามรอฉันอยู่ข้างหน้า ฮื่อเพลงนี้จ้วยปาเฮาไปถึง”

 

ประมาณว่าถึงปลายทางของเราจะเป็นยอดเขาที่สูงมากๆ และอาจจะมีอุปสรรคระหว่างทาง แต่ถ้าพวกเราได้อยู่ด้วยกันและจับมือฝ่าฟันมันด้วยกัน ก็จะไม่มีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้ เพื่อไปถึงปลายฟ้าที่สวยงาม

 

แองเจิ้ล: “จะปีนขึ้นไปและจะไม่มีอะไรที่สูงเกินไปกว่า” เพราะว่าชอบร้องเสียงสูง (หัวเราะ) จริงๆ เป็นท่อนที่สวยงามด้วย ความหมายดีด้วย ตรงที่บอกว่า “จะไม่มีอะไรที่สูงเกินไปกว่า” จะสื่อประมาณว่าไม่มีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้ ขอแค่พวกเราจับมือไปด้วยกันก็ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ มันเป็นเหมือนการให้กำลังใจกันด้วย ก็เลยชอบท่อนนี้

 

มามิ้งค์: หนูชอบเหมือนพี่ออมเลยคือ จริงๆ ก็ชอบทั้งเพลงเลย เพราะเป็นเพลงที่ภาษาสวยมาก แต่ถ้าให้เลือกหนูขอหยิบยกท่อนที่ร้องว่า
“ปล่อยวางมันไป กับเรื่องวุ่นวายในใจ” หนูชอบคำว่าปล่อยวาง มันเหมือนเป็นการบอกกับตัวเองว่าบางอย่างเราไม่ต้องไปเครียดกับมันซะทุกอย่าง บางทีเราปล่อยมันออกไปบ้าง ปล่อยให้สายลมพัดพามันออกไป

 

CONTENT-07

 

ระหว่างที่คุยกันถึงเรื่องเพลงนั้น เราได้พบความพิเศษบางอย่างที่อยู่ในวงสนทนา นั่นก็คือการมาของสมาชิก CGM48 รุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือ ‘จิงจิง’ หนึ่งในเมมเบอร์ที่มาเดินสายในครั้งนี้ เราจึงถือโอกาสได้ถามกัปตันและชิไฮนินว่า อะไรคือความพิเศษของการพารุ่น 2 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในซิงเกิลที่ 5

 

ออม: จริงๆ หนูไม่ได้มีส่วนในการเลือกน้อง 2 คนเข้ามาติดเซ็มบัตสึ แต่ออมจะตอบในฐานะกัปตันที่มองดูน้องๆ ‘จิงจิง’ กับ ‘ลูกเกด’ เหมือนเป็นพี่คนโตของรุ่น 2 ที่เราเห็นตั้งแต่ตอนออดิชันแล้วว่า 2 คนนี้มีความเป็นพี่สาวคนโตที่มีความขยัน และมีความพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งการร้องและการเต้น ก็มีความรู้สึกว่าทั้ง 2 คนมีความพร้อมและเหมาะสมที่จะได้รับโอกาสตรงนี้

 

อิซึรินะ: การมาของรุ่น 2 ทำให้รุ่น 1 รู้สึกมีความตื่นเต้น จากที่พยายามกันอยู่แล้วก็ต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิม การมาของน้องๆ รุ่น 2 ทำให้กระตุ้นเอเนอร์จี้บางอย่างในกลุ่มรุ่น 1 มากขึ้น แล้วมันเป็นช่วงเวลาที่ทั้ง 2 รุ่นจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

 

อย่างรุ่น 2 ก็จะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในวงจากรุ่นพี่รุ่น 1 ส่วนรุ่น 1 ก็จะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการมาของน้องรุ่น 2 และรุ่น 2 ชุดนี้เป็นรุ่นที่มีความพยายามสูงมาก เพื่อเป็นกำลังสำคัญในอนาคตของ CGM48

 

จิงจิง: หนูก็รู้สึกดีใจที่ได้ติดซิงเกิลนี้และเป็นเพลงออริจินัลซองด้วย ก็ขอขอบคุณโอกาสดีๆ ที่มอบให้ทั้งหนูแล้วก็พี่ลูกเกด มันเป็นประสบการณ์ที่แอบชวนให้เครียดอยู่เหมือนกัน เพราะการเข้ามาตรงนี้มันคือการทำงานครั้งแรกของเราทุกอย่างเลย ทั้งการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอครั้งแรก ที่เราไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่มีพี่ลูกเกดที่เป็นรุ่น 2 เหมือนกันติดเข้ามาด้วย และมีพี่รุ่น 1 คอยช่วยอยู่ตลอด ซึ่งก็ทำให้หนูไม่รู้สึกเครียดมากเท่าไร

 

CONTENT-08

 

ถาม ‘จิงจิง’ หลังจากก้าวมาเป็นสมาชิก CGM48 เต็มตัว ภาพที่เห็นกับสิ่งที่เป็นต่างกันขนาดไหน

จิงจิง: ตอนแรกก็คิดว่า CGM48 ก็คือวงไอดอลปกติที่เต้นกับร้องเพลงเฉยๆ แต่พอได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงจริงๆ สิ่งที่ CGM48 เป็นมันเกินคำว่า ‘ไอดอล’ ถึงกิจกรรมหลักจะเป็นการร้องและเต้น แต่ทุกสิ่งที่เขาได้ทำมันเป็นการสื่อถึงการให้กำลังใจกับแฟนคลับ ทำให้ทุกคนมีกำลังใจ ทุกคนอยู่กันแบบครอบครัว มีความอบอุ่นมากๆ มันเลยทำให้ส่วนตัวหนูรู้สึกอุ่นใจที่ได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ และดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวง

 

เล่าบรรยากาศการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ

พั้นซ์: มิวสิกวิดีโอตัวนี้เราไปถ่ายทำกัน 2 ที่ ฉากแรกของมิวสิกวิดีโอที่เดินป่า เราไปถ่ายทำกันที่ ‘สวนสนบ่อแก้ว’ สตอรีก็จะเป็นเกี่ยวกับกลุ่มนักเดินทางที่ทำแผนที่ปลิวหายระหว่างการออกเดินผจญภัย เลยแยกกันไปตามหาแผนที่ แล้วระหว่างการเดินทางก็จะเจอกับบรรดาเทพธิดาทั้ง 4 ที่อยู่ประจำป่า ก็จะแบ่งเป็น 4 กรุ๊ป

 

กรุ๊ปของพี่ออมก็จะเป็นเกี่ยวกับดอกไม้ กรุ๊ปของพี่รินะก็จะเป็นเกี่ยวกับการละเล่น กรุ๊ปของพี่แองเจิ้ลก็จะเป็นเกี่ยวกับเครื่องดนตรีปี่น้ำเต้า และกรุ๊ปของพั้นซ์และพี่มามิ้งค์เป็นนักเดินทาง

 

ส่วนซีนเต้นรวมกลุ่ม 16 คน เราไปถ่ายทำกันที่ ‘ดอยแม่โถ’ ตอนไปเห็นกับตาครั้งแรกคือวิวดีมาก อากาศเย็นสบาย และตื่นเต้นมาก เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกของใครหลายๆ คนที่ได้มีโอกาสขึ้นไปบนดอย

 

CONTENT-09

ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง 2565 จาก CGM48

 

แองเจิ้ล: มิวสิกวิดีโอมีหลายอย่างที่แองเจิ้ลรู้สึกประทับใจมากๆ แต่ที่ชอบที่สุดก็คือเรื่องของท่าเต้น ที่เรารู้สึกได้เลยว่าคนออกแบบท่าเต้นคือคิดมาอย่างดีมากๆ เพราะผู้ออกแบบท่าเต้นคือคนเดียวกับที่ออกแบบท่าเต้นให้เพลง มะลิ เป็นเพลงที่ท่าเต้นใส่รายละเอียดไปเยอะมาก เลยสัมผัสได้ว่าผู้ออกแบบใส่ความตั้งใจไปกับท่วงท่าเต้นให้กับเพลงนี้เยอะมากจริงๆ และที่สำคัญคือสิ่งที่ออกแบบมามันเหมาะกับมามิ้งค์ในฐานะเซ็นเตอร์มากๆ

 

อิซึรินะ: คนคิดท่าเต้นเพลงนี้คือคนญี่ปุ่น เป็นครูฝึกจาก AKB48 ก่อนออกแบบท่าเต้นเพลงนี้ครูฝึกที่ญี่ปุ่นก็มาทำการบ้านเกี่ยวกับมามิ้งค์ เพราะเพลงนี้มามิ้งค์เป็นเซ็นเตอร์ เพื่อศึกษารายละเอียดว่าเซ็นเตอร์เพลงนี้เป็นคนแบบไหน มีความชอบอะไร ยังไงบ้าง ก็มาเอาข้อมูลจากรินะไปออกแบบเป็นท่าเต้นเฉพาะของเซ็นเตอร์เอง ไปจนถึงท่าทำตัวเลข 2565 ที่ไม่คิดเหมือนกันว่าจะทำออกมามีรายละเอียดเยอะขนาดนี้ ก็รู้สึกชื่นชมครูออกแบบท่าเต้นด้วย

 

และความท้าทายในการทำเพลงนี้คือทุกอย่างต้องทำภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ก่อนขึ้นโชว์ 1st Performance ทั้งการจัดบล็อกกิ้งเต้นของสมาชิก ไปจนถึงการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ

 

CONTENT-10

 

มุมมอง ‘เซ็นเตอร์’ กับความรู้สึกหลังจากได้โชว์ 1st Performance

มามิ้งค์: พอใจค่ะ เพราะพวกเราทุกคนได้แสดงโชว์ออกไปอย่างเต็มที่แล้วเมื่อเทียบกับเวลาในการซ้อมที่มีจำกัด พอทำออกมาแล้วก็รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ในที่สุดเราก็ทำได้ รวมถึงเพื่อนๆ ทุกคนก็แฮปปี้แล้วก็สนุกไปกับโชว์

 

ออม: รู้สึกพวกเราสุดยอดอยู่นะ เพราะทุกอย่างมันทำในช่วงที่มีระยะเวลาจำกัดมาก แต่คุณภาพของพวกเราก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะถ้าคุณภาพยังตก เราจะไม่มีทางได้รับอนุมัติจากพี่รินะเพื่อขึ้นไปแสดง (หัวเราะ) โดยรวมก็รู้สึกพอใจที่ออกมาดีมากๆ ค่ะ

 

จากนั้นเราตัดสลับมาที่การพูดถึง ‘เพลงรอง’ ทั้ง 2 เพลง ในซิงเกิลที่ 5 อย่าง Only Today และ Kimi wa Boku da กับความรู้สึกหลังโชว์ 1st Performance

 

ออม: หลังจากที่ได้โชว์เพลง Kimi wa Boku da ออกไปแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาโซโล่เพลงเดี่ยว เพราะปกติแล้วเวลาขึ้นโชว์ก็จะได้โชว์กับน้องๆ 6 คน หรือ 16 คน แล้วแต่โอกาส แต่สำหรับครั้งนี้เราต้องทำโชว์ออกมาคนเดียว ต้องเอาเวทีให้อยู่ ก็รู้สึกเป็นอะไรที่ท้าทายมาก บวกกับระยะเวลาที่ซ้อมน้อยมากๆ เพราะเราไม่ได้ซ้อมเพลงนี้เพลงเดียว เพราะเรายังต้องซ้อมเพลงหลัก รวมถึงอื่นๆ ที่ขึ้นโชว์ในวันนั้นด้วย

 

CONTENT-11

 

อย่างเนื้อเพลงหนูก็เพิ่งรู้เนื้อร้องก่อนอัดเพลงเพียง 1 วัน เท่ากับว่ามีเวลาทำการบ้านเพียง 1 คืน มันเป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากๆ เพราะมันจะมีเสียงเราคนเดียวในเพลงนั้น แล้วความหมายของเพลงนี้มันเหมือนสถานการณ์ของเราในเพลงนี้เลย คือความหมายของเพลงมันเหมือนการให้กำลังใจตัวเอง เหมือนเราได้รับโอกาสอะไรมาสักอย่างหนึ่งแล้วต้องลงมือทำบางสิ่งที่เรารู้สึกไม่มั่นใจว่าเราจะทำได้ดีหรือเปล่า มันจะประสบความสำเร็จไหม มันจะเข้ากับเราหรือเปล่า ขณะที่เพลงนี้ก็เหมือนเสียงเตือนสติที่คอยบอกเราว่าทำไปเถอะ แม้ว่ามันจะเกิดข้อผิดพลาดหรืออะไรก็ตาม แต่ก็อยากให้เราได้ภูมิใจในตัวเองที่ได้รับโอกาสในการลงมือทำ และจงเป็นตัวของตัวเองเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่รักออกมาอย่างดีที่สุด

 

ส่วนตัวออมก่อนขึ้นเวทีก็มีโอกาสได้ดูคลิปการแสดงของต้นฉบับเยอะมาก ดูจากญี่ปุ่นทุกคนเลยว่าเวลาเขาขึ้นสเตจเพลงนี้เขามีท่าทางการร้องการโชว์เป็นยังไงบ้าง แต่พี่รินะก็บอกว่าไม่อยากให้เราทำเหมือนต้นฉบับ คืออยากให้เราแสดงออกเป็นตัวของเราเอง ทำยังไงก็ได้ให้รู้สึกสบายใจ ก็เลยออกมาเป็นอย่างที่ทุกคนเห็นค่ะ

 

แองเจิ้ล: ตอนแรกที่รู้ว่าเพลง Only Today จะมีการผสมผสานภาษาเหนือไปด้วยก็รู้สึกท้าทายเหมือนกันนะ แอบกังวลนิดหนึ่งว่าเราจะออกเสียงถูกไหมนะ ซึ่งพวกเราก็ได้เนื้อร้องก่อนอัดเพลงไม่นานเหมือนกัน แล้วแองเจิ้ลกับพั้นซ์ ในฐานะเซ็นเตอร์ ก็ต้องฝึกภาษาเหนือกันเยอะด้วย ระหว่างการทำงานก็มีคุยกันว่าเราจะร้องกันถูกไหมนะ

 

CONTENT-12

 

พั้นซ์: คือเนื้อเพลงตอนแรกจะมาแบบภาษาไทยปกติ แต่ครูเอ๊ะได้ปรับใส่เนื้อภาษาเหนือลงไปเพื่อให้เป็นกลิ่นอายในแบบ CGM48 ก็รู้สึกแอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน

 

และอีกหนึ่งความกดดันที่พวกเรารู้สึกตรงกันก็คือมันเป็นครั้งแรกที่พวกเราเป็นเซ็นเตอร์และเป็นเซ็นเตอร์คู่ด้วย ก็อย่างที่บอกเลยคือมันเป็นการทำงานที่เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและกดดันอยู่นิดๆ แต่พวกเราก็ก้าวข้ามผ่านมาได้ แล้วก็เชื่อว่าโชว์วันนั้นพวกเราทำออกมาอย่างเต็มที่

 

แองเจิ้ล: อย่างที่บอกคือช่วงเวลาในการทำซิงเกิลนี้มีเวลาน้อยกันแทบจะทุกเพลงเลย ก็แอบกดดัน เพราะส่วนตัวไม่ได้เป็นสายเต้นที่เก่งมาก คือเพลงนี้มันเน้นอารมณ์ร่วมที่เราจะต้องสนุกกับมัน แต่ก็รู้สึกอุ่นใจที่มีพั้นซ์คอยช่วยอยู่ข้างๆ เรียกว่ามองหันไปก็เจอ

 

พั้นซ์: แล้วก็ชอบรีแอ็กของแฟนคลับตอนที่พวกเรามองลงเวทีไปหลังจากแสดงเพลงนี้จบ เพราะดูเหมือนทุกคนจะชอบมากๆ เราก็เลยรู้สึกโล่งใจและดีใจในเวลาเดียวกันที่ได้เห็นคนชอบ

 

ถัดมาระหว่างการพูดคุยเราได้สังเกตว่าเพลงนี้ได้พูดถึงเรื่อง ‘จุดสูงสุด’ ที่พวกเธอวาดฝันว่าต้องการปีนไปให้ถึงสักครั้ง… เราจึงได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า

 

CONTENT-13

 

อะไรคือจุดสูงสุดที่พวกเธอฝันให้ CGM48 ได้เป็น และอยากพาไปให้ถึงจุดนั้น?

จิงจิง: จิงจิงที่เพิ่งเข้ามาก็อาจจะพูดอะไรได้ไม่เยอะ อาจจะยังไม่ได้อยู่ในจุดที่สัมผัสวิถีชีวิตของวงแบบทะลุปรุโปร่ง แต่ส่วนตัวก็อยากให้ CGM48 เป็นที่รู้จักมากขึ้นเหมือนกับที่พี่ๆ พูดไปก่อนหน้านี้ ปกติเวลามีคนข้างนอกถามว่าเราอยู่วงอะไร พอเราตอบชื่อวง CGM48 ไปเขาก็จะมีคำถามกลับมาทันทีว่า CGM48 คือวงอะไร?

 

หนูเลยอยากมีโมเมนต์ที่แบบว่าเมื่อพูดชื่อวงออกไปแล้วเขารู้จักในทันที และอยากให้อนาคต CGM48 ดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลกเลย นึกถึงเชียงใหม่ก็นึกถึงพวกเรา CGM48

 

แองเจิ้ล: อยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ CGM48 มากขึ้น อาจจะเริ่มแค่คนในเชียงใหม่รู้จักเราให้มากขึ้น เพราะผลงานเราค่อนข้างที่จะนำเสนอวัฒนธรรมของภาคเหนืออย่างชัดเจน ในทุกเพลง ทุกมิวสิกวิดีโอ ก็จะมีภาษาเหนือสอดแทรกในเนื้อเพลง รวมถึงตอนเปิดตัวเล่นเพลง Chiang Mai 106 ก็จะมีชุดสไตล์ประยุกต์ พอมาเป็นเพลง Melon Juice ก็มีโชว์สถานที่แลนด์มาร์กต่างๆ ในเชียงใหม่ ซึ่งในแต่ละเพลงจะนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นเชียงใหม่ไว้เสมอ เลยรู้สึกว่าวงเราค่อนข้างที่จะมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครแน่นอน และอยากให้ทุกคนได้รู้จักเรามากขึ้น ทั้งกับผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่เองรวมถึงคนทั้งประเทศ

 

ส่วนที่เป็นอยู่ก็รู้สึกว่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว กับการที่ CGM48 เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ เพื่อนเราหลายคนก็มีฐานแฟนคลับเพิ่มมากขึ้น หรือสังเกตได้จากงาน General Election ครั้งล่าสุด ที่หลายคนเริ่มมีโอกาสเข้าไปติดอันดับในงาน GE บ้างแล้ว ในอนาคตก็เลยรู้สึกว่าอยากให้เพื่อนๆ ได้มีชื่อติดอันดับในงานนี้อีกเยอะกว่านี้ เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้จักกันมากขึ้น

 

ออม: คิดเหมือนกับน้องแองเจิ้ล คืออยากให้วงเป็นที่รู้จักมากขึ้น อาจจะต้องเท้าความตั้งแต่ตอนที่เราเคยอยู่ BNK48 มาก่อน ในฐานะรุ่นที่ 2 ซึ่งตอนที่พวกเรารุ่น 2 เข้ามาตอนนั้น เป็นช่วงที่ BNK48 กำลังบูมแบบสุดขีด มันเป็นจุดที่วงไม่ได้เป็นที่รู้จักในแค่กลุ่มแฟนเพลงสายไอดอล แต่ทุกคนทั่วประเทศเริ่มรู้จัก BNK48 แล้ว

 

ออมเคยอยู่กับวงในช่วงระยะเวลานั้น เลยรู้สึกว่าช่วงนี้เป็นอะไรที่สนุกมาก เราได้ทำงานเยอะมาก ถึงเราจะได้ทำงานทุกวันแต่เราไม่เหนื่อย มันเป็นการทำงานด้วยความสนุก ไปออกอีเวนต์ไหนทุกคนก็ร้องเพลงของเราได้กันทั่วประเทศเลย ก็เลยอยากให้มีโมเมนต์แบบนี้เกิดขึ้นกับ CGM48 บ้าง ออมอยากให้น้องๆ ได้สัมผัสกับจุดที่ออมเคยรู้สึก คือตอนนี้มันก็ดีแล้วนะ มันโอเค มันสวยงาม แต่ก็ยังรู้สึกว่าอยากเห็น CGM48 ไปแตะในจุดที่ BNK48 เคยทำได้อีกสักครั้ง

 

CONTENT-14

 

พั้นซ์: อยากให้ CGM48 เป็นที่โด่งดังไปทั่วประเทศเลยค่ะ อยากให้ทุกคนรู้จัก CGM48 เวลาไปที่ไหนก็อยากให้ทุกคนร้องเพลงของพวกเราได้ มันน่าจะเป็นอะไรที่ภาคภูมิใจสำหรับพวกเรามากๆ ส่วนตัวเลยอยากจะพาวง CGM48 ก้าวขึ้นเป็นวงไอดอลที่ดีที่สุดในประเทศเลยค่ะ

 

มามิ้งค์: อยากให้คนเปิดใจกับ CGM48 มากขึ้น เหมือนกับว่าก่อนหน้านี้เวลาที่หลายคนได้ยินคำว่าไอดอล ก็จะเป็นกลุ่มเด็กสาวที่ออกมาแค่ร้องกับเต้นเฉยๆ ทำตัวน่ารักไปวันๆ แต่จริงๆ แล้วพวกเรามีหลากหลายมิติ มีหลากหลายมุม แต่ละสมาชิกก็มีลักษณะนิสัยที่ต่างกัน เรามีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากให้ทุกคนมาทำความรู้จักเรามากขึ้น ก็อยากจะให้ทุกคนได้เปิดใจให้กันบ้างค่ะ

 

อิซึรินะ: สำหรับรินะอยู่กับ 48 Group มานานแล้วตั้งแต่ AKB48 จนย้ายมาเป็น BNK48 แล้วก็มาอยู่ที่ CGM48 ทุกวงจะมีเอกลักษณ์หรือคาแรกเตอร์ที่ต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง สำหรับรินะการอยู่กับ CGM48 ก็จะเป็นวงสุดท้ายที่เราจะอยู่ใน 48 Group ด้วย ทุกวันนี้เลยพยายามทำให้ CGM48 เป็นวงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาตั้งแต่เข้ามาเป็นไอดอลของ 48 Group

 

ตอนนี้ก็ดีใจที่ CGM48 เป็นวงที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนแล้ว เพื่อนที่ AKB48 ก็มองว่า CGM48 เป็นวงที่มีมิวสิกวิดีโอที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ที่ต่างจากวงอื่นๆ แล้วที่ทำให้ดีใจกว่าเดิมก็คือ แต่ก่อนเวลาเราพูดถึงวง 48 Group ในไทยก็จะมีแค่ BNK48 แต่ ณ วันนี้เริ่มมีคนพูดถึง CGM48 บ้างแล้ว แล้วตัวรินะก็มีความยินดีและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพาวง CGM48 โปรโมตหนึ่งในสถานที่ที่งดงามอย่างเชียงใหม่ ถึงแม้สมาชิกของวงทั้งหมดอาจจะไม่ใช่คนเชียงใหม่แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ทุกคนก็ทำหน้าที่ในการผลักดันวงการอย่างเต็มที่ทุกคนเลย

 

CONTENT-15

 

จุดหมายหรือภารกิจต่อไปที่เราอยากทำให้กับ CGM48

แองเจิ้ล: หนูอยากทำหน้าที่ในวงให้เต็มที่ เพื่อให้มีคนจ้างงานเรามากขึ้น (หัวเราะ) เพราะนอกจากเรื่องของรายได้ มันคือเรื่องของโอกาส ถ้าเราได้งานที่เปิดกว้างมากขึ้น มันก็จะทำให้ผู้คนได้เห็นได้รู้จักกับเราในมิติอื่นๆ มากขึ้นเหมือนกัน ยกตัวอย่างพี่มามิ้งค์ก็ได้รับโอกาสในการแสดงภาพยนตร์ The Cheese Sisters ไปเมื่อไม่นานนี้ เลยรู้สึกว่าในอนาคตอยากให้เพื่อนๆ ได้รับโอกาสแบบนี้บ้าง ซึ่งตัวหนูเองที่ได้ไปปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังรู้สึกว่าสนุกดีเหมือนกัน ท้าทายดี อยากให้วงเติบโตมากขึ้นในด้านนี้ค่ะ

 

พั้นซ์: อยากจะพัฒนาสกิลของตัวเองในด้านการร้องเพลง การเต้น การเป็นพิธีกร MC และด้านอื่นๆ ด้วย คือตอนนี้ก็รู้สึกว่าเราทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราพัฒนาได้เราจะทำหน้าที่นั้นได้ดีกว่านี้อีก แล้วในอนาคตก็ฝันไว้ว่าอยากจะได้เป็นเซ็นเตอร์เพลงหลักสักเพลง เพราะบันได 1 ขั้นแรก เราก้าวมาสำเร็จแล้วก็คือการเป็นเซ็นเตอร์เพลงรอง ก็เลยมีความคิดอยากจะก้าวไปสู่บันไดอีกขั้นซึ่งก็คือเป็นเซ็นเตอร์เพลงหลัก

 

จิงจิง: อยากเป็นสมาชิกในวงที่เก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ทั้งการร้องการเต้นเลย เพราะตัวหนูเองก็เพิ่งเข้ามาฝึกฝนกับวงได้ไม่นาน ก็อาจจะยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แล้วในอนาคตก็อยากจะติดเซ็มบัตสึอีก เพราะมันเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่เราได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง และก็อยากให้สมาชิกรุ่น 2 ได้ติดเหมือนกัน

 

CONTENT-16

 

มามิ้งค์: ถึงเราจะอยู่กับวงมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีอะไรให้ต้องพัฒนาเยอะมากๆ ไม่ว่าจะการร้องหรือการเต้น ก็อยากจะทำออกมาให้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะการเต้นที่รู้สึกว่าต้องฝึกให้มากกว่านี้ พัฒนาให้มากกว่านี้ อย่างเรื่องการโชว์ Performance การใช้สายตาแสดงอินเนอร์บนเวที ก็คิดว่าต้องพัฒนาจุดนั้นต่อไป

 

รวมถึงการพูดที่รู้สึกว่าอยากให้ตัวเองพูดได้คล่องแคล่วมากกว่านี้ เพื่อที่จะได้สื่อสารสิ่งที่ตัวเองต้องการพูดออกไปได้ดีกว่านี้ คือหนูรู้สึกว่าหนูเป็นคนที่ก่อนจะพูดอะไรยาวๆ ต้องมานั่งตกตะกอนความคิดของตัวเองก่อน เลยต้องเตรียมเอาไว้ เพื่อที่จะได้พูดทุกอย่างที่ตัวเองอยากพูด ก็เลยคิดว่าจะต้องฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ และในอนาคตก็หวังว่าตัวเองจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้น

 

ออม: หนูเป็นคนที่อยากทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา อยากทดลองทำอะไรใหม่ๆ ถึงแม้เวลาของเรากับวงมันจะเริ่มนับถอยหลังลงเรื่อยๆ กับการที่จะได้อยู่ที่นี่ ทุกครั้งที่จบสิ้นปีหนูจะมานั่งสรุปชีวิตตัวเองว่าในแต่ละปีเราได้ทำอะไรลงไปบ้าง อย่างก่อนหน้านี้ปี 2564 เราก็ได้มีโอกาสได้ทำการแสดงในซีรีส์ XYZ The Series ก็มองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ทำในฐานะนักแสดง อย่างปีนี้ 2565 เราจบปีด้วยการมีเพลงโซโล่เป็นของตัวเอง ได้โชว์ Performance คนเดียวบนเวที ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นผลงานใหม่ที่เข้าเติมเต็มให้กับเราในปีนี้ เพราะในแต่ละปีเราก็คาดหวังที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว

 

เพราะฉะนั้นเป้าหมายของหนูในปีหน้าและปีต่อๆ ไปก็ยังคิดอยู่เหมือนเดิม คืออยากจะได้ลงมือทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เรายังไม่เคยทำ เพราะหนูชอบที่จะเรียนรู้ว่าสิ่งที่เราทำลงไปเราชอบมันหรือเปล่า ซึ่งเราจะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยตราบใดที่เรายังไม่ได้ลงมือทำ

 

อีกอย่างตอนนี้รู้สึกว่าเหมือนเรากำลังอยู่ในโรงเรียน ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วง ม.5 เข้า ม.6 เวลาของเราตรงนี้มันเริ่มใกล้หมดลงแล้ว มันก็เลยเป็นโอกาสที่มองว่าอยากจะลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่เวลาเราไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เราจะได้เก็บประสบการณ์ที่เราทำไว้ในช่วงเวลานี้ไปต่อยอดกับการใช้ชีวิตในอนาคต เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราควรจะเดินไปทางไหนต่อดี

 

CONTENT-17

 

การอยู่วงนี้จึงเป็นเหมือนสถานที่คอยสอนเราว่าเราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งสิ่งที่หนูได้ค้นพบแล้วก็คือเราเป็นคนที่หลงรักการแสดงมากๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกใจฟูเมื่อได้รับโอกาสที่จะได้ทำการแสดงอีกครั้ง ก็เลยเกิดเป็นความคิดว่าอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ ในบทบาทที่ท้าทายกว่าเดิม ซึ่งในบทบาทที่เราเคยได้รับเราเป็นนักศึกษามาแล้ว 2 รอบ ก็เลยคิดว่าอยากจะลองได้รับโอกาสในบทบาทอื่นบ้าง

 

รวมถึงปีหน้าที่กำลังจะมีโปรเจกต์ร้องเพลงในนาม ‘eRa’ ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่เราจะได้ทำเพลงแนวลูกทุ่งอีสาน แค่คิดก็รู้สึกท้าทายแล้ว เพราะว่าเราแทบไม่เคยร้องเพลงอีสานเลย เราเป็นเด็กภาคเหนือที่ไปเรียนต่อภาคกลาง เราแทบไม่เคยสัมผัสวัฒนธรรมอีสาน เต็มที่ก็คือการกินส้มตำที่หนูชอบมากๆ (หัวเราะ) แต่หนูก็เลือกที่จะท้าทายตัวเองด้วยการเข้าไปออดิชันโปรเจกต์นี้โดยที่ไม่รู้ว่าเขาจะเลือกเราหรือเปล่า เพียงแต่ตัวหนูคิดว่ามันคือสิ่งใหม่ ไม่รู้ว่าเราจะทำได้ไหมแต่อยากลองมากๆ สุดท้ายเมื่อก้าวไปแล้วก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของโปรเจกต์นี้ ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไง แต่เมื่อถึงเวลาแล้วเราก็จะทำให้เต็มที่ค่ะ

 

อิซึรินะ: รินะอยากให้ทุกคนภูมิใจกับสิ่งที่รินะทำให้ CGM48 เพราะการมายืนอยู่ตรงนี้ในฐานะชิไฮนิน มันมีหน้าที่ต้องทำหลายอย่างมากๆ แล้วทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนด้วย เพราะตอนอยู่ AKB48 กับ BNK48 เราอยู่ในฐานะเมมเบอร์เฉยๆ เต็มที่กับการพัฒนาตนเองด้านการร้องและเต้น ปัจจุบันสิ่งที่ได้ทำในฐานะเมมเบอร์ก็ยังอยู่ แต่การมีตำแหน่งชิไฮนินมันก็ทำให้เครียดบ้าง แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่เราได้เรียนรู้จากการทำหน้าที่ตรงนี้ได้เยอะมาก ได้เข้าใจความรู้สึกของผู้ใหญ่ที่เคยทำหน้าที่ตรงนี้ ขณะที่เราก็ยังรับความรู้สึกในฐานะเมมเบอร์อยู่เหมือนเดิม

 

รินะก็เลยอยากให้ทุกคนภูมิใจ อยากให้ทุกคนเวลาพูดถึงวง CGM48 ก็พูดถึงรินะด้วยเสมอ ซึ่งตัวรินะเองก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ CGM48 และก็รู้สึกว่าวันใดวันหนึ่งถ้าเราก้าวออกจากวงไป ไม่ได้อยู่ใน 48 Group แล้ว เชื่อได้เลยว่าตัวรินะจะคิดถึง CGM48 อย่างแน่นอน แต่ยังคงรักและสนับสนุนวงต่อไป

 

CONTENT-18

 

คำขอบคุณถึงแฟนคลับ

จิงจิง: จิงจิงอยากขอบคุณแฟนคลับทุกๆ คน พี่เปิดใจรับหนูรวมถึงสมาชิกรุ่น 2 ทุกคนที่เพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง อยากให้ทุกคนลองเปิดใจให้กับพวกเรา มาทำความรู้จักดู เพราะรุ่น 2 ก็มีความน่ารัก อ่อนโยน ก็อยากจะขอบคุณแฟนคลับที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ อาจจะเป็นระยะเวลาไม่นาน แต่หนูก็มีความสุขมากๆ เลย ถึงหนูจะพูดไม่ค่อยเก่งหรือเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด แต่ทุกคนก็ยังให้กำลังใจหนู อยู่กับหนูตลอด มันทำให้หนูมีความสุขมากๆ ก็อยากจะขอบคุณนะคะที่เอ็นดูหนูกับรุ่น 2

 

พั้นซ์: รู้สึกขอบคุณแฟนคลับมากๆ เลยค่ะ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว ตอนนั้นก็ยังรู้สึกว่าเราอยู่กันแบบครอบครัวเล็กๆ แต่พอเดินทางมาถึงปัจจุบันรู้สึกว่าครอบครัวเราใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากๆ ก็เลยคิดว่าถ้าขาดแฟนคลับไป CGM48 ก็อาจจะมาไม่ถึงจุดนี้ เพราะแฟนคลับถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พวกเรามีกำลังใจในการทำงาน ในการทำหน้าที่ในวงนี้

 

แองเจิ้ล: อยากขอบคุณแฟนคลับทุกคนเลยที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรก มีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่เข้ามาหากัน ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาจนวันนี้ที่หนูได้เป็นเซ็นเตอร์เพลงรอง “เป็นไงล่ะ…ภูมิใจใช่ไหม?” ก็นั่นแหละตำแหน่งนี้ไม่ได้มาได้ง่ายๆ นะจ๊ะ (หัวเราะ) ก็รู้สึกขอบคุณทุกคนมากๆ ที่เป็นกำลังใจให้แองเจิ้ลมาเสมอ แต่ก็อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันไปนานๆ นะคะ

 

ออม: สำหรับหนูถ้าจะให้พูดถึงแฟนคลับ พวกเขาเหมือนเป็นลมหายใจของหนู ในการที่ทำให้หนูได้อยู่ในวงนี้ต่อไปได้อย่างมีความสุข คือสารภาพเลยตั้งแต่ตอนเข้ามา BNK48 ตอนแรกๆ เราก็ไม่คิดว่าจะอยู่กับวงจนครบสัญญาหรือมาได้ไกลขนาดนี้ เพราะความรู้สึกตอนนั้นคือเราแค่อยากรู้ว่าการเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้เป็นยังไง การเป็น BNK48 จะเป็นยังไง ได้รับประสบการณ์ยังไงนะ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็อายุเยอะแล้วนะในตอนนั้น คือเข้ามาในวงก็เป็นพี่คนโตแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเราอาจจะอยู่ไม่นานมั้ง แต่กลายเป็นว่ายิ่งอยู่ไปมันทำให้หนูยิ่งหลงรักที่จะทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในวงนี้ ซึ่งแฟนคลับก็มีส่วนสำคัญที่ต่อลมหายใจให้เราอยู่ตรงนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะการมีพวกเขาทำให้มีหนูอยู่ที่นี่

 

ก็ดีใจที่มีพวกเขาอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะถ้านับเวลาเราก็เดินทางด้วยกันมา 4-5 ปีแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงอยู่กับหนู และถึงแม้จะมีน้องๆ สมาชิกใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา แต่หนูก็รู้สึกไม่ได้กลัวอะไรเลยว่าเขาจะหายไป เพราะหนูมั่นใจในตัวเขามากๆ ว่าเขาจะยังอยู่กับเรา แล้วเราก็จะเป็นเราที่คอยให้กำลังใจกลับไปให้พวกเขา เราจะมีกันและกันอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกปี ไม่ว่าหนูจะอยู่ที่ไหน ในสถานะอะไร เขาก็จะอยู่กับหนู ก็อยากจะขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ

 

จริงๆ หนูไม่ค่อยกล้าพูดความรู้สึกเกี่ยวกับแฟนคลับ แฟนคลับของหนูเองจะรู้ว่าหนูไม่ค่อยพูดอะไรแบบนี้ เพราะหนูจะใช้วิธีพยายามทำให้เขาเห็นผ่านผลงานเพื่อให้พวกเขาภูมิใจ เพราะหนูพูดอยู่ตลอดเวลาว่าอยากให้ทุกคนภูมิใจที่มาซัพพอร์ตเราจากผลงานที่เราจะทำให้เขา ตอนนี้หนูก็ถือโอกาสพูดเลยแล้วกันว่าหนูรักเขาทุกคนมากๆ ขอบคุณที่ทุ่มเทและทำเพื่อหนูขนาดนี้ ถ้าไม่มีพวกเขาก็คงไม่มีหนูอยู่จริงๆ

 

CONTENT-19

 

อิซึรินะ: รินะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดความรู้สึกของตัวเองให้แฟนคลับฟังสักเท่าไร เพราะเวลาไลฟ์ทุกคนก็จะถามเรื่อง CGM48 ไม่ค่อยมีใครถามเกี่ยวกับรินะเท่าไร แต่ทุกคนก็จะคอยขอบคุณรินะเสมอที่เต็มที่กับ CGM48 บางทีรินะก็คิดว่าเราก็เป็นพวกคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง และด้วยความที่รินะทำหน้าที่ตรงนี้มานาน มันก็ยิ่งทำให้เราหันกลับมาคิดถึงตัวเองยาก เพราะการยืนตรงนี้มันทำให้เราต้องมองถึงน้องๆ ถึงสมาชิกทุกคนเป็นลำดับแรก

 

แต่ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหน สิ่งที่ทำให้รินะอุ่นใจและสบายใจอยู่เสมอ คือการที่มีแฟนคลับคอยอยู่ข้างๆ สำหรับรินะคำว่าแฟนคลับมันไม่ได้หมายความว่าเป็นแฟนคลับ แต่ในความหมายเลยนะพวกเขาเหมือนเป็น ‘อาจารย์’ มากกว่า คือการเข้ามาอยู่ตั้งแต่เป็น BNK48 หรือเป็น CGM48 พวกเขาจะคอยสอนภาษาไทยให้รินะอยู่ตลอด เพราะโดยพื้นเพรินะไม่ใช่คนที่พูดภาษาไทยได้เก่งขนาดนั้น เวลามีงานจับมือก็จะมีแฟนคลับเข้ามาชวนคุยภาษาไทยเขาก็จะคอยชมว่ารินะพูดไทยเก่งขึ้นนะ ซึ่งตัวรินะก็ไม่ได้คิดว่าเราเก่งขนาดนั้น แต่คำว่า “พี่รินะเก่งมากเลยนะ” มันคือประโยคที่คอยเสริมสร้างกำลังใจให้รินะมีความมั่นใจมากขึ้น ทั้งการฝึกพูดภาษาไทยหรือการทำหน้าที่ตรงนี้ อยากจะขอบคุณทุกคนที่เป็นอาจารย์ที่ดีให้กับรินะเสมอมา

 

มามิ้งค์: ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เข้ามา หนูรู้สึกว่าหนูยังเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักเท่าไร แต่ก็ยังคงมีกลุ่มแฟนคลับที่คอยเชื่อมั่นในตัวหนู คอยตามไปให้กำลังใจเราเสมอ แล้วเมื่อก่อนหนูเป็นคนขี้อาย เงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไร แต่ก็ยังมีแฟนคลับเข้ามาเปิดใจกัน มามอบความรักให้กัน มาให้กำลังใจ มาเอ็นดู มาเมตตาหนู สิ่งเหล่านี้มันทำให้หนูรู้สึกยินดีที่ได้รู้จักทุกคนเหมือนกัน

 

CONTENT-20

 

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำเพื่อหนูมาเสมอผ่านโปรเจกต์หรือกิจกรรมต่างๆ หนูรู้สึกว่าเขาทำให้เราด้วยความรักโดยที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน คือเขาจะคอยบอกหนูอยู่เสมอเลยว่าแค่ให้หนูได้เป็นตัวของหนูต่อไปแบบนี้เขาก็จะมีความสุขแล้ว “โอ๊ย… พูดแล้วจะร้องไห้” หนูก็นึกขอบคุณพวกเขาทุกวันเลยว่าทำไมแฟนคลับถึงใจดีกับเราได้ขนาดนี้ ก็เลยรู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้เจอและได้มีพวกเขาคอยซัพพอร์ตเราในเส้นทางนี้เสมอ

 

ฟังเพลง 2565 จาก CGM48 ได้ที่นี่:

 

The post ‘2565’ ที่ไม่ใช่เลขปี แต่เป็นบทเพลงธรรมชาติ ความหมายดี แฝงด้วยพลังปรารถนาในการพา CGM48 ไปสู่จุดสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>