รายได้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รายได้/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 12 Sep 2026 11:40:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า https://thestandard.co/scb-eic-income-mortgage-worry/ Sat, 12 Sep 2026 11:32:34 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-income-mortgage-worry/ ภาพภายในบ้านที่ตกแต่งอย่างทันสมัยและหรูหรา

ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2026 ของศูนย์วิจัยเศ […]

The post ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายในบ้านที่ตกแต่งอย่างทันสมัยและหรูหรา

ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2026 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเมื่อแบ่งเป็นกลุ่มรายได้ต่างๆ พบข้อมูลที่น่าสำคัญ ดังนี้

 

กลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว เกือบทั้งหมดเป็นผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท และกลุ่มที่เริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ ส่วนใหญ่คือผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท โดยกลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว และเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ มีสัดส่วนใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเปราะบางจากปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างที่ยังไม่คลี่คลาย

 

กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางเฉลี่ยต่อเดือน 50,000-100,000 บาท แม้ส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่เกือบครึ่งหนึ่งเริ่มมีความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไป โดยกลุ่มที่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติแต่เริ่มมีความกังวล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางที่เพิ่มขึ้น

 

กลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติมีเพียงส่วนน้อยที่เริ่มมีความกังวลหรือเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ

 

จับตา NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัยค้างสูง แบงก์ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ

 

SCB EIC ยังกล่าวว่า สัดส่วนยอดคงค้าง NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมดในช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนและภาระค่าใช้จ่ายที่ยังคงกดดันความสามารถในการกลับมาชำระหนี้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอของกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง

 

ขณะที่สัดส่วนเงิน ให้สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมด แม้จะลดลงจากช่วงปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2022-2024

 

สำหรับ มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มข้น และยังมีแนวโน้มไม่ผ่อนคลายลงมากนักในระยะต่อไป จากกำลังซื้อส่วนใหญ่ที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงในการก่อให้เกิดหนี้เสียที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

The post ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สคร. คาดจัดเก็บรายได้เข้ารัฐปีนี้ทะลุ 2 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.8 แสนล้านบาท เผย ‘สลากฯ – ปตท. – วายุภักษ์ หนึ่ง’ 3 แหล่งรายได้สูงสุด https://thestandard.co/sepo-state-revenue-200bn/ Tue, 01 Sep 2026 08:42:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1249436 ตึกกระทรวงการคลัง พร้อมข้อความ สคร. คาดรายได้เข้ารัฐปีงบประมาณ 2569 ทะลุ 2 แสนล้านบาท

‘สคร.’ เผยจัดเก็บรายได้ 11 เดือนแรกของปีงบฯ 69 ทะลุเป้า […]

The post สคร. คาดจัดเก็บรายได้เข้ารัฐปีนี้ทะลุ 2 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.8 แสนล้านบาท เผย ‘สลากฯ – ปตท. – วายุภักษ์ หนึ่ง’ 3 แหล่งรายได้สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตึกกระทรวงการคลัง พร้อมข้อความ สคร. คาดรายได้เข้ารัฐปีงบประมาณ 2569 ทะลุ 2 แสนล้านบาท

‘สคร.’ เผยจัดเก็บรายได้ 11 เดือนแรกของปีงบฯ 69 ทะลุเป้าที่ 1.97 แสนล้านบาท มองสิ้นปีมีลุ้นแตะ 2.03 แสนล้านบาท โดยมี 3 แหล่งรายได้สูงสุด คือ ‘สลากฯ – ปตท. – วายุภักษ์ หนึ่ง’

 

 
 

วันนี้ (1 กันยายน) ธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม-สิงหาคม) มีรายได้นำส่งสะสม 197,356 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายการนำส่งรายได้ทั้งปีงบประมาณ 2569 ที่กำหนดไว้ 182,600 ล้านบาท

 

โดย สคร. คาดว่าตลอดปีงบประมาณ 2569 จะสามารถจัดเก็บและนำส่งรายได้แผ่นดินได้ประมาณ 203,000 ล้านบาท หรือ 111% ของเป้าหมาย

 

‘สลากกินแบ่งรัฐบาล – ปตท. – วายุภักษ์ หนึ่ง’ 3 แหล่งรายได้สูงสุด

 

สำหรับรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานที่นำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

 

  1. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มูลค่าจัดเก็บ 47,388 ล้านบาท
  2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มูลค่าจัดเก็บ 33,754 ล้านบาท
  3. วายุภักษ์ หนึ่ง (VAYU1) มูลค่าจัดเก็บ 19,202 ล้านบาท
  4. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. มูลค่าจัดเก็บ 18,244 ล้านบาท
  5. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. มูลค่าจัดเก็บ 16,011 ล้านบาท
  6. ธนาคารออมสิน มูลค่าจัดเก็บ 13,389 ล้านบาท
  7. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มูลค่าจัดเก็บ 8,100 ล้านบาท
  8. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. มูลค่าจัดเก็บ 6,963 ล้านบาท
  9. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มูลค่าจัดเก็บ 5,552 ล้านบาท
  10. การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. มูลค่าจัดเก็บ 5,104 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน สคร. ยังติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยปีงบประมาณ 2569 มีกรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจรวม 236,839 ล้านบาท และในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2568-สิงหาคม 2569) รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง เบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 218,352 ล้านบาท หรือ 92.19% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายอยู่ที่ 86.65%

 

ทั้งนี้ สคร. คาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 จะสามารถเร่งรัดและกำกับให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนได้ไม่น้อยกว่า 225,998 ล้านบาท หรือ 95.40% ของกรอบงบลงทุน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด

 

เดินหน้า PPP 5 โครงการ 1.4 หมื่นล้านบาท

 

ด้านการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนเห็นชอบหลักการโครงการในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 รวม 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

  • โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) 3,520 ล้านบาท
  • โครงการ Rest Area ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) 2,380 ล้านบาท
  • โครงการท่าเทียบเรือ เอ 5 ท่าเรือแหลมฉบัง 3,953 ล้านบาท
  • โครงการศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอน 2,568 ล้านบาท
  • โครงการ Rest Area เขตทางหลวงพิเศษบริเวณบางโปรง 1,602 ล้านบาท

 

สำหรับปี 2570 สคร. คาดว่าจะผลักดันโครงการ Green PPP เพิ่มขึ้น เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนขององค์กร ยกระดับการใช้เทคโนโลยีสีเขียว สนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และ Net Zero ของประเทศ ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว

 

วายุภักษ์ หนึ่ง NAV แตะ 5.96 แสนล้านบาท

 

ส่วนการดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง (VAYU1) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สคร. ระบุว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ที่ 1,259.67 จุด หรือให้ผลตอบแทน 28.89% ขณะที่กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) 595,548.34 ล้านบาท และมีอัตราผลตอบแทน 28.10%

 

ทั้งนี้ สคร. จะติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กองทุนเป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงแก่ประชาชนในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกในการพัฒนาตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศ

The post สคร. คาดจัดเก็บรายได้เข้ารัฐปีนี้ทะลุ 2 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.8 แสนล้านบาท เผย ‘สลากฯ – ปตท. – วายุภักษ์ หนึ่ง’ 3 แหล่งรายได้สูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Odyssey กวาดรายได้ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว https://thestandard.co/the-odyssey-billion-box-office/ Mon, 10 Aug 2026 07:45:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1240333 โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Odyssey ที่ทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์

มหากาพย์ภาพยนตร์ The Odyssey กวาดรายได้จาก Box Office ท […]

The post The Odyssey กวาดรายได้ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Odyssey ที่ทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์

มหากาพย์ภาพยนตร์ The Odyssey กวาดรายได้จาก Box Office ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์แล้วหลังจากที่เปิดตัวเข้าฉายได้ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ Christopher Nolan ที่ทำหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท และ โปรดิวซ์ภาพยนตร์เรื่องนี้

 

The Odyssey กลายเป็นผลงานเรื่องที่ 2 ในชีวิตของ Christopher Nolan ที่สามารถทำรายได้จากทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ ตามหลังภาพยนตร์เรื่อง The Dark Knight Rises ที่กวาดรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์เมื่อปี 2012 ในขณะที่ผลงานก่อนหน้า The Odyssey อย่าง Oppenheimer ที่เปิดตัวเมื่อปี 2023 และ ส่งให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขา Best Director และ Best Picture ได้สำเร็จสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปทั้งหมด 975 ล้านดอลลาร์

 

ขณะนี้ The Odyssey มีรายได้จากในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด 429.7 ล้านดอลลาร์ และมีรายได้จากทั่วโลกอีก 570.3 ล้านดอลลาร์ รวมกันเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ ภายในช่วงเวลา 3 สัปดาห์หลังการเปิดตัว โดยอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจัดให้อยู่ในเรต R หรือจำกัดผู้ชมอายุต่ำกว่า 17 ปีโดยสมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับหนังทำเงินใช้ต้นทุนสูงที่เปิดตัวในช่วงซัมเมอร์ และ The Odyssey ที่ใช้ต้นทุนสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ก็กลายเป็นภาพยนตร์เรต R เรื่องที่ 3 ที่สามารถกวาดรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ตามหลัง Joker และ Deadpool & Wolverine

 

The Odyssey ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX 70mm ตลอดทั้งเรื่อง น่าจะยังคงกวาดรายได้ไปอีกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อภาพยนตร์เพิ่งเปิดตัวที่ เกาหลีใต้ และกำลังจะเปิดตัวในจีนวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ตามมาด้วยญี่ปุ่นวันที่ 11 กันยายน

 

ภาพ: Universal Pictures

 

อ้างอิง https://hypebeast.com/2026/8/christopher-nolan-the-odyssey-surpasses-1-billion-usd-global-box-office

The post The Odyssey กวาดรายได้ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Odyssey กวาดรายได้จากทั่วโลกสุดสัปดาห์แรกไป 8.8 พันล้านบาท https://thestandard.co/the-odyssey-nolan-box-office-record/ Mon, 20 Jul 2026 05:38:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1232753 โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Odyssey ของผู้กำกับ Christopher Nolan

The Odyssey ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากผู้กำกับ Christopher N […]

The post The Odyssey กวาดรายได้จากทั่วโลกสุดสัปดาห์แรกไป 8.8 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Odyssey ของผู้กำกับ Christopher Nolan

The Odyssey ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากผู้กำกับ Christopher Nolan สามารถกวาดรายได้ไปแล้วมากกว่า 264 ดอลลาร์ หรือมากกว่า 8.8 พันล้านบาท ภายในสุดสัปดาห์แรกของการเปิดตัว

 

สื่อ Variety รายงานว่า The Odyssey ของผู้กำกับ Christopher Nolan กวาดรายได้ไปมากกว่า 264 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 8.8 พันล้านบาท ระหว่างช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเปิดตัวไปในวันที่ 16 กรกฎาคม โดยมีรายได้ Box Office จากโรงภาพยนตร์กว่า 3,191 แห่งในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด 124.5 ล้านดอลลาร์ และ มีรายได้จากต่างประเทศ 139.6 ล้านดอลลาร์

 

ซึ่งความสำเร็จขั้นสูงนี้ส่งผลให้ The Odyssey ขึ้นแท่นเป็นผลงานที่เปิดตัวด้วยรายได้ สูงสุด เป็นอันดับ 3 แห่งปี 2026 ในสหรัฐอเมริกา ตามหลัง Toy Story 5 ที่เปิดตัวด้วยรายได้ 159 ล้านดอลลาร์ และ The Super Mario Galaxy Movie ที่เปิดตัวด้วยรายได้จำนวน 131 ล้านดอลลาร์

 

The Odyssey กลายเป็นภาพยนตร์ของ Christopher Nolan ที่เปิดตัวด้วยรายได้ สูงสุด ในชีวิตการเป็นผู้กำกับของเขา โดยผลงานที่เคยเปิดตัวด้วยรายได้จำนวนสูงที่สุดของเขาก็คือ The Dark Knight Rises ภาพยนตร์ที่ปิดฉากไตรภาค Bat Man อย่างสวยงาม ที่เปิดตัวด้วยรายได้จากทั่วโลก 249 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 รองลงมาก็คือ The Dark Knight ที่กวาดรายได้ทั้งหมด 198 ล้านดอลลาร์ในการเปิดตัวเมื่อปี 2008 ส่วนผลงานเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง Oppenheimer ที่ชนะรางวัลออสการ์ไปถึง 7 สาขาเมื่อปี 2024 เปิดตัวด้วยรายได้ 180 ล้านดอลลาร์

 

The Odyssey เป็นภาพยนตร์ที่คอหนังให้ความสนใจตั้งแต่ประกาศสร้างโปรเจกต์ โดยเฉพาะในแง่ของโปรดักชันต้นทุนสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ที่ Christopher Nolan ใช้กล้องฟิล์ม IMAX 70mm ขนาดยักษ์ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่อง และถ่ายทอดมหากาพย์เรื่องราวการเดินทางกลับบ้านอันทรหดของโอดิซิอัสท่ามกลางการแทรกแซงของทวยเทพออกมาอย่างยิ่งใหญ่อลังการ พร้อมกับเลือกกองทัพนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการฮอลลีวูดมาร่วมงาน โดย The Odyssey มีการเปิดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีก่อน และถูกขายต่อตามแพลตฟอร์มต่างๆ โดยขึ้นราคาอย่างสูง

 

ภาพ: Universal Pictures

 

อ้างอิง
https://people.com/the-odyssey-earns-more-than-264-million-at-box-office-opening-weekend-12021679

The post The Odyssey กวาดรายได้จากทั่วโลกสุดสัปดาห์แรกไป 8.8 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี https://thestandard.co/vietnam-philippines-upper-middle-income-thailand/ Thu, 02 Jul 2026 10:29:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1226046 ภาพประกอบแสดงการเลื่อนระดับเศรษฐกิจของเวียดนามและฟิลิปปินส์สู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เทียบเท่าไทย และเป้าหมายของไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ สู่กลุ […]

The post ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการเลื่อนระดับเศรษฐกิจของเวียดนามและฟิลิปปินส์สู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เทียบเท่าไทย และเป้าหมายของไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ สู่กลุ่มประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ (Upper-middle Income) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับประเทศไทย เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ด้านรัฐบาลไทยก็ตั้งเป้าเตรียมขยับระดับเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

 

ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยว่า ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ถูกจัดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income Status) ทุกประเทศแล้วในปัจจุบัน

 

ธนาคารโลกได้ให้เหตุผลว่า รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเวียดนาม และการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (broad-based expansion) ของฟิลิปปินส์ สะท้อนถึงการเติบโตในทุกอุตสาหกรรมหลัก ไม่ใช่เพียงการเฟื่องฟูของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเวียดนามและฟิลิปปินส์ แตะระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ และ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารโลกที่กำหนดว่า กลุ่มนี้ที่กำหนดไว้ว่ากลุ่ม Upper-middle Income ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4,636 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว

 

อาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “แม้จะเผชิญกับภาวะช็อกทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ แต่เรายังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึง เสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และดำเนินงานตามวาระการพัฒนาของเราอย่างต่อเนื่อง”

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

สำหรับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าหมายการเติบโตในอัตราเลขสองหลักในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030 เนื่องมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญที่รุนแรง

 

ธนาคารโลกยังเปิดเผยว่า ประเทศอื่นๆ ที่ขยับขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ จอร์แดน ไมโครนีเซีย และศรีลังกา ขณะที่โตโกได้รับการจัดระดับใหม่จากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ โดยสัดส่วนของประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำได้ลดลงเหลือ 11% จาก 30% นับตั้งแต่ปี 1987

 

เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ไทยใช้เวลา 24 ปี ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 38 ปี ก่อนขึ้นเป็น Upper-middle Income

 

ทั้งนี้ เวียดนามถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) มาตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 สะท้อนว่า เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ส่วนฟิลิปปินส์ใช้เวลาราว 38 ปีถึงเลื่อนสถานะได้

 

สำหรับ ประเทศไทยเคยถูกปรับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) เมื่อปี 1987 (พ.ศ. 2530) และใช้เวลาราว 24 ปี ก่อนถูกปรับสถานะเป็นรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income) ในปี 2011 สะท้อนว่า นับตั้งแต่การอัปเกรดครั้งล่าสุด ประเทศไทยติดอยู่ในกับดัก Upper-middle Income นี้มาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

 

ไทยก็เตรียมขึ้นเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

 

กระนั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี (หรือช่วงประมาณปี พ.ศ. 2580-81) โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

 

ส่องผลกระทบด้านการระดมทุนจากการถูกอัปเกรด

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อาจสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการพัฒนาได้อย่าง ‘จำกัดมากขึ้น’ ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์เคยได้รับเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพื่อช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่โครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูจากภัยพิบัติ และโครงการช่วยเหลือทางสังคม

 

รูเบน คาร์โล อาสุนซิออน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากยูเนียนแบงก์แห่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือ ยิ่งคุณขยับสูงขึ้นตามขั้นของการจัดประเภท ย่อมหมายความว่าคุณมีความพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสามารถจัดหาความต้องการรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ของตนเองในฐานะประเทศหนึ่งได้ ซึ่งรวมถึงในส่วนของการคลังด้วย”

 

บาลิซากัน กล่าวต่อว่า แม้ว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนบางส่วนอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น คาดว่าจะคุ้มค่าและชดเชยกับการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ได้

 

พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประเภทใหม่นี้ไม่ได้ลดทอนความท้าทายที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงปรากฏให้เห็น และประชาชนจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

 

ภาพ: Nguyen Quang Ngoc Tonkin, Andy.LIU/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายได้คนไทยลดครั้งแรกในรอบ 6 ปี ผลสำรวจ 57,600 ครัวเรือนสะท้อนความเปราะบางที่ลึกกว่าที่คิด https://thestandard.co/thai-household-income-decline-vulnerability/ Thu, 11 Jun 2026 02:18:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1216965 ภาพประกอบกราฟิกแสดงถึงสถานการณ์รายได้ครัวเรือนไทยที่หดตัวและภาระหนี้ที่สูง

เปิดความเปราะบางครัวเรือนไทยจากผลสำรวจครัวเรือนทั่วประเ […]

The post รายได้คนไทยลดครั้งแรกในรอบ 6 ปี ผลสำรวจ 57,600 ครัวเรือนสะท้อนความเปราะบางที่ลึกกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกแสดงถึงสถานการณ์รายได้ครัวเรือนไทยที่หดตัวและภาระหนี้ที่สูง

เปิดความเปราะบางครัวเรือนไทยจากผลสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศล่าสุด : รายได้หด ลดรายจ่าย พึ่งพาเงินช่วยเหลือและหนี้ยังสูงแม้จะลดลงบ้าง กดดันการบริโภคระยะข้างหน้า

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

SCB EIC วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2025 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครอบคลุมครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่า ครัวเรือนไทยยังอยู่ระหว่างการปรับตัวจากระดับหนี้ที่สูงมาก (Deleveraging process) อีกทั้ง กำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยมี 6 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้

 

1. รายได้ครัวเรือนไทยลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี

 

รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยในปี 2025 ลดลง -2.5% เทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนในปี 2023 จากรายได้การทำงานที่หดตัวเป็นสำคัญ สะท้อนเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และปัญหาการกระจายของรายได้ครัวเรือนที่กระจุกตัวในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง

 

2. ครัวเรือนไทยอยู่รอดด้วยการพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย

 

รายได้ครัวเรือนจากเงินช่วยเหลือในปี 2025 เพิ่มขึ้น 19.4% จากปี 2023 สวนทางกับรายได้ประเภทอื่นที่ปรับลดลงทั้งหมด โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ซึ่งต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ไม่เป็นตัวเงินรวมกันเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของกระแสรายได้และความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนรายได้น้อย

 

3. ครัวเรือนไทยรัดเข็มขัดตามรายได้ที่ลดลง โดยเน้นลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

 

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนในปี 2025 ลดลง -5.4% จากปี 2023 ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง โดยครัวเรือนส่วนใหญ่เลือกลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคที่ลดลงไปเกือบ -10% ขณะที่พยายามคุมค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่ให้เพิ่มขึ้นมากนัก เช่น อาหารเครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งยังขยายตัวเล็กน้อย 0.6%

 

4. ครัวเรือนก่อหนี้ลดลงในภาพรวม แต่กลุ่มรายได้น้อยกลับก่อหนี้เพิ่มขึ้น

 

ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนในปี 2025 พบว่า หนี้ครัวเรือนในภาพรวมลดลง -11.8% จากปี 2023 รวมถึงค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ปรับตัวลดลง สะท้อนภาวะการลดภาระหนี้ (Deleveraging) ในระดับประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และความพยายามของภาคครัวเรือนในการลดภาระหนี้สินลง

 

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านหนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่หนี้เพิ่มขึ้น 1.9% ส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยรายได้จากการทำงานที่ลดลงให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

 

5. ครัวเรือนไทยที่มีหนี้และมีปัญหารายได้ไม่พอใช้จ่ายมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง

 

มากกว่า 50% ของครัวเรือนที่มีหนี้มีรายได้ไม่พอใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ไม่พอใช้สูงถึงกว่า 2 ใน 3 ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน ส่วนใหญ่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่าย

 

ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและภาระหนี้ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพคล่องตึงตัว และมีความสามารถในการรับมือกับค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2026 ได้อย่างจำกัด เนื่องจากเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นมาก

 

6. ความเปราะบางของครัวเรือนไทยเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

 

รายได้จากการทำงานที่ฟื้นตัวได้ช้า การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาระหนี้สูง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันการบริโภคภาคเอกชน และเพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

SCB EIC มองว่า การรับมือกับความท้าทายของภาคครัวเรือนจำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น การบริโภคภาคเอกชนจะยังได้แรงพยุงจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งควรเน้นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าให้ตรงกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับมาตรการบรรเทาภาระหนี้อย่างเหมาะสม

 

ขณะที่ในระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้ เพิ่มทักษะแรงงาน และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกและการก่อหนี้เพื่อการยังชีพในอนาคต

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/SES-100626

The post รายได้คนไทยลดครั้งแรกในรอบ 6 ปี ผลสำรวจ 57,600 ครัวเรือนสะท้อนความเปราะบางที่ลึกกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFM ปี 73 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1 หมื่นล้าน จ่อร่วมทุน Avanti ทุ่ม 500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเอกวาดอร์-ยันรับมือต้นทุนปลาป่นพุ่ง 40% ได้ https://thestandard.co/tfm-revenue-avanti-ecuador-factory/ Mon, 18 May 2026 03:55:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1208370 ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ประก […]

The post TFM ปี 73 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1 หมื่นล้าน จ่อร่วมทุน Avanti ทุ่ม 500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเอกวาดอร์-ยันรับมือต้นทุนปลาป่นพุ่ง 40% ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ประกาศแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายธุรกิจ ก้าวสู่การเติบโตระดับโลก (Global) ด้วยเป้าหมายทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 พร้อมจัดสรรงบลงทุนรุกคืบตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ มุ่งขยายสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มเป็น 50% ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและภูมิรัฐศาสตร์ โดยยืนยันไม่ปรับขึ้นราคาอาหารกุ้งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย

 

 
 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยถึงแผน และแถลงถึงทิศทางธุรกิจไปในช่วงระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2569-2573 จะมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับโลก ด้วยปัจจัยเรื่องคุณภาพ การบริการ และความยั่งยืน

 

สำหรับเป้าหมายสำคัญของ TFM คือการผลักดันรายได้ให้ถึง 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 จากปีที่ผ่านมาที่ทำยอดขายปิดไปได้ราว 6,035 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตแบบออร์แกนิกอยู่ที่ปีละ 8-10% ซึ่งการเติบโตตามธรรมชาตินี้จะยังมีช่องว่างรายได้ (Shortfall) ที่ต้องการเติมเต็มอีกราว 1,500-2,000 ล้านบาท

 

โดยบริษัทมีแผนการจะขยายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ในอนาคต สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50% เท่ากับสัดส่วนรายได้จากในประเทศจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศที่มีสัดส่วน 87% ของรายได้รวม

 

ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์ 1

โครงสร้างรายได้ของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

 

สำหรับกลยุทธ์หลักในการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

 

  • Win in Thailand ด้วยการมุ่งเน้นเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในประเทศไทยให้แตะระดับ 25% จากเดิม 16-17% โดยมองเห็นโอกาสเติบโตจากการทำตลาดอาหารกุ้ง และการรุกตลาดปลาน้ำจืดเพิ่มเติม
  • ขยายฐานในอินโดนีเซีย โดย TFM ตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 3 ของตลาดอาหารสัตว์น้ำในอินโดนีเซียภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับที่ 6
  • มุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) โดย TFM เป็นเจ้าแรกๆ ที่ชูจุดขายผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เช่น กุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็น Selling Point สำคัญที่ทำให้กุ้งไทยสามารถไปแข่งขันด้านมูลค่าบนเวทีโลกได้

 

แผนลงทุน และบิ๊กดีลร่วมทุน Avanti รุกตั้งโรงงานใน ‘เอกวาดอร์’

 

ด้าน ปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยถึงแผนงานในปีนี้ว่า บริษัทมีการเตรียมงบลงทุน (CAPEX) รวมประมาณ 680 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมไปถึงการปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ การพัฒนาระบบ BI (Business Intelligence) และการลงทุนครั้งใหญ่ใน ประเทศเอกวาดอร์ ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับปีนี้ราว 400-500 ล้านบาท ในการเตรียมซื้อที่ดิน การออกแบบ และที่ปรึกษาต่างๆ

 

ปิยนุช ระบุเพิ่มเติมว่า การลงทุนในเอกวาดอร์ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ โดย TFM จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในการจับมือร่วมทุน (Joint Venture) กับกลุ่ม Avanti พาร์ตเนอร์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย และมีพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นร่วมด้วย ซึ่งกระบวนการก่อสร้างคาดว่าจะใช้เวลาราว 2 ปีครึ่งและแล้วเสร็จภายในปี 2571 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมในอนาคตเพิ่มขึ้นอีก 80% จากปัจจุบัน

 

ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์ 2

ปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

 

ในขณะที่ พีระศักดิ์ ได้เสริมถึงเหตุผลที่เลือกเอกวาดอร์ว่า ปัจจุบันเอกวาดอร์เป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยปริมาณผลิตถึง 1.5 ล้านตันต่อปี และเติบโตปีละ 10-15% โดย TFM จะนำเอาจุดแข็งด้านการสนับสนุนทางเทคนิค (Technical Support) เข้าไปช่วย ควบคู่กับการเรียนรู้เทคโนโลยีแบบ Automation การใช้คนน้อย และการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพจากเอกวาดอร์ เพื่อนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยด้วย

 

รับมือวิกฤตต้นทุนปลาป่นพุ่ง 30-40% ยืนยัน ‘ไม่ลดคุณภาพ-ไม่ขึ้นราคา’

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันธุรกิจในขณะนี้ คือ ‘ต้นทุนปลาป่น’ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว รวมกว่า 30-40% จนเกือบแตะจุดสูงสุดของปี 2566 ซึ่งปัจจุบันมีราคาปรับขึ้นมาใกล้เคียงระดับ 50 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากภาวะขาดแคลนทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ปิยนุช อธิบายว่า TFM มีการบริหารความเสี่ยงด้วยการล็อกราคาวัตถุดิบอื่นล่วงหน้า เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลี ไว้แล้ว 3-6 เดือน ซึ่งราคาวัตถุดิบเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำกว่าและไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงเข้ามาช่วยชดเชยต้นทุนปลาป่นที่สูงขึ้นได้

 

ขณะที่พีระศักดิ์ ย้ำชัดเจนว่า TFM จะดำเนินนโยบาย ‘ไม่ปรับขึ้นราคาอาหารกุ้ง และ ไม่ลดสูตรโปรตีน’ เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทยในช่วงที่ราคากุ้งผันผวน โดยบริษัทจะหันไปใช้กลยุทธ์รักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ที่ 18-20% ผ่านการเพิ่มปริมาณขาย เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ให้อยู่ในระดับ 8.8% ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตภายในโรงงาน

 
ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์ 3

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

 

แผนรับมือความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง-ภูมิรัฐศาสตร์

 

สำหรับความเสี่ยงด้านปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนนั้น พีระศักดิ์ยอมรับว่าได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบให้แผนการบุกเบิกขยายตลาดใหม่เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางของ TFM ในปีนี้ต้องหยุดชะงักและเสียเปรียบในการทำตลาด บริษัทจึงปรับแผนกลับมาโฟกัสที่ตลาดเอเชียใต้แทน ส่วนทางด้านวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีภาวะ Oversupply ในตลาดและสามารถเจรจาต่อรองได้

 

ผู้บริหาร TFM ทิ้งท้ายว่า แม้ปัจจัยภายนอกทั้งด้านโรคระบาด สภาพภูมิอากาศ และราคากุ้งโลกที่ถูกลงจะยังคงเป็นความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรม แต่ TFM ยังคงมุ่งเน้นเป็นฟันเฟืองสำคัญในการใช้ดาต้า และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผสานเข้ากับการทำตลาดกุ้งที่มีคุณลักษณะเฉพาะอย่างกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างแต้มต่อและยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของไทยให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

 

The post TFM ปี 73 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1 หมื่นล้าน จ่อร่วมทุน Avanti ทุ่ม 500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเอกวาดอร์-ยันรับมือต้นทุนปลาป่นพุ่ง 40% ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอพี ชูความเชื่อมั่น ปิด Q1 รายได้หมื่นล้าน เดินเกมรุกผู้นำ Living Quality เปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง https://thestandard.co/ap-q1-revenue-living-quality/ Fri, 15 May 2026 12:03:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1207677 ภาพแสดงผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ เอพี (ไทยแลนด์) พร้อมตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิ

แม้ว่า ‘ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์’ จะเผชิญความท้าทายรอบด้าน […]

The post เอพี ชูความเชื่อมั่น ปิด Q1 รายได้หมื่นล้าน เดินเกมรุกผู้นำ Living Quality เปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ เอพี (ไทยแลนด์) พร้อมตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิ

แม้ว่า ‘ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์’ จะเผชิญความท้าทายรอบด้านจนถูกมองว่าเป็นช่วงที่ท้ายทายหนักที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี แต่ ‘เอพี (ไทยแลนด์)’ หนึ่งในผู้นำอสังหาฯ ของไทย ยังยืนเกมสวนกระแสรักษาเสถียรภาพได้อย่างแข็งแกร่งสูงที่สุดในอุตสาหกรรม ชูผลประกอบการไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 10,554 ล้าน เติบโตขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า กำไรสุทธิ 903 ล้านบาท

 

ap thai

 

ขณะเดียวกัน เอพี ไทยแลนด์ ยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวม 87,646 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ระดับต่ำเพียง 0.64 เท่า มี Backlog รวมราว 39,626 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวราบ 18,476 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 21,150 ล้านบาท (ณ 30 เมษายน 2569) ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดปี



อีกหนึ่งตัวชี้วัดความแข็งแกร่งในไตรมาสแรกของเอพีคือ ปิดการขาย 6 โครงการ มูลค่ารวม 6,175 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์

 

ap thaiap thai

 

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์วันนี้ไม่ใช่สนามของคนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือสนามของคนที่เข้าใจ รักษาจังหวะ และยืนระยะได้อย่างแข็งแกร่ง” รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) 



ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี เอพี ไทยแลนด์ ยังคงยึดมั่นพันธกิจในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย ภายใต้แนวคิด ‘AP CODE – The Code of Living Quality’ ซึ่งเป็น DNA สำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยปีนี้ เอพี ไทยแลนด์ เตรียมยกระดับองค์กรให้พร้อมรับมือความท้าทายในระยะยาวด้วยกลยุทธ์ ‘Long Game’ บนพื้นฐานของ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ที่เน้นความเข้าใจลูกค้าในเชิงลึก
 

“ตลาดยังมี Real Demand โดยเฉพาะกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แต่ลูกค้าบางเซกเมนต์ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่การนำเสนอโครงการ แต่คือการเข้าไปดูแลเคียงข้างตั้งแต่ขั้นตอน Pre-Finance เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของบ้านหลังใหม่ได้จริง” รัชต์ชยุตม์ กล่าว 

 

ap thai

 

เจาะพอร์ตแนวราบ Growth Engine ของ AP

 

แม้จังหวะที่กำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ บางส่วนชะลอการโอน แต่พอร์ตธุรกิจแนวราบของเอพี ซึ่งครอบคลุมโปรดักต์ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของกลุ่มธุรกิจเอพี การรักษาโมเมนตัมการโอนกรรมสิทธิ์ได้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี สะท้อนศักยภาพการเติบโต ความไว้วางใจ



จะเห็นว่าโครงการหลักที่สร้างสัดส่วนรายได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา, THE CITY ราชพฤกษ์-พรานนก, CENTRO บางนา, THE CITY บางนา 2 และ CENTRO เพชรเกษม-บางแค ล้วนอยู่ในที่ได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งรถไฟฟ้าและโครงข่ายถนนหลัก รวมไปถึง โครงการใหม่อย่าง PLENO ฟิวเจอร์-รังสิต และ PLENO TOWN ธรรมศาสตร์-รังสิต ที่เริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสนี้ สร้างรายได้รวมกัน 250 ล้านบาท สะท้อนความสามารถของเอพีในการพัฒนาโปรดักต์ที่เข้าใจพฤติกรรมและกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

 

ap thai

 

พร้อมกันนี้ เอพียังยกระดับ Space Quality ไปอีกขั้น ด้วยแนวคิด Natural Intelligence ผสานการออกแบบพื้นที่ให้เชื่อมต่อเข้ากับธรรมชาติภายนอก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Hybrid Living ของครอบครัวยุคใหม่ ผ่านโปรเจกต์ล่าสุด ‘Nature Architect’ ในกลุ่มบ้านเดี่ยวแบรนด์ THE CITY และ CENTRO

 

ขณะที่กลุ่มทาวน์โฮม ยังได้เปิดตัว บ้านกลางเมือง สาทร-กัลปพฤกษ์ 2 โครงการแรกที่นำเสนอแนวคิด Foyer House พร้อมฟังก์ชัน Double Height Connected เพิ่มความโปร่งโล่งและสร้างมิติใหม่ของพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน เป็นการตีโจทย์ Pain Point สำคัญของทาวน์โฮมในเรื่องพื้นที่และความเป็นส่วนตัว

 

ap thai

 

‘Real Demand’ ตลาดคอนโดฯ ยังมีถ้า ‘คุณภาพ ทำเล และราคา’ ลงตัว

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม เอพีสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น ย้ำความเชื่อมั่นตลาดคอนโด หลังโครงการใจกลางเมืองใกล้ทำเลใกล้รถไฟฟ้าและโครงการพร้อมอยู่ สร้างโมเมนตัมบวกจากยอดโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหม่ทั้ง ASPIRE อิสรภาพ สเตชั่น และ GOOD DAY สุขุมวิท 93 สะท้อน ‘เรียลดีมานด์’ ที่มีอยู่จริงในตลาด หากแบรนด์สามารถส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ควบคู่กับการนำเสนอแพ็กเกจราคาที่เข้าใจและเข้าถึงได้จริง 

 

ap thai

 

พร้อมเดินเกมรุกต่อไตรมาส 2/2569 ผ่าน LIFE สุขุมวิท-พระราม 4 โครงการร่วมทุนที่มาพร้อมนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยใจกลางเมือง ด้วยพื้นที่ส่วนกลางชิดขอบฟ้าที่เปิดรับวิวโค้งน้ำบางกะเจ้า ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่

 

ไตรมาส 2/2569 นี้ เอพีเดินเกมรุกต่อ เปิดตัว 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 17,150 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ได้แก่ โครงการแนวราบ 9 โครงการ พร้อมด้วยไฮไลต์คอนโดมิเนียมร่วมทุนใจกลางเมือง ‘LIFE สุขุมวิท-พระราม 4’ และการขยายมาตรฐานเอพีเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในภูมิภาค ผ่านแบรนด์ ‘อภิทาวน์’ อีก 2 โครงการใหม่ (สระบุรี และหัวหิน)



กุญแจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพมากกว่า 200 โครงการเครือเอพี ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และทุกภูมิภาคทั่วประเทศ คือ ความมุ่งมั่นออกแบบและพัฒนาโครงการ ความตั้งใจที่จะทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และการส่งมอบความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

 

อัปเดตทุกโครงการใหม่จากเอพี กับบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดฯ ตลอดปี 2026 นี้  คลิก ›

The post เอพี ชูความเชื่อมั่น ปิด Q1 รายได้หมื่นล้าน เดินเกมรุกผู้นำ Living Quality เปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติเตือนรายได้คนไทยจ่อ ‘ติดลบ’ ในปีนี้ เกษตรกรรายได้ติดลบหนักถึง -8.5% ผลกระทบ ‘เอลนีโญ’ https://thestandard.co/bot-income-negative-farmers-elnino/ Wed, 13 May 2026 07:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1206695 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญญาณอันตราย รายได้คนไทยจ่อติดลบ

แบงก์ชาติคาดรายได้แรงงานไทยปี 2569 อาจ -0.3% ชะลอตัวแรง […]

The post แบงก์ชาติเตือนรายได้คนไทยจ่อ ‘ติดลบ’ ในปีนี้ เกษตรกรรายได้ติดลบหนักถึง -8.5% ผลกระทบ ‘เอลนีโญ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญญาณอันตราย รายได้คนไทยจ่อติดลบ

แบงก์ชาติคาดรายได้แรงงานไทยปี 2569 อาจ -0.3% ชะลอตัวแรงจากอดีต ที่เคยโตเฉลี่ย 4.7% ผลพวงมาจากสงครามจ่อกระทบภาคการท่องเที่ยว และภาวะเอลนีโญจ่อฉุดรายได้เกษตรกรติดลบหนักถึง -8.5% ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพครัวเรือนจ่อเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย

 

วันนี้ (13 พฤษภาคม) ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รายได้แรงงานไทยในปี 2569 นี้มีแนวโน้มหดตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ -0.3% YoY สะท้อนถึงการชะลอตัวอย่างชัดเจนจากค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2558-2562) ที่เคยขยายตัวเฉลี่ยถึง 4.7%

 

โดยปราณีเปิดเผยว่า การลดลงดังกล่าวมีปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่จ่อกระทบรายได้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและลูกจ้างในภาคบริการ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในระยะถัดไปเมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย รายได้รวมจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญญาณอันตราย รายได้คนไทยจ่อติดลบ 1

 

เมื่อแยกเป็นกลุ่มแรงงาน ได้แก่ ลูกจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร พบว่า รายได้ของ ‘ลูกจ้าง’ (สัดส่วน 59% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) แม้จะยังคงขยายตัวได้แต่ก็มีทิศทางที่ชะลอลงอย่างมาก จากอดีตในช่วงปี 2558-2562 ที่เคยเติบโต 4.1% คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.2% ในปี 2568 และ 0.9% ในปี 2569 ก่อนจะปรับตัวขึ้นเป็น 2.3% ในปี 2570

 

ขณะที่รายได้ ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ (สัดส่วน 31% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่แนวโน้มรายได้ลดลง จากที่เคยขยายตัวสูงถึง 8.0% ในช่วงปี 2558-2562 คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.3% ในปี 2568 และจะหดตัวติดลบที่ -0.3% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวที่ 3.8% ในปี 2570

 

ส่วนรายได้ ‘เกษตรกร’ (สัดส่วน 10% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่เผชิญวิกฤตรายได้หนักที่สุด จากที่เคยเติบโตเล็กน้อย 0.3% ในอดีต คาดการณ์ว่ารายได้จะหดตัวอย่างรุนแรงถึง -6.6% ในปี 2568 และหดตัวลึกขึ้นเป็น -8.5% ในปี 2569 ก่อนจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 1.5% ในปี 2570

 

รายได้จ่อหด ค่าครองชีพจ่อเพิ่ม

 

ภาวะรายได้จ่อหดตัวยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ครัวเรือนไทยอาจเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ทำให้เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและเกิดภาวะวัตถุดิบตึงตัว จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของภาคครัวเรือน รวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญญาณอันตราย รายได้คนไทยจ่อติดลบ 2

 

ปราณีกล่าวต่อว่า ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นและรายได้ที่มีแนวโน้มลดลงอาจจะส่งผลกดดันต่อการบริโภคภาคเอกชน โดยบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 นี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ 1.6% (จาก 2.7% ในปี 2568) อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในปีหน้า หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายและนักท่องเที่ยวกลับมา จะส่งผลดีต่อรายได้รวมและช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.9%

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญญาณอันตราย รายได้คนไทยจ่อติดลบ 3

The post แบงก์ชาติเตือนรายได้คนไทยจ่อ ‘ติดลบ’ ในปีนี้ เกษตรกรรายได้ติดลบหนักถึง -8.5% ผลกระทบ ‘เอลนีโญ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SM Entertainment ทำรายได้เพิ่มขึ้น 20.6% ในไตรมาสแรกของปี https://thestandard.co/sm-entertainments-revenue-increased-by-206-in-the/ Fri, 08 May 2026 00:59:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1204919 SM Entertainment ทำรายได้เพิ่มขึ้น 20.6% ในไตรมาสแรกของปี

ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ SM Entertainment เพิ่ง […]

The post SM Entertainment ทำรายได้เพิ่มขึ้น 20.6% ในไตรมาสแรกของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SM Entertainment ทำรายได้เพิ่มขึ้น 20.6% ในไตรมาสแรกของปี

ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ SM Entertainment เพิ่งเปิดเผยรายได้ในไตรมาสแรกประจำปี 2026 ว่าพวกเขาทำรายได้ไปถึง 2.79 แสนล้านวอน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น 20.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

 

รายได้หลักของไตรมาสแรกนั้นมาจากการทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินในค่าย ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ของ SUPER JUNIOR, NCT DREAM, aespa, RIIZE และ NCT WISH ที่คิดเป็นจำนวนเงินราวๆ 6.08 หมื่นล้านวอน ในขณะที่สินค้าออฟฟิเชียลและของลิขสิทธิ์ต่างๆ ก็เติบโตขึ้น 20% เพราะว่าในไตรมาสแรกพวกเขามี Pop-up Event ของ EXO และ NCT WISH, ยอดขายแท่งไฟของ aespa และ Hearts2Hearts

 

อย่างไรก็ตาม รายได้จากอัลบั้มและเพลงดิจิทัลของพวกเขาน้อยลงกว่าปีก่อน แต่ยอดขายแผ่นพุ่งเกือบเท่าตัว เพราะไตรมาสเดียวกันนี้ของปีก่อนทำสถิติไว้ที่ 9.2 แสนชุด แต่ไตรมาสแรกของปีนี้ขายไปทั้งหมด 1.79 ล้านชุด โดยศิลปินหลักๆ ที่ทำยอดขายจำนวนมหาศาลก็คือ EXO กับอัลบั้ม REVERXE 1.01 ล้านชุด, NCT JNJM อัลบั้ม Both Sides อีก 5.2 แสนชุด และ Irene อัลบั้ม Biggest Fan อีก 2.2 แสนชุด ส่วนแอปพลิเคชัน DearU ที่ศิลปินใช้ติดต่อสื่อสารกับแฟนๆ โดยตรง ก็ทำรายได้ให้กับ SM Entertainment อย่างมั่นคงด้วยเช่นกัน

 

หลังจากนี้ SM Entertainment ยังเตรียมปล่อยอัลบั้มเต็มของศิลปินคนอื่นๆ ในค่าย อาทิ TAEYONG, YESUNG, aespa, NCT 127 รวมทั้งมินิอัลบั้มของ SHINee, RIIZE และ Red Velvet รวมทั้งวางแผนเดินหน้าซื้อธุรกิจและกิจการดนตรีอื่นๆ ตลอดจนการเตรียมจับมือกับ HYBE, JYP และ YG เพื่อตั้งบริษัทร่วมทุนสำหรับการจัดเทศกาลดนตรีรวมศิลปินเคป๊อปที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของดนตรีเคป๊อปในระดับโลก ดังนั้นก็เป็นที่น่าติดตามต่อไปว่าในไตรมาสถัดไปหลังจากนี้ รายได้และผลประกอบการของพวกเขาจะเติบโตไปถึงระดับใด

 

ภาพ: EXO

 

อ้างอิง:

 

The post SM Entertainment ทำรายได้เพิ่มขึ้น 20.6% ในไตรมาสแรกของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prada Group เห็นรายได้เติบโตขึ้น 14% ในไตรมาสแรกของปี 2026 https://thestandard.co/prada-group-q1-revenue-growth/ Thu, 07 May 2026 03:18:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1204604 ภาพประกอบข่าว Prada Group รายได้เติบโต 14% ในไตรมาสแรกของปี 2026

ในขณะที่บริษัทลักชัวรียักษ์ใหญ่อย่าง LVMH และ Kering ยั […]

The post Prada Group เห็นรายได้เติบโตขึ้น 14% ในไตรมาสแรกของปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Prada Group รายได้เติบโต 14% ในไตรมาสแรกของปี 2026

ในขณะที่บริษัทลักชัวรียักษ์ใหญ่อย่าง LVMH และ Kering ยังคงพบกับความท้าทายจากความซบเซาของธุรกิจลักชัวรีตลอดช่วงปีที่ผ่านมา แต่ Prada Group เป็นไปในทิศทางตรงข้าม เพราะจากผลประกอบการครั้งล่าสุด พบว่าบริษัทมียอดขายอยู่ที่ 1.42 พันล้านยูโร นับว่าสูงขึ้น 6% เมื่อเทียบจากไตรมาสที่แล้ว และเมื่อรวมกับรายได้ของ Versace ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการอย่างเต็มตัวในปี 2025 รายได้ทั้งหมดในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่จะนับว่าเพิ่มขึ้น 14%

 

มีการรายงานว่าแบรนด์ Prada มีรายได้ทั้งหมด 771 ล้านยูโรในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.4% และมีจำนวนเกือบเทียบเท่ากับไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ซึ่งความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่มาจากอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า ผลประกอบการเหล่านี้มาจากการขายสินค้าราคาเต็ม ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางในช่วงเวลาดังกล่าว โดยยอดขายของแบรนด์ Prada นับเป็น 62% ของรายได้บริษัททั้งหมด

 

ทางด้าน Miu Miu มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่จำนวน 358 ล้านยูโร นับเป็น 29% ของรายได้บริษัททั้งหมด ซึ่งก็ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะยอดขายของแบรนด์เคยเติบโตขึ้นถึง 60% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า อีกทั้งในไตรมาสแรกของปีนี้ Miu Miu ก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางเช่นเดียวกับแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำส่วนใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Miu Miu ในอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิกนั้นเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนสามารถชดเชยการชะลอตัวของยอดขายในยุโรปกับตะวันออกกลางได้

 

Andrea Guerra ผู้บริหารแห่ง Prada Group เผยว่าบริษัทใช้กลยุทธ์ลดการจำหน่ายสินค้า Prada ผ่านเอาต์เล็ต และผลที่ออกมาก็คือการเติบโตของรายได้จากสินค้าราคาเต็ม ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในวันข้างหน้า ส่วน Miu Miu ที่ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลงในยุโรป แต่พวกเขาก็กำลังสร้างรากฐานที่มั่นคงผ่านสโตร์ในมิลาน ปารีส และลอนดอน

 

ในขณะที่ Versace ที่มีรายได้ 143 ล้านยูโรในไตรมาสแรกของปีนี้ ตามการคาดการณ์ของบริษัท ก็น่าจะมีความท้าทายมากขึ้นในไตรมาสที่ 3 ขึ้นไป เนื่องจากแบรนด์จะยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ภายในปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นยิ่งใหญ่อย่างเต็มตัวในปี 2027 ของ Pieter Mulier ครีเอทีฟไดเรคเตอร์คนใหม่

 

อ้างอิง https://finance.yahoo.com/markets/stocks/articles/prada-group-sees-q1-2026-153903784.html?guccounter=1

 

The post Prada Group เห็นรายได้เติบโตขึ้น 14% ในไตรมาสแรกของปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กับดักการสร้างหนี้… ในวันที่คิดว่าชีวิตพร้อมแล้ว https://thestandard.co/debt-trap-financial-planning/ Thu, 23 Apr 2026 06:53:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1200463 หุ่นฟิกเกอร์คนแบกบล็อกไม้คำว่า 'หนี้' สะท้อนภาระทางการเงิน

หนี้จำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ชีวิตมีปัญหา แต่เริ่ม […]

The post กับดักการสร้างหนี้… ในวันที่คิดว่าชีวิตพร้อมแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นฟิกเกอร์คนแบกบล็อกไม้คำว่า 'หนี้' สะท้อนภาระทางการเงิน

หนี้จำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ชีวิตมีปัญหา แต่เริ่มต้นในวันที่ทุกอย่างดูมั่นคงพอให้เชื่อว่าเราน่าจะจัดการได้ และหลายครั้งมาจากการประเมินอนาคตของตัวเองเบาเกินไป

 

หนี้จำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงที่ตัวเรามองว่าอยู่ในจุดที่รับภาระได้รายได้มั่นคงขึ้น ประวัติทางการเงินดีขึ้น ทำให้เรารู้สึกเชื่อมั่นต่ออนาคตมากขึ้น ขณะเดียวกันหลายอย่างรอบตัวก็เริ่มส่งสัญญาณว่าถึงเวลาขยับชีวิตอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามบทบาทของชีวิต คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังก่อภาระ แต่กำลังจัดชีวิตให้เหมาะกับสิ่งที่กำลังเติบโต

 

คนในวัย 30-40 ปี อาจเพิ่งเลื่อนตำแหน่ง มีรายได้เพิ่มขึ้นมากชัดเจน จากเดิมใช้รถคันเดิมที่ยังไม่มีปัญหา แต่เริ่มรู้สึกว่าควรเปลี่ยนเป็นรถที่เหมาะกับบทบาทมากขึ้น เพราะต้องพบลูกค้า เดินทางบ่อย และอยากให้ครอบครัวนั่งสบายขึ้น ค่างวดเพิ่มขึ้นเดือนละไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้ใหม่ ทุกอย่างยังอยู่ในระดับที่รับได้และดูเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผล

 

สำหรับสถาบันการเงินก็เช่นเดียวกัน นี่คือช่วงเวลานี้ที่ตัวเลขหลายอย่างบอกว่าผู้กู้ยังรับภาระได้ การอนุมัติหนี้ก้อนใหม่จึงดูสมเหตุสมผลทั้งในสายตาของระบบสินเชื่อและในความรู้สึกของเจ้าตัวเอง เพราะในวันนั้น ทุกอย่างมักดูเหมือนกำลังไปได้ดี และนั่นเองคือจุดที่กับดักหนี้จำนวนมากเริ่มต้นโดยไม่ดูน่ากังวล แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองปี ภาระดูแลพ่อแม่เริ่มชัดขึ้น ลูกมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่เรื่องสุขภาพเริ่มเข้ามา สิ่งที่เคยดูเบาในวันตัดสินใจจึงค่อยๆ มีน้ำหนักมากขึ้น นี่คือธรรมชาติของหนี้ที่มักไม่หนักในวันที่เริ่มต้น แต่ค่อยๆ หนักขึ้นเมื่อชีวิตมีองค์ประกอบมากขึ้น

 

กับดักหนี้จำนวนมากจึงไม่ได้เริ่มจากการคำนวณผิด หากเริ่มจากการประเมินอนาคตของตัวเองในแบบที่มั่นใจเกินไปเล็กน้อย เพราะเมื่อมองจากตัวเลขปัจจุบัน ทุกอย่างยังดูอยู่ในระดับที่จัดการได้ ค่างวดบ้านยังไม่เกินสัดส่วนรายได้ ค่างวดรถยังเหลือเงินใช้ บัตรเครดิตยังหมุนได้โดยไม่รู้สึกกดดัน คำว่า ‘ผ่อนไหว’ จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญของการสร้างหนี้

 

เรามักเชื่อว่ารายได้จะเดินต่อไปในทิศทางเดิม เชื่อว่าแผนชีวิตเป็นไปตามที่คาดหวัง ภาระใหม่จะยังอยู่ในระดับควบคุมได้ และสิ่งที่กำลังรับผิดชอบอยู่วันนี้จะไม่เปลี่ยนเร็วเกินไป ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักมองอนาคตจากสิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ความเสี่ยงจำนวนมากจึงเกิดขึ้นตรงช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราคิดว่าจะเกิดขึ้น กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในภายหลัง

 

หลักเกณฑ์พื้นฐานที่หลายคนใช้วางแผนการเงิน คือ ภาระหนี้รวมไม่ควรเกินประมาณ 35-40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินออม และเป้าหมายระยะยาว หลักเกณฑ์นี้มีประโยชน์ในการทำหน้าที่เป็นเริ่มต้นในแผนการเงิน แต่สิ่งที่หลายคนมองไม่เห็นคือ ตัวเลขเหล่านี้มีเงื่อนไขซ่อนอยู่นั่นคือรายได้ต้องต่อเนื่อง ภาระอื่นไม่เพิ่มเร็วเกินไป และความสามารถในการรับภาระในอนาคตยังใกล้เคียงกับวันนี้

 

นั่นหมายความว่า ต่อให้หนี้ยังอยู่ในเกณฑ์แต่หากชีวิตจริงเปลี่ยนเร็วกว่าสิ่งที่คิดไว้ ตัวเลขที่ดูปลอดภัยก็อาจกลายเป็นกับดักหนี้ทางความคิดได้เช่นกัน หลายกรณีสิ่งที่ทำให้คนมั่นใจไม่ใช่ตัวหนี้เอง แต่คือความเชื่อว่าเรายังไหว ความเสี่ยงของหนี้จึงอาจไม่ได้เริ่มเมื่อเราสร้างหนี้เกินเกณฑ์ แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เราใช้เกณฑ์นั้นทำให้ตัวเองสบายใจเกินไป

 

อีกกับดักหนึ่งที่พบได้บ่อย คือการมองหนี้ผ่านค่างวดรายเดือนจนมองไม่เห็นต้นทุนจริงทั้งหมด คำว่าเดือนละไม่กี่พันเป็นคำที่ฟังดูเบาในวันตัดสินใจ แต่เมื่อหนี้หลายรายการเกิดขึ้นพร้อมกัน สิ่งที่ดูเล็กในแต่ละส่วนจะรวมกันเป็นภาระคงที่ที่กินพื้นที่ทางการเงินมากกว่าที่คิด รถหนึ่งคัน บัตรเครดิตหลายสถาบัน ค่าใช้จ่ายผ่อนชำระ 0% หรือภาระเล็กๆ ที่ดูไม่น่ากระทบในวันแรก เมื่อรวมกันแล้วอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนขนาดใหญ่ที่ล็อกรายได้ส่วนใหญ่เอาไว้ หลายคนจึงมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่กลับไม่รู้สึกว่าการเงินเบาขึ้น เพราะรายได้ใหม่ถูกดูดซับไปกับภาระเดิมแทบทั้งหมด สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่แค่เงินสดหรือสภาพคล่อง แต่คือพื้นที่ให้ชีวิตมีอิสระในการขยับตัว

 

ในทางจิตวิทยา เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก เพราะมนุษย์มักให้น้ำหนักกับสิ่งที่ได้ทันทีมากกว่าผลกระทบระยะยาว รถคันใหม่ให้ความรู้สึกชัดเจนในวันนี้ บ้านใหม่ให้ภาพของความมั่นคงทันที สิ่งที่ซื้อผ่านบัตรเครดิตให้ความสะดวกในขณะนั้น ขณะที่ภาระในอีกหลายปีข้างหน้ายังดูไกลเกินกว่าจะรู้สึกจริงในวันตัดสินใจ เราไม่ได้ไม่รู้ว่าต้องจ่ายต่อ แต่สมองมักตีความอนาคตว่าน่าจะจัดการได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมแม้คนที่มีความรู้ทางการเงินก็ยังตัดสินใจสร้างภาระเกินตัวได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ธรรมชาติของมนุษย์ที่มองอนาคตในแบบมองโลกดีเกินไปเล็กน้อย

 

หนี้จึงเป็นเรื่องของโครงสร้างชีวิตในระยะยาว เพราะหนี้แต่ละประเภทส่งผลต่อชีวิตไม่เหมือนกัน และในหลายกรณี กับดักหนี้ไม่ได้เกิดจากหนี้ก้อนเดียว แต่เกิดจากหนี้หลายประเภทที่ค่อยๆ ซ้อนกันโดยไม่มีใครรู้ตัว หนี้แต่ละประเภทไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตเหมือนกัน และเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ทำให้ความสามารถในการรับมือเปลี่ยนไปมากกว่าที่เห็นจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว

 

หนี้ประเภทแรก คือ หนี้ที่สร้างทรัพย์สิน โดยเฉพาะบ้าน เพราะมักเกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตเริ่มมั่นคง รายได้ชัดเจนขึ้น และเริ่มมองหาความมั่นคงระยะยาวให้กับตัวเองหรือครอบครัว ในทางจิตวิทยาหนี้ประเภทนี้มักถูกยอมรับได้ง่ายเพราะปลายทางยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ ทำให้ความรู้สึกของการเป็นหนี้ดูต่างจากหนี้ประเภทอื่น และหลายคนพร้อมรับภาระระยะยาวหากเชื่อว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือความมั่นคง แต่หนี้บ้านเป็นหนี้ระยะยาว ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่ในวันที่กู้ผ่านแต่อยู่ที่รายได้ในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าจะยังรับภาระเดิมได้หรือไม่ด้วย

 

บ้านยังไม่ได้มีเพียงค่างวด ยังมีค่าตกแต่ง ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายหลังการโอน รวมถึงต้นทุนของรูปแบบชีวิตที่มากับบ้านหลังนั้น ซึ่งหลายอย่างมักเริ่มชัดขึ้นหลังจากเข้าอยู่แล้ว จึงมีหลายกรณีที่บ้านยังเป็นทรัพย์สินในทางบัญชี แต่ในชีวิตจริงกลับเริ่มกลายเป็นแรงกดดัน เพราะหลังจ่ายค่างวดและค่าใช้จ่ายที่ตามมา พื้นที่ทางการเงินที่เหลืออยู่แคบกว่าที่เคยคิดไว้ ความท้าทายของหนี้บ้านจึงไม่ใช่แค่การซื้อให้ได้ แต่คือการทำให้บ้านยังอยู่ร่วมกับชีวิตได้ แม้ในวันที่รายได้หรือภาระรอบตัวไม่เหมือนเดิม

 

หนี้ประเภทที่สองคือ หนี้เพื่อการใช้ชีวิต เช่นหนี้ค่ารถยนต์ รถต่างจากบ้านตรงที่มูลค่าลดลงเร็วกว่า แต่ภาระมักมีระยะเวลาสั้นกว่า และในทางปฏิบัติยังมีโอกาสปรับตัวได้มากกว่า หากวันหนึ่งจำเป็นต้องลดภาระลง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนมักคิดไม่ครบคือ รถไม่ได้มีเพียงค่างวด แต่มีต้นทุนต่อเนื่องที่ตามมาหลังรับรถ ทั้งค่าประกันภัย ค่าบำรุงรักษา ภาษี ค่าน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งานจริง จึงมีไม่น้อยที่ค่างวดรถยังดูไม่หนัก แต่เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดแล้ว กลับกินกระแสเงินสดมากกว่าที่ประเมินไว้ตั้งแต่ต้น

 

ส่วนหนี้ประเภทสุดท้ายคือ หนี้ที่ไม่สร้างมูลค่าในระยะยาว เช่น บัตรเครดิตที่จ่ายขั้นต่ำ หรือสินเชื่อระยะสั้น หนี้ประเภทนี้มักเริ่มจากจำนวนเงินที่ไม่มาก และเพราะวงเงินยังเหลืออยู่ สิ่งที่ต่างจากหนี้สองประเภทแรกคือ หนี้ลักษณะนี้เสื่อมคุณค่าทางความรู้สึกเร็วที่สุด แต่ดอกเบี้ยกลับเดินเร็วที่สุดเช่นกัน แม้จะเป็นหนี้ที่ปิดได้เร็วที่สุดหากหยุดเพิ่มภาระใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นหนี้ที่สะสมต่อได้ง่ายที่สุด หากยังใช้เพื่อรักษาระดับการใช้ชีวิตเดิม

 

ในช่วงที่กระแสเงินสดเริ่มตึง หลายคนจึงไม่ได้เริ่มมีปัญหาจากหนี้ก้อนใหญ่ แต่เริ่มจากวันที่หนี้ระยะสั้นเข้ามาเติมในช่วงที่หนี้ระยะยาวกินพื้นที่ไปแล้วเกือบทั้งหมด และเมื่อถึงจุดนั้น หนี้ทั้งสามประเภทจะไม่ใช่เรื่องแยกส่วนอีกต่อไป เพราะหนี้ก้อนหนึ่งเริ่มลดความสามารถในการจัดการอีกก้อนหนึ่งอย่างชัดเจน

 

บางครั้ง การมองหนี้อาจไม่ใช่แค่ดูว่ามีกี่ก้อน แต่คือมองให้ออกว่าก้อนไหนเปลี่ยนยาก ก้อนไหนลดได้ และก้อนไหนกำลังเริ่มส่งสัญญาณว่าพื้นที่ทางการเงินเหลือน้อยลงกว่าที่ควร เพราะในชีวิตจริงสิ่งที่ทำให้การเงินเริ่มตึงขึ้น หลายครั้งไม่ได้มาจากหนี้ก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว แต่เกิดจากหนี้หลายประเภทที่ค่อยๆ ซ้อนกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยแต่ละก้อนล้วนเริ่มต้นจากเหตุผลที่ฟังดูสมควรในเวลานั้น

 

หนี้บ้านอาจเริ่มจากความมั่นคง หนี้รถอาจตามมาจากความจำเป็นของชีวิต และหนี้ระยะสั้นอาจเข้ามาในวันที่รายจ่ายประจำเริ่มกินพื้นที่มากกว่าที่เคยคิด เมื่อรวมกัน สิ่งที่เคยดูรับไหวทีละส่วนอาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาระที่กินพื้นที่ของทางเลือกในชีวิตมากกว่าที่รู้สึกในวันตัดสินใจ และอาจเป็นเพราะเหตุนี้เองที่กับดักหนี้จำนวนมากไม่ได้เริ่มในวันที่ชีวิตมีปัญหา แต่เริ่มในวันที่หลายอย่างดูลงตัวพอให้เชื่อว่าเราน่าจะรับภาระเพิ่มได้

 

หลายการตัดสินใจจึงอาจไม่ได้ผิด เพียงแต่เกิดขึ้นในช่วงที่ความมั่นใจเดินเร็วกว่าการมองต้นทุนทั้งหมดให้ครบถ้วนเพราะในโลกของการเงินส่วนบุคคล หนี้ที่ดีไม่ใช่หนี้ที่ไม่มีเลยแต่คือหนี้ที่ยังช่วยให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่ทำให้พื้นที่ของอนาคตค่อยๆ แคบลงจนเกินไป

 

ภาพ: Andrey_Popov / Shutterstock

The post กับดักการสร้างหนี้… ในวันที่คิดว่าชีวิตพร้อมแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โกฮัง..หัวใจโกโฮม ทำรายได้ถึง 70 ล้านบาท หลังเข้าฉายเพียง 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/gohan-movie-70m-revenue/ Fri, 17 Apr 2026 05:23:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1198507 โปสเตอร์ภาพยนตร์ โกฮัง..หัวใจโกโฮม แสดงน้องหมาสีขาวน่ารักและนักแสดง

เดินหน้าสร้างความประทับใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่องสำหรับ โ […]

The post โกฮัง..หัวใจโกโฮม ทำรายได้ถึง 70 ล้านบาท หลังเข้าฉายเพียง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปสเตอร์ภาพยนตร์ โกฮัง..หัวใจโกโฮม แสดงน้องหมาสีขาวน่ารักและนักแสดง

เดินหน้าสร้างความประทับใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่องสำหรับ โกฮัง..หัวใจโกโฮม ภาพยนตร์ชวนอบอุ่นหัวใจจาก GDH ที่ล่าสุดสามารถทำรายได้ถึง 70 ล้านบาทภายใน 2 สัปดาห์หลังจากเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

 

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวด้วยรายได้อันดับ 1 ตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย ทั้งยังขึ้นแท่นเป็นหนังอบอุ่นหัวใจที่ใครหลายคนยกให้เป็นหนังฮีลใจแห่งปี รวมถึงกระแสแรงจากการพูดถึงบนโลกโซเชียลที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความประทับใจจนต้องเสียน้ำตา

 

สำหรับ โกฮัง..หัวใจโกโฮม เป็นภาพยนตร์ฟีลกู๊ดอบอุ่นหัวใจที่บอกเล่าเรื่องราวของน้องหมาจรจัดตัวสีขาวจมูกสีชมพูที่เติบโตผ่าน 3 ช่วงวัยสำคัญเพื่อตามหา ‘บ้าน’ ที่แท้จริง ซึ่งในระหว่างทางจะพาทุกคนไปพบกับความอบอุ่นและความรัก รวมถึงการจากลาที่ถ่ายทอดผ่านมุมมองของ 3 ผู้กำกับ หมู ชยนพ, บาส พูนพิริยะ และ อัตต้า อัตตา ร่วมกับทัพนักแสดง นำโดย ยาสุชิ คิตะจิมะ, โป มะมี ตา, เจ้านาย จินเจษฎ์ และ ตู ต้นตะวัน ที่มาสร้างความประทับใจไปด้วยกัน

 

นอกจากนี้ GDH ยังมีการปล่อย International Posters พร้อมส่งความอบอุ่นข้ามพรมแดน ออกฉายสู่สายตาแฟนๆ ชาวต่างชาติเร็วๆ นี้อีกด้วย ส่วนผู้ชมชาวไทย โกฮัง..หัวใจโกโฮม กำลังเดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และยังสามารถรับชมได้ในโรงภาพยนตร์

 

ภาพ: GDH

 

อ้างอิง: https://x.com/gdh559/status/2044649487327797426?s=20

The post โกฮัง..หัวใจโกโฮม ทำรายได้ถึง 70 ล้านบาท หลังเข้าฉายเพียง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kering รายได้ลดลง 6% ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเช่นกัน https://thestandard.co/kering-revenue-drops-q1-2026/ Fri, 17 Apr 2026 01:36:18 +0000 https://thestandard.co/kering-revenue-drops-q1-2026/ ป้ายร้าน Gucci (กุชชี่) แบรนด์แฟชั่นหรูหรา

Kering บริษัทลักชัวรีเจ้าของแบรนด์ Gucci, Saint Laurent […]

The post Kering รายได้ลดลง 6% ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเช่นกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายร้าน Gucci (กุชชี่) แบรนด์แฟชั่นหรูหรา

Kering บริษัทลักชัวรีเจ้าของแบรนด์ Gucci, Saint Laurent, Balenciaga, Bottega Veneta, Alexander McQueen และอีกมากมาย มีรายได้ลดลง 6% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 ซึ่งมีปัจจัยมาจากยอดขายของ Gucci แบรนด์เสาหลักของบริษัทที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง บวกกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้

 

Kering รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 ที่มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 3.57 พันล้านดอลลาร์ ตรงกับที่แพลตฟอร์มด้านการเงินอย่าง FactSet คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งถึงแม้ว่ารายได้บริษัทจะลดลง 6% แต่บริษัทเผยว่ามันเป็นรายได้ที่ทรงตัว หากวัดผลตามพื้นฐานหลักการ Like-for-Like โดย Luca de Meo ผู้บริหารแห่ง Kering เผยว่า รายได้บริษัทในไตรมาสที่ 1 ของปี ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 1% เช่นเดียวกับ LVMH ที่มีรายได้ลดลง 6% ในไตรมาสแรกเช่นกัน

 

“รายได้บริษัทของเราทรงตัวแล้ว นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับการพลิกสถานการณ์บริษัท รวมไปถึงการแก้ไขปรับปรุงยอดขายให้ดีขึ้นตามลำดับขั้นตอน”

 

การรายงานผลประกอบการครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ Kering ไม่เปิดเผยรายได้ของแต่ละแบรนด์ในเครือบริษัท ยกเว้น Gucci ที่ทำยอดขาย 40% ให้กับบริษัทเมื่อปีก่อน โดยตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Gucci มีรายได้ลดลง 14% อยู่ในจำนวน 1.35 พันล้านยูโร ในขณะที่สินค้าหมวดหมู่เครื่องหนังโดยรวมของ Kering มีรายได้ทั้งหมด 2.85 พันล้านยูโรในช่วงเวลาดังกล่าว นับว่าลดลง 9% อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะรายได้ของ Saint Laurent, Bottega Veneta, Belenciaga และ Brioni ต่างก็เติบโตในไตรมาสนี้ ด้วยยอดขายที่มั่นคงในอเมริกาเหนือ

 

ภาพ: John Keeble/Getty Images

อ้างอิง: https://th.fashionnetwork.com/news/Kering-remains-weighed-down-by-gucci-in-q1-as-revenue-falls-6-,1823534.html

 

The post Kering รายได้ลดลง 6% ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเช่นกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อประเมิน The Masters รายได้ของที่ระลึกปีนี้มีลุ้นแตะ 2,000 ล้านบาท ‘Gnome’ ของแรร์ขายดีที่สุด https://thestandard.co/masters-gnome-merchandise-income/ Fri, 10 Apr 2026 06:16:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1196663 แฟนกอล์ฟถือตุ๊กตา Masters Gnome ของที่ระลึกยอดฮิต ในการแข่งขัน The Masters

กระแส ‘Masters Gnome’ กลายเป็นของที่ระลึกสุดฮิตในศึก Th […]

The post สื่อประเมิน The Masters รายได้ของที่ระลึกปีนี้มีลุ้นแตะ 2,000 ล้านบาท ‘Gnome’ ของแรร์ขายดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟนกอล์ฟถือตุ๊กตา Masters Gnome ของที่ระลึกยอดฮิต ในการแข่งขัน The Masters

กระแส ‘Masters Gnome’ กลายเป็นของที่ระลึกสุดฮิตในศึก The Masters Tournament 2026 หลังแฟนกอล์ฟต่อคิวซื้อกันตั้งแต่เช้าที่ร้าน North Golf Shop ในสนาม Augusta National โดยบางช่วงต้องรอนานถึง 90 นาที และสินค้าหมดภายในชั่วโมงแรกของการเปิดขาย

 

รายงานระบุว่า มี Gnome วางจำหน่ายราว 1,000 ตัวต่อวัน ราคา 59.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,000 บาท) และจำกัดซื้อได้คนละ 1 ตัวเท่านั้น แต่ยังคงขายหมดอย่างรวดเร็วทุกวัน ขณะเดียวกันปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของของที่ระลึกชิ้นนี้ และมีข่าวลือว่าอาจเป็นปีสุดท้ายที่วางจำหน่าย ส่งผลให้ราคาขายในตลาดรีเซลพุ่งสูงถึง 500-1,000 ดอลลาร์ (16,000-32,000 บาท)

 

สำหรับ ‘Gnome’ (โนม) คือตุ๊กตารูปปั้นคนแคระสวมหมวกทรงแหลมตามความเชื่อในนิทานพื้นบ้านยุโรปว่าเป็นผู้พิทักษ์สวนและทรัพย์สินใต้ดิน ซึ่งทาง The Masters ได้นำมาออกแบบใหม่ในชุดกอล์ฟสุดน่ารัก โดยตุ๊กตามีความสูงประมาณ 18 นิ้ว เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทุกปี กลายเป็นของสะสมล้ำค่าที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกต่างต้องการ

 

คาดว่า The Masters ปีนี้จะสร้างรายได้จากสินค้าที่ระลึกสูงถึง 70 ล้านดอลลาร์ (ราวๆ 2,500 ล้านบาท) โดย Masters Gnome ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและขายหมดเร็วที่สุดของทัวร์นาเมนต์

 

แฟนกอล์ฟถือตุ๊กตา Masters Gnome ของที่ระลึกยอดฮิต ในการแข่งขัน The Masters 1แฟนกอล์ฟถือตุ๊กตา Masters Gnome ของที่ระลึกยอดฮิต ในการแข่งขัน The Masters 2แฟนกอล์ฟถือตุ๊กตา Masters Gnome ของที่ระลึกยอดฮิต ในการแข่งขัน The Masters 3แฟนกอล์ฟถือตุ๊กตา Masters Gnome ของที่ระลึกยอดฮิต ในการแข่งขัน The Masters 4

 

The post สื่อประเมิน The Masters รายได้ของที่ระลึกปีนี้มีลุ้นแตะ 2,000 ล้านบาท ‘Gnome’ ของแรร์ขายดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/tman-q3-profit-revenue-vita-c/ Thu, 19 Mar 2026 01:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1157701 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท

บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล (TMAN) เจ้าของแบรนด์นวัตกรรมสุ […]

The post TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท

บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล (TMAN) เจ้าของแบรนด์นวัตกรรมสุขภาพอย่าง Propoliz, Iyara และ Vita-C รายงานผลประกอบการปี 2568 ทำ New High สูงสุดในประวัติการณ์ สะท้อนความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Diversification

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 1

 

ผลประกอบการปี 2568: ทุบสถิติ New High รายได้–กำไรเติบโตสูงสุดในประวัติการณ์

 

ประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMAN เปิดเผยว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่บริษัทประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการขยายพอร์ตไปสู่ผลิตภัณฑ์และช่องทางใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 2

 

ตัวเลขสำคัญปี 2568 และ Q4/68

 

  • รายได้รวมปี 2568: 2,506.1 ล้านบาท (+13.3% YoY) | Q4/68: 726.1 ล้านบาท (+26.5% YoY)
  • กำไรสุทธิปี 2568: 523.1 ล้านบาท (+16.1% YoY) | Q4/68: 181.8 ล้านบาท (+68.2% YoY)

 

ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้มีแรงส่งสำคัญมาจาก

 

  • DBU ซึ่งมีรายได้พุ่งแรง หลังรับงานกระจายสินค้าของ เบอร์แทรม (1958) เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เซียงเพียวและเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ เข้าสู่ร้านขายยาและร้านโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ
  • OEM เติบโตต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามของลูกค้ารายใหญ่

 

ช่องทางโรงพยาบาลเติบโตโดดเด่น

 

ในปี 2568 รายได้จากการขายและการให้บริการโดยเฉพาะในช่องทางโรงพยาบาลทำรายได้ไป 373.2 ล้านบาท เติบโต 23.0% YoY จากความต้องการยาแผนปัจจุบันสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการขยายผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 3

 

กำไรขั้นต้นพุ่ง 23.7% โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 50.3%

 

ผลจากการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิต รวมถึงการเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ทำให้กำไรขั้นต้นทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1,352.4 ล้านบาท

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 4

 

  • เพิ่มขึ้น 259.1 ล้านบาท จากปีก่อน
  • เติบโต 23.7% YoY
  • อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจหลัก (ไม่รวมสินค้าภายใต้แบรนด์บุคคลภายนอกรายใหม่) อยู่ที่ 50.0% เพิ่มขึ้นจาก 49.1% ในปีที่แล้ว

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ยังเติบโต หนุนดีมานด์สินค้าเพื่อสุขภาพ

 

ในปี 2569 นี้ คาดว่าตลาดสุขภาพจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนเป็นดีมานด์จากเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและกระแสการสุขภาพเชิงป้องกันที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนหันมาใช้สินค้าเฮลธ์แคร์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพมากยิ่งขึ้น

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 5

 

ด้านแนวโน้มปี 2570 คาดว่าตลาดเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะมีมูลค่า 272.0 พันล้านบาท เติบโต CAGR 6.5% ตามข้อมูลจาก Krungsri Research และ Statista ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจาก

 

  • การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs)
  • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
  • กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

 

รุกตลาดด้วย 5 แบรนด์หลัก พร้อมเปิดตัว Vita-C Series เจาะกลุ่มแม่และเด็ก

 

TMAN เตรียมเร่งทำตลาดด้วยพอร์ตหลัก 5 แบรนด์ ได้แก่

 

  • Propoliz Series ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและลำคอ
  • Vita-C Series วิตามินซีเสริมภูมิคุ้มกัน
  • Iyara Series บรรเทาอาการไอและระคายคอ
  • Myda-B Series ฆ่าเชื้อรา กลากเกลื้อน และโรคผิวหนังจากเชื้อรา
  • Polar Spray Series สเปรย์ปรับอากาศและโฟมล้างมือ

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 6

 

และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม “Vita-C Series” ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ตลาดแม่และเด็ก ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูง

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 7

 

นอกจากนี้ การพิจารณานโยบาย “ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (Copayment)” สำหรับยาบางรายการในกลุ่มข้าราชการอาจเปิดโอกาสให้ TMAN ขยายฐานลูกค้าในช่องทางโรงพยาบาลได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ปักหมุด 6 ยุทธศาสตร์ปี 2569 ขับเคลื่อนนวัตกรรม วางเป้าหมายเติบโต 10-15%

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 8

 

TMAN ตั้งเป้าเติบโต 10-15% ในปี 2569 โดยปักหมุด 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

 

(1) เร่งการเติบโตในช่องทางร้านขายยา (OTC)

 

(2) ยกระดับพันธมิตร OEM/ODM

 

(3) ขับเคลื่อนตลาดต่างประเทศ

 

(4) ขยายตลาดโรงพยาบาล

 

(5) รุกช่องทาง E-commerce

 

(6) ยกระดับธุรกิจ DBU

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 9

 

TMAN เจ้าของนวัตกรรมสุขภาพที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน

 

TMAN เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจรในไทย กว่า 50 ปี ด้วยแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย ครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้มาตรฐานระดับสากล GMP/PIC-S โดย TMAN มุ่งมั่นส่งมอบสุขภาพที่ดีให้ถึงมือผู้บริโภคในทุกช่องทาง ทั้งโรงพยาบาล ร้านยา โมเดิร์นเทรด และตลาดนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและคนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 10

The post TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอของบริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 80% คาดรายได้ปี 69 เติบโตขึ้น จากปี 68 ที่ทำได้ 17.1 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/thai-listed-companies-revenue-growth/ Fri, 06 Mar 2026 07:14:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1184997 ภาพกราฟแสดงผลสำรวจซีอีโอบริษัทจดทะเบียนไทย คาดการณ์รายได้ปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง

ซีอีโอของ บจ.ไทย กว่า 80% คาดรายได้ปี 69 เติบโตได้ ท่าม […]

The post ซีอีโอของบริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 80% คาดรายได้ปี 69 เติบโตขึ้น จากปี 68 ที่ทำได้ 17.1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงผลสำรวจซีอีโอบริษัทจดทะเบียนไทย คาดการณ์รายได้ปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง

ซีอีโอของ บจ.ไทย กว่า 80% คาดรายได้ปี 69 เติบโตได้ ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก

 

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และประเด็นที่น่าสนใจในปี 2569 รวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 23 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีบริษัทจดทะเบียนร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 234 บริษัท คิดเป็น 53.9% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

 

จากการสำรวจพบว่า CEO เกินกว่า 80% คาดการณ์รายได้ของบริษัทฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยกว่า 2 ใน 3 ประเมินการเติบโตในช่วง 0 – 10% สะท้อนภาพการขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

ทั้งนี้ กลุ่มบริการมีสัดส่วนคาดการณ์การเติบโตสูงกระจุกตัวมากที่สุด โดยมีแรงหนุนหลักใน 12 เดือนข้างหน้ามาจากการลงทุนภาครัฐ อุปสงค์ในประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่แรงกดดันสำคัญยังอยู่ที่กำลังซื้อและหนี้ครัวเรือน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มากขึ้น

 

สำหรับรายได้รวมของ บจ.ไทย ในปี 2568 อยู่ที่ 17.1 ล้านล้านบาท ลดลงประมาณ 1.4 แสนล้านบาท จากปี 2567 ส่วนกำไรสุทธิของปี 2568 อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ทำได้ 8.5 แสนล้านบาท จากข้อมูลบน setsmart ที่แสดง ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569

 

อย่างไรก็ตาม 73% ของ CEO คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตได้ที่ระดับ 1.1-2% (ต่ำกว่าการเติบโตในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.4%) โดยการขยายตัวในปีนี้ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและนโยบายการคลัง ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือเสถียรภาพทางการเมือง กำลังซื้อในประเทศ และหนี้ครัวเรือนระดับสูง ทั้งนี้ ราวครึ่งหนึ่งประเมินว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1–3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย.

 

นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของ CEO มองว่า 12 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน โดยให้ความสนใจทั้งประเทศไทยและอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งเป็นจุดหมายหลักของหลายอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทในฐานะฐานการผลิตและตลาดเติบโต ขณะที่กลุ่มบริการมีการกระจายการลงทุนในหลายประเทศมากที่สุด แสดงถึงความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ แม้บางอุตสาหกรรมยังมีท่าทีระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน.

 

บริษัทจดทะเบียนปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทายผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน การเดินหน้าลงทุนโดยยังให้ไทยเป็นฐานหลักโดยไม่เร่งระดมทุนเพิ่ม การปรับกลยุทธ์การตลาดทั้งด้านสินค้า ราคา และช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเสริมความยืดหยุ่น แม้ยังไม่เร่งทำ M&A ในระยะนี้

 

CEO ส่วนใหญ่มุ่งสร้างมูลค่าผ่านการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจหลักควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจสู่โอกาสใหม่ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม มากกว่าการตอบแทนผู้ถือหุ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวมีความสอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

The post ซีอีโอของบริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 80% คาดรายได้ปี 69 เติบโตขึ้น จากปี 68 ที่ทำได้ 17.1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา https://thestandard.co/mk-group-bonus-suki-expansion/ Tue, 03 Mar 2026 03:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1183760 ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ เอ็มเค กรุ๊ป และแผนขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ 50 แห่ง

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ราย […]

The post เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ เอ็มเค กรุ๊ป และแผนขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ 50 แห่ง

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยมียอดรายได้รวมอยู่ที่ 15,421 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 กลับส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจนจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุก

 

รายได้จากการขายในไตรมาส 4 ปี 2568 สามารถทำยอดรวมได้ถึง 3,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) กลับมาเติบโตที่ระดับ 1.3% ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการเจาะตลาดกลุ่มบุฟเฟต์ที่เข้ามาตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการรุกตลาดด้วยแคมเปญ MK บุฟเฟต์ ‘คุ้มเกินคุ้ม’ ในราคา 299 บาท ซึ่งช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในช่วงเวลาดังกล่าวเติบโตได้ถึง 3.4% ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘โบนัส สุกี้’ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อเจาะตลาดกลุ่ม Budget Buffet โดยเฉพาะ

 

แบรนด์โบนัส สุกี้ ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างรวดเร็วด้วยระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถขยายสาขาแบรนด์น้องใหม่นี้ได้ถึง 15 แห่งภายในปี 2568 ถือเป็นการสร้างกลไกรายได้ใหม่เพื่อชดเชยกำลังซื้อในตลาดเดิมที่ชะลอตัวลงอย่างทันท่วงที

 

สำหรับความสามารถในการทำกำไร ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 838 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในภาพรวม ประกอบกับการแข่งขันในสมรภูมิธุรกิจร้านอาหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจสู่โมเดลบุฟเฟต์ยังส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯ มีต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพอาหาร รวมถึงการใช้เม็ดเงินลงทุนก้อนแรกกว่า 500 ล้านบาท สำหรับการเร่งปูพรมขยายสาขาโบนัส สุกี้ ในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบุฟเฟต์หนาแน่นขึ้น ทั้งในส่วนของร้านเอ็มเค เรสโตรองต์ และแบรนด์โบนัส สุกี้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดสาขาใหม่

 

แม้จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตรา 0.5 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ยอดรวมการจ่ายเงินปันผลตลอดทั้งปีอยู่ที่ระดับ 1 บาทต่อหุ้น

 

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 MK Group วางยุทธศาสตร์มุ่งเน้นความยืดหยุ่น โดยจะนำเสนอเมนูและโปรโมชั่นที่เน้นความคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ร้านอาหารในเครือให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

เป้าหมายสำคัญในปีนี้คือการเร่งขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ เพิ่มเติมอีกกว่า 40-50 แห่งทั่วประเทศ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมแผนเพิ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ลดทอนมาตรฐานคุณภาพบริการของแบรนด์ในเครือ

The post เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Margiela เห็นยอดขายเพิ่มขึ้น 8.4% ในปี 2025 https://thestandard.co/maison-margiela-sales-growth-2025/ Sun, 22 Feb 2026 02:26:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1180666 ภาพโลโก้ Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นหรูที่ยอดขายเติบโตในปี 2025

OTB บริษัทลักชัวรีสัญชาติอิตาลีผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Mai […]

The post Maison Margiela เห็นยอดขายเพิ่มขึ้น 8.4% ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Maison Margiela แบรนด์แฟชั่นหรูที่ยอดขายเติบโตในปี 2025

OTB บริษัทลักชัวรีสัญชาติอิตาลีผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Maison Margiela, Jil Sander, Diesel, Marni และ Viktor&Rolf รายงานผลประกอบการในปี 2025 โดยบริษัทมีรายได้ทั้งหมด 1.7 พันล้านยูโร ลดลง 4.8% ในขณะที่มียอดขายสุทธิ 1.6 พันล้านยูโร ลดลง 5% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายทั้งหมด 273.3 ล้านยูโร นับว่าเทียบเท่ากับกำไร 15.1% จากยอดขายสุทธิ

 

Ubaldo Minelli ประธานแห่ง OTB เผยถึงความพึงพอใจต่อรายได้ในปี 2025 ที่นับว่าเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นลักชัวรีที่สุดปีหนึ่งว่า “2025 น่าจะถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่ซับซ้อนที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นที่สุดแล้ว ผลที่ออกมาจึงทำให้ผมภูมิใจในความไม่ย่อท้อของบริษัท OTB เป็นอย่างมาก”

 

สำหรับแบรนด์ในเครือ OTB ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าประทับใจแห่งปี 2025 ก็คือ Maison Margiela ซึ่ง Ubaldo Minelli เปิดเผยข้อมูลว่า “Maison Margiela เป็นแบรนด์ที่ทำผลงานออกมาได้อย่างโดดเด่นกว่าใคร และปิดท้ายปีด้วยรายได้ที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดด้วยยอดขายที่สูงขึ้น 8% นับเป็นการตอกย้ำแนวโน้มการพัฒนาที่มั่นคงของแบรนด์ ในขณะที่ Diesel ก็มีรายได้อันเป็นที่น่าพึงพอใจด้วยเช่นกันด้วยยอดกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี”

 

Ubaldo Minelli เผยด้วยว่า OTB ยังคงทำรายได้จากญี่ปุ่นได้อย่างเสถียร ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะดูค่อนข้างซบเซาก็ตาม โดยบริษัทมีรายได้จากญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากกว่า 27% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด นอกจากนั้นรายได้บริษัทในอเมริกาเหนือก็ส่งสัญญาณของการเติบโต อีกทั้งในเม็กซิโกและตะวันออกกลางก็แสดงผลประกอบการด้านบวกเป็นครั้งแรก

 

ภาพ: Maison Margiela

 

อ้างอิง: https://th.fashionnetwork.com/news/Otb-posts-4-8-revenue-drop-in-2025-as-maison-margiela-grows-8-4-,1808105.html

The post Maison Margiela เห็นยอดขายเพิ่มขึ้น 8.4% ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moncler พบรายได้ปี 2025 เพิ่มขึ้น 3% ผลจากการตอบรับของลูกค้าอเมริกาและเอเชีย https://thestandard.co/moncler-revenue-growth-us-asia/ Sat, 21 Feb 2026 01:43:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1180503 กราฟแสดงผลประกอบการของ Moncler ที่มีรายได้เติบโตในปี 2025

Moncler Group เจ้าของแบรนด์เสื้อกันหนาวและสกี Moncler ก […]

The post Moncler พบรายได้ปี 2025 เพิ่มขึ้น 3% ผลจากการตอบรับของลูกค้าอเมริกาและเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงผลประกอบการของ Moncler ที่มีรายได้เติบโตในปี 2025

Moncler Group เจ้าของแบรนด์เสื้อกันหนาวและสกี Moncler กับ Stone Islands ออกมาประกาศผลประกอบการปี 2025 พบรายได้เพิ่มขึ้น 3% ผลจากการตอบรับของลูกค้าอเมริกาและเอเชีย

 

โดยรายได้รวมทั้งหมดอยู่ที่ 3,132 ล้านยูโร หรือราว 1.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่ 3,108 ล้านยูโร หรือราว 1.13 แสนล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ และส่วนหนึ่งมาจากผลประกอบการของไตรมาสสุดท้ายปี 2025 ที่เพิ่มขึ้นเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ที่ 7% รวมตัวเลข 1,290 ล้านยูโร ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ และส่งต่อมาถึงช่วงฤดูกาลสกีในช่วงต้นปี 2026

 

ในความเคลื่อนไหวในเชิงแบรนด์ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของ Moncler ที่ประกอบไปด้วยหลายไลน์ ทั้ง Moncler Collection ก็ปล่อยแคมเปญไอคอน WARMER TOGETHER ที่ได้ทั้ง Robert De Niro และ Al Pacino มาร่วมถ่ายแคมเปญด้วยกันครั้งแรก ตามมาด้วย Moncler Genius สำหรับงานคอลลาบอเรชั่น ก็ผุดสามโปรเจ็กต์ทั้ง Moncler + Jil Sander, Moncler x JW Anderson และ Moncler & A$AP Rocky

 

รวมไปถึง Moncler Grenoble ที่ปล่อยคอลเล็กชัน Fall/Winter 2025 และการร่วมมือกับทีมชาติบราซิลในการแข่งขัน Milano Cortina 2026 Olympic Winter ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

ส่วนภูมิภาคที่ให้การตอบรับ Moncler มากที่สุดคือ เอเชียที่ 7% รวม 1,416 ล้านยูโร ตามมาด้วยทวีปยุโรป 913.8 ล้านยูโร และสุดท้ายทวีปอเมริกา รวมสหรัฐฯ และแคนาดา และอเมริกาใต้ทั้งหมดที่ 391.1 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์กำลังบุก

 

อย่างหนักด้วยการเตรียมเปิดร้านสาขาแฟล็กชิปที่นิวยอร์ก และจัดโชว์ Fall/Winter 2026 ที่เมือง Aspen

 

ภาพ: Moncler

 

อ้างอิง:

 

The post Moncler พบรายได้ปี 2025 เพิ่มขึ้น 3% ผลจากการตอบรับของลูกค้าอเมริกาและเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>