รายงานความยั่งยืน (Sustainability Reporting) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รายงานความยั่งยืน-sustainability-reporting/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 30 Sep 2023 04:04:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ยกระดับข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านการสร้างมูลค่าให้องค์กรด้วยเทคโนโลยี https://thestandard.co/upgrading-sustainability-information/ Sat, 30 Sep 2023 04:04:06 +0000 https://thestandard.co/?p=848471 Man looking at computer screen

ท่ามกลางการออกข้อกำหนดใหม่ๆ ด้านการจัดการและการจัดทำราย […]

The post ยกระดับข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านการสร้างมูลค่าให้องค์กรด้วยเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Man looking at computer screen

ท่ามกลางการออกข้อกำหนดใหม่ๆ ด้านการจัดการและการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Reporting) กฎการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน ภาษีสีเขียว และมาตรการจูงใจต่างๆ อีกทั้งกระแสเรียกร้องจากสังคมโลกให้องค์กรต่างๆ ต้องมีการดำเนินการที่เข้มข้นเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงส่งผลให้ผู้บริหารจำนวนมากเห็นถึงความสำคัญในการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์เพื่อช่วยจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับข้อมูลทางการเงินอื่นๆ

 

ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์จะช่วยให้การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีคุณภาพตามมาตรฐานของนักลงทุน อีกทั้งช่วยให้ผู้บริหารทราบผลการปฏิบัติงานก่อนนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วให้กับองค์กร ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำข้อมูลมาเปิดเผยหรือช่วยในการแสวงหาโอกาสในการเติบโต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่า (Value Creation) ที่มากขึ้น

 

บทความของ PwC ในหัวข้อ ‘Software for the sustainable enterprise: Going beyond reporting to create business value’ ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์สามประการของข้อมูลด้านความยั่งยืน และสำรวจว่าบริษัทชั้นนำต่างๆ ปรับสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีและแนวทางการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจแต่ละข้อได้อย่างไร ดังนี้

 

1. เตรียมพร้อมความโปร่งใสในการจัดทำรายงานความยั่งยืน

 

แนวปฏิบัติในการรายงานความยั่งยืนไม่ได้เพียงแค่พัฒนาไป แต่กำลังถูกพลิกโฉมด้วยข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและขอบเขตในการเปิดเผยข้อมูล และกำลังเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เช่น ข้อบังคับด้านการรายงานความยั่งยืนขององค์กรในสหภาพยุโรป (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) และมาตรฐานการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยด้านความยั่งยืน (IFRS Sustainability Disclosure Standards) ซึ่งข้อบังคับที่ว่านี้ กำหนดให้องค์กรต้องมีการเปิดเผยข้อมูลตัวชี้วัดบางอย่างที่บางองค์กรอาจยังไม่ได้รวบรวมข้อมูลด้วยซ้ำ เช่น ข้อมูลการผลิตไมโครพลาสติกของบริษัท หรือบริษัทอาจต้องขอรับการรับรองข้อมูลด้านความยั่งยืนจากผู้ตรวจสอบ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ การมีระบบซอฟต์แวร์สำหรับเก็บข้อมูลและประมวลผลที่น่าเชื่อถือ ผู้ตรวจสอบสามารถตรวจสอบได้ทันที จะช่วยลดการดำเนินการในด้านดังกล่าวได้ในระยะยาว บทความของ PwC ฉบับนี้ ยังได้เสนอข้อแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับข้อบังคับการรายงานประเภทใหม่ที่ผมกล่าวไปข้างต้น ดังต่อไปนี้ 

 

  • จำกัดขอบเขตให้แคบลง ก่อนที่จะเพิ่มความสามารถด้านเทคโนโลยี องค์กรควรกำหนดหัวข้อด้านความยั่งยืนที่ต้องการจัดการ และรายงานภายใต้ข้อกำหนดใหม่ที่เกี่ยวข้อง โดยประเมินว่าหัวข้อดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัท หรือกิจกรรมของบริษัทมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมหรือไม่ และเมื่อกำหนดหัวข้อได้แล้ว ก็จะทราบว่าองค์กรจะต้องการระบบเก็บข้อมูล หรือเทคโนโลยีใดมาช่วยเก็บข้อมูล
  • เริ่มจากระบบเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว หลายองค์กรมีระบบการเงินและระบบอื่นๆ อยู่แล้ว ที่สามารถนำมาช่วยสร้างและจัดการข้อมูลบางส่วนสำหรับการจัดทำรายงานความยั่งยืน โดยอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งจากสองวิธีดังนี้ คือ หนึ่ง เสริมระบบการเงินที่มีอยู่แล้วด้วยโมดูลและฟังก์ชันเฉพาะด้านความยั่งยืน หรือ สอง จัดทำแหล่งข้อมูลกลางสำหรับข้อมูลด้านความยั่งยืน และติดตั้งระบบการรายงานความยั่งยืนเฉพาะเพื่อช่วยรักษาข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และทำให้ทราบถึงเส้นทางการตรวจสอบของการเปลี่ยนแปลง และการจัดรูปแบบข้อมูลสำหรับการเปิดเผยสู่ภายนอก ตลอดจนการรายงานภายใน
  • แต่งตั้งผู้รับผิดชอบ เมื่อทราบว่าต้องการรายงานข้อมูลด้านใดบ้าง องค์กรจะต้องมีทีมงานที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของผู้ตรวจสอบ 
  • กำหนดมาตรฐานการทำงาน ทุกทีมที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเข้าใจในการเก็บข้อมูล มีการกำหนดแนวทางการควบคุม และมีทีมตรวจสอบภายในดูแลเพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรมีการปฏิบัติตามมาตรฐานเช่นเดียวกับการเก็บข้อมูลทางการเงิน 

 

2. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยข้อมูลด้านความยั่งยืน 


ทั้งนี้ ข้อมูลด้านความยั่งยืน ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ใช้เปิดเผยต่อหน่วยงานภายนอก แต่ผู้บริหารและพนักงานสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงาน เช่นเดียวกับการใช้ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบางแห่งนำข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่รวบรวมจากซัพพลายเออร์ร่วมกับข้อมูลจากบุคคลที่สาม เพื่อระบุส่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตน เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี การจะนำข้อมูลด้านความยั่งยืนมาใช้นั้นย่อมหมายความว่า ข้อมูลจะต้องได้รับการปรับปรุงและสอดคล้องกับระยะเวลาและทุกๆ การตัดสินใจ เช่น การจัดสรรทุน หรือการกำหนดงบประมาณโครงการต่างๆ ที่รวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนอาจพิจารณาเป็นรายไตรมาส ซึ่งตรงจุดนี้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนก็ควรต้องมีการอัปเดตทุกๆ ไตรมาสด้วย 

 

นอกจากนี้ ข้อมูลด้านความยั่งยืนจะต้องมีรูปแบบการนำเสนอที่ทีมงานสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ผู้บริหารก็จะต้องสร้างแนวทาง เป้าหมาย และปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดเหตุผลการตัดสินใจให้สอดคล้องกับภารกิจสำคัญขององค์กร ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงปัจจัยทางการเงิน เช่น ต้นทุน หรือรายจ่ายเท่านั้น แต่ต้องนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางสังคม เช่น การมีส่วนร่วมของพนักงาน และปัจจัยด้านชื่อเสียงมาพิจารณาร่วมด้วย

 

3. ใช้ประโยชน์จากศักยภาพในการสร้างมูลค่า

 

ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลด้านความยั่งยืนเพื่อออกผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น หรืออาจใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น สภาพภูมิอากาศ เพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร เช่น การลงทุน การขยายตลาด การปรับรูปแบบสินค้าและธุรกิจ และการควบรวมกิจการ เป็นต้น

 

จากการสำรวจที่ผ่านมาของ PwC พบว่า ผู้บริโภคแปดในสิบกล่าวว่า พวกเขาจะยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่สำหรับบริษัทโดยทั่วไปแล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพและชื่อเสียงด้านความยั่งยืนอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงในระดับที่ทำให้ต้องเรียกเก็บค่าบริการระดับพรีเมียม ดังนั้น แต่ละธุรกิจจะต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคของตนผ่านการวิจัยหรือเครื่องมืออื่นๆ เพื่อหาว่าความยั่งยืนด้านใดที่ลูกค้าให้ความสำคัญ และจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุง 

 

นอกเหนือไปจากข้อมูลแล้ว เครื่องมือทางเทคโนโลยียังช่วยให้ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรในโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนด้านความยั่งยืน หรือผู้บริหารบางรายอาจนำข้อมูลไปช่วยการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือความเสี่ยงอื่นๆ ที่สูงขึ้น 

 

จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา เราจะพบว่ายิ่งองค์กรมองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าด้วยการจัดการประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน และหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อประกอบการตัดสินใจและการสื่อสารต่อสาธารณชนมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การติดตั้งระบบซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่ช่วยให้การจัดทำรายงานความยั่งยืนมีประสิทธิภาพ จะช่วยเร่งความก้าวหน้าให้องค์กรมุ่งสู่การสร้างมูลค่าที่เน้นความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญได้

 

อ้างอิง: 

The post ยกระดับข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านการสร้างมูลค่าให้องค์กรด้วยเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘7 เหตุผล’ ทำไมต้องอ่านรายงาน ความยั่งยืน https://thestandard.co/sustainability-report-preparation/ Wed, 15 Feb 2023 06:17:41 +0000 https://thestandard.co/?p=750765

10 ปีก่อนหน้านี้ คนทั่วไป องค์กร หรือบริษัทจดทะเบียน (บ […]

The post เปิด ‘7 เหตุผล’ ทำไมต้องอ่านรายงาน ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

10 ปีก่อนหน้านี้ คนทั่วไป องค์กร หรือบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจมองเรื่องการทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Reporting) เป็นเรื่องที่เสียเวลาที่ต้องลงลึกเพื่อดูรายละเอียดระหว่างการทำงานว่าภายในบริษัทมีความใส่ใจและปฏิบัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) แบบไหน แล้วยังต้องพยายามกระตุ้นเตือนให้คนในองค์กรตระหนักและเกิดการปฏิบัติกับ 3 มิตินี้อย่างจริงจัง เพราะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

 

ทว่าปัจจุบัน ESG กลายเป็นประเด็นหลักที่ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญมากกว่าจะเป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ยิ่งไปกว่านี้ยิ่งมีผลโดยตรงต่อระดับปัจเจกบุคคล เนื่องจากเริ่มเห็นและได้รับผลกระทบโดยตรงกับตัวเอง เช่น ภาวะโลกรวนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศต่างๆ การเกิดภาวะฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ 


บทความที่เกี่ยวข้อง


และสิ่งที่น่าจะเป็นผู้ช่วยมือขวาได้อย่างดีกับนักลงทุน เพื่อดูว่า บจ.ไหน หรือหุ้นตัวใดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังบ้าง นั่นคือ ‘รายงานความยั่งยืน’ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า ‘SD Report’

 

ดูรายงานความยั่งยืนจากที่ไหน?

รายงานความยั่งยืนโดยส่วนใหญ่แล้วจะสามารถหาได้จากลิงก์เว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ ซึ่งตอนนี้สะดวกและเข้าถึงง่าย จากเดิมเป็นรูปเล่มที่ออกมาพร้อมกับรายงานประจำปี (Annual Report) และเมื่อก่อนเป็นเรื่องของการสมัครใจของ บจ. ทั้งนี้ นับจากปี 2564 เป็นต้นมา เพื่อเอื้ออำนวยให้ทั้ง บจ. และนักลงทุนสะดวกในการทำและหาข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศให้รวมรายงาน 56-1 และ 56-2 (รายงานประจำปี) และ SD Report ให้มาอยู่ในเล่มเดียวกันที่เรียกว่า ‘One Report’ โดยขอให้มีเรื่อง ESG อยู่ 2 หัวข้อใหญ่ คือ 1. การทำธุรกิจที่คำนึงการสร้างภาวะก๊าซเรือนกระจกหรือทำให้โลกร้อน และ 2. การรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Rights)

 

‘7 เหตุผล’ ทำไมเราต้องอ่าน SD Report 

 

1. ได้รู้วิธีคิดของผู้นำองค์กร

เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดจากตัวเองหรือจากองค์กร ในรายงานความยั่งยืนจะทำให้พบคำตอบความใส่ใจของผู้นำองค์กรต่อประเด็นเหล่านี้ว่า นอกจากมุ่งทำธุรกิจแล้ว ระหว่างทางของการดำเนินธุรกิจได้มอบนโยบายและส่งต่อแผนปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา ป้องกัน หรือปกป้องในประเด็น ESG อย่างไรบ้าง เพราะต้องยอมรับว่าถ้าหัวเรือใหญ่ไม่ยอมเป็นกุญแจสำคัญเพื่อไขประตูให้พนักงานขับเคลื่อนสู่ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ถึงเวลานั้นผู้ลงทุนจะเป็นผู้ได้คำตอบเองว่า สรุปแล้วบริษัทนี้ทำเพื่อการดำรงอยู่ขององค์กรเพียงอย่างเดียว หรือเป็นบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

 

2. เห็นความจริงใจในการดำเนินธุรกิจ 

เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยที่ต้องพิสูจน์หรือปฏิบัติออกมาให้เห็นได้ชัดว่าการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG แบบจริงใจไม่ใช่ไก่กา โดยพร้อมคำนึงถึงผู้มีส่วนได้-เสียที่เกี่ยวข้องทุกด้าน ตั้งแต่ความปลอดภัยขณะทำงานของพนักงาน ชุมชนที่แวดล้อมกับที่ตั้งหรือโรงงานของบริษัท ไม่มีการใช้แรงงานที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมอยู่ในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด โดยการที่พยายามทำให้ ESG เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิบัติงานหรือการทำธุรกิจ (In Process) ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะทำให้เห็นว่าบริษัทนี้คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่คิดที่จะเอาเปรียบผู้มีส่วนได้-เสียแต่อย่างใด

 

3.สร้างความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าและพันธมิตร

การทำธุรกิจย่อมมีผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ธุรกิจมากมาย ตั้งแต่ซัพพลายเออร์ พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า พันมิตรทางธุรกิจ ฯลฯ แต่หากการดำเนินธุรกิจโดยหวังแต่เชิงพาณิชย์เป็นที่ตั้งโดยมิได้สนใจทางด้าน ESG เลย ถือเป็นโอกาสที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ จะได้เห็นมุมมองวิธีการบริหารและทำงาน เพื่อเป็นการรีเช็กไปในตัวได้ว่าบริษัทนั้นๆ มีความจริงใจในการทำธุรกิจกับเราขนาดไหน เพราะถ้าวันหนึ่งที่บริษัทมีส่วนสร้างผลกระทบต่อเรื่อง ESG อย่างไม่ได้ตั้งใจ หรือได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้าน ESG ใหม่ๆ จะได้เห็นบททดสอบและความจริงใจการทำธุรกิจร่วมกันได้ว่า บจ.นั้นๆ พร้อมที่จะแนะนำหรือร่วมช่วยแก้ไขไปด้วยกันหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันได้ในระยะยาว จนท้ายที่สุดอาจจับมือกันช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแบบ Win Win และไม่ได้ทิ้งใครไว้กลางทาง

 

4. เป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจลงทุน

ช่วยนักลงทุนประเมินความเสี่ยงหรือความท้าทายในการประกอบธุรกิจของ บจ.นั้นว่ามีโอกาสเกิดความเสี่ยงในการทำธุรกิจที่กระทบกับ ESG มากน้อยขนาดไหน ที่สำคัญคือทำให้เห็นว่า บจ.ได้เตรียมตัวหรือมีแผนรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่นับวันต้องเผชิญความท้าทายหรือความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างไร ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อมูลที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อการลงทุนทั้งสิ้นว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังลงทุนในบริษัทนี้ 

 

โดยเฉพาะปัจจุบันยุคของ VUCA ที่โลกมีความผันผวนและพร้อมมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เกิดขึ้นใหม่เสมอ และแน่นอนว่าเหตุการณ์สุดวิสัยนี้อาจสร้างความเสียหายทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหากับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ต้องชำระค่าปรับตามกฎหมาย หรือเป็นการชำระเพื่อการฟื้นฟูกระบวนการทำงานหรือสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

 

และสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่านั้นคือมูลค่าความน่าเชื่อถือของบริษัท เพราะถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดจริง เช่น บริษัทที่มีการใช้สารเคมีผสมในกระบวนการผลิต แต่เกิดการรั่วไหลระหว่างการผลิตและส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม และชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบโรงงานหรือบริษัท ถ้าไม่มีแผนงานที่รองรับเหตุสุดวิสัย นอกจากต้องชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว อาจส่งผลกระทบกับมูลค่าของบริษัทที่เป็นเหตุให้นักลงทุนไม่มีความมั่นใจต่อบริษัทนี้แล้ว เพราะอนาคตถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นอีก บริษัทอาจต้องนำเงินจากการดำเนินงานไปเสียค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายแก้ปัญหาวนเวียนอยู่อย่างนั้น 

 

5. ช่วยสื่อสารและผนึกความร่วมมือเรื่อง ESG 

การที่บริษัททำเรื่อง ESG อย่างจริงจังและมีการสื่อสารหรือถ่ายทอดข้อมูลออกมาภายนอก เท่ากับบริษัทได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ไปสู่วงกว้างมากขึ้น และในขณะเดียวกันอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้ผู้มีส่วนได้-เสียในภาคอื่นๆ เกิดการตระหนัก จนนำไปสู่การใส่ใจและผลักดันให้เกิดการปฏิบัติเรื่อง ESG ทั้งในแง่ของหน่วยงานตนเองหรือแบบปัจเจกบุคคลในอนาคตข้างหน้าได้

 

6. เพิ่มมูลค่าให้กับทุกภาคส่วน

เกิดมุมบวกในหลายภาคส่วน ตั้งแต่มุมขององค์กรก็ได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้-เสียและนักลงทุน นอกจากนั้นยังช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจต่างๆ เช่น ช่วยสร้างโอกาสหรือสร้างงานให้กับคนในชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบที่ตั้งหรือโรงงานการผลิตของบริษัท เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ หรือในแง่ของนักลงทุนก็ทำให้รู้สึกเบาใจได้ส่วนหนึ่ง ที่หากลงทุนในบริษัทที่คำนึง ESG เท่ากับเป็นการลงทุนด้วยการตั้งรับและบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตไปแล้วส่วนหนึ่ง หรือในมุมของคู่ค้าหรือพันธมิตรก็เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและทำธุรกิจที่ลดความกังวลว่าจะถูกเอาเปรียบเกินไป 

 

7. โลกสบาย เราก็สบาย 

เมื่อทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG เสมือนเป็นจิ๊กซอว์ส่วนเล็กๆ แต่เมื่อทุกคนช่วยกันทำ พอนำมาเรียงต่อกันก็จะช่วยทำให้เกิดผลในเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่กับโลกใบนี้ได้ แม้อาจจะไม่ได้ทำให้แก้ปัญหาโลกร้อนได้ทั้งหมดหรือในระยะเวลาที่รวดเร็ว แต่ก็ยังทำให้เกิดการชะลอการเกิดปัญหาที่รุนแรงได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ส่งผลดีต่อโลกใบนี้ที่จะน่าอยู่ขึ้น เมื่อโลกสดใสตัวเราเองก็จะสดใสไปด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นเมื่ออ่านข้อมูลทางการเงินใน One Report แล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับ SD Report ด้วย ไม่ว่าจะในฐานะพลเมืองโลกหรือฐานะนักลงทุน เชื่อได้ว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อยแน่นอน

 

อ้างอิง: 

The post เปิด ‘7 เหตุผล’ ทำไมต้องอ่านรายงาน ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>