ราคาทองคำ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ราคาทองคำ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Jul 2026 11:42:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี https://thestandard.co/gold-price-outlook-2026/ Thu, 02 Jul 2026 11:42:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1226081 ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจ […]

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาหลุด 4,000 ดอลลาร์ ในเวลา 5 เดือน คำถามใหญ่ของครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ว่า ทองจะกลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้งหรือไม่

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิด 3 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง

 

รถไฟเหาะที่ยังไม่จบ

 

ปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในปีที่ราคาทองคำผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ถึง 12 ครั้งในครึ่งปีแรก 2026 ก่อนพลิกกลับเป็นขาลงอย่างรุนแรง

 

รายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ในชื่อ ‘Point break’ ของ World Gold Council (WGC) ระบุว่า ราคา LBMA Gold Price พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 5,405 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและกิจกรรมในตลาดออปชันที่หนาแน่น ก่อนจะร่วงลงมาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ในช่วงปลายมิถุนายน โดยทำจุดต่ำสุดที่ 4,001.80 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

หากอ้างอิงราคาสปอต (XAU) จุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 5,595.47 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 3,959.33 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

 

การเหวี่ยงตัวครั้งนี้ดันความผันผวนทะลุระดับ 50% ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนจะลดลงมาต่ำกว่า 30% แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะปรับฐานลง แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตัวหนึ่งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยปรับตัวขึ้นราว 23%

 

ไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 13 ปี

 

CNBC รายงานว่า มูลค่าทองคำลดลงไป 16% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2013 และปรับตัวลง 7.76% นับจากต้นปี

 

จิโอวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก UBS ระบุว่า เสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ของทองถูกหักล้างในระยะหลังด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ที่สูงขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่า และมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ผ่อนคลายน้อยลง

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ครึ่งปีหลัง

 

สภาทองคำโลกประเมินว่า ราคาทองในปัจจุบันสอดคล้องกับสภาวะของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ทั้งการเติบโตปานกลาง เงินเฟ้อที่ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อในระดับจำกัด

 

ภายใต้เงื่อนไขนี้ หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบบวกลบ 5% ในบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ ตลอดครึ่งปีหลัง โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • ฟื้นตัวสู่ขาขึ้น ผลตอบแทน +5% ถึง +20% เกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน จากอย่างน้อย 1 ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลง การกลับทิศของความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย หรือการเข้าซื้อของนักลงทุนระยะยาว (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง)
  • เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ผลตอบแทน -5% ถึง +5% กรณีที่ภาพมหภาคยังเป็นไปตามที่ตลาดคาด ราคาจะแกว่งตัวในกรอบรอบระดับ 4,100 ดอลลาร์
  • ปรับฐานลงต่อ ผลตอบแทน -5% ถึง -15% เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น และตลาดสงบลง (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสลงไปสู่ระดับ 3,500 ดอลลาร์)

 

 

จะได้เห็นทองคำ 5,000 ดอลลาร์ อีกเมื่อไร?

 

คำตอบสั้น ๆ ของสภาทองคำโลก คือ ‘ได้ แต่ต้องมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน’

 

การวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์บนพื้นฐานมหภาคชี้ว่า ทองสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ที่ราวระดับ 4,500 ดอลลาร์ แต่จะต้องมีสัญญาณที่แข็งแกร่งและชัดเจนเท่านั้น จึงจะผลักดันราคาขึ้นสู่ระดับ 5,000​ ดอลลาร์ ได้อย่างยั่งยืน

 

ปัจจัยที่อาจจุดชนวนขาขึ้น ประกอบด้วย

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด สภาทองคำโลกระบุว่าในเชิงสถิติ การเพิ่มขึ้นของดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (GPR index) 100 จุดต่อเดือน มักดันราคาทองขึ้นราว 2.5% โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและกระแส AI แม้จะไม่สะทกสะท้านกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่มูลค่าหุ้นที่สูงและตลาดสินเชื่อเอกชน (private credit) ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจกระตุ้นการโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
  • การเมืองสหรัฐฯ และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี แต่ dot plot ล่าสุดยังแตกเป็นสองฝ่าย โดยประธาน Fed เควิน วอร์ช เลือกไม่ร่วมใส่ประมาณการใน dot plot ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กดดันอย่างต่อเนื่องให้ปรับลดดอกเบี้ย หากตลาดกลับมาคาดหวังดอกเบี้ยขาลง (dovish) ทองจะได้ประโยชน์ ทั้งนี้ คำถามเรื่องความเป็นอิสระของ Fed เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนทองพุ่งช่วงต้นมกราคม
  • เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ในช่วงเงินเฟ้อพุ่ง ทองมักตามหลังสินทรัพย์อื่นอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ แต่จะไล่ตามและทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเงินเฟ้อยืดเยื้อ

 

ส่วนปัจจัยกดดันที่อาจสร้างแรงต้าน ได้แก่ ดอลลาร์แข็งค่าและดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเกินคาด นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยง (risk-on) และปัจจัยเชิงเทคนิค โดยสภาทองคำโลกระบุว่าหากทองหลุดระดับราว 3,860 ดอลลาร์ อาจทำให้ราคาไหลลงต่อ โดยค่าเฉลี่ยราคา 2 ปีอยู่ที่ราว 3,520 ดอลลาร์

 

‘เอเชีย’ เครื่องยนต์ใหม่ของราคาทอง

 

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนในภูมิภาค คือบทบาทของเอเชียในการกำหนดทิศทางราคา การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างวันของทองคำพบว่า การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในช่วงเวลาซื้อขายของเอเชียและสหรัฐฯ โดยการปรับฐานมักเกิดในช่วงตลาดสหรัฐฯ ขณะที่การฟื้นตัวมักเกิดในช่วงตลาดเอเชีย

 

 

เมื่อแยกผลตอบแทนตามช่วงเวลาซื้อขายในครึ่งปีแรก พบว่าช่วงตลาดเอเชียให้ผลตอบแทน +12.97% ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ -1.32% และสหรัฐฯ ติดลบถึง -15.08% สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้บริโภคเอเชียที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งเป็นตลาดทองใหญ่อันดับสองด้วยดีมานด์สุทธิราว 800 ตันต่อปี ได้ออกมาตรการชะลอการนำเข้าทองตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้าจาก 6% เป็น 15% เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศท่ามกลางแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งสภาทองคำโลกประเมินว่าเฉพาะการขึ้นภาษีจะฉุดดีมานด์เครื่องประดับ ทองแท่ง และเหรียญลง 50-60 ตัน หรือราว 10% เมื่อเทียบปีต่อปี

 

ภาพ: NMK-Studio / Shutterstock

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำปีนี้อาจติดลบครั้งแรกรอบ 8 ปี หลังราคาร่วงหลุด 4,000 ดอลลาร์ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ มองเป็นโอกาสเข้าซื้อ https://thestandard.co/gold-price-drop-kiyosaki-buy/ Thu, 25 Jun 2026 08:56:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1222815 ภาพแท่งทองคำและกราฟแสดงแนวโน้มราคาที่ลดลง

ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อ […]

The post ทองคำปีนี้อาจติดลบครั้งแรกรอบ 8 ปี หลังราคาร่วงหลุด 4,000 ดอลลาร์ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ มองเป็นโอกาสเข้าซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่งทองคำและกราฟแสดงแนวโน้มราคาที่ลดลง

ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ทำให้ราคาราคาทองคำในปีนี้อาจเป็นปีแรกที่ติดลบ ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา

 

ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ลดลงแตะระดับ 3,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 และปรับตัวลดลงมาแล้ว 29% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.82 ดอลลาร์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา โดยได้รับแรงกดดันจากการเดิมพันที่เพิ่มขึ้นว่าสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อสูงที่ถูกซ้ำเติมโดยสงครามอิหร่าน

 

ขณะที่ราคาทองคำไทยล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 63,000 บาทต่อบาททองคำ พลิกติดลบ 1,950 บาท จากปีก่อน และหากปีนี้ราคาทองคำขายออกปิดต่ำกว่า 64,950 บาท จะถือเป็นปีแรกที่ราคาทองคำรายปีปรับตัวลดลง หลังจากปรับตัวขึ้นมา 7 ปีติดต่อกัน

 

โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง Rich Dad, Poor Dad หรือพ่อรวยสอนลูก โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ส่วนตัวว่า การลดลงของราคาทองคำเป็น “ข่าวดีที่สุด” และกล่าวว่าเขากลังรอจุดกลับตัวบนกราฟทางเทคนิคก่อนที่จะซื้อเพิ่ม

 

“ผมกำลังดูราคาทองคำ เงิน บิตคอยน์ และอีเธอเรียมบนกราฟทางเทคนิค และจะซื้อเมื่อราคาพลิกกลับจากการลดลง” คิโยซากิระบุ

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ราคาทองคำพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ คิโยซากิเคยย้ำว่าราคาทองคำมีโอกาสจะพุ่งไปถึง 27,000 ดอลลาร์ โดยมองว่าตลาดจะเกิดการพังทลายครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโดยหนี้สหรัฐฯ ที่มากเกินไปและการขยายตัวทางการเงินนอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางในฐานะหลักประกันที่สำคัญ

 

บรรดาเทรดเดอร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​​ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ และกำลังให้น้ำหนักถึงประมาณ 67% ที่จะมีการปรับขึ้นในเดือนกันยายน ตามข้อมูลของเครื่องมือ CME FedWatch Tool นักวิเคราะห์กล่าวว่า กองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำอาจเผชิญกับภาวะเงินไหลออกรอบใหม่ หากความคาดหวังเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น

 

แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วทองคำจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่ทองคำจะสูญเสียความดึงดูดใจในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง

 

ขณะนี้นักลงทุนกำลังรอข้อมูลรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดชื่นชอบ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการเงิน

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ขณะที่เลบานอนและอิสราเอลหารือเกี่ยวกับข้อเสนอที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ออกำลังอิสราเอลส่งมอบพื้นที่บางส่วนของเลบานอนที่ถูกรุกรานในสงครามกับกลุ่มเฮซบอลลาห์คืนให้กับกองทัพเลบานอน

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: CKA / Shutterstock

The post ทองคำปีนี้อาจติดลบครั้งแรกรอบ 8 ปี หลังราคาร่วงหลุด 4,000 ดอลลาร์ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ ‘พ่อรวยสอนลูก’ มองเป็นโอกาสเข้าซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาท ล้างภาพบวกของปี 69 ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 81,950 บาท ตลาดเชื่อเฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ https://thestandard.co/thai-gold-price-drop-fed-rate/ Wed, 10 Jun 2026 10:20:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1216867 มือคนกำลังจัดเรียงทองคำแท่ง

ราคาทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาทต่อบาททองคำ จ่อทำสถิติต่ […]

The post ทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาท ล้างภาพบวกของปี 69 ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 81,950 บาท ตลาดเชื่อเฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือคนกำลังจัดเรียงทองคำแท่ง

ราคาทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาทต่อบาททองคำ จ่อทำสถิติต่ำสุดใหม่ของปีนี้ ขณะที่ทองคำโลกแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 สัปดาห์ หลักตลาดคาดเฟดมีโอกาส 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมนี้

 

วันนี้ (10 มิถุนายน) ราคารับซื้อทองคำแท่งในประเทศไทยลดลง 2,350 บาท ร่วงลงต่ำสุด 64,850 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับราคาปิดของปี 2568 ขณะที่ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ลดลง 1.7% สู่ระดับ 4,191.84 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โลกร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

Ilya Spivak หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคระดับโลกของ Tastylive กล่าวว่า “เรากำลังเห็นการปรับเปลี่ยนในวงกว้างว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังจะทำอะไร และมีการเปลี่ยนท่าทีอย่างมากไปในทางสายเหยี่ยว (เน้นนโยบายการเงินเข้มงวด)”

 

แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักจะกดดันทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินสด

 

เทรดเดอร์ในตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสมากกว่า 70% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม อิงจากข้อมูลของ CME FedWatch

 

ขณะที่ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ​ ประจำเดือนพฤษภาคม ที่กำลังจะรายงานออกมาในคืนนี้ และตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่จะรายงานออกมาพรุ่งนี้ (11 พฤษภาคม) จะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อจุดยืนนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ

 

“หากราคาทองคำสามารถทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ลงไปได้ แนวต้านพื้นฐานจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับทองคำ และเราอาจเริ่มมองเห็นระดับ 3,500 ดอลลาร์เป็นระดับถัดไปในช่วงสิ้นปี” Spivak กล่าว

 

ภาพ : Mr. thanyathep / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาท ล้างภาพบวกของปี 69 ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 81,950 บาท ตลาดเชื่อเฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market https://thestandard.co/gold-price-bear-market-central-banks/ Thu, 04 Jun 2026 05:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1214452 กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดต […]

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 แม้จะถูกเทขายทำกำไรอยู่เป็นระยะๆ แต่ยังไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่ราคาจะยอมปิดหลุดลงไปในโซน ‘Bear Market

 

ในโลกของการลงทุน ตัวเลข -20% จากระดับสูงสุด คือเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็น ‘เส้นแบ่งเขตแดน’ ระหว่างการปรับฐานปกติ (Correction) กับการเข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear Market) เมื่อสินทรัพย์ใดๆ ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเดิมเกินกว่า -20% จะถือเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่รุนแรง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเทรนด์จากขาขึ้นไปสู่ขาลง และมักกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายตื่นตระหนก (Panic Selling) จากความเชื่อมั่นที่พังทลายลง

 

จุดวัดราคาทองคำที่จะเข้าสู่สภาวะตลาดหมี หรือ ‘Bear Market’ คือระดับที่ต่ำกว่าระดับ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำเคยแวะเวียนลงไปมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่

 

  • สัปดาห์ที่ 2 กุมภาพันธ์: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,404 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 23 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 30 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 18 พฤษภาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ล่าสุดเป็นครั้งที่ 5 ในสัปดาห์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ราคาทองคำลงไปทำระดับต่ำกว่า 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทำระดับต่ำสุดไว้ที่ 4,367 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มีแรงซื้อเข้ามามหาศาล จนดันราคาวิ่งกลับมาปิดสัปดาห์สูงถึง 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนอกจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความเป็นได้สูงสุดในการเป็นผู้ช้อนซื้อ (Buy on dip) ในสถานการณ์เช่นนี้คือ ‘ธนาคารกลาง (Central banks)’ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ และในไตรมาส 1/2026 ธนาคารกลางยังเดินหน้าสะสมอีก 244 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

 

โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่เปิดเผยว่าได้ทำการเร่งตุนทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ในช่วงการร่วงลงของราคา โดยในเดือนเมษายน PBOC ซื้อทองคำเพิ่มอีก 8.1 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม 2025 จนถึง กุมภาพันธ์ 2026 มากถึง 8.67 เท่า และนับเป็นการสำรองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน PBOC ได้ถือครองทองคำรวมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,321.1 ตัน หรือ ประมาณ 9% ของทุนสำรองฯ ทั้งหมดเข้าไปแล้ว

 

การยืนหยัดเหนือแนวสำคัญที่ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงแรงซื้อหนุนหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางกระแส De-dollarization โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่มองเห็นคุณค่าของทองคำในฐานะทุนสำรองที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวนของระบบการเงินโลก

 

อย่างไรก็ดี ระดับดังกล่าวจะสามารถเอาอยู่ได้ตลอดทั้งปี 2026 หรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินนโยบายของ Fed ที่ก้าวเข้าสู่ภายใต้การนำของ ‘Kevin Warsh’ ประธาน Fed คนใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ Warsh จะต้องต้องรับมือกับทั้ง มรสุมเงินเฟ้อ และแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น การประชุม Fed ในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งแรกว่าทองคำจะรักษาความแข็งแกร่งนี้ไว้ได้นานแค่ไหนภายใต้ทิศทางนโยบายการเงินใหม่

 

ภาพ: Shutterstock.AI Generator

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ https://thestandard.co/middle-east-conflict-gold-price-stagnant-risk-reinterpretation/ Sat, 09 May 2026 06:10:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1205423 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำที่ไม่ขยับท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมข้อความ "ทำไมสงครามเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? เมื่อตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’"

แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแ […]

The post ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำที่ไม่ขยับท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมข้อความ "ทำไมสงครามเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? เมื่อตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’"

แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแรงคาดหวังในอดีต โดย YLG ชี้ว่าความต้องการทองโลกยังเร่งตัวแตะ 1,231 ตัน จากแรงซื้อสะสมทั้งทองแท่งและธนาคารกลาง ขณะที่ฝั่งเอเชียยังซื้อสวนทางตะวันตก ด้านฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ‘ดอกเบี้ยสูง-ดอลลาร์แข็ง’ คือแรงกดหลัก ทำให้ทองถูกตีความใหม่จากสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสินทรัพย์ที่ถูกกดดันจาก Real Yield

 

 
 

YLG ชี้แรงซื้อจากเอเชียยังแกร่ง สวนทางสหรัฐฯ เริ่มลด ETF ทองคำ

 

บทวิเคราะห์จาก YLG เผยว่า ไตรมาส 1/2569 ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุด แต่ความต้องการกลับพุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน มูลค่ารวมกว่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) แรงซื้อหลักมาจากทองคำแท่งและเหรียญที่เพิ่มขึ้น 42% แตะ 474 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองสุทธิต่อเนื่อง รวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% และเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกัน 17 เดือน โดยเฉพาะ People’s Bank of China ที่อาศัยจังหวะราคาทองพักตัวเข้าซื้อเพิ่มอีก 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 8 เท่า

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG ระบุว่า จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยมีการซื้อทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นก็เพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองอย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านแรงซื้อจากเอเชียยังคงแข็งแกร่ง สวนทางนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เริ่มลดการถือครอง ETF ทอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของ ตลาดทองคำโลก (Structural Turning Point) โดยนักลงทุนเอเชียยังมองทองคำในฐานะสินทรัพย์ ปลอดภัย Safe haven และเครื่องมือกระจายความเสี่ยงมากกว่ามุมมองผลตอบแทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่กับวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปี

 

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวก โดย Goldman Sachs คาดทองปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบ 6,250-6,300 ดอลลาร์ ขณะที่ Deutsche Bank ประเมินระยะยาวอาจแตะ 8,000 ดอลลาร์ภายใน 5 ปี จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังต่อเนื่อง

 

YLG ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ราคาทองจะผันผวนระยะสั้นจากดอลลาร์แข็งและดอกเบี้ยสูง แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังไม่ชะลอ และกำลังเป็นฐานสำคัญของแนวโน้มราคาทองระยะยาวในอนาคต

 

‘ฮั่วเซ่งเฮง’ มองแรงกดดันเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง และตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’

 

ด้านฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า ภาพรวมของตลาดทองคำโลกสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือแม้โลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

 

“โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างที่นักลงทุนคุ้นเคยเหมือนในอดีต ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันและเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการตีความ ‘ความเสี่ยง’ ของตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป”

 

ตลาดทองคำโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนภาพการลงทุนที่แตกต่างจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นที่เคยเกิดขึ้นในหลายวิกฤตก่อนหน้านี้

 

“ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า”

 

ข้อมูลจากต่างประเทศให้มุมมองว่า ตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัจจัยหนุนการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลับถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ผลักดันราคา พลังงานและเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง นานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

 

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่แท้จริงต่อทองคำไม่ได้อยู่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่การปรับขึ้นของ Real Yield ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้นำต้นทุนทางการเงินในระบบ ขณะที่การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในระยะนี้สะท้อนทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อและการคงนโยบายการเงินตึงตัวในระยะยาว มากกว่าการไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำ โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้มีลักษณะเป็นแรงหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและท่าทีของนโยบายการเงินที่ตึงตัว ส่งผลให้ทองคำในสายตานักลงทุนต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น และแรงซื้อในตลาดโลกลดลง

 

ตลาดยังเทน้ำหนักท่าที Berkshire Hathaway

 

นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจกับท่าทีของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) บริษัทโฮลดิ้งยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งถือครองเงินสดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 3.97 แสนล้านดอลลาร์

 

โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงที่ยังเอื้อต่อการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

สำหรับพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดยังสะท้อนแรงกดดันต่อทองคำในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานะการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สมีการปรับตัวลดลง

 

สะท้อนการลดน้ำหนักการถือครองทองคำในระยะสั้น โดยแรงขายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการลดสัดส่วนการถือครองทองคำของนักลงทุน

 

ปรากฏการณ์ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงจากสงครามไม่ได้หายไป แต่ถูก ‘ตีความใหม่’ ผ่านมุมมองของเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน

 

โดยในรอบนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นแรงกระตุ้นเงินเฟ้อ (Inflation shock) มากกว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-off)

 

ความไม่แน่นอนในขณะนี้ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นำไปสู่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งสุดท้ายกลับเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่มุมมองจากสถาบันการเงินและองค์กรระดับโลกยังคงเห็นตรงกันว่าแนวโน้มระยะยาวของทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยรายงานจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง

 

โดยเฉพาะการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ J.P. Morgan ให้มุมมองว่า แม้ทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่ปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงระยะยาว เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง และโอกาสที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อทองคำ

 

ในระยะต่อไป ตลาดยังคงต้องติดตามปัจจัยสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ผ่านดัชนี CPI และ Core PCE ท่าทีของ Fed ในการประชุม FOMC รวมถึงสัญญาณจาก Dot Plot ทิศทางการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อทิศทาง Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ขณะนี้ทองคำกำลังเผชิญกับ ‘การปรับฐานภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน’ มากกว่าจะเป็นการสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น

 

โดยในระยะต่อไป ทิศทางราคาทองคำจะยังคงขึ้นอยู่กับ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) และค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก

 

“หากมีสัญญาณชัดเจนว่า Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อใด ทองคำก็มีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ในเชิงเทคนิคราคาทองคำในต่างประเทศจะมีแนวรับสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับตามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 200 วัน”

 

หากหลุดระดับดังกล่าว แนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวอาจจะกลับเป็นขาลงได้เช่นกัน

 

The post ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ https://thestandard.co/jerome-powell-fed-fomc-interest-rate-hold/ Thu, 30 Apr 2026 02:30:49 +0000 https://thestandard.co/jerome-powell-fed-fomc-interest-rate-hold/ เจอโร มพาวเวลล์ ประธาน Fed ในการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน โดยยืนยันจะยังคงเป็นกรรมการและ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียว

FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบ […]

The post ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจอโร มพาวเวลล์ ประธาน Fed ในการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน โดยยืนยันจะยังคงเป็นกรรมการและ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียว

FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบยุคด้วยกรรมการฯ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% พร้อมเผยวางแผนนั่งตำแหน่งกรรมการ (Board of Governors) ต่อจนกว่าการสอบสวนปมปรับปรุงอาคารจะแล้วเสร็จ พร้อมยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ

 

 

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% โดยมีเจ้าหน้าที่ถึง 4 คนลงคะแนนคัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ โดยในจำนวนนี้ 3 คนไม่เห็นด้วยกับถ้อยแถลงหลังการประชุมที่บ่งชี้ว่าธนาคารกลางอาจกลับมาลดดอกเบี้ยในอนาคต เผยให้เห็นความเห็นที่แตกแยกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน Fed ของเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) กล่าวว่า ตนตั้งใจจะยังคงอยู่ในธนาคารกลางในฐานะสมาชิกคณะผู้ว่าการ (Board of Governors) ต่อไปพร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ยืนยันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะไม่รื้อฟื้นการสอบสวนทางอาญาที่เป็นประเด็นถกเถียง เว้นแต่ผู้ตรวจสอบภายในของ Fed จะแนะนำให้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ยอมรับว่า อัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ายังมีโอกาสที่จะเปิดการสอบสวนอีกครั้งหากมีเหตุผลเพียงพอ

 

ก่อนหน้านี้ มีหลายฝ่ายกังวลว่า การตัดสินใจของ Powell ที่จะยังคงอยู่ในตำแหน่งจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งว่างใหม่ใน Fed ได้ และอาจทำให้การทำงานของ Kevin Warsh ซึ่งคาดว่าจะเข้ามารับตำแหน่งประธาน Fed คนถัดไปหลังผ่านการรับรองจากวุฒิสภา มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว ประธาน Fed มักลาออกจากธนาคารกลางทั้งหมดเมื่อหมดวาระ แต่ Powell ซึ่งจะสิ้นสุดวาระประธานในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ยังสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปได้จนถึงเดือนมกราคม 2028

 

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ย้ำว่า ตนจะไม่พยายามมีอิทธิพลเหนือผู้สืบทอดคนต่อไป โดยระบุว่า “ผมตั้งใจจะวางตัวเงียบในฐานะกรรมการ และ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียวอย่างที่เคยเสมอ และเมื่อ Kevin Warsh ได้รับการรับรองและสาบานตน ก็คือประธานคนนั้น”

 

สรุปผลงาน ‘ เจอโรม พาวเวลล์’ ผ่านร้อนหนาวแค่ไหน

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า การประชุมครั้งสุดท้ายของท่านประธาน Fed ในวันอังคาร-พุธนี้ จะเป็นการประชุมและแถลงข่าวครั้งสุดท้ายของ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ที่รับตำแหน่งมาตั้งแต่ กุมภาพันธุ์ 2018 ซึ่งนำพาเศรษฐกิจสหรัฐและโลกผ่านวิกฤตสำคัญ ทั้งโควิด-19 สงครามยูเครน- รัสเซีย สงครามเงินเฟ้อพุ่ง ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัด

 

พาวเวลล์ยังผ่านความปั่นป่วนของตลาดทุน จากความไม่แน่นอนของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยแบบเอาแน่ไม่ได้ ที่ทำให้ Nasdaq ลด 33% ใน 1 ปี มากสุดเป็นประวัติการณ์ การสกัดกั้นคริปโต จากที่เฟื่องฟู เหรียญต่างๆ ก็หายไปมาก ดูแลวิกฤตแบงก์เล็กล้มในสหรัฐ งัดข้อกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ สู้ศึกภายใน จนกระทั่งล่าสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

 

กระนั้นพาวเวลล์ยัง “สามารถนำพาเศรษฐกิจสหรัฐให้โตได้เฉลี่ย 2.6% โดยจะมีก็ปีเดียวที่เศรษฐกิจติดลบ -2.1% ก็ช่วง 2020 ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 3.6-3.8% โดยปีที่แย่หน่อยก็คงเป็น 2022 ที่ 8% และ 2021 ที่ 4.7%ถือว่ารับได้อย่างยิ่งในการทำงานประสบความสำเร็จในการสู้ศึกเงินเฟ้อ โดยไม่ทำให้เกิด Recession

 

รวมไปถึงพยายามรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ภายใต้การกดดันของประธานาธิบดี ผ่านมาได้เกือบปีครึ่ง โดยที่ไม่โอนอ่อนตาม ที่เป็นจุดต่างจากประธาน Fed คนอื่นๆ ที่ปกติแล้วจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปไหน ก็ได้แต่การนับถือ ยอมให้

 

แต่ “ครั้งนี้ คงเป็นครั้งเดียว ที่ประธาน Fed โดนค่อนแคะตลอด Mr. Too Late ช้าเสมอ รวมถึงคำปรามาสอื่นๆ จากท่านประธานาธิบดี แต่ก็ยืนหยัด ไม่ตอบโต้ พูดเสมอ Fed ไม่ให้คอมเมนต์เรื่องการเมือง เราจะทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด เงินเฟ้อที่ต่ำ คือจุดเริ่มต้นของ เศรษฐกิจที่โตได้แบบยั่งยืน”

 

“โดยรวม คงต้องบอกว่า ผ่านอย่างดียิ่งมาดูกันว่า ท่านประธาน Fed คนถัดไปจะเป็นอย่างไร และหลังจากนี้ ท่าน Powell จะต้องเจออะไรต่อไป” ดร.กอบศักดิ์กล่าวทิ้งทายเมื่อวันที่ 29 เมษายน

 

บาทอ่อนค่า ดอลลาร์แข็ง ทองคำทรงตัว บอนด์สหรัฐฯ 10 ปีขึ้น

 

วันนี้ (30 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลง’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.64-32.83 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวสูงขึ้น และทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่แม้ว่า FED จะมีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด (Stephen Miran โหวตสนับสนุนการลดดอกเบี้ย 0.25%) แต่มีกรรมการ 3 ท่าน (Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan) แม้จะเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการคงถ้อยความสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น (Easing Bias)

 

ในถ้อยแถลงของการประชุม FOMC ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ผลการประชุม FOMC ครั้งนี้มีลักษณะ Hawkish Hold สะท้อนจากการปรับมุมมองใหม่ของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ จังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.43% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการประชุม FOMC ของ FED ที่มีลักษณะ Hawkish Hold จากมุมมองของกรรมการ 3 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Easing Bias) ในแถลงการณ์ประชุม FOMC ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาส 10% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

 

อย่างไรก็ดี Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

 

สำหรับเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และท่าทีของ FED ที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาด หรือแม้กระทั่งอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่กว้างขึ้นยังได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นได้เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-99.1 จุด)

 

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาธนาคารกลางอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,500-4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) Krungthai GLOBAL MARKETS คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวกอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อย่างน้อยเงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่ Krungthai GLOBAL MARKETS คงประเมินว่า เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ไม่ยาก ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์

 

นอกจากนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเริ่มชะลอลงบ้าง โดยหากประเมินจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจถูกจำกัดลงได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) ทำให้ถ้อยแถลงของฝั่งทางการญี่ปุ่นจะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดคอยติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

 

ขณะเดียวกัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่มีปัจจัยเสริมจากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในช่วงนี้ อาจพอช่วยพยุงราคาทองคำบ้าง แม้ราคาทองคำจะยังคงถูกกดดันจากประเด็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากการปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลง จะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน

 

ส่วนในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง

 

แต่ Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม ‘อ่อนค่าลง’ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

The post ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ ‘Kevin Warsh’ กับเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่ เมื่อการเมืองท้าทายวินัยการเงิน และนัยสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำ https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-gold-price/ Fri, 24 Apr 2026 04:48:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1200784 เควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าการไต่สวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ต่อ Kev […]

The post ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ ‘Kevin Warsh’ กับเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่ เมื่อการเมืองท้าทายวินัยการเงิน และนัยสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าการไต่สวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ต่อ Kevin Warsh (เควิน วอร์ช) ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางการเมืองก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นของตลาดต่อความเป็นอิสระของ Fed ในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันจากทำเนียบขาว ทั้งนี้ แม้วอร์ชจะยืนยันต่อคณะกรรมาธิการว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ร้องขอให้เขาให้คำมั่นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเขาจะไม่ผูกมัดตนเองกับการตัดสินใจเชิงนโยบายล่วงหน้าเช่นนั้น

 

 
 

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความเป็นอิสระของธนาคารกลางไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์เชิงสถาบันเท่านั้น หากแต่เป็นรากฐานของความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อ หากตลาดประเมินว่า Fed ถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าช่วงเวลาที่เหมาะสม ย่อมเสี่ยงทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอาจไม่ปรับลดลงตาม และส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมยังคงตึงตัว แม้อัตราดอกเบี้ยจะเข้าสู่ทิศทางขาลงก็ตาม

 

สาระสำคัญจากถ้อยแถลงของวอร์ชในเวทีไต่สวน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่สะท้อนถึงแนวคิด ‘Regime Change’ ภายใน Fed ทั้งในมิติของการทบทวนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ การปรับลดขนาดงบดุล การยกระดับการสื่อสาร และการหวนกลับไปให้ความสำคัญกับภารกิจหลักของ Fed โดยเฉพาะแนวทางการทยอยลดขนาดงบดุลขนาดใหญ่ ซึ่งเอื้อต่ออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงในระยะข้างหน้า แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับการออกแบบกรอบสภาพคล่องใหม่อย่างรอบคอบ

 

แม้ตลาดคาดการณ์ว่า วอร์ชมีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากการเปลี่ยนตัวประธานเพียงคนเดียว ไม่ได้หมายความว่าทิศทางนโยบายจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยยังต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินโดยรวม ในท้ายที่สุดแม้วอร์ชจะได้รับการแต่งตั้ง ก็ยังคงต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นทั้งจากคณะกรรมการและตลาด ก่อนที่จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

เส้นทางสู่ตำแหน่งของวอร์ชยังเผชิญแรงกดดันจากประเด็นทางการเมืองและจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นข้อกังวลด้านการเปิดเผยทรัพย์สิน การขายสินทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดจนแรงต้านจากวุฒิสมาชิกบางส่วนที่ต้องการชะลอกระบวนการรับรอง ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีนัยต่อความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน เนื่องจากบทบาทของประธาน Fed ครอบคลุมทั้งการกำหนดนโยบายดอกเบี้ย การดูแลตลาดพันธบัตร และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

 

บททดสอบนโยบายท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่

 

ความท้าทายด้านนโยบายการเงินของวอร์ชเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง

 

นอกจากนี้ ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจยังสะท้อนข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายของ Fed โดย Core PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อหลัก คาดว่าจะอยู่ที่ 3.7% ในไตรมาสสอง 3.4% ในไตรมาสสาม และ 3.2% ในไตรมาสสี่ ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาความคาดหวังเงินเฟ้อของผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าในระยะ 1 ปีข้างหน้า อาจปรับขึ้นสู่ระดับ 4.8%

 

ในบริบทดังกล่าว วอร์ชต้องเผชิญกับ ‘โจทย์คลาสสิก’ ของธนาคารกลาง กล่าวคือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือด้านเงินเฟ้อ ขณะที่การคงนโยบายเข้มงวดนานเกินไปก็เสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อฝ่ายการเมืองส่งสัญญาณกดดันให้เร่งผ่อนคลายนโยบาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถึงสาธารณชนแล้วว่า เขาจะรู้สึก ‘ผิดหวัง’ หาก วอร์ช ‘ไม่ลดดอกเบี้ยทันที’ หลังเข้ารับตำแหน่ง

 

บทพิสูจน์อยู่ที่ ‘ดุลยภาพ’ นโยบาย

 

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าแม้วอร์ชมีโอกาสขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ แต่บททดสอบสำคัญไม่ใช่เพียงการผ่านการรับรองจากวุฒิสภา หากเป็นความสามารถในการสร้างดุลยภาพระหว่างการรักษาวินัยด้านเงินเฟ้อ การลดแรงกดดันทางการเมือง และการปฏิรูปองค์กรโดยไม่กระทบเสถียรภาพตลาดการเงิน

 

ผลกระทบต่อทองคำจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลโดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับการตีความของตลาด หากตลาดเชื่อว่า Fed ยุคใหม่ยังคงดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันทองคำในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของ Fed ถูกตั้งคำถาม ทองคำจะได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยทันที

 

ในระยะกลาง แนวโน้มของทองคำยังคงมีปัจจัยสนับสนุน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก หนี้สาธารณะและความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของ Fed ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

 

ราคาทองคำในตลาดโลก

 

  • แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์
  • แนวรับ 4,660 / 4,580 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ

 

  • แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท
  • แนวรับ 70,500 / 69,500 บาท
 

The post ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ ‘Kevin Warsh’ กับเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่ เมื่อการเมืองท้าทายวินัยการเงิน และนัยสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป https://thestandard.co/us-iran-conflict-market-risk/ Fri, 10 Apr 2026 05:55:57 +0000 https://thestandard.co/us-iran-conflict-market-risk/ ภาพกราฟิกข่าวเกมเส้นตายความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมคำโปรย ทรัมป์ถอยไม่ได้ หรือต้องจบด้วยสงคราม?

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมร […]

The post เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวเกมเส้นตายความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมคำโปรย ทรัมป์ถอยไม่ได้ หรือต้องจบด้วยสงคราม?

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงเวลานี้ กำลังพัฒนาไปสู่ ‘เกมกดดันเชิงยุทธศาสตร์’ ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนเกินกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยเฉพาะประเด็น ‘เส้นตาย’ ที่ถูกเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นสัญญาณว่า ความขัดแย้งและการเจรจาจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเวลาอันใกล้นี้

 

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 45 วัน จากกลุ่มประเทศผู้ไกล่เกลี่ย แต่แนวคิดดังกล่าวกลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ และอิหร่านแต่อย่างใด โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เพียง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวได้ดีขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มประเมินถึงสถานการณ์ที่ยังไม่บานปลายในระยะสั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญกลับอยู่ที่ ‘พฤติกรรมของตลาดการเงิน’ มากกว่าตัวข่าวเอง แม้กระแสข่าวจะออกมาอย่างต่อเนื่องและเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรงเหมือนในอดีต โดยยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนเริ่ม ‘ปรับตัว’ และลดระดับความตื่นตระหนกลง

 

ในตลาดหุ้น ภาพรวมยังคงมีแรงซื้อสะสมในสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังไม่เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเต็มตัว และช่วยจำกัดแรงไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดยังคงมีแรงพยุงอยู่ในระดับหนึ่ง

 

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม หากความขัดแย้งถูกยกระดับและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจริง อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจกลับมาเร่งตัว ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ทรงตัวในระดับสูง ทั้งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและจำกัดการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น

 

เกมนี้ ‘ทรัมป์’ อาจไม่มีทางถอย

 

นูริเอล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว–อิหร่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา ‘ดร.ดูม’ (Dr. Doom) จากการทำนายวิกฤติซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2008 ได้วิเคราะห์ผ่าน Bloomberg Television ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจเดินมาถึง ‘จุดที่สหรัฐฯไม่มีทางถอย’ นอกจากนี้ รูบินียังได้ประเมินว่า ทรัมป์มีทางเลือกหลักเพียง 2 ทาง ได้แก่

 

  • ‘ลดระดับความรุนแรง’ เข้าสู่โหมดการหยุดยิง ซึ่งแม้ดูเหมือนเป็นทางออก แต่กลับมีความเสี่ยงสูง เพราะทางเลือกนี้อาจเปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นกำลังทางทหาร เสริมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ และเพิ่มอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อีกทั้งการยุติสงครามจะนำมาซึ่งการที่ทรัมป์อาจเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนจะมองว่าการตัดสินใจเริ่มสงครามของทรัมป์ในครั้งนี้ คือความล้มเหลวของรัฐบาล
  • ‘ยกระดับการโจมตีเพื่อจบเกม’ (escalate and finish the job) รูบินีประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 67% ที่สหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีนี้และมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านคือภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล ยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันให้อิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลาย ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางของการยกระดับความรุนแรง ในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจมีโอกาสพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ในระยะยาวหากความขัดแย้งสิ้นสุดลงและภูมิภาคกลับสู่เสถียรภาพ ตลาดพลังงานอาจค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความสมดุล

 

ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โอกาสที่อิหร่านจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ ‘เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว’ (Stagflation) ซึ่งคล้ายกับวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1970

 

ทองคำกำลังปรับฐาน ลุ้นกลับตัวขาขึ้น หากสงครามคลี่คลายในเร็วๆ นี้

 

ในจังหวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังถูกกดดันจากภาวะสงคราม ซึ่งหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ นักลงทุนต้องเผชิญกับ ‘แรงเทขายทองคำในช่วงวิกฤต’ ไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งกดราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 4,100 ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าระดับดังกล่าวถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิค’ ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA 200 วัน) และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างชัดเจน สะท้อนว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาวเริ่มกลับเข้าสะสมทองคำอีกครั้ง สัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจ คือโครงสร้างราคาที่เริ่ม ‘จุดต่ำยกสูงขึ้น’ อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าฝั่งขายเริ่มอ่อนแรง ขณะที่แรงซื้อค่อย ๆ กลับมาเป็นลำดับ

 

จุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารถดีดตัวขึ้นแรงและ ‘ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA 100 วัน)’ ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในเชิงโมเมนตัม แต่นักลงทุนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าราคาจะสามารถ ‘ยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง’ หรือไม่?

 

ราคาทองคำในตลาดโลก

 

แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์

 

แนวรับ 4,300 / 4,100 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ

 

แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท

 

แนวรับ 67,000 / 65,000 บาท

The post เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง https://thestandard.co/gold-price-march-2026-drop-war/ Thu, 09 Apr 2026 08:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196291 ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven […]

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven)’ ในยามที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อสูง หรือเกิดความไม่แน่นอน เช่น ภาวะสงคราม แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น ราคาทองคำกลับดิ่งลงหนัก สวนทางกับความเข้าใจของนักลงทุนจำนวนมาก

 

 
 

หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกร่วงลงหนักสุดกว่า 20% โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นแค่ช่วงวันแรกหลังสงคราม ไปแตะ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากนั้นราคาดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 4,098 ดอลลาร์

 

ก่อนที่ราคาจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงปลายเดือนมีนาคม และพุ่งขึ้นกว่า 150 ดอลลาร์ ในช่วงหนึ่งวันหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิง

 

ส่วนราคาทองคำไทยหลังจากพุ่งไปแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อีกครั้ง หลังจากนั้นราคาร่วงลงไปแตะ 65,000 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 71,000 บาท

 

ทองคำไม่ได้การันตีว่าจะพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การเทขายทองคำในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมค่อนข้างรุนแรง ขัดกับความเชื่อในตลาด แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยความเคลื่อนไหวช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดสำหรับทองคำนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2013 ซึ่งเป็นผลจากการลดการใช้อัตราทด (Deleveraging) และสภาพคล่องที่ลดลง มากกว่าเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน

 

“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่การันตีว่าราคาจะสูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป แต่ราคาทองคำจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ซื้อรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากกว่าผู้ขาย เพียงเท่านั้น”

 

ช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนก่อนจนถึง ณ วันที่ 24 มีนาคม ทองคำดูเหมือนจะตอบสนองรุนแรงเกินไปต่อการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยความขัดแย้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง

 

การลดลงส่วนใหญ่ของราคาทองคำมาจากปัจจัยด้านโมเมนตัม คือเงินทุนไหลออกจาก ETF ทองคำทั่วโลก, การลดสถานะซื้อสุทธิ (Net Long) ในตลาด COMEX

 

โดย ETF ทองคำ ทั่วโลกมียอดขายสุทธิ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 84 ตัน ในเดือนมีนาคม นำโดยอเมริกาเหนือเกือบที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 87 ตัน และยุโรปที่ 0.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 7 ตัน ส่วนฝั่งเอเชียยังเห็นเงินทุนไหลเข้า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10 ตัน

 

5 ปัจจัยหลัก กดดันราคาทองคำ

 

บทวิเคราะห์จากโมเดล GRAM ของสภาทองคำโลกสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยทองคำได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนผลตอบแทนสะสมออกมาเป็นลบถึง 12% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนคุ้นเคยอย่างการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแรงขายสุทธิ แต่รายงานระบุชัดเจนว่ายังมีปัจจัยเบื้องหลังอื่นๆ ที่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยแรก คือเรื่องของสถานะการถือครอง ซึ่งพบความเสี่ยงจากการสะสมสถานะซื้อของผู้เล่นฝั่งรายย่อยที่สูงมาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะแห่ขายระลอกใหญ่ หากราคาเริ่มปรับตัวลดลง ข้อมูลยืนยันสิ่งนี้ผ่านการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของสถานะ Non-Reportable ในตลาด COMEX ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มรายย่อย รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกสุทธิถึง 80 ตัน โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าเป็นเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก

 

ปัจจัยที่สอง คือกลุ่มที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นนักลงทุนตามเทรนด์ก็เข้ามาเป็นตัวคูณแรงขาย โดยก่อนหน้านี้ CTA ถือสถานะ Long (ซื้อ) ไว้สูงมาก แต่เมื่อราคาทองคำร่วงลงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 50/55 วัน ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญในวันที่ 16 มีนาคม กลุ่มนี้จึงทำการปิดสถานะอย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรหรือตัดขาดทุน ทำให้แรงเทขายยิ่งทวีความรุนแรง

 

ปัจจัยที่สาม คือวิกฤตสภาพคล่องจากการลดเลเวอเรจในสินทรัพย์ต่างๆ ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง นักลงทุนจึงต้องเร่งขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อนำเงินไปสมทบเงินประกัน (margin call) ทองคำจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันในการถูกขายทำกำไรหรือขายเพื่อนำสภาพคล่องไปพยุงพอร์ตการลงทุนอื่นที่กำลังขาดทุน

 

ปัจจัยที่สี่ คือตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เข้ามาซ้ำเติม โดยนักลงทุนเทขายพันธบัตรเนื่องจากกังวลเรื่องช็อกเงินเฟ้อในระยะสั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี พุ่งสูงขึ้น

 

ปัจจัยที่ห้า คือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางและการคาดการณ์ในตลาด แม้ว่าธนาคารกลางตุรกีจะตัดสินใจใช้ทองคำประมาณ 50 ตันเป็นหลักประกัน ผ่านการทำสวอปเพื่อหาเงินสดชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนกลยุทธ์การถือครองทองคำ แต่ข่าวนี้กลับถูกนำไปตีความจนกลายเป็นข่าวลือเรื่องการขายทองคำระลอกใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ด้านสภาพคล่องเป็นหลัก

 

ในทางกลับกัน รายงานมองว่าการหยุดชะงักของกิจกรรมทางการตลาดในบางส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนั้น ไม่น่าส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำในตลาดโลก แม้ว่าปัญหาด้านการเดินทางและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์เครื่องประดับและทองแท่งขนาดเล็กโดยเฉพาะจากผู้ซื้อต่างชาติ จนทำให้ราคาในท้องถิ่นปรับตัวลงสู่ระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคา COMEX แต่การปรับตัวดังกล่าวก็ยังอยู่ในวงจำกัด

 

‘ตุรกี’ ปัจจัยเร่งเทขายทองคำมหาศาล 2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times เผยให้เห็นปัจจัยกดดันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่า นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ตุรกีได้เทขายหรือปล่อยกู้ทองคำรวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงหนักที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่ปี 2013

 

รายงานจากการวิเคราะห์ของที่ปรึกษา Metals Focus บนข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ธนาคารกลางตุรกี (CBRT) ขายทองคำไปถึง 52 ตัน ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มีนาคม ทำให้ปริมาณทองคำสำรองสุทธิลดลงเหลือ 440 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี

 

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางตุรกีได้จัดทำทองคำสวอป (Swaps) อีกประมาณ 79 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยเช่าทองคำแท่งเพื่อสร้างรายได้และนำเงินสดมาพยุงค่าเงินลีรา แต่ในทางกลับกัน กระบวนการนี้กลับไปเพิ่มอุปทานทองคำที่มีอยู่ในตลาด ทำให้ความกดดันด้านราคาทองคำมีมากขึ้นไปอีก

 

การเทขายทองคำของตุรกียังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง 20% และในปีนี้ นอกจากตุรกี ยังมีรัสเซียที่ขายทองคำออกไป 15 ตันในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์

 

แม้ว่าธนาคารกลางจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคมที่กว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมล่าสุดกลับกลายเป็นแรงกดดัน Nicky Shiels นักวิเคราะห์จาก MKS Pamp กล่าวว่า “การขายของธนาคารกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาลดลงกว่า 1,000 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมักจะคิดว่าธนาคารกลางจะเป็นผู้รับซื้อเสมอ แต่ข้อมูลล่าสุดและแถลงการณ์อย่างเป็นทางการกำลังหักล้างแนวคิดนั้น”

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท https://thestandard.co/ylg-gold-price-correction-target/ Wed, 25 Mar 2026 08:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1191208 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของ […]

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของตลาดโลก ราคาทองคำกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการเลือกทาง ระหว่างการ ‘พักฐาน’ เพื่อไปต่อ หรือการ ‘ปรับฐาน’ ลึกกว่าที่คาด ‘วายแอลจี’ ชี้เป็นโอกาสทองในการวางกลยุทธ์ Buy on Dip สำหรับนักลงทุนระยะยาว

 

 
 

สถานการณ์ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (25 มี.ค.) อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ พบว่า ณ เวลา 15.09 น. ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 2,300 บาทต่อบาททองคำ โดยทองคำแท่งรับซื้อที่ 70,400 บาทต่อบาททองคำ และขายออกกท่ี 70,600 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 68,993.16 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 71,400 บาทต่อบาททองคำ

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า การดีดตัวของราคาทองคำล่าสุด (25 มี.ค.) เป็นเพียงสัญญาณรีบาวด์ระยะสั้นหลังจากราคาสไลด์ตัวลงจนเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงบวก (Bullish Divergence) ในกราฟรายชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะกลางยังอยู่ในช่วง ‘Correction’ หรือการพักฐาน ซึ่งนักลงทุนต้องระวังแรงเทขายบริเวณแนวต้าน 4,668 – 4,996 ดอลลาร์ (72,200 – 77,300 บาท) เพราะหากไม่สามารถทะลุผ่านได้ อาจเป็นการ ‘ดีดเพื่อลงต่อ’ ไปหาแนวรับสำคัญที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์ (63,300 – 60,700 บาท)

 
 

เปิด 4 ปัจจัยหนุนทองคำแกร่งในปี 69

 

แม้ระยะสั้นจะผันผวน แต่ YLG ยังคงเป้าหมายปีนี้ไว้ที่ 5,596 – 5,824 ดอลลาร์ (86,600 – 90,000 บาท) โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

 

  • Recession & Stagflation Risk: ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • Central Bank Gold Buying: เทรนด์ De-dollarization ถูกเร่งเครื่องด้วยความไม่แน่นอนของนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) เข้าซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 (สะสมแล้วกว่า 2,308 ตัน)
  • Fed Policy: Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (ก.ย. และ ธ.ค.) ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ
  • ETF Flows: แม้ต้นปี 2569 จะเริ่มเห็นเงินไหลออก (SPDR ลดการถือครอง -13.5 ตัน) แต่ในภาพรวมสินทรัพย์ปลอดภัยยังเป็นที่ต้องการสูง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำดังนี้

 

  • ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก: หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม (All Time High)
  • ผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคา (Buy on Dip) เป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์

 

ภาพ: THE STANDARD

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว https://thestandard.co/yaowarat-gold-buy-sell/ Tue, 24 Mar 2026 07:54:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1190673 ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

วันนี้ (24 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

วันนี้ (24 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการซื้อขายทองคำบริเวณย่านค้าทอง ถนนเยาวราช พบว่าสถานการณ์ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีประชาชนเดินทางเข้ามาทำธุรกรรมทั้งการซื้อและขายทองคำตามร้านทองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

 

บรรยากาศความคึกคักดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะราคาทองคำในประเทศที่เริ่มกลับมาทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเปิดตลาดเช้านี้ หลังจากที่เมื่อวันก่อนหน้า (23 มีนาคม) ราคาทองคำในประเทศทำสถิติปรับตัวร่วงลงแรงอย่างหนักถึง 3,550 บาท ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดความสนใจของทั้งกลุ่มนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ให้สบโอกาสเข้ามาเก็งกำไรและซื้อเก็บสะสม

 

สำหรับประกาศราคาทองคำในประเทศประจำวันนี้ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ (ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ เวลา 11.47 น.) มีรายละเอียดการปรับฐานราคา

 

ทองคำแท่ง (96.5%)

 

  • ขายออก: 67,400 บาท ต่อบาททองคำ
  • รับซื้อ: 67,200 บาท ต่อบาททองคำ

 

ทองรูปพรรณ (96.5%)

 

  • ขายออก: 68,200 บาท ต่อบาททองคำ
  • ฐานภาษี (รับซื้อ): 65,855.04 บาท ต่อบาททองคำ

 

ในส่วนของปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดราคาในวันนี้ ภาพรวมของราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 4,372.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ แกว่งตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.64 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 1ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 2ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 3ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 4ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 5ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 6ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 7ประชาชนจำนวนมากกำลังเข้าคิวซื้อ-ขายทองคำในร้านทองย่านเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก 8

The post เยาวราชคึกคัก ประชาชนแห่ซื้อ-ขายทองต่อเนื่อง รับอานิสงส์ราคาทรงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน https://thestandard.co/gold-price-drops-safe-haven-status/ Mon, 23 Mar 2026 09:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1190342 ทองคำแท่งสีทองวางอยู่บนพื้นหลังสีดำ มีข้อความระบุราคาทองคำ 64,400 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และคำถามเกี่ยวกับสถานะ Safe Haven

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยร […]

The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งสีทองวางอยู่บนพื้นหลังสีดำ มีข้อความระบุราคาทองคำ 64,400 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และคำถามเกี่ยวกับสถานะ Safe Haven

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยราคาทองคำ โลหะเงิน และแพลทินัม ร่วงลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อระดมเงินสดและชดเชยผลขาดทุนจากสินทรัพย์อื่นๆ

 

ราคาทองคำในประเทศไทยร่วงลงแตะระดับต่ำสุดที่ 64,400 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 เดือน โดยปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาทองคำโลกที่ร่วงลงแตะ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน

 

ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ทรุดตัวลงถึง 8.8% มาอยู่ใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการลบภาพการปรับตัวขึ้นของปีนี้ไปจนหมด

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำโลกเคยพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในไทยเคยทำจุดสูงสุดที่ 81,950 บาท

 

นอกจากทองคำแล้ว ราคาแร่เงินสปอต (Spot silver) ก็ดิ่งลง 8.3% มาอยู่ที่ 62.24 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากระดับ 117 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น

 

การเทขายยังลุกลามไปยังโลหะมีค่าอื่นๆ โดยสัญญาแพลทินัมล่วงหน้าร่วงลง 10.6% แตะ 1,760.90 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมลดลง 6.7% แตะ 1,347.50 ดอลลาร์

 

ทำไมสินทรัพย์ปลอดภัยถึงถูกเทขาย?

 

แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับกดดันให้ราคาปรับลดลงจากหลายปัจจัย นักลงทุนที่เป็นกลุ่ม Smart Money น่าจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าสงครามมีโอกาสจะปะทุขึ้น ทำให้ราคาทองคำขึ้นไปรับข่าว เมื่อไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามา ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกเทขายออกมา

 

อีกเหตุผลคือ นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่มีกำไรเพื่อนำเงินไปโปะผลขาดทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ปรับตัวลง

 

“ราคาทองคำที่ขึ้นมากว่า 5,000 ดอลลาร์ ทำให้สูญเสียเสน่ห์ในฐานะ Safe Haven โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven เหมือนกัน แต่ทองคำอยู่ในโซนที่สูง ขณะที่เงินดอลลาร์อยู่ในโซนต่ำ” ภาดลกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ภาดลมองว่าในระยะสั้นมีโอกาสจะเห็นราคาทองคำฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจากลดลงมาต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป แต่ขณะเดียวกันหากสงครามคลายตัว ทองคำจะยิ่งสูญเสียปัจจัยหนุน ทำให้อาจเห็นราคาทองคำซึมลงต่อได้

 

ด้าน Johan Jooste ซีอีโอของ Pangaea Wealth AG ระบุว่า ทองคำกำลังเผชิญกับ “ปัญหาสภาพคล่อง” โดยการเทขายอย่างรวดเร็วเกิดจากความจำเป็นของนักลงทุนที่ต้องการระดมเงินสด ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ความกังวลด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

 

สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและกระตุ้นการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนหันไปสนใจพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าโลหะมีค่าที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ซึ่งเป็นมาตรวัดสกุลเงินดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่ง David Wilson ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas SA ชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008, 2020 และ 2022 ทองคำก็เคยร่วงลงในระยะแรกเนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เพื่อถือครองเงินดอลลาร์

 

จากความผันผวนนี้ การถือครองทองคำในกองทุน ETF พลิกกลับมาเป็นยอดเงินไหลออกสุทธิราว 11 ตันตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สถานะคงค้าง (Open interest) ของสัญญาทองคำล่วงหน้าบนตลาด Comex ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 สะท้อนถึงการล้างสถานะเก็งกำไร

 

ภาพ: Mathieukor / GettyImages

 

อ้างอิง:

 

The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทแข็งค่า น้ำมันร่วง ทองขึ้น หลังทรัมป์ลั่นสถานการณ์ในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววัน https://thestandard.co/baht-oil-gold-trump-iran/ Tue, 10 Mar 2026 02:37:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1185997 ภาพกราฟิกแสดงเงินบาทแข็งค่า ราคาน้ำมันและทองคำ หลังประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านอาจคลี่คลาย

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีก […]

The post บาทแข็งค่า น้ำมันร่วง ทองขึ้น หลังทรัมป์ลั่นสถานการณ์ในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเงินบาทแข็งค่า ราคาน้ำมันและทองคำ หลังประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านอาจคลี่คลาย

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ทำให้เงินบาทเช้านี้เปิดแข็งค่าขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง

 

วันนี้ (10 มีนาคม) ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีเมื่อวันก่อนหน้า หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจยุติลงในเร็ววัน ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันโลกในระยะยาวเริ่มคลี่คลายลง

 

โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 6.51 ดอลลาร์ หรือ 6.6% อยู่ที่ 92.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 00:18 น. ตามเวลา GMT ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับลดลง 6.12 ดอลลาร์ หรือ 6.5% อยู่ที่ 88.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทำสถิติสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 119.50 ดอลลาร์สำหรับน้ำมันดิบเบรนท์ และ 119.48 ดอลลาร์สำหรับ WTI ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 เนื่องจากความตึงเครียดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ขยายวงกว้าง ประกอบกับการปรับลดกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบียและผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้กระตุ้นความกังวลว่าจะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันทั่วโลกอย่างรุนแรง

 

ราคาเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับทรัมป์ พร้อมเสนอแนวทางที่มุ่งเป้าไปที่การยุติสงครามอิหร่านโดยเร็ว ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบเครมลิน ซึ่งช่วยบรรเทาความวิตกเรื่องการขาดแคลนอุปทาน

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการของ CBS News เมื่อวันจันทร์ว่า เขาเชื่อว่าสงครามต่อต้านอิหร่านนั้น ‘ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว’ และรัฐบาลวอชิงตันได้ดำเนินงาน ‘รุดหน้าไปมาก’ เมื่อเทียบกับกรอบเวลาที่เขาประเมินไว้เบื้องต้นที่ 4-5 สัปดาห์

 

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ตอบโต้คำแถลงของทรัมป์ โดยระบุว่าพวกเขาจะเป็นผู้ ‘กำหนดจุดสิ้นสุดของสงครามเอง’ และเตือนว่า รัฐบาลเตหะรานจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้แม้เพียง ‘ลิตรเดียว’ หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีต่อไป ตามการรายงานของสื่อรัฐบาลอิหร่านเมื่อวันอังคารที่อ้างอิงคำกล่าวของโฆษก IRGC

 

กระนั้นก็ตาม ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับ เนื่องจากราคายังเผชิญกับแรงกดดันจากการที่ทรัมป์กำลังพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย และการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพื่อสกัดกั้นการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่าน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวหลายแห่ง

 

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท หลังทรัมป์ส่งสัญญาณบวก

 

สำหรับค่าเงินบาท พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์

 

“โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.62-32.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังในช่วงราว 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง โดยภาพดังกล่าวได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมหนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ Fed อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) และทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น” พูนกล่าว

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท Krungthai Global Markets มองว่า แม้ว่าเงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis แม้ว่า พัฒนาการล่าสุด จะเริ่มสอดคล้องกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้

 

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้ ยังสะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

The post บาทแข็งค่า น้ำมันร่วง ทองขึ้น หลังทรัมป์ลั่นสถานการณ์ในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งหลักกันใหม่ https://thestandard.co/re-evaluate-investment-strategy-crisis/ Fri, 06 Mar 2026 04:35:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1184925 ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้ง […]

The post ตั้งหลักกันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้งไทย ทั้งต่างประเทศ แต่ที่ดีที่สุดคือ หุ้นไทย ตลาดหุ้นเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นจนขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,500 จุด เพราะผลการเลือกตั้งที่พรรครัฐบาล หรือ ภูมิใจไทยได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ตลาดหุ้นตอบรับดีมาก ผลตอบแทนตลาดเงินตลาดตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี สอดรับกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ลงมาอยู่ที่ 1% และคาดว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกแล้วภายในปีนี้ ส่วนทองคำก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นได้ ดูแล้วประเทศไทยดูดีมากและมีแนวโน้มไปได้อีกยาว อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างหยุดลงภายในวันเดียว ปัจจัยเสี่ยงเพียงข้อเดียวที่นักลงทุนต่างก็เฝ้าระวังมาเป็นแรมเดือนก็ปะทุขึ้น ตามมาดูกัน

 

เช้าวันที่ 28 ก.พ. สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศ และอิหร่านตอบโต้ทันทีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งที่กระจายในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค. มีรายงานข่าวว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดจะตอบสนองทางลบ แต่น้ำมันและทองคำปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน เนื่องจากช่องแคบ Hormuz ถูกควบคุมโดยอิหร่าน ทำให้การจราจรเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ลองมองไปข้างหน้าโดยนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบ จะพบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะเจอจุดต่ำสุด และราคาจะกลับมาเท่าเดิมในอีก 1 – 2 สัปดาห์ กรอบ 4 สัปดาห์ นี้ อยู่บนพื้นฐานที่เป็นสงครามในวงจำกัดไม่ลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น

 

การคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สมมุติฐานนี้เป็นการสรุปมาจากหน้าข่าวในต่างประเทศ เป็นการเรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ทั่วโลกมาสรุปไว้ตรงนี้นะครับ

 

กลยุทธ์ของอิหร่านจะโจมตีประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อเร่งให้ไปบีบสหรัฐลดการโจมตีอิหร่านลง การสู้รบจะยืดเยื้อไปประมาณ 4-6 สัปดาห์ วัตถุประสงค์ของสงครามที่ต่างกันระหว่างสหรัฐฯ กับ อิสราเอล โดยสหรัฐฯ ต้องการแค่ยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งต่างกับอิสราเอลที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน ทำให้กระบวนการในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเจรจาหยุดยิง รวมไปถึงการจัดตั้งคณะเจรจาใหม่ น่าจะยืดเยื้อไปเป็น 3 – 6 เดือน เพราะไม่ใช่การหาผู้นำใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนระบอบการปกครอง จึงต้องให้กองทัพอิหร่านรวมถึง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังของอิหร่านยอมด้วย

 

ถ้ามองจากภาพนี้ภาวะไม่แน่นอนจะค่อนข้างยาวนานถึงระดับปี Fund flow จะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะสกุลเงินสหรัฐฯ น้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก การปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง

 

มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมขออธิบายโอกาสและความเป็นไปได้ ผ่านการใช้เครื่องมือทางเทคนิค เนื่องจากว่าสถานการณ์ต่างประเทศนั้นคาดการณ์ได้ยากในขณะที่สถานการณ์ในประเทศจากการจะได้มีพรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ถือเป็นข่าวดี งั้นขอเล่าผ่านเครื่องมือทางเทคนิค การที่ SET index มีโอกาสผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่บริเวณ 1,540 – 1,550 จุดก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะประเมินกันไว้ที่ 1,430 จุด ดังนั้น ที่บริเวณ 1,430 จุด ถือเป็นระดับ SET index ทางเทคนิคที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 3 – 5 ปี และ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.1 – 0.2% แสดงว่านักลงทุนลดความเสี่ยงโดยการขายตราสารรุ่นยาวออกมา ลงทุนในตลาดเงินแทน และก็ไหลเข้าสู่เงินสกุลสหรัฐฯ เป็นเหตุผลหลักที่ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินทุกสกุลทั่วโลก ราคาทองคำกับน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทองคำมีแรงขายทำกำไรเป็นช่วงๆ ทำให้ราคาทองทำยังไม่ทำจุดสูงสุดใหม่

 

โดยพอร์ตการลงทุน บนสมมุติฐานว่าสงครามไม่ยืดเยื้อ การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz คิดเป็น 20% ของโลก การจัดการแหล่งน้ำมันและการเร่งการผลิตเพิ่มเติม น่าจะช่วยลดภาวะการขาดแคลนน้ำมันไปได้บ้าง และหลังจากตลาดหุ้นหาจุดต่ำสุดได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็น่าจะกลับสู่ที่เดิมได้ ในอีก 2 สัปดาห์ วงจรนี้น่าจะจบได้ในหลักเดือน ดังนั้น ยังคงให้น้ำหนัการลงทุนในหุ้น 50% เป็นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน และ ไทย แบ่งเท่าๆ กัน เน้นหุ้นขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดเล็ก กลุ่มที่น่าสนใจเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอีก 40% ไปตราสารหนี้เอกชน เน้น investment grade อายุไม่เกิน 5 ปี ที่เหลือ 10% ทอง กับ REIT

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

The post ตั้งหลักกันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ https://thestandard.co/gold-price-correction-iran-us-war/ Wed, 04 Mar 2026 10:07:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1184264

หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ​ และอิสราเอล ปะท […]

The post เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ​ และอิสราเอล ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานราคาก็กลับมาย่อตัวอย่างรุนแรง นำไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวลง ทั้งๆ ที่สงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ แล้วทองคำยังเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางสถานการณ์ครั้งนี้อยู่หรือไม่

 

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นราคากลับร่วงลงไปแตะ 4,996 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 5,100 – 5,200 ดอลลาร์

 

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทย พุ่งขึ้นแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำอีกครั้ง ก่อนจะลดลงสองวันติดต่อกัน กลับมาอยู่ที่ 77,200 บาท

 

เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ทองคำได้อานิสงส์จากสงคราม ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนั้นราคาทองคำเผชิญกับปัจจัยกดดันหลักๆ 3 ส่วน ได้แก่

 

1. แรงขายทำกำไรหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นแรง รวมทั้งการขายเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนของการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงแรง รวมทั้งการนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน

 

2. ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากสงครามที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อ กระทบต่อราคาพลังงานอย่างมาก ทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อสูงขึ้นจะกระทบต่อวงจรการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

 

ล่าสุด นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ ​(Fed) จะลดลงเหลือ 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง และความกังวลดังกล่าวทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างรวดเร็ว หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ​ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเกิน 4% กดดันราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสด

 

3. การปรับตัวลงของโลหะเงิน ซึ่งเผชิญแรงเทขายหนัก เพราะโลหะเงินถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันขยับขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอลง อาจกระทบกับอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม และเมื่อโลหะเงินลดลงแรง ทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์คู่กับโลหะเงิน ปรับตัวลดลงเช่นกัน

 

“หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานค้างสูง เงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนอาจจะต้องกลับมาทบทวนแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในทองคำอีกครั้ง”​ เบญจมากล่าว

 

ก่อนหน้านี้ มองว่าทองคำอยู่ในช่วงปรับฐาน และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การขยับขึ้นของทองคำรอบนี้หากไม่สามารถทะลุผ่าน 5,500 ดอลลาร์ ได้ทันที อาจเป็นการดีดตัวเพื่อพักฐาน

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพักฐานของราคาทองคำรอบนี้จะไม่ต่ำกว่า 4,655 – 4,840 ดอลลาร์ และเชื่อว่าราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการร่วงลงภายในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม

 

“หากแรงเทขายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจจะถอยกลับไปสู่แนวรับสำคัญที่บริเวณ 5,000 ดอลลาร์” David Morrison นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าว

 

การย่อตัวลงเมื่อวันอังคารเกิดขึ้นในขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน

 

ดอลลาร์ที่แข็งค่ามักจะบีบให้ต่างประเทศต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่าลง การเทขายดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำลดลง

 

JPMorgan ระบุว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) ของราคาทองคำอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10%

 

อย่างไรก็ตาม จากสถิติในอดีตที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นเหล่านั้นมักจะยากที่จะรักษาระดับไว้ได้ หากตลาดหุ้นร่วงลงและเทรดเดอร์ถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์เพื่อระดมเงินสดหรือเพื่อตอบสนองต่อการเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin calls)

 

ภาพ: i viewfinder / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น https://thestandard.co/yaowarat-gold-market-boom/ Mon, 02 Mar 2026 09:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1183528 ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท

วันนี้ (2 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]

The post ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท

วันนี้ (2 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการซื้อขายทองคำย่านถนนเยาวราช พบว่าบรรยากาศตามร้านค้าทองคำเต็มไปด้วยความคึกคักตลอดทั้งวัน โดยมีประชาชนและนักลงทุนเดินทางมาทำธุรกรรมกันอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกที่มีความผันผวน

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเกิดความผันผวนอย่างหนักในช่วงเวลานี้ เป็นผลพวงโดยตรงมาจากสถานการณ์ภัยสงครามและความขัดแย้ง ส่งผลให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสนใจถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยง

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในประเทศประจำวันนี้ มีการประกาศปรับราคาขึ้น-ลงอย่างต่อเนื่องถึง 36 ครั้ง (ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 15.58 น.) ซึ่งภาพรวมเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นรวม 2,750 บาท ส่งผลให้ราคาซื้อขายล่าสุดทะลุระดับ 8 หมื่นบาทไปเป็นที่เรียบร้อย

 

ทองคำแท่ง:

 

  • รับซื้อ: 80,150.00 บาท
  • ขายออก: 80,350.00 บาท

 

ทองรูปพรรณ:

 

  • รับซื้อ: 78,543.96 บาท
  • ขายออก: 81,150.00 บาท

 

ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 1ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 2ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 3ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 4ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 5ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 6ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 7ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 8ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 9ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 10ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 11ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 12

The post ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยาวราชไม่คึกคัก ประชาชนชะลอซื้อขายทองหลังเหตุสู้รบตะวันออกกลางราคาทองยังไม่ขยับ ด้านร้านใหญ่เบรกขายทองแท่ง https://thestandard.co/yaowarat-gold-trade-slow/ Sun, 01 Mar 2026 05:45:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1183021 บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง

วันนี้ (1 มีนาคม) บรรยากาศย่านเยาวราชในเช้าไม่คึกคักเท่ […]

The post เยาวราชไม่คึกคัก ประชาชนชะลอซื้อขายทองหลังเหตุสู้รบตะวันออกกลางราคาทองยังไม่ขยับ ด้านร้านใหญ่เบรกขายทองแท่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง

วันนี้ (1 มีนาคม) บรรยากาศย่านเยาวราชในเช้าไม่คึกคักเท่าที่ควร แม้ราคาทองคำในตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้น จากเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ประชาชนส่วนใหญ่เลือกที่จะรอดูสถานการณ์มากกว่าการออกมาซื้อขาย เนื่องจากแม้จะมีความผันผวนที่รุนแรง แต่ราคากลางในประเทศยังไม่มีการขยับตามในทันที

 

โดยราคาทองแท่งขายออกยังคงอยู่ที่ 77,600 บาท และทองรูปพรรณขายออกที่ 78,400 บาท ท่ามกลางการประกาศหยุดรับซื้อและขายทองคำแท่งชั่วคราวของร้านทองรายใหญ่หลายแห่งที่ระบุว่าต้องรอราคาอ้างอิงที่ชัดเจนจากสมาคมค้าทองคำ

 

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ร้านทองหลายแห่งในย่านเยาวราชมีผู้ใช้บริการบางตา ผิดจากปกติที่เมื่อราคามีการเปลี่ยนแปลงแรงจะมักมีฝูงชนแห่มาเก็งกำไร

 

บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 1บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 2บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 3บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 4บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 5บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 6บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 7บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 8บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 9บรรยากาศร้านทองย่านเยาวราชที่ซบเซา ผู้คนบางตา แม้ราคาทองโลกผันผวนจากเหตุสู้รบตะวันออกกลาง 10

The post เยาวราชไม่คึกคัก ประชาชนชะลอซื้อขายทองหลังเหตุสู้รบตะวันออกกลางราคาทองยังไม่ขยับ ด้านร้านใหญ่เบรกขายทองแท่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ https://thestandard.co/gold-shops-halt-sales-israel-iran-war/ Sat, 28 Feb 2026 10:36:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182800 ภาพประกอบข่าว 3 ร้านทองใหญ่ 'ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG' ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังราคาทองคำผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

3 ร้านค้าทองคำรายใหญ่ในไทยทั้งฮั่วเซ่งเฮง, MTS GOLD และ […]

The post 3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว 3 ร้านทองใหญ่ 'ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG' ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังราคาทองคำผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

3 ร้านค้าทองคำรายใหญ่ในไทยทั้งฮั่วเซ่งเฮง, MTS GOLD และ YLG ประกาศปรับแผนการให้บริการ เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านราคา หลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกผันผวน โดยราคาทองคำ Gold Spot ดีดเกือบ 2% ใกล้ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ฮั่วเซ่งเฮง งดซื้อ-ขายออนไลน์และทองคำแท่งทุกชนิด เปิดอีกครั้ง 2 มีนาคมนี้

 

ฮั่วเซ่งเฮง (HUA SENG HENG) ประกาศเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการเริ่มเปิดฉากโจมตี ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง และช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดซื้อ-ขายทองคำต่างประเทศปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน บริษัทฯ จึงของดูให้บริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดเป็นการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569

 

แม่ทองสุก ปิดการขายทองคำแท่งเฉพาะหน้าสาขา

 

แม่ทองสุก (MTS GOLD) ประกาศ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ตลาดทองคำต่างประเทศมีการปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน จึงขอปิดทำการขายทองคำแท่ง เฉพาะช่องทางหน้าสาขาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับบริการรับซื้อทองคำ ขายฝากและไถ่ถอนทองคำ ยังคงเปิดบริการตามปกติขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

 

YLG งดซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดชั่วคราว เปิดอีกครั้ง 2 มีนาคมนี้

 

YLG GROUP ประกาศ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการเริ่มเปิดฉากโจมตี ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง และช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดซื้อ-ขายทองคำต่างประเทศปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน บริษัทฯ จึงของดูให้บริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดเป็นการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป

 

ตามข้อมูลจาก investing.com ราคาทองคำ Gold Spot (XAUUSD) ปรับตัวเกือบ 2% ในเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในช่วง 5,166.54-5,279 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ 17.00 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย

The post 3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำโลกพุ่ง ปลุกเทรนด์ ‘ถงจิน’ ในจีน คนรุ่นใหม่หันซื้อทองคำธีมการ์ตูน ไว้เก็งกำไรระยะยาว https://thestandard.co/china-tongjin-cartoon-gold-investment/ Mon, 23 Feb 2026 06:25:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1180929 ภาพเครื่องประดับทองคำรูปตัวการ์ตูนน่ารัก สื่อถึงเทรนด์ ‘ถงจิน’ ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของ จีน เพื่อการสะสมและลงทุน

กระแสราคาทองคำโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางคว […]

The post ทองคำโลกพุ่ง ปลุกเทรนด์ ‘ถงจิน’ ในจีน คนรุ่นใหม่หันซื้อทองคำธีมการ์ตูน ไว้เก็งกำไรระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องประดับทองคำรูปตัวการ์ตูนน่ารัก สื่อถึงเทรนด์ ‘ถงจิน’ ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของ จีน เพื่อการสะสมและลงทุน

กระแสราคาทองคำโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงแต่ดึงดูดให้ธนาคารกลางและสถาบันการเงินเร่งสะสมสินทรัพย์ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังจุดประกายพฤติกรรมการบริโภคแนวใหม่ในจีน เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการสะสมของเล่นมาเป็นการลงทุนใน ‘เครื่องประดับทองคำธีมแฟนด้อม’ เพื่อเป้าหมายในการสะสมและเก็งกำไรระยะยาว

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นการต่อยอดจากวัฒนธรรมแฟนด้อมเดิมอย่าง ‘ถงเป่า’ (Tongbao) หรือการประดับกระเป๋าด้วยสินค้าลิขสิทธิ์จนแน่น และเคยถูกมองว่าเป็นความชอบเฉพาะกลุ่ม มาสู่เทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘ถงจิน’ (Tongjin) หรือ ‘ทองคำครินจ์’ ซึ่งเป็นการผนวกความชื่นชอบในคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนเข้ากับมูลค่าของทองคำ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการครอบครองสินค้าที่มีทั้งคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าทางการเงินในเวลาเดียวกัน

 

กระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอัญมณีต้องปรับตัว โดย Chow Tai Fook Jewellery Group ได้เปิดตัวคอลเล็กชันพิเศษร่วมกับคาแรกเตอร์ยอดฮิตอย่าง Chiikawa ขณะที่แบรนด์ดังระดับท้องถิ่นอย่าง Laomiao ก็ไม่น้อยหน้า ได้เปิดตัวเครื่องประดับที่ออกแบบร่วมกับซีรีส์ชื่อดังอย่าง Heaven Official’s Blessing

 

รวมถึงคอลเล็กชัน Hello Kitty ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่า การตัดสินใจซื้อไม่ได้มาจากความชอบในตัวละครเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการวางเดิมพันกับมูลค่าทองคำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก

 

ขณะเดียวกัน ปัจจัยหนุนที่สำคัญยังมาจากความเชื่อมั่นต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่สั่นคลอน จากแรงกดดันทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ทั้งความเคลื่อนไหวทางทหารในอเมริกาใต้และประเด็นกรีนแลนด์ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) เองก็ยังคงเดินหน้าเพิ่มการถือครองทองคำสำรองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้น

 

เมื่อมาดูสถิติจากตลาดจีนเผยให้เห็นการเติบโตที่น่าจับตา โดยสัดส่วนการครอบครองเครื่องประดับทองคำของกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18–24 ปี พุ่งสูงขึ้นจาก 37% ในปี 2019 สู่ระดับ 62% ในปี 2025 ซึ่งช่วยลดช่องว่างการถือครองทองคำระหว่างวัยให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับรายงานจากแพลตฟอร์ม Taobao ของ Alibaba ที่ระบุว่ายอดขายทองคำธีมแฟนด้อมในปี 2025 เติบโตขึ้นเกือบ 4 เท่า จนก้าวขึ้นสู่กลุ่มสินค้ายอดนิยม 10 อันดับแรกของเว็บไซต์

 

อย่างไรก็ตาม เรย์ เจีย หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นว่า แม้ ‘ถงจิน’ จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่การที่คนรุ่นใหม่หันมาทำความเข้าใจบทบาทของทองคำผ่านความผูกพันทางอารมณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนผ่านจากสินค้าแฟชั่นทั่วไปสู่การเป็นสินทรัพย์สะสมมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: Muklis_7/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทองคำโลกพุ่ง ปลุกเทรนด์ ‘ถงจิน’ ในจีน คนรุ่นใหม่หันซื้อทองคำธีมการ์ตูน ไว้เก็งกำไรระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพาณิชย์ คาด ‘เงินบาท’ ปีนี้ไม่หลุด 30 บาท แม้แข็งค่าต่อเนื่อง แนะผู้ส่งออก-นำเข้าเร่งปิดความเสี่ยงรับมือความผันผวน https://thestandard.co/scb-baht-forecast-hedge-risk/ Thu, 19 Feb 2026 02:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1179860 ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินบาทและความผันผวนในตลาดการเงิน

ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง […]

The post ไทยพาณิชย์ คาด ‘เงินบาท’ ปีนี้ไม่หลุด 30 บาท แม้แข็งค่าต่อเนื่อง แนะผู้ส่งออก-นำเข้าเร่งปิดความเสี่ยงรับมือความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินบาทและความผันผวนในตลาดการเงิน

ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนสร้างความกังวลให้กับภาคการส่งออก ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาวิเคราะห์ทิศทางค่าเงินบาท ถึงความเป็นไปที่ค่าเงินบาทปีนี้จะแข็งหลุดระดับ 30 บาท ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่

 

แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในปีนี้เป็นปีที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นพอสมควร โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 31 บาท ซึ่งการจะเห็นเงินบาทกลับไปอ่อนค่าที่ระดับ 33-34 บาทเหมือนในอดีตนั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในเวลานี้

 

เจาะลึก ‘เงินบาทจะแข็งค่า’ หลุด 30 หรือไม่?

 

ต่อประเด็นคำถามสำคัญที่ว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าจนหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์หรือไม่ แพททริกมองว่า ระดับ 30 บาทถือเป็น แนวรับทางจิตวิทยามากกว่าแนวรับทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าในปีนี้เงินบาท ยังไม่น่าจะหลุดระดับ 30 บาท และน่าจะยังยืนระยะอยู่ที่กรอบประมาณ 30-31 บาทได้

 

ปัจจัยกดดันในช่วงไตรมาสที่ 1 มาจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) สู่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ประกอบกับเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี

 

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลงมาพอสมควรแล้ว แต่คาดว่าหลังจากนี้อาจเริ่มเข้าสู่ระยะชะลอตัว ทำให้เงินบาทน่าจะยังทรงตัวอยู่ได้

 

จับตาไตรมาส 2 และแนวโน้มครึ่งปีหลัง ‘บาทแข็งค่าต่อ’

 

สำหรับแนวโน้มในระยะถัดไป แพททริกชี้ว่าตลาดแบ่งมุมมองเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งที่มองว่าบาทจะแข็งต่อ กับฝั่งที่มองว่าจะมีการกลับตัวในช่วงกลางถึงปลายปี แต่ในเชิงสถิติ ไตรมาสที่ 2 มักจะเป็นช่วง Low Season ของไทย ซึ่งอาจทำให้เงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าได้บ้างบางส่วน

 

นอกจากนี้ ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณการแยกตัว (Decoupling) ของความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาทบ้างแล้ว จากเดิมที่นักลงทุนมักจะเก็งกำไรค่าเงินบาททันทีที่ทองคำขึ้น แต่ปัจจุบันราคาทองเริ่มนิ่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทได้

 

แนะผู้ประกอบการเลิก ‘เก็งกำไร’ หันมา ‘ป้องกันความเสี่ยง’

 

แพททริกได้ให้คำแนะนำในการบริหารจัดการค่าเงินสำหรับผู้ประกอบการทั้งสองฝั่ง ดังนี้

 

  • ฝั่งผู้ส่งออก ต้องยอมรับความจริงว่าโอกาสที่เงินบาทจะกลับไปอ่อนค่าแตะ 32-33 บาทนั้น ไม่ง่าย หากรอจังหวะนั้นอาจเสียโอกาส แนะนำว่าในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนต่ำ หรือมีความนิ่ง ให้ใช้จังหวะนี้เข้าทำประกันความเสี่ยง (Hedging) บางส่วน หรือเลือกใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD), FX Options หรือ FX Forwards เพื่อล็อกเรตกำไรไว้
  • ฝั่งผู้นำเข้า แม้ปีที่ผ่านมาบาทจะแข็งค่าเร็ว แต่ปีนี้อาจไม่ได้แข็งค่ารุนแรงต่อ ดังนั้นผู้นำเข้าควรเริ่มเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงให้สูงขึ้น เช่น ระดับ 70% เพื่อป้องกันกรณีที่ค่าเงินบาทเกิดการกลับตัว

 

แนะภาคธุรกิจรับมือบริหารความเสี่ยง ‘เงินบาท’

 

ประเด็นการดูแลค่าเงินของไทย โดยมองว่าลำพังการแทรกแซงจากภาครัฐอาจทำได้จำกัดเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการถูกเพ่งเล็งเป็นผู้บิดเบือนค่าเงิน (FX Manipulator) แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนควรเร่งปรับตัวคือ

 

  • ปรับพฤติกรรม SMEs ผู้ประกอบการรายย่อยมักไม่นิยมป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เพราะหวังเก็งกำไรให้ได้เรตที่ดีกว่าตลาด ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ต่างจากรายใหญ่ที่มีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีกว่า จึงควรส่งเสริมให้ SME เข้าถึงและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
  • วิกฤตเป็นโอกาสในการลงทุน จังหวะที่เงินบาทแข็งค่าเป็นโอกาสดีสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน หากภาครัฐมีความชัดเจนเรื่องมาตรการภาษี จะช่วยสนับสนุนให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนนอกบ้านได้มากขึ้น
  • ใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหันมาใช้สกุลเงินคู่ค้าโดยตรง เช่น ค้าขายกับจีนใช้เงินหยวน หรือค้าขายกับญี่ปุ่นใช้เงินเยน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ได้ดี

 

ภาพ: Eugene_Photo / Shutterstock

The post ไทยพาณิชย์ คาด ‘เงินบาท’ ปีนี้ไม่หลุด 30 บาท แม้แข็งค่าต่อเนื่อง แนะผู้ส่งออก-นำเข้าเร่งปิดความเสี่ยงรับมือความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>