ราคาก๊าซ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ราคาก๊าซ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 22 Mar 2026 06:55:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรง จุดชนวนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ หลังโครงสร้างพื้นฐานผลิตก๊าซฯ กาตาร์โดนถล่ม ดันราคาก๊าซ-น้ำมันพุ่ง ต้องลงทุนแบบไหนจึงรอด https://thestandard.co/qatar-gas-attack-energy-crisis-investment/ Sun, 22 Mar 2026 06:14:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1189937 ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงคราม ตะวันออกกลาง ต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดย […]

The post สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรง จุดชนวนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ หลังโครงสร้างพื้นฐานผลิตก๊าซฯ กาตาร์โดนถล่ม ดันราคาก๊าซ-น้ำมันพุ่ง ต้องลงทุนแบบไหนจึงรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงคราม ตะวันออกกลาง ต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นเป็นการโจมตีแหล่งพลังงานโดยตรง โดยเริ่มต้นจากการที่อิสราเอลเข้าโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซลาฟาน (Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไปถึง 13 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออก

 

 

 

สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุ ถึงผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อเศรษฐกิจไทยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นเป็นการโจมตีแหล่งพลังงานโดยตรง โดยเริ่มต้นจากการที่อิสราเอลเข้าโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซลาฟาน (Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไปถึง 13 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออก

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมยาวนานถึง 3-5 ปี ผลกระทบที่ตามมาคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 50% จากปัจจัยด้านพรีเมียมความเสี่ยงและภาวะชะงักงัน (Disruption) ขณะที่ราคาก๊าซปรับตัวขึ้นแรงกว่าถึง 100%

 

โดยราคา LNG ในฝั่งเอเชีย (JKM) พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 22 ดอลลาร์ต่อ MMBtu (บวกขึ้นมาถึง 10% ในคืนเดียว) ส่วนราคาก๊าซในยุโรป (TTF) ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20-21 ดอลลาร์ ซึ่งสวนทางกับราคาก๊าซในสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับ 3-4 ดอลลาร์ สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ซื้อนำเข้าอย่างเอเชียและยุโรปเสียประโยชน์อย่างหนัก ในขณะที่ผู้ผลิตและส่งออกที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย กลายเป็นผู้รับอานิสงส์

 

ผลกระทบชิ่งถึงเศรษฐกิจไทย ค่าไฟ เงินเฟ้อ และ GDP

 

สำหรับประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP เนื่องจากไทยต้องนำเข้า LNG เพื่อมาใช้ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนถึง 1 ใน 3 หากต้นทุนสูงขึ้นแต่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นค่าไฟ ส่วนต่างกำไร (Margin) ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าก็จะหดตัวลง

 

นอกจากนี้ การขาดแคลน LNG ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น

 

  • เซมิคอนดักเตอร์: ฮีเลียม (Helium) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิต LNG และจำเป็นต่อการผลิตชิป มีต้นทุนสูงขึ้น
  • ปิโตรเคมีและพลาสติก: วัตถุดิบขาดแคลน ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกพุ่ง
  • สินค้าเกษตรและอาหาร: ราคาปุ๋ยและน้ำมันพืชมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
  • โลจิสติกส์: การเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมไกลขึ้น ทำให้ค่าระวางเรือทั้งตู้คอนเทนเนอร์และเรือเทกองปรับตัวสูงขึ้น

 

ในมุมมองระดับมหภาค InnovestX ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อกินเวลา 2-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบอาจมีค่าเฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อและต้นทุนพุ่งสูงขึ้น และอาจกดดันให้ GDP ของไทยที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ปรับลดลงมาเหลือระดับ 1% กลางๆ ทิศทางนโยบายการเงินของไทยที่เคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งอาจต้องชะลอออกไป และเงินบาทมีสิทธิ์อ่อนค่าไปแตะ 33-34 บาทต่อดอลลาร์

 

ยิ่งไปกว่านั้น ใน กรณีเลวร้าย (Worst Case Scenario) หากบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค (Regional War) ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ GDP ไทยอาจเหลือเพียง 1% และนโยบายการเงินโลกอาจถึงขั้นต้องกลับทิศมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

 

พลังงานทางเลือก-นโยบายจีน โอกาสทองในวิกฤต

 

วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกกลับมาตื่นตัวเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) อีกครั้ง หลังจากเคยตื่นตัวไปแล้วในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างหนัก จะต้องหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) พลังงานลม (Wind) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) ซึ่งสอดรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มหาศาลจากการเติบโตของ AI และ Data Center

 

สำหรับประเทศไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง Solar Roof, รถยนต์ EV รวมถึงพืชพลังงานที่นำมาทำไบโอดีเซล ทั้ง B5, B7 และอาจเพิ่มเป็น B10 จะได้รับประโยชน์ในระยะสั้น

 

ในแง่ของการจัดพอร์ตลงทุน จีนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยง จีนพยายามลดการพึ่งพาภายนอกและหันมาเน้นคุณภาพ ปัจจุบันจีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้มากกว่าถ่านหินแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญกับ AI โดยวางเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งในกลุ่ม EV, Robotics และ Smart Devices โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg คาดว่าตลาด AI ของจีนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2028

 

เจาะ 4 ธีมลงทุนสะท้านโลก ผ่าน DR23 จาก InnovestX

 

เพื่อตอบรับเทรนด์เทคโนโลยีเอเชีย InnovestX ได้ออก DR23 ชุดใหม่จำนวน 14 หลักทรัพย์ ซึ่งครอบคลุมหุ้นชั้นนำในจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่

 

  • Semiconductor & Self-reliance การพึ่งพาตนเองด้านชิป: จีนตั้งเป้าความมั่นคงเพื่อลดแรงกดดันจากการแบนส่งออกชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ โดยหันมาเน้นชิปกระแสหลัก (Mainstream) ที่ใช้ในรถยนต์และอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อสร้าง Supply Chain ให้ครบวงจร
  • AI in Economy: การนำ AI เข้าไปบูรณาการในระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเน้นความคุ้มค่า ต้นทุนต่ำ และใช้งานได้จริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Materials & Resources วัตถุดิบแห่งอนาคต: เชื่อมโยงกับพลังงานสะอาดและ Data Center เช่น ทองแดง หัวใจของระบบไฟฟ้า, ลิเธียม จำเป็นต่อแบตเตอรี่ และทองคำ ใช้ในชิป GPU
  • Advanced Robotics: การใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะขั้นสูง โดยเฉพาะ Cobot หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ ที่ในจีนเติบโตถึง 31% เพื่อนำ Physical AI มาทดแทนปัญหาขาดแคลนแรงงานและรักษาความสามารถทางการแข่งขัน

 

หุ้นไฮไลต์ที่น่าสนใจในกลุ่ม DR23 แบ่งตามระดับความเสี่ยง

 

  • กลุ่ม High Growth : หุ้นต้นน้ำและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น NAURA ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของจีน, บริษัทผลิตชิปประมวลผล AI ขั้นสูง, Kioxia ผู้ผลิต Memory ในญี่ปุ่นที่ได้ประโยชน์จาก Data Center, GDS ผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ รวมถึงกลุ่มวัตถุดิบอย่าง เหมืองทองและทองแดง, Ganfeng แบตเตอรี่ลิเธียม และ Estun หุ่นยนต์
  • กลุ่ม Steady Growth : หุ้นเทคยักษ์ใหญ่ที่เริ่มมีความเสถียร เช่น Tencent และ Meituan
  • กลุ่ม Cash Flow/Dividend : สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยลง เช่น China Mobile , MUFG และ ASICS

 

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ InnovestX ได้คัดสรร Top 5 หุ้นเด่น ให้นักลงทุนพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ Tencent, NAURA, Kioxia, China Mobile และ FANUC

 

ภาพ: StreetOnCamara_Comeback/ Shutterstock

The post สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรง จุดชนวนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ หลังโครงสร้างพื้นฐานผลิตก๊าซฯ กาตาร์โดนถล่ม ดันราคาก๊าซ-น้ำมันพุ่ง ต้องลงทุนแบบไหนจึงรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC – ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ https://thestandard.co/market-focus-gpsc-5/ Wed, 29 May 2024 12:40:52 +0000 https://thestandard.co/?p=939004 GPSC

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (G […]

The post GPSC – ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 65% (กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 6.8GW) ภายในปี 2569 จาก 37% ในปัจจุบัน และตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดเป็น 15GW ภายในปี 2573 โดยส่วนใหญ่จะเกิดจาก Avaada Energy (GPSC ถือหุ้น 42.93%) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนของบริษัทในประเทศอินเดีย 

 

โดย Avaada วางแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กำลังการผลิต 800MW (343MWe สำหรับ GPSC) ในอินเดียในปี 2567 กำลังการผลิตที่ได้รับมอบในปัจจุบันของ Avaada ที่ 13.9MW (ณ เดือนเมษายน 2567) เกินเป้าหมายปี 2569 ที่ 11GW แล้ว 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียวางแผนเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนกำลังการผลิต 50GW ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง (CFXD) กำลังการผลิต 343Mwe ในประเทศไต้หวัน ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วยขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวของบริษัท และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบตั้งแต่ 3Q67 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ GPSC มีมุมมองเชิงบวกต่อการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่กำลังจะมีขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ การประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เฟสที่ 2 กำลังการผลิต 3.6GW 

 

และแผน PDP2024 ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยอีก 30-40MW เป็น 50% ภายในปี 2580 เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสีเขียวในอนาคต ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ร่างแผน PDP2024 จะเปิดประชาพิจารณ์ในเดือนมิถุนายน 2567 จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบใน 4Q67 

 

ปัจจัยเหล่านี้น่าจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มสาธารณูปโภคไทย จากการศึกษาของ InnovestX Research พบว่า ราคาหุ้นสาธารณูปโภคไทยส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกับการประมูลโรงไฟฟ้า 2 ครั้งที่ผ่านมาในแผน PDP2018 (ประชาพิจารณ์เดือนธันวาคม 2561) และการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเฟสแรก กำลังการผลิต 5GW (เดือนกันยายน 2565)

 

ด้านคณะกรรมการกำกับพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศใช้ระบบ Single Pool Gas Price โดยนำเอาราคาก๊าซระดับต่ำที่ส่งไปให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมาคำนวณ Pool Gas รวม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนก๊าซของ SPP ลดลง 5-7 บาทต่อล้านบีทียูจากฐานปัจจุบัน 

 

นอกจากนี้ กกพ. ยังเห็นชอบให้ลดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติในกลุ่มโรงไฟฟ้าลงจาก 11.48 บาท สู่ 5.47 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับปี 2567-2571 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้มาร์จิ้นของโรงไฟฟ้า SPP ปรับเพิ่มขึ้นได้ 6.01 บาทต่อล้านบีทียู 

 

แต่โรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชันของ GPSC จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 2 บาทต่อล้านบีทียู ดังนั้นต้นทุนก๊าซโดยรวมของ GPSC คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยใน 2Q67 เมื่อเทียบกับ 1Q67 ซึ่งอยู่ที่ 362 บาทต่อล้านบีทียู

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น GPSC ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ระดับ 47.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.20% สู่ระดับ 1,362.70 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research คาดว่าโมเมนตัมกำไรปกติของ GPSC จะปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ ใน 2Q67 ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนก๊าซที่ลดลงจากปริมาณก๊าซที่เพิ่มขึ้นในอ่าวไทยและการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ 

 

อย่างไรก็ดี มองเป็นกลางต่อแนวโน้มระยะกลางของมาร์จิ้นธุรกิจ SPP เนื่องจากการที่รัฐบาลต้องการลดค่าไฟฟ้าของประเทศไทยลงสู่ระดับต่ำกว่า 4.0 บาทต่อ kWh จากปัจจุบันที่ 4.18 บาทต่อ kWh จะเป็นตัวจำกัดมาร์จิ้นของธุรกิจ SPP นอกจากนี้ราคา LNG Japan/Korea Marker PLATTS Future ที่เพิ่มขึ้น 25.3% ใน 2Q67TD สู่ 11.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จะทำให้มาร์จิ้นของธุรกิจ SPP มี Upside จำกัดใน 3Q67

 

สำหรับกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน ยังคงคำแนะนำ Tactical call ระยะ 3 เดือนสำหรับ GPSC ไว้ที่ Neutral โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 60 บาทต่อหุ้น อ้างอิงวิธี DCF (WACC ที่ 5.4%, Terminal Growth ที่ 0.5%)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนเชื้อเพลิง / ก๊าซสูงกว่าคาด, การเลื่อนปรับค่า Ft, ผลตอบแทนจากโครงการลงทุนใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

The post GPSC – ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กกพ.’ บีบ ปตท. ลดค่าก๊าซ หวังหั่น ‘ค่าไฟ’ เหลือ 3.99 บาท ขณะที่สภาผู้บริโภคแนะรัฐบาลเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในแผน PDP แก้ค่าไฟแพงระยะยาว https://thestandard.co/erc-not-yet-lowered-the-electricity-bill-to-3-99-baht/ Wed, 20 Sep 2023 12:59:18 +0000 https://thestandard.co/?p=844005

กกพ. ยังไม่เคาะค่าไฟลงเหลือ 3.99 บาท แม้ยืนยันตามมติ คร […]

The post ‘กกพ.’ บีบ ปตท. ลดค่าก๊าซ หวังหั่น ‘ค่าไฟ’ เหลือ 3.99 บาท ขณะที่สภาผู้บริโภคแนะรัฐบาลเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในแผน PDP แก้ค่าไฟแพงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

กกพ. ยังไม่เคาะค่าไฟลงเหลือ 3.99 บาท แม้ยืนยันตามมติ ครม. หลังถก 2 รัฐวิสาหกิจ ปตท.-กฟผ. หารือแนวทาง เบื้องต้นขอให้ ปตท. ลดค่าก๊าซ พร้อมขอให้ กฟผ. ยืดภาระหนี้ออกไปก่อน ขณะที่สภาผู้บริโภค แนะรัฐบาลเดินหน้านโยบายโซลาร์รูฟท็อปด้วยระบบเน็ตมิเตอร์ริง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงในระยะยาว

 

รายงานข่าวระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 เห็นชอบในหลักการมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้แก่ประชาชนตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยให้เรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 จากเดิมหน่วยละ 4.45 บาท ให้เหลือ 3.99 บาท 

 

พร้อมกับมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการให้ถูกต้อง รอบคอบ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องโดยด่วน

 

ล่าสุด (20 กันยายน) สำนักงาน กกพ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) มาชี้แจงและกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและต้องเป็นการดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล 

 

โดยระบุว่า การกำหนดอัตราเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.45 บาทนั้น เป็นการคำนวณที่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65 และประกาศ กกพ. เรื่องกระบวนการ ขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ พ.ศ. 2565 

 

รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง แบกรับภาระไปก่อน

แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปรับลดเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.99 บาท เป็นผลให้เกิดส่วนต่างหน่วยละ 46 สตางค์ จำเป็นต้องให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง แบกรับภาระไปก่อนจนกว่าสถานการณ์พลังงานผ่อนคลายจึงเรียกเก็บคืนค่าไฟฟ้าคงค้างจากผู้ใช้ไฟฟ้าภายหลัง

 

ดังนั้น การปฏิบัติตามมติ ครม. ซึ่งเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน จึงกำหนดให้ ปตท. ปรับลดค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากกิจการผลิตไฟฟ้า ซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ 323.37 บาทต่อล้านบีทียู เป็นไม่เกิน 304.79 บาทต่อล้านบีทียู 

 

ในส่วนของ กฟผ. ซึ่งแบกภาระค่าไฟฟ้าคงค้าง (Accumulated Factor: AF) ก่อนหน้านี้รวมประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท และอยู่ระหว่างการเรียกเก็บคืนเงินคงค้างซึ่งอยู่ในค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 หน่วยละ 38.31 สตางค์นั้น เมื่อ ครม. มีมติให้ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าเหลือเพียงหน่วยละ 3.99 บาท กฟผ. จึงต้องเว้นการเรียกเก็บคืนเงินคงค้างดังกล่าว 

 

โดยรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจะต้องเสนอราคาก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้ามายัง กกพ. เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 67 และสามารถเรียกเก็บค่าไฟฟ้าให้ได้หน่วยละ 3.99 บาท ตั้งแต่บิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายน 2566  

 

สภาผู้บริโภคชี้รัฐยืดหนี้ กฟผ. ช่วยได้ แต่ต้องลดนำเข้าไฟเกินความจำเป็น

อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การลดค่าไฟลงเป็นไปได้ หากมีการยืดการชำระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ออกไป โดยรัฐบาลควรเจรจายืดชำระหนี้โดยสามารถดำเนินการได้จากราคาค่าใช้จ่ายของค่าก๊าซและค่าซื้อไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเอกชน ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าลูกของ กฟผ. หรือโรงไฟฟ้าในเครือของบริษัทเอกชนต่างๆ ซึ่งไม่ได้ใช้เงินจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นค่าซื้อไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง ดังนั้น กฟผ. กับรัฐบาลต้องตั้งโต๊ะเจรจากับเอกชนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องดึงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมรับภาระความเสี่ยงด้วย เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มาจากการซื้อก๊าซจาก ปตท. ส่วนการจัดการปัญหาหนี้ของ กฟผ. ระยะยาวนั้น สภาผู้บริโภคเสนอให้ลดภาระการซื้อไฟฟ้าเกินความจำเป็นอย่างเร่งด่วน เช่น การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ

 

แนะรัฐงัดนโยบายโซลาร์เซลล์แก้ไฟแพง เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน

นอกจากนี้รัฐบาลควรผลักดันนโยบายโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยค่าไฟฟ้าแบบหักค่าไฟฟ้าจากหน่วยหรือเน็ตมิเตอร์ริง (Net Metering) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควรเปิดช่องให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบเน็ตมิเตอร์ริงและให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวและมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่จะเป็นระบบใหญ่

 

รวมถึงจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) รวมทั้งนำแผนในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาในเรื่องการกระจายกำลังการผลิตที่เหมาะสมมาปรับใช้ โดยรัฐบาลควรเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และประกาศอัตราค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่เข้ามาใหม่ด้วย

 

The post ‘กกพ.’ บีบ ปตท. ลดค่าก๊าซ หวังหั่น ‘ค่าไฟ’ เหลือ 3.99 บาท ขณะที่สภาผู้บริโภคแนะรัฐบาลเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในแผน PDP แก้ค่าไฟแพงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้ออังกฤษเดือน เม.ย. ลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หลังราคาพลังงานปรับตัวลดลง https://thestandard.co/uk-inflation-sinks-below-10percent/ Wed, 24 May 2023 09:36:04 +0000 https://thestandard.co/?p=794763 เงินเฟ้ออังกฤษ

เงินเฟ้อในเดือนเมษายนของอังกฤษปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำก […]

The post เงินเฟ้ออังกฤษเดือน เม.ย. ลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หลังราคาพลังงานปรับตัวลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้ออังกฤษ

เงินเฟ้อในเดือนเมษายนของอังกฤษปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน (นับจากเดือนสิงหาคมปี 2022) โดยเป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดต่ำลงและการรุกรานยูเครนของรัสเซียที่เริ่มมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้อยลง

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงจากระดับ 10.1% ในเดือนมีนาคม แต่ยังสูงกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักข่าว Reuters ที่ 8.2%

 

รายงานของ ONS ระบุว่า ค่าไฟฟ้าและก๊าซมีส่วนสำคัญในการปรับลดลงของเงินเฟ้อในเดือนเมษายน โดยราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซในเดือนที่ผ่านมาปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาไฟฟ้าและก๊าซยังคงมีสัดส่วนคิดเป็น 1.01% ของอัตราเงินเฟ้อโดยรวม 

 

ด้านราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์พบว่ายังคงปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน สร้างแรงกดดันเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อสำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์ในช่วง 4 เดือนแรกของปีเริ่มปรับลดลงเล็กน้อยจาก 19.2% มาอยู่ที่ 19.1% เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาสแรก

 

Suren Thiru ผู้อำนวยการของ Institute of Chartered Accountants ในอังกฤษและเวลส์ เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่กลับมาเป็นตัวเลขหลักเดียวอีกครั้งสะท้อนถึงความคืบหน้าของการดูแลเสถียรภาพด้านราคาของอังกฤษ โดยเขาคาดว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อนตามราคาพลังงานที่มีแนวโน้มลดลง

 

“ตลาดแรงงานที่เริ่มลดความร้อนแรงลง ภาษีที่สูงขึ้น และผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้อุปสงค์ของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง ซึ่งอาจเงินเฟ้อในช่วงหลังจากนี้ของอังกฤษลดลงเร็วกว่าที่ธนาคารกลางคาดการณ์ไว้” Thiru กล่าว

 

Richard Carter หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดพันธบัตรของ Quilter Cheviot กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับลดลงบ่งชี้ว่าธนาคารกลางของอังกฤษเดินมาถูกทางแล้ว อย่างไรก็ดี หนทางการต่อสู้กับเงินเฟ้อของอังกฤษยังอีกยาวไกล เมื่อพิจารณาจากค่าแรงในตลาดและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

อ้างอิง:

The post เงินเฟ้ออังกฤษเดือน เม.ย. ลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หลังราคาพลังงานปรับตัวลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลแจงรายละเอียด การคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ยันในอนาคตราคาจะทยอยปรับลง https://thestandard.co/gov-details-electricity-bill-calculation/ Thu, 20 Apr 2023 03:21:23 +0000 https://thestandard.co/?p=778842 ค่าไฟฟ้า

วันนี้ (20 เมษายน) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐ […]

The post รัฐบาลแจงรายละเอียด การคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ยันในอนาคตราคาจะทยอยปรับลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟฟ้า

วันนี้ (20 เมษายน) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ทั้งในส่วนที่เป็นบ้านอยู่อาศัย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ โดยคิดค่า Ft ในอัตราเดียวกันที่ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ชี้แจงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการกำหนดราคาค่าไฟว่า สาเหตุหลักของค่าไฟฟ้าแพงเนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่สูง และปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่เคยใช้ผลิตไฟฟ้า จึงทำให้ต้องนำเข้า LNG มาทดแทน ซึ่ง LNG มีราคาแพง เป็นผลจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และตรงกับช่วงที่มีความต้องการ LNG มากในฤดูหนาวของทางยุโรป 

 

อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซเป็นหลัก ทำให้แม้ในช่วงน้ำมันราคาถูกกว่าก็ยังไม่สามารถใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าแทน LNG ได้ทันที

 

ในส่วนของรายละเอียดที่มาของโครงสร้างต้นทุนค่าไฟในปัจจุบัน ซึ่งค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 นั้น ค่า Ft จะอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากแยกรายละเอียดการคำนวณจะมีส่วนประกอบจาก 6 ส่วน โดยหากเรียงลำดับจากต้นทุนแพงที่สุดไปต้นทุนถูกที่สุดตามลำดับ สามารถแยกรายละเอียดได้ดังนี้

 

  1. ค่าเชื้อเพลิงทุกประเภทเฉลี่ย 2.74 บาทต่อหน่วย
  2. ค่าโรงไฟฟ้าเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ 76 สตางค์ต่อหน่วย
  3. ค่าต้นทุนระบบจำหน่าย 51 สตางค์ต่อหน่วย
  4. ค่าภาระหนี้เชื้อเพลิงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 35 สตางค์ต่อหน่วย
  5. ค่าต้นทุนระบบส่ง 24 สตางค์ต่อหน่วย 
  6. ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ เช่น Adder ค่าไฟฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย ประมาณ 16 สตางค์ต่อหน่วย

 

อนุชากล่าวต่อไปว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าครัวเรือนที่ดูเหมือนสูงกว่าค่าไฟฟ้านอกภาคครัวเรือน เกิดจากค่าไฟฟ้างวดปัจจุบันมีราคาแพง เป็นผลจากปลายปี 2565 เป็นช่วงที่ต้นทุนราคาก๊าซ LNG นำเข้าสูงมากและต้องนำเข้าทดแทน 

 

ขณะที่ปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำลดลงมาก ทำให้ค่าไฟฟ้าที่แท้จริงในงวดปัจจุบัน (เดือนมกราคม-เมษายน 2566) ซึ่งปกติหากเป็นอัตราเดียวจะเท่ากับ 5.24 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลต้องการบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน จึงคำนวณค่าไฟจากการจัดสรรก๊าซในอ่าวไทยที่มีราคาถูกให้ประชาชนก่อน จึงเป็นกรณีพิเศษที่ทำให้ประชาชนได้อัตราเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย 

 

แต่ค่าไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมงวดปัจจุบัน (เดือนมกราคม-เมษายน 2566) เท่ากับ 5.33 บาทต่อหน่วย เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมช่วยรับภาระแทนประชาชนบางส่วน ในขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 จะเหลืออัตราเดียวเฉลี่ยที่ 4.77 บาทต่อหน่วย อาจจะดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เป็นอัตราที่ถูกลงจากงวดปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ราคาต้นทุนพลังงานตั้งแต่ปี 2566 ปรับตัวลดลง แต่ กกพ. ยังคงต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่า Ft ที่ใช้สมมติฐานตัวเลขต้นทุนในปีก่อนหน้า (ปี 2565) ซึ่งเป็นการประมาณการต้นทุนในงวดถัดไป ในขณะที่การประกาศค่าไฟฟ้าในงวดก่อนหน้านี้ แนวโน้มเชื้อเพลิงขึ้นมาตลอด กกพ. เองจึงใช้สมมติฐานค่าเชื้อเพลิงต่ำมาตลอด ทำให้ภาระหนี้เชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น และเมื่อราคาเชื้อเพลิงที่แท้จริงลดลง ส่วนต่างที่เกิดขึ้นก็จะถูกนำไปหักลบกลบหนี้ในการประกาศค่า Ft และค่าไฟฟ้าในงวดต่อไป ดังนั้นค่าไฟฟ้าที่ถูกลงจะทยอยปรับลดลง ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงภาระหนี้สิน ความน่าเชื่อถือ และสภาพคล่องของ กฟผ. ด้วย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศได้

 

“รัฐบาลยืนยันว่าค่าไฟฟ้าจะทยอยปรับลดลงตามราคาเชื้อเพลิงที่ลดลงในอนาคต อีกทั้งแนวทางที่รัฐบาลได้ส่งเสริมการพัฒนาและสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีการดำเนินการในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้การพึ่งพาเชื้อเพลิงแบบเดิมลดน้อยลง และส่งผลถึงการคำนวณค่าไฟฟ้าที่จะทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลงได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมที่จะประเมินสถานการณ์ และดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” อนุชากล่าว

The post รัฐบาลแจงรายละเอียด การคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ยันในอนาคตราคาจะทยอยปรับลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เผยกำไรปี 65 พุ่ง 3 เท่า แตะ 4 หมื่นล้านบาท อานิสงส์ราคาก๊าซแพง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มุ่งหา New S-Curve https://thestandard.co/banpu-profit-2565/ Wed, 01 Mar 2023 10:42:06 +0000 https://thestandard.co/?p=757292

บมจ. บ้านปู ประกาศกำไรหรู ขยายตัว 3 เท่า แตะ 1,162 ล้าน […]

The post บ้านปู เผยกำไรปี 65 พุ่ง 3 เท่า แตะ 4 หมื่นล้านบาท อานิสงส์ราคาก๊าซแพง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มุ่งหา New S-Curve appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ. บ้านปู ประกาศกำไรหรู ขยายตัว 3 เท่า แตะ 1,162 ล้านดอลลาร์ หรือ 40,519 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับอานิสงส์ราคาก๊าซพุ่ง เปิดแผนปี 2566 เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มองโอกาสลงทุน แร่แห่งอนาคต โซลูชันใหม่ ปักธงผู้นำธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 

 

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู หรือ BANPU เปิดเผยว่า ปี 2565 ถือเป็นปีที่บ้านปูมีผลประกอบการที่ดีเป็นประวัติการณ์ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อานิสงส์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงแล้ว 

 

ขณะเดียวกันบริษัทยังเน้นการดำเนินงานที่คล่องตัวและยืดหยุ่นในทุกหน่วยธุรกิจ รวมถึงการเร่งขยายธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener & Smarter อย่างจริงจังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่องจากธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้น เช่น การขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา และการขยายพอร์ตธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานในเอเชีย-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของบ้านปูในปัจจุบัน และธุรกิจที่นอกเหนือจากพลังงาน เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ๆ  

 

โดยผลการดำเนินงานปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 7,693 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 272,270 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,570 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 139,080 ล้านบาท) คิดเป็น 87% มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 3,916 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 137,300 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 120% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,162 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 40,519 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 282% ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานโลก ประกอบกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจด้วยความคล่องตัวและยืดหยุ่น ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เพื่อสร้างผลกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2566 บ้านปูยังคงเดินหน้าเร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Banpu Transformation) ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อส่งมอบอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน 

       

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจยังคงคำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหัวใจหลัก โดยในปี 2565 บ้านปูได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 และล่าสุดได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Standard ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก

 

ขณะที่กลยุทธ์ทางธุรกิจในปี 2566-2568 บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter โดยวางแนวทางสำคัญสำหรับ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ 

 

กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน สำหรับธุรกิจเหมืองยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เน้นประสิทธิภาพการผลิต เพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น แร่แห่งอนาคต (Strategic Minerals) ทางด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คงความเป็นผู้นำในการผลิตก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา แสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในธุรกิจที่ส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่ และพัฒนาโครงการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ภายในปี 2568

 

กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน เพิ่มมูลค่าและรักษาประสิทธิภาพการผลิตในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้สามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า การซื้อ-ขายไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี มองหาโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มในประเทศยุทธศาสตร์ที่บ้านปูดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว

 

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในพอร์ตธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสด ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ส่งเสริมศักยภาพและการเติบโตซึ่งกันและกัน ตลอดจนแสวงหาการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ (New S-Curve) ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการเข้าถือหุ้นในบริษัท ดูราเพาเวอร์ โฮลดิ้งส์ จํากัด (Durapower) จาก 47.68% เป็น 65.10% ด้วยเงินลงทุน 70 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงระบบนิเวศที่แข็งแกร่งภายในกลุ่มบริษัทบ้านปู

 

“ปี 2566 นี้ บ้านปูจะมีอายุครบ 40 ปี เรายังคงเดินหน้านำเสนอโซลูชันด้านพลังงานที่ดีที่สุด ต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง และขยายการลงทุนที่ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต 

 

“ทั้งนี้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับโลกและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม (Better Living for All) ซึ่งเป็นไปตามพันธสัญญา ‘พลังบ้านปู สู่พลังงานที่ยั่งยืน (Our Way in Energy)’” สมฤดีกล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post บ้านปู เผยกำไรปี 65 พุ่ง 3 เท่า แตะ 4 หมื่นล้านบาท อานิสงส์ราคาก๊าซแพง เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ มุ่งหา New S-Curve appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตายุโรปกำหนดเพดาน ‘ราคาก๊าซ’ หลังต้นทุนพุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่วิกฤตพลังงานอาจลากยาวถึงปี 2026 https://thestandard.co/eu-countries-make-final-push-gas-price/ Tue, 20 Dec 2022 01:14:57 +0000 https://thestandard.co/?p=725955 ราคาแก๊ส

ในวันนี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของแต่ละประเทศในยุโรปมีนั […]

The post จับตายุโรปกำหนดเพดาน ‘ราคาก๊าซ’ หลังต้นทุนพุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่วิกฤตพลังงานอาจลากยาวถึงปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาแก๊ส

ในวันนี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของแต่ละประเทศในยุโรปมีนัดหารือเกี่ยวกับนโยบายที่จะกำหนดเพดานราคาก๊าซ ซึ่งล่าสุดยังไม่ได้ข้อสรุปจากความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝั่ง

 

ผู้นำของแต่ละประเทศพยายามที่จะผลักดันให้เกิดข้อสรุปเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว หลังจากที่ใช้เวลาหารือมาหลายเดือน และผ่านการประชุมเร่งด่วนมาแล้วถึงสองครั้ง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ข้อเสนอล่าสุดที่เกิดขึ้นคือ การกำหนดเพดานราคาก๊าซล่วงหน้า หากราคาก๊าซอิงจาก Dutch Title Transfer Facility (TTF) สูงเกินกว่า 188 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง 3 วันติดต่อกัน ซึ่งเป็นระดับเพดานที่ต่ำกว่าข้อเสนอก่อนหน้านี้อย่างมากที่ระดับ 275 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง 

 

โดยรายละเอียดเบื้องต้นของข้อเสนอดังกล่าวคือ เมื่อราคาก๊าซทะลุระดับ 188 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ราคาก๊าซ LNG จะถูกจำกัดให้เพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกิน 35 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง อิงจากราคาของ TTF 

 

ทินเน ฟาน เดอ สแตรเทน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของเบลเยียม กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตและความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาที่เราสามารถจ่ายไหว ซึ่งจะเป็นการหลีกเลี่ยงการหยุดพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม”

 

แต่ในมุมของเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย กลัวว่าการกำหนดเพดานราคาก๊าซจะส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมพลังงาน และยิ่งทำให้การขนส่งก๊าซมายังยุโรปลดลงไปอีก 

 

โรเบิร์ต ฮาเบค รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวว่า “ไม่มีใครในเยอรมนีไม่อยากเห็นก๊าซราคาถูกลง แต่เรารู้ว่าจะต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำสิ่งที่ผิดเพื่อให้มาซึ่งสิ่งที่ดี” 

 

ต้นทุนด้านพลังงานของประเทศต่างๆ ในยุโรปเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากผลกระทบของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และดูเหมือนว่าวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษอาจเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น 

 

เมื่อฤดูหนาวนี้ผ่านไป ยุโรปจำเป็นจะต้องเพิ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมสต๊อกที่เหลือไม่มากนัก โดยการนำเข้าล็อตใหม่นี้จะไม่สามารถนำเข้าจากรัสเซียดังเช่นในอดีต ขณะเดียวกันอุปทานพลังงานในตลาดดูเหมือนจะตึงตัวต่อไปจนกระทั่งปี 2026 ซึ่งจะเป็นช่วงที่การผลิตจากฝั่งสหรัฐฯ และกาตาร์ จะเริ่มออกสู่ตลาด นั่นหมายความว่าราคาพลังงานจะยังคงสูงต่อไป 

 

Bruegel บริษัทวิจัยด้านนโยบายเศรษฐกิจในเบลเยียม ประเมินว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศในยุโรปสามารถที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของภาคธุรกิจและประชาชนด้วยเงินมากที่สุดกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ แต่ด้วยต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้การใส่เงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอาจจะไม่สามารถทำได้ ทำให้วิกฤตด้านพลังงานจะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายปี

 

มาร์ติน เดเวนิช ผู้อำนวยการของบริษัทที่ปรึกษาอย่าง S-RM กล่าวว่า “เมื่อคุณเพิ่มการช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน ซึ่งคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล จะส่งผลให้รัฐบาลแต่ละประเทศบริหารจัดการวิกฤตได้ยากขึ้นในปีหน้า”

 

ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในยุโรปต่างใส่เงินช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นให้กับธุรกิจและประชาชน คิดเป็นเงินกว่า 700 ล้านยูโร ในขณะที่ทุนสำรองสำหรับการช่วยเหลือของแต่ละประเทศก็เริ่มตึงตัวแล้ว สะท้อนจากประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปกว่าครึ่งหนึ่งที่รายงานออกมาว่า หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งขึ้นสูงกว่า 60% ของ GDP 

 

ทั้งนี้ Bloomberg ประเมินว่า ต้นทุนพลังงานในยุโรปแพงขึ้นคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่การเร่งเติมสต๊อกในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาสามารถบรรเทาปัญหาอุปทานตึงตัวได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น 

 

เมื่อสัปดาห์ก่อนเยอรมนีรายงานว่า ปริมาณพลังงานที่เหลืออยู่อาจไม่เพียงพอต่อระดับการบริโภค ขณะที่บริษัทต่างๆ รวมทั้งครัวเรือนต่างถูกขอให้ลดการใช้ลง โดยยุโรปพยายามควบคุมให้การใช้พลังงานไม่เกิน 5 หมื่นล้านคิวบิกเมตรในปีนี้ แต่ปัญหาที่ยังอยู่คือปริมาณก๊าซที่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอในปี 2023 ซึ่ง IEA ประเมินว่ายังขาดอยู่อีกราว 2.7 หมื่นล้านคิวบิกเมตร จากการประเมินว่าการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียจะลดลงเหลือศูนย์ และการนำเข้าก๊าซ LNG จากจีนจะกลับไปสู่ระดับเดียวกับปี 2021 

 

ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปได้กำหนดระดับพลังงานสำรองไว้ที่ 45% ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่พลังงานจะเกลี้ยงเมื่อจบฤดูหนาว แต่หากฤดูหนาวครั้งนี้ไม่หนาวมาก เป้าหมายของปริมาณสำรองจะอยู่ที่ 55% 

 

เจมี รัช ประธานทีมเศรษฐกิจยุโรปของ Bloomberg Economics กล่าวว่า ราคาก๊าซล่วงหน้าเฉลี่ยของยุโรปอยู่ที่ 135 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ลดลงจากจุดสูงสุดที่ราว 345 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หากราคาพุ่งกลับไปที่ระดับ 210 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ต้นทุนการนำเข้าพลังงานจะคิดเป็น 5% ของ GDP ยุโรป 

 

ในขณะที่ เวโรนิกา กริมม์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเยอรมนี กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้หลุดออกจากวิกฤตนี้ได้คือ เราต้องเร่งขยายพลังงานทดแทนอย่างมาก” 

 

อ้างอิง:

The post จับตายุโรปกำหนดเพดาน ‘ราคาก๊าซ’ หลังต้นทุนพุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่วิกฤตพลังงานอาจลากยาวถึงปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>