รัฐบาล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รัฐบาล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Jun 2026 08:56:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กลุ่ม SEC Watch ปักหลักหน้าทำเนียบฯ ยื่นหนังสือต้านกฎหมาย SEC–แลนด์บริดจ์ ตัวแทนรัฐบาลรุดรับข้อเรียกร้อง https://thestandard.co/sec-watch-protests-landbridge-sec-law/ Mon, 22 Jun 2026 08:56:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1221451 กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์

วันนี้ (22 มิถุนายน) ​ความคืบหน้ากรณีกลุ่มศึกษาการพัฒนา […]

The post กลุ่ม SEC Watch ปักหลักหน้าทำเนียบฯ ยื่นหนังสือต้านกฎหมาย SEC–แลนด์บริดจ์ ตัวแทนรัฐบาลรุดรับข้อเรียกร้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์

วันนี้ (22 มิถุนายน) ​ความคืบหน้ากรณีกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ปักหลักชุมนุมคัดค้านร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) บริเวณฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เป็นวันที่ 2

 

​ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สมบูรณ์ คำแหง และประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำกลุ่ม SEC Watch พร้อมด้วยมวลชนที่ปักหลักในพื้นที่ ได้จัดกิจกรรมตามกำหนดการ โดยมีการตั้งโต๊ะแถลงการณ์และยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ. SEC และยุติโครงการแลนด์บริดจ์โดยทันที

 

​ต่อมา นพพร บุญแก้ว รองปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นตัวแทนฝั่งรัฐบาลเพื่อรับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามขั้นตอน ทำให้บรรยากาศการเผชิญหน้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุความรุนแรงใดๆ

 

​อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (21 มิถุนายน) ทางแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุม SEC Watch ประมาณ 10-15 คน ได้เดินทางเข้าจับจองพื้นที่บริเวณทางเท้าถนนพระราม 5 ข้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ กลุ่ม SEC Watch ได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อ สน.นางเลิ้ง ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยมีกำหนดปักหลักยาวต่อเนื่องเป็นเวลา 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. เพื่อเฝ้าระวังและกดดันให้รัฐบาลทำตามข้อเรียกร้องอย่างถึงที่สุด

 

กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ 1กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ 2กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ 3กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ 4กลุ่ม SEC Watch ชุมนุมปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ 5

The post กลุ่ม SEC Watch ปักหลักหน้าทำเนียบฯ ยื่นหนังสือต้านกฎหมาย SEC–แลนด์บริดจ์ ตัวแทนรัฐบาลรุดรับข้อเรียกร้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครป. แถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาลผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นต้นร่าง https://thestandard.co/cpd-push-new-constitution-1997/ Tue, 26 May 2026 01:31:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1210821 ภาพคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงเรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภาผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์เรี […]

The post ครป. แถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาลผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นต้นร่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แถลงเรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภาผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื้อหาระบุว่า

 

รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรือในอีกนัยยะหนึ่ง อำนาจสูงสุด นั้นเป็นของปวงชนชาวไทย และโดยที่รัฐธรรมนูญในฐานะกติกาสูงสุดของประเทศที่ผู้ใดละเมิดมิได้ ได้ออกแบบให้ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านการออกเสียงเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ ซึ่งผลการเลือกตั้งและผลการออกเสียงประชามติ ผูกพันทุกองค์กร ทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐ รวมทั้งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลาย

 

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติ ไปแล้ว อำนาจอธิปไตยของประชา ชนจะหมดสิ้น หรือสะดุดหยุดลง ประชาชนยังคงไว้ซึ่งอำนาจอันชอบธรรม ในอันที่จะติดตามตรวจสอบ ว่าผลของการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามตินั้นได้เป็นไปตามเจตจำนงที่ได้มอบหมายไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งยังคงไว้ซึ่งอำนาจ ตามที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่นอำนาจในการเสนอกฎหมาย การถอดถอนผู้มีอำนาจ เป็นต้น

 

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนวันออกเสียงประชามติ 80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฎว่าประชาชนไทยร่วมกันออกเสียงประชามติเห็นชอบ “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นเสียง เสียงข้างมากของประชาชนคนไทยเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ “ทุกภาค”

 

ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจถูกผูกขาดเช่นเดิมต่อไป

 

ผลพวงของการประชามติทั่วประเทศจากประชาชนในครั้งนี้ จึงเป็นผลผูกพันโดยตรง ต่อรัฐบาลและรัฐสภาในทางกฎหมายและเจตจำนงค์ทางการเมืองของประชาชน ในการออกแบบให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ต่อไปจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมเพื่อนำไปสู่การร่างใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที เพราะผลการประชามติมีผลผูกพันเชิงบังคับ (Binding Referendum) ที่รัฐจะต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทั้งนี้ การประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่คำถามการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดหรือมาตราใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการออกเสียงประชามติของประชาชนไทยทั้งประเทศว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องมายังรัฐบาลและรัฐสภา เร่งดำเนินการตามเจตจำนงค์ของประชาชนซึ่งเปรียบดั่งเสียงสวรรค์ โดยไม่พยายามเบี่ยงเบนเจตนาหรือลดทอนเสียงของประชาชนเป็นอย่างอื่น และไม่อาจหลีกเลี่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่โดยการแต่งตั้ง สสร.ของตนเองมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกลุ่มคณาธิปไตย เฉกเช่นการออกแบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ซึ่งจะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองเช่นที่ผ่านมา

 

เพื่อป้องกันการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับคณาธิปไตยใหม่โดยเบี่ยงเบนเจตน์จำนงของประชาชนที่ได้ลงประชามติต้องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่มาจากการรัฐประหารและการออกแบบกับดักโดยกลุ่มอำนาจนิยมทางการเมือง

 

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภา จัดให้มี สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเห็นว่าการให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นำมาเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นรากฐานที่สำคัญเพื่อแก้ไขปฏิรูปใหม่ ให้ทันสมัยและเป็นคำตอบของชาติบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตการณ์ที่ติดหล่มการเมืองมากว่า 20 ปี และเท่าทันความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมการเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

The post ครป. แถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาลผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นต้นร่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนแจงเหตุยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ยืนยันจำกัดกรอบคำร้องรัดกุม เพื่อป้องกันศาลขยายอำนาจ https://thestandard.co/people-party-explains-court-petition-loan-decree/ Tue, 12 May 2026 10:34:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1206397 ธีระ สุธีวรางกูร สส. พรรคประชาชน ชี้แจงกรณีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินฯ

ภายหลังพรรคประชาชนยกร่างคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว […]

The post พรรคประชาชนแจงเหตุยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ยืนยันจำกัดกรอบคำร้องรัดกุม เพื่อป้องกันศาลขยายอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธีระ สุธีวรางกูร สส. พรรคประชาชน ชี้แจงกรณีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินฯ

ภายหลังพรรคประชาชนยกร่างคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเข้าชื่อร่วมกับ สส. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

 

 
 

ล่าสุดวันนี้ (12 พฤษภาคม) ธีระ สุธีวรางกูร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้ยกร่างคำร้อง ชี้แจงกรณีการยื่นคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลตามกลไกปกติเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายในฐานะฝ่ายค้าน พร้อมยืนยันการตั้งประเด็นคำร้องมีความรัดกุมเพื่อป้องกันการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

 

ธีระชี้ว่า จากกรณีที่มีความกังวลจากหลายฝ่ายต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวนั้น พรรคประชาชน ตลอดจนอดีตพรรคก้าวไกลและพรรคอนาคตใหม่ มีจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอดในการไม่สนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อพบการใช้อำนาจของรัฐบาลที่อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พรรคจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่

 

เพื่อตรวจสอบรัฐบาลให้สมบูรณ์ทั้งทาง ‘การเมือง’ และ ‘ศาล’

 

ธีระให้เหตุผลถึงข้อจำกัดของการตรวจสอบทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ว่าแม้พรรคจะสามารถมีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ดังกล่าวได้ แต่ด้วยสถานะพรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ย่อมไม่สามารถระงับการอนุมัติของรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภาได้ การใช้กลไกการตรวจสอบทางตุลาการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเป็นการดำเนินการเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลมีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งในมิติทางการเมืองและมิติทางศาล

 

สำหรับการให้อำนาจตุลาการตรวจสอบเงื่อนไขการตรา พ.ร.ก. ก่อนการอนุมัติของสภาฯ นั้น ถือเป็นกลไกทางกฎหมายปกติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ทั้งฉบับปี พ.ศ. 2534 ปี พ.ศ. 2540 ปี พ.ศ. 2550 รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อำนาจดังกล่าวมีส่วนช่วยในการปกป้องอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ การดำเนินการของพรรคจึงถือเป็นการใช้กลไกปกติที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาสมดุลอำนาจ

 

กำหนด ‘ประเด็นของคดี’ ชัดเจน ไม่เปิดช่องศาลขยายอำนาจ

 

ส่วนข้อกังวลที่ว่าการยื่นคำร้องอาจเป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยคำวินิจฉัยเพื่อขยายขอบเขตอำนาจของตนเองนั้น ธีระชี้แจงว่า พรรคได้กำหนดประเด็นแห่งคดีในการยื่นคำร้องไว้อย่างชัดเจนและจำกัดขอบเขตให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่ว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่เท่านั้น การกำหนดกรอบคำร้องที่ชัดเจนนี้ดำเนินการไปเพื่อลดความเสี่ยงในการขยายอำนาจของศาล

 

“ดังนั้น โดยความชัดเจนของประเด็นแห่งคดีที่พรรคเสนอไป ก็น่าจะช่วยให้คลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง”

 

ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา สส. ของพรรคเคยดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในลักษณะนี้มาแล้วหลายกรณี เช่น กรณี พ.ร.ก. ขยายเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และกรณีพฤติการณ์ของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายงบประมาณ

 

การตัดสินใจยื่นคำร้องในครั้งนี้จึงไม่ใช่แนวทางใหม่ แต่เป็นการดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่สร้างบรรทัดฐานที่เปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจในอนาคต

 

“ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคเข้าใจและยอมรับความกังวลใจของหลายท่าน แต่ขอยืนยันว่า การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ‘พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยชอบตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่’ นั้น พรรคได้ทำไปด้วยความรอบคอบอย่างระมัดระวัง” ธีระทิ้งท้าย

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1AvCnHWcfd/

The post พรรคประชาชนแจงเหตุยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ยืนยันจำกัดกรอบคำร้องรัดกุม เพื่อป้องกันศาลขยายอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานวิปรัฐบาลยืนยัน พ.ร.ก. กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว เพียงชะลอการพิจารณาในสภาฯ ออกไป หลังฝ่ายค้านยื่นศาล https://thestandard.co/government-whip-confirms-loan-decree-effective/ Mon, 11 May 2026 12:27:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1206010 ประธานวิปรัฐบาลยืนยัน พ.ร.ก. กู้เงิน

ท่าทีล่าสุดของประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ( […]

The post ประธานวิปรัฐบาลยืนยัน พ.ร.ก. กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว เพียงชะลอการพิจารณาในสภาฯ ออกไป หลังฝ่ายค้านยื่นศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานวิปรัฐบาลยืนยัน พ.ร.ก. กู้เงิน

ท่าทีล่าสุดของประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ต่อกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เข้าชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

กรวีร์ระบุว่า ในเรื่องของการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. ดังกล่าวนี้ หลังจากที่มีการโปรดเกล้าฯ แล้ว รัฐบาลสามารถเดินหน้าได้ แม้ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็จะเป็นผลให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้บรรจุระเบียบวาระร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน เข้าที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคม

 

ดังนั้น ในวันดังกล่าวจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติ ที่มีการตั้งกระทู้ถามสด และกระทู้ถามทั่วไป

 

ทั้งนี้ กรวีร์คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเวลาพิจารณาประมาณ 60 วัน

 

อย่างไรก็ตาม กรวีร์ระบุว่า ไม่กังวลถึงความล่าช้า เพราะตอนนี้ พ.ร.ก. ที่ ครม. ลงนามนั้น มีผลบังคับใช้ประกาศเป็นกฎหมายแล้ว จึงขอยืนยันกับประชาชนให้รับทราบ การที่เสนอ พ.ร.ก. เข้าที่ประชุมสภาฯ นั้น เป็นเพียงการยืนยัน และทำให้เป็นกฎหมาย

 

“แต่เมื่อมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ทางสภาฯ เองก็ต้องชะลอการพิจารณาออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และผมเชื่อว่าไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร ประธานรัฐสภาจะรีบบรรจุให้เป็นวาระในการพิจารณาต่อไป” กรวีร์กล่าว

 

ขณะที่วันที่ 15 พฤษภาคม จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณากฎหมายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยืนยันกลับมาที่รัฐสภา

 

ส่วนในวันเดียวกัน หากมีการตั้งคณะกรรมาธิการ 35 คณะ ถ้ามีการบรรจุระเบียบวาระ ประธานวิปรัฐบาลยืนยันว่า มีความพร้อมที่จะตั้งคณะกรรมาธิการสามัญภายในสัปดาห์นี้ โดยจะมีการนัดประชุมกรรมาธิการสามัญทุกคณะครั้งแรกในวันดังกล่าว เพื่อตั้งประธานและตำแหน่งอื่นๆ เพื่อสัปดาห์ถัดไปกรรมาธิการแต่ละคณะจะได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่

 

ภาพ: 2 ภาพประกบกัน

The post ประธานวิปรัฐบาลยืนยัน พ.ร.ก. กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว เพียงชะลอการพิจารณาในสภาฯ ออกไป หลังฝ่ายค้านยื่นศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
มท. 3 แจง สว. ปมพบคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม ย้ำบูรณาการตรวจเข้ม แต่สิทธิเข้าถึงปืนของคนไทยยังจำเป็น https://thestandard.co/thai-interior-ministry-explains-foreigner-weaponry/ Mon, 11 May 2026 07:24:18 +0000 https://thestandard.co/thai-interior-ministry-explains-foreigner-weaponry/ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงประเด็นการครอบครองอาวุธสงครามของบุคคลต่างด้าว

ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณากระทู้ถามวันนี้ (11 พฤษภา […]

The post มท. 3 แจง สว. ปมพบคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม ย้ำบูรณาการตรวจเข้ม แต่สิทธิเข้าถึงปืนของคนไทยยังจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงประเด็นการครอบครองอาวุธสงครามของบุคคลต่างด้าว

ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณากระทู้ถามวันนี้ (11 พฤษภาคม) โดย น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งถามนายกรัฐมนตรี กรณีที่มีคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ

 

 

น.ต. วุฒิพงศ์ระบุว่า ถือว่าโชคดีที่มีอุบัตเหตุเกิดขึ้น ทำให้ตำรวจไปค้นเจออาวุธสงครามหลายประเภท และเป็นอาวุธที่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการพยายามอัตนิวิบาตกรรม แต่ประเทศไทยจะอาศัยโชคช่วยตลอดไม่ได้ จำเป็นต้องมีการควบคุมอาวุธยุทธโทปกรณ์ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย

 

นอกจากนี้ ยังมีตรวจค้นพบระเบิด C4 และเครื่องกระสุนแบบ M16 จำนวนมาก ซึ่งอานุภาพการทำลาย ต่อให้รัฐสภาแห่งนี้ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว รัฐบาลจึงควรหาวิธีควบคุมกำกับดูแลอาวุธต่างๆ ทั้งในส่วนของมหาดไทยและกลาโหม โดยเรื่องนี้มีความพัวพันกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะบุคคลดังกล่าวมีบัตรต่างด้าว และบัตรประจำตัวประชาชนไทยด้วย

 

น.ต. วุฒิพงศ์ยังยกข้อมูลว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนประจำกายจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 กว่าล้านกระบอก เท่ากับคนไทยจำนวน 1 ใน 6 มีอาวุธ หากมี 10 ล้านครัวเรือน ก็นับว่ามีทุกครัวเรือน ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความวิตกว่า เพียงอาวุธปืน 6 ล้านกระบอกจดทะเบียนไว้ แต่ยังมี 4 ล้านกว่ากระบอก ที่ยังไม่จดทะเบียน แต่มีมากน้อยไม่สำคัญ เท่ากับมีการควบคุมหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

 

  • มท. 3 ย้ำสิทธิเข้าถึงปืนยังต้องมีอยู่ แต่เพิ่มเข้มงวดสอบต่างด้าว

 

เจเศรษฐ์ชี้แจงว่า อาวุธปืนแบ่งเป็น 2 ส่วน คืออาวุธปืนที่ขออนุญาตตามกฎหมาย และปืนเถื่อน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีมาตรการกวาดล้างปืนเถื่อนที่เข้มงวด พร้อมบทลงโทษที่ชัดเจน เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีการขอการครอบครองอย่างถูกต้อง แต่อาจจะมีการนำไปก่อเหตุหรือผิดมือ อย่างในกรณีของชาวต่างด้าว อาวุธปืนสั้นมีใบอนุญาตถูกต้องจากบุคคลที่ได้ขายให้บุคคลต่างด้าว กรณีนี้จึงขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน

 

กรมการปกครองยังมีมาตรการเรียกตรวจผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนโดยมีใบอนุญาต เรียกคืนเพื่อตรวจสอบว่าอาวุธดังกล่าวมีการผิดมือ หรือทำเป็นปืนเถื่อนหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กรมการปกครองเน้นไปที่อาวุธปืนที่มีใบอนุญาตว่าอยู่ในสภาพแบบใด และอยู่กับบุคคลที่ขออนุญาตหรือไม่

 

สำหรับเรื่องการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทย เจเศรษฐ์ย้ำว่า ยังมีความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงอาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สิน ครอบครัว และที่อยู่อาศัย แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ใฝ่ดีมีคุณธรรม มีสิทธิครอบครองอาวุธปืน ส่วนผู้มีแนวโน้มจะก่อเหตุ หรือมีประวัติก่ออาชญากรรม จะไม่มีสิทธิเข้าถึงอาวุธปืนได้อยู่แล้ว

 

เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว รัฐบาลจึงได้มีการบูรณาการให้กระทรวงมหาดไทยติดตามดูชาวต่างด้าวทุกชาติที่อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่าบัตรชมพู ว่ามีพฤติกรรมว่าสาเหตุในการอยู่ในประเทศไทยคืออะไร หากพบความสุ่มเสี่ยงก็จะประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าตรวจสอบ ส่วนกระทรวงกลาโหมเอง ได้สั่งการ ผบ. ทุกเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมสรรพาวุธทุกหน่วย ให้ตรวจดูการขึ้นทะเบียนปีละหลายครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เจเศรษฐ์ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหามีการครอบครองอาวุธสงครามต่างๆ ได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถก้าวล่วงได้ เชื่อว่ากระทรวงกลาโหมจะมีการแถลงข่าวอย่างชัดเจน

 

ภาพ: 2 ภาพประกบกัน

The post มท. 3 แจง สว. ปมพบคนต่างด้าวครอบครองอาวุธสงคราม ย้ำบูรณาการตรวจเข้ม แต่สิทธิเข้าถึงปืนของคนไทยยังจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐเร่งแก้ปัญหารถ EV ชำรุด-ศูนย์ปิด-ราคาดิ่ง ศุภมาส ยันไม่ปล่อยผู้บริโภคสู้ลำพัง https://thestandard.co/government-addresses-ev-car-issues/ Mon, 11 May 2026 07:13:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1205929 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี เป็นประธานการประชุมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า

วันนี้ (11 พฤษภาคม) เวลา 11.00 น. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐม […]

The post รัฐเร่งแก้ปัญหารถ EV ชำรุด-ศูนย์ปิด-ราคาดิ่ง ศุภมาส ยันไม่ปล่อยผู้บริโภคสู้ลำพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดี เป็นประธานการประชุมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า

วันนี้ (11 พฤษภาคม) เวลา 11.00 น. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก

 

ศุภมาส กล่าวว่า ดิฉันตั้งใจรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงาน แต่กลับต้องเผชิญปัญหา 3 เรื่องใหญ่ คือ รถชำรุดบกพร่อง การถูกลอยแพหลังบริษัทปิดตัว หรือศูนย์บริการปิดทำให้ไม่มีที่ซ่อมแซม และปัญหาด้านราคาที่ปรับตัวลดลงหลังซื้ออย่างรวดเร็ว

 

สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน และเป็นข้อกังวลทั้งในมิติของความปลอดภัย คุณภาพ มาตรฐานชิ้นส่วน กระบวนการประกอบรถ การบริการหลังการขาย เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาเพื่อหาแนวทางและมาตรการคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม

 

“ดิฉันได้รับรายงานจาก สคบ. ว่าในช่วงปี 2567-2569 มีผู้บริโภคร้องทุกข์เรื่องรถยนต์ไฟฟ้ากับทาง สคบ. เข้ามามากถึง 556 ราย รวมถึงร้องเรียนไปยังสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนเพิ่มอีก 792 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,348 ราย ซึ่ง สคบ. มีการแก้ไขจนยุติข้อพิพาทแล้ว 402 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.3 ปัญหาที่พบมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ ความชำรุดบกพร่อง 47.3% ไม่คืนเงินจอง 18.2% ซื้อแล้วปรับราคาลง 14.7% ไม่ส่งมอบของแถม 13.1% และอุบัติเหตุหรือซ่อมล่าช้า 2.9% ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ทุกเสียงของผู้บริโภคคือสิ่งที่ดิฉันรับฟัง และไม่อาจนิ่งเฉยได้ รถหนึ่งคันคือทรัพย์สินสำคัญของครอบครัว ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ” ศุภมาส กล่าว

 

ทั้งนี้ สคบ. ได้พิจารณารูปแบบปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญเป็น 3 ประเด็น โดยพบปัญหาหลังการขายมากที่สุด 288 ราย คิดเป็น 52% รองลงมาคือปัญหาการซื้อขาย 183 ราย คิดเป็น 33% และปัญหาการส่งมอบ 85 ราย คิดเป็น 15% โดยประชาชนมีความกังวลว่าศูนย์บริการจะปิดตัวถึง 329 ราย คิดเป็น 41.5% พบอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย 164 ราย คิดเป็น 20.7% ไม่มีอะไหล่ต้องรอนาน 94 ราย คิดเป็น 11.9% และคืนรถไม่ได้เมื่อบริษัทปิดตัวอีก 52 ราย คิดเป็น 6.6% เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้ผู้บริโภค มูลค่าความเสียหายกว่า 103.1 ล้านบาท

 

รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น สินค้าควบคุมฉลาก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำฉลากสินค้าโดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน แสดงฉลากให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ สคบ. จัดทำ e-Book “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้นำเข้าส่งฉลากรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยให้กับ สคบ. เพื่อรวบรวมจัดทำเป็น e-Book นำเสนอข้อมูลฉลากของรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ พร้อมอธิบายสาระสำคัญของฉลาก สิทธิผู้บริโภค แนวทางตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ใช้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ โดยจะเผยแพร่ผ่านทุกช่องทางการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. ทั้งบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และเพจในแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงเฝ้าระวังการโฆษณา และกำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาจองตามแบบสัญญามาตรฐานด้วย

 

อีกทั้งยังได้รับฟังข้อเสนอจากสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย การกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายโฆษณาข้อมูลคุณภาพ คุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ เงื่อนไขการรับประกัน และข้อจำกัดการใช้งานชิ้นส่วนสำคัญอย่างละเอียด การกำหนดกรอบเวลาซ่อมมาตรฐานในสัญญา การกระจายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุก 150-200 กิโลเมตร การสำรองอะไหล่ให้เพียงพอ การพัฒนาระบบเรียกคืนรถ (Recall) เพื่อแก้ไขความบกพร่องที่กระทบความปลอดภัย

 

รวมถึงการผลักดันมาตรการสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) ให้เจ้าของรถซ่อมบำรุงได้แม้หมดระยะประกัน และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับเรื่องร้องเรียนเฉพาะทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สคบ. กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งในส่วนนี้จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานของทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อมาร่วมลงรายละเอียดในประเด็นแนวทางการยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้ากันต่อไป

 

“ดิฉันขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อน และขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า พี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากท่าน คือผู้ที่ฝากความหวังและฝากเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงไว้กับท่าน ขอให้ดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว เร่งรัดแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม สำรองอะไหล่ให้เพียงพอ ดูแลศูนย์บริการให้ครอบคลุม กำหนดกรอบเวลาซ่อมที่ชัดเจน อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคถูกลอยแพ ดิฉันยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องสู้ลำพัง” ศุภมาส กล่าว

The post รัฐเร่งแก้ปัญหารถ EV ชำรุด-ศูนย์ปิด-ราคาดิ่ง ศุภมาส ยันไม่ปล่อยผู้บริโภคสู้ลำพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์บอกไม่ไปรับทักษิณเหตุติดภารกิจแต่ส่งใจ-ความคิดถึงให้ ยืนยันพรรคทำงานมีอิสระ ไร้เงาอดีตนายกฯ ครอบงำบริหารจัดการ https://thestandard.co/julapan-visits-thaksin-party-independence/ Mon, 11 May 2026 07:12:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1205932 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ที่สำนักงานประกันสังคม จุลพันธ์ อมร […]

The post จุลพันธ์บอกไม่ไปรับทักษิณเหตุติดภารกิจแต่ส่งใจ-ความคิดถึงให้ ยืนยันพรรคทำงานมีอิสระ ไร้เงาอดีตนายกฯ ครอบงำบริหารจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ที่สำนักงานประกันสังคม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษเมื่อเช้าวันนี้ โดยหลังจากนี้จะเข้าไปพบกับ ทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเป็นการส่วนตัวหรือไม่ ว่า ไม่มี และวันนี้ตนติดประชุมตั้งแต่เช้า จึงไม่ได้เดินทางไปรับทักษิณออกจากเรือนจำ ทั้งนี้ตนได้ส่งกำลังใจและความคิดถึงไปให้อยู่แล้วในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกตนในฐานะที่ผ่านการต่อสู้ร่วมกันมาหลายสิบปี ในส่วนการทำงานของพรรคเพื่อไทยเรามีอิสระทางความคิดทักษิณก็ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพรรคอยู่แล้ว

 

ส่วนกลับไปเยี่ยมทักษิณที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหรือไม่นั้น จุลพันธ์กล่าวว่า ตนขอรอให้นักข่าวกลับหมดก่อนจึงจะเข้าไป แต่ถึงเวลาก็ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะที่ไหนก็คงจะมีโอกาสได้พบกับทักษิณและได้ทักทายพูดคุย

 

ส่วนการออกมาของทักษิณ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ จุลพันธ์กล่าวว่า พวกเราไม่เคยเสียกำลังใจผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ต้องขอขอบคุณ 74 เสียง ที่ประชาชนมอบให้กับพรรคเพื่อไทยซึ่งเราก็สามารถทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร การเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและการทำงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนนี้คือกำลังไปที่จะทำให้เราทำงานขับเคลื่อนนโยบายในส่วนของพรรคเพื่อไทยเพื่อให้ตอบโจทย์ประชาชนได้มากที่สุด

The post จุลพันธ์บอกไม่ไปรับทักษิณเหตุติดภารกิจแต่ส่งใจ-ความคิดถึงให้ ยืนยันพรรคทำงานมีอิสระ ไร้เงาอดีตนายกฯ ครอบงำบริหารจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้าน ยันไม่มีผู้ใหญ่เคลียร์ได้ https://thestandard.co/ananuthin-checks-ranong-warehouse-tax-evasion/ Sun, 10 May 2026 11:09:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1205707 อนุทิน ชาญวีรกูล ตรวจสอบสินค้าภายในโกดังที่จังหวัดระนอง

วันนี้ (10 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้าน ยันไม่มีผู้ใหญ่เคลียร์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ตรวจสอบสินค้าภายในโกดังที่จังหวัดระนอง

วันนี้ (10 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณหาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ในเวลา 14.30 น. เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีภารกิจสำคัญในการเดินทางไปยังจังหวัดระนอง

 

ต่อมาเวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางมายังจังหวัดระนอง ลงพื้นที่โกดังบริษัท 168 ทรานสปอร์ต โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นโกดังไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่บริเวณถนน 4080 ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กองบังคับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามและความมั่นคงรูปแบบใหม่ และปราบปรามภัยแทรกซ้อน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีการลักลอบจัดเก็บสินค้าหนีภาษีของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวเมียนมา จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดปฏิบัติการภัยแทรกซ้อน ร.25 พัน 2 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง เข้าควบคุมสินค้าในโกดังดังกล่าว

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร โดยพบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่สำหรับโรงงานและโรงแรม รวมถึงเครื่องปรับอากาศแบบร้อนและแบบเย็น มูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท จึงร่วมกันตรวจยึดสินค้า พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมคัดแยกและตรวจสอบที่มาของสินค้าต่อไป

 

โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินตรวจสอบสินค้าภายในโกดัง พร้อมสอบถามรายละเอียดว่า รู้จักเจ้าของโกดังหรือไม่ และสังเกตว่าสินค้ามีหลายประเภท ทั้งตู้เย็น ตู้แช่ และอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก

 

อนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เดิมทีตนลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะ ก่อนจะได้รับรายงานเรื่องการตรวจจับสินค้าเถื่อนรายใหญ่ที่จังหวัดระนอง จึงตัดสินใจเดินทางมาตรวจสอบด้วยตนเอง เพราะรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

 

“พอมาเห็นโกดังนี้ก็ตกใจ เพราะมีการเก็บกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าไม่ได้เสียภาษี น่าจะเป็นการแจ้งว่าเป็นสินค้าผ่านแดนไม่เกิน 30 วัน แต่หากเกิน 30 วัน สินค้าจะตกเป็นของแผ่นดิน และเท่าที่ทราบ สินค้าเหล่านี้น่าจะเกินกำหนดแล้ว” อนุทิน กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ หากสามารถนำหลักฐานการเสียภาษีมาแสดงได้อย่างถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็จะดำเนินคดีและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

อนุทิน ระบุอีกว่า ภายในโกดังมีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ของใช้ทั่วไป เครื่องปรับอากาศกว่า 2,000 เครื่อง ปั๊มน้ำ และตู้แช่แข็ง โดยจากการสอบถามผู้ร่วมจับกุม พบว่าหลังเข้าตรวจค้น มีโทรศัพท์ลึกลับติดต่อเข้ามา ขอให้ยุติการจับกุมและรีบออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่ารู้จักนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงมีสายโทรศัพท์จากฝั่งเมียนมาติดต่อเข้ามาด้วย

 

“ต้องชื่นชมผู้ปฏิบัติงานที่ไม่หวั่นไหว วันนี้พวกเรามาอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีผู้ใหญ่ที่สูงกว่านี้มาเคลียร์เรื่องนี้ได้ ไม่ต้องกังวล เราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยถ้าปราบไม่ได้ ก็จะยึดให้เป็นของแผ่นดิน” อนุทิน กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สินค้าที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ ยังไม่พบว่าเป็นสิ่งของที่กระทบต่อความมั่นคง แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าเสียภาษีถูกต้อง ก็ต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดิน พร้อมเตือนผู้ที่ยังลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายว่า “ไม่รอดพวกเราแน่นอน”

The post อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้าน ยันไม่มีผู้ใหญ่เคลียร์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ลุยหาดบางเทา แก้บุกรุกที่สาธารณะ-ปราบมาเฟียท้องถิ่น ตั้ง ‘วรศิษฎ์’ ควบคุมดูแลพื้นที่ https://thestandard.co/phuket-beach-encroachment-mafia-control/ Sun, 10 May 2026 07:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1205648 นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต

วันนี้ (10 พฤษภาคม) เวลา 11.11 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post นายกฯ ลุยหาดบางเทา แก้บุกรุกที่สาธารณะ-ปราบมาเฟียท้องถิ่น ตั้ง ‘วรศิษฎ์’ ควบคุมดูแลพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต

วันนี้ (10 พฤษภาคม) เวลา 11.11 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่กำชับและติดตามการแก้ไขปัญหากรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะหาดบางเทา ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้มาด้วยความเป็นห่วงหลังจากได้รับรายงานว่าพี่น้องประชาชนถูกคุกคามจากพวกนักเลง จากพวกคนไม่ดี ซึ่งตนไม่เรียกพวกนี้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล คนเหล่านี้คือกุ๊ยธรรมดานี่เอง ภายใต้รัฐบาลนี้จะไม่ให้มีกุ๊ยมาคุกคามพี่น้องประชาชน แม้แต่คำว่าอันธพาลก็ดูสูงไปที่จะใช้เรียกคนกลุ่มนี้ ต้องเรียกว่า “กุ๊ย” ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีอะไรเลย พอเจอของจริงก็วิ่งหางจุกตูด เรามีหน้าที่ที่จะไม่ต้องเกรงกลัวคนเหล่านี้ ถ้ามีคนเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ มาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ให้แจ้งนายอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ตำรวจ ซึ่งหลังจากนี้เป็นต้นไป ถ้าใครปล่อยปละละเลย คนเหล่านั้นต้องไปก่อน ตนจะใช้อำนาจหน้าที่คุ้มครองพี่น้องประชาชนทุกคน

 

“ในเรื่องการทำมาหากิน เรื่องมันมีหลายอย่าง เราต้องถอดวงเล็บออกทีละวง การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องถอดจากข้างในออกมา เราต้องดูก่อนว่าปัญหาแรกคืออะไร การจะแก้ปัญหาได้เราต้องจริงใจต่อกัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าตรงนี้มันไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ไปเชื่อกุ๊ยเหล่านั้นว่า เคลียร์แล้ว เคลียร์ตำรวจแล้ว เคลียร์จังหวัดแล้ว เคลียร์ผู้ว่าฯ แล้ว ทำให้พวกคุณมั่นใจ ซึ่งที่จริงแล้วตรงนี้มันผิด นี่คือกระดุมเม็ดแรก สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีการขออนุญาตใดๆ เลยในการปลูกสร้าง ถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หากผู้ประกอบการยอมรับ เราก็จะหาแนวทางเพื่อทำให้มันถูกต้อง ไปดูขอบข่ายตามกฎหมาย เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ คนนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล”

 

สิ่งที่ตนให้ความสำคัญสูงสุดวันนี้ที่มามี 2 เรื่อง คือ 1) ต้องไม่มีผู้มีอิทธิพล ในเมืองไทยมาเฟียมีไม่ได้ มาเฟียยิ่งต้องไม่มีใหญ่เลย 2) คนข่มเหงผู้ที่มีกำลังน้อยกว่า ผู้ที่อ่อนแอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐยอมไม่ได้ ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ยอมไม่ได้เด็ดขาด ถ้ามันต้องมีมาเฟีย เราต้องเป็นมาเฟียของมาเฟีย คือมาเฟียกุ๊ยต้องกลัวมาเฟียที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อจากนี้ต้องไม่มีการข่มเหง ทุบรถ รังแกชาวบ้าน ต้องไม่มีเด็ดขาด

 

วันนี้ไม่มาปิดโอกาสการทำมาหากินของพวกท่าน แต่ท่านต้องให้ความร่วมมือในการทำทุกอย่าง อาจจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพื่อที่ท่านสามารถดำเนินกิจการ สร้างรายได้ สร้างโอกาสต่อไป ตนเดินเข้ามาที่นี่ ตนคิดถึงพี่น้องประชาชนหาเช้ากินค่ำ ทำงานแลกเงินเดือน ค่าจ้างรายวัน รายเดือน รายสัปดาห์ คนเหล่านี้คือคนที่รัฐบาลต้องให้ความรับผิดชอบ ต้องดูแลอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ประสานงานดำเนินการในเรื่องนี้ ประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมสั่งการให้ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ยึดถือความถูกต้องตามกฎหมายและโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เป็นหลัก โดยต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ เราจะหาช่องทางทุกช่องทางภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

 

ขอให้พวกเรามั่นใจ สิ่งปลูกสร้างที่ยึดพื้นที่มานานแล้วเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผมแก้ปัญหาตลอด หลังจากนี้ใครจะมาแกล้งไม่ได้ ใครมาแกล้งก็จะต้องรู้กัน รัฐบาลจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างจัดการกับคนเหล่านั้น และต้องไม่ไปสนับสนุนให้เขาได้ใจ และให้นำหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคนทำผิดทั้งหมดมาให้นายอำเภอและเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะถือเป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง เป็นการฉ้อโกงเอาเปรียบประชาชน เพื่อเราจะได้มีหลักฐานแก้ไขปัญหาตามกฎหมาย ช่วยเหลือทุกท่านได้อย่างเต็มที่ ทำให้บางเทาเป็น Sandbox แก้ปัญหาบุกรุกที่สาธารณะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถทำมาหากินได้ ที่ของคนไทย ถ้ามันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้าไม่มีแผนพัฒนาหรือทำอะไร ขอให้นำมาให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ ตามระเบียบและช่องทางตามกฎหมาย

 

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้เราต้องอยู่ในโลกที่ต้องมีกติการ่วมกัน มีสิ่งที่พวกเราต้องยึดถือ หนึ่งในนั้นคือการเคารพซึ่งกันและกันและการเคารพธรรมชาติ ท่านนายกฯ สั่งการแล้วว่าเราคำนึงถึงทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือรับข้อมูลจากทั้งส่วนราชการและพี่น้องภาคเอกชน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหาแนวทางดำเนินการเพื่อตอบโจทย์ทุกอย่างที่วางไว้ ทั้งในแง่กฎหมายและในเรื่องของการทำมาหากินของพี่น้องประชาชน และไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาแอบอ้างอะไร เพราะไม่มีสิ่งไหนหรือใครชัดเจนกว่าที่ตรงนี้ที่เราคุยอยู่แล้ว และขอให้คนที่อ้างว่ามีอิทธิพล มีบารมี หยุดพฤติกรรมนั้น และออกมาแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 1นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 2นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 3นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 4นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 5นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 6นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่หาดบางเทา จ.ภูเก็ต 7

The post นายกฯ ลุยหาดบางเทา แก้บุกรุกที่สาธารณะ-ปราบมาเฟียท้องถิ่น ตั้ง ‘วรศิษฎ์’ ควบคุมดูแลพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ https://thestandard.co/thai-chamber-400b-loan-decree/ Sun, 10 May 2026 05:46:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1205591 ภาพปกข่าว: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้ […]

The post ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าว: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภา หอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่

 

ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

“ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

 

หอการค้าไทย เห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

 

ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

 

ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

“เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย”

 

พจน์ ย้ำว่า “วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

The post ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อรรถกร’ อัดรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้รวบอำนาจ-เลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ หวั่นทิ้งภาระหนี้ให้ประชาชน https://thestandard.co/government-loan-decree-criticism/ Sat, 09 May 2026 08:39:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1205472 อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม

วันนี้ (9 พฤษภาคม) เวลา 14.40 น. อรรถกร ศิริลัทธยากร สม […]

The post ‘อรรถกร’ อัดรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้รวบอำนาจ-เลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ หวั่นทิ้งภาระหนี้ให้ประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม

วันนี้ (9 พฤษภาคม) เวลา 14.40 น. อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาคัดค้านและตั้งข้อสังเกต ต่อกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท

 

โดยระบุว่า สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความโปร่งใสของการใช้อำนาจในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้ารวบอำนาจการบริหาร และพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร

 

อรรถกร ชี้แจงเหตุผลว่า วงเงินกู้ที่มีมูลค่ามหาศาลระดับ 400,000 ล้านบาท ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกรวบรัดจัดทำเป็นกฎหมายฉบับเดียวผ่านการใช้อำนาจ พ.ร.ก. แต่ควรดำเนินการแยกย่อยเป็นรายโครงการ และนำเสนอเข้าสู่กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนของประชาชน หรือ สส. จากทุกพรรคการเมือง ได้ร่วมกันพิจารณา ตรวจสอบรายละเอียด และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส

 

“เรื่องใดที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก็สามารถดำเนินการได้ แต่เรื่องใดที่ไม่เร่งด่วน รัฐบาลไม่ควรนำมาปะปนกันจนกลายสภาพเป็นเสมือนเช็คเปล่า ที่ปล่อยให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินได้ตามอำเภอใจ ประเทศนี้ไม่ใช่บริษัทเอกชนของคนเพียงไม่กี่คน การเลือกใช้ช่องทาง พ.ร.ก. ในการกู้เงินครั้งนี้ ถือเป็นการลิดรอนบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ และตัดโอกาสของประชาชนในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ทั้งที่ภาระหนี้สินก้อนนี้จะตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศในระยะยาว” อรรถกร ระบุ

 

โฆษกพรรคกล้าธรรม ยังได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังสร้างภาระหนี้สาธารณะครั้งประวัติศาสตร์ แต่กลับไม่สามารถชี้แจงความชัดเจนได้ว่า ประชาชนจะได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร

 

ในขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจฐานรากยังคงซบเซา กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และผู้ใช้แรงงาน ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการของรัฐในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ คือการนำโครงการที่ประชาชนยังเคลือบแคลงสงสัย มาบังคับให้สังคมต้องยอมรับ ทั้งที่ยังมีข้อกังขาในเรื่องผลประโยชน์ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงยึดติดกับกรอบความคิดเดิม คือ กู้ก่อน แจกก่อน แล้วค่อยมาตอบคำถามทีหลัง

 

นอกจากนี้ อรรถกร ยังได้พาดพิงถึงนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล โดยระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว บุคคลที่ต้องรับภาระชดใช้หนี้ ไม่ใช่นักการเมือง หรือรัฐมนตรี แต่คือประชาชนทั้งประเทศและลูกหลานในอนาคต ขอยกตัวอย่างกรณีของพรรคภูมิใจไทย ที่เคยหาเสียงเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยยืนยันว่าจะใช้วงเงินจากงบประมาณแผ่นดินปกติ แต่ในวันนี้กลับกลืนน้ำลายตัวเอง และออกมายอมรับว่าต้องทำการกู้เงินจึงจะมีเม็ดเงินมาแจกจ่ายได้

 

ในตอนท้ายอรรถกร ได้กล่าวสรุปว่า ประเทศชาติไม่สมควรถูกบริหารด้วยแนวคิดแบบรวมศูนย์อำนาจ ที่ปล่อยให้บุคคลเพียงไม่กี่คนบนหอคอยงาช้าง เป็นผู้ตัดสินใจแทนประชาชนทั้งประเทศ โดยปราศจากกลไกการตรวจสอบที่รอบด้านและรัดกุม เพราะผลลัพธ์สุดท้าย ความเสียหายและภาระหนี้สินทั้งหมด จะถูกผลักให้ประชาชนคนไทยต้องร่วมกันรับผิดชอบไปอีกหลายสิบปี

The post ‘อรรถกร’ อัดรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้รวบอำนาจ-เลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ หวั่นทิ้งภาระหนี้ให้ประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจ่อชง ครม.กู้ล็อตแรก 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้ เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ https://thestandard.co/finance-proposes-borrowing-200-billion-baht-thai-plus-project/ Fri, 08 May 2026 10:33:42 +0000 https://thestandard.co/finance-proposes-borrowing-200-billion-baht-thai-plus-project/ ภาพกราฟิก: ข้อความ 'เคาะกู้ล็อตแรก 200,000 ล้านบาท จ่อเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ ทำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’'

รัฐบาลเตรียมกู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท จากกรอบ พ.ร.ก.ก […]

The post คลังจ่อชง ครม.กู้ล็อตแรก 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้ เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก: ข้อความ 'เคาะกู้ล็อตแรก 200,000 ล้านบาท จ่อเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ ทำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’'

รัฐบาลเตรียมกู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท จากกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เตรียมใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ โดยเตรียมเสนอครม. 19 พ.ค.นี้

 

วันนี้ (8 พฤษภาคม) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท จากกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ทั้งโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน 30 ล้านสิทธิ คนละ 4,000 บาท และเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ถือบัตร 13.2 ล้านคน

 

แหล่งข่าวระบุว่า ข้อสรุปดังกล่าว เป็นมติจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ก่อนเสนอ ครม. วันที่ 12 พฤษภาคมนี้

 

สาระสำคัญคือการเพิ่มวงเงินกู้ใหม่อีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท

 

แหล่งข่าวระบุต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ทยอยกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน แบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 2 แสนล้านบาท โดยวงเงินก้อนแรกจะนำมาใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซึ่งมีกำหนดเสนอ ครม. ในวันที่ 19 พฤษภาคม

 

สำหรับมาตรการหลักภายใต้โครงการดังกล่าว ประกอบด้วยโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ จำนวน 30 ล้านสิทธิ วงเงินคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ถือบัตร 13.2 ล้านคน จากเดิม 300 บาทต่อเดือน เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน

 

เบื้องต้น รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนโครงการวันที่ 25 พฤษภาคม และเริ่มใช้สิทธิวันที่ 1 มิถุนายน

 

ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แหล่งข่าวระบุว่า ช่วง 2 เดือนแรกจะให้สิทธิกับผู้ถือบัตรเดิม 13.2 ล้านคนก่อน โดยเพิ่มวงเงินใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ก่อนจะประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งอาจมีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รายได้เดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และเปลี่ยนไปใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งแทน

 

ทั้งนี้ วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทแรก มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานต่อประชาชน โดยนอกจากมาตรการด้านการบริโภค ยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด คาดว่าจะใช้วงเงินรวมราว 1.6 แสนล้านบาท

 

ส่วนวงเงินกู้อีก 2 แสนล้านบาท ที่จะใช้รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ยังสามารถบรรจุในแผนบริหารหนี้สาธารณะรอบถัดไปได้ เนื่องจากโครงการต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

 

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ตามกรอบของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กำหนดให้โครงการต้องได้รับอนุมัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 และต้องลงนามสัญญาผูกพันการเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

 

“ขณะนี้กระทรวงการคลังรอให้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ หลังจากนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าได้ลงนามเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว หากประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ จะเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 11 พฤษภาคม และ ครม.ชุดใหญ่ วันที่ 12 พฤษภาคม” แหล่งข่าวกล่าว

The post คลังจ่อชง ครม.กู้ล็อตแรก 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้ เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย https://thestandard.co/urgent-policies-revive-thai-capital/ Wed, 21 Jan 2026 04:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1167644 เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย

นับถอยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ. […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย

นับถอยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ ศึกชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย ใครจะเป็นผู้นำคนใหม่ นำพาเศรษฐกิจออกจากวังวนโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง คอร์รัปชันครอบงำ

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนไม่ได้คาดหวังแค่นโยบาย ‘แก้ปัญหาปากท้อง’ แต่ต้องการรัฐบาล ที่รื้อจัดระบบโครงสร้าง แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมได้

 

‘ตลาดทุน’ เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

 

ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นที่หดหาย จากคดีทุจริตของบริษัทจดทะเบียน, ความล่าช้า ของหน่วยงานกำกับดูแล, การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ และขาดธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโต ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดัน sentiment ตลาด ทำให้ปริมาณซื้อขายต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 30,000 – 40,000 ล้านบาท จากระดับ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

THE STANDARD WEALTH เปรียบเทียบนโยบายเร่งด่วนแก้ ‘วิกฤติตลาดหุ้นซึม’ ของ 8 พรรคการเมือง พรรคไหนให้ความสำคัญเรื่องอะไรบ้าง

 

เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย 4

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตกใจไฟไหม้ซากเครนถล่มพระราม 2 สะท้อนไม่ได้ปรับปรุงความปลอดภัย ไม่นับญาติอิตาเลียนไทย แข่งขันกันมาตลอด https://thestandard.co/anutin-crane-fire-safety-itd-rival/ Tue, 20 Jan 2026 06:25:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1167159

วันนี้ (20 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตกใจไฟไหม้ซากเครนถล่มพระราม 2 สะท้อนไม่ได้ปรับปรุงความปลอดภัย ไม่นับญาติอิตาเลียนไทย แข่งขันกันมาตลอด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้ซากเครนถล่มที่ถนนพระราม 2 โดยแสดงสีหน้าตกใจและถามกลับว่า “อีกแล้วเหรอ” ตอนนี้เพิ่งประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จ หากมีเหตุการณ์ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคม จะเป็นผู้รายงาน โดยในเบื้องต้นหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการต้องดูแล ซึ่งจุดพระราม 2 กรมทางหลวงเป็นผู้ดูแลอยู่ พร้อมย้ำว่าในฐานะรัฐบาลให้ดำเนินการทางปกครอง โดยหาวิธีการบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา แต่รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงได้แจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ไปดำเนินการ

 

ส่วนการเกิดเหตุไฟไหม้ซ้ำในพื้นที่ดังกล่าวมองว่าเป็นการพยายามทำลายหลักฐานหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากถามตนในฐานะวิศวกร ต้องมีการวางแผนงานควบคุมงานและใส่ใจ ตามระดับความเสี่ยงของงาน และส่วนที่สำคัญมาก คือส่วนที่ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ฉะนั้นต้องให้ความระมัดระวังให้มาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย พร้อมยกตัวอย่างบริษัทข้ามชาติที่ตนเคยทำงานด้วย ยังเคยได้รับรางวัลว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตต่อเนื่อง 30 ล้านชั่วโมง ซึ่งไม่ได้มาจากการฟลุ๊คหรือความโชคดี แต่มาจากการวางแผน และการใส่ใจควบคุมงานที่เข้มข้น และหลักฐานไม่สามารถทำลายได้ เพราะหลักฐานชัดเจนคือเครนร่วงลงมา เป็นความเสียหาย ทางโครงสร้างวิศวกรรม จะไปเผาเศษเหล็กเศษปูนตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไร เอกสารก็ไม่ได้ต้องการ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นฟ้องมากกว่าเอกสาร

 

ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวออกมาเรียกร้องให้มีการชดเชย นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ได้มอบนโยบายไปยังกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม ไปว่าไม่ฟังเงื่อนไขในสัญญา แต่ให้ไปดำเนินการตามกฏหมายปกครอง เพราะเป็นภัยและอันตรายต่อสาธารณะ ทำให้ประโยชน์ของสาธารณะเสียไป รวมไปถึงเรื่องความมั่นใจ นักลงทุนนักท่องเที่ยวแม้กระทั่งความมั่นใจของประชาชนในชาติ เพราะตอนนี้กลายเป็นว่าถนนเพชรเกษมติด เพราะไม่มีใครอยากวิ่งผ่านถนนพระราม 2 ทั้งที่ลงทุนไปเท่าไหร่ ซึ่งคนที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ คือผู้ที่รับจ้างก่อสร้าง ทำให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ตอนที่ตนบอกว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ ก็โดนว่า ว่าไม่ใส่ใจ พอจะดำเนินการ ก็บอกว่าระวังเสียค่าโง่ แต่ถ้าทำตรงนี้แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎหมาย ระเบียบควบคุมต่างๆ ได้ ตนไม่คิดว่าเป็นการเสียค่าโง่ เพราะคำว่าเสียค่าโง่ คือต้องโดนบริษัทฟ้อง แต่เครนถล่มลงมาขนาดนี้ คนตาย 30 กว่าคน มีการเกิดเหตุ 4-5 ครั้ง แล้วรัฐทำแบบนั้นก็ว่าทำแบบนี้ก็ว่า ตนก็ทำในสิ่งที่ควรทำ และตนไม่ได้เป็นคนที่เสียค่าโง่ เพียงไปบอกให้หน่วยงานว่าต้องทำอย่างไร แต่การทำแบบนี้ทุกฝ่ายจะได้ฉลาดขึ้น แล้วทำอะไรด้วยความระมัดระวัง ถ้าเป็นญาติเจ้าของบริษัทตายไม่เท่าไหร่ แต่คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ขับรถสัญจรไปมา ทั้งคนต่างจังหวัดและมีคนต่างชาติ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่เสียหายต่อประเทศ และจำเป็นต้องดำเนินการ

 

“ไม่ต้องมานั่งนับญาติอะไรผมหรอกว่า แม่ผมเป็นน้องสาวบริษัท บริษัทอิตาเลียนไทย มันเป็นได้อย่างไร เพราะเมื่อก่อนก็แข่งขันกันมาตลอด ฉะนั้นมันเริ่มเชื่อมต่อไปเรื่องอื่นแล้ว จึงขอให้เอาเรื่องนี้ก่อน”

 

นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า ขอให้หน่วยงานไปบอกเลิกสัญญาให้ได้ก่อน เพราะทำประเทศเสียหาย และยิ่งหากเกิดเหตุไฟไหม้จริง เท่ากับว่าไม่มีการดำเนินการอะไรให้เกิดความปลอดภัยขึ้นมากเลยก็สมควรหรือยังที่ต้องดำเนินการ ซึ่งตนได้ทำหน้าที่ไปแล้วต่อไปเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ หากไม่ทำก็จะคาอยู่ ประชุมคณะรัฐมนตรีกี่รอบก็ต้องมาถามกับพิพัฒน์ ต่อให้หลังการเลือกตั้งตนได้เป็นฝ่ายค้านก็ต้องมาถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าได้ดำเนินการไปแล้วหรือยัง พร้อมย้ำว่าให้ดำเนินการใน 2 โครงการนี้ให้ได้ก่อน

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตกใจไฟไหม้ซากเครนถล่มพระราม 2 สะท้อนไม่ได้ปรับปรุงความปลอดภัย ไม่นับญาติอิตาเลียนไทย แข่งขันกันมาตลอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ จ่อชงอัยการสูงสุด เลิกสัญญา-ฟ้องเรียกค่าเสียหายอิตาเลียนไทย มั่นใจสู้ด้วยหลักฐาน ท้าหากฟ้องกลับ หากแน่ใจว่าจะรอด https://thestandard.co/bovornsak-terminate-sue-italian-thai/ Tue, 20 Jan 2026 04:24:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1167065 บวรศักดิ์ จ่อชง อัยการสูงสุด เลิกสัญญา-ฟ้องเรียกค่าเสียหาย อิตาเลียนไทย มั่นใจสู้ด้วยหลักฐาน ท้าหากฟ้องกลับ หากแน่ใจว่าจะรอด

วันนี้ (20 มกราคม) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ก […]

The post เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ จ่อชงอัยการสูงสุด เลิกสัญญา-ฟ้องเรียกค่าเสียหายอิตาเลียนไทย มั่นใจสู้ด้วยหลักฐาน ท้าหากฟ้องกลับ หากแน่ใจว่าจะรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์ จ่อชง อัยการสูงสุด เลิกสัญญา-ฟ้องเรียกค่าเสียหาย อิตาเลียนไทย มั่นใจสู้ด้วยหลักฐาน ท้าหากฟ้องกลับ หากแน่ใจว่าจะรอด

วันนี้ (20 มกราคม) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเยียวยาชดเชยให้กับครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่ม ว่า รัฐบาลได้ประสานงานให้ค่าเสียหายและค่าชดเชยกับผู้เสียชีวิต ซึ่งมีชาวต่างชาติ 5 คน โดยรัฐบาลต้องหารือและขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาว่าจะเลิกสัญญาหรือไม่ และอาจให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วย ผู้ที่ได้รับความเสียหายจะเข้ามาเป็นโจทย์ร่วมกับอัยการสูงสุด ซึ่งรัฐบาลต้องสนับสนุน เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นหลายครั้ง และเรื่องความปลอดภัยสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญ

 

สัญญาทางปกครองลักษณะนี้ไม่เหมือนสัญญาทางแพ่ง ต้องพิจารณาประโยชน์สาธารณะและความปลอดภัยสาธารณะประกอบด้วย พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่อยู่เฉย

 

ขณะที่การจะเลิกสัญญากับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ต้องให้อัยการดูข้อกฎหมายในสัญญาทางปกครอง ซึ่งไม่ใช่สัญญาทางแพ่ง และไม่สามารถใช้หลักกฎหมายแพ่งได้ 100% เพราะหลักทั่วไปที่ศาลปกครองยึดถือ ต้องขอให้อัยการสูงสุดหาทางเลิกสัญญาให้ได้ และฟ้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้คงไม่ยุติ

 

ส่วนเรื่องการแก้กฎกระทรวงก็ต้องทำต่อไป และต้องขอความร่วมมือจากสภาวิศวกรรมให้ดูแลวิศวกรที่รับผิดชอบด้านโครงสร้าง

 

สำหรับระยะเวลาในการยกเลิกสัญญานั้น บวรศักดิ์ระบุว่า ตนตอบไม่ได้ ต้องถามอัยการสูงสุด

 

ส่วนบริษัทเอกชนจะมีสิทธิ์ฟ้องกลับมาหรือไม่ บวรศักดิ์กล่าวว่า ไม่มีใครห้ามว่าจะฟ้องหรือไม่ หากฟ้องก็ให้ฟ้องแย้งมา แล้วสู้กันโดยหลักฐานว่ามีการละเลย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเช่นนี้กี่ครั้งแล้ว เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ จ่อชงอัยการสูงสุด เลิกสัญญา-ฟ้องเรียกค่าเสียหายอิตาเลียนไทย มั่นใจสู้ด้วยหลักฐาน ท้าหากฟ้องกลับ หากแน่ใจว่าจะรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน https://thestandard.co/pm-compensation-crane-collapse-victims/ Tue, 20 Jan 2026 03:54:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1167054 นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน

วันนี้ (20 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล นา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน

วันนี้ (20 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาเพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

 

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุด

 

พร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฎหมายให้เกิดขึ้น

 

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

 

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

 

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

 

พิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ และยังมีในส่วนของ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

 

นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน 1นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน 2นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน 3นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน 4นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน 5นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน 6

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เป็นพยาน มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1,340,000 บาท ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดแผนที่ซื้อเสียง เลือกตั้ง 2569 ภาคไหนจ่ายโหดสุด? หัวละ 7,500 นักธุรกิจเอือม ‘รัฐมนตรีเทา’ สินบนรัฐพุ่ง 30% https://thestandard.co/vote-buying-map-grey-minister-30-percent/ Tue, 20 Jan 2026 01:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1166979 เปิดแผนที่ซื้อเสียง เลือกตั้ง 2569 ภาคไหนจ่ายโหดสุด? หัวละ 7,500 นักธุรกิจเอือม ‘รัฐมนตรีเทา’ สินบนรัฐพุ่ง 30%

ภาคเอกชน กกร. โดยทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน เพื่อนไม่ทน เผยผ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดแผนที่ซื้อเสียง เลือกตั้ง 2569 ภาคไหนจ่ายโหดสุด? หัวละ 7,500 นักธุรกิจเอือม ‘รัฐมนตรีเทา’ สินบนรัฐพุ่ง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแผนที่ซื้อเสียง เลือกตั้ง 2569 ภาคไหนจ่ายโหดสุด? หัวละ 7,500 นักธุรกิจเอือม ‘รัฐมนตรีเทา’ สินบนรัฐพุ่ง 30%

ภาคเอกชน กกร. โดยทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน เพื่อนไม่ทน เผยผลสำรวจภาคธุรกิจ-ประชาชน เลือกตั้งปี 2569 ซื้อเสียงแข่งเดือด จ่ายมากสุดหัวละ 7,500 บาท โพลระบุชัด ‘รับเงินแต่ไม่เลือก’ ชี้คอร์รัปชัน ทุบเศรษฐกิจประเทศเสียหายปีละ 2.5 หมื่นล้าน เผยสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐยังแก้ไม่ตก สูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ

 

เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน : กกร. และ เพื่อนไม่ทน เปิดเผยว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่า ‘คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ’ โดยผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจ มองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก

 

48% ของประชาชน และ 22% ของภาคธุรกิจ ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

 

ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศและ 38% ทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม

 

ขณะที่จากผลการสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง และนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้งปี 69 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็นประชาชน 3,043 ราย และภาคธุรกิจ 1,771 ราย เป็นการใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่มาก มีผลคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% พบว่า ปัจจุบันปัญหาทุจริตในไทยรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อระบบ เศรษฐกิจและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน : กกร. และเพื่อนไม่ทน ขอให้พรรคการเมืองต่างๆ ที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งปี 69 ร่วมกันต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และเด็ดขาด

 

เนื่องจากจากผลสำรวจฯ ผู้ตอบส่วนใหญ่เห็นว่า ‘มีการซื้อสิทธิขายเสียงแน่นอน’ และการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องการให้แก้ไขมากที่สุด นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้นประชาชนต้องร่วมมือกันไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

 

สำหรับผลสำรวจฯ ผู้ตอบมากถึง 42% ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อสิทธิขายเสียงมาก และมากถึง 69% ระบุถ้ามีการจ่ายเงินซื้อเสียง จะไม่รับ มีเพียง 18% ที่ตอบรับ เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ซื้อเสียงราคาเท่าไร

 

พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล สูงสุดที่ 7,500 บาทต่อคน ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เท่ากันที่สูงสุด 5,000 บาทต่อคน ขณะที่ภาคตะวันออก สูงสุด 3,000 บาทต่อคน

 

เปิดแผนที่ซื้อเสียง เลือกตั้ง 2569 ภาคไหนจ่ายโหดสุด? หัวละ 7,500 นักธุรกิจเอือม ‘รัฐมนตรีเทา’ สินบนรัฐพุ่ง 30% 1

 

นอกจากนี้ หากนักการเมืองให้เงินซื้อเสียง จะเลือกนักการเมืองคนนั้นหรือไม่ มากถึง 71.9% ตอบ ‘ไม่เลือก’ เพราะผิดกฎหมาย เป็นการคอร์รัปชัน, การซื้อเสียงเท่ากับไม่มีความสามารถพอ, เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง, เลือกพรรคที่ชอบ เลือกคนที่อยากเลือก และกลัวโดนจับข้อหาขายเสียง

 

“ภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมนักการเมืองมากที่สุด 3 เรื่อง คือ หนึ่ง ’รัฐมนตรีเทา’ คนมีมลทินแต่ยังได้ใช้อำนาจ และ ‘ดีแต่พูด’ นโยบายปราบโกงมีไว้แค่ตอนหาเสียง และ ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ใช้อำนาจเอื้อพวกพ้องทางธุรกิจ”

 

ขณะเดียวกัน ทุกสายตาจับจ้องไปที่ ‘หัวหน้าพรรค’ เพราะถูกมองว่าเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหลักในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน และเป็นตำแหน่งที่พรรคการเมืองต้องคัดกรองอย่างเข้มข้นที่สุด หากหัวหน้าไม่เอาจริง ปัญหาก็ยากจะจบ

 

เผยสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างรัฐพุ่ง 20-30%

 

ด้านธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่น กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันไทย ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ

 

รวมถึงปัญหาเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ และสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท คณะทำงาน จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี เช่น ผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน และมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากล

 

“โดยเฉพาะกับคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกมของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตาม และปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง พร้อมเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล”

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย, ประธานคณะทำงาน Zero Corruption และ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบเสมือน ‘เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล’ ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน

 

เช่นกรณีโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างซ้ำซาก โดยเฉพาะเหตุการณ์เครนถล่มที่ถนนพระราม 2 และเหตุการณ์ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารงานและการทุจริตคอร์รัปชัน ขอให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับปัญหาเหล่านี้”

 

ภาพ: Cemile Bingol / Getty Images

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดแผนที่ซื้อเสียง เลือกตั้ง 2569 ภาคไหนจ่ายโหดสุด? หัวละ 7,500 นักธุรกิจเอือม ‘รัฐมนตรีเทา’ สินบนรัฐพุ่ง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตอบดราม่าการเมือง ไม่กังวล แต่รำคาญ ทำได้แค่แผ่เมตตาให้ ปมถูกโยงภูมิใจไทยคุมคมนาคม 10 ปี https://thestandard.co/anutin-drama-bhumjaithai-transport-2026/ Fri, 16 Jan 2026 05:44:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1165940 เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตอบดราม่าการเมือง ไม่กังวล แต่รำคาญ ทำได้แค่แผ่เมตตาให้ ปมถูกโยง **ภูมิใจไทย**คุมคมนาคม 10 ปี

วันนี้ (15 มกราคม) เวลา 11.10 น. วันที่ 16 ม.ค. ที่ทำเน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตอบดราม่าการเมือง ไม่กังวล แต่รำคาญ ทำได้แค่แผ่เมตตาให้ ปมถูกโยงภูมิใจไทยคุมคมนาคม 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตอบดราม่าการเมือง ไม่กังวล แต่รำคาญ ทำได้แค่แผ่เมตตาให้ ปมถูกโยง **ภูมิใจไทย**คุมคมนาคม 10 ปี

วันนี้ (15 มกราคม) เวลา 11.10 น. วันที่ 16 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง หล่นทับขบวนรถไฟ เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ต่อมาวานนี้ (15 มกราคม) เกิดเหตุเครนสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 พื้นที่ จ.สมุทรสาครถล่ม ว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (16 มกราคม) จะลงพื้นที่พระราม 2 ซึ่งพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารกระทรวง กำลังประชุมเพื่อรับข้อสั่งการของรัฐบาลไปดำเนินการ

 

เมื่อถามว่า หลังจากการประชุมวานนี้ (15 มกราคม) บริษัทเอกชนมีการสะท้อนความเห็นอย่างไรกลับมาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการสะท้อนกลับมาที่ตนเลย ตนไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือคู่สัญญา แต่ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลได้สั่งการไป เนื่องจากเกิดเหตุซ้ำซาก ที่สำคัญเกิดเหตุสองครั้งติดกัน มีผู้เสียชีวิตที่เป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง

 

ดังนั้น คงคุยมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เราต้องใช้อำนาจทางปกครอง ในการสั่งให้หน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาไปบอกเลิกสัญญา ขอย้ำว่า ใช้คำว่าบอกเลิกสัญญา ไม่ใช่ยกเลิกสัญญา เพราะคำว่ายกเลิกสัญญาต้องมาดูว่าใครผิดใครถูก แต่ถ้าบอกเลิกสัญญา คือรัฐเห็นว่าหากกระทำเช่นนี้ต่อไปจะเข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสาธารณะ จึงต้องใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญา

 

เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่เงียบหายไปใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้สั่งการกระทรวงคมนาคมแล้ว ตนไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ

 

ส่วนบริษัทเอกชนจะมีช่องทางฟ้องกลับรัฐบาลได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ์ฟ้องได้หมด รัฐบาล และหน่วยงาน ต้องมีความมั่นใจ ซึ่งการประชุมวานนี้ (15 มกราคม) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอัยการสูงสุด ได้ร่วมหารือด้วย ทุกอย่างความเรียบร้อย และมีความเห็นตรงกัน หากทำเพื่อประโยชน์ และความปลอดภัยของประชาชน และคนที่กระทำผิดจะฟ้องกลับ เราก็ต้องต่อสู้ในฐานะรัฐ

 

ส่วนเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วได้ผู้รับเหมารายใหม่ มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของหน่วยงานเจ้าของโครงการ นี่คือรัฐเป็นอันตราย เห็นว่าประชาชนของรัฐเป็นอันตราย รัฐก็แจ้งให้เจ้าของโครงการดำเนินการเพื่อหยุดความเป็นอันตราย

 

เมื่อจะถามว่า การขึ้นบัญชีดำจะมีระยะเวลานานเท่าไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วก็มีขั้นตอนดำเนินการ เรื่องนี้เป็นหมวดคำว่าทิ้งงาน ซึ่งมีคำจำกัดความอยู่ เป็นเรื่องที่กรมบัญชีกลางรับไว้แล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็รับทราบ และดำเนินการ

 

ส่วนโครงการอื่นๆ ของบริษัทผู้รับเหมารายนี้ จะต้องมีการมารายงานอย่างไรบ้างนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนไม่ใช่เจ้าของงาน แต่สั่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ที่เห็นสิ่งที่เป็นภัยอันตรายต่อประชาชน เมื่อสั่งแล้วก็ต้องไปปฏิบัติ

 

ส่วนกรณีที่ในโซเชียลมีเดียมีการโพสต์ว่าพรรคภูมิใจไทย ดูแลกระทรวงคมนาคมมาเป็น 10 ปี หากจะเลือกกลับมาอีก ประชาชนก็ต้องยอมรับความเสี่ยง อนุทิน กล่าวว่า ต้องดูว่าใครโพสต์และเจตนารมย์เป็นอย่างไร ขออย่าถามเอาข่าว ถามให้โต้เถียงกันไปมา ผู้สื่อข่าวรู้คำตอบดี รู้ว่าใครโพสต์ การทำสิ่งเหล่านี้เป็นการทำเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ด้อยค่า ซึ่งการใช้ชีวิตของตน และการทำงานไม่เชื่อเรื่องแบบนี้

 

เมื่อถามย้ำว่า แต่ในช่วงการเลือกตั้งอาจจะถูกหยิบโยงไปดิสเครดิตทางการเมือง อนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา การจะดิสเครดิตได้หรือไม่ได้ อยู่ที่น้องประชาชนจะตัดสินใจ

 

เมื่อย้ำอีกว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้กังวลใช่หรือไม่ อนุทินตอบกลับว่า “รำคาญมากกว่า ไม่ได้กังวล และทำไม่ได้ รำคาญไปก็หายใจลึกๆ 2-3 ครั้ง และแผ่เมตตาไปเท่านั้น“

 

ส่วนจะทนได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีร้องโอ้โห แล้วบอกว่า เรื่องของความทนก็มาวัดกันสิ พร้อมกล่าวต่อว่าไม่มีอะไรหรอก แผ่เมตตา และแนะนำให้ผู้สื่อข่าวใช้วิธีนี้ด้วยเวลาอารมณ์ไม่ดี แค่หายใจเข้าออกลึกๆ พุธโธ ๆ รับรองว่าไม่เกิน 10 ครั้ง ถ้าไม่หลับก็หายโกรธ สำหรับตนส่วนใหญ่จะหลับ พุทโธครั้งที่ 6 ก็หลับแล้ว

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน ตอบดราม่าการเมือง ไม่กังวล แต่รำคาญ ทำได้แค่แผ่เมตตาให้ ปมถูกโยงภูมิใจไทยคุมคมนาคม 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทยชี้ถนนต้องไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงตาย แนะรัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดสกัดอุบัติเหตุก่อสร้าง-สานต่อมาตรการสมุดพก https://thestandard.co/pheu-thai-criticizes-road-construction-safety/ Thu, 15 Jan 2026 05:38:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1165543 เพื่อไทยชี้ถนนต้องไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงตาย แนะ **รัฐบาล**ใช้มาตรการเข้มงวดสกัดอุบัติเหตุก่อสร้าง-สานต่อมาตรการสมุดพก

วันนี้ (15 มกราคม) กฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไท […]

The post เพื่อไทยชี้ถนนต้องไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงตาย แนะรัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดสกัดอุบัติเหตุก่อสร้าง-สานต่อมาตรการสมุดพก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทยชี้ถนนต้องไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงตาย แนะ **รัฐบาล**ใช้มาตรการเข้มงวดสกัดอุบัติเหตุก่อสร้าง-สานต่อมาตรการสมุดพก

วันนี้ (15 มกราคม) กฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และ ผู้สมัคร สส. กทม. เขตเลือกตั้งที่ 29 เขตบางแค (บางแคเหนือ – บางไผ่) เขตหนองแขม (หนองค้างพลู) เผยถึงเหตุการณ์เครนถล่มบนถนนพระราม 2 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้

 

กฤชนนท์กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในชุดปัจจุบันให้ใส่ใจการเดินทางของประชาชนมากยิ่งขึ้น และหันมาใส่ใจความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง เพราะถนนทุกเส้นไม่ควรเป็นพื้นที่เสี่ยงตายของประชาชน

 

ทั้งนี้ หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการเข้าเช็กทุกสัญญา จะเพิ่มบทลงโทษที่เข้มงวด พร้อมกับเพิ่มระบบเทคโนโลยี เข้าไปเป็นส่วนประกอบในการก่อสร้างทุกโครงการ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ กล้อง CCTV เป็นต้น นอกจากนี้จะแก้ไขและผลักดันการก่อสร้างทั้งระบบผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย รวมทั้งการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และเน้นการควบคุมงานให้มีประสิทธิภาพ ส่วนการประมูลงานต่างๆ ต้องใช้ Price Performance (ราคาต่อประสิทธิภาพ) ประกอบด้วย เพื่อดูแลความปลอดภัยในการก่อสร้าง

 

สำหรับมาตรการสมุดพก ที่พรรคเพื่อไทยได้เคยดำเนินการไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้รัฐบาลชุดปัจจุบันผลักดันและดำเนินการต่อ เพื่อที่จะสามารถลดชั้นผู้รับเหมา และเพิ่มบทลงโทษอย่างเข้มงวดสำหรับผู้รับเหมาที่กระทำความผิด

The post เพื่อไทยชี้ถนนต้องไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงตาย แนะรัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดสกัดอุบัติเหตุก่อสร้าง-สานต่อมาตรการสมุดพก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญชี้เหตุเครนถล่มพระราม 2 เกิดจากโครงเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหว แตกต่างจากกรณีสีคิ้ว จี้รัฐสั่งหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวทบทวนมาตรฐานด่วน https://thestandard.co/crane-collapse-rama-2-halt/ Thu, 15 Jan 2026 05:17:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1165537 ผู้เชี่ยวชาญชี้เหตุเครนถล่ม **พระราม 2** เกิดจากโครงเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหว แตกต่างจากกรณีสีคิ้ว จี้รัฐสั่งหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวทบทวนมาตรฐานด่วน

วันนี้ (15 มกราคม) ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโคร […]

The post ผู้เชี่ยวชาญชี้เหตุเครนถล่มพระราม 2 เกิดจากโครงเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหว แตกต่างจากกรณีสีคิ้ว จี้รัฐสั่งหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวทบทวนมาตรฐานด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญชี้เหตุเครนถล่ม **พระราม 2** เกิดจากโครงเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหว แตกต่างจากกรณีสีคิ้ว จี้รัฐสั่งหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวทบทวนมาตรฐานด่วน

วันนี้ (15 มกราคม) ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยข้อสันนิษฐานเบื้องต้นถึงสาเหตุการพังถล่มของเครนลอนเชอร์ (Launching Crane) ในโครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 เมื่อช่วงเช้าวันนี้ โดยระบุว่าลักษณะการถล่มที่ตัวเครนหักพับเป็นรูปตัววี (V-shaped) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโครงเหล็กไม่สามารถรับน้ำหนักชิ้นส่วนเซ็กเมนต์คอนกรีตที่ห้อยแขวนอยู่ได้ในขณะนั้น

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างการติดตั้งชิ้นส่วน ซึ่งน้ำหนักของคอนกรีตที่แขวนอยู่ทำให้เครนเกิดการหักกลาง โดยประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งพิสูจน์คือการหักนั้นเกิดขึ้นที่ตัวชิ้นส่วนโครงเหล็กเอง หรือเกิดความบกพร่องที่จุดต่อระหว่างชิ้นส่วนซึ่งยึดกันด้วยหมุดหรือสลักเกลียว (Pin หรือ Bolt) ว่ามีการประกอบติดตั้งที่ถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่

 

ทั้งนี้ ศ.ดร.อมร ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ที่พระราม 2 และกรณีสะพานรถไฟความเร็วสูงถล่มที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยระบุว่าเหตุที่พระราม 2 วันนี้เป็นการวิบัติที่ตัวเครนโดยตรงในขณะปฏิบัติงาน แต่กรณีสีคิ้วเป็นการพังถล่มของฐานรองรับเครน ในระหว่างการเคลื่อนย้ายตัวเครนไปยังช่วงถัดไป อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณีสะท้อนถึงวิกฤตมาตรฐานความปลอดภัยของการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะที่ไม่สามารถควบคุมได้

 

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาสั่งหยุดโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้พื้นที่สาธารณะไว้ชั่วคราว เพื่อกลับมาทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นสอบสวนสาเหตุที่แท้จริง บังคับใช้กฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด และผลักดันการแก้ไขกฎหมายรองรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากที่ยากจะเยียวยาเช่นนี้อีก

The post ผู้เชี่ยวชาญชี้เหตุเครนถล่มพระราม 2 เกิดจากโครงเหล็กรับน้ำหนักไม่ไหว แตกต่างจากกรณีสีคิ้ว จี้รัฐสั่งหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวทบทวนมาตรฐานด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>