รัฐบาลสหรัฐอเมริกา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รัฐบาลสหรัฐอเมริกา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 16 Aug 2025 07:10:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สหรัฐฯ เตรียมอุ้ม Intel! รัฐบาลทรัมป์จ่อใช้เงิน CHIPS Act เข้าถือหุ้น กอบกู้ยักษ์ใหญ่ชิปที่กำลังเลือดไหลไม่หยุด https://thestandard.co/trump-intel-chips-act-stake/ Sat, 16 Aug 2025 07:10:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1108064 trump-intel-chips-act-stake

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนั […]

The post สหรัฐฯ เตรียมอุ้ม Intel! รัฐบาลทรัมป์จ่อใช้เงิน CHIPS Act เข้าถือหุ้น กอบกู้ยักษ์ใหญ่ชิปที่กำลังเลือดไหลไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-intel-chips-act-stake

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาใช้เงินทุนจากกฎหมาย CHIPS Act เพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัท Intel Corp. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกอบกู้ผู้ผลิตชิปที่กำลังประสบปัญหาและเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ 

 

The Wall Street Journal ยืนยันข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าแนวคิดนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในระหว่างการประชุมระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และลิป-บู ตัน ซีอีโอของ Intel เมื่อวันจันทร์ (11 ส.ค.)ที่ผ่านมา

 

นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทรัมป์เพิ่งเรียกร้องให้ไล่ตันออกจากตำแหน่งเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวที่ดีสำหรับนักลงทุนของ Intel ที่กำลังผิดหวัง หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้น 7% ในวันพฤหัสบดี (14 ส.ค.) จากรายงานข่าวการเจรจาในครั้งแรก และปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันศุกร์ (15 ส.ค.)

 

The Wall Street Journal ชี้ว่า Intel กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หลังจากที่บริษัทสูญเสียมูลค่าตลาดไปมากกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปี และได้เผาเงินสดไปเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.30 ล้านล้านบาท) ในช่วงสามปีที่ผ่านมาเพื่อพยายามทวงคืนตำแหน่งผู้นำด้านการผลิตจากคู่แข่งอย่าง TSMC


สถานการณ์ทางการเงินยังคงน่าเป็นห่วง โดย Wall Street คาดการณ์ว่าในปีนี้ Intel จะมีเงินสดไหลออกจากบริษัทสุทธิอีก 7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.27 แสนล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่หยั่งรากเกินกว่าที่เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะแก้ไขได้

 

เทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุดของ Intel ที่เรียกว่า 18A ซึ่งควรจะเป็นตัวปิดช่องว่างกับ TSMC กลับประสบปัญหาในการดึงดูดลูกค้าภายนอก โดยบริษัทยอมรับในการประกาศผลประกอบการไตรมาสสองเมื่อเดือนที่แล้วว่า เทคโนโลยีนี้จะถูกใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Intel เองเป็นส่วนใหญ่

 

ซีอีโอ ลิป-บู ตัน ได้ ‘ยื่นคำขาด’ อย่างชัดเจน โดยประกาศว่าจะไม่ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลกับเทคโนโลยียุคถัดไป หากไม่ได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหญ่ภายนอก ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.49 แสนล้านบาท)

 

การตัดสินใจดังกล่าวอาจหมายถึงการที่ Intel ต้องถอนตัวจากธุรกิจการผลิตชิปขั้นสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงด้าน ‘ความมั่นคงของชาติ’ เนื่องจาก Intel เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันเพียงแห่งเดียวที่สามารถผลิตชิปที่ล้ำสมัยได้

 

Intel ถือเป็นผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากกฎหมาย CHIPS Act อยู่แล้ว โดยได้รับการจัดสรรเงินช่วยเหลือสูงถึง 7.9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.56 แสนล้านบาท) สำหรับโรงงานทั่วไป, อีก 3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 9.74 หมื่นล้านบาท) สำหรับโครงการพิเศษของเพนตากอน และยังมีทางเลือกในการกู้ยืมอีก 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.57 แสนล้านบาท)

 

Bloomberg รายงานเพิ่มเติมว่า การเข้าถือหุ้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการแทรกแซงทางอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเป็น ‘นโยบายอุตสาหกรรมเชิงรุก’ เพื่อส่งเสริมบริษัทที่เป็น ‘บริษัทเรือธงของประเทศ’

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เข้าถือหุ้นบุริมสิทธิ์มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) ในบริษัทเหมืองแร่หายาก MP Materials, บังคับให้ Nvidia และ AMD แบ่งรายได้ 15% จากการขายชิป AI ให้จีน และยังได้ถือหุ้นใน U.S. Steel อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม The Wall Street Journal ได้ออกมาเตือนว่า การสนับสนุนจากรัฐบาลมักมาพร้อมกับเงื่อนไขผูกมัด และอาจนำไปสู่ ‘ผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ’ ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มของทรัมป์ที่พยายามจะใช้อิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจของภาคเอกชน

 

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจกดดันให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Nvidia หรือ AMD หันมาใช้โรงงานของ Intel เพื่อแลกกับใบอนุญาตส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งหากโรงงานของ Intel ยังไม่พร้อมเต็มที่ ก็อาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพต่ำลงและทำให้ทั้งอุตสาหกรรมชิปของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

บริบททางการเมืองก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในรัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอีกแห่งของ Intel ที่ประสบปัญหาล่าช้า โอไฮโอเป็นรัฐที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งทั้งสามครั้ง และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ก็เคยเป็น ส.ว. จากรัฐนี้มาก่อน

 

The Wall Street Journal สรุปว่า แม้การแทรกแซงของรัฐในอุตสาหกรรมชิปจะเกิดขึ้นแล้ว แต่รัฐบาลกลางต้องระมัดระวังไม่ให้ก้าวล่วงเกินไปจนทำลายรูปแบบของตลาดเสรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ภาคเทคโนโลยีของอเมริกากลายเป็น ‘ต้นแบบความสำเร็จ’ ที่ทั่วโลกต่างอิจฉา

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.46 บาท ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2568 


ภาพ : bigwa11/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เตรียมอุ้ม Intel! รัฐบาลทรัมป์จ่อใช้เงิน CHIPS Act เข้าถือหุ้น กอบกู้ยักษ์ใหญ่ชิปที่กำลังเลือดไหลไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เล็งจำกัดส่งออกชิป AI มายังไทยและมาเลเซีย ป้องกันลักลอบส่งให้จีน https://thestandard.co/us-ai-chip-ban-thailand-malaysia/ Sat, 05 Jul 2025 02:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1093091 us-ai-chip-ban-thailand-malaysia

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างข้อมูลแหล่งข่าว ว่ารัฐ […]

The post สหรัฐฯ เล็งจำกัดส่งออกชิป AI มายังไทยและมาเลเซีย ป้องกันลักลอบส่งให้จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-ai-chip-ban-thailand-malaysia

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างข้อมูลแหล่งข่าว ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนที่จะจำกัดการส่งออกชิป AI จากบริษัทต่างๆ เช่น Nvidia Corp. มายังไทยและมาเลเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นเส้นทางอ้อมที่จีนอาจใช้หลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกที่มีอยู่ 

 

แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อปราบปรามการลักลอบส่งเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน โดยแหล่งข่าวระบุว่า ร่างกฎระเบียบฉบับใหม่ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้จีนได้รับชิป AI ผ่านตัวกลางในไทยและมาเลเซีย อย่างไรก็ตามร่างกฎระเบียบดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จและอาจเปลี่ยนแปลงได้

 

ขณะที่สหรัฐฯ วางแผนที่จะควบคุมการส่งออกชิป AI มายังไทยและมาเลเซีย ควบคู่ไปกับการยกเลิกมาตรการควบคุมทั่วโลก ภายใต้กฎที่เรียกว่า “AI Diffusion Rule” ซึ่งมีขึ้นในช่วงปลายรัฐบาลไบเดน และเคยถูกต่อต้านจากประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึง Nvidia

 

ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตัน จะยังคงข้อจำกัดในการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่มุ่งเป้าไปยังจีน และประเทศอื่นๆ อีกกว่า 40 ประเทศ

 

ขณะที่กฎระเบียบใหม่ดังกล่าวจะถือเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการในการปฏิรูปกฎ AI Diffusion ที่ทรัมป์ ให้สัญญาไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียง

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ไม่ได้ชี้แจงใดๆ เกี่ยวกับร่างกฎระเบียบฉบับใหม่นี้ โดยก่อนหน้านี้ โฮเวิร์ด ลุตนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ บอกกับสมาชิกรัฐสภาว่า สหรัฐฯ จะ อนุญาตให้ชาติพันธมิตรซื้อชิป AI ได้ แต่จะต้องดำเนินการโดยผู้ให้บริการ Data Center และระบบ Cloud สัญชาติอเมริกันที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล และคลาวด์ที่สัมผัสกับศูนย์ข้อมูลนั้นจะต้องเป็นผู้ดำเนินการที่ได้รับอนุมัติจากอเมริกา” เขากล่าวระหว่างการให้การต่อรัฐสภา

 

อ้างอิง : 

The post สหรัฐฯ เล็งจำกัดส่งออกชิป AI มายังไทยและมาเลเซีย ป้องกันลักลอบส่งให้จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินความผิดลูกชายไบเดน คดีให้ข้อมูลเท็จซื้อปืน https://thestandard.co/hunter-biden-gun-case/ Wed, 12 Jun 2024 06:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=944301

คณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ ลูกชายไบเดน […]

The post คณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินความผิดลูกชายไบเดน คดีให้ข้อมูลเท็จซื้อปืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ ลูกชายไบเดน บุตรชายวัย 54 ปี ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีความผิดใน 3 ข้อหา ฐานให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดในการตรวจสอบประวัติระหว่างซื้ออาวุธปืนในปี 2018 โดยถือเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกครอบครัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ระหว่างการดำรงตำแหน่ง ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนได้เดินทางไปให้กำลังใจบุตรชาย แต่ยืนยันจะเคารพคำตัดสินของคณะลูกขุน

 

การตัดสินมีขึ้นที่ศาลในรัฐเดลาแวร์ ซึ่งฮันเตอร์ซื้อปืนพกมาจากร้านขายปืนแห่งหนึ่งภายในรัฐ ซึ่ง 2 ข้อหาแรกนั้นเกี่ยวข้องกับการโกหกเรื่องการใช้ยาเสพติดในแบบฟอร์มตรวจสอบประวัติ ส่วนข้อหาที่ 3 คือการครอบครองปืนในระหว่างใช้ยาเสพติด

 

โดยโทษสูงสุดของข้อหาดังกล่าวคือ จำคุก 25 ปี และปรับเงิน 7.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการตัดสินโทษคาดว่าจะมีขึ้นใน 120 วันหลังจากนี้ แต่คาดว่าฮันเตอร์อาจได้รับโทษสถานเบา เนื่องจากเป็นการกระทำผิดครั้งแรก

 

ภายหลังรับฟังคำตัดสิน ฮันเตอร์ได้แสดงความผิดหวัง แต่ขอบคุณครอบครัวสำหรับความรักและการสนับสนุน ขณะที่ทนายความของเขายืนยันจะใช้ทุกช่องทางตามกฎหมายในการต่อสู้คดี

 

ไบเดนเคารพคำตัดสิน

 

ขณะที่ไบเดนเผยแพร่แถลงการณ์ ย้ำถึงบทบาทของเขาในฐานะพ่อที่ต้องการช่วยเหลือลูกชาย แต่ยืนยันว่ายอมรับคำตัดสินและยังคงเคารพกระบวนการพิจารณาคดี

 

“ผมเป็นประธานาธิบดี แต่ก็เป็นพ่อด้วย จิลและผมรักลูกชายของเรา และเราภูมิใจมากในสิ่งที่เขาเป็นทุกวันนี้ ผมยอมรับผลของคดีนี้และยังคงเคารพกระบวนการพิจารณาคดี ในขณะที่ฮันเตอร์พิจารณาที่จะยื่นอุทธรณ์”

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีไบเดนปฏิเสธเรื่องการอภัยโทษให้กับบุตรชายของเขา โดยในการพิจารณาคดีได้มีการเผยแพร่รายละเอียดอื้อฉาว จากการที่อัยการพยายามแสดงให้เห็นว่าฮันเตอร์ใช้แคร็กโคเคน (Crack Cocaine) หรือโคเคนแบบก้อนผลึก ในช่วงที่เขาซื้ออาวุธปืน

 

ภาพ: Anna Rose Layden / Reuters

อ้างอิง:

The post คณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินความผิดลูกชายไบเดน คดีให้ข้อมูลเท็จซื้อปืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนถอด 2 หน่วยงานจีนจากรายชื่อคว่ำบาตร หลังจับมือจีนสกัดต้นตอยาเสพติดเฟนทานิล https://thestandard.co/biden-removes-two-chinese-entities-from-sanctions-list/ Fri, 17 Nov 2023 10:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=866860

รัฐบาลสหรัฐฯ ถอดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน และสถาบั […]

The post ไบเดนถอด 2 หน่วยงานจีนจากรายชื่อคว่ำบาตร หลังจับมือจีนสกัดต้นตอยาเสพติดเฟนทานิล appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลสหรัฐฯ ถอดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จีน ออกจากรายชื่อหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตรทางการค้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อโน้มน้าวให้ทางการจีนเพิ่มความพยายามในการดำเนินการกับบริษัทผู้ผลิตสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทฝิ่นสังเคราะห์ ที่มีฤทธิ์แรงกว่ามอร์ฟีน 80-100 เท่า และกำลังแพร่กระจายอย่างหนักในสหรัฐฯ

 

ท่าทีของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังการพบปะหารือระหว่างประธานาธิบดีโจไบเดนของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 พฤศจิกายน) ก่อนเข้าร่วมการประชุมผู้นำ APEC ที่นครซานฟรานซิสโก ซึ่งประธานาธิบดีสีตกลงที่จะติดตามการดำเนินการกับบริษัทผลิตสารเคมีตั้งต้นที่ใช้ผลิตเฟนทานิลดังกล่าว

 

ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันเพิ่ม 2 หน่วยงานของจีนในรายชื่อคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2020 จากข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ โดยกำหนดมาตรการห้ามไม่ให้ทั้ง 2 หน่วยงานได้รับสินค้าจากบริษัทซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว ฉินกัง อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีต่อการคว่ำบาตร 2 หน่วยงานของจีน โดยชี้ว่าเป็นเรื่อง ‘น่าตกใจ’ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความไม่พอใจที่จีนไม่ให้ความร่วมมือในการยับยั้งการหลั่งไหลของเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ จะคว่ำบาตรหน่วยงานที่เขามองว่ามีความจำเป็นต่อการควบคุมการระบาดของยาเสพติดประเภทนี้

 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและพรรครีพับลิกัน ซึ่งกล่าวหาว่ารัฐบาลไบเดนยอมอ่อนต่อปักกิ่งในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ไบเดนถอด 2 หน่วยงานจีนจากรายชื่อคว่ำบาตร หลังจับมือจีนสกัดต้นตอยาเสพติดเฟนทานิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ก่อตั้ง Citadel เตือน เงินเฟ้ออาจอยู่สูงหลายทศวรรษ กระทบต่อการจัดหาเงินทุนของรัฐบาล https://thestandard.co/inflation-may-remain-high-for-decades/ Thu, 09 Nov 2023 11:43:02 +0000 https://thestandard.co/?p=864148 Ken Griffin

Ken Griffin ผู้ก่อตั้ง Citadel กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกั […]

The post ผู้ก่อตั้ง Citadel เตือน เงินเฟ้ออาจอยู่สูงหลายทศวรรษ กระทบต่อการจัดหาเงินทุนของรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ken Griffin

Ken Griffin ผู้ก่อตั้ง Citadel กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความไม่สงบและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่ผลักดันให้เข้าสู่การลดลงของภาวะโลกาภิวัตน์ และก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่สูงขึ้นซึ่งอาจคงอยู่เป็นเวลาหลายทศวรรษ 

 

Griffin กล่าวในงาน Bloomberg New Economy Forum เมื่อวันอังคาร (7 พฤศจิกายน) ที่สิงคโปร์ว่า นิยามของคำว่า ‘Peace Dividend’ ซึ่งหมายถึงหากมีการลดงบประมาณการคลังจะส่งผลดีทางเศรษฐกิจนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงอีกแล้ว เนื่องจากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ทำให้เกิดแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น 

 

แนวโน้มดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการจัดหาเงินทุนเพื่อฟื้นฟูการขาดดุลของสหรัฐฯ โดย Griffin เชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการขาดดุลสูงถึง 33 ล้านล้านดอลลาร์

 

Griffin เสริมว่าการใช้จ่ายทางการคลังของสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีระเบียบมากกว่านี้ เนื่องจากประเทศนี้ใช้จ่ายในระดับที่รัฐบาลเหมือน ‘กะลาสีเรือขี้เมา’ และเตือนว่าการขาดดุลทางการคลังในปัจจุบันนั้นไม่ยั่งยืน แม้ว่าตลาดแรงงานของประเทศจะยังแข็งแกร่ง แต่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ตระหนักดีว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องนัก

 

“ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สามารถพิมพ์เงินเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้ต่อไป แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาจะร้ายแรงอย่างมาก นาทีที่เราเริ่มพิมพ์เงินดอลลาร์เพียงเพื่อจัดการกับความเป็นไปได้ของการผิดนัดชำระหนี้ เศรษฐกิจของเราก็จะเข้าสู่ภาวะพลิกผันอย่างรุนแรง” Griffin ระบุ

 

นอกจากนี้ Griffin ยังได้เตือนหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ว่าให้โฟกัสไปที่ภาคธนาคารมากกว่าในอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ของเขา หากต้องการลดความเสี่ยงจากภาวะการก่อหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยแนะว่าให้มุ่งเน้นไปที่การบริหารความเสี่ยงของธนาคารที่ปล่อยกู้ให้แก่เฮดจ์ฟันด์มากกว่าการเพิ่มกฎระเบียบให้แก่เฮดจ์ฟันด์

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้เสนอกฎระเบียบใหม่ที่ระบุให้บริษัทเฮดจ์ฟันด์ถูกกำกับดูแลเหมือนกับกลุ่มโบรกเกอร์หรือดีลเลอร์ของธนาคาร

 

Griffin เปิดเผยว่า SEC กำลังก่อปัญหาให้แก่ตนเอง หากหน่วยงานกำกับดูแลกังวลเกี่ยวกับขนาดของการซื้อขายพื้นฐาน (Basic Trade) SEC ก็สามารถร้องขอให้ธนาคารทำ Stress Test เพื่อดูว่าธนาคารมีหลักประกันจากคู่ค้าเพียงพอหรือไม่

 

ที่ผ่านมาเฮดจ์ฟันด์เดิมพันกับฟิวเจอร์สพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม โดยมียอดการชอร์ตสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในฟิวเจอร์สพันธบัตรอายุ 2 ปีและ 5 ปี การเดิมพันเหล่านี้ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการซื้อขายพื้นฐาน ซึ่ง Citadel ก็เป็นหนึ่งในเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้เป็นประจำ

 

ภาพ: Getty Images North America / Michael Kovac

อ้างอิง:

The post ผู้ก่อตั้ง Citadel เตือน เงินเฟ้ออาจอยู่สูงหลายทศวรรษ กระทบต่อการจัดหาเงินทุนของรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เผย UFO มีจริง แต่รัฐบาลปิดบัง | KEY MESSAGES #93 https://thestandard.co/ufos-are-real-but-us-gov-hides-them/ Tue, 15 Aug 2023 09:05:04 +0000 https://thestandard.co/?p=829571 UFO สหรัฐ

UFO หรือวัตถุลึกลับบนท้องฟ้า เป็นปริศนาที่มนุษย์ถกเถียง […]

The post ชมคลิป: อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เผย UFO มีจริง แต่รัฐบาลปิดบัง | KEY MESSAGES #93 appeared first on THE STANDARD.

]]>
UFO สหรัฐ

UFO หรือวัตถุลึกลับบนท้องฟ้า เป็นปริศนาที่มนุษย์ถกเถียงกันมาอย่างเนิ่นนานว่ามีจริงหรือไม่?

 

ล่าสุดคณะอนุกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติ สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้ไต่สวนอดีตนักบินขับไล่ของกองทัพเรือ 2 นาย และอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ถึงการพบปรากฏการณ์ประหลาดทางอากาศ และการพบวัตถุปริศนาที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ชัดเจน

 

การไต่สวนนี้กินเวลากว่า 2 ชั่วโมง ผู้ให้การระบุตรงกันว่าในช่วงปี 2004 พวกเขาพบวัตถุบินได้ปริศนาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วัตถุที่ว่าไม่มีใบพัด ไม่มีท่อไอเสีย มองไม่เห็นเครื่องยนต์ ซ้ำยังเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและมีทิศทางการบินที่แปลกประหลาด

 

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจังสะท้อนให้เห็นถึงอะไรบ้าง ตกลงแล้ว UFO มีจริงไหม และหากมีจริง มนุษย์ควรทำอย่างไรต่อไป

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์
ตัดต่อ: ธนวัฒน์ กางกรณ์

The post ชมคลิป: อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เผย UFO มีจริง แต่รัฐบาลปิดบัง | KEY MESSAGES #93 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ตอนจบ…ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะรัฐบาลสหรัฐฯ ปี 2023 https://thestandard.co/analyzing-debt-ceiling-problem-usa/ Mon, 03 Apr 2023 10:12:11 +0000 https://thestandard.co/?p=772389 หนี้สาธารณะ สหรัฐฯ

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรั […]

The post วิเคราะห์ตอนจบ…ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะรัฐบาลสหรัฐฯ ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้สาธารณะ สหรัฐฯ

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกการลงทุน หลังจากหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ชนเพดานที่ 31.38 ล้านล้านดอลลาร์ ไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2023 ซึ่งประเด็นนี้มีแนวโน้มกลับมาได้รับความสนใจอย่างมากอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากใกล้ช่วงเวลาที่กระทรวงการคลังจะเปิดเผย X-date (วันที่เงินคงคลัง หรือ Cash Balance และมาตรการพิเศษต่างๆ ถูกใช้จนหมด) เข้ามาทุกที

 

เกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ชนเพดาน? 

 

ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐฯ นั้น จัดเป็นหนึ่งใน Black Swan Event คือเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย คาดการณ์ได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นแล้วจะมีผลต่อตลาดค่อนข้างรุนแรง โดยหากถึงช่วงที่หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ชนเพดาน จะส่งผลให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงที่ไม่สามารถออกตราสารหนี้ภาครัฐ (Debt Issuance Suspension Period) ซึ่งจะทำให้ระดับหนี้อยู่เหนือเพดานหนี้ได้  

 

นอกจากนี้ยังทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องเริ่มใช้มาตรการพิเศษ ควบคู่กับการใช้เงินคงคลัง (Cash Balance) เพื่อยืดเวลาการผิดนัดชำระภาระผูกพันออกไปจนกว่าจะถึงวัน X-date ซึ่ง เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า X-date น่าจะตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ขณะที่สำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) คาดว่า X-date จะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม SCBCIO มองว่า การคาดการณ์ของเยลเลนค่อนข้างระมัดระวังเกินไป ส่วนการกำหนด X-date ของกระทรวงการคลังนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับของภาษีที่จัดเก็บได้ในเดือนเมษายน และเราคาดว่า X-date ของกระทรวงการคลังจะมีการเปิดเผยในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้เป็นอย่างเร็ว 

 

สหรัฐฯ จะเลือกแก้ปัญหาหนี้สาธารณะชนเพดานอย่างไร?

 

สำหรับเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกโดยสภาคองเกรสในปี 1917 เพื่อกำหนดจำนวนหนี้สาธารณะสูงสุดที่รัฐบาลสหรัฐฯ ก่อได้ และนับตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา สภาคองเกรสก็มีการเพิ่มเพดานหนี้ต่อเนื่อง 78 ครั้ง ขณะที่ในช่วงปี 2013-2021 สภาคองเกรสเลือกใช้วิธีเลื่อนเพดานหนี้ (Debt Ceiling Suspension) ออกไปจนถึงวันที่กำหนดเฉพาะเจาะจงในอนาคตแทน จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2021 สภาคองเกรสกลับมาใช้วิธีเพิ่มเพดานหนี้อีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วการเพิ่มเพดานหนี้จะสร้างความไม่แน่นอนได้มากกว่าการเลื่อนเพดานหนี้

 

กรณี เลื่อนเพดานหนี้ ทำได้โดยการผ่านกฎหมายเลื่อนเพดานหนี้ โดยใช้วิธีปกติ (Regular Order) คือผ่านทั้งจากสภาล่าง ซึ่งต้องได้คะแนนเกินครึ่งหนึ่ง (218 เสียงจาก 435 เสียง) และจากสภาสูง ซึ่งใช้ 60 เสียงจากทั้งหมด 100 เสียง 

 

กรณี เพิ่มเพดานหนี้ ทำได้ 2 วิธี คือ 

 

  1. Regular Order ผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้
  2. Reconciliation คือผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ ด้วยวิธีพิเศษ โดยใช้เพียงคะแนนเกินครึ่งหนึ่ง ทั้งจากสภาล่างและสภาสูง (ใช้ 51 เสียงจาก 100 เสียง)

 

หากมองเสียงในสภาที่มีอยู่ในเวลานี้จะพบว่า ในสภาล่าง พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากเกินครึ่งหนึ่ง คือ 222 เสียง ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 213 เสียง ส่วนในสภาสูง พรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมาก 51 เสียง ขณะที่พรรครีพับลิกันมี 49 เสียง ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขนี้จะพบว่าแต่ละสภามีเสียงข้างมากที่ไม่ได้ห่างกันมาก 

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่า จากจำนวนเสียงที่มีอยู่เช่นนี้ จะทำให้การแก้ปัญหาออกมาในลักษณะ Last Minute Deal คือใช้เวลาในการเจรจาต่อรองนาน ซึ่งทางเลือกเลื่อนเพดานหนี้น่าจะทำได้ยากจากคะแนนเสียงที่มีอยู่ ขณะที่การเพิ่มเพดานหนี้มีความเป็นไปได้มากกว่า แต่ก็คงใช้เวลาต่อรองนานเช่นกัน  

 

หากทางการสหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้เกี่ยวกับแผนเพดานหนี้ก่อนเข้าใกล้ X-date เราคาดว่าทางการจะเลือกผ่านกฎหมายการเพิ่มเพดานหนี้เล็กน้อย เพื่อยืดเวลา X-date ออกไป จะได้มีเวลาหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับแผนเพดานหนี้ที่เหมาะสม โดยการผ่านร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้จะมาควบคู่กับการลดงบใช้จ่ายบางส่วน แต่คงไม่ได้ลดลงอย่างมีนัย

 

จะเกิดอะไรขึ้น หากสหรัฐฯ ผิดนัดชำระภาระผูกพัน?

 

ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เพิ่มเพดานหนี้ ไม่ทันเส้นตาย X-date จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายภาครัฐและกดดันเศรษฐกิจได้ เพราะจะทำให้กระทรวงการคลังต้องไปลดการใช้จ่ายให้เท่ารายได้ที่มี ดังนั้นถ้ามีปัญหาเพดานหนี้ในช่วงที่ขาดดุลการคลังค่อนข้างสูงก็จะทำให้รัฐบาลมีโอกาสจ่ายเงินไม่ตรงเวลาบนภาระผูกพันต่างๆ ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลประโยชน์บนสวัสดิการสังคม สวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพ และค่าใช้จ่ายทางการทหาร 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อไปยังความเชื่อมั่นผู้บริโภค และในกรณีเลวร้าย SCBCIO มองว่า การเพิ่มเพดานหนี้ไม่ทัน X-date อาจจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้บนตราสารหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ ได้ ซึ่งก็จะไปสร้างความตื่นตระหนกทางการเงิน (Financial Shock) ทำให้เกิดภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้นได้ เพราะบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำต่างๆ มีแนวโน้มจะปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของกระทรวงการคลัง ผู้บริโภค และภาคธุรกิจสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติจะทยอยลดการถือครองตราสารหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ จนไปกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ ได้ ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมีนัย 

 

ถอดบทเรียนวิกฤตเพดานหนี้ปี 2011 และปี 2013 

 

เชื่อว่าหลายท่านยังจำกันได้ สหรัฐฯ เคยมีบทเรียนจากปัญหาเพดานหนี้มาแล้วในปี 2011 ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ส่วนเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาสูง ทำให้เกิดการต่อรองกันยาวนานเพื่อแลกกับการเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งในที่สุดก็สามารถออกกฎหมาย Budget Control Act (BCA) ได้ ตรงกับวันที่กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการพิเศษจะถูกใช้หมด และจะใช้ Cash Balance ชำระภาระผูกพันได้แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น แม้สุดท้ายจะตกลงกันได้ แต่ผลตามมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้นคือ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ลงจาก AAA เหลือ AA+ ด้วยเหตุผลเรื่องความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในการสร้างเสถียรภาพการคลังในระยะกลาง จึงส่งผลกระทบทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ 

 

ส่วนในปี 2013 ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาสูง สภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณปี 2014 ได้ทัน ทำให้ต้องยุติการจ่ายเงินงบประมาณให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ชั่วคราว (Government Shutdown) ส่งผลให้มีพนักงานภาครัฐถูกพักงานชั่วคราวมากถึง 850,000 คน หรือ 40% ของพนักงานรัฐที่ไม่ใช่หน่วยงานด้านการทหาร แต่ท้ายที่สุดสภาคองเกรสก็ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวออกมาได้  

 

สำหรับผลที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินจากวิกฤตทั้ง 2 ปีนั้นมีความแตกต่างกัน โดยในปี 2011 ช่วง 1 เดือนก่อนที่สหรัฐฯ จะออกกฎหมาย BCA และเพิ่มเพดานหนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะ 2 สัปดาห์หลัง และภายหลังเพิ่มเพดานหนี้ได้แล้ว S&P 500 ก็ยังปรับตัวลดลงอย่างมีนัย เป็นผลมาจากการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ โดย S&P ส่วนในปี 2013 ดัชนี S&P 500 ทรงตัวถึงปรับลดลงในช่วงแรก แต่เมื่อเลื่อนเพดานหนี้ได้ดัชนีก็ปรับขึ้น   

 

ส่วนผลที่เกิดในตลาดตราสารหนี้คือ ในปี 2011 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10Y UST Yield) ทยอยลดลงในช่วง 1 เดือนก่อนเพิ่มเพดานหนี้ และลดลงอย่างมีนัยหลังการเพิ่มเพดานหนี้ ส่วนปี 2013 พบว่า 10Y UST Yield เคลื่อนไหวในกรอบช่วง 1 เดือนก่อนและหลังการเลื่อนเพดานหนี้ 

 

มุมมองการลงทุนในสหรัฐฯ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการแก้ปัญหาเพดานหนี้?

 

เมื่อการแก้ปัญหาเพดานหนี้ในปี 2023 ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา เราจึงยังคงมุมมอง Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) ต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากหุ้นสหรัฐฯ บางส่วนที่พึ่งพารายได้จากรัฐบาลค่อนข้างสูง มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเพดานหนี้สาธารณะ  

 

นอกจากนี้ เราคาดว่า 10Y UST Yield มีแนวโน้มทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ส่วนมูลค่า (Valuation) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับค่อนข้างแพง และแม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 ไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะดีกว่าที่ตลาดคาด แต่สัดส่วนบริษัทใน S&P 500 ที่จะรายงานผลประกอบการดีกว่าคาดมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เราคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ช่วงที่เหลือของปีนี้มีความเสี่ยงจะถูกปรับลดประมาณการลงต่อได้

 

จากเหตุผลเหล่านี้เอง ผู้ลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการติดตามประเด็นเพดานหนี้สหรัฐฯ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมามีผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในสหรัฐฯ แน่นอน  


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post วิเคราะห์ตอนจบ…ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะรัฐบาลสหรัฐฯ ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เผยฝ่ายนิติบัญญัติจะผลักดันกฎหมายแบน TikTok ต่อไป https://thestandard.co/us-continue-push-law-to-ban-tiktok/ Tue, 28 Mar 2023 07:21:31 +0000 https://thestandard.co/?p=769722

เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา กล่าวว […]

The post ประธานสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เผยฝ่ายนิติบัญญัติจะผลักดันกฎหมายแบน TikTok ต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายจำกัดการใช้งาน TikTok ต่อไป จากความวิตกกังวลที่ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากรัฐบาลจีนอาจสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ของ TikTok ได้ผ่านการขอข้อมูลจากบริษัท ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok 

 

แมคคาร์ธีทวีตข้อความว่า “สภาผู้แทนราษฎรจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากเทคโนโลยีที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการแบน TikTok ในสหรัฐฯ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผ่านร่างกฎหมายเพื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารของรัฐบาลโจ ไบเดน ในการแบนการใช้งานแอปดังกล่าวทั่วประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามติดตั้งแอปดังกล่าวเฉพาะในอุปกรณ์ของหน่วยงานรัฐ

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โจวโซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง ขณะที่เขาถูก ส.ส. จากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันโจมตีอย่างหนักจากประเด็นที่ว่ารัฐบาลจีนอาจเข้ามามีอิทธิพลเหนือแอปนี้ อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่า TikTok เป็นตัวการทำลายสุขภาพจิตของเด็กๆ โดยปัจจุบันยอดผู้ใช้งานชาวอเมริกันอยู่ที่ราว 150 ล้านคนด้วยกัน

 

แมคคาร์ธีทวีตข้อความเพิ่มเติมด้วยว่า “เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งที่ซีอีโอของ TikTok ไม่สามารถพูดอย่างตรงไปตรงมา และยอมรับในเรื่องที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าเป็นความจริง นั่นคือจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ TikTok ได้”

 

ทั้งนี้ ซีอีโอของ TikTok ระบุว่า บริษัทได้ทุ่มเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Project Texas ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานประจำเกือบ 1,500 คนที่ทำงานตรงนี้ และได้ทำสัญญากับ Oracle Corp เพื่อจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการแบน TikTok โดยหลังจากที่โจวโซ่วจือขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส บรรดาผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ก็ได้ตัดต่อคลิปวิดีโอตลกๆ เพื่อล้อเลียนโมเมนต์ดังกล่าว ขณะที่ผู้ใช้งานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้โพสต์ข้อความว่า “นี่เป็นสิ่งที่ Boomer สุดๆ เท่าที่เคยเห็นมาเลย” ซึ่งเป็นการประชดประชันว่าแนวคิดดังกล่าวนั้นล้าสมัยอย่างมาก ขณะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีประชาชนบางส่วนได้รวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อประท้วงไม่ให้ทางการสั่งแบนแอปนี้อีกด้วย

 

แฟ้มภาพ: Alex Wong / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ประธานสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เผยฝ่ายนิติบัญญัติจะผลักดันกฎหมายแบน TikTok ต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาร์ลี มังเกอร์ ย้ำ ชอบหุ้น BYD มากกว่า Tesla ถึงขั้นเป็น ‘หุ้นตัวโปรด’ พร้อมเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ‘แบนคริปโต’ อย่างจริงจัง https://thestandard.co/munger-prefer-byd-stock-over-tesla/ Thu, 16 Feb 2023 04:09:28 +0000 https://thestandard.co/?p=751236

ออกมาเคลื่อนไหวอีกแล้วสำหรับ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธาน […]

The post ชาร์ลี มังเกอร์ ย้ำ ชอบหุ้น BYD มากกว่า Tesla ถึงขั้นเป็น ‘หุ้นตัวโปรด’ พร้อมเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ‘แบนคริปโต’ อย่างจริงจัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ออกมาเคลื่อนไหวอีกแล้วสำหรับ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธาน Berkshire Hathaway และคู่หู่นักลงทุนของ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ล่าสุดเขาออกมาพูดว่าชอบหุ้น BYD มากกว่า Tesla ถึงขั้นยกให้เป็น ‘หุ้นตัวโปรด’ ขณะเดียวกันได้เสนอให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ‘แบนคริปโตเคอร์เรนซี’ อย่างจริงจัง

 

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นในการประชุมของ Daily Journal ที่คุณปู่นักลงทุนวัย 99 ปี นั่งตำแหน่งประธานมานานกว่า 45 ปี

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

มังเกอร์ย้ำว่า จีนยังคงเป็นโอกาสสูงสุดสำหรับนักลงทุนแม้มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งตัวเขาเชื่อมั่นในจีนมานานแล้ว แต่คำพูดนี้อาจจะขัดกับทิศทางของ Berkshire ที่ลดสัดส่วนการถือหุ้นหลายพันล้านดอลลาร์ใน 2 บริษัทขนาดใหญ่ได้แก่ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BYD และผู้ผลิตชิป TSMC หรือที่รู้จักในชื่อ Taiwan Semiconductor

 

BYD เป็นการเดิมพันที่คุ้มค่าสำหรับ Berkshire ซึ่งซื้อครั้งแรกประมาณ 220 ล้านหุ้นในเดือนกันยายน 2008 ราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 600% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนตอนนี้มูลค่าได้เพิ่มขึ้นเป็น “8 พันล้านดอลลาร์ หรือ (อาจจะ) 9 พันล้านดอลลาร์ นั่นเป็นอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี” มังเกอร์กล่าว

 

แต่ท่ามกลางการเติบโตอย่างมากของรถยนต์ไฟฟ้า Berkshire ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้น BYD ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าเป็นหุ้นที่ราคาแพงไปแล้ว ขณะเดียวกันมังเกอร์กล่าวว่าเขาชอบซีอีโอของ  BYD ซึ่งเป็นบุคคลที่อัจฉริยะและบ้างาน

 

มังเกอร์ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่าทำไมเขา (และบัฟเฟตต์) ถึงชอบถือหุ้น BYD มากกว่าหุ้น Tesla ของอีลอน มัสก์ เขาบอกว่าคำตอบนั้นง่ายมาก (มังเกอร์เคยพูดว่า สิ่งที่มัสก์ประสบความสำเร็จในธุรกิจรถยนต์นั้นเป็น ‘ปาฏิหาริย์เล็กน้อย’)

 

“ปีที่แล้ว Tesla ลดราคาในจีน 2 ครั้ง ส่วน BYD ขึ้นราคา โดย BYD นำหน้า Tesla ในประเทศจีนมาก นี่เกือบเป็นเรื่องที่ไร้สาระ” โดยเมื่อเร็วๆ นี้ BYD เปิดเผยคาดการณ์กำไรประจำปี 2022 ว่าจะสูงสุดเป็นตัวเลขประวัติการณ์ที่ 1.63 หมื่นล้านหยวน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 1,200%

 

“ปีที่แล้ว BYD ทำเงินได้มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์หลังหักภาษีในธุรกิจรถยนต์ในจีน มันเหลือเชื่อมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น” มังเกอร์กล่าว “ถ้าคุณนับพื้นที่การผลิตทั้งหมดที่พวกเขามีในจีนเพื่อผลิตรถยนต์ ก็คงคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าพื้นที่ของเกาะแมนฮัตตันเสียอีก”

 

ขณะเดียวกันมังเกอร์ยังเรียก TSMC ว่า “บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก” แม้ว่า Berkshire จะเพิ่งลดสัดส่วนการถือหุ้นเดิมที่มีมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ลง 86%

 

ถึงปู่มังเกอร์ยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน แต่ยอมรับว่าการลงทุนของ Daily Journal ใน Alibaba เป็น “หนึ่งในความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดที่ฉันเคยทำ” นั่นเพราะ “ฉันไม่เคยหยุดคิดว่า (Alibaba) ยังคงเป็นผู้ค้าปลีก ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง”

 

อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือความคิดเห็นของปู่มังเกอร์ที่มักจะอยู่ตรงข้ามกับผู้ที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ล่าสุดเขาแสดงมุมมองว่า “ฉันคิดว่าคนที่ต่อต้านจุดยืนของฉันเป็นคนงี่เง่า” เสริมว่านักลงทุนควรหลีกเลี่ยงคนที่ส่งเสริมคริปโต เขายังได้ย้ำว่าคริปโตนั้นไร้ค่า ไร้สาระ และบ้า

 

เมื่อเร็วๆ นี้มังเกอร์ได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นใน The Wall Street Journal โดยแนะนำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ควรแบนคริปโต

 

“ฉันละอายใจที่มีคนจำนวนมากในประเทศของฉันเชื่อในเรื่องไร้สาระแบบนี้ และรัฐบาลก็ปล่อยให้มันมีอยู่จริง” มังเกอร์กล่าว “มันเป็นการพนันที่โง่เขลา นี่มันบ้าจริงๆ”

 

อ้างอิง:

The post ชาร์ลี มังเกอร์ ย้ำ ชอบหุ้น BYD มากกว่า Tesla ถึงขั้นเป็น ‘หุ้นตัวโปรด’ พร้อมเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ‘แบนคริปโต’ อย่างจริงจัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มไม่ไหว! นักธุรกิจออกโรงเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เชื่อผู้บริโภคแบกรับภาระได้ไม่นาน https://thestandard.co/businessmen-warn-us-gov-accelerating-problem-of-inflation/ Fri, 11 Feb 2022 08:55:58 +0000 https://thestandard.co/?p=593183 inflation

เจมส์ ควินซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ โคค […]

The post เริ่มไม่ไหว! นักธุรกิจออกโรงเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เชื่อผู้บริโภคแบกรับภาระได้ไม่นาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
inflation

เจมส์ ควินซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ โคคา-โคลา ผู้ผลิตเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของสหรัฐฯ ออกโรงเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เร่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยด่วน เพราะต่อให้ภาคธุรกิจจะสามารถกัดฟันเผชิญกับเงินเฟ้อได้ แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันไม่สามารถแบกรับภาระได้นานขนานนั้น พร้อมเตือนว่าหากปล่อยให้เงินเฟ้อยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในที่สุด

 

ทั้งนี้ ซีอีโอของโคคา-โคลาระบุว่า ที่ผ่านมาบรรดาบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการของตนอย่างต่อเนื่องตามมูลค่าของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคต่างก็ยอมรับกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นได้ เห็นได้จากรายงานยอดขายของหลายบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ควินซีย์ระบุว่าสถานการณ์ข้างต้นกำลังจะเปลี่ยนไป เนื่องจากที่ผ่านมาผู้บริโภคยอมรับราคาสินค้าที่แพงขึ้นได้เนื่องจากได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อเงินช่วยเหลือจากภาครัฐได้สิ้นสุดไปแล้ว คราวนี้ชาวอเมริกันทั้งหลายย่อมต้องหันมาประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ของแพง แต่รายได้ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นตามอย่างในห้วงเวลานี้

 

แม้จะเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยชั่วคราวและมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ควินซีย์ก็ยอมรับว่าโคคา-โคลายังจำเป็นต้องขยับปรับขึ้นราคาสินค้าของตน เช่นเดียวกับท่าทีของคู่แข่งอย่างเป๊ปซี่ที่ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ทุกทางในการรับมือกับเงินเฟ้อ หนึ่งในนั้นก็คือการปรับขึ้นราคาสินค้า

 

ขณะเดียวกัน ทางสถานีโทรทัศน์ CNN ออกมาเปิดเผยรายงานผลการสำรวจความเห็นของบรรดาซีอีโอชั้นนำ ซึ่งจัดทำโดย Conference Board and The Business Council ที่ระบุว่า เกือบ 75% ของซีอีโอไม่คิดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในเดือนหน้าจะมีผลยับยั้งเงินเฟ้อได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเพียง 21% เท่านั้นที่เชื่อว่า Fed จะจัดการเงินเฟ้อได้อยู่หมัดด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้

 

ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของซีอีโอที่มีต่อการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 แล้ว โดยลดลงจากช่วงเดือนธันวาคมที่ 65 มาอยู่ที่ 57 ในปัจจุบัน ซึ่งแม้ความเชื่อมั่นจะยังอยู่ในแนวบวก แต่ถือว่าต่ำกว่าระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ช่วงกลางปีที่แล้วที่ 82

 

ดานา ปีเตอร์สัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Conference Board and The Business Council กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของซีอีโอหดหาย เนื่องจากต้องรับมือกับสารพัดปัญหา ทั้ง เงินเฟ้อ การขาดแคลนแรงงาน และปัจจัยไม่แน่นอนต่างๆ

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เริ่มไม่ไหว! นักธุรกิจออกโรงเตือนรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เชื่อผู้บริโภคแบกรับภาระได้ไม่นาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูวิพากษ์เหตุรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินเงินเฟ้อผิดพลาดจากอิทธิพลของ Fed ไม่เปิดรับแนวคิดใหม่ ขาดความเด็ดขาด https://thestandard.co/how-the-biden-administration-misread-the-inflation-threat/ Mon, 07 Feb 2022 08:04:17 +0000 https://thestandard.co/?p=591306 เงินเฟ้อ

สถานีโทรทัศน์ CNBC เปิดเผยรายงานพิเศษของบรรดานักวิเคราะ […]

The post กูรูวิพากษ์เหตุรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินเงินเฟ้อผิดพลาดจากอิทธิพลของ Fed ไม่เปิดรับแนวคิดใหม่ ขาดความเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ

สถานีโทรทัศน์ CNBC เปิดเผยรายงานพิเศษของบรรดานักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่ไม่ประสงค์เปิดเผยนาม ซึ่งออกมาชี้ถึงความผิดพลาดในการบริหารงานของประธานาธิบดี โจ ไบเดน จนนำไปสู่ความผิดพลาดในการเตรียมมาตรการรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

 

รายงานระบุว่า ย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีหลังเกิดวิกฤตโควิดระบาด นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงวิกฤตเงินเฟ้อ แต่รัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนกลับเบาใจเกินไป เพราะเชื่อมั่นในคำพูดของ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลัง และ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่บอกว่าเงินเฟ้อเป็นปัจจัยเพียงชั่วคราว ไม่น่าวิตกกังวล 

 

นอกจากความเชื่อมั่นและเชื่อใจ บวกกับอิทธิพลของ Fed ที่มีต่อการออกนโยบายบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลไบเดนที่มากเกินไปแล้ว ความผิดพลาดยังมาจากการยึดมั่นแนวทางเก่าๆ ในการคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจ ไม่พลิกแพลงและคำนึงถึงบริบทแวดล้อม ไม่ยอมใช้เครื่องมือใหม่ๆ ทำให้การคาดการณ์ขาดความเที่ยงตรงและยืดหยุ่น 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาความผิดพลาดยังมาจากแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้รัฐบาลไบเดนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการทุ่มเงินใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก และการขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมอบหมายหน้าที่ในการบริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำให้เกิดความล่าช้าในการออกนโยบายการเงินเพื่อจัดการเงินเฟ้อได้ทันท่วงที 

 

หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์อดีตเจ้าหน้าที่ Fed ระบุว่า ความผิดพลาดหลักใหญ่ก็คือ การที่รัฐบาลไบเดนชั่งน้ำหนักผิดพลาดระหว่างการบริหารประเทศและการวางสมดุลอำนาจทางการเมือง 

 

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งได้ออกมารายงานว่า ข้อมูลเงินเฟ้อที่จะมีการเปิดเผยภายในสัปดาห์นี้จะส่งผลให้ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น Wall Street ตกอยู่ภายใต้ความผันผวนอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) น่าจะพุ่งแตะ 7.2% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 

 

อ้างอิง:

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

 

The post กูรูวิพากษ์เหตุรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินเงินเฟ้อผิดพลาดจากอิทธิพลของ Fed ไม่เปิดรับแนวคิดใหม่ ขาดความเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 เหตุผลที่รัฐบาลของไบเดนไม่ประสบความสำเร็จกับการจัดการโอมิครอน https://thestandard.co/5-reasons-biden-gov-failed-to-manage-omicron/ Mon, 10 Jan 2022 10:05:33 +0000 https://thestandard.co/?p=580856 Joe Biden

สาเหตุที่ โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งเหนือประธานาธิบดีคนก่ […]

The post 5 เหตุผลที่รัฐบาลของไบเดนไม่ประสบความสำเร็จกับการจัดการโอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joe Biden

สาเหตุที่ โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งเหนือประธานาธิบดีคนก่อนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่พึงพอใจของคนอเมริกันที่มีต่อการบริหารจัดการวิกฤตโควิดของทรัมป์ ไบเดนให้สัญญาระหว่างหาเสียงเลือกตั้งว่า เขาจะจัดการกับโรคระบาดด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และพร้อมที่จะใช้ยาแรงในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งไบเดนเองก็สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างดีในช่วง 100 วันแรกของการทำงานของเขา ทำให้พีคของการระบาดของสายพันธุ์เดลตาถูกกดลงมา จนไบเดนเองได้รับคะแนนนิยมอย่างสูง ชาวอเมริกันกว่า 70% ให้การยอมรับ (Approval Rating) ว่าเขาบริหารจัดการโรคระบาดได้ดีมาก

 

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของเขานั้นก็ดูเหมือนจะไม่ยั่งยืน เพราะตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐอเมริกากลับมาเพิ่มตัวสูงอีกครั้ง โดยในปัจจุบันยอดผู้ติดเชื้อใหม่จากสายพันธุ์โอมิครอนพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 600,000 รายต่อวัน ซึ่งถือเป็นยอดที่สูงสุดยิ่งกว่าช่วงใดๆ ของการระบาดของโรคที่ผ่านมา (ช่วงที่แย่ที่สุดของสายพันธุ์เดลตาคือประมาณ 250,000 รายต่อวัน) และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คะแนนนิยมของไบเดนตกลง จนล่าสุด Approval Rating ของเขาเรื่องการบริหารจัดการโรคระบาดลดลงมาเหลือแค่ 47%

 

เพราะเหตุใดรัฐบาลของไบเดนที่เคยจัดการกับสายพันธุ์เดลตาได้อย่างดีกลับล้มเหลวกับสายพันธุ์โอมิครอน? บทความนี้จะพาผู้อ่านไปวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหา

 

1. โอมิครอนเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ

โควิดสายพันธุ์โอมิครอนถูกค้นพบครั้งแรกในทวีปแอฟริกาเมื่อปลายปี 2021 ซึ่งหลังจากถูกค้นพบก็ได้สร้างความวิตกกังวลให้บุคลากรทางการแพทย์ทันที เพราะไวรัสสายพันธุ์นี้แพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ มาก โดยในปัจจุบันด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ ประมาณการกันว่า เชื้อสายพันธุ์โอมิครอนติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดลตาประมาณ 3-4 เท่า ซึ่งก็หมายความว่า ไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถติดต่อได้ง่ายเทียบเคียงกับไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายเป็นอันดับหนึ่งอย่างไวรัสหัด (Measles)

 

นอกจากนี้ไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนยังมีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม (Mutation) มากพอที่จะหลบหนีภูมิคุ้มกันจากไวรัสสายพันธุ์ก่อนๆ ทำให้คนที่มีภูมิจากการติดเชื้อสายพันธุ์เดิมหรือจากการฉีดวัคซีน ยังมีโอกาสในระดับหนึ่งที่จะติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้

 

2. ไบเดนใช้ไพ่ในมือของเขาไปเกือบหมดแล้ว

นอกจากที่ตัวไวรัสเองจะระบาดง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ แล้ว ไบเดนเองก็ยังมีอาวุธที่จะจัดการกับการระบาดน้อยลงกว่ารอบก่อนๆ ด้วย ซึ่งก็คือการปิดเมือง (Lock Down) และการบังคับใส่หน้ากากอนามัย (Mask Mandate) ซึ่งก็เป็นเพราะเขา (รวมถึงทรัมป์) ได้ใช้มาตรการนี้ไปกับการระบาดในรอบๆ ก่อนเรียบร้อยแล้ว ทำให้ชาวอเมริกันเกิดความเบื่อหน่าย (Fatigue) ต่อการที่พวกเขาจะต้องเสียสละแบบนี้อีก ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางของไบเดนในการใช้ยาแรงกับประชาชนในมลรัฐ (ถึงแม้ว่าการระบาดรอบนี้จะหนักหนากว่ารอบก่อนเสียอีก) 

 

ซึ่งการต่อต้านการใช้ยาแรงในการระบาดรอบนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่รัฐบาลท้องถิ่นที่มาจากพรรครีพับลิกันเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้ว่าการรัฐโคโลราโดอย่าง จาเรด โพลิส ที่เป็นคนของพรรคเดโมแครต ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาจะไม่ล็อกดาวน์อย่างเด็ดขาด เพราะเขามองว่าการระบาดรอบนี้เป็นการระบาดในหมู่ผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน ดังนั้นการปิดห้างร้าน โรงเรียน สถานที่ทางการ จะถือเป็นการไม่ยุติธรรมต่อชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนแล้วที่จะต้องมาเสียโอกาสในการใช้ชีวิตและโอกาสในการทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงของพวกเขานั้นต่ำ

 

นอกจากนั้นการใช้ยาแรงก็จะหมายถึงความเสียหายในทางเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกรอบ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าไบเดนจะมีไพ่อะไรในมือมาช่วยกู้วิกฤตเศรษฐกิจได้อีก เพราะเขาเพิ่งอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งความกังวลในเรื่องเศรษฐกิจนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่มีใครกล้าจะใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกรอบ

 

3. การบังคับฉีดวัคซีนอาจจะผิดรัฐธรรมนูญ

ทางเลือกที่ดูเหมือนจะง่ายในการจัดการกับการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาคือ การฉีดวัคซีนให้ชาวอเมริกันทุกคน เพราะผลวิจัยก็ออกมารองรับแล้วว่าการฉีดวัคซีน mRNA (ที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีอยู่ในสต๊อกอย่างเหลือเฟือ) 3 เข็ม สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีชาวอเมริกันอีกจำนวนมาก (โดยเฉพาะในหมู่อนุรักษนิยม) ที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน เพราะพวกเขามีความเชื่อแบบผิดๆ ว่า วัคซีน mRNA นั้นไม่ได้รับการศึกษามามากพอและเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว บางคนถึงกับเชื่อทฤษฎีสมคบคิดว่า การฉีดวัคซีนเป็นแผนการจะควบคุมประชากรโลกของผู้เป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาล ที่สำคัญทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองฝ่ายขวาบางส่วน ทำให้เรื่องการฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนกลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองไปเสีย ทำให้จำนวนผู้ที่ฉีดวัคซีนครบอย่างน้อย 2 เข็มแล้วในสหรัฐฯ อยู่ที่แค่ประมาณ 60% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ

 

สิ่งที่ไบเดนพยายามจะทำก็คือ เขาพยายามที่จะใช้อำนาจในฐานะรัฐบาลกำหนดให้บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนขึ้นไป ต้องบังคับฉีดวัคซีนพนักงานในบริษัททุกคน (Vaccine Mandate) หรือต้องบังคับให้มีการตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์สำหรับพนักงานที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน และบังคับให้บุคลากรทางแพทย์ทุกคนต้องฉีดวัคซีน ซึ่งมาตรการการบังคับฉีดวัคซีนของไบเดนนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างมาก เพราะพวกเขาถือว่านี่เป็นคำสั่งเผด็จการที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การฟ้องร้อง และตอนนี้คดีก็อยู่ในการพิจารณาของศาลสูงสุด (Supreme Court)

 

4. ความผิดพลาดในการจัดการเรื่องชุดตรวจ

ปัจจัยหนึ่งที่ไบเดนถูกโจมตีค่อนข้างมากกับการบริหารจัดการไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนคือ การที่รัฐบาลของเขาขาดการเตรียมตัวที่ดีพอในเรื่องการบริหารสต๊อกของชุดตรวจโรค (Testing Kits) เพราะไบเดนไม่ได้คาดการณ์ว่าการระบาดของไวรัสสายพันธุ์นี้จะทำให้มีคนติดโรคมากกว่าการระบาดในรอบที่แล้วถึง 3 เท่าตัว ซึ่งภายหลังตัวไบเดนก็ได้ออกมาประกาศยอมรับถึงความผิดพลาดในจุดนี้

 

ซึ่งก็แน่นอนว่าการขาดแคลนชุดตรวจโรคก็ยิ่งทำให้การควบคุมการระบาดของโรคในรอบนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมันทำให้กลไกการแยกตัวผู้ป่วยออกมาจากชุมชนนั้นไม่มีประสิทธิภาพ 

 

5. ไบเดนกลัวเสียคะแนนนิยม

ในช่วงฤดูร้อนของปีที่แล้วที่จำนวนเคสผู้ติดเชื้อได้ลดลงไปมาก ไบเดนได้ตีฆ้องร้องป่าวประกาศว่า ความสำเร็จในการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อของเขานั้นเป็นผลจากการดำเนินนโยบายตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งแตกต่างไปจากยุคของทรัมป์ โดยความสำเร็จในการจัดการกับโควิดในขณะนั้นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คะแนนนิยมในตัวของไบเดนอยู่ในแดนบวก

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดในฤดูหนาวภายหลังการเข้ามาของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนนั้นแตกต่างออกไปจากฤดูร้อนเป็นอย่างมาก แต่เหมือนว่ารัฐบาลของไบเดนไม่อยากจะยอมรับความจริงในข้อนี้ เพราะความสำเร็จในการจัดการกับโรคระบาดนี้ดูจะเป็น ‘ความสำเร็จเดียว’ ที่เป็นรูปธรรมพอที่รัฐบาลจะนำไปขายกับประชาชนชาวอเมริกันได้ ยิ่งปี 2022 นี้เป็นปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ถ้ารัฐบาลของเขายอมรับว่าโควิดนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมไม่ได้อีกครั้ง ก็น่าจะหมายถึงความนิยมของไบเดนที่จะลดลงอย่างฮวบฮาบและความพ่ายแพ้ของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

 

อย่างไรก็ตาม การที่ไบเดนไม่ยอมรับถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และพยายามในการเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้ ก็ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนพากันไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ ทั้งๆ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อขณะนี้สูงมากกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่สื่อมวลชนกลับออกข่าวเรื่องนี้น้อยกว่าการระบาดในรอบแรกและในรอบสายพันธุ์เดลตา รวมถึงชาวอเมริกันที่ไม่ค่อยตื่นตระหนกและยังคงใช้ชีวิตกันตามปกติ ทั้งๆ ที่นี่ควรจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาระมัดระวังตัวมากกว่าช่วงที่ผ่านมาเสียอีก 

 

ภาพ: Greg Nash-Pool / Getty Images

The post 5 เหตุผลที่รัฐบาลของไบเดนไม่ประสบความสำเร็จกับการจัดการโอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อีลอน มัสก์’ มองรัฐบาลสหรัฐฯ ควรหลีกเลี่ยงการเข้ามาควบคุม ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ https://thestandard.co/elon-musk-opinion-us-gov-avoid-taking-control-cryptocurrency/ Wed, 29 Sep 2021 05:28:01 +0000 https://thestandard.co/?p=541899 Elon Musk

เมื่อถูกนักข่าวจาก New York Times ถามว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ค […]

The post ‘อีลอน มัสก์’ มองรัฐบาลสหรัฐฯ ควรหลีกเลี่ยงการเข้ามาควบคุม ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Elon Musk

เมื่อถูกนักข่าวจาก New York Times ถามว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรมีส่วนร่วมในการเข้าควบคุมตลาดคริปโตฯ หรือไม่ ‘อีลอน มัสก์’ ซีอีโอของ Tesla ได้แสดงความเห็นว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรหลีกเลี่ยงการพยายามควบคุมตลาดคริปโตฯ 

 

“ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มล้างคริปโตฯ แต่เป็นไปได้ที่รัฐบาลจะชะลอความก้าวหน้า” มัสก์กล่าวในระหว่างการประชุม Code Conference ใน Beverly Hills รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

เมื่อต้นปี Tesla ซื้อ Bitcoin มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่มูลค่าที่ถืออยู่ในมือจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่สอง เนื่องจากราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้น

 

มัสก์ซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่แล้วว่าตัวเขานั้นสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี โดยมักจะแสดงออกผ่านข้อความใน Twitter อยู่เสมอ โดยเขาเชื่อมั่นในบทบาทของคริปโตฯ ในการลด ‘ข้อผิดพลาดและสิ่งที่แฝงอยู่’ ในระบบเงินแบบเดิม

 

ขณะเดียวกัน มัสก์ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงบทบาทของจีนในการขุดและควบคุมคริปโตฯ หลังจากสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางของจีนได้ประกาศมาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตฯ

 

แม่ทัพของ Tesla มองว่า การที่รัฐบาลจีนลงมาควบคุมการเข้มงวดอาจเป็นเพราะปัญหาการใช้ไฟฟ้า ด้วยเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าในหลายพื้นที่ของจีน ซึ่ง ‘การขุดคริปโตฯ อาจมีบทบาทในเรื่องนี้’

 

นอกจากนี้ ลักษณะการกระจายอำนาจของคริปโตเคอร์เรนซีอาจเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลจีน “ฉันคิดว่าคริปโตเคอร์เรนซีมีเป้าหมายพื้นฐานเพื่อลดอำนาจของรัฐบาลแบบรวมศูนย์” มัสก์กล่าว “พวกเขาไม่ชอบแบบนั้น”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Patrick Pleul/picture alliance via Getty Images 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘อีลอน มัสก์’ มองรัฐบาลสหรัฐฯ ควรหลีกเลี่ยงการเข้ามาควบคุม ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เยลเลน-พาวเวลล์ รับเกิดการเก็งกำไรตลาดการเงิน https://thestandard.co/morning-wealth-24032021-3/ Wed, 24 Mar 2021 05:30:27 +0000 https://thestandard.co/?p=468281 เยลเลน-พาวเวลล์ รับเกิดการเก็งกำไรตลาดการเงิน

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลัง กับ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธน […]

The post ชมคลิป: เยลเลน-พาวเวลล์ รับเกิดการเก็งกำไรตลาดการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยลเลน-พาวเวลล์ รับเกิดการเก็งกำไรตลาดการเงิน
  • เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลัง กับ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประสานเสียงยอมรับพบการเก็งกำไรในตลาดการเงิน หลังรัฐบาลสหรัฐฯ คลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ แต่ยังอยู่ในระดับที่รับได้
  • จีนเรียกทูตต่างชาติเข้าพบ ประท้วงเกี่ยวกับการคว่ำบาตรแต่เพียงฝ่ายเดียวของชาติตะวันตกภายใต้ข้ออ้างว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ชี้เป็นการล่วงล้ำกิจการภายใน ย้ำไม่มีการละเมิดตามข้อกล่าวหา

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เยลเลน-พาวเวลล์ รับเกิดการเก็งกำไรตลาดการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคิร์สเตน ซินีมา และ โจ แมนชิน สองวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้กำหนดชะตาของรัฐบาลไบเดน https://thestandard.co/kyrsten-sinema-joe-manchin-fate-of-the-biden-government/ Thu, 18 Mar 2021 02:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=466209 เคิร์สเตน ซินีมา และ โจ แมนชิน สองวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้กำหนดชะตาของรัฐบาลไบเดน

ประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง โจ ไบเดน เ […]

The post เคิร์สเตน ซินีมา และ โจ แมนชิน สองวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้กำหนดชะตาของรัฐบาลไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคิร์สเตน ซินีมา และ โจ แมนชิน สองวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้กำหนดชะตาของรัฐบาลไบเดน

ประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง โจ ไบเดน เพิ่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (Stimulus) ขนาดใหญ่ที่มีชื่อเรียกว่า American Rescue Plan ได้สำเร็จในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีมูลค่าถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนนี้ ประมาณ 1 ใน 4 จะถูกนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงผ่านการแจกเงินโดยตรงสู่กระเป๋าสตางค์ของชาวอเมริกันผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,400 ดอลลาร์ และที่เหลือจะถูกนำไปช่วยชดเชยรายได้ให้กับแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง อุดหนุนรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการจ่ายแจกวัคซีนเพื่อยุติการระบาดของไวรัส

 

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า American Rescue Plan เป็นนโยบายที่ดี ที่จะสามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้เร็วขึ้น ผ่านการจ้างงานที่จะเพิ่มขึ้นกว่า 4 ล้านอัตรา ทำให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP กลับมาเติบโตได้ในระดับเดียวกับก่อนการระบาดของไวรัสภายในสิ้นปี (แทนที่จะเป็นปี 2025 หากไม่มีการกระตุ้น) ที่สำคัญผลสำรวจของโพลหลายสำนักก็ระบุตรงกันว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (กว่า 70%) เห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลในรูปแบบนี้

 

การที่ไบเดนสามารถผ่านนโยบายขนาดใหญ่เช่นนี้ได้สำเร็จในช่วงไม่ถึง 100 วันแรกของการเป็นประธานาธิบดีถือได้ว่าเป็นความสำเร็จในฐานะผู้นำประเทศของเขา อย่างไรก็ดี หากเรามองลงไปที่รายละเอียดจะพบว่า ที่จริงแล้วไบเดนและนักการเมืองฝ่ายซ้ายจัดในพรรคต้องการนโยบายกระตุ้นที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ แต่พวกเขาต้องยอมประนีประนอมกับนักการเมืองกลางซ้ายในพรรคที่นำโดย ส.ว. โจ แมนชิน จากมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย และ ส.ว. เคิร์สเตน ซินีมา จากมลรัฐแอริโซนา

 

 

Trifecta ของไบเดนนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ชัยชนะในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาสองที่นั่งสุดท้ายที่มลรัฐจอร์เจียในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้พรรคเดโมแครตได้ครองอำนาจเต็มทั้งที่ทำเนียบขาว สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า Trifecta ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว Trifecta จะทำให้พวกเขาออกกฎหมายและดำเนินนโยบายได้ตามชอบใจ เพราะพรรครีพับลิกันไม่มีเสียงพอที่จะมาขัดขวางพวกเขาได้แม้แต่สภาเดียว

 

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว Trifecta ของไบเดนนั้นเปราะบางมาก เพราะวุฒิสภาที่พวกเขามีเสียงอยู่ที่กึ่งหนึ่งคือที่ 50 เสียงพอดี (ซึ่งทำให้พวกเขาถือครองเสียงข้างมาก เพราะเมื่อผลโหวตเท่ากันที่ 50 ต่อ 50 รองประธานาธิบดีอย่าง คามาลา แฮร์ริส จะสามารถมาโหวตเป็นเสียงที่ 51 เข้าข้างพรรคเดโมแครตได้) แต่นักวิเคราะห์ทางการเมืองก็เชื่อกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไบเดนและกลุ่มฝ่ายซ้ายในพรรค ไม่น่าจะสามารถผลักดันนโยบายหรือร่างกฎหมายที่มีความเสรีนิยมมากๆ ผ่านวุฒิสภาได้ เพราะพวกเขาจำเป็นจะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ของพรรคทุกคน ซึ่งนโยบายซ้ายจัดน่าจะถูกปฏิเสธโดย ส.ว. สายกลางของพรรคอย่างแมนชินและซินีมา

 

และแมนชินกับซินีมาก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพวกเขาตั้งแต่ร่างกฎหมายแรกของไบเดน เมื่อพวกเขาพยายามขัดขวางไม่ให้มีการบรรจุนโยบายซ้ายจัดเข้าไปใน American Rescue Plan โดยนโยบายที่ทั้งสองคนออกมาต่อต้านอย่างแข็งขันคือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นสองเท่าตัว (จากเดิม 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง) เนื่องจากพวกเขามองว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อภาคธุรกิจที่ไม่น่าจะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเช่นนี้ได้ไหว ซึ่งในที่สุดด้วยการต่อต้านของแมนชินและซินีมา นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี้ก็ถูกโหวตให้ตกไป ไม่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ American Rescue Plan ได้ ซึ่งทำให้ฝ่ายซ้ายจัดในพรรคอย่าง ส.ส. อเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ-กอร์เตส และ ส.ว. เอลิซาเบธ วอร์เรน ไม่พอใจอย่างมาก และออกมาทำสงครามน้ำลายกับสองคนนี้

 

หรือแม้แต่นโยบายที่เขาสองคนเห็นด้วย พวกเขาก็พยายามจะแตะเบรกไม่ให้ฝ่ายซ้ายในพรรคใช้งบประมาณแผ่นดินแบบมือเติบเกินไป อย่างเช่น นโยบายการให้เงินชดเชยแก่ผู้ตกงานจากโควิด-19 (Unemployment Benefit) แมนชินก็ต่อรองให้ไบเดนจำใจลดจำนวนเงินลงจาก 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ เหลือ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรืออย่างเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เดิมจะจ่ายให้ผู้มีรายได้ถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แมนชินและซินีมาก็ต่อรองให้กำหนดเหลือเพียงผู้มีรายได้ไม่เกิน 80,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

นอกจากนี้แมนชินยังเป็นผู้กดดันให้ไบเดนยอมถอย ไม่เสนอชื่อของ นีรา แทนเดน ขึ้นเป็นผู้อำนวยการของสำนักงบประมาณแผ่นดิน (Office of Management and Budget) เนื่องจากเธอมีประวัติการใช้โซเชียลมีเดีย และให้สัมภาษณ์ดูแคลนนักการเมืองของพรรครีพับลิกันด้วยภาษาที่ดุเดือด เช่น เคยเปรียบเทียบว่าผู้นำ ส.ว. ของรีพับลิกันอย่าง มิตช์ แมคคอนเนลล์ ว่าเป็น ลอร์ดโวลเดอมอร์ (พ่อมดจอมมารจากนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์) และเปรียบเทียบ ส.ว. เท็ด ครูซ ว่าเป็นแวมไพร์

 

การเมืองของเวสต์เวอร์จิเนียและแอริโซนา

แต่อย่างไรก็ดี พรรคเดโมแครตคงต้องยอมรับว่าตัวเองโชคดีมากแล้วที่มีนักการเมืองอย่างแมนชินอยู่ในพรรค เพราะมลรัฐอย่างเวสต์เวอร์จิเนียเป็นมลรัฐสีแดงจัดที่ทรัมป์ชนะไบเดนไปถึงเกือบ 40% ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่นักการเมืองของเดโมแครตคนอื่นที่ไม่ได้ภาพลักษณ์ของการเป็นนักการเมืองสายกลางอย่างชัดเจนอย่างแมนชินจะชนะเลือกตั้งที่นี่ได้ (ซึ่งก็แปลว่าเดโมแครตจะมีเสียงในวุฒิสภาไม่ถึง 50 เสียง)

 

แมนชินคงจำเป็นที่ต้องโหวตสวนความต้องการของไบเดนและฝ่ายซ้ายในพรรคเป็นระยะๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นนักการเมืองสายกลางของเขา เพื่อที่จะรักษาเก้าอี้ของเขาไว้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2024

 

ในเคสของซินีมา เธออาจจะไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาภาพลักษณ์ของความเป็นกลางมากเท่ากับแมนชิน เพราะมลรัฐแอริโซนาเป็นมลรัฐสีม่วง ที่ไม่ได้โหวตเข้าข้างเดโมแครตหรือรีพับลิกันตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ดี ชาวแอริโซนาดูจะชื่นชอบนักการเมืองที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่โหวตตามแต่มติพรรคเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเห็นได้จากการที่พวกเขาโหวตให้นักการเมืองผู้ล่วงลับอย่าง จอห์น แมคเคน เป็น ส.ว. ของพวกเขาติดต่อกันถึง 32 ปี ซึ่งแมคเคนเป็นนักการเมืองของพรรครีพับลิกันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะ ส.ว. ที่มักจะโหวตสวนมติของพรรคอย่างเนืองๆ โดยการโหวตที่น่าจะเป็นที่จดจำได้มากที่สุดของเขา น่าจะเป็นการที่เขาโหวตสวนความต้องการของทรัมป์ ไม่ให้ยกเลิกกฎหมายหลักประกันสุขภาพของโอบามา ซึ่งดูเหมือนซินีมาพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ความเป็นอิสระจากพรรคแบบเดียวกับแมคเคน เพราะตอนที่เธอโหวตสวนนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ เธอก็ออกไปที่หน้าบัลลังก์ของสภาแล้วยกนิ้วโป้งลง ท่าเดียวกับที่แมคเคนเคยทำตอนที่โหวตกฎหมายหลักประกันสุขภาพ

 

นโยบายในฝันอีกหลายอย่างของฝ่ายซ้ายน่าจะไม่เกิดในรัฐบาลของไบเดน

การที่ทั้งแมนชินและซินีมาแสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะโหวตสวนนโยบายซ้ายจัดเป็นสัญญาณเตือนไปยังไบเดนและฝ่ายซ้ายในพรรคว่า พวกเขาอาจไม่สามารถออกนโยบายหรือกฎหมายใดๆ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของทั้งสองคนนี้ นโยบายในฝันหลายอย่างของฝ่ายซ้ายอย่างการเพิ่มจำนวนตุลาการของศาลสูงสุด การให้สถานะมลรัฐแก่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเปอร์โตริโก และกรีนนิวดีล คงไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ภายใต้ Trifecta อันแสนเปราะบางของไบเดน

 

ภาพ: Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เคิร์สเตน ซินีมา และ โจ แมนชิน สองวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้กำหนดชะตาของรัฐบาลไบเดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีนจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ มุ่งลดความตึงเครียด เห็นพ้องนำข้อตกลงทรัมป์-สีจิ้นผิงไปปฏิบัติ https://thestandard.co/united-states-and-china-host-a-conference-aim-to-decrease-stress-between-each-other/ Thu, 18 Jun 2020 06:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=372998

รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนมีความพยายามที่จะลดความตึงเครียดระหว […]

The post สหรัฐฯ-จีนจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ มุ่งลดความตึงเครียด เห็นพ้องนำข้อตกลงทรัมป์-สีจิ้นผิงไปปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนมีความพยายามที่จะลดความตึงเครียดระหว่างกันจากปัญหาความขัดแย้งที่สะสมมานาน โดยเมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน) ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ประชุมร่วมกับ หยางเจี๋ยฉือ นักการทูตระดับสูงสุดของจีนที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ซึ่งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติตามฉันทามติที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสีจิ้นผิงตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้

 

มอร์แกน ออร์เตกัส โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมปอมเปโอเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่สองชาติต้องทำข้อตกลงที่ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ทั้งในมิติการค้า ความมั่นคง และการทูต

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนตกต่ำลงในช่วงหลัง จากชนวนวิกฤตโควิด-19 ที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่ารับมือกับโรคระบาดล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีประเด็นการผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนในฮ่องกง ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าจีนพยายามลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของคนฮ่องกง

 

ซึ่งในที่ประชุม ปอมเปโอได้เรียกร้องให้จีนแชร์ข้อมูลในการต่อสู้กับโรคระบาดอย่างโปร่งใส และหาทางป้องกันการระบาดในอนาคต

 

ส่วนสำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะมีปฏิสัมพันธ์กันให้มากขึ้น และเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีการพูดคุยที่สร้างสรรค์   

 

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่การประชุมดำเนินไปอยู่นั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในกฎหมายให้มีการคว่ำบาตรผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกดขี่ชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สร้างความระหองระแหงระหว่างสองประเทศมหาอำนาจก่อนหน้านี้

 

ส่วนในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ G7 ก็มีการออกแถลงการณ์ร่วมโดยเรียกร้องให้จีนยับยั้งการผ่านกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงด้วย 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ-จีนจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ มุ่งลดความตึงเครียด เห็นพ้องนำข้อตกลงทรัมป์-สีจิ้นผิงไปปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมบล็อกสายการบินจีนบินเข้าประเทศ หลังจีนไม่อนุญาตเที่ยวบินสหรัฐฯ กลับมาให้บริการ https://thestandard.co/united-states-government-block-chinese-airlines-since-china-banned-united-states-airlines/ Thu, 04 Jun 2020 02:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=369341

สหรัฐฯ เตรียมห้ามสายการบินจีนบินเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่กลางเ […]

The post รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมบล็อกสายการบินจีนบินเข้าประเทศ หลังจีนไม่อนุญาตเที่ยวบินสหรัฐฯ กลับมาให้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหรัฐฯ เตรียมห้ามสายการบินจีนบินเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป เพื่อตอบโต้จีนที่ไม่อนุญาตให้สายการบิน United Airlines และ Delta Air Lines ของสหรัฐฯ กลับมาให้บริการเที่ยวบินสู่ประเทศจีน 

 

กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลจีนละเมิดข้อตกลงการเดินทางระหว่างสองประเทศ หลังไม่ให้สายการบินของสหรัฐฯ บินเข้าน่านฟ้าจีน ขณะที่สายการบินเหล่านี้แจ้งขอกลับมาให้บริการเที่ยวบินในวันที่ 1 มิถุนายน 

 

สำหรับมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นไป แต่อาจเร็วขึ้น หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเช่นนั้น

 

ก่อนหน้านี้สายการบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง United, Delta, และ American ต่างถูกระงับบินเข้าน่านฟ้าจีน เนื่องจากเกิดโรคระบาดโควิด-19 นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ออกมาตรการจำกัดการเดินทางของประชาชน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสด้วย

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์การระบาดดีขึ้น สายการบินของสหรัฐฯ ได้แสดงความจำนงขอกลับมาให้บริการเที่ยวบินในจีน แต่จนถึงตอนนี้หน่วยงานการบินพลเรือนของจีนก็ยังไม่อนุญาตให้สายการบินสหรัฐฯ บินในเส้นทางที่เคยให้บริการ

 

“กระทรวงคมนาคมจะติดต่อไปยังหน่วยงานของจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าสายการบินของจีนและสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาให้บริการเที่ยวบินระหว่างกันเต็มรูปแบบได้ โดยในระหว่างนี้เราจะอนุญาตให้สายการบินจีนให้บริการเที่ยวบินในสหรัฐฯ ในจำนวนเดียวกับที่รัฐบาลจีนอนุญาตให้เที่ยวบินสหรัฐฯ ให้บริการได้” กระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์    

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมบล็อกสายการบินจีนบินเข้าประเทศ หลังจีนไม่อนุญาตเที่ยวบินสหรัฐฯ กลับมาให้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีอะไรบ้างในแพ็กเกจอัดฉีดเศรษฐกิจสู้โควิด-19 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์​ของรัฐบาลสหรัฐฯ https://thestandard.co/stimulus-senate-action-coronavirus/ Thu, 26 Mar 2020 06:57:28 +0000 https://thestandard.co/?p=346637

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามประกาศใช้กฎหมายจัดสรรง […]

The post มีอะไรบ้างในแพ็กเกจอัดฉีดเศรษฐกิจสู้โควิด-19 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์​ของรัฐบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามประกาศใช้กฎหมายจัดสรรงบประมาณอัดฉีดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฉบับประวัติศาสตร์มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ หลังทำเนียบขาวและผู้นำวุฒิสภาใน The US Capitol ตกลงในรายเอียดและเงื่อนไขแพ็กเกจฉุกเฉินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ 


คืนวันพุธ (25 มีนาคม) ตามเวลาสหรัฐฯ วุฒิสภา ซึ่งมี ส.ว. จากพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเอกฉันท์ 96 ต่อ 0

 

จากนั้นร่างกฎหมายงบประมาณฉบับ Bipartisan ได้ผ่านความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันศุกร์ (27 มีนาคม)  

 

สาระสำคัญของร่างกฎหมายงบประมาณอัดฉีดที่ทั่วโลกจับตามีอะไรบ้าง THE STANDARD ได้สรุปมาไว้ที่นี่แล้ว โดยแบ่งเป็น


– งบประมาณ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจ่ายให้ประชาชนผู้เสียภาษีโดยตรงแบบครั้งเดียว สูงสุดคนละ 1,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 39,300 บาท) และ 2,400 ดอลลาร์ (ราว 78,600 บาท) สำหรับคู่สามีภรรยา และเพิ่มอีก 500 ดอลลาร์ ต่อบุตรหนึ่งคน  โดยเกณฑ์รับเงินจำนวนดังกล่าวกำหนดไว้จากรายได้ไม่เกิน 75,000 ดอลลาร์ และ 150,000 ดอลลาร์ สำหรับคู่สมรส และจะลดหลั่นลงไป โดยคำนวณจากฐานรายได้แบบขั้นบันได สูงสุดจากฐานไม่เกิน 99,000 ดอลลาร์ และ 198,000 ดอลลาร์ ต่อหนึ่งครอบครัว (คู่สมรส) 

 

– เงินสมทบโครงการประกันการว่างงาน รวม 2.5 แสนล้านดอลลาร์ โดยจ่ายให้คนละ 600 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เป็นเวลาสูงสุด 4 เดือน เพิ่มเติมจากผลประโยชน์ที่ได้รับปกติจากรัฐ ซึ่งครอบคลุมถึงคนที่ประกอบอาชีพอิสระและผู้รับเหมาอิสระ

 

– ตั้งกองทุนฉุกเฉินมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับปล่อยกู้ ค้ำประกันสินเชื่อ หรือลงทุนในธุรกิจ มลรัฐ และเมือง ที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตโควิด-19

 

– เงินช่วยเหลือรวมมูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่มอบให้สายการบินต่างๆ และเงินอีกจำนวน 4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับบริษัทขนส่งทางอากาศ เพื่อนำไปจ่ายค่าแรง เงินเดือนและผลประโยชน์ของพนักงาน นอกจากนี้ยังตั้งกองทุนฉุกเฉินวงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ​และ 4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับปล่อยกู้แก่อุตสาหกรรมดังกล่าว

 

– ให้เงินกู้วงเงิน 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ แก่กลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ

 

– จัดสรรงบประมาณ 1.17 แสนล้านดอลลาร์ มอบให้โรงพยาบาลและสถานเฮลธ์แคร์ต่างๆ

 

– งบประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับการเก็บสะสมเภสัชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในคลังยุทธศาสตร์แห่งชาติ

 

– เงินกู้ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อนำไปจ่ายเงินเดือน ค่าแรง และผลประโยชน์ของพนักงาน คิดเป็น 250% ของบัญชีค่าจ้างรายเดือนของนายจ้าง ด้วยวงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านดอลลาร์

 

– เครดิตภาษีสำหรับการรักษาพนักงานไว้ สูงสุด 50% ของค่าจ้างที่จ่ายให้ในช่วงวิกฤต สำหรับธุรกิจที่จำเป็นต้องหยุดกิจการหรือรายรับลดลง 50% จากปีก่อน

 

– ชะลอการหักภาษีเงินเดือนของลูกจ้าง โดยกำหนดให้ชำระภาษีจำนวนครึ่งหนึ่งของที่เลื่อนออกมาภายในสิ้นปี 2021 และอีกครึ่งที่เหลือชำระภายในปี 2022

 

– ห้ามบริษัทที่กู้เงินจากรัฐบาลซื้อหุ้นคืนก่อนครบกำหนด 1 ปี นับจากวันที่จ่ายเงินคืนรัฐทั้งหมดแล้ว

 

– ห้ามธุรกิจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจากงบประมาณก้อนนี้ รวมถึงรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์, รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ รวมทั้งสมาชิกสภาคองเกรสและครอบครัวของพวกเขาด้วย 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post มีอะไรบ้างในแพ็กเกจอัดฉีดเศรษฐกิจสู้โควิด-19 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์​ของรัฐบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ย้ำชัด ต้องตรวจสอบและชี้แจงสิ่งไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งไทย ด้วยความรวดเร็ว ยุติธรรม และโปร่งใส https://thestandard.co/us-department-of-state-statement-on-thai-election/ https://thestandard.co/us-department-of-state-statement-on-thai-election/#respond Wed, 27 Mar 2019 03:20:58 +0000 https://thestandard.co/?p=229797

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์แสดงความยิน […]

The post สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ย้ำชัด ต้องตรวจสอบและชี้แจงสิ่งไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งไทย ด้วยความรวดเร็ว ยุติธรรม และโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อพี่น้องชาวไทยที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเป็นจำนวนมาก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการกลับมาของคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสัญญาณเชิงบวกในการสนับสนุนให้รัฐบาลประชาธิปไตยได้กลับมาทำหน้าที่บริหารประเทศอีกครั้ง พร้อมสะท้อนเจตจำนงของประชาชนทุกคน

 

พวกเราจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยทุกคน และเรียกร้องให้มีการประกาศผลการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การตรวจสอบสิ่งไม่ชอบมาพากลต่างๆ จะต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส

 

รัฐบาลสหรัฐฯ เฝ้ารอที่จะร่วมมือกับรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของไทย เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นเพิ่มมากขึ้น สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง เพื่อประชาชนพลเมืองของพวกเราทั้งหมด

 

ในขณะที่สหราชอาณาจักรก็ร่วมแสดงความยินดีที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งขึ้นได้สำเร็จในรอบหลายปี เห็นความตื่นตัวของคนไทยจำนวนมากที่อยากจะมีส่วนในการกำหนดอนาคตประเทศด้วยตัวเองพวกเขาเอง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจงสิ่งผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุติธรรม และโปร่งใส เพื่อเป็นหลักประกันความน่าเชื่อถือ และจะประกาศผลการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

 

ทั้งนี้ การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเป็นไปตามหลักกฎกติกามารยาทที่เหมาะสม ตามหลักสากล และสะท้อนเจตจำนงของประชาชนผู้มาลงคะแนน โดยรัฐบาลสหราชอาณาจักรเองก็เฝ้ารอที่จะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของไทยเช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ย้ำชัด ต้องตรวจสอบและชี้แจงสิ่งไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งไทย ด้วยความรวดเร็ว ยุติธรรม และโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/us-department-of-state-statement-on-thai-election/feed/ 0
วิกฤตชัตดาวน์คลี่คลาย หลังสภาคองเกรสไฟเขียวจัดงบชั่วคราวแก่รัฐบาลสหรัฐฯ https://thestandard.co/senate-shutdown-vote-congress/ https://thestandard.co/senate-shutdown-vote-congress/#respond Tue, 23 Jan 2018 02:28:48 +0000 https://thestandard.co/?p=64234

รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุติภาวะชัตดาวน์ที่ดำเนินมา 3 วัน หลั […]

The post วิกฤตชัตดาวน์คลี่คลาย หลังสภาคองเกรสไฟเขียวจัดงบชั่วคราวแก่รัฐบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุติภาวะชัตดาวน์ที่ดำเนินมา 3 วัน หลังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโหวตอนุมัติงบประมาณชั่วคราว ซึ่งจะทำให้หน่วยงานรัฐบาลมีงบใช้จ่ายเป็นเวลา 3 สัปดาห์

 

วิกฤตชัตดาวน์คลี่คลายลงภายหลังจากที่ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสามารถบรรลุข้อตกลงกับ มิตช์ แม็กคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากของรีพับลิกัน ในการพ่วงเงื่อนไขเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้อพยพเข้าไปในร่างงบประมาณฉบับชั่วคราวดังกล่าว

 

 

โดยวุฒิสภาได้ลงมติผ่านร่างงบประมาณด้วยคะแนนเสียง 81-18 คะแนน เมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้โหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 266-159 คะแนน และส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามรับรองที่ทำเนียบขาว

 

ชูเมอร์กล่าวก่อนเข้าประชุมวุติสภาว่า “เราจะโหวตเพื่อเปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลอีกครั้ง หลังจากที่ผมและมิตช์ แม็กคอนเนลล์สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้”

 

 

ขณะที่แม็กคอนเนลล์กล่าวว่า “ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างก็ต้องการหยิบยกประเด็นสำคัญเข้าสู่การพิจารณาในวุฒิสภา แต่เราไม่ควรปล่อยให้ความบาดหมางทางการเมืองหรือความไม่ลงรอยในนโยบายมาบดบังความจริงที่ว่า ทุกคนต่างก็เป็นห่วงบ้านเมือง”

 

ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการหลังเวลาเที่ยงคืนของคืนวันศุกร์ (19 ม.ค.) ที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณก้อนใหม่ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ส่งผลให้สำนักงานและที่ทำการกระทรวงหลายแห่งของสหรัฐฯ ต้องปิดทำการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีการปิดสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และอนุสรณ์สถานแห่งชาติ รวมถึงอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพในนครนิวยอร์กด้วย

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post วิกฤตชัตดาวน์คลี่คลาย หลังสภาคองเกรสไฟเขียวจัดงบชั่วคราวแก่รัฐบาลสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/senate-shutdown-vote-congress/feed/ 0