ระบบนิเวศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ระบบนิเวศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 17 May 2026 04:46:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ: เมื่อความน่าคบหาคือตัวขับเคลื่อนโชคชะตา ในยุคที่ AI ทำแทนได้ทุกอย่าง https://thestandard.co/thana-thien-atchariya-likability-luck-ai/ Fri, 15 May 2026 07:15:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1207503 โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ

‘โชค’ ในมุมมองของโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ คือสมการของโอกาส […]

The post โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ: เมื่อความน่าคบหาคือตัวขับเคลื่อนโชคชะตา ในยุคที่ AI ทำแทนได้ทุกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ

‘โชค’ ในมุมมองของโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ คือสมการของโอกาสและการเตรียมพร้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศส่วนบุคคล ท่ามกลางยุคที่ Generative AI สั่นคลอนโลกการทำงานในปี 2026 การเข้าใจกลไกของโชคและทักษะการเป็นผู้ถูกชื่นชอบ (Likability) จึงเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานยุคใหม่โดดเด่นและกลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่เครื่องจักรไม่มีวันคำนวณออกมาเป็นผลลัพธ์ได้

 

🟡 โชคดีคืออะไร แล้วสร้างได้จริงไหม

 

“เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองโอเคแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว ให้รู้ไว้ว่ามันมีโชคอยู่ในนั้น ไม่ใช่ฝีมือทั้งหมด”

 

โจ้ ธนา อธิบายว่าการทำความเข้าใจเลเวลของโชคจะช่วยให้เรามองเห็นภาพกว้างของความสำเร็จและเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามาได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยอมรับว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากโชคจะช่วยให้เรามีตัวที่เล็กลงและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ที่โชคน้อยกว่าเรา

 

🔸 Randomness of Luck: โชคแบบสุ่มที่ไม่มีรูปแบบตายตัวและ AI ไม่สามารถทำนายได้เพราะไม่มีแพตเทิร์นและข้อมูลไม่เพียงพอ

 

🔸 Preparation x Opportunity: โชคที่เกิดจากการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรอวันจังหวะที่เหมาะสมมาถึง ซึ่งเป็นสมการสำคัญที่ทำให้เราไม่พลาดโอกาสเมื่อมันมาถึง

 

🔸 Ecosystem: การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศที่ถูกต้องและรายล้อมด้วยกลุ่มคนที่เป็น ผู้ให้ (Giver) ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เราเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิม

 

🟡 ทำไมความน่าคบหาถึงชนะ AI

 

ความน่าคบหาหรือ Likability คือรากฐานของความไวเนื้อเชื่อใจซึ่งเป็นทางลัดสู่โอกาสที่เทคโนโลยีไม่มีวันเลียนแบบได้

 

คนที่ได้รับความนิยมสูงสุดไม่ใช่คนฉลาดที่สุดแต่คือคนที่มองเห็นด้านดีและชื่นชอบคนอื่นก่อน โจ้ ธนา เรียกกลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์นี้ว่าศิลปะแห่งการเสียเปรียบ คือการยอมเป็นฝ่ายเสียสละประโยชน์ส่วนตนในระยะสั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์และการเติบโตในระยะยาวร่วมกับคนในดงของผู้ให้ด้วยกัน

 

ทักษะนี้สำคัญมากต่อความก้าวหน้าในอาชีพเพราะการถามเพียงประโยคเดียวว่า “นายครับงานผมเสร็จแล้ว มีอะไรให้ช่วยอีกไหม” สามารถเปลี่ยนสถานะของเราให้กลายเป็นคนที่ใครก็อยากมอบโอกาสสำคัญให้ทันที

 

🟡 มนุษย์จะรักษาพื้นที่สำคัญไว้ได้อย่างไร

 

การรักษาพื้นที่ของมนุษย์ต้องทำผ่านยุทธศาสตร์ที่เน้นความเป็นมนุษย์สูงเพื่อสร้างคุณค่าที่เครื่องจักรเลียนแบบได้ยาก

 

โจ้ ธนา เน้นย้ำว่าในวันที่ทุกอย่างถูกทำให้สมบูรณ์แบบได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ร่องรอยของความเป็นมนุษย์และความเข้าใจในความรู้สึกกลับกลายเป็นมูลค่าใหม่ที่ตลาดโหยหา การใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์จนทุกคนที่ได้เจอเรารู้สึกว่าการมีเราอยู่ในชีวิตคือโชคดีของเขา คือนิยามของความสำเร็จที่ลึกที่สุดในยุคดิจิทัล ผ่านหลัก 3H

 

🔸 Head: การพัฒนาความรู้แบบสหวิทยาการหรือการนำศาสตร์หลายด้านมาผสมผสานกันเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ไม่ได้มาจากแค่การเก็บข้อมูลอดีตแบบที่เทคโนโลยีทำ

 

🔸 Hand: การสร้างผลงานที่มีความประณีตแบบ Artisan หรือความประณีตที่มีลายเซ็นของมนุษย์อยู่ข้างในซึ่งเครื่องจักรทำแทนไม่ได้

 

🔸 Heart: ความสามารถในการร่วมมือกันผ่าน Empathy และการเป็นคนน่าคบหาที่ทำให้คนอื่นรู้สึกโชคดีที่ได้เจอเราซึ่งรวมไปถึงการกอดและการปลอบประโลมที่ AI ยังทำไม่ได้

 

ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ใช่การวิ่งไล่ล่าหาโชคดีจากภายนอก แต่คือการขัดเกลาตัวเองให้กลายเป็นโชคดีสำหรับคนรอบข้าง การเป็นผู้ให้ที่จริงใจในวันที่โลกพยายามคำนวณทุกอย่างเป็นตัวเลข จะกลายเป็นลมใต้ปีกที่พาคุณก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีไปสู่คุณค่าที่ยั่งยืนที่สุด

The post โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ: เมื่อความน่าคบหาคือตัวขับเคลื่อนโชคชะตา ในยุคที่ AI ทำแทนได้ทุกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว https://thestandard.co/lessons-wiang-nong-lom-development/ Tue, 12 May 2026 04:20:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1202879 ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความส […]

The post บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความสมดุลของธรรมชาติโดยรวมของประเทศ ทว่า ณ ปัจจุบันนี้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งของเรากำลังถูกคุกคาม ดังเช่นที่เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งกรมชลประทานได้แปลงระบบนิเวศที่เคยโอบอุ้มความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หมดสิ้นสภาพความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างน่าเสียดาย

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1

ป่าต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

แต่ไรมาเวียงหนองหล่มนั้นเคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ไร่  (22.5 ตารางกิโลเมตร) ในแอ่งเชียงแสน ส่งผลดีต่อระบบการไหลของน้ำ รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ และอำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นมาตลอดเวลาหลายศตวรรษ และ เมื่อ พ.ศ. 2545  เวียงหนองหล่ม ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (พื้นที่แรมซาร์) และประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เวียงหนองหล่มเป็นระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2

ดงต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3

ปึ้ง (fresh water peat) ในพรุน้ำจืด โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

เวียงหนองหล่มเป็นแหล่งอาศัยของพืช 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด และนกกว่า 290 ชนิด รวมถึงนกที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกแสกทุ่งหญ้า นกนางนวลแกลบแม่น้ำ และเป็นแหล่งพักนอน (roosting site) ใหญ่ที่สุดในประเทศของเหยี่ยวทุ่ง ถึง 4 ชนิด 

 

ในบรรดาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยที่สมควรได้รับการคุ้มครองทั้งหมดทั้งมวล  เวียงหนองหล่มถือเป็นพื้นที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะที่นี่มี “ป่าพรุน้ำจืด” ลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากและพบน้อยมากในประเทศไทย

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4

พืชน้ำในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5

ฝูงควายของชาวบ้านในบริเวณเวียงหนองหล่ม โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ที่สถานภาพระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์ ไม่สามารถป้องกันเวียงหนองหล่มจากการถูกเปลี่ยนเป็นภูมิทัศน์แห่งนรกโดยโครงการขุดลอกขนาดใหญ่ที่มุ่งเพียงการเพิ่มแหล่งเก็บน้ำให้ถึง 24 ล้านลูกบาศก์เมตร ภารกิจของกรมชลประทานคือการปรับปรุงสมรรถนะในการกักเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจให้ “ปริมาตรน้ำ” เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลสมควรในการทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6

ภาพถ่ายทางอากาศของเวียงหนองหล่มระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลประทาน 

 

กระบวนการอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำเวียงหนองหล่มยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชน แม้จะมีข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง ที่ต้องปรึกษาหารือกับประชาชน ขอความคิดเห็นจากคนในท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการดังกล่าวเป็นการสื่อสารจากบนลงล่างของส่วนกลางเท่านั้น

 

เสียงของประชาชนผู้มีชีวิตผูกพันอยู่กับเวียงหนองหล่มมาหลายชั่วอายุคน และนักอนุรักษ์ที่ตระหนักถึงความสำคัญทางนิเวศวิทยาของพื้นที่นี้ ถูกกลบด้วยเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องจักร ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตถิ่นที่อยู่ของตนเอง ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างลึกซึ้งของพวกเขาไร้ค่าในสายตาของวิศวกรผู้ออกแบบอ่างเก็บน้ำ โดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริง

 

อ่างเก็บน้ำที่ขุดขึ้นใหม่สามารถเก็บน้ำได้มากก็จริง ทว่าหน้าที่ของมันมีเพียงแค่นั้น ในทางกลับกัน พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติกลับมีบทบาทหลายอย่างที่ให้ผลต่อเนื่องผูกพัน ทั้งกักเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน ควบคุมการไหลของน้ำในลำธาร กรองมลพิษ แปรสภาพสารอาหาร กักเก็บคาร์บอน สลายพลังงานน้ำหลาก เป็นแหล่งประมง เป็นแหล่งอาศัยของนก เป็นแหล่งอาหารของปศุสัตว์ และเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7

สภาพเวียงหนองหล่มหลังการขุดลอก โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

หากเปรียบเทียบอย่างง่าย อ่างเก็บน้ำโล่งลึก อาจเหมือนโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่า ที่โทรออกได้เพียงอย่างเดียว แต่พื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิม เปรียบได้กับสมาร์ทโฟนที่โทรก็ได้ ถ่ายรูปก็ได้ ส่งอีเมล นำทาง ทำธุรกรรม และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

 

ในยุคที่โลกเผชิญความแปรปรวนของน้ำ วิกฤตภูมิอากาศ และความไม่มั่นคงทางอาหาร
การลดทอนระบบนิเวศที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงฟังก์ชันเดียว อาจไม่ใช่ความก้าวหน้าทเรากำลังสูญเสียระบบอัจฉริยะของธรรมชาติที่ทำงานได้มากกว่าที่ตาเห็น

 

แม้วันนี้เราไม่อาจแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างถาวรกับพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เราควรใช้หายนะทางนิเวศที่เกิดจากการขุดลอกเวียงหนองหล่มนี้ เป็นบทเรียนของการพัฒนาระบบชลประทาน ที่มองมิติเดียว วัดความสำเร็จเป็นเพียงลูกบาตรเมตร ไม่ให้เกิดซ้ำในพื้นที่อื่นในประเทศ 

 

เราต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่ที่รกร้าง แต่คือระบบพยุงชีวิตของโลก” การทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับทำลายแหล่งกำเนิดน้ำ อาหาร และชีวิต

 

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐ และพวกเราทุกคนในฐานะพลเมืองที่ตระหนักรู้ ควรรู้ชัดถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเวียงหนองหล่ม ที่มีต่อมรดกทางธรรมชาติของไทย เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของชาติ เราต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์  แพทย์โรคหัวใจและนักอนุรักษ์ 

 

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันมุมมองของตนในเวทีสาธารณะ สยามสมาคมจึงได้จัดงานเสวนาเกี่ยวกับเวียงหนองหล่มในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook : The Siam Society Under Royal Patronage 

 

คำอธิบายภาพเปิด : นกแสกทุ่งหญ้า โดย ชวลิต วิทยานนท์

The post บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bionet-asia-thai-vaccine-global-innovation/ Fri, 20 Mar 2026 07:30:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1185125 วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia บรรยายถึงความสำเร็จของนวัตกรรมวัคซีนสัญชาติไทย

ในอดีต การสร้างนวัตกรรมวัคซีนในประเทศไทยเป็นเรื่องที่แท […]

The post จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia บรรยายถึงความสำเร็จของนวัตกรรมวัคซีนสัญชาติไทย

ในอดีต การสร้างนวัตกรรมวัคซีนในประเทศไทยเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคนไทยขาดความสามารถ หากแต่ระบบนิเวศที่มีอยู่นั้นไม่เอื้ออำนวย ตั้งแต่ข้อจำกัดด้านเงินทุนระยะยาวไปจนถึงการพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ทว่าท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ BioNet-Asia ภายใต้การนำของ วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กลับมุ่งมั่นเปลี่ยนสถานะไทยเป็นผู้นำด้านวัคซีนโลก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความสำคัญของวัคซีน

 

ในงาน National Thai FDA Forum 2026 วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ “On a historic journey of The First Ever Thai Vaccine for International Recognition and Serve a Global Need: บนการเดินทางครั้งสําคัญในประวัติศาสตร์ของวัคซีนไทยไปสากล” ดำเนินรายการโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน พูดคุยถึงเส้นทางของ BioNet-Asia และการพัฒนาวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์แบบรีคอมบิแนนท์สัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของการสร้างนวัตกรรม แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดนานัปการ

 

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia บรรยายถึงความสำเร็จของนวัตกรรมวัคซีนสัญชาติไทย 1

 

‘วัคซีนไอกรน Recombinant’ โอกาสที่มองเห็น ท่ามกลางอุปสรรค

 

จากการทำงานในบรรษัทข้ามชาติด้านวัคซีน วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล มองเห็นจุดอ่อนของไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ แม้จะมีการผลิตภายในประเทศอยู่บ้างโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตในภาครัฐแต่เป็นการผลิตปริมาณต่ำเพื่อตอบสนองการใช้ในประเทศเท่านั้น ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงจนไม่สามารถแข่งขันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการผลิตวัคซีนในประเทศจึงค่อยๆ ลดลง

 

จากการคลุกคลีในวงการวัคซีนมาหลายทศวรรษ วิฑูรย์จึงเห็นช่องว่างที่ตลาดยังขาดแคลน นั่นคือวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (Acellular) แบบ Recombinant ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าวัคซีนไอกรน Acellular แบบเดิมที่ผ่านการ inactivate ด้วยสารเคมี เขาจึงตัดสินใจลงทุนพัฒนาวัคซีนนี้ให้สำเร็จ พร้อมตั้งวิสัยทัศน์อันยาวไกลด้วยการมุ่งสู่ตลาดโลก และวางบริษัทเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมวัคซีน

 

“จากการวิจัยค้นคว้า เราพบว่ามีวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ (Acellular Pertussis Vaccine) ในตลาดอยู่สองเจ้า ซึ่งใช้สารเคมีในการ inactivate ทำให้โครงสร้างโปรตีนเสีย จนทำให้ประสิทธิภาพของ epitope ต่อการลบล้างพิษ เหลือแค่ 20% แต่เราใช้ Recombinant ที่รักษาโครงสร้างโปรตีนเอาไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า เราคิดว่าถ้าทำสำเร็จจะเป็นที่ต้องการของตลาดโลก 

ตอนนั้นคาดการณ์ว่าตลาดวัคซีนไอกรนที่นำไปผลิตเป็นวัคซีนรวม บาดทะยัก คอตีบและไอกรนจะมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญ”

 

เดิมพันด้วยความเชื่อมั่น ท่ามกลางแบบทดสอบ

 

อุปสรรคด่านแรกคือ ‘เงินทุน’ เนื่องจากการพัฒนาวัคซีนในยุคก่อนโควิดต้องใช้เวลายาวนานถึง 10-15 ปี ทำให้ธนาคารหลายแห่งไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ แต่วิฑูรย์ก้าวข้ามมาได้ด้วยแรงสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์ที่มองเห็นวิสัยทัศน์เดียวกัน ควบคู่ไปกับเงินทุนที่ได้จากการค้าขายวัคซีน จนสามารถสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.อยุธยา ได้สำเร็จ ทว่าบททดสอบใหญ่ก็มาเยือนในรูปแบบของมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างไรก็ตาม วิฑูรย์ก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจด้วยความเชื่อมั่นในนวัตกรรมวัคซีน

 

“ลงเงินไปปีแรก 300 ล้าน โดนน้ำท่วมหายไปเลย พอกลับมาอีกครั้ง ลงครั้งที่สองไป 500 ล้าน เรากลับมาเพราะมั่นใจว่าวัคซีนนี้ดีแน่ และเราคิดว่าเราทำได้”

นอกจากนั้น อีกหนึ่งโจทย์หินคือ ‘บุคลากร’ ที่เชี่ยวชาญในไทยยังมีจำกัด วิฑูรย์จึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างทีมและดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเป็นตัวเร่ง

 

“เราหาคนที่ควบคุมเครื่อง fermentor ในอุตสาหกรรมยาไม่ได้ เลยคิดว่าถ้าไม่มีต้องสร้าง เลยได้พนักงานที่เคยทำให้กับอุตสาหกรรมอาหาร แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสอนเพิ่มเติม”

 

“การทำวัคซีนสู่ตลาดโลกต้องอาศัยประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งคร่ำหวอดในการพัฒนาวัคซีนมาหลายทศวรรษ มาเป็น Scientific Advisory Board ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ช่วยผลักดันเราให้เห็นวิสัยทัศน์ในตลาดทั่วโลก และนี่คือเป้าหมายของเรา ต้องพิสูจน์ให้โลกยอมรับว่าไทยก็ทำได้”

 

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia บรรยายถึงความสำเร็จของนวัตกรรมวัคซีนสัญชาติไทย 2

 

วัคซีนมาตรฐานสากล ผลลัพธ์ของความมุ่งมั่น 

 

ความมุ่งมั่นครั้งนี้นำมาสู่ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์แบบรีคอมบิแนนท์ของ BioNet-Asia ได้การรับรองมาตรฐานจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ซึ่งมาตรฐานนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวัคซีนไอกรนสัญชาติไทยจาก BioNet-Asia เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

เพื่อให้วัคซีนนี้เข้าถึงคนทั่วโลกได้ วิฑูรย์เลือกใช้กลยุทธ์ Licensing Out ซึ่งเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่สนับสนุนการต่อยอดผลิตภัณฑ์

 

มั่นใจ ซื่อสัตย์ เข้าใจตลาด กุญแจสู่ความสำเร็จ

 

การเดินทางของ BioNet-Asia คือบทเรียนของการบริหารจัดการนวัตกรรม โดยวิฑูรย์เผยว่าปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ความมั่นใจของผู้นำ ความซื่อสัตย์ และทักษะการตลาด

 

“แม่ทัพต้องมั่นใจ ถ้าแม่ทัพมีความมั่นใจ ลูกน้องก็พร้อมที่จะสู้ และช่วงหาเงินจากการค้าขายวัคซีนโปลิโอ เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เรามีลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานวัคซีนที่อินเดียหลายราย ซึ่งให้ความเชื่อมั่นกับเรามาก อินโดนีเซียที่เป็นผู้ผลิตก็เชื่อใจผมในการทำการตลาดให้เขา จนปีนี้เป็นปีที่ 25 แล้ว แม้มีการเปลี่ยนผู้บริหาร เราก็ยังคงร่วมมือกัน เพราะเราใช้ความสามารถทางการตลาด องค์ประกอบอันหนึ่งของการขายก็คือ 1 ตัวสินค้าจะต้องดี 2 คนขายต้องรู้ตลาด ต้องรู้ว่าจะไปหาใคร ขายอย่างไร อันนี้เป็นทักษะสำคัญครับ”

 

สร้างนวัตกรรม และ Supply Chain เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน วิฑูรย์มองว่าไทยต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ สู่การเป็นนวัตกร โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างนวัตกรรมต้นน้ำและ Supply Chain ของตัวเอง

 

“การพัฒนาวัคซีนในไทยมีข้อจำกัดโดยเฉพาะฝั่งเอกชน ปัญหาคือบ้านเราทำโรงงานปลายน้ำ เน้นบรรจุวัคซีน ถ้าต่างชาติไม่ยอมรับหรือไม่มีออเดอร์เข้ามาก็อยู่ไม่ได้ ทางออกของเราจึงเป็นการสร้างนวัตกรรมของเราเอง ตอนนี้มีการให้ทุนจากสถาบันวัคซีนบ้างแต่ก็ไม่ได้ให้นาน แค่ปีสองปี แต่การผลิตวัคซีนใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเกาหลี เขามี mandate เลยว่าจะสนับสนุนอะไร แล้วเขาให้ทุนเต็มที่ ขอแค่มี commitment ว่าต้องทำแล้วส่งออก รัฐบาลไทยต้องตั้งเป้าในการพัฒนา” 

 

“และที่สำคัญที่สุดคือ Supply Chain ถ้าเราจะทำโรงงานวัคซีน ควรมีระบบ ecosystem ที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาและผลิตวัคซีนที่เป็นรูปธรรมและแข่งขันได้”

 

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธาน BioNet-Asia บรรยายถึงความสำเร็จของนวัตกรรมวัคซีนสัญชาติไทย 3

 

วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล คือเข็มทิศนำทางสู่อนาคต

 

ปัจจุบัน BioNet-Asia ยังมุ่งหน้าพัฒนานวัตกรรมวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม mRNA และ DNA รวมถึงวัคซีนสำหรับไข้เลือดออก ซิก้า โดยเดินหน้าด้วยหวังช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ปลอดโรคภัยไข้เจ็บ และมุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมวัคซีนในอนาคตต่อไป

 

“ผมอยากให้มองว่า ถ้าจะทำธุรกิจวัคซีนในไทย ต้องไม่คิดขายแค่ในไทย ต้องมองตลาดโลกให้กว้างที่สุด อย่างเช่นตอนทำวัคซีนไอกรน ผมมองตลาดอินเดีย ตลาดอินโดนีเซีย มีเด็กเกิดใหม่ปีละ 4 ล้านคน ถ้าเราตอบโจทย์ได้ 10% เราก็มีเงินทุนพออยู่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล คือสิ่งที่จะพาเรารอดครับ” 

 

The post จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘นวัตกรรมโลก’: ถอดบทเรียน BioNet-Asia ผู้ทลายขีดจำกัด สู่วัคซีนสัญชาติไทยตัวแรกที่โลกยอมรับ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 พื้นที่ในไทย ที่มีโอกาสเห็น ‘ช้างป่า’ อย่างเคารพธรรมชาติ https://thestandard.co/life/see-wild-elephants-thailand-responsibly/ Mon, 16 Feb 2026 11:54:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1179109 ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย

นักเดินทางตัวจริง จะรู้ดีว่าการได้เห็นช้างป่าในธรรมชาติ […]

The post 5 พื้นที่ในไทย ที่มีโอกาสเห็น ‘ช้างป่า’ อย่างเคารพธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย

นักเดินทางตัวจริง จะรู้ดีว่าการได้เห็นช้างป่าในธรรมชาติจริงๆ เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าการเห็นพวกเขาตามสวนสัตว์ เพราะนั่นคือการได้พบกับ ‘เจ้าของผืนป่า’ ในบ้านของเขาเอง แต่ในขณะเดียวกันการเห็นช้างป่าตัวเป็นๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสัตว์ป่า ต่อระบบนิเวศ และต่อพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดของธรรมชาติไทย

 

แม้ช้างจะเป็นสัตว์ประจำชาติของไทย แต่ปัจจุบันจำนวนช้างป่าลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ป่าน้อยลงผกผันกับประชากรมนุษย์ที่รุกล้ำพื้นที่ป่าไปเรื่อยๆ บทความนี้ เราชวนคุณออกเดินทางไปยังพื้นที่ที่เรามีโอกาสพบช้างป่าได้ ‘จากระยะที่เหมาะสม’ ภายใต้เงื่อนไขการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบที่เคารพทั้งผืนป่า ธรรมชาติ และสัตว์ป่า ที่สำคัญเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ทิ้งขยะ ไม่ฝ่าฝืนกฎ ไม่ใช้แฟลช ไม่ให้อาหาร และไม่พยายามเข้าใกล้เกินจำเป็น เพราะการดูช้างที่ดีที่สุด คือการได้เห็นเขาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในบ้านของเขาเอง

 

ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย 1

 

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

 

หนึ่งพื้นที่ป่าที่ผู้คนนึกถึงมากที่สุดเมื่อพูดถึง ‘ช้างป่า’ ในประเทศไทย คือ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เขตพื้นที่ป่าสงวนในเขตพื้นที่ผืนป่าฝั่งตะวันตกที่อยู่ติดแนวเทือกตะนาวศรี ถือเป็นแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่าที่โดดเด่นที่สุดในไทยโดยเฉพาะ ‘ช้างป่า’ และ ‘กระทิง’ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นทั้งป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้า และโป่งธรรมชาติ ทำให้สัตว์ป่านานาพันธุ์ ต่างออกมาหาโป่งกินในช่วงเย็นเป็นประจำ

 

การมาเที่ยวที่นี่ นักท่องเที่ยวจะต้องนั่งรถของอุทยานฯ และมีเจ้าหน้าที่ไปด้วยเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวเข้าไปได้ ไกด์นำทางจะทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับการดูช้างป่า ซึ่งหากโชคดีเราก็สามารถมองเห็นได้ใกล้ชิด แม้การมาดูช้างที่นี่จะมีเปอร์เซ็นต์การเจอจอสสูงสุดถึง 95% แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่ามีการพบช้างทุกครั้งไป

 

ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย 2

 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง

 

ผืนป่ามรดกโลกที่เป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นบ้านของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด รวมถึงช้างป่าด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง ประกอบด้วยผืนป่าอนุรักษ์ 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่นี่เป็นต้นน้ำสายสำคัญ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแม่กลอง

 

สำหรับผืนป่าแห่งนี้จุดที่เราสามารถเห็นช้างได้ง่ายที่สุดอยู่ที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำทับเสลา ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อชุมชนและเจ้าหน้าที่เพื่อล่องเรือในอ่างเก็บน้ำ หรือยืนอยู่บริเวณหอส่องสัตว์เพื่อส่องดูช้างป่าได้ (ถ้าคุณมาในจังหวะที่ดี)

 

ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย 3

 

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

 

ถ้าพูดถึงช้างป่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นหนึ่งพื้นที่ที่สามารถพบเจอช้างป่าได้ง่ายและบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบนถนนเส้นปราจีนบุรี-เขาใหญ่ (ด่านเนินหอม) บริเวณหลัก กม.17-20 หรือช่วงใกล้น้ำตกเหวนรก ที่เรามักเห็นฝูงช้างเดินข้ามถนนหรือออกมาเดินอวดตัวกันขวักไขว่ เขาใหญ่เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลจากเมือง และเป็นหนึ่งในอุทยานที่ยังมีช้างป่าอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่เพื่อส่องช้างป่าเป็นประจำ โดยบริเวณด่านเนินหอมขนาด 2 เลน ที่ไปตัดผ่านอุทยานฯ ซ้อนทับกับ ‘ด่านช้าง’ หรือเส้นทางที่ช้างหากิน ซึ่งทำให้มีฝูงช้างเดินทางตัดผ่าน การมาดูช้างบริเวณนี้ สิ่งที่ควรทำคือ หยุดรถให้ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร ติดเครื่องไว้ตลอดเวลา และห้ามบีบแตร และถ่ายรูปด้วยแฟลชเป็นอันขาด

 

อย่างไรก็ตาม การได้เห็นช้างป่าในเขาใหญ่ไม่ควรถูกมองเป็นโชว์หรือกิจกรรมไล่ตาม หากเป็นประสบการณ์ที่ต้องมาพร้อมความเคารพและความระมัดระวัง เพื่อไม่รบกวนพฤติกรรมของสัตว์ป่า

 

ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย 4

 

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

 

ผืนป่าขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มป่าแก่งกระจานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าดิบและเทือกเขาสลับซับซ้อน ที่นี่จึงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด รวมถึง ‘ช้างป่า’ ด้วย นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศป่าลึก หมอกยามเช้า และโอกาสได้เห็นช้างป่า โดยช้างป่ามักปรากฏตัวบริเวณถนนเส้นทางไปน้ำตกป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ และรอบๆ อ่างเก็บน้ำหน้าหน่วยป้องกันไฟป่า โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ช้างมักจะออกมาเล่นน้ำที่อ่างเก็บน้ำหรือหาแหล่งน้ำใกล้ถนน นอกจากนี้ในบริเวณพื้นที่ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่รอบๆ ป่าละอู ยังมีหอชมช้าง 5 แห่ง ที่จัดไว้สำหรับสังเกตการณ์สัตว์ป่าโดยเฉพาะ

 

ภาพช้างป่าในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของไทย 5

 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน

 

หากพูดถึงผืนป่ารอยต่อที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย กลุ่มป่าตะวันออก หรือที่หลายคนรู้จักในฐานะ ‘ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด’ คือพื้นที่ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี ชลบุรี และระยอง ผืนป่าแห่งนี้ถือเป็นป่าลุ่มต่ำไม่ผลัดใบที่สำคัญ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นบ้านของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด รวมถึงช้างป่าที่อาศัยและเคลื่อนที่อยู่ภายในผืนป่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนเป็นพื้นที่ศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศนี้

 

แม้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่านฤๅไนจะโด่งดังในฐานะแหล่งดูนกที่สำคัญ แต่เราสามารถพบเห็นช้างป่าได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะริมถนนหมายเลข 3076 ช่วงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือภาพช้างออกมาเล่นน้ำคลายร้อนบริเวณอ่างเก็บน้ำด้วยเช่นกัน

 

ท้ายที่สุดแล้ว การได้เห็นช้างป่าในธรรมชาติคือความโชคดี ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมไล่ตามหรือคอนเทนต์ที่ต้อง ‘ได้ภาพกลับมา’ เสมอ เพราะช้างป่าไม่ใช่เพียงสัตว์ตัวหนึ่งในผืนป่า แต่คือส่วนสำคัญของระบบนิเวศ เป็นผู้รักษาความสมดุลของธรรมชาติ และเป็นสัญญาณว่าป่ายังมีชีวิตอยู่ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบจึงเริ่มต้นจากการให้พื้นที่ ให้ระยะห่าง และให้ความสงบ เพื่อให้สัตว์ป่าได้เป็นสัตว์ป่าในบ้านของตัวเอง และบางที แค่การได้เห็นเพียงร่องรอย หรือการได้รู้ว่าพวกเขายังมีที่เดินอยู่ข้างใน ก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางที่เคารพธรรมชาติอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Shutterstock, Courtesy of Brands

The post 5 พื้นที่ในไทย ที่มีโอกาสเห็น ‘ช้างป่า’ อย่างเคารพธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แลนด์บริดจ์ วิกฤตระบบนิเวศ https://thestandard.co/land-bridge-ecosystem-crisis/ Fri, 13 Feb 2026 12:51:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1178329 ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ตัดผ่านพื้นที่ป่าและระบบนิเวศคอคอดกระ แสดงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ

เมื่อปลายปี 2568 มีข่าวดีสำหรับคนไทยเกี่ยวกับการค้นพบสำ […]

The post แลนด์บริดจ์ วิกฤตระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ตัดผ่านพื้นที่ป่าและระบบนิเวศคอคอดกระ แสดงถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ

เมื่อปลายปี 2568 มีข่าวดีสำหรับคนไทยเกี่ยวกับการค้นพบสำคัญนั่นคือ แมวป่าหัวแบน สัตว์ตระกูลแมวสายพันธุ์หนึ่งที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย การค้นพบนี้ ช่วยขจัดความสิ้นหวังที่สั่งสมมานาน แต่มรดกทางธรรมชาติของเรายังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องปฏิบัติต่อแหล่งที่อยู่ พรรณพืช และพรรณสัตว์ เสมือนทรัพย์สินที่จำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองโดยวิทยาการทางวิทยาศาสตร์

 

ในปี 2569 รัฐบาลอาจเปิดประมูลโครงการสะพานเศรษฐกิจคอคอดกระ เมกะโปรเจกต์ซึ่งมุ่งลดเวลาการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยการสร้างแนวฉนวน 90 กิโลเมตรข้ามคาบสมุทรมลายูและเชื่อมท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง พร้อมนิคมอุตสาหกรรมและท่อส่งน้ำมันและแก๊ส โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 1 ล้านล้านบาท

 

ประเด็นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่ แต่ประเด็นนิเวศวิทยากลับแทบไม่มีใครพูดถึง เริ่มด้วยชื่อ มันไม่ใช่ “สะพาน” ในความหมายปกติ ซึ่งหมายถึงโครงสร้างยกระดับข้ามทางน้ำหรือถนน ซึ่งชีวิตยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ภายใต้สะพานนั้น

 

แต่สะพานเศรษฐกิจที่รัฐบาลเสนอ จะเป็นถนนหลายช่องจราจรและทางรถไฟรางคู่ที่ทอดข้ามช่วงแคบของคาบสมุทร จากชุมพรฝั่งอ่าวไทยไปยังระนองฝั่งทะเลอันดามัน อาจมีอุโมงค์และทางยกระดับอยู่บ้าง ทว่าส่วนใหญ่โครงการนี้จะประกอบด้วยกำแพงคอนกรีตและเหล็ก ที่ขัดขวางการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เมล็ดพันธุ์ และการไหลของน้ำในแนวเหนือใต้ของคอคอด

 

เรื่องนี้สำคัญยิ่งเพราะคอคอดกระไม่ใช่ภูมิประเทศธรรมดา นักนิเวศวิทยาเรียกบริเวณนี้ว่า “เขตนิเวศบรรจบกระ” (Kra Ecotone) อันเป็นเขตเปลี่ยนผ่านภาคพื้นทวีปที่หาได้ยาก พื้นที่นี้เป็นจุดบรรจบระหว่างภูมิอากาศและชนิดพันธุ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนเหนือกับของมาลีเชีย (คาบสมุทรมลายู และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร) ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ แมวป่าหัวแบน ซึ่งยังมีอยู่ในจังหวัดนราธิวาส

 

บริเวณทับซ้อนของระบบนิเวศมักมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ก็เปราะบางไปพร้อมกัน ความรุ่มรวยของระบบขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อ ตัวเทียบที่ใกล้เคียงที่สุดคือคอคอดปานามา ที่ซึ่งแผ่นดินแถบน้อยเชื่อมสองทวีปและสองมหาสมุทรมาบรรจบ

 

นี่เป็นจุดที่สะพานเศรษฐกิจก่อความเสี่ยงระยะยาวอย่างร้ายแรงที่สุด นั่นคือการทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยเกิดการแยกตัว แหล่งที่อยู่ขนาดใหญ่ไม่ได้ล่มสลายเพียงเพราะต้นไม้ถูกตัดโค่น แต่เพราะมีกำแพงกั้นระบบสิ่งมีชีวิต ออกเป็นหย่อมเล็กๆ ไม่เชื่อมต่อกัน ประชากรสัตว์ป่าเมื่อถูกแบ่งกลุ่มด้วยถนน ทางรถไฟ และการพัฒนาอุตสาหกรรม จะผสมพันธุ์กันภายในกลุ่มที่เล็กลงเรื่อยๆ และเมื่อหลายรุ่นผ่านไป การแลกเปลี่ยนทางพันธุกรรมก็จะลดลง

 

ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ลดลงทำให้ประชากรยากที่จะคืนตัวจากโรคภัย สัตว์ต่างถิ่นที่รุกราน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประชากรลดลง อาจจะไปถึงการสูญพันธุ์ในระดับท้องถิ่น

 

ประเทศไทยต้องไม่มองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการคิดวิตกไปเอง ป่าชายเลน ป่าไม้ และพื้นที่รับน้ำที่สมบูรณ์ คือผู้ให้ “บริการระบบนิเวศ” ที่ค้ำจุนวิถีชีวิตและลดความเสี่ยง ได้แก่ น้ำสะอาด ดินอุดม แหล่งประมง การผสมเกสร การปกป้องจากน้ำท่วมและพายุ การกักเก็บคาร์บอน และการคืนตัวจากผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศ สิ่งอันเป็นประโยชน์เหล่านี้มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจ แม้จะเอามาคิดเป็นตัวเลขลงบัญชีไม่ได้ การสูญเสียที่เกิดขึ้นมักเป็นการสูญเสียอย่างถาวร

 

คนที่เข้าใจแนวคิดนี้ย่อมบอกได้ว่าโครงการพัฒนาจะต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ประสบการณ์ EIA ในประเทศไทยไม่อาจทำให้เราวางใจ เพราะคณะกรรมการประเมินมักขาดนักนิเวศวิทยาและนักชีววิทยาภาคสนาม ซึ่งเชี่ยวชาญที่สุดในการประเมินการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า พลวัตของระบบนิเวศ และพันธุศาสตร์ประชากร

 

แต่ตามปกติ คณะกรรมการกลับถูกครอบงำโดยวิศวกรสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรกรรม–ป่าไม้ และผู้ชำนาญการจัดการสิ่งแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มักมองแต่เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมาตรการบรรเทาผลกระทบ มากกว่าการปกป้องคุ้มครอง

 

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศก็ยากจะประเมินผลกระทบได้อย่างครบถ้วน เพราะประเทศไทยเริ่มจากการขาดข้อมูลภาคสนามพื้นฐาน ซึ่งไม่เคยได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอมาแต่ไหนแต่ไร

 

ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้คือ โครงการขนาดใหญ่ได้รับการอนุมัติ แค่ต้องมีส่วนที่ว่าด้วย “การฟื้นฟู” เช่น โครงการปลูกป่า ปลูกแนวกันชน หรือการปรับสภาพแหล่งที่อยู่ สิ่งเหล่านี้อาจพอช่วยได้ในขอบเขตที่จำกัด และถึงอย่างไรก็ไม่สามารถทดแทนระบบนิเวศอันสมบูรณ์ ภูมิทัศน์ที่หลากหลายทางชีวภาพและอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน ไม่อาจแทนที่ด้วยต้นไม้ที่ปลูกเป็นแถว ระบบนิเวศเทียมมักหลากหลายน้อยกว่า คืนตัวยากกว่า และให้ประโยชน์น้อยกว่าสิ่งที่มันทดแทน

 

ยิ่งหนักกว่านั้น โครงการจะปล่อยไอเสียจากเครื่องเรือ รถบรรทุก รถยนต์ และหัวรถจักร ถึงจะมีรถไฟฟ้าใช้ แต่ไฟฟ้าก็มาจากระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเราต้องไม่ลืมว่าเมื่อปี 2565 ยูเนสโกได้บรรจุป่าชายเลนจังหวัดระนองไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของแหล่งมรดกโลกแล้ว

 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อโต้แย้งเพื่อต่อต้านการพัฒนา แต่เพื่อการทำบัญชีอย่างซื่อสัตย์ สำหรับเดิมพันมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ต้นทุนด้านนิเวศวิทยาต้องได้รับการประเมินอย่างจริงจังไม่แพ้ต้นทุนการก่อสร้าง และต้องเป็นการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม ด้วยข้อมูลพื้นฐานที่โปร่งใส

 

หากความรู้ด้านนิเวศวิทยาในพื้นที่ยังมีน้อย คำตอบไม่ใช่การเดินหน้าโครงการต่อให้เสร็จๆ ไป เราควรหยุด ศึกษา และออกแบบโครงการอย่างรอบคอบ

 

ยังมีคำถามด้วยว่า ใครจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เมกะโปรเจกต์ขนาดมหึมามักสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งบังเอิญมีความเชื่อมโยงทางการเมือง ในขณะที่คนทั่วไป กลับมีโอกาสเข้าถึงงานและความมั่งคั่งตามที่อวดอ้างไว้อย่างจำกัด ตามที่คาดหวังว่าสะพานเศรษฐกิจจะเพิ่ม GDP จึงสมควรแก่เหตุที่จะถามให้ชัดว่า เพิ่มให้ใคร และต้องแลกด้วยอะไรบ้าง

 

ก่อนเปิดประมูลโครงการใดๆ รัฐบาลควรกำหนดให้ระบบนิเวศเป็นหลักของการวางแผน นั่นหมายถึง EIA ที่นำโดยนักนิเวศวิทยาและนักชีววิทยาภาคสนามที่มีคุณสมบัติครบ พร้อมข้อมูลที่เปิดกว้าง มีการทบทวนโดยนักวิชาการระดับเดียวกัน และพร้อมถูกตรวจสอบอย่างแท้จริงจากสาธารณชน

 

อีกทั้งยังหมายถึงการออกแบบทางฉนวนและทางเชื่อมสำหรับสัตว์ป่า ได้แก่ ทางข้าม อุโมงค์ลอด และสะพานจริง เพื่อการเดินทางของสัตว์ป่าจะได้ไม่ขาดตอน ควบคู่ไปกับการคุ้มครองป่าโกงกาง ป่าไม้ และแหล่งที่อยู่ชายฝั่ง และต้องมีเงื่อนไขที่ผูกพันตามกฎหมาย พร้อมการติดตามและบังคับใช้โดยหน่วยงานอิสระ ไม่ใช่แผนบรรเทาผลกระทบที่เพียงกาแบบฟอร์มบนกระดาษก็เสร็จสิ้นแล้ว

 

เขตเนิเวศบรรจบกระ เป็นสมบัติล้ำค่าของชาติและของโลก หากสะพานเศรษฐกิจไม่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับมาตรการคุ้มครองที่น่าเชื่อถือเพื่อปกป้องฉนวนแห่งชีวิตนี้ แนวทางที่ฉลาดที่สุดคือทบทวนโครงการใหม่อย่างถอนรากถอนโคน หรือไม่ก็ยกเลิกโครงการไปเลย

 

รศ.ดร.กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ เป็นอดีตอาจารย์ประจำสาขาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

Heritage Matters โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นคอลัมน์แสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทัศนะที่ปรากฏในบทความเป็นของผู้เขียนบทความนั้น

The post แลนด์บริดจ์ วิกฤตระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2568 : วีระยุทธชี้ทางฟื้น ‘เสือตัวที่ 5’ อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่เซลฟีหน้าขบวนเทคโนโลยี https://thestandard.co/weerayuth-maps-5th-tiger/ Sun, 11 Jan 2026 10:10:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1163926 เลือกตั้ง 2568 : วีระยุทธชี้ทางฟื้น ‘เสือตัวที่ 5’ อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่เซลฟีหน้าขบวนเทคโนโลยี

วันนี้ (11 มกราคม) วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรั […]

The post เลือกตั้ง 2568 : วีระยุทธชี้ทางฟื้น ‘เสือตัวที่ 5’ อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่เซลฟีหน้าขบวนเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2568 : วีระยุทธชี้ทางฟื้น ‘เสือตัวที่ 5’ อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่เซลฟีหน้าขบวนเทคโนโลยี

วันนี้ (11 มกราคม) วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ผู้ถูกวางตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคประชาชน กล่าวว่า หากไทยยังไม่ฟื้นกลับมาใน 5 ปีข้างหน้า ‘เสือตัวที่ห้า’ จะกลายเป็นตำนานพื้นบ้านโดยถาวร เสือตัวที่ห้าเป็นทั้งเรื่องเล่า และเป็นเส้นบางๆ ของความเป็นไปได้ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจไทย

 

วีระยุทธกล่าวว่า การผลิตอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งสร้างงาน สร้าง GDP และเป็นแหล่งที่ส่งไปยังภาคบริการ เรียกว่าเป็นหัวใจของขีดความสามารถในการแข่งขันกับโลก ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าไทยไม่มีนโยบายอุตสาหกรรม แต่ดูเหมือนว่าทำยานยนต์สันดาปสำเร็จ นโยบายอื่นๆ ก็ไม่ได้ไปต่อ

 

“เรากลัวตกขบวนเทคโนโลยี จึงยอมลดแลกแจกแถม ทำทุกอย่าง ทำทุกทาง เพื่อให้ขบวนเทคโนโลยีผ่านหน้าบ้านเรา แต่เมื่อผ่านบ้านเราแล้ว เขาก็ขนคน ขนของ ขนเทคโนโลยีไป แทบจะไม่จอดแวะเราเลย เราก็แค่ทำได้คือไปยืนกับเซลฟี ถ่ายรูป โดยไม่มีส่วนร่วม และอนาคตจะมี EV ถ้าเรายังทำแบบเดิม เราก็จะทำได้แค่เซลฟีกับขบวนเทคโนโลยี แต่ไม่ได้กระโดดไปมีส่วนร่วม”

 

วีระยุทธชี้ว่า ต้องตั้งหลักใหม่ ข้อที่ 1 ของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย คือ ต้องตั้งเป้าว่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับเทคโนโลยีของอนาคตให้ได้ ต่อมาต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรมไทย การเมืองต้องสร้างบนความหวัง แต่เป้าหมายต้องอยู่บนความจริง อุตสาหกรรมไทยมีหน้าตาเหมือน 2 ขาที่ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นสองโลกของอุตสาหกรรมไทย ขาบนคือ EV, ดาตาเซนเตอร์ และขาด้านล่างคือเครื่องประดับเฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักรกลเกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่โตมาจากเศรษฐกิจไทยยาวนาน

 

“จริงๆ แล้ว ควรจะได้รับการเป็นฮีโร่ของอุตสาหกรรมไทย แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหน อยากจะเอาตนเองไปผูกกับชื่อไฮเทคโดยทิ้งชื่อเหล่านี้”

 

ส่วนหลักข้อที่ 2 ยุทธศาสตร์ของเรา คือจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ และทำให้อุตสาหกรรมใหม่เฉิดฉายสู้กับโลกได้ นอกจากนี้ เราต้องเลิก Products Champion แต่เราต้องหา Components Champion หรือชิ้นส่วน

 

วีระยุทธระบุว่า 3 ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ ทำให้เราเก่งเรื่อยๆ จนโลกขาดเราไม่ได้ ได้แก่ เซ็นเซอร์, พาวเวอร์บอร์ด และโฟตอนิกส์ 3 อย่างนี้จะทำให้โลกขาดเราไม่ได้ และจะทำให้เราเกาะขบวนของโลกได้ สำหรับข้อที่ 4 วีระยุทธกล่าวว่า คือ การสร้างระบบนิเวศ เซมิคอนดักเตอร์ของไทย เราต้องทำให้มีดีมานด์หล่อเลี้ยงให้ได้

The post เลือกตั้ง 2568 : วีระยุทธชี้ทางฟื้น ‘เสือตัวที่ 5’ อุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่เซลฟีหน้าขบวนเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยรับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง https://thestandard.co/yodchanan-pheu-thai-startup-crisis/ Thu, 25 Dec 2025 11:35:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1158311 ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

วันนี้ (25 ธันวาคม) สมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ ได้เข้าหารื […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยรับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

วันนี้ (25 ธันวาคม) สมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ ได้เข้าหารือร่วมกับพรรคเพื่อไทย ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบ Startup ไทย และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างกองทัพนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด และธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ และคณะให้การต้อนรับ

 

ทางผู้แทนสมาคมฯ ได้นำเสนอภาพรวมความเจ็บปวดของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญว่า รายได้ของคนไทยและผู้ประกอบการรายย่อยไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เม็ดเงินจำนวนมากกลับไหลออกไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติ ธุรกิจขนาดใหญ่ และกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ ส่งผลให้ SME และ Startup ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลักของประเทศ ขาดโอกาสในการเติบโตอย่างแท้จริง

 

ทางสมาคมฯ จึงยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางกลไกการเงินและหยุดเลือดที่ไหลออกนอกประเทศ 2. การสร้างกองทัพนวัตกรรม ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ผ่านโครงการ Innovation Talent Accelerator, Risk Capital Sandbox และ National Platform เพื่อลดการผูกขาด และ 3. การเปิดเวทีนโยบายใหญ่ในวันที่ 20 มกราคม เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน

 

ทางด้าน ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้รับฟังข้อเสนอทั้งหมดด้วยความตั้งใจ พร้อมกล่าวว่า เมื่อวานตนได้ไปคุยกับทางสภาอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่วันนี้ตั้งใจมาเน้นที่กลุ่ม Startup ซึ่งตนมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยดูแลงานบ่มเพาะธุรกิจ (Incubate) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานร่วมกับ NIA มาโดยตลอด

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า แม้ทางพรรคจะมีแพ็กเกจการสนับสนุนเตรียมไว้บ้างแล้ว แต่ในวงพูดคุยรอบแรกนี้ ตนอยากเปิดใจรับฟังทุกคนแบบสบายๆ เป็นกันเอง (Friendly) ไม่เน้นพิธีการ เพื่อให้เรามองเห็นภาพความเป็นจริงเดียวกันและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

 

“ผมมักถามตัวเองเสมอว่า เรามีความน่าเชื่อถือ (Authority) พอที่จะพูดเรื่องนี้ไหม ที่ผมมาวันนี้ ก็เพราะผมเคยลงมือทำเรื่องพวกนี้มาพอสมควร และตั้งใจจะมาผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

ศ.ดร.ยศชนัน แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก ระบุว่าแนวทางที่อยากพัฒนาคือการมองภาพรวมทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) ไม่ใช่การแก้ปัญหาเป็นรายกรณี โดยมองว่าสิ่งที่ Startup ต้องการเร่งด่วนในปัจจุบัน คือการที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี

 

“สิ่งที่ Startup ต้องการคือการรวมศูนย์ข้อมูล (Data Pooling), การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการเข้าถึงเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ซึ่งผมมองว่ารัฐควรเข้ามาช่วย License In หรือซื้อสิทธิ์การใช้งานเข้ามาเป็นฐานให้พวกเรา เพื่อลดข้อจำกัดเรื่องสิทธิบัตร (Freedom to Operate) เวลาขยายธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ผมจะเข้ามาดูแลให้”

 

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม (Environment) โดยเปรียบเทียบกับ Silicon Valley หรือ Kendall Square ที่บอสตัน ซึ่งความสำเร็จเกิดจากการที่คนในระบบนิเวศเดินไปมาหาสู่กันได้ เจอทั้ง Hackathon, Incubator และผู้เชี่ยวชาญ สำหรับประเทศไทย ย่านจุฬาฯ หรือเชียงใหม่ ถือว่ามีศักยภาพ แต่ยังขาดองค์ประกอบที่ครบทั้ง 5 ขาที่จะมารวมตัวกัน ได้แก่ Startup, มหาวิทยาลัย, VC, บริษัทใหญ่ (Big Corporate) และภาคการผลิต

 

“เราอยากเห็นพื้นที่ส่วนกลาง (Shared Space) ในเมืองที่ดึงดูดคนหลากหลายกลุ่มให้มาเจอกันได้ รวมถึงเรื่องระบบขนส่ง (Transportation) ที่เอื้อต่อการทำงานของ Startup ซึ่งรัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยจัดการได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

ในช่วงท้ายของการหารือ ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้รับข้อเสนอเรื่องกองทัพนวัตกรรมและการแก้กฎหมายไปพิจารณาเพื่อผลักดันต่อ โดยย้ำว่าเรื่องเงินทุน (Angel Fund/VC) และการเร่งการเติบโต (Accelerate) นั้นอยู่ในแผนงานที่พรรคเตรียมไว้อยู่แล้ว และพร้อมจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

 

บรรยากาศการหารือร่วมกันกว่า 2 ชั่วโมงเป็นไปอย่างเปิดใจและเป็นกันเอง ซึ่งทางด้านสมาคมก็เห็นด้วยและขานรับในหลายประเด็น พร้อมแลกเปลี่ยนข้อเสนอกับพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ โดยนายธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าไทยสตาร์ทอัพ ก็ได้ขอบคุณทางคณะพรรคเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญกับวงการสตาร์ทอัพไทยและข้อเสนอต่างๆ ที่ได้นำเสนอในวันนี้

 

สำหรับการหารือครั้งนี้มีผู้แทนพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ จักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

 

ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 1ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 2ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 3ยศชนัน นำทีม เพื่อไทย รับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง 4

The post เลือกตั้ง 2569 : ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยรับฟังวิกฤตสตาร์ทอัพ พร้อมรับข้อเสนอ กองทัพนวัตกรรมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร ส่งทีมเต็มเหนี่ยว ตัดวงจรเครือข่ายแบตเตอรี่เถื่อน ขอปกป้องประชาชน ไม่ขอปกป้องผลประโยชน์ของใคร https://thestandard.co/thanakorn-on-illegal-battery/ Wed, 17 Dec 2025 06:21:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1155659 ธนกร ส่งทีมเต็มเหนี่ยว ตัดวงจรเครือข่ายแบตเตอรี่เถื่อน ขอปกป้องประชาชน ไม่ขอปกป้องผลประโยชน์ของใคร

วันนี้ (17 ธันวาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระท […]

The post ธนกร ส่งทีมเต็มเหนี่ยว ตัดวงจรเครือข่ายแบตเตอรี่เถื่อน ขอปกป้องประชาชน ไม่ขอปกป้องผลประโยชน์ของใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร ส่งทีมเต็มเหนี่ยว ตัดวงจรเครือข่ายแบตเตอรี่เถื่อน ขอปกป้องประชาชน ไม่ขอปกป้องผลประโยชน์ของใคร

วันนี้ (17 ธันวาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหามลพิษจากการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วยังน่ากังวล กว่า 25% ของแบตเตอรี่ใช้แล้วในประเทศหายไปจากระบบ หรือราว 60,000 ตันต่อปี ส่วนใหญ่ถูกนำไปหลอมในโรงงานเถื่อน ไม่มีใบอนุญาต และไม่ได้มาตรฐาน แล้วปล่อยสารพิษ เช่น ตะกั่ว น้ำกรด และฝุ่นโลหะหนัก ลงสู่ดิน แหล่งน้ำ อากาศ และชุมชน ส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ทั้งระบบประสาท ไต ระบบหายใจ รวมถึงพัฒนาการของเด็ก ซึ่งปัญหานี้เป็นมลพิษเงียบที่สะสมมายาวนาน กระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศของประเทศ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมมือกับตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเปิดปฏิบัติการเร่งด่วนทันที ต้องตรวจเข้มโรงงานเสี่ยง ยึด-อายัดแหล่งผลิตผิดกฎหมาย และดำเนินคดีทุกราย พร้อมทั้งส่ง “ทีมเต็มเหนี่ยว” ลงพื้นที่เสี่ยงเพื่อตัดวงจรเครือข่ายโรงงานใต้ดินที่กำลังก่อมลพิษต่อชุมชน เราจะลงมือจริง ไม่จำเป็นต้องรอฟังรายงานจากใครก่อน เพราะการแก้ปัญหานี้ ต้องเน้น เร็ว-จริง-จับต้องได้ ที่สำคัญ ต้องรายงานตรงกลับมาที่ตน เพื่อเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดี และฟื้นระบบควบคุมให้เข้มแข็งขึ้น

 

ธนกร กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการระยะยาวนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินควบคู่ไปกับการกวาดล้างเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางโครงสร้างระบบใหม่ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่มาตรฐานติดตามเส้นทางแบตเตอรี่ใช้แล้ว (Traceability), การยกระดับการกำกับโรงงานสู่ Green Industry, การเชื่อมระบบกับ Circular Economy และ Net Zero, ไปจนถึงการเตรียมมาตรการรองรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ และ EV เพื่อสร้างระบบที่เข้มแข็ง ทันสมัย และยั่งยืน

 

“ผมจะไม่ยอมให้ประชาชนต้องทนสูดสารพิษ หรือต้องนั่งดูลูกหลานของเราเติบโตท่ามกลางมลภาวะที่ไม่มีใครรับผิดชอบ ปัญหานี้เราจะหยุดมันให้ได้ เพราะหน้าที่ของผมคือ ปกป้องประชาชน ไม่ขอปกป้องผลประโยชน์ของใคร ผมขอยืนยันว่า จากวันนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ยอมให้สารพิษทำร้ายคนไทยได้อีก นี่ถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของระบบจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วของประเทศ” ธนกร กล่าวทิ้งท้าย

The post ธนกร ส่งทีมเต็มเหนี่ยว ตัดวงจรเครือข่ายแบตเตอรี่เถื่อน ขอปกป้องประชาชน ไม่ขอปกป้องผลประโยชน์ของใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลงทะเลสาบสงขลา เสี่ยงกระทบระบบนิเวศของทะเลสาบ https://thestandard.co/gistda-sediment-flows-songkhla-risk/ Tue, 02 Dec 2025 10:18:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1150698 GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลง ทะเลสาบสงขลา เสี่ยง กระทบ ระบบนิเวศ ของ ทะเลสาบ

GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลงทะเลสาบสงขลา หลังน้ำท่วม […]

The post GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลงทะเลสาบสงขลา เสี่ยงกระทบระบบนิเวศของทะเลสาบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลง ทะเลสาบสงขลา เสี่ยง กระทบ ระบบนิเวศ ของ ทะเลสาบ

GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลงทะเลสาบสงขลา หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยภาพจากดาวเทียมเผยชัด เสี่ยงกระทบระบบนิเวศของทะเลสาบ หน่วยงานในพื้นที่เร่งตรวจสอบ

 

GISTDA เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลาอย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์น้ำท่วมขังรุนแรงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดสงขลา โดยได้อาศัยข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2C (ระบบ MSI แบนด์ R:4 G:3 B:2) บันทึกภาพเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.41 น. ซึ่งภาพถ่ายที่ปรากฏในแผนที่ล่าสุดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘มวลตะกอนขนาดใหญ่’ ไหลลงสู่บริเวณตอนล่างของทะเลสาบสงขลาอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงพื้นที่รอยต่อ 4 อำเภอรอบทะเลสาบสงขลา พบว่าในเขต อำเภอเมืองสงขลา อำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ และอำเภอควนเนียง ปรากฏโซนสีเหลือง–น้ำตาลหนาแน่น ซึ่งบ่งชี้ถึงปริมาณ ตะกอนแขวนลอย (Suspended Sediment) จำนวนมากที่ถูกพัดพามาจากปริมาณน้ำหลากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักและน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดการพาตะกอน ดิน โคลน และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ไหลลงสู่ระบบคลองก่อนระบายลงทะเลสาบสงขลา

 

นอกจากนี้ GISTDA ยังได้ประมวลผลภาพด้วยเทคนิค Ulyssys Water Quality Viewer (UWQV) เพื่อเน้นพื้นที่ที่มีตะกอนหนาแน่น ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ‘ขอบทะเลสาบสงขลา’ โดยเฉพาะฝั่งอำเภอเมืองสงขลา อำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ และอำเภอควนเนียง กำลังเผชิญภาวะตะกอนสะสมในระดับสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศ เช่น

 

-ทำให้น้ำขุ่น แสงส่องผ่านได้น้อยลง
-รบกวนการหายใจของปลาและสัตว์น้ำ
-กระทบพื้นที่ประมงพื้นบ้าน
-เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสาหร่ายเติบโตผิดธรรมชาติ
-ส่งผลต่อการใช้น้ำเพื่อยังชีพและกิจกรรมท่องเที่ยวรอบทะเลสาบ

 

แม้ตะกอนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่ปริมาณที่มากผิดปกติอาจเร่งให้ทะเลสาบ ‘แก่ตัวเร็วขึ้น’ โดยทำให้เกิดการตื้นเขินและเสื่อมโทรมเร็วกว่าที่ควร ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในจังหวัดสงขลาที่กำลังเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในหลายอำเภอ ขณะที่ระดับน้ำที่ลดลงกลับทิ้งผลกระทบในระบบน้ำต่อเนื่อง

 

สำหรับข้อมูลชุดนี้ GISTDA ได้ส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อใช้สำหรับวางแผน ติดตาม ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการบริหารจัดการภาวะหลังน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาอย่างทันท่วงที

 

ภาพ: GISTDA

The post GISTDA ชี้ ‘ตะกอนหนาแน่น’ ไหลลงทะเลสาบสงขลา เสี่ยงกระทบระบบนิเวศของทะเลสาบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า https://thestandard.co/mnc-e-commerce-fees-reclaim-data/ Sun, 30 Nov 2025 05:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1149778 ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบา […]

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้เพียง 1.8-2.2% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO Pay Solutions ได้สะท้อนมุมมองว่าความท้าทายที่น่ากังวลกว่าปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือสถานการณ์ตลาด E-Marketplace ไทยที่กำลังถูกครอบงำโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

ภาวุธ ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายหลักคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติยังคงสยายปีกและมีอำนาจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องค่าบริการที่เติบโตขึ้นถึง 15-25% ซึ่งสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ขายที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 17 ล้านบาทต่อเดือน อาจต้องจ่ายค่าบริการสูงถึง 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 35% ของยอดขาย

 

นอกจากเรื่องต้นทุน ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘Data Ownership’ หรือความเป็นเจ้าของข้อมูล เมื่อแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Shopee และ TikTok ใช้นโยบายปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์หรือทำ CRM เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำของตัวเองได้อีกต่อไป ต้องพึ่งพาแต่แพลตฟอร์มเท่านั้น

 

ภาวุธ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าออกมาและสนับสนุนนโยบาย ‘Open Platform’ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บข้อมูลและนำไปต่อยอดธุรกิจในการขายออเดอร์ที่ 2 และ 3 ได้เอง แทนที่จะต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียวตลอดไป

 

ในมิติของการแข่งขัน หากมีแพลตฟอร์มใหม่อย่าง Taobao เข้ามาทำตลาดเพิ่ม จะยิ่งสร้างความท้าทายหนักขึ้น เพราะปัจจุบันสินค้าจีนจำนวนมหาศาลได้ไหลเข้ามาผ่าน Lazada, Shopee และ TikTok เรียบร้อยแล้ว โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งระบบขนส่ง ระบบชำระเงิน และคลังสินค้าเป็นของตนเอง

 

สิ่งที่น่ากังวลคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังสร้างระบบนิเวศของตนเองเบ็ดเสร็จในประเทศไทย เช่น TikTok ที่พยายามทำระบบขนส่งและระบบรับชำระเงินเอง ซึ่งกลไกนี้จะดูดผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในระบบและดึงเม็ดเงินออกนอกประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยลดลงในระยะยาวและเสียอธิปไตยทางข้อมูล

 

อกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับบริการ ‘Buy Now Pay Later’ (BNPL) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การเข้าสู่ตลาดเกมโชว์ ซึ่งอาจสร้างพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เหมาะสมให้กับเยาวชน ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงสินเชื่อและก่อหนี้ได้ง่ายเกินความจำเป็นและขาดการควบคุม

 

ความท้าทายในภาพรวมยังรวมถึงกฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลการเงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย รวมถึงการที่ภาครัฐยังไม่มีหน่วยงานหลักที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง ทำให้การกำกับดูแลและการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยยังไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาวุธ จึงแนะกลยุทธ์ว่าผู้ประกอบการควรใช้ Marketplace เป็นเพียงช่องทางในการ ‘สร้างลูกค้าใหม่’ เท่านั้น แต่ต้องพยายามสร้าง ‘Owned Channel’ หรือช่องทางของตนเอง เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าและสร้างกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาลูกค้าและลดต้นทุนระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ Pay Solutions คาดว่าจะสามารถปิดปี 2025 ด้วยยอดธุรกรรมรวมทะลุ 10,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100% สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของธุรกรรมในฝั่งออฟไลน์ที่สูงถึง 238% สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มกลับมาลงทุนหน้าร้านควบคู่กับออนไลน์เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

ข้อมูลพฤติกรรมการชำระเงินยังชี้ให้เห็นว่า PromptPay ได้ก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักแซงหน้าบัตรเครดิต โดยมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 52.6% ของธุรกรรมทั้งหมด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากต่างประเทศก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมียอดธุรกรรมจากบัตรเครดิตต่างชาติสูงถึง 1,200 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว

สำหรับทิศทางในปี 2026 Pay Solutions มุ่งเป้าที่จะยกระดับสู่การเป็น ‘Payment Infrastructure’ ของประเทศ โดยไม่ได้มองแค่การเป็นระบบรับจ่ายเงิน แต่ต้องการเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งระบบบัญชี ภาษี และการขนส่ง เพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการไทย

 

โดยเตรียมเปิดตัว ‘Super EDC’ เครื่องรูดบัตรอัจฉริยะที่รวมระบบจัดการหน้าร้านและการรับชำระเงินไว้ในเครื่องเดียว เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดขั้นตอนการทำงานในทุกแผนก ตั้งแต่การขาย, บัญชี ไปจนถึงกราฟิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้สูงสุด

 

ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัว การดึงเม็ดเงินจากต่างชาติและการเปิดรับช่องทางการชำระเงินจากทั่วโลกคือทางรอดของธุรกิจไทย” โดย Pay Solutions พร้อมที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย https://thestandard.co/international-flood-model-prepare-prevent/ Wed, 26 Nov 2025 08:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1147932 ส่อง โมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย

น้ำท่วมหรืออุทกภัย ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลก […]

The post ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง โมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย

น้ำท่วมหรืออุทกภัย ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงในหลายมิติ ทั้งต่อชีวิตของผู้คน สภาพสังคม และภาวะเศรษฐกิจ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน จากผลกระทบภาวะโลกรวน หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยมากขึ้นในหลายจุดของโลก และล่าสุดคือประเทศไทย ที่กำลังเกิดน้ำท่วมครั้งประวัติการณ์ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 

ที่ผ่านมา มีหลายประเทศเผชิญกับภาวะน้ำท่วมบ่อยครั้ง จนทำให้ต้องมีการกำหนดนโยบายหรือแผนบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วม (Flood Risk Management Plan) ในขณะที่โมเดลจัดการน้ำท่วมแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะภูมิประเทศ งบประมาณ เทคโนโลยี และโครงสร้างการปกครอง

 

THE STANDARD จะพาไปสำรวจโมเดลการจัดการน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพของบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ง่าย ตลอดจนอังกฤษ และญี่ปุ่นที่เผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ด้วยแผนบริหารจัดการที่ดี ทำให้วันนี้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวอันตรายจากภาวะน้ำท่วม

 

The Delta Programme แผนจัดการน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์

 

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศพื้นที่ราบลุ่มหลายส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและแม่น้ำ ทำให้การบริหารจัดการน้ำกลายเป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อมโยงในหลายมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม นโยบาย และการวางผังเมือง

 

สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเบื้องหลังความสำเร็จในแผนบริหารจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์ คือโครงการที่เรียกว่า The Delta Programme ซึ่งเป็นกรอบนโยบายระดับชาติที่วางแนวทางป้องกันน้ำท่วม รับประกันแหล่งน้ำจืด และเตรียมรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยมีแผนล่วงหน้าไปอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลาง ทางการท้องถิ่น องค์กรบริหารจัดการน้ำ และสถาบันวิจัยต่างๆ

 

ที่มาของ The Delta Programme ต้องย้อนไปถึงเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ ปี 1953 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,800 คน และทำให้พื้นที่กว้างใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ

 

หลังเหตุการณ์นั้น เนเธอร์แลนด์เริ่มโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Delta Works เพื่อปิดช่องทะเลและเสริมคันกั้นน้ำ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นกรอบบูรณาการ ในชื่อโครงการ Delta Programme ซึ่งผสมผสานมาตรการบริหารจัดการน้ำ ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ และการวางผังเมืองเข้าด้วยกัน

 

The Delta Programme มีภารกิจหลักที่มุ่งเน้นอยู่ 3 ด้าน ได้แก่

 

1.ความปลอดภัยจากน้ำท่วม (Flood safety) โดยเน้นการคงระดับการป้องกันจากทะเลและแม่น้ำ ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและปริมาณฝนตกหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ

 

2.การจัดหาน้ำจืด (Freshwater supply) เน้นการวางแผนสำรองน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยปรับสมดุลการใช้น้ำระหว่างภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อรับมือกับความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน

 

3.การปรับตัวเชิงพื้นที่ (Spatial adaptation) หรือการวางแผนเชิงพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม และภัยแล้ง ภายใต้แนวคิด ‘การพัฒนาเมืองที่นำโดยการจัดการน้ำ’ ซึ่งทำให้โครงการก่อสร้าง และการพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ คำนึงถึงความสามารถในการสำรองและระบายน้ำ เช่น การทำพื้นที่กักเก็บชั่วคราว พื้นที่ชุ่มน้ำ และโครงการขยายพื้นที่รับน้ำ

 

The Delta Programme เป็นแผนงานที่มีการจัดทำเป็นรายปี โดยนำเสนอต่อรัฐสภา ควบคู่ไปกับงบประมาณของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แนวทางดำเนินงาน สามารถปรับเปลี่ยนไปตามข้อมูลวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ และสถานการณ์ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

 

โดยแผนดำเนินงานและมาตรการที่สำคัญภายใต้โครงการ The Delta Programme อาทิ

 

  • โครงการปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงของแนวคันกันน้ำและประตูน้ำ เพื่อรองรับระดับน้ำที่สูงขึ้นในอนาคต

 

  • Room for the River ขยายพื้นที่รับน้ำตามแนวแม่น้ำ โดยการปรับระดับพื้นที่ริมฝั่ง ขุดคูน้ำข้างลำคลอง, สร้างช่องบายพาส, ยก/ย้ายถนนและคันกั้นน้ำบางส่วน เพื่อให้แม่น้ำมีที่ว่างเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น โดยผสมผสานการปรับสภาพภูมิทัศน์เข้ากับการป้องกันน้ำในเชิงวิศวกรรม

 

  • โครงสร้างด้านระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศชายฝั่งเป็น ‘บัฟเฟอร์’ หรือพื้นที่กันชนตามธรรมชาติเพื่อชะลอคลื่นและเก็บกักน้ำฝน

 

  • นโยบายเชิงพื้นที่และการวางผังเมือง โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อบังคับในการก่อสร้างใหม่ เช่น ระดับพื้นต้องยกสูงขึ้น, มีพื้นที่ซึมซับน้ำ และพื้นที่กักเก็บน้ำในยามฉุกเฉิน

 

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ลงทุนหลายพันล้านยูโรต่อปีในโครงการจัดการน้ำ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงโครงการย่อยอีกหลายร้อยโครงการทั่วประเทศ

 

โดยการลงทุนโครงการเหล่านี้ถือเป็นการรับประกันความมั่นคงพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคม เพราะหากไม่มีระบบป้องกันและจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตประชาชนอาจเพิ่มสูงแบบทวีคูณ

 

ยุทธศาสตร์จัดการน้ำท่วมของ UK ในยุคโลกรวน

 

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมหลากหลายรูปแบบ ทั้งน้ำจากแม่น้ำ น้ำทะเลหนุน ฝนตกหนัก น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง ทั้งในอังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องกำหนดระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการ จนเกิดเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชื่อว่า ‘การจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งแห่งชาติ (Flood and Coastal Erosion Risk Management : FCERM)’ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมในปัจจุบัน

 

โดยยุทธศาสตร์นี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดการน้ำท่วมและน้ำปี 2010 (Flood and Water Management Act 2010) ซึ่งมีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อปี 2020 เพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

 

สำหรับยุทธศาสตร์ FCERM มีการกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักอย่างชัดเจน โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อม (Environment Agency) รับหน้าที่เป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งทั่วอังกฤษ มีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงระดับประเทศ ออกแบบมาตรฐานความปลอดภัย และจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น คันกันน้ำและประตูน้ำ

 

ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่น เช่น Lead Local Flood Authorities (LLFAs), สภาท้องถิ่น บริษัทน้ำ และคณะกรรมการด้านการระบายน้ำ ต่างมีหน้าที่ดูแลระบบระบายน้ำ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และทางน้ำขนาดเล็ก รวมถึงการวางผังเมืองที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งโครงสร้างการทำงานแบบหลายภาคส่วนเช่นนี้ ทำให้การบริหารจัดการน้ำท่วมของอังกฤษ มีการบูรณาการทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

 

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่สำคัญของยุทธศาสตร์ FCERM ได้แก่

 

  • การใช้แนวทางรับมือตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ การสร้างพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ การเปิดพื้นที่น้ำท่วมหลากตามฤดูกาล และการออกแบบพื้นที่สีเขียวและพื้นที่น้ำภายในเมือง เพื่อช่วยชะลอน้ำ ลดระดับน้ำสูงสุด และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในระบบนิเวศตามธรรมชาติ โดยแนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘กันน้ำออก’ มาเป็นการ ‘อยู่กับน้ำอย่างปลอดภัย’

 

  • การวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านน้ำและชายฝั่ง โดยหน่วยงานท้องถิ่นต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านน้ำทุกครั้งที่มีการอนุมัติการพัฒนาโครงการก่อสร้างใหม่ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

 

  • การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เช่น ระบบเตือนภัยน้ำท่วม, การแจ้งเตือนชายฝั่ง, การรับมือฉุกเฉิน การอพยพ การวางแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมกันพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่มีความแม่นยำสูงขึ้น โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และแบบจำลองน้ำลุ่มน้ำ ซึ่งช่วยให้ประชาชนและหน่วยบริการฉุกเฉินมีเวลาเตรียมตัวก่อนน้ำท่วม อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดแผนรับมือน้ำท่วมในระดับครัวเรือนและธุรกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ที่รัฐไม่เพียงต้องป้องกัน แต่ยังต้อง ‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ ให้ประชาชนสามารถรับมือและฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม

 

  • การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมและระบบน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยหลายพื้นที่ในอังกฤษมีโครงสร้างป้องกันน้ำทะเล แม่น้ำ และชายฝั่งจำนวนมาก การดูแลให้เขื่อน ประตูน้ำ ระบบระบายน้ำทำงานได้ดีจึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยในระยะยาว

 

  • ความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ใช่เพียงรัฐหรือหน่วยงานเดียว แต่รวมหน่วยงานท้องถิ่น ผู้จัดการน้ำ บริษัทน้ำ ผู้วางผังเมือง เกษตรกร ชุมชน ธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การจัดการน้ำเป็นงานร่วม มีการแบ่งบทบาทและรับผิดชอบที่ชัดเจน

 

  • การใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเพื่อวางแผนระยะยาว ประเมินความเสี่ยง และออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ทั้งนี้ ระหว่างปี 2015-2021 รัฐบาลอังกฤษ ได้ทุ่มงบประมาณราว 2.6 พันล้านปอนด์เพื่อป้องกันน้ำท่วมและกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้สามารถช่วยปกป้องบ้านเรือนกว่า 300,000 หลัง

 

ช่วงระหว่างปี 2021-2027 รัฐบาลยังเพิ่มงบประมาณเป็น 5.2 พันล้านปอนด์เพื่อยกระดับโครงการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐมองการป้องกันน้ำท่วมเป็น ‘การลงทุนด้านความมั่นคงสาธารณะ’ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายระยะสั้น เพราะน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่างบป้องกันหลายปีรวมกัน

 

แผนรับมือน้ำท่วมญี่ปุ่น กระจายอำนาจ-ร่วมมือบูรณาการ

 

สำหรับแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภัยจากน้ำท่วม จะใช้การตัดสินใจแบบกระจายอำนาจ และเน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยใช้ระบบข้อมูลแบบบูรณาการ และมุ่งเน้นไปที่การป้องกันปัญหา

 

โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินขนาดเล็ก ในขณะที่รัฐบาลกลางจะบริหารจัดการวิกฤตระดับชาติ ซึ่งทั้งสองประเทศจะทำงานภายใต้กรอบการทำงานเดียวกันเพื่อให้มั่นใจว่าการประสานงานจะราบรื่น

 

ขณะที่ยังมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยในการช่วยป้องกันปัญหา ​​เช่น แบบจำลองเมืองเสมือนจริงเพื่อประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง

 

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น J-Alert ซึ่งสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ภายในไม่กี่วินาทีผ่านหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ลำโพง โทรทัศน์ วิทยุ อีเมล และโทรศัพท์มือถือ

 

ซึ่งการเตือนภัยล่วงหน้าที่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกอย่างน้อย 24 ชั่วโมงล่วงหน้า สามารถลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้ 30% และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามาตรการเชิงรุกสามารถช่วยชีวิตและลดความสูญเสียให้น้อยที่สุดได้อย่างไร

 

อีกแนวทางที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยมีการจัดฝึกซ้อมและมีโครงการต่างๆ ในโรงเรียน ที่จะช่วยให้รู้วิธีรับมือกับเหตุฉุกเฉินรวมถึงน้ำท่วม

 

ภาพ: Ana Fernandez/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post ส่องโมเดลจัดการน้ำท่วมต่างประเทศ ‘เตรียมพร้อม ป้องกัน รับมือ’ อย่างไร ไม่ให้ภัยพิบัติเลวร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด วอนนักท่องเที่ยวเลิกเทรนด์ ‘เรียงหิน’ ชี้ทำลายบ้านสัตว์เล็ก-กระทบระบบนิเวศ https://thestandard.co/samet-urges-tourists-stop-stacking/ Mon, 24 Nov 2025 02:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1146602 อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด วอนนักท่องเที่ยวเลิกเทรนด์ ‘เรียงหิน’ ชี้ทำลายบ้านสัตว์เล็ก กระทบระบบนิเวศ

วันนี้ (24 พฤศจิกายน) อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกา […]

The post อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด วอนนักท่องเที่ยวเลิกเทรนด์ ‘เรียงหิน’ ชี้ทำลายบ้านสัตว์เล็ก-กระทบระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด วอนนักท่องเที่ยวเลิกเทรนด์ ‘เรียงหิน’ ชี้ทำลายบ้านสัตว์เล็ก กระทบระบบนิเวศ

วันนี้ (24 พฤศจิกายน) อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ออกประกาศขอความร่วมมือด่วนไปยังนักท่องเที่ยว ให้งดกิจกรรมการนำก้อนหินมาเรียงซ้อนกัน หรือ Rock Stacking ในทุกพื้นที่ของอุทยานฯ

 

โดยระบุว่าแม้การเรียงหินจะดูเป็นกิจกรรมที่สร้างความสวยงามทางศิลปะหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่เบื้องหลังภาพที่เห็นนั้นกลับสร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบนิเวศขนาดเล็กที่มีความเปราะบางอย่างคาดไม่ถึง

 

ทางอุทยานฯ อธิบายว่า ก้อนหินตามธรรมชาติเปรียบเสมือนบ้าน และ ที่หลบภัย ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแมลง กุ้งฝอย ปูน้ำจืด หรือสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ การเคลื่อนย้ายหินเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อนำมาเรียงต่อกัน อาจส่งผลให้สัตว์เหล่านี้บาดเจ็บ สูญเสียที่อยู่อาศัย หรือตายได้ทันที

 

นอกจากนี้ การย้ายหินออกจากตำแหน่งเดิมยังทำลายพืชตระกูลมอสและตะไคร่น้ำที่เติบโตช้า ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการยึดหน้าดิน ป้องกันการพังทลาย และควบคุมทิศทางการไหลของน้ำในลำธาร เมื่อหินถูกย้าย สมดุลธรรมชาติเหล่านี้จะเสียหายสะสมจนกลายเป็นปัญหาระดับใหญ่ได้

 

นอกจากผลกระทบทางนิเวศวิทยาแล้ว การเรียงหินยังสร้างปัญหาด้านทัศนียภาพและความปลอดภัยอีกด้วย โดยการสร้างกองหินจำนวนมากทำให้ภูมิทัศน์ดั้งเดิมสูญเสียความบริสุทธิ์ และอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบจนพื้นที่ธรรมชาติเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างฝีมือมนุษย์

 

ที่น่ากังวลคือในบางพื้นที่ กองหิน (Cairn) ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สากลในการบอกเส้นทางเดินป่า การที่นักท่องเที่ยวสร้างกองหินขึ้นมาเองโดยไม่มีจุดหมาย อาจทำให้ผู้เดินทางคนอื่นเกิดความสับสนและหลงทางได้

 

ดังนั้น อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จึงขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวทุกคนยึดหลักการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ภายใต้แนวคิด เห็นหินที่ไหน ให้หินอยู่ที่นั่นโดยไม่เก็บ ไม่เคลื่อนย้าย และไม่สร้างกองหินใหม่ เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัวและคงความสมบูรณ์ไว้ให้ได้มากที่สุด

 

พร้อมเน้นย้ำหลักสากลของการท่องเที่ยวธรรมชาติคือ การนำกลับไปเพียงภาพถ่ายและความประทับใจ และทิ้งไว้เพียงรอยเท้าเท่านั้น

The post อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด วอนนักท่องเที่ยวเลิกเทรนด์ ‘เรียงหิน’ ชี้ทำลายบ้านสัตว์เล็ก-กระทบระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดพิมพ์เขียวปั้นธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย https://thestandard.co/thai-tech-blueprint-missing-ecosystem-piece/ Fri, 14 Nov 2025 06:17:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1143304 ถอดพิมพ์เขียวปั้น ธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย

ทำไมไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่สตาร์ทอัปที่เติบโ […]

The post ถอดพิมพ์เขียวปั้นธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดพิมพ์เขียวปั้น ธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย

ทำไมไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่สตาร์ทอัปที่เติบโตถึงขั้น ‘ยูนิคอร์น’ มากเท่าที่ควรจะเป็น?

 

หนึ่งในเวทีที่น่าสนใจภายในงาน The Standard Economic Forum 2025 คือเวทีที่ชื่อว่า Forging National Champions: ปั้นธุรกิจแชมป์ไทย เปิดเกมเศรษฐกิจใหม่ด้วย National VC ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา คือ Jeep Kline, Founder & Managing Partner, Raisewell Ventures and Professional Faculty, UC Berkeley และศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ทั้งสองท่านได้ร่วมกันถอดรหัสว่า อะไรคือ ‘จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป’ ของระบบนิเวศ (Ecosystem) เทคโนโลยีไทย และเราจะสร้างพิมพ์เขียวเพื่อปั้น ‘National Champions’ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

 

ไทยยังขาด 5 เสาหลัก – ต้องคิดแบบ ‘Transnational VC’

 

Jeep Kline เริ่มต้นด้วยการฉายภาพว่า Ecosystem ของ Venture Capital (VC) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ยังมีอายุเพียง 10 ปี เมื่อเทียบกับ Silicon Valley ที่มีอายุ 40-50 ปี การจะก้าวกระโดดโดยไม่ต้องใช้เวลาถึงครึ่งศตวรรษ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง 5 เสาหลักที่สำคัญให้เกิดขึ้นพร้อมกัน

 

  • เงินทุนเอกชนที่มีความเสี่ยงสูง (Risk Capital) เช่น VC และเงินทุนระยะยาว (Long-term Capital) ที่ลงทุนเพื่อปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจอย่างน้อย 7-10 ปี
  • สถาบันการศึกษา (Academic Institution) ที่ซึ่งคณาจารย์และนักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาต่อยอดสร้างเป็นบริษัทได้จริง
  • ภาคเอกชน (Corporation) บริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องมีช่องทางในการสนับสนุนหรือเป็นทางออก (Exit Market) ให้กับสตาร์ทอัป
  • ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ผู้ก่อตั้งที่มีความสามารถในการสร้างและบริหารบริษัทเทคโนโลยีให้เติบโต
  • นโยบาย (Policy) การสนับสนุนจากภาครัฐ, โครงการบ่มเพาะ (Incubation Program) และกลไกตลาดทุนที่เอื้ออำนวย

 

อย่างไรก็ตาม Jeep Kline ย้ำว่า 5 เสาหลักนี้ไม่เพียงพอ “การที่เราจะสร้าง National VC ให้เกิดขึ้นในไทยได้ เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ แต่เราต้องขายว่าเรามีประชากร 700 ล้านคน (ในอาเซียน)”

 

สิ่งที่ไทยต้องสร้างคือแนวคิด ‘Transnational VC’ ซึ่งต้องทำหน้าที่ 3 ประการ คือ 1) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว 2) เป็นผู้นำทางความคิดที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ และ 3) ทำงานร่วมกับหน่วยงานส่งเสริมการวิจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด เช่น มหาวิทยาลัย

 

“สิ่งที่เราขาดคือ Exit Market ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยกำลังสร้าง การสนับสนุนเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเข้าไปให้ความรู้ด้วย”

 

หนึ่งในจิ๊กซอว์ที่สำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการไทยต้องมีคือ ‘Global Mindset’ ตั้งแต่วันแรก “ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ทิศทางของผลิตภัณฑ์และการจ้างงานก็จะไปไม่ถึงระดับโลก”

 

ตลท. ชี้ 3 อุปสรรคใหญ่ รัฐกลัวขาดทุน-ทุนวิจัยกระจัดกระจาย-SME บัญชี 2 เล่ม

 

ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ยอมรับว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยมีบริษัท New Technology หรือ Deep Tech เข้ามาจดทะเบียนน้อยมาก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก

 

“เราไม่เคยลงทุนด้านนี้อย่างจริงจังมาก่อน คอนเซปต์ของหน่วยงานรัฐคือ ลงทุนแล้วขาดทุนไม่ได้ ซึ่งมันสวนทางโดยสิ้นเชิงกับแนวทางการลงทุนของ VC ที่โดยธรรมชาติแล้ว สตาร์ทอัปมีโอกาสสำเร็จเพียง 5% กว่าๆ เท่านั้น ทำให้การตัดสินใจของภาครัฐไม่สามารถสร้างผลกระทบได้เท่าที่ควร” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว

 

ประธาน ตลท. ยังชี้ให้เห็นอีก 2 ปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

 

  • ทุนวิจัยที่กระจัดกระจาย “ปัจจุบันเรามีหน่วยงานให้ทุนและวิจัยที่แตกย่อยไปเยอะมาก ทั้ง สวทช., NIA, DEPA, TED Fund ซึ่งมีเงินรวมกันหลายหมื่นล้านบาท ถ้าสามารถรวมพลังกันและไป Co-invest กับภาคเอกชนได้ จะช่วยให้ธุรกิจใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากขึ้น”
  • ปัญหา SME ทำบัญชี 2 เล่ม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบและการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

พิมพ์เขียว ตลท. ปั้น ‘New Economy’ – จ่อตั้ง ‘PE Trust Fund’

 

เพื่อปลดล็อกปัญหาดังกล่าว ตลท. กำลังดำเนินการในหลายมิติเพื่อสร้าง “Runway” ให้กับธุรกิจแห่งอนาคต

 

  • สร้าง Holding Company ตลท. กำลังศึกษาการสร้าง Holding Company เพื่อเข้าไปลงทุนในบริษัท Spin-off (Optco) จากมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วจึงนำ Holding Company นั้นมาระดมทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างบริษัท Deep Tech ที่ต่อยอดจากงานวิจัย เช่น Health Tech หรือ Food Tech
  • ตั้งกองทุน Private Equity (PE) Trust Fund อยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งกองทุน PE Trust โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจในกลุ่ม New Economy ที่มีศักยภาพ เช่น Health, Digital, Food และ Tourism Cluster
  • ปลดล็อกกฎเกณฑ์ เร่งแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อให้บริษัทใหม่ๆ สามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น

 

“หมอ วิศวกร ของไทยเก่งเรื่องงานวิจัยมาก แต่ทำการค้าไม่เป็น โจทย์คือเมื่อไหร่ที่งานวิจัยจะสามารถถูกนำมาสร้างเป็นธุรกิจ (Commercialize) ได้จริง การจะทำธุรกิจวันนี้ให้แข็งแรงและใหญ่โต ต้องมี Partnership และ รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) มาเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) และปลดล็อกกฎกติกาต่างๆ”

 

เขาทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า หากสามารถรวมพลังและปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้ได้ “ภายใน 1-2 ปีนี้ เราจะเริ่มเห็น New Economy เกิดขึ้นในตลาดทุนไทยได้”

The post ถอดพิมพ์เขียวปั้นธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เปิดยอดจัดเก็บกระทงปี 68 ลดลง 24% เหลือ 3.9 แสนใบ ชี้แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง พร้อมนำกระทงธรรมชาติเข้าโรงงานผลิตปุ๋ย https://thestandard.co/bma-kratongs-made-into-fertilizer/ Thu, 06 Nov 2025 01:41:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1140134 กระทง

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกกรุงเทพมหาน […]

The post กทม. เปิดยอดจัดเก็บกระทงปี 68 ลดลง 24% เหลือ 3.9 แสนใบ ชี้แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง พร้อมนำกระทงธรรมชาติเข้าโรงงานผลิตปุ๋ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทง

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผลการจัดเก็บกระทงในเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2568 ซึ่งดำเนินการโดยสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขต 50 เขต ในพื้นที่ 110 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

 

  • ยอดจัดเก็บรวม: กทม. จัดเก็บกระทงได้ทั้งสิ้น 391,027 ใบ ลดลงจากปีก่อนประมาณ 24% (ปี 2567 เก็บได้ 514,590 ใบ) แสดงให้เห็นว่าจำนวนกระทงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ประเภทของวัสดุ:

 

วัสดุธรรมชาติ: 323,626 ใบ (คิดเป็น 82.76%)
โฟม: 28,298 ใบ (คิดเป็น 7.23%)
ขนมปัง: 39,103 ใบ (คิดเป็น 10.01%)

 

แม้ยอดรวมจะลดลง แต่เมื่อเทียบกับสถิติย้อนหลัง 2 ปี (ปี 2567: วัสดุธรรมชาติ 98.39% | ปี 2566: วัสดุธรรมชาติ 96.74%) พบว่า สัดส่วนของกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติในปีนี้ลดลงอย่างมาก ขณะที่สัดส่วนของ กระทงขนมปังเพิ่มขึ้น เป็น 10.01%

 

สำหรับการลอยกระทงออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ greener.bangkok.go.th ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 มีประชาชนเข้าร่วมลอยกระทงจำลองในบรรยากาศเสมือนจริง 23,347 ใบ (ลดลงจากปี 2567 ที่มี 36,832 ใบ)

 

กทม. ได้จัดเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 8 ถึงสะพานพระราม 9 ระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยใช้เจ้าหน้าที่ 163 คน และเรือรวม 34 ลำ ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 20.00 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายน จนแล้วเสร็จภายใน 05.00 น. ของวันที่ 6 พฤศจิกายน

 

  • กระทงวัสดุธรรมชาติ: จะนำไปบดย่อยและส่งโรงงานผลิต ปุ๋ยอินทรีย์หนองแขม
  • กระทงโฟมและวัสดุอื่น: จะถูกนำไป ฝังกลบ
  • กระทงจากพื้นที่อื่น: ถูกนำส่งสถานีขนถ่ายมูลฝอย 3 แห่ง (อ่อนนุช สายไหม หนองแขม) เพื่อดำเนินการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ

 

โฆษก กทม. กล่าวขอบคุณประชาชนที่ร่วมสืบสานประเพณีภายใต้แนวคิด ลอยกระทงรักษ์โลก มาด้วยกัน ลอยด้วยกัน 1 ครอบครัว 1 กระทง และขอความร่วมมืองดใช้กระทงขนมปังและโฟม เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศของบึงน้ำในสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบปิด ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศโดยรวม

The post กทม. เปิดยอดจัดเก็บกระทงปี 68 ลดลง 24% เหลือ 3.9 แสนใบ ชี้แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง พร้อมนำกระทงธรรมชาติเข้าโรงงานผลิตปุ๋ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิตเป็น ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง พร้อมวางขายในตลาดเดือน พ.ย. นี้ https://thestandard.co/cpf-black-tilapia-fish-sauce-maeklong/ Wed, 29 Oct 2025 10:19:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1137053 CPF ปลาหมอคางดำ

CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิต ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกั […]

The post CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิตเป็น ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง พร้อมวางขายในตลาดเดือน พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF ปลาหมอคางดำ

CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิต ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง ส่งขึ้นแท่นสินค้าโอทอปสมุทรสงคราม พร้อมวางตลาด พ.ย. นี้

 

จังหวัดสมุทรสงครามยกระดับ ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำ ขึ้นเป็นสินค้าโอทอป (OTOP) อย่างเป็นทางการ โดยเตรียมวางจำหน่ายสู่ตลาดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

โดย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ได้ออกหนังสือรับรองขึ้นทะเบียน ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ขึ้นเป็นสินค้าโอทอปอย่างเป็นทางการ โดยมีเรือนจำกลางสมุทรสงครามเป็นผู้ผลิต ภายใต้การนำของนายโอชา วณิโชภาส พร้อมได้รับรหัสผู้ประกอบการเลขที่ 7501001128

 

ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเรือนจำกลางสมุทรสงคราม กรมราชทัณฑ์ กรมประมง และบริษัท ซีพีเอฟ จำกัด (มหาชน) ในการนำปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

มานิต หนูเทศ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรสงคราม กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในธรรมชาติ โดยนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลาแท้ พร้อมใช้เป็นหลักสูตรฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขัง เพื่อสร้างโอกาสและอาชีพหลังพ้นโทษ ขณะเดียวกันยังช่วยขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

 

ด้าน วิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวต่อว่า การแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลาเป็นหนึ่งในแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ลดปริมาณปลาหมอคางดำในธรรมชาติให้อยู่ในระดับควบคุมได้ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ต้องขัง รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำในวงกว้างมากขึ้น

 

“เรียกได้ว่า การขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอทอป จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และจูงใจให้มีการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดและช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ” วิรัตน ย้ำ

 

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนได้ให้คำแนะนำด้านมาตรฐานการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ ปลาหมอคางดำ และ เกลือสมุทร ทำให้น้ำปลาหับเผยแม่กลองมีรสชาติเฉพาะตัว และสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัด

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน หลายจังหวัด เช่น สมุทรสาคร เพชรบุรี และสมุทรปราการ ได้นำแนวทางนี้ไปใช้ในการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลาเช่นกัน โดยกรมประมงสนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้ชุมชน พร้อมผลักดันให้เป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาทรัพยากรประมงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

The post CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิตเป็น ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง พร้อมวางขายในตลาดเดือน พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.เกษตรฯ เผย ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ชี้ข้อเสนอนักวิชาการใช้ไซยาไนด์ต้องคิดถึงระบบนิเวศ https://thestandard.co/black-chin-tilapia-measures-approved/ Tue, 30 Jul 2024 06:07:28 +0000 https://thestandard.co/?p=964819 ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (30 กรกฎาคม) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่า […]

The post รมช.เกษตรฯ เผย ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ชี้ข้อเสนอนักวิชาการใช้ไซยาไนด์ต้องคิดถึงระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (30 กรกฎาคม) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 7 มาตรการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอ ประกอบด้วย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

  1. กำจัดออกจากระบบนิเวศให้มากที่สุด

 

  1. ใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการใช้ปลานักล่า

 

  1. นำปลาที่จับได้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยตั้งเป้าว่าตั้งแต่ขณะนี้จนถึงกลางปีหน้า จะจับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 ตัน หรือ 4 ล้านกิโลกรัม

 

  1. เฝ้าระวังไม่ให้มีการขยายพื้นที่แพร่ระบาด

 

  1. ทำความเข้าใจกับประชาชน

 

  1. ใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำให้ปลาเป็นหมัน และใช้เทคโนโลยีล่อให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อง่ายต่อการจับ

 

  1. การฟื้นฟูระบบนิเวศ

 

ส่วนที่มีนักวิชาการเสนอการใช้ไซยาไนด์เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำนั้น อรรถกรระบุว่า เป็นข้อเสนอของนักวิชาการที่ไม่ได้สังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกระทรวงไม่ได้ปิดโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่ในการใช้ยาแรงจะต้องคิดไตร่ตรอง ว่าระบบนิเวศจะได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ อย่างไร ดังนั้นมาตรการหลักคือทำงานร่วมกับชาวประมง ซึ่งถือเป็นนักล่ามือหนึ่ง ส่วนมาตรการอื่นๆ จะค่อยๆ พิจารณาตามสถานการณ์ต่อไป

The post รมช.เกษตรฯ เผย ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ชี้ข้อเสนอนักวิชาการใช้ไซยาไนด์ต้องคิดถึงระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เสิร์ฟ 5 เมนูจากปลาหมอคางดำ หวังกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์จากระบบนิเวศ https://thestandard.co/5-menus-from-blackchin-tilapia/ Fri, 19 Jul 2024 05:45:20 +0000 https://thestandard.co/?p=960100 เมนู ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (19 กรกฎาคม) ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน ชัชชาติ ส […]

The post กทม. เสิร์ฟ 5 เมนูจากปลาหมอคางดำ หวังกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์จากระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมนู ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (19 กรกฎาคม) ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมกิจกรรม BKK Food Bank พร้อมสาธิตการทำ เมนู อาหาร ด้วย ‘ ปลาหมอคางดำ ’ ที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวบางขุนเทียน 

 

สำนักงานเขตบางขุนเทียนนำเสนอ 5 เมนู ได้แก่ ปลาหมอคางดำราดซอสเปรี้ยวหวาน, ปลาหมอคางดำทอดเกลือ, ฉู่ฉี่ปลาหมอคางดำ, แกงส้มปลาหมอคางดำ และปลาร้าจากปลาหมอคางดำ โดยได้เชฟชุมพล แจ้งไพร ที่มาทำเมนูไฟน์ไดนิ่งปลาหมอคางดำราดพริกสมุนไพรโชว์

 

ทั้งนี้ พื้นที่กรุงเทพมหานครขณะนี้มีรายงานการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ และบางบอน ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เร่งประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ที่เกิดขึ้น จนได้ 6 มาตรการแก้ปัญหา คือ 

 

  1. ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด และพัฒนาเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดปลาหมอคางดำ 
  2. กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยการปล่อยปลาผู้ล่า
  3. นำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ 
  4. สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำ 
  5. สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อป้องกันและพร้อมรับมือการแพร่ระบาด 
  6. ติดตาม ประเมินผล 

 

ซึ่งในวันนี้กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ด้วยการนำมาทำอาหาร เพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มเปราะบาง

 

 

The post กทม. เสิร์ฟ 5 เมนูจากปลาหมอคางดำ หวังกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์จากระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมประมงแถลงมาตรการด่วน ทำปลาหมอคางดำให้เป็นหมัน มั่นใจภายใน 3 ปีเอาอยู่ https://thestandard.co/urgent-measures-to-make-blackchin-tilapia-sterile/ Wed, 17 Jul 2024 06:54:21 +0000 https://thestandard.co/?p=959054

วันนี้ (17 กรกฎาคม) บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผ […]

The post กรมประมงแถลงมาตรการด่วน ทำปลาหมอคางดำให้เป็นหมัน มั่นใจภายใน 3 ปีเอาอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 กรกฎาคม) บัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ ในประเทศไทย ซึ่งพบตั้งแต่ปี 2560 และแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคกลางเมื่อต้นปี 2567 ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และเพชรบุรี 

 

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวประมง และปัญหาเชิงระบบนิเวศที่กำลังจะตามมา จึงกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น และออก 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 

 

1) การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด 

 

2) การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาวและปลาอีกง หรือปลาผู้ล่าชนิดอื่น เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

 

3) การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำปลาป่น แปรรูปเป็นหลายเมนู 

 

4) การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามพื้นที่กันชนต่างๆ 

 

5) การประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมกำจัดปลาหมอคางดำให้กับทุกภาคส่วน 

 

ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพบการแพร่ระบาดเพิ่มในบางพื้นที่ของ 9 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, ราชบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และสงขลา และได้รับแจ้งว่ามีการระบาดเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ นครปฐมและนนทบุรี รวมทั้งสิ้นเป็น 16 จังหวัดที่พบการแพร่ระบาด

 

ทั้งนี้ ทางจังหวัดจัดตั้งคณะทำงานขึ้น เพื่อดำเนินการทำร่างแผนปฏิบัติการ และงบประมาณแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว เพื่อให้แผนรายจังหวัดสามารถปฏิบัติได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ในขณะนี้ทุกจังหวัดได้เริ่มดำเนินการตามแผนเบื้องต้นไปแล้ว โดยมีหน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ร่วมบูรณาการกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประมงท้องถิ่น และภาคประชาชน ในการดำเนินการ 

 

นอกจากนี้ ร.อ. ธรรมนัส ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นจะใช้เงินจากกองทุน​สงเคราะห์​การทำ​สวนยาง​ ในระหว่างที่รอของบกลาง และได้สั่งการเร่งด่วนมายังอธิบดีกรมประมงให้เร่งจัดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ภายใน 1 สัปดาห์ ในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด 

 

สำหรับกระแสสังคมที่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องต้นตอของการแพร่ระบาดอย่างหนักของปลาหมอคางดำในขณะนี้ กรมประมงขอชี้แจงว่า ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และได้ขออนุญาตนำเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อวิจัยปรับปรุงพันธุ์จากบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบเรื่องสุขอนามัยของสัตว์น้ำที่ผู้นำสัตว์น้ำทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการควบคุมโรคสัตว์น้ำมิให้แพร่ระบาด 

 

ดังนั้น หากภาคเอกชนใดต้องการนำเข้ามาในประเทศต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยผ่านการพิจารณาให้ความเห็นทางวิชาการจากคณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) และเมื่อได้รับอนุญาตนำเข้าแล้ว เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำ กรมประมง จะดำเนินการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำนั้นจนสู่แหล่งทดลองที่ได้รับการอนุญาต คือกระบวนการที่บริษัทดังกล่าวดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อนำเข้ามาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ 

 

ภายหลังบริษัทดังกล่าวยกเลิกการทำวิจัย และไม่ได้แจ้งต่อกรมประมงในการจัดการทำลายตัวอย่างตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด 

 

จากการลงตรวจสอบพื้นที่เลี้ยงของบริษัทในช่วงพบการแพร่ระบาดในปี 2560 ของเจ้าหน้าที่กรมประมง จึงได้รับรายงานว่า ได้ทำลายตัวอย่างทั้งหมดโดยการฝังกลบ จากที่เป็นประเด็นในสื่อต่างๆ กรมประมงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปรับตัวอย่างปลาหมอคางดำที่ใช้วิจัยจากบริษัทดังกล่าวที่ฟาร์ม จำนวน 50 ตัวอย่าง และต้องการให้กรมประมงนำตัวอย่างดังกล่าวมาตรวจสอบว่ามี DNA ตรงกับปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้หรือไม่ 

 

กรมประมงได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานการรับมอบตัวอย่างในสมุดลงทะเบียนรับตัวอย่างและฐานข้อมูลในระบบ ตั้งแต่นำเข้าจนถึงปี 2554 ไม่พบหลักฐานการรับตัวอย่างและขวดตัวอย่างดังกล่าวแต่อย่างใด 

 

ที่สำคัญ ในระยะยาวกรมประมงจะนำ ‘โครงการวิจัย การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำ’ มาใช้ โดยโครงการดังกล่าว กรมประมงได้มีแนวทางควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำด้วยหลักการทางพันธุศาสตร์ ด้วยการศึกษาสร้างประชากรปลาหมอคางดำพิเศษที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด (4n) จากนั้นจะปล่อยปลาหมอคางดำพิเศษเหล่านี้ลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำปกติที่มีชุดโครโมโซม 2 ชุด (2n) การผสมพันธุ์นี้จะทำให้เกิดลูกปลาหมอคางดำที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด (3n) ซึ่งลูกปลาที่มีโครโมโซม 3 ชุดนี้จะกลายเป็นปลาหมอคางดำที่เป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ 

 

ในเบื้องต้นของการศึกษานี้จะทดลองในบ่อทดลองเลียนแบบธรรมชาติภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี และจะทยอยปล่อยอย่างน้อย 250,000 ตัว ภายในระยะเวลา 15 เดือน (กรกฎาคม 2567 – กันยายน 2568) คาดว่าสามารถเริ่มปล่อยพันธุ์ปลาได้อย่างช้าที่สุดในเดือนธันวาคม 2567 อย่างน้อยจำนวน 50,000 ตัว และเมื่อดำเนินการควบคู่กับวิธีการควบคุมอื่นๆ เช่น การใช้ปลาผู้ล่าและการจับปลาไปใช้ประโยชน์ จะส่งผลให้การเพิ่มจำนวนปลาหมอคางดำรุ่นใหม่ลดลงจนควบคุมการระบาดได้ในอนาคต ภายใน 3 ปี

The post กรมประมงแถลงมาตรการด่วน ทำปลาหมอคางดำให้เป็นหมัน มั่นใจภายใน 3 ปีเอาอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมงสมุทรสาครร่วมลงแขกลงคลอง กวาดล้าง ‘ปลาหมอคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ https://thestandard.co/samut-sakhon-blackchin-tilapia/ Tue, 09 Jul 2024 08:06:04 +0000 https://thestandard.co/?p=955406

วันนี้ (9 กรกฎาคม) ที่คลองท่าแร้ง ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้ […]

The post ประมงสมุทรสาครร่วมลงแขกลงคลอง กวาดล้าง ‘ปลาหมอคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 กรกฎาคม) ที่คลองท่าแร้ง ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ประมงจังหวัดสมุทรสาครร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน จัดกิจกรรม ‘ลงแขกลงคลอง ครั้งที่ 1’ ร่วมกำจัดและตัดวงจรชีวิต ปลาหมอคางดำ หรือปลาหมอสีคางดำ ออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดสมุทรสาคร

 

สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่พบปลาหมอคางดำ ซึ่งนับว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์หรือสิ่งมีชีวิตอันตรายในแหล่งน้ำทุกประเภททั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยพบการแพร่ระบาดอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร

 

ด้าน กมล ไกรวัตนุสสรณ์ ประธานชมรมเรืออวนลาก จังหวัดสมุทรสาคร ระบุว่า สถานการณ์ปลาหมอสีคางดำระบาดขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตหนัก หากไม่รีบกำจัดหรือทำให้ปริมาณลดลง จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะกุ้ง หอย ปู ปลา ที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งจะต้องถูกกินไปจนหมด

 

อีกทั้งปลาประเภทนี้เป็นปลาที่ทนต่อสภาพน้ำทุกประเภทและยังมีการแพร่พันธุ์ได้เร็ว ดังนั้นการเร่งกำจัดพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้ได้มากที่สุด จะช่วยลดการเกิดใหม่ของลูกปลาได้ ทำให้การแพร่ระบาดลดน้อยลง 

 

อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของประชาชนเป็นอย่างมากมาตั้งแต่ปี 2555 ที่พบการแพร่ระบาดเป็นครั้งแรก

 

The post ประมงสมุทรสาครร่วมลงแขกลงคลอง กวาดล้าง ‘ปลาหมอคางดำ’ เอเลี่ยนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวประมงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ‘ปลาหมอคางดำ’ หลังแพร่ระบาดในหลายจังหวัด https://thestandard.co/fishermen-hunting-operation-blackchin-tilapia/ Mon, 08 Jul 2024 04:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=954622 ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (8 กรกฎาคม) สืบเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ ‘ปล […]

The post ชาวประมงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ‘ปลาหมอคางดำ’ หลังแพร่ระบาดในหลายจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลาหมอคางดำ

วันนี้ (8 กรกฎาคม) สืบเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ซึ่งถือเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน สร้างผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปัญหากระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด

 

ล่าสุด เผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เผยว่า จากปัญหาดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรชาวบ้านและชาวประมง ร่วมมือกันทำโครงการ ‘ลงแขก ลงคลอง’ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 9 กรกฎาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 น ที่คลองท่าแร้ง ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อไล่ล่ากำจัดปลาหมอคางดำตามแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัด

 

ขณะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งปากพนัง ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา-นครศรีฯ จัดงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำ ในบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการชลประทานเพื่อการเลี้ยงกุ้งทะเลบ้านหน้าโกฏิ หมู่ 10 ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

 

และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลาโพสต์เฟซบุ๊กประกาศจับปลาหมอคางดำ เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยผู้ใดพบเจอปลาชนิดนี้ให้ติดต่อและแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา หรือสำนักงานประมงอำเภอใกล้บ้าน โทร. 0 7431 1302

 

ย้อนต้นตอปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ระบาดได้อย่างไร

 

ในช่วงปี 2561 กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดเพชรบุรี ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนว่า ได้รับผลกระทบจากการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำ ซึ่งกรมประมง (ผู้ถูกร้อง) อนุญาตให้เอกชนนำเข้ามาทดลองเพาะเลี้ยงจากต่างประเทศ และเนื่องจากปลาหมอคางดำกินสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ผู้ร้องและเกษตรกรทำการเพาะเลี้ยงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อรายได้ในการประกอบอาชีพ

 

ทาง กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของประชาชน โดยมีข้อเสนอต่อกรมประมง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตั้งคณะทำงานประเมินผลและติดตามแก้ไขปัญหา ควรพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ประสบปัญหา และกำหนดวิธีการหรือแนวปฏิบัติในการควบคุมดูแลให้ผู้นำเข้าสัตว์น้ำปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน

 

รู้จัก ‘ปลาหมอคางดำ’ เหตุใดทำชาวประมงเดือดร้อน

 

ปลาหมอคางดำมีต้นกำเนิดในทวีปแอฟริกา โดยต่อมามีการนำเข้าโดยหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย และเป็นปลาที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบ สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย

 

นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำยังมีความต้องการอาหารตลอดเวลา และมีความสามารถในการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็ว โดยขยายพันธุ์ได้ในทุกๆ 22 วัน การแพร่กระจายของปลาชนิดนี้จึงเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ เพราะส่งผลให้สัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ถูกกินจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และกระทบต่อการทำอาชีพของชาวประมงในพื้นที่

The post ชาวประมงเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ‘ปลาหมอคางดำ’ หลังแพร่ระบาดในหลายจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>