ระบบข้าราชการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ระบบข้าราชการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Oct 2023 04:40:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ ประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบ 5.6 แสนล้านบาท ภายใน ก.พ. นี้ เผยขึ้นค่าแรง 400 บาท ทำทันที รับไม่ได้ข้าราชการทำตัวเป็นนายประชาชน https://thestandard.co/pm-add-money-into-the-system/ Mon, 02 Oct 2023 04:40:04 +0000 https://thestandard.co/?p=849179 เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (2 ตุลาคม) ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเล […]

The post นายกฯ ประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบ 5.6 แสนล้านบาท ภายใน ก.พ. นี้ เผยขึ้นค่าแรง 400 บาท ทำทันที รับไม่ได้ข้าราชการทำตัวเป็นนายประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (2 ตุลาคม) ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 เมืองทองธานี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งการดำเนินการอย่างจริงจังในการผลักดันภาครัฐและเอกชนรับมือกับความท้าทายต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในระยะสั้นรัฐบาลจะให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการฟื้นรายได้ ดูแลค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน เช่น การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 5.6 แสนล้านบาท กระตุ้นครบทั้งวงจรอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งไม่ต้องห่วง การอัดฉีดเม็ดเงินนี้จะใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้แน่นอน รวมถึงผลักดันการท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไปอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ต้องทำทันที รวมถึงลดราคาพลังงานและพักหนี้ให้กับประชาชน

 

เศรษฐากล่าวว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าตั้งคณะกรรมการในการดำเนินการและจัดทำประชามติ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดและคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งมาตรการระยะสั้นทั้งหมดนี้จำเป็นจะต้องมีงบประมาณสนับสนุน ยืนยันจะมีความคุ้มค่าและเป็นการต่อชีวิตให้กับภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อสร้างพลังทางเศรษฐกิจต่อไป และรัฐบาลต้องวางแผนหาเงินกลับมาทดแทนงบประมาณที่ใช้จ่ายในส่วนนี้ไป เพื่อรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด 

 

เศรษฐากล่าวอีกว่า ขณะที่ในระยะยาวรัฐบาลจะพยายามให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการสร้างรายได้ การมอบโอกาส และการดูแลชีวิตอย่างยั่งยืน เช่น การจัดสรรที่ดินทำกินให้กับประชาชน ซึ่งกองทัพบกมีความพร้อมในการร่วมมือที่จะดำเนินการหาพื้นที่ทำกินให้กับประชาชนด้วย รวมถึงการดูแลด้านความมั่นคง ต่อต้านภัยคุกคาม และการรับมือกับความท้าทาย การบริหารจัดการกำลังพลโดยลดกำลังพลในการประจำการให้น้อยลงแต่ต้องมีคุณภาพ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ให้กองทัพมีความเป็นสากลและเป็นมืออาชีพ เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน และนำสินทรัพย์ของกองทัพออกมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งมีการพูดคุยกันบ้างแล้ว 

 

เศรษฐาย้ำด้วยว่า การดำเนินการของรัฐบาลจะต้องกำจัดข้าราชการที่ทำตัวเป็นนายประชาชนออกจากระบบ ซึ่งตนรับไม่ได้ ขณะเดียวกันเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งไว้คือ GDP โตเฉลี่ย 5% ตลอด 4 ปี รายได้ขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570 ขณะที่เป้าหมายทางสังคมต้องทำให้ประชาชนมีชีวิตที่เป็นสุขและมีสวัสดิการที่เหมาะสม และขอให้เปิดใจรับฟังเสียงของประชาชนเพื่อนำไปปรับปรุง ยืนยันการดำเนินการของรัฐบาลจะรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน

 

พร้อมเน้นย้ำว่า การจัดทำงบประมาณต้องเป็นไปตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน ทำอย่างบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน ทำอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาวินัยการเงินการคลัง ทำอย่างมีตัวชี้วัดและมีเป้าหมาย และทำให้ครบทุกแหล่งเงินทุน โดยจะให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนงบประมาณและส่งให้สำนักงบประมาณภายในวันที่ 6 ตุลาคมนี้

The post นายกฯ ประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบ 5.6 แสนล้านบาท ภายใน ก.พ. นี้ เผยขึ้นค่าแรง 400 บาท ทำทันที รับไม่ได้ข้าราชการทำตัวเป็นนายประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ความยุติธรรม’ ของข้าราชการ กทม. ที่ต่างเฝ้ารอให้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทำให้ปรากฏ https://thestandard.co/justice-for-government-officer/ Tue, 01 Nov 2022 04:50:10 +0000 https://thestandard.co/?p=702755 ข้าราชการ กทม

‘ชัชชาติ ลงชื่อคำสั่ง แต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการ กทม. ตั […]

The post ‘ความยุติธรรม’ ของข้าราชการ กทม. ที่ต่างเฝ้ารอให้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทำให้ปรากฏ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าราชการ กทม

‘ชัชชาติ ลงชื่อคำสั่ง แต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการ กทม. ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการเขต’ คือหัวข้อข่าวที่ THE STANDARD ใช้พาดหัวไว้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ในเนื้อหาเป็นเพียงการอ้างอิงถึงคำสั่งของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ลงชื่อแต่งตั้ง-โยกย้าย ข้าราชการในสังกัด กทม. รวมไปถึงผู้อำนวยการเขต 12 รายชื่อ

 

จัดทัพใหม่? ล้างขั้วอำนาจเก่า? ช่วยคนที่ถูกดอง? เป็นคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากเราได้ติดตามประเด็นนี้ และจนในที่สุดได้มีโอกาสพูดคุยอย่างลึกซึ้งกับทีมบริหาร (ทีมหลังบ้าน) ที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงเพื่อไขข้อข้องใจ และตอบคำถามที่เกิดขึ้น

 

วันนี้ THE STANDARD ชวนทุกคนมาร่วมวิเคราะห์ และหาคำตอบของปมคำถามเหล่านี้ไปด้วยกัน

 

ชมคลิปสัมภาษณ์: 

 

 

 

เสียงร้องขอที่ลอยมาตั้งแต่…วันที่ยังไม่เป็นผู้ว่าฯ

 

“ย้อนกลับไปตอนที่ทีมอาจารย์ชัชชาติเข้าไปหาเสียงเลือกตั้งที่ศาลาฯ กทม. มีคนเข้ามาพูดว่าขอให้คืนความยุติธรรมให้กับ กทม. ตั้งแต่วันนั้นเราก็ฝังหัวไว้ถ้าได้เข้าไปบริหาร ต้องตามหาว่าความยุติธรรมนั้นคืออะไร”

 

ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ทีมของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. (ขณะนั้น) เข้าไปหาเสียงที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ในระหว่างการพูดคุย แจกแผ่นพับ ร่วมถ่ายรูป มีหนึ่งในข้าราชการที่ทำงานอยู่เข้ามาพูดกับชัชชาติว่า “ขอให้คืนความยุติธรรมให้กับ กทม.” 

 

ตั้งแต่วันนั้นมาการตามหาความยุติธรรมเป็นหนึ่งในโจทย์ของทีมผู้บริหาร จนกระทั่งการประชุมหารือกันเพื่อเตรียมรับการเกษียณอายุราชการของข้าราชการที่จะมีถึงในวันที่ 30 กันยายน

 

ต่อศักดิ์กล่าวว่า ในกระบวนการข้าราชการจะตัดกันในวันที่ 30 กันยายน ฉะนั้นจะเกิดการปรับโครงสร้างตัวใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ครั้งนี้จะเป็นการเริ่มเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงองคาพยพที่ระบบราชการมี ที่สำคัญคือรอบนี้มีระดับผู้อำนวยการเขตเกษียณทั้งหมด 12 คน เพราะฉะนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

 

ทีมบริหารได้ค้นพบความผิดปกติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับข้าราชการ กทม. คือคนที่อายุไม่มาก มีอายุห่างกับคนที่จะเกษียณ 15 ปี แต่มีตำแหน่งขึ้นแซงผู้ที่อาวุโสกว่าเป็น 10 ปี ส่วนนี้ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ต้องมีระบบโครงสร้างอะไรผิดปกติ เพราะหากเป็นไปตามหลักที่พึงเป็นแล้ว องคาพยพต้องขยับแบบไม่ทิ้งห่างกันแบบนี้

 

“ผมยังคิดว่าระบบอุปถัมภ์บ้านเราเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่จากนี้เราต้องมีอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีหลักการที่สามารถตอบคนอื่นได้ว่าหลักการเป็นอย่างไร”

 

ต่อศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ทีมบริหารของผู้ว่าฯ ชัชชาติเข้ามาทำงานแรกๆ มีหลายคนมาพูดเรื่องการวิ่งเต้น ซึ่งผู้ว่าฯ พูดชัดเจน และย้ำเสมอว่าไม่ได้เลย ห้าม

เพราะถ้าเราเริ่มต้นด้วยการซื้อตำแหน่ง รับเงิน การบริหารงานเราทั้งหมดจะถือว่าจบเลย ถ้าเริ่มต้นผิดมันจะผิดไปหมด

 

สิ่งที่ท่านผู้ว่าฯ ไม่ยอมเลยคือการทุจริต ถ้ามีการร้องเรียนเรื่องนี้ท่านเอาเป็นเรื่องเป็นราว และจะต้องตั้งคณะกรรมการหลายชุด ตรวจสอบอย่างจริงจัง และถ้ามีคนที่สงสัยขึ้นมาและอยากสอบถามก็จะรู้ว่ากระบวนการคัดเลือกของทีมนี้มีขั้นตอน และเราตอบได้แน่นอน

 

คงปฏิเสธไม่ได้เรื่องเด็กคนเก่า เด็กคนใหม่ ต่อศักดิ์กล่าวว่า ในเรื่องนี้ผู้ว่าฯ บอกว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กคนเก่า เด็กคนใหม่ให้มาวัดกันที่งาน เอางานเป็นหลัก

แม้ระบบโครงสร้างไม่สามารถเปลี่ยนได้ในวันเดียว และถ้าเราคุมคนแสนคนด้วยระบบโครงสร้างไม่ดี การจัดการไม่ดี ท้ายสุดองคาพยพก็เดินไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือความยุติธรรมต้องอยู่ในกรอบที่เรากำหนด มีระบบระเบียบจัดการอย่างถูกต้อง

 

แต่ทั้งนี้ระบบต่างๆ จะเดินต่อได้ผู้บริหารต้องยินยอม เพราะว่ามันคือการทำลายอำนาจผู้บริหารอย่างแท้จริง ในวันนี้ข้าราชการจำนวนมากต่างรอการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราสามารถทำให้เขามั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงสร้างความไว้วางใจได้ ตัวเขาเมื่ออยู่ในระบบหน้าที่การงานก็จะสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนได้เช่นกัน

 

“เราต้องใช้ของภาษีประชาชนให้เกิดประโยชน์จริงๆ และอย่ามีการทุจริตเด็ดขาด ท่านผู้ว่าฯ ไม่เลี้ยงเลย เอาตาย” ต่อศักดิ์กล่าว

 

หมดเวลาของการวิ่งเต้น ถึงเวลาทำงานให้ปรากฏ

 

 

พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัด กทม. ในฐานะที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. ให้เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเพื่อเลื่อน และแต่งตั้งข้าราชการ กทม. ในส่วนของระดับอำนวยการสูง กล่าวว่าได้รับโจทย์สำคัญจากทางผู้ว่าฯ คือต้องทำให้ตรงไปตรงมา สิ่งที่เน้นคือเรื่องของคนต้องเลือกอย่างมีคุณธรรม เลือกให้ได้คนที่มีศักยภาพ มีคุณภาพมาทำงานในตำแหน่งที่สมกัน

 

ในส่วนของผู้ที่จะสมัครระดับอำนวยการสูง จะต้องนำเสนอผลงานออกมาเป็นรูปเล่มตามแนวทางที่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (กก.) กำหนด เนื้อหาภายในที่เสนอต้องสามารถตรวจสอบได้ถึงคุณสมบัติของผู้สมัคร และต้องนำเสนอแนวคิดพัฒนางานในตำแหน่งที่จะสมัครประกอบด้วย

 

พญ.วันทนีย์กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการฯ จะต้องตรวจสอบถึงเรื่องประวัติการทำงาน ประวัติการรับราชการ ว่าเคยโดนสอบวินัยหรือไม่ มีปัญหาสุขภาพ ปัญหาอย่างอื่นไหม เมื่อกรรมการอ่านผลงานในรูปเล่มจะมีเค้าโครงที่จะให้คะแนนระดับหนึ่ง แต่การสัมภาษณ์เจอตัวเป็นๆ ผู้สมัครจะต้องตอบคำถามตามที่วางแผนไว้ให้ได้

 

“ถ้าใครรู้จักหมอก็คงจะรู้ว่าหมอเป็นคนตรงๆ หมอให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่ต้องวิ่งค่ะ ทำงานให้ปรากฏ” พญ.วันทนีย์กล่าว

 

 

ถ้าวันเวลาไม่อาจพิสูจน์คุณค่าของคน แล้วอะไรกันที่จะพิสูจน์?

 

“ที่ผ่านมาความรู้สึกเราที่ไม่เคยถูกรับเลือกเป็นอย่างไร” เป็นคำถามที่เราตั้งใจถามกับ วาสนา บูรณกิตติโสภณ ผู้อำนวยการเขตบางคอแหลม หลังจากที่ได้เล่าให้ฟังว่า เธอรับราชการในสังกัด กทม. มานานกว่า 31 ปี ผ่านการสอบเลื่อนระดับเป็นผู้อำนวยการเขตมานับครั้งไม่ถ้วน จนเคยถอดใจและยอมแพ้ต่อคำตัดสินที่ได้รับว่าไม่ถูกรับเลือก

 

“บรรยายยากเหมือนกันนะน้อง เราเหมือนคนล้มเหลวในชีวิต คนที่ต้องเข้าห้องสัมภาษณ์หลายๆ หน พี่สมัครมาเป็นสิบครั้งเลยได้มั้ง เรารู้สึกว่าเหมือนคนล้มเหลว แล้วก็เราไม่ได้รับการพิจารณาสักทีหนึ่ง ทั้งๆ ที่เราทำงานในพื้นที่เราก็ตั้งใจเต็มที่ มีทั้งประชาชนส่งแรงใจเชียร์ เวลาเราจะไปสอบทุกคนก็เชียร์ แต่ที่นี่เราก็ไม่ได้รับการพิจารณาจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่เราก็ไม่พูดถึงตรงนั้น”

 

วันที่ถอดใจว่าคงจะไม่ได้เลื่อนระดับเธอมีความคิดหนึ่งฉายเข้ามาในการรับรู้ว่า “กทม. ไม่ได้ให้อะไรเรา เหมือนที่เราให้ กทม.”

 

วาสนาเป็นตัวแทนของข้าราชการอีกหลายๆ คน ที่ต้องการสะท้อนไปถึงผู้บริหารระดับสูงว่าจากนี้ ขอให้เห็นคุณค่าของคนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ และควรจะมีการดูแลคนที่เขาตั้งใจทำจริงๆ ไม่ใช่ดูกันแบบฉาบฉวยหรือคนที่พรีเซนต์เก่งอีกต่อไป

 

“ประชาชนทุกคนเป็นพี่น้องของพี่ พี่กับประชาชนเราคือครอบครัวเดียวกัน เราจะดูแลเขาเหมือนเขาคือน้อง คือพี่ คือพ่อแม่ของเรา ทุกข์สุขของเขาคือทุกข์สุขของเรา ความเดือดร้อนของเขาคือความเดือดร้อนของเรา แต่ความสุขของเขาไม่ต้องแชร์ให้เราก็ได้ นั่นคือสิ่งที่พี่จะทำให้เขา” วาสนากล่าว

 

27 ปี คืออายุราชการที่ โครงการ เจียมจีรกุล ผู้อำนวยการเขตวังทองหลาง ปฏิบัติงานมา โดยเริ่มต้นจากเจ้าพนักงานการเกษตร ที่สำนักงานสวนสาธารณะสวนธนบุรีรมย์ ที่ผ่านมาโครงการมีความคิดเสมอว่า โอกาสในการเติบโตเป็นไปตามโอกาสที่ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณา ในเมื่อผู้บังคับบัญชายังคิดว่าโอกาสต้องรอต่อไป ก็ให้คิดว่าเราได้ทำงาน อย่าคิดว่านี่คือการรอ

 

“ถ้ามองในหลักรัฐศาสตร์ ระบบอุปถัมภ์จะต้องมีไว้บ้าง แต่สัดส่วนเปอร์เซ็นต์จะต้องน้อยกว่าระบบคุณธรรม เพราะระบบคุณธรรมใช้คัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรของเราก้าวไปให้สู้องค์กรอื่นได้” สมฤดีกล่าว

 

ด้าน สมฤดี ลันสุชีพ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ ยอมรับว่าในสมัยก่อนส่วนตัวคิดว่าการเลื่อน การแต่งตั้งระดับสูงจะมีสองระบบรวมกันคืออุปถัมภ์กับคุณธรรม สัดส่วนจะแตกต่างกันตามนโยบายผู้บริหาร

 

แม้จะผ่านการสอบเลื่อนระดับเป็นผู้อำนวยการเขต ระดับอำนวยการต้นถึง 7 ครั้งถึงจะประสบความสำเร็จ สมฤดีรู้สึกว่าความรู้ความสามารถที่สั่งสมคงควรค่าแก่ตำแหน่ง ที่ในที่สุดครั้งนี้เธอก็ได้รับจากความสามารถของตัวเอง

The post ‘ความยุติธรรม’ ของข้าราชการ กทม. ที่ต่างเฝ้ารอให้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทำให้ปรากฏ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติยืนยันแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการ กทม. บริสุทธิ์ เป็นธรรม พร้อมให้เวลา 3 เดือนประเมินตัวเอง https://thestandard.co/chadchart-official-management/ Wed, 05 Oct 2022 09:01:49 +0000 https://thestandard.co/?p=691398 ชัชชาติ สิทธิพันธ์

วันนี้ (5 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเท […]

The post ชัชชาติยืนยันแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการ กทม. บริสุทธิ์ เป็นธรรม พร้อมให้เวลา 3 เดือนประเมินตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธ์

วันนี้ (5 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้มีคำสั่งแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีการเรียกรับเงินในการเลื่อนตำแหน่ง ประเด็นนี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ไม่มีทางที่จะมีความคิดอย่างนั้น ถ้ารับเงิน สุดท้ายคนที่รับจะต้องเป็นทาสของคนที่ให้เงิน ฉะนั้นแล้วขอยืนยันว่าไม่มีการเรียกรับเงินใดๆ แน่นอน

 

ทั้งนี้ ชุดคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้มีความโปร่งใส ละเอียด และรอบคอบ ส่วนตัวหลังจากที่มีคำสั่งไปได้รับกระแสตอบรับมาจากหลายฝ่ายว่าการโยกย้ายครั้งนี้มีความยุติธรรม และให้ความยุติธรรมกับคนที่อาวุโสแต่ถูกมองข้ามมาหลายครั้ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นกำลังใจให้ เพราะเรื่องความยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการจะสร้างความสามัคคีในหมู่ผู้ร่วมงาน

 

ชัชชาติยืนยันว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมอย่างเต็มที่ มีการสอบคัดเลือก มีเกณฑ์ทุกอย่าง ใช้ความสามารถกับเรื่องของประสบการณ์ระดับอาวุโสร่วมกัน ทั้งนี้ ส่วนการแต่งตั้ง-โยกย้ายผู้อำนวยการเขต ถือว่าเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ​ กทม. ที่มีอำนาจจัดการ

 

ส่วนที่มีกระแสว่ามีการตั้งระเบียบให้ประเมิน 3 เดือนนั้น ถ้าทำไม่ได้ให้ลาออก ตนเองไม่เคยพูดว่าต้องลาออก แต่ให้ประเมินว่าทำได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะต้องย้ายไปทำงานส่วนอื่นที่เหมาะสมกว่า เพราะถ้า 3 เดือนแล้วไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้อาจจะเหมาะกับตำแหน่งอื่น

 

ทั้งนี้ ชัชชาติยอมรับว่าเรื่องโยกย้ายอาจจะไม่ถูกใจทุกคน ก็ถือว่าให้เวลา 3 เดือนทำงานพิสูจน์ตัวเองในช่วงเวลานั้นให้เต็มที่

The post ชัชชาติยืนยันแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการ กทม. บริสุทธิ์ เป็นธรรม พร้อมให้เวลา 3 เดือนประเมินตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19 เปลือยความด้อยระบบราชการ แรงผลักให้ปรับครั้งใหญ่ยังไม่เห็น แต่ถ้าไม่ปรับไทยไปไม่รอด https://thestandard.co/coronavirus-made-government-system-weaknesses-shine/ Sat, 30 May 2020 05:37:03 +0000 https://thestandard.co/?p=368180

THE STANDARD ECONOMIC FORUM วันที่ 2 เริ่มเซสชันแรกอย่า […]

The post โควิด-19 เปลือยความด้อยระบบราชการ แรงผลักให้ปรับครั้งใหญ่ยังไม่เห็น แต่ถ้าไม่ปรับไทยไปไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ECONOMIC FORUM วันที่ 2 เริ่มเซสชันแรกอย่างเข้มข้นเร้าใจผู้ฟัง กับหัวข้อ A New Era of Nation States นิยามใหม่ของรัฐชาติหลังโควิด-19 โดย เกษียร เตชะพีระ, ทวิดา กมลเวชช และ ประจักษ์ ก้องกีรติ ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น

 

ช่วงหนึ่งของเซสชัน สุทธิชัยโยนคำถามหนึ่งที่น่าสนใจว่า โควิด-19 จะมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการบริหารประเทศของไทยได้บ้างหรือไม่ อย่างไร

 

เกษียรตอบคำถามนี้เป็นคนแรกว่า

 

โควิด-19 ทำให้รู้ว่าเราอยากได้รัฐที่มีลักษณะสำคัญ 2 อย่าง อันแรกคือรัฐที่มีอำนาจจำกัดตั้งอยู่บนฐานสิทธิ เป็นรัฐที่มีเส้นที่ผู้นำห้ามข้ามถ้าประชาชนไม่อนุญาต

 

แต่ขณะเดียวกันเราอยากได้รัฐขั้นสูงที่มีหน้าที่มากขึ้น แต่มีอำนาจจำกัด และอย่างน้อยต้องดูเรื่องสวัสดิการและสาธารณสุขในประเทศอย่างเข้มข้นกว่าที่เคยทำ 

 

แต่ทางเดินที่รัฐบาล คสช. ทำมาตลอด 6 ปี สวนทางทั้งหมด เพราะเป็นรัฐที่เน้นอำนาจและไม่เน้นสิทธิ ขณะเดียวกันก็เป็นรัฐที่ไม่อยากจะทำอะไรเยอะ 

 

ลองคิดถึงยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่หวังแค่เพียงให้การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในบ้านเมืองมีความนิ่งที่สุด พอไปนั่งอ่านดูในยุทธศาสตร์ 20 ปี คือการทำงานแบบราชการประจำ ซึ่งมันทำไม่ได้เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริงของโลก

 

เราอยู่ในโลกที่ความเสี่ยงสูง เพราะโลกเชื่อมโยงกัน และในโลกที่เชื่อมโยงกันมีปัจจัยเสี่ยงสูงมาก ซึ่งมันไม่มีอะไรที่คิดไว้ในยุทธศาสตร์ 20 ปีนี้เลย

 

ถ้าถามว่าเราต้องปรับอย่างไร ใช้โควิด-19 แก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร

 

เกษียรยกตัวอย่างวิกฤตประเทศไทยช่วง พ.ศ. 2520 สมัย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีคือ การปฏิวัติด้วยอาวุธจากพรรคคอมมิวนิสต์เป็นความสุดโต่งทางซ้าย และเผด็จการทหารซึ่งเป็นความสุดโต่งทางขวา 

 

ความสำเร็จในตอนนั้นไทยหลีกเลี่ยงความสุดโต่งทั้ง 2 ฝั่ง และมีการปฏิรูปที่มีกระแสจากข้างบนมาประสานกับชนชั้นกลางข้างล่าง ในที่สุดเราพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตนั้นมาได้

 

ถ้าถามว่าทุกวันนี้เป็นอย่างนั้นได้ไหม เกษียรบอกว่า คิดดูแล้วลำบากใจ เพราะระเบียบอำนาจ คสช. เป็นอำนาจสุดโต่งทางขวา ตัวเขาเองคือปัญหา และเป็นระเบียบอำนาจที่แสดงให้เห็นหลายครั้งว่าไม่ปฏิรูป และถ้าเทียบกับบทเรียนปี 2520 แล้ว เราอาจต้องรอวิกฤตแบบโควิด-19 อีกสักรอบ

 

อย่างไรก็ตาม โควิด-19 ทำให้อย่างน้อยนำไปสู่ความตระหนักว่าการปฏิรูปทางการเมืองสำคัญกับชีวิต ถ้าไม่มีการเมือง และการบริหารที่ดี สังคมไทยจะไม่พร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลง และวิกฤตใดๆ เราพึ่งพระสยามเทวาธิราชตลอดไม่ได้

 

ขณะที่ ทวิดา กล่าวว่า

 

โควิด-19 ครั้งนี้ได้เปลือยความด้อยความสามารถของระบบราชการ และการตัดสินใจของผู้นำในภาวะวิกฤต

 

เวลาเราพูดถึง ‘ผู้นำในภาวะวิกฤต’ มันไม่ใช่ดูแค่ในภาวะวิกฤต แต่การนำของคุณก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไรมีผลอย่างมาก เพราะสิ่งที่ทำให้สังคมลุกขึ้นมาทำภารกิจบางอย่างโดยมีเป้าหมายร่วมกัน ประชาชนต้องมีความไว้วางใจรัฐ 

 

ดังนั้นผู้นำต้องเปลี่ยนวิธีการในการนำ ซึ่งจะเห็นว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าใจว่าภาคส่วนต่างๆ เดือดร้อนอะไรอยู่ ซึ่งต้องมีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากพอ

 

ขณะที่ระบบราชการไทยทำงานในภาวะวิกฤตไม่ได้ เรายังวนเวียนอยู่กับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และคิดว่าสิ่งนี้ถูกต้อง แต่สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือการรื้อระบบราชการ 

 

ความสำเร็จของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฉายให้เห็นว่า ต่อไปนี้การบริหารจัดการในพื้นที่ต้องใหญ่กว่าส่วนกลาง ทรัพยากรและศักยภาพในพื้นที่ต้องเยอะกว่าส่วนกลาง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในปลายทาง ตอบสนองและเข้าใจกลุ่มคนในพื้นที่ ซึ่งแตกต่างหลากหลาย ซึ่งถ้าจะเกิดขึ้นได้ต้องเปลี่ยนระบบราชการทั้งหมด มิเช่นนั้นต่อให้ New Normal เกิดขึ้นก็ไม่มีวันที่กลไกระบบราชการจะมารองรับการแก้วิกฤตใหม่ๆ ได้

 

ด้าน ประจักษ์ เสริมว่า

 

การปฏิรูประบบราชการพูดกันมาหลายสิบปีแล้ว แต่ไม่มีแรงผลักที่จะทำเสียที ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ภาคเอกชนปรับใหญ่เพื่อให้อยู่รอด แต่ภาคราชการเรายังไม่เห็นสัญญาณใดเลย

 

ระบบราชการขาดการบูรณาการ ขาดฐานข้อมูลร่วมกัน มันจึงต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สร้างระบบบูรณาการ แต่ถ้าเราทำให้มีการบูรณาการอยู่แล้วในยามปกติ พ.ร.ก. ฉุกเฉินใช้สั้นแบบเดียวก็ได้ 

 

ส่วนแรงผลักในการปฏิรูประบบราชการจะมาจากไหน ยังต้องตั้งเป็นเครื่องหมายคำถาม เพราะระบบราชการไทยมีแรงต้านสูงมากในการปรับตัว แต่ถ้าไม่ปรับมันไปไม่รอดแน่นอน ซึ่งถ้าภาคราชการไม่ยอมปรับ ภาคเอกชนและภาคสังคมต้องสร้างแรงกดดันให้ภาคราชการปรับ ไม่เช่นนั้นเราไปไม่รอด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

The post โควิด-19 เปลือยความด้อยระบบราชการ แรงผลักให้ปรับครั้งใหญ่ยังไม่เห็น แต่ถ้าไม่ปรับไทยไปไม่รอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียนรู้วิธีการบริหารงานผ่าน ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ จังหวัดพะเยา https://thestandard.co/thestandarddaily-narongsak-osot-thanakorn/ https://thestandard.co/thestandarddaily-narongsak-osot-thanakorn/#respond Tue, 21 Aug 2018 10:17:02 +0000 https://thestandard.co/?p=115204

The post เรียนรู้วิธีการบริหารงานผ่าน ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ จังหวัดพะเยา appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post เรียนรู้วิธีการบริหารงานผ่าน ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ จังหวัดพะเยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily-narongsak-osot-thanakorn/feed/ 0
เปิดปมทุจริตวัคซีนพิษสุนัขบ้า เมื่อมหกรรมการโกงลุกลามมาถึงสัตว์สี่ขา https://thestandard.co/rabies-corruption/ https://thestandard.co/rabies-corruption/#respond Thu, 29 Mar 2018 11:34:07 +0000 https://thestandard.co/?p=80816

นอกจากสถานการณ์พิษสุนัขบ้าในหลายพื้นที่ซึ่งต้องจับตาราย […]

The post เปิดปมทุจริตวัคซีนพิษสุนัขบ้า เมื่อมหกรรมการโกงลุกลามมาถึงสัตว์สี่ขา appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากสถานการณ์พิษสุนัขบ้าในหลายพื้นที่ซึ่งต้องจับตารายวันแล้ว ประเด็นการทุจริตในแวดวงราชการก็มีความน่ากังวลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตั้งแต่ปมทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ไร้ที่พึ่ง ทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ล่าสุดปมทุจริตได้ลามมาถึงการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การควบคุมโรคร้ายแรงนี้มีปัญหา และทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้วถึง 7 รายทั่วประเทศ

 

ขณะที่คนดังหลายคนทั้ง อั้ม-พัชราภา, เก๋-ชลลดา, เมย์-พิชญ์นาฏ รวมถึง กันต์ กันตถาวร นัดกันโพสต์ IG ต่อต้านทุจริตวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้ประเด็นนี้อยู่ในความสนใจของคนทั่วประเทศ

 

แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมปัญหาการทุจริตการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า และวัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพ ที่มีนายสุรพงศ์ เจียสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ​เป็นประธาน ไปตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากนี้ยังต้องรออีกเกือบ 30 วัน จึงจะได้ข้อสรุป แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นมาดูกันว่าปมทุจริตครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และมีใครที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้บ้าง

 

 

สางปมปัญหาที่ทำให้พิษสุนัขบ้ากลับมาระบาดอีกครั้ง

ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ รองคณบดีนโยบายและแผน อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลบนเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 12 เรื่อง ‘ฝ่าวิกฤตโรคพิษสุนัขบ้า’ ว่าในปี 2559 ดูเหมือนสถานการณ์การระบาดของพิษสุนัขบ้าจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่การให้วัคซีนต้องหยุดชะงักลง  

 

เมื่อปี 2558 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ทักท้วงถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าว่าสามารถทำได้หรือไม่ แม้ภายหลังจะยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ แต่ในระหว่างการตรวจสอบบทบาทดังกล่าว ทำให้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเหลือใช้ได้เพียง 5 ล้านโดสในปี 2559 จากที่เคยใช้ 10 ล้านโดสในปี 2558 ในขณะที่สุนัขมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ตัวเลขการหยุดแพร่ระบาดไม่คงที่

 

ประกอบกับในปี 2559 ยังเป็นปีเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียกคืนวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าถึง 3.5 ล้านโดส เนื่องจากตรวจพบว่าไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ปีนั้นเหลือวัคซีนที่ใช้ได้เพียง 1.5 ล้านโดสเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดของโรคได้ เพราะในทางทฤษฎีระบุไว้ว่า สุนัขและแมวทั้งประเทศต้องมีภูมิคุ้มกันโรคมากกว่าร้อยละ 70 จากทั้งหมด 10.3 ล้านตัว

 

หลังจากนั้นประเด็นเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้าที่ไม่ได้มาตรฐานจึงนำมาสู่การตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมปศุสัตว์ที่อาจมีช่องโหว่และเอื้อให้เกิดการทุจริต

 

แฉทุจริตชัด วัคซีนไม่ได้มาตรฐานถูกนำกลับมาใช้ใหม่

ร่องรอยการทุจริตวัคซีนพิษสุนัขบ้าดูจะชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ออกมาแฉว่า มี อบต. แห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี นำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่ อย. เรียกคืนไปแล้วมาฉีดให้กับสุนัข และแมวในพื้นที่

 

จนท้ายที่สุด นายสิทธิเกียรติ์ เจนวนิช นายก อบต. บึงคำพร้อย ได้ออกมายอมรับว่า ได้รับวัคซีนที่มีปัญหาจากกรมปศุสัตว์จำนวน 200 หลอดมาจริง และใช้ไปแล้วจนเหลือเพียง 30 หลอด ก่อนจะส่งคืนให้กรมปศุสัตว์เมื่อทราบว่าวัคซีนลอตดังกล่าวมีปัญหา พร้อมติงการทำหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ และเผยว่ารู้สึกผิดกับข้อผิดพลาดดังกล่าว

 

ด้านองค์การอาหารและยา ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องเรียกคืนวัคซีนพิษสุนัขบ้าทั้ง 3 ลอตในปี 2559 เนื่องจากสถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แจ้ง อย. เกี่ยวกับผลวิเคราะห์ยา DOG-VAC RABIA Reg.No.1F 6/53 รุ่นการผลิตที่ 225THF030A ซึ่งได้เก็บตัวอย่างจากคลินิกรักษาสัตว์จังหวัดนครสวรรค์ พบว่ามีความแรง (Potency) ต่ำกว่ามาตรฐาน จึงได้เรียกคืนยาดังกล่าวซึ่งนำเข้าจากประเทศสเปนทั้ง 3 รุ่นการผลิตตั้งแต่ปลายปี 2559 และให้บริษัทผู้นำเข้าทำลายยาดังกล่าวแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ อย. ไปกำกับดูแลการทำลาย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้นำเข้าแล้ว

 

ส่วนตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน อย. ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมปศุสัตว์ เพื่อสุ่มตรวจวิเคราะห์วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่พบว่ามีการตกมาตรฐานแต่อย่างใด

 

 

คำถามที่หน่วยงานรัฐต้องตอบ

ด้านนายอัจฉริยะ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงกรณีดังกล่าวโดยตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา อย. และกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินคดีกับบริษัทผู้นำเข้ายาที่ไม่ได้มาตรฐานจริงหรือไม่ แล้วเหตุใดวัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพซึ่งเคยถูกเรียกคืนไปแล้วโดย อย. ตั้งแต่ปี 2559 ถึงยังคงถูกใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาจนถึงปัจจุบัน

 

“ผมมั่นใจว่ามีการทุจริตแน่ๆ ถ้าไม่มี บริษัทฯ คงไม่กล้าส่งยาที่ไม่ได้คุณภาพมาให้กรมปศุสัตว์แน่นอน ซึ่งการที่บอกว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป แต่ผลสะท้อนตอนนี้มันกลับกลายเป็นว่าทำไม่ได้อย่างที่บอก ถ้าคุณมีวัคซีนที่ดี แต่วัคซีนที่ไปฉีดให้สุนัขกลับไม่ได้ผล แล้วมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น มันก็สะท้อนได้เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่าที่บอกว่าวัคซีนดี จะกล้ายืนยัน 100% ไหมว่ามันไม่เกี่ยวกับการทุจริต”

 

ผูกขาดวัคซีน อีกปมที่ต้องคลี่คลาย

นอกจากประเด็นเรื่องวัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพแล้ว ยังมีกรณีที่ภรรยาของอดีตรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดบริษัทนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และเข้าร่วมการประมูลโครงการจัดซื้อวัคซีนของกรมปศุสัตว์มายาวนานหลายปี ซึ่งทำให้เกิดข้อครหาว่ามีการผูกขาดการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่

 

ต่อประเด็นนี้ข่าวไทยพีบีเอส รายงานการให้สัมภาษณ์ นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ซึ่งยอมรับว่ารับทราบเรื่องที่ภรรยาของนายไพโรจน์ เฮงแสงชัย อดีตรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ซึ่งปัจจุบันถูกโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่งรองอธิบดีกรมหม่อนไหมในปี 2560

 

ขณะที่บริษัทของภรรยานายไพโรจน์ ได้ดำเนินธุรกิจนำเข้าวัคซีนสัตว์ และเข้าร่วมการประมูลโครงการจัดซื้อวัคซีนของกรมฯ มานานหลายปีแล้ว โดยไม่เคยทักท้วงถึงปัญหาจริยธรรม หรือความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากขณะนั้น นายไพโรจน์ ยังเป็นเพียงข้าราชการ ยังไม่ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหาร

 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ชี้แจงอีกว่า ปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นบัญชีดำห้ามบริษัทของภรรยานายไพโรจน์เข้าร่วมประมูลโครงการจัดซื้อวัคซีนมาตั้งแต่ปี 2557 หลังนายไพโรจน์ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้บริหาร และตลอดระยะเวลาที่บริษัทดังกล่าวชนะประมูล ก็เป็นไปตามระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งยังคงยึดหลักพิจารณาด้านราคาเป็นที่ตั้ง ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับการตรวจพบวัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพของ อย. แต่อย่างใด เพราะเป็นคนละบริษัทผู้นำเข้า

 

ขณะที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงปัญหาการทุจริตการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า และวัคซีนที่ไม่ได้คุณภาพ ได้เริ่มทำการสอบสวนข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นหลัก คือกระบวนการขั้นตอนของมาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และกระบวนการขั้นตอนของการจัดหาวัคซีนของกรมปศุสัตว์ รวมทั้งประเด็นสำคัญ 4 ประเด็นที่มีการกล่าวหา โดยเฉพาะกรณีครอบครัวข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ผูกขาดการขายวัคซีนหลายสิบปี และกรณีนำวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ผ่านการตรวจสอบไปฉีดให้สัตว์ เพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบต่อไป และคาดว่าจะสรุปผลข้อเท็จจริงได้ภายใน 30 วัน

 

สถานการณ์พิษสุนัขบ้าล่าสุด

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของโรคพิษสุนัขบ้า ทางกรมปศุสัตว์ ได้เปิดเผยรายงานความก้าวหน้าเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่าการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวที่ตั้งเป้าไว้ 8.24 ล้านตัว ได้มีการดำเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 3,219,150 ตัว โดยการฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรคในรัศมี 5 กิโลเมตร ทำได้ 100% แล้ว และคาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสามารถให้วัคซีนได้ 80% ของสุนัขและแมวทั่วประเทศ

 

สําหรับการผ่าตัดทําหมันซึ่งมีเป้าหมาย 300,000 ตัว มีการดําเนินการสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 จนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้นจํานวน 144,017 ตัว ส่วนสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในคน มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดอยู่ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีการประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว (อายุ 30 วัน) จำนวน 40 จังหวัด ปัจจุบันคงเหลือ 29 จังหวัด

 

Photo: shutterstock

อ้างอิง:

The post เปิดปมทุจริตวัคซีนพิษสุนัขบ้า เมื่อมหกรรมการโกงลุกลามมาถึงสัตว์สี่ขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/rabies-corruption/feed/ 0
ข้าราชการโกงเงินประชาชน เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย https://thestandard.co/government-cheating/ https://thestandard.co/government-cheating/#respond Thu, 29 Mar 2018 07:41:55 +0000 https://thestandard.co/?p=80673

    ภาพประกอบ: Thiencharas.w

The post ข้าราชการโกงเงินประชาชน เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas.w

The post ข้าราชการโกงเงินประชาชน เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/government-cheating/feed/ 0
โกงเงินนักเรียน ‘กองทุนเสมาฯ’ แผลสดระบบราชการไทย https://thestandard.co/sema-fund-cheating-show-thai-gornvernment-corruption/ https://thestandard.co/sema-fund-cheating-show-thai-gornvernment-corruption/#respond Wed, 28 Mar 2018 09:10:40 +0000 https://thestandard.co/?p=80453

The post โกงเงินนักเรียน ‘กองทุนเสมาฯ’ แผลสดระบบราชการไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post โกงเงินนักเรียน ‘กองทุนเสมาฯ’ แผลสดระบบราชการไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/sema-fund-cheating-show-thai-gornvernment-corruption/feed/ 0
ย้อนที่มาวาทกรรม ประชาชนโง่ จากข้อสรุปทางวิชาการสู่นิทานการเมืองโง่ จน เจ็บ https://thestandard.co/stupid-citizen-discourse/ https://thestandard.co/stupid-citizen-discourse/#respond Mon, 19 Mar 2018 10:55:06 +0000 https://thestandard.co/?p=78375

ภารกิจ ‘ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่’ คือหัวข้อหลักในหนังส […]

The post ย้อนที่มาวาทกรรม ประชาชนโง่ จากข้อสรุปทางวิชาการสู่นิทานการเมืองโง่ จน เจ็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภารกิจ ‘ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่’ คือหัวข้อหลักในหนังสือเชิญประชุม หน่วยงานราชการท้องถิ่น ศึกษาธิการ และสาธารณสุข เพื่อเตรียมการต้อนรับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดขอนแก่น

 

หนังสือดังกล่าวลงนามโดย นายสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น แต่ทันทีที่หนังสือฉบับนี้เผยแพร่ไปในในโลกออนไลน์ ก็เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่น จนผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมทีมรองผู้ว่าฯ และคนร่างหนังสือระดับหัวหน้าฝ่าย ต้องออกมาพนมมือไหว้แถลงข่าวขอโทษประชาชน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจดูถูกดูแคลน แต่เกิดจากความผิดพลาด และได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบแล้ว

 

‘คนเราไม่เท่าเทียมกัน’ คือแนวคิดครอบงำสังคมไทย

คำว่า ประชาชนโง่ ไม่เพียงแต่หลุดลงไปในหนังสือราชการในยุคนโยบายไทยแลนด์ 4.0 แต่หากสืบสาวที่มาจะพบวาทกรรมประชาชนโง่หมุนเวียนอยู่ในสังคมไทยมาเนิ่นนาน และผ่านการผลิตซ้ำส่งต่อกันมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งงานวิชาการ เรื่องเล่า คำปราศรัย และสื่อมวลชน

ย้อนไปเมื่อปี 2557 ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวปาฐกถาในวาระครบรอบ 82 ปี การอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 หัวข้อ ‘การเดินทางของความไม่เสมอภาคในสังคมไทย’

 

ประจักษ์อธิบายว่า แนวคิดที่ครอบงำสังคมไทยมาเป็นเวลานานคือ ‘คนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน’ โดยมีปัญญาชนอนุรักษนิยม 3 ท่าน คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้มีบทบาทหลักในการผลิตแนวคิดนี้ ก่อนจะถูกต่อยอด อ้างอิง และผลิตซ้ำมาจนถึงปัจจุบัน

 

โดยหลัง 6 ตุลาคม 2519 เมื่อสังคมไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ การเลือกตั้งเริ่มถูกนำมาใช้เป็นวิถีทางขึ้นสู่อำนาจอย่างต่อเนื่องมากขึ้น แนวคิดคนไม่เท่ากันจึงถูกนำมาดัดแปลงและผลิตซ้ำจนกลายมาเป็นวาทกรรมเรื่อง ‘โง่ จน เจ็บ’

 

โง่ จน เจ็บ จากข้อสรุปทางวิชาการสู่นิทานการเมือง

ย้อนไปช่วงปี 2551 ประจักษ์เคยเขียนบทความนําเสนอในที่สัมมนาการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 9 ฉายภาพนิทานการเมือง โง่ จน เจ็บ ของคนชนบท

 

ซึ่งมีโครงเรื่องคือ ผู้ร้ายของเรื่องได้แก่ คนชนบทที่โง่และจน ร่วมกับนักการเมืองในการก่ออาชญากรรมท่ีเรียกว่าการ ซื้อสิทธิขายเสียง ทําให้การเมืองไทยเต็มไปด้วยการคอร์รัปชันและไร้ซึ่งศีลธรรม

 

แม้โครงเรื่องของนิทานนี้จะชัดเจน แต่ที่มาที่ไปกลับสืบสาวหาได้ยากเย็น แต่จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ประจักษ์ระบุว่า ที่มาของนิทานเรื่องนี้มีต้นตอมาจากนักรัฐศาสตร์เอง

 

ประจักษ์อธิบายว่า การศึกษาเรื่องการเลือกตั้งในประเทศไทยแม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็จะวนเวียนอยู่กับทฤษฎีและกรอบการวิเคราะห์เดิมๆ ซึ่งมักจะมุ่งไปที่การศึกษาในเชิงการสํารวจทัศนคติของผู้เลือกต้ัง เพื่อทํานายผลทางการเมือง หรือเป็นการศึกษา พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของประชาชน (behavioralism) ที่ใช้เครื่องมือหลักคือการออกแบบสอบถามและการหาค่าตัวแปรด้วยเทคนิคทางสถิติ แต่ขาดงานวิจัยเชิงมานุษยวิทยาที่ต้องลงพื้นที่พูดคุยเก็บข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมเหล่านั้น

 

ที่สำคัญผลสรุปของการศึกษาแทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยข้อสรุปจากงานวิจัยจํานวนมากต่างเน้นย้ำความแตกต่างระหว่างผู้เลือกต้ังในชนบทกับในเมือง

และสรุปว่าผู้เลือกตั้งชาวชนบทขาดความรู้ท่ีถูกต้องเก่ียวกับความสําคัญของการเลือกต้ัง และไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่รู้จักพิจารณานโยบายของพรรคการเมือง เน้นแต่คุณสมบัติส่วนตัวของผู้สมัคร ประกอบกับการท่ีมีฐานะอันยากจน ทําให้ผู้เลือกต้ังในชนบทตกอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

 

นอกจากนี้ประจักษ์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า งานวิจัยจำนวนมากมักอ้างอิงทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ แต่กลับตัดมิติทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจออกเหลือ แต่เพียงมิติทางศีลธรรม

 

และที่สำคัญทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยกลับมีทัศนคติต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของชาวชนบทดีกว่างานวิจัยจํานวนมากที่อ้างอิงงานชิ้นนี้ ตัวอย่างที่มักถูกตัดทอนออกไป เช่น

 

“การลงคะแนนเสียงของชาวชนบท ซึ่งเรียกคลุมๆ ว่าการซื้อขายเสียงน้ัน ไม่ได้เป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม อย่างที่ชนชั้นกลางหรือคนในเมืองเข้าใจ หากมีธาตุของการประเมินผลงานในอดีตของผู้สมัคร และผลประโยชน์ท่ีคาดว่าผู้สมัครจะนํามาให้แก่ชุมชนเช่นกัน จริงอยู่ นับวันเงินจะเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ แต่เงินก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่เพียงพอท่ีจะดลบันดาลให้ใครคนใดคนหน่ึงได้รับการเลือกตั้งเสมอไป…

 

“สรุปว่าชาวบ้านส่วนใหญ่คํานึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว มากกว่าการรับอามิสสินจ้างในช่วงหาเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รับเงิน”

 

(สองนคราประชาธิปไตย, เอนก เหล่าธรรมทัศน์)

 

นิทานเรื่องนี้สอนคนไทยให้ไม่เอาประชาธิปไตย

ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา คอลัมนิสต์ เคยวิเคราะห์นิทาน โง่ จน เจ็บ นี้ไว้ว่า ทำให้ชนชั้นกลางไทยเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะที่จะเลือกผู้แทนของตนเอง และกลับไปสู่การเลือกคนดี มีศีลธรรม แม้จะเป็นเสียงของคนข้างน้อยก็ตาม ท้ายที่สุดมันนำสังคมไทยมาสู่วันนี้ ที่ทำให้ชนชั้นกลางในเมืองหันหลังให้ประชาธิปไตย

 

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันมีนักวิชาการรุ่นใหม่ได้ทำการสำรวจวิจัยการเมืองไทยสมัยใหม่ จนได้ข้อสรุปที่แน่ชัดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาว่า สังคมชนบทได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

 

การพัฒนาทางเศรษฐกิจตลอดช่วงอายุคนที่ผ่านมาส่งผลให้คนชนบทมีการศึกษาสูงขึ้น ตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น เกิดชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่มีอิสระทางความคิดมากขึ้น

 

และการซื้อเสียงแม้จะยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่เคยเป็นปัจจัยสำคัญชี้ขาดผลแพ้-ชนะการเลือกตั้ง แต่ปัจจัยที่มีผลสำคัญที่สุดคือนโยบายของพรรคการเมืองนั้นๆ

 

คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่านิทานเรื่องใหม่ที่ชื่อว่า ‘คนเราเท่ากัน’ จะแพร่หลายแทนที่นิทาน ‘โง่ จน เจ็บ’

 

แต่นิทานเรื่องใหม่ได้ถูกเริ่มเล่าขึ้นแล้ว และกำลังถูกบอกส่งต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ย้อนที่มาวาทกรรม ประชาชนโง่ จากข้อสรุปทางวิชาการสู่นิทานการเมืองโง่ จน เจ็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/stupid-citizen-discourse/feed/ 0
บรรยง พงษ์พานิช: กับดักรัฐราชการ 4.0 ‘เพราะรัฐแสนเก่ง แสนดี ไม่มีจริง’ https://thestandard.co/news-thailand-banyong-phongpanich-government/ https://thestandard.co/news-thailand-banyong-phongpanich-government/#respond Tue, 13 Jun 2017 05:10:39 +0000 https://thestandard.co/?p=6090

     ไทยแลนด์ 4.0 เป็น ‘ผลงานเชิงนโ […]

The post บรรยง พงษ์พานิช: กับดักรัฐราชการ 4.0 ‘เพราะรัฐแสนเก่ง แสนดี ไม่มีจริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ไทยแลนด์ 4.0 เป็น ‘ผลงานเชิงนโยบาย’ ที่รัฐบาลปัจจุบันฝาก ‘ความหวัง’ ไว้สูงก่อนการเลือกตั้งจะมาถึง ว่าจะพาประเทศไทยหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมที่ทำให้ประเทศไม่อาจพัฒนาไปไกลกว่านี้ โดยบรรจุความหวังนั้นไว้ในโรดแมป ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’

     หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยลดลงเหลือร้อยละ 3-4 เป็นต้นมา จากที่เคยเติบโตร้อยละ 7-8 ในช่วงก่อนเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก (ปี พ.ศ. 2504) หลายฝ่ายจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องมี ‘เครื่องยนต์ชุดใหม่’ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสียที

     แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก แต่นโยบายดังกล่าวก็ดูสอดรับกระแสโลกที่เร่งเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นขาหนึ่งของนโยบายก็น่าจะมีศักยภาพไปไกลได้ไม่แพ้ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ของประเทศจีน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตให้ทันประเทศอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย

     แล้วอุปสรรคหรือช่องโหว่ของนโยบายนี้อยู่ตรงไหน

     อะไรคือความท้าทายที่ยังไม่มีใครตั้งข้อสังเกต

     “มันเป็นกระบวนการที่เราต้องพัฒนาอยู่แล้ว เพราะโลกมันไปทางนั้น แต่ถ้ารัฐนำ ผมว่าเราหลงทางกันอีกแล้ว” บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกับ THE STANDARD

     “ผมไม่เชื่อว่ารัฐไทยจะนำได้ดี”

     เขาชี้ชัดว่าไม่ต้องการ ‘ขวาง’ แต่ก็จะไม่ ‘หนุน’ นโยบายนี้ พร้อมยืนยันว่า 4.0 จะเกิดขึ้นแน่ ถ้ารัฐไทยยอมจำกัดขนาด บทบาท และอำนาจของตัวเอง นี่คือทัศนะต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของอดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)

รัฐมีหน้าที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมให้เอกชนมาต่อยอด และวางกฎระเบียบที่ดี ไม่ใช่ ‘มั่นคง’ แต่เน้น ‘ประสิทธิภาพ’

 

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นที่ถกเถียงกันตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม มีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่ไม่เข้าใจนิยามของนโยบาย คุณคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้

     สำหรับผมมันเป็นเรื่องของพัฒนาการจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรม ที่เป็นอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา แล้วก็จะไปสู่สังคมของการใช้ความรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นพัฒนาการ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามกระแสของโลก เริ่มตั้งแต่การเกษตรสมัยใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1700 ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก เดี๋ยวนี้ความเชื่อมโยงของโลกจากโลกาภิวัตน์ ทำให้ช่องว่างของการพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ แคบลง เมื่อก่อนกว่าสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่จะแพร่มาต้องรอเจ้าอาณานิคม แต่ตอนนี้มันมาจากการค้าและโลกาภิวัตน์
     เวลาพูดถึงนโยบาย แสดงว่ามีรัฐเข้ามาเกี่ยว ในแง่ของการกระตุ้นให้เกิดการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อให้พัฒนาการเกิดขึ้นโดยให้ภาคเอกชนนำ รัฐแค่วางกรอบ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและปัจจัยที่จำเป็น แต่เมื่อรัฐนำเรื่องพัฒนาการมาเป็นนโยบาย หมายความว่ารัฐอยากจะเป็น ‘ผู้นำ’ ในพัฒนาการนี้หรือเปล่า นี่เป็นคำถาม

     บทบาทของรัฐในประเทศไทยถือว่าพร่าเลือนเกือบทุกเรื่อง รัฐไทยโดยคอนเซปต์มันไม่ชัดว่าคุณจะทำอะไร ไม่ทำอะไร ทำแค่ไหน และดูเหมือนว่าชอบทำตัวเป็นผู้นำ ผู้คุมไปเสียหมด นี่คือความคิดเห็นแรกนะครับ มันเป็นเรื่องของลักษณะเชิงโครงสร้างสถาบัน ซึ่งความเข้าใจตรงนี้สำคัญมาก คุณต้องดูว่าหน่วยงานของรัฐไทยทำหน้าที่เกินบทบาทหรือเปล่า เราทำตัวเสมือนว่ารัฐเก่งและดี ประเทศไทยมีความเชื่อมายาคติพวกนี้อยู่ ทั้งๆ ที่ทั่วโลกค่อนข้างที่จะพิสูจน์แล้วว่าบทบาทรัฐควรจะจำกัดน้อยลง เพราะรัฐที่แสนเก่ง แสนดี มีประสิทธิภาพไม่มีจริง

 

ทำไมรัฐที่มีประสิทธิภาพจึงไม่มีจริง?

     เพราะระบบเศรษฐกิจแบบ ‘รวมศูนย์’ หรือ Centrally Planned Economy โดยมีรัฐนำ เขายกเลิกไปหมดทั้งโลกแล้ว นั่นคือระบอบคอมมิวนิสต์ มันล้มเหลวเพราะว่ากลไกรัฐมันไม่สามารถสร้างนวัตกรรม สร้างแรงจูงใจได้ ยังไม่รวมถึงสังคมนิยมสุดขั้วซึ่งให้ทุกคนได้ทรัพยากรเท่าๆ กัน คนก็เลยรอแบ่ง ไม่มีคนลุกมาทำเพราะขาดแรงจูงใจ

     เราเป็นประเทศที่รอดจากโดมิโน (ทฤษฎีโดมิโน – ผลกระทบจากการขยายตัวของลัทธิและระบอบคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น) ประเทศรอบด้านเราที่เคยเป็นต้องหยุดพัฒนาไป 20-30 ปี แต่ตอนนี้ทุกคนลุกขึ้นวิ่งไล่กวดเราอย่างที่เห็น ประเทศไทยก็เลยแป้กมาประมาณ 8 ปี จึงพยายามหาทางก้าวออกจาก ‘กับดัก’ ให้ได้

     นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นแนวคิดที่กระตุ้นให้เราต้องยกระดับตัวเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เราต้องพัฒนาอยู่แล้ว เพราะโลกมันไปทางนั้น เพียงแต่ว่าใครจะนำ ถ้ารัฐนำ ผมว่าเราหลงทางอีกแล้ว ถ้าจะพูดแบบเอกชนก็คือ กลไกรัฐไม่ใช่กลไกที่เน้นประสิทธิภาพหรือการแข่งขัน ถ้ารัฐทำ รัฐจะเป็นผู้ผูกขาด (monopoly) เกือบทุกอย่าง และเมื่อไรก็ตามที่ภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันก็มักจะขาดทุน เช่น การบินไทย ธนาคารของรัฐ

     สำหรับผม รัฐควรจะทำหน้าที่แค่จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เช่น เครือข่ายที่เอกชนแต่ละรายอาจทำได้ไม่ดี หรือทำแล้วซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองทรัพยากร แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือ ตามประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อคุณบอกว่า ‘มั่นคง’ เมื่อไร ‘มั่งคั่ง’ มันจะไม่มา

คุณวางแผนไม่ได้ คุณต้องสร้างองค์ประกอบที่พร้อมจะรับกับแรงกระแทกทุกรูปแบบ แล้วกลไกก็จะเดินของมันเอง

 

แต่นโยบายนี้ชูว่าจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

     ‘มั่นคง’ ในนิยามของผู้ที่ต้องทำให้มั่นคงคือคุมได้ทุกอย่าง พอรัฐคุมทุกอย่าง นั่นคือระบบแบบรวมศูนย์ ถ้าเน้นมั่นคงมาก มั่งคั่งจะไม่มา เพราะถ้าคุมทุกอย่าง นวัตกรรมจะเกิดไม่ได้ การควบคุมข่าวสารข้อมูล หรือเรื่องซิงเกิลเกตเวย์ก็เป็นตัวอุปสรรคของนวัตกรรมทั้งนั้น แต่เขาเอามั่นคงนำไง ประเทศไหนก็ตามที่มั่นคงมากๆ เช่น เกาหลีเหนือนี่มั่งคั่งไหม (หัวเราะ) เกือบจะจนที่สุดในเอเชียอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ประเทศเดียวกันซึ่งแยกตัวออกไปเขามีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี (GDP per capita) 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศที่มั่นคงมากๆ กลับมี 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประเทศจีนในยุคเหมาเจ๋อตุง มีความมั่นคงมาก แต่ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมาปี 1977 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยสูงกว่าเขาสามเท่านะครับ แต่เพราะเขาเปิดประเทศเปลี่ยนมาใช้ระบบตลาด เปิดให้มีนวัตกรรม วันนี้เขาแซงเราไปแล้ว และคงไม่เหลียวหลังมารอเราอีก

     ระบบที่เราใช้วันนี้เรียกว่า ‘ระบบตลาด’ โดยให้ตลาดเป็นตัวจัดการ แต่ระบบในประเทศไทยกลับไม่ชัดเจนว่าจะระบบแบบรวมศูนย์ มีรัฐวางแผนและกำหนดทุกอย่างหมด หรือระบบตลาด

     ถ้ารัฐอยากวางแผนยุทธศาสตร์ชาติจริงๆ มันต้องหลวมมากๆ รัฐมีหน้าที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมให้เอกชนมาต่อยอด และวางกฎระเบียบที่ดี ไม่ใช่ ‘มั่นคง’ แต่เน้น ‘ประสิทธิภาพ’ และมีความยืดหยุ่น หมายความว่าควรมีกฎน้อยๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นี่คือระบบที่จะส่งเสริมในตัวมันเอง เอกชนจะตะเกียกตะกายเอง แต่ผมไม่เคยเชื่อว่าถ้ารัฐนำแล้วจะเกิดประสิทธิผลอะไร เช่น จำนำข้าว รัฐยึดไปทำแล้วเป็นอย่างไร เละจนถึงทุกวันนี้ พม่าเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก พอเปลี่ยนระบบเป็นรัฐทำก็ถูกไทยแซงไปเป็นสิบเท่า

 

แต่ประเทศจีนซึ่งมีโครงการควบคุมอินเทอร์เน็ตมาหลายสิบปีก็สามารถพัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด และกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้ในปัจจุบัน

     จีนมาจากสังคมที่ควบคุมอำนาจอย่างเข้มงวดมากแล้วค่อยเริ่มผ่อนลง แต่ของเรามันคนละโมเมนตัมกัน หลายคนบอกว่าจีนพัฒนาเร็ว แต่ทุกวันนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีประมาณ 7,000-7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่เทียบเท่ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ 53,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จีนมีประชากร 1,200 ล้านคน ช่องว่างมันแคบลง แต่ระดับการพัฒนายังห่างกัน 6-7 เท่า เขาพัฒนาเร็ว แต่ก็ยังไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไปตามเขาทำไม จะบอกว่าเขาใช้ซิงเกิลเกตเวย์ก็ยังมีรายได้ต่อหัวต่อปี 7,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ มันไม่จำเป็นเลย เพราะประเทศที่ไม่ได้ใช้ เช่น ยุโรป อังกฤษ เขามีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี 40,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐนะครับ

     ทีนี้กลับมาดูว่าในประเทศไทย อะไรเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา อะไรเป็นเรื่องที่ควรจะปฏิรูป ผมจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘สถาบัน’ หรือ ‘ธรรมาภิบาล’ ของประเทศ โครงสร้างมันเอื้อให้เกิดการพัฒนามากน้อยแค่ไหน

 

แล้วโครงสร้างที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศไปสู่ยุค 4.0 ควรเป็นอย่างไร

     จริงๆ แล้วธรรมาภิบาล หรือ Good Governance ไม่ใช่คน มันคือระบบทั้งระบบ เรามีกลไกทางกฎหมายไหม มีกลไกในการตรวจสอบคานอำนาจไหม เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ เป็นคำถามที่ผิดตั้งแต่ข้อแรก ข้อที่เหลือเลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

     สิ่งที่ทำให้ประเทศเราแป้ก ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีการแข่งขัน อย่างแรกคือ รัฐไทยใหญ่เกินไป ในที่นี้หมายถึงขนาด บทบาท และอำนาจ

     1. ขนาด คือ งบประมาณที่ใช้

     2. บทบาท คือ รัฐทำอะไรบ้าง ทำมากกว่าที่ควรหรือเปล่า

     3. อำนาจ คือ รัฐมีอำนาจมากเกินไป หรือมีกฎระเบียบมากไปหรือเปล่า

     สิ่งเหล่านี้มันฉุดรั้งการพัฒนา หลายเรื่องอาจจะส่งเสริม แต่มากไปก็ฉุดรั้งได้นะครับ สำหรับผมมันชัดเจนว่ารัฐไทยใหญ่เกิน ถ้าดูรายละเอียดในงบประมาณ 2.7 ล้านกว่าบาท จะพบว่ารัฐวิสาหกิจขยายตัวขึ้นมา 3 เท่าใน 10 ปี และทุกวันนี้ก็ขยายใหญ่ขึ้น เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราเคยมีข้าราชการ 1.4 ล้านคนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้มี 2.3 ล้านคน ขยายเยอะมาก เงินเดือนข้าราชการและสวัสดิการ 4 แสนกว่าล้าน ปีที่แล้ว 1.2 ล้านล้าน แล้วคุณเคยเห็นข้าราชการที่มีประสิทธิภาพบ้างไหม อาจจะมีบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของภาครัฐ

     รัฐควรจะมีบทบาทแค่กระตุ้น สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ตอนนี้กลับลุกขึ้นมาทำเองในรูปแบบต่างๆ เช่น ร่วมมือกับเอกชน แต่สิ่งที่ต้องระวังให้ดีก็คือ ระบบที่อนุญาตให้เอกชนถืออำนาจรัฐได้ เขาเรียกว่า ‘State Capture’

เราต้องทำปฏิรูป โดยเฉพาะเรื่องกลไก ขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบและเพิ่มผลิตภาพให้ได้ ถ้าผลิตภาพไม่เพิ่มมันไม่มีทางยั่งยืนหรอก

 

เพราะอะไร เอกชนน่าจะมีอิสระจากภาครัฐมากขึ้นไม่ใช่หรือ

     ภาคเอกชนจะดีได้ต้องไม่มีอำนาจ และแข่งกันอย่างเดียว รัฐไม่ควรให้สิทธิพิเศษใคร ถ้าเอกชนเข้าไปคุมอำนาจรัฐได้ก็จะแสวงหาการผูกขาดโดยไม่ต้องแข่งขัน ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว State Capture จึงเป็นตัวอันตรายที่ต้องระวัง แต่ผมยังไม่ได้กล่าวหาใครนะ

     กลับมาเรื่องที่สาม คือ อำนาจ รู้ไหมว่าประเทศไทยมีกฎหมายทั้งหมด ข้อบังคับ พระราชบัญญัติ เรามีอยู่ประมาณ 1,000 ฉบับ ลงไปถึงระดับกฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกา ซึ่งถูกบังคับใช้สองหมื่นกว่าฉบับ รวมไปถึงข้อบังคับต่างๆ ทั้งหมดแสนกว่าฉบับ เรามีกฎมหาศาลมากเกินไป แน่นอนถ้าไม่มีกฎ สังคมอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีมากเกินไป เช่น การสร้างตึกหนึ่งตึก คุณต้องมี 17 ใบอนุญาต ซึ่งไม่จำเป็นเลย 3 ก็พอแล้ว กลายเป็นว่ามีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วทุกหน่วยงานคอร์รัปชันหมด ดังนั้น ยิ่งมีมาก ก็คือเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐใหญ่ การปฏิรูปรัฐจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ขนาดมันเล็กลง

     ทุกวันนี้เรามีข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 2.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากรวัยทำงาน ซึ่งมีประมาณ 40 ล้านคน เทียบกับระบบที่มีประสิทธิภาพอย่างสิงคโปร์ มีข้าราชการ 1 แสนคน หรือร้อยละ 2 เงินเดือนของข้าราชการไทยสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่มีประชากรเกิน 5 ล้านคน มันมีข้อมูลพิสูจน์มากมายว่ารัฐใหญ่เกินไป ขนาดทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านล้านบาท นั่นคือทรัพยากรก้อนใหญ่ที่ตกอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น ถ้ารัฐจะปฏิรูปตัวเอง ต้องทำตัวเองให้มีขนาดเล็กลงและลดบทบาท ในอีกนัยยะหนึ่งคือ ปลดปล่อยทรัพยากรที่กำลังหมด โดยเฉพาะแรงงานให้เข้าไปสู่ภาคส่วนที่ใช้ประสิทธิภาพได้มากกว่า แต่กระบวนการนี้ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องค่อยๆ ทำและมีเป้าหมาย

 

ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่รัฐควรทำในตอนนี้คืออะไร พอจะยกตัวอย่างได้ไหม

     วิธีปลดปล่อยทรัพยากรที่ดีที่สุดก็คือ รัฐแปรสภาพออกมาเป็นเอกชน แต่ต้องแปรรูปให้สุด อย่าทำครึ่งๆ กลางๆ เหมือนกรณีปตท. ต้องปล่อยให้เอกชนคานอำนาจและคุมกัน

     ในส่วนอำนาจ ทุกประเทศพยายามปฏิรูปกฎหมาย โดยยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพราะกฎหมายมันสะสมกันมาเป็นร้อยปี มีแต่เพิ่ม ไม่มีเลิก เวลาที่สภาประกาศผลงานว่าออกกฎหมายได้ 200 ฉบับ (ถอนหายใจ) เดี๋ยวนี้เขามีกฎเกือบจะทุกแห่งเลยว่า ถ้าเพิ่ม 1 ต้องเลิก 1 เป็นอย่างน้อย

 

หมายความว่าประเทศไทยไม่เคยเลิก หรือเรามุ่งเน้นการแก้ไขกฎหมายมากกว่าหรือเปล่า

     เพิ่มอย่างเดียว เพราะเขาจะควบคุมไง โดยไม่รู้ตัวนะครับ ไม่ได้เจตนาไม่ดี แต่เอา ‘ความมั่นคง’ นำ เรามีกฎเพิ่มขึ้นกว่า 700 ฉบับภายใน 3 ปี ตั้งแต่ 25 พ.ค. 2557 – 22 พ.ค. 2560 มี พ.ร.บ. ออกมา 239 ฉบับ ประกาศคสช. 125 ฉบับ คำสั่งรสช. อีก 207 ฉบับ พวกนี้เป็นกฎหมายหมด และใช้ม.44 อีก 152 ครั้ง รวมทั้งหมด 720 ฉบับ ทั้งที่ทั่วโลกพยายามยกเลิก ทุกปีสภาออสเตรเลียจะมีวันที่จัดประชุมเพื่อยกเลิกกฎหมายเท่านั้น เกาหลีใต้ยกเลิกไปเป็นหมื่น ทำให้ประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจมันคล่องตัวขึ้น (ตามการจัดอันดับของ Doing Business Index ของธนาคารโลก)

 

การปฏิรูปประเทศที่แท้จริงควรเริ่มต้นจากอะไร

     ในการปฏิรูปคุณต้องเริ่มจากสิ่งที่เป็นจริง จะห่วยแค่ไหนก็ต้องเริ่มจากตรงนั้น เช่น มีคนบอกว่าการบินไทยไม่ต้องมีก็ได้ ขาดทุน เพราะสายการบินไหนก็ให้บริการได้ แต่ปัญหาคือมันมีไง เครื่องบิน 90 กว่าลำ คน 35,000 คน จะเอาไปไหน หนี้อีก 2 แสนล้าน เราก็ต้องเริ่มแก้จากจุดนั้น ไม่ใช่ลบมัน

     อย่างที่ทราบกันว่าผมได้เข้าไปเป็นกรรมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (กรรมการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ให้องค์กรมีประสิทธิภาพ ใช้ธรรมาภิบาลใหม่ แทนที่จะให้ข้าราชการและนักการเมืองเป็นคนสั่งโดยไม่มีเป้าหมายอะไรเลย ก็ทำให้มันโปร่งใส ชัดเจน มีกระบวนการที่กลับไปตอบโจทย์ ซึ่งการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดควรจะเสร็จสักปีครึ่งแล้ว แต่มันไม่เสร็จ

 

อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปคืออะไร

     คำว่า ‘ปฏิรูป’ (reform) คือการจัดใหม่ เราต้องปฏิรูปเพราะสิ่งที่มีอยู่มันไม่เหมาะสมแล้วในปัจจุบัน การปฏิรูปไม่เหมือนกับการ ‘พัฒนา’ เวลาคุณพูดถึงการพัฒนาอย่างนโยบายไทยแลนด์ 4.0 มันมีเพิ่มได้ แบ่งกันได้ win-win ได้ แต่พอเราจัดใหม่ มันจะเกิดการแบ่งใหม่โดยธรรมชาติ บางคนจะเสีย บางคนจะได้ การปฏิรูปที่ดีก็คือ การปฏิรูปที่ประชาชน 65 ล้านคนเป็นฝ่ายได้ เราต้องเอาที่สิ่งมันกระจุกตัวไปให้คนส่วนใหญ่ แต่มันเป็นเรื่องยาก เพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะไปตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ซึ่งไม่รู้ตัว แต่คนส่วนน้อยที่สูญเสียจะรู้ตัวและขัดขวาง

     เราปฏิรูปเพื่อให้มีประสิทธิภาพ หมายความว่ามีคุณภาพดี ต้นทุนต่ำ ที่สำคัญไม่ให้รั่วไหล เพราะประเทศเรามีปัญหาใหญ่หลวงเรื่องการคอร์รัปชัน นี่คือเป้าหมายของการปฏิรูป ซึ่งคนที่เคยมีอำนาจไม่ชอบแน่นอน ต่อให้เขาไม่ได้ทุจริตก็ตาม ข้าราชการ นักการเมือง ผู้บริหาร คู่ค้าก็ไม่ชอบ เพราะว่าเขาต้องทำงานหนักขึ้น แข่งขันเยอะขึ้น จากเดิมที่ได้ผูกขาดอยู่รายเดียว เพราะฉะนั้นเวลาจะปฏิรูป มันก็จะมีแรงต้าน

     การปฏิรูปอีกอย่างที่พูดๆ กันแต่ยังไม่เห็นมีใครทำเสียทีก็คือ จัดตั้งกระบวนการที่จะรื้อกฎหมายเพื่อปรับแก้หรือยกเลิก เพราะว่ามันมีกฎมากเกินไป บางกฎหมายมีแต่ต้นทุนไม่มีประโยชน์ก็ควรจะเลิก

     เมืองไทยมีระดับการคอร์รัปชันสูงมาก วิธีการต่อต้านคอร์รัปชันในมุมมองผมคือ ต้องสร้างระบบนิเวศที่ไม่ใช่การทำงานจากบนลงล่าง (Top-down) ผมเรียกกระบวนการนี้ว่า กระบวนการเทพ (TEP) คือ

     Transparency – ความโปร่งใส

     Expertise – ความรู้ความชำนาญ

     Participation – การมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาคม ภาควิชาชีพ และสื่อมวลชนที่จะต้องสื่อสารไปยังสาธารณชน

     กระบวนการเหล่านี้มีองค์ประกอบและมาตรการหลายขั้นตอนที่ต้องร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดองค์ประกอบที่จะทำให้สังคมลุกขึ้นมาตรวจสอบและติดตาม ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ

 

 

ถ้าแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ 4.0 ก็ไม่เกิด

     เนื่องจากกลุ่มเอกชนที่ทำกำไรสูงสุด คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นคอร์รัปชันไม่ได้ต้องการนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน มันต้องการแค่นวัตกรรมเพื่อยัดเงิน ซึ่งเมืองไทยมีเยอะมาก เมืองไทยไม่เอา R&D เพราะเอกชนเลือกยัดเงิน มันชัวร์กว่าการทำวิจัยซึ่งเสี่ยงจะตาย เพราะฉะนั้นเรื่องนวัตกรรมหรือการแข่งขันทางธุรกิจตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 มันถึงไม่จำเป็น เพราะไม่ได้เป็นตัวที่จะทำให้คุณมั่งคั่ง ความมั่งคั่งมันอยู่ที่ว่าคุณยัดเงินเป็นหรือเปล่า

 

แล้วระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศควรจะประกอบด้วยอะไรบ้าง

     มันคือกลไกเชิงสถาบันนี่แหละครับ ตั้งแต่กฎหมายที่มีต้องเหมาะสม เพียงพอ แต่ไม่มากเกิน การสังคายนากฎหมายจึงสำคัญ เพราะกระบวนการเดิมมันไม่เวิร์ก รัฐควรจะลดขนาด บทบาท และอำนาจรัฐ แต่ตอนนี้เราเป็นรัฐราชการ การพัฒนาสังคมมี 3 เสาหลักที่สำคัญ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ลองไปเอ็กซ์เรย์เมืองไทยดูสิว่าเสาไหนแข็งแรงบ้าง ไม่มีสักเสา เพราะรัฐพยายามนำตลอด และมีอำนาจมาก เอกชนก็โหนรัฐ ภาคประชาสังคมไทยก็เลยตั้งหลักไม่ได้ เพราะว่าไม่มีทรัพยากรด้วย ทั้งที่ประชาสังคมนี่สำคัญมากนะ

     คำว่า ‘ประชาสังคม’ หรือ Civil Society ในความหมายกว้างมันรวมทั้งเอ็นจีโอ Think Tank และพวกหน่วยงานติดตามนโยบายของประเทศ (policy watch institution) ซึ่งประชาสังคมของไทยอ่อนแอมาก เพราะเราให้คนที่ไม่มีวันมีประสิทธิภาพเป็นคนนำ โดยคุมทรัพยากรและอำนาจทั้งหมด

     เชื่อไหมว่าในหนึ่งปีมียอดบริจาคเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท แต่ร้อยละ 55 ไปวัด (หัวเราะ) เงินบริจาคที่ควรจะสร้างสังคมดันไปอยู่ที่วัด ซึ่งสมัยนี้มันไม่ใช่แกนของสังคมอีกต่อไปแล้ว อีกร้อยละ 30 ไปเจ้า เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะครับ เหลือร้อยละ 15 แบ่งๆ กันในภาคประชาสังคม พอขาดทรัพยากรมันก็ไม่มีแนวทางพัฒนา ประชาสังคมไทยถึงอ่อนแอมาก ไม่ได้มาตรฐาน

     เมื่อเสาหลักไม่เข้มแข็ง การพัฒนาจึงทำได้ยาก แต่เราก็ต้องเริ่มจากการพัฒนาเสาหลักเหล่านี้ เช่น Think Tank หรือสถาบันวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกามีสถาบันวิจัยอิสระ 1,800 แห่ง จีนมี 300 แห่ง เยอรมัน 400 แห่ง ไทยมีแค่ 10 กว่าแห่ง เพราะไม่มีทุน ไม่ใครให้ความสำคัญ ไม่มีใครใช้ เราไม่มี Think Tank ทั้งๆ ที่การให้ความรู้แก่สาธารณะมันสำคัญมาก

 

เป็นไปได้ไหมว่ารัฐอาจเป็นฝ่ายถูก disrupt สักวัน ถ้าไม่ปรับตัว

     ไม่หรอกครับ รัฐมีอำนาจอธิปไตย ผมคิดว่าความเข้าใจของเราคลาดเคลื่อนกันอยู่ ประเทศไทยพัฒนาดีมากในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 6 ฉบับแรก พอถึงฉบับที่ 7 ก็เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ (ปี พ.ศ. 2540) แผนพัฒนาฯ 8 ถึง 10 ก็เลยเป็นแผนแบบ ‘ไม่เป็นแผน’ มีเนื้อหาหลวมๆ กว้างๆ คนเลยรู้สึกว่าพัฒนาแบบมีแผนน่าจะดีกว่า จึงเป็นที่มาของแผนยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือข้อสมมติฐานนะครับ

     แต่มี 2 ปัจจัยที่ถูกละเลย ปัจจัยแรกคือช่วงที่ใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ถึง 6 เป็นช่วงที่ประเทศไทยพัฒนาจากประเทศยากจนมาสู่ประเทศรายได้ปานกลาง โดยใช้รัฐนำ ซึ่งถูกต้องแล้ว เพราะมันคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าคุณไปดูข้อมูลสถิติในปี พ.ศ. 2503 หรือช่วงปี ค.ศ. 1960 (ก่อนเริ่มแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ปี พ.ศ. 2504) ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีน้อยที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ประมาณ 101 ดอลลาร์สหรัฐ ในปีเดียวกันกัมพูชามี 125 ดอลลาร์สหรัฐ พม่ามี 180 ดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามมี 220 ดอลลาร์สหรัฐ ฟิลิปปินส์มี 250 ดอลลาร์สหรัฐ

     วิธีการพัฒนาประเทศในระยะแรกก็คือ ‘Modernize Thailand’ สถาบันใหญ่ของรัฐถูกตั้งพร้อมกัน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ เป็นต้น สมัยนั้นทรัพยากรบุคคลที่ดีอยู่ในภาครัฐ คนเก่งเป็นข้าราชการกัน แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะเรียกหากลไกแบบเก่า มันคนละยุคกัน

     ถ้าคุณไปดูพัฒนาการที่ดี แผนพัฒนาระยะเริ่มต้นจะนำโดยรัฐ แต่พอเริ่มประสบความสำเร็จแล้วต้องให้ตลาดนำ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นก็เป็นอย่างนั้น แต่ประเทศเราจะเอารัฐกลับไปนำ มันคนละเวลา คนละเงื่อนไขกัน วิธีคิดของเรายังคงติดหล่ม ที่สำคัญ ผมไม่ได้ดูถูกนะครับ แต่ทหารเขาถูกฝึกมาว่าจะต้องเป๊ะ กลยุทธ์ทางทหารจะต้องพยายามลบความไม่แน่นอนทิ้งให้หมด เพราะมันเป็นเรื่องของการรักษาชีวิต แต่ทหารอเมริกันก็จะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ทหารจะรังเกียจความซับซ้อน ความไม่แน่นอน

     แต่โลกปัจจุบันหนีไม่พ้น VUCA มันเป็นโลกแห่งความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความซับซ้อนเชื่อมโยง (Complexity) และความคลุมเครือ (Ambiguity)

 

แสดงว่าเรากำลังจะเข้าสู่ยุคที่ท้าทาย ภายใต้ระบบที่ไม่พร้อม

     และต้องอยู่กับมัน คุณวางแผนไม่ได้ คุณต้องสร้างองค์ประกอบที่พร้อมจะรับกับแรงกระแทกทุกรูปแบบ สร้างความแข็งแรง แล้วกลไกก็จะเดินของมันเอง ไม่ใช่ว่าวางแผนทุกอย่าง ช่วงปี ค.ศ. 1990 ที่เราพัฒนากันดี รัฐบาลสมัยนั้นก็ประกาศจะส่งเสริมอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ทองแดง เชื่อไหมครับ ตอนนี้เจ๊งเรียบ ขาดทุนกันป่นปี้

     จริงๆ แล้วเวลาคุณเน้นการส่งเสริมทันที มันจะเกิดภาวะล้นตลาด แม้แต่จีนเองก็ยอมรับว่าแผนการพัฒนามุ่งเน้นอุตสาหกรรมมันล้มเหลวเกือบหมด ซึ่งเขากล้าถกเถียงกันเยอะมากว่าควรจะเดินต่อหรือยกเลิก

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างเหล่านี้

     ยุค 4.0 เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ถึงอย่างไรโลกก็ต้องไปทางนั้น แล้วถ้าคุณไม่ไป คุณก็ต้องแยกตัวออกมาเป็นเกาหลีเหนือ คิวบา เวเนซุเอลา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรุ่งเรืองได้หรือเปล่า ในเมื่อสิ่งที่มีมันไม่สอดคล้องกับโลกของ VUCA

     ประเด็นทั้งหมดที่ผมจะบอกก็คือ รัฐควรทบทวนบทบาทของตัวเองว่าควรจะมีบทบาทแค่ไหน ผมไม่เชื่อ (ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น) ว่ารัฐจะนำได้ดี รัฐควรจะมีบทบาทแค่สร้างรากฐาน ถ้าลงทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพก็จะยิ่งทำให้ทรัพยากรจม ไม่คุ้มค่า ขณะที่เอกชนควรจะลงทุนหนึ่งปีสักร้อยละ 25 ตอนนี้ลงแค่ร้อยละ 10 กว่าๆ

     สาเหตุที่เอกชนไม่ลงทุนก็เพราะระบบนิเวศไม่ได้เอื้อให้ลงทุนแข่งขัน

     หนึ่ง การค้าโลกไม่ดี

     สอง การบริโภคในประเทศไม่เพิ่ม เพราะคนส่วนใหญ่มีหนี้เกินเพดานแล้ว ส่วนคนรวยก็รวยกันไป

     สาม ความสามารถของภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังเหลือ

     การลงทุนที่ควรทำมากที่สุด คือ อัพเกรดผลิตภาพ (Productivity) แต่ที่เอกชนไทยไม่ลงทุน เพราะมันมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เราพัฒนาผลิตภาพไม่ได้ เพราะขาดแรงงานทักษะ ซึ่งมันก็เกี่ยวโยงกับเรื่องการพัฒนาคน หรือแม้กระทั่งระบบธนาคารที่มีต้นทุนสูงเกิน

     จริงๆ แล้วมีโครงการริเริ่มหลายโครงการที่ดีนะครับ เช่น e-Payment ซึ่งเราไปได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่เริ่มต้นใกล้ๆ กัน เพราะ e-Payment จะลดต้นทุนของระบบได้เป็นหมื่นล้าน ถ้าทำได้แบบเต็มศักยภาพ มันต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกันบนสนามของรัฐ ซึ่งต้นทุนมันสูง ถ้าแยกกันทำก็สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

 

คุณมองหรือคาดหวังว่าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

     เราต้องดิ้นออกจากกับดักใหญ่นี้ให้ได้ วิธีที่จะออกจากกับดักนี้ คนทั่วไปมักจะมองแค่วงจรปกติ เดี๋ยวเศรษฐกิจก็เติบโตขึ้นเอง ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องสร้างความมั่นใจให้คนบริโภคและลงทุน แต่ผมว่าเราต้องทำปฏิรูป โดยเฉพาะเรื่องกลไก ขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐ เพื่อที่จะปลดปล่อยให้ทรัพยากรเดินได้ดี สุดท้ายคุณต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและเพิ่มผลิตภาพให้ได้ ถ้าผลิตภาพไม่เพิ่มมันไม่มีทางยั่งยืนหรอก โดยทฤษฎีการลงทุนของรัฐมันควรจะเพิ่มประสิทธิภาพ ลงทุนอย่างคุ้มค่าและฉลาด เช่น ลงทุนเพิ่มด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนของระบบ เพราะมันมีต้นทุนหมดทุกอย่าง

     โดยสรุปแล้วผมก็ไม่ขวางหรอกที่รัฐพยายามจะนำทาง แต่ก็ไม่หนุนหรอกครับ

 

อ้างอิง:

The post บรรยง พงษ์พานิช: กับดักรัฐราชการ 4.0 ‘เพราะรัฐแสนเก่ง แสนดี ไม่มีจริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-banyong-phongpanich-government/feed/ 0