รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รองโฆษกประจำสำนักนายกร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 27 Oct 2026 08:16:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ครม. อนุมัติรับทุน ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ 1.6 แสนดอลลาร์ หนุนผู้ประกอบการเกษตรส่งออกผ่านรถไฟ ไทย-ลาว-จีน ยันไร้ภาระผูกพันงบประมาณ https://thestandard.co/cabinet-approves-mekong-lancang-fund/ Tue, 27 Oct 2026 08:16:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1272325 การประชุมคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. อนุมัติรับทุน ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ 1.6 แสนดอลลาร์ หนุนผู้ประกอบการเกษตรส่งออกผ่านรถไฟ ไทย-ลาว-จีน ยันไร้ภาระผูกพันงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจเกษตรกรรม

 

มติ ครม. ดังกล่าว ได้อนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลง เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน) สำหรับนำมาดำเนิน โครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้างมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์และขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย

 

โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน มีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร รวม 150 ราย เข้าร่วมฝึกอบรมด้านการค้า การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ก่อนนำองค์ความรู้ไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan)

 

ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะเวลาดำเนินการของโครงการอยู่ที่ 3 ปี โดยฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณให้ภายใน 20 วันทำการหลังจากการลงนาม และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งยืนยันการรับเงินภายใน 10 วันทำการ ซึ่งการดำเนินงานจะมีการติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด

 

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการนำเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยไม่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณของรัฐบาล และไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทยที่ได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 19 โครงการ ซึ่งโครงการของกระทรวงพาณิชย์เป็น 1 ใน 19 โครงการดังกล่าว ที่รัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว

The post ครม. อนุมัติรับทุน ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ 1.6 แสนดอลลาร์ หนุนผู้ประกอบการเกษตรส่งออกผ่านรถไฟ ไทย-ลาว-จีน ยันไร้ภาระผูกพันงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ตั้ง ‘เขตรัฐ ชาญศิลป์’ นั่งผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ https://thestandard.co/khettharat-chansin-prachuap-governor/ Wed, 14 Oct 2026 08:22:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1268303 ภาพ ร.ต.อ. เขตรัฐ ชาญศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คนใหม่

วันนี้ (14 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. ตั้ง ‘เขตรัฐ ชาญศิลป์’ นั่งผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ร.ต.อ. เขตรัฐ ชาญศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คนใหม่

วันนี้ (14 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย ให้ ร.ต.อ. เขตรัฐ ชาญศิลป์ พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

The post ครม. ตั้ง ‘เขตรัฐ ชาญศิลป์’ นั่งผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเร่งตรวจสอบปลาตาย-คราบน้ำมันแม่น้ำปราจีนบุรีปนเปื้อน ยันพบคนละจุด คาดทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ https://thestandard.co/the-government-is-urgently-investigating-dead-fish-and/ Wed, 14 Oct 2026 07:14:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1268255 คราบน้ำมันสีรุ้งลอยบนผิวน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี

วันนี้ (14 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post รัฐบาลเร่งตรวจสอบปลาตาย-คราบน้ำมันแม่น้ำปราจีนบุรีปนเปื้อน ยันพบคนละจุด คาดทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คราบน้ำมันสีรุ้งลอยบนผิวน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี

วันนี้ (14 ตุลาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี หลังพบปลาตายจำนวนมากในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และมีการเผยแพร่ภาพคราบน้ำมันสีรุ้งในแหล่งน้ำ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่า จุดที่เกิดเหตุปลาตายและจุดที่พบคราบน้ำมันสีรุ้งอยู่คนละบริเวณกัน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและปลา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยคาดว่าจะทราบผลตรวจภายใน 1 สัปดาห์

 

ลลิดา กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น บริเวณกระชังปลาในพื้นที่ตำบลบ้านทาม ตำบลท่าตูม ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอศรีมหาโพธิ และตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งพบปลาตายจำนวนมาก มีค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่อาจทำให้ปลาเกิดภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง โดยสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับมวลน้ำท่วมที่พัดพาสารอินทรีย์และน้ำเน่าเสียจากพื้นที่น้ำท่วมขังลงสู่แม่น้ำ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุเดียวของการตายของปลา

 

สำหรับกรณีพบคราบน้ำมันสีรุ้งในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ผลตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า เกิดคนละจุดและอยู่ระดับต่ำกว่าจุดปลากระชังตาย โดยคราบน้ำมันมีขอบเขตการแพร่กระจายจำกัด จึงประเมินเบื้องต้นว่าไม่น่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุปลาตายจำนวนมาก แต่ยังต้องรอผลตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างปลาและน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู รวมถึงตรวจสอบปริมาณแอมโมเนียในน้ำ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนจากแหล่งอุตสาหกรรมและปัจจัยอื่น โดยคาดว่าผลการตรวจวิเคราะห์จะมีความชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์

 

ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษรายงานผลการตรวจสอบพื้นที่ใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ที่เกิดคราบน้ำมันสีรุ้ง หลังสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 สระบุรี เก็บตัวอย่างน้ำเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวน 3 จุด บริเวณที่พบคราบสีรุ้ง ผลตรวจพบสารเคมีกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณใกล้บ่อฝังกลบดังกล่าว โดยกรมควบคุมมลพิษจะประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและประเมินผลกระทบเพิ่มเติม พร้อมเตรียมเก็บตัวอย่างตะกอนดินโดยรอบภายหลังระดับน้ำลดลง

 

“รัฐบาลเข้าใจความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและประชาชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำ ขอยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบอย่างเต็มที่ และคาดว่าจะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ สิ่งสำคัญคือการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ด่วนสรุปว่าสาเหตุเกิดจากน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว หรือเกิดจากสารเคมีอุตสาหกรรมโดยที่ยังไม่มีผลตรวจยืนยัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้องและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน” ลลิดากล่าว

 

นอกจากนี้ ลลิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะติดตามผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและปลา รวมถึงการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนดูแลผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ โดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่มีคราบน้ำมันหรือมีลักษณะผิดปกติโดยตรง และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก

The post รัฐบาลเร่งตรวจสอบปลาตาย-คราบน้ำมันแม่น้ำปราจีนบุรีปนเปื้อน ยันพบคนละจุด คาดทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลพร้อมจัดประชุม World Bank-IMF ประกาศ กทม. WFH-หยุดพิเศษ 12-16 ต.ค.นี้ ลดจราจรติดขัด https://thestandard.co/world-bank-imf-bangkok-wfh-holidays/ Thu, 08 Oct 2026 01:31:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1265928 ภาพกราฟิกข่าวรัฐบาลประกาศมาตรการ WFH และวันหยุดพิเศษใน กทม. ช่วงการประชุม World Bank-IMF

วันนี้ (8 ตุลาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำ […]

The post รัฐบาลพร้อมจัดประชุม World Bank-IMF ประกาศ กทม. WFH-หยุดพิเศษ 12-16 ต.ค.นี้ ลดจราจรติดขัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวรัฐบาลประกาศมาตรการ WFH และวันหยุดพิเศษใน กทม. ช่วงการประชุม World Bank-IMF

วันนี้ (8 ตุลาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ กำชับทุกหน่วยงานร่วมจัดการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ใช้โอกาสโชว์ศักยภาพ ต่อยอดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชน

 

พลอยทะเล กล่าวว่า เพื่อให้การจัดประชุมฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลกำหนดมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การรักษาความปลอดภัยแก่บุคคลสำคัญระดับโลก และลดความตึงเครียดของสภาพการจราจรในเขต กทม. เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 190 ประเทศทั่วโลก ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการช่วงการประชุมใหญ่สภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank – IMF Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2569 โดยประกาศให้ส่วนราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานครปรับรูปแบบในการทำงาน ดังนี้

 

  • 12 ตุลาคม WFH
  • 13 ตุลาคม วันหยุดราชการ
  • 14-15 ตุลาคม WFH
  • 16 ตุลาคม วันหยุดราชการ (กรณีพิเศษ)

 

พลอยทะเล กล่าวว่า ขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทาง รวมถึงวางแผนการติดต่อส่วนราชการไว้ล่วงหน้า ซึ่งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ไม่หยุดโดยอัตโนมัติ แต่รัฐบาลขอความร่วมมือให้พิจารณาตามความเหมาะสมหรือขึ้นอยู่กับประกาศของแต่ละบริษัท ส่วนสถาบันการเงิน / ธนาคารในกรุงเทพฯ หยุดทำการเป็นกรณีพิเศษ สำหรับโรงพยาบาล สถานีตำรวจ และหน่วยบริการจำเป็น ยังมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามเวรและตามภารกิจ ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม IMF ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 แต่จะยังคงมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะเลื่อนไปประชุมในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 แทน

 

“การประชุมดังกล่าว นอกจากจะเป็นเวทีสำคัญด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกแล้ว ยังเป็นโอกาสของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพและความพร้อมในทุกมิติ สร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก ตลอดจนต่อยอดโอกาสด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและประโยชน์ต่อประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม” พลอยทะเลกล่าว

The post รัฐบาลพร้อมจัดประชุม World Bank-IMF ประกาศ กทม. WFH-หยุดพิเศษ 12-16 ต.ค.นี้ ลดจราจรติดขัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ขยายประกาศพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ 4 จังหวัด อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย.70 หลังประเมินยังมีความพยายามสร้างสถานการณ์ https://thestandard.co/cabinet-extends-southern-border-security-zone/ Tue, 29 Sep 2026 09:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1261457 ภาพประกอบข่าว ครม. ขยายพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ 4 จังหวัด

วันนี้ (29 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post ครม. ขยายประกาศพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ 4 จังหวัด อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย.70 หลังประเมินยังมีความพยายามสร้างสถานการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ครม. ขยายพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ 4 จังหวัด

วันนี้ (29 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการประเมินสถานการณ์ และอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 19 อำเภอ 4 จังหวัด ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

พื้นที่ทั้ง 19 อำเภอ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย

 

ลลิดากล่าวว่า การขยายระยะเวลาครั้งนี้เป็นการคงพื้นที่เดิมทั้ง 19 อำเภอ ภายหลังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติปรับอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้จากเดิม 20 อำเภอ เหลือ 19 อำเภอ โดยการขยายครั้งนี้นับเป็นการขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ดังกล่าวครั้งที่ 22

 

จากการประเมินของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พบว่า แม้การบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่และการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการจะทำให้การก่อเหตุทำได้ยากขึ้น แต่ยังมีความเคลื่อนไหวและความพยายามสร้างสถานการณ์ในบางพื้นที่ รวมถึงยังมีความเสี่ยงต่อเป้าหมายที่มีการระวังป้องกันต่ำ จึงยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ผลการประเมินความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พบว่า ความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 75.40 ขณะที่ร้อยละ 70.36 ไม่ต้องการให้ยกเลิกการประกาศใช้ และร้อยละ 29.64 ต้องการให้ยกเลิก

 

ครม. ยังเห็นชอบร่างประกาศและร่างข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการตามมาตรา 21 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์และกลับใจเข้ามอบตัว สามารถเข้าสู่กระบวนการอบรมตามคำสั่งศาลและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดแทนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้กลับคืนสู่สังคมและสนับสนุนการสร้างสันติสุขในพื้นที่

 

ลลิดากล่าวว่า การใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในพื้นที่ดังกล่าว เป็นมาตรการสำหรับพื้นที่ที่ยังมีเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคง แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลมีนโยบายปรับลดพื้นที่การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อย่างต่อเนื่อง และนำมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับระดับสถานการณ์มาใช้ทดแทน เพื่อทยอยคืนพื้นที่เข้าสู่การบริหารภายใต้กลไกปกติ

 

“รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางกฎหมายเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ เป้าหมายคือการลดระดับมาตรการด้านความมั่นคงและคืนพื้นที่เข้าสู่กลไกปกติเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย พร้อมเดินหน้าสร้างสันติสุขและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ลลิดากล่าว

The post ครม. ขยายประกาศพื้นที่ความมั่นคงชายแดนใต้ 19 อำเภอ 4 จังหวัด อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย.70 หลังประเมินยังมีความพยายามสร้างสถานการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เสนอร่างกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ ปรับกติกาให้ทันเทคโนโลยี รองรับสัญญาอัตโนมัติ-เช็คและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ https://thestandard.co/new-e-transaction-law/ Tue, 29 Sep 2026 08:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1261430

วันนี้ (29 กันยายน 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจ […]

The post ครม. เสนอร่างกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ ปรับกติกาให้ทันเทคโนโลยี รองรับสัญญาอัตโนมัติ-เช็คและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 กันยายน 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน มุ่งสนับสนุนให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลักแทนการใช้เอกสารรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ห้ามประชาชนหรือภาคธุรกิจทำธุรกรรมด้วยเอกสารตามปกติ

 

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะขยายขอบเขตให้รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ครอบคลุมมากขึ้น และกำหนดผลทางกฎหมายของข้อมูลและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจน ลดข้อพิพาทและสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ โดยปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบ UNCITRAL Model Law ของสหประชาชาติ

 

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย ได้แก่

 

  • การรับรองผลทางกฎหมาย: รองรับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตราประทับอิเล็กทรอนิกส์เมื่อดำเนินการด้วยวิธีที่เชื่อถือได้หรือตามที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ประกาศกำหนด รวมถึงการปิดอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

 

  • สัญญาด้วยระบบอัตโนมัติ: รองรับสัญญาที่เกิดจากระบบซึ่งดำเนินการเองโดยไม่มีบุคคลเข้าแทรกแซง ให้มีผลผูกพันตามกฎหมายภายใต้เงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถคาดหมายการทำงานได้ตามปกติ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การส่งและการยืนยันรับข้อมูลที่ชัดเจน

 

  • ตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์: เพิ่มหมวดรองรับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีผลผูกพันเช่นเดียวกับเอกสาร รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องผู้ครอบครอง การส่งมอบ การสลักหลัง และการแก้ไขข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ

 

  • การกำกับดูแลผู้ให้บริการ 7 ประเภท: กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับบริการพิสูจน์/ยืนยันตัวตน, ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์, ประทับเวลาและวันที่, รับ ส่ง หรือจัดเก็บข้อมูล, จดทะเบียน/รับรองเว็บไซต์หรือโดเมนเนม, ระบบตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ และบริการอื่นตามกฎกระทรวง โดยใช้กลไกกำกับตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) และผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายหากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่

 

  • การรับรองผู้ให้บริการ: กระทำได้ 2 แนวทาง คือ ยื่นคำขอให้ สพธอ. พิจารณารับรอง หรือ สพธอ. พิจารณารับรองผู้ให้บริการที่ใช้วิธีตามมาตรฐานสากล โดย สพธอ. จะเผยแพร่รายชื่อให้ประชาชนตรวจสอบ และหากเกิดเหตุที่กระทบความน่าเชื่อถือจะต้องประกาศให้ทราบโดยพลัน

 

  • พยานหลักฐานและการพิสูจน์: กำหนดให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ออกรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย หากมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือ ผู้โต้แย้งจะเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายเอง

 

ลลิดากล่าวว่า ร่างกฎหมายกำหนดบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตเดิม ถือเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายใหม่ ขณะที่ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ พ.ศ. 2565 จะยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายเฉพาะ ทั้งนี้ หากผ่านกระบวนการและประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วัน โดยได้เตรียมกฎหมายลำดับรองไว้ 26 ฉบับ (พ.ร.ฎ. 2 ฉบับ, กฎกระทรวง 3 ฉบับ และประกาศ 21 ฉบับ)

 

“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายทำให้กติกาของธุรกรรมดิจิทัลชัดเจนและทันต่อเทคโนโลยี ตั้งแต่การยืนยันตัวตน ลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาอัตโนมัติ ไปจนถึงเช็คและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจทำธุรกรรมได้สะดวก ปลอดภัย และมีความมั่นใจในผลทางกฎหมายมากขึ้น รวมทั้งช่วยรองรับการค้าดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ลลิดากล่าว

The post ครม. เสนอร่างกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ ปรับกติกาให้ทันเทคโนโลยี รองรับสัญญาอัตโนมัติ-เช็คและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 1,206 ล้านบาท ช่วย กยศ. เสริมสภาพคล่องกู้ยืมเรียน ดูแลนักเรียน-นักศึกษากว่า 1.4 แสนรายต่อเนื่อง https://thestandard.co/cabinet-approves-student-loan-liquidity/ Tue, 29 Sep 2026 08:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1261414 โลโก้ กยศ. พร้อมข้อความ ครม. อนุมัติงบกลาง 1,206 ล้านบาท เสริมสภาพคล่อง กยศ. ดูแลนักเรียน-นักศึกษากว่า 1.4 แสนราย

วันนี้ (29 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 1,206 ล้านบาท ช่วย กยศ. เสริมสภาพคล่องกู้ยืมเรียน ดูแลนักเรียน-นักศึกษากว่า 1.4 แสนรายต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ กยศ. พร้อมข้อความ ครม. อนุมัติงบกลาง 1,206 ล้านบาท เสริมสภาพคล่อง กยศ. ดูแลนักเรียน-นักศึกษากว่า 1.4 แสนราย

วันนี้ (29 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,206,477,900 บาท ให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อสนับสนุนการให้กู้ยืมแก่นักเรียนและนักศึกษา สำหรับค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง

 

ลลิดากล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 กยศ. ได้ขอรับจัดสรรงบประมาณจำนวน 21,900 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรจริงจำนวน 5,100 ล้านบาท ส่งผลให้มีส่วนต่างถึง 16,800 ล้านบาท ที่ผ่านมา กยศ. ได้บริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับควบคู่กับเงินที่ผู้กู้ยืมชำระคืนมาหมุนเวียนปล่อยกู้ แต่จากการประมาณการกระแสเงินสดพบว่า กยศ. มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจมีเงินไม่เพียงพอสำหรับโอนจ่ายให้แก่นักเรียนและนักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 141,838 ราย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 1,206,477,900 บาท เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน

 

สำหรับภาพรวมปีการศึกษา 2569 กยศ. ประมาณการกรอบการให้กู้ยืมทั้งผู้กู้รายใหม่และรายเก่ารวม 775,629 ราย วงเงินประมาณ 47,706.0876 ล้านบาท โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมแล้ว 577,523 ราย คิดเป็น 74.45% ของกรอบผู้กู้ วงเงินกู้ยืม 35,083.5926 ล้านบาท คิดเป็น 73.54% ของกรอบวงเงินทั้งหมด ซึ่งทางสำนักงบประมาณได้นำเรื่องกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ กยศ. ใช้งบกลางดังกล่าว และเนื่องจากวงเงินเกิน 100 ล้านบาท จึงต้องเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน

 

นอกจากนี้ กยศ. จะต้องเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นการชำระหนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนมีเงินหมุนเวียนเพียงพอสำหรับการดำเนินงานในอนาคตอย่างยั่งยืน

 

“งบประมาณส่วนนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การโอนเงินค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพของผู้กู้ยืมดำเนินต่อไปโดยไม่สะดุด ช่วยให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา และลดผลกระทบจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของกองทุน” ลลิดากล่าว

The post ครม. อนุมัติงบกลางกว่า 1,206 ล้านบาท ช่วย กยศ. เสริมสภาพคล่องกู้ยืมเรียน ดูแลนักเรียน-นักศึกษากว่า 1.4 แสนรายต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.บ.สถานที่พักแรม ยกระดับความปลอดภัย คุ้มครองผู้บริโภค ไม่ตรงปกขอคืนเงินได้ https://thestandard.co/government-accommodation-law-refund/ Tue, 29 Sep 2026 08:07:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1261410 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงรายละเอียด พ.ร.บ.สถานที่พักแรมใหม่ ที่เน้นความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภค

วันนี้ (29 กันยายน 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจ […]

The post รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.บ.สถานที่พักแรม ยกระดับความปลอดภัย คุ้มครองผู้บริโภค ไม่ตรงปกขอคืนเงินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงรายละเอียด พ.ร.บ.สถานที่พักแรมใหม่ ที่เน้นความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภค

วันนี้ (29 กันยายน 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. เพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ โดยมีเป้าหมายยกเลิกกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และปรับปรุงระบบกำกับดูแลสถานที่พักแรมให้สอดคล้องกับรูปแบบการท่องเที่ยวปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่ เช่น โฮสเทล บูทีคโฮเทล โฮมสเตย์ เต็นท์ แพ และที่พัก Sharing Economy (คอนโดมิเนียม/บ้านพัก) ซึ่งเดิมติดล็อกเงื่อนไขกฎหมายโรงแรม (One Size Fits All) ทำให้เข้าไม่ถึงการกำกับดูแลและมาตรการสนับสนุนของรัฐ

 

สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มี 98 มาตรา โดยปรับการกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะ กิจการ จำนวนห้อง/ผู้พัก และระดับความเสี่ยง ออกเป็น 3 จำพวก ได้แก่

 

จำพวกที่ 1 (แจ้งต่อนายทะเบียน) โรงแรมไม่เกิน 8 ห้อง ผู้พักไม่เกิน 30 คน หรือบ้านพัก/ห้องพักไม่เกิน 8 หน่วย

 

จำพวกที่ 2 (ขึ้นทะเบียนก่อนดำเนินการ) โรงแรม 9-40 ห้อง ผู้พัก 31-150 คน หรือบ้านพัก/ห้องพัก 9-40 หน่วย

 

จำพวกที่ 3 (ต้องได้รับใบอนุญาต) โรงแรมมากกว่า 40 ห้อง ผู้พักเกิน 150 คน หรือบ้านพัก/ห้องพักเกิน 40 หน่วย โดย รมว.มหาดไทย สามารถออกกฎกระทรวงกำหนดรูปแบบเพิ่มเติมได้

 

ลลิดากล่าวว่า อีกกลไกสำคัญคือการนำระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License มาใช้กับสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เพื่อลดความซ้ำซ้อน โดยให้ใบอนุญาตหลักครอบคลุมใบอนุญาตรองที่เกี่ยวเนื่องได้ถึง 10 กิจการ (เช่น ร้านอาหาร สปา สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สถานบริการ การขายสุรา/ยาสูบ) พร้อมให้กรมการปกครองจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลักในการรับแจ้ง ยื่นคำขอ ออกใบอนุญาต และรับเรื่องร้องเรียน

 

ด้านความปลอดภัย ผู้ประกอบการต้องจัดทำแผนผังทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน และส่งทะเบียนผู้พักผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมง เพื่อส่งต่อข้อมูลคนต่างด้าวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) รวมถึงเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยผู้ใช้บริการมีสิทธิยกเลิกและขอคืนเงินตามสัดส่วนได้หากที่พักไม่ตรงตามโฆษณา ห้ามกำหนดเงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม และให้โฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

 

นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการส่งเสริมมาตรฐานและสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน พร้อมกำหนดพื้นที่เหมาะสมและกลไกตรวจสอบ หากถูกพักใช้ใบอนุญาต ผู้ประกอบการต้องจัดหาที่พักมาตรฐานใกล้เคียงรองรับผู้เข้าพัก สำหรับบทลงโทษจะปรับเป็นพินัยในความผิดเล็กน้อย และคงโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง เช่น การเปิดจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เปิดรับฟังความคิดเห็น 2 ครั้ง (รวม 30 วัน) มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 1,441 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วย และจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองไว้ 28 ฉบับ โดยจะนำข้อสังเกตของหน่วยงานต่างๆ ทั้งเรื่องความชัดเจนของ Super License การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย และมาตรการรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปประกอบการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

 

“หัวใจของการปรับกฎหมายครั้งนี้ คือการเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานเดียวกับที่พักทุกประเภท มาเป็นการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับขนาด ลักษณะ และระดับความเสี่ยงของกิจการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ลดใบอนุญาตและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน แต่ต้องไม่ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการกำกับดูแลที่ครบถ้วนขึ้น และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว” ลลิดากล่าว

The post รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.บ.สถานที่พักแรม ยกระดับความปลอดภัย คุ้มครองผู้บริโภค ไม่ตรงปกขอคืนเงินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ 28-29 ก.ย. กทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมขัง https://thestandard.co/special-holiday-flooding-bangkok/ Sun, 27 Sep 2026 10:07:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1260364 ภาพประกอบข่าวการประกาศวันหยุดราชการพิเศษเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม

วันนี้ (27 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ 28-29 ก.ย. กทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมขัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการประกาศวันหยุดราชการพิเศษเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม

วันนี้ (27 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำหนดให้วันจันทร์ที่ 28 และวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางของประชาชน

 

การกำหนดวันหยุดราชการกรณีพิเศษครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อลดปริมาณการเดินทางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐยังคงต้องอำนวยความสะดวกและเปิดให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ตามปกติ สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็น หรือมีนัดหมายราชการสำคัญล่วงหน้าที่หากยกเลิกหรือเลื่อนออกไปอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม โดยต้องไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน

 

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงแรงงาน บริษัทประกันภัย และโรงพยาบาล ให้แต่ละแห่งพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการกำหนดวันหยุดให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังคงเปิดทำการตามปกติ

 

นอกจากนี้ ลลิดาได้กล่าวเน้นย้ำถึงส่วนราชการที่มีภารกิจด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การเงิน และงบประมาณ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายนนี้ว่า ล่าสุดกรมบัญชีกลางได้เปิดให้ส่วนราชการสามารถเข้าใช้งานระบบ e-GP และระบบ GFMIS จากสถานที่ใดก็ได้แล้ว จึงขอให้หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลการดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา เพื่อไม่ให้งบประมาณตกพับไป

The post ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ 28-29 ก.ย. กทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมขัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลย้ำสิทธิ ม.33 เจอภัยธรรมชาติจนทำงานไม่ได้ รับเงินว่างงานเหตุสุดวิสัย 50% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน https://thestandard.co/m33-unemployment-natural-disaster/ Sun, 27 Sep 2026 08:48:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1260303 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปสิทธิผู้ประกันตนมาตรา 33 รับเงินว่างงาน 50% กรณีภัยธรรมชาติไม่เกิน 90 วัน

วันนี้ (27 กันยายน) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รอ […]

The post รัฐบาลย้ำสิทธิ ม.33 เจอภัยธรรมชาติจนทำงานไม่ได้ รับเงินว่างงานเหตุสุดวิสัย 50% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปสิทธิผู้ประกันตนมาตรา 33 รับเงินว่างงาน 50% กรณีภัยธรรมชาติไม่เกิน 90 วัน

วันนี้ (27 กันยายน) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ย้ำสิทธิผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะกรณีน้ำท่วม จนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ หรือนายจ้างได้รับผลกระทบจนไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว และผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้าง สามารถขอรับ ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ โดย สปส. มีแนวทางจ่ายเงินทดแทนกรณีดังกล่าวในอัตรา 50% ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

 

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ ควรเตรียมเอกสารให้พร้อม ประกอบด้วย

 

  • แบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7)
  • หนังสือรับรองการว่างงานจากนายจ้าง
  • หากยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน ให้แนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกด้วย

 

ส่วนของนายจ้าง ต้องออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย โดยนายจ้างยื่นเรื่องผ่านระบบ e-service เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ของผู้ประกันตนหรือยื่นต่อ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสาขา

 

“ขอให้ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติตรวจสอบสิทธิของตนเองและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้พลาดความช่วยเหลือที่พึงได้รับตามสิทธิประกันสังคม” ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์กล่าว

 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และช่องทางประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคม

The post รัฐบาลย้ำสิทธิ ม.33 เจอภัยธรรมชาติจนทำงานไม่ได้ รับเงินว่างงานเหตุสุดวิสัย 50% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเปิดอาคารจอดแล้วจรฟรี ช่วยประชาชนหนีน้ำท่วม จอดได้ถึง 2 ตุลาคม https://thestandard.co/government-free-park-ride-flood/ Sat, 26 Sep 2026 05:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1259765 ภาพอาคารจอดแล้วจรของระบบรถไฟฟ้า

วันนี้ (25 กันยายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประ […]

The post รัฐบาลเปิดอาคารจอดแล้วจรฟรี ช่วยประชาชนหนีน้ำท่วม จอดได้ถึง 2 ตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารจอดแล้วจรของระบบรถไฟฟ้า

วันนี้ (25 กันยายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมยกระดับการเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์อุทกภัยตลอด 24 ชั่วโมง กำชับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแลความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินทางทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ

 

ทะเล กล่าวว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดพื้นที่อาคารจอดแล้วจรให้ประชาชนนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าจอดฟรี โดยสามารถนำรถเข้าจอดได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 ตุลาคม 2569 ดังนี้

 

  • รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สายนคราพิพัฒน์) อาคารจอดแล้วจร สถานีศรีเอี่ยม (YL17) จอดได้ตั้งแต่วันนี้ – นำรถออกภายในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น.
  • รถไฟฟ้าสายสีชมพู (สายวิวัฒน์นคร) อาคารจอดแล้วจร สถานีมีนบุรี (PK30) จอดได้ตั้งแต่วันนี้ – นำรถออกภายในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น.

 

สำหรับจุดจอดรถไฟฟ้า MRT จอดได้ตั้งแต่วันนี้ – นำรถออกภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ประกอบด้วย

 

  • สายสีน้ำเงิน ได้แก่ สถานีลาดพร้าว และสถานีหลักสอง (2 อาคาร)
  • สายสีม่วง ได้แก่ สถานีคลองบางไผ่ สถานีสามแยกบางใหญ่ สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ และสถานีแยกนนทบุรี 1
  • สายสีเขียว ได้แก่ สถานีแยก คปอ. และสถานีคูคต
  • สายสีส้ม ได้แก่ สถานีคลองบ้านม้า

 

“รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกอย่างต่อเนื่อง จัดจุดจอดรถบริเวณอาคารจอดแล้วจรของระบบรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเปิดให้ประชาชนนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าจอดได้ฟรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำสถานี และจอดรถในพื้นที่ที่กำหนด โดยต้องแสดงหลักฐานภาพถ่าย และหลักฐานการเป็นเจ้าของรถที่นำมาจอดต่อเจ้าหน้าที่อาคาร” พลอยทะเลกล่าว

The post รัฐบาลเปิดอาคารจอดแล้วจรฟรี ช่วยประชาชนหนีน้ำท่วม จอดได้ถึง 2 ตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาล สั่ง มท. กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ-ทุกภาคส่วน บูรณาการรับมือน้ำท่วม-น้ำป่า ช่วยเหลือประชาชน 24 ชม. https://thestandard.co/govt-orders-governors-flood-response/ Sat, 26 Sep 2026 03:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1259568 ภาพกราฟิกแสดงข้อสั่งการของรัฐบาลให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศรับมือน้ำท่วม

วันนี้ (26 กันยายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประ […]

The post รัฐบาล สั่ง มท. กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ-ทุกภาคส่วน บูรณาการรับมือน้ำท่วม-น้ำป่า ช่วยเหลือประชาชน 24 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อสั่งการของรัฐบาลให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศรับมือน้ำท่วม

วันนี้ (26 กันยายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และมีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง และน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการสัญจรของประชาชน รัฐบาล บูรณาการทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง ตามข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นการช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

 

พลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ 3 มาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนี้

 

  • ยกระดับการเฝ้าระวังและบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยเชิงรุก โดยติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำ ระดับน้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำพื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ที่เคยประสบอุทกภัย พร้อมทั้งประเมินแนวโน้มสถานการณ์ล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน เครื่องจักรกล วัสดุอุปกรณ์ จุดอพยพ และสถานที่รองรับประชาชน ให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับแรก
  • ให้ สำนักงาน ปภ.จังหวัด เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก บูรณาการร่วมกับนายอำเภอ ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ อาสาสมัคร หน่วยกู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ได้รับผลกระทบและสถานการณ์น้ำให้เป็นปัจจุบัน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุ ระบบแจ้งเตือน การอพยพ และการช่วยเหลือประชาชน และให้จัดเตรียมและระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติการ โดยหากประเมินแล้วมีแนวโน้มสถานการณ์รุนแรง ให้เร่งเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาสั่งการ และระดมทรัพยากรเข้าดำเนินการโดยทันที
  • ให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด เป็นกลไกหลักในการสื่อสารและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ด้วยการบูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริง สามารถปฏิบัติตนให้มีความปลอดภัย พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

 

“รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง บูรณาการความร่วมมือ เร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านอุปกรณ์เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ โดยมอบหมายให้เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ มูลนิธิ อาสาสมัคร หน่วยกู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยประชาชนสามารถให้ข้อมูลและขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พลอยทะเล ระบุ

The post รัฐบาล สั่ง มท. กำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ-ทุกภาคส่วน บูรณาการรับมือน้ำท่วม-น้ำป่า ช่วยเหลือประชาชน 24 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลแจง ‘เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ’ ยังไม่ผิดกฎหมาย ย้ำ UPOV 1991 ยังไม่มีข้อสรุป https://thestandard.co/seeds-farmers-law-upov/ Wed, 23 Sep 2026 01:14:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1258279 มือเกษตรกรกำลังถือเมล็ดพันธุ์พืช

วานนี้ (22 กันยายน) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร […]

The post รัฐบาลแจง ‘เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ’ ยังไม่ผิดกฎหมาย ย้ำ UPOV 1991 ยังไม่มีข้อสรุป appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือเกษตรกรกำลังถือเมล็ดพันธุ์พืช

วานนี้ (22 กันยายน) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และอนุสัญญา UPOV1991โดยเฉพาะข้อความที่มีการเผยแพร่ว่า ‘ต่อไปเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองจะผิดกฎหมาย’ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับสถานะข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายยังไม่ได้มีการแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง และการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษา รับฟังความคิดเห็น และจัดทำรายละเอียดเท่านั้น

 

“ขอยืนยันว่า วันนี้เกษตรกรไม่ได้กลายเป็นผู้กระทำผิดเพียงเพราะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การปรับกฎหมายก็ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย จึงไม่ควรนำสิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาไปสื่อสารเสมือนว่าเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

 

สิ่งสำคัญคือการแยกเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ปลูกต่อ ผลผลิตที่นำออกจำหน่าย และการขยายเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อนำไปจำหน่ายออกจากกัน เพราะเป็นคนละกรณีทางกฎหมาย การจำหน่ายผลผลิต เช่น เมล็ดข้าวที่เก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายและจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ

 

แม้ภายใต้ UPOV 1991 สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์จะครอบคลุมกว้างขึ้น แต่ UPOV เองกำหนดช่องทางให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นเรื่อง Farm-saved seed เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งปลูกในพื้นที่ของตนเองกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนได้ ภายในขอบเขตที่เหมาะสมและโดยคำนึงถึงผลประโยชน์โดยชอบของนักปรับปรุงพันธุ์ รายละเอียดจึงขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ ไม่ใช่ข้อห้ามแบบเดียวกันทั้งหมด

 

ดังนั้น การสรุปว่า UPOV 1991 เท่ากับห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อทั้งหมด จึงไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือประเทศไทยจะออกแบบข้อยกเว้นและเงื่อนไขอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และนี่คือหนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลต้องรับฟังเกษตรกรอย่างรอบด้าน

 

ขณะเดียวกัน สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ครอบคลุมเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดโดยอัตโนมัติ การได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์ ขณะที่พันธุ์ดั้งเดิมและพันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรใช้กันอยู่ ไม่ได้กลายเป็นพันธุ์ที่มีเจ้าของสิทธิเพียงเพราะมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ทั้งนี้ UPOV เองกำหนดว่าการคุ้มครองพันธุ์ใหม่ต้องผ่านเงื่อนไขเรื่องความใหม่และ DUS ได้แก่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวของพันธุ์

 

สำหรับข้อกังวลเรื่อง Essentially Derived Variety (EDV) หรือพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์ตั้งต้น รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า UPOV 1991 มีหลักการ EDV จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพืชที่กลายพันธุ์หรือเกิดการผสมข้ามตามธรรมชาติทุกต้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัท หรือทำให้เกษตรกรแปลงข้างเคียงเป็นผู้ละเมิดโดยอัตโนมัติ การพิจารณา EDV มีองค์ประกอบและเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาเป็นกรณี

 

ในส่วนของพันธุ์พืชพื้นเมืองและทรัพยากรพันธุกรรมของไทย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไม่ได้มีเฉพาะการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ แต่ยังมีกลไกการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น การขึ้นทะเบียนชุมชน ตลอดจนการอนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดเรื่องการขึ้นทะเบียนชุมชนและการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นเป็นหนึ่งใน 3 ประเด็นหลักที่จะปรับปรุงให้ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

การเชื่อมโยงการปรับกฎหมายกับ UPOV 1991 ว่า การนำ UPOV 1991 มาศึกษาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยตัดสินใจเข้าเป็นภาคีแล้ว และไม่ได้ทำให้ UPOV 1991 กลายเป็นกฎหมายไทยโดยอัตโนมัติ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลและจัดทำท่าทีของประเทศในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้การเจรจา FTA ไทย-EU

 

ส่วนข้อมูลที่มีการนำรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรปี 2563 มาอ้างถึงผลกระทบ 7 ประการนั้น รองโฆษกฯ กล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นการศึกษาผลกระทบจากกรณีประเทศไทยจะเข้าร่วม CPTPP ซึ่งมีประเด็น UPOV 1991 เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการศึกษา จึงควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาและรับฟังข้อกังวลอย่างจริงจัง แต่ไม่ควรนำฉากทัศน์หรือความเสี่ยงจากการศึกษาดังกล่าวมาสรุปว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นแล้ว หรือจะเกิดขึ้นทั้งหมดอย่างแน่นอนจากการปรับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ในครั้งนี้

 

ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้เปิดเวทีให้ความรู้และรับฟังความคิดเห็นแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมจากกลุ่มเกษตรกร ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน รวมประมาณ 200 คน เพื่อรับฟังทั้งมุมมองของเกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนนำข้อมูลมาประกอบการยกร่างกฎหมาย

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมวิชาการเกษตรจะจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับเต็ม ซึ่งจะต้องระบุรายละเอียดสำคัญทั้งเงื่อนไข ระยะเวลา อายุการคุ้มครอง และเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย (RIA) เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน แล้วจึงนำทั้งข้อสนับสนุน ข้อคัดค้าน และข้อเสนอแนะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามลำดับ

 

“รัฐบาลรับฟังความกังวลทุกด้าน แต่ขอให้สังคมแยกสิ่งที่เป็นกฎหมายในวันนี้ออกจากข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างศึกษา การบอกว่าเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้แล้ว หรือทำเช่นนั้นจะผิดกฎหมาย จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายอย่างรอบคอบ เปิดรับฟังทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิจัย พัฒนาพันธุ์พืช และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

 

ทั้งนี้ หากภายหลังการรับฟังความคิดเห็นและการทำ RIA แล้ว ยังคงมีข้อห่วงใยหรือข้อกังวลในสาระสำคัญที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่นำเสนอร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงกฎหมายจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

The post รัฐบาลแจง ‘เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ’ ยังไม่ผิดกฎหมาย ย้ำ UPOV 1991 ยังไม่มีข้อสรุป appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลสั่ง 163 หน่วยงานเลิกเรียกเอกสาร 58 รายการ ภายใน 1 ปี หวังลดภาระประชาชน จ่อลงโทษวินัยหากเรียกเอกสารซ้ำซ้อน https://thestandard.co/government-stop-document-request/ Tue, 15 Sep 2026 09:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1255270 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปมาตรการรัฐบาลสั่ง 163 หน่วยงานเลิกเรียกเอกสาร 58 รายการจากประชาชน

วันนี้ (15 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post รัฐบาลสั่ง 163 หน่วยงานเลิกเรียกเอกสาร 58 รายการ ภายใน 1 ปี หวังลดภาระประชาชน จ่อลงโทษวินัยหากเรียกเอกสารซ้ำซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปมาตรการรัฐบาลสั่ง 163 หน่วยงานเลิกเรียกเอกสาร 58 รายการจากประชาชน

วันนี้ (15 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ โดยผลักดันแนวทาง ‘ไม่เรียกเอกสารจากประชาชน’ สำหรับเอกสารสำคัญ 58 รายการ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบและใช้ข้อมูลระหว่างกันแทนการขอสำเนาเอกสารจากประชาชน ครอบคลุมเอกสารที่ใช้บ่อย

 

อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า สูติบัตร ใบมรณบัตร เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หนังสือรับรองนิติบุคคล และใบอนุญาตขับรถ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

 

ลลิดากล่าวว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ เอกสาร 31 รายการที่มีข้อมูลพร้อมผ่าน GDX แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งนำข้อมูลไปใช้แทนการเรียกเอกสารจากประชาชนภายในกรอบ 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนอีก 27 รายการที่ยังไม่มีข้อมูลพร้อม ให้เร่งเชื่อมโยงให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งเชื่อมโยง GDX เข้ากับระบบ Linkage Center เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรผ่านช่องทางเดียว ลดความซ้ำซ้อนและความสับสนระหว่างหน่วยงาน

 

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการ ได้มอบหมายให้ส่วนราชการ 163 หน่วยงาน สำรวจความพร้อม ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบข้อมูลแทนการเรียกเอกสาร และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดยังเรียกเอกสารที่เชื่อมโยงข้อมูลได้แล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. จะประสานให้แก้ไขภายใน 15 วัน และติดตามต่อเนื่อง หากยังไม่ดำเนินการตามกรอบที่กำหนด อาจนำไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าส่วนราชการ และกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีประเด็นความรับผิดทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

“เป้าหมายคือประชาชนไม่ควรต้องถือสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้วไปยื่นให้รัฐอีก การเชื่อมข้อมูลให้หน่วยงานใช้ร่วมกัน จะช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนการติดต่อราชการ พร้อมทำให้บริการภาครัฐสะดวกและเป็นดิจิทัลมากขึ้น” ลลิดากล่าว

 

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานกลางของภาครัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

The post รัฐบาลสั่ง 163 หน่วยงานเลิกเรียกเอกสาร 58 รายการ ภายใน 1 ปี หวังลดภาระประชาชน จ่อลงโทษวินัยหากเรียกเอกสารซ้ำซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลการันตี 27 ก.ย. นี้ เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ขยายคูหา 5,000 หน่วย รองรับผู้ลงคะแนนกว่า 5 ล้านคน https://thestandard.co/social-security-board-election-2/ Fri, 11 Sep 2026 02:56:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1253492 ภาพกราฟิกการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม พร้อมโลโก้สำนักงานประกันสังคม และข้อมูลสำคัญ

วันนี้ (11 กันยายน) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รอ […]

The post รัฐบาลการันตี 27 ก.ย. นี้ เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ขยายคูหา 5,000 หน่วย รองรับผู้ลงคะแนนกว่า 5 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม พร้อมโลโก้สำนักงานประกันสังคม และข้อมูลสำคัญ

วันนี้ (11 กันยายน) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความกังวลของผู้ประกันตนต่อการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ว่า ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ยืนยันชัดเจนว่า การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะจัดขึ้นตามกำหนดเดิมในวันที่ 27 กันยายน 2569 อย่างแน่นอน โดยไม่มีกระบวนการชะลอ เลื่อน หรือเตะถ่วงการเลือกตั้งแต่อย่างใด

 

ส่วนกรณีที่ศาลปกครองได้มีคำสั่งเพิกถอนประกาศชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และสั่งให้เดินหน้าเลือกตั้งตามกำหนดเดิม แต่มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนั้น เรื่องนี้ถือเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ ที่ได้ยื่นไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ก็เพื่อให้เกิดความรอบคอบและรัดกุมในแง่ของข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่การล้มการเลือกตั้ง

 

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมว่า มีนายจ้างและผู้ประกันตน ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้มาใช้สิทธิราว 50% หรือประมาณ 5 ล้านคน ดังนั้นกระทรวงแรงงานจึงเตรียมขยายหน่วยเลือกตั้งจากระดับจังหวัดลงลึกถึงระดับอำเภอ โดยเพิ่มจากเดิม 2,000 กว่าหน่วย เป็น 5,000 กว่าหน่วย และเร่งจัดทำคู่มือแนวทางวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสีย ตลอดจนระบบป้องกันการลงคะแนนซ้ำ เพื่อรองรับการลงคะแนนได้อย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว

 

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกคน และขอเชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. เพราะการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมคือการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการบริหารกองทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในอนาคต

 

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ตรวจสอบคุณสมบัติ รายชื่อ สถานที่เลือกตั้ง ตลอดจนเตรียมหลักฐานยืนยันตัวตนและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องและสะดวก

 

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด ได้แก่ มีสัญชาติไทย เป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนเดือนที่มีการประกาศให้มีการจัดการเลือกตั้ง และต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนเดือนที่มีการประกาศให้มีการจัดการเลือกตั้ง

 

ผู้มีสิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อ สถานที่เลือกตั้ง รวมถึงรายชื่อผู้สมัครทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนได้หลายช่องทาง โดยนายจ้างสามารถตรวจสอบผ่านระบบ e-Service ส่วนผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus

 

สำหรับนายจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกระบบ e-Service หรือผู้ประกันตนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกระบบ e-Self Service หรือแอปพลิเคชัน SSO Plus สามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ในระบบตรวจสอบสถานที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือสอบถามและตรวจสอบรายชื่อได้ ณ สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

 

รวมถึงการแจ้งเตือนผ่าน SMS สำหรับผู้ที่เคยแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ไว้กับสำนักงานประกันสังคม จึงขอให้ผู้มีสิทธิตรวจสอบข้อมูลของตนเองให้เรียบร้อยล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทางไปใช้สิทธิ

 

ในวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิต้องเตรียมหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตนต่อกรรมการประจำที่เลือกตั้ง เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ รวมถึงสามารถใช้หลักฐานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันภาครัฐได้ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ (ThaID) ใบขับขี่ดิจิทัล (DLT) หรือบัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์

 

สำหรับนายจ้างที่เป็นนิติบุคคลและมอบหมายให้บุคคลอื่นใช้สิทธิลงคะแนนแทน ผู้รับมอบหมายต้องแสดงหลักฐานยืนยันตัวตน พร้อมหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลซึ่งออกให้ไม่เกิน 6 เดือน และหนังสือมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทน

 

หากนิติบุคคลมีผู้มีอำนาจกระทำการแทนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ผู้รับมอบหมาย 1 คน สามารถเป็นผู้ลงคะแนนแทนนิติบุคคลได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น จึงขอให้นายจ้างนิติบุคคลเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนเดินทางไปใช้สิทธิ เพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ศอ.ลต.) โทรศัพท์ 0 2956 2929 ในวันและเวลาราชการ และสายด่วนประกันสังคม 1506 กด 9 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

The post รัฐบาลการันตี 27 ก.ย. นี้ เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ขยายคูหา 5,000 หน่วย รองรับผู้ลงคะแนนกว่า 5 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวย้ำโกงสอบ ขรก. ชี้ไล่ออก พร้อมทำฐานข้อมูล Blacklist เคาะเพิ่มงบฯ 240.75 ล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/cabinet-approves-exam-fraud-border-aid/ Tue, 08 Sep 2026 07:26:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1252140 ภาพกราฟิกแสดงมติ ครม. เรื่องการไล่ออกผู้ทุจริตสอบราชการ และการอนุมัติงบเยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (8 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. ไฟเขียวย้ำโกงสอบ ขรก. ชี้ไล่ออก พร้อมทำฐานข้อมูล Blacklist เคาะเพิ่มงบฯ 240.75 ล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงมติ ครม. เรื่องการไล่ออกผู้ทุจริตสอบราชการ และการอนุมัติงบเยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (8 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใน 2 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการภาครัฐและการช่วยเหลือประชาชน

 

ลลิดากล่าวว่า รัฐบาลเตรียมอุดช่องโหว่การทุจริตสอบภาค ก. ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หลังตรวจพบการทุจริตย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ โดย ก.พ. ได้เสนอมาตรการสำคัญ ดังนี้

 

  • กำหนดให้ข้าราชการที่พบว่าทุจริตสอบหลังบรรจุแล้ว มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว หากพบก่อนบรรจุให้สั่งให้ออกจากราชการทันที พร้อมทั้งเตรียมแก้ไขกฎหมายเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและประโยชน์อื่นที่เคยได้รับไปกลับคืนมาเต็มจำนวน

 

  • ให้ทุกองค์กรกลางบริหารงานบุคคลจัดทำบัญชีผู้ทุจริตส่งให้ ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบลักษณะต้องห้าม ป้องกันไม่ให้ผู้เคยทุจริตเวียนไปสมัครสอบหน่วยงานอื่น โดยปัจจุบันมีการเพิกถอนผลสอบและตัดสิทธิแล้ว 24 ราย

 

  • แผนปรับระบบสอบ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น (1 ปี) กำหนดเกณฑ์วินัยชัดเจน, ระยะกลาง (3 ปี) ยกเลิกการสอบแบบ Paper & Pencil โดยปรับไปสู่ระบบ e-Exam ทั้งหมดเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และระยะยาว (5 ปี) ผลักดันกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดครอบคลุมทั้งขบวนการ

 

“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” ลลิดากล่าว

 

ลลิตากล่าวอีกว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติมอีก 240.75 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเติมในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องจากกรอบเดิม 577.3 ล้านบาท

 

การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น กระทรวงกลาโหม 166.25 ล้านบาท, กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท โดยให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบข้อมูลความเสียหาย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องตรงกัน ป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือผู้มีสิทธิ์อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

 

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มกรอบวงเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และไม่ตกหล่น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อมูลและเบิกจ่ายให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” ลลิดากล่าว

The post ครม. ไฟเขียวย้ำโกงสอบ ขรก. ชี้ไล่ออก พร้อมทำฐานข้อมูล Blacklist เคาะเพิ่มงบฯ 240.75 ล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.โยกใหญ่ ‘พาณิชย์-แรงงาน’ ตั้งอธิบดีใหม่ 4 กรม-ทูต WTO ขยับ ‘กาญจนา’ คุมกรมสวัสดิการฯ ตั้ง ‘จีระภา’ เลขาฯ ประกันสังคม https://thestandard.co/cabinet-commerce-labor-reshuffle-appointments/ Tue, 08 Sep 2026 07:04:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1252132 ภาพแสดงข้อความพาดหัวข่าว ครม.โยกใหญ่ ‘พาณิชย์-แรงงาน’ ตั้งอธิบดีใหม่ 4 กรม-ทูต WTO ตั้ง ‘จีระภา’ เลขาฯ ประกันสังคม

วันนี้ (8 กันยายน) เวลา 12.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ลลิดา เ […]

The post ครม.โยกใหญ่ ‘พาณิชย์-แรงงาน’ ตั้งอธิบดีใหม่ 4 กรม-ทูต WTO ขยับ ‘กาญจนา’ คุมกรมสวัสดิการฯ ตั้ง ‘จีระภา’ เลขาฯ ประกันสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความพาดหัวข่าว ครม.โยกใหญ่ ‘พาณิชย์-แรงงาน’ ตั้งอธิบดีใหม่ 4 กรม-ทูต WTO ตั้ง ‘จีระภา’ เลขาฯ ประกันสังคม

วันนี้ (8 กันยายน) เวลา 12.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งและสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 9 ราย เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ดังนี้

 

 
 

  • วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์
  • กิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • วราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา
  • มนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์
  • พิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน
  • จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

 

ตั้ง ‘จีระภา บุญรัตน์’ นั่งเลขาฯ ประกันสังคม

 

ลลิดา ยังเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย

 

  • กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  • จีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

 

การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่จะว่างลง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

The post ครม.โยกใหญ่ ‘พาณิชย์-แรงงาน’ ตั้งอธิบดีใหม่ 4 กรม-ทูต WTO ขยับ ‘กาญจนา’ คุมกรมสวัสดิการฯ ตั้ง ‘จีระภา’ เลขาฯ ประกันสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวขยายสิทธิ มาตรา 33 เปิดทาง แม่บ้าน-คนสวน-คนขับรถ-ลูกจ้างแผงลอย-ภาคเกษตร เข้าประกันสังคม https://thestandard.co/cabinet-expands-m33-coverage/ Tue, 25 Aug 2026 08:29:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1246186 ภาพแสดงข้อความพาดหัวข่าว ครม. ขยายสิทธิประกันสังคม ม.33 ให้เกษตรชั่วคราว แม่บ้าน และลูกจ้างแผงลอย

วันนี้ (25 สิงหาคม) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รอ […]

The post ครม. ไฟเขียวขยายสิทธิ มาตรา 33 เปิดทาง แม่บ้าน-คนสวน-คนขับรถ-ลูกจ้างแผงลอย-ภาคเกษตร เข้าประกันสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความพาดหัวข่าว ครม. ขยายสิทธิประกันสังคม ม.33 ให้เกษตรชั่วคราว แม่บ้าน และลูกจ้างแผงลอย

วันนี้ (25 สิงหาคม) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น

 

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

 

การขยายความคุ้มครองครั้งนี้หมายถึงลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้น จะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

 

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า สิทธิดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกจ้างสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มลูกจ้างต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำให้กลุ่มลูกจ้างดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมมีเวลาเตรียมความพร้อม ทั้งด้านระบบการส่งเงินสมทบและการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

 

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1,050,000 คน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

 

การปรับกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตน แต่เป็นการขยายหลักประกัน ไปถึงคนทำงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ไปจนถึงลูกจ้างแผงลอยและลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ให้เข้าถึงความคุ้มครองเมื่อเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยชราได้มากขึ้น

The post ครม. ไฟเขียวขยายสิทธิ มาตรา 33 เปิดทาง แม่บ้าน-คนสวน-คนขับรถ-ลูกจ้างแผงลอย-ภาคเกษตร เข้าประกันสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. รับทราบผล กสม. ไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก เรื่องทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนกำหนดเอง-เด็กมีส่วนร่วม https://thestandard.co/cabinet-student-hair-schools-decide/ Tue, 18 Aug 2026 08:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1243254 ภาพกราฟิกสรุปข่าว ครม. ไม่แก้กฎหมายทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนกำหนดเอง

วันนี้ (18 สิงหาคม) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รอ […]

The post ครม. รับทราบผล กสม. ไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก เรื่องทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนกำหนดเอง-เด็กมีส่วนร่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปข่าว ครม. ไม่แก้กฎหมายทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนกำหนดเอง

วันนี้ (18 สิงหาคม) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่องทรงผมนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยได้ข้อสรุปว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมเป็นการเฉพาะ เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ. ดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และส่งเสริมความประพฤติเด็ก ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจกำหนดรายละเอียดทรงผมโดยตรง

 

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกระเบียบเดิมแล้ว และกระจายอำนาจให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมได้ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้

 

  • ห้ามละเมิดสิทธิ: แนวปฏิบัติของโรงเรียนต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน

 

  • เน้นการมีส่วนร่วม: โรงเรียนต้องไม่ตัดสินใจฝ่ายเดียว แต่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนออกประกาศใช้

 

  • การลงโทษต้องมีขอบเขต: หากนักเรียนละเมิดระเบียบ สามารถลงโทษทางวินัยตามเกณฑ์ของกระทรวงฯ ได้ แต่ต้องไม่ลงโทษในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก

 

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า “เรื่องทรงผมนักเรียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจ และไม่ใช่การกำหนดกฎแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางกรอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่สำคัญคือ การรักษาระเบียบต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก”

The post ครม. รับทราบผล กสม. ไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก เรื่องทรงผมนักเรียน ให้โรงเรียนกำหนดเอง-เด็กมีส่วนร่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว ระบบสื่อสาร และเตือนภัย https://thestandard.co/thai-cambodia-border-safety-budget/ Tue, 18 Aug 2026 08:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1243245 ภาพกราฟิกข่าว ครม. อนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท สร้างบังเกอร์และระบบสื่อสารเพื่อความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (18 สิงหาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว ระบบสื่อสาร และเตือนภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว ครม. อนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท สร้างบังเกอร์และระบบสื่อสารเพื่อความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (18 สิงหาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

 

ลลิดากล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท

 

“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ลลิดากล่าว

 

ลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท

 

ลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ

 

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

The post รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว ระบบสื่อสาร และเตือนภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>