รถยนต์มือสอง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รถยนต์มือสอง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Dec 2025 05:17:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 4 มาตรการ สคบ. เยียวยา-ลดภาระค่าใช้จ่าย อุทกภัยชาวใต้ https://thestandard.co/ocpb-flood-relief-south-info/ Wed, 03 Dec 2025 09:11:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1151048 4 มาตรการ สคบ. เยียวยา-ลดภาระค่าใช้จ่าย อุทกภัยชาวใต้

สันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการ สำ […]

The post 4 มาตรการ สคบ. เยียวยา-ลดภาระค่าใช้จ่าย อุทกภัยชาวใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 มาตรการ สคบ. เยียวยา-ลดภาระค่าใช้จ่าย อุทกภัยชาวใต้

สันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เร่งออกมาตรการบรรเทาทุกข์ 4 ด้านหลักแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ประสบภัย เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภค

 

ครอบคลุมตั้งแต่ การซ่อมรถยนต์น้ำท่วม (ประเมินฟรี ลดราคาอะไหล่หรือค่าแรง), การพักชำระหนี้เช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ สูงสุด 6 เดือน เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง, ไปจนถึงการยกเว้นค่าส่งสินค้าออนไลน์ในพื้นที่ประสบภัย และการขยายเวลาหรือเปลี่ยนเที่ยวบินได้ฟรีสำหรับผู้โดยสารสายการบิน

 

นอกจากนี้ สคบ. ยังเข้มงวดตรวจสอบการขายรถยนต์มือสอง ต้องระบุประวัติตามความเป็นจริง และเข้มงวดคุณภาพวัสดุก่อสร้างหลังน้ำลด เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง

 

4 มาตรการ สคบ. เยียวยา-ลดภาระค่าใช้จ่าย อุทกภัยชาวใต้ 1

 

ภาพประกอบ: ยุทธพล ธไนศวรรย์

The post 4 มาตรการ สคบ. เยียวยา-ลดภาระค่าใช้จ่าย อุทกภัยชาวใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องลึก! วงการรถยนต์ วิเคราะห์ตลาดรถมือสองฟื้น แต่ยังจมวิกฤติ? เมื่อเศรษฐกิจทรุด แบงก์เข้มสินเชื่อ คนไทยจำใจใช้รถเก่าเกิน 5 ปี https://thestandard.co/thai-used-car-market-in-crisis/ Tue, 22 Jul 2025 09:48:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1098468 รถมือสอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต […]

The post เปิดเบื้องลึก! วงการรถยนต์ วิเคราะห์ตลาดรถมือสองฟื้น แต่ยังจมวิกฤติ? เมื่อเศรษฐกิจทรุด แบงก์เข้มสินเชื่อ คนไทยจำใจใช้รถเก่าเกิน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถมือสอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ใช้แล้ว หรือ รถยนต์มือสอง เคยเฟื่องฟูจากผลกระทบของโควิดและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้รถใหม่ขาดตลาด 

 

แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ปรากฏการณ์ราคารถที่พุ่งไม่หยุด กำลังกลับทิศ กลายเป็น ราคาลดฮวบ สต็อกถูกแช่แข็ง ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับหลายความท้าทายพร้อมกัน ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ย และการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า ล้วนมีผลทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะซื้อ

 

ไม่เพียงเท่านั้น ราคาประเมินของรถแต่ละรุ่นในตลาดยังเปลี่ยนเร็ว ทำให้การหมุนเวียนสินค้าช้าลง และต้นทุนในการถือครองรถแต่ละคันสูงขึ้น ผู้ค้ารถมือสองจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันต่อกำไร บางรายถึงขั้นต้องปรับกลยุทธ์หรือหันไปทำธุรกิจอื่นแทน

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสได้เข้าร่วมงานเสวนา ‘เจาะลึกธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว รวมพลังฝ่าวิกฤติ’ ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ที่จะชวนวิเคราะห์แนวโน้มตลาดรถยนต์ในไทยและทิศทางของธุรกิจรถยนต์มือสองในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

ภาครัฐเดินหน้าหนุน EV แต่ขอยืนยันว่าจะไม่ทิ้งรถยนต์สันดาป

 

โดยไฮไลต์ของงานมี ‘เผ่าภูมิ โรจนสกุล’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาร่วมฉายภาพว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวน EV ในประเทศ แต่ต้องทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะการผลิตในประเทศ’ และการใช้ซัปพลายเชนภายในประเทศ

 

รถมือสอง

 

ปัจจุบันภาครัฐอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยเน้นใช้ ‘ระบบภาษีแบบจูงใจ’ หากผู้ประกอบการผลิตในประเทศในสัดส่วนที่มาก ก็จะได้รับอัตราภาษีที่ดีกว่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ซึ่งเราต้องการให้ระบบภาษีพัฒนาไปพร้อมกับอุตสาหกรรมในประเทศ

 

ถึงแม้ไทยจะเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า แต่รัฐบาลยืนยันว่า ‘จะไม่เทหมดหน้าตักให้ EV’ เพราะหากขับเคลื่อนเร็วเกินไปโดยที่ซัปพลายเชนยังไม่พร้อม อาจกระทบอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังมีบทบาทสำคัญ อย่างเครื่องยนต์สันดาป มองว่าเราต้องทำให้ทุกภาคส่วนยืนอยู่ได้ ทั้งเครื่องยนต์เก่าและเทคโนโลยีใหม่

 

อีกประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ ‘การผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ’ เนื่องจากแบตเตอรี่ถือเป็นต้นทุนหลักของรถยนต์ EV การนำเข้าในระยะยาวอาจทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ดังนั้น กรมสรรพสามิตจึงเตรียมปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตภายในประเทศ และจูงใจให้เกิดการตั้งโรงงานแบตเตอรี่ในไทยมากขึ้นด้วย

 

จับตาตลาดรถยนต์ใช้แล้วและ EV ฝ่าความท้าทายหนักรอบด้าน

 

เผ่าภูมิ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ในตลาดรถยนต์ใหม่ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกำลังซื้อที่อ่อนแรงและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ แม้ธนาคารยังสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาภาครัฐก็เข้าไปมีบทบาทผ่านมาตรการลดความเสี่ยง เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ซื้อรถกระบะ โดยให้คลังเข้าไปสนับสนุนบางส่วน

 

ขณะที่ตลาดรถยนต์มือสองก็กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ ซัปพลายลดลง เนื่องจากตลาดรถใหม่ยอดขายซบเซา ทำให้รถไหลเข้าสู่ตลาดมือสองน้อยลง รวมถึงราคาปั่นป่วน รถบางรุ่นเคยมีราคามือสองสูงกว่ามือหนึ่งช่วง

ขาดแคลนซัปพลาย แต่พอมือหนึ่งเริ่มกลับมา ราคามือสองก็ตกลงทันที โดยมีบางรุ่นราคาหายไปเกือบครึ่งภายในปีเดียว

 

แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีส่วนทำให้ตลาดผันผวน แต่ผู้ประกอบการรถมือสองไม่กล้ารับซื้อรถ EV เนื่องจากกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของมูลค่าการขายต่อ และกังวลเรื่องการรับประกันแบตเตอรี่ และถึงแม้ในอนาคตรถ EV จะทยอยเข้าสู่ตลาดรถมือสองมากขึ้น แต่ผู้บริโภคยังมีข้อกังวลเรื่อง ความเสื่อมของแบตเตอรี่ และต้นทุนการดูแลรักษาที่สูงเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์สันดาป

 

และในช่วงเปลี่ยนผ่าน รถเครื่องยนต์สันดาปจะยังคงราคาตกน้อยกว่า EV เพราะผู้บริโภคยังไม่มั่นใจเรื่องต้นทุนและความคงทนของ EV มือสอง

 

ถึงกระนั้น ยังประเมินว่าตลาดรถยนต์มือสองในกลุ่มสันดาปเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดี หลังจากมีบริษัทเอกชนเข้ามาจัดบริการตรวจสภาพและให้การรับประกันคุณภาพรถยนต์มือสอง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ซึ่งต่างจากอดีตที่เมื่อพูดถึงคำว่ารถมือสอง หลายคนก็มักจะไม่มั่นใจและไม่กล้าที่จะซื้อ

 

สุดท้ายแล้ว ในช่วงแรกนั้นเราอยู่ในภาวะ Price War เป็นเรื่องปกติของกลไกตลาด ดังนั้นภาครัฐจึงต้องเข้ามาดูแลคุ้มครองผู้บริโภคอยู่เป็นระยะ ๆ

 

ตลาดรถยนต์ใช้แล้ว ยังไม่พ้นจุดเสี่ยง ยอดขาย-ปล่อยสินเชื่อลดต่อเนื่อง

 

ด้าน วิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว กล่าวว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้ว หรือ ตลาดรถยนต์มือสองที่เคยเผชิญกับภาวะรถล้นตลาดในช่วง 2 ปีก่อน กำลังเริ่มเห็นสัญญาณคลี่คลาย หลังซัปพลายรถยึดที่เคยหลั่งไหลเข้าสู่ระบบ เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

หากย้อนไปในปี 2566 ที่ผ่านมา มีรถยึดจากการผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 290,000 คัน หรือเฉลี่ยกว่า 24,000 คันต่อเดือน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติ แม้ว่าภาครัฐและสถาบันการเงินจะออกมาตรการรองรับและช่วยบริหารจัดการรถยึด เช่น การเร่งระบายรถผ่านตลาดประมูล และการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ซื้อมือสองรายใหม่

 

แน่นอนว่าปัจจัยหลักที่ทำให้ปี 2566 มีรถยึดจำนวนมากนั้น มาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ช่วงโควิด ที่ส่งผลให้หลายครัวเรือนสูญเสียรายได้ ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2565-2566 ทำให้ภาระค่างวดรถเพิ่มขึ้น หลายรายผ่อนไม่ไหว จนต้องถูกยึดรถ

 

แต่ในปี 2567 เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น โดยจำนวนรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าสู่ตลาดในปี 2567 มีเฉลี่ยเดือนละ 25,000 คัน หรือประมาณ 300,000 คันต่อปี และในปี 2568 ลดลงเหลือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 18,458 คัน หรือคิดเป็นการลดลงกว่า 28%

 

ด้านยอดขายรถยนต์ใช้แล้ว ปี 2566 มียอดขายรวม 406,000 คัน ปี 2567 ลดลงเหลือ 316,000 คัน หดตัวประมาณ 22% ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 มียอดขายรวม 285,000 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 10%

นอกจากนี้ ยอดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินสำหรับรถยนต์ใช้แล้ว ลดลงจากปี 2566 ถึง 2567 กว่า 25% และในปี 2568 ยังลดลงต่อเนื่องอีกประมาณ 10%

 

เศรษฐกิจทรุด! แนวโน้มปล่อยสินเชื่อยังชะลอ – แบงก์เข้มงวดมากขึ้น

 

นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว กล่าวต่อไปว่า แม้ซัปพลายจะเริ่มลด แต่ความท้าทายของธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ยังคงมีอยู่สูง โดยยอดการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ในช่วงปี 2566-2568 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีนี้ที่คาดว่าจะลดลงอีกราว 10% เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งถือเป็นระดับการชะลอที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรม

 

แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง และโดยปกติแล้วคนไทยจะเปลี่ยนรถทุก 5 ปี แต่เมื่อสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้รถนานขึ้น

 

สุดท้ายแล้วทางสมาคมจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ รัฐบาล และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยปรับตัวได้เร็วขึ้น

 

EV ไทยโตพุ่ง ค่ายรถยักษ์ใหญ่แห่ตั้งโรงงานในไทย 8 แห่ง กำลังผลิตทะลุ 5 แสนคันต่อปี

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่ผู้ใช้งานหลายคนกังวลคือ พื้นที่ชาร์จไม่ทั่วถึง ทำให้คนที่ซื้อส่วนใหญ่ซื้อรถ EV ไปเป็นรถใช้งานคันที่ 2 รองจากรถน้ำมันเดิมที่ยังใช้งานเป็นหลักอยู่

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 26 แบรนด์เข้ามาทำตลาด แต่สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคือ มีผู้ผลิต 8 ราย ได้ตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานในไทยแล้ว โดยมีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 500,000 คันต่อปี

 

 

“เชื่อว่าค่ายรถเหล่านี้ไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดปลายทางในการขายเท่านั้น แต่เห็นศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน” สุโรจน์ย้ำ พร้อมกล่าวต่อว่า ในภาพรวมปัจจุบันการส่งออก EV จากไทยยังจำกัด โดยส่งไปยุโรปคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดทั้งหมด ซึ่งหากไทยสามารถทำให้ EV เป็นสัญชาติไทยได้สำเร็จ ก็จะเป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

 

ส่วนยุทธศาสตร์สร้างฐาน EV ผลิตในไทยของภาครัฐถือว่ามาถูกทาง เพราะโลกให้ความสำคัญกับการลดมลพิษ และไทยมีศักยภาพ EEC รองรับ แต่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องช่วยกันหารือเพื่อวางโครงสร้างอย่างรอบคอบ ปรับเงื่อนไขให้ชัดเจน เพื่อทำให้ไทยแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้อย่างยั่งยืน

 

ย้ำอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน! EV ยังไม่แทนที่เครื่องยนต์สันดาปทันที

 

 

ทั้งนี้ประเมินว่า ยอดจำหน่าย EV ในปี 2025 จะเพิ่มขึ้น 40-55% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะไตรมาส 1 ปี 2025 โตถึง 55% จากปีก่อน เนื่องจากรัฐบาลกระตุ้นยอดขายผ่านมาตรการจูงใจ เช่น หักภาษีสูงถึง 2 เท่า ในการซื้อ EV ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งมีผลถึงเดือนธันวาคมปีนี้

 

“แม้รถ EV จะเติบโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากการตอบรับในงานมอเตอร์โชว์ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรถ EV จากจีนขายดีมากที่สุด แต่มองว่า รถเครื่องยนต์สันดาปจะยังไม่หายไปจากประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ เพราะพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ยังมีข้อจำกัดเรื่องสถานีชาร์จ จึงทำให้รถน้ำมันยังมีความจำเป็นอยู่”

 

และอีกหนึ่งในความท้าทายของตลาด EV คือการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงหลังที่หลายค่ายลดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด ซึ่งในมุมผู้บริโภคอาจดูดี แต่กลับส่งผลกระทบทางอ้อม เมื่อราคาขายต่ำลง ผู้ขายอาจไม่มีทุนเพียงพอในการสต็อกอะไหล่หรือให้บริการหลังการขาย บางรายต้องรออะไหล่นานหลายเดือน ซึ่งเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค

 

หากสังเกตจะเห็นว่า กลยุทธ์ที่แบรนด์ EV ใช้แข่งขันกันคือ การชูจุดขายเรื่องการรับประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 8 ปี ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการรักษามาตรฐานบริการหลังการขายให้สม่ำเสมอ ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนในระยะยาว

 

สุโรจน์ ทิ้งท้ายว่า รถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่ใช่คำตอบเดียวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต แต่คือหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคต้องการตัวเลือกที่คุ้มค่า พลังงานสะอาด และต้นทุนการใช้งานที่ถูกลงเท่านั้น

The post เปิดเบื้องลึก! วงการรถยนต์ วิเคราะห์ตลาดรถมือสองฟื้น แต่ยังจมวิกฤติ? เมื่อเศรษฐกิจทรุด แบงก์เข้มสินเชื่อ คนไทยจำใจใช้รถเก่าเกิน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ใช้แล้วกระทบอย่างไรกับตลาดรถยนต์ใหม่ https://thestandard.co/used-car-market-vs-new-car-market/ Sun, 18 Aug 2024 07:52:16 +0000 https://thestandard.co/?p=972483

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมรถ […]

The post ภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ใช้แล้วกระทบอย่างไรกับตลาดรถยนต์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย จากการที่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยและได้รับการตอบรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2565 ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 9.5 พันคัน และในปี 2566 มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 7.57 หมื่นคัน มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นกว่า 690% และคาดการณ์ว่าในปี 2567 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 9.3 หมื่นคัน ในขณะเดียวกันการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้านับเป็นสินค้าทดแทน (Substitute Goods) รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์เดิมในตลาด ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไทยในรูปแบบของผลกระทบหลายระลอก (Unceasing Waves) กดดันให้ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2567 อาจเป็นปีแรกในรอบกว่า 17 ปีที่มียอดขายรถยนต์ใหม่ต่ำกว่า 7 แสนคัน และเป็นการสร้างแรงกดดันในรูปแบบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกับพฤติกรรมของผู้บริโภค (Structural Changes in Consumer Behavior) แบบฉับพลันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

สงครามราคาในตลาดรถยนต์ ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตลาดยานยนต์ไทย

 

ธุรกิจรถยนต์ไทยเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการมีอำนาจผูกขาดทางอ้อมจากนโยบายภาษีรถยนต์ของไทย ทำให้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศมีอำนาจผูกขาดในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการนำเข้ารถยนต์จะต้องเสียภาษีอากรในอัตราที่สูงถึง 30-80% ซึ่งราคาดังกล่าวนับเป็นฐานในการคิดภาษีสรรพสามิตในอัตรา 30-50% ที่จะใช้เป็นฐานการคำนวณภาษีสรรพสามิตตามกรณีต่างๆ ของรถยนต์ รวมถึงภาษีมหาดไทยในอัตรา 10% ที่คิดจากภาษีสรรพสามิตที่ผู้นำเข้าเสียมากกว่าจากฐานที่สูงกว่า

 

นอกจากนี้ราคาและต้นทุนภาษีทั้งหมดยังถูกทำให้กว้างขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่ผู้นำเข้าจะมีต้นทุนเมื่อรวมภาษีต่างๆ ที่สูงมากกว่า ส่งผลให้ในภาพรวมการนำเข้ารถยนต์หนึ่งคันที่แม้ต้นทุนการผลิตที่เท่ากันกับการผลิตในประเทศ แต่ต้นทุนขายของรถยนต์นำเข้าจะสูงกว่าราว 40-80% (ขึ้นอยู่กับราคาและอัตราภาษีที่แตกต่างกัน) จึงทำให้ราคาตั้งต้นของรถยนต์ใหม่ที่ขายในประเทศอยู่ในระดับสูง และเป็นที่มาของรถยนต์ในไทยทำไมมีราคาที่สูงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ

 

อย่างไรก็ดี อำนาจผูกขาดดังกล่าวที่ผู้ผลิตยานยนต์เริ่มถูกลดทอนลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลให้รถยนต์ก้าวผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเข้าสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีผู้ผลิตรายใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์คือประเทศจีน ที่เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า จากแต่เดิมผู้ผลิตรถยนต์จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบยุโรป

 

ทั้งนี้ บนบริบทภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน รถยนต์ไฟฟ้าที่แต่เดิมมีสัดส่วนการนำเข้ายังไม่สูงนักและยังถูกจัดอยู่ในหมวดที่ได้รับการยกเว้นภาษี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำสงครามราคาของผู้ผลิตจีนโดยใช้ช่องว่างดังกล่าวโจมตีการตั้งราคาของกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปเดิมที่มีอำนาจตลาดสูงจากข้อได้เปรียบจากภาษีนำเข้าที่มีอัตราสูง ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ถูกคิดภาษีนำเข้าผ่านข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และจากภาษีสรรพสามิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ถูกคิดในอัตราเพียง 2% ส่งผลให้แม้รถยนต์ที่ราคาต้นทุนการผลิตที่เท่ากัน แต่รถไฟฟ้าที่นำเข้ากลับมีต้นทุนที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ขายในประเทศราว 30-40% (ซึ่งยังไม่รวมผลของการสนับสนุนผ่านมาตรการ EV 3.5) ส่งผลให้ราคาเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ขายในท้องตลาดถูกกว่าราว 15-30% รวมถึงหลังจากวางขายในช่วงแรกยังมีการปรับลดเพื่อทำการตลาดที่ส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นอาจถูกกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปถึงกว่า 40%

 

เมื่อเกิดสงครามราคาในตลาดรถใหม่ ตลาดรถใช้แล้วย่อมได้รับแรงปะทะโดยตรง

 

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นสินค้าทดแทน (Substitute Goods) การที่ราคารถยนต์ไฟฟ้าใหม่ตั้งราคาถูกกว่ารถยนต์ทั่วไปราว 15-30% อาจไม่ส่งผลต่อราคารถยนต์ใหม่อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น แต่กลับส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ใช้แล้วทันที เนื่องจากในช่วงก่อนที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาด รถยนต์ใช้แล้วในช่วง 3-5 ปีแรก ระดับราคาจะอยู่ในช่วงที่ลดลงจากรถใหม่เฉลี่ยราว 30% ซึ่งอาจเป็นส่วนลดที่พอจะจูงใจให้คนกลุ่มที่งบประมาณน้อยสามารถเลือกรุ่นรถที่ต้องการ หรืออาจมีงบไม่เพียงพอสำหรับรถใหม่แต่ราคารถยนต์ใช้แล้วที่ปรับลดลงมาอาจยังอยู่ในความสามารถที่หาซื้อได้

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในไทยด้วยราคารถใหม่ที่ต่ำกว่า 15-30% กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปประเภทใช้แล้วที่อยู่ในช่วงราคาที่ลดลงจากราคารถใหม่ 30% อาจถูกท้าทายในความรู้สึกของผู้บริโภคว่าหากมีงบประมาณที่เท่ากันอาจไม่จำเป็นที่ต้องซื้อรถยนต์ใช้แล้ว โดยหันไปหารถยนต์ไฟฟ้าใน Segment เดียวกันแทน ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ใช้แล้วเกิดแรงกดดัน จึงต้องทำราคาเพื่อให้เกิดช่องว่างเพียงพอ โดยลดราคาลงจากราคารถใหม่เพิ่มเป็น 40-50% เพื่อจูงใจให้คนยังตัดสินใจซื้อรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปใช้แล้วแทนที่จะหันไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

 

ttb analytics มองจากราคาที่ปรับลดในตลาดรถยนต์ใช้แล้ว ผู้บริโภคจะเลื่อนการเปลี่ยนรถ เหตุจากราคารับซื้อต่ำ กระทบทางอ้อมต่อยอดขายรถใหม่

 

ด้วยการทำสงครามราคาของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ตั้งราคาต่ำกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปใหม่ราว 15-30% ของราคารถใหม่เปิดตัว กดดันให้ราคาขายในตลาดรถยนต์ใช้แล้วต้องปรับลดให้ต่ำลง 40-50% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ใหม่ จากบริบทการใช้รถยนต์ของคนไทยที่นับว่ารถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่มีราคาอันมีสภาพคล่องสูง โดยที่ผ่านมาจะมีผู้ใช้รถบางส่วนเลือกเปลี่ยนรถยนต์ใหม่หลังจากใช้งาน 4-5 ปี และขายรถยนต์คันเดิมให้กับผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งปกติรถยนต์ใช้แล้วจะมีราคาขายต่ำกว่ารถใหม่ราว 30% นั่นหมายถึงราคาสุทธิที่ผู้ขายรถยนต์จะได้รับจากผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วราว 60-65% ขึ้นอยู่กับสภาพของรถยนต์และสภาพคล่อง แต่ด้วยสถานการณ์จากการเข้ามาทำการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า ราคารถยนต์ใช้แล้วอาจถูกกดดันให้ต้องลดลงเหลือเพียง 40-50% ของราคารถยนต์ใหม่ ย่อมกดดันให้ราคาที่ผู้ประกอบการรับซื้ออาจต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของราคารถยนต์ใหม่

 

ดังนั้นจากราคารับซื้อรถยนต์ใช้แล้วที่ถูกกดดันจากสงครามราคาที่เริ่มจากกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้ราคารับซื้อรถยนต์ใช้แล้วลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ย่อมส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนรถยนต์ขายรถคันเดิมเพื่อเป็นเงินทุน เริ่มรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่าและเสียดายกับราคาที่หายไป โดยอาจลดความเสียดายนั้นผ่านการยืดเวลาการใช้รถออกไปอีกราว 1-2 ปี โดยที่ค่าเสื่อมราคาเริ่มมีอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 4-5 ปีแรก และทำให้ตลาดรถยนต์ใหม่จากเดิมที่มีผู้เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ใหม่ในช่วง 5 ปีประมาณ 20% มีอัตราลดลงเหลือเพียง 10% ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ใหม่จะหายไปกว่า 1 แสนคัน

The post ภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ใช้แล้วกระทบอย่างไรกับตลาดรถยนต์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เต็นท์รถต้องกุมขมับ! เดือน ส.ค. รถยนต์มือสองในสหรัฐฯ ร่วงต่ำสุด พิษเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อซบ คาดใช้เวลา 5 ปีถึงจะฟื้นตัวอีกครั้ง https://thestandard.co/usa-used-vehicle-prices-august-drop-lowest/ Sat, 09 Sep 2023 04:09:06 +0000 https://thestandard.co/?p=839466 รถยนต์มือสองในสหรัฐฯ

เต็นท์รถต้องกุมขมับ! เมื่อรถยนต์มือสองในสหรัฐอเมริการาค […]

The post เต็นท์รถต้องกุมขมับ! เดือน ส.ค. รถยนต์มือสองในสหรัฐฯ ร่วงต่ำสุด พิษเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อซบ คาดใช้เวลา 5 ปีถึงจะฟื้นตัวอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์มือสองในสหรัฐฯ

เต็นท์รถต้องกุมขมับ! เมื่อรถยนต์มือสองในสหรัฐอเมริการาคาร่วงลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม 2023 ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อลดลง ผู้เชี่ยวชาญประเมินอาจต้องใช้เวลากว่า 5 ปี ถึงจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ของรถยนต์มือสองในสหรัฐฯ เริ่มลดลง 7.7% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์โควิดและปัญหาห่วงโซ่อุปทานคลี่คลายลง ทำให้ความต้องการซื้อรถยนต์มือสองลดลง 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ถึงกระนั้นภาพรวมตลาดก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2023 นับเป็นการพลิกกลับมาเล็กน้อยหลังโควิดคลี่คลายลง

 

หากสังเกตจะเห็นว่าในช่วงโควิดระบาดหนัก บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต้องเผชิญปัญหารอบด้าน ทั้งคนงานติดโควิด ชิปขาดตลาด ต้องหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราว ประกอบกับกำลังซื้อของคนลดลง ทำให้ความนิยมในรถมือสองมากขึ้น โดยแรงกระตุ้นทั้งหมดส่งผลให้ราคาขายรถมือสองในสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 26.4%

 

คริส เฟรย์ ผู้จัดการอาวุโสด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาราคารถยนต์มือสองเริ่มลดลงอีกครั้ง และคาดการณ์ว่าในช่วงปลายปีราคาก็จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

 

ปัจจุบันเต็นท์รถหรือตัวแทนจำหน่ายมีจำนวนรถยนต์มือสองที่รอปล่อยอีกจำนวนมาก และต้องพยายามรักษาระดับของราคาไม่ให้ลดลงไปมากกว่านี้ พร้อมหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำตลาด 

 

“เราประเมินว่าตลาดซื้อขายรถยนต์มือสองจะฟื้นตัวช้าและค่อยเป็นค่อยไป และคาดว่าราคาจะกลับมาเท่าช่วงก่อนโควิดภายในปี 2028” เฟรย์ย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์มือสองยังต้องเผชิญความท้าทาย เพราะกระแสความนิยมรถยนต์ EV ที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะในตลาดประเทศไทยมีค่ายรถเปิดตัวรถ EV รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2022 ยอดจดทะเบียนรถ EV ขยายตัวสูงถึง 98% และคาดว่าจะสามารถเติบโตสูงขึ้นจากแรงหนุนของนโยบายรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจเต็นท์รถมือสองจะต้องวางแผนรับมืออย่างหนัก 

 

อ้างอิง:

The post เต็นท์รถต้องกุมขมับ! เดือน ส.ค. รถยนต์มือสองในสหรัฐฯ ร่วงต่ำสุด พิษเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อซบ คาดใช้เวลา 5 ปีถึงจะฟื้นตัวอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงไทยคาร์เร้นท์’ คาดรถยึดปีนี้ทั้งอุตสาหกรรมแตะ 5 แสนคัน กดดันราคาขายรถมือสอง แต่เชื่อพอร์ตบริษัทยังโตได้ 10% https://thestandard.co/500000-cars-seized-this-year/ Wed, 16 Aug 2023 11:10:31 +0000 https://thestandard.co/?p=830059 กรุงไทยคาร์เร้นท์

หลังจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแ […]

The post ‘กรุงไทยคาร์เร้นท์’ คาดรถยึดปีนี้ทั้งอุตสาหกรรมแตะ 5 แสนคัน กดดันราคาขายรถมือสอง แต่เชื่อพอร์ตบริษัทยังโตได้ 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทยคาร์เร้นท์

หลังจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดจบลงไปบางส่วน ทำให้เริ่มเห็นรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระถูกยึดจากบริษัทผู้ให้สินเชื่อมากขึ้น

 

พิชิต จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส (KCAR) เปิดเผยว่า ปริมาณรถที่ถูกยึดเริ่มเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2565 สำหรับปีนี้อาจจะเห็นรถที่ถูกยึดถึงประมาณ 5 แสนคัน สูงกว่าระดับปกติที่ราว 2-3 แสนคันต่อปี 

 

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาของรถยนต์มือสองโดยเฉลี่ยต่ำลงจากปีก่อน โดยราคาขายรถมือสองบางรุ่นลดลงจาก 3.3-3.4 แสนบาท เมื่อปีก่อน มาเหลือ 2.7 แสนบาท ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ราคาขายรถมือสองที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาขายเมื่อปีก่อนที่พุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับปกติ 

 

“ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถมือสองน่าจะทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย กดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เศรษฐกิจชะลอตัว อุปทานมากขึ้นตามจำนวนรถถูกยึด และการเข้ามาของรถ EV”

 

อย่างไรก็ดี รายได้จากการขายรถมือสองของ KCAR ในปีนี้น่าจะเติบโตได้มากกว่า 10% ส่วนหนึ่งจากจำนวนรถที่ครบอายุสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น หลังจากปีก่อนที่ลูกค้าสัญญาเช่าขอต่ออายุสัญญาเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากการขายรถมือสองของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 39% 

 

ขณะที่รายได้จากการปล่อยเช่ารถยนต์ยังคงเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 59% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะทรงตัว ส่งผลให้ภาพรวมของรายได้ในปีนี้น่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ทำได้ 2.28 พันล้านบาท โดยลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 85% ยังคงเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ส่วนอีก 15% เป็นหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 

 

ปัจจุบันจำนวนรถที่ปล่อยเช่าของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 9,000 คัน และในแต่ละปีจะมีรถที่ครบอายุสัญญาประมาณ 1,200-1,500 คัน ทั้งนี้ ธุรกิจปล่อยเช่ารถของบริษัทในระยะยาวน่าจะเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี โดยการเติบโตจะมาจากลูกค้า SMEs ที่ค่อยๆ ปรับมาใช้บริการเช่ารถมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เริ่มขยายธุรกิจไปให้บริการเช่ารถ EV เพิ่มเติม แต่ปัจจุบันยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเพียงประมาณ 100 คัน เทียบกับปริมาณรถที่ปล่อยเช่าทั้งหมด 9,000 คัน 

 

“การเริ่มปล่อยเช่ารถ EV เป็นเหมือนการทำ R&D เพื่อไม่ให้ตกขบวน การปล่อยเช่ารถ EV ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่เรายังไม่มั่นใจ เช่น ความเสถียรของรถ ราคาตลาดมือสอง และการให้บริการในพื้นที่ต่างจังหวัด” 

 

ในส่วนของการปล่อยเช่ารถ EV พิชิตกล่าวเพิ่มเติมว่า โดยหลักการแล้วควรจะมีอัตรากำไรมากกว่ารถยนต์สันดาป แต่ยังคงต้องติดตามว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญคือราคาขายมือสองจะมากน้อยเพียงใด 

 

“ธุรกิจปล่อยเช่ารถยนต์ ต้นทุนที่มากที่สุดคือค่าเสื่อม สำหรับรถ EV ที่เราเพิ่งเริ่มทำ ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าเราจะเริ่มขายรถมือสองเป็นครั้งแรก ส่วนตัวคาดว่าราคาขายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 80% ของราคารถมือหนึ่ง” 

 

ส่วนทิศทางของหุ้น KCAR ในอนาคต พิชิตมองว่าจุดเด่นคือการเป็น Dividend Stock หรือหุ้นที่จ่ายปันผลสูง ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา KCAR มีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 5-8% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเกิดการระบาดของโควิด ทำให้บริษัทปรับลดนโยบายการจ่ายเงินปันผลลงเหลือไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิ จากเดิมที่ไม่เกิน 80% ของกำไรสุทธิ ส่วนในอนาคตจะกลับมาจ่ายปันผลในระดับเดิมหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาเรื่องภาวะเศรษฐกิจอีกครั้ง

 

“ด้วยนโยบายบริษัทที่เน้นบริหารองค์กรแบบสมดุล และค่อนข้างอนุรักษนิยมในการคัดกรองลูกค้า ทำให้ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดเมื่อปี 2548 บริษัทจึงไม่เคยขาดทุนแม้แต่ปีเดียว”

The post ‘กรุงไทยคาร์เร้นท์’ คาดรถยึดปีนี้ทั้งอุตสาหกรรมแตะ 5 แสนคัน กดดันราคาขายรถมือสอง แต่เชื่อพอร์ตบริษัทยังโตได้ 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>