รถยนต์ญี่ปุ่น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รถยนต์ญี่ปุ่น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 11 Nov 2025 12:57:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 7 ค่ายยักษ์รถญี่ปุ่นสู้ศึกหนัก! โดนภาษีสหรัฐฯ ถล่ม อ่วมกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์ แบรนด์ไหนยังรอด? https://thestandard.co/us-tariffs-hit-japan-auto-hard/ Tue, 11 Nov 2025 12:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1142203 7 ค่ายยักษ์รถญี่ปุ่นสู้ศึกหนัก โดนภาษี สหรัฐฯ ถล่ม อ่วมกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์ แบรนด์ไหนยังรอด?

7 ค่ายรถญี่ปุ่นเจอภาษีนำเข้ารถยนต์สหรัฐฯ ฉุดกำไรครึ่งปี […]

The post 7 ค่ายยักษ์รถญี่ปุ่นสู้ศึกหนัก! โดนภาษีสหรัฐฯ ถล่ม อ่วมกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์ แบรนด์ไหนยังรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ค่ายยักษ์รถญี่ปุ่นสู้ศึกหนัก โดนภาษี สหรัฐฯ ถล่ม อ่วมกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์ แบรนด์ไหนยังรอด?

7 ค่ายรถญี่ปุ่นเจอภาษีนำเข้ารถยนต์สหรัฐฯ ฉุดกำไรครึ่งปีวูบ 30% เผย ‘โตโยต้า’ เจ็บน้อยสุด จากกระแสยอดขายไฮบริด

 

รายงานผลประกอบการล่าสุดเผยว่า 7 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ รวมมูลค่าราว 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.5 ล้านล้านเยน หรือกว่า 3.1 แสนล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ช่วงเม.ย.-ก.ย.) โดยมีเพียง ‘โตโยต้ามอเตอร์’ ที่ผลกระทบลดลงจากแรงหนุนยอด ขายรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตในตลาดสหรัฐฯ

 

กำไรลดทุกค่ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิด-19

 

ภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับรถยนต์จากญี่ปุ่นในอัตรา 27.5% (เม.ย.-ก.ย. 2568) ก่อนทรัมป์ปรับลดลงเหลือ 15% เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ส่งผลให้รายได้รวมของค่ายรถญี่ปุ่นทั้ง 7 หายไปราว 1.5 ล้านล้านเยน ในช่วงครึ่งปีงบประมาณ 2568 (เม.ย.-ก.ย.)

 

ทั้งนี้ กำไรสุทธิรวมของทั้ง 7 ค่ายอยู่ที่ราว 2.1 ล้านล้านเยน (ราว 4.4 แสนล้านบาท) ลดลง ประมาณ 30% จากปีก่อน และลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ถือเป็นครั้งแรกนับจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทุกบริษัทมี ‘กำไรลดลง’ พร้อมกัน

 

โนริยะ ไคฮาระ รองประธานบริหารของ ฮอนด้า มอเตอร์ ระบุว่า “นี่คือภาวะปกติใหม่ (New Normal) ซึ่งเราคาดว่าจะดำเนินต่อไปในอนาคตอันใกล้”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

เยนแข็ง-ภาษีศุลกากรกระทบ 3 ค่ายขาดทุนหนัก

 

นอกจากภาษีแล้ว ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ยังฉุดกำไรจากการดำเนินงานรวมของ 7 ค่ายลดลงอีก 700,000 ล้านเยน โดยมี 3 บริษัทที่ขาดทุนสุทธิ ได้แก่

  • นิสสัน มอเตอร์
  • มาสด้า มอเตอร์
  • มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

 

โดยคาดว่าภาษีนำเข้าจะกระทบต่อผลประกอบการรวมทั้งปีงบประมาณ 2568 (สิ้นสุดมีนาคม 2569) มากถึง 2.5 ล้านล้านเยน (ราว 5.2 แสนล้านบาท)

 

ใครร่วง ใครรอดบ้าง? เผยมาสด้า ขาดทุนครั้งแรกรอบ 5 ปี

 

มาสด้าและซูบารุ ได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากกว่า 30% ของยอดขายมาสด้าทั่วโลกมาจากตลาดอเมริกาเหนือ และรถส่วนใหญ่ส่งออกจากญี่ปุ่น ทำให้กำไรลดลงถึง 97,100 ล้านเยน ในครึ่งปีแรก และกลายเป็นการขาดทุนสุทธิครั้งแรกในรอบ 5 ปี
CFO ของมาสด้า เจฟฟรีย์ เอช. กายตัน ระบุว่า การลดภาษีศุลกากรล่าช้ากว่าคาด (จากเดือน ส.ค. เป็น ก.ย.) ทำให้ผลกระทบในไตรมาส 2 สูงถึง 10,300 ล้านเยน
ซูบารุกำไรหายกว่า 1.5 แสนล้านเยน

 

ส่วน ซูบารุ มีรายได้หลักจากตลาดสหรัฐมากถึง 80% แม้ยอดขายจะเพิ่มจากการเปิดตัวรุ่นใหม่ แต่ภาษีศุลกากรมูลค่า 154,000 ล้านเยน ได้ลบล้างกำไรไปทั้งหมด บริษัทจึงเริ่มโครงการ ลดต้นทุน 200,000 ล้านเยนภายในปี 2030 เพื่อรับมือกับภาษีที่อาจกลายเป็นมาตรการถาวรในที่สุด

 

ปัญหาชิปซ้ำเติม

 

ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนชิปจากกรณี Nexperia ผู้ผลิตชิปจีนที่มีปัญหากับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ระงับการจัดส่ง ทำให้ ฮอนด้า ต้องลดการผลิตในเม็กซิโกและสหรัฐช่วงปลาย ต.ค. และปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปีงบประมาณ 2568 ลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบจากชิปต่อกำไรสูงถึง 150,000 ล้านเยน

 

ส่วน ซูซูกิ ได้รับผลกระทบน้อย เพราะไม่มีการจำหน่ายรถยนต์ในตลาดสหรัฐ แต่ก็เตรียมแผนรับมือกรณีชิปขาดแคลนในครึ่งปีหลัง

 

โตโยต้า เจ็บน้อยสุดจากกระแส ‘ไฮบริด’

 

ด้าน โตโยต้า มอเตอร์ ถือเป็นผู้ชนะท่ามกลางวิกฤตนี้เพียงรายเดียว แม้ต้องจ่ายภาษีศุลกากรถึง 900,000 ล้านเยน แต่ยอดขายทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้น 5% และมีกำไรลดลงเพียง 7% ซึ่งน้อยที่สุดในกลุ่ม

 

โดยยอดขายรถยนต์ไฮบริดของโตโยต้าเพิ่มขึ้น 9% และตลาดสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการสูง เคนตะ คอน CFO ระบุว่า แนวโน้มความนิยมรถไฮบริดจะยังดำเนินต่อไป ขณะที่ตลาดจีนก็เติบโตขึ้น 6% สวนทางกับฮอนด้าและผู้ผลิตรายอื่น

 

นักวิเคราะห์ เซอิจิ สึกิอุระ จาก Tokai Tokyo Intelligence Laboratory ให้ความเห็นว่า “ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งของโตโยต้ากำลังสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง ส่งสัญญาณบวก ทั้งในจีนและอเมริกาเหนือ”

 

แนวโน้มค่าเงินยังเป็นปัจจัยหนุน

 

ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นประเมินอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 140-147 เยนต่อดอลลาร์ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 154 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอ่อนค่ากว่าที่คาดไว้มาก ถือเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบทั้งหมดจากภาษีศุลกากร เนื่องจากแต่ละบริษัทมีโครงสร้างซัพพลายเชนและภาระภาษีที่ต่างกัน” สึกิอุระ กล่าว

 

ภาพ: deberarr/Getty images, Chip Somodevilla/Getty Images

อ้างอิง:

The post 7 ค่ายยักษ์รถญี่ปุ่นสู้ศึกหนัก! โดนภาษีสหรัฐฯ ถล่ม อ่วมกว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์ แบรนด์ไหนยังรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แร่หายากกลายเป็น ‘อาวุธลับ’ สงครามการค้าของ 8 ชาติ! รถยุโรป-ญี่ปุ่น เสี่ยงหยุดผลิต ไทยจะรอดหรือไม่? https://thestandard.co/rare-earth-trade-war/ Sat, 07 Jun 2025 03:05:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1082715 rare-earth-trade-war

อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่ เมื […]

The post แร่หายากกลายเป็น ‘อาวุธลับ’ สงครามการค้าของ 8 ชาติ! รถยุโรป-ญี่ปุ่น เสี่ยงหยุดผลิต ไทยจะรอดหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
rare-earth-trade-war

อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่ เมื่อการขาดแคลน ‘แร่หายาก’ (Rare Earth Elements) เริ่มส่งสัญญาณรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากการที่จีนเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออก และกำลังเป็นหนึ่งในอาวุธลับของ 8 ประเทศ เพื่อต่อรองและตอบโต้สหรัฐฯ ในการขึ้นภาษีนำเข้าโดยเฉพาะจากจีน

 

สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยุโรป (CLEPA) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงงานและสายการผลิตของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายแห่งในยุโรปต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน และอนาคตอาจเพิ่มขึ้นอีกเมื่อปริมาณสินค้าคงคลังลดน้อยลง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการยื่นใบอนุญาตส่งออกไปยังทางการจีนหลายร้อยฉบับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน แต่ได้รับการอนุมัติเพียงประมาณ 25% เท่านั้น

 

เบนจามิน ครีเกอร์ เลขาธิการ CLEPA กล่าวว่า ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ต่างได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการส่งออกของจีน ส่งผลให้การผลิตในภาคซัพพลายเออร์ของยุโรปต้องหยุดชะงักลง

 

สำหรับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมัน (VDA) ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้หลักในอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศ ได้เตือนว่าข้อจำกัดการส่งออกของจีนอาจทำให้การผลิตหยุดชะงักในไม่ช้านี้

 

“ข้อจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากของจีนเป็นความท้าทายอุปทาน ไม่ใช่แค่ในห่วงโซ่อุปทานของยานยนต์เท่านั้น แม้ว่าจะมีการออกใบอนุญาตบางส่วนแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันการผลิต” ฮิลเดการ์ด มุลเลอร์ ประธาน VDA กล่าวกับ CNBC

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นจากความล่าช้าในการผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกที่ได้รับใบอนุญาตส่งออกที่ถูกต้อง หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถตัดประเด็นการล่าช้าในการผลิตหรือแม้กระทั่งการหยุดการผลิตออกไปได้อีกต่อไป

 

มุลเลอร์ย้ำถึงข้อเรียกร้องของ VDA ให้สมาชิกรัฐสภาเยอรมนีและสหภาพยุโรป โดยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือกับฝ่ายจีนโดยตรง เพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์นี้โดยเร็วที่สุด โดยคาดว่าความต้องการแร่หายากและแร่ธาตุที่สำคัญจะเติบโตแบบก้าวกระโดดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกำลังเร่งตัวขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน จีนผู้นำห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญ โดยคิดเป็นประมาณ 60% ของผลผลิตแร่และแร่หายากของโลก ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่าเรื่องนี้เป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่แหล่งพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

 

รายงานระบุอีกว่า BMW ผู้ผลิตรถยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี กล่าวว่าเครือข่ายซัพพลายเออร์บางส่วนได้รับผลกระทบจากการจำกัดการส่งออกของจีน ขณะที่ Volkswagen และ Mercedes-Benz คู่แข่งรายใหญ่ ต่างก็กล่าวว่าไม่ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนใดๆ

 

ทั้งนี้ ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปเท่านั้น เพราะ Nissan ของญี่ปุ่นก็ออกมายอมรับว่ากำลังสำรวจวิธีลดผลกระทบจากการควบคุมการส่งออกของจีน โดยร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นและสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น

 

นอกจากนี้ สำนักข่าว Reuters ยังอ้างแหล่งข่าวไม่ระบุชื่อสองรายว่า Suzuki Motor ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นได้ระงับการผลิตรถยนต์รุ่น Swift ชั่วคราวแล้ว สืบเนื่องจากมาตรการควบคุมแร่หายากของจีนเช่นกัน

 

สำหรับ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย แร่หายากมีบทบาทสำคัญอย่างมากในห่วงโซ่อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถึงแม้ว่าประเทศเหล่านี้อาจมีปริมาณสำรองซึ่งจากการวิเคราะห์แร่ธาตุที่มีอยู่ ซึ่งพบว่ามีเหมืองในมาเลเซียและเวียดนาม แต่ระดับการผลิตก็ยังต่ำกว่าของจีน

 

เมื่อปัจจุบันเผชิญกับข้อจำกัดล่าสุดของจีนในการส่งออกแร่หายาก ดังนั้นจึงกระทบต่อซัพพลายเชน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งไทยต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานแร่เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม จีน ซึ่งครองส่วนแบ่ง 60% ของการขุดแร่หายากทั่วโลกและการแปรรูป 85% ล้วนอยู่ในจีน

8 ประเทศที่มีแร่หายากสำรองมากที่สุดในโลก

 

  1. จีน 44 ล้านเมตริกตัน
  2. บราซิล 21 ล้านเมตริกตัน
  3. อินเดีย 6.9 ล้านเมตริกตัน
  4. ออสเตรเลีย 5.7 ล้านเมตริกตัน
  5. รัสเซีย 3.8 ล้านเมตริกตัน
  6. เวียดนาม 3.5 ล้านเมตริกตัน
  7. สหรัฐฯ 1.9 ล้านเมตริกตัน
  8. กรีนแลนด์ 1.5 ล้านเมตริกตัน

 

ภาพ: Marcus Yam / Getty images

 

อ้างอิง: 

The post แร่หายากกลายเป็น ‘อาวุธลับ’ สงครามการค้าของ 8 ชาติ! รถยุโรป-ญี่ปุ่น เสี่ยงหยุดผลิต ไทยจะรอดหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่ายรถญี่ปุ่นพลิกสถานการณ์ในจีน Toyota และ Nissan ออกดอกออกผลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น https://thestandard.co/toyota-nissan-ev-china/ Sun, 25 May 2025 09:07:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1078271 toyota-nissan-ev-china

หลังจากที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาอย่างหนักในตลา […]

The post ค่ายรถญี่ปุ่นพลิกสถานการณ์ในจีน Toyota และ Nissan ออกดอกออกผลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
toyota-nissan-ev-china

หลังจากที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาอย่างหนักในตลาดจีนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือดและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พวกเขากำลังพยายาม ‘พลิกสถานการณ์’ ด้วยกลยุทธ์ใหม่นั่นคือ พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น โดยเฉพาะ ซึ่งดูเหมือนว่าความพยายามนี้กำลังเริ่มออกดอกออกผลให้กับ Toyota และ Nissan ในขณะที่ Honda ยังคงเผชิญความท้าทาย

 

Toyota bZ3X รถยนต์ SUV ไฟฟ้าของ Toyota ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม และติดอันดับหนึ่งในรถยนต์ SUV พลังงานใหม่จากต่างชาติที่ขายดีที่สุดในเดือนเมษายนตามข้อมูลของบริษัทวิจัยแห่งหนึ่ง โดยมีการส่งมอบรถไปแล้วประมาณ 10,000 คันภายในสิ้นเดือนเมษายน 

 

ผลงานที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้ยอดขายรถยนต์โดยรวมของ Toyota ในจีนเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนที่ผ่านมา (รวม 142,800 คัน) ทำให้ Toyota เป็นเพียง ‘หนึ่งเดียว’ ในบรรดา ‘บิ๊กทรี’ ของญี่ปุ่น (Toyota, Nissan และ Honda) ที่มียอดขายเติบโต โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ในจีนพุ่งขึ้น 84% เป็น 9,400 คัน

 

ความสำเร็จของ bZ3X มาจากการพัฒนาร่วมกับ GAC Group ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าผ่านแบรนด์ AION ของตนเอง รุ่นนี้มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่พัฒนาร่วมกับ Momenta สตาร์ทอัพด้านระบบขับขี่อัตโนมัติของจีน และแบตเตอรี่ที่ชาร์จจาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 24 นาที 

 

แต่สิ่งที่เพิ่มความน่าดึงดูดใจอย่างมากคือ ‘ราคาที่น่าดึงดูดใจ’ โดยรุ่นเริ่มต้นมีราคาเพียง 109,800 หยวน (ประมาณ 15,200 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถูกกว่าอย่างมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota รุ่นก่อนหน้าในจีนอย่าง bZ4X และ bZ3 

 

ด้าน Nissan ก็มีสัญญาณที่ดีเช่นกัน N7 รถยนต์ซีดานของ Nissan ที่เปิดตัวปลายเดือนเมษายน มียอดคำสั่งซื้อถึง 10,000 คันภายในวันที่ 15 พฤษภาคม แม้ว่ายอดขายโดยรวมของ Nissan ในจีนเมื่อเดือนที่แล้วจะลดลง 16% เมื่อเทียบเป็นรายปี 

 

แต่ก็เป็นยอดขายที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคมซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการฟื้นตัวที่อาจต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤษภาคม N7 ถูกออกแบบมาเพื่อรสนิยมผู้บริโภคชาวจีนโดยเฉพาะ มีฟีเจอร์เด่น เช่น ตู้เย็น และเบาะนั่งพร้อมระบบควบคุมท่าทางด้วย AI และฟังก์ชันนวด ราคาเริ่มต้นที่ 119,900 หยวน

 

อิซาโอะ เซกิงุจิ กรรมการผู้จัดการของ Dongfeng Nissan Passenger Vehicle เปิดเผยกับ Nikkei ว่า “เราเปลี่ยนวิธีการผลิตรถใหม่หมด จากเดิมที่เคยเอารถรุ่นสากลที่ออกแบบในญี่ปุ่นมาดัดแปลงให้เข้ากับตลาดจีน ตอนนี้เราให้ทีมในจีนออกแบบและพัฒนาเองตั้งแต่ต้น”

 

การออกแบบ การพัฒนา และการคัดเลือกชิ้นส่วนของ N7 ทั้งหมดถูกจัดการโดยบริษัทร่วมทุนในจีนแทนที่จะเป็นสำนักงานใหญ่ของ Nissan ในญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของค่ายรถญี่ปุ่นให้ ‘ตอบโจทย์ตลาดจีน’ โดยเฉพาะ

ตลาดรถยนต์จีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าท้องถิ่นอย่าง BYD ได้พัฒนาศักยภาพทางเทคนิคอย่างรวดเร็วและจุดชนวน ‘สงครามราคา’ ทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าช้าต้องดิ้นรนอย่างหนัก 

 

ยอดขายรวมของ Toyota, Honda และ Nissan ในจีนเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 3.3 ล้านคัน ซึ่งลดลงประมาณ 30% จากปี 2021 และส่วนแบ่งตลาดรวมของญี่ปุ่นลดลงจาก 20.6% เหลือเพียง 11.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน Honda ยังคง ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายในจีนลดลงราว 40% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนเมษายน และต่ำกว่า Nissan ด้วยซ้ำ 

 

แม้ Honda จะเริ่มนำรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อจีนโดยเฉพาะออกสู่ตลาดในปีนี้แล้ว แต่รุ่น S7 ของ Dongfeng Honda ที่ออกวางจำหน่ายกลางเดือนเมษายน กลับถูกผู้บริโภคมองว่าแพงเมื่อเทียบกับ bZ3X ของ Toyota ที่เปิดตัวใกล้เคียงกัน

 

แม้ Toyota และ Nissan จะเริ่มทำได้ดีขึ้น แต่พวกเขาก็ยัง ‘ห่างไกล’ จากคู่แข่งจีนอย่างมาก แม้ bZ3X จะติดอันดับรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างชาติที่ขายดีที่สุดในเดือนเมษายน แต่เมื่อรวมกับรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตในประเทศ จะรั้งอันดับที่ 20 โดยรวมเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง และการพลิกสถานการณ์อย่างเต็มตัวจะไม่ใช่เรื่องไม่ง่ายอย่างแน่นอน 

 

ทั้ง 3 ค่ายยังมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต เช่น Toyota bZ7 ที่จะมาพร้อมระบบห้องโดยสารที่ออกแบบโดย Huawei Technologies

 

อ้างอิง:

The post ค่ายรถญี่ปุ่นพลิกสถานการณ์ในจีน Toyota และ Nissan ออกดอกออกผลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Nissan เลือก Espinosa เป็นซีอีโอคนใหม่ แทนที่ Uchida | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-12032025-3/ Wed, 12 Mar 2025 06:05:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1051264

Nissan ประกาศแต่งตั้ง Ivan Espinosa เป็นประธานเจ้าหน้าท […]

The post ชมคลิป: Nissan เลือก Espinosa เป็นซีอีโอคนใหม่ แทนที่ Uchida | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

Nissan ประกาศแต่งตั้ง Ivan Espinosa เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ จากผู้บริหารที่อยู่กับบริษัทมากว่า 2 ทศวรรษ และมีประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง เพื่อฟื้นฟูแบรนด์จากวิกฤต

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Nissan เลือก Espinosa เป็นซีอีโอคนใหม่ แทนที่ Uchida | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลือหึ่ง Nissan เล็งปลด ‘ซีอีโอ’ เซ่นยอดขายดิ่ง-ดีลผนึก Honda ล่ม https://thestandard.co/nissan-ceo-replacement/ Thu, 27 Feb 2025 05:51:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1046296 nissan-ceo-replacement

Nissan Motor Co. กำลังวางแผนเปลี่ยนตัวประธานเจ้าหน้าที่ […]

The post ลือหึ่ง Nissan เล็งปลด ‘ซีอีโอ’ เซ่นยอดขายดิ่ง-ดีลผนึก Honda ล่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
nissan-ceo-replacement

Nissan Motor Co. กำลังวางแผนเปลี่ยนตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หลังจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังและความล้มเหลวในการเจรจาควบรวมกิจการกับ Honda Motor Co. ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ระบุกับ Bloomberg News 

 

กรรมการบริษัท Nissan กำลังหยั่งเสียงความสนใจจากผู้สมัครที่มีศักยภาพเพื่อเข้ามาแทนที่ Makoto Uchida ผู้บริหารที่อยู่กับบริษัทมา 22 ปีและดำรงตำแหน่ง CEO ตั้งแต่ปลายปี 2019 แหล่งข่าวหนึ่งรายเปิดเผย โดยขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากการหารือยังเป็นความลับ ด้าน Nissan ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

 

ราคาหุ้น Nissan พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 4.9% ในตลาดหุ้นโตเกียวช่วงเช้าวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) Tatsuo Yoshida นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence มองว่าการตัดสินใจเปลี่ยนตัว Uchida เป็นสัญญาณบวก แสดงให้เห็นว่า Nissan ยังมีความกล้าในการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ และพร้อมที่จะหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่เพื่อความอยู่รอดในอนาคต

 

Uchida วัย 58 ปี บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่าแม้เขาพร้อมที่จะสละตำแหน่งหากมีการร้องขอ แต่เขาไม่ต้องการลาออกก่อนที่จะทำให้ธุรกิจของ Nissan มั่นคง โดยเขาเตรียมนักลงทุนให้พร้อมรับการขาดทุนสุทธิ 8 หมื่นล้านเยน สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม ซึ่งห่างไกลจากกำไรสุทธิ 3.8 แสนล้านเยนที่เขาคาดการณ์ไว้เมื่อ 9 เดือนก่อน

 

Nissan กำลังเผชิญกับภาระหนี้สินที่ต้องชำระในปีหน้าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ทั้งสามแห่งได้ปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทลงสู่ระดับ ‘ต่ำกว่าน่าลงทุน’ หลังจากถูกปรับลดอันดับ 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

Uchida มองหาความช่วยเหลือจาก Honda เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการควบรวมภายใต้บริษัทโฮลดิ้งร่วม 

 

แต่ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองได้ยกเลิกการเจรจาในเดือนนี้หลังจากขัดแย้งกันเรื่องเงื่อนไข ผู้บริหารของ Honda และ Nissan กล่าวว่าพวกเขาจะยังคงดำเนินความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรญี่ปุ่นรายที่สาม Mitsubishi Motors Corp. เพื่อร่วมมือกันพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์

 

“จะยังคงยากที่จะอยู่รอดโดยไม่พึ่งพาพันธมิตรในอนาคต” Uchida บอกกับผู้สื่อข่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสำคัญของการร่วมมือต่ออนาคตของ Nissan

 

Nissan กำลังประสบปัญหาในการดึงดูดผู้บริโภคด้วยไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัยและต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการส่งเสริมการขาย Uchida ประกาศแผนลดพนักงาน 9,000 ตำแหน่งและกำลังการผลิตของบริษัทลง 1 ใน 5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

การหาทางออกสำหรับ Nissan จะซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อ Renault SA ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และพันธมิตรในเครือมานาน วิจารณ์ Honda ว่าเรียกร้องเงื่อนไขที่ยากเกินไปเกี่ยวกับโครงสร้างการควบรวม และชื่นชม Nissan ที่ถอนตัวจากการเจรจา

 

ในขณะเดียวกัน Renault พยายามถอยห่างจาก Nissan โดย Luca de Meo ซีอีโอของ Renault กล่าวว่า Zhejiang Geely Holding Group Co. จากจีนอาจเป็นพันธมิตรที่เหมาะสมกว่า Nissan ในอนาคต

 

Hon Hai Precision Industry Co. หรือที่รู้จักกันในชื่อ Foxconn ผู้ผลิต iPhone ได้ติดต่อ Nissan เกี่ยวกับการซื้อหุ้นในบริษัทเมื่อเดือนธันวาคมและแสดงความสนใจที่จะซื้อหุ้น 36% ของ Renault บริษัทรับจ้างผลิตจากไต้หวันกำลังพยายามสร้างฐานในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและประสบปัญหาในการโน้มน้าวให้บริษัทรถยนต์จ้างผลิตภายนอก

 

นอกจากนี้ KKR & Co. บริษัทเอกชนทุนจากสหรัฐฯ ได้พิจารณาการลงทุนในรูปแบบทุนหรือหนี้เพื่อปรับปรุงฐานะทางการเงินของ Nissan ตามรายงานของ Bloomberg News เมื่อต้นเดือนนี้

 

อ้างอิง:

The post ลือหึ่ง Nissan เล็งปลด ‘ซีอีโอ’ เซ่นยอดขายดิ่ง-ดีลผนึก Honda ล่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Foxconn จ้องฮุบดีล 3 ยักษ์ญี่ปุ่น! หวังผงาดเบอร์ 1 รถยนต์ไฟฟ้าโลก หลัง Honda-Nissan ‘รักล่ม’ https://thestandard.co/foxconn-honda-nissan/ Mon, 24 Feb 2025 07:49:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1045226 Nissan Foxconn Honda

ความทะเยอทะยานในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Hon Hai Precision In […]

The post Foxconn จ้องฮุบดีล 3 ยักษ์ญี่ปุ่น! หวังผงาดเบอร์ 1 รถยนต์ไฟฟ้าโลก หลัง Honda-Nissan ‘รักล่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nissan Foxconn Honda

ความทะเยอทะยานในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Hon Hai Precision Industry หรือที่รู้จักกันในนาม Foxconn นั้นร้อนแรงเกินใคร ล่าสุดยักษ์ใหญ่ไต้หวันผู้ผลิต iPhone ประกาศเดินหน้าจับมือเป็นพันธมิตรกับ Honda Motor พร้อมเล็งเป้าหมายต่อไปคือการรวบ Nissan Motor และ Mitsubishi Motors เข้าก๊วน หลังจากการเจรจาควบรวมกิจการระหว่าง Honda และ Nissan ล่มไม่เป็นท่า

 

ก่อนหน้านี้ Foxconn เคยแสดงความสนใจที่จะเข้าซื้อหุ้น Nissan มาแล้ว ก่อนที่การเจรจาควบรวมกิจการจะเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Foxconn ในการปูทางขยายธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถูกวางให้เป็นหัวใจการเติบโตใหม่ของบริษัทนอกเหนือจากการรับจ้างประกอบสมาร์ทโฟน

 

ด้วยโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการออกแบบและผลิตรถยนต์ตามสัญญาจ้าง Foxconn ได้เปิดตัวรถโดยสารไฟฟ้าและรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในไต้หวันมาแล้ว แต่กลับต้องดิ้นรนอย่างหนักในการเจาะตลาดต่างประเทศ

 

เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ในสหรัฐอเมริกาหลายรายที่ Foxconn เคยวาดหวังจะดึงมาเป็นลูกค้า ต่างล้มหายตายจากหรือประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทำให้ Foxconn หมดสิทธิ์ที่จะบรรลุเป้าหมายเดิมในการครองส่วนแบ่ง 5% ของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกภายในปี 2025

 

ในขณะที่ Nissan ให้ความสำคัญกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับแรก Honda กลับมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฮบริด Foxconn หวังว่าการผนึกกำลังกับผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองราย รวมถึง Mitsubishi Motors ที่มีเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเป็นของตัวเอง จะช่วยเร่งการพัฒนาธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทให้เติบโตในระดับโลกได้

 

แม้ว่าการเจรจาควบรวมกิจการระหว่าง Honda และ Nissan จะจบลงอย่างไม่สวยงาม แต่ทั้งสองบริษัทยังคงจับมือกับ Mitsubishi Motors เพื่อร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป การดึง Foxconn เข้ามาร่วมวงด้วยจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

นักวิเคราะห์มองว่าการจับคู่กันระหว่าง Honda และ Nissan นั้นอาจสร้างการ Synergy ได้น้อยเนื่องจากตลาดหลักของทั้งสองบริษัททับซ้อนกัน ทั้งในสหรัฐอเมริกาและจีน อีกทั้งโมเดลรถยนต์หลักของทั้งสองแบรนด์ก็มีความคล้ายคลึงกัน การนำโรงงานผลิตและที่ดินส่วนเกินของ Nissan มาใช้ให้เกิดประโยชน์จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องท้าทาย

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นพันธมิตรกับ Foxconn อาจช่วยให้การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใส่ในรถยนต์ของค่ายญี่ปุ่นเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น การใช้ประโยชน์จากโรงงานส่วนเกินก็เป็นหนึ่งในจุดแข็งของ Foxconn ดังที่เห็นได้จากโครงการต่างๆ เช่น แผนการเปลี่ยนโรงงานผลิตแผงวงจรที่ได้มาจาก Sharp ในปี 2016 ให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูล

 

Nissan ที่กำลังดิ้นรนทางการเงินมีเวลาจำกัดในการพลิกฟื้นสถานการณ์ Moody’s Ratings เพิ่งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ของ Nissan ลงสู่ระดับ Ba1 และยังคงมุมมองเชิงลบต่อไป สำนักจัดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว ระบุว่าการปรับลดอันดับเครดิตครั้งนี้สะท้อนถึงผลกำไรที่ ‘อ่อนแอ’ ท่ามกลางอุปสงค์ที่ลดลงสำหรับรถยนต์รุ่นเก่าของ Nissan

 

ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้คาดการณ์ว่าจะขาดทุนสุทธิ 8 หมื่นล้านเยนในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคมนี้ แถมยังมีหนี้สินถึง 5.8 แสนล้านเยนที่จะครบกำหนดชำระในปีงบประมาณ 2025

 

การผงาดขึ้นมาของผู้เล่นรายใหม่ๆ เช่น BYD ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าตลาดเดิมต้องดิ้นรนมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด Makoto Uchida ประธานของ Nissan กล่าวในการแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนนี้ว่า บริษัทจะดำเนินการทบทวนเชิงกลยุทธ์เพื่อค้นหาโอกาสสำหรับพันธมิตรใหม่ๆ

 

ในขณะเดียวกัน Financial Times รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ว่า กลุ่มบุคคลระดับสูงของญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี Yoshihide Suga ได้รวมตัวกันเพื่อ ‘ชักชวน’ ให้ Tesla เข้ามาลงทุนใน Nissan ข่าวนี้ทำให้หุ้นของ Nissan พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 13% จากราคาปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20 กุมภาพันธ์) ณ จุดหนึ่ง

 

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ตอบสนองต่อรายงานข่าวดังกล่าวด้วยโพสต์บน X ว่า “โรงงานของ Tesla ก็คือผลิตภัณฑ์ สายการผลิต Cybercab ไม่เหมือนใครในอุตสาหกรรมยานยนต์”

 

อ้างอิง:

The post Foxconn จ้องฮุบดีล 3 ยักษ์ญี่ปุ่น! หวังผงาดเบอร์ 1 รถยนต์ไฟฟ้าโลก หลัง Honda-Nissan ‘รักล่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda พร้อมหวนเจรจา Nissan หากซีอีโอลงจากตำแหน่ง แต่ระวัง Foxconn จ้องฮุบหุ้น เสี่ยง ‘เกมการเมือง’ ระดับชาติ? https://thestandard.co/honda-nissan-deal-depends-ceo-exit/ Tue, 18 Feb 2025 06:34:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1043252

Financial Times รายงานข่าวว่า Honda ยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่ […]

The post Honda พร้อมหวนเจรจา Nissan หากซีอีโอลงจากตำแหน่ง แต่ระวัง Foxconn จ้องฮุบหุ้น เสี่ยง ‘เกมการเมือง’ ระดับชาติ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

Financial Times รายงานข่าวว่า Honda ยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น เปิดทางเจรจาควบรวมกิจการกับ Nissan อีกครั้ง เพื่อสร้างบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ Makoto Uchida ซีอีโอคนปัจจุบันของ Nissan ต้องก้าวลงจากตำแหน่งเสียก่อน

 

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ระหว่าง Uchida และ Toshihiro Mibe ซีอีโอของ Honda ตึงเครียด เนื่องจาก Honda ไม่พอใจกับความล่าช้าในการปรับโครงสร้างองค์กรและปัญหาทางการเงินที่รุมเร้า Nissan อย่างหนักหน่วง

 

แหล่งข่าววงในเผยว่า Honda ต้องการให้ Nissan เป็นบริษัทในเครือที่ Honda เป็นเจ้าของทั้งหมด แทนที่จะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีสถานะเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ Nissan ปฏิเสธ ทำให้การเจรจาควบรวมกิจการล้มไม่เป็นท่าในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม Honda ยังคงสนใจในความสัมพันธ์ด้านทุนของ Nissan กับ Mitsubishi Motors โดยเฉพาะเทคโนโลยี Plug-in Hybrid และฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Mibe ถึงกับออกมาแสดงความเสียใจต่อสื่อมวลชนเมื่อการเจรจาล้มเหลว แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Mibe ระบุว่า เงื่อนไขสำคัญสำหรับการกลับมาเจรจาอีกครั้งคือการที่ Uchida ต้องลงจากตำแหน่งเท่านั้น

 

Honda ออกแถลงการณ์ว่า “หากมีการหยิบยกประเด็นการบูรณาการธุรกิจขึ้นมาอีกครั้ง เราจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเจรจา”

 

การเจรจาที่ล้มเหลวกับ Honda ทำให้ Nissan ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งขึ้น บริษัทกำลังเผชิญกับยอดขายที่ตกต่ำและภาระการชำระหนี้ที่ใกล้เข้ามา ทำให้ต้องเร่งหาพันธมิตรรายใหม่เพื่อความอยู่รอด

 

ฉากการเข้าซื้อกิจการเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อบริษัทเทคโนโลยีไต้หวันอย่าง Foxconn แสดงความสนใจที่จะเข้าซื้อหุ้นของ Nissan มาหลายเดือนแล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Foxconn ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าต้องการที่จะสร้างความมั่นใจในสัญญาการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากับ Nissan

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ Nissan อ่อนแอลง และสถาบันต่างๆ ในญี่ปุ่นพยายามกีดกัน Foxconn ที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป ข้อเสนอที่รุนแรงกว่าก็เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมา กลุ่มทุน Private Equity ระดับโลก รวมถึง KKR ซึ่งเป็นเจ้าของ Marelli ซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Nissan และบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ได้รับการทาบทามให้พิจารณาร่วมลงทุนใน Nissan

 

ที่ปรึกษาบางรายพยายามจัดตั้งกลุ่ม Consortium เพื่อแบ่งปันต้นทุนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อบริษัทที่ต้องการการปรับโครงสร้างขนานใหญ่ ข้อเสนอหนึ่งพิจารณาถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันที่ต้องการมีโรงงานผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

James Hong นักวิเคราะห์จาก Macquarie ให้ความเห็นว่า “ผู้ซื้อรายใดก็ตามสามารถมีแนวทางได้ 2 แบบ คือ เข้าซื้อทันที หรือรอจนกว่าพวกเขาจะประสบปัญหาและราคาลดลง ผู้ซื้อที่มีศักยภาพไม่จำเป็นต้องรีบร้อนซื้อ บริษัท Nissan ต่างหากที่ควรรีบร้อน”

 

Nissan กำลังเผชิญปัญหากระแสเงินสดที่น่ากังวลหากยอดขายยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีเงินสดสุทธิ 1.2 ล้านล้านเยน แต่ใช้เงินสดไปถึง 5.06 แสนล้านเยนในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ แหล่งข่าววงในกล่าวว่า Nissan จำเป็นต้องสร้างกระแสเงินสดให้เพียงพอ ไม่เพียงแต่เพื่อรองรับต้นทุนการปรับโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น เนื่องจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ

 

Uchida กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 กุมภาพันธ์) ว่า เขาต้องการก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อ Nissan กลับคืนสู่เส้นทางการฟื้นตัว แต่จะไปเร็วกว่านั้นหากถูกร้องขอ “ความรับผิดชอบของผม ‘ยิ่งใหญ่’ จริงๆ (แต่) การลงจากตำแหน่งโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย เป็นสิ่งที่ไม่มีความรับผิดชอบ” เขากล่าว “ไม่ใช่ความตั้งใจของผมที่จะยึดติดกับตำแหน่งนี้”

 

อ้างอิง:

The post Honda พร้อมหวนเจรจา Nissan หากซีอีโอลงจากตำแหน่ง แต่ระวัง Foxconn จ้องฮุบหุ้น เสี่ยง ‘เกมการเมือง’ ระดับชาติ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘นิสสัน’ ยุบไลน์ผลิตในไทยเหลือโรงงานเดียว ตามรอยฮอนด้า ‘EV จีน’ ฟาดแบรนด์ญี่ปุ่นวิ่งสู้ฟัด ปรับทัพเพื่อความอยู่รอด? https://thestandard.co/nissan-thailand-factory/ Mon, 17 Feb 2025 01:50:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1042657 nissan-thailand-factory

หัวข้อในเนื้อหานี้ จับตานิสสัน ประเทศไทย ปรับทัพใหญ่ ยั […]

The post ทำไม ‘นิสสัน’ ยุบไลน์ผลิตในไทยเหลือโรงงานเดียว ตามรอยฮอนด้า ‘EV จีน’ ฟาดแบรนด์ญี่ปุ่นวิ่งสู้ฟัด ปรับทัพเพื่อความอยู่รอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
nissan-thailand-factory

 

หลังจากที่นิสสันตัดสินใจยุติการควบรวมกิจการกับฮอนด้า มอเตอร์ และพยายามพลิกฟื้นธุรกิจ ล่าสุดทั่วโลกจับตาการปรับทัพของค่ายรถยนต์ ‘นิสสัน’ อีกครั้ง เมื่อประธานและซีอีโอนิสสัน มอเตอร์ ประกาศ ‘รัดเข็มขัด’ ครั้งใหญ่ ตั้งเป้าหมาย ‘ลด’ เริ่มตั้งแต่ ค่าใช้จ่าย 1 แสนล้านเยน หรือประมาณ 2.19 หมื่นล้านบาท 

 

ลดพนักงานทั้งหมด 9,000 คน ทั้งในส่วนของออฟฟิศและโรงงาน ลดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงลง 20% ลดกำลังการผลิตลง 1 ล้านคัน ด้วยการปิดโรงงาน 3 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงโรงงานหนึ่งแห่งในประเทศไทย

 

ตลอดจนวางแผนลดจุดคุ้มทุนของธุรกิจยานยนต์ในด้านปริมาณการผลิตลงเหลือ 2.5 ล้านคัน เทียบกับปัจจุบันที่ 3.1 ล้านคัน

 

มาโกโตะ อูชิดะ ซีอีโอของนิสสัน

 

โดย มาโกโตะ อูชิดะ ซีอีโอของนิสสัน ย้ำชัดว่า “แม้ปริมาณการขายของเราจะอยู่ที่ 3 ล้านคัน ไม่รวมยอดขายในจีน ก็เพียงพอที่จะสร้างผลกำไรได้”

 

อย่างไรก็ตาม หากดูจากแผนปรับธุรกิจนิสสันจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ มุ่งปรับทัพไปในทิศทางผลิตรถยนต์ใหม่ เช่น รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า(EV) รวมถึงการปรับปรุงรถยนต์มินิแวนที่ได้รับรางวัล และจะเสริมทัพด้วยรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในตลาดจีน เพื่อให้สอดรับกับความต้องการที่หลากหลาย และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในอนาคต 

 

จับตานิสสัน ประเทศไทย ปรับทัพใหญ่ ยัน ‘ไม่ปิดโรงงาน แต่ปรับไลน์ผลิตเหลือโรงงานเดียว’

 

สำหรับนิสสัน ประเทศไทย ก็เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุน เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมยุบโรงงานแห่งแรกในไทยที่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ให้เหลือการผลิตที่โรงงานที่ 2 แห่งเดียว ภายในปี 2568

คำชี้แจงจากนิสสัน ประเทศไทย

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ตามที่นิสสัน มอเตอร์ ประกาศปิดโรงงานรถยนต์ 3 แห่งในตลาดสหรัฐอเมริกาและไทยตามนโยบายแผนฟื้นฟูกิจการ และโรงงานไทยปิดโรงงานที่ 1 มองว่าเป็นการปรับย้ายไลน์ผลิตให้เหมาะสมกับตลาดปัจจุบัน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เบื้องต้นหลังจากนี้ โรงงานแห่งที่ 2 จะมีการผลิตรถยนต์นิสสันรุ่น NAVARA, TERRA, ALMERA และ KICKS หมายความว่าไปรวมกับโรงงานผลิตรถกระบะโรงงานเดียว

 

“การปรับทัพของนิสสัน ประเทศไทย คล้ายกับเหตุการณ์ปีที่แล้วที่ฮอนด้ายุบไลน์ผลิตที่อยุธยาไปปราจีนบุรี น่าจะไม่มีผลกับแรงงาน ไม่น่าจะมีประเด็นการตกงาน เพียงแต่ปรับไลน์การผลิตเพื่อแข่งขันกับ EV จีนและไฮบริด และเพื่อลดต้นทุนมากกว่า”

 

ทั้งนี้ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีโรงงานที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผลิตและประกอบรถยนต์นั่งและรถกระบะจำนวน 2 โรงงาน กำลังผลิตรวม 370,000 คันต่อปี แบ่งเป็นโรงงานที่ 1 กำลังผลิต 220,000 คันต่อปี และโรงงานที่ 2 มีกำลังผลิต 150,000 คันต่อปี

 

กระทั่งล่าสุดมีการลงทุนโรงงาน นิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (Nissan Powertrain Thailand-NPT) เป็นโรงประกอบแบตเตอรี่สำหรับเครื่องยนต์แบบอี-พาวเวอร์ ซึ่งถือเป็นสายการประกอบแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น และเป็น 1 ในโรงงานนิสสัน 4 แห่งทั่วโลกที่ประกอบแบตเตอรี่สำหรับระบบขับเคลื่อนอี-พาวเวอร์อีกด้วย

 

“การยุบรวมไปโรงงานเดียว ผมมองว่าก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะปรับไลน์ผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลก ทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ ซึ่งนิสสันอยู่คู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานาน โดยเฉพาะรถกระบะก็ขายดี และจริงๆ แล้วนิสสันไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นพัฒนารถไฟฟ้า EV ซึ่งนิสสันพัฒนารุ่น LEAF เป็นเจ้าแรกของบรรดาค่ายรถญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

 

ฉะนั้นหากย้อนดูแผนการปรับธุรกิจของนิสสัน ได้เตรียมเข้าสู่วงการรถ EV อย่างเต็มตัวมานานแล้ว ซึ่งปีที่แล้วประกาศว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากนิสสันมากถึง 19 รุ่น ภายในปี 2030 ซึ่งอยู่ในกลยุทธ์ Nissan Ambition 2030 และต้องการชิงส่วนแบ่งการตลาดรถ EV รวมถึงไทยที่พร้อมจะผลิตรุ่นไฮบริด เพราะตลาดในเมืองไทยเองก็ขายดีถึงสองเท่า

 

ยอดจนทะเบียนและยอดขายรถยนต์ในไทย

ภาพประกอบ: ยุทธพล ธไนศวรรย์

 

ยอดขายรถญี่ปุ่นร่วงทุกค่าย สวนทาง EV จีน

 

อย่างไรก็ตาม หากดูจากยอดขายและภาพรวมตลาดรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นปีที่ผ่านมา ก็จะพบว่าค่ายรถแบรนด์ญี่ปุ่นยอดขายร่วงทุกค่าย (ดังกราฟิก) หรือแม้แต่ปีที่แล้วบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น 2 แห่ง ประกาศหยุดสายการผลิตรถยนต์ในไทย 

 

โดย บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปิดโรงงานภายในสิ้นปี 2568 เพราะมีปัญหายอดขาย และการเข้ามาทำตลาดของ EV จีน

 

ขณะที่ บริษัท ตันจง ซูบารุ ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ในไทยไปแล้วในปี 2567 เพราะผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่องทุกปี 

 

ส่วนผู้นำในตลาดรถยนต์รายใหญ่อย่างฮอนด้า ก็ปรับไลน์ผลิตยุบโรงงานที่อยุธยาไปรวมที่ปราจีนบุรี 

 

ขณะที่นิสสันก็ไม่หยุดนิ่ง นอกจากปรับเหลือโรงงานเดียว ปีที่ผ่านมาก็พยายามปรับแผนธุรกิจ ประกาศร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในจีน เตรียมพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อตีตลาดจีนและส่งออก 

 

อย่างไรก็ดี สำหรับนิสสัน ประเทศไทย ปักหมุดให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถกระบะมากกว่า 100 ประเทศ ได้แก่ NISSAN TERRA และ NAVARA ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้มายาวนานในไทย และได้รับความนิยมจากความทนทานจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งบริษัทยืนยันว่าจะเข้ามาทำตลาดในไทยต่อเนื่อง

 

แบรนด์ญี่ปุ่น 5 ราย ดิ้นสู้! ลงทุน EV – ไฮบริดในไทย

 

ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น 5 ราย ขยายการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV), ไฮบริด ดังนี้ 

  • Toyota ลงทุน 5 หมื่นล้านบาท
  • Honda ลงทุน 5 หมื่นล้านบาท
  • Isuzu ลงทุน 3 หมื่นล้านบาท
  • Mitsubishi ลงทุน 2 หมื่นล้านบาท
  • ล่าสุด Mazda ลงทุน 5 พันล้านบาท ปักหมุดไทยเป็นฐานการผลิต B-SUV แบบ Mild Hybrid (MHEV)

 

“หลังจากนี้คาดว่านิสสัน ประเทศไทย จะออกมาแถลงแผนธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป” สุรพงษ์กล่าว

 

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

The post ทำไม ‘นิสสัน’ ยุบไลน์ผลิตในไทยเหลือโรงงานเดียว ตามรอยฮอนด้า ‘EV จีน’ ฟาดแบรนด์ญี่ปุ่นวิ่งสู้ฟัด ปรับทัพเพื่อความอยู่รอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนยัน! ดีลควบรวม Honda-Nissan ล่มไม่เป็นท่า หลังเจรจาโครงสร้างบริษัทใหม่ไม่ลงตัว เพราะ Honda อยากขึ้นเป็น ‘ยานแม่’ แต่ Nissan ไม่ยอม https://thestandard.co/honda-nissan-abandon-merger-plan/ Thu, 13 Feb 2025 08:30:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1041410

หลังจากเป็นข่าวลือมาสักพักในที่สุดสองยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่ […]

The post ยืนยัน! ดีลควบรวม Honda-Nissan ล่มไม่เป็นท่า หลังเจรจาโครงสร้างบริษัทใหม่ไม่ลงตัว เพราะ Honda อยากขึ้นเป็น ‘ยานแม่’ แต่ Nissan ไม่ยอม appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเป็นข่าวลือมาสักพักในที่สุดสองยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Honda Motor และ Nissan Motor ก็ได้ออกมายอมรับถึงการยุติเจรจาควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการ หลังหารือกันอย่างหนักแต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเงื่อนไขสำคัญได้ ทำเอาความหวังที่จะเห็นบริษัทรถยนต์เบอร์ 4 ของโลกภายใต้แบรนด์ใหม่ต้องพังทลายลงอย่างน่าเสียดาย

 

แถลงการณ์ร่วมจาก Honda และ Nissan ระบุถึงการตัดสินใจยุติการพูดคุยครั้งนี้ว่าเป็นไปเพื่อ ‘จัดลำดับความสำคัญในการตัดสินใจและดำเนินมาตรการจัดการอย่างรวดเร็ว’ ท่ามกลางสภาพตลาดที่ผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ยุครถยนต์ไฟฟ้า’ อย่างเต็มตัว

 

แหล่งข่าววงในเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้ดีลยักษ์สะดุดคือ ข้อเสนอของ Honda ที่ต้องการปรับโครงสร้างการควบรวมกิจการ จากเดิมที่วางแผนจะจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมกัน กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่ Honda จะขึ้นเป็นบริษัทแม่ และ Nissan เป็นบริษัทลูก ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับ Nissan ที่ต้องการให้การควบรวมเป็นไปในรูปแบบ ‘หุ้นส่วนที่เท่าเทียม’ กันมากกว่า

 

ถึงแม้ดีลควบรวมกิจการจะต้องพับไป แต่ทั้งสองบริษัทยังยืนยันที่จะสานต่อความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อ ‘ยุคยานยนต์อัจฉริยะและรถยนต์ไฟฟ้า’ ที่กำลังมาถึง 

 

นอกจากนี้ Mitsubishi Motors ซึ่ง Nissan เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือสามฝ่ายกับ Nissan และ Honda ที่เคยลงนามไว้เมื่อเดือนธันวาคมเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทั้งสองค่ายรถยนต์เคยประกาศแผนการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมกันภายในเดือนสิงหาคม 2026 พร้อมลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเริ่มกระบวนการเจรจาควบรวมกิจการ โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายน 

 

ทว่าการเจรจาต้องชะงักงันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจาก Honda แสดงท่าทีชัดเจนว่า การควบรวมกิจการจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ Nissan สามารถฟื้นฟูผลประกอบการและมีแผนพลิกฟื้นธุรกิจที่น่าพอใจภายในสิ้นเดือนมกราคม แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ Honda จึงยื่นข้อเสนอดังกล่าวเพื่อ ‘เร่งมาตรการฟื้นฟู’ Nissan ให้เร็วขึ้น

 

หากการควบรวมกิจการสำเร็จลุล่วงจะทำให้เกิดกลุ่มบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจาก Toyota, Volkswagen และ Hyundai 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวดีลล่มเผยแพร่ออกมา หุ้นของ Nissan และ Honda ต่างร่วงระนาว โดยราคาหุ้นของ Nissan ที่เคยพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% และ Honda ที่เพิ่มขึ้นราว 26% เมื่อข่าวการเจรจาควบรวมกิจการถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม กลับลดลงมาเหลือเพียง 21% และ 11% ตามลำดับ

 

ปัจจุบัน Nissan กำลังเดินหน้าแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่ประกาศไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งรวมถึงการลดจำนวนพนักงานลง 9,000 ตำแหน่ง และลดกำลังการผลิตทั่วโลกลง 20% โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าจะส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตในภูมิภาคใดบ้าง 

 

แต่แหล่งข่าวคาดการณ์ว่า Nissan อาจจำเป็นต้อง ‘ลดกำลังการผลิตในจีน’ เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบัน Nissan มีโรงงานผลิตในจีนถึง 8 แห่งภายใต้กิจการร่วมทุนกับ Dongfeng Motor และได้ระงับการผลิตที่โรงงาน Changzhou ไปแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

สถานการณ์ของ Nissan ในปัจจุบันค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยบริษัทได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าค่ายอื่นๆ และยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการจับกุม Carlos Ghosn อดีตประธานบริษัทเมื่อปี 2018 ได้อย่างเต็มที่

 

อ้างอิง:

The post ยืนยัน! ดีลควบรวม Honda-Nissan ล่มไม่เป็นท่า หลังเจรจาโครงสร้างบริษัทใหม่ไม่ลงตัว เพราะ Honda อยากขึ้นเป็น ‘ยานแม่’ แต่ Nissan ไม่ยอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดบริหาร Nissan อาจปฏิเสธแผนควบรวมธุรกิจ หลัง Honda ปรับข้อเสนอใหม่ https://thestandard.co/nissan-may-reject-merger-plan/ Wed, 05 Feb 2025 13:04:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1038436

คณะกรรมการบริษัทของ Nissan มีแผนที่จะปฏิเสธเงื่อนไขของ […]

The post บอร์ดบริหาร Nissan อาจปฏิเสธแผนควบรวมธุรกิจ หลัง Honda ปรับข้อเสนอใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะกรรมการบริษัทของ Nissan มีแผนที่จะปฏิเสธเงื่อนไขของ Honda สำหรับการควบรวมกิจการของทั้งสองบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ส่งผลให้แผนการควบรวมที่ประกาศไว้ในช่วงไม่ถึง 2 เดือนที่ผ่านมาอาจจะต้องล่มลง

 

คณะกรรมการบริษัทของ Nissan มีกำหนดประชุมในวันพุธหน้า (12 กุมภาพันธ์) โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดของบริษัทเปิดเผยว่า ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายสำหรับการยกเลิกข้อตกลง

 

ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นทั้งสองรายประกาศเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ว่ามีแผนที่จะควบรวมธุรกิจภายใต้โครงสร้างที่ Nissan และ Honda จะเป็นบริษัทย่อยภายใต้บริษัท Holding เดียวกัน

 

หากการควบรวมของ Honda และ Nissan สำเร็จ จะทำให้เกิดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อิงจากยอดขายรถยนต์ โดยนอกจากทั้งสองค่ายแล้ว ยังมี Mitsubishi Motors ที่ Nissan เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา Honda ยื่นข้อเสนอใหม่ที่ทำให้ Nissan กลายเป็นบริษัทย่อยของ Honda แทนที่จะเป็นโครงสร้างที่เท่าเทียมกันอย่างที่วางแผนไว้ในตอนแรก จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว ทำให้ Nissan มองว่าข้อเสนอใหม่นี้ไม่สามารถยอมรับได้และวางแผนที่จะปฏิเสธ

 

อย่างไรก็ตาม Nissan และ Honda จะยังคงดำเนินการตามความร่วมมืออื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้าการเจรจาควบรวมกิจการ รวมถึงความร่วมมือด้านซอฟต์แวร์และรถยนต์ไฟฟ้า

 

ขณะที่ Honda ระบุว่ายังคงหารือเกี่ยวกับการควบรวมกิจการกับ Nissan และตั้งเป้าที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจโดยรวมภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์

 

หลังกระแสข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น Nissan ร่วงลง 4.9% ในช่วงบ่าย ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวจะระงับการซื้อขาย ขณะที่หุ้นของ Honda ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 8.2%

 

หากแผนการควบรวมของทั้งสองบริษัทยุติลง จะเพิ่มแรงกดดันต่อ Nissan ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ให้กู้ พนักงาน และลูกค้า ว่าบริษัทสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐฯ และจีน โดยที่ Nissan สูญเสียส่วนแบ่งในตลาดทั้งสองแห่ง

 

Nissan ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า จะปลดพนักงาน 9,000 คน และลดกำลังการผลิตลง 1 ใน 5 เพื่อลดต้นทุน

 

ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ Nissan น้อยกว่า Honda มากกว่า 5 เท่า โดย Nissan มีมูลค่า 1.44 ล้านล้านเยน หรือราว 3.2 แสนล้านบาท ส่วน Honda มีมูลค่า 7.92 ล้านล้านเยน หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท

 

ภาพ: odecam/Shutterstock, sylv1rob1/Shutterstock

The post บอร์ดบริหาร Nissan อาจปฏิเสธแผนควบรวมธุรกิจ หลัง Honda ปรับข้อเสนอใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย วิเคราะห์เบื้องหลังแบรนด์รถญี่ปุ่น Honda Nissan และ Mitsubishi ดิ้นสู้จนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนควบรวมกิจการ? https://thestandard.co/japan-auto-industry-transformation-explained/ Thu, 19 Dec 2024 04:34:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1021312 รถญี่ปุ่น

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ Honda และ Nissan กำลังสำรวจความเป […]

The post รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย วิเคราะห์เบื้องหลังแบรนด์รถญี่ปุ่น Honda Nissan และ Mitsubishi ดิ้นสู้จนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนควบรวมกิจการ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถญี่ปุ่น

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ Honda และ Nissan กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการ เพื่อสร้างคู่แข่งรายสำคัญของในอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นและรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาและยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งความเป็นไปได้ก็อาจพิจารณาการจัดตั้ง ‘บริษัทโฮลดิ้ง’  

 

นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะนำ Mitsubishi ซึ่ง Nissan เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 24% เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้งด้วย 

 

ทันทีที่มีกระแสข่าวหุ้นนิสสันพุ่ง 23.7% และวันเดียวกันก็มีรายงานข่าวอีกว่า Foxconn ติดต่อขอซื้อหุ้นใหญ่ Nissan จนอาจถึงขั้น ‘เทกโอเวอร์’ ตามมาอีกด้วย 

 

แม้ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน แต่หากเกิดขึ้นจริงในอนาคต การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะสร้างพันธมิตรที่มีความสามารถในการแข่งขันสู้กับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Toyota และ Volkswagen รวมถึงแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีน BYD และ Tesla โดยคาดว่ายอดขายรถยนต์รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านคัน เมื่อรวมยอดขายของ Mitsubishi ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Nissan อยู่แล้ว

 

เกิดอะไรขึ้นกับสภาพคล่อง Honda-Nissan

 

หากดูจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) จะพบว่า Honda มีมาร์เก็ตแคป (ณ วันที่ 17 ธันวาคม) อยู่ที่ 6.8 ล้านล้านเยน (4.44 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งสูงกว่ามาร์เก็ตแคปของ Nissan ที่อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านเยน อย่างไรก็ตาม แม้จะรวมกันแล้วมาร์เก็ตแคปก็ยังน้อยกว่า Toyota ที่มีมาร์เก็ตแคปอยู่ถึง 42.2 ล้านล้านเยน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ประจวบกับในขณะนี้ Honda กำลังประสบปัญหาในการแข่งขันด้านการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น และแม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบผ่านความร่วมมือกับ GM แล้วก็ตาม ทว่าความร่วมมือนี้ก็อ่อนกำลังลง จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้ง Honda และ GM ได้ยุติความร่วมมือด้านรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ โดย GM หันไปผนึกกับ Hyundai แบรนด์ยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้แทน ทำให้ Honda ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับการเติบโตของรายได้ที่ชะลอตัวและผลกำไรที่ลดลง แถมบริษัทยังเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุนและภาระหนี้สิน

 

ทางด้าน Nissan หากดีลนี้สำเร็จจะดีต่อ Nissan ที่กำลังอยู่ในภาวะ ‘หายใจรวยริน’ จากปัญหาทางการเงิน และบริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นที่เป็นนักเคลื่อนไหวและภาระหนี้มหาศาล ซึ่งนำไปสู่การคาดเดาว่า Nissan อาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้จะเห็นว่าที่ผ่านมา Nissan เร่งหาผู้ลงทุนหลักรายใหม่ เพราะ Renault พันธมิตรเก่าแก่ประกาศลดสัดส่วนการถือหุ้น ท่ามกลางวิกฤตยอดขายที่ตกต่ำลงในจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อเร็วๆ นี้ แหล่งข่าววงในเผยว่า Nissan กำลังมองหาผู้ถือหุ้นระยะยาว เช่น ธนาคารหรือกลุ่มประกันภัย เพื่อเข้ามาแทนที่ Renault

 

โดยมีรายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า สถานการณ์ของ Nissan ณ เวลานี้ เข้าขั้น ‘วิกฤตและน่าเป็นห่วง’ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งกล่าวว่า “เรามีเวลา 12 หรือ 14 เดือน ในการเอาชีวิตให้รอด”

 

 

รถญี่ปุ่น

Screenshot

 

จึงไม่แปลกที่ Nissan และ Honda จะเร่งเจรจาความร่วมมือ และอาจเกิดการควบรวมในอนาคต โดยสรุปเหตุผลได้ว่า

  1. เพื่อพัฒนา EV และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ร่วมกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากคู่แข่งแบรนด์ EV จีน 
  2. ความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยเฉพาะการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะตั้งกำแพงภาษีรถยนต์ใหม่
  3. อุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันที่สูง ทำให้หลายๆ บริษัทต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
  4. ต่อสู้กับ Toyota ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของโลก 

 

รายงานข่าวระบุอีกว่า หากการควบรวมกิจการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ถือเป็นการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ Fiat Chrysler เข้าร่วมกับ Groupe PSA ซึ่งตั้งอยู่ในฝรั่งเศส เพื่อก่อตั้งแบรนด์ Stellantis ในเดือนมกราคม 2021

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงตลาดยานยนต์ไทยที่อยู่ในภาวะซบเซาไม่แพ้กัน โดยจะเห็นว่าหลายค่ายรถญี่ปุ่นในไทยเองก็ต้องปรับกลยุทธ์ ย้าย ลด ยุติการผลิต หลายบริษัทลดชั่วโมงทำงานและยืนอยู่ในจุดเสี่ยง สาเหตุหลักมาจากการถูกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนถล่มอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกแง่มุม ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหลักของการปรับสายการผลิตของแต่ละโรงงานที่เป็นค่ายรถญี่ปุ่นต้องปรับทัพใหม่ นั่นอาจเป็นเพราะ ‘นโยบาย’ ที่รัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ EV รวมถึงปลั๊กอินไฮบริด และไทยเองก็ได้ให้ผู้ประกอบการ ‘สร้างโรงงานที่เป็น Green Energy’ ตลอดจนมีนโยบายกระตุ้นการลงทุนไฮบริดควบคู่ EV

 

หมายความว่าอาจยังไม่ต้องถึงขั้นผลิต EV ล้วน แต่เป็นการผลิต ‘ปลั๊กอินไฮบริด’ ซึ่งต้องยอมรับว่าปีนี้รถยนต์ไฮบริดขายดีกว่าด้วย

 

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมองเป็นสัญญาณที่ดี

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH ในประเด็นนี้ว่า ค่ายรถญี่ปุ่นคงถึงเวลาปรับตัวจริงๆ เพราะข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมมองว่าเป็นข่าวดี ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ในเดือนมีนาคม โดย Honda และ Nissan ตกลงที่จะเริ่มการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการผลิตรถ EV และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ 

 

ก็อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองกำลังพิจารณาที่จะให้บริษัทใหม่ที่ควบรวมกันนั้นดำเนินงานในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง (บริษัทที่ถือหุ้นในกิจการอื่นเป็นหลัก) มากกว่าควบรวมหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งก็จะคล้ายคลึงกับแบรนด์ Stellantis ในช่วงปี 2021 เกิดการควบรวม Fiat Chrysler และ PSA เข้าด้วยกัน ทำให้มีแบรนด์รถยนต์ในมือมากถึง 14 แบรนด์ ประกอบด้วย Citroen, Fiat, Opel, Vauxhall, Peugeot, Abarth, Ram, Dodge, Chrysler, Jeep, Lancia, DS Automobiles, Alfa Romeo และ Maserati ส่งผลให้เครือดังกล่าวมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์

 

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่ากรณี Honda และ Nissan ตอนนี้ยังคงอยู่ในขั้นหารือ น่าจะเป็นการมองหาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เท่านั้น ยังไม่มีการประกาศควบรวมกิจการ ก็ต้องติดตามต่อไป แต่ที่แน่ๆ เป้าหมายของทั้งสองบริษัทคงจะเน้นไปที่การร่วมพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮโดรเจน สร้างความแข็งแกร่งร่วมกันจากความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดโลกมากกว่า”

 

สำหรับค่ายรถยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นอีกรายอย่าง Toyota ที่แม้จะครองตำแหน่งรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ปีนี้ Toyota ก็เผชิญกับยอดขายที่ลดลงในจีน เพราะการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด รวมถึงความต้องการของผู้ซื้อก็หันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

 

ทว่าหากดูแผนของ Toyota จะพบว่ากำลังเคลื่อนตัวสู่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน โดยมีการรายงานว่าสายการผลิตส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมดของกลุ่ม Toyota และ Lexus จะมุ่งไปสู่รถไฮบริด 

 

Akio Toyoda ประธานบริษัท Toyota กล่าวเมื่อต้นปี 2024 ว่า ส่วนแบ่งของ EV ทั่วโลกจะอยู่ที่ระดับสูงสุดเพียง 30% เท่านั้น Toyota จึงเลือกใช้กลยุทธ์เปลี่ยนผ่าน ‘หลากหลาย’ (Multi Pathway) ซึ่งวางตัวเลือกไว้ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เชื้อเพลิงสีเขียว และอาจรวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ในอนาคต

 

ดังนั้นในอนาคตจึงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งอาจเห็นการปรับกลยุทธ์หรือแสวงหาร่วมมือกับพาร์ตเนอร์รายอื่นๆ มากขึ้นหรือไม่

 

‘ไทย’ ยังอยู่ในเรดาร์ฐานการผลิต

 

สำหรับประเทศไทยที่มีฐานผลิตค่ายรถญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ทุกค่ายต่างมีแผนลงทุนในไทย โดยภายใน 5 ปี ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น 4 ราย พร้อมขยายการลงทุนสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย มูลค่าการลงทุน 1.5 แสนล้านบาท ได้แก่

  • บริษัท Toyota 5 หมื่นล้านบาท 
  • บริษัท Honda 5 หมื่นล้านบาท
  • บริษัท Isuzu 3 หมื่นล้านบาท
  • บริษัท Mitsubishi 2 หมื่นล้านบาท

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม อากิโอะ โทโยดะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เข้าหารือกับ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดย Toyota ระบุว่าจะรักษาฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และจะเพิ่มการลงทุนไม่ต่ำกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท เพื่ออัปเกรดสายการผลิตไปสู่รถไฮบริด จากเดิมที่เป็นฐานการผลิตของเครื่องยนต์สันดาปภายใน และจะมีการลงทุนเพิ่มเติมในชิ้นส่วนไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ เกียร์ ก็จะมีการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะมีการจ้างงานและส่งต่อถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการวิจัยและพัฒนาบุคลากรให้เดินหน้าต่อ 

 

พร้อมกับย้ำว่าจะพยายามขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ฟื้นกลับคืนมา  

 

ภาพ: VCG / Getty Images

อ้างอิง:

The post รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย วิเคราะห์เบื้องหลังแบรนด์รถญี่ปุ่น Honda Nissan และ Mitsubishi ดิ้นสู้จนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนควบรวมกิจการ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toyota-Honda เจอสงครามแย่งคน! ผู้บริหารในอินโดนีเซียแห่ซบ BYD-Hyundai เหตุเงินเดือนน้อย-โอกาสก้าวหน้าน้อย https://thestandard.co/indonesia-byd-and-hyundai-lure-workers-from-japan-rivals/ Sun, 22 Sep 2024 08:15:41 +0000 https://thestandard.co/?p=986630 BYD Hyundai

BYD และ Hyundai สองผู้ผลิตรถยนต์จากจีนและเกาหลีใต้ กำลั […]

The post Toyota-Honda เจอสงครามแย่งคน! ผู้บริหารในอินโดนีเซียแห่ซบ BYD-Hyundai เหตุเงินเดือนน้อย-โอกาสก้าวหน้าน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD Hyundai

BYD และ Hyundai สองผู้ผลิตรถยนต์จากจีนและเกาหลีใต้ กำลังรุกหนักในตลาดอินโดนีเซีย ด้วยการสร้างโรงงานผลิตขนาดใหญ่และดึงดูดพนักงานที่มีประสบการณ์จากบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งครองตลาดมานานหลายทศวรรษ

 

BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน กำลังสร้างโรงงานมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย ซึ่งมีกำลังการผลิต 1.5 แสนคันต่อปี และกำลังมองหาบุคลากรที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อมาทำงานในโรงงานแห่งนี้

 

เช่นเดียวกัน Hyundai Motor ซึ่งเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022 และเริ่มดำเนินการโรงงานของตัวเองที่มีกำลังการผลิต 1.5 แสนคันต่อปี ก็ใช้วิธีเดียวกันในการดึงดูดผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น 

 

โดยเสนอแพ็กเกจค่าตอบแทนที่สูงกว่าถึง 2-3 เท่า รวมถึงตำแหน่งผู้บริหารที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถดึงดูดผู้บริหารระดับสูงจาก Toyota และบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ ได้สำเร็จ และทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 3% ในปีที่ผ่านมา

 

บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น เช่น Toyota, Honda และ Mitsubishi ครองส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซียมากกว่า 90% และมีพนักงานที่มีประสบการณ์ด้านการผลิตและการขายจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ที่ต้องการขยายธุรกิจในอินโดนีเซีย

 

การที่ผู้บริหารระดับสูงย้ายไปทำงานกับคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังสูญเสียความน่าดึงดูดในฐานะนายจ้าง ผลสำรวจของ Deloitte Tohmatsu พบว่า บริษัทญี่ปุ่นมองว่าการลาออกของพนักงานหรือการขาดแคลนบุคลากรเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในการดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และตลาดอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน โดย 35% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุถึงปัจจัยนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% จากปี 2019

 

ผลสำรวจของ PERSOL RESEARCH AND CONSULTING ยังพบว่า สัดส่วนของนักธุรกิจที่ต้องการทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 2019 สาเหตุหลักมาจากการรับรู้ว่ามีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานน้อย และระดับเงินเดือนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติอื่นๆ

 

ปัญหาเรื่องเงินเดือนต่ำยังส่งผลกระทบต่อความพยายามในการสรรหาบุคลากรต่างชาติให้มาทำงานในญี่ปุ่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย ซึ่งเคยเป็นแหล่งสำคัญของวิศวกรไอทีที่มีความสามารถ

 

ในอดีต วิศวกรไอทีได้รับเงินเดือนในญี่ปุ่นมากกว่าในอินเดีย 50-100% แต่ปัจจุบัน ‘รายได้ระดับสูงสุดในญี่ปุ่นและอินเดียแทบจะไม่ต่างกัน’ ทำให้ความน่าดึงดูดใจในการทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก

 

อ้างอิง:

The post Toyota-Honda เจอสงครามแย่งคน! ผู้บริหารในอินโดนีเซียแห่ซบ BYD-Hyundai เหตุเงินเดือนน้อย-โอกาสก้าวหน้าน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toyota หั่นเป้าผลิตทั่วโลกเหลือ 9.8 ล้านคัน รับผลกระทบจากข่าวอื้อฉาวกรณีการรับรองรถในญี่ปุ่น https://thestandard.co/toyota-cuts-2024-global-output-target/ Fri, 09 Aug 2024 02:44:58 +0000 https://thestandard.co/?p=969251 Toyota

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ชั้นน […]

The post Toyota หั่นเป้าผลิตทั่วโลกเหลือ 9.8 ล้านคัน รับผลกระทบจากข่าวอื้อฉาวกรณีการรับรองรถในญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toyota

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ชั้นนำสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศปรับลดเป้าการผลิตทั่วโลกในปีนี้จากการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้านี้ที่ประมาณ 10.3 ล้านคัน มาอยู่ที่ 9.8 ล้านคัน ซึ่งการหั่นเป้าการผลิตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทต้องหยุดการผลิตบางส่วนเนื่องจากเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการรับรองรถยนต์ช่วงเดือนมิถุนายนในญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างอิงแหล่งข่าววงในซึ่งระบุว่า เป้าหมายใหม่นี้ถือเป็นการผลิตที่ลดลงเมื่อเทียบเป็นรายปีเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และลดลงจากเป้าในปี 2023 ซึ่งอยู่ที่ 10.03 ล้านคัน

 

สำหรับรถยนต์ที่ทางโตโยต้าหยุดการผลิตไปคือรถยนต์รุ่นยอดนิยม 3 รุ่น ได้แก่ Corolla Fielder, Corolla Axio และ Yaris Cross จากกรณีอื้อฉาว และบริษัทจะกลับมาผลิตรถยนต์รุ่นต่างๆ อีกครั้งในช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทางกระทรวงคมนาคมได้ยืนยันความปลอดภัยและยกเลิกคำสั่งห้ามขนส่งแล้วในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่นรายนี้ยังได้หยุดการผลิตรถมินิแวนรุ่น Noah และ Voxy ในช่วงสั้นๆ หลังจากมีการเปิดเผยครั้งใหม่เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบในการทดสอบรถยนต์ในเดือนกรกฎาคม ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังไม่สามารถสร้างรถยนต์ไฮบริด Prius ยอดนิยมได้นานกว่าสองเดือน เนื่องจากเกิดกรณีการเรียกคืน

 

รายงานระบุว่า การลดกำลังการผลิตเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์อย่างโตโยต้าต้องดิ้นรนอย่างหนักกับยอดขายที่ลดลงอย่างมากในจีน เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดที่หันไปใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในอัตราที่รวดเร็ว

 

อ้างอิง:

The post Toyota หั่นเป้าผลิตทั่วโลกเหลือ 9.8 ล้านคัน รับผลกระทบจากข่าวอื้อฉาวกรณีการรับรองรถในญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้รถยนต์ญี่ปุ่นปรับตัวไม่ทันและเสียเปรียบในตลาด EV! แต่ ‘เศรษฐา’ ยันไม่ลืมญี่ปุ่น ผู้บุกเบิกไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง Geopolitics https://thestandard.co/srettha-japan-cars-and-ev/ Fri, 29 Sep 2023 10:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=848094

“วันนี้ผมได้รับเสียงสะท้อนจากนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ในเรื่อ […]

The post แม้รถยนต์ญี่ปุ่นปรับตัวไม่ทันและเสียเปรียบในตลาด EV! แต่ ‘เศรษฐา’ ยันไม่ลืมญี่ปุ่น ผู้บุกเบิกไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง Geopolitics appeared first on THE STANDARD.

]]>

“วันนี้ผมได้รับเสียงสะท้อนจากนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ค่ายรถญี่ปุ่นนั้นอาจจะช้าและปรับตัวไม่ทัน” นายกฯ เล็งคลอดมาตรการสนับสนุนสำหรับรถยนต์สันดาปควบคู่ไปกับการส่งเสริมยานยนต์ EV เพื่อดึงดูดนักลงทุนการย้ายฐานเข้ามาผลิตรถสันดาปในไทยมากขึ้น และช่วยปรับตัวก่อนยกเครื่องอุตสาหกรรม EV เต็มรูปแบบ เผยเตรียมเยือนญี่ปุ่นเดือนธันวาคมนี้ พร้อมมองประเด็น Geopolitics เป็นเรื่องของจีนกับสหรัฐฯ ไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่เลือกไปกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ย้ำจุดยืนความเป็นกลาง

 

วันนี้ (29 กันยายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘Next Chapter ประเทศไทย’ จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ในบางตอนว่า รัฐบาลได้รับเสียงสะท้อนจากนักลงทุนชาวญี่ปุ่นว่า การขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยอาจล่าช้าและทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นหลายค่ายรถปรับตัวไม่ทัน  ซึ่งจะทำให้เสียเปรียบและเกิดการแข่งขันในตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในที่สุด 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ญี่ปุ่นมีความกังวลว่าเมื่อรถยนต์ EV เข้ามามากขึ้น เขาจะเสียเปรียบในทางธุรกิจ เรากำลังพิจารณามาตรการและแพ็กเกจที่เหมาะสม เพราะตลาดรถยนต์สันดาปในไทยนั้นถือเป็นตลาดใหญ่ และมีการจ้างงานอยู่จำนวนมาก” เศรษฐากล่าว

 

เศรษฐายังระบุอีกว่า เบื้องต้นได้หารือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในแนวทางการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่น ผมยืนยันว่าผมไม่ลืมต้นน้ำที่ญี่ปุ่นเคยช่วยเหลือเมืองไทย จนทำให้ไทยเป็นดีทรอยต์เอเชียของรถยนต์สันดาป และไม่ลืมว่าญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยสูงที่สุดจนทำให้ไทยเติบโตมากขึ้นถึงปัจจุบัน 

 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้รัฐบาลยังคงสนับสนุน EV ต่อไป ควบคู่ไปกับการดูแลอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งมองว่ารถยนต์สันดาปยังคงอยู่ต่อไปอีก 10-15 ปี ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้อยู่ได้ในตลาดยานยนต์ไทย 

 

“เพราะหากซัพพลายเชนหายไป หรือไม่ได้รับการสนับสนุน จะทำให้แรงงาน ประชาชนที่ทำงานในประเทศไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เดือดร้อน”

 

เยือนญี่ปุ่นหารือทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์

 

ดังนั้น ในช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ จะนำคณะทำงานเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยเราอาจมีนโยบายว่าจะทำอย่างไรให้ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์สันดาปหรือรถใช้น้ำมันที่ค่ายรถยนต์สามารถผลิตอยู่ได้เป็นช่วงท้ายๆ

 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมจะพูดคุยกับสมาคมยานยนต์เพื่อให้มีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาผลิตในไทยเพื่อให้ส่งออกไป ทำให้ซัพพลายเชนของรถยนต์สันดาปยาวออกไป แล้วให้เขาปรับตัวอยู่กับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วย”

 

นอกจากนี้ เศรษฐายังกล่าวอีกว่า ประเด็น Geopolitics เป็นเรื่องบาลานซ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ดังนั้น ไทยเป็นเพียงประเทศเล็ก จะไม่เลือกไปกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ย้ำในจุดยืนความเป็นกลาง 

 

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา เห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จำนวน 1,024,414,000 บาท ที่อยู่ภายใต้มาตรการ EV 3.0 

 

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเร็วๆ นี้

The post แม้รถยนต์ญี่ปุ่นปรับตัวไม่ทันและเสียเปรียบในตลาด EV! แต่ ‘เศรษฐา’ ยันไม่ลืมญี่ปุ่น ผู้บุกเบิกไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง Geopolitics appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขอน้อมรับผิด ‘อากิโอะ โทโยดะ’ ประธาน Toyota เข้าพบปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แจงกรณี Toyota Yaris ATIV มีปัญหา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/toyoda-apologize-for-toyota-yaris-ativ/ Wed, 10 May 2023 12:23:50 +0000 https://thestandard.co/?p=788095 Akio Toyoda

‘อากิโอะ โทโยดะ’ Chairman Toyota เข้าชี้แจงปลัดอุตสาหกร […]

The post ขอน้อมรับผิด ‘อากิโอะ โทโยดะ’ ประธาน Toyota เข้าพบปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แจงกรณี Toyota Yaris ATIV มีปัญหา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Akio Toyoda

‘อากิโอะ โทโยดะ’ Chairman Toyota เข้าชี้แจงปลัดอุตสาหกรรมกรณีรถยนต์ Toyota Yaris ATIV ตรวจพบความไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ ยืนยันผลทดสอบซ้ำผ่านมาตรฐานสากล ไม่ส่งผลเรื่องความปลอดภัย พร้อมลงพื้นที่นิคมฯ เกตเวย์ ตรวจสอบชิ้นส่วนภายในสัปดาห์นี้

 

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของ อากิโอะ โทโยดะ (Akio Toyoda) ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด รวมถึงเจ้าหน้าที่บริหารพื้นภาคเอเชีย และผู้บริหารระดับสูงบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่าจากการหารือร่วมกัน ได้รับทราบถึงความเสียใจของบริษัท ที่ทำให้ผู้บริโภคคนไทยเกิดความไม่มั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยในรถยนต์ Yaris ATIV เนื่องจากโตโยต้าเป็นแบรนด์ใหญ่ที่คนไทยรู้จัก และได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ 

 

ทั้งนี้ การเข้าพบครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกรณีรถยนต์ Yaris ATIV ที่ใช้ทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยในการปกป้องผู้ขับขี่จากการชนด้านข้างตามมาตรฐาน UN R95 (Protection of the Occupants in the event of a Lateral Collision) ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ได้ตรวจพบความไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ที่ใช้ทดสอบว่ามีรอยบากบริเวณด้านข้างแผงประตูรถยนต์ฝั่งคนขับ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนนำรถไปทดสอบตามมาตรฐาน UN R95 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ณัฐพลกล่าวว่า ต้องขอชื่นชมบริษัทโตโยต้า ซึ่งได้ตรวจพบความไม่สมบูรณ์ของรถทดสอบ แล้วรีบแจ้งให้ผู้บริโภคคนไทยทราบในทันที รวมทั้งได้ส่งรถยนต์ที่ผลิตและจำหน่ายจริงในประเทศ ไปทำการทดสอบยืนยันที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า รถยนต์ Yaris ATIV ผ่านการทดสอบมาตรฐานการชนด้านข้าง และได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจในการตรวจสอบมาตรฐานแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่ 2 (ECO Car 2) ตามข้อกำหนดของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต้องผ่านการทดสอบคุณสมบัติในด้าน ‘สะอาด ประหยัด ปลอดภัย’ ตามมาตรฐานสากล 

 

โดยบริษัทโตโยต้าได้ยื่นผลทดสอบที่ผ่านตามมาตรฐานการชนด้านข้าง UN R95 ที่ออกโดยหน่วยทดสอบที่เป็นสากล ให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อพิจารณาต่อไปเรียบร้อยแล้ว

 

ทั้งนี้ มาตรฐานด้านความปลอดภัยมีความสำคัญต่อประชาชนผู้ใช้รถยนต์ จึงกำหนดเป็นคุณสมบัติหนึ่งของโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (ECO Car) และปัจจุบัน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อยู่ระหว่างการดำเนินงานออกประกาศกำหนดให้คุณสมบัติในการป้องกันผู้โดยสารกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุการชนด้านข้าง (UN R95) และคุณสมบัติในการป้องกันผู้โดยสารกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้า (UN R94) ให้เป็นมาตรฐานบังคับสำหรับรถยนต์นั่งทุกประเภท รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทดสอบมาตรฐานด้านหน้าและด้านข้าง เพื่อให้บริการทดสอบที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ณ อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

“นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรม จะทำการตรวจสอบผลทดสอบและเอกสารรับรอง (Certification) ของมาตรฐานการชนด้านข้าง (UN R95) แล้ว ยังได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ไปตรวจสอบชิ้นส่วนแผงด้านข้างประตูรถยนต์ฝั่งคนขับ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ณ โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ภายในสัปดาห์นี้อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยมั่นใจได้ว่า รถยนต์ Yaris ATIV ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย รวมทั้งมีการใช้ชิ้นส่วนหรือใช้วัสดุสำหรับผลิตชิ้นส่วนเช่นเดียวกับรถยนต์ที่ออกแบบไว้ทุกประการ หลังจากนั้นบริษัทโตโยต้าจะกลับมาผลิตรถยนต์รุ่นดังกล่าวเพื่อจำหน่ายและส่งมอบให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้ต่อไป” ณัฐพลกล่าว

 

ทางด้าน อากิโอะ โทโยดะ (Akio Toyoda) ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทโตโยต้าขอน้อมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทมีกระบวนการในการปฏิบัติก่อนส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า และการตรวจสอบมาตรฐานดังกล่าว เป็นกลไกหนึ่งของมาตรฐานโตโยต้า เมื่อเราพบกับปัญหาดังกล่าวบริษัทได้หยุดจำหน่ายและทำการทดสอบยืนยันอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย ผมขอยืนยันว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องความปลอดภัย และคุณภาพของรถยนต์ แต่เป็นส่วนของการรับรองมาตรฐานที่พบความไม่เหมาะสมของการทดสอบ ทั้งนี้ ความไม่เหมาะสมดังกล่าว ทางบริษัท ไดฮัทสุ เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาตัวถังและการขอใบรับรอง ได้ดำเนินการทดสอบกันชนด้านข้างอีกครั้ง ณ ห้องทดสอบประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยขอยืนยันว่าการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนด UN R95 ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ การทดสอบการชนด้านข้างตาม UN R95 จะทำการทดสอบโดยนำรถยนต์ทดสอบจอดอยู่นิ่งไว้ แล้วใช้แท่งน้ำหนัก (Barrier) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าชนรถยนต์ทดสอบ โดยภายหลังการชน จะมีการตรวจวัดแรงกระแทกจากการชนไปยังคนขับหรือหุ่นทดสอบ (Dummy) 

 

ตรงบริเวณหัว ทรวงอก กระดูกเชิงกรานและท้องว่ามีค่าเท่าไร โดยต้องไม่เกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนด รวมทั้งมีการตรวจสอบสภาพของรถหลังถูกชนว่า พบการรั่วไหลของของเหลวหรือไม่ มีการเสียรูปของอุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่เป็นอันตรายต่อผู้โดยสารหรือไม่ และประตูรถฝั่งตรงข้ามคนขับต้องสามารถเปิดได้โดยไม่มีการใช้อุปกรณ์ใดช่วยเพื่อนำผู้โดยสารออกมาได้อย่างปลอดภัย

The post ขอน้อมรับผิด ‘อากิโอะ โทโยดะ’ ประธาน Toyota เข้าพบปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แจงกรณี Toyota Yaris ATIV มีปัญหา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกหนัก! ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอาจเป็นผู้แพ้ในสนาม EV จีน หลังยอดขายตกมากกว่า 2 เท่าของตลาดรวม ขณะที่การแข่งขันยังรุนแรง https://thestandard.co/japans-automakers-made-china-sales/ Wed, 03 May 2023 02:43:27 +0000 https://thestandard.co/?p=784470 รถยนต์ไฟฟ้า

สำนักข่าว Reuters เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ซึ่งระบุว่า […]

The post ศึกหนัก! ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอาจเป็นผู้แพ้ในสนาม EV จีน หลังยอดขายตกมากกว่า 2 เท่าของตลาดรวม ขณะที่การแข่งขันยังรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้า

สำนักข่าว Reuters เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ซึ่งระบุว่า บรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับวิกฤตยอดขายในจีน เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็วได้พลิกโฉมตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และทำให้ยอดซื้อรถยนต์ที่ใช้น้ำมันลดลง

 

ข้อมูลอุตสาหกรรมที่วิเคราะห์โดย Reuters แสดงให้เห็นว่ายอดขายรวมของแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นในจีนลดลง 32% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสแรก ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของการหดตัวของตลาดโดยรวม

 

ทั้งนี้ ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ เช่น Volkswagen AG ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในจีน ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีความโดดเด่นเนื่องจากยังมีการขายรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการผลิตและอัตรากำไรจะได้รับแรงกดดันในจีน เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ปรับลดกำลังการผลิตและราคาของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเพื่อรักษาสินค้าคงคลัง ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลของการแข่งขันที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอาจเผชิญมากขึ้นนอกตลาดในประเทศของตน

 

Yasushi Matsui ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Denso Corp ผู้ผลิตชิ้นส่วนในจีนกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสต๊อกรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในประเทศจีน

 

ขณะที่ Mitsubishi Motors Corp เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าได้ระงับการผลิต Outlander SUV ในจีนเป็นเวลา 3 เดือน และจะรับผิดชอบในส่วนของการขายที่ร่วมทุนกับ GAC Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ชะลอตัวลง คิดเป็นมูลค่า 77 ล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ของ Mitsubishi Motors Corp ไม่ต่างจากผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายอื่นๆ มากนัก แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขยอดขายในจีน แต่ข้อมูลอุตสาหกรรมที่วิเคราะห์โดย Reuters แสดงให้เห็นว่ายอดขายไตรมาสแรกของบรรดาค่ายรถยนต์ผู้ผลิตในจีนลดลง 58% จากปีก่อนหน้า

 

ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ซีดาน SYLPHY ของค่าย Nissan ที่มียอดขายสูงสุดในตลาดจีนเป็นเวลา 3 ปี ถูกเบียดตกอันดับเมื่อปี 2022 โดย BYD Song รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ผลิตโดย BYD ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีนเบียดแซงหน้าไป

 

Nissan ได้แสดงความเห็นผ่านอีเมลว่า บริษัทสามารถขายรถยนต์ซีดาน SYLPHY ได้มากกว่า 5 ล้านคันในตลาดจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังมีรถยนต์รุ่นไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้รับสิทธิพิเศษที่จูงใจให้คนซื้อจากรัฐบาลท้องถิ่นในกว่างโจว

 

Nissan กล่าวว่าบริษัทกำลังทำงานร่วมกับเมืองอื่นๆ ในการสนับสนุนที่คล้ายกัน รถยนต์ซีดานรุ่นไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า E-Power จะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงแบรนด์ของ Nissan ในประเทศจีน

 

ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า Toyota Motor Corp ได้มองแนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน เพื่อช่วยปกป้องทางเลือกของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ก็สร้างภาระต้นทุนการขายในจีน

 

Bill Russo ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ Automobility บริษัทที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า ในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน ญี่ปุ่นถือเป็นผู้แพ้รายใหญ่ที่สุดในสงครามรถยนต์ครั้งนี้ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาย่อมเยามากขึ้นดึงดูดใจผู้ซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ผู้บริโภคชาวจีนไม่นิยมซื้อแบรนด์ต่างชาติอยู่แล้ว

 

ข้อมูลอุตสาหกรรมจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีนที่วิเคราะห์โดย Reuters เผยว่า ส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นในตลาดจีนลดลงเหลือ 18.5% ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยลดลงจาก 24% ในปี 2020

 

ขณะที่ข้อมูลของ Toyota ชี้ว่ารถยนต์ของค่ายซึ่งรวมถึง Lexus แบรนด์หรู ลดลง 14.5% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 เช่นกัน โดย Koji Sato ซีอีโอของ Toyota กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มความเร็วและความพยายามเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าอย่างมั่นคงในตลาดจีน

 

ด้าน Nissan Motor เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ของทางค่ายในจีนลดลง 45.8% ยอดขาย Mazda Motor Corp ลดลง 66.5% และยอดขายของ Honda Motor ลดลง 38.2% ตามข้อมูลอุตสาหกรรมในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้เช่นกัน

 

Toshihiro Mibe ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Honda ยอมรับว่าค่ายรถของตนล้าหลังคู่แข่งชาวจีนในด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์บางอย่าง ก่อนย้ำว่าขณะนี้ Honda กำลังมุ่งพัฒนาระบบการขับขี่อัตโนมัติและบริการต่างๆ เช่น เกม

 

Masatoshi Nishimoto นักวิเคราะห์วิจัยหลักของ S&P Global Mobility ในโตเกียว กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นสร้างชื่อเสียงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความทนทาน แต่การเปลี่ยนแปลงในจีนแสดงให้เห็นถึงการดึงดูดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่าและข้อเสนอใหม่ๆ ที่ใช้ซอฟต์แวร์ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอาจเผชิญการต่อสู้แบบเดียวกันในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับในจีน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post ศึกหนัก! ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอาจเป็นผู้แพ้ในสนาม EV จีน หลังยอดขายตกมากกว่า 2 เท่าของตลาดรวม ขณะที่การแข่งขันยังรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>