รณดล นุ่มนนท์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/รณดล-นุ่มนนท์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Aug 2024 11:25:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธปท. ผ่อนเกณฑ์ ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและ Non-Bank ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม https://thestandard.co/bot-flood-relief-measures/ Fri, 30 Aug 2024 11:25:18 +0000 https://thestandard.co/?p=977724

วันนี้ (30 สิงหาคม) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถี […]

The post ธปท. ผ่อนเกณฑ์ ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและ Non-Bank ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 สิงหาคม) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากหลายพื้นที่ในเขตภาคเหนือและภาคกลางตอนบนประสบกับเหตุอุทกภัย ทำให้ประชาชนและลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน

 

เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สถาบันการเงินในภาวะเร่งด่วนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธปท. จึงผ่อนปรนหลักเกณฑ์และขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยครอบคลุมลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรืออยู่ในระดับสถานการณ์สาธารณภัยสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง โดยมีแนวทางปฏิบัติในกรณีต่างๆ ดังนี้

 

  1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

 

  1. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากปัญหาสาธารณภัย โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วไม่เกิน 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

 

  1. สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็วไม่เกิน 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

 

ทั้งนี้ ระหว่างให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสาธารณภัยได้

 

ธปท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย จะได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงินทุกแห่ง เพื่อให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ โดยลูกหนี้สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงินที่ท่านใช้บริการได้โดยตรง

The post ธปท. ผ่อนเกณฑ์ ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและ Non-Bank ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นลูกหนี้ต้องอ่าน! แบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับ 5 มาตรการใหม่ ช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม https://thestandard.co/new-measures-to-help-debtors/ Tue, 06 Aug 2024 04:43:41 +0000 https://thestandard.co/?p=967743

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ใครเป็นลูกหนี้ต้องอ่าน! แบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับ 5 มาตรการใหม่ ช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เนื่องจากรายได้ที่ยังฟื้นตัวกลับมาไม่เต็มที่ จึงเห็นควรปรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสถานการณ์ยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

1. ตรึงผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ต่ออีกปี

 

โดยกำหนดให้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตยังคงอยู่ที่ 8% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงสิ้นปี 2568 จากเดิมที่กำหนดให้อัตราดังกล่าวกลับสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อช่วยลดภาระการจ่ายชำระหนี้ และรักษาสภาพคล่องให้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

 

สำหรับแนวโน้มการปรับ Minimum Payment กลับสู่ระดับ 10% อีกครั้ง ธปท. ระบุว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพิจารณาความเหมาะสมของอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำให้เหมาะสมในระยะต่อไป โดยติดตามจากบริบททางเศรษฐกิจและปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รายได้ของประชาชน และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจะไม่กระทบลูกหนี้เป็นวงกว้าง/อย่างมีนัยสำคัญ

 

 

2. ลูกหนี้จ่ายขั้นต่ำมากกว่าหรือเท่ากับ 8% จะได้รับเงินคืน!

 

ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระหนี้ขั้นต่ำมากกว่าหรือเท่ากับ 8% จะได้รับเครดิตเงินคืนเทียบเท่าดอกเบี้ย 0.5% ของยอดค้างชำระสำหรับครึ่งปีแรก และ 0.25% สำหรับครึ่งปีหลังของปี 2568 โดยได้รับคืนทุก 3 เดือน เพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ปิดจบหนี้เร็วขึ้น และมีภาระดอกเบี้ยทั้งสัญญาลดลง

 

สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า มาตรการได้รับเงินคืนนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบหรือเป็นรายได้ที่หายไปของผู้ให้บริการบัตรเครดิตราว 1 พันล้านบาท

 

 

3. ลูกหนี้จ่ายขั้นต่ำตั้งแต่ 5% แต่ไม่ถึง 8% มีสิทธิปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมโอกาสคงวงเงินในบัตร

 

“การปรับเปลี่ยนมาตรการนี้ทำเพื่อจูงใจให้คนเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น โดยจากเดิมที่ต้องปิดวงเงินทันทีหลังปรับโครงสร้างหนี้ แต่ปัจจุบันลูกหนี้มีโอกาสคงวงเงินในบัตรได้” เขมวันต์ ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวในงาน Media Briefing การปรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567

 

โดยลูกหนี้ที่จ่ายขั้นต่ำที่ 8% ไม่ไหว แต่สามารถจ่ายได้เกิน 5% สามารถเปลี่ยนประเภทหนี้ของบัตรเครดิตไปเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) เพื่อจ่ายชำระเป็นงวด โดยลูกหนี้จะยังมีโอกาสได้สภาพคล่องจากวงเงินบัตรเครดิตส่วนที่เหลือ ไม่จำเป็นต้องปิดวงเงินบัตรเครดิต

 

“ธปท. พบว่า ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางยังต้องการสภาพคล่องอยู่ เราจึงนำเกณฑ์ที่ว่า ‘เจ้าหนี้ต้องยกเลิกวงเงินบัตรเครดิตของผู้เข้าร่วมโครงการ’ ออกไป หลังจากการคุยกับเจ้าหนี้ก็พบว่า เจ้าหนี้บางรายยังต้องการให้วงเงินกับลูกหนี้ที่มีวินัยบางรายต่อไป เราจึงผ่อนคลายเกณฑ์นี้ และเปิดให้เป็นไปตามการตัดสินใจของเจ้าหนี้” อรมนต์ จันทพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธปท. กล่าว

 

ทั้งนี้ ธปท. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้เพิ่มเติมด้วย เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง ธปท. จะดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2567

 

 

4. หนุนการรวมหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อย (Debt Consolidation) ผ่านการผ่อน LTV

 

ธปท. ส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการรวมหนี้บ้านและสินเชื่อรายย่อยได้มากขึ้น โดยผ่อนปรนเงื่อนไขอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-To-Value Ratio) ในทุกลำดับสัญญาสำหรับกรณีรวมหนี้ ให้สามารถเกินกว่าเพดานที่กำหนด

 

โดยผู้ให้บริการที่เป็นผู้รวมหนี้ต้องดูแลให้ภาระของลูกหนี้ภายหลังการรวมหนี้บรรเทาลงกว่าก่อนรวมหนี้ เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม และค่างวดที่ต้องชำระต่ำกว่าค่างวดรวมที่เคยจ่าย โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในปี 2568

 

“สิ่งที่แบงก์ชาติทำให้ลูกหนี้วันนี้ คือจะทำให้การรวมหนี้คล่องตัวมากที่สุด เนื่องจากธปท. ได้คุยกับเจ้าหนี้และลูกหนี้มาพบว่ามีข้อติดขัด เช่น LTV วันนี้ ธปท. จึงจะผ่อนเงื่อนไข LTV ให้เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้” เขมวันต์กล่าว

 

 

5. ขยายระยะเวลาการปิดจบหนี้จากภายใน 5 ปี เป็น 7 ปี สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง

 

ธปท. ขยายระยะเวลาการปิดจบหนี้จากภายใน 5 ปี เป็น 7 ปี (อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีเท่าเดิม) เพื่อให้ค่างวดที่ลูกหนี้ต้องชำระปรับลดลง และลูกหนี้จะยังมีโอกาสได้สภาพคล่องจากวงเงินสินเชื่อส่วนที่เหลือ รวมถึงกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องให้ข้อมูลเพื่อกระตุกพฤติกรรม (Nudge) ลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น สื่อสารข้อดีและข้อเสียของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แสดงตารางข้อมูลระยะเวลาการผ่อนชำระพร้อมภาระดอกเบี้ย โดยมาตรการจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

 

 

ทั้งนี้ สำหรับลูกหนี้ในกลุ่มเปราะบางที่ยังมีภาระหนี้สูงและมีปัญหาสภาพคล่อง ธปท. ยังมีมาตรการที่กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินเข้าช่วยเหลือเพื่อช่วยลดภาระลูกหนี้ให้มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำรงชีพ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใต้หลักเกณฑ์ Responsible Lending รวมถึงการปรึกษาปัญหาหนี้กับหมอหนี้ และโครงการคลินิกแก้หนี้ โดย ธปท. จะติดตามประสิทธิผลและผลข้างเคียงของมาตรการอย่างใกล้ชิด และจะพิจารณาปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

 

“การปรับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ เป็นผลมาจากเราเห็นว่ามีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการราว 1-2% เท่านั้นจากทั้ง 5 แสนบัญชี โดยจากการพูดคุยกับลูกหนี้และเจ้าหนี้พบว่า อาจมีเหตุผลมาจากสภาพคล่องของลูกหนี้ที่ตึงเกินไป จนไม่กล้าปิดสินเชื่อหรือสภาพคล่องที่มีเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน รวมไปถึงปัจจัยด้านค่างวด” อรมนต์กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ใครเป็นลูกหนี้ต้องอ่าน! แบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับ 5 มาตรการใหม่ ช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เรียก ‘ธนาคารพาณิชย์-แบงก์รัฐ-นอนแบงก์’ เร่งช่วยลูกหนี้รายย่อย-SMEs https://thestandard.co/bank-of-thailand-assistance-debtors-smes/ Thu, 11 Jul 2024 10:15:53 +0000 https://thestandard.co/?p=956514 ธนาคารแห่งประเทศไทย ลูกหนี้

วันนี้ (11 กรกฎาคม) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถี […]

The post ธปท. เรียก ‘ธนาคารพาณิชย์-แบงก์รัฐ-นอนแบงก์’ เร่งช่วยลูกหนี้รายย่อย-SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย ลูกหนี้

วันนี้ (11 กรกฎาคม) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) เปิดเผยว่า วานนี้ (10 กรกฎาคม) ธปท. ได้เชิญกรรมการผู้จัดการของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และผู้แทนสมาคมธนาคารไทยมาหารือ เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือ ลูกหนี้ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากได้เชิญกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารระดับสูงของผู้ประกอบธุรกิจ กลุ่มนอนแบงก์ (Non-Bank) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) รายใหญ่หารือในสัปดาห์ก่อน

  

การหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ SMEs ภายหลังจากที่หลักเกณฑ์ Responsible Lending (การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม) ทยอยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้อย่างทันท่วงที รวมถึงกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติร่วมกัน

 

โดย ธปท. ได้เน้นย้ำให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ Responsible Lending ของตนเอง รวมถึงบริษัทลูกทุกบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจอย่างจริงจัง รวมทั้งกำชับให้เร่งติดต่อสื่อสารกับลูกหนี้ เพื่อให้ทราบถึงทางเลือก ประโยชน์ เงื่อนไขอย่างชัดเจนและครบถ้วน ทั้งนี้ ธปท. คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าธนาคารพาณิชย์จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สามารถเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืนได้ต่อไป 

 

นอกจากนี้ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ยังตอกย้ำจุดยืนร่วมกันในการเร่งสกัดกั้นและตัดวงจรของภัยทุจริตทางการเงินอย่างเข้มงวด ทั้งการยกระดับมาตรฐานการจัดการบัญชีม้า และการมีผลิตภัณฑ์หรือบริการเพิ่มเติมเพื่อดูแลธุรกรรมของลูกค้าให้ปลอดภัยมากขึ้น โดย ธปท. มุ่งหวังว่ามาตรการครั้งนี้จะช่วยจำกัดเส้นทางเดินเงินของกลุ่มมิจฉาชีพและดูแลให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

The post ธปท. เรียก ‘ธนาคารพาณิชย์-แบงก์รัฐ-นอนแบงก์’ เร่งช่วยลูกหนี้รายย่อย-SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติ ‘จับตา’ ปมรัฐบาลพยายามคุมแบงก์ชาติ หวั่นกดดันเงินบาททรุด https://thestandard.co/government-trying-to-control-bot/ Thu, 06 Jun 2024 12:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=942223

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยพยายามคุมแ […]

The post ต่างชาติ ‘จับตา’ ปมรัฐบาลพยายามคุมแบงก์ชาติ หวั่นกดดันเงินบาททรุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยพยายามคุมแบงก์ชาติผ่านการส่งคนนั่งตำแหน่งบอร์ด ธปท. เงินบาทก็อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เหตุหวั่นรัฐบาลแทรกแซงดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมองว่า นักลงทุนต่างชาติยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยมากกว่าความขัดแย้งดังกล่าว

 

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีกระแสข่าวที่สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่ารัฐบาลไทยพยายามหาทางควบคุมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากขึ้น ได้ส่งผลกดดันให้ค่าเงินบาทในวันเดียวกัน ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. อ่อนค่าลงทันทีจากระดับ 36.50 บาท อ่อนค่าไปสู่ระดับ 36.70 บาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติประเทศมีความกังวลและตกใจจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ว่าอาจเป็นปัจจัยที่จะเข้าสร้างแรงกดดันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการลดดอกเบี้ยนโยบาย

 

อย่างไรก็ดีความเห็นจากตัวแทนของรัฐบาลไทยที่ออกมายังไม่ได้ออกมายืนยันข้อมูลว่าเป็นจริงหรือไม่ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มคลายกังวลลง ทำให้ค่าเงินบาทเริ่มทรงตัวได้ 

 

ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อว่า ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการ ธปท. คนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ จะมีการแต่งตั้งบุคคลใดเข้ามารับตำแหน่งแทน

 

“เรื่องความเห็นของนโยบายการเงินที่ไม่ตรงกันระหว่างแบงก์ชาติกับรัฐบาลก็มี Noise มาเรื่อยๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่ารัฐบาลต้องการขยายกรอบเป้าหมายของเงินเฟ้อ ล่าสุดก็เรื่องการตั้งประธานกรรมการ ธปท.คนใหม่ รวมถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ส่วนใหญ่ไทม์ไลน์น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้” ดร.ทิม กล่าว

 

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (YTD) เงินบาทอ่อนค่าไปแล้วกว่า 6.7% เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 36.4236.60 บาทต่อดอลลาร์ในวันนี้ (6 มิถุนายน)

 

ตลท. เชื่อ ต่างชาติเทน้ำหนักไปที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

 

ส่วน ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองว่า ความเห็นที่ไม่ตรงกันในประเด็นการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของภาครัฐบาลกับ ธปท. สถานการณ์ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 2.5% ถือว่าต่ำมาก ดังนั้นทั้งการปรับขึ้นหรือลงจากปัจจุบัน มองว่าจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่มากนัก หากเปรียบกับในช่วงที่มีภาวะดอกเบี้ยที่สูง 

 

ดังนั้นความขัดแย้งหรือความเห็นที่ไม่ตรงของรัฐบาลกับ ธปท. ที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะมีน้ำหนักที่น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเด็นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงแนวโน้มฟื้นตัวที่ดีขึ้น

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ฝ่ายบริหารของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กำลังหารือถึงแนวทางที่จะใช้อำนาจควบคุมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากขึ้น หลังก่อนหน้านี้มีความเห็นไม่ตรงกันต่อนโยบายเศรษฐกิจหลายนโยบาย ตัวอย่างเช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

 

โดยหนึ่งในแผนการคือ การนำคนที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยเข้าไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งแม้ตำแหน่งนี้จะไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายทางการเงิน แต่ก็สามารถประเมินการทำงานของผู้ว่าการ ธปท. รวมถึงสามารถเสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายการเงินได้

 

เนื่องจาก ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังจะหมดวาระในเดือนกันยายนนี้ หลังได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นรัฐบาลเดียวกันที่แต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน ที่จะดำรงตำแหน่งครบวาระในเดือนกันยายนปี 2568

 

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ศุภวุฒิ สายเชื้อ อดีตที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในการพิจารณารับตำแหน่งประธานบอร์ด ธปท.

 

ขณะที่ ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวกับ Bloomberg ว่าไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องนี้ได้ เนื่องจากไม่ทราบถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่วนกิตติรัตน์และศุภวุฒิก็ไม่ได้ตอบรับการขอความเห็นในช่วงเวลาที่รายงานข่าวนี้

 

แบงก์ชาติปัดตอบปมสรรหาประธานบอร์ด

 

ขณะที่วันนี้ (6 มิถุนายน) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในงาน UNLOCK ESG VALUE FOR BUSINESS SUCCESS ซึ่งจัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาประธานบอร์ดแบงก์ชาติ   

 

โดยระบุว่า ตนไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ เนื่องจากเป็นขั้นตอนของกระทรวงการคลังที่ต้องเริ่มกระบวนการสรรหา ซึ่งขั้นตอนนี้ ธปท. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

อ้างอิง:

The post ต่างชาติ ‘จับตา’ ปมรัฐบาลพยายามคุมแบงก์ชาติ หวั่นกดดันเงินบาททรุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติร่วมแก้หนี้ทั้งระบบ ออกเกณฑ์ให้แบงก์รัฐตั้ง JV AMC จัดการหนี้เสีย https://thestandard.co/bot-debt-problem-jv-amc/ Wed, 28 Feb 2024 08:14:10 +0000 https://thestandard.co/?p=905291 ร่วมแก้หนี้ JV AMC

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนมาตรการแก้ไขหนี้ทั้ง […]

The post แบงก์ชาติร่วมแก้หนี้ทั้งระบบ ออกเกณฑ์ให้แบงก์รัฐตั้ง JV AMC จัดการหนี้เสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วมแก้หนี้ JV AMC

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนมาตรการแก้ไขหนี้ทั้งระบบของรัฐบาล ออกเกณฑ์ให้แบงก์รัฐตั้งบริษัทร่วมลงทุน เพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพภายในระยะเวลา 15 ปี โดยให้จัดตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

 

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้หารือร่วมกันและตระหนักถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (รวมถึงแบงก์รัฐ) จึงมีมาตรการชั่วคราวเพื่อส่งเสริมให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจและบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมลงทุนในกิจการร่วมทุน เพื่อดำเนินกิจการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (กิจการร่วมทุนฯ) ภายในระยะเวลา 15 ปี โดยให้จัดตั้งกิจการร่วมทุนฯ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 

 

โดยกิจการร่วมทุนฯ นี้จะให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้อยคุณภาพ เช่น ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ปรับค่างวดและเงื่อนไขการชำระหนี้ให้เหมาะสมกับปัญหาและสภาวการณ์ที่แท้จริงของลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับลูกหนี้ในการจัดการหนี้และลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะถัดไป และถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการภายใต้แนวทางการแก้ไขหนี้ทั้งระบบของภาครัฐ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Joint Venture Asset Management Company: JV AMC) ในสัดส่วน 50:50 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยตั้งเป้าช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) คงค้างอยู่กับ SFIs ประมาณ 3 ล้านบัญชี มูลหนี้ 2.3 แสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ AMC คือบริษัทหรือหน่วยงานที่มักถูกจัดตั้งโดยภาครัฐ สถาบันการเงิน หรือภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหา NPL ให้กับสถาบันการเงินผ่านการซื้อ NPL ออกจากงบแสดงฐานะการเงินของสถาบันการเงิน

 

“การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง และมีผลกระทบต่อเนื่องต่อการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ” แถลงของ ธปท. ระบุ

 

ทั้งนี้ ในช่วงโควิดระบาดหนัก แบงก์รัฐถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินต่างๆ ให้แก่ผู้ที่มีความเปราะบางในจำนวนที่ค่อนข้างมาก

 

โดย ธปท. ยังระบุว่า “หวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่องเพิ่มเติม ขณะเดียวกันสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีให้รองรับการดำเนินงานตามพันธกิจและนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับประชาชนในระยะถัดไปได้ดีและคล่องตัวยิ่งขึ้น”

The post แบงก์ชาติร่วมแก้หนี้ทั้งระบบ ออกเกณฑ์ให้แบงก์รัฐตั้ง JV AMC จัดการหนี้เสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกหนี้เตรียมเฮ! ธปท. คลอดมาตรการแก้หนี้ชุดใหญ่ สั่งแบงก์-นอนแบงก์หั่นดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้เรื้อรัง รายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทกว่า 5 แสนบัญชี เม.ย. ปีหน้า https://thestandard.co/bank-of-thailand-measures-to-solve-debt/ Fri, 21 Jul 2023 10:59:33 +0000 https://thestandard.co/?p=820306 มาตรการ แก้หนี้

แบงก์ชาติคลอดมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนชุดใหญ่ สั่งแบงก์-น […]

The post ลูกหนี้เตรียมเฮ! ธปท. คลอดมาตรการแก้หนี้ชุดใหญ่ สั่งแบงก์-นอนแบงก์หั่นดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้เรื้อรัง รายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทกว่า 5 แสนบัญชี เม.ย. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรการ แก้หนี้

แบงก์ชาติคลอดมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนชุดใหญ่ สั่งแบงก์-นอนแบงก์หั่นดอกเบี้ยช่วยกลุ่มลูกหนี้เรื้อรัง รายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน 5 แสนบัญชี เดือนเมษายนปีหน้า เตรียมเปิด Sandbox ให้สถาบันการเงินทดลองคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้ หวังลดปัญหาหนี้นอกระบบและสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ดีไตรมาส 2 ปีหน้า 

 

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า นับจากวันที่ 1 มกราคม 2567 ธปท. จะเริ่มทยอยบังคับใช้มาตรการที่ตรงจุดและยั่งยืนขึ้นเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมียอดคงค้างอยู่ราว 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ต่อ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเกินกว่าระดับเฝ้าระวังที่ 80% ต่อ GDP ตามที่ Bank for International Settlements (BIS) กำหนดไว้ 

 

โดยมาตรการที่จะเร่งบังคับใช้ก่อน คือ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่รวมถึงการดูแลหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) ที่มีสาระสำคัญดังนี้

 

1. สถาบันการเงินต้องให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ตลอดวงจรหนี้ที่แบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่

 

1.1 ช่วงก่อนหรือกำลังจะเป็นหนี้ ต้องโฆษณาและเสนอขายผลิตภัณฑ์ โดยให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน ไม่กระตุ้นให้ลูกหนี้เป็นหนี้เกินตัว 

“สื่อโฆษณาของสถาบันการเงินจะต้องแสดงระดับต่ำสุดและสูงสุด (Min.-Max.) ของอัตราดอกเบี้ยต่อปี รวมค่าธรรมเนียมและแสดงเงื่อนไขที่ชัดเจน หากแสดงค่างวดหรือระยะเวลาผ่อนเพื่อจูงใจลูกหนี้จะต้องแสดงสมมติฐานการคำนวณ ไม่ใช่โฆษณาว่ากู้เงินล้านผ่อนหมื่นละ 10 บาท แต่ไม่บอกดอกเบี้ย หรือบอกว่าให้ดอกเบี้ยพิเศษ 0.5% ต่อปี นาน 50 วัน แต่ไม่บอกว่าเฉพาะการรูดครั้งแรก” รณดลกล่าว

 

1.2 ช่วงระหว่างเป็นหนี้ สถาบันการเงินต้องให้ข้อมูลเงื่อนไขและคำเตือนที่ลูกหนี้ควรรู้ เพื่อกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้ (Nudge) รวมถึงสร้างเครื่องมือช่วยสนับสนุนให้ลูกหนี้มีวินัยทางการเงิน เช่น ทำระบบอัตโนมัติให้ลูกหนี้จ่ายชำระมากกว่าขั้นต่ำ เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย

 

1.3 เมื่อลูกหนี้มีปัญหาชำระหนี้ ต้องมีแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยลูกหนี้มีสิทธิได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างมีคุณภาพอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนถูกฟ้องหรือขายหนี้

 

1.4 เมื่อจะดำเนินคดีและโอนขายหนี้ ต้องแจ้งสิทธิและข้อมูลสำคัญแก่ลูกหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ ตลอดจนผู้รับโอนหนี้ต้องกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้อย่างเหมาะสม 

 

2. สถาบันการเงินต้องดูแลลูกหนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรัง (จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) โดยจะต้องให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหมุนเวียน (Revolving Personal Loan) ที่มีรายได้น้อยและเป็นหนี้เรื้อรัง ให้ปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี โดยจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้มาอยู่ในรูปของสินเชื่อ Term Loan ระยะเวลา 5 ปีแทน

 

รณดลกล่าวว่า ลูกหนี้ที่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือในโครงการนี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นลูกหนี้ดีแต่ไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการผ่อนจ่ายดอกเบี้ยสะสมมามากกว่าเงินต้นสะสม และต้องมีรายได้น้อยตามเกณฑ์ที่ ธปท. ระบุ คือ ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน สำหรับลูกค้าธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูก และต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน

 

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า การเข้ามาตรการนี้จะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกหนี้ โดยลูกหนี้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้ (Opt-in) จะต้องยินยอมปิดวงเงิน Revolving ดังกล่าวเพื่อไม่ก่อหนี้เพิ่ม และเจ้าหนี้จะมีการรายงานประวัติข้อมูลเครดิตว่าลูกหนี้ได้ปรับโครงสร้างหนี้ด้วย

 

“เราพบว่ากลุ่มลูกหนี้ที่เข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรังในปัจจุบันมีอยู่ไม่น้อยกว่า 5 แสนบัญชี ส่วนข้อกังวลส่วนใหญ่ในฝั่งลูกหนี้ที่เราได้รับทราบมาคือ ถ้าเข้าแล้วการผ่อนต่องวดจะสูงขึ้นหรือไม่ และกรณีถูกติด Flag ในเครดิตบูโรจะมีผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตหรือไม่ ธปท. ขอชี้แจงว่ายอดผ่อนต่อเดือนจะยังเท่าเดิม แต่ลูกหนี้จะปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้นและจ่ายดอกเบี้ยลดลง เพราะมีการปรับโครงสร้างสินเชื่อมาเป็น Term Loan ส่วนกรณีที่จะต้องมีประวัติอยู่ในเครดิตบูโร อยากให้มองอีกมุมด้วยว่าการมีประวัติว่าสมัครใจเข้าปิดหนี้ก็แสดงให้เห็นถึงวินัยการเงินที่ดีเช่นกัน” รณดลกล่าว

 

ทั้งนี้ มาตรการ Responsible Lending จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ขณะที่มาตรการแก้หนี้เรื้อรังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีเวลาในการปรับระบบงาน และจะทยอยใช้ตามระดับรายได้ของลูกหนี้ ซึ่งจะแตกต่างกันในผู้ให้บริการแต่ละกลุ่ม 

 

รองผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า นอกจาก 2 มาตรการข้างต้นแล้ว ธปท. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางอื่นๆ เพื่อดูแลหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย เช่น การทดสอบโครงการ Sandbox ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ (Risk-Based Pricing: RBP) และการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) โดยมาตรการ RBP จะเป็นกลไกช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าเพดานดอกเบี้ยปัจจุบันสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น ขณะที่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีประวัติการชำระหนี้ดี จะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกว่าเพดานดอกเบี้ยปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมด้านสินเชื่อที่ดี โดยจะยังไม่มีการยกเลิกหรือขยับเพดานดอกเบี้ยปัจจุบันเป็นการทั่วไป 

 

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/67 ธปท. จะเริ่มเปิดให้ผู้ให้บริการสถาบันการเงินที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเข้าทดสอบการให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ เป็นเวลา 1-2 ปี โดยผู้ให้บริการต้องเสนอระบบประเมินความเสี่ยงและรูปแบบการกระจายตัวของดอกเบี้ยในแต่ละกลุ่มลูกหนี้ให้ ธปท. พิจารณาก่อนเข้าทดสอบ และเมื่อผ่านการทดสอบ ผู้ให้บริการจึงจะให้สินเชื่อภายใต้เพดานดอกเบี้ยใหม่ได้ โดย ธปท. จะกำหนดหลักเกณฑ์การออกจากโครงการ Sandbox ที่วัดความสำเร็จได้ชัดเจน สำหรับผู้ให้บริการที่ไม่ผ่านการทดสอบจะต้องกลับไปใช้เพดานดอกเบี้ยเดิม ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ ธปท. จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่ากลไกนี้จะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้อย่างแท้จริง

 

สำหรับมาตรการ DSR ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ (Macroprudential Policy) เพื่อดูแลการก่อหนี้ใหม่ ลดการก่อหนี้เกินตัว ให้ลูกหนี้มีรายได้หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งในระยะแรกจะเริ่มใช้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปัญหาหนี้ครัวเรือนก่อน 

 

“มาตรการ DSR จะไม่เป็นแบบ One Size Fits All กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จะถูกกำหนดให้ DSR หลังรวมภาระหนี้ใหม่ต้องไม่เกิน 60% ส่วนกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน DSR หลังรวมภาระหนี้ใหม่ต้องไม่เกิน 70%” รณดลกล่าว

 

อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินอาจพิจารณาให้สินเชื่อได้เกิน DSR ที่กำหนดได้ หากแสดงให้เห็นได้ว่าลูกหนี้มีความสามารถเพียงพอที่จะชำระหนี้ แต่ DSR หลังรวมภาระหนี้ใหม่ต้องไม่เกิน 90% และสินเชื่อที่ปล่อยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ต้องมียอดไม่เกิน 15% ของสินเชื่อปล่อยใหม่ เพื่อลดโอกาสที่ลูกหนี้บางส่วนอาจต้องออกไปนอกระบบ ในเบื้องต้น ธปท. มีแผนจะบังคับใช้มาตรการนี้ในปี 2568 โดยจะประเมินสถานการณ์และบริบททางเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งการบังคับใช้มาตรการจะต้องสื่อสารล่วงหน้าให้ประชาชนและผู้ให้บริการมีเวลาในการปรับตัว

 

นอกจากการดำเนินการตามแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนข้างต้นแล้ว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น เพื่อขยายผลไปยังหนี้ครัวเรือนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. ด้วย เช่น (1) การปลูกฝังให้ลูกหนี้มีความรู้และวินัยทางการเงิน (2) การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของเจ้าหนี้ทุกประเภท (3) การมีกลไกให้คำปรึกษาและไกล่เกลี่ยหนี้เป็นระบบ และ (4) การวางรากฐานให้กับประเทศ ทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลเครดิตและข้อมูลทางเลือกที่ใช้ประเมินและติดตามหนี้ ตลอดจนการสร้างรายได้ไปพร้อมกับการแก้ปัญหาหนี้

The post ลูกหนี้เตรียมเฮ! ธปท. คลอดมาตรการแก้หนี้ชุดใหญ่ สั่งแบงก์-นอนแบงก์หั่นดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้เรื้อรัง รายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทกว่า 5 แสนบัญชี เม.ย. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อแคนดิเดตเลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ คาด ‘วิทัย-รณดล-วรัชญา’ ยื่นใบสมัคร ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบ 2 https://thestandard.co/candidate-for-secretary-of-the-sec/ Fri, 10 Feb 2023 09:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=748634

เปิดชื่อว่าที่เลขาธิการ ก.ล.ต. คนใหม่ คาดคนดังยื่นใบสมั […]

The post เปิดชื่อแคนดิเดตเลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ คาด ‘วิทัย-รณดล-วรัชญา’ ยื่นใบสมัคร ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดชื่อว่าที่เลขาธิการ ก.ล.ต. คนใหม่ คาดคนดังยื่นใบสมัคร ทั้ง วิทัย-รณดล-วรัชญา ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบสอง ขณะที่ ‘วิรไท’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ซึ่งปรากฏในโผผู้สมัครยังไม่สนตำแหน่ง แต่ต้องจับตาเปลี่ยนใจภายหลังหรือไม่

 

แหล่งข่าวระดับสูงของตลาดทุน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คาดว่ารายชื่อบุคคลที่เข้าสมัครรับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แทน รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ซึ่งจะครบกำหนดวาระ 4 ปี ในวันที่ 30 เมษายน 2566 มีรายชื่อดังนี้

 

  • วิทัย รัตนากร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ถือว่ามีประสบการณ์ด้านตลาดเงินและตลาดทุน เพราะเคยมีประสบการณ์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เคยเป็นผู้บริหารของ บมจ.สายการบินนกแอร์ หรือ NOK และอีกหลายองค์กร และยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายรัฐบาลอีกด้วย
  • รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่พร้อมด้วยประสบการณ์จากการทำงานกับ ธปท. มานานกว่า 30 ปี และยังเคยร่วมมือในการทำงานกับสำนักงาน ก.ล.ต. มาแล้ว
  • วรัชญา ศรีมาจันทร์ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งถือว่าเป็นรองเลขาฯ ที่มีอาวุโสสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับรองเลขาฯ ที่เหลือ 3 รายที่เพิ่งเลื่อนมารับตำแหน่งใหม่ มีประสบการณ์การทำงานกับ ก.ล.ต. มาอย่างยาวนาน และมีผลงานที่โดดเด่นหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา
  • รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ที่ต้องการจะกลับมาสมัครรับคัดเลือกอีกครั้งเพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นวาระที่ 2

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ ตั้งแต่วันที่ 7-27 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งสมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. ที่จะว่างลงในวันที่ 1 พฤษภาคม 2566

 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยต่อว่า วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ที่มีกระแสคาดว่าจะลงสมัครรับคัดเลือกในตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ด้วยนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ให้ความสนใจสมัครในตำแหน่งนี้

 

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนใจกลับมาสมัครรับการคัดเลือกในภายหลังหรือไม่ เพราะยังมีเวลาในการยื่นใบสมัครจนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากวิรไทยังถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีคุณสมบัติที่พร้อม ประกอบกับมีความเข้าใจในด้านตลาดเงินกับตลาดทุนเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีผลงานเป็นที่ยอมรับในสมัยที่เคยเป็นผู้ว่าการ ธปท.

 

นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การทำงานที่เหมาะสมกับตำแหน่ง เพราะเคยทำงานในตำแหน่งรองผู้จัดการ สายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันนั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) ของสำนักงาน ก.ล.ต. และ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย

 

ด้าน วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสมัครในตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post เปิดชื่อแคนดิเดตเลขาฯ ก.ล.ต. คนใหม่ คาด ‘วิทัย-รณดล-วรัชญา’ ยื่นใบสมัคร ส่วน ‘รื่นวดี’ ขอกลับมา หวังนั่งเก้าอี้รอบ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย จับมือ 4 ธนาคารกลางอาเซียน เซ็น MOU เชื่อมระบบการชำระเงินผ่าน QR Code และ Fast Payment ในภูมิภาค https://thestandard.co/bot-joined-asean-central-banks/ Mon, 14 Nov 2022 09:38:41 +0000 https://thestandard.co/?p=708841 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับธนาคารกลางอินโดนีเ […]

The post ธนาคารแห่งประเทศไทย จับมือ 4 ธนาคารกลางอาเซียน เซ็น MOU เชื่อมระบบการชำระเงินผ่าน QR Code และ Fast Payment ในภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI), ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM), ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ G20 เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเร่งการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค

 

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค และส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงมากขึ้น โดยจะช่วยสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาให้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการโอนเงินระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ระบบนิเวศทางการเงินในภูมิภาคครอบคลุมสู่ผู้ใช้บริการได้มากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการมีส่วนร่วมในตลาดระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การเชื่อมระบบ QR Code และการเชื่อมระบบการชำระเงินแบบทันที (Fast Payment)

 

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ G20 ยังได้จัดทำ ‘Roadmap for Enhancing Cross-border Payments’ เพื่อผลักดันสมาชิกให้เร่งนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวาระสำคัญว่าด้วยการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลของอินโดนีเซียในฐานะประธานกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบการชำระเงินดิจิทัลร่วมกับธนาคารกลางทั้ง 5 แห่งในครั้งนี้อีกด้วย โดยในระยะต่อไปสามารถขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค 

 

ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของอินโดนีเซียในปี 2023 ต่อไป

 

รณดลกล่าวอีกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้สนับสนุนวิสัยทัศน์ร่วมของอาเซียนที่ต้องการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค เพื่อให้ธุรกรรมการชำระเงินทำได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และมีต้นทุนที่ถูกลง นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับประเทศอื่นในอาเซียนที่ต้องการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในระยะต่อไป และส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ตามแนวทางของอาเซียนที่มุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงถึงระดับความพร้อมของแต่ละประเทศ

 

“ปัจจุบันอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนานาประเทศในด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน โดย MOU นี้เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ประเทศสมาชิกได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา และเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมกันก้าวข้ามอุปสรรคด้านการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีมายาวนาน ทั้งนี้ MOU ดังกล่าวสอดคล้องกับการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในปัจจุบันของอาเซียน ซึ่งเป็นการเชื่อมแบบทวิภาคี และจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเชื่อมแบบพหุภาคี เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนทางดิจิทัลและการรวมกลุ่มทางการเงินในภูมิภาคต่อไป” รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

The post ธนาคารแห่งประเทศไทย จับมือ 4 ธนาคารกลางอาเซียน เซ็น MOU เชื่อมระบบการชำระเงินผ่าน QR Code และ Fast Payment ในภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เผย ดีล SCBS-Bitkub ล่มด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ย้ำที่ผ่านมายังไม่เคยยื่นเรื่องขอซื้อหุ้นอย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/scbs-bitkub/ Mon, 29 Aug 2022 14:07:11 +0000 https://thestandard.co/?p=673687 รณดล นุ่มนนท์

ธปท. แจง ดีลซื้อ-ขายหุ้นระหว่าง SCBS-Bitkub ล่ม เป็นการ […]

The post ธปท. เผย ดีล SCBS-Bitkub ล่มด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ย้ำที่ผ่านมายังไม่เคยยื่นเรื่องขอซื้อหุ้นอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รณดล นุ่มนนท์

ธปท. แจง ดีลซื้อ-ขายหุ้นระหว่าง SCBS-Bitkub ล่ม เป็นการตัดสินใจร่วมกันทางธุรกิจของทั้งสองบริษัท ยันที่ผ่านมายังไม่มีการยื่นเรื่องขออนุญาตอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

 

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีการยกเลิกธุรกรรมซื้อ-ขายหุ้นระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) และบริษัท บิทคับ ออนไลน์ (Bitkub Online) โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลทางธุรกิจร่วมกันของสองบริษัท

 

รองผู้ว่าการ ธปท. ระบุอีกว่า กรณี SCBS จะทำสัญญาธุรกรรมซื้อหุ้นใน Bitkub Online ในสัดส่วน 51% นั้น SCBX ยังไม่ได้ยื่นรายละเอียดคำขออนุญาตที่ครบถ้วนอย่างเป็นทางการต่อ ธปท. และ ธปท. ได้รับแจ้งเรื่องการยกเลิกดีลดังกล่าวแล้ว

 

ในการกำกับดูแลเรื่องนี้ ธปท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมของภาคการเงิน ควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพโดยรวมและความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความเพียงพอของเงินกองทุน การบริหารจัดการความเสี่ยงและผลกระทบในด้านต่างๆ รวมถึงการดูแลผู้ใช้บริการ

 

โดยเกณฑ์ปัจจุบันอนุญาตให้บริษัทในกลุ่มธนาคารพาณิชย์สามารถลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) ได้ไม่เกิน 3% ของเงินกองทุน เพื่อ

 

  1. เปิดโอกาสให้บริษัทในกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความยืดหยุ่นในการลงทุน เพื่อนำนวัตกรรมมาให้บริการแก่ลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

  1. ให้ธุรกิจ DA ในประเทศขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจำกัดความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ ธพ. 

 

  1. ให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์พิจารณาการลงทุนหรือจัดสรรทรัพยากรอย่างรอบคอบ

 

ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้บริการและการพัฒนานวัตกรรมของภาคการเงินไทยในที่สุด ทั้งนี้ กลุ่ม ธพ. ที่ต้องการจะมีบริษัทลูกประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ DA ต้องยื่นขออนุญาตต่อ ธปท. ก่อน

 

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ข้างต้นไม่ได้ออกมาเพื่อดูแลความเสี่ยงของดีลใดดีลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการดูแลความเสี่ยงในภาพรวมของระบบการเงินเป็นสำคัญ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ธปท. เผย ดีล SCBS-Bitkub ล่มด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ย้ำที่ผ่านมายังไม่เคยยื่นเรื่องขอซื้อหุ้นอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคธุรกิจหนุน ธปท. ไฟเขียวเปิด Virtual Bank ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของ SMEs https://thestandard.co/bank-of-thailand-open-virtual-bank-for-smes-financial-service/ Thu, 24 Feb 2022 12:19:10 +0000 https://thestandard.co/?p=598267 ภาคธุรกิจหนุน ธปท. ไฟเขียวเปิด Virtual Bank ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของ SMEs

ผู้บริหารธนาคารและตัวแทนจากภาคธุรกิจหนุนแผน ธปท. อนุญาต […]

The post ภาคธุรกิจหนุน ธปท. ไฟเขียวเปิด Virtual Bank ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคธุรกิจหนุน ธปท. ไฟเขียวเปิด Virtual Bank ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของ SMEs

ผู้บริหารธนาคารและตัวแทนจากภาคธุรกิจหนุนแผน ธปท. อนุญาตเปิด Virtual Bank เชื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของกลุ่ม SMEs แนะรวมศูนย์หน่วยงานกำกับลดความซับซ้อนของกฎเกณฑ์

 

รณดล นุ่มนนท์ เปิดเผยว่า หลังจากธปท.ได้เปิดรับความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาคประชาชน ที่มีรายงานภูมิทัศน์การเงินใหม่ไทยหรือ Financial Landscape Consultation ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากกว่า 100 ความเห็น โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับแนวทางกำกับของ ธปท. ที่มุ่งไปด้านดิจิทัล ความยั่งยืน และการเพิ่มความยืดหยุ่น  

 

ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นที่ ธปท. พบว่ามีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก คือการที่ ธปท. มีแผนจะเปิดให้มีธนาคารที่ให้บริการในรูปแบบใหม่บนช่องทางดิจิทัลโดยไม่มีสาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมความเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นเกณฑ์ในขั้นต่อไป

 

โดยความเห็นเกี่ยวกับ Virtual Bank ที่เข้ามาส่วนใหญ่ต้องการทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์รวมถึงคุณสมบัติและเกณฑ์การคัดเลือกของ ธปท. ขณะเดียวกันก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำกับความเสี่ยงต่อระบบและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงแผนของ ธปท. ที่จะอนุญาตให้มีการจัดตั้ง Virtual Bank ว่าเรื่องนี้น่าจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์และพัฒนาการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ในประเทศได้ เพราะแม้ว่าปัจจุบัน 99.7% ของคนไทยจะเข้าถึงบริการทางการเงินแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการเข้าถึงบริการด้านเงินฝาก ขณะที่บริการด้านสินเชื่อยังมีสัดส่วนของผู้ที่เข้าถึงได้เพียง 45.5% 

 

“เรายังมีธุรกิจ SMEs ราว 37.4% จาก 2.29 ล้านรายทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ซึ่งหากธุรกิจ SMEs เหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าเพิ่มราว 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือ 0.08% ของ GDP” ขัตติยากล่าว

 

อย่างไรก็ดี ขัตติยายอมรับว่า การเข้ามาของ Virtual Bank จะส่งผลให้การแข่งขันของผู้ให้บริการทางการเงินที่ปัจจุบันสูงอยู่แล้วสูงยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นเพื่อให้การแข่งขันในระบบยังเป็นไปในเชิงบวกหรือ Healthy การเข้ามาของ Virtual Bank ควรจะมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เล็กลงและยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา

 

“เรื่องเกณฑ์การกำกับควรเริ่มต้นด้วยความเท่าเทียม แต่ถ้าในระยะต่อไปใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าบริหารความเสี่ยงได้ดี มีกระบวนการทำงาน หรือระบบที่ได้ตามมาตรฐาน วิธีการกำกับก็อาจจะมีการผ่อนคลายให้ก็ได้” ขัตติยากล่าว

 

ขัตติยายังเสนอแนะอีกว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่บริการทางการเงินและธุรกิจอื่นๆ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากหน่วยงานกำกับต่างๆ ซึ่งรวมถึง ธปท. สามารถรวมศูนย์กันเพื่อกำหนดแนวทางการกำกับไปในทิศทางเดียวกันได้ก็จะช่วยลดความซับซ้อนของกฎเกณฑ์และทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น 

 

“อีกหนึ่งเรื่องที่อยากเห็นจาก ธปท. คือการเปิด Sandbox ให้ผู้เล่นได้เข้ามาทดลองทำอะไรใหม่ๆ เช่น ในกรณีสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้มีความเข้าใจกลไกมากขึ้น”

 

ขณะที่ สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Sea Group กล่าวว่า การกำกับดูแล Virtual Bank ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจควรจะยึดหลัก 2A คือ หน่วยงานกำกับจำเป็นจะต้องรักษาจุดแข็งเรื่อง Agility หรือความสามารถในการปรับบริการและผลิตภัณฑ์ที่รวดเร็วของธนาคารประเภทนี้ไว้ โดยไม่ออกเกณฑ์ควบคุมที่เยอะเกินไปซึ่งจะไปทำลายจุดแข็งนี้ 

 

ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับจะต้องช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเข้าถึง หรือ Access ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การทำ e-KYC การเข้าถึงฐานข้อมูล NDID และช่วยลดต้นทุนเหล่านี้ที่ปัจจุบันยังค่อนข้างแพงลงมา

 

“ในต่างประเทศ Virtual Bank จะแยกออกมาจากธนาคารแบบดั้งเดิมกับที่มาจากบริษัทด้านเทคจะมีบุคลิกที่แตกต่างกัน โดยจุดแข็งของแต่ละคนจะช่วยเสริมกันให้คนกลุ่มต่างๆ เข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น เราจึงควรเปิดให้มีความหลากหลาย” สันติธารกล่าว

 

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและความล่าช้าอยู่พอสมควร เช่น การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแต่ละครั้งจะต้องทำความรู้จักกันก่อนและใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งในกรณีที่ธุรกิจรายใหญ่การผ่านขั้นตอนต่างๆ จะง่ายกว่าธุรกิจสตาร์ทอัพหรือ SMEs

 

“Virtual Bank น่าจะเข้ามาช่วยได้ในเรื่องนี้ เรามองไปถึงนโยบาย Open Data ของ ธปท. ด้วย หากข้อมูลจากบริษัทมือถือหรือข้อมูลจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถนำใช้ประเมินความเสี่ยงได้ ประโยชน์จะเกิดกับกลุ่มคนและธุรกิจที่เคยถูกมองข้าม แต่การกำกับดูแลก็ต้องมั่นใจว่าเงินจะถูกนำไปใช้ถูกวัตถุประสงค์ด้วย” วิศิษฐ์กล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ภาคธุรกิจหนุน ธปท. ไฟเขียวเปิด Virtual Bank ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของ SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ผ่อนปรนนโยบายปันผล เปิดทางแบงก์พาณิชย์จ่ายเพิ่มได้ แต่ยังคุมไม่ให้เกิน 50% ของกำไรสุทธิ https://thestandard.co/bank-of-thailand-easing-dividend-policy/ Thu, 11 Nov 2021 12:17:15 +0000 https://thestandard.co/?p=558893

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท. ผ่อนปรนนโยบายปันผล เปิดทางแบงก์พาณิชย์จ่ายเพิ่มได้ แต่ยังคุมไม่ให้เกิน 50% ของกำไรสุทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้กำหนดแนวทางการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 โดยพิจารณาจากผลการประเมินเพื่อทดสอบระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ภายใต้ภาวะวิกฤต (Stress Test) ในช่วงปี 2564-2566 พบว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มความระมัดระวังด้วยการทยอยตั้งสำรองและสะสมเงินกองทุนมาโดยตลอด ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีอัตราการกันเงินสำรองสูงถึง 1.55 เท่าของสินเชื่อด้อยคุณภาพ และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ 19.9% ณ สิ้นไตรมาส 3/64 

 

ดังนั้น ด้วยระบบสถาบันการเงินที่ยังแข็งแกร่ง มีเงินสำรองและเงินกองทุนรองรับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า ธปท. จึงเห็นควรผ่อนคลายมาตรการการจ่ายเงินปันผล โดยยกเลิกการกำหนดเพดานไม่ให้จ่ายเกินอัตราการจ่ายในอดีต 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นตัว สถาบันการเงินยังจำเป็นต้องเสริมสร้างเงินกองทุน เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง จึงยังกำหนดให้จ่ายเงินปันผลไม่เกินอัตรา 50% ของกำไรสุทธิประจำปี 2564 รวมทั้งให้ยึดหลักความระมัดระวังให้สอดคล้องกับฐานะผลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

 

นโยบายดังกล่าวจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินไทยเข้มแข็ง มีกันชนรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

The post ธปท. ผ่อนปรนนโยบายปันผล เปิดทางแบงก์พาณิชย์จ่ายเพิ่มได้ แต่ยังคุมไม่ให้เกิน 50% ของกำไรสุทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.-คลังเร่งผลักดันระบบ Digital Verification เพิ่มความคล่องตัวธุรกรรมออนไลน์ แบงก์เชื่อเกิดการปฏิวัติการเงินขนานใหญ่หากสำเร็จ https://thestandard.co/bank-of-thailand-pushing-digital-verification/ Mon, 18 Oct 2021 12:18:23 +0000 https://thestandard.co/?p=549542 ธปท.-คลังเร่งผลักดันระบบ Digital Verification

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท.-คลังเร่งผลักดันระบบ Digital Verification เพิ่มความคล่องตัวธุรกรรมออนไลน์ แบงก์เชื่อเกิดการปฏิวัติการเงินขนานใหญ่หากสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.-คลังเร่งผลักดันระบบ Digital Verification

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ ‘Digital Outlook and Overview: ก้าวผ่านวิกฤติ สู้โควิดด้วยดิจิทัล’ ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำธุรกรรมการเงินด้วยระบบดิจิทัลเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยมีการทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์เป็นอันดับ 1 ของโลก อย่างไรก็ดีการเร่งตัวของธุรกรรมการเงินบนโลกดิจิทัลก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของภาคธุรกิจ

 

รณดลระบุว่า สิ่งที่ ธปท. ต้องการเห็นจากฟินเทค คือการเข้ามาช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางการเงิน สร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ และสร้างการเติบโตให้ระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้นแนวทาง ธปท. จะมุ่งเน้นการส่งเสริม ถ่วงดุล ดูแลความมั่นคงของผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้วย ขณะเดียวกันต้องสร้างความคล่องตัวในการปรับตัวเพื่อให้ตอบโจทย์และสร้างความเชื่อมั่นผู้ใช้บริการ

 

“ฟินเทคที่ตอบโจทย์จะต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความเข้าถึงได้ อีกเรื่องคือดิจิทัลไฟแนนซ์จะต้องตอบโจทย์สภาพแวดล้อมทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะการเข้าถึงทางการเงิน ในฐานะผู้กำกับดูแลเราก็ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองด้วย ก่อนหน้านี้ ธปท. อาจจะเน้นความมั่นคง ดูแลเสถียรภาพ แต่ในขณะนี้ความท้าทาย คือการสร้างสมดุลในการกำกับและส่งเสริมให้เกิดความคล่องตัว เกิดการสร้างนวัตกรรม ควบคู่ไปกับความปลอดภัย มีเสถียรภาพ และความมั่นคง รวมถึงการสร้างกลไกต่างๆ ให้เกิด Trust” รณดลกล่าว

 

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาดิจิทัลไฟแนนซ์นั้น ธปท. จะให้ความสำคัญกับ 3 แนวทาง ได้แก่ Open Competition คือต้องเปิดให้ผู้ประกอบการทั้งแบงก์ นอนแบงก์ และฟินเทค มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเงินและเอื้อให้เกิดการแข่งขันเท่าเทียม 

 

ถัดมาคือ Open Infrastructure ที่จะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนา เช่น Digital ID การให้ความยินยอมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Consent) และสุดท้ายคือ Open Data เพราะข้อมูลเป็นพลังสำคัญสำหรับโลกอนาคต โดยต้นปีหน้า ธปท. จะเปิดให้ระบบการรับส่งข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก (Bank Statement) ระหว่างสถาบันการเงินโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปสาขา   

 

ด้าน กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือดำเนินมาตรการทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการชิมช้อปใช้ ตั้งแต่ปี 2562 และได้พัฒนาต่อยอดยกระดับมาเป็นโครงการต่างๆ ในช่วงที่โควิดระบาด เช่น โครงการคนละครึ่งที่ มีคนใช้จ่ายผ่านโครงการ 24 ล้านคน และมีร้านค้าถึง 1.2 ล้านร้านเข้าร่วม  

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการเราเที่ยวด้วยกันและยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งจากมาตรการเหล่านี้เราสามารถนำพฤติกรรมประชาชนมาวิเคราะห์เพื่อเข้าถึงความช่วยเหลือได้ในอนาคต

 

“ในอนาคตภาครัฐจะมีการปรับมุมมองในการทำงานและกระบวนการคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสามารถนำเสนอบริการต่างๆ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชนมากที่สุด” กุลยากล่าว

 

อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้บูรณาการทำงานร่วมกันในการดำเนินนโยบายผ่านระบบดิจิทัลต่างๆ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือ ม33เรารักกัน แม้ประเทศไทยได้พัฒนาระบบการชำระเงินมาอย่างดี แต่อีก 2 โครงสร้างพื้นฐานหลักที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันพัฒนา คือการพิสูจน์และยืนยันตัวตน Digital ID และการให้ E-Consent รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือ Data Exchange ซึ่งคลังและ ธปท. ได้ทำงานร่วมกัน และหากสำเร็จจะช่วยให้ประชาชนทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

 

นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้ร่วมกับภาคเอกชนนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยลดขั้นตอนในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหรือ e-GP และเชื่อมระบบดังกล่าวกับระบบหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาระบบบริหารจัดการตราสารหนี้ภาครัฐให้ประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านแอปฯ เป๋าตัง

 

“อีกประเด็นสำคัญคือการปรับมุมมองภาครัฐ เพื่อความยั่งยืนภาครัฐต้องมองให้กว้างขึ้น ผ่านมิติของ Digital Public Goods ที่ภาครัฐและผู้กำกับดูแลต้องร่วมกันส่งเสริม เช่น Open Data, Open AI Model ที่จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาหรือสตาร์ทอัพสามารถใช้ประโยชน์จาก Digital Public Goods เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ได้ ซึ่งการส่งเสริมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Digital Infrastructure และ Digital Public Goods จะเป็นการสร้างความยั่งยืนและพัฒนาการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในอนาคต” กุลยากล่าว

 

ขณะที่ ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต กล่าวว่า แม้ธนาคารพาณิชย์จะมีการใช้โมบายล์แบงกิ้งเข้ามาปฏิรูปการทำธุรกรรมตั้งแต่ 10 ปีก่อน แต่จนถึงวันนี้การทำงานก็ยังไม่ใช่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ยังมีการใช้เอกสารกระดาษอยู่บ้าง ในช่วงนี้จึงถือเป็น Gen 2 ที่จะเห็นการเกิดปฏิรูปการดำเนินการภายในของธนาคารให้ดิจิทัลมากขึ้น เพื่อปูทางไปสู่ Gen 3 คือการเสนอประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าของธนาคาร

 

“ที่ผ่านมาเราใช้คน เช่น อาร์เอ็มหรือสาขาเสนอผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าตามปัจเจก แต่วันนี้โมบายล์แบงก์ยังไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นปัจเจก สะท้อนว่าเรายังไม่ไปถึง Gen 3 ที่สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าแบบเฉพาะได้ ซึ่งในอนาคตนี่จะเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกธนาคารจะมุ่งไป” ปิติกล่าว

 

ปิติกล่าวว่า ขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล หรือ Digital Infrastructure ของระบบการเงินไทยยังมีเพียงระบบเดียวคือระบบการชำระเงิน โดยไทยยังล้าหลังในด้าน Digital Verification หรือการยืนยันตัวตน (Digital ID) และการพิสูจน์เอกสาร (Digital Document) ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือในการผลักดันให้เกิดขึ้น โดยเชื่อว่าหากไทยมี 3 องค์ประกอบนี้เกิดขึ้นได้ครบจะเกิดการปฏิวัติการเงินขนานใหญ่และมีผลต่อเศรษฐกิจ

 

“วันนี้ระบบเพย์เมนต์เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว แต่ในแง่การยืนยันตัวตน คน หรือเอกชน เช่น ทะเบียนรถ ทะเบียนบ้าน หรือ Invoice ต่างๆ หากลูกค้าสามารถนำไปขอสินเชื่อกับธนาคารได้ก็จะช่วยให้คนเข้าถึงแหล่งเงิน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเห็นมิติใหม่ทางการเงินได้อย่างสิ้นเชิง” ปิติกล่าว

 

ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กระแส Digital Transformation ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม แม้ที่ผ่านมายังมีบางส่วนที่กลัวๆ กล้าๆ เรียกว่านั่งคร่อมรั้วอยู่บ้าง แต่สถานการณ์โควิดได้บังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบต้องกระโดดข้ามรั้วในบางอุตสาหกรรม สำหรับในส่วนของภาคการเงินนั้นมองว่ามีความตระหนักและสามารถปรับใช้กับเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี

 

ชวพลกล่าวว่า ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของไทยมีความพร้อมค่อนข้างสูงทั้ง 5G, AI, IoT หรือ Cloud Computing โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ของไทยที่ในปีที่ผ่านมาเติบโตเร็วที่สุดในโลก ทั้งในแง่ของ Data และการเข้าถึงของประชาชน ทำให้โลกธุรกิจเริ่มมองเห็นลูกค้าเป็นปัจเจกมากขึ้น โดยเชื่อว่า Data จะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการลูกค้าได้แบบ 360 องศา

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ธปท.-คลังเร่งผลักดันระบบ Digital Verification เพิ่มความคล่องตัวธุรกรรมออนไลน์ แบงก์เชื่อเกิดการปฏิวัติการเงินขนานใหญ่หากสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทางการเงิน รับมือการโจมตีทางไซเบอร์ในภาคธนาคาร https://thestandard.co/bank-of-thailand-building-financial-immunity/ Thu, 23 Sep 2021 07:36:02 +0000 https://thestandard.co/?p=539815 รณดล นุ่มนนท์

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธน […]

The post ธปท. เร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทางการเงิน รับมือการโจมตีทางไซเบอร์ในภาคธนาคาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รณดล นุ่มนนท์

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาด้าน Cybersecurity จัดโดยศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในปัจจุบันได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและรูปแบบธุรกิจไปสู่ New Normal ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการจับจ่ายใช้สอยในลักษณะออนไลน์ที่สูงขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันมียอดการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์กว่า 22 ล้านรายการต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามากกว่า 70% ประชาชนมีการลงทะเบียนเปิดใช้บริการพร้อมเพย์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 57 ล้านบัญชีผู้ใช้งานแล้ว ทำให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องยกระดับการบริหารจัดการ และเร่งสร้างภูมิคุ้มกันตามบริบทที่ปรับเปลี่ยนไป

 

รณดลกล่าวว่า ในโลกยุคดิจิทัลนี้ ภาคการเงินการธนาคารเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศที่สำคัญ และเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี ประกอบกับความเชื่อมโยงถึงกันของระบบและบริการที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง อาจส่งผลต่อไปยังอีกแห่งหนึ่งจนลุกลามเป็นวงกว้าง และทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น สถาบันการเงินแต่ละแห่งจึงจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd Immunity ผ่านความร่วมมืออย่างเข้มแข็งในทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความพร้อมในการรับมือต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ

 

โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา ธปท. และ TB-CERT ได้ร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการฉีดวัคซีนมาแล้วอย่างน้อย 2 เข็ม

 

เข็มแรก เพื่อสร้างความเข้มแข็งพื้นฐานให้กับภาคการธนาคาร ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามต่างๆ การสร้างบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในระดับต่างๆ ให้มีความรู้ ความพร้อมในการป้องกัน รับมือและตอบสนองกับภัยไซเบอร์ รวมทั้งร่วมมือกันซักซ้อมการตอบสนองกรณีเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ในภาคการธนาคาร

 

เข็มที่สอง เพื่อขยายการสร้างภูมิคุ้มกันไปสู่ภาคการเงิน โดยการร่วมมือกับหน่วยงาน CERT ในภาคตลาดทุน หรือ TCM-CERT และภาคธุรกิจประกันภัย หรือ Ti-CERT เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และร่วมกันสร้างหลักเกณฑ์ กระบวนการ บุคลากรในการรับมือภัยไซเบอร์ในภาคการเงิน

 

อย่างไรก็ดี ภัยไซเบอร์ย่อมจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ในขณะที่ภูมิคุ้มกันย่อมมีประสิทธิผลลดลง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเสริม พร้อมทั้งต้องมีวัคซีนใหม่เพื่อเป็นบูสเตอร์รับมือภัยไซเบอร์สายพันธุ์ใหม่

 

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ธปท. และ TB-CERT จะร่วมมือกันป้องกันภัยไซเบอร์ทางการเงินต่อเนื่องในอีก 4 ด้าน ประกอบด้วย

 

  • ด้านแรกคือ การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

 

  • ด้านที่สอง การพัฒนามาตรฐานหรือกระบวนการในการรับมือภัยไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาแนวปฏิบัติการใช้ API ร่วมกับ ธปท. หรือการพัฒนากระบวนการป้องกันหรือตอบสนองการหลอกลวงผ่าน SMS ร่วมกับ กสทช.

 

  • ด้านที่สาม การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางเทคนิคเชิงลึก ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะความเชี่ยวชาญ เพื่อให้มีศักยภาพในการป้องกัน ติดตาม และรับมือภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่

 

  • และด้านสุดท้ายคือ การสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจพื้นฐานในการใช้บริการทางการเงินให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับประชาชน

The post ธปท. เร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทางการเงิน รับมือการโจมตีทางไซเบอร์ในภาคธนาคาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เผยยอดสินเชื่อฟื้นฟูถึงมือลูกหนี้แล้ว 2.3 หมื่นราย วงเงินรวม 7.2 หมื่นล้าน แย้มกำลังศึกษาข้อดี-ข้อเสียการลดเพดานดอกเบี้ย https://thestandard.co/bot-rehabilitation-loan/ Fri, 16 Jul 2021 06:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=513420 ธนาคารแห่งประเทศไทย

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท. เผยยอดสินเชื่อฟื้นฟูถึงมือลูกหนี้แล้ว 2.3 หมื่นราย วงเงินรวม 7.2 หมื่นล้าน แย้มกำลังศึกษาข้อดี-ข้อเสียการลดเพดานดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูให้กับลูกหนี้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ภายใต้วงเงิน 2.5 แสนล้านบาทว่า ล่าสุดมีวงเงินที่ได้รับอนุมัติแล้ว 72,391 ล้านบาท คิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 23,687 ราย โดยมีวงเงินช่วยเหลือเฉลี่ยรายละ 3.1 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าสินเชื่อกระจายตัวได้ดีทั้งในแง่ของขนาด ประเภทธุรกิจ และภูมิภาค โดย 45% กระจายไปยัง SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังพบว่า 67.5% ของธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ในภาคพาณิชย์และบริการ และ 68% เป็นธุรกิจในต่างจังหวัด

 

“ที่ผ่านมา ธปท. เน้นย้ำกับสถาบันการเงินมาโดยตลอดว่า การพิจารณาศักยภาพของลูกหนี้จะต้องดูตามความเป็นจริง การจะดูว่าลูกหนี้มีศักยภาพหรือไม่อาจจะดูที่งบการเงินปี 2563 และ 2564 อย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งภาพรวมของสินเชื่อฟื้นฟูที่กระจายไปในกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี 45% รวมถึงธุรกิจร้านค้าปลีกและบริการในต่างจังหวัดก็สะท้อนว่าการปล่อยสินเชื่อยังเป็นไปตามเป้าของ ธปท.” รณดลกล่าว

 

สำหรับโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนจำนวนทั้งสิ้น 949 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 12 ราย

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าประเด็นการลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการจำนองและการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ ค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ให้แก่ บสย. หรือสถาบันการเงิน รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินหลักประกันคืนผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินที่มีความชัดเจนขึ้นหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยยังเหลือขั้นตอนเพียงการออกกฎหมายลูก จะทำให้จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการพักทรัพย์ พักหนี้เพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะต่อไปของ ธปท. ทั้งเรื่องการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และบัตรเครดิต รวมถึงการลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่ปัจจุบันลดจาก 0.46% มาอยู่ที่ 0.23% ชั่วคราว ซึ่งจะครบกำหนดในสิ้นปีนี้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม

 

“เรื่องลดเพดานดอกเบี้ยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อดีและข้อเสีย เพราะการลดดอกเบี้ยแม้จะทำให้ลูกหนี้บางส่วนได้ประโยชน์ แต่ก็อาจส่งผลให้คนบางส่วนเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบได้เช่นกัน ช่วยเรื่องเงินนำส่งกองทุน FIDF เราคงต้องให้รอบคอบก่อนว่าการลดในครั้งที่ผ่านมามีการส่งผ่านผลประโยชน์ไปสู่ลูกหนี้มากน้อยเพียงใด เราอยากเห็นความชัดเจนเรื่องการส่งผ่านความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินไปสู่ลูกหนี้ก่อน” รณดลกล่าว

 

สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวถึงมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของภาครัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐและชมรมนอนแบงก์ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนและเฉพาะหน้าในภาวะที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องขาดรายได้ไปอย่างฉับพลันเท่านั้น โดย ธปท. ยังมองว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนยังเป็นการเร่งกระจายวัคซีนเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง รวมถึงการใช้กลไกการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละรายเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้

 

“มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือนที่ออกมาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ลูกหนี้ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินขอให้ดำเนินการต่อ ส่วนสาเหตุที่ ธปท. ไม่ให้ความช่วยเหลือแบบอัตโนมัติหรือเป็นวงกว้างแก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐ เป็นเพราะเราประเมินว่าขณะนี้มีธุรกิจบางกลุ่มที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว เช่น กลุ่มส่งออก ดังนั้น ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพและสามารถชำระหนี้ได้ จึงควรชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาระหนี้ในอนาคตเพิ่มขึ้นสูงเกินจำเป็น” สุวรรณีกล่าว

The post ธปท. เผยยอดสินเชื่อฟื้นฟูถึงมือลูกหนี้แล้ว 2.3 หมื่นราย วงเงินรวม 7.2 หมื่นล้าน แย้มกำลังศึกษาข้อดี-ข้อเสียการลดเพดานดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ย้ำฐานะการเงินแบงก์แกร่ง หนี้เสียต่ำเพียง 3% เร่งดันธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/bot-bank-financial-position/ Mon, 14 Jun 2021 03:48:53 +0000 https://thestandard.co/?p=499866 ธนาคารแห่งประเทศไทย

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธน […]

The post ธปท. ย้ำฐานะการเงินแบงก์แกร่ง หนี้เสียต่ำเพียง 3% เร่งดันธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ในช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ฐานะการเงินของสถาบันการเงินในประเทศขณะนี้ยังมีความมั่นคงและแข็งแรง ทั้งในส่วนของสภาพคล่องและเงินกองทุน โดยภาพรวมธนาพาณิชย์ยังมี ​Total Capital Ratio อยู่ที่ 20% และ NPL Coverage Ratio ที่ 150% ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท. ยินยอมให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ไม่เกินอัตราจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ของแต่ละแห่งในปี 2563 และไม่เกินร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2564

 

“ภาพรวมหนี้เสียทั้งระบบขณะนี้อยู่ที่ 3% และไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าเราอาจเห็นการเพิ่มขึ้นในบางกลุ่มธุรกิจที่สูงกว่ากลุ่มอื่น เช่น กลุ่มธุรกิจในภาคบริการและท่องเที่ยว โจทย์ของเราในตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ที่กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนได้ทันการณ์และตรงจุด” รณดล กล่าว

 

รองผู้ว่า ธปท. กล่าวอีกว่า สิ่งที่ ธปท. จะพยายามในการผลักดันในช่วงครึ่งหลังของปีการให้ความช่วยเหลือกับลูกหนี้ในรูปแบบเชิงรุกมากขึ้น การประคองให้ธุรกิจที่ขาดเงินทุนหมุนเวียนในช่วงนี้อยู่รอดได้จนกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาเปิดได้ 

 

สำหรับความคืบหน้าของมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า โครงการสินเชื่อฟื้นฟูได้รับการอนุมัติวงเงินแล้ว 30,915 ล้านบาท มีจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 10,862 ราย คิดเป็นวงเงินอนุมัติเฉลี่ย 2.8 ล้านบาทต่อราย ขณะที่โครงการพักทรัพย์ พักหนี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนที่ 909 ล้านบาท จากผู้ได้รับความช่วยเหลือ 4 ราย โดยเชื่อว่าจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือจะทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากนี้

 

“การดูแลของ ธปท. จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะชัดเจน ระยะแรกจะเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปเพื่อให้ลูกหนี้ยังประคองตัวได้จนพ้นวิกฤต แต่เมื่อเราฉีดวัคซีนได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเงินที่จะเข้าไปช่วยฟื้นฟูและลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญ” รองผู้ว่า ธปท. กล่าว

 

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ ธปท. จะขยายอายุมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปี ซึ่งจะสิ้นสุด ณ สิ้นปี 2564 รณดล กล่าวว่า ประเด็นนี้จะต้องมีการประเมินก่อนว่าในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์สามารถส่งต่อความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้มากน้อยเพียงใด หากมาตรการนี้สามารถช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้นก็อาจพิจารณาต่ออายุ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้คือการช่วยเหลือลูกหนี้ ไม่ใช่การช่วยลดต้นทุนของธนาคาร

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ธปท. ย้ำฐานะการเงินแบงก์แกร่ง หนี้เสียต่ำเพียง 3% เร่งดันธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เคลียร์ชัดกับรองผู้ว่า ธปท. ‘ฐานะแบงก์กับประเด็นการจ่ายปันผล’ https://thestandard.co/morning-wealth-14062021-2/ Mon, 14 Jun 2021 03:42:57 +0000 https://thestandard.co/?p=499863

สัมภาษณ์พิเศษ ‘ฐานะแบงก์กับประเด็นการจ่ายปันผล’ กับ รณด […]

The post ชมคลิป: เคลียร์ชัดกับรองผู้ว่า ธปท. ‘ฐานะแบงก์กับประเด็นการจ่ายปันผล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สัมภาษณ์พิเศษ ‘ฐานะแบงก์กับประเด็นการจ่ายปันผล’ กับ รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจาก ธปท. สั่งแบงก์จ่ายปันผลระหว่างกาลไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรก พร้อมขยายมาตรการพักหนี้ SMEs ถึงสิ้นปี 2564

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

ไม่พลาดข่าวไฮไลต์ประจำวัน มาเป็นเพื่อนกับ THE STANDARD WEALTH ในไลน์ คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชมคลิป: เคลียร์ชัดกับรองผู้ว่า ธปท. ‘ฐานะแบงก์กับประเด็นการจ่ายปันผล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. จี้แบงก์เร่งช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกจากผลกระทบโควิด-19 ระลอกใหม่ เผยสินเชื่อฟื้นฟูล่าสุดปล่อยแล้ว 1.15 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/bot-urge-proactively-assists-debtors/ Mon, 24 May 2021 08:56:04 +0000 https://thestandard.co/?p=492355 ช่วยเหลือลูกหนี้

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท. จี้แบงก์เร่งช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกจากผลกระทบโควิด-19 ระลอกใหม่ เผยสินเชื่อฟื้นฟูล่าสุดปล่อยแล้ว 1.15 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่วยเหลือลูกหนี้

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในวันนี้ (24 พฤษภาคม) ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ได้หารือร่วมกันเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ให้เร็วขึ้น และกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น หลังจากที่มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อฟื้นฟู (มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ) และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่ 26 เมษายน 2564 

 

สำหรับยอดการให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 มีรวมทั้งสิ้น 11,542 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ 5,465 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อเฉลี่ย 2.1 ล้านบาทต่อราย โดยในจำนวนนี้ 63% กระจายไปยัง SMEs ขนาดเล็ก 

 

ส่วนโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้รับการโอน 753.12 ล้านบาท โดยมีผู้ได้รับความช่วยเหลือจำนวน 2 ราย 

 

รณดลกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินมาตรการอาจยังไม่ทันต่อความคาดหวังของผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนหนึ่งเกิดจากแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังซบเซา เนื่องจากมาตรการด้านสาธารณสุขที่ยังเข้มงวดเพราะการแพร่ระบาดระลอก 3 ทำให้ความต้องการสำหรับสินเชื่อฟื้นฟูอาจยังไม่มากนัก 

 

ประกอบกับโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ เป็นโครงการที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ อีกทั้งยังคงมีรายละเอียดและเงื่อนไขเฉพาะกรณีที่สถาบันการเงินและลูกหนี้จะต้องเจรจาหารือเพิ่มเติม ทำให้การให้ความช่วยเหลือในช่วงต้นจึงอาจจะยังไม่สูง

 

อย่างไรก็ตามยังมีลูกหนี้ SMEs อีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อนำสินเชื่อฟื้นฟูไปเป็นสภาพคล่องเยียวยากิจการ ธปท. จึงขอให้สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย ทั่วถึง และทันเวลา สำหรับประคับประคองกิจการที่ถูกซ้ำเติมในการระบาดระลอก 3 จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แล้วจึงค่อยทยอยปรับสู่การให้สินเชื่อที่มีขนาดวงเงินต่อรายที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาที่ยาวขึ้น 

 

“แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทยเข้าใจถึงปัญหาและความเร่งด่วนที่ต้องช่วยเหลือลูกหนี้ให้ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากที่สุด โดยเฉพาะลูกหนี้ SMEs ขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ยังพอมีศักยภาพและต้องการสภาพคล่องไปประคับประคองกิจการที่ได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากการระบาดระลอกนี้ ทางเราได้ให้สถาบันการเงินเร่งรัดกระบวนการพิจารณา และหาข้อสรุปกับลูกหนี้โดยเร็ว รวมถึงสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานสาขาในการให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว เพียงพอ และตรงจุด” รณดลกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post ธปท. จี้แบงก์เร่งช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกจากผลกระทบโควิด-19 ระลอกใหม่ เผยสินเชื่อฟื้นฟูล่าสุดปล่อยแล้ว 1.15 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ชี้เดือน มี.ค. 64 ลูกหนี้ 1 แสนคนขอเข้ามาตรการช่วยเหลือฯ รวม 4 หมื่นล้านบาท เร่งต่ออายุมาตรการฯ เฟส 3 ถึงสิ้นปี 64 https://thestandard.co/march-64-100k-debtors-asked-for-assistance-measures/ Fri, 14 May 2021 08:28:03 +0000 https://thestandard.co/?p=488860 รณดล นุ่มนนท์

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท. ชี้เดือน มี.ค. 64 ลูกหนี้ 1 แสนคนขอเข้ามาตรการช่วยเหลือฯ รวม 4 หมื่นล้านบาท เร่งต่ออายุมาตรการฯ เฟส 3 ถึงสิ้นปี 64 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รณดล นุ่มนนท์

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ยกระดับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ขึ้น โดยออกมาตรการฯ ระยะที่ 3 ตั้งแต่ 17 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2564 (มาตรการฯ ระยะที่ 2 สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2564) เนื่องจากโควิด-19 ระลอก 3 ส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรงขึ้น ทั้งธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายย่อยที่รายได้ลดลงหรือหายไป ซึ่งทำให้การชำระหนี้ลำบากขึ้น

 

ทั้งนี้ เดือนมีนาคม 2564 พบว่ามีลูกหนี้ขอเข้ามาตรการช่วยเหลือถึง 1 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 4 หมื่นล้านบาท ทำให้​ ณ สิ้นเดือนมีนาคม มียอดหนี้รวมจากมาตรการช่วยเหลือฯ รวม  3.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

 

  • รายย่อย 1.9 ล้านล้านบาท ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล (Ploan) และบัตรเครดิตราว 1.1 ล้านล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย (สินเชื่อบ้าน) 6 แสนล้านบาท และสินเชื่อเช่าซื้อ  2 แสนล้านบาท 
  • สินเชื่อธุรกิจราว 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการพักหนี้ของ SMEs ที่จะสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2564 ทาง ธปท. ยังต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยจะมุ่งการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว

 

“จากการประเมินของสถาบันการเงินพบว่า ลูกหนี้รายย่อยที่เข้ามาตรการเดิมยังต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่อง และมีลูกหนี้ใหม่ที่ต้องการรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ซึ่งเป็นความเปราะบางที่สะสมมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรก จำเป็นจะต้องช่วยเหลือในเรื่องภาระหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน”

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 3 นี้เพิ่มทางเลือกและยืดหยุ่นให้ลูกหนี้มากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นลดภาระหนี้ในระยะยาว ครอบคลุม 4 สินเชื่อรายย่อยหลัก ได้แก่ 1. บัตรเครดิต และ Ploan 2. จำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 3. เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 4. สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

 

ทั้งนี้ จะมีรูปแบบความช่วยเหลือที่หลากหลาย เช่น การขยายระยะเวลาการชำระหนี้, การพัก / ลดค่างวด, จ่ายอัตราดอกเบี้ยลดลง, การรวมหนี้ ในสินเชื่อที่มีหลักประกัน ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินจะออกวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมให้ลูกค้าเลือกตามความสามารถในการชำระหนี้

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าหนี้เสีย (NPL) จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าการดูแลลูกหนี้ในเชิงรุก และหากควบคุมสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ให้เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ก็คาดว่าในระยะต่อไปลูกหนี้จะผ่านวิกฤตนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่กังวลใจกับหนี้เสียที่จะเพิ่มขึ้น และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธปท. กล่าวว่า ในส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ระยะที่ 3 ขอให้ทางสถาบันการเงินดูแลเรื่องดอกเบี้ยอย่างเหมาะสม 

 

ขณะที่ความคืบหน้าการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ปัจจุบันการรวมหนี้ในบริษัทลูกสถาบันการเงินเดียวกันสามารถทำได้เลย แต่การข้ามสถาบันการเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยปัจจุบันมียอดลูกหนี้เข้ารับการรวมหนี้แล้ว 4 พันล้านบาท ในลูกหนี้ราว 2,000-3,000 ราย

 

ทั้งนี้ ธปท. ขอให้ผู้ให้บริการทางการเงินให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสถานะของลูกหนี้ตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามนโยบายของผู้ให้บริการทางการเงิน

 

นอกจากนี้ ยังขยายเวลามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และจะเพิ่มการไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อในระยะต่อไป และมีโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน เพื่อเป็นแหล่งให้ข้อมูลและข้อแนะนำในการแก้หนี้รายย่อยและธุรกิจ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ธปท. ชี้เดือน มี.ค. 64 ลูกหนี้ 1 แสนคนขอเข้ามาตรการช่วยเหลือฯ รวม 4 หมื่นล้านบาท เร่งต่ออายุมาตรการฯ เฟส 3 ถึงสิ้นปี 64 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ออกประกาศเพิ่มเติม 2 ฉบับมาตรการช่วยโควิด-19 ‘สินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้’ เริ่ม 10 เมษายนนี้ https://thestandard.co/bot-releases-two-additional-announcements-measures-to-help-covid-19/ Mon, 19 Apr 2021 09:47:18 +0000 https://thestandard.co/?p=477278 ธปท. ออกประกาศเพิ่มเติม 2 ฉบับมาตรการช่วยโควิด-19 ‘สินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้’ เริ่ม 10 เมษายนนี้

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเง […]

The post ธปท. ออกประกาศเพิ่มเติม 2 ฉบับมาตรการช่วยโควิด-19 ‘สินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้’ เริ่ม 10 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ออกประกาศเพิ่มเติม 2 ฉบับมาตรการช่วยโควิด-19 ‘สินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้’ เริ่ม 10 เมษายนนี้

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ออกประกาศเพิ่มเติม 2 ฉบับ ตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ) ซึ่งมี 2 มาตรการ ได้แก่ 

 

  1. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) 
  2. มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ (โครงการพักทรัพย์ พักหนี้)

 

ทั้งนี้ เนื้อหาในประกาศจะกำหนดขอบเขตคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจที่สามารถเข้าร่วมโครงการ หลักการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ และจะเปิดให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้เงินจาก ธปท. ได้ตั้งแต่ 26 เมษายน 2564 เป็นต้นไป 

 

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการคลัง และ ธปท. ขอให้สถาบันการเงินรับคำขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจากลูกหนี้ได้ตั้งแต่ พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ ธปท.พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือที่จำเป็นเพิ่มเติมจากมาตรการฟื้นฟูฯ ครั้งนี้ โดยจะติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และความไม่แน่นอนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ผ่านการหารือกับผู้ให้บริการทางการเงิน สมาคม ชมรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

 

อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ นี้ ทางคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการฯ เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา 

 

อ่านประกาศของ ธปท. ทั้ง  2 ฉบับ เพิ่มเติมที่นี่

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ธปท. ออกประกาศเพิ่มเติม 2 ฉบับมาตรการช่วยโควิด-19 ‘สินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้’ เริ่ม 10 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เร่งแบงก์ต่อเวลามาตรการช่วยลูกหนี้ 6 เดือนรับโควิด-19 ระลอกใหม่ https://thestandard.co/bot-extend-time-measures-to-help-the-debtor-6-months/ Tue, 12 Jan 2021 12:11:13 +0000 https://thestandard.co/?p=442205 มาตรการช่วยลูกหนี้

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท. เร่งแบงก์ต่อเวลามาตรการช่วยลูกหนี้ 6 เดือนรับโควิด-19 ระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรการช่วยลูกหนี้

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อลูกหนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (ผู้ให้บริการทางการเงิน) เร่งช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยต่ออายุมาตรการลูกหนี้รายย่อยให้สามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือทางการเงินต่อไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 จากเดิมที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยเป็นรูปแบบมาตรการขั้นต่ำ เช่น บัตรเครดิต หากเปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด หรือการขยายเวลาชำระหนี้ ดอกเบี้ยไม่เกิน 12%

สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวงเงินหมุนเวียน เช่น บัตรกดเงินสด ให้ลดอัตราผ่อนขั้นต่ำตามความสามารถในการชำระหนี้ หรือเปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด หรือขยายเวลาชำระหนี้ดอกเบี้ยไม่เกิน 22% 

ด้านสินเชื่อจำนำทะเบียน เป็นมาตรการลดค่างวดอย่างน้อย 30% โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 22%

ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อ เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นไม่จำกัดวงเงินและพิจารณาเลื่อนชำระค่างวด (เงินต้น-ดอกเบี้ย) 3 เดือน หรือลดค่างวดโดยขยายเวลาการชำระหนี้ ส่วนสินเชื่อบ้าน เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นไม่จำกัดวงเงิน สามารถเลื่อนชำระค่างวดหรือการพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ยังขยายให้ลูกหนี้สามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือด้วยตนเอง หรือนายจ้างหรือเจ้าของกิจการสมัครขอรับความช่วยเหลือแทนลูกหนี้ได้ เช่น ในกรณีสินเชื่อสวัสดิการ โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างเพื่อให้สะดวกยิ่งขึ้น

ขณะที่ช่องทางช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยสนับสนุนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เงินทุนหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม และพิจารณาชะลอการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาทภายใต้ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน

ทั้งนี้ ตัวเลขลูกหนี้ที่เข้ารับความช่วยเหลือในมาตรการ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2563) มีลูกหนี้ราว 11 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้รวม 5.6 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยราว 3.22 ล้านล้านบาท หรือราว 4 ล้านราย

 

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการหารือกับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารที่ออกมาตรการดูแลลูกหนี้แล้ว เช่น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (Ploan) ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ 99 งวด ขณะที่ธนาคารของรัฐมีมาตรการเจาะพื้นที่และดูแลตามความรุนแรงของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม ระยะเวลามาตรการราว 3-6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารของสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ลูกหนี้สามารถบริหารกระแสเงินสดและบริหารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ธปท. เร่งแบงก์ต่อเวลามาตรการช่วยลูกหนี้ 6 เดือนรับโควิด-19 ระลอกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>