ยุทธศาสตร์ชาติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ยุทธศาสตร์ชาติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 12 May 2026 01:24:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ​ นายกฯ ลงนามตั้ง ‘บอร์ดผู้แทนพิเศษรัฐบาล’ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาชายแดนใต้ ดึง ‘สีหศักดิ์’ นั่งแท่นประธาน มุ่งบูรณาการความมั่นคงคู่การพัฒนา https://thestandard.co/government-special-representatives-board-southern-border-development/ Tue, 12 May 2026 01:24:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1206097 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาล

วานนี้ (11 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post ​ นายกฯ ลงนามตั้ง ‘บอร์ดผู้แทนพิเศษรัฐบาล’ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาชายแดนใต้ ดึง ‘สีหศักดิ์’ นั่งแท่นประธาน มุ่งบูรณาการความมั่นคงคู่การพัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาล

วานนี้ (11 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 139/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต

 

การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580), นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2568 – 2570) เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดประสิทธิภาพและผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีได้กำหนดโครงสร้างคณะกรรมการฯ โดยประกอบด้วยบุคคลสำคัญและผู้บริหารระดับสูง

 

  • ประธานกรรมการ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)
  • รองประธานกรรมการ คนที่ 1: พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)
  • รองประธานกรรมการ คนที่ 2: ฉัตรชัย บางชวด (เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ)
  • ที่ปรึกษาคณะกรรมการ: วันมูหะมัดนอร์ มะทา

 

นอกจากนี้ ในส่วนของ กรรมการ ได้บูรณาการผู้บริหารระดับสูงสุดจากกระทรวงและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ, ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ, เลขาธิการ กอ.รมน., เลขาธิการ ศอ.บต., ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

 

โดยมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วย นันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. และ ภพหล้า ปิยะปานันท์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง สมช. ร่วมเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คำสั่งฉบับนี้ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ ไว้ 6 ประการหลัก

 

  • ขับเคลื่อนการปฏิบัติ: นำยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
  • ประสานงานแบบบูรณาการ: เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการส่วนกลาง และหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลเขตตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหา
  • ให้ข้อเสนอแนะและประเมินผล: ให้ความเห็นและติดตามประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
  • รายงานผลต่อส่วนกลาง: รายงานปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะแนวทางแก้ไขต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือนายกรัฐมนตรี
  • ตั้งคณะทำงานย่อย: มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
  • ปฏิบัติภารกิจอื่น: ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้กลไกการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

The post ​ นายกฯ ลงนามตั้ง ‘บอร์ดผู้แทนพิเศษรัฐบาล’ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาชายแดนใต้ ดึง ‘สีหศักดิ์’ นั่งแท่นประธาน มุ่งบูรณาการความมั่นคงคู่การพัฒนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาบีดายอมรับ ถกดึงท่องเที่ยวรวมวัฒนธรรม คาดเสร็จใน 6 เดือน ชี้ยึดยุทธศาสตร์ประเทศเป็นหลัก https://thestandard.co/sabida-tourism-culture-merger/ Tue, 10 Mar 2026 03:50:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1186083 ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นรวมกระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

วันนี้ (10 มีนาคม) เวลา 09:55 น. ทำเนียบรัฐบาล ซาบีดา ไ […]

The post ซาบีดายอมรับ ถกดึงท่องเที่ยวรวมวัฒนธรรม คาดเสร็จใน 6 เดือน ชี้ยึดยุทธศาสตร์ประเทศเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นรวมกระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

วันนี้ (10 มีนาคม) เวลา 09:55 น. ทำเนียบรัฐบาล ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงกรณีที่จะแยกการท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และให้เหลือเพียงกระทรวงกีฬาอย่างเดียว โดยยอมรับว่าในพรรคภูมิใจไทยมีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มองว่าประเทศไทยมีพหุวัฒนธรรม แต่ไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ จึงต้องใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม และกลายมาเป็นแนวคิดรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ได้มีการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อสานต่อภารกิจนี้แล้วหรือไม่ ซาบีดา ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบ ทราบมาจากข่าว

 

ส่วนการรวมกระทรวงทั้งสองจะใช้เวลากี่เดือนนั้น ซาบีดา ระบุว่า คาดว่าเรื่องดังกล่าวจะทำให้เร็วที่สุด แต่จากการหารือกับนายกรัฐมนตรี อยากให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน การปฏิบัติจริงต้องดูหน้างานอีกครั้งว่ามีความซับซ้อนเพียงใด

 

ประเด็นสำคัญไม่ใช่การปรับโครงสร้างของกระทรวง แต่อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยนำเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและการส่งออกทางวัฒนธรรมมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

The post ซาบีดายอมรับ ถกดึงท่องเที่ยวรวมวัฒนธรรม คาดเสร็จใน 6 เดือน ชี้ยึดยุทธศาสตร์ประเทศเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน https://thestandard.co/editors-desk-8-feb/ Sat, 10 Jan 2026 06:09:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1163567 บทบรรณาธิการ 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันเลือกตั้งสมา […]

The post 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทบรรณาธิการ 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากแต่ยังเป็นวันที่ประชาชนต้องตัดสินใจคำถามสำคัญควบคู่กันไปคือ ประเทศไทยควรเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

 

วันเดียวกันนี้ ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยในสองระดับพร้อมกัน ระดับแรกคือการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา และระดับที่สองคือการตัดสินใจต่อกติกาสูงสุดที่กำหนดโครงสร้างอำนาจและทิศทางประเทศในระยะยาว

 

ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560

 

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อสังเกตจากนักวิชาการและผู้ติดตามการเมืองว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำในตัวบท หากอยู่ที่ที่มาและโครงสร้างอำนาจซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นภายใต้บริบทที่ไม่เปิดพื้นที่ให้การถกเถียงอย่างเสรี แม้จะผ่านการทำประชามติ แต่กระบวนการดังกล่าวไม่อาจกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่าสะท้อนเจตจำนงของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

 

หัวใจของปัญหาคือโครงสร้างการใช้อำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับมีอำนาจร่วมตัดสินเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เสียงของผู้แทนที่ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงถูกลดทอนความหมายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ

 

โครงสร้างดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึงสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบและถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะเปิดช่องทางตามกฎหมายไว้ แต่เงื่อนไขและขั้นตอนกลับถูกออกแบบให้ซับซ้อน ใช้ดุลพินิจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก จนสิทธิในการตรวจสอบของประชาชนแทบไม่สามารถทำได้

 

ผลที่ตามมาคือ ผู้ใช้อำนาจจำนวนมากไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง ขณะที่ประชาชนกลับมีช่องทางจำกัดอย่างยิ่งในการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของประเทศ

 

โครงสร้างภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังถูกมองว่าสร้างรัฐบาลที่อ่อนแอผ่านระบบเลือกตั้งที่นำไปสู่รัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพ บทบาทขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจสูงในการชี้ขาดชะตาทางการเมือง รวมถึงกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่จำกัดความยืดหยุ่นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

 

เมื่อโครงสร้างเช่นนี้ถูกออกแบบให้แก้ไขได้ยาก ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสะท้อนว่าการเมืองไทยติดอยู่กับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยการปรับเพียงบางส่วน

 

อุปสรรคเชิงระบบ

 

กระบวนการประชามติครั้งนี้เองก็สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม จากข้อมูลการลงทะเบียนล่าสุด มีประชาชนราว 2.4 ล้านคนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต แต่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตไม่ถึง 1.6 ล้านคน หมายความว่า เสียงของประชาชนราว 8 แสนคนอาจไม่ปรากฏในการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เพียงเพราะกติกาและขั้นตอนที่ไม่สอดคล้องกัน

 

ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า คำถามเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเนื้อหาในตัวบท หากยังรวมถึงความเป็นธรรมของกระบวนการตัดสินใจด้วย เพราะกติกาสูงสุดของประเทศไม่ควรถูกตัดสินภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้เสียงของประชาชนบางส่วนหายไปตั้งแต่ต้นทาง

 

ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้น

 

การลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่การตัดสินว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาอย่างไรและไม่ใช่การมอบอำนาจให้ฝ่ายใด แต่เป็นการตัดสินใจเชิงหลักการว่า ประเทศไทยควรเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาของตนเองหรือไม่

 

THE STANDARD เห็นว่า การออกเสียง ‘เห็นชอบ’ คือการเปิดประตูบานแรกของการเปลี่ยนผ่าน แม้เส้นทางหลังจากนี้จะยังต้องเผชิญข้อถกเถียงและขั้นตอนทางการเมืองอีกหลายด่าน แต่อย่างน้อยจุดเริ่มต้นควรมาจากเสียงของประชาชน

 

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่วันที่ประชาชนจะตัดสินว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร

 

แต่เป็นวันที่ต้องตัดสินว่า เราควรเปิดประตูบานแรกสู่ความเป็นไปได้นั้นหรือไม่

 

และสำหรับ THE STANDARD คำตอบชัดเจนว่า ประตูบานนี้ควรเปิดด้วยมือของประชาชน

The post 8 กุมภาพันธ์: เลือกผู้แทนฯ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน https://thestandard.co/plan-15-china-five-themes/ Thu, 20 Nov 2025 04:38:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1145293 แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน

นโยบายเศรษฐกิจกับตลาดหุ้นจีนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจ […]

The post แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน

นโยบายเศรษฐกิจกับตลาดหุ้นจีนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้

 

และเมื่อปี 2026 กำลังจะมาถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 สำหรับปี 2026-2030 ก็จะเริ่มบังคับใช้

 

แผนห้าปีรอบนี้ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจจีนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เน้นคุณภาพ และความมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP สะท้อนว่าทิศทางเศรษฐกิจจะเฉพาะเจาะจง และมุ่งเชิงโครงสร้างมากกว่าเดิม

 

มองย้อนกลับไปในอดีต การจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับแผน 5 ปี มักทำผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบไม่เจาะจง

 

ตัวอย่างเช่น บทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ที่ใช้แบบจำลองภาษา (LLM) สกัดสัญญาณการลงทุนที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากแผนห้าปี ชี้ว่าหากลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม (GICS Level 2) ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด 5 อันดับแรก นับตั้งแต่ปี 2001 (แผนฉบับที่ 5) มาจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีราว 128% หรือชนะดัชนีหุ้นจีนเฉลี่ยประมาณปีละ 9% ทีเดียว

 

ผมจึงวิเคราะห์ทิศทางแผน 15 พร้อมหาโอกาส และประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นจีน สรุปได้เป็น 5 ธีมเด่นที่มีทั้งนโยบายหนุน การเติบโตสูง และมูลค่าเหมาะสม มาให้นักลงทุนได้เลือกตัดสินใจไปพร้อมกัน

 

1. กลุ่มไบโอเทค โอกาสสู่การเป็นฐานผลิตภัณฑ์และการวิจัยของโลก

 

กลุ่ม Biotech ได้รับการกล่าวถึงในแผน 15 จากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านสาธารณสุข ลดการพึ่งพายาต่างประเทศ และเศรษฐกิจสูงวัย จุดเด่นสำคัญคือต้นทุนการวิจัยระดับสูงที่ถูกกว่าประเทศพัฒนาแล้ว มีตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ และในอนาคตถ้าสามารถประยุกต์ใช้ AI ในวิจัยยาได้ยิ่งจะมีประสิทธิภาพสูง

 

กำไรของกลุ่มไบโอเทคกำลังฟื้นตัว แม้กลุ่มนี้จะซื้อขายในระดับ P/E เฉลี่ยสูงถึง 30-40 เท่า แต่แลกมาด้วยการเติบโตที่ระดับ 15-25% แบบไม่อ่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นับว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

2. กลุ่มยานยนต์และพลังงานสมัยใหม่ พลังขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายตั้งแต่แผน 10-13 คิดเป็นการพัฒนาต่อเนื่องถึงกว่า 20 ปี เป้าหมายของการพัฒนาแผนใหม่นี้แตกต่างจากเดิม โดยมองไปที่ความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการต่อยอดให้ผู้ผลิตยานยนต์จีนก้าวไปสู่ระดับโลก

 

จุดเด่นของธุรกิจคือมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ ยอดขายเติบโตเร็ว และอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ Margin ไม่สูง ทำให้ P/E เข้าถึงได้ เมื่อนำมารวมกับ Battery Supply Chain ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ทำให้การลงทุนกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตได้

 

3. กลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูง เสริมเครื่องจักรด้วย AI ดันผู้นำธุรกิจให้เติบโตระยะยาว

 

การยกระดับอุตสาหกรรมเดิมด้วย AI เป็นหนึ่งในแผนล่าสุดในฉบับที่ 15 เป้าหมายหลักคือการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดการพึ่งพาอุปกรณ์เฉพาะทางจากต่างประเทศ

 

ภาคการผลิตที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยได้ประกอบด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เครื่องจักรความแม่นยำ ไปจนถึงอากาศยานและอวกาศ การลงทุนในกลุ่มนี้ คาดว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้นำในแต่ละกิจกรรมการผลิตเฉพาะทาง สำหรับนักลงทุน จุดเด่นของการลงทุนในผู้ผลิตขั้นกลางคือ Valuation จะอยู่ราวระดับ 15-30 เท่า เหมาะสมเมื่อเทียบกับการเติบโตที่สูง

 

4. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Technology ยกระดับเครือข่าย Computing ไม่หลุดเมกะเทรนด์เติบโตระยะยาว

 

เมื่อต้องการเติบโตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การรวมเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้าไว้ในการลงทุนภาครัฐเป็นความต่างสำคัญเมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐที่สนับสนุนให้เอกชนหรือ Hyperscalers เป็นผู้ลงทุน

 

แม้จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดคือความเชื่องช้าเมื่อเทียบกับสหรัฐ แต่ก็แลกมาด้วยความคุ้มค่าและมีมาตรฐานเดียวกัน ธุรกิจที่จีนมีแต้มต่อประกอบด้วย Server ออปติกความเร็วสูง ไปจนถึง Power Supply กำไรขั้นต้นอาจไม่สูง แต่ถ้าสามารถขยาย Network ไปต่างประเทศได้ ก็คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตก้าวกระโดดให้เห็นเช่นกัน

 

5. กลุ่มผู้ผลิตชิปกลายเป็นธุรกิจหลักเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

 

ทางการจีนไม่ได้แค่กล่าวถึงธุรกิจ Semiconductor ในแผน 15 มากที่สุด แต่ยกธุรกิจ Chip ขึ้นเป็นยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความมั่นคงเทคโนโลยีไปแล้ว

 

ในธุรกิจนี้ จีนยังคงตามผู้นำอย่างสหรัฐฯ อยู่ราว 2-3 generations เป้าหมายแรก คาดว่าจะเป็นการยกระดับ Value Chain ตั้งแต่ออกแบบ ผลิตวัสดุ อุปกรณ์ Packaging ไปจนถึง Foundry ก่อนที่จะเริ่มลดการพึ่งพาชิปขั้นสูงจากต่างชาติ

 

จุดแข็งสำคัญที่สุดของธุรกิจนี้ คือการเป็นพื้นฐานของทุกธีมข้างต้น จึงมีแนวโน้มการเติบโตสูงและต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องระวังคือ Valuation ที่อาจสูงเกินไปในบางจังหวะตามความคาดหวังของตลาด

 

ท้ายที่สุด เมื่อแผน 15 เริ่มใช้ปี 2026 การจัดพอร์ตให้สอดคล้องธีมเติบโตใหม่ อาจสำคัญกว่าเดาทิศทางตลาดหุ้นจีน

 

แผนห้าปีรอบนี้เป็นก้าวสำคัญของทั้งประเทศจีนและนักลงทุน แม้ห้าปีอาจไม่ใช่เวลาสั้นๆ และตลาดมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเลือกลงทุนตามแผนที่ถูกต้อง อย่างน้อยในอนาคตปี 2030 เราจะไม่ต้องมองกลับมาเสียดายกับโอกาสครั้งนี้แน่นอนครับ

 

แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน 1

สรุปภาพรวมเชิงกลยุทธ์ภาครัฐและเอกชนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีนฉบับที่ 15

 

อ้างอิง: Gov.cn และ FSS

ภาพ: XIUYUAN YAO / Getty Images

The post แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ ของไทย ครอง 30% ของ GDP แต่ ‘การเงินสีน้ำเงิน’ ยังไปไม่ถึง https://thestandard.co/thailand-blue-economy-finance-gap/ Wed, 29 Oct 2025 12:21:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1133194 เศรษฐกิจสีน้ำเงิน

‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ (Blue Economy) ถือเป็นขุมทรัพย์สำคั […]

The post เจาะลึก ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ ของไทย ครอง 30% ของ GDP แต่ ‘การเงินสีน้ำเงิน’ ยังไปไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจสีน้ำเงิน

‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ (Blue Economy) ถือเป็นขุมทรัพย์สำคัญของประเทศไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว การประมง และการขนส่งทางทะเล ตลอดจนอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

แต่การพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลที่ผ่านมายังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทั้งการกัดเซาะชายฝั่ง การรั่วไหลของขยะและมลพิษ รวมถึงการลดลงและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล .ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งในเชิงระบบนิเวศและในเชิงเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างมหาศาล

 

บทความนี้จะพาไปสำรวจกลไก “การเงินสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางทะเลอย่างยั่งยืน

 

พร้อมวิเคราะห์ถึงความพร้อมของประเทศไทยในปัจจุบัน และเจาะลึกอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรายังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs การขาดแคลนข้อมูล และช่องว่างทางนโยบาย มาร่วมกันหาคำตอบว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตทางทะเลให้เป็นโอกาสในการเติบโตที่ยั่งยืนได้อย่างไร

 

สำรวจ ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ (Blue Economy) ของไทย

 

ด้วยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของ ‘ประเทศไทย’ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรทางทะเล ทำให้‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ (Blue Economy) มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ เช่น การท่องเที่ยวชายฝั่งและทางทะเล การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การจัดการขยะ ท่าเรือ การขนส่ง และการฟื้นฟูระบบนิเวศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของ GDP ไทย

 

ไทยมีเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) 420,280 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมแนวชายฝั่ง เช่น อ่าวไทย ชายฝั่งทะเลอันดามัน และทางตอนเหนือของช่องแคบมะละกา ด้วยแนวชายฝั่งทะเลที่ทอดยาว 3,148 กิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัด จึงทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลอย่างยั่งยืนที่หลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบริการด้านการท่องเที่ยว การขนส่งและการอนุรักษ์ทางทะเล เป็นต้น ด้วยตระหนักถึงโอกาสและความท้าทายเหล่านี้ ไทยจึงได้บูรณาการหลักการเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 – 2593

 

ในรายงาน Innovative Blue Financing for Integrated Seascape Management in Thailand ของธนาคารโลก (World Bank) ได้มีการกำหนด 3 ภาคส่วนหลักที่สำคัญในเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทย ได้แก่

 

  • การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและความสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง (Coastal Resilience): ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่ง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แนวชายฝั่งของไทยมากถึง 30% ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ 126.4 ล้านตารางเมตร และความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยกรุงเทพมหานครและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อการกัดเซาะ การทรุดตัวของแผ่นดิน และภัยพิบัติจากอุทกภัยครั้งใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ประเทศไทยได้ดำเนินโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันชายฝั่ง โครงการฟื้นฟูป่าชายเลน และกลยุทธ์การปรับตัวโดยชุมชน จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทย มีความสนใจที่จะดำเนินโครงการลงทุนร่วมกับธนาคารโลกในด้านโครงการด้านการป้องกันการกัดเซาะและการอนุรักษ์ชายฝั่ง รวมถึงโครงการฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเลต่อไป

 

  • การท่องเที่ยวชายฝั่งและทางทะเลอย่างยั่งยืน (Sustainable Coastal and Marine Tourism): แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลของประเทศไทยทำให้การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของ GDP ของประเทศ โดยแนวทางปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้รับการให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวลง 20% ภายในปี 2573 ซึ่งจากการหารือเบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความสนใจที่จะดำเนินโครงการลงทุนร่วมกับธนาคารโลกเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลในภูมิภาคอาเซียน

 

  • การจัดการขยะและน้ำเสีย (Waste and Wastewater Management): เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางทะเลและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ประเทศไทยยังมีความต้องการการลงทุนในระบบการจัดการน้ำเสียที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการบำบัดขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะมูลฝอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลพิษจากขยะพลาสติก ยังคงเป็นความท้าทายเร่งด่วน จากการหารือ พบว่าประเทศไทยมีความสนใจในการดำเนินโครงการด้านป้องกันและควบคุมมลพิษร่วมกับธนาคารโลกเช่นกัน เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะและการกำจัดขยะอย่างยั่งยืนทั้งในระดับชุมชนและเทศบาล

 

 

สำรวจพัฒนาการความคืบหน้า การเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance) ทั่วโลก

 

การเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance) หมายถึง กรอบการทำงานทางเศรษฐกิจและการเงินที่ออกแบบมาเพื่อนำการลงทุนและทรัพยากรทางการเงินไปสู่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทร โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยั่งยืน

 

ในขณะที่ปัจจุบันสุขภาพของมหาสมุทรก็เสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น มลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น การใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างเกินควร และอุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้น

 

ในบริบทนี้ แรงขับเคลื่อนการเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance) จึงกำลังก่อตัวขึ้นในหมู่นักลงทุน สถาบันการเงิน และผู้ออกหลักทรัพย์ทั่วโลก

 

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IFIs) กำลังให้ความสำคัญกับการเงินสีน้ำเงินมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ต่างๆ ได้ให้สินเชื่อสีน้ำเงินและการลงทุนในพันธบัตรแก่สถาบันการเงินและบริษัทเอกชนเป็นมูลค่ากว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2563

 

แม้จะมีกระแสนี้ แต่ขนาดและกระแสเงินทุนของการเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance) ทั่วโลกยังคงมีขนาดเล็ก ไม่เพียงแต่ในแง่ของปริมาณเท่านั้น แต่ยังน้อยเมื่อเทียบกับการเงินสีเขียว (Green Finance) ด้วย
โดยปริมาณพันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) สะสมระหว่างปี 2561 ถึง 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปริมาณพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) สะสมระหว่างปี 2549 ถึง 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ภาครัฐฯ ยังมีบทบาทหลัก ‘มากกว่า’ เอกชนในการเงินสีน้ำเงิน

 

จนถึงปัจจุบัน กระแสเงินทุนภาคเอกชนยังมีบทบาทน้อยกว่า แม้ว่าการประมาณการจะแตกต่างกันไป แต่เป็นที่รู้กันดีว่า ในปัจจุบัน การเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance) ทั่วโลกมีแหล่งที่มาจากงบประมาณสาธารณะมากกว่า

 

The World Economic Forum ประเมินว่าการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 14 ‘ชีวิตใต้ท้องทะเล’ (Life Below Water) ภายในปี 2573 ต้องใช้เงินทุน 175 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2558 ถึง 2562 มีการจัดสรรเงินทุนเพียงประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น สำหรับเป้าหมายนี้ ทำให้เป็นเป้าหมายที่ได้รับเงินทุนน้อยที่สุดใน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

ความพร้อมด้านการเงินสีน้ำเงินของประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในในการวางรากฐาน ด้านการเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Finance) มากขึ้น การตระหนักถึงศักยภาพของเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่แรงผลักดันในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนานโยบายและตลาดทุน แม้ว่าปัจจุบัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเฉลี่ยเพียง 0.05% ของงบประมาณประจำปีของภาครัฐทั้งหมด แต่สิ่งนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในการต่อยอดในการดึงให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และใช้เครื่องมือทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเสริมการลงทุนของภาครัฐ
จากการประเมินความพร้อมของประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า พันธบัตรเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Bonds) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีศักยภาพสูง

 

โดยการศึกษาได้พิจารณาเครื่องมือทางการเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่หลากหลาย ทั้งพันธบัตรและสินเชื่อเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงิน พันธบัตรและสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน กองทุนเพื่อการลงทุนในเศรษฐกิจสีน้ำเงิน คาร์บอนเครดิตสีน้ำเงิน และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่ได้นำไปใช้ในประเทศอื่น ๆ โดยพิจารณาจากทั้งสภาวะอุปสงค์และอุปทาน กรอบการกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐานของตลาด ตลอดจนโอกาสที่จะขยายการใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยได้โดยเร็วในที่สุด

 

ณ สิ้นปี 2566 ประเทศไทยมี พันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Bonds) ที่ยังหมุนเวียนอยู่รวม 6.58 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 35% จากปี 2565 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับเงินทุนเพื่อความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ชัดเจน หากเทียบกับประเทศในภูมิภาค

 

ฐานนักลงทุนในพันธบัตร ESG ของประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2566:

 

  • พันธบัตร ESG ของรัฐบาล ส่วนใหญ่ถือครองโดยธนาคาร (32%), กองทุนระยะยาว (25%), บริษัทประกันภัย (17%) และนักลงทุนต่างชาติ (18%)
  • พันธบัตร ESG ภาคเอกชน ส่วนใหญ่ถือครองโดยบริษัทประกันภัย (25%), สหกรณ์ (20%) และนักลงทุนรายย่อย (18%)

 

สิ่งนี้บ่งชี้ถึงตลาดที่กำลังเติบโตเต็มที่พร้อมกับการยอมรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินเชิงนวัตกรรม เช่น พันธบัตรเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

 

จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการออกพันธบัตรบุกเบิกไม่กี่รายการที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการขยายตลาดในอนาคต:

 

  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) ออกพันธบัตรเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินมูลค่า 3 พันล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.78% ต่อปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับโครงการปกป้องทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB Thanachart Bank) ออกพันธบัตรสีเขียว-สีน้ำเงินมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจัดสรร 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri Bank) ออกพันธบัตรสีเขียว-สีน้ำเงินมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจัดสรร 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเศรษฐกิจสีน้ำเงินเช่นกัน
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Thai Union) ออก พันธบัตรเพื่อความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงาน (Sustainability-Linked Blue Bonds – SLBs) จำนวน 3 ชุด รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท (ประมาณ 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

แม้ว่าปริมาณการออกพันธบัตรเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินในประเทศไทยจะยังมีอยู่อย่างจำกัด แต่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินในวงกว้างกำลังส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงผลักดันจากมิติต่างๆ ทั้งด้านนโยบาย สถาบัน และตลาด
ปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย ประเทศไทยมีฐานนักลงทุนที่เติบโตและหลากหลาย ซึ่งมีประสบการณ์ในการลงทุนในเครื่องมือทางการเงินด้านความยั่งยืนต่างๆ มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของตลาดพันธบัตร ESG อย่างต่อเนื่อง รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมในประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างจริงจัง ตลอดจนความพร้อมของโครงการด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่สำคัญต่างๆ
ทั้งโครงการในด้านการอนุรักษ์และป้องกันการกัดเซาะเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของชายฝั่งทะเลไทย การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน และการจัดการขยะและมลพิษทางทะเลอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการนำเครื่องมือทางการเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินต่างๆมาใช้ ซึ่งรวมถึงการออกพันธบัตรสีนำเงิน เพื่อระดมเงินทุนจากภาคเอกชนมาใช้ในการลงทุนเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

สรุปได้ว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงินไทย นับเป็นภาคส่วนสำคัญของ GDP ถึง 30% อย่างไรก็ตาม ‘การเงินสีน้ำเงิน’ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสำคัญ กลับยังไม่ได้รับความสนใจมากพอ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสีนำเงินอีกมากหมาย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบาย ภาครัฐ และภาคเอกชน จะต้องเปลี่ยนศักยภาพนี้ให้เป็นการลงมือทำ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมั่งคั่งให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

The post เจาะลึก ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ ของไทย ครอง 30% ของ GDP แต่ ‘การเงินสีน้ำเงิน’ ยังไปไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน มอง วปอ.สำคัญ เห็นต่างผู้นำในอดีต ย้ำต้องมีอยู่ ต้องมีต่อไป ชู STECCC ขับเคลื่อนชาติ https://thestandard.co/anutin-vpo-steccc-67/ Mon, 22 Sep 2025 10:33:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1121456 อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นกล่าวในงานแถลงผลการศึกษา วปอ. รุ่น 67

วันนี้ (22 กันยายน) เวลา 15.30 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post อนุทิน มอง วปอ.สำคัญ เห็นต่างผู้นำในอดีต ย้ำต้องมีอยู่ ต้องมีต่อไป ชู STECCC ขับเคลื่อนชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นกล่าวในงานแถลงผลการศึกษา วปอ. รุ่น 67

วันนี้ (22 กันยายน) เวลา 15.30 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ในฐานะแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ และ ศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 กล่าวว่า “ผมอนุทิน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวานรายงานตัว” ทำให้ผู้อยู่ในห้องประชุมเฮลั่น 

 

อนุทินกล่าวต่อว่า พี่ๆ ทั้งหลายที่อยู่ในห้องประชุมนี้กว่า 90% เรารู้จักกันมาก่อน จึงขออนุญาตพบปะทุกคน ในฐานะศิษย์เก่า วปอ. ที่ผ่านมา ตนเองมาทุกปี วปอ. รุ่น 61 และเพราะใกล้จบการศึกษาปี 2562 ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำได้ว่ามีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มาฟังผลการแถลงการณ์การศึกษาด้วย และตนก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ขึ้นมาแถลงผลการศึกษา ก็เหมือนกับที่นักเรียน 7-8 คน ที่ขึ้นมาแถลงไปเมื่อสักครู่นี้ 

 

สำหรับตนมองเห็นคุณค่าการเป็นนักศึกษา วปอ. อย่างมากมาย อาจจะมีมุมมองจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่น เพราะถือว่าหลักสูตรนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเมื่อสักครู่ได้นั่งฟังการแถลงผลงาน ก็ให้ถือว่าวันนี้รับนโยบายจากนักศึกษา วปอ.ปี 67 และเมื่อได้รับฟังมันก็แปลก เหมือนได้ฟังเพลงพรหมลิขิต “ดลบันดาลชักพา ให้เรามาพบกันทันใด” ทำไมมันช่างเหมือนกับนโยบายตน ที่กำลังจะแถลง อาจจะต่างกันเพียงแค่ถ้อยคำที่บัญญัติไว้แต่ละเรื่องของกรอบความคิด แนวทางและยุทธศาสตร์ ตรงกับแนวทางที่เราจะแถลง 

 

จากนี้ไปเราต้องใช้หลักเชิงฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที ไม่ใช่ล้าหลัง ซึ่ง 4 หลักการที่นักศึกษาวปอ. 67 เสนอมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ทั้งหมด จึงคิดว่าอยากมาเรียนรุ่นที่ 67 เพราะคิดว่าแนวทางตรงกับแนวคิดของตน เพราะที่ผ่านมาจะเลือกเดินทางในต้องพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์  และรวมเอาหลักวิศวกรรมที่เรียนมานำมาประกอบเพื่อความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ในชีวิตเวลาจะวางแผนอะไร ตนจะยึดหลัก STEM ตามที่นักศึกษาว่ามาและต้องกราบเรียนตรงๆ ว่า ไม่เคยพลาดเลย ดังนั้นหลักของคนที่จะโตขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ทั้งภาคข้าราชการและภาคเอกชน 

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลของตนที่กำลังจะเริ่มทำงาน ต้นสัปดาห์หน้าเป็นต้นไปน่าจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้วันนี้ต้องรีบมาก่อนเพราะไม่รู้ว่าปีหน้าจะได้มาหรือเปล่า วันนี้จึงต้องมาในฐานะศิษย์เก่า โดยรุ่นปี 61 ของตนไม่มีเพียงแค่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ก็มีครบทุกเหล่าทัพ ตนจะขับเคลื่อนด้วยรัฐบาลด้วยหลัก STECCC ประกอบด้วย 

 

  • Systematic : ขับเคลื่อนต้องมีระบบ 
  • Thainess: ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม 
  • Exponential: ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด เปิดช่องทางให้ไทยไปยืนบนเวทีโลกได้ 
  • Connectivity: เชื่อมต่อ สายสัมพันธ์ เงินก็ซื้อไม่ได้
  • Continuity: ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด 
  • Constructive: คิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า 

 

“ประเทศไทยที่เราเบื่อหน่ายจะก้าวหน้าสักที ใครที่เคยดูถูกว่าพลังมวลชนไม่มีความหมาย พูดเลยว่าเปิดด่าน พูดเลยว่าเกี๊ยเซี๊ยะ พูดเลยว่ายอมเขา แล้วท่านจะรู้ว่านรกมีจริง” อนุทิน กล่าว 

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า แม้ว่ารัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่เราจะทำให้ความคาดหวังของพวกพี่และความตั้งใจของพวกตนไปบรรจบกันที่เป้าหมาย แยกกันเดินรวมกันตี ทหารก็รบไป คิดยุทธศาสตร์ไป ตนก็หาวิธีกดดันกัน วันนี้ยอมไม่ได้บอกว่ามาถึงขนาดนี้แล้วมีแต่เราต้องไล่ตี กำหนดเงื่อนไขเชิงรุก คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ

 

ทุกคนบอกว่าประเทศไทยได้เปรียบทุกประตูทางด้านเศรษฐกิจและแสนยานุภาพ จะให้เราไปเจรจาแล้วจะยอมก่อน เชื่อว่าพวกพี่กับตนสะกดคำพวกนี้ไม่เป็น ตนไม่อยากใช้คำว่าได้เปรียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากเรามีความพร้อมกว่าคนที่มีปัญหาด้วย เราจะต้องใช้ความพร้อมนี้สร้างคุณประโยชน์และสิ่งที่ประเทศต้องการให้มากที่สุดนับจากวันนี้เป็นต้นไปตนในนามรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และฝ่ายปกครองจะใช้แนวทางนี้ในการดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่มีปัญหาอยู่

 

“ดังนั้น วปอ. ยังต้องมีอยู่ และต้องมีต่อไป คนที่มีประสบการณ์และมีคุณสมบัติอย่างพี่ๆ ต้องอยู่ร่วมกันสร้างบ้าน สร้างเมืองให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” อนุทินกล่าวทิ้งท้าย 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นกล่าวในงานแถลงผลการศึกษา วปอ. รุ่น 67

The post อนุทิน มอง วปอ.สำคัญ เห็นต่างผู้นำในอดีต ย้ำต้องมีอยู่ ต้องมีต่อไป ชู STECCC ขับเคลื่อนชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.สูงสุด เผยเบื้องหลังวิกฤตชายแดนและยุทธศาสตร์ชาติในวันที่โลกเปลี่ยน https://thestandard.co/songwit-noonpakdee-interview-security-dialogue/ Mon, 15 Sep 2025 06:09:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1119395 songwit-noonpakdee-interview-security-dialogue

ประเด็นสำคัญ   ชนวนร้อนการเมือง สู่ความขัดแย้งชายแ […]

The post ผบ.สูงสุด เผยเบื้องหลังวิกฤตชายแดนและยุทธศาสตร์ชาติในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
songwit-noonpakdee-interview-security-dialogue

 

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติ ‘Thailand Security Dialogue 2025’ ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่รวบรวมนายทหารระดับสูง เอกอัครราชทูต นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ โดยมี พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานและให้การต้อนรับบุคคลสำคัญ เช่น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจากมาเลเซีย บรูไน และแคนาดา

 

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นตามเจตนารมณ์ของกองทัพไทย ที่ต้องการส่งเสริมบทบาทของไทยบนเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาค แต่ขณะที่การหารือมุ่งไปที่ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต สถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดของไทยกลับเป็นความตึงเครียดบริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกกับประเทศกัมพูชา เหตุปะทะรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นำไปสู่การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต และถือเป็นการหวนกลับมาของปัญหาความขัดแย้งครั้งประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารเมื่อ 14 ปีก่อน

 

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบัญชาการ โดยไม่ใช่เพียงนายทหารที่เติบโตมาในสายงานเท่านั้น แต่ยังเป็นทายาทของ พล.อ. อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประสบการณ์จากการดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างแม่ทัพภาคที่ 1 ทำให้มีความเข้าใจต่อประเด็นชายแดนอย่างลึกซึ้ง และในวันที่ 30 กันยายนนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดท่านนี้กำลังจะเกษียณอายุราชการ

 

ดิฉันมีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ. ทรงวิทย์ ในการสัมภาษณ์พิเศษของรายการ THE WORLD DIALOGUE ซึ่งเป็นการสนทนาที่บันทึกมุมมองของผู้นำสูงสุดทางทหารในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับบททดสอบด้านความมั่นคงที่สำคัญ

 

พล.อ. ทรงวิทย์

 

ชนวนร้อนการเมือง สู่ความขัดแย้งชายแดน

 

วิกฤตครั้งนี้ซับซ้อนกว่าแค่การกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนทั่วไป แต่ยังมีปัจจัยการเมืองภายในของทั้งสองประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์ว่าฝ่ายกัมพูชาอาจใช้สถานการณ์ชายแดนเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม เสริมความนิยมให้รัฐบาลในประเทศ


จุดเปลี่ยนสำคัญที่เพิ่มความไม่ไว้วางใจคือ การเผยแพร่ ‘คลิปเสียง’ ระหว่างสมเด็จฮุน เซน และ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองเปราะบางอย่างยิ่ง ทำให้การตอบสนองต่อวิกฤตในระดับรัฐบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก และภาระหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยจึงตกอยู่กับกองทัพโดยตรง

 

เบื้องหลังแผน ‘จักรพงษ์ภูวนาถ’: การทำงานของกองทัพในภาวะวิกฤต

 

เมื่อการปะทะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม พล.อ. ทรงวิทย์ เปิดเผยถึงกระบวนการตัดสินใจและความร่วมมือของกองทัพในระดับสูง

 

“ตีสี่วันนั้นผมยังอยู่ในพื้นที่ พอทราบว่ามีการปะทะก็บินกลับมา และได้พูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่าเราจะเดินกันอย่างไรต่อไป” ผบ.ทสส. เล่าถึงการรับมือในชั่วโมงแรก

 

การตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นในห้องบัญชาการรบเช้าวันนั้นคือ การอนุมัติให้ใช้ ‘แผนจักรพงษ์ภูวนาถ’ ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการร่วมของทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อป้องกันอธิปไตย พล.อ. ทรงวิทย์ กล่าวถึงการตอบสนองของผู้นำทุกเหล่าทัพในขณะนั้นว่า “ผู้บัญชาการเหล่าทัพบอกว่าเราพร้อมใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถและเหล่าทัพพร้อมที่จะปฏิบัติทั้งหมด ทุกคนก็ Align กำลัง ผมพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพลุกขึ้นมาร่วมมือกันในการปกป้องอย่างไม่มีข้อแม้”

 

สายการบังคับบัญชาและกำลังพลหลากหลายหน่วยงาน

 

พล.อ. ทรงวิทย์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำงานของผู้บังคับบัญชาและกำลังพลในทุกระดับ ตั้งแต่แม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.​ บุญสิน พาดกลาง) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมยุทธศาสตร์ในพื้นที่ ไปจนถึงผู้บังคับหน่วยระดับยุทธวิธีอย่างผู้การกรมและผู้พัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กองทัพสามารถตอบโต้ต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือ ความเสียสละของกำลังพลในระดับปฏิบัติการ

 

“ผมเชื่อว่าคนที่ปกป้องแผ่นดินนี้จริงๆ คือทหารตัวเล็กๆ ที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิต…

ผมขอใช้โอกาสนี้สดุดีทุกๆ คน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ บาดเจ็บ และท่านที่เสียชีวิตไปแล้ว”

 

พล.อ. ทรงวิทย์ ชี้ว่าภารกิจครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทหารหลัก ทหารพราน ตำรวจตระเวนชายแดน หรือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจากกระทรวงมหาดไทย

 

จากสมรภูมิสู่โต๊ะเจรจา: ความหวังที่เป็นกลไกทวิภาคี

 

แม้การตอบโต้ทางทหารจะเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่ พล.อ. ทรงวิทย์ ก็ย้ำว่าหนทางแก้ปัญหาระยะยาวต้องกลับสู่กระบวนการทางการทูต ผ่านกลไกสำคัญอย่าง คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)

 

“ในมุมของกองทัพ เรายังยืนยันเหมือนเดิมว่าต้องปกป้องอธิปไตยตามเส้นเขตแดนของเรา ส่วนจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องเขตแดนก็ไปว่ากันในเวทีของ JBC ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนนำ”

 

ผบ.ทสส. สะท้อนว่า แม้กองทัพจะพร้อมรบ แต่ก็เข้าใจดีว่าสันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการพูดคุยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าเมื่อการเมืองและความไม่ไว้วางใจเข้าครอบงำ กลไกทางการทูตเหล่านี้ก็อาจหยุดชะงักลง

 

ยุทธศาสตร์ชาติในโลกที่เปลี่ยนแปลง

 

นอกเหนือจากปัญหาเฉพาะหน้า พล.อ. ทรงวิทย์ ยังมองไปถึงภาพใหญ่ของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันของมหาอำนาจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับไทย โดยย้ำถึงหลักการ ‘Partner of Choice’ หรือ ‘ไม่เลือกข้าง แต่เลือกเป็นประเด็น’ โดยมีความร่วมมือกับนานาชาติในมิติต่างๆ ตามผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และชี้ว่าไทยต้องใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ (Connectivity) ระหว่างสองมหาสมุทรผ่านการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

 

มุมมองและแผนชีวิตหลังเกษียณ

 

สำหรับชีวิตหลังเกษียณ พล.อ. ทรงวิทย์ วางแผนไว้อย่างเรียบง่ายคือ การกลับไปใช้เวลากับครอบครัว ทำงานด้านการศึกษาเพื่อตอบแทนสังคม และหาความสงบด้วยการบวชศึกษาธรรมะเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ ‘อีกบทบาทหนึ่งของชีวิตที่ไม่ต้องยึดติดกับยศถาบรรดาศักดิ์’

 

ในฐานะผู้สัมภาษณ์ ดิฉันสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของ พล.อ. ทรงวิทย์ ในการนำประสบการณ์และความรู้ทั้งหมดมาปรับใช้อย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับสถานการณ์คับขัน ท่านเป็นผู้ที่มองไปข้างหน้าอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเพื่อนร่วมงานในทุกระดับ โดยเฉพาะความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับกำลังพลซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง ขณะที่โจทย์ใหญ่ของกองทัพไทยยังคงเป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่หลากหลาย ทั้งในระดับพรมแดนและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของกองทัพในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

 

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม เรื่อง บทส่งท้าย ผบ.สูงสุด เปิดใจเบื้องหลังแนวรบไทย-กัมพูชา และรับมือภัยคุกคามใหม่ ได้ในรายการ THE WORLD DIALOGUE ทาง YouTube ช่อง THE STANDARD

 

 

The post ผบ.สูงสุด เผยเบื้องหลังวิกฤตชายแดนและยุทธศาสตร์ชาติในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รับการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ รัฐบาลไทยควรเดินอย่างไร https://thestandard.co/new-world-order-thailand-strategy/ Sat, 19 Apr 2025 03:31:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1065913 รัฐบาลไทยกับยุทธศาสตร์รับมือระเบียบโลกใหม่ท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-จีน

ต้องเปิดทัศนคติใหม่ (New Mindset) แล้วว่า ระเบียบโลกได้ […]

The post รับการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ รัฐบาลไทยควรเดินอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไทยกับยุทธศาสตร์รับมือระเบียบโลกใหม่ท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-จีน

ต้องเปิดทัศนคติใหม่ (New Mindset) แล้วว่า ระเบียบโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากชุดความคิดแบบโลกาภิวัตน์/โลกานุวัตรที่มีสหรัฐฯ เป็นเพียงขั้วอำนาจเดียว (Hegemonic Unipolarity) ที่กำหนดกฎระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติต่างๆ ไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) ที่มี 2 ขั้วมหาอำนาจใหญ่คือ สหรัฐฯ และจีนเป็นคู่ขัดแย้ง และเครื่องมือสำคัญที่มหาอำนาจใช้ห้ำหั่นกันคือ เครื่องมือทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-Economics) 

 

ดังนั้นสงครามการค้า สงครามเศรษฐกิจ จะไม่ใช่เรื่องระยะสั้น แต่เป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ (Eco-system) ที่โลกาภิวัตน์/โลกานุวัตรได้แตกออกเป็น 3 ห่วงโซ่มูลค่า นั่นคือ 1. ห่วงโซ่มูลค่าที่นำโดยสหรัฐ (US-led Value Chains) 2. ห่วงโซ่มูลค่าที่นำโดยจีน (China-led Value Chains) และ 3. ห่วงโซ่มูลค่าของประเทศอื่นๆ ในโลก (Value Chains of the Rest of the World) ผู้เขียนใช้คำว่า Value Chains เพราะเราต้องพิจารณาทั้ง Supply, Demand และองค์ประกอบอื่นๆ ที่เชื่อมโยง Demand และ Supply เข้าด้วยกัน

 

เมื่อเป็นความขัดแย้งในมิติที่มีความหลากหลายทับซ้อน (ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์) ดังนั้นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ในการสร้างอำนาจการต่อรอง โดยเฉพาะในการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยที่อยู่ในจุดศูนย์กลางของความขัดแย้ง (ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก) และในการวางยุทธศาสตร์ เราจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา (Multi-disciplinary) ทั้งการค้า การลงทุน การเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในชุดองค์ความรู้แบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neo-Classical Economics) แต่เท่านั้นคงไม่เพียงพอ เราต้องใช้มิติความมั่นคง การเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ สังคม-วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรม ฯลฯ มาร่วมกันทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมประเทศไทยให้สามารถประคองตนอยู่ได้ และสามารถวางยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจ (Strategic Hedging) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

 

ผลประโยชน์ของประเทศ ประกอบด้วย 4 ประเด็น 

 

1) ความมั่นคงในมิติอำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความมั่นคงแบบ Non-Traditional Security ที่เน้นความมั่นคงของมนุษย์ 

 

2) ความมั่งคั่งที่หมายถึงเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ มีการเจริญเติบโต และมีการจัดสรรที่เป็นธรรม 

 

3) การขยายพลังอำนาจของชาติในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การทหาร และสุดท้ายที่อาจจะสำคัญที่สุด นั่นคือ  

 

4) ความภาคภูมิใจของชาติ (บางพื้นที่ บางชนชาติ อาจจะไม่ได้รับรองเป็นประเทศ อาจจะไม่มีแผ่นดิน แต่พวกเขาก็ยังคงมีความภาคภูมิใจในตนเอง ลองนึกถึงชาวปาเลสไตน์ ชาวไต้หวัน กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ สำหรับ ประเทศไทย เราต้องช่วยกันระวังอย่างยิ่งยวด อย่าให้มีใครมาแทรกแซง ปลุกปั่น ต้องคอยเฝ้าระวังให้ผู้นำรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่าให้เกิดผลประโยชน์ที่ขัดแย้งระหว่าง ผลประโยชน์ของชาติ กับผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์ของครอบครัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจ 

 

นาทีนี้เราต้องการทีมประเทศไทยที่ประกอบขึ้นจาก 6 เสาหลักที่ทำงานสอดประสานกัน อันได้แก่ 1) ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ ไม่สับสนในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศกับผลประโยชน์ของครอบครัว หรือของธุรกิจครอบครัว 2) ผู้ตัดสินใจทางนโยบายในระดับสูงที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ กล้าตัดสินใจ และรับผิดชอบการตัดสินใจ 3) เจ้าหน้าที่รัฐที่ซื่อสัตย์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล 4) นักวิชาการที่ทำงานหนักแบบสหสาขาวิชา ให้รู้ลึก รู้กว้าง รู้จริง และ กล้าเปลืองตัว ที่จะชี้นำสังคมผ่านการบริการวิชาการ 5) ภาคเอกชน (แน่นอนที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของธุรกิจ) และภาคประชาสังคม (ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชน) ที่ต้องการมีส่วนร่วม ให้ข้อมูลสนับสนุนช่วยการตัดสินใจ และ 6) สื่อสารมวลชนที่เข้มแข็ง กล้าหาญที่จะตรวจสอบ และนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือนแทรกแซง 

 

การรับมือกับระเบียบโลกใหม่คงต้องวางยุทธศาสตร์และจัดตั้งทีมงานทั้งศึกษา และเจรจา รวมทั้งสร้างเสริมความร่วมมืออย่างน้อย 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกา, ชุดที่ 2 เจรจาต่อรองกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และชุดที่ 3 สร้างอำนาจต่อรองโดยเล่นบทบาทนำในประชาคมอาเซียน ทำไมขั้นต่ำต้องมี 3 ชุด เพราะ ในมิติเศรษฐกิจ สหรัฐฯ จีน (รวมฮ่องกง) ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม คือประเทศคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย ซึ่ง 3 ประเทศคือสมาชิกประชาคมอาเซียน ในมิติการเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ คือประเทศมหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพสูงสุดในโลก จีนคือมหาอำนาจใกล้บ้าน ในขณะที่อาเซียนคือเวทีที่ประเทศไทยมีบทบาทนำมาตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ และมีศักยภาพสูงในการสร้างอำนาจการต่อรองทั้งกับสหรัฐฯ และกับจีน

 

แนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ:  

 

  • เราต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไทยเป็นตัวของตัวเอง ไทยมีจุดแข็งของตนเอง ไทยพร้อมสนับสนุนการค้า การลงทุนที่เสรีและเป็นธรรม ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเขตอิทธิพลของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ หรือ มหาอำนาจใดๆ 

 

  • จากนั้นต้องเร่งสำรวจว่าเราเองทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีช่องทาง มีสายสัมพันธ์ มีแนวทางการติดต่อประสานงานกับประธานาธิบดีทรัมป์ และทีมงานที่ภักดีของเขา รวมทั้งผู้สนับสนุนการรณรงค์หาเสียงของเขาในช่องทางใดบ้าง มีอะไรที่จะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้คนเหล่านี้ต้องการเป็นสะพานเพื่อเปิดการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ

 

  • อาวุธสำคัญที่สุดที่เพิ่มการต่อรองให้ไทยในการเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากมิติเศรษฐกิจ (เนื่องจากมูลค่าของสินค้าและบริการที่เราจะสามารถซื้อได้จากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ สินค้าเกษตร ซอฟต์แวร์ และบริการอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีมูลค่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับศักยภาพที่เราจะไปลงทุนในสหรัฐฯ) แต่อำนาจการต่อรองของไทยมาจากมิติความมั่นคงและการเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราต้องไม่ลืมว่าราชอาณาจักรสยามและสหรัฐอเมริกามีหลักฐานความสัมพันธ์กันตั้งแต่ปี 1818 และลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและการค้ากันตั้งแต่ 1833 (192 ปีที่แล้ว) เราคือชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเป็นพันธมิตรเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับสหรัฐฯ มาตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เราเป็นหนึ่งในภาคีองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ตั้งแต่ปี 1954 และมี Thanat–Rusk communiqué ในปี 1962 เราเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรหลักนอกนาโต้ (Major Non-NATO Ally: MNNA) และมีความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นคือ สหรัฐฯ มีสถานเอกอัครราชทูตที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เพิ่งจะลงทุนเรือนหมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับสถานกงสุลของสหรัฐฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นในห้วงเวลาที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก คือจุดศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ ในจังหวะที่จีนกำลังขยายอิทธิพลลงมาในอาเซียนภาคพื้นทวีป และในเวลาที่เมียนมาและเวียดนามกำลังจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่น่าจะใช้เทคโนโลยีของรัสเซีย 

 

  • ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ไม่ต้องหงอ ไม่ต้องหมอบ และต้องยืดอกเจรจากับสหรัฐฯ อย่างสง่าผ่าเผย โดยเรื่องสำคัญที่ไทยต้องการและสหรัฐฯ ก็ต้องการนั่นคือ ถ้าสหรัฐฯ จะดึงเงินลงทุนกลับเข้าประเทศสหรัฐฯ เพื่อไปผลิตสินค้า Made in USA สหรัฐฯ จะให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง เพราะต้องอย่าลืมว่า Make America Great Again, การสร้างการจ้างงานและการลดค่าครองชีพให้คนอเมริกัน เกิดไม่ได้เพียงเพราะการสร้างกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า หากแต่จะเกิดได้เมื่อกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า มาพร้อมกับมาตรการส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และให้สิทธิพิเศษเพื่อให้เงินลงทุนกลับไปลงทุนสร้างฐานการผลิตในสหรัฐฯ

 

แนวทางการเจรจากับจีน: 

 

  • อัตราภาษี 125% ที่จีนจัดเก็บกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และอัตราภาษี 145% (และบางรายการอาจสูงถึง 245%) ที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับสินค้านำเข้าจากจีน (ข้อมูล ณ​ วันที่ 17 เมษายน 2025) ทำให้การค้าระหว่าง 2 ประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้ 

 

  • 2 เรื่องในทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องร้องขอจากจีน คือ 1) มีสินค้าใดบ้างที่จีนต้องการรับซื้อจากไทยเพื่อทดแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ และ/หรือ สินค้าที่จีนมีความต้องการสูงมากเป็นพิเศษ โดยสินค้าที่มีศักยภาพสูงอาทิ พืชพลังงาน พืชที่ใช้ในการผลิตน้ำมัน สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ทั้ง 3 รายการนี้มีความสำคัญมาก เพราะจีนเป็นประเทศที่ไม่สามารถผลิตอาหารและพลังงานได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ สินค้ากลุ่มต่อมาคือ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก สารเคมี 2) หากจีนต้องการขึ้นมาเป็นพี่ใหญ่ในเวทีโลก และไทยเองก็พร้อมจะสนับสนุนในฐานะประเทศที่มิใช่อื่นไกลแต่เป็นพี่น้องกัน ‘จงไท่อี้เจียชิน’ (中泰一家亲) ปี 2025 เป็นเพียง 50 ปีเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ หากแต่ในความเป็นจริงแล้วสยามและจีนเป็นเพื่อน เป็นคู่ค้า เป็นพันธมิตรกันมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน-หมิงและ ชิง หรือก่อนการเกิดขึ้นของราชอาณาจักรอยุธยา ดังนั้นสินค้าจีนที่ไม่สามารถส่งออกไปขายยังสหรัฐฯ ต้องไม่ถูกนำมาทุ่มตลาดในประเทศไทยจนทำให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ต้องเดือดร้อน พี่ใหญ่ต้องไม่รังแกน้องเล็กในเวลาที่ตนเองกำลังเดือดร้อน 

 

  • จุดยืนที่ไทยต้องแสดงต่อจีนคือ ไทยพร้อมสนับสนุนจีนในเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ (人类命运共同体 Community with a shared future for mankind) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ Global Development Initiative, Global Security Initiative และ Global Civilization Initiative โดยเฉพาะสนับสนุนบทบาทของจีนในเวทีโลก (ในประเด็นที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทย) โดยเฉพาะใน องค์การการค้าโลก (WTO) การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และ องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจีนคงจะมีบทบาทโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ไทยพร้อมที่จะเชื่อมโยงระบบการชำระเงินที่ใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการซื้อขาย ไทยพร้อมต้อนรับการลงทุนของจีน 

 

  • ทั้งนี้ฝ่ายไทยเองก็ต้องชัดเจนอาทิ การแสดงความจริงใจผ่านการกำหนดผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจในการตัดสินใจในการเร่งรัดการก่อสร้างการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับไทยและจีนในโครงการความริเริ่มแถบและเส้นทาง การแสดงความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เลือกปฏิบัติหรือการคอร์รัปชันฉ้อราษฎร์บังหลวง จนทำให้เครือข่ายอาชญากรรมที่จีนเองก็ต้องการปราบปรามมาสร้างอาณาจักรและเขตอิทธิพลภายในและรอบๆ ประเทศไทย และในเวทีการเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

 

  • และอีกประเด็นคือการเรียกร้องให้จีนช่วยสนับสนุน และเจรจากับผู้นำบราซิลที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ในปีนี้ ให้รับไทยเข้าเป็นสมาชิกแบบ Full Member ของกลุ่ม BRICS เพราะไทยเองก็ต้องการแสวงหาโอกาส ต้องการแสวงหาตลาดใหม่ๆ ที่จะเป็นทางเลือกเพื่อมาทดแทนตลาดการค้าที่กำลังจะเสียไป จากสงครามเศรษฐกิจและระเบียบโลกใหม่

 

สร้างอำนาจต่อรองโดยเล่นบทบาทนำในประชาคมอาเซียน: อาเซียนต้องวางยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐฯ ร่วมกัน ซึ่งได้มีการตกลงไปแล้วผ่านการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนัดพิเศษเมื่อ 10 เมษายน 2025 ผู้เขียนเสนอว่าอาเซียนต้องจัดทำคือ

 

  • อาเซียนทั้ง 10 ประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับที่ 5 ของโลก เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่และเติบโตด้วยอัตราเร่ง อาเซียนมีกำลังแรงงานจำนวนมาก เช่นเดียวกับมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ และในทางการเมืองอาเซียนคืออาเซียน อาเซียนเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของมหาอำนาจใด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ และ/หรือ จีน รวมทั้งอาเซียนต้องการที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงทั้ง 3 ห่วงโซ่มูลค่าของโลกเข้าด้วยกัน

 

  • ‘ยุทธศาสตร์ราชสีห์กับหนู’ 10 ประเทศสมาชิกต้องร่วมกันนำเสนอนโยบายที่ทำให้ทรัมป์ต้องให้ความสนใจอาเซียน (ทรัมป์เคยมาเยือนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในปี 2017 แต่ไม่เคยเข้าประชุมกับผู้นำอาเซียน จากนั้นก็ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมในระดับที่ผู้นำอาเซียนไม่สามารถรับได้) อาเซียนต้องเป็นหนูที่แสดงความเกรงใจนบนอบในระยะปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นโอกาสที่สหรัฐฯ จะได้จากการร่วมมือกันในอนาคต สิ่งที่หนูอาเซียนจะเสนอให้กับราชสีห์สหรัฐฯ ได้ อาทิ ความต้องการในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของอาเซียนร่วมกันในอีก 4 ปีต่อจากนี้ ความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการที่เป็น Billing ขนาดใหญ่ อาทิ การจัดหาเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินต่างๆ ในประเทศอาเซียนที่มีตลาดการบินขนาดใหญ่และเป็น ฮับทางการบินที่สำคัญ, การจัดซื้อซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ สำหรับระบบบริหาร ASEAN Smart City Network รวมทั้งความต้องการในการจัดซื้อบริการเหล่านี้สำหรับการบริหารกิจการทั้งของรัฐบาลและของภาคเอกชนในอาเซียน, ความต้องการซื้ออุปกรณ์และองค์ความรู้ในการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการสร้างโรงไฟฟ้าและศักยภาพของการผลิตพลังงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ต้องการ, ทรัพยากรธรรมชาติของอาเซียนที่สหรัฐฯ ดิ้นรนแสวงหาอยู่ ณ ขณะนี้, ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนคาสิโนแห่งลาสเวกัสได้มีโอกาสในการทำธุรกิจในอาเซียนในประเทศที่กำลังเดินหน้านโยบายการเปิดบ่อน (ส่วนตัวผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนคาสิโนที่มอมเมาประชาชน แต่หากรัฐบาลจะดันทุรังเปิดให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะต้องอย่าลืมว่าผู้สนับสนุนทรัมป์ก็เป็นกลุ่มทุนคาสิโนยักษ์ใหญ่) ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอำนาจต่อรองที่หนูตัวนี้จะรอดจากเงื้อมมือราชสีห์ด้วยกันทั้งสิ้น 

 

  • เนื่องจากไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ได้รับสิทธิ์ในการเป็น Partner Country ของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BRICS ในขณะที่อินโดนีเซียได้รับสิทธิ์เป็น Full Member ของ BRICS เรียบร้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หนูน้อยอาเซียนต้องดำเนินการด้วยนั่นก็คือ เร่งเจรจากับผู้นำบราซิลที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ในปีนี้ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะรับอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเข้าเป็นสมาชิก เพราะหนูตัวนี้บางครั้งก็ต้องพึ่งพาราชสีห์อีกตัวมากดดันราชสีห์อันธพาลตัวเก่า 

 

  • คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะถามถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียน ว่ามันเป็นจริงได้หรือ คำตอบคือได้ เพราะอาเซียนคือประชาคมที่สนับสนุนให้ทั้ง 10 ประเทศมาร่วมมือกัน แต่ในขณะเดียวกันทั้ง 10 ประเทศก็มีอิสระเพียงพอที่จะดำเนินการในกิจการของตนเอง ดังนั้นมิติใดที่ไทยมีผลประโยชน์ร่วมกับอาเซียน ไทยต้องเร่งผลักดันให้อาเซียนเดินหน้าเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และในขณะเดียวกัน หากมีมิติไหนที่สมาชิกรู้สึกว่าผลประโยชน์ของตนอาจจะไม่สอดคล้องกับอาเซียน อาเซียนก็เปิดกว้างให้สมาชิกนั้นๆ เดินหน้าเจรจาโดยประเทศของตนเองคู่ขนานกับอาเซียนไปด้วยได้ ซึ่งจุดนี้คือสิ่งสำคัญที่แตกต่างจากสหภาพยุโรปที่มีสภาพบังคับที่กำหนดให้สมาชิกต้องมีนโยบายต่างประเทศร่วมกัน (Common External Policy) ซึ่งในหลายๆ ครั้งทำให้สมาชิกต้องการหรือเดินออกจากการเป็นสมาชิก

 

ไทยต้องหาตลาดใหม่ กำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ ในประชาคมนานาชาติ สินค้าที่เคยส่งออกไปสหรัฐฯ จากหลายๆ ประเทศจะกองท่วมกันอยู่ในตลาดโลก และจะไหลเข้ามาในประเทศต่างๆ ที่เปิดกว้างทางการค้า เหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถทำการค้าขายระหว่างประเทศได้ หากในอนาคตกำแพงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง (อาจจะก่อน 90 วันตามที่มีการประกาศเลื่อนออกไป) นั่นทำให้เราต้องพิจารณาตลาดการค้าของเราใหม่ ตัวอย่างเช่น เดิมสินค้าบางรายการของเราอาจจะสู้ราคาของสินค้าที่ผลิตในเวียดนามไม่ได้ หากแต่ด้วยอัตราภาษีที่สหรัฐฯ จะเก็บจากเวียดนามในอัตรา 46% และเก็บจากไทย 36% นั่นทำให้เราได้เปรียบเวียดนามด้านราคาประมาณ​ 10% 

 

ดังนั้นสินค้าบางรายการของเราจะมีความสามารถแข่งขันในตลาดโลกเหนือกว่าเวียดนาม มิพักต้องกล่าวถึงจีนที่โดนกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ในอัตราที่ไม่สามารถนำเข้าไปในสหรัฐฯ ได้ นั่นหมายความว่าแม้เราจะโดนภาษี 36% แต่เราก็ยังสามารถแทนที่สินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ ได้ และในขณะเดียวกันสิ่งที่เราต้องศึกษาเปรียบเทียบด้วยนั่นคือ บางประเทศที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นคู่แข่ง อาทิ มาเลเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ แต่เนื่องจากสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าจากประเทศเหล่านี้ในอัตราที่ต่ำกว่าที่จะจัดเก็บจากประเทศไทย นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องแข่งขันกับสินค้าจากประเทศเหล่านี้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มประเทศที่ไทยต้องมองเป็นโอกาสคือ โลกมุสลิม

 

โลกมุสลิม คือ ประชากรขนาดกว่า 1.8 พันล้าน ที่กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาค (หากพิจารณาจาก OIC ซึ่งประกอบด้วย 54 ประเทศสมาชิก) นี่คือตลาดกำลังซื้อสูง มีเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีทรัพยากรที่เป็นต้นทางของภาคการผลิต กลุ่มประเทศที่ Team Thailand ต้องทำงานหนักในการสร้างตลาดคือ โลกมลายู (มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน) การได้พวกเขาเป็นพันธมิตร เป็นคู่ค้า จะเป็นประตูเปิดทางสู่ตลาดโลกมุสลิม 

 

ตามมาด้วย เอเชียใต้ (อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ) และแอฟริกา (โดยอาจใช้นโยบายเหาฉลาม คือ พิจารณาว่าจีนไปเปิดตลาดการค้าการลงทุนอยู่ในพื้นที่ใดตามแนว BRI ซึ่งนั่นหมายถึงมีช่องทาง Logistics เชื่อมโยงแล้ว เราก็ส่ง Team Thailand ไปบุกตลาดเหล่านั้น) น่าเสียดายที่ที่ผ่านมา รัฐไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับประเทศในกลุ่มนี้เท่าที่ควร ตัวอย่างที่เห็นอาทิ กระทรวงการต่างประเทศนำเอาประเทศเหล่านี้ไปรวบกันไว้ในการดูแลติดตามโดยกรมเพียงกรมเดียว คือ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรมที่ขาดแคลนกำลังคนมากที่สุด หรือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่จะเป็นทัพหน้าในการสร้างโอกาสทางการค้าของไทย ก็มีสำนักงานส่งเสริมการค้า (หรือสำนักงาน Thai Trade) เพียงแค่ 4 แห่งในแอฟริกา ทั้งที่แอฟริกามี 54 ประเทศและมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน (เท่าๆ กับอินเดีย) และในวงวิชาการ เราเองก็ไม่มีศูนย์แอฟริกันศึกษาในประเทศไทยเช่นกัน

 

นอกจากการแสวงหาตลาดใหม่แล้ว การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อลดภาวะพึ่งพิง และสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายในประเทศที่มีความยั่งยืนก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเป็นเรื่องยาก (เพราะปัจจัยสำคัญ ขึ้นกับปัจจัยด้านพฤติกรรมของประชาชน และโครงสร้างประชากร) แต่หากทำได้ และขยายตัวรายจ่ายจากการบริโภคภายในประเทศให้มีสัดส่วนสูงขึ้นในมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ ไทยก็จะมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวผลักดันให้การบริโภคภายในประเทศอย่างยั่งยืนไม่ใช่การใช้นโยบายประชานิยม หากแต่ต้องเป็นการใช้นโยบายส่งเสริมการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ส่งเสริมความเท่าเทียมในการจัดสรรทรัพยากรและโอกาส และการมีธรรมาภิบาล

 

ในมิติการเงิน การคลัง ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยราว 1 ใน 3 อยู่ในรูปของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีกมหาศาล (โดยมีทองคำอยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศราว 10% เท่านั้น) ต้องอย่าลืมว่า ในปี 2000 สหรัฐฯ มีปริมาณเงินดอลลาร์หมุนเวียนในระบบ (M2 Money Supply) เพียง 4.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2024 ปริมาณเงินดอลลาร์เพิ่มเป็นมากกว่า 20.86 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า และนั่นทำให้เงินดอลลาร์มีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับตัวเองไปแล้วกว่า 46% ในช่วงเวลาระหว่างปี 2000-2024 ในขณะที่หนี้สาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6 เท่าจาก 5.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2000 เป็นกว่า 34.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ปี 2024 ทำให้ในทุกวันทำการสหรัฐฯ ต้องกู้เงินเพิ่มวันละกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีภาระดอกเบี้ยสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต้องลดเครดิตของรัฐบาลสหรัฐฯ เหล่านี้ทำให้หลายประเทศทั่วโลก เริ่มต้นกระแส De-Dollarization หลายประเทศเริ่มสะสมทองคำเพิ่มขึ้น ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเอกชนเองก็ทยอยลดความเสี่ยงโดยการเจรจาการค้าและลงทุนในสกุลเงินที่หลากหลาย และในตราสารทางเลือกอื่นๆ มากยิ่งขึ้น 

 

นั่นหมายความว่ารัฐบาลคงต้องทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดในการให้อิสระธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและปรับสัดส่วนกระจายการถือครองทรัพย์สินต่างๆ ในทุนสำรองระหว่างประเทศตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 

 

ใช้มิติสังคม วัฒนธรรม และมนุษยธรรมในการเสริมสร้าง Soft Power (ในความหมายที่แท้จริงของ Soft Power ที่ไม่ใช่สินค้าความคิดสร้างสรรค์ หรือสินค้าวัฒนธรรม) ปัจจุบันมาตรการที่มิใช่มาตรการทางการค้าถูกนำมาใช้ในสงครามเศรษฐกิจพอๆ กับมาตรการทางภาษี (หรืออาจจะยิ่งกว่า) อาทิ สปป.ลาว และเมียนมา ถูกระงับวีซ่าบางประเภท เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน และวีซ่าผู้อพยพ จากสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ จะระงับวีซ่าบางส่วน หากรัฐบาลของกัมพูชาไม่ดำเนินมาตรการแก้ไขข้อบกพร่องที่สหรัฐฯ ระบุภายใน 60 วัน ลองนึกถึงประชาชนลาวที่กำลังเจอวิกฤตการณ์การเงิน และประชาชนเมียนมาที่อยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนต่อ ไปทำการค้า ไปพบญาติพี่น้องของพวกเขาในสหรัฐฯ ร่วมกับ USAID ก็ยกเลิกทุนการศึกษาและความช่วยเหลือเกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขในการรณรงค์ต่อต้าน HIV/AIDS ไปจนถึงโรงพยาบาลสนาม การเก็บกู้วัตถุระเบิด การรักษาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำโขง ฯลฯ ในทางวิชาการงานวิจัยที่เกี่ยวกับสตรี และ LGBTIQ+ ยกเลิก เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อต้านกระแสยอมรับความหลากหลาย เท่าเทียม และครอบคลุมทุกภาคส่วน (Diversity, Equity, Inclusivity) นี่คือ โอกาสที่ประเทศไทยจะให้ทุนการศึกษาให้นักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เรียนหนังสือเก่งๆ มาเรียนต่อในประเทศไทย ในทุกระดับ นี่คือโอกาสที่ไทยจะเข้าไปช่วยสร้างสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน นี่คือโอกาสที่จะได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากหลายๆ ประเทศทั่วโลกให้มาทำงาน มาลงทุน มาผลิตงานวิจัย สร้างนวัตกรรม หรือแม้กระทั่งเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในโครงสร้างประชากรของไทย เหล่านี้คือ Soft Power ที่จะสร้าง Friend of Thailand ให้สนับสนุนไทย ช่วยไทย ในการเรียกร้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต, ixpert via ShutterStock, REUTERS / Athit Perawongmetha, Nathan Howard

The post รับการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ รัฐบาลไทยควรเดินอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกคำสั่ง คสช. และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี https://thestandard.co/mfp-constitution-amendment-25072567/ Thu, 25 Jul 2024 04:09:16 +0000 https://thestandard.co/?p=962635

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย พร […]

The post ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกคำสั่ง คสช. และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการลบล้างผลพวงรัฐประหารจำนวน 3 ฉบับต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา

 

พริษฐ์กล่าวว่า ถึงแม้รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ดังนั้นพรรคก้าวไกลจึงเห็นว่านอกเหนือจากการผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด รัฐสภาควรดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่มีความสำคัญและเร่งด่วนคู่ขนานกันไป

 

ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์นี้ สมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ 200 คนได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว พรรคก้าวไกลจึงใช้จังหวะนี้ในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราชุดแรก เพื่อให้เป็นภารกิจแรกของวุฒิสภาชุดใหม่ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

 

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่พรรคก้าวไกลยื่นเข้ามาเป็นชุดแรกนั้นมุ่งเน้นไปที่การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายการเมืองในสภาเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด โดยแบ่งร่างออกเป็น 3 ฉบับ ได้แก่

 

ร่างที่ 1 ยกเลิกมาตรา 279 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นมาตราที่ทำให้ประกาศและคำสั่งทุกฉบับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้า คสช. ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การยกเลิกมาตรา 279 จะเปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้เสียหายจากประกาศและคำสั่ง คสช. มีโอกาสได้โต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมายของประกาศและคำสั่งดังกล่าว ในกรณีที่ประกาศและคำสั่งนั้นส่งผลต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

เลิกคำสั่ง คสช. ที่ไม่เป็นประโยชน์

 

ทั้งนี้ พริษฐ์กล่าวว่า พรรคก้าวไกลจะผลักดันเรื่องการยกเลิกมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ คู่ขนานกับการผลักดันกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อดำเนินการยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยพรรคก้าวไกลได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. เข้าสู่สภาไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 แต่ถูกตีความว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน จึงต้องรอว่านายกรัฐมนตรีจะลงนามรับรองให้เข้าสภาหรือไม่มาตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2566

 

ร่างที่ 2 คือการเพิ่มหมวด 16/1 ในรัฐธรรมนูญ เรื่องการป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร โดยมีสาระสำคัญ 3 ส่วน คือ

 

  1. เติมพลังให้ประชาชนทุกคนในการต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไป หรือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่วางแผนยึดอำนาจจากประชาชน

 

  1. เพิ่มความรับผิดชอบให้ทุกสถาบันทางการเมืองร่วมกันปฏิเสธการรัฐประหาร เช่น ห้ามไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและศาลทั้งปวงรับรองการรัฐประหาร

 

  1. ทำให้การทำรัฐประหารมี ‘ราคา’ สำหรับผู้ก่อการ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้มีการนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร การกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายที่ฟ้องผู้ก่อรัฐประหารฐานกบฏได้ โดยปราศจากอายุความ และการทำให้บทบัญญัติในหมวดการป้องกันรัฐประหารทั้งหมดมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ที่มีผลใช้บังคับไปโดยตลอดไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกฉีกหรือไม่

 

พริษฐ์ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะผลักดันเรื่องการเพิ่มหมวดป้องกันและต่อต้านรัฐประหารในรัฐธรรมนูญ คู่ขนานกับการผลักดันมาตรการอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันกฎหมายปฏิรูปกองทัพเพื่อให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน หรือการรณรงค์ทางความคิดให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในการแก้ไขทุกปัญหาผ่านกลไกทางการเมืองภายในระบอบประชาธิปไตย

 

ร่างที่ 3 คือการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศ ผ่านการยกเลิกมาตรา 65 และหมวด 16 ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

ทั้งนี้ การยกเลิกยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศจะมีแผนการพัฒนาหรือแผนการบริหารประเทศที่กำหนดวิสัยทัศน์ว่าประเทศนั้นจะเดินหน้าไปในทิศทางใด แต่เราต้องการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศฉบับ คสช. เนื่องจากเหตุผล 3 ประการ คือ

 

  1. ยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะร่างขึ้นในยุคของคณะรัฐประหาร ซึ่ง คสช. เข้ามากำกับควบคุมตลอดกระบวนการ แทนที่จะถูกร่างในยุคของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และด้วยกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในวงกว้าง

 

  1. ยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวขาดความยืดหยุ่น เพราะใช้วิธีบรรจุกลไกเรื่องยุทธศาสตร์และแผนเข้าไปในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จนนำไปสู่การขยายตัวของรัฐราชการแทนที่จะเป็นยุทธศาสตร์และแผนที่พรรคการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาออกแบบ ตามนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศที่ได้รับอาณัติจากประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง

 

  1. ยุทธศาสตร์และแผนดังกล่าวเสี่ยงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกัน เพราะเปิดช่องให้บางฝ่ายสามารถใช้กลไกขององค์กรอิสระหรือศาลต่างๆ เพื่อลงโทษหน่วยงานรัฐที่อาจเป็นคู่ขัดแย้งกัน ด้วยเหตุผลว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ

 

พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้พรรคก้าวไกลหวังว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดแรก รวมกัน 3 ฉบับ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม และเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยเร็ว อีกทั้งยังหวังว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว. ชุดใหม่ จะให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพื่อลบล้างผลพวงรัฐประหาร และเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่สำคัญและเร่งด่วน คู่ขนานกับการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

The post ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ล้างผลพวงรัฐประหาร ยกเลิกคำสั่ง คสช. และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รัฐบาลมาเลเซียใส่อุตสาหกรรม ‘ชิป’ เป็นยุทธศาสตร์ชาติ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-30052024-4/ Thu, 30 May 2024 08:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=939240

มาเลเซียอัดฉีดเงินสนับสนุนปั้นคนเก่งเทคขั้นสูงป้อนอุตสา […]

The post ชมคลิป: รัฐบาลมาเลเซียใส่อุตสาหกรรม ‘ชิป’ เป็นยุทธศาสตร์ชาติ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาเลเซียอัดฉีดเงินสนับสนุนปั้นคนเก่งเทคขั้นสูงป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมวางเป้าหมายชัด บรรจุเป็นยุทธศาสตร์ชาติใหม่ ผลักดันสู่ศูนย์กลางการผลิตของโลก

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: รัฐบาลมาเลเซียใส่อุตสาหกรรม ‘ชิป’ เป็นยุทธศาสตร์ชาติ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นำประชุมยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บอก 5 ปียังทำได้ยาก ไม่มีใครวางแผนล็อกตัวเองนานเกินไป รับไม่มีความสุขหลังค่าแรงขึ้นน้อย https://thestandard.co/srettha-20-year-national-strategy/ Wed, 27 Dec 2023 05:26:33 +0000 https://thestandard.co/?p=881598

วันนี้ (27 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายก […]

The post นายกฯ นำประชุมยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บอก 5 ปียังทำได้ยาก ไม่มีใครวางแผนล็อกตัวเองนานเกินไป รับไม่มีความสุขหลังค่าแรงขึ้นน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 2/2566 

 

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า “ผมไม่เชื่อกับการวางแผนแล้วล็อกตัวเองไว้ยาวนานเกินไป ไม่มีใครที่วางแผนไว้ยาวนานถึง 20 ปี เพราะแม้กระทั่ง 5 ปียังทำได้ยาก โลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว และจะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะเมื่อ 6 เดือนที่แล้วหรือ 10 เดือนที่แล้วเราไม่เคยได้ยิน ChatGPT เรื่อง Artificial Intelligence เรื่องของเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ ที่จะมากำหนดทิศทางโลก เรื่องพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่เวลาเดินทางไปเจรจากับต่างประเทศจะเป็นเรื่องแรกที่หยิบยกมาพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่โลกเราเปลี่ยนไปมาก โดยเรื่องเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของ War of Talent ที่ทุกบริษัท ทุกรัฐบาล ทุกประเทศทั่วโลกดึงดูดคนที่มีความสามารถไปทำงาน”

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องคอยปรับยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลาด้วย ฉะนั้น ผมอยากให้แผนยุทธศาสตร์ต้องมีความคล่องตัว ให้มีการทบทวนและมีความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้การพัฒนาของลูกหลานพวกเราในอีก 20 ปีข้างหน้าไม่ถูกผูกมัดด้วยความคิดของคนรุ่นเรา ให้มีโอกาสที่จะเลือกทิศทางในการวางยุทธศาสตร์และก้าวไปพร้อมๆ กับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ไม่มีความสุข ค่าแรงขึ้นน้อย

 

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมฯ ถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า ยังไม่จบ ซึ่งเมื่อวานนี้หลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แจ้งไปแล้วในเบื้องต้น ซึ่งจะต้องดูแลแต่ละอาชีพแตกต่างกันออกไป 

 

“แน่นอนผมไม่มีความสุข ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็ไม่ได้มีความสุขและอึดอัดเช่นกัน แต่ยอมรับว่ามันก็มีกลไกในการกำหนดค่าแรงอยู่ อย่างที่ผมบอกว่าเป็นเรื่องจิตใต้สำนึกความเหมาะสมของแต่ละประเทศ อย่างเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ได้เจอกับนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ซึ่งบอกกับตนเองว่าถ้าเกิดไม่สามารถโยกค่าแรงขั้นต่ำ ความเจริญเติบโตของประเทศก็จะต่ำไปด้วย ซึ่งเมื่อคืนได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ขอนายจ้างเห็นใจ

 

นายกรัฐมนตรียังระบุว่า ค่าแรงขั้นต่ำเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา 300 บาท วันนี้ 337 บาท ขึ้นไป 12% ซึ่งได้เปรียบเทียบว่าในทางกลับกัน หากลูกของผู้ประกอบกิจการทั้งหลาย  หรือคนที่เรียนจบเมืองนอกเมื่อ 9 ปีที่แล้วเงินเดือน 30,000 บาท มาถึงวันนี้เงินเดือนขึ้นเพียง 33,700 บาท จึงถามกลับว่า ขึ้นมาแค่กว่า 10% แฮปปี้ไหม อยากให้นึกถึงใจเขาใจเรา เรื่องของไตรภาคีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของกฎหมายและข้อบังคับก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลายๆ เรื่องคนไทยอยู่ด้วยกัน ด้วยความอยากให้ทุกคนมีความสุข และมีกินมีใช้ตามความเหมาะสม 

 

ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขึ้นไปเพียงแค่ 2 บาทต่อเดือนนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกคนจะพูดอย่างไรว่าตนหรือนายกฯ ไม่มีอำนาจ แต่การขึ้นค่าแรงมันเป็นเรื่องของไตรภาคีหรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนตัวเข้าใจหมดทุกอย่าง แล้วก็รู้ว่าทุกคนเข้าใจเรื่องกฎหมาย แต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมันไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย จึงอยากให้เอาความเข้าใจซึ่งกันและกันมาพูดคุยกันได้ไหม ในภาวะที่เดือดร้อน 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเงื่อนไขในเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นายกฯ ไม่มีอำนาจกับไตรภาคี ซึ่งจะมีการหารือกันแบบผู้ใหญ่คุยกับผู้ใหญ่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ก็จะต้องพยายามต่อไปในการแก้ไขปัญหา ซึ่งก็ต้องพูดจาให้มีความชัดเจน และต้องขอร้องอ้อนวอนวิงวอนถึงเหตุผล แล้วอย่าเอาเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาพูด เช่น ประเด็นการย้ายฐานการผลิตมาพูด เพราะมันไม่ใช่ 

 

เมื่อถามว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละปีสามารถขึ้นได้หลายรอบใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า สามารถปรับได้หลายรอบตามความเหมาะสม จากที่ผ่านมาเราเคยพูดหลายจังหวัด รายอำเภอ ซึ่งบางอำเภอนั้นก็อาจมีความต้องการแรงงานที่แตกต่างกันออกไป เราเองก็ต้องฟังจากฝั่งนายจ้างเช่นเดียวกัน ไม่ใช่จะไม่ฟัง และต้องฟังตามอาชีพ ตามความต้องการ ตามความชำนาญด้วย ซึ่งมีหลายมิติที่จะต้องพูดคุยกัน ส่วนตัวไม่ได้อยากใช้พื้นที่ของสื่อมวลชนมากดดันทุกๆ ฝ่าย

 

“ผมคิดว่าเราควรที่จะพูดจากันด้วยจิตใจอุปมาปราศรัย เราก็เห็นใจซึ่งกันและกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

หวังปีหน้ายกระดับความเป็นอยู่ประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความคาดหวังกับเศรษฐกิจในปีหน้าอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ก็หวังว่าจะดีขึ้น ผมมาทำงาน ผมมาอยู่ตรงนี้ เพื่อต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น ก็ต้องทำให้ดีขึ้นในหลายมิติ ผมไม่ได้มาทำแค่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำอย่างเดียว ยังต้องดูเรื่องการลงทุน การเจรจา สนธิสัญญาการค้า และต้องดูเรื่องสิทธิพื้นฐาน เพศสภาพ การประกอบอาชีพ หรือแม้กระทั่งสิทธิเสรีภาพเล็กๆ เช่นเรื่องของสภาพอากาศที่สะอาด ซึ่งทุกคนล้วนต้องการ” 

The post นายกฯ นำประชุมยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บอก 5 ปียังทำได้ยาก ไม่มีใครวางแผนล็อกตัวเองนานเกินไป รับไม่มีความสุขหลังค่าแรงขึ้นน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุชาเปิดคำชี้แจง กรณีตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ชาติของ พล.อ. ประยุทธ์ ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนวิจารณ์ https://thestandard.co/president-of-national-strategy-prayut-case/ Wed, 24 May 2023 05:55:49 +0000 https://thestandard.co/?p=794550 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (24 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post อนุชาเปิดคำชี้แจง กรณีตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ชาติของ พล.อ. ประยุทธ์ ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนวิจารณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (24 พฤษภาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตและมีการกระจายข่าวเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 

 

อนุชาได้เปิดเผยคำชี้แจงจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ดังนี้ 

 

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับการกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 

 

สำหรับราชกิจจานุเบกษาที่มีการแสดงไว้ในสื่อออนไลน์นั้น เป็นเพียงการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้น 

 

“นายกรัฐมนตรีต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ เรียบร้อย และปราศจากความขัดแย้ง ขอความร่วมมือให้ตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ หรือเมื่อรับข้อมูลข่าวสารแล้วอาจต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนวิจารณ์หรือส่งต่อ เพราะการกระจายข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบต่อสังคม ซึ่งอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้” อนุชากล่าว

The post อนุชาเปิดคำชี้แจง กรณีตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ชาติของ พล.อ. ประยุทธ์ ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนวิจารณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เคาะ 1,026 โครงการ ประจำปีงบฯ 67 ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คนอีก 5 ปี https://thestandard.co/national-project/ Mon, 22 Aug 2022 08:51:24 +0000 https://thestandard.co/?p=670212 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (22 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรั […]

The post คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เคาะ 1,026 โครงการ ประจำปีงบฯ 67 ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คนอีก 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (22 สิงหาคม) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 2/2565 ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทางโปรแกรม Zoom ร่วมกับ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา, วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปสาระสำคัญดังนี้ 

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติซึ่งวางไว้ 20 ปี เข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว โดยหลายอย่างมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 1 ได้เห็นความก้าวหน้าต่อเนื่องเกิดขึ้นตามลำดับ แม้บางอย่างจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะติดปัญหา แต่ถ้าทุกคนช่วยกันทำงานก็จะเดินหน้าไปได้ และในระยะต่อไปต้องดูว่าจะเดินหน้าอย่างไร หลายอย่างมีการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป ซึ่งเราไม่ได้อยู่ไปจนถึงปี 2580 แต่หลักๆ คือเราอยู่ใน 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งมีการอ่อนตัวอยู่แล้ว สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ตลอดเวลา 

 

โดยทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมการเจริญเติบโตทุกด้านของประเทศ ดังนั้น ขอให้คณะกรรมการฯ ทุกคนช่วยกันแสดงความเห็น หาทางปฏิบัติ และหากมีปัญหาหรืออุปสรรคขอให้แจ้งมา พร้อมกับต้องเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาด้วย 

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยการดำเนินการระยะที่ 1 คือการแก้ปัญหาความยากจน ลดภาระ ลดหนี้ให้ประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดยมีมาตรการเสริมดูแลผู้มีรายได้น้อย ดูแลคนทุกช่วงวัย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ให้อยู่รอดได้ ไม่เป็นภาระของสังคมและครอบครัว 

 

โดยระยะที่ 2 ต่อจากนี้จะต้องมีการวางแผนหาวิธีการทำให้ประชาชนพอเพียง มีรายได้ที่เพียงพอ 

 

ส่วนระยะที่ 3 ของการแก้ไขปัญหาความยากจนคือจะต้องไปสู่ความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ในปัจจุบัน

 

โดยวันนี้หลายเรื่องดีขึ้น หลายเรื่องยังไม่ดี แต่ก็มีส่วนที่ดีอยู่มากพอสมควร ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดูและสร้างความเข้าใจ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าได้เพื่อไปสู่ทั้ง 3 ระยะเพื่อความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดเป็นการดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล   

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า การประชุมวันนี้ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่เป็นการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ให้ขับเคลื่อนได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมกล่าวฝากให้ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจเอกชน ต้องร่วมมือกันเดินหน้าต่อไปให้ได้ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาขอขอบคุณทุกคนที่ได้ทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด สิ่งที่เป็นความท้าทายวันนี้คือทำอย่างไรให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นรูปธรรมให้ได้ โดยทุกคนต้องมาช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือประเทศชาติและประชาชน เพื่อนำยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามห้วงเวลา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน 

 

ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ จำนวน 5 เรื่อง ดังนี้

 

  1. เห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566-2580) (ฉบับปรับปรุง) ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สำนักงานฯ) ได้ดำเนินการตามหลักการและแนวทางของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 

 

  1. เห็นชอบโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 1,026 โครงการ จากข้อเสนอโครงการฯ ที่หน่วยงานนำเข้าในระบบ eMENSCR จำนวน 2,619 โครงการ รวมทั้งเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการในระยะถัดไป 

 

  1. เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการภายหลังการสิ้นสุดของแผนปฏิรูปประเทศ เนื่องจากการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ได้มีการประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2561 และแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ได้ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการปฏิรูปประเทศในระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 258 และเป้าหมายตามมาตรา 257 ของรัฐธรรมนูญฯ 

 

  1. เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) 

 

  1. เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากมีอายุครบวาระ 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 โดยได้มีมติแต่งตั้ง วิษณุ เครืองาม, พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา, กานต์ ตระกูลฮุน, ชาติศิริ โสภณพนิช และ บัณฑูร ล่ำซำ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ต่อไปอีกหนึ่งวาระ และสรรหาบุคคลอื่นเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร เพื่อนำเสนอตามกระบวนการต่อไป ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงานฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งตามกฎหมายต่อไป

The post คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เคาะ 1,026 โครงการ ประจำปีงบฯ 67 ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คนอีก 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 64 แนะดึงเยาวชนมีส่วนร่วมนำยุทธศาสตร์ชาติไปใช้ ชูแนวคิด ‘1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน’ https://thestandard.co/pm-prayut-at-opening-ceremony-of-national-defense-course/ Thu, 11 Nov 2021 06:02:33 +0000 https://thestandard.co/?p=558604 พิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนา […]

The post นายกฯ เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 64 แนะดึงเยาวชนมีส่วนร่วมนำยุทธศาสตร์ชาติไปใช้ ชูแนวคิด ‘1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64 มีผู้เข้ารับการศึกษาจำนวน 288 คน และนักศึกษาจากมิตรประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา, สาธารณรัฐอินเดีย, สาธารณรัฐอินโดนีเซีย, สหพันธรัฐมาเลเซีย, สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน, สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  นายกรัฐมนตรีหวังว่าตลอดระยะเวลาของการเข้ารับการศึกษา นักศึกษาทุกคนจะนำเอาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวบรรยายเรื่อง ‘บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ’ ย้ำไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่ง อาหารและทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ ภาคอุตสาหกรรมและบริการที่มีความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมนานาประเทศ รัฐบาลเตรียมความพร้อมประเทศในการรองรับการพัฒนาอย่างก้าวหน้าของประเทศและประชาคมโลก รวมทั้งป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘ความมั่นคงแบบองค์รวม หรือ Comprehensive Security’ ซึ่งมาจากทั้งปัจจัยภายในประเทศ เช่น ความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ สาธารณภัย และภัยพิบัติต่างๆ ฯลฯ และปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ข้อกำหนด กฎหมาย หรือพันธกรณีระหว่างประเทศ การแย่งชิงแรงงานและเงินทุน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน ภาวะโลกร้อนและสภาวะภูมิอากาศที่ผันผวน ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลจึงได้มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อยกระดับการพัฒนาให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านกลไก ‘ประชารัฐ’

 

พล.อ. ประยุทธ์ เน้นย้ำว่า การป้องกันประเทศชาติให้พ้นจากการรุกรานนั้น ทุกภาคส่วนมีบทบาทและความสำคัญทั้งสิ้น” ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อให้ไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในเวทีโลก ยกระดับศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ สนับสนุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ตามทิศทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ ‘Value–Based Economy’ และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจแบบ BCG ที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของนานาชาติ เรื่องการลดการปล่อยการเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศของโลก รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ข้าราชการมาเข้าไปแก้ปัญหาหนี้รายครัวเรือนให้กับประชาชน ภายใต้แนวคิด ‘1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน’ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

 

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงศักยภาพของเยาวชนของไทย โดยยกตัวอย่างเยาวชนไทย  2 ราย ที่ได้รับคัดเลือกจากเยาวชนทั่วโลก ให้เข้าร่วมในการเสนอแนวคิดในการประชุมเก่ียวกับสภาพภูมิอากาศโลกภายใต้การพัฒนาแบบยั่งยืน ท่ีจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน 2564 ที่ประเทศอิตาลี จึงอยากให้นักศึกษา วปอ. รุ่นท่ี 64 ช่วยกันระดมความคิด ดึงกลุ่มเด็กเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มพลังทางความคิดที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ข้อคิดเห็น และเติมเต็มประสบการณ์ร่วมกันกับนักศึกษาที่เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรนี้ เพื่อร่วมกันเตรียมพร้อมรับมือในอนาคต ทั้งเรื่องสภาวะโลกร้อน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือการนำแนวคิดเศรษฐกิจแบบ BCG ซึ่งเป็นวาระหลักของการประชุม APEC ในปีหน้ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพระราโชบาย สืบสาน รักษา ต่อยอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาปฏิบัติ และร่วมกันรักษาแผ่นดินไทยนี้ไว้ตลอดไป 

The post นายกฯ เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 64 แนะดึงเยาวชนมีส่วนร่วมนำยุทธศาสตร์ชาติไปใช้ ชูแนวคิด ‘1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร https://thestandard.co/hunting-million-names-knock-down-prayut-regime/ Wed, 07 Apr 2021 01:54:11 +0000 https://thestandard.co/?p=473142 ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร

วันนี้ (6 เมษายน) ที่ห้องบรรยาย LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิ […]

The post ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร

วันนี้ (6 เมษายน) ที่ห้องบรรยาย LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม Resolution ภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ ทั้งคณะก้าวหน้า, พรรคก้าวไกล, กลุ่ม iLaw, และกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า (Conlab) ร่วมจัดงานเสวนาและกิจกรรม ‘ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์’ เปิดฉากการรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เปลี่ยนแปลงที่มาขององค์กรอิสระ และยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ

 

ในงานเสวนามีการอภิปรายโดยวิทยากรหลายราย ประกอบด้วย ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิจัยอิสระ, พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนจากกลุ่ม Conlab และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมกันเปิดแง่มุมปัญหาต่างๆ ที่ระบอบประยุทธ์ได้สร้างขึ้น และเหตุผลที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

 

ประจักษ์ชี้ ‘ระบอบประยุทธ์’ คือระบอบของ ‘ขุนศึก-ศักดินา-พ่อค้า’ กอบโกยผลประโยชน์โดยประชาชนเป็นผู้จ่าย

 

ประจักษ์ระบุว่า ระบอบประยุทธ์คือรัฐทหารบวกทุนนิยมแบบช่วงชั้น มีลักษณะสองด้านคือ ด้านหนึ่งเป็นระบอบที่ให้อำนาจกับทหารมาก เอาทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองและควบคุมสังคม อีกด้านหนึ่งคือการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนจำนวนหนึ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเป็นทางการ

 

ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ระบอบประยุทธ์ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสองด้าน ประกอบด้วย ด้านที่เข้ามาจัดระเบียบรัฐและสังคมใหม่ และด้านที่เข้ามาจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนใหม่ สังคมไทยวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พูดให้ถึงที่สุด มันคือระบอบคณาธิปไตยของชนชั้นนำ โดยชนชั้นนำเพื่อชนนั้นนำ 1% บนยอดพีระมิดของสังคม

 

ระบอบประยุทธ์ไม่เท่ากับตัว พล.อ. ประยุทธ์ การนำประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติจึงไม่ใช่แค่การไล่ พล.อ. ประยุทธ์ ออกไป แต่ต้องรวมถึงเครือข่ายผลประโยชน์มหาศาลที่แวดล้อมรัฐบาลประยุทธ์ และเครือข่ายอำนาจที่ใช้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นเครื่องมือด้วย การไล่ พล.อ. ประยุทธ์ อย่างเดียวจึงไม่จบ ไม่มี พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะมีคนอื่นเข้ามาใช้อำนาจเพื่อรักษาเครือข่ายผลประโยชน์และอำนาจเช่นนี้ต่อไป

 

ประจักษ์กล่าวย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของระบอบประยุทธ์ ซึ่งเริ่มมาจากการรัฐประหารปี 2557 โดยระบุว่า แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอ้างความชอบธรรม บอกว่าตัวเองรักชาติ ต้องการปกป้องสถาบันฯ ประเทศมีความขัดแย้ง แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้ความชอบธรรมกับการยึดอำนาจเท่านั้น

 

การยึดอำนาจครั้งนี้ผ่านการวางแผนมาอย่างดี ใช้กลไกหลายอย่างในการเข้ามาควบคุมสังคม ทำให้ตัวเองอยู่ในอำนาจได้ยาว สิ่งที่การรัฐประหารปี 2557 ทำคือการเข้ามาควบคุมทั้งการเมืองและสังคมด้วย ไม่เหมือนกับปี 2549 การรัฐประหารครั้งนี้มีการเรียกนักการเมืองที่เป็นเป้าหมาย รวมทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน นักพัฒนาเอกชน (NGOs) แกนนำประชาชน มาปรับทัศนคติ เข้าข่มขู่คุกคามชาวบ้านในต่างจังหวัด ควบคุมสังคมทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจของกองทัพ แล้วยังแต่งตั้งทหารเข้าควบคุมคณะรัฐมนตรีในหลายกระทรวงที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญเฉพาะของทหาร

 

จากนั้นจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่าแม่น้ำห้าสายขึ้นมา ไม่มีฝ่ายค้านในสภา แม่น้ำทั้งห้าสายมาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทั้งหมด เต็มไปด้วยทหาร ตำรวจ ข้าราชการ แค่สามกลุ่มคิดเป็น 89% เป็นสภาของข้าราชการโดยแท้ และเมื่อเรามาดู ส.ว. ชุดปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามาจากแม่น้ำห้าสายนั่นเอง ไหลรวมมาเป็นแม่น้ำที่ชื่อว่า ส.ว.

 

ประจักษ์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เป็นลักษณะสำคัญอีกอย่างของระบอบประยุทธ์คือการบิดเบือนกลไกประชาธิปไตยเพื่อนำมารักษาระบอบเผด็จการ กลไกที่ดีทั้งหลายซึ่งประเทศประชาธิปไตยนำมาใช้เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น ประชามติ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ว่าด้วยการชุมนุม การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ระบอบประยุทธ์นำมาบิดเบือนให้ไม่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ แล้วนำกลไกเหล่านี้มาสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารเอง

 

รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ร่างมาเพื่อนำสังคมไทยกลับสู่ประชาธิปไตย แต่เพื่อค้ำจุนระบอบประยุทธ์ กลไกเหล่านี้มีทั้งหมด 6 ด้าน คือ 1. ส.ว. จากการแต่งตั้ง 2. การที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง 3. ระบบเลือกตั้งปันส่วนผสม 4. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงมากและตรวจสอบไม่ได้ 5. การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมาก และ 6. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

รัฐธรรมนูญ 2560 ทำลายประชาธิปไตยให้แคระแกร็น ให้อำนาจคนส่วนน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจเหนือสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน ทำลายพรรคการเมืองให้อ่อนแอ และลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

นอกจากนี้สิ่งที่ระบอบประยุทธ์สร้างขึ้นมาคือความสัมพันธ์กับทุนผูกขาดขนาดใหญ่ผ่านโครงการประชารัฐ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าทุนนิยมแบบช่วงชั้น ด้านที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนลอกเลียนมาจากการพัฒนาแบบจีนและลาตินอเมริกา โดยรัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่มเข้ามาคุมระบบเศรษฐกิจได้ จนเกิดอำนาจที่ไม่สมดุล ทำลายการแข่งขัน

 

ในช่วง 7 ปีนี้ทุนเล็กล้มละลายหายไปเยอะมาก แนวนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนามุ่งไปที่การเปิดให้ทุนใหญ่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐได้อย่างเป็นทางการ กลุ่มทุนผูกขาดเหล่านี้เข้ามาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการสานพลังประชารัฐชุดต่างๆ ร่วมกับข้าราชการ และยังเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย กลุ่มทุนเหล่านี้ยังอยู่ในเครือข่ายมูลนิธิป่ารอยต่อ โดยเฉพาะกลุ่มทุนพลังงานที่มีบทบาทมาก

 

ระบอบประยุทธ์มีความสำคัญอีกด้าน คือการรื้อฟื้นรัฐราชการ เกิดการฟื้นอำนาจให้กับระบบราชการอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นยุคแห่งการรวมศูนย์กลับมาที่ส่วนกลาง จนผ่านมา 7 ปีเราถึงมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ระบอบนี้กีดกันประชาชนออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง มองประชาชนเหมือนทหารที่ต้องรับคำสั่งจากตัวเอง วัฒนธรรมข้าราชการและทหารเป็นใหญ่ ใช้ความรุนแรงและกำลังเป็นเครื่องมือสร้างความกลัว

 

“ระบอบประยุทธ์คือระบอบเผด็จการที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ คือระบอบเผด็จการเพื่อกลุ่มทุนและชนชั้นสูง ผมเรียกระบอบนี้ว่า ‘ขุนศึก ศักดินา พ่อค้า’ ระบอบนี้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และเป็นไปเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของคนที่มีอำนาจมากที่สุด มั่งคั่งมากที่สุด มีเกียรติยศมากที่สุด 1% ของสังคม แต่คนที่จ่ายราคาคือพวกเราทั้งหลาย 99% ที่ไร้อำนาจ เส้นสาย และความมั่งคั่ง… วันนี้คือจุดนับหนึ่งของการที่เราจะมาร่วมกันรื้อถอน ไม่ใช่แค่เพียง พล.อ. ประยุทธ์ แต่รื้อถอนเงื่อนไขที่ทำให้ระบอบคณาธิปไตยของชนชั้นนำที่ฉ้อฉลเชิงอำนาจ ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ยึดโยงกับประชาชน แล้วกดขี่ขมเหงประชาชนให้ต้องออกจากอำนาจไป” ประจักษ์กล่าว

 

 

สฤณีชี้ยุทธศาสตร์ชาติคือกลไกที่บิดเบี้ยว-ประเมินผลจริงไม่ได้-ล้าหลัง-เปิดช่องกลั่นแกล้งทางการเมือง

 

ด้าน สฤณี ระบุว่า กลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามอนาคตของชาติเอาไว้ เป็นเครื่องมือที่ผูกมัดไม่ให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ในอนาคตการเลือกตั้งก็สุ่มเสี่ยงจะเป็นเครื่องมือที่ใช้กลั่นแกล้งรัฐบาลใหม่ หากไม่ได้มาจากฝ่ายเดียวกันกับ คสช.

 

ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปีมีการวางเป้าหมายไว้ทุก 5 ปี หมุดหมายแรกคือปี 2565 หรือปีหน้า หากเราไปดูรายงานสรุปการดำเนินการทั้งหมด 177 เป้าหมาย บรรลุค่าเป้าหมายของปี 2565 ได้เพียง 19% เท่านั้น

 

และเมื่อลงไปในรายละเอียดของยุทธศาสตร์ชาติ เราจะพบว่าเป็นเอกสารที่มีปัญหามาก บางตัวชี้วัดต่ำเกินไป หลายส่วนวัดประเมินไม่ได้จริงถึง 26% หลายตัวชี้วัดเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยทำได้อยู่แล้ว เท่ากับว่ารัฐไม่ต้องทำอะไรเลยเพื่อบรรลุเป้าหมาย ตัวชี้วัดในหลายแผนก็มีความคลุมเครือมาก ให้น้ำหนักเท่ากันหมด มีความเป็นนามธรรมสูง

 

สถานการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นมาเพราะวิธีการทำยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนขึ้นโดยคณะกรรมการ 34 คนที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ในกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา เขียนล็อกเอาไว้ว่าทุกส่วนต้องทำตามนี้เป็นเวลาถึง 20 ปี บอกว่าในการเสนองงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานรัฐทั้งหมดต้องปฏิบัติตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ต้องรับผิดกับประชาชนและนโยบายหาเสียง แต่ต้องรับผิดกับกลไกที่อยู่นอกอำนาจของประชาชนที่ คสช. แต่งตั้งขึ้นมา

 

ปัญหาของยุทธศาสตร์ชาติคือการกำหนดบทลงโทษให้หน่วยงานรัฐที่ไม่ทำตามหรือทำไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถสั่งให้แก้ไขภายใน 60 วัน หากไม่แก้ไขโดยไม่มีเหตุอันสมควร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับ ส.ว. สามารถส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการสอบสวนเอาผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ได้

 

ยุทธศาสตร์ชาติจึงไม่ใช่แค่ผูกมัด แต่เปิดช่องว่างให้มีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหัวหน้าหน่วยงานรัฐและคณะรัฐมนตรีอาจจะถูกตีความว่ามีความผิด นำไปสู่การลงโทษ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ในขณะที่คนเขียนยุทธศาสตร์ชาติและกรรมการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

 

การเขียนกลไกยุทธศาสตร์ชาติเช่นนี้จึงเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้ง และยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทางออกที่ดีที่สุดคือเลิกใช้กลไกเหล่านี้ทั้งหมด กลับไปสู่ครรลองประชาธิปไตยปกติ

 

“วันนี้เรามีอุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทำงานกันโดยผู้เชี่ยวชาญไม่กี่ร้อยคน โดยที่ไม่ได้มีความยึดโยงหรือไม่ต้องสนใจประชาชน เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสอันดีที่เราจะปลดโซ่ตรวนนี้กลับเข้าสู่ครรลองของระบอบประชาธิปไตย ปล่อยให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้มีอิสระเสรีในการนำเสนอนโยบาย แข่งขันกันในตลาดนโยบาย คุ้มครองการแข่งขันนี้ และเพิ่มโอกาสของประชาชนในการนำเสนอประเด็นที่ตัวเองสนใจเข้ามาเป็นนโยบายของชาติ” สฤณีกล่าวทิ้งท้าย

 

 

ไอติมชี้ ส.ว. คือศูนย์รวมปัญหาวิปริตของการเมืองไทย ยก 7 เหตุผลสภาเดี่ยวดีกว่าการมี ส.ว.

 

ด้าน พริษฐ์ ระบุว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่ถูกยื่นขึ้นมาในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้แทบจะไม่แตะอำนาจและที่มาของ ส.ว. เลย ร่างฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลเองก็มีเพียงการตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ร่างฯ เหล่านั้นย่อมไม่เพียงพอต่อการรื้อโครงสร้างที่มาของ ส.ว. ที่เป็นกลไกของการสืบทอดอำนาจ

 

ข้อเสนอของเราเรียบง่าย คือการทำระบบสภาเดี่ยวให้เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎร 500 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น แม้จะฟังดูสุดโต่ง แต่ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่ปกติมาก ประเทศไทยเคยอยู่ในช่วงนี้มาก่อน และหลายประเทศทั่วโลกก็ใช้ระบบสภาเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

 

ทั้งนี้ตนขอแสดงเหตุผล 7 ข้อสนับสนุนข้อเสนอนี้ ประการแรก เมื่อเรายุบวุฒิสภาไปแล้ว ประชาชนทุกคนจะกลับมามี 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากันในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้อำนาจ ส.ว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้ ตามมาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ

 

ถ้าพูดกันอย่างเป็นรูปธรรม เท่ากับว่าตัวแทนประชาชนทั้ง 750 คนที่จะมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มี 500 คนที่เป็น ส.ส. มาจากการเลือกตั้งของคน 38 ล้านคน ในขณะที่ ส.ว. อีก 250 คนคือคนที่ถูกแต่งตั้งจาก คสช. จะเท่ากับว่าประชาชน 38 ล้านคนมีอำนาจกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีแค่ 0.000017% ในขณะที่ คสช. มีอำนาจในการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีถึง 33% เท่ากับว่า คสช. มีอำนาจเท่ากับประชาชน 19 ล้านคน

 

ทั้งนี้ตนต้องฝากถึงพรรคร่วมรัฐบาล ที่ตอนนี้ต้องการยกเลิกมาตรา 272 ว่ามีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว ข้อเสนอนี้ถูกเสนอเข้าสภา แต่ ส.ส. จากพรรครัฐบาล 276 คน มีเพียง 4 คนที่ยกมือเห็นชอบ เท่ากับว่าเรามี ส.ส. ในสภาที่ไม่พร้อมที่จะยืนหยัดหลักการพื้นฐานว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่

 

ประการที่สอง การเหลือสภาเดี่ยวจะทำให้สภาสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนมากขึ้น เพราะอำนาจที่วุฒิสภามีอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่สอดคล้องกับที่มา มีอำนาจที่สูงมาก แต่กลับมีที่มาที่ด้อยค่ามากตามระบอบประชาธิปไตย

 

ถ้ามองไปที่อังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นความสมดุลกัน เช่น ในอังกฤษ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่ก็มีอำนาจน้อยมาก ส่วนในสหรัฐอเมริกา ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและมีอำนาจมาก แต่ในประเทศไทยที่มาและอำนาจกลับไม่สอดคล้องกัน ทำให้เรามีรัฐสภาที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน

 

ประการที่สาม ตราบที่เรายังมี ส.ว. แบบนี้อยู่ ระบอบประยุทธ์จะยังคงแต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นมาสืบทอดอำนาจได้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อย้อนไปดูที่มาของ ส.ว. นี้ จะเห็นได้ว่ามาจากคนที่ คสช. เลือกโดยตรง 194 คน มาจาก ผบ. เหล่าทัพโดยตำแหน่ง 6 คน และมาจากการเลือกทางอ้อมโดย คสช. จากคนที่ กกต. สรรหามาให้เหลือ 50 คน

 

สัดส่วนของ ส.ว. ก็มีปัญหา จากคน 250 คน มีถึง 104 คนที่เป็นทหารและตำรวจ ส่วนกรรมการสรรหา 10 คน มี 3 คนที่แต่งตั้งพี่น้องตัวเองมาเป็น ส.ว. ส่วนอีก 6 คนแต่งตั้งตัวเองมาเป็น ส.ว. ด้วยตัวเอง ทั้งหมดคือกระบวนการผลัดกันเกาหลังที่ใช้งบประมาณทั้งหมด 1,300 ล้านบาท

 

นี่คือกระบวนการที่ระบอบประยุทธ์แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามา และที่สำคัญ ส.ว. ทั้ง 250 คนนี้ก็เป็นบุคคลที่มีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุของคำวินิจฉัยที่เราคาดเดาผลได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกตั้งของเราจึงมีบัตรเขย่งเกิดขึ้น

 

ประการที่สี่ การเอา ส.ว. 250 คนออกไป จะทำให้เราสามารถผ่านกฎหมายได้ทันกับสถานการณ์มากกว่าการมีสองสภา ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจและสังคมในอัตราที่รวดเร็วมาก มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ การลดกระบวนการนิติบัญญัติให้เหลือสภาเดียว จะทำให้การออกกฎหมายของเราเท่าทันกับสถานการณ์มากขึ้น

 

ประการที่ห้า การยุบ ส.ว. ลงไป จะทำให้เราสามารถประหยัดงบประมาณลงไปได้อย่างน้อยถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริมเป็นสวัสดิการให้ประชาชนได้ เพราะทุกวันนี้ ส.ว. 250 คน รวมกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยของแต่ละคน ดำรงตำแหน่ง 5 ปี กินเงินเดือนถึง 3,400 ล้านบาทต่อวาระ เมื่อบวกกับค่าสรรหา 1,300 ล้านบาท การมีอยู่ของ ส.ว. หนึ่งวาระกินงบประมาณของเราไปทั้งหมดอย่างน้อย 4,700 ล้านบาท

 

การโยกงบประมาณนี้มาใช้ส่งเสริมสวัสดิการประชาชนย่อมเป็นผลดีกว่าการมีอยู่ของ ส.ว. เป็นอย่างมาก เงินเกือบ 5 พันล้านบาทนี้สามารถอัดฉีดให้เพิ่มงบอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนได้ถึง 2-3 บาทต่อคนต่อวัน

 

ประการที่หก การยุบเลิก ส.ว. จะทำให้เรามีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารได้มากกว่า เพราะอย่างที่เห็น การทำงานของ ส.ว. วันนี้ก็ไม่ได้ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ถ้าย้อนไปดูการทำงานในปีแรกของ ส.ว. ชุดนี้ มี 145 มติที่ผ่านจาก ส.ส. ขึ้นไปหา ส.ว. ไม่มีมติใดเลยที่ ส.ว. พิจารณาและปัดตก ด้วยค่าเฉลี่ยยกมือเห็นชอบจาก ส.ว. ถึง 96.1%

 

ครั้งเดียวที่มีการปัดตกร่างกฎหมายโดย ส.ว. ก็คือการปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่ได้เกิดจากความกล้าหาญของ ส.ว. แต่มาจากความไม่จริงใจของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ไม่ต้องการให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญนั่นเอง

 

แต่เพื่อเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร เราจึงมีข้อเสนอที่จะมาแทนที่ ส.ว. ด้วย เช่น การติดอาวุธรัฐสภา เพิ่มเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. การเพิ่มบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น เช่นการให้รองประธานสภาอย่างน้อย 1 คนต้องมาจากฝ่ายค้าน การให้ที่นั่งประธานคณะกรรมาธิการอย่างน้อย 5 คณะเป็นของฝ่ายค้าน

 

และที่สำคัญคือการติดอาวุธประชาชนให้สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้มากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจสอบโดย ส.ว. 250 คนชุดปัจจุบัน

 

ประการสุดท้าย การใช้สภาเดี่ยวเป็นโครงสร้างทางการเมืองที่ปฏิบัติได้จริงและสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ หากนับเอาเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐเดี่ยว และเป็นระบบรัฐสภา 31 ประเทศ จะพบได้ว่ามีถึง 20 ประเทศที่ใช้ระบบสภาเดี่ยวแล้ว โดยหลายประเทศเคยใช้สภาคู่มาก่อน แต่ก็เปลี่ยนมาเป็นสภาเดี่ยวในที่สุด เพราะไม่สามารถหาสมดุลระหว่างทั้งสองสภาได้

 

“ในเมื่อองค์กรนี้เป็นองค์กรที่ใช้งบประมาณเยอะมาก ไม่ได้เป็นทางเลือกกระแสหลักของประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว เป็นประชาธิปไตย และใช้ระบบรัฐสภา แต่เป็นข้อยกเว้นที่บางประเทศยังคงใช้อยู่ และในเมื่อหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดอยู่กับประชาชน ถ้าควรจะมีองค์กรอะไรที่ถูกสถาปนาขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ คุณก็ต้องอธิบายให้ชัดว่าองค์กรนั้นมีไว้ทำไม ผมว่าภาระในการพิสูจน์มันไม่ควรอยู่กับผมท่ีจะต้องมาอธิบายว่าทำไมจึงควรยุบ ส.ว. ให้เหลือสภาเดียว ความจริงภาระพิสูจน์ต้องอยู่กับ ส.ว. ที่ต้องอธิบายให้ได้ว่าจะมี ส.ว. ไว้เพื่ออะไร” พริษฐ์กล่าวทิ้งท้าย

 

 

ปิยบุตรเปิดข้อเสนอโดยละเอียด ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ เสนอระบบสรรหาใหม่ ศาล-รัฐบาล-ค้าน ร่วมเสนอชื่อเท่ากันถ่วงดุลสามฝ่าย

 

ด้าน ปิยบุตร ระบุว่า ตนจำเป็นต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ของพวกเราครั้งนี้คือการแก้รายมาตรา ไม่ใช่การแก้ทั้งฉบับ ไม่ครอบคลุมทุกเรื่อง แต่เราเกาะเพียง 4 ประเด็นหลักสำคัญเฉพาะหน้า อันได้แก่ การล้มวุฒิสภา โละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป และล้างมรดกคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นเสาหลักค้ำยันอำนาจของระบอบประยุทธ์ที่สืบทอดอำนาจมาถึงปัจจุบัน

 

ความจริงตนมีความคิดอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญในอีกหลากหลายประเด็น เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ หมวดที่ไม่มีความจำเป็น การกระจายอำนาจ รวมทั้งหมวด 1-2 แต่การแก้ครั้งนี้ต้องการมุ่งไปที่ใจกลางปัญหาที่ค้ำยันระบอบประยุทธ์เอาไว้ และกลไกที่ขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ 4 ประเด็นก่อนเป็นการเฉพาะ

 

ประการแรกคือการยกเลิกวุฒิสภาให้เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพร้อมกันนี้เราจะต้องติดอาวุธให้ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น เช่น การกำหนดให้รองประธานสภาต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างน้อย 1 คน ให้ประธานคณะกรรมาธิการอย่างน้อย 5 คณะต้องมาจากฝ่ายค้าน และการมีผู้ตรวจการกองทัพของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเข้าไปตรวจสอบแดนสนธยาแห่งนี้ โดยผู้ตรวจการกองทัพจะประกอบไปด้วย ส.ส. 10 คน มาจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลฝ่ายละ 5 คน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ และการละเมิดสิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชา

 

อีกข้อเสนอที่สำคัญคือการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ซึ่งแม้ว่าโดยระบอบรัฐสภาสากลแล้วจะไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่สำหรับบริบทเฉพาะของประเทศไทย นี่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเขียนไว้ เพราะถ้าไม่เขียนไว้ก็จะมีทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรีทุกครั้งไป อย่างที่เห็นกันมาตลอดในประวัติศาสตร์

 

ประการต่อมา ข้อเสนอการโละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งแต่เดิมไม่มีมาก่อน และตั้งแต่มีมาก็เกิดแต่เรื่องวุ่นวาย วิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญและวิกฤตการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นทุกครั้งจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเหล่านี้

 

ที่ผ่านมาหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากถูกกล่าวหาว่าเข้าไปครอบงำองค์กรอิสระผ่านวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง จนกลายมาเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นำไปสู่การรื้อที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหมด ให้อีกฝ่ายทางการเมืองเข้าไปยึดแทน และยิ่งชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือของผู้ยึดอำนาจทั้งหมด

 

ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกลายเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญและระบบการเมืองไทย ตั้งแต่ที่มาที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่มีความเป็นอิสระ ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นอิสระจากประชาชนแต่ไม่เป็นอิสระจาก คสช. เป็นเดิมพันของทุกฝ่ายการเมืองที่มุ่งหวังเข้าไปยึด เพราะมีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมทางการเมืองและชะตาชีวิตของนักการเมือง ให้คุณให้โทษได้อย่างมหาศาล

 

นี่จึงเป็นที่มาของข้อเสนอการโละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทิ้ง แต่เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ยังมีความจำเป็นในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่ เราจึงต้องออกแบบที่มาใหม่ ทั้งนี้เราต้องยอมรับแล้วว่า ในเมื่อเราไม่สามารถทำให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสะปลอดการเมืองได้ เราก็ต้องออกแบบกันใหม่ให้มีทั้งความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยและสมเหตุสมผลกับความเป็นจริงทางการเมือง

 

ข้อเสนอของเราคือการยกเลิกการผูกขาดอำนาจในการเลือกอยู่ที่ผู้พิพากษาและ ส.ว. โดยเปลี่ยนใหม่ให้การเลือกมาจาก 3 องค์ประกอบ คือ 1. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 2. ส.ส. ฝ่ายค้าน และ 3. ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เสนอรายชื่อมาในสัดส่วนที่เท่ากัน ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบด้วยเสียง 2 ใน 3

 

เช่น การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด เสนอมาที่ละ 3 รายชื่อ มายังรัฐสภาเพื่อเลือกให้เหลือ 3 คน, ส.ส. ฝ่ายค้านเสนอ 6 รายชื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 3 คน และ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสนอ 6 รายชื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 3 คน รวมทั้งหมดเป็นองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน

 

โดยผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงถึง 2 ใน 3 ของสภา สิ่งนี้จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารผูกขาดครอบครองศาลรัฐธรรมนูญได้ ทำให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่สามารถถูกยึดได้โดยฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล

 

เมื่อถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระก็จะได้เลิกคิดเรื่องการอยู่ฝักฝ่ายใด เพราะมาจากทั้งสามฝ่าย คือฝ่ายศาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเท่าๆ กัน ก็จะเกิดการถ่วงดุลกันเองภายในองค์กรทุกครั้ง และเสียงข้างมากก็ไม่สามารถยึดได้

 

ส่วนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เราเสนอให้เพิ่มกลไกเข้าไป โดย ส.ส. 1 ใน 4 เข้าชื่อร่วมกัน หรือให้ประชาชน 20,000 คนเข้าชื่อเสนอร่วมกัน ให้มีการพิจารณาถอดถอนผู้พิพากษาและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ส่งให้สภาลงมติโดยใช้เสียง 3 ใน 5 เพื่อเสนอให้องค์คณะพิจารณาถอดถอน 7 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครอง ส.ส. ฝ่ายค้าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ร่วมพิจารณาถอดถอนโดยใช้เสียง 3 ใน 4

 

นอกจากนี้สภาผู้แทนราษฎรจะมีผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้านและ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอย่างละ 5 คน ตรวจสอบการใช้งบประมาณของศาล วิเคราะห์ผลกระทบจากคำพิพากษาต่างๆ เพิ่มระบบในการตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมา โดยให้ผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญคัดเลือกกันเองให้ 1 คนไปเป็นกรรมการตุลาการ (กต.) ศาลยุติธรรม และ 1 คนไปเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองโดยตำแหน่งเพื่อให้เกิดการถ่วงดุล

 

นอกจากนี้ปิยบุตรยังได้กล่าวลงรายละเอียดถึงข้อเสนออื่นๆ อีก เช่น การยกเลิกระบบใบส้ม ให้เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี  2550, การแก้ไขให้มาตรฐานจริยธรรมเป็นเรื่องของแต่ละองค์กรเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง มิใช่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นผู้กำหนดให้ทุกองค์กรแบบในรัฐธรรมนูญปี 2560, การยุบผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ารวมกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, การสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระให้ถอดถอนและตรวจสอบถ่วงดุลได้, ห้ามมิให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการใดอันเป็นการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

 

ปิยบุตรยังกล่าวอีกว่า สำหรับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ทุกวันนี้ หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรากำลังเข้าชื่อกันอยู่สามารถนำไปสู่การแก้ไขได้สำเร็จ ทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งและไปสู่การสรรหาใหม่ทันที เพราะคนเหล่านี้ล้วนแต่มาจากการแต่งตั้งโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. รวมทั้งคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ด้วย

 

“ดังนั้นเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด และใครที่เคยได้รับประโยชน์โภชผลจาก คสช. ตั้งให้เป็นนั่นเป็นนี่ จาก คปค. สมัยปี 2549 ตั้งให้เป็นนั่นเป็นนี่ คนพวกนี้ถึงเวลาหยุด กลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว เริ่มต้นกันใหม่ ไม่เช่นนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ และอุตสาหกรรมองค์กรอิสระ คนหน้าเดิมทั้งนั้นวนเวียนอยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นหยุด พอได้แล้ว เริ่มต้นใหม่ ประเทศไทยมีคนมีความรู้ความสามารถอีกเยอะที่จะมาทำงานเหล่านี้ได้” ปิยบุตรกล่าว

 

ส่วนการล้างมรดกของคณะรัฐประหาร ปิยบุตรระบุว่า นอกจากการเสนอให้ยกเลิกมาตรา 279 ที่ให้บรรดาการกระทำของ คสช. ทั้งหมดชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้สามารถนำไปสู่การตรวจสอบความชอบย้อนหลังได้แล้ว เรายังเสนอว่าจะต้องบัญญัติเข้าไปให้การรัฐประหารไม่มีอายุความ แต่เป็นความผิดฐานกบฏที่คงอยู่ตลอดไปในฐานะประเพณีการปกครองด้วย

 

 

ชี้ต้องเดินสามทางพร้อมกันสู่จุดหมายสถาปนารัฐธรรมนูญประชาชน-ขอล้านชื่อร่วมแสดงเจตจำนง

 

ปิยบุตรกล่าวต่อไป ว่าจากสถานการณ์ปัจจุบัน เราเห็นว่าเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่มีอยู่สามทาง คือ 1. การยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งฉบับ และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยปราศจากข้อจำกัด 2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อเปิดทางให้มี สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นสำคัญ ตามที่กลุ่ม Resolution ของเรานำเสนอในวันนี้

 

โดยเส้นทางที่ 1 นั้นจะเกิดขึ้นได้มีสองรูปแบบ คือการรัฐประหารหรือการริเริ่มของประชาชนเพื่อให้เกิดการลงประชามติ แต่สถานการณ์วันนี้ยังไม่สุกงอมที่จะทำให้เกิดการประชามติโดยประชาชนแบบไม่มีขอบเขตได้ จะไปถึงจุดนั้นได้สถานการณ์ต้องสุกงอมเพียงพอ

 

ส่วนเส้นทางที่ 2 นั้น กำลังดำเนินไปอยู่ในรัฐสภา ซึ่งอาจจะกินเวลานาน มีแนวโน้มว่าจะต้องจัดให้มีการลงประชามติก่อนด้วย ภายใต้สถานการณ์ที่ตอนนี้กฎหมายประชามติกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยที่ยังไม่แน่นอนว่าประชาชนจะเป็นคนริเริ่มเสนอให้มีการจัดการลงประชามติได้ด้วยหรือไม่

 

ส่วนเส้นทางที่ 3 ที่เราเลือกนั้น แม้จะกินเวลาหลายปี แต่ระหว่างเส้นที่ทางทั้งสองข้างต้นกำลังดำเนินไป เราก็ต้องทำสิ่งนี้ควบคู่กันไปด้วย เป็นการทำเท่าที่ได้ ให้มีการแก้รายมาตราในประเด็นสำคัญ เวลานี้การแก้รัฐธรรมนูญกำลังถูกจำกัดให้อยู่ในเรื่องของรายมาตรา มีแต่เรื่องของระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ของพวกเขาทั้งสิ้น

 

ก่อนเดินทางมา ตนได้สำรวจความเห็นของหลายคนบนโลกออนไลน์ หลายคนเห็นว่าทำไปไมทำไม เสียเวลา อย่างไรก็ถูกล้มอยู่ดี แต่เราจำเป็นต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ให้เขากินรวบประเทศไปเรื่อยๆ การแก้รัฐธรรมนูญก็จะมีแต่สิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น

 

งวดนี้ถ้าประชาชนสามารถรวบรวมรายชื่อได้ถึงหลายแสน หรือได้ไปถึงล้าน ส.ว. ก็อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้ายังไม่แยแสอีก ตนเห็นว่าการเมืองจะเปลี่ยนแล้ว ประชาชนคนไทยที่ร่วมกันเข้าชื่อจะไม่ยอมให้ ส.ว. 250 คนมาขี่คอทั้งชีวิตอย่างนี้แน่นอน

 

ดังนั้นตนคิดว่าอย่าเพิ่งไปมองว่าการทำเช่นนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่นี่คือการรณรงค์ทุกนาที ทุกฝีก้าว หว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ ถ้าเราคิดแต่เพียงที่จะนั่งเฉยๆ แล้วรอเวลา รอโอกาส โอกาสนั้นก็ไม่มีทางจะมาถึง เราต้องสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นได้ทุกวัน ทำเท่าที่ทำได้ การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นได้ต้องลงมือทำในทุกวันก่อน แต่ถ้าไม่ทำตั้งแต่วันนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น

 

“ผมอยากเชิญชวนทุกท่านว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียงของท่านมีความหมาย นี่คือการแสดงออกซึ่งประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบผู้แทนเราถูกบิดผันไปมากมายเหลือเกินจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านจะสงสัยว่าทำไมผู้แทนของเราไม่เห็นทำตามที่เราต้องการ ทำไมเรารณรงค์อะไรไปก็ตามไปถึงสภาตกหมด ดังนั้นต้องทำให้มากกว่าเดิม ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดเสียงของประชาชนจะเป็นตัวชี้ขาด แล้วนี่คือเสียงของประชาชนี่ปรากฏตัวให้เห็นผ่านชื่อ ผ่านบัตรประชาชน ทุกครั้งที่เป็นการใช้สิทธิ์เข้าชื่อ… นี่คือการเริ่มต้น เริ่มลงมือร่วมกันตั้งแต่วันนี้ ทุกๆ การณรงค์ของเรา เท่ากับการเปิดโอกาสการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเฝ้ารอแต่โอกาสเพียงอย่างเดียว โอกาสนั้นจะไม่มีวันมาถึง” ปิยบุตรกล่าวทิ้งท้าย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมทำหลักสูตรออนไลน์ ‘วิชายุทธศาสตร์ชาติ’ เจาะกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนี้ https://thestandard.co/prayutr-prepare-online-class-on-national-strategy/ Mon, 09 Nov 2020 09:01:43 +0000 https://thestandard.co/?p=418919 เตรียมทำหลักสูตรออนไลน์ ‘วิชายุทธศาสตร์ชาติ’ เจาะกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนี้

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำ […]

The post เตรียมทำหลักสูตรออนไลน์ ‘วิชายุทธศาสตร์ชาติ’ เจาะกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมทำหลักสูตรออนไลน์ ‘วิชายุทธศาสตร์ชาติ’ เจาะกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนี้

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 3/2563 ร่วมกับ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดย อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เผยผลการประชุมดังนี้ 

 

1. การเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยเห็นชอบให้แต่งตั้ง ทศพร ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และอดีตเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อรับตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน 

 

2. ความก้าวหน้าการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศผ่านระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) โดยได้สั่งการเพิ่มเติมให้หน่วยงานดำเนินการรายงานผลการดำเนินการโครงการ/การดำเนินงาน และนำเข้าแผนระดับที่ 3 เข้าในระบบ eMENSCR ตามที่ระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2562 กำหนดเพื่อเป็นช่องทางให้ภาคประชาชนและภาคีการพัฒนามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการดำเนินการภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป 

 

3. การจัดตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เพื่อเป็นกลไกเชิงนโยบายในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างบูรณาการและเป็นรูปธรรม โดยใช้ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) เป็นข้อมูลหลักในการดำเนินการ เนื่องจากระบบ TPMAP เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายแรกของประเทศที่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาได้ทั้งในครัวเรือนและบุคคล โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ ครอบคลุมทุกกลุ่มเปราะบาง ทั้งเกษตรกร ผู้เคยต้องรับโทษ ผู้มีหนี้สิน ผู้ที่ทำงานอยู่นอกภูมิลำเนา ทั้งนี้ให้นำกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาในต่างประเทศมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทและขีดความสามารถของประเทศไทย เพื่อความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณของประเทศต่อไป

 

4. หลักสูตรยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีการขยายผลการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Massive Open Online Course: MOOCs) วิชายุทธศาสตร์ชาติสำหรับกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นิสิตนักศึกษา นอกจากนี้ต้องเร่งสร้างการตระหนักรู้ให้กับข้าราชการทุกระดับต่อไป เพื่อให้การแปลงยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติและสามารถเป็นไปได้อย่างบูรณาการต่อไป

 

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญจำนวน 3 เรื่อง ดังนี้

 

1. (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) คณะกรรมการฯ เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ทั้ง 13 ด้าน ได้แก่ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข สื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ สังคม พลังงาน การป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบ การศึกษา วัฒนธรรม กีฬา แรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีเป้าหมายเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ มีกิจกรรมปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) รวม 62 กิจกรรม และมีกฎหมายที่ต้องจัดทำหรือปรับปรุงแก้ไขจำนวน 45 ฉบับ โดยได้สั่งการเพิ่มเติมให้สรุปผลความสำเร็จของแผนในช่วงที่แผนมาเพื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าและประเด็นที่ควรให้ความสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้คณะกรรมการฯ เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานระยะต่อไปหลังจากที่ได้มีการประกาศใช้แล้ว โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานกิจกรรมตามแผนการปฏิรูปเดิมคู่ขนานไปกับกิจกรรม Big Rock และสื่อสารสร้างความเข้าใจกิจกรรม Big Rock เพื่อถ่ายทอดสู่หน่วยปฏิบัติ โดยให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ระบุระยะเวลาและวิธีการดำเนินการที่ชัดเจน รวมทั้งให้มีการกำหนดกรอบงบประมาณเป็นการเฉพาะเพื่อนำไปสู่การจัดทำโครงการที่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายตามผลอันพึงประสงค์ที่กำหนด

 

2. ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 พ.ศ. 2564-2565 (ฉบับสมบูรณ์) คณะกรรมการฯ เห็นชอบร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ซึ่งมีแนวคิด ‘ล้มแล้วลุกไว’ หรือ Resilience โดยกำหนดเป้าหมายเพื่อให้คนสามารถยังชีพอยู่ได้ มีงานทำ กลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง สร้างอาชีพและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และมีการวางรากฐาน เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยมี 3 มิติการพัฒนา ได้แก่ การพร้อมรับ (Cope) การปรับตัว (Adapt) และการเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน (Transform) เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งจะทำให้ประเทศมีการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนภายใต้หลัก 3 ขั้นการพัฒนา ได้แก่ Survival (การอยู่รอด) Sufficiency (พอเพียง) และ Sustainability (ยั่งยืน) ประเด็นการพัฒนาประกอบด้วย 4 ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในระยะ 2 ปีข้างหน้า ได้แก่

 

  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากภายในประเทศ (Local Economy) ลดความเสี่ยงในการพึ่งพาต่างประเทศ  
  • การยกระดับขีดความสามารถของประเทศ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth) ส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการที่มีโอกาสและศักยภาพภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงและบริบทโลกใหม่  
  • การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนให้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ (Human Capital) เพื่อการยกระดับและปรับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานและโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤต 
  • การปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (Enabling Factors) ให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพของประเทศ ทั้งนี้แผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ (ฉบับสมบูรณ์) เป็นแผนระดับที่ 2 ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 โดยเป็นฉบับเพิ่มเติมจากแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 23 ประเด็น ดังนั้นเพื่อให้การแปลงร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ (ฉบับสมบูรณ์) ไปสู่การปฏิบัติ สามารถดำเนินการบูรณาการและสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คณะกรรมการฯ จึงได้เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจฯ ไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการ/การดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2465 เพิ่มเติมจากโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ 2565 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 รวมทั้งให้สำนักงบประมาณใช้เป็นกรอบจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 ร่วมกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 23 ประเด็นในปัจจุบัน 

 

3. แนวทางการจัดทำแผนระดับที่ 3 ที่เป็นแผนปฏิบัติการด้าน… เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการฯ เห็นชอบแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน… ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นการแปลงยุทธศาสตร์ชาติและแผนระดับที่ 2 ไปสู่การปฏิบัติ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นชอบให้ สศช. เสนอ (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ร่างแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 พ.ศ. 2564-2565 (ฉบับสมบูรณ์) และแนวทางการจัดทำแผนระดับที่ 3 ที่เป็นแผนปฏิบัติการด้าน… เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เตรียมทำหลักสูตรออนไลน์ ‘วิชายุทธศาสตร์ชาติ’ เจาะกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 13 ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ https://thestandard.co/13-chairman-of-the-national-reform-commission/ Fri, 17 Jul 2020 08:29:16 +0000 https://thestandard.co/?p=380841

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอ […]

The post เปิด 13 ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามในประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ จำนวน 13 คณะ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2564 

 

สำหรับภารกิจของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ คือการจัดทำและปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 

 

ตรวจสอบรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและขอบเขตงานด้านต่างๆ ได้ที่นี่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/163/T_0010.PDF

 

 

ภาพประกอบ: อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เปิด 13 ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: บทสรุปยุทธศาสตร์ประเทศไทย https://thestandard.co/thailand-strategic-summary/ Sun, 31 May 2020 16:23:48 +0000 https://thestandard.co/?p=368559

ต้องปฏิรูปการปกครองการเมืองและระบบราชการแบบใหม่   […]

The post ชมคลิป: บทสรุปยุทธศาสตร์ประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ต้องปฏิรูปการปกครองการเมืองและระบบราชการแบบใหม่

 

โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM

 

The post ชมคลิป: บทสรุปยุทธศาสตร์ประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รัฐบาลต้องคิดภาพใหญ่ ไทยจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในโลกหลังโควิด-19 https://thestandard.co/the-government-has-to-think-of-the-big-picture-after-coronavirus/ Tue, 28 Apr 2020 05:46:22 +0000 https://thestandard.co/?p=358512

ภาพ: ศุภวุฒิ สายเชื้อ

The post ชมคลิป: รัฐบาลต้องคิดภาพใหญ่ ไทยจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในโลกหลังโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพ: ศุภวุฒิ สายเชื้อ

The post ชมคลิป: รัฐบาลต้องคิดภาพใหญ่ ไทยจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในโลกหลังโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมสร้างความรับรู้ยุทธศาสตร์ชาติผ่านงานอีเวนต์ แผ่นพับไทย-อังกฤษ อักษรเบรลล์ เกมการ์ด หลักสูตรออนไลน์ https://thestandard.co/national-strategy-through-event-brochures/ https://thestandard.co/national-strategy-through-event-brochures/#respond Fri, 30 Nov 2018 10:58:17 +0000 https://thestandard.co/?p=156917

วันนี้ (30 พ.ย.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ปร […]

The post เตรียมสร้างความรับรู้ยุทธศาสตร์ชาติผ่านงานอีเวนต์ แผ่นพับไทย-อังกฤษ อักษรเบรลล์ เกมการ์ด หลักสูตรออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 พ.ย.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 5/2561 โดยที่ประชุมประกอบด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้รับทราบและพิจารณาวาระที่สำคัญดังนี้

 

ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับกลุ่มงานปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (กลุ่มงาน ป.ย.ป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2561 ได้เตรียมการจัดทำแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในเบื้องต้น โดยที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 23 ฉบับ

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติดำเนินการปรับ (ร่าง) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 23 ฉบับ ให้มีความสมบูรณ์และครอบคลุม โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของร่างแผนแม่บทฯ (รวมทั้งแผนย่อย) แนวทางการพัฒนาและแผนงาน/โครงการที่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของแผนแม่บทฯ และเป้าหมายการพัฒนาของยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาความครอบคลุมของ (ร่าง) แผนแม่บทฯ

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการการกำหนดประเด็นการพัฒนาเร่งด่วนในช่วงระยะ 5 ปีแรกของยุทธศาสตร์ชาติใน 15 ประเด็น จำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอ (ร่าง) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 23 ฉบับ พร้อมทั้งประเด็นการพัฒนาเร่งด่วนในช่วงระยะ 5 ปีแรกของยุทธศาสตร์ชาติใน 15 ประเด็น ต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ภายในช่วงเดือนมกราคม 2562 ต่อไป

 

ในโอกาสนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2561 และการสร้างการรับรู้และขยายผลหุ้นส่วนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่านโครงการที่สำคัญ อาทิ งานมหกรรมการสร้างการตระหนักรู้ต่อยุทธศาสตร์ชาติ (Big Bang อนาคตไทย อนาคตเรา) ซึ่งจะจัดในวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เอกสารเผยแพร่ยุทธศาสตร์ชาติฉบับเต็มภาษาไทย ฉบับย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แผ่นพับฉบับประชาชน และแผนภูมิความคิด (Mind Map) ยุทธศาสตร์ชาติฉบับอักษรเบรลล์และไฟล์เสียง

 

สื่อสารสนเทศ เกมการ์ดสำหรับกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ วีดิทัศน์ในรูปแบบโมชันกราฟิก 6 ด้าน และ การสร้างการรับรู้ผ่านสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับกลุ่มเยาวชน นิสิต นักศึกษา โดยการประกวดสื่อมัลติมีเดีย กิจกรรม ‘นวัตกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติโดยยุวนวัตกร’ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในการส่งเสริมคุณธรรม หัวข้อ ‘พัฒนาดัชนีชี้วัดพอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และรับผิดชอบ’

 

ภาพ: สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post เตรียมสร้างความรับรู้ยุทธศาสตร์ชาติผ่านงานอีเวนต์ แผ่นพับไทย-อังกฤษ อักษรเบรลล์ เกมการ์ด หลักสูตรออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/national-strategy-through-event-brochures/feed/ 0