ยาเสพติด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ยาเสพติด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 04 Jul 2026 06:06:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ป.ป.ส. ยกระดับคดีแอร์สาวเป็นคดีพิเศษ เค้นสอบสองสามีภรรยาไทย-ลาว แฉพบชื่อส่งพัสดุโยงปลายทาง ‘เดียร์’ https://thestandard.co/air-hostess-drug-case-special/ Sat, 04 Jul 2026 06:06:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1226585 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. แถลงข่าวความคืบหน้าคดียาเสพติด

วันนี้ (4 กรกฎาคม) อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะ […]

The post ป.ป.ส. ยกระดับคดีแอร์สาวเป็นคดีพิเศษ เค้นสอบสองสามีภรรยาไทย-ลาว แฉพบชื่อส่งพัสดุโยงปลายทาง ‘เดียร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. แถลงข่าวความคืบหน้าคดียาเสพติด

วันนี้ (4 กรกฎาคม) อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุความคืบหน้าการสืบสวนขยายผลเครือข่ายลักลอบส่งเฮโรอีนข้ามชาติ ภายหลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมติยกระดับคดีดังกล่าวรับเป็นคดีพิเศษ เลขที่ 99/2569 เพื่อบูรณาการสืบสวนทลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด

 

ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 2 รายที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ได้แก่ อาทิตย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สัญชาติไทย และ ทัดสะพอน (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี สัญชาติลาว ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน และตกเป็นผู้ต้องหาในคดีรับจ้างส่งพัสดุไปรษณีย์ซุกซ่อนเฮโรอีน

 

อารีภักดิ์ เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้งสองรายยังคงให้การภาคเสธ โดยยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานสำคัญที่จะทำให้ผู้ต้องหายอมจำนน เนื่องจากจากการตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นทาง พบว่าชื่อผู้ส่งกล่องพัสดุดังกล่าวจากอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มายังพื้นที่ซอยรางน้ำ กรุงเทพมหานคร คือชื่อของผู้ต้องหาทั้งสองราย

 

นอกจากนี้ กล่องพัสดุดังกล่าวยังระบุชื่อผู้รับปลายทางว่า เดียร์ ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ส. กำลังบูรณาการข้อมูลร่วมกับทางการออสเตรเลีย เพื่อตรวจสอบว่าบุคคลชื่อ เดียร์ นี้ เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้รับปลายทางในคดีของ มินา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือไม่

 

สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการว่าจ้าง มินา ให้รับฝากพัสดุต้องสงสัยนั้น รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า แฟนหนุ่มของผู้ต้องหาได้นำสมุดบัญชีธนาคารมาแสดงเป็นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเบื้องต้น ยังไม่พบยอดเงินค่าจ้างโอนเข้าบัญชีแต่อย่างใด และพบว่าภายในบัญชีมียอดเงินคงเหลือเพียงประมาณ 2,000 บาท จึงยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า มินา ได้รับค่าตอบแทนจากการรับหิ้วพัสดุในครั้งนี้

 

ในส่วนของการสืบสวนติดตามตัวบุคคลที่นำพัสดุมาส่งที่คอนโดมิเนียมย่านบางนานั้น เจ้าหน้าที่พบว่ามีผู้ร่วมเดินทางมาทั้งหมด 2 คน ประกอบด้วย

 

  1. ชายอายุ 59 ปี ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็นคนขับรถรับจ้าง
  2. อุทัย อายุ 42 ปี ชาวม้ง ซึ่งเป็นชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด

 

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ยืนยันได้ว่า อุทัยเป็นผู้นำกล่องพัสดุลงไปส่งมอบให้ มินา ขณะที่คนขับรถนั่งรออยู่ภายในรถ โดยทั้งคู่นั่งอยู่บริเวณเบาะหน้า และไม่มีบุคคลที่สามโดยสารมาด้วย

 

จากการสอบสวนคนขับรถรับจ้าง ให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างให้นำพัสดุมาส่งในพื้นที่บางนาด้วยค่าจ้างรวมกว่า 3,000 บาท โดยได้รับเงินล่วงหน้ามาแล้วครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ระบุว่าปกติประกอบอาชีพขับรถผ่านแอปพลิเคชัน แต่สำหรับงานนี้เป็นการรับงานนอกระบบ เนื่องจากเคยรับงานขับรถในลักษณะนี้จากผู้ว่าจ้างรายเดียวกันมาแล้วประมาณ 2-3 ครั้ง จึงมีการติดต่อว่าจ้างกันโดยตรงและคิดค่าโดยสารเป็นรายเที่ยวตามระยะทาง

 

อารีภักดิ์ เน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมดของผู้ต้องสงสัย และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนตรวจสอบความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งเส้นทางการเงิน เส้นทางการขนส่งพัสดุ และความสัมพันธ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย เพื่อขยายผลไปสู่การจับกุมผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

The post ป.ป.ส. ยกระดับคดีแอร์สาวเป็นคดีพิเศษ เค้นสอบสองสามีภรรยาไทย-ลาว แฉพบชื่อส่งพัสดุโยงปลายทาง ‘เดียร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บช.ปส. ตั้งคณะทำงานร่วมหน่วยงานสากล ยกระดับคดีแอร์สาวขนยาเข้าออสเตรเลีย เอาผิดฐาน ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ https://thestandard.co/transnational-crime-flight-attendant-drug-australia/ Sat, 04 Jul 2026 02:58:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1226493

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด […]

The post บช.ปส. ตั้งคณะทำงานร่วมหน่วยงานสากล ยกระดับคดีแอร์สาวขนยาเข้าออสเตรเลีย เอาผิดฐาน ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 กรกฎาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) ระบุถึงความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย จับกุม มินา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินชื่อดัง พร้อมของกลางยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งคดีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกับการลักลอบลำเลียงยาเสพติดออกนอกประเทศ

 

พล.ต.ท.อาชยน เปิดเผยว่า บช.ปส. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยมอบหมายให้คณะทำงานระดับสูง นำโดย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 และ พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1 เข้ามาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

 

การสืบสวนในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.), ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ โดยครอบคลุมถึงการสอบปากคำเพื่อนสนิทของผู้ต้องหา คนขับรถส่งของ เจ้าของรถส่งของ การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ตลอดจนพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

 

จากแนวทางการสืบสวนเชิงลึกพบว่า คดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ บช.ปส. จึงได้พิจารณายกระดับการดำเนินคดีในมิติขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหา มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

 

สำหรับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

พล.ต.ท.อาชยน ยืนยันว่า บช.ปส. จะเดินหน้าขยายผลคดีนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อสืบสาวไปให้ถึงผู้สั่งการ นายทุน ผู้ร่วมขบวนการ และเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด โดยจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดหลบเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัยและพิทักษ์ความมั่นคงให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป

The post บช.ปส. ตั้งคณะทำงานร่วมหน่วยงานสากล ยกระดับคดีแอร์สาวขนยาเข้าออสเตรเลีย เอาผิดฐาน ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปต่างประเทศ เข้มการตรวจสัมภาระลูกเรือ ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ https://thestandard.co/government-drugs-measures-crew-smuggling/ Fri, 03 Jul 2026 11:09:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1226414 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวมาตรการสกัดยาเสพติด

วันนี้ (3 กรกฎาคม) เวลา 17.20 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเ […]

The post รัฐบาลเคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปต่างประเทศ เข้มการตรวจสัมภาระลูกเรือ ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวมาตรการสกัดยาเสพติด

วันนี้ (3 กรกฎาคม) เวลา 17.20 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569

 

นายกรัฐมนตรีย้ำถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยว่า ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน สาเหตุหนึ่งคือแหล่งผลิตยาเสพติดมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพในระดับสูง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ ทำให้มีขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทย นำมาพักคอยในพื้นที่ตอนใน และขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

 

ก่อนถูกนำไปค้าขายและแพร่ระบาดในหมู่บ้านและชุมชน โดยกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเข้าสู่วงจรยาเสพติดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการทางจิตเวชจากยาเสพติดยังส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเป็นจำนวนมาก

 

นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อบูรณาการการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำถึงคดีแอร์สาวการบินไทยว่า ทุกฝ่ายต้องดำเนินคดีอย่างรัดกุม รอบคอบ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน และประสานส่งสำนวนคดีให้แก่ทางการออสเตรเลียดำเนินการตามกฎหมาย โดยคดีนี้ได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสายการบินเป็นอย่างมาก

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบมาตรการในการควบคุมและสกัดกั้นมิให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกไปยังต่างประเทศ ดังนี้

 

  1. การท่าอากาศยานบูรณาการร่วมกับกรมศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการตรวจสัมภาระของผู้โดยสารและสัมภาระขนส่งขาออก ผ่านการ X-ray และการใช้สุนัข K-9 ดมกลิ่น
  2. การท่าอากาศยานจะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสัมภาระของลูกเรืออย่างเข้มงวดและจริงจัง
  3. สถาบันการบินพลเรือน การบินไทย รวมถึงสายการบินอื่น ๆ จะกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับลูกเรือในการรับหิ้ว รับฝากสิ่งของ และดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  4. เห็นชอบให้กรมศุลกากรยกร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งหน่วยข้อมูลผู้โดยสาร (Passenger Information Unit: PIU) เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Passenger Name Record: PNR)
  5. สถาบันการบินพลเรือนจะยกระดับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือ
  6. ให้ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร การท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามยาเสพติดทุกรูปแบบ โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 7 ด้าน

 

  1. การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ
  2. การเสริมความมั่นคงชายแดน
  3. การปราบปรามเครือข่ายค้ายาและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
  4. การลดผลกระทบต่อประชาชน
  5. การแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด
  6. การดำเนินนโยบาย 1 อำเภอ 10 บำบัด
  7. การสร้างสังคมปลอดภัย

The post รัฐบาลเคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปต่างประเทศ เข้มการตรวจสัมภาระลูกเรือ ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่งประชุมด่วนขันน็อตทุกจุด ปมแอร์ขนยาไปออสเตรเลีย ชี้ คิดสั้น-ไม่มีทางรอด https://thestandard.co/pm-anutin-drug-crackdown/ Thu, 02 Jul 2026 07:23:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1225934 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (2 กรกฎาคม) เวลา 12.55 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนีย […]

The post นายกฯ สั่งประชุมด่วนขันน็อตทุกจุด ปมแอร์ขนยาไปออสเตรเลีย ชี้ คิดสั้น-ไม่มีทางรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (2 กรกฎาคม) เวลา 12.55 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทย การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกตำรวจออสเตรเลียจับกุมจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติดว่า ได้รับรายงานแล้ว โดยในช่วงเวลา 13.30 น. ของวันนี้ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะมารายงานสถานการณ์ ก่อนที่พรุ่งนี้จะประชุมใหญ่ เพื่อกำหนดข้อสั่งการหลังการประชุม

 

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบความเชื่อมั่นของประเทศมากน้อยเพียงใด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การขนยาเสพติดออกไปไม่ใช่เรื่องที่ดีอยู่แล้ว ต้องมีการกำชับให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น แต่การขนส่งแบบนี้ เครื่องที่ใช้ตรวจเน้นตรวจโลหะ และหากจะไปตรวจกระเป๋าสัมภาระอย่างละเอียด ก็เดี๋ยวจะมีปัญหาขึ้นมาอีก โดยเฉพาะกรณีนี้เป็นลูกเรือ จึงต้องมีการกำหนดวิธีการและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

 

เมื่อถามว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนก็ถามเลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมกันนี้ นายกฯ ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ใช่ทางผ่านของยาเสพติด เพราะประเทศไทยปราบปรามได้จำนวนมาก เวลาปราบได้ทำไมสื่อมวลชนไม่ถาม ซึ่งปราบแต่ละครั้งได้ยาเสพติดจำนวนมาก และขณะนี้ก็รอให้ตนเองไปเป็นประธานเผายาเสพติดอยู่ ที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้สนับสนุนเครื่องมือในการตรวจจับยาเสพติดอย่างเต็มที่

 

“แต่ถ้าคนยังทำอยู่ ก็ถือว่าพวกเขาเลือกทางที่ผิดเอง ซึ่งแอร์โฮสเตสคนนี้ ต่อให้กลับมาที่เมืองไทย โทษก็ไม่ได้เบาลง เพราะตนเคยบอกแล้วว่า ยาเสพติดเพียงไม่กี่เม็ดก็ติดคุกตลอดชีวิต โอกาสที่จะได้รับนิรโทษก็ไม่มี หากเลือกเดินทางนี้ เราก็จับของเราไปเรื่อยๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องชื่อเสียง เพราะมาตรฐานการติดตาม การปราบปราม และการดำเนินคดี เราก็ยังทำอย่างเต็มที่ เราไปห้ามคนไม่ให้ทำผิดไม่ได้ ถ้าเขาคิดว่าเขาจะรอดจากการดำเนินการตามกฎหมายอันหนักหน่วงของเรา ก็มีตามสบาย”

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การประชุมเรื่องยาเสพติดวงใหญ่ในวันพรุ่งนี้ (3 กรกฎาคม) ได้เชิญผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และผู้อำนวยการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) เข้าร่วม เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสายการบิน

 

ส่วนจะต้องเชิญตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) มาด้วยหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับตำรวจออสเตรเลีย เราเอาแค่เรื่องในบ้านของเรา

 

เมื่อถามว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมตามวงรอบหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มีวงรอบ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุม

 

เมื่อถามว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อออกมาตรการอย่างไรหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ต้องเรียกประชุมมาเพื่อขันน็อต และซีลปิดทุกจุด โดยเฉพาะจุดที่อาจรั่วไหลได้ การขนยาเสพติดใส่เครื่องบินไปแบบนี้ไม่ฉลาด เพราะเวลาไปประเทศออสเตรเลียมีความเข้มงวดมาก มีการตรวจโดยใช้สุนัขดมกลิ่น ไม่มีทางรอดได้ ตนก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงคิดที่จะทำเช่นนี้ คิดสั้นมาก

The post นายกฯ สั่งประชุมด่วนขันน็อตทุกจุด ปมแอร์ขนยาไปออสเตรเลีย ชี้ คิดสั้น-ไม่มีทางรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะรอยคดีแอร์โฮสเตสขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ป.ป.ส. ชี้ขบวนการใช้วิธีแยบยล ซีลเฮโรอีนซ่อนในเนื้อผ้ากระเป๋า เร่งล่า ‘Rose’ เฟซบุ๊กอวตารจ้างขนของ https://thestandard.co/air-hostess-heroin-australia-smuggling-rose/ Tue, 30 Jun 2026 07:44:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1225088 พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียควบคุมตัว

วันนี้ (30 มิถุนายน) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะก […]

The post แกะรอยคดีแอร์โฮสเตสขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ป.ป.ส. ชี้ขบวนการใช้วิธีแยบยล ซีลเฮโรอีนซ่อนในเนื้อผ้ากระเป๋า เร่งล่า ‘Rose’ เฟซบุ๊กอวตารจ้างขนของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียควบคุมตัว

วันนี้ (30 มิถุนายน) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) เข้าประเทศ โดยขณะนี้ ป.ป.ส. กำลังเร่งขยายผลเพื่อทลายขบวนการดังกล่าวในประเทศไทย

 

จากการสืบสวนร่วมกับตำรวจออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ณ คอนโดมิเนียมของผู้ต้องหาในกรุงเทพฯ พบเบาะแสสำคัญว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา มีรถโดยสารสาธารณะนำกล่องพัสดุมาส่งให้ โดยคนขับได้จอดรถด้านหน้าโครงการ สวมเสื้อแจ็คเก็ตคลุม และนำพัสดุไปฝากไว้ที่นิติบุคคล ก่อนที่ผู้ต้องหาจะกลับมาหยิบพัสดุดังกล่าวขึ้นห้องพักในภายหลัง

 

พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า ผลการตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นยืนยันว่า ยาเสพติดที่พบคือ เฮโรอีน น้ำหนักสุทธิประมาณ 900 กรัม ซึ่งขบวนการนี้ใช้วิธีการซุกซ่อนที่แยบยล ด้วยการซีลยาเสพติดฝังไว้ภายในเนื้อผ้าของกระเป๋าถือ โดยจากกระเป๋าทั้งหมด 12 ใบที่จัดส่งมา พบการซุกซ่อนเฮโรอีนจำนวน 2 ใบ

 

เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวแฟนหนุ่มของผู้ต้องหามาสอบปากคำ ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทราบเรื่องที่แฟนสาวรับจ้างหิ้วของออกนอกประเทศ โดยในวันเกิดเหตุเมื่อได้รับพัสดุ ทั้งคู่ได้เปิดกล่องดูพบกระเป๋าถือ 12 ใบ และได้เปิดซิปตรวจดูบางใบแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) ที่ระบุว่า ผู้ต้องหาให้การยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าได้รูดซิปตรวจดูกระเป๋าแล้วแต่ไม่พบยาเสพติด เนื่องจากถูกซีลซ่อนไว้ในเนื้อผ้า โดยผู้ต้องหาระบุว่าได้รับการติดต่อรับจ้างหิ้วของผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอวตารชื่อ Rose ที่ตระเวนโพสต์หาผู้ที่มีพื้นที่กระเป๋าว่าง (น้ำหนักเหลือ) ประมาณ 20 กิโลกรัม อ้างว่าเป็นการส่งสินค้าโอทอปไปให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย แลกกับค่าตอบแทน 8,800 บาท

 

แม้ในตอนแรกผู้ต้องหาจะทักท้วงถึงความน่าเชื่อถือของบัญชีดังกล่าว แต่ด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือจากต้นทาง ประกอบกับความต้องการหารายได้เสริม จึงตกลงรับงาน ทั้งนี้ จากการตรวจค้นห้องพักและตรวจสอบเส้นทางการเงิน ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายหรือรายได้ที่ผิดปกติแต่อย่างใด

 

ในช่วงเช้าวันนี้ (30 มิุนายน) เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้ลงพื้นที่ตรวจค้นบ้านพักของครอบครัวผู้ต้องหาที่จังหวัดพะเยา จากการสอบปากคำมารดาทราบว่า ผู้ต้องหาทำงานมาได้เพียง 2 ปี และสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเป็นเกษตรกรตามปกติ ไม่พบทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

 

อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลว่าผู้ต้องหามีภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งการส่งเงินให้มารดาและผ่อนรถยนต์รวมเดือนละ 10,000 บาท รวมถึงภาระหนี้สินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจรับงานเพื่อหารายได้เสริม

 

สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายที่ออสเตรเลีย ป.ป.ส. ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทย เพื่อดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา โดยกฎหมายของออสเตรเลียมีข้อจำกัดที่เข้มงวดในการส่งมอบพยานหลักฐานระหว่างประเทศ หากประเทศต้นทางมีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต คาดว่าทางการออสเตรเลียจะใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานอีกประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อประเมินระดับความเกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจสั่งฟ้อง โดยผู้ต้องหามีกำหนดขึ้นศาลในวันที่ 14 กันยายนนี้

 

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้เปลี่ยนยุทธวิธีจากการจ้างคนกลืนหรือซุกซ่อนยาในร่างกาย มาเป็นการส่งผ่านระบบพัสดุภัณฑ์ หรือเจาะกลุ่มลูกเรือสายการบินที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยในปี 2569 ป.ป.ส. จับกุมคดีลักลอบส่งยาเสพติดไปต่างประเทศได้ถึง 14 คดี และพบการส่งผ่านพัสดุอีก 71 ครั้ง โดยมีออสเตรเลียเป็นปลายทางยอดนิยม

 

ในตอนท้าย ป.ป.ส. ได้ประกาศแจ้งเตือนไปยังคนขับรถสาธารณะ ที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นผู้นำพัสดุมาส่งที่คอนโดมิเนียมของผู้ต้องหา ขอให้รีบเดินทางมาแสดงตัวและให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่โดยด่วน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและช่วยเป็นเบาะแสสำคัญในการสาวไปถึงผู้บงการที่ใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊ก Rose ต่อไป

 

อ้างอิงภาพ : https://www.afp.gov.au/news-centre/media-release/airline-employee-charged-over-alleged-heroin-import-melbourne?fbclid=IwY2xjawSwTbBleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEet2UJm3tVzH-7ySnOvtCPy7Aoe4GV8NbiysvEoZTLBhBTEJQryX9-km7382I_aem_XCIMqyBkQYiI4JbxSupFAw

The post แกะรอยคดีแอร์โฮสเตสขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ป.ป.ส. ชี้ขบวนการใช้วิธีแยบยล ซีลเฮโรอีนซ่อนในเนื้อผ้ากระเป๋า เร่งล่า ‘Rose’ เฟซบุ๊กอวตารจ้างขนของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การบินไทย’ ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ‘ลูกเรือ’ ลักลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย โดนตำรวจจับกุม ชี้มีความผิดชัดเจน รู้ผลภายใน 7 วัน ยันไม่กระทบเส้นทางบิน ระบุเป็นเรื่องของตัวบุคคล https://thestandard.co/thai-airways-crew-heroin-australia-arrest/ Mon, 29 Jun 2026 12:12:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1224742 โลโก้การบินไทยพร้อมข้อความเกี่ยวกับการสอบสวนลูกเรือลักลอบขนเฮโรอีน

จากกรณีที่มีการรายงานข่าวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรื […]

The post ‘การบินไทย’ ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ‘ลูกเรือ’ ลักลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย โดนตำรวจจับกุม ชี้มีความผิดชัดเจน รู้ผลภายใน 7 วัน ยันไม่กระทบเส้นทางบิน ระบุเป็นเรื่องของตัวบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้การบินไทยพร้อมข้อความเกี่ยวกับการสอบสวนลูกเรือลักลอบขนเฮโรอีน

จากกรณีที่มีการรายงานข่าวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือ แอร์โฮสเตส ของสายการบินไทย ถูกจับกุมตัวที่ประเทศออสเตรเลียในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดประเภทเฮโรอีน

 

ล่าสุด ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจงถึงข้อเท็จจริงและมาตรการของบริษัทต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ชายเปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงพนักงานคนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะต้องดำเนินการไปตามกระบวนการและขั้นตอนของบริษัท ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการตรวจสอบภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน หรืออาจจะทราบผลเร็วกว่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างมีความชัดเจน ว่ากระทำความผิดจริงก็จะต้องดำเนินการในการรับโทษตามขั้นตอน

 

สำหรับรายละเอียดของคดีความนั้น ทางการบินไทยได้รับการยืนยันข้อมูลเบื้องต้นจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดประเภทเฮโรอีนจริง แต่ในส่วนของกระแสข่าวที่ระบุว่ามีปริมาณยาเสพติดมากถึง 1 กิโลกรัมนั้น ทางซีอีโอระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียดในส่วนนี้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พนักงานที่ถูกจับกุมนั้นเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินใหม่ อายุ 26 ปี และทางบริษัทไม่ทราบมาก่อนว่าพนักงานรายนี้เคยกระทำการในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่

 

ในส่วนของความกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะกระทบต่อการให้บริการในเส้นทางบินสู่ออสเตรเลียหรือไม่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย ยืนยันว่า เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางบินแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นพฤติกรรมการกระทำผิดของตัวบุคคล พร้อมระบุว่า ทางการของประเทศออสเตรเลียนั้นมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมืองและสิ่งของนำเข้าอยู่แล้วเป็นปกติ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารหรือผลไม้ที่ไม่สามารถนำเข้าประเทศได้เลย ดังนั้นผู้ที่กระทำความผิดก็สมควรที่จะต้องรับโทษ

 

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI ได้เน้นย้ำถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานว่า การบินไทยมีกฎระเบียบที่เข้มงวดและมีการเน้นย้ำ ข้อมูลกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎข้อห้ามที่ไม่อนุญาตให้พนักงานรับฝากสิ่งของจากผู้อื่นโดยเด็ดขาด ให้นำไปได้เฉพาะของใช้ส่วนตัวเท่านั้น เนื่องจากพนักงานไม่สามารถทราบได้เลยว่าภายในสิ่งของที่รับฝากมานั้นมีอะไรซุกซ่อนอยู่ และไม่สามารถเปิดตรวจสอบของผู้อื่นได้ทั้งหมด

The post ‘การบินไทย’ ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ‘ลูกเรือ’ ลักลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย โดนตำรวจจับกุม ชี้มีความผิดชัดเจน รู้ผลภายใน 7 วัน ยันไม่กระทบเส้นทางบิน ระบุเป็นเรื่องของตัวบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้น 50 ตัน เชื่อมโยงจีนเทา – สามเหลี่ยมทองคำ เครือข่ายหนูเฉิน https://thestandard.co/drug-bust-chemicals-nu-chen/ Wed, 10 Jun 2026 02:06:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1216528

วานนี้ (9 มิถุนายน) เวลา 20.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายก […]

The post นายกฯ แถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้น 50 ตัน เชื่อมโยงจีนเทา – สามเหลี่ยมทองคำ เครือข่ายหนูเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (9 มิถุนายน) เวลา 20.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ ‘พิฆาตยาเสพติด’ ณ โกดังโรงงานเก็บสารเคมี ในพื้นที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเดินทางกลับมาจากประเทศเวียดนาม ซึ่งเมื่อลงเครื่องมาก็พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และท่านได้พาตนมาที่นี่ทันที เพื่อมาแจ้งข่าวสำคัญว่าสำนักงาน ป.ป.ส. ตำรวจ ทหาร และ DSI ได้ร่วมกันพบว่ามีการลักลอบเก็บสารเคมี ซึ่งจากการสืบสวนเชื่อได้ว่าจะนำไปสู่กระบวนการผลิตยาเสพติด โดยไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานในประเทศที่ร่วมมือกันในปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ยังมีความร่วมมือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และหน่วยงานด้านข่าวกรองของสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการตัดตอนเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลเกาหลี ซึ่งได้ขยายผลทางการข่าวและส่งตัวนักค้ายาเสพติดรายสำคัญคือ ฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือ “หนูเฉิน” ซึ่งได้ถูกส่งตัวมายังประเทศไทยแล้ว และอยู่ในการควบคุมตัว หลังจากหลบหนีออกนอกประเทศไปนานถึง 14 ปี

 

ทางสำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ร่วมกันขยายผล จนทราบว่านายหนูเฉินมีเครือข่ายเชื่อมโยงทางธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในธุรกรรมนั้นคือการลักลอบซื้อขายสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ที่นำไปใช้ในการผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยการปฏิบัติการครั้งนี้เข้าตรวจค้น 3 บริษัท ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง และนนทบุรี รวม 10 จุดปฏิบัติการ

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทเหล่านี้มีความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มจีนเทาที่กระทำผิดในไทย ซึ่งลักลอบนำสารเคมีไปใช้ผลิตเอโทมิเดต (วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2) เพื่อนำไปผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย และได้มีการจับกุมมาแล้ว 4 ครั้ง ดังนั้น การปฏิบัติการครั้งนี้จึงถือเป็นการผนึกกำลังกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและตัดตอนการผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตยาเสพติดได้ 5 ชนิด ได้แก่ อะซีโตน กรดไฮโดรคลอริก กรดอะซิติก และไดออกทิลทาเลต รวมกว่า 50 ตัน ซึ่งหากสารเคมีทั้งหมดนี้ถูกส่งไปยังโรงงานผลิตยาเสพติด จะสามารถผลิตยาบ้าได้ถึง 1,100 ล้านเม็ด เทียบเท่าปริมาณการตรวจยึดยาบ้าทั้งปี หรือสามารถผลิตยาไอซ์ได้ถึง 21 ตัน

 

ฉะนั้น รัฐบาลถือว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจ ท้าทายกฎหมาย และไม่มีความหวังดีต่อประเทศ มีความมุ่งร้ายต่อเยาวชนที่ต้องการให้ตกเป็นทาสของยาเสพติดทั้งในและนอกราชอาณาจักร จึงมีนโยบายจัดการกับภัยคุกคามนี้อย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบขนยาเสพติดหรือสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทย หรือถูกใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐพร้อมเดินหน้าปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ตามนโยบาย “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ผู้มีอิทธิพลไม่จำเป็นต้องเป็นอันธพาล เพราะอิทธิพลในทางที่ดีก็มีเช่นกัน แต่การดำเนินการครั้งนี้มุ่งจัดการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ท้าทายกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน

 

“สิ่งที่ได้เห็นอยู่ในตอนนี้คือ ความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือน และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนได้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล รวมถึงตระหนักถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้น และมั่นใจว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกการสนับสนุนจะได้รับการติดตาม ประเมินผล และแสดงความชื่นชมอย่างชัดเจน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในความพยายามและความเสียสละ ที่ทำให้สามารถเข้าถึงต้นตอของขบวนการได้ เพราะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจับยาเสพติดที่ผลิตสำเร็จแล้ว แต่เป็นการจับกุมตั้งแต่สารตั้งต้น ซึ่งหากหลุดรอดไปได้ก็จะก่อให้เกิดภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างมหาศาล หลังจากนี้จะมีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสืบหาต้นตอและเส้นทางของสารเคมีเหล่านี้ว่ามีการลักลอบผิดกฎหมายหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโรงงาน ผู้ขนส่ง และเจ้าของผลิตภัณฑ์ จะต้องถูกสืบสวนสอบสวนและขยายผลดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมาย

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ตนเชื่อมั่นคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ขึ้นไปรายงานเรื่องนี้ถึงบนบันไดเครื่องบินทันทีที่ตนเดินทางกลับจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นความกังวลของพี่น้องประชาชน เพราะหากไม่ใช่เรื่องสำคัญ ท่านสามารถรายงานในวันถัดไปได้ การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานตามนโยบายรัฐบาลในการขจัดยาเสพติด จึงขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง

 

นายกรัฐมนตรีและคณะแถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์กว่า 50 ตัน 1นายกรัฐมนตรีและคณะแถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์กว่า 50 ตัน 2นายกรัฐมนตรีและคณะแถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์กว่า 50 ตัน 3นายกรัฐมนตรีและคณะแถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์กว่า 50 ตัน 4

The post นายกฯ แถลงผลปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด ยึดสารตั้งต้น 50 ตัน เชื่อมโยงจีนเทา – สามเหลี่ยมทองคำ เครือข่ายหนูเฉิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยผลปฏิบัติการปราบยาเสพติด 1 เดือน ทลาย 1,611 เครือข่าย ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท https://thestandard.co/govt-drug-suppression-assets-seized/ Mon, 01 Jun 2026 01:52:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1213296 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลใน 1 เดือน

วันนี้ (1 มิถุนายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประ […]

The post รัฐบาลเผยผลปฏิบัติการปราบยาเสพติด 1 เดือน ทลาย 1,611 เครือข่าย ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลใน 1 เดือน

วันนี้ (1 มิถุนายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเชิงรุก เพื่อทำลายโครงสร้างและวงจรเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด

 

พลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน-29 พฤษภาคม 2569 สามารถทลายเครือข่ายยาเสพติดได้ 1,611 เครือข่าย จับกุมคดียาเสพติดรวม 19,362 คดี ผู้ต้องหา 19,406 คน และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 664 หมาย

 

สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย ยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9,225 กิโลกรัม คีตามีน 434 กิโลกรัม เฮโรอีน 140 กิโลกรัม และยาอี 3,650 เม็ด นอกจากนี้ยังตรวจยึดอาวุธปืน 322 กระบอก วัตถุระเบิด 1 ลูก และเงินสดอีกกว่า 4 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังสามารถอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดได้รวมมูลค่ากว่า 631 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติด

 

รัฐบาลขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ จนสามารถจับกุม กวาดล้าง และทลายเครือข่ายยาเสพติดได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปกป้องเยาวชนไทยให้ห่างไกลจากยาเสพติด

The post รัฐบาลเผยผลปฏิบัติการปราบยาเสพติด 1 เดือน ทลาย 1,611 เครือข่าย ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
แจ้งข้อหา 3 รายคดีรถไฟชนรถเมล์ จ่อฟันเพิ่มคนขับรถไฟเสพยา เล็งสอบรถยนต์จอดขวางทาง https://thestandard.co/train-bus-collision-charges-drugs/ Thu, 21 May 2026 09:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1209751 พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน แถลงความคืบหน้าคดีรถไฟชนรถเมล์

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต […]

The post แจ้งข้อหา 3 รายคดีรถไฟชนรถเมล์ จ่อฟันเพิ่มคนขับรถไฟเสพยา เล็งสอบรถยนต์จอดขวางทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน แถลงความคืบหน้าคดีรถไฟชนรถเมล์

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีกรณีอุบัติเหตุโศกนาฏกรรมขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางข้ามรถไฟ

 

โดยระบุว่า ขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 3 ราย ประกอบด้วย พนักงานขับรถไฟ พนักงานขับรถโดยสารประจำทางสาย 206 และพนักงานกั้นทางรถไฟ ในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กาย

 

นอกจากประเด็นความประมาทที่นำมาสู่ความสูญเสียแล้ว จากการตรวจร่างกายพนักงานขับรถไฟ ยังพบสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีนและกัญชาตกค้างในร่างกาย ซึ่งขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อกฎหมาย ตลอดจนระเบียบและข้อบังคับของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าการเสพสารเสพติดดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากพบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดอย่างชัดเจน จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไป

 

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อุรัมพร เน้นย้ำว่า การพิจารณาคดีนี้จำเป็นต้องแยกส่วนกันระหว่างความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และระเบียบข้อบังคับเฉพาะของการรถไฟฯ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรอบด้านและรัดกุมที่สุด

 

สำหรับประเด็นที่มียานพาหนะคันอื่นขับผ่านบริเวณทางข้ามรถไฟในช่วงเวลาเกิดเหตุนั้น พนักงานสอบสวนเตรียมเรียกตัวผู้ขับขี่รถแต่ละคันมาสอบปากคำ เพื่อพิจารณารายละเอียดเป็นรายบุคคลว่า การนำรถเข้าไปหยุดในพื้นที่ดังกล่าวมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายจราจร หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง (เส้นทแยงเหลือง) หรือไม่

 

โดย พ.ต.อ.อุรัมพร ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการสรุปว่าจะดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ทุกคันที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ เนื่องจากต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเกิดจากการจงใจฝ่าฝืน หรือเป็นผลกระทบจากสภาพการจราจรที่ติดขัดสะสมจนไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ โดยทุกขั้นตอนยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาและรวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามกระบวนการยุติธรรม

The post แจ้งข้อหา 3 รายคดีรถไฟชนรถเมล์ จ่อฟันเพิ่มคนขับรถไฟเสพยา เล็งสอบรถยนต์จอดขวางทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิด Workshop มั่นคง สั่ง มท.-ตร. ลุยปราบยาเสพติด-คอลเซ็นเตอร์-ผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ https://thestandard.co/anutin-security-workshop-suppress-crime/ Thu, 21 May 2026 05:47:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1209596 อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกล่าวปาฐกถาในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคง

วันนี้ (21 พฤษภาคม) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุท […]

The post อนุทิน เปิด Workshop มั่นคง สั่ง มท.-ตร. ลุยปราบยาเสพติด-คอลเซ็นเตอร์-ผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกล่าวปาฐกถาในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคง

วันนี้ (21 พฤษภาคม) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมการ Workshop

 

อนุทิน กล่าวว่า วันนี้พวกเรา ประกอบไปด้วยหน่วยงานด้านการปกครอง ความมั่นคง และตำรวจ ได้มาร่วมกันอยู่ในที่นี้ ตนยินดีต้อนรับสู่ทำเนียบรัฐบาลของพวกเรา วันนี้คงเห็นว่าทำไมเราไม่ประชุมตามศูนย์ประชุมต่าง ๆ ตนอยากให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และการปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง ความร่วมมือต่าง ๆ จะต้องเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางของการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือ ทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้ ตนยินดีที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากกองทัพ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอิสระต่าง ๆ วันนี้เราได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือ Workshop เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล เพราะหน่วยงานที่เราสั่งการทั้งหมดต่างเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง หากเราเชื่อมหรือบูรณาการการทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว สิ่งที่จะสะท้อนออกมาคือความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมความมั่นคงของประเทศให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากภายในประเทศหรือนอกประเทศ ฉะนั้นกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานความมั่นคง ถือเป็น 4 เสาหลักในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ตนขอมอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เพื่อให้ทุกองค์กรและหน่วยงานในสังกัดได้ทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ

 

ในเรื่องมิติด้านการป้องกัน ตนขอให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเรามีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ขอให้ทั้ง 2 คน ทำงานในลักษณะทีมจังหวัดอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง สามารถใช้กลไกในพื้นที่ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และภัยจากผู้มีอิทธิพล ที่คอยมาข่มเหงรังแกประชาชนในความดูแลของพวกเรา เรื่องนี้ต้องทำงานอย่างจริงจัง หากมีกระแสหรือมีข่าว เราไปตอบสนองเป็นครั้งๆ

 

อยากให้ทุกคนได้วางแผนล่วงหน้าในการที่จะปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมเหล่านี้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีความต่อเนื่อง เราต้องปลุกจิตสำนึกของพวกเรา เพราะหน้าที่ของเราคือดูแลประชาชน ความรู้สึกของพวกเราต้องห่วงใยประชาชน และมีความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้เห็นประชาชนของเราถูกรังแกหรือคุกคาม หากเรามีความสำนึกเช่นนี้ได้ การร่วมมือร่วมใจปฏิบัติงานของทุกคนก็จะทำให้เกิดความผาสุก ‘บำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ ทั้ง 4 เป้าหมายนี้ ขอให้ถือเป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราจะร่วมงานกันเพื่อให้ประชาชนได้มีความสุข

 

ในพื้นที่เสี่ยง เมืองท่องเที่ยว เขตเศรษฐกิจที่สำคัญ เราต้องสร้างให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงประชาชนที่มาหาโอกาสทำมาหากิน และทำให้ทุกจังหวัดมีความปลอดภัยปราศจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยรัฐบาลชุดนี้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ การดำเนินการ รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและตอบสนองเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

 

ส่วนมิติด้านการปราบปราม ขอให้มีการเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกประเทศ และการกระทำผิดทุกเรื่องให้สอบสวน สืบสวน ขยายผลไปถึงผู้บงการและเครือข่ายรายใหญ่ เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง อาทิ คอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ ต้องมีการจับกุมและตัดเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด

 

สำหรับมาตรการเชิงรุก เราต้องปราบปรามผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่ให้บุคคลทั่วไปพกพาอาวุธปืน การพกพาอาวุธปืนถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยเจ้าพนักงานของรัฐยังสามารถพกพาอาวุธปืนไปไหนมาไหนได้ในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

 

“พวกที่อยู่เหนือกฎหมายมักเป็นโรคความจำเสื่อม เวลาไปจับกุมตามกฎหมาย เขามักถามว่า คุณรู้ไหมผมเป็นใคร ในเมื่อมันยังไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ท่านก็ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นใคร ก็จัดการซะ ปราบปรามให้สิ้นซาก”

 

นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ว่า เป็นการมอบยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ได้ประสานงานกันปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมทุกประเภท โดยเฉพาะยาเสพติด อาชญากรรมผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ นอมินี การถือครองที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และการข่มเหงประชาชนโดยอันธพาลทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างครบวงจรและเต็มรูปแบบ

 

ส่วนจะตั้งเป้าหมายอย่างไรให้ทั้งสองหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายอะไร เนื่องจากเรื่องนี้เป็นภารกิจของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว ฉะนั้น หากผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ตลอดจนพิทักษ์สันติราษฎร์ เชื่อว่าไม่น่ามีการกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ที่พ้นมือ หรือพ้นอำนาจที่มีอยู่ไปได้

 

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุในการมอบนโยบายว่า ‘ถ้าเดือนหกฝนตกพรำ ๆ เดือนกันยายนนี้รู้กันในเรื่องของผลงาน’ แสดงว่าจะมีการวัด KPI ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การวัดผลสำเร็จเป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเรื่องการบริหารราชการในพื้นที่แต่ละจังหวัดและแต่ละภาค จะวัดจากความผาสุก ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด

The post อนุทิน เปิด Workshop มั่นคง สั่ง มท.-ตร. ลุยปราบยาเสพติด-คอลเซ็นเตอร์-ผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​รฟท. ปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานเดินรถ สั่งพักงาน 2 ราย พร้อมเตรียมยกระดับสู่องค์กรปลอดยาเสพติด https://thestandard.co/srt-suspends-staff-drug-test/ Thu, 21 May 2026 03:30:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1209503 พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ารับการตรวจสารเสพติด

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการตร […]

The post ​รฟท. ปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานเดินรถ สั่งพักงาน 2 ราย พร้อมเตรียมยกระดับสู่องค์กรปลอดยาเสพติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ารับการตรวจสารเสพติด

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการตรวจหาสารเสพติดพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการเดินรถอย่างเข้มงวดก่อนเข้าปฏิบัติงาน ภายหลังการประกาศยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด จากกรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟเฉี่ยวชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณทางผ่านเสมอระดับแยกอโศก-ดินแดง ที่ผ่านมา

 

​จากการลงพื้นที่ปูพรมตรวจหาสารเสพติด ล่าสุด รฟท. ได้เปิดเผยผลการปฏิบัติการ โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้ทำการตรวจพนักงานจำนวน 157 ราย ซึ่งผลการตรวจไม่พบผู้มีสารเสพติดในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 จากการสุ่มตรวจพนักงานเพิ่มเติมจำนวน 141 ราย พบว่ามีพนักงานจำนวน 2 ราย มีผลการตรวจหาสารเสพติดเป็นบวก

 

​ทันทีที่ทราบผล รฟท. ได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้งสองระงับการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในทันที พร้อมทั้งส่งตัวเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันผลทางการแพทย์ และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนขององค์กรอย่างเด็ดขาด ทั้งการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และการสอบสวนทางวินัย ควบคู่ไปกับการนำตัวเข้าสู่ระบบคัดกรองและบำบัดรักษาตามแนวทางของหน่วยงานสาธารณสุขต่อไป

 

​ทางด้าน อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รฟท. จะยังคงเดินหน้ามาตรการตรวจหาสารเสพติดเชิงรุกในกลุ่มพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นการปฏิบัติหรือผ่อนปรนโทษให้แก่บุคลากรรายใดก็ตามที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

 

​อนันต์ กล่าวย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การรถไฟฯ ต้องกลับมาทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดภายในองค์กร ซึ่งเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลบุคลากรให้เข้าสู่กระบวนการรักษาและฟื้นฟูตามขั้นตอนที่เหมาะสม

 

​ทั้งนี้ รฟท. ได้เตรียมแผนยกระดับการบริหารงานภายใต้แนวทางองค์กรปลอดยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินรถ เพื่อสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เข้มงวด รัดกุม และลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งสาธารณะของประเทศในอนาคต

The post ​รฟท. ปูพรมตรวจสารเสพติดพนักงานเดินรถ สั่งพักงาน 2 ราย พร้อมเตรียมยกระดับสู่องค์กรปลอดยาเสพติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ ตร. แถลงผลกวาดล้างยาเสพติดรอบ 7 เดือน ยึดยาบ้า 915 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติกว่า 7 พันล้านบาท https://thestandard.co/police-drug-crackdown-7-months-seized-billions/ Tue, 12 May 2026 08:23:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1206324 ภาพแถลงผลการกวาดล้างยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเส […]

The post ​ ตร. แถลงผลกวาดล้างยาเสพติดรอบ 7 เดือน ยึดยาบ้า 915 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติกว่า 7 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงผลการกวาดล้างยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (12 พฤษภาคม) ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) ภายใต้การอำนวยการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จัดแถลงผลการปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศ ณ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการประกาศสงครามขั้นเด็ดขาดและต้องชนะยาเสพติด ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ผลการบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้มากถึง 183,979 คดี โดยสามารถตรวจยึดของกลางจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย ยาบ้า 915 ล้านเม็ด, ไอซ์ 34,116 กิโลกรัม, เฮโรอีน 756 กิโลกรัม, คีตามีน 5,222 กิโลกรัม และยาอี 274,880 เม็ด ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งสามารถอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดได้มูลค่ารวมกว่า 7,143 ล้านบาท

 

สำหรับการจับกุมคดีสำคัญในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เข้ามาช่วยในการสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การทลายเครือข่ายใหญ่หลายคดี อาทิ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้สกัดจับไอซ์น้ำหนัก 498 กิโลกรัมในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เตรียมส่งออกไปยังเกาะสมุย รวมถึงการแกะรอยเครือข่ายลักลอบขนยาบ้าจากจังหวัดนครพนมส่งปลายทางสมุทรปราการ โดยใช้ระบบวิเคราะห์เส้นทางจนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาพร้อมรถยนต์ของกลางได้ยกแก๊ง นอกจากนี้ยังมีการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือและแหล่งพักคอยตอนในของประเทศ สามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 30 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 30 ล้านเม็ด

 

ในส่วนของรูปแบบการลักลอบขนส่งยาเสพติดที่ปรับเปลี่ยนไป เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลทลายเครือข่ายที่ใช้ระบบโลจิสติกส์หรือพัสดุเอกชน โดยสามารถสกัดกั้นการส่งยาบ้าจากเชียงใหม่ไปยังกระบี่และสุราษฎร์ธานี รวมของกลางกว่า 6.96 ล้านเม็ด ขณะที่ตำรวจภูธรภาค 1 ได้บุกทลายบ้านเช่าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งพักยา ยึดยาบ้าได้อีก 9.5 ล้านเม็ด

 

ด้านกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ รวบตัวชายชาวมาเลเซีย 3 ราย ลักลอบขนไอซ์เกือบ 100 กิโลกรัมผ่านขบวนรถไฟสายหนองคาย-กรุงเทพฯ และล่าสุดได้บุกทลายแหล่งลักลอบผลิตสารเอโทมิเดต วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย หรือ พอตเค ในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี รวบผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมสารเคมีจำนวนมาก

 

อนุทิน ได้กล่าวยืนยันเจตนารมณ์ในการสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการสืบสวน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่ พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหายาเสพติดคือการสร้างกลไกเชิงระบบที่ยั่งยืน และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ โดยรัฐบาลพร้อมดูแลสวัสดิการและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างดีที่สุด

 

ทางด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้กล่าวเสริมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เน้นย้ำนโยบายกดดันทุกมิติ ทั้งการสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้นแนวชายแดน โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เร่งรัดขับเคลื่อนการปราบปรามขบวนการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายรักษามาตรฐานการทำงานอย่างโปร่งใสและยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดหรือความเคลื่อนไหวของบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 1599 หรือ 191 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยทางการจะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเป็นความลับขั้นสูงสุด

The post ​ ตร. แถลงผลกวาดล้างยาเสพติดรอบ 7 เดือน ยึดยาบ้า 915 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติกว่า 7 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. เร่งตรวจสอบปมคลิปตำรวจเรียกรับผลประโยชน์คดียาเสพติด ย้ำด่านตรวจต้องดูแลประชาชน ไม่ใช่แหล่งหาผลประโยชน์ https://thestandard.co/police-drug-case-bribe-probe/ Fri, 08 May 2026 11:28:03 +0000 https://thestandard.co/police-drug-case-bribe-probe/ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีคลิปตำรวจเรียกรับผลประโยชน์

วันนี้ (8 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห […]

The post ตร. เร่งตรวจสอบปมคลิปตำรวจเรียกรับผลประโยชน์คดียาเสพติด ย้ำด่านตรวจต้องดูแลประชาชน ไม่ใช่แหล่งหาผลประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีคลิปตำรวจเรียกรับผลประโยชน์

วันนี้ (8 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปรากฏภาพอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพฤติกรรมเรียกตรวจหาสารเสพติดและเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย

 

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบข้อมูลและตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและรอบด้าน พร้อมคาดโทษอย่างหนัก

 

หากผลการสืบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการเรียกรับผลประโยชน์ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจริง จะต้องถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัย อาญา และทางปกครอง โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน

 

พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เป้าหมายหลักของการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และด่านตรวจทั่วประเทศนั้น มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ลดอุบัติเหตุทางถนน และป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ไม่ใช่สถานที่สำหรับแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพฤติกรรมทุจริตดังกล่าวจะส่งผลกระทบและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจโดยตรง

 

ในตอนท้าย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้ความมั่นใจแก่สังคมว่า หากตรวจพบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมที่จะตรวจสอบและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ในทุกกรณี

 

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือมีเบาะแสการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถแจ้งข้อมูลร้องเรียนได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลข 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป

The post ตร. เร่งตรวจสอบปมคลิปตำรวจเรียกรับผลประโยชน์คดียาเสพติด ย้ำด่านตรวจต้องดูแลประชาชน ไม่ใช่แหล่งหาผลประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย ปมกฎหมายตัดสิทธิผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัด รธน. หรือไม่ https://thestandard.co/court-rules-drug-offender-election-ban/ Wed, 22 Apr 2026 12:20:49 +0000 https://thestandard.co/court-rules-drug-offender-election-ban/

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉ […]

The post ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย ปมกฎหมายตัดสิทธิผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัด รธน. หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในกรณีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (10) ซึ่งบัญญัติห้ามผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดียาเสพติดลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่าเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่

 

ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (22 เมษายน) ผ่านศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งได้ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้านในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลตทต 1/2569 เข้ามา เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามกลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 212

 

ผู้คัดค้านตั้งข้อโต้แย้งว่า พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (10) ที่กำหนดให้บุคคลผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้น เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 26

 

ในการประชุมปรึกษาคดี ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามหนังสือส่งคำโต้แย้งและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า คำร้องดังกล่าวมีเหตุผลเฉพาะในประเด็นที่โต้แย้งว่า บทบัญญัติมาตรา 50 (10) ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตราที่บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดหลักการว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ

 

ประกอบกับกรณีดังกล่าวยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้มาก่อน จึงเข้าเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 วรรคหนึ่ง

 

ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในเรื่องพิจารณาที่ 9/2569

 

สำหรับการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นำพยานหลักฐานจากคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 11/2565 และคำวินิจฉัยที่ 26 – 27/2567 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องมารวมใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในคดีนี้

 

นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้มีความรอบด้าน ศาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลกำหนด โดยให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดทางข้อกฎหมายต่อไป

The post ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย ปมกฎหมายตัดสิทธิผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดลงเลือกตั้งท้องถิ่น ขัด รธน. หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 เหตุผลสำคัญ รองนายกฯ ไทย เยือนเมียนมา ชูจุดยืนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ https://thestandard.co/thailand-deputy-pm-myanmar-reasons/ Wed, 22 Apr 2026 05:37:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1199897 รองนายกฯ ไทย เยือน เมียนมา เปิด 3 เหตุผลสำคัญ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post เปิด 3 เหตุผลสำคัญ รองนายกฯ ไทย เยือนเมียนมา ชูจุดยืนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองนายกฯ ไทย เยือน เมียนมา เปิด 3 เหตุผลสำคัญ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยถึง 3 เหตุผลสำคัญในการเดินทางเยือนเมียนมาครั้งนี้ (22 เมษายน) โดยระบุว่า

 

 
 

1. การแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่และสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า เดินทางไปเมียนมาครั้งนี้ เพื่อแสดงความยินดีกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และในโอกาสที่ พลเออาวุโส มินอ่องหล่าย ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่อย่างเป็นทางการ

 

โดยไทยคาดหวังว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น ‘การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ’ นำไปสู่กระบวนการสันติภาพ การปรองดอง และการพูดคุยระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา

 

2. การเปิด ‘บทใหม่’ ในความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือ

 

โดยไทยต้องการที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องความมั่นคงชายแดน มุ่งเน้นความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์ รวมถึงปัญหายาเสพติดที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และต้องการความร่วมมือในการแก้ไข

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหามลภาวะ ซึ่งเป็น ‘วาระเร่งด่วน’ ที่จะนำไปหารือกับประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา ทั้งปัญหามลภาวะทางน้ำจากการทำเหมือง และฝุ่น PM 2.5 โดยต้องอาศัยความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง ไทย เมียนมา และ สปป.ลาว

 

อีกทั้งยังต้องการให้กลับมาเปิดการค้าชายแดนอีกครั้ง เนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของการค้าทั้งหมดระหว่างไทยกับเมียนมา

 

3. การสนับสนุนเมียนมาให้กลับสู่การมีส่วนร่วมในอาเซียน

 

สีหศักดิ์ระบุว่า ไทยมีนโยบายการมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสนับสนุนและนำเมียนมากลับสู่อาเซียน โดยต้องการให้เกิดการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้เมียนมาตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียน โดยไทยแสดงความยินดีที่รัฐบาลใหม่ได้ประกาศอภัยโทษแก่นักโทษทางการเมือง รวมถึงอดีตประธานาธิบดี และหวังว่าจะมีการดำเนินการในลักษณะนี้ต่อไป

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงตามแนวชายแดนนั้น ไทยต้องการให้ลดระดับหรือยุติการสู้รบและการทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน โดยจะมีการหารือเรื่องความมั่นคงระหว่างฝ่ายทหารระดับสูง ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งยังต้องการให้เมียนมาเปิดพื้นที่ เพื่อให้อาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศต่างๆ สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังเดือดร้อนได้

The post เปิด 3 เหตุผลสำคัญ รองนายกฯ ไทย เยือนเมียนมา ชูจุดยืนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ายความมั่นคงท่าสองยางจับแก๊งขนน้ำมันดีเซลส่งออกเมียนมา ยึดของกลางกว่า 2,800 ลิตร พร้อมรวบ 3 ผู้ต้องหา https://thestandard.co/thasongyang-diesel-smuggling-myanmar-arrest/ Tue, 14 Apr 2026 08:56:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1197953 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถกระบะบรรทุกน้ำมันดีเซลเถื่อน 2,800 ลิตร ที่ ชายแดนตาก

วันนี้ (13 เมษายน) เมื่อเวลา 01.30 น. สมาชิกกองอาสารักษ […]

The post ฝ่ายความมั่นคงท่าสองยางจับแก๊งขนน้ำมันดีเซลส่งออกเมียนมา ยึดของกลางกว่า 2,800 ลิตร พร้อมรวบ 3 ผู้ต้องหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถกระบะบรรทุกน้ำมันดีเซลเถื่อน 2,800 ลิตร ที่ ชายแดนตาก

วันนี้ (13 เมษายน) เมื่อเวลา 01.30 น. สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (ร้อย.อส.อ.ท่าสองยาง 4) บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 344 และสถานีตำรวจภูธรท่าสองยาง เปิดปฏิบัติการลงพื้นที่สกัดจับขบวนการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงข้ามแดน บริเวณถนนเข้าไร่หลังสวนป่าท่าสองยาง มุ่งหน้าริมแม่น้ำเมย ชายแดนประเทศเมียนมา ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก หลังได้รับรายงานถึงพฤติการณ์ต้องสงสัยในพื้นที่ดังกล่าว

 

​ผลจากการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถยนต์กระบะ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 ราย ประกอบด้วย วรายุส อายุ 26 ปี, ยศราวุธ อายุ 28 ปี และโบ สัญชาติเมียนมา อายุ 17 ปี จากการตรวจสอบบริเวณท้ายรถพบของกลางเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลบรรจุในถังขนาด 200 ลิตร จำนวน 14 ถัง รวมปริมาณทั้งสิ้น 2,800 ลิตร

 

โดยกลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์ร่วมกันพยายามลักลอบส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร และยังเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ว่าด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างชัดเจน

 

นอกจากความผิดฐานลักลอบส่งออกสินค้าแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยวรายุส (ผู้ต้องหาที่ 1) ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติดประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในร่างกาย ขณะที่ผู้ต้องหารายที่ 2 และ 3 พบพฤติการณ์เสพยาเสพติดเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้โบ (ผู้ต้องหาที่ 3) ยังมีความผิดเพิ่มเติมในฐานเป็นบุคคลต่างด้าวอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าสองยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

The post ฝ่ายความมั่นคงท่าสองยางจับแก๊งขนน้ำมันดีเซลส่งออกเมียนมา ยึดของกลางกว่า 2,800 ลิตร พร้อมรวบ 3 ผู้ต้องหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กห. กางแผนความมั่นคงยุคใหม่ ชูทหารอาสา ยกระดับคุณภาพชีวิตชายแดน เดินหน้าปฏิรูปกองทัพ เน้นโปร่งใส พึ่งพาตนเอง https://thestandard.co/defense-minister-army-reform-security-plan/ Fri, 10 Apr 2026 07:40:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1196712 พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงแผนความมั่นคงยุคใหม่ต่อรัฐสภา

วันนี้ (10 เมษายน) การประชุมร่วมรัฐสภา ในการแถลงนโยบายร […]

The post รมว.กห. กางแผนความมั่นคงยุคใหม่ ชูทหารอาสา ยกระดับคุณภาพชีวิตชายแดน เดินหน้าปฏิรูปกองทัพ เน้นโปร่งใส พึ่งพาตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงแผนความมั่นคงยุคใหม่ต่อรัฐสภา

วันนี้ (10 เมษายน) การประชุมร่วมรัฐสภา ในการแถลงนโยบายรัฐบาล พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคง โดยระบุว่า ปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยความผันผวนและการแบ่งขั้วกัน ความมั่นคงของชาติจึงไม่ได้หมายถึงแค่ความมั่นคงทางทหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เสรีภาพของภูมิภาค และความสามารถของประเทศในการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลกด้วย กระทรวงกลาโหมในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงของประเทศ จึงเร่งขับเคลื่อนนโยบาย โดยมีอธิปไตยและความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง ด้วยการอาศัยความร่วมมือของพี่น้องประชาชน และทุกภาคส่วน

 

พล.ท. อดุลย์ กล่าวอีกว่า ชายแดนของประเทศไม่ใช่แค่เรื่องแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์ แต่คือเส้นแบ่งอธิปไตยและแนวหน้าของความมั่นคง รัฐบาลจึงเน้นให้ชายแดนมีความมั่นคงปลอดภัย ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งจากยาเสพติด ธรรมชาติ สแกมเมอร์ รวมถึงภัยอื่นๆ ตนจึงมีแนวคิดให้กำลังพลที่อยู่แนวชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ขณะเดียวกัน ทหารก็ต้องมีความพร้อมรบ ดังนั้นกระทรวงกลาโหมจะพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับภัยคุกคามทุกมิติ โดยยึดหลักมีคุณค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล

 

นอกจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายทหารอาสา เพราะมองว่าประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้หากเป็นทหารในรูปแบบสมัครใจ จะได้เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นหน้าที่และเสียโอกาส แต่เราจะทำให้ได้รับโอกาสต่างๆ ในการฝึกสมรรถภาพร่างกายและระเบียบวินัย โอกาสในการได้รับค่าตอบแทนที่เพียงพอดำรงชีพ โอกาสในการเพิ่มวุฒิการศึกษาตามที่ต้องการ และโอกาสในการประกอบอาชีพเมื่อปลดประจำการ เพื่อให้ทหารอาสาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเสริมความมั่นคงของชาติและเป็นทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ขอยืนยันว่าจะตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องทหารอาสาอย่างรอบคอบ โดยประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและนอกกองทัพ

 

พล.ท. อดุลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงกลาโหมพร้อมรับคำแนะนำเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นทหารอาชีพ พร้อมทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ รวมถึงดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ตามหลักการ ‘เราจะทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ’

The post รมว.กห. กางแผนความมั่นคงยุคใหม่ ชูทหารอาสา ยกระดับคุณภาพชีวิตชายแดน เดินหน้าปฏิรูปกองทัพ เน้นโปร่งใส พึ่งพาตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก – เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท ขอยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น https://thestandard.co/anutin-seize-assets-yim-liek-ben-smith/ Thu, 09 Apr 2026 08:45:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1196299 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (9 เมษายน) ที่สำนักงาน ปปง. อนุทิน ชาญวีรกูล นาย […]

The post อนุทิน แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก – เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท ขอยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (9 เมษายน) ที่สำนักงาน ปปง. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงข่าว การยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ในคดีที่แตงไทย กรณียิม เลียก, วิรินยา ยิม, เบน สมิธ และแคทรียา บีเวอร์ กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด ค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน เป็นสมาชิกอั้งยี่ การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ

 

ทำให้สำนักงาน ปปง. มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน จำนวน 34 รายการ อาทิ รถยนต์ 6 คัน สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้เงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมถึงเงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดในคดีดังกล่าวทั้งหมด มีจำนวน 102 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 20,392 ล้านบาท

 

อนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าวไว้ได้ มูลค่านับถึงวันนี้กว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลของกลุ่มอาชญากรรมที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย และสร้างความเดือดร้อนให้กับระบบเศรษฐกิจและประชาชนที่เป็นเหยื่อ

 

เนื่องจากการกระทำความผิดนี้มีพื้นฐานมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์

 

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยมองข้ามอาชญากรรมประเภทนี้ พร้อมขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล เต็มใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเต็มที่

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า ตนในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. ตระหนักและยอมรับว่า ประชาชนตลอดจนนานาชาติมีความต้องการให้จัดการปัญหาอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งภัยจากกลุ่มสแกมเมอร์มีความซับซ้อน และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงได้กำชับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย กำหนดมาตรการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำความผิด

 

ผู้กระทำความผิดเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล และมีเครือข่าย หรือแม้กระทั่งมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองอยู่ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้กำชับกับหน่วยงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะนี้ว่า ให้ยึดมั่นในแนวทางการดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่ากระทำความผิดก็จะดำเนินการอย่างเข้มงวด และปราศจากข้อยกเว้น

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้กระทำความผิดเหล่านี้ จะต้องทำตามนโยบายที่ได้มอบหมายให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ปปง. จะมีการดำเนินการ อาทิ การคุ้มครองผู้เสียหายตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดคืนให้กับผู้เสียหาย ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย

 

พร้อมทั้งความร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการสืบสวนสอบสวนขยายผล โดยมุ่งเน้นไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด นอกจากนี้จะมีการพิจารณาดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดอาญา ฐานฟอกเงินโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

อนุทิน ย้ำว่า เครือข่ายดังกล่าวที่มีการแถลงข่าวในวันนี้ นอกจากจะพบว่ามีการกระทำความผิดประเภทสแกมเมอร์แล้ว ยังพบว่าพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งขอชื่นชมหน่วยงานที่ทุ่มเทในการเอาผิดผู้กระทำผิด ทำให้การปราบปรามอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีอำนาจทางการเงินอย่างมหาศาล ไม่ได้อยู่เหนือความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

 

นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีสแกมเมอร์เข้ามาในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบบริษัทนอมินีคนไทยถือครองทรัพย์สินแทน และใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่า ปัจจุบันมีการตั้งกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นต่อให้ตั้งบริษัทนอมินี หากมีธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดจากการประกอบธุรกิจทั่วไป ก็สามารถสันนิษฐานไว้ก่อนและดำเนินการตรวจสอบได้

 

ยกตัวอย่างกรณีนางสาวแตงไทยว่า เหตุใดจึงไปประมูลเรือยอร์ชจำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหน้าที่การงาน นี่คือจุดที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นเบาะแสในการขยายผล และยังสามารถประสานความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อติดตามเส้นทางการเงินได้ ย้ำว่าหากทำผิดกฎหมาย ด้วยเทคโนโลยีและความสามารถของเจ้าหน้าที่ โอกาสรอดมีน้อยมาก

 

เมื่อถามถึงบริษัทผี อนุทิน กล่าวว่า จากการแถลงข่าววันนี้ ไม่ใช่ผี แต่เป็นบุคคลที่มีตัวตนชัดเจน พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างเข้มข้น จนทำให้การเข้าออกประเทศของกลุ่มผู้ต้องหายากขึ้นกว่าสมัยก่อน

 

อนุทิน ย้ำว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าปราบปรามอย่างเต็มที่ ไม่มีใครขัดขวาง และไม่มีการใช้เส้นสายช่วยเหลือผู้กระทำผิด ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ

 

เมื่อถามถึงการออกหมายแดงกรณีเบน สมิธ พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในคดีฉ้อโกง หากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน จะออกหมายเรียก หมายจับ และหมายแดงต่อไป

 

ด้านเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า อยู่ระหว่างจัดทำประกาศให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับทรัพย์สินคืน โดยจะเปิดศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ทั้งที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์และไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวก

 

ทั้งนี้ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยต้องเตรียมหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี และหลักฐานการแจ้งความ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลแพ่งพิจารณาคืนทรัพย์

 

ส่วนกรณีผู้ต้องหาจ้างทนายชื่อดัง นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต่อให้ทนายเก่งเพียงใด หากกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ก็ไม่มีทางชนะคดีได้

 

สำหรับเรือยอร์ชแอตลาส ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเบน สมิธ ขณะนี้ถูกอายัดและอยู่ในการดูแลของ ศรชล. กองทัพเรือ และอยู่ระหว่างเตรียมนำออกขายทอดตลาดผ่านเว็บไซต์

 

อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 1อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 2อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 3อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 4อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวการยึดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 5

The post อนุทิน แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก – เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท ขอยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ ถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ต่างประเทศรุก-ความมั่นคงใหม่ https://thestandard.co/anutin-2-foreign-security-policy/ Thu, 09 Apr 2026 01:01:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1196001 ภาพกราฟิก สรุปนโยบาย รัฐบาลอนุทิน 2 ด้านต่างประเทศและความมั่นคง

หมุดหมายสำคัญบนเวทีรัฐสภา 9 เมษายนนี้ อยู่ที่การแถลงนโย […]

The post เจาะนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ต่างประเทศรุก-ความมั่นคงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สรุปนโยบาย รัฐบาลอนุทิน 2 ด้านต่างประเทศและความมั่นคง

หมุดหมายสำคัญบนเวทีรัฐสภา 9 เมษายนนี้ อยู่ที่การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้ ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ซึ่งนโยบายที่ประกาศต่อสภาในครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงแผนงานในกระดาษ แต่จะมีผลผูกพันในการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลต้องปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

 

โดยเฉพาะในมิติ ‘การต่างประเทศและความมั่นคง’ ที่ถูกยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ ‘Beyond Thailand’ มุ่งเน้นการพาไทยออกจากกับดักความขัดแย้งของมหาอำนาจ สู่การเป็นตัวกลางที่โลกเชื่อมั่น พร้อมกับการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ผ่าน ‘ระบบทหารอาสา’ เพื่อวางรากฐานความมั่นคงสมัยใหม่ และการจัดการปัญหาเรื้อรังอย่างพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (MOU 2544)

 

นี่คือคำมั่นสัญญาและทิศทางที่รัฐบาลพร้อมถูกตรวจสอบ และเตรียมนำไปสู่การบังคับใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงจากภายในสู่ภายนอก

 


 

ภาพกราฟิก สรุปนโยบาย รัฐบาลอนุทิน 2 ด้านต่างประเทศและความมั่นคง 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post เจาะนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ต่างประเทศรุก-ความมั่นคงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะรอยสางคดี ‘หนูเฉิน’ ผู้สั่งการค้ายาเสพติดรายใหญ่ หลังกุข่าวโดนฆ่าทิ้งแม่น้ำเมย ก่อนถูกรวบตัวข้ามทวีป https://thestandard.co/noo-chen-arrested-south-korea/ Wed, 08 Apr 2026 03:21:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1195730 ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ฐปนันทน์ หรือ 'หนูเฉิน' ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยมีการเบลอใบหน้า

วานนี้ (7 เมษายน) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด […]

The post แกะรอยสางคดี ‘หนูเฉิน’ ผู้สั่งการค้ายาเสพติดรายใหญ่ หลังกุข่าวโดนฆ่าทิ้งแม่น้ำเมย ก่อนถูกรวบตัวข้ามทวีป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ฐปนันทน์ หรือ 'หนูเฉิน' ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยมีการเบลอใบหน้า

วานนี้ (7 เมษายน) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีการแถลงข่าวผลการปฏิบัติการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดระดับสั่งการรายใหญ่ที่หลบหนีไปกบดานยังสาธารณรัฐเกาหลี

 

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ส. และทางการสาธารณรัฐเกาหลี ในการติดตามจับกุม ฐปนันทน์ หรืออธิฐาน (หนูเฉิน) อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับกว่า 60 หมายจับ รวมถึงหมายจับของกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลจนแน่ชัด และได้ควบคุมตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้วเพื่อขยายผลทำลายเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

สำหรับประวัติของ ฐปนันทน์ หรือ หนูเฉิน จัดเป็นบุคคลที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted) และเคยมีประกาศสืบจับด้วยเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท โดยเริ่มต้นเข้าสู่วงจรจากผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยในย่านศรีนครินทร์ช่วงปี 2543-2545 ก่อนจะยกระดับสร้างเครือข่ายกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตั้งโรงงานผลิตและนำเข้ายาเสพติดสู่ไทย ข้อมูลการสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดรายใหญ่หลายคดี เริ่มตั้งแต่ปี 2552 ที่ถูกจับกุมพร้อมยาบ้า 26,000 เม็ด ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ แต่ได้หลบหนีในระหว่างชั้นอุทธรณ์

 

ต่อมาในปี 2555 พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสั่งการเครือข่ายนิพนธ์ ร่วมกับอดีตทหาร ซุกซ่อนยาบ้ากว่า 3.8 ล้านเม็ด และไอซ์ 71 กิโลกรัม ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โดยรับคำสั่งจากนักโทษในเรือนจำซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของอดีตราชายาเสพติด ‘ขุนส่า’ และในปีเดียวกันยังเชื่อมโยงกับคดีอาทิตย์ ยึดยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด และไอซ์ 36 กิโลกรัม ในเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ถัดมาในปี 2560 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีจับกุมยาบ้า 10.3 ล้านเม็ด ในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และคดีจับกุมยาบ้า 10.5 ล้านเม็ด พร้อมไอซ์ 12 กิโลกรัม ในเขตคลองสามวา รวมถึงคดีใหญ่ในปี 2562 ที่พบการลำเลียงไอซ์น้ำหนักมหาศาลถึง 1.5 ตัน ซุกซ่อนในช่องลับของรถบรรทุกพ่วงที่ด่านตรวจ อ.แม่สอด จ.ตาก

 

ความพยายามในการหลบหนีของฐปนันทน์ทวีความซับซ้อนขึ้นในช่วงปลายปี 2565 เมื่อผู้ต้องหาได้สร้างสถานการณ์พรางตัวอย่างแนบเนียน โดยกุข่าวหลอกคนทั้งโลกว่าตนเองถูกฆาตกรรมและทิ้งศพลงแม่น้ำเมย ในเขตเมียวดี ประเทศเมียนมา เพื่อหลอกให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อและยุติการติดตามตัว แต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้ทำการสืบสวนทางลับอย่างต่อเนื่อง จนพบความเคลื่อนไหวว่าผู้ต้องหาไม่ได้เสียชีวิตจริงและได้เดินทางหลบหนีเข้าไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จึงนำมาสู่การประสานงานผ่านสำนักงาน ป.ป.ส. และทางการเกาหลีใต้ จนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด

The post แกะรอยสางคดี ‘หนูเฉิน’ ผู้สั่งการค้ายาเสพติดรายใหญ่ หลังกุข่าวโดนฆ่าทิ้งแม่น้ำเมย ก่อนถูกรวบตัวข้ามทวีป appeared first on THE STANDARD.

]]>