วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายแรงงานและภาค […]
The post ภาคประชาชนยื่นวุฒิสภา-ฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมาย 4 กองทุน ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบสวัสดิการ-สื่อสาธารณะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและกองทุนเพื่อสาธารณะ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเครือข่ายฯ กังวลว่าการยกเลิกการจัดสรรภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุรา (Earmarked Tax) กลับไปสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ การสร้างเสริมสุขภาพ และสวัสดิการของประชาชนกลุ่มเปราะบาง
เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคม นำโดยกลุ่มแรงงานในระบบ นอกระบบ ไรเดอร์ เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และเครือข่ายสวัสดิการที่เป็นธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานขององค์กรที่พึ่งพารายได้จากภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะความเป็นอิสระในการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายมีการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 จึงเรียกร้องให้ถอนร่างกฎหมายกลับไปทบทวนและรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน
ด้านนรเศรษฐ์เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้รับข้อห่วงกังวลจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่าการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดำเนินการให้ครบขั้นตอน และการตรากฎหมายที่มีผลกระทบวงกว้างไม่ควรอาศัยเพียงเสียงข้างมากในรัฐสภา โดยคณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อร้องเรียนเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว
ในวันเดียวกัน เครือข่ายฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อพรรคประชาชน โดยมีณัฐยา บุญภักดี, เอกภพ สิทธิวรรณธนะ, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายที่แก้ไขแหล่งเงินทุนของ 4 องค์กร
เครือข่ายฯ ได้ยื่นข้อเสนอต่อพรรคประชาชนจำนวน 4 ข้อ ประกอบด้วย
ณัฐยากล่าวว่า พรรคประชาชนจะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือเป็นการด่วน เนื่องจากกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และตระหนักดีว่ากระบวนการทางกฎหมายต้องมีความรอบคอบเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มเปราะบาง
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังได้เข้ายื่นหนังสือต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าการเปลี่ยนระบบให้กองทุนต้องขอรับงบประมาณรายปีผ่านรัฐบาล จะเป็นการทำลายความเป็นอิสระและเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะรวมถึงภาคประชาชน
อภิสิทธิ์กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนระบบจัดสรรภาษีเฉพาะให้กับ สสส. และไทยพีบีเอส เพื่อให้มีความมั่นคงทางการเงินและเป็นอิสระจากการเมือง พร้อมระบุว่าหากการบริหารงานมีข้อบกพร่อง ควรแก้ไขที่ระดับการบริหารจัดการ ไม่ใช่การทำลายระบบรายได้ที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระ
ส่วนกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและกองทุนผู้สูงอายุนั้น อภิสิทธิ์ระบุว่ายังอยู่ระหว่างการหารือถึงความจำเป็น โดยพรรคประชาธิปัตย์พร้อมร่วมมือกับภาคประชาชนเพื่อรักษาหลักการสำคัญนี้ในขั้นตอนของสภาต่อไป






The post ภาคประชาชนยื่นวุฒิสภา-ฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมาย 4 กองทุน ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบสวัสดิการ-สื่อสาธารณะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมสรรพสามิตเปิดเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสา […]
The post 10 เดือนแรกปีงบ 66 สรรพสามิตโกยค่าปรับเฉียด 410 ล้านบาทแล้ว พร้อมเดินหน้ายกระดับปราบปรามต่อไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
กรมสรรพสามิตเปิดเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 (31 ตุลาคม 2565 – 31 กรกฎาคม 2566) พบการกระทำผิด 22,370 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 409.94 ล้านบาท ย้ำชัด พร้อมเดินหน้ายกระดับการปราบปรามต่อไป เพื่อความชอบธรรมกับผู้สุจริตและดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพให้ประชาชน
ขณะที่ เกรียงไกร พัฒนาภรณ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงจากการยกระดับการดำเนินงานของศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์นั้น พบว่า ในเดือนกรกฎาคม 2566 มีการกระทำผิดจำนวน 1,812 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 38.84 ล้านบาท โดยแยกเป็น
รองอธิบดีกรมสรรพสามิตยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “กรมสรรพสามิตได้ให้ความสำคัญในการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต 2560 อย่างเคร่งครัด โดยยกระดับการปราบปรามสินค้าเถื่อนในทุกช่องทาง ทั้งการเปิดศูนย์ปราบปรามออนไลน์และบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานภายนอก ซึ่งสินค้าเหล่านี้หากเล็ดลอดไปได้จะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของความชอบธรรมต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีโดยสุจริต รวมถึงการดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทย จากการได้รับสินค้าปลอมแปลงที่อาจเกิดปัญหาหรือส่งผลต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน”
นอกจากนี้เกรียงไกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “หากพี่น้องประชาชนทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต สามารถแจ้งได้ที่กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ, แจ้งสายด่วน 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected] โดยกรมสรรพสามิตจะไม่เปิดเผยข้อมูลผู้แจ้งเบาะแส”
ทั้งนี้ สำหรับผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม 2565 – มิถุนายน 2566) โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิจำนวน 1,956,492 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ หรือ 7.5% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.2% โดยหน่วยงานที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ กรมสรรพากร ส่วนราชการอื่น และกรมศุลกากร
สำหรับกรมสรรพสามิต ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 – มิถุนายน 2566 จัดเก็บรายได้สุทธิอยู่ที่ 350,556 ล้านบาท น้อยกว่าปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 394,140 ล้านบาท หรือลดลง 17.8%
โดยกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลการจัดเก็บรายได้ลดลงมาจากการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จำนวน 5 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2565 มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนสูงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากกรมสรรพสามิตไม่มีนโยบายในการลดภาษีน้ำมันดีเซล กรมสรรพสามิตจะสามารถเก็บรายได้สูงกว่าเป้าประมาณ 8,100 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.1% ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 16,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.3%
ดังนั้นหากกรมสรรพสามิตดำเนินการเก็บภาษีในอัตราปกติ โดยไม่มีการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล ย่อมจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้ ซึ่งการดำเนินการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าว นอกจากจะเป็นการช่วยลดภาระให้พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
The post 10 เดือนแรกปีงบ 66 สรรพสามิตโกยค่าปรับเฉียด 410 ล้านบาทแล้ว พร้อมเดินหน้ายกระดับปราบปรามต่อไป appeared first on THE STANDARD.
]]>
งานศึกษาล่าสุดชี้ว่า การทำปศุสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญที่มีส […]
The post งานศึกษาเผย การทำปศุสัตว์มีส่วนเร่งตัดไม้ทำลายป่าแอมะซอนในโคลอมเบีย ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
งานศึกษาล่าสุดชี้ว่า การทำปศุสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญที่มีส่วนเร่งให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าแอมะซอนในโคลอมเบีย สูงกว่าการทำไร่เพาะปลูกใบยาสูบในช่วงตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา
โดยรัฐบาลโคลอมเบียหลายชุดหลายสมัยต่างใช้ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมนี้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม เพื่อเดินหน้าต่อต้านการเพาะปลูกใบยาสูบ ซึ่งถือเป็นส่วนผสมขั้นพื้นฐานของการผลิตสารเสพติดอย่างโคเคน
งานศึกษาล่าสุดเผยว่า ในปี 2018 พื้นที่ป่าไม้ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูกใบยาสูบคิดเป็นเพียง 1 ต่อ 60 ของพื้นที่ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ทำการปศุสัตว์ในโคลอมเบีย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า แนวทางในการอนุรักษ์ผืนป่าแอมะซอนในประเทศแห่งนี้ที่มุ่งเน้นไปที่การควบคุมพื้นที่เพาะปลูกใบยาสูบ แทนที่จะบริหารจัดการกับการทำปศุสัตว์นั้น อาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเท่าใดนัก
ทางด้าน ปาโบล มูริโญ-ซานโดบัล นักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยโตลิมา ระบุว่า งานศึกษาล่าสุดนี้เป็นไปเพื่อที่จะลบภาพมายาคติที่ผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะรัฐบาลโคลอมเบียต่างมองว่า การเพาะปลูกใบยาสูบเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการตัดไม้ทำลายป่าในผืนป่าแอมะซอนเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
โดยอัตราการตัดไม้ทำลายป่าในแอมะซอนของโคลอมเบียนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ช่วงหลังจากที่กลุ่มกองกำลังปฏิวัติของโคลอมเบีย (FARC) ตัดสินใจลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับรัฐบาลและวางอาวุธ เมื่อปี 2016 โดยหลังจากที่ FARC เดินทางออกมาจากป่า ก็เปิดโอกาสให้บรรดาผู้ฉวยโอกาสจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำการตัดไม้และเผาทำลายป่า ส่งผลให้อัตราการตัดไม้ทำลายป่าในปี 2017 สูงขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
มูริโญและเพื่อนร่วมทีมที่ศึกษาในประเด็นนี้ใช้อัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก เพื่อจำแนกความแตกต่างของการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการทำปศุสัตว์และการเพาะปลูกใบยาสูบในช่วงปี 1985-2019 โดยข้อมูลที่ค้นพบนั้นสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลโคลอมเบียหลายรัฐบาลไม่ได้ต้องการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง พวกเขาเพียงต้องการสร้างความชอบธรรมในการใช้งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น โดยใช้การตั้งธงที่จะกำจัดใบยาสูบให้หมดไปจากโคลอมเบียเป็นข้ออ้าง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าปัญหาการต่อสู้กับยาเสพติดในโคลอมเบียยังคงล้มเหลวอยู่จนถึงปัจจุบัน
ทางด้าน กุสตาโบ เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบียคนปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังติดอาวุธ M-19 กำลังจะเสนอแนวทางในการจัดการกับปัญหายาเสพติดในโคลอมเบียเสียใหม่ พร้อมหันเหความสนใจจากการบังคับให้ทำลายต้นใบยาสูบ มาเป็นการจัดเตรียมที่ดินเพื่อพี่น้องเกษตรกรแทน เพื่อเลี่ยงการตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าภายในประเทศ ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยให้ปัญหายาเสพติดเบาบางลงได้ไม่มากก็น้อย
ภาพ: Vannesa Jimenez / Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post งานศึกษาเผย การทำปศุสัตว์มีส่วนเร่งตัดไม้ทำลายป่าแอมะซอนในโคลอมเบีย ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (13 ธันวาคม) รัฐสภานิวซีแลนด์ได้ผ่านร่างกฎหมายยา […]
The post นิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายยาสูบฉบับใหม่ ห้ามไม่ให้คนเกิดหลังปี 2009 ซื้อบุหรี่ได้นับตั้งแต่ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (13 ธันวาคม) รัฐสภานิวซีแลนด์ได้ผ่านร่างกฎหมายยาสูบฉบับใหม่ในการพิจารณาวาระที่สาม (Third Reading) ซึ่งออกข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่เกิดในวันที่ 1 มกราคม 2009 หรือหลังจากนั้นสามารถซื้อบุหรี่ได้
หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่า นิวซีแลนด์จ่อก้าวขึ้นเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายดังกล่าวมาเพื่อแบนไม่ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาเริ่มสูบบุหรี่ โดยจะมีผลบังคับใช้ในปี 2023 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายนิวซีแลนด์ที่หวังเป็นประเทศปลอดบุหรี่ภายในปี 2025
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมาย Smokefree Environments and Regulated Products (Smoked Tobacco) Amendment Bill มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือนอกเหนือจากการห้ามไม่ให้ผู้ที่เกิดวันที่ 1 มกราคม 2009 หรือหลังจากนั้นสามารถซื้อบุหรี่ได้แล้ว ยังกำหนดให้ลดปริมาณนิโคตินในบุหรี่ลงอย่างมาก และบังคับให้วางจำหน่ายได้เฉพาะในร้านขายยาสูบเท่านั้น จากเดิมที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปและซูเปอร์มาร์เก็ต โดยร้านค้าที่สามารถจำหน่ายบุหรี่ได้ทั่วประเทศจะลดลงจากเดิม 10 เท่า หรือเหลือที่ไม่เกิน 600 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปีหน้า จากปัจจุบันที่ราว 6,000 แห่ง
อายีชา เวอร์เรลล์ (Ayesha Verrall) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “คนหลายพันคนจะมีอายุยืนยาวขึ้นและสุขภาพแข็งแรงขึ้น ขณะที่ระบบสุขภาพจะประหยัดเงินได้ถึง 5 พันล้านดอลลาร์จากการที่ไม่ต้องรักษาโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เช่น มะเร็งหลายชนิด ภาวะหัวใจวาย เส้นเลือดในสมองตีบ และการตัดอวัยวะ
“เราต้องการสร้างหลักประกันว่าคนหนุ่มสาวจะไม่เริ่มสูบบุหรี่ ดังนั้นเราจะออกกฎหมายให้การขายหรือจัดหาผลิตภัณฑ์ยาสูบให้กับกลุ่มเยาวชนถือเป็นความผิด ผู้ที่มีอายุ 14 ปี (เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้) จะไม่สามารถซื้อยาสูบได้อย่างถูกกฎหมาย” เวอร์เรลล์กล่าว “อัตราการสูบบุหรี่กำลังลดลง เป้าหมายของการเป็นประเทศปลอดบุหรี่ภายในปี 2025 นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม”
อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ไม่ได้สั่งห้ามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าชาวนิวซีแลนด์หลายคนได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการสูบบุหรี่ปกติมาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดดังกล่าว โดยข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่ปกติเป็นประจำทุกวันลดลงแตะที่ 8% จากระดับ 9.4% เมื่อปี 2021 ขณะที่ตัวเลขของผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำอยู่ที่ 8.3% เพิ่มขึ้นจากระดับของปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 6.2%
แฟ้มภาพ: MeskPhotography Via Shutterstock
อ้างอิง:
The post นิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายยาสูบฉบับใหม่ ห้ามไม่ให้คนเกิดหลังปี 2009 ซื้อบุหรี่ได้นับตั้งแต่ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 ตุลาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายก […]
The post รัฐบาลแจง เงินช่วยเกษตรกรชาวไร่ยาสูบเพชรบูรณ์ไม่ได้หาย จ่ายไปแล้ว 56 ล้าน รออนุมัติอีก 56 ล้าน จ่ายให้ เม.ย.-พ.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (18 ตุลาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ต่อกรณีเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือตามโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูกต้นยาสูบและผู้บ่มอิสระที่ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) จำนวน 50 ล้านบาท โดยที่สำนักงบประมาณได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 159.69 ล้านบาทไปแล้วนั้น
รัชดากล่าวว่า ยสท. ได้ชี้แจงแล้วว่า ยสท. ได้ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ได้รับตามเกณฑ์ของโครงการแล้ว จำนวน 12,936 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,095,308.94 บาท ในสัดส่วนตามต้นทุนดำเนินการระหว่างผู้บ่มอิสระกับเกษตรกรผู้เพาะปลูกขายใบยาสด ในอัตรา 70:30 ของเงินช่วยเหลือ
สำหรับใบยาเวอร์ยิเนียราคากิโลกรัมละ 17.50 บาท ผู้บ่มอิสระจะได้รับเงินช่วยเหลือ 12.25 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเกษตรกรผู้เพาะปลูกขายใบยาสดจะได้รับเงินช่วยเหลือ 5.25 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบเบอร์เลย์ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบเตอร์กิซ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 14.00 บาทต่อกิโลกรัม
รวมทั้งการจัดสรรค่าธรรมเนียมการบริการโอนเงินแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกรายละ 7 บาท ซึ่งได้จ่ายเงินตามโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนแล้ว คงเหลือเงินส่งคืนกรมบัญชีกลาง จำนวน 34,594,308.94 บาท เนื่องจากชาวไร่บางส่วนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ขณะที่โครงการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นให้แก่เกษตรกร ฤดูการผลิต 2565/2566 ใช้งบประมาณ 112.32 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการของ ยสท. มีมติอนุมัติการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ในวงเงิน 56.16 ล้านบาท และในส่วนที่เหลือวงเงิน 56.16 ล้านบาท อยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติจัดสรรงบประมาณกลางจากรัฐบาลตามระเบียบขั้นตอนของ ยสท. เชื่อว่าจะจ่ายเงินให้เกษตรกรในการรับซื้อใบยา ฤดูการผลิต 2565/2566 ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2566
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนต่อทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม พร้อมให้การตรวจสอบ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล และตรวจสอบข่าวสารที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ เปิดโอกาสรับฟังการชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อไม่ให้สร้างความสับสนในสังคม” รัชดากล่าว
The post รัฐบาลแจง เงินช่วยเกษตรกรชาวไร่ยาสูบเพชรบูรณ์ไม่ได้หาย จ่ายไปแล้ว 56 ล้าน รออนุมัติอีก 56 ล้าน จ่ายให้ เม.ย.-พ.ค. 2566 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 พฤษภาคม) สุธาทิพย์ สนเอี่ยม รองปลัดกรุงเทพมหา […]
The post กทม. พิจารณาจัดเก็บภาษียาสูบ หลังมีข้อมูล กทม. ขาดรายได้ส่วนนี้ไปประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 พฤษภาคม) สุธาทิพย์ สนเอี่ยม รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการจัดเก็บภาษียาสูบบำรุงท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า การจัดเก็บภาษีบำรุง กทม. สำหรับยาสูบ เป็นภาษีที่ กทม. ยังไม่เคยจัดเก็บมาก่อน โดยสามารถจัดเก็บได้ต่อเมื่อแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 เพื่อให้มีอำนาจในการจัดเก็บตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และ กทม. จะต้องดำเนินการออกข้อบัญญัติ กทม. โดยได้รับความเห็นชอบจากสภา กทม. ก่อนดำเนินการจัดเก็บ (เดิม กทม. ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 ทั้งฉบับ ซึ่งมีประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลายประเด็นที่มีความยุ่งยากซับซ้อน โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 กทม. ได้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ เป็นจำนวนถึง 3 ครั้ง ใน พ.ศ. 2559, 2560 และ 2563)
ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขกฎหมายรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหลักการเกี่ยวกับรายได้ท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงมีหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น ให้ข้อสังเกตตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีให้ กทม. รับร่างพระราชบัญญัติไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี กทม. จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 ให้สอดคล้องกับกฎหมายรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาด้วย โดย กทม. ได้ติดตามความคืบหน้าในการแก้กฎหมายรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาการประชุมเรื่องกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ กทม. อยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 เฉพาะส่วนที่ให้ กทม. สามารถจัดเก็บภาษีบำรุง กทม. สำหรับยาสูบเองได้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กทม. อีกทางหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ ประเด็นการพิจารณาจัดเก็บภาษียาสูบของ กทม. กลับมาถูกพูดถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาษียาสูบบำรุงท้องถิ่น หรือภาษียาสูบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ กทม. ยังไม่ได้ดำเนินการจัดเก็บ หลังกฎหมายให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง กทม. จัดเก็บได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 25 (5) ‘ภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับยาสูบซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินมวนละ 10 สตางค์’ ทั้งที่องค์การบริหารจังหวัดทั่วประเทศได้มีการจัดเก็บแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ในอัตราซองละ 1.86 บาท
โดย รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเก็บภาษียาสูบบำรุงท้องถิ่นตามสิทธิที่ กทม. พึงจะได้รับ จะทำให้ กทม. มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 720 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน กทม. ต้องขาดรายได้ส่วนนี้ไปถึงประมาณ 16,000 ล้านบาท นอกจากนี้การที่ กทม. ไม่จัดเก็บภาษียาสูบบำรุงท้องถิ่น ฝ่ายที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือบริษัทบุหรี่ที่ไม่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ และยังทำให้เกิดช่องว่างให้บริษัทบุหรี่จะนำสินค้ามาพักในพื้นที่ กทม. เพราะไม่ถูกเก็บภาษี ก่อนที่ร้านค้าใน กทม. จะกระจายสินค้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงเพื่อนำขายต่อไป ทำให้รัฐต้องสูญรายได้ และ อบจ. ทั่วประเทศก็จะเก็บภาษีได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
อ้างอิง:
The post กทม. พิจารณาจัดเก็บภาษียาสูบ หลังมีข้อมูล กทม. ขาดรายได้ส่วนนี้ไปประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>