ยะไข่ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ยะไข่/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 06 Sep 2017 12:34:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จาก โรฮีนจา สู่ เบงกาลี พวกเขาคือใครกันแน่ https://thestandard.co/rohingya-bengali/ https://thestandard.co/rohingya-bengali/#respond Wed, 06 Sep 2017 12:34:26 +0000 https://thestandard.co/?p=25020

     นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ผู้คนทั่วโลกต่า […]

The post จาก โรฮีนจา สู่ เบงกาลี พวกเขาคือใครกันแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ผู้คนทั่วโลกต่างจับจ้องว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน สำหรับการใช้กำลังทางทหารปราบปรามมุสลิมกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจา ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาต้องอพยพหนีตายออกจากพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 123,000 คน โดยมีจุดหมายปลายทางคือประเทศบังกลาเทศ ที่มีพื้นที่ติดกัน

     นอกเหนือจากการใช้กำลังทางทหารเข้าปราบปรามแล้ว กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างที่ทางการเมียนมากำลังใช้คือ การเรียกร้องให้นานาชาติเรียกขานชาวโรฮีนจากลุ่มนี้ในชื่อ ‘เบงกาลี’ ซึ่งถือเป็นการแบ่งแยกคนกลุ่มนี้ให้ ‘เป็นอื่น’ มากขึ้นอย่างชัดเจน

     ทำไมชาวโรฮีนจาจึงไม่เป็นที่ต้อนรับในประเทศบ้านเกิดของตัวเอง สรุปแล้วพวกเขาเป็นใครกันแน่ นอกเหนือจากชะตากรรมที่น่าเห็นใจแล้ว ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของพวกเขาก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

 

 

ที่มาของคำว่า ‘โรฮีนจา’ ประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงได้ไม่รู้จบ

     ในฐานะผู้ศึกษาเรื่องราวของชาวโรฮีนจาจนนำมาสู่ผลงานวิทยานิพนธ์เรื่อง โรฮิงยา: คนไร้รัฐในรัฐต่างแดน โดย ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า “ไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ไหนในเมียนมาที่จะมีประเด็นให้ถกเถียงมากเท่าโรฮีนจาอีกแล้ว”

     จากงานวิจัยชิ้นดังกล่าวระบุว่า ฝ่ายรัฐบาลเมียนมาและนักวิชาการชาตินิยมบางส่วนอ้างว่า กลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจาไม่เคยมีอยู่มาก่อนในอาณาบริเวณและประวัติศาสตร์ของรัฐเมียนมา และคำว่า ‘โรฮีนจา’ ไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนจนกระทั่งหลังปี 2493 นั่นหมายความว่าคำนี้เพิ่งมีการสร้างขึ้นโดยกลุ่มเคลื่อนไหวชาตินิยมมุสลิมในอาระกันที่ใช้เรียกกลุ่มของตนเอง

     เท่ากับว่าชาวโรฮีนจาไม่ใช่กลุ่มคนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในอาระกันมาเนิ่นนาน แต่เป็นเพียงลูกหลานและผู้อพยพมาจากเบงกอลในช่วงที่พม่าอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษเท่านั้น

     ขณะเดียวกัน คำว่า ‘โรฮีนจา’ กลับถูกบันทึกไว้ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของ ฟรานซิส บูคานัน ที่ชื่อว่า A comparative vocabulary of some of the languages spoken in the Burma Empire ซึ่งได้ทำการสำรวจศึกษาสำเนียงภาษาของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในเมียนมา และพบว่ามีภาษาหนึ่งที่ใช้พูดกันในหมู่ชนชาติที่นับถือฮินดู เรียกว่า โมฮัมเมดาน (Mohummedan) ซึ่งคนกลุ่มนี้เรียกขานตัวเองว่า ‘Rooinga’

     นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์รัฐอาระกัน แจ็ค ไลเดอร์ ยังเชื่อว่า คำว่า Rohingya อาจเพี้ยนมาจากคำว่า Rakhanga ชื่อเก่าแก่ของรัฐอาระกัน หรือคำว่า Roshanga ชื่อของรัฐอาระกันในภาษาเบงกาลี ซึ่งถือเป็นการสร้างความชอบธรรมในการเป็นชนพื้นเมืองของชาวโรฮีนจา ในฐานะที่พวกเขาเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่มาเนิ่นนานก่อนจะมีการรวมชาติเมียนมาด้วยซ้ำ

     “หลายคนคิดว่านี่คือข้อถกเถียงเชิงวิชาการ แต่ผมคิดว่ามันแฝงไปด้วยจุดยืนทางการเมืองแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนโรฮีนจาซึ่งเชื่อว่าเขาเป็นคนที่อยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิม และจะถูกผลักออกไปเป็นขั้วตรงข้าม ส่วนคนที่เสนอว่าโรฮีนจาไม่เคยมีอยู่มาก่อนในอาระกันก็จะถูกดึงเข้ามาอยู่ในกลุ่มชาตินิยมภายในเมียนมา กลายเป็นว่าความบริสุทธิ์ในทางวิชาการไม่มีพื้นที่เหลืออยู่แล้วในเวลานี้ มันถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองไปด้วย ซึ่งผมคิดว่านี่คือปัญหาหนึ่งของกรณีโรฮีนจา คือเราไม่มีความรู้ที่เป็นกลางมากพอที่จะเป็นเสาหลักในการทำความเข้าใจปัญหานี้”

     ถึงแม้ว่าข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์นี้จะยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด แต่วันนี้ทางการเมียนมาก็ได้สร้างให้ชาวโรฮีนจากลายเป็นคนไร้รัฐโดยสมบูรณ์ผ่านกฎหมาย กลไกอำนาจรัฐ และสังคมประวัติศาสตร์ภายในประเทศเมียนมา ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในสถานะผู้อพยพที่ไร้สิทธิและการคุ้มครองใดๆ ในดินแดนที่ตัวเองถือกำเนิดมาหลายชั่วอายุคน

 

 

เพียงเพราะความต่างทางศาสนา โรฮีนจาคือเสี้ยนหนามที่รัฐบาลเมียนมาต้องกำจัดทิ้ง

     ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชาวโรฮีนจาเคยได้รับการรับรองให้เป็นหนึ่งในพลเมืองของเมียนมาตามกฎหมายความเป็นพลเมืองฉบับแรกของประเทศ ในสมัยรัฐบาลของนายอู นุ ที่พยายามสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยรัฐบาลสมัยนั้นได้ให้คำสัญญาว่า จะให้สถานะของอาระกัน ถิ่นที่อยู่ปัจจุบันของชาวโรฮีนจาเป็นรัฐอิสระภายใต้รัฐบาลกลางเมียนมา

     ภายใต้ความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่แต่ละฝ่ายล้วนถืออาวุธต่อสู้เพื่อการปกครองตนเอง ในยุคนั้นความรุนแรงและสงครามเป็นเรื่องปกติของประเทศ ความแตกต่างระหว่างความเป็นพุทธกับมุสลิมจึงยังไม่ถูกขับเน้น มีเพียงการต่อสู้ระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลเมียนมาเพียงเท่านั้น

     จนกระทั่งนายพลเน วิน เข้ามายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของนายอู นุ ในปี 1962 และใช้ระบอบเผด็จการอิงสังคมนิยมแบบพุทธ โดยมีกองทัพเป็นศูนย์กลาง ‘ความเป็นอื่น’ ที่แตกต่างจากพุทธของชาวโรฮีนจาจึงถูกขยายความมากขึ้นเรื่อยๆ

     ศิววงศ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ขณะนั้นรัฐบาลนายพลเน วิน ต้องต่อสู้กับกองกำลังจากหลายฝ่าย ฉะนั้นจึงยังไม่สามารถระดมกำลังไปกวาดล้างชาวมุสลิมโรฮีนจาได้ แต่แนวคิดในการสร้างความเป็นอื่นของชาวโรฮีนจาค่อยๆ ถูกปลูกฝังมาเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อเมืองในภาษาดั้งเดิมของชาวโรฮีนจาจาก ‘อัคยับ’ กลายเป็น ‘ซิตต่วย’ รวมถึงชื่อรัฐ ‘อาระกัน’ ที่ถูกเปลี่ยนเป็นรัฐ ‘ยะไข่’ ในภาษาเมียนมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ชาวโรฮีนจาถูกกีดกันออกจากพื้นที่ทางการเมืองและสังคมของเมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ

     “ถึงวันนี้ผมคิดว่ามันคือความสำเร็จของทางการเมียนมาแล้วด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น แต่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาล้วนมีเจตจำนงเดียวกันที่จะเอาคนกลุ่มนี้ออกนอกประเทศให้ได้

     “อาชญากรรมจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรายังมองไม่เห็นผู้ถูกกระทำ เช่นเดียวกับคนเมียนมาเองที่ไม่ได้มองว่าชาวโรฮีนจาเป็นผู้ถูกกระทำ ฉะนั้นอาชญากรรมที่รัฐบาลเมียนมากระทำต่อชาวโรฮีนจาจึงเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสายตาของพวกเขา เพราะทุกฝ่ายต่างเห็นด้วยกับสิ่งนี้”

 

จากโรฮีนจาสู่เบงกาลี ชื่อนี้สำคัญอย่างไร

     สำหรับคนทั่วไป การจะเรียกขานผู้อพยพที่มีชะตากรรมสุดรันทดกลุ่มนี้ว่าโรฮีนจา โรฮิงยา หรือแม้แต่เบงกาลี อาจจะไม่มีความแตกต่างในความรู้สึก

     แต่การที่ทางการเมียนมาเรียกร้องให้นานาชาติเรียกขานคนกลุ่มนี้ว่า ‘เบงกาลี’ อาจมีนัยสำคัญบางอย่างซุกซ่อนอยู่ ศิววงศ์ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า

     เดิมทีคำที่ใช้เรียกขานชาวมุสลิมในรัฐยะไข่เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงอยู่ภายในประเทศและแวดวงวิชาการของเมียนมามาเนิ่นนาน แต่การทำให้ข้อถกเถียงนี้ขยายวงมาในระดับนานาชาติได้ นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นของกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลไทยใช้คำเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘เบงกาลี’ ตามแบบรัฐบาลเมียนมา

     “ผมคิดว่าการที่ไทยยอมรับและปฏิบัติตามการร้องของกองทัพเมียนมาถือเป็นความสำเร็จทางการทูต เพราะนั่นหมายความว่ารัฐบาลไทยเป็นอีกประเทศที่ไม่ยอมรับการมีตัวตนของชาวโรฮีนจาอีกต่อไป ซึ่งในอนาคตอาจจะมีอีกหลายประเทศที่เริ่มใช้คำเดียวกับไทย คือเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเบงกาลี แทนที่จะเรียกว่าโรฮีนจา

     “แต่อย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะเรียกพวกเขาว่าเบงกาลีหรือโรฮีนจา ปัญหาที่มีอยู่ก็ไม่ได้หมดไป วันนี้เขาต้องถูกขับออกจากบ้านเกิด นี่คือปัญหาที่กำลังวนซ้ำ และเราจะไม่มีทางออกจากปัญหานี้ได้ ถ้ายังคิดหรือเข้าใจปัญหาตามที่รัฐบาลเมียนมาเป็นผู้กำหนด”

 

 

     เช่นเดียวกับ พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์การฟอร์ติฟายไรท์ ที่ออกตัวว่าถึงแม้ตนเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา แต่มองว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกขานคนกลุ่มนี้จะมีผลทางการเมืองอย่างมาก

     “ถ้ามองนัยทางการเมือง เหมือนรัฐบาลเมียนมากำลังจะปฏิเสธความเป็นพลเมืองของพวกเขา มันเหมือนเป็นการส่งสาส์นให้ประเทศอื่นๆ ลบเลือนนิยามคำว่าโรฮีนจา เมื่อทุกคนเรียกพวกเขาว่าเบงกาลี ดังนั้นรัฐบาลเมียนมาจะมีความชอบธรรมที่จะผลักดันคนเหล่านี้ให้ไปอยู่บังกลาเทศ เพราะถือเป็นชาวบังกลาเทศ ขณะที่เมื่อพูดคุยกับคนบังกลาเทศ เขาก็ไม่ได้เรียกคนกลุ่มนี้ว่าเบงกาลี แต่เรียกว่ามยันมาร์ ซึ่งในความหมายก็คือเป็นชาวเมียนมา คำถามคือ แล้วเราควรจะเชื่อใคร หรือควรวางตัวอย่างไรกับเรื่องนี้กันแน่”

     ไม่ว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างไร หรือคำเรียกขานของชาวโรฮีนจาจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือคนนับแสนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน ไร้บ้าน ไร้รัฐ ไร้สังคมที่ต้องการพวกเขาจริงๆ ปัญหาใหญ่ตอนนี้จึงอาจไม่ใช่ชื่อที่ใช้เรียกขาน หรือประวัติศาสตร์ที่ยังถกเถียงกันไม่รู้จบ แต่เป็นชะตาชีวิตที่ไม่รู้จะจบลงอย่างไรของชาวโรฮีนจาต่างหาก

The post จาก โรฮีนจา สู่ เบงกาลี พวกเขาคือใครกันแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/rohingya-bengali/feed/ 0
โรฮีนจานับแสน ‘หนีตาย’ แล้วไทยเกี่ยวอะไรด้วย? https://thestandard.co/rohingya-thai-role/ https://thestandard.co/rohingya-thai-role/#respond Wed, 06 Sep 2017 02:44:37 +0000 https://thestandard.co/?p=24787

     ถึงตอนนี้ตัวเลขผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาท […]

The post โรฮีนจานับแสน ‘หนีตาย’ แล้วไทยเกี่ยวอะไรด้วย? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ถึงตอนนี้ตัวเลขผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่ ‘หนีตาย’ ออกจากทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด UNHCR ประเมินว่าน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 123,000 คนเป็นอย่างน้อย โดยจุดหมายปลายทางที่พวกเขาเลือกไปเป็นที่แรกคือ ประเทศบังกลาเทศ

     ขณะที่สถานการณ์ภายในรัฐยะไข่ตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลเมียนมาจะหยุดยั้งปฏิบัติการใช้กำลังทหารปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาแต่อย่างใด หลายฝ่ายมองว่าเหตุการณ์นี้คือความพยายาม ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ และนำภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่วิกฤตผู้อพยพระลอกใหม่อีกครั้ง

     เมื่อคนนับแสนคนต้องเร่ร่อนจากถิ่นฐานที่เคยอยู่อาศัยซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากชายแดนประเทศไทย แม้ปลายทางจะอยู่ไกลถึงบังกลาเทศ แต่ก็น่าคิดว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มากน้อยแค่ไหน

     นี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยควรจะทบทวนบทเรียนในอดีต และเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

 

คำเตือนถึงรัฐบาลไทย ผู้ลี้ภัยโรฮีนจากำลังจะมาเยือนอีกครั้ง

     จากการปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาวมุสลิมโรฮีนจากับกองกำลังทหารเมียนมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนอ้างในคำแถลงการณ์ว่า “กลุ่มติดอาวุธชาวบังกลาเทศบุกโจมตีสถานีตำรวจเมืองมองดอว์ในรัฐยะไข่ด้วยระเบิดที่ประกอบขึ้นเอง พร้อมกับร่วมกันโจมตีด่านตำรวจอีกหลายแห่ง”

     เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำมาสู่ปฏิบัติการเข้าปราบปรามกลุ่มมุสลิมโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่อย่างหนักหน่วง จนเป็นเหตุให้ชาวโรฮีนจาเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 400 คน และอีกนับแสนต้องอพยพหนีตายออกจากพื้นที่

     ซึ่งในมุมมองของผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์การฟอร์ติฟายไรท์ ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เข้าขั้น ‘วิกฤตที่สุด’ เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2012 ที่มีการปะทะกันระหว่างชาวมุสลิมโรฮีนจาและชาวพุทธในรัฐยะไข่

     จากข้อมูลของทีมงานของฟอร์ติฟายไรท์ที่ทำงานในพื้นที่ ระบุว่ามีชาวมุสลิมโรฮีนจาอพยพออกจากพื้นที่วันละไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ใกล้เคียงกับการประเมินของ UNHCR ที่พุทธณีให้ความเห็นว่า “มักจะน้อยกว่าความเป็นจริงเสมอ” นั่นเป็นการสะท้อนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างแท้จริง

 

 

     แล้วในเมื่อวิกฤตครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา แต่ทำไมภาพผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่ล่องเรือมาสู่น่านน้ำประเทศไทยถึงยังไม่เกิดขึ้น

     พุทธณีให้คำอธิบายว่า เป็นเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ เมื่อผู้อพยพกำลังตกอยู่ในสภาพ ‘หนีตาย’ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากจะเดินทางไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่ใกล้ที่สุด นั่นคือประเทศบังกลาเทศ ที่มีแม่น้ำเพียงสายเดียวเป็นชายแดนกั้นกลางอยู่

     “ถ้าเราดูจากบทเรียนครั้งที่แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะยังไม่มาถึงประเทศไทยภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นสักระยะ ซึ่งเมื่อไปถึงที่บังกลาเทศแล้ว ก็ต้องดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เพราะศักยภาพในการรองรับผู้ลี้ภัยของบังกลาเทศก็มีไม่มากนัก และด้วยสภาพภูมิประเทศเองก็ถือว่าค่อนข้างลำบาก”

     เมื่อถามว่าไทยควรเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างไร พุทธณีให้คำตอบว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ตามหลักสากลจะต้องถือว่าชาวโรฮีนจามีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัย เพราะเป็นการหนีภัยประหัตประหาร ดังนั้น แค่นโยบายมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอดอาจไม่เพียงพอกับการคลี่คลายปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาวิธีการ ‘ให้ข้าว ให้น้ำ’ แล้วผลักดันกลับสู่ทะเลอีกครั้งของรัฐบาลไทยถูกหลายประเทศวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

     ในขณะเดียวกันยังเป็นการขัดกับหลักการระหว่างประเทศ Non-refoulement หรือการห้ามส่งกลับผู้ลี้ภัยไปยังรัฐที่ไม่ปลอดภัย ที่ชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขาอาจถูกคุกคาม ซึ่งแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย แต่การไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัยเป็นกฎหมายเชิงจารีตที่ทุกประเทศล้วนต้องปฏิบัติตาม

     “ถามว่าครั้งนี้ไทยควรรับมืออย่างไร เราก็มีความหวังว่าไทยจะรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้กติกาสากลระหว่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนมากกว่าที่เคยเป็นมา”

 

 

วิกฤตครั้งใหม่ที่ไทยต้องเผชิญลำพัง

     เช่นเดียวกับ ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ เจ้าของงานวิจัย ‘โรฮิงยา: คนไร้รัฐในรัฐต่างแดน’ ที่มองว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ‘น่ากลัว’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลเมียนมาประกาศให้พื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ 3 เมืองเป็นเขตปฏิบัติการทางการทหาร และให้อำนาจกองทัพเมียนมาทำการปราบปรามกลุ่มมุสลิมโรฮีนจาได้อย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่าหลังจากนี้ยังจะมีผู้ลี้ภัยอีกเป็นจำนวนมากที่หนีตายออกจากประเทศต้นทาง

     “โจทย์ตอนนี้คือ เรามีคนกลุ่มใหม่ที่กำลังทะลักเข้าไปในประเทศบังกลาเทศ แต่อีกกลุ่มที่สำนักข่าวต่างๆ ยังไม่ได้โฟกัสมากนักคือชาวโรฮีนจาดั้งเดิมที่สูญเสียบ้านไปตั้งแต่เหตุการณ์ในปี 2012 ที่ต้องอาศัยอยู่ในแคมป์ทางตอนกลางของรัฐยะไข่ จำนวนกว่า 150,000-200,000 คน ซึ่งที่ผ่านมาเขาต้องพึ่งพาอาหารจากหน่วยงานภายนอกมาโดยตลอด แต่ตอนนี้หน่วยงานภายนอกไม่สามารถขนอาหารไปให้พวกเขาในแคมป์ได้…

     “ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะอดทนอยู่ในแคมป์ได้นานแค่ไหน” ศิววงศ์แสดงความกังวลกับ THE STANDARD

     ความกังวลดังกล่าวยังไม่นับรวมผู้ลี้ภัยที่หนีเข้าประเทศบังกลาเทศ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ศิววงศ์ มองว่าเมื่อมีการจัดตั้งค่ายที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศเรียบร้อยแล้ว ในระยะยาวด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก อาจบีบบังคับให้ชาวโรฮีนจาจำนวนมากต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดอีกครั้ง

     “หลังจากนี้ 3-6 เดือน ผมคิดว่าเราคงต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ UN ที่อยู่ในพื้นที่ว่ามีผู้ลี้ภัยหลบหนีจากค่ายเยอะแค่ไหน ซึ่งเมื่อหลบหนีออกมาแล้ว เป้าหมายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็คือการอพยพไปยังมาเลเซีย ฉะนั้น เส้นทางหลบหนีน่าจะเป็นเส้นทางเดิม คือต้องผ่านประเทศไทยในท้ายที่สุด”

     ที่สำคัญคือคราวนี้ประเทศไทยต้องรับมือกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้เพียงลำพัง ต่างจากครั้งที่แล้วที่มีประเทศอย่างสหรัฐอเมริกายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

     “ที่ผ่านมาเราได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาในการรับคนบางส่วนที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ 3 แต่ในอนาคตคงไม่น่าจะมีแล้ว เพราะเมื่อปี 2012 อเมริกามีรัฐบาลเป็นพรรคเดโมแครต ซึ่งมีทีท่าด้านบวกในการช่วยเหลือผู้อพยพ แต่ในวันนี้เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ผมไม่กล้าคิดว่าถ้าเกิดมีผู้อพยพเข้ามาในไทยจริงๆ แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่คงไม่ง่ายที่เราจะจัดการกับปัญหานี้”

 

 

ท่าทีรัฐบาลไทย กุญแจสำคัญสู่การคลี่คลายวิกฤตโรฮีนจา

     นอกจากปัจจัยภายนอกจากประเทศต้นทางอย่างเมียนมาที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารในเร็ววัน เมื่อย้อนกลับมาดูปัจจัยภายในประเทศแล้ว ทีท่าของรัฐบาลไทยที่มีต่อปัญหานี้ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน

     โดยภายหลังจากที่มีการอพยพหนีตายของชาวโรฮีนจา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการรับมือกับปัญหาดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันก็ย้ำกับทุกฝ่ายว่า “อย่าตื่นเต้น” และต้องให้เวลาเมียนมาในการแก้ไขปัญหาและไม่ควรยุ่งกับกิจการภายในของเขา

     ขณะที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ. อาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ขอให้เปลี่ยนชื่อเรียกผู้อพยพจากความขัดแย้งในรัฐยะไข่เป็น ‘เบงกาลี’ แทน ‘โรฮีนจา’ ซึ่งถือเป็นเหตุผลของทางเมียนมา ส่วนการเตรียมรับมือที่ชาวเบงกาลีอาจทะลักเข้ามายังประเทศไทยนั้น พล.อ. ประวิตร ให้คำตอบว่า “ไม่มีการทะลักเข้ามาแล้ว เพราะส่วนใหญ่ไปทางประเทศบังกลาเทศหมดแล้ว”

 

 

     ด้าน พุทธณี แสดงความเห็นต่อท่าทีของรัฐบาลไทยว่า เมื่อฟังจากคำให้สัมภาษณ์แล้วคิดว่า รัฐบาลไทยมีความเกรงใจรัฐบาลเมียนมาค่อนข้างมาก ทั้งที่ไทยควรจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสียงที่แข็งแรงไปยังเมียนมาให้แก้ไขปัญหานี้โดยด่วน

     “ปัจจุบันที่เราเห็นต้องบอกว่าท่าทีของแทบทุกประเทศในอาเซียนก็เงียบสงัดกันหมด ถึงแม้ว่าภาคประชาสังคมในบางประเทศจะลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวก็ตาม แต่ในมุมมองส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ค่อนข้างเกรงใจรัฐบาลเมียนมา

     “เราอยากเห็นรัฐบาลไทยมีบทบาทในเชิงรุกมากกว่านี้ในการสอบถาม ท้วงติงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดถ้าเกรงใจ ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์โดยตรง ก็สามารถสอบถามหรือแสดงความห่วงใยในความสูญเสียของพลเมืองได้เช่นกัน นั่นน่าจะเป็นท่าทีที่ถูกต้องมากกว่า”

     ส่วน ศิววงศ์ มองว่า การเดินตามท่าทีของรัฐบาลเมียนมา อาจไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะภารกิจสำคัญในวันนี้คือการผลักดันให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยดึงการมีส่วนร่วมจากทุกกลุ่ม

     “ถ้าไม่นับบังกลาเทศ ประเทศไทยจะเป็นด่านหน้าในการรับผู้อพยพที่จะเดินทางออกมา ภาระจึงอยู่ที่เรา ผมว่าวันนี้เราต้องยืนยันถึงผลประโยชน์ในแง่ความมั่นคงของประเทศที่จะต้องกดดันให้เมียนมาพยายามแก้ไขปัญหาของตัวเองให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลไกความสัมพันธ์แบบทหารต่อทหารที่มีอยู่ หรือรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือแม้แต่กลไกอาเซียน ที่ถ้าเกิดเราเลือกใช้กลไกอาเซียน อย่างน้อยๆ อินโดนีเซีย และมาเลเซียก็น่าจะพร้อมสนับสนุนในแนวทางเดียวกับเรา”

 

 

ขบวนการค้ามนุษย์ครั้งใหม่ และภัยก่อการร้าย ความเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญหลังจากนี้

     ไม่เพียงแต่ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ชาวโรฮีนจาจำนวนมหาศาลที่หลบหนีจากประเทศเมียนมาในคราวนี้อาจทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ที่เคยเป็นมะเร็งร้ายบั่นทอนประเทศไทยคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

     “หลังจากที่เกิดคดีประวัติศาสตร์และมีคำพิพากษาลงโทษขบวนการค้ามนุษย์ไปเมื่อเดือนที่แล้ว เราคิดว่าขบวนการค้ามนุษย์จะหยุดชะงักลง แต่กลายเป็นว่าเร็วๆ นี้ เราเพิ่งได้ข้อมูลใหม่มาว่ามันยังไม่ได้หยุด แต่กำลังมีการทยอยขนคนเข้ามาเป็นกองทัพมด ไม่ได้เอิกเกริกเหมือนที่เคยจับได้ ดังนั้น คงต้องเฝ้าระวังว่าขบวนการนี้จะพัฒนาไปได้ใหญ่แค่ไหน คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีขบวนการค้ามนุษย์เกิดขึ้นอีกไหม เพราะมันมีการนำคนเข้ามาแล้ว มีแคมป์ที่พักที่ปาดังเบซาร์เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เยอะมาก จากนี้ถ้าหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเกิดการหละหลวม ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ศิววงศ์ ให้ความเห็น

     ขณะที่ พุทธณี ให้ความเห็นว่า ถ้าให้ประเมินตอนนี้ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ขบวนการค้ามนุษย์จะกลับมาอีกครั้ง เพราะแม้แต่ชาวบังกลาเทศเองยังต้องเร่ร่อนเป็นมนุษย์เรือเดินทางไปหางานทำที่ต่างแดน เพราะฉะนั้น ชาวโรฮีนจาที่เพิ่งอพยพเข้าไปใหม่ก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน

     “คนบังกลาเทศเองที่ไม่ได้เผชิญปัญหาเรื่องการรุกไล่ หรือภัยประหัตประหาร เขายังต้องเป็นแรงงานข้ามประเทศเลย นั่นหมายความว่าบังกลาเทศก็ไม่พร้อมที่จะรับประชากรใหม่ๆ ตอนนี้เรายังบอกไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่พูดจากประสบการณ์ระยะสั้นบังกลาเทศอาจจะพอรองรับผู้ลี้ภัยได้ แต่ระยะยาวคงต้องช่วยกันคิด และนี่อาจเป็นคำถามสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย”

 

 

     นอกจากนี้ ศิววงศ์ ยังฉายภาพให้เห็นปัญหาที่มองไปไกลกว่าแค่จำนวนผู้ลี้ภัยมหาศาล แต่อาจหมายถึงความมั่นคงภายในภูมิภาคอาเซียนที่อาจถูกสั่นคลอนจากภัยก่อการร้ายรูปแบบใหม่

     “แนวโน้มที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ คือการมองความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจสร้างความไม่พอใจต่อมุสลิมจำนวนมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เคยไปร่วมเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ผมว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะก่อเหตุในอนาคต โดยอ้างว่าเขาทำไปเพื่อชาวโรฮีนจา คือคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโรฮีนจา ไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิมเมียนมา แค่เป็นคนมุสลิมในประเทศอื่นๆ ที่รู้สึกว่าไม่มีใครต่อสู้เพื่อชาวโรฮีนจา อันนี้แหละที่ผมกังวลมากกว่า”

     ศิววงศ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถึงตอนนี้แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการประท้วงของชาวมุสลิมในอินโดนีเซียที่ใช้ระเบิดเพลิงขว้างเข้าไปในสถานทูตเมียนมา

     “ถ้ารัฐบาลในอาเซียนไม่พยายามหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงต่อชาติพันธุ์โรฮีนจาในเมียนมาให้เร็วที่สุด ผมกังวลว่าความขัดแย้งจากเดิมที่เคยอยู่ในเมียนมา มันจะขยายตัวไปสู่ประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย” ศิววงศ์กล่าวทิ้งท้าย

 

 

     แม้ขณะนี้นานาประเทศ รวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศจะออกมาเรียกร้องให้ทางการเมียนมายุติการใช้กำลัง แต่ดูเหมือนว่าแรงกดดันจากพื้นที่ห่างไกลจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อเรื่องนี้ได้น้อยกว่าคาดหวังกันไว้ น่าคิดว่าหากประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกว่า แสดงบทบาทที่แข็งกร้าวต่อเรื่องนี้มากกว่าที่เป็นอยู่ ชะตากรรมของชาวโรฮีนจาจะดีขึ้นกว่านี้หรือไม่

 

https://www.youtube.com/watch?v=g1-VEzmO-rQ

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post โรฮีนจานับแสน ‘หนีตาย’ แล้วไทยเกี่ยวอะไรด้วย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/rohingya-thai-role/feed/ 0