มุนินทร์ พงศาปาน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/มุนินทร์-พงศาปาน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 10:12:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ https://thestandard.co/peangpanor-joins-government-public-reform/ Fri, 09 Jan 2026 07:24:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1163310 เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาล พรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ

วันนี้ (9 มกราคม) เพียงพนอ บุญกล่ำ ได้โพสต์ข้อความผ่านเ […]

The post เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาล พรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ

วันนี้ (9 มกราคม) เพียงพนอ บุญกล่ำ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยตอบรับเข้าร่วมเป็นทีมบริหารของพรรคประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมหากพรรคได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

 

เพียงพนอระบุว่า ตนเพิ่งเกษียณอายุจากการทำงานประจำเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม 9 เดือน หลังจากทำงานในวิชาชีพกฎหมายมาอย่างยาวนานกว่า 38 ปีครึ่ง โดยเดิมตั้งใจจะใช้เวลาหลังเกษียณเดินทางท่องเที่ยว สอนหนังสือด้านบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) และรับตำแหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียน

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเข้าร่วมทีมบริหารพรรคประชาชนถือเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุด เพราะต้องยกเลิกแผนการพักผ่อนและปฏิเสธโอกาสการเป็นกรรมการบริษัทหลายแห่ง แต่ที่ตัดสินใจตอบรับเนื่องจากต้องการส่งมอบสังคมที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นหลัง และเล็งเห็นว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากและอันตรายที่สุดในเชิงโครงสร้าง

 

เพียงพนอได้หยิบยกปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยระบุถึงสัญญาณถดถอยที่มีมานาน รวมถึงการได้รับฟังความเห็นจากกองทุน Venture Capital ในสิงคโปร์ที่ปฏิเสธลงทุนในไทยเพราะ “Your country is too complicated” (ประเทศไทยของคุณซับซ้อนเกินไป) ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในสายตานักลงทุนต่างชาติ

 

นอกจากนี้ เพียงพนอยังไล่เลียงถึงปัญหาต่างๆ เช่น ดัชนีชี้วัดตกต่ำทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หลักนิติธรรม และคุณภาพการศึกษา, ปัญหาการปั่นหุ้นฉ้อโกงนักลงทุน, การถือครองที่ดินผ่านนอมินีของทุนต่างชาติ, อาคารหน่วยงานราชการและองค์กรอิสระถูกทิ้งร้างมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาท, การบังคับใช้กฎหมายล่าช้า ไม่แน่นอน และไม่เป็นธรรม

 

เพียงพนอเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยการนำ “Professional Will” (เจตจำนงของมืออาชีพ) มาประสานกับ “Political Will” (เจตจำนงทางการเมือง) ของพรรคประชาชน โดยเน้นการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ผ่านเรื่องหลักดังนี้:

 

1. กิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine): เพื่อลดขั้นตอนและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 0.8% และประหยัดเงินได้ 1.3 แสนล้านบาท ตามข้อมูลจาก TDRI

 

2. ปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ: เร่งออกกฎหมายสตาร์ทอัพ ผลักดัน EEC ให้เดินหน้าได้จริง และปรับปรุงกฎหมายตามมาตรฐาน OECD

 

3. ยกเครื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: แก้ปัญหาข้อจำกัดที่ทำให้ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความผิดตามมาตรา 157 โดยจะร่วมทำงานกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง มุนินทร์ พงศาปาน เพื่อสร้างระบบที่เน้นความรับผิดชอบ (Accountability)

 

“หากมีโอกาสได้ลงมือทำ งานนี้จะเป็นงานที่ยากที่สุดและท้าทายที่สุดในชีวิตการทำงานเลยทีเดียว และจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการรวมพลังทั้งสองและอีกหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน เป็น One Team for Thailand แท้จริง” เพียงพนอระบุ

 

เพียงพนอยืนยันว่า คำตอบสำหรับการตัดสินใจในวันนี้ จึงเหมือนกับเมื่อ 9 ปีก่อนที่ย้ายงาน คือ ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ในฐานะเป็นมืออาชีพ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ภายใต้เวลาและข้อจำกัดที่มีอยู่

 

“สุดท้าย เราเคารพความเห็น ความชอบ ความพึงพอใจทางการเมือง และพรรคการเมืองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลเสมอ และ หากเรายอมรับความจริงว่า ประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่แก้ไขในตอนนี้ ไม่ได้แล้ว ประโยชน์ของการแก้ไขปัญหา ก็จะเกิดกับส่วนรวม กับประเทศ สังคมที่ดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อทุกคน” เพียงพนอทิ้งท้าย

 

สำหรับ เพียงพนอ บุญกล่ำ เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, กรรมการ หุ้นส่วนผู้บริหาร และที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสบริษัท วีระวงค์ ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด รวมถึงเคยเป็นทนายความ ทนายความหุ้นส่วน ของบริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด และทนายความของบริษัท Baker & Mackenzie จำกัด

The post เพียงพนอเล่าเหตุผลร่วมเป็นทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน หวังใช้ความสามารถปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : วิสัยทัศน์ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำไมถึงเชื่อ ‘พรรคประชาชน’? https://thestandard.co/munin-justice-reform-people-trust/ Mon, 05 Jan 2026 08:25:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1161551 วิสัยทัศน์ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำไมถึงเชื่อ ‘พรรคประชาชน’?

วันนี้ (5 มกราคม) เวลา 12.00 น. พรรคประชาชน เปิดตัวทีมบ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : วิสัยทัศน์ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำไมถึงเชื่อ ‘พรรคประชาชน’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิสัยทัศน์ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำไมถึงเชื่อ ‘พรรคประชาชน’?

วันนี้ (5 มกราคม) เวลา 12.00 น. พรรคประชาชน เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนคนแรก คือ รศ.ดร. มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่มี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้เผยแพร่คลิปในซีรีส์ The Professionals ที่จะเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชนตั้งแต่วันที่ 5-15 มกราคม โดยในตอนแรกนี้ มุนินทร์ได้ให้สัมภาษณ์ สุทธิชัย หยุ่น โดยระบุว่า เวลานี้กระบวนการยุติธรรมและนิติรัฐกำลังตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่และวิกฤตที่สุดในรอบกว่า 20 ปี จึงคิดว่าการเมืองต้องการผู้ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนปฏิรูปให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

 

กฎหมายซับซ้อน สร้างช่องว่างผลประโยชน์

 

มุนินทร์ฉายภาพโครงสร้างกฎหมายไทยในปัจจุบันว่า ถูกออกแบบมาให้มีความสลับซับซ้อนเกินความจำเป็น เปรียบเสมือนห้องที่มีกุญแจล็อกหลายชั้น ความซับซ้อนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประสิทธิภาพ แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของประชาชน

 

ความยุ่งยากซับซ้อนกลายเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้ถือ ‘ลูกกุญแจ’ ในแต่ละชั้น สามารถใช้อำนาจดุลพินิจในการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการไขผ่านประตูเหล่านั้น ปัญหาความไม่โปร่งใสและดัชนีหลักนิติรัฐที่ถอยหลัง ไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่น แต่ยังฉุดรั้งตัวเลข GDP และเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจสูงเกินจริง

 

Open Justice เทคโนโลยีโปร่งใส

 

มุนินทร์เสนอแนวคิด Open Justice หรือการสร้างความยุติธรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ดุลพินิจของมนุษย์ เพื่อลดการแทรกแซงและสร้างมาตรฐานใหม่ อาทิ ปฏิวัติงานธุรการศาลด้วย AI ยกเลิกการจดบันทึกคำเบิกความพยานโดยผู้พิพากษา ซึ่งเป็นการย่อความตามความเข้าใจและอาจคลาดเคลื่อน มาใช้ระบบ Speech-to-Text และ AI บันทึกทุกถ้อยคำ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แม่นยำที่สุด ป้องกันการบิดเบือน

 

นอกจากนี้ ยังเสนอระบบ E-Court และ E-Record ผลักดันให้สำนวนคดีและการตรวจร่างคำพิพากษาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สาธารณะเข้าถึงได้ (ในขอบเขตที่เหมาะสม) เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ว่ามี “ธง” หรือคำสั่งจากผู้บริหารศาลที่แทรกแซงความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนหรือไม่ รวมถึงราชทัณฑ์ดิจิทัล เปลี่ยนระบบข้อมูลในเรือนจำจากกระดาษเป็นดิจิทัล เพื่อให้ตรวจสอบได้ทันทีว่าใครอยู่ที่ไหน ลดปัญหา “นักโทษ VIP” หรือผู้มีอิทธิพลที่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น

 

มุนินทร์ยังมองว่า ตำรวจ คือด่านหน้าที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดที่ปัญหาสะสมมากที่สุด เนื่องจากการปฏิรูปกว่า 20-30 ชุดที่ผ่านมาล้มเหลว เพราะฝ่ายการเมืองต้องการใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจ ข้อเสนอสำคัญคือ สร้างความเป็นอิสระให้พนักงานสอบสวน ปรับโครงสร้างไม่ให้พนักงานสอบสวนต้องเกรงกลัวสายบังคับบัญชา เพื่อให้สามารถทำคดีตามพยานหลักฐานได้อย่างตรงไปตรงมา

 

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ดึงอัยการเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพื่อช่วยกลั่นกรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่แค่รอรับสำนวนในตอนท้ายเหมือนปัจจุบัน

 

เชื่อมั่นเจตจำนงการเมืองพรรคประชาชน

 

มุนินทร์เปิดเผยถึงเหตุผลที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาชนว่า ไม่ใช่เพื่อผลประโยชย์ หรือคะแนนนิยมของพรรค แต่เพราะตนเองต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ และมองว่า พรรคประชาชนมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาด เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่แน่วแน่ ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีสิ่งนี้ เพราะเป็นพรรคที่ยังไม่เคยมีอำนาจบริหาร

 

“ผมมองว่า อุดมการณ์ของพรรคถูกพิสูจน์มาระดับหนึ่ง ถึงแม้เขาไม่เคยได้เป็นรัฐบาลมาก่อน แต่นโยบายและอุดมการณ์ของเขาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ มีความสอดคล้องต้องกันและสม่ำเสมอ” มุนินทร์กล่าว

 

สำหรับ รศ.ดร. มุนินทร์ พงศาปาน เป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์กฎหมายจากมหาวิทยาลัยเอเดินบะระ สหราชอาณาจักร เริ่มเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 2546 มีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในกฎหมายเอกชนและกฎหมายเปรียบเทียบ

The post เลือกตั้ง 2569 : วิสัยทัศน์ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำไมถึงเชื่อ ‘พรรคประชาชน’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดใจ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ชูภารกิจปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม https://thestandard.co/munin-pongsapan-judicial-reform-peoples-government/ Mon, 05 Jan 2026 06:52:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1161491 เปิดใจ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ชูภารกิจปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (5 มกราคม) พรรคประชาชนเปิดตัว มุนินทร์ พงศาปาน อ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดใจ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ชูภารกิจปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ชูภารกิจปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (5 มกราคม) พรรคประชาชนเปิดตัว มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสมาชิก ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน รับผิดชอบด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยมุนินทร์ประกาศจุดยืนพร้อมก้าวออกจากห้องเรียน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเมืองประชาธิปไตยและระบบกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม หากพรรคได้รับโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

 

มุนินทร์ในวัย 46 ปี ระบุว่า เติบโตและทำงานในแวดวงกฎหมายมาตั้งแต่ช่วงหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ผ่านประสบการณ์ทั้งในฐานะนักกฎหมาย นักวิชาการ และผู้บริหารการศึกษา เคยเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายของสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2546 และศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกด้านกฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมายในสหราชอาณาจักร

 

เขาสะท้อนว่า ระบบการเมืองและกฎหมายไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างชัดเจนภายหลังรัฐประหารปี 2549 และทวีความรุนแรงขึ้นจากรัฐประหารปี 2557 รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งทำให้กลไกทางกฎหมายจำนวนมากถูกออกแบบมาในลักษณะ “พิสดาร” และบ่อนทำลายหลักประชาธิปไตยและความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม

 

มุนินทร์ยอมรับว่า เดิมเคยเชื่อว่าการเมืองกับกฎหมายสามารถแยกออกจากกันได้ แต่ประสบการณ์การศึกษาและการทำงานทำให้เห็นชัดว่า หากการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย กฎหมายก็ไม่อาจดำรงความเป็นธรรมได้ โดยชี้ว่ากฎหมายที่ดีต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดจากเจตจำนงของประชาชน และการเมืองที่ดีต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

ในช่วงดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อปี 2562 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณี ‘บอส กระทิงแดง’ ซึ่งทำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันสังคมไทยยังเผชิญทั้งวิกฤตโควิด-19 และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเขามองว่าเป็นผลพวงจากการเมืองที่ไร้ความหวังและไม่ยึดโยงกับประชาชน

 

มุนินทร์ระบุถึงเหตุผลในการตอบรับคำทาบทามจากพรรคประชาชน 3 ประการ ได้แก่

 

1.นโยบายด้านกระบวนการยุติธรรมของพรรคสอดคล้องกับหลักการที่เขายึดถือ

 

2.พรรคมีจุดยืนที่ชัดเจนและยืนหยัดในหลักประชาธิปไตยและนิติธรรมมาโดยตลอด

 

3.ความหวังที่จะเห็นสังคมไทยที่ดีกว่าสำหรับลูกๆ และคนรุ่นต่อไป

 

เขาย้ำว่า ไม่ได้ต้องการระบบกฎหมายหรือการเมืองแบบพิเศษพิสดาร แต่ต้องการ “การเมืองปกติ” ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่สามารถแก้ไขวิกฤตด้วยเจตจำนงของประชาชน และกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

 

“ผมพร้อมจะเดินออกจากห้องเรียนที่สอนทฤษฎี เพื่อร่วมทำให้ความเพ้อฝันเรื่องประชาธิปไตยและนิติธรรม กลายเป็นความจริงในสังคมไทย” มุนินทร์กล่าวทิ้งท้าย

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดใจ ‘มุนินทร์ พงศาปาน’ ร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ชูภารกิจปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักนิติศาสตร์ ชี้ ชี้คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการกฎหมายไทย https://thestandard.co/supreme-court-thaksin-case-ruling/ Tue, 09 Sep 2025 06:19:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1117283 นักนิติศาสตร์ชี้ คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์ใหม่วงการกฎหมายไทย

วันนี้ (9 กันยายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำค […]

The post นักนิติศาสตร์ ชี้ ชี้คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการกฎหมายไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักนิติศาสตร์ชี้ คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์ใหม่วงการกฎหมายไทย

วันนี้ (9 กันยายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งว่าการบังคับโทษจำคุก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้กลับไปบังคับโทษใหม่ โดยเพิ่มโทษจำคุกอีก 1 ปี

 

รศ.ดร.มุนินทร์ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญของคำสั่งครั้งนี้คือ การที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งโดยปกติถือเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายให้อำนาจศาลอย่างชัดแจ้ง การที่ศาลเลือกตีความว่าตนมีอำนาจตรวจสอบ สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร และศาลเองคงเห็นว่าไม่มีหนทางอื่นที่จะแก้ปัญหาร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมได้อย่างทันท่วงที

 

“นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในทางนิติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคำสั่งจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบกระบวนการบังคับโทษ”  รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าว พร้อมชี้ว่า คำสั่งนี้เป็นทั้งพยานหลักฐานของความล้มเหลวในกระบวนการบังคับโทษ และเป็นสัญญาณเตือนฝ่ายบริหารว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงคิดหาวิธีปฏิรูปหรือปิดช่องโหว่ของระบบโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลในการตีความเพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ

 

รศ.ดร.มุนินทร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้คำสั่งครั้งนี้จะมีผลเฉพาะกับคดีทักษิณ แต่ย่อมกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการร้องขอให้ศาลตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่นๆ ได้ หากศาลปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็อาจถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมเสียเอง ขณะเดียวกัน ศาลก็ไม่มีบุคลากรและเวลาเพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบทุกคดีได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลยุติธรรมต้องหารือกันภายในเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ว่ากรณีใดบ้างที่ศาลควรเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา

 

ภาพ: REUTERS

The post นักนิติศาสตร์ ชี้ ชี้คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการกฎหมายไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักนิติศาสตร์ เปิดข้อสังเกตคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีแพทองธาร https://thestandard.co/paetongtarn-court-ruling-analysis/ Sat, 30 Aug 2025 07:17:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1113557 munin-paetongtarn-court-ruling-analysis

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ […]

The post นักนิติศาสตร์ เปิดข้อสังเกตคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีแพทองธาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
munin-paetongtarn-court-ruling-analysis

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) สืบเนื่องมาจากการยื่นคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาในกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชานั้น 

 

รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีดังกล่าวทั้งสิ้น 8 ข้อ ดังนี้

 

1. คลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นเดียวที่ถูกอ้างถึงเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ในขณะที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่ที่ถูกอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความร้ายแรงและความเสียหายของการฝ่าฝืนจริยธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดของวิญญูชน และสาธารณชน 

 

โดยไม่ปรากฏว่าศาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอย่างไร ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย”

 

2. ความเชื่อศรัทธาของสาธารณชนที่มีต่อนักการเมืองไม่อาจทดสอบได้โดยกระบวนการทางกฎหมาย และไม่อาจเป็นองค์ประกอบความรับผิดในทางกฎหมาย เนื่องจากความเป็นอัตวิสัยและเจือปนด้วยอคติ แต่ต้องถูกทดสอบโดยกระบวนการทางการเมือง คือ การเลือกตั้งและการอธิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และต้องรับผิดชอบในทางการเมือง เพราะเหตุที่ทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นศรัทธานั้น

 

3. มาตรฐานจริยธรรมมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ถูกกำหนดให้บังคับใช้กับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วย 

 

กลับไม่เคยได้รับการพิจารณาและเห็นชอบโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ทำหน้าที่ตุลาการและกึ่งตุลาการซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการจึงไม่ควรเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าหน้าที่รัฐต่างก็มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่แตกต่างหลากหลายตามลักษณะการทำงานของตน

 

4. แม้ถ้อยคำซื่อสัตย์สุจริต และมาตรฐานจริยธรรม ตามมาตรา 160 (4) (5) จะถูกบัญญัติไว้อย่างคลุมเครือเพื่อให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง แต่ศาลสามารถสามารถใช้และตีความเพื่อให้เกิดความชัดเจนได้เพื่อให้การบังคับใช้เกิดความเป็นธรรม การสร้างความชัดเจนไม่ใช่แค่การกำหนดคำนิยาม 

 

แต่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่สามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นภววิสัย ในคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดคำนิยามของถ้อยคำ และอ้างอิงพยานหลักฐานที่เป็นนามธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดและความเชื่อมั่นศรัทธาของสาธารณชน โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เป็นภววิสัย

 

5. ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยขัดแย้งกันเองในการพิจารณา “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ตามมาตรา 160(4) และ “การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ตาม (5) โดยศาลวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีไม่กระทำการฝ่าฝืน (4) เพราะ “การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” 

 

แต่ในขณะเดียวกันกลับให้เหตุผลในการวินิจฉัยการฝ่าฝืน (5) ว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 

 

ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด” 

 

เหตุผลสำหรับ (4) บอกว่า “พยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ” แต่ เหตุผลสำหรับ (5) กลับบอกว่า “กระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” และ “ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” การให้เหตุผลทั้งสองส่วนนี้ขัดแย้งกันเองอย่างชัดเจน

 

6. ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันเขตอำนาจว่า มีอำนาจพิจารณาในคดีนี้เพราะศาลไม่ได้ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งศาลเห็นว่าจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาล และตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและขบวนการทางการเมือง 

 

ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการกฎหมายสากลที่ศาลจะไม่เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาล (การกระทำทางการเมือง) อย่างไรก็ตามในเหตุผลที่วินิจฉัยการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม (5) ศาลกลับวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย และ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง 

 

ตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ” เหตุผลดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าศาลเข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาลและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งย่อมขัดแย้งกับเหตุผลที่ศาลได้ระบุไว้ในตอนต้นว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางการเมือง 

 

7. การที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยที่สับสนและขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ เนื่องจากระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวน ที่ศาลอ้างถึงอยู่เสมอทำให้กระบวนพิจารณาขาดความแน่นอนและชัดเจน การตัดสินชี้ขาดในแต่ละประเด็นเกิดจากการโหวตอย่างฉับพลันทันที

 

ในวันที่อ่านคำวินิจฉัยและการเรียบเรียงคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านต่อสาธารณชนเกิดจากการปะติดปะต่อข้อความจากร่างคำวินิจฉัยส่วนตนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเรียบเรียงคำวินิจฉัยเกิดข้อผิดพลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สอดคล้องต้องกันของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย 

 

8. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ทั้งเพราะช่องทางในการนำคดีเข้าสู่ศาลที่เปิดกว้างอย่างไม่จำกัด และถ้อยคำของกฎหมายสารบัญญัติที่คลุมเครือ ทำให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง การมีระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนที่ทำให้ศาลมีอำนาจในการกำหนดกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานอย่างกว้างขวางโดยไม่ถูกจำกัดโดยหลักเกณฑ์และมาตรฐานใดๆ 

 

รวมถึงการกำหนดบทลงโทษทางการเมืองที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่กลับทำหน้าที่เป็นองค์กรสูงสุดในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

The post นักนิติศาสตร์ เปิดข้อสังเกตคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีแพทองธาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์เกมกฎหมาย อนาคต ‘แพทองธาร’ คดีคลิปเสียง ในมือศาลรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/paetongtarn-clip-audio-case-constitutional-court/ Sun, 24 Aug 2025 08:38:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1110672 แพทองธาร ชินวัตร คดีคลิปเสียง ในศาลรัฐธรรมนูญ

เวลา 15.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคมนี้ องค์ตุลาการศาลรัฐ […]

The post วิเคราะห์เกมกฎหมาย อนาคต ‘แพทองธาร’ คดีคลิปเสียง ในมือศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธาร ชินวัตร คดีคลิปเสียง ในศาลรัฐธรรมนูญ

เวลา 15.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคมนี้ องค์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน นัดอ่านคำวินิจฉัยชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 จากตระกูลชินวัตร 

 

ในคดีที่มีจุดเริ่มต้นจากคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 จนถูกมองว่าอาจกระทบต่ออธิปไตยของไทย

 

ที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรี ของ ‘แพทองธาร’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ตีตราด้วยข้อกล่าวหา “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

 

ข้อกล่าวหานี้เคยเกิดขึ้นกับ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งได้เพียง 11 เดือน 23 วัน และมีเป้าหมายเดียวกัน คือให้แพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกับเศรษฐาที่ต้องปิดฉากทางการเมืองด้วยข้อกล่าวหาเดียวกันเมื่อปีก่อน

 

THE STANDARD ชวน รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านกฎหมาย มาวิเคราะห์ทิศทางอนาคตทางการเมืองของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียง ‘หลานกับลุง’ และความน่าเชื่อถือของกฎหมายไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาธิปไตยไทยในอนาคต

 

แพทองธาร ชินวัตร คดีคลิปเสียง ในศาลรัฐธรรมนูญ

รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาพ: THE STANDARD

 

รศ. ดร. มุนินทร์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ คดีคลิปเสียง ของแพทองธาร ว่า กระบวนการที่เป็นอยู่ขณะนี้ แพทองธารจำเป็นต้องต่อสู้ภายในกรอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขั้นตอนที่เหลืออยู่ คือ การยื่นแถลงการณ์ปิดคดี ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย

 

หลังจากรวบรวมและประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้ว พบว่าหากสามารถนำเสนอหรือเน้นย้ำประเด็นที่มีน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม แถลงการณ์ปิดคดีอาจทำให้ศาลพิจารณาและรับฟังความสำคัญของประเด็นเหล่านั้น จึงถือเป็นจังหวะสำคัญในการต่อสู้ทางกฎหมายของแพทองธารอีกครั้งก่อนการชี้ชะตาของศาลรัฐธรรมนูญ

 

หรืออีกทางเลือกหนึ่งของแพทองธาร คือ การลาออก ซึ่งอาจช่วยหลีกเลี่ยงการถูกวินิจฉัยได้ หากศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ก็จะหมายความว่าเธอยังไม่เคยถูกตัดสินว่ามีลักษณะต้องห้าม เช่น ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.มุนินทร์ อธิบายว่า ตามมาตรา 51 แห่งพระราชกำหนดวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ถูกบังคับให้จำหน่ายคดี แม้ผู้ถูกร้องจะลาออก ศาลยังคงมีอำนาจพิจารณาต่อได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งหมายความว่า ศาลมี 2 ทางเลือก คือจำหน่ายคดี หรือพิจารณาให้ถึงที่สุด

 

หากศาลเลือกพิจารณาต่อ ก็อาจนำไปสู่คำวินิจฉัยว่า แพทองธารฝ่าฝืนข้อห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งย่อมส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเมือง ดังนั้นการลาออกไม่ได้รับประกันว่าศาลจะยุติคดี โอกาสยังคงอยู่ที่เพียง 50:50 

 

แต่ในแง่ของผลระยะยาวอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะอย่างน้อยยังไม่ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ เพราะตนเองยังไม่เห็นช่องทางอื่นใดที่จะทำให้แพทองธารพ้นจากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้

 

แพทองธาร ชินวัตร คดีคลิปเสียง ในศาลรัฐธรรมนูญ

แพทองธาร ชินวัตร แถลงยืนยันพยายามเกิน 100% ทำเพื่อชาติ 

น้อมรับมติศาลรัฐธรรมนูญ 7:2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

รศ.ดร.มุนินทร์ มองว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคม อาจเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังผลเชิงบวก เนื่องจากเหตุผลในการยื่นคำร้องไม่ได้มีน้ำหนักมากพอให้ถึงขั้นนายกรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่ง แต่การที่ศาลยังรับคำร้องและสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แสดงให้เห็นว่า มุมมองของศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ที่ต้องการให้แพทองธารหลุดจากตำแหน่ง ต่างมีความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง ที่มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ 

 

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ‘ความรู้สึก’ ซึ่งทำให้ข้อกล่าวหาที่ตามหลักกฎหมายอาจไม่มีน้ำหนักมาก แต่กลับถูกขยายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ และในมุมนี้ถือเป็นสัญญาณไม่สู้ดีต่อแพทองธาร เพราะเพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

 

“ในบรรยากาศที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ ความรู้สึกของประชาชนในทางการเมืองก็ยังคงดำเนินต่อไป คดีอื่นๆ บางครั้งเวลาผ่านไปคนก็อาจจะลืมไป แต่เมื่อความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังคงดำเนินอยู่ ถึงแม้ว่าจะลดน้อยลงบ้าง แต่มันก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ คนยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด”

 

กระนั้น ตนเองในฐานะนักกฎหมายขอยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญควรต้องตัดสินตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ควรอยู่ภายใต้อิทธิพลความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของคนในสังคมในการเข้ามามีอิทธิพลต่อการพิจารณาคดี และไม่ควรจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความรู้สึกร่วมทางการเมืองกับกลุ่มคนต่างๆ ซึ่งศาลก็ต้องถอนตัวเองออกมาให้ได้ 

 

แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า บรรยากาศทางการเมืองและความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม มีผลต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมาตลอดตั้งแต่มีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540  

 

นอกจากนี้ รศ.ดร.มุนินทร์ เห็นว่า กระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าวนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว เร่งรัด การสืบพยานหลักฐานต่างๆ ค่อนข้างจะเกิดขึ้นรวดเร็ว อีกทั้งบางส่วนยังปิดเป็นความลับ โดยที่สาธารณชนไม่ทราบว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ เหตุการณ์ที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งไต่สวนพยานบุคคลนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งแพทองธาร ในฐานะผู้ถูกร้อง และฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาขึ้นเบิกความ 

 

แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดภาพและเสียง โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และห้ามผู้เข้าฟังนำข้อมูลออกไปเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงที่อาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

 

แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเบิกความ คดีคลิปเสียง สนทนากับสมเด็จฮุนเซน 

ต่อองค์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568

ภาพ : ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

หมายความว่า สาธารณชนไม่ทราบว่าในห้องพิจารณาเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือแม้ศาลจะมีการเลื่อนกำหนดแถลงการณ์ปิดคดีในวันที่ 25 สิงหาคม แต่หากมองภาพรวมจะพบว่า กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างเร่งรัดและกระชั้นชิดกว่าปกติ ต่างจากวิถีการดำเนินคดีในศาลทั่วไป ที่มักให้เวลาฝ่ายผู้ถูกร้องได้ชี้แจง และนำสืบพยานหลักฐาน รวมถึงเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

 

ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญมีวิธีการทำงานไม่เหมือนศาลอื่นๆ เพราะเมื่อถึงที่สุดแล้ว การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับการลงมติของตุลาการ มากกว่าการไต่สวนพยานหลักฐานอย่างละเอียด ดูจากกำหนดเวลาที่ประกาศออกมา ศาลประชุมกันตอนเช้าแล้วลงมติว่า ‘ผิดหรือถูก’ ก่อนจะแจ้งผลคดีออกมาให้สาธารณชนรับทราบ

 

กระบวนการเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยพบมาก่อน แม้กระทั่งในต่างประเทศ และในประเทศไทยเอง ศาลทั่วไปก็ไม่ได้ดำเนินการพิจารณาเร่งรีบขนาดนี้ และด้วยความที่ แพทองธารดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารนั้น

 

หากกระบวนการพิจารณาสั้นและเร่งรีบเช่นนี้ อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าการดำเนินการ รวบรัดเกินไป และฝ่ายที่ถูกกล่าวหาอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อความชอบธรรมในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

 

แพทองธาร ชินวัตร คดีคลิปเสียง ในศาลรัฐธรรมนูญ

 ‘ทักษิณ-แพทองธาร ชินวัตร’

ภาพ : ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

เมื่อถามว่าในคดีดังกล่าวนี้มีโอกาสที่รัฐพันลึก (Deep State) จะเข้ามาแทรกแซงการเมือง และปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อคดีและอนาคตทางการเมืองของแพทองธารหรือไม่ รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า ในกระบวนการพิจารณาที่เร่งรัดและเปิดบ้างปิดบ้าง ทำให้ไม่สามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งทำให้เกิดข่าวลือและคำพูดเกี่ยวกับ ‘ดีล’ ขึ้นในสังคม แม้ว่าจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า มีการเจรจาเบื้องหลังจริงหรือไม่ แต่บรรยากาศเช่นนี้ ที่ส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชน ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีน้ำหนักทางสังคมมากขึ้น

 

ส่วนปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อคดีในทางบวกหรือลบต่อแพทองธารหรือไม่นั้น รศ.ดร.มุนินทร์ เน้นย้ำว่า เป็นเรื่องที่ยากจะคาดการณ์ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถคาดเดาได้ อีกทั้งหากมีการเจรจาทางการเมือง ประชาชนก็ไม่อาจรับรู้เหตุผลหรือเงื่อนไขที่แท้จริง นำไปสู่ความไม่แน่นอน ซึ่งอาจมีหรือไม่มีผลใดๆ ต่อคดีก็ได้

 

“เมื่อกระบวนการไม่ปกติและไม่โปร่งใสเหมือนศาลอื่นๆ หรือไม่เป็นไปตามสิ่งที่ประชาชนคุ้นเคย ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการจินตนาการและข้อสงสัยต่างๆ ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กระบวนการทางกฎหมายต้องมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วม”

 

รศ.ดร.มุนินทร์ ยกตัวอย่างคดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบิดาของแพทองธารเมื่อปี 2544 ว่า การพิจารณาในคดีดังกล่าวมีการนำเสนอพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ โปร่งใส มีการถ่ายทอดสด ทำให้ประชาชนรับทราบกระบวนการพิจารณา 

 

แต่ในช่วงหลัง กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญบางเรื่องมีลักษณะผิดแปลกและไม่ปกติ จึงเกิดข่าวลือและคำว่าดีลขึ้นมา ซึ่งหากมีการดีลเกิดขึ้นจริง ก็ถือว่าไม่ดีต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะกระบวนการของศาลควรเป็นการต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน และประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย

 

“โดยเฉพาะคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศโดยรวม ประชาชนควรมีความเข้าใจและสามารถติดตามได้ มันไม่ควรมีอะไรปกปิดหรือทำให้เกิดความสงสัยว่ามีการคุยอะไรข้างหลัง”

 

เมื่อให้เปรียบเทียบกับกรณีการถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน เมื่อปีที่ผ่านมาถูกตีตราด้วย ข้อกล่าวหา “ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” นั้น รศ.ดร.มุนินทร์เห็นว่า ทั้ง 2 คดีมีลักษณะคล้ายกันในแง่ความเบาหวิวของข้อกล่าวหา 

 

2 นายกฯพรรคเพื่อไทย 

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

กรณีเศรษฐา ไม่ได้กระทำผิด และเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง เป็นเพียงการเสนอชื่อเข้าไปดำรงตำแหน่ง ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก่อน ซึ่งไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง 

 

ส่วนกรณีแพทองธารก็เป็นเรื่องเบาหวิวเช่นกัน แต่เกิดในบรรยากาศกระแสชาตินิยม มีความเกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทย–กัมพูชา ทำให้บรรยากาศเป็นลบต่อแพทองธารอย่างเห็นได้ชัด 

 

“แต่ถ้าวัดกันในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริง ทั้งสองกรณีถือว่าเบาหวิวพอๆ กัน แต่ก็ต้องรอเปิดคำพิพากษาเต็มรูปแบบเพื่อดูว่าพยานหลักฐานอื่นๆ จะมีน้ำหนักมากไปกว่าแค่ คลิปเสียง หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องความไม่สุจริตหรือฝ่าฝืนจริยธรรม ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ และรอดูพยานหลักฐานทั้งหมดก่อนสรุปผล”

 

เมื่อถามว่า คดีนี้สะท้อนถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยไทยอย่างไร รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า การพิจารณาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การเป็นผู้แทนประชาชน หรือการเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หรือจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่หรือเล็ก ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกตัดสินอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนความน่าตกใจว่า หากการเลือกตั้งหมดความหมาย กระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมก็จะสูญเสียคุณค่าไปโดยสิ้นเชิง

 

“อย่าลืมว่าการได้มาซึ่งนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือนายกรัฐมนตรี ล้วนผ่านกระบวนการของ สส. มาแล้ว ประชาชนมีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่หากผู้ที่มาจากการเลือกตั้งกลับถูกกลไกอื่น เช่น องค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนมาถอดถอนตำแหน่ง สิ่งนี้ไม่ใช่หลักในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง”

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการของเผด็จการที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทำลายระบบนี้ และมีแนวโน้มจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอีก

 

เพียงแต่เปลี่ยนตัวนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ขณะนี้ทักษิณและแพทองธารเป็นเป้าหลัก ก่อนหน้านี้มีพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคอื่นๆ ซึ่งยังต้องจับตาว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่อาจเผชิญชะตาเดียวกัน เนื่องจากกลไกนี้ยังคงอยู่

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม หากแต่คือการบ่อนทำลายประชาธิปไตย หากมองจากตัวชี้วัดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ ความโปร่งใสคอร์รัปชัน หรือแม้กระทั่งตัวเลขทางเศรษฐกิจ ล้วนสะท้อนภาพเดียวกันทั้งหมด คือ การถดถอยอย่างต่อเนื่อง

 

“ความล้มเหลวทางการเมือง กำลังลากเศรษฐกิจให้พังพินาศไปด้วยกัน และทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนในสังคมที่มีต่อระบบต่างๆนั้น ตกต่ำไปด้วย” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวทิ้งท้าย

 

แพทองธาร ชินวัตร เข้าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ท้ายที่สุด แพทองธารอาจรอดจากมรสุมทางกฎหมาย หรือถูกโค่นลงเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า บทสรุปไม่ได้สะท้อนเพียงชะตาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้ความน่าเชื่อถือของระบบถ่วงดุลอำนาจและอนาคตของประชาธิปไตยไทยด้วย

 

เพราะหากกลไกทางกฎหมายถูกใช้โดยขาดความโปร่งใส และความเป็นธรรม อาจกลายเป็นเครื่องมือของเผด็จการ ความล้มเหลวทางการเมืองย่อมกระทบเศรษฐกิจและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสื่อมถอยของประชาธิปไตย

The post วิเคราะห์เกมกฎหมาย อนาคต ‘แพทองธาร’ คดีคลิปเสียง ในมือศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กว้างขวาง-ไร้ขีดจำกัด? ถอดรหัสอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทย ประชาธิปไตยจะเดินต่ออย่างไร https://thestandard.co/key-messages-constitutional-court/ Mon, 07 Jul 2025 08:29:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1093774

การที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ หยุ […]

The post กว้างขวาง-ไร้ขีดจำกัด? ถอดรหัสอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทย ประชาธิปไตยจะเดินต่ออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

การที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราว สืบเนื่องมาจากการยื่นคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาในกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 และอาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมกระทบต่ออธิปไตยของไทย

 

คำสั่งนี้นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาท และขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยว่า ศาลมีอำนาจดำเนินการเช่นนี้ เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย และระบบถ่วงดุลอำนาจหรือไม่

 

ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินชี้ปัญหาการเมืองระดับประเทศ และส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งของผู้นำรัฐบาลโดยตรง การตีความและการใช้อำนาจของศาลไม่ใช่เรื่องทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อความไว้วางใจในระบบประชาธิปไตยโดยรวมด้วย

 


 

รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน

รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แฟ้มภาพ: THE STANDARD

 


 

THE STANDARD สนทนากับ รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านกฎหมาย และผู้บ่มเพาะนักนิติศาสตร์รุ่นใหม่ ถึงคำถามสำคัญของสังคมไทยในวันนี้ว่า ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และการที่อำนาจศาลรัฐธรรมนูญกว้างไกลเกินไปนั้น จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อหลักการประชาธิปไตย

 

รศ. ดร.มุนินทร์กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสำคัญ มีหน้าที่ระงับข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ และตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอื่นๆ เพื่อคุ้มครองหลักการประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีอยู่ใน 2 รูปแบบหลัก คือ

 

  • ศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะ (Dedicated Constitutional Court) เช่น เยอรมนี ซึ่งแยกเป็นองค์กรเฉพาะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐธรรมนูญ
  • ศาลยุติธรรมทั่วไป (Ordinary Courts) เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่น ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะ แต่ใช้ศาลยุติธรรมทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทรัฐธรรมนูญ

 

ขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทย

 

สำหรับอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไทยใช้โมเดลเดียวกับเยอรมนี แต่มีความแตกต่างกัน 2-3 ประเด็น โดยที่ระบบเยอรมนีมีกลไกจำกัดอำนาจของศาล เช่น มีวัฒนธรรมทางกฎหมาย ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้ใช้อำนาจไปส่งผลกระทบต่อกลไกของระบอบประชาธิปไตยมากเกินไป 

 

ที่สำคัญ คือ มีศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบว่า องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยในรัฐสมาชิก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี หรือแม้แต่รัฐบาลเยอรมนี ใช้อำนาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกับประกาศสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปหรือไม่

 

ดังนั้นคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีอาจถูกตรวจสอบโดยศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้ด้วย แม้จะมีอำนาจกว้างขวาง แต่ก็ยังมีองค์กรอื่นทำหน้าที่ตรวจสอบ และมีกลไกในการถ่วงดุลอำนาจอย่างชัดเจน

 


 

นักข่าว และสื่อมวลชน ปักหลักทำข่าว

นักข่าว และสื่อมวลชน ปักหลักทำข่าว 

บริเวณด้านหน้าศาลรัฐธรรมนูญ

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 


 

ขณะที่ ศาลรัฐธรรมนูญไทยนั้น ไม่มีองค์กรที่เหนือกว่ามาตรวจสอบการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ในอดีตรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 มีกลไกในการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนั้น ต้องใช้ดุลยพินิจ ต้องมีความรับผิดชอบ หากตัดสินใจตามอำเภอใจก็อาจถูกถอดถอนได้

 

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กลไกเหล่านี้กลับถูกตัดออกไป ทำให้ไม่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แม้จะสามารถดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 ได้ หากมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่กระบวนการนั้นก็เป็นกระบวนการปกติทั่วไป ไม่ใช่กลไกเฉพาะสำหรับการควบคุมศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงพูดได้ว่า ปัจจุบันไม่มีระบบในการควบคุมตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ

 

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้สร้างวัฒนธรรมในการจำกัดอำนาจตัวเอง เวลาศาลใช้อำนาจวินิจฉัย ก็มักจะไม่ตีความในทางจำกัดอำนาจตัวเอง แต่ขยายอำนาจออกไป เช่น คดีล่าสุดที่มีการร้องเรียนรัฐมนตรี ความเป็นรัฐมนตรีของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ 

 

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า ภูมิธรรมไม่ต้องหยุด แต่ให้ทวีหยุดเฉพาะบางหน้าที่ ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพียงว่า ‘ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี’ ซึ่งหมายถึงหยุดทั้งหมด แต่ศาลกลับตีความให้หยุดบางภารกิจได้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามขยายอำนาจตัวเอง

 

เมื่อศาลไม่มีวัฒนธรรมของการจำกัดอำนาจตัวเอง จึงนำไปสู่แนวโน้มที่ศาลจะมีบทบาทเข้าไปในพรมแดนของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารได้ง่าย ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตยควรมีการจำกัดอำนาจของแต่ละองค์กรให้ชัดเจน ซึ่งการใช้อำนาจข้ามพรมแดนไม่ดีต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเป็นระบบที่ให้องค์กรต่างๆ มีอำนาจจำกัดเฉพาะภารกิจ และมีการถ่วงดุลในระดับที่ไม่ทำให้องค์กรใดมีอำนาจมากเกินไป

 

การขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความปั่นป่วน เช่น การยุบพรรคการเมือง การสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ พ้นจากตำแหน่ง ล้วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสร้างความผั นผวนทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

 

หากจะกล่าวถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่สำคัญมี 3 เรื่องหลัก ที่เข้าไปมีในพรมแดนขององค์กรอื่น ได้แก่

 

  1. อำนาจในการวินิจฉัยกฎหมาย เป็นอำนาจปกติของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น การวินิจฉัยว่ากฎหมาย หรือร่างกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

 

  1. อำนาจในการยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธินักการเมือง เช่น ตัดสิทธิผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น การใช้อำนาจตามมาตรา 160 (4) (5) ที่กล่าวถึงความสุจริตหรือการกระทำอย่างร้ายแรง ซึ่งคำเหล่านี้คลุมเครือและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ประเทศอื่นๆ แทบไม่มีการใช้มาตรฐานคลุมเครือเช่นนี้ ยกเว้นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีแนวโน้มเผด็จการ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย

 

  1. อำนาจในระบบร้องทุกข์ตามมาตรา 213 บุคคลสามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง หากเห็นว่าสิทธิเสรีภาพของตนถูกละเมิดโดยหน่วยงานรัฐ โดยศาลจะวินิจฉัยว่า การกระทำนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 

 

เช่น คดีโฮปเวลล์ กระทรวงคมนาคมไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มติของศาลปกครองสูงสุดที่ให้กระทรวงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โฮปเวลล์ละเมิดสิทธิของกระทรวง โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้กระทรวงคมนาคมชนะ ต่อมาก็เกิดปัญหาอีก กระทรวงคมนาคมไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นหน่วยงานรัฐ ไม่ควรมีสิทธิเสรีภาพในฐานะบุคคล แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับตีความให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้เสียหายตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

 

การตีความกฎหมายและการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ทำให้ศาลมีอำนาจแผ่ขยายเข้าไปในทุกพรมแดนของรัฐ ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และแม้กระทั่งฝ่ายตุลาการ จนอาจกล่าวได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจกว้างขวางอย่างไร้ขีดจำกัด

 

ปัญหา คือ ประเทศไทยยังไม่มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง หน่วยงานของรัฐโดยทั่วไปก็ไม่ได้ส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน ขณะที่ประชาชนเองก็อาจยังไม่ได้ตระหนักหรือให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากนัก

 

เมื่อไม่มีระบบการตรวจสอบและการถ่วงดุลที่เข้มข้นเพียงพอ จึงทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะองค์กรเดียวถือครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่มีองค์กรอื่นที่สามารถตรวจสอบหรือคานอำนาจได้ในระดับที่ทัดเทียมกัน

 


 

แพทองธารแถลง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

“มีเจตนาเกิน 100% ทำเพื่อประเทศชาติและรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย”

แพทองธารแถลง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 


 

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่-ถอดถอนนายกฯ ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ? 

 

รศ. ดร.มุนินทร์กล่าวว่า การสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือแม้กระทั่งการถอดถอนจากตำแหน่ง ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน เพราะนายกรัฐมนตรีในระบอบรัฐสภานั้น มีที่มาจากประชาชน ผ่านการคัดเลือกโดยผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง จึงมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย 

 

ดังนั้น การจะถอดถอนหรือปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง จำเป็นต้องมีเหตุอันร้ายแรง และต้องดำเนินการผ่านกระบวนการตรวจสอบ การพิจารณาอย่างเข้มงวด รอบคอบ และเป็นธรรมโดยหลักทั่วไป นายกรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งได้จากกรณี

 

  • การลาออก เพื่อรับผิดชอบทางการเมือง
  • การถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ
  • ผ่านกระบวนการทางกฎหมายตามศาลยุติธรรม ตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ใช้อำนาจโดยมิชอบ)

 

แต่ปัญหาของระบบในปัจจุบันคือ กระบวนการถอดถอนหรือสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้นใช้กฎหมายที่มีถ้อยคำคลุมเครือ และเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ อย่างกว้างเกินไป

 

1. ความคลุมเครือของกฎหมาย กฎหมายที่ให้อำนาจศาลในการถอดถอนหรือสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เช่น กรณีที่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่ง “ขาดความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์” หรือ “มีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทยอย่างร้ายแรง” ล้วนเป็นถ้อยคำที่ไม่มีนิยามชัดเจน เปิดให้ผู้วินิจฉัยตีความตามความรู้สึกหรือทัศนะของตนเอง

 

ความไม่ชัดเจนนี้ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่นายกรัฐมนตรีอาจถูกปลดออกจากตำแหน่งได้โดยง่าย โดยอาศัยเกณฑ์ที่ขาดความแน่นอน และอาจขาดความสมเหตุสมผลในทางนิติรัฐ

 

2. ความไม่สมดุลของอำนาจ ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชนย่อมมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีที่มาจากเจตจำนงของประชาชนโดยตรงหรือโดยอ้อม 

 

แต่ในระบบการเมืองไทย กลับเปิดช่องให้ผู้พิพากษาเพียง 9 คน มีอำนาจถอดถอนผู้นำรัฐบาลออกจากตำแหน่ง โดยอาศัยบทบัญญัติทางกฎหมายที่คลุมเครือ ซึ่งถือเป็นความไม่สมเหตุสมผลอย่างร้ายแรงในทางกฎหมาย และส่งผลต่อประชาธิปไตย 

 

ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือระบบที่การเมืองถูกกำหนดโดยประชาชน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยผ่านตัวแทน เช่น สส. ระบบถ่วงดุลอำนาจสามารถมีได้ แต่ต้องมีความสมเหตุสมผล และสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนกระทบต่อรากฐานของระบอบประชาธิปไตย

 

จริยธรรมทางการเมือง ควรมีกลไกเฉพาะ ป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือ?

 

รศ. ดร.มุนินทร์ อธิบายว่า การตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมือง ยังเป็น ‘สิ่งจำเป็น’ และ ‘ยังต้องมี’ สิ่งที่ตนเองไม่เห็นด้วยคือ การให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ตรวจสอบเรื่องจริยธรรม โดยเฉพาะเมื่อบทบัญญัติที่ใช้อ้างอิงยังเขียนไว้อย่างคลุมเครือ จึงเห็นว่า เราควรกลับมานั่งทบทวนกันใหม่ว่า กระบวนการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรจะออกแบบอย่างไร หรือควรต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และควรกำหนดว่าอะไรคือพฤติการณ์ที่ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

รัฐธรรมนูญ 2540 ถึงฉบับปัจจุบัน อำนาจที่ขยายตัวของศาลรัฐธรรมนูญ?

 

รศ. ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า เห็นได้ชัดว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่การจัดตั้งในรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งแม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีปัญหาเด่นชัด แต่ก็ถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจกว้างขวางพอสมควรตั้งแต่ต้น

 

ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2550 บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญยิ่งชัดเจนขึ้น โดยศาลได้รับอำนาจในการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

กระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีกขั้น โดยมีสองประเด็นหลักที่น่าสังเกต:

 

1. การตัดกลไกถ่วงดุลศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตัดช่องทางในการถอดถอนหรือควบคุมตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกไปโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ศาลสามารถใช้อำนาจวินิจฉัยได้อย่างเต็มที่ แต่กลับไม่มีระบบตรวจสอบหรือกลไกเอาผิดที่ชัดเจน หากเกิดข้อผิดพลาดหรือการใช้อำนาจเกินขอบเขต

 

2. การเพิ่มระบบร้องทุกข์ตามรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากเห็นว่าสิทธิเสรีภาพของตนตามรัฐธรรมนูญถูกละเมิด ส่งผลให้ศาลสามารถใช้อำนาจวินิจฉัยต่อหน่วยงานรัฐทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหน หรือเจ้าหน้าที่รัฐคนใด หากการใช้อำนาจนั้นส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

ดังนั้น หากมองในภาพรวมจะเห็นว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งในแง่ของขอบเขตการวินิจฉัย และการขาดกลไกในการตรวจสอบหรือถ่วงดุลจากภายนอก เหมือนเช่นในอดีต

 


 

ภูมิธรรม เวชยชัย 

ภูมิธรรม เวชยชัย 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

แฟ้มภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

รักษาการนายกฯ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่?

 

รศ. ดร.มุนินทร์กล่าวว่า หากพูดตามหลักการทั่วไป รักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเหมือนนายกรัฐมนตรีทุกประการ แต่อำนาจยุบสภาเป็นอำนาจพิเศษในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ให้นายกฯใช้ในการถ่วงดุลกับฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะนี้ความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย แบ่งเป็นฝ่ายแรก ยืนยันว่า รักษาการนายกรัฐมนตรี สามารถยุบสภาได้ 

 

แต่อีกฝ่ายมองว่าเป็นอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรีตัวจริง เมื่อเห็นว่าเป็นอำนาจพิเศษ ก็ไม่ควรมีอำนาจโดยรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งความคิดเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายล้วนมีเหตุมีผล 

 

รศ. ดร.มุนินทร์ อธิบายต่อว่า แม้ในหลักการทั่วไป รักษาการนายกรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจยุบสภา แต่ก็มีความเห็นอีกด้านหนึ่งที่มองว่า การตีความให้รักษาการสามารถยุบสภาได้ อาจเป็นแนวทางที่เป็นคุณกับประชาธิปไตยมากกว่า

 

“เพื่อเปิดทางเลือกให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤตทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ การตีความว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้ จึงมีเหตุผลรองรับอย่างมากในการส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย”

 

ส่วนความเห็นที่ว่า “รักษาการนายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน การที่จะไปยุบสภาของคนที่มาจากประชาชน อาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่” นั้น 

 

รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวย้ำว่า ในหลักการทั่วไป อำนาจการยุบสภาเป็นอำนาจพิเศษที่รัฐธรรมนูญมอบให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยผู้แทนราษฎรโดยตรง เพื่อใช้ถ่วงดุลกับฝ่ายนิติบัญญัติ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง หากไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ และยุบสภาไม่ได้ ก็อาจทำให้ระบบการเมืองหยุดชะงัก การให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่ จึงเป็นทางออกที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่สุด ดังนั้น ในความเห็นของผมรักษาการนายกรัฐมนตรีจึงสามารถยุบสภาได้

 


 

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 


 

รัฐธรรมนูญปี 2560 ควรแก้ไขหรือไม่

 

รศ. ดร.มุนินทร์ ตอบว่า เราควรพาสังคมไทยกลับไปสู่ระบบการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่สุด โดยย้อนกลับไปก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งองค์กรอิสระจำนวนมากในระบบการเมืองไทย

 

แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 จะเป็นต้นแบบที่สำคัญ แต่ในความเห็นของผม ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรอิสระในจำนวนมากเท่าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ควรได้รับการทบทวนว่าควรมีอยู่หรือไม่ และควรกำหนดขอบเขตอำนาจอย่างไร รวมถึงองค์กรอื่นๆ ด้วย

 

ระบบการเมืองควรทำให้ง่ายและเรียบง่ายที่สุด โดยสภาผู้แทนราษฎรควรเป็นองค์กรหลักที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง และประชาชนควรมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

 

ในยามวิกฤตทางการเมือง ควรเปิดโอกาสให้สามารถยุบสภาได้ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้ามาตัดสินใจใหม่ผ่านการเลือกตั้ง โดยที่ไม่เห็นด้วยกับการที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะถูกกำหนดโดยองค์กรอิสระที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชน

 

“สำคัญที่สุด การแก้ไขวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ควรเป็นอำนาจของรัฐสภาและประชาชนเท่านั้น” รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

The post กว้างขวาง-ไร้ขีดจำกัด? ถอดรหัสอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทย ประชาธิปไตยจะเดินต่ออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ก้าวไกลอาจรอด เศรษฐาไม่หลุด สว. ไม่ล้ม แค่พยายามสร้างความขัดแย้งสู่รัฐประหาร | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow130667-2/ Fri, 14 Jun 2024 02:45:54 +0000 https://thestandard.co/?p=945071

อ.ยุทธพร-อ.มุนินทร์ อ่านคดี 18 มิ.ย. ก้าวไกลอาจรอด เศรษ […]

The post ชมคลิป: ก้าวไกลอาจรอด เศรษฐาไม่หลุด สว. ไม่ล้ม แค่พยายามสร้างความขัดแย้งสู่รัฐประหาร | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>

อ.ยุทธพร-อ.มุนินทร์ อ่านคดี 18 มิ.ย. ก้าวไกลอาจรอด เศรษฐาไม่หลุด สว. ไม่ล้ม “ไม่ควรมีอะไรมาทำให้หลุดจากตำแหน่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

The post ชมคลิป: ก้าวไกลอาจรอด เศรษฐาไม่หลุด สว. ไม่ล้ม แค่พยายามสร้างความขัดแย้งสู่รัฐประหาร | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะ 3 ล้ม โค่นเศรษฐา-ยุบก้าวไกล-ล้มเลือก สว. เกมผู้มีอำนาจ การเมืองขัดแย้ง? https://thestandard.co/thestandardnow130667/ Thu, 13 Jun 2024 11:56:36 +0000 https://thestandard.co/?p=944943 เศรษฐา

เจาะขบวนการ 3 ล้ม โค่นเศรษฐา-ยุบก้าวไกล-ล้มเลือก สว. เก […]

The post ชมคลิป: เจาะ 3 ล้ม โค่นเศรษฐา-ยุบก้าวไกล-ล้มเลือก สว. เกมผู้มีอำนาจ การเมืองขัดแย้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา

เจาะขบวนการ 3 ล้ม โค่นเศรษฐา-ยุบก้าวไกล-ล้มเลือก สว. เกมผู้มีอำนาจ การเมืองขัดแย้ง?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  • รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: เจาะ 3 ล้ม โค่นเศรษฐา-ยุบก้าวไกล-ล้มเลือก สว. เกมผู้มีอำนาจ การเมืองขัดแย้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สัญญาณยุบก้าวไกลเริ่มชัด ลือตั้งพรรคก้าวใหม่ อนาคตการเมืองไปทางไหน? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow290367/ Fri, 29 Mar 2024 12:21:18 +0000 https://thestandard.co/?p=917174 พรรคก้าวใหม่

สัญญาณยุบก้าวไกลเริ่มชัด ลือตั้งพรรคก้าวใหม่ อนาคตการเม […]

The post ชมคลิป: สัญญาณยุบก้าวไกลเริ่มชัด ลือตั้งพรรคก้าวใหม่ อนาคตการเมืองไปทางไหน? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคก้าวใหม่

สัญญาณยุบก้าวไกลเริ่มชัด ลือตั้งพรรคก้าวใหม่ อนาคตการเมืองไปทางไหน?

 

พูดคุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 29 มีนาคม 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: สัญญาณยุบก้าวไกลเริ่มชัด ลือตั้งพรรคก้าวใหม่ อนาคตการเมืองไปทางไหน? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รศ.ดร.มุนินทร์ เผยสังคมสิ้นหวัง หลังหลักกฎหมายถูกใช้ทางการเมือง | THE STANDARD https://thestandard.co/30th-prime-minister-vote-19072023-31/ Wed, 19 Jul 2023 11:05:28 +0000 https://thestandard.co/?p=819448 มุนินทร์ พงศาปาน

รศ.ดร.มุนินทร์ เผยสังคมสิ้นหวัง หลังหลักกฎหมายถูกใช้ทาง […]

The post ชมคลิป: รศ.ดร.มุนินทร์ เผยสังคมสิ้นหวัง หลังหลักกฎหมายถูกใช้ทางการเมือง | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุนินทร์ พงศาปาน

รศ.ดร.มุนินทร์ เผยสังคมสิ้นหวัง หลังหลักกฎหมายถูกใช้ทางการเมือง

 


 

เกาะติดประชุมสภา โหวตนายกรอบ 2 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล จะได้เป็นหรือไม่?

ได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=WZzQd0g53GQ

 

 

The post ชมคลิป: รศ.ดร.มุนินทร์ เผยสังคมสิ้นหวัง หลังหลักกฎหมายถูกใช้ทางการเมือง | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ส่งฟันหุ้นสื่อพิธา หนังม้วนเดิม ปูทางพลิกขั้ว? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow120766/ Wed, 12 Jul 2023 13:00:55 +0000 https://thestandard.co/?p=816076

ส่งฟันหุ้นสื่อพิธา หนังม้วนเดิม ปูทางพลิกขั้ว?   ค […]

The post ชมคลิป: ส่งฟันหุ้นสื่อพิธา หนังม้วนเดิม ปูทางพลิกขั้ว? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

ส่งฟันหุ้นสื่อพิธา หนังม้วนเดิม ปูทางพลิกขั้ว?

 

คุยกับ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

 

และ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ส่งฟันหุ้นสื่อพิธา หนังม้วนเดิม ปูทางพลิกขั้ว? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ‘มุนินทร์’ เผย คลิปวิดีโอ ITV ชัดเจนกว่าคำพูดผู้ร่วมประชุม ย้ำ ดูสถานะกิจการจากงบ มากกว่าวัตถุประสงค์จดทะเบียน https://thestandard.co/munin-itv-video-clips/ Tue, 13 Jun 2023 06:36:09 +0000 https://thestandard.co/?p=802594 มุนินทร์ พงศาปาน

วานนี้ (12 มิถุนายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจ […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ‘มุนินทร์’ เผย คลิปวิดีโอ ITV ชัดเจนกว่าคำพูดผู้ร่วมประชุม ย้ำ ดูสถานะกิจการจากงบ มากกว่าวัตถุประสงค์จดทะเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุนินทร์ พงศาปาน

วานนี้ (12 มิถุนายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ กรณีที่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters เผยแพร่คลิปวิดีโอการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2566 ณ วันที่ 26 เมษายน ของ ITV ที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบว่าไม่ตรงกับบันทึกรายงานการประชุม ในรายการ ข่าว 3 มิติ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า คลิปวิดีโอที่นำมาเผยแพร่คงไม่ได้ตัดต่อ หากตัดต่อก็สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีในการตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม พยานบุคคล (คำพูดจากผู้เข้าร่วมการประชุมฯ) มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด เนื่องจากคำพูดสามารถเปลี่ยนไปมาได้ ส่วนพยานเอกสาร (รายงานบันทึกการประชุมฯ) และวัตถุ (คลิปวิดีโอการประชุมฯ) ไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลไปมาได้ 

 

ดังนั้น ตนเองสนับสนุนให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยยุติธรรม เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ ITV ที่ต้องนำ จิตชาย มุสิกบุตร กรรมการผู้สอบทานและแก้ไข มาตรวจสอบด้วย 

 

เนื่องจากอาจทำให้ ITV เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริษัทมหาชนจำกัด 2535 ในมาตรา 216 อีกทั้งเอกสารชิ้นนี้ยังถูกนำมาใช้เพื่อร้องเรียนในการตัดสิน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เรื่องถือหุ้นสื่อ ITV ส่งผลให้อาจผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง 2561 มาตรา 143 

 

จากนั้น ชัยนนท์ได้ถามเกี่ยวกับ ‘วัตถุประสงค์ในการจดทะเบียน กับรายงานการประชุม อะไรที่บ่งบอกสถานะกิจการได้ดีกว่ากัน’ รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุว่า การจดทะเบียนของบริษัทพยายามจะบอกวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด หรือเรียกว่าการจดทะเบียนแบบจับฉ่าย แต่เวลาใช้งานจริงอาจใช้แค่ไม่กี่อย่าง 

 

ฉะนั้น เป็นอีกหนึ่งข้อพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดที่ระบุไว้ว่า ‘ไม่ได้ดูแค่สิ่งที่จดทะเบียนไว้ แต่ดูว่าได้ทำจริงหรือไม่’ โดยต้องตรวจสอบงบประมาณ และการประกอบธุรกิจว่าได้ทำตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่ ซึ่งถ้ามีหลักฐานว่า ‘มีรายได้จากธุรกิจสื่อ’ ก็ชี้ให้เห็นว่า นิติบุคคล หรือบริษัทนี้ประกอบธุรกิจสื่อจริง 

 

ก่อนที่ รศ.ดร.มุนินทร์จะทิ้งท้ายว่า “ถ้าถามตนเองว่าอะไรบ่งบอกสถานะกิจการได้ดีกว่ากัน ก็ต้องดูงบประมาณมากกว่าวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน และรายงานการประชุม” 

The post เลือกตั้ง 2566 : ‘มุนินทร์’ เผย คลิปวิดีโอ ITV ชัดเจนกว่าคำพูดผู้ร่วมประชุม ย้ำ ดูสถานะกิจการจากงบ มากกว่าวัตถุประสงค์จดทะเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อ.มุนินทร์ ชี้บันทึกประชุมอาจมีความผิดปลอมแปลง-จัดฉาก ย้ำคลิปหลักฐานชัดเจนกว่าคำพูด | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow120666-2/ Tue, 13 Jun 2023 00:10:52 +0000 https://thestandard.co/?p=802467 มุนินทร์ พงศาปาน

อ.มุนินทร์ ชี้บันทึกประชุมอาจมีความผิดปลอมแปลง-จัดฉาก ย […]

The post ชมคลิป: อ.มุนินทร์ ชี้บันทึกประชุมอาจมีความผิดปลอมแปลง-จัดฉาก ย้ำคลิปหลักฐานชัดเจนกว่าคำพูด | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุนินทร์ พงศาปาน

อ.มุนินทร์ ชี้บันทึกประชุมอาจมีความผิดปลอมแปลง-จัดฉาก ย้ำหลักฐานชัดเจนกว่าคำพูด

 

ชมคลิปเต็ม: ความเป็นสื่อ ITV อะไรคือจุดกำหนดอนาคตของพิธา? | THE STANDARD NOW

The post ชมคลิป: อ.มุนินทร์ ชี้บันทึกประชุมอาจมีความผิดปลอมแปลง-จัดฉาก ย้ำคลิปหลักฐานชัดเจนกว่าคำพูด | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อธิบายคำวินิจฉัย ‘ประยุทธ์’ อยู่ต่อ อนาคตไปต่ออย่างไร? โดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow031065-2/ Tue, 04 Oct 2022 00:16:15 +0000 https://thestandard.co/?p=690521 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อธิบายคำวินิจฉัย ‘ประยุทธ์’ อยู่ต่อ อนาคตไปต่ออย่างไร? […]

The post ชมคลิป: อธิบายคำวินิจฉัย ‘ประยุทธ์’ อยู่ต่อ อนาคตไปต่ออย่างไร? โดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อธิบายคำวินิจฉัย ‘ประยุทธ์’ อยู่ต่อ อนาคตไปต่ออย่างไร? โดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: อธิบายคำวินิจฉัย ‘ประยุทธ์’ อยู่ต่อ อนาคตไปต่ออย่างไร? โดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไปต่อ แต่พอแค่นี้? จับตาใครคือทายาทการเมือง! | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow031065/ Mon, 03 Oct 2022 13:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=690458

LIVE: ไปต่อ แต่พอแค่นี้? จับตาใครคือทายาทการเมือง! &nbs […]

The post ชมคลิป: ไปต่อ แต่พอแค่นี้? จับตาใครคือทายาทการเมือง! | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

LIVE: ไปต่อ แต่พอแค่นี้? จับตาใครคือทายาทการเมือง!

 

ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันนี้ 3 ตุลาคม เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ไปต่อ แต่พอแค่นี้? จับตาใครคือทายาทการเมือง! | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณบดีนิติศาสตร์ มธ. มองปัญหากระบวนการยุติธรรมไทย ผู้ต้องหา-ความผิดเคสเดียวกัน แต่ศาลใช้ดุลพินิจคนละแบบ ทำลายความน่าเชื่อถือองค์กร https://thestandard.co/thammasat-dean-of-jurisprudence-see-problems-of-thai-justice/ Wed, 23 Feb 2022 12:12:25 +0000 https://thestandard.co/?p=597777 วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำและคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาที่แตกต่างกันในมูลคดีที่คล้ายกันว่า

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ปร […]

The post คณบดีนิติศาสตร์ มธ. มองปัญหากระบวนการยุติธรรมไทย ผู้ต้องหา-ความผิดเคสเดียวกัน แต่ศาลใช้ดุลพินิจคนละแบบ ทำลายความน่าเชื่อถือองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำและคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาที่แตกต่างกันในมูลคดีที่คล้ายกันว่า

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำและคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาที่แตกต่างกันในมูลคดีที่คล้ายกันว่า

 

ถึงแม้ว่าผู้พิพากษาจะมีความเป็นอิสระในการตัดสินชี้ขาดข้อพิพาททั้งหลาย แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องต้องกันของการใช้ดุลยพินิจ (Consistency in Judicial Opinions) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้บริหารศาลต้องกำหนดแนวปฏิบัติและข้อแนะนำในการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษา และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักกฎหมายพูดกันถึงเรื่อง ‘คำพิพากษาบรรทัดฐาน’

 

รศ.ดร.มุนินทร์ระบุอีกว่า การที่ผู้ต้องหารายเดียวกันถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายกรรมหลายวาระ แม้อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลที่แตกต่างกันไป แต่สภาพและความร้ายแรงของการกระทำความผิดมีลักษณะคล้ายคลึงกันและเป็นข้อหาเดียวกัน การที่ผู้พิพากษาของแต่ละศาลใช้ดุลยพินิจที่ไม่สอดคล้องต้องกัน ทำให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบและตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าการใช้ดุลยพินิจแบบไหนที่เป็นธรรมและมีเหตุผล 

 

“สถานการณ์เช่นนี้มีแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของศาลยุติธรรมในภาพรวม และทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทยของที่ตกต่ำอยู่แล้วยิ่งตกต่ำมากยิ่งขึ้นไปอีก” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวในท้ายที่สุด 

 

อ้างอิง:

The post คณบดีนิติศาสตร์ มธ. มองปัญหากระบวนการยุติธรรมไทย ผู้ต้องหา-ความผิดเคสเดียวกัน แต่ศาลใช้ดุลพินิจคนละแบบ ทำลายความน่าเชื่อถือองค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นิรโทษกรรมโควิด ขัดรัฐธรรมนูญ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow100864-2/ Wed, 11 Aug 2021 00:19:42 +0000 https://thestandard.co/?p=524018 THE STANDARD NOW 100864

รศ. ดร. มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรร […]

The post ชมคลิป: นิรโทษกรรมโควิด ขัดรัฐธรรมนูญ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD NOW 100864

รศ. ดร. มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์หากในอนาคต พ.ร.ก. จำกัดความผิดฯ ผ่านแล้ว แบบนี้จะส่งผลต่อการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ ขัดกับหลักเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญอย่างไร

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

 

วิดีโอ: ธนวีร์ ลิ้มประสิทธิศักดิ์

The post ชมคลิป: นิรโทษกรรมโควิด ขัดรัฐธรรมนูญ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณบดีนิติศาสตร์ มธ. ชี้ถึงเวลาศาลต้องสร้างบรรทัดฐานในการเอาผิดผู้บริหารสูงสุดรัฐ บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินผิดพลาด https://thestandard.co/courts-must-establish-a-norm-to-prosecute-the-top-executives/ Mon, 05 Jul 2021 02:10:26 +0000 https://thestandard.co/?p=508281 มุนินทร์ พงศาปาน

วานนี้ (4 กรกฎาคม) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศ […]

The post คณบดีนิติศาสตร์ มธ. ชี้ถึงเวลาศาลต้องสร้างบรรทัดฐานในการเอาผิดผู้บริหารสูงสุดรัฐ บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุนินทร์ พงศาปาน

วานนี้ (4 กรกฎาคม) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ถึงเวลาที่ศาลต้องสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายในการเอาผิดกับผู้บริหารสูงสุดของรัฐในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผิดพลาด จนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชน การเพิกเฉยไม่ทบทวนผลลัพธ์ของการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

 

การไม่รับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน และความล่าช้าในการดำเนินการแก้ปัญหา ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล เป็นพยานหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการ ‘งดเว้น’ หน้าที่ที่พึงต้องกระทำ และ ‘จงใจ’ ที่จะให้ความเสียหายดำรงอยู่ต่อเนื่องไป การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนี้เลยระดับของความประมาทเลินเล่อไปแล้ว

 

รศ.ดร.มุนินทร์ ยังระบุอีกว่า ในสถานการณ์ปกติ ต้นเหตุของความล่าช้าอาจมาจากระบบราชการที่ซับซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่นักการเมืองรวบอำนาจตามกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จเพื่อแก้ปัญหา ความล่าช้าและความล้มเหลวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดหาวัคซีน จัดสรรวัคซีน การจัดการกับผู้ป่วย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไม่อาจโทษใครได้เลย นอกจากความไร้ประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจนั้น

 

เหตุผลสำคัญ 2 ประการที่ทำให้การใช้อำนาจของรัฐบาลตามพระราชกําหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างขาดความรับผิดชอบ

 

หนึ่ง มีบทบทบัญญัติ (มาตรา 17) ยกเว้นความรับผิดทางแพ่ง อาญา และวินัยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ บทบัญญัตินี้เป็นต้นเหตุของการใช้อำนาจโดยขาดความรับผิดชอบ ด้วยการสร้างความมั่นใจผิดๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะในระดับสูงสุดว่า ไม่ว่าตัดสินใจหรือกระทำการผิดพลาดอย่างไรก็มีเกราะป้องกันในทางกฎหมาย บทบัญญัติลักษณะนี้เป็นบทบัญญัติที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและหลักกฎหมายทั่วไป และไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับใดเลย เพราะหากเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยความสุจริต กฎหมายก็จะเป็นเกราะป้องกันให้เอง

 

สอง ขาดกลไกในการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจและการใช้อำนาจตามพระราชกำหนด ศาลเป็นกลไกในทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยยับยั้งการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดโดยขาดความรับผิดชอบ แต่หากศาลมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธไม่รับคดีไว้พิจารณา เพียงเพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินที่มีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ใช้อำนาจ บรรทัดฐานนี้จะยิ่งทำให้ฝ่ายบริหารยิ่งใช้อำนาจโดยขาดความรับผิดชอบอย่างที่สุด และศาลเองอาจกลายเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัวในการสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจแบบมักง่าย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน

 

เมื่อแรกใช้อำนาจตามพระราชกำหนดเพื่อจัดการสถานการณ์เมื่อปีที่แล้ว ผู้ใช้อำนาจอาจมีข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี ข้ออ้างนี้ย่อมหมดความชอบธรรมลง

 

เมื่อความเสียหายมากมายที่ปรากฏชัดเจนอยู่ตรงหน้า และเสียงร้องของประชาชนทั่วหัวระแหงไม่อาจยกระดับความรับผิดชอบในการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดให้สูงขึ้นได้ ศาลจึงเป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐานในการใช้อำนาจว่า ไม่ว่าอำนาจนั้นจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงใด ก็ไม่อาจใช้โดยปราศจากความรับผิดชอบได้ และไม่ว่าผู้ใช้อำนาจจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการไปได้

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post คณบดีนิติศาสตร์ มธ. ชี้ถึงเวลาศาลต้องสร้างบรรทัดฐานในการเอาผิดผู้บริหารสูงสุดรัฐ บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชี้ปมผลแห่งคดีธรรมนัส ไม่คำนึงเจตนารมณ์กฎหมาย ทำกระบวนการยุติธรรมตกต่ำ https://thestandard.co/thammasat-chulalongkorn-thamanat-prompow-case/ Thu, 06 May 2021 06:47:31 +0000 https://thestandard.co/?p=484825 คณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชี้ปมผลแห่งคดีธรรมนัส ไม่คำนึงเจตนารมณ์กฎหมาย ทำกระบวนการยุติธรรมตกต่ำ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร.อ. ธรรมนัส พรห […]

The post คณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชี้ปมผลแห่งคดีธรรมนัส ไม่คำนึงเจตนารมณ์กฎหมาย ทำกระบวนการยุติธรรมตกต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชี้ปมผลแห่งคดีธรรมนัส ไม่คำนึงเจตนารมณ์กฎหมาย ทำกระบวนการยุติธรรมตกต่ำ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดพะเยา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี แม้ต้องคำพิพากษาในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด จากศาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ไม่ใช่ของศาลไทยนั้น

 

ล่าสุดได้มีกรณีแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในเชิงวิชาการอย่างกว้างขวาง โดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า

 

ความเห็นแตกต่างในการตีความคำว่า ‘คำพิพากษาอันถึงที่สุด’ มาตรา 98 (10) ของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การให้เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญดังที่ปรากฏในเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ ศาลอ้างอำนาจอธิปไตยทางศาลเป็นเหตุผลหลักในการปฏิเสธคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลต่างประเทศ ทั้งๆ คนทั่วไปต่างก็ทราบว่าประเทศไทยเป็นรัฐอธิปไตยที่มีอิสรภาพทางการศาลที่สมบูรณ์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ในขณะที่นักกฎหมายต่างก็ทราบดีว่ารัฐอธิปไตยสามารถยอมรับและบังคับกฎหมายต่างประเทศและคำพิพากษาต่างประเทศได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่ออำนาจอธิปไตยของชาติ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ที่ยอมให้มีการพิสูจน์เพื่อบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศและแนวคำพิพากษาของศาลยุติธรรมที่ยอมให้มีการพิสูจน์เพื่อบังคับคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลต่างประเทศเป็นเครื่องยืนยันข้อความจริงนี้ได้เป็นอย่างดี

 

การใช้เหตุผลในเชิงชาตินิยมที่มีน้ำหนักเบาบางเพื่อปิดกั้นคำพิพากษาศาลต่างประเทศ เป็นการละทิ้งโอกาสอย่างน่าเสียดายในการหักล้างข้อสงสัยของสาธารณชนที่มีต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของบทบัญญัติว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรมีคุณสมบัติแบบใด เป็นข้อสงสัยที่ไม่ต้องใช้เหตุผลทางกฎหมายที่ซับซ้อน แต่ใช้เพียงแค่เหตุผลธรรมดาสามัญ (Common Sense) ก็สามารถตอบได้ ยิ่งเมื่อได้อ่านความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 4) ซึ่งเป็นกลุ่มนักกฎหมายชั้นนำของประเทศที่ได้วินิจฉัยในประเด็นปัญหาเดียวกันเมื่อเกือบ 40 ปีก่อนว่า ‘ถ้าต้องห้ามเฉพาะการกระทำผิดในประเทศ ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดในต่างประเทศ ก็จะเกิดการลักลั่นไม่เป็นธรรม และขัดกับเหตุผล’ ยิ่งทำให้ความเคลือบแคลงสงสัยที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ความเชื่อมั่นศรัทธาของสังคมที่มีต่อระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

ด้าน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นว่า ไม่แปลกใจในผลและเหตุผลที่ยึดการตีความตามตัวอักษร แต่สะท้อนใจที่สองประเด็นนี้มิได้ถูกเอ่ยถึง 

 

1. เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนญที่ต้องการจะได้บุคคลที่มือสะอาด ปราศจากมลทิน โดยเฉพาะในข้อหาร้ายแรง มาทำหน้าที่ในองค์กรหลักฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ถูกเอ่ยถึง 

 

2. ความผิดนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็น Double Criminality (เป็นความผิดของทั้งสองประเทศ และไม่ยากในการที่จะพิสูจน์องค์ประกอบความผิดว่าตรงกันหรือไม่) และความผูกพันและพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อนานาประเทศในการต่อต้านยาเสพติดที่ยอมรับว่าเป็นความผิดร้ายแรงข้ามชาติและเป็นภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post คณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชี้ปมผลแห่งคดีธรรมนัส ไม่คำนึงเจตนารมณ์กฎหมาย ทำกระบวนการยุติธรรมตกต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>