มีชัย วีระไวทยะ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/มีชัย-วีระไวทยะ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 16 Feb 2026 02:06:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โรงเรียนนอกกรอบ เรียนรู้เพื่อการแบ่งปัน https://thestandard.co/mechai-pattana-school-education/ Sun, 15 Feb 2026 05:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1178631 ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน

ค่านิยมเก่าด้านการศึกษาในโรงเรียนที่มุ่งหวังให้นักเรียน […]

The post โรงเรียนนอกกรอบ เรียนรู้เพื่อการแบ่งปัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน

ค่านิยมเก่าด้านการศึกษาในโรงเรียนที่มุ่งหวังให้นักเรียน ‘ไต่บันไดดารา’ กำลังถูกตั้งคำถามว่า เป็นจุดหมายที่ควรยอมรับนับถือได้หรือไม่ ในเมื่อเป็นการนำไปสู่ความคิดเอาตัวรอดและทอดทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง เช่น

 

  • เรียนให้เก่งจะได้ไปเป็นหมอ เป็นวิศวกร ได้เงินเดือนดีๆ

 

  • เรียนให้ยอดเยี่ยมจะได้ทุนไปนอก เพื่อกลับมาเป็นเจ้าคนนายคน

 

  • เรียนอะไรก็ได้ที่ทำให้รวยเร็ว

 

นี่คือ การเรียนรู้ที่ถูกครอบไว้ด้วยวิถีบริโภคนิยมที่ปลูกฝังความเห็นแก่ตัว เพราะทุกคนต่างก็

 

มุ่งเอาชนะคนอื่น

 

​การสอนที่ครูเป็น ‘คุณพ่อรู้ดี’ ถือว่าเด็กไม่รู้ ครูต้องเป็นคนยัดเยียดให้เด็ก

 

​การสอนแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้เด็กรู้แต่ไม่เข้าใจ

 

​การสอนแต่ในห้องเรียนที่ห่างเหินการปฏิบัติ

 

​การสอนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับชุมชน ไม่ผูกโยงกับสังคม

 

​ล้วนเป็นการสอนแบบเก่าที่ก้าวไม่ทันโลกอีกต่อไป เพราะเด็กวันนี้หาความรู้ได้เองจากอุปกรณ์มือถือที่ติดตัว

 

​ที่โรงเรียนมัธยมเล็กๆ ชื่อ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ที่ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ มีอะไรที่ไปพ้นจากกรอบเกณฑ์การเรียนแบบเก่า ใครได้ไปพบเห็น ไปสัมผัส จะพบรูปธรรมเชิงประจักษ์

 

1.ไม้ไผ่เป็นสัญลักษณ์

 

ทุกอาคารสร้างด้วยไม้ไผ่ ทั้งห้องเรียน ห้องสมุด ห้องครู ห้องประชุม โรงอาหาร ต้นไผ่เป็นไม้หลักในสวน

 

ไม้ไผ่สื่อความหมาย ความซื่อตรง สีสันสะอาดแสดงความบริสุทธิ์ และเป็นไม้เอื้ออารีต่อผู้คนและธรรมชาติ ดังบทกวีที่ว่า

 

​​​ลำต้นที่เหยียดตรง​ และมั่นคงสามัคคี

 

รากหน่อต้นใบนี้​​ นานานับคุณูปการ

 

ไม่คดไม่โกงใคร​​ สะอาดใสส่งสัญญาณ

 

แผ่เผื่อและเจือจาน​​ คือต้นไผ่ไม้ใจดี

 

ประสาร มฤคพิทักษ์

 

​ไม้ไผ่จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการให้เป็นตัวแทนแห่งน้ำใจ

 

2.เกษตรกรรมนำทาง

 

ประเทศไทยเป็นเมืองที่ผืนดินอุดมสมบูรณ์ โยนเม็ดมะม่วง ชมพู่ มะนาว ทุเรียน ขนุน พุทรา ลงดินตรงไหน เดี๋ยวมันก็งอกเป็นลำต้นขึ้นมาให้ได้กินได้ขาย

 

พื้นที่ในโรงเรียน จึงเป็นสีเขียวเต็มไปหมด เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ มีโรงเรือนต้นไม้ กระถางต้นไม้ โรงเลี้ยงต้นไม้แบบกางมุ้ง ปลูกมะนาว เมล่อน ผักบุ้ง ผักสลัด มะเขือ ผักกาดขาว คะน้า และผักอื่นๆ เป็นพืชผักอาหารฝีมือนักเรียน ที่แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันเป็นแปลงๆไป แปลว่านักเรียนทุกคนจะต้องลงมือทำการเกษตรด้วยตนเอง ตั้งแต่ การหาเมล็ดพันธุ์ การปลูก การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ การรดน้ำพรวนดิน และการเก็บ รวมถึงการรวบรวมส่งโรงครัวหรือนำไปขาย

 

การบ่มเพาะให้เด็กมีใจผูกพันกับดิน น้ำ สีเขียว และผลผลิตจากดิน ทำให้เด็กรู้คุณค่าของสรรพสิ่งและสิ่งแวดล้อม และความสำคัญของเหงื่อแรง

 

แม้ประเทศไทยจะก้าวไปสู่โลกอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ โลกดิจิตัล ฯลฯ แต่เกษตรกรรมเป็นความจำเป็นแห่งการดำรงอยู่ของชีวิต สินค้าเกษตรกรรมไทยไปไกลทั่วโลกแล้ว นี่คือศักยภาพที่เป็นจริงของคนไทย

 

3.เติบโตด้วยการลงมือทำ

 

การจัดให้มีคณะมนตรีนักเรียน โดยผ่านการเลือกตั้งตัวแทนนักเรียน จากแต่ละชั้นเรียน ตั้งแต่มัธยมหนึ่งถึงหก ชั้นละ 4-5 คน ทำหน้าที่ร่วมกันกำหนดความเป็นไปของโรงเรียน

 

มนตรีฝ่ายจัดซื้อ จะต้องศึกษาว่านักเรียน 146 คน รวมกับครูและพนักงานธุรการจำนวนหนึ่ง จะต้องกินอาหารแต่ละวันปริมาณเท่าไร แล้ววางแผนว่าแต่ละวันจะปรุงอาหารอะไร มากน้อยแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปตลาด ซื้อข้าว หมู ปลา เครื่องปรุง ผักที่ไม่มีในโรงเรียน ต้องรู้จักเลือกสรรผักปลาที่มีคุณภาพ จ่ายเงินซื้อในราคาที่เหมาะสม

 

เมื่อของมาถึงครัว มนตรีฝ่ายตรวจรับ จะต้องนับจำนวน ต้องชั่งตวงวัดให้ตรงกับคุณภาพและปริมาณที่กำหนดไว้ นี่คือการฝึกฝนวิชาการตรวจสอบด้วยการปฏิบัติจริง

 

มนตรีฝ่ายสัมภาษณ์ มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์ครูใหม่ที่มาสมัครงานครู ดูว่าคุณสมบัติครู ตรงตามมาตรฐานหรือไม่ ทัศนคติของครูผู้สมัครเป็นอย่างไร วิธีเช่นนี้ทำให้ครูได้เรียนรู้ว่าเด็กมีทัศนคติอย่างไรและต้องการ การเรียนการสอนแบบไหน และยังทำหน้าที่สัมภาษณ์เด็กนักเรียนใหม่ที่มาสมัครเข้ามัธยมหนึ่งหรือมัธยมสี่ โดยเด็กจะต้องสัมภาษณ์ทั้งเด็กผู้สมัครและผู้ปกครองของเด็กนั้นๆ ผู้ปกครองและเด็กสามารถจะรู้ล่วงหน้าได้ว่า เมื่อเด็กเข้ามาเรียนแล้ว จะต้องเผชิญกับกิจกรรมอะไรบ้าง

 

หากมีนักเรียนที่ออกนอกลู่นอกทาง เช่นลักขโมย ติดบุหรี่ มีพฤติกรรมเชิงชู้สาว เด็กคนนั้นจะถูกมนตรีฝ่ายจริยธรรมพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการตักเตือน ลงโทษตามน้ำหนักของพฤติกรรม

 

คณะมนตรีนักเรียน เป็นเครื่องมือฝึกความรับผิดชอบที่ทำให้เด็กกล้าเรียนรู้ กล้ารับผิดชอบ กล้าตรวจสอบ เป็นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง

 

4.เด็กนักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้

 

ธรรมดาครูจะเตรียมเนื้อหาการเรียนการสอนมา แล้วเข้าสอนในห้องเรียน บอกให้เด็กจำ ถึงเวลาให้เด็กสอบให้ได้ เด็กจะต้องเตรียมตัวมาแบบท่องจำ แต่ที่นี่เด็กนักเรียนอยากเรียนรู้อะไรที่ตนเองสนใจ สามารถจับกลุ่มกันริเริ่มทำโครงการนั้นได้

 

ต้นหอม นักเรียนหญิงชั้น ม.6 บอกว่า

 

​“นักเรียนไปร่วมทำโครงการเจาะน้ำบาดาลร่วมกับชุมชน พอเจาะแล้วดูดน้ำไม่ขึ้น หรือน้ำมีหินปูนมีตะกอนมาก เด็กจะเข้าไปช่วยกันแก้ปัญหากับผู้นำหมู่บ้าน ไปติดต่อการประปาภูมิภาคหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาถือว่างานนี้เป็นคะแนนของเด็กด้วย”

 

นี่เป็นวิธีการที่สอดคล้องกับการค้นคว้าของครูชาวอเมริกัน 2 คน คือ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams ซึ่ง ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ชี้ว่า เป็น ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง เป็นการสอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพห้องเรียนไปโดยสิ้นเชิง รวมทั้งเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการศึกษาด้วย

 

ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟังและรับการถ่ายทอดจากครู แล้วตอบข้อสอบ แต่ห้องเรียนแบบนี้ การเรียนไม่ใช่สิ่งที่ครูกระทำต่อนักเรียน แต่เป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ เป็นผู้กระทำ และจะเป็นทักษะติดตัวตลอดไป

 

ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน 1

 

5.ห้ามใช้มือถือ

 

ในขณะที่การห้ามนักเรียนใช้ Social Media เป็นเรื่องตื่นตัวกันทั่วโลก หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส จีน ฟินแลนด์ ล่าสุดคือ เดนมาร์ก ถึงขั้นออกเป็นกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้ FB, Tiktok , Instragram , Utube และอื่นๆ เพราะถือว่าการทำงานของอัลกอริทึม หรือแอพเหล่านี้ เป็นการมอมเมาแบบเสพติด เพราะยอดไลค์ไปกระตุ้นสมองเหมือนการติดพนัน เพราะสมองของเด็กส่วนยับยั้งชั่งใจ (Prefrontal Cortex) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ขาดการควบคุมตนเอง และจะดึงดูดเด็กให้จมดิ่งลงไปในเนื้อหาอันตรายและสุดโต่ง แถมยังดึงให้อยู่ในแอปเป็นเวลานานแบบไม่มีจุดจบ

 

ประเทศเหล่านี้เพิ่งออกกฎหมายห้ามในระยะ 3 ปีมานี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนมีชัยพัฒนามองเห็นว่ามือถือหรือโซเชียลมีเดีย แย่งยึดเวลาเด็กไปจากการอ่านและการเรียนรู้ โรงเรียนจึงวางกติกาห้ามเด็กใช้มือถือไว้ตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว และยังถือเคร่งครัดตลอดมา ยกเว้นช่วงเวลาที่อนุญาตไว้สัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น คือจะเบิกมือถือไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อเด็กทุกคนต้องอดข้าวเย็นหนึ่งมื้อตอนเย็นวันเสาร์ เพื่อไปเข้าใจความเป็นจริงของคนยากจนที่อดหิวว่าเป็นอย่างไร เป็นความเข้าใจที่ประจักษ์แจ้งได้ดีกว่าการอ่านหนังสือ และต้องเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้อง 3 ฉบับ แล้วจึงใช้มือถือได้

 

6.อธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้คนอื่น

 

ธรรมดาการอ้อนวอนต่อหน้าศาลพระภูมิ ร้อยทั้งร้อยจะเป็นไปเพื่อตนเอง เช่น ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ขอให้ถูกหวย ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ขอให้ร่ำรวย

 

แต่ที่หน้าศาลแผ่เมตตา ที่ตั้งอยู่หน้าอาคารเรียน จะชวนกันแผ่เมตตาให้ผู้คนที่ประสบภัยพิบัติ หรือประสบเหตุร้ายอื่นๆ เช่น คนที่อยู่ในภาวะสงคราม คนที่สุ่มเสี่ยงหรือได้รับภัยจากโรคระบาด โควิด คนหาดใหญ่ที่ประสบภัยน้ำท่วม ฯลฯ

 

เป็นการส่งความปรารถนาดีด้วยการอธิษฐานจิตเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

 

7.บ้าน วัด โรงพยาบาล

 

เป็นความร่วมมือของโรงเรียนกับบ้าน วัด และโรงพยาบาลที่หมู่บ้านใกล้เคียง นักเรียนจะไปจับคู่กับคนชราเพื่อร่วมกันทำแปลงเกษตร และช่วยตั้ง

 

กองทุนเงินกู้ของชาวบ้าน เพื่อเสริมอาชีพ

 

​ที่โรงพยาบาลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ นักเรียนไปร่วมทำแปลงเกษตรปลอดสารเคมีในโรงพยาบาลร่วมกับ พยาบาล คนไข้ และญาติ กลายเป็นแปลงผักที่สร้างผลผลิตออกมาซื้อขายกันในราคาถูกและปลอดภัย

 

ที่วัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ โรงเรียนร่วมกับเจ้าอาวาส และ อบต. ทำพื้นที่ 3 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรปลอดสาร ที่คนสูงอายุ 20 ครัวเรือน ไปร่วมแรงร่วมใจปลูกพืชผักจนขายไม่ทันกับความต้องการของชาวบ้าน มีองค์กร โรงเรียน และกลุ่มบุคคลพากันไปดูงาน และซื้อผักกันอย่างเบิกบานแจ่มใส

 

นี้เป็นสาระสำคัญของระบบและวินัยในการบ่มเพาะเด็กนักเรียน

 

ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน 2

 

คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้เป็นเจ้าของและเป็นประธานของโรงเรียน ชี้ว่า

 

“โรงเรียนต้องมีบทบาทด้านการพัฒนา โดยการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนที่ยังยากจน วัตถุประสงค์ของโรงเรียนต้องสร้างสังคมให้ดีขึ้น ต้องสอนให้เด็กมีจิตสาธารณะ จิตเป็นกุศล รู้จักแบ่งปัน ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความยากจน และพัฒนาคุณภาพชีวิต”

 

​​​​​(จากหนังสือ ‘ไผ่นอกกอ’ – สนธิ เตชานันท์)

 

การปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการให้ โดยผ่านระบบโรงเรียนที่ผูกโยงกับ บ้าน วัด โรงพยาบาล เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้งอกงามขึ้นในหัวใจเด็ก เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดีของสังคม

 

18 ปีเต็มของการดำเนินกิจการ โรงเรียนมีชัยพัฒนา (โรงเรียนไม้ไผ่) นับว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ

The post โรงเรียนนอกกรอบ เรียนรู้เพื่อการแบ่งปัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนกลุ่มเล็กๆ เปลี่ยนโลกได้ เมื่อไทยเคยต้องสู้กับ HIV https://thestandard.co/hiv-small-group-changed-world-thailand-fought/ Fri, 10 May 2024 08:07:08 +0000 https://thestandard.co/?p=931988 HIV

“อย่าสงสัยเลยว่าคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีวิจารณญาณและมีความมุ่ […]

The post คนกลุ่มเล็กๆ เปลี่ยนโลกได้ เมื่อไทยเคยต้องสู้กับ HIV appeared first on THE STANDARD.

]]>
HIV

“อย่าสงสัยเลยว่าคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีวิจารณญาณและมีความมุ่งมั่นสามารถจะเปลี่ยนโลกได้ ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาก็เป็นไปเช่นนี้” วาทะกระเดื่องโลกของ มาร์กาเรต มี้ด นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ประโยคนี้ถูกนำไปเอ่ยอ้างกันทั่วโลก

 

บังกลาเทศเป็นประเทศยากจนที่ประชาชนมีความลำบากยากเข็ญอยู่แล้ว เมื่อประสบทุพภิกขภัยร้ายแรงในปี 2517 ยิ่งซ้ำเติมชาวบ้านให้เผชิญความลำเค็ญแสนสาหัส

 

มูฮัมหมัด ยูนุส ในเวลานั้นเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันการศึกษาไม่ไกลจากหมู่บ้านโจบรา ทำให้เขาและเพื่อนๆ สัมผัสความยากจนของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด พวกเขาเห็นว่าการปล่อยเงินกู้ในหมู่บ้านของเจ้าหนี้เงินกู้เป็นการรีดเลือดกับปู เหมือนนายทาสกระทำต่อทาส ที่มีเงื่อนไขสุดแสนหฤโหด

 

ยูนุสเห็นและตระหนักในปัญหา จึงนำเงินในกระเป๋าตนเองออกมาให้ชาวบ้านกู้ยืมไปเป็นทุนสร้างรายได้โดยไม่คิดดอกเบี้ย นี่คือจุดก่อเกิดธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ธนาคารคนจนในเวลาต่อมา

 

ในขณะที่ธนาคารทั้งหลายเชื่อว่าคนจนเป็นลูกหนี้ที่วางใจไม่ได้ แต่ธนาคารกรามีนสร้างประวัติศาสตร์ให้โลกรู้ว่าผู้หญิงที่ยากจน สามารถกู้หนี้ได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันใดๆ ซึ่งจะให้กู้แก่สตรีหรือชาวบ้านที่ยากจนเกินกว่าจะมีคุณสมบัติพอที่จะกู้จากธนาคารทั่วไป แต่แล้วกลับปรากฏว่าสตรีชาวบ้านที่กู้เงินมีเครดิตดียิ่ง มีความรับผิดชอบในการใช้หนี้คืนสูงมากกว่า 99% นับเป็นสัดส่วนสูงกว่าการชำระคืนของลูกหนี้ร่ำรวยส่วนใหญ่อีกด้วย

 

ระบบการเงินแบบจุลภาคหรือไมโครไฟแนนซ์ที่ยูนุสเริ่มขึ้นกระจายไปทั่วโลก ส่วนใหญ่จะทำผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) จนธนาคารโลก, กองทุน IMF และสหประชาชาติ หันมาสนับสนุนโครงการทางการเงินแบบมีส่วนร่วมของเขา

 

ยูนุสชี้ว่า “ธนาคารกรามีนที่ผมก่อตั้งขึ้นในบังกลาเทศประเทศบ้านเกิดของผมเมื่อปี 2519 ช่วยให้บรรดาชาวบ้านในระดับหมู่บ้านที่ยากจน โดยเฉพาะบรรดาผู้หญิง เข้าถึงเงินทุนได้ นับแต่นั้นมาไมโครเครดิตได้ปลดปล่อยศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการของผู้คนยากจนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกออกมาให้เห็น ช่วยทำลายห่วงโซ่แห่งความยากจนและการฉกฉวยประโยชน์ซึ่งเคยกดพวกเขาลงเป็นทาสได้สำเร็จ” (หนังสือ โลกสามศูนย์ (A World of Three Zeros) by Muhammad Yunus)

 

ทำให้ในปี 2549 ยูนุสผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในฐานะเป็นผู้ที่มีความพยายามในการสร้างพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจจากเบื้องล่าง

 

ยูนุสและกลุ่มเพื่อนๆ ตัดสินใจและลงมือทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่คนยากจนจะมีแรงกำลังใช้หนี้คืนในวันเวลาที่สัญญากันไว้ นี่เป็นการคิดนอกกรอบ เป็นการคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิดกัน แล้วก็ประจักษ์ว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดเป็นเรื่องที่สามารถทำให้เป็นไปได้

 

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการก่อเกิดธนาคารกรามีนในบังกลาเทศ

 

ที่ประเทศไทย คุณมีชัย วีระไวทยะ เศรษฐกรหนุ่มแห่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เดินทางไปชนบททั่วประเทศเพื่อประเมินผลโครงการพัฒนาต่างๆ ว่าสำเร็จผลมากน้อยเพียงไร อย่างไร

 

“สิ่งที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนใด จะเห็นเด็กจำนวนมากมายเหลือเกิน มีวัยรุ่นอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งหรือสองคน ในขณะที่ลูกคนโตก็เกาะผ้าถุงแม่ เมื่อถามว่า ‘มีลูกกี่คน’ คำตอบที่ได้คือเจ็ดบ้าง สิบบ้าง ด้วยสามัญสำนึกบอกผมว่าการที่ประชากรมีมากล้น มีผลกระทบทางลบในการพัฒนา” (หนังสือ ไผ่นอกกอ ชีวิตและงานของ มีชัย วีระไวทยะ โดย สนธิ เตชานันท์ เรียบเรียง)

 

สามัญสำนึกและความเชื่อที่ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากฐานล่างคือชุมชน ไม่ใช่เริ่มจากข้างบนที่เป็นระบบราชการ ทำให้คุณมีชัย วีระไวทยะ กับเพื่อนๆ เช่น คุณธวัชชัย ไตรทองอยู่, คุณสุธา ชัชวาลวงศ์, คุณประวีณ พยับวิภาพงศ์ ร่วมกันตั้งสำนักงานบริการวางแผนครอบครัว ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association: PDA) เป็นการนับหนึ่งในการรณรงค์เพื่อลดอัตราเกิดของประชากรซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ด้านหนึ่งต้องทำให้รัฐบาลตระหนักในปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากร อีกด้านหนึ่งต้องรณรงค์ให้สตรีในชนบททั่วประเทศเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้เห็นว่ามีลูกมากจะยากจน และแล้วความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมาเป็นปฏิบัติการวางแผนครอบครัวที่เป็นจริง

 

ถุงยางอนามัยที่คนไทยรู้สึกตะขิดตะขวงใจในการแตะต้องสัมผัส นำมาใช้เป่าลูกโป่งแข่งขันกันของครูและเด็กนักเรียน ในที่ประชุมระหว่างชาติที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ คุณมีชัยเอาถุงยางอนามัยไปแจกผู้ร่วมประชุม คุณมีชัยเข้าไปแจกถุงยางอนามัยถึงสถานบันเทิงที่ถนนพัฒน์พงศ์อย่างเอิกเกริก กลายเป็นข่าวในสื่อมวลชนจนสื่อตั้งชื่อถุงยางอนามัยว่า ‘ถุงยางมีชัย’ ซึ่งคุณมีชัยต้อนรับฉายานี้ไว้ด้วยความยินดี ทำให้ผู้คนคุ้นเคยกับอุปกรณ์ชนิดนี้ว่าเป็นของธรรมดาที่ใช้กันได้เป็นปกติภายในครอบครัว

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติอย่างสำคัญควบคู่กันไปกับถุงยางอนามัยคือการจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด แผงละ 28 เม็ด เท่ากับจำนวนวันของสตรีมีรอบเดือน

 

ก่อนหน้านั้นคนจ่ายยาคือหมอเท่านั้น หมอหนึ่งคนต่อประชากร 2-3 แสนคน จะแจกทั่วถึงได้อย่างไร คุณมีชัยผลักดันให้แม่ค้าร้านขายของชำ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดชุมชนที่สุดเป็นคนแจกยาเม็ดคุมกำเนิดได้ มีการร่วมกับคุรุสภาอบรมครูหลายหมื่นคนทั่วประเทศให้ช่วยเป็นผู้ถ่ายทอดแนวคิดและวิธีการวางแผนครอบครัว

 

นพ.วิทุร แสงสิงแก้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในเวลานั้น เห็นชอบและสนับสนุน PDA ให้ดำเนินโครงการวางแผนครอบครัว โดยกล่าวว่า

 

“คุณมีชัยและทีมงานจัดตั้งและอบรมอาสาสมัครครั้งแรกใน 150 อำเภอทั่วประเทศในปี 2516 โดยความเห็นชอบและอนุมัติของ นพ.เชิด โทณะวนิก อธิบดีกรมการแพทย์และอนามัย ให้การสนับสนุนเต็มที่ อาจกล่าวได้ว่าโครงการนั้นเป็นพื้นฐานการกระจายอำนาจสู่ชนบท ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศ นับเป็นจุดเริ่มแรกของอาสาสมัครที่ราชการให้การสนับสนุน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และต่อมากลายเป็นฐานข้อมูลและฐานปฏิบัติการของ อบต. ในปัจจุบัน” (หนังสือ ไผ่นอกกอ ชีวิตและงานของ มีชัย วีระไวทยะ โดย สนธิ เตชานันท์ เรียบเรียง)

 

การวางแผนครอบครัวที่ได้รับความสนับสนุนดียิ่งจากภาคราชการทำให้อัตราเกิดของเด็กในปี 2517 ลดลงจากครอบครัวละ 7 คน เหลือเพียง 1.2 คน ในปี 2545 เท่ากับอัตราเพิ่มของประชากรจาก 3.3% ลดเหลือเพียง 0.5% เท่านั้น

 

ถ้าเทียบกับฟิลิปปินส์ ซึ่งมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับไทยราว 40 ล้านคนในปี 2515 ในขณะที่ไทยมีการรณรงค์และวางแผนครอบครัวอย่างจริงจัง 40 ปี หลังจากนั้นในปี 2556 ไทยมีประชากร 67.4 ล้านคน ฟิลิปปินส์ที่ไม่มีการวางแผนครอบครัว มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 105.7 ล้านคน แปลว่าอัตราเพิ่มของประชากรมากกว่าไทยถึง 2 เท่าครึ่ง

 

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้พูดถึงงานวางแผนครอบครัวไว้ว่า “ผมมีความนับถือคุณมีชัยเป็นที่สุด และผมยังคงนับถือตลอดไป แม้ชาตินี้ทั้งชาติคุณมีชัยจะไม่ได้ทำอะไรอีกเลย เพราะความสำเร็จของการวางแผนครอบครัวที่คุณมีชัยทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากมายจริงๆ” (หนังสือ ไผ่นอกกอ ชีวิตและงานของ มีชัย วีระไวทยะ โดย สนธิ เตชานันท์ เรียบเรียง)

 

ลดอัตราเกิดมีความสำคัญ แต่ลดอัตราตายก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

การติดเชื้อ HIV หรือโรคระบาดเอดส์จากต่างประเทศเข้าสู่ไทยในเวลานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก การค้าประเวณีทั้งทางตรงและทางอ้อมทำให้โรคเอดส์กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง ความหวาดกลัวว่านักท่องเที่ยวจะไม่มาเมืองไทยเพราะกลัวโรคเอดส์ทำให้รัฐมนตรีซึ่งคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ส่ายหัวไม่เอาด้วย โดยห้ามสื่อออกอากาศเรื่องอันตรายของโรคเอดส์


ทำให้คุณมีชัยตรงดิ่งเข้าหา พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. ในเวลานั้น โดยชี้แจงว่า

 

“หากประเทศไทยไม่ทำอะไร ทหารเกณฑ์จำนวนมากจะป่วยตายด้วยโรคเอดส์”

 

พล.อ. ชวลิต เห็นคล้อยตามแล้วถามกลับว่า

 

“จะให้ผมช่วยอะไร”

 

“ผมขอยืมวิทยุทหารกว่า 300 สถานี และโทรทัศน์ 2 สถานี ช่วยกระจายความรู้เรื่องอันตรายจากโรคเอดส์และการป้องกัน”

 

จากนั้นเป็นต้นมา ทั้งสารคดีและสปอตวิทยุโทรทัศน์ผ่านสื่อทุกเหล่าทัพของกองทัพไทย ทำให้สังคมไทยตระหนักภัยของปีศาจร้าย HIV

 

HIV

 

เมื่อ รสช. ทำการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้เชิญคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คุณอานันท์เชิญคุณมีชัยเป็นรัฐมนตรี โดยเห็นชอบให้คุณมีชัยแก้ไขปัญหาโรคระบาด HIV อย่างจริงจัง นายกรัฐมนตรีรับเป็นประธานคณะกรรมการเอดส์แห่งชาติ ทำให้การรณรงค์ต้านเอดส์มีพลังแรงเหมือนพยัคฆ์ติดปีก

 

ผลการรณรงค์ทำให้รัฐบาลและสังคมไทยยอมรับ มีการใช้ถุงยางมีชัยอย่างแพร่หลายในหญิงและชายที่เกี่ยวข้องกับการบริการทางเพศ เป็นการควบคุมการกระจายเชื้อ HIV อย่างได้ผลเต็มอัตรา เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเกิดปฏิบัติการใช้ถุงยางอนามัย 100%

 

ไทยสามารถควบคุมการแพร่เชื้อ HIV เป็นตัวอย่างในเวทีสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่ง UNAIDS สรุปว่าภายในระยะเวลา 12 ปี (พ.ศ. 2533-2545) ประเทศไทยมีการติดเชื้อรายใหม่ลดลง 90% ผลการรณรงค์ทำให้คนไทย 7,700,000 คน ปลอดพ้นจากการติดเชื้อเอดส์

 

PDA ในรอบระยะ 50 ปีมานี้ยังก้าวไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในชนบทด้วยโปรแกรมต่างๆ มากมาย โดยดึงเอาธุรกิจภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งเรื่องการขาดแคลนน้ำ เรื่องทักษะอาชีพ เรื่องเงินออมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เรื่องการพึ่งพาตนเองของชุมชน ฯลฯ

 

ผลงาน PDA ทำให้วารสาร The  Global เดือนกุมภาพันธ์ 2012 ยกย่องว่า PDA เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ลำดับที่ 39 ของโลก จากจำนวน 100 องค์กร NGO ทั่วโลก

 

มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ให้รางวัล Gates Award for Global Health 2007 โดยชี้ว่า “PDA นำโดย มีชัย วีระไวทยะ เปลี่ยนแปลงสุขภาพของประเทศชาติ และงานของเขามีผลกระทบต่อสุขภาพทั่วโลก มีชัยมีความสามารถพิเศษในการระบุปัจจัยเหล่านั้นที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ ความกล้าหาญในการปฏิบัติตามความเป็นจริง และความพร้อมเพรียงพร้อมด้วยอารมณ์ขันในการทำให้นวัตกรรมต่างๆ กลายเป็นแนวมาตรฐานในการปฏิบัติ”

 

ในขณะที่มูลนิธิรางวัลรามอน แมกไซไซ มอบรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2537 โดยชี้ให้เห็นว่า

 

“เมื่อมีโรคเอดส์ในไทยปี พ.ศ. 2527 มีชัยตระหนักถึงศักยภาพในการกระจายของโรค เมื่อเผชิญกับความชะล่าใจของรัฐบาลและการต่อต้านจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปี พ.ศ. 2530 เขาเริ่มรณรงค์เรื่องเอดส์ และเขาเตือนว่าหากไม่มีการแทรกแซงหรือไม่ทำอะไรจะมีคนติดเชื้อกว่าล้านคนในหนึ่งทศวรรษ PDA กระจายเทปเสียง วิดีโอ แผ่นพับที่อธิบายความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา และวิธีหลีกเลี่ยงไปทั่วประเทศ การประชาสัมพันธ์สุดเร้าใจของมีชัยถูกนำมาพาดเป็นหัวข้อข่าว โดยได้รับความร่วมมือจากกองทัพไทยในการรณรงค์ผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์”

 

เนื้องานล่าสุดคือการจัดตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2552 เป็นโรงเรียนที่รองรับนักเรียนจากชนบททั่วประเทศเข้าเรียนโดยให้เด็กนักเรียนปลูกต้นไม้และทำความดีแทนค่าเล่าเรียน 15 ปีแห่งการบ่มเพาะให้นักเรียนมีทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และมีหัวใจแบ่งปัน ทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบโรงเรียน ด้วยผลงานรูปธรรมเชิงสร้างสรรค์ ทำให้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกย่องให้เป็นแบบอย่างโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ที่มีโรงเรียน 240 แห่งเข้าร่วมโดยมีโรงเรียนมีชัยพัฒนาเป็นต้นแบบ ซึ่งก่อนหน้านี้กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) กล่าวยกย่องไว้ว่า “โรงเรียนมีชัยพัฒนา (Bamboo School) เป็นโรงเรียนที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

 

กึ่งศตวรรษ หรือ 50 ปีของ PDA สร้างสรรค์ผลงาน ทั้งลดการเกิด ลดการตาย ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างสรรค์การศึกษารูปแบบใหม่ที่สร้างเยาวชนให้มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อชุมชน โดยผ่านการปฏิบัติร่วมกับชุมชน วัด โรงพยาบาล นำไปสู่รูปแบบโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการยกระดับชีวิตชุมชนได้อย่างน่าสนใจ

 

มาร์กาเรต มี้ด ชี้ว่า ‘คนกลุ่มเล็กๆ’ ก็จริงอยู่ แต่ได้ระบุให้เห็นชัดเจนไว้ด้วยว่าคนกลุ่มเล็กๆ นั้นต้องเป็นคนที่ ‘มีวิจารณญาณ’ (Thoughtful) และ ‘มีความมุ่งมั่น’ (Committed) จึงจะเปลี่ยนโลกได้

 

มูฮัมหมัด ยูนุส นายธนาคารของคนจนและกลุ่มเพื่อนในบังกลาเทศกลุ่มเล็กๆ คุณมีชัย วีระไวทยะ และผองเพื่อนใน PDA เพียงไม่กี่คน ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง เลือกตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องในเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม เป็นการเลือกทางปฏิบัติที่เกิดประโยชน์สูงสุดบนพื้นฐานความเข้าใจในบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดทัศนคติใหม่ที่สร้างสรรค์ และเกิดพฤติกรรมใหม่ที่งดงาม ส่งผลกระทบที่มีผลไพศาลทั่วทั้งสังคมอย่างมีวิจารณญาณและมีความมุ่งมั่น

 

ผลงานที่รังสรรค์ไว้แล้วนั้นยืนยันให้เห็นถึงการไม่ยอมจำนนต่อปัญหา หากแต่ได้ใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละของผู้คนเพียงไม่กี่คน

 

The post คนกลุ่มเล็กๆ เปลี่ยนโลกได้ เมื่อไทยเคยต้องสู้กับ HIV appeared first on THE STANDARD.

]]>