มิจฉาชีพ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/มิจฉาชีพ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 10 Jun 2026 08:44:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผู้เสียหายกว่า 400 ราย รวมตัวร้องมิจฉาชีพรับกดบัตรคอนเสิร์ตต่างประเทศ สูญเงินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท https://thestandard.co/concert-ticket-scam-victims/ Wed, 10 Jun 2026 08:43:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1216804 ภาพกราฟิกสรุปข่าวผู้เสียหาย 400 ราย ถูกมิจฉาชีพหลอกกดบัตรคอนเสิร์ต สูญเงินกว่า 1.2 ล้านบาท

เกิดเหตุการณ์มิจฉาชีพหลอกลวงรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ตศิลปิ […]

The post ผู้เสียหายกว่า 400 ราย รวมตัวร้องมิจฉาชีพรับกดบัตรคอนเสิร์ตต่างประเทศ สูญเงินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปข่าวผู้เสียหาย 400 ราย ถูกมิจฉาชีพหลอกกดบัตรคอนเสิร์ต สูญเงินกว่า 1.2 ล้านบาท

เกิดเหตุการณ์มิจฉาชีพหลอกลวงรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ตศิลปินต่างประเทศ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้เสียหายรวมตัวกันแล้วกว่า 400 ราย มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 1.22 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชน นักเรียน และนักศึกษา ที่นำเงินออมและค่าขนมมาใช้จ่ายเพื่อชมการแสดงของศิลปิน

 

นิธิกร บุญยกุลเจริญ อดีตผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับทราบข้อมูลและเปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ สืบเนื่องจากกรณีการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ต BTS Arirang in Bangkok ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงและมีการแข่งขันจากแฟนคลับหลายประเทศ ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกใช้บริการรับจ้างกดบัตรและโอนเงินล่วงหน้า

 

ข้อมูลจากการรวบรวมเหตุการณ์ผ่านแฮชแท็ก #BTS_WORLDTOUR BANGKOK ระบุว่า มีผู้ใช้งานบัญชีหนึ่งชื่อร้าน ‘sumsum’ ประกาศรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารหลักจำนวน 2 บัญชี ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลในภายหลังพบว่าบัญชีรับโอนทั้งสองบัญชีเข้าข่ายเป็นบัญชีม้า

 

ภายหลังจากถึงกำหนดส่งมอบบัตร ผู้ที่ใช้บริการร้าน sumsum ไม่ได้รับบัตรตามข้อตกลง ทางร้านขาดการติดต่อและปิดบัญชีหลบหนีไป ผู้เสียหายจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อรวบรวมหลักฐาน โดยมีการสร้างกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ (Line Openchat) เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าว จำนวนผู้เสียหายในกลุ่มได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง 400 คน

 

ผู้เสียหายได้รวบรวมหลักฐานการโอนเงินและประวัติการสนทนากับร้านค้าไว้อย่างครบถ้วน โดยยอดประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 1.1 ล้านบาท และขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 1.22 ล้านบาทในเวลาต่อมา

 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายยังคงเปิดรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างร้าน sumsum ให้เข้าร่วมกลุ่มเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

 

นิธิกรเผยว่า ได้ประสานงานไปยัง กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร เพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้เสียหายทั้งหมด และเตรียมนำส่งหลักฐานกรณีดังกล่าวให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

The post ผู้เสียหายกว่า 400 ราย รวมตัวร้องมิจฉาชีพรับกดบัตรคอนเสิร์ตต่างประเทศ สูญเงินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เพราะความโสดคืออิสระที่ต้องวางแผน’ ส่อง ‘5 เคล็ดลับ’ จัดการการเงิน ให้คุณเป็นคนโสดที่มั่งคั่งและเกษียณอย่างมีศักดิ์ศรี https://thestandard.co/single-wealth-retirement-plan/ Mon, 04 May 2026 05:40:16 +0000 https://thestandard.co/single-wealth-retirement-plan/ ผู้หญิงยืนมองวิวทิวทัศน์ สื่อถึงอิสระและการวางแผนการเงินของคนโสด

“ฉันจะเป็นคนโสดที่สตรอง อย่างมีสติ และมีสตางค์ ต่อให้ฉั […]

The post ‘เพราะความโสดคืออิสระที่ต้องวางแผน’ ส่อง ‘5 เคล็ดลับ’ จัดการการเงิน ให้คุณเป็นคนโสดที่มั่งคั่งและเกษียณอย่างมีศักดิ์ศรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงยืนมองวิวทิวทัศน์ สื่อถึงอิสระและการวางแผนการเงินของคนโสด

“ฉันจะเป็นคนโสดที่สตรอง อย่างมีสติ และมีสตางค์ ต่อให้ฉันตายอยู่บนคาน มันก็จะเป็นคานทองประดับคริสตัลในแบบที่ฉันชอบ” ไม่ว่าจะตั้งใจโสด หรือยังไม่เจอคนที่ใช่ ก็ต้องยอมรับว่ายุคนี้สถิติคนโสดพุ่งสูงปรี๊ด แน่นอนว่าข้อดีของการอยู่คนเดียวคือ ‘อิสรภาพขั้นสุด’ อยากทำอะไรหรือเปย์ตัวเองแค่ไหนก็ไม่ต้องรอใครอนุมัติ

 

 

 

 

แต่อิสระที่ว่าก็มาพร้อมกับการเป็น ‘เดอะแบก’ ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% เมื่อไม่มีคนช่วยหารค่าใช้จ่าย และไม่มีลูกหลานคอยซัปพอร์ต เรื่อง ‘เงิน’ จึงเป็นจุดเปราะบางที่คนโสดต้องวางแผนให้รัดกุมเป็นพิเศษ

 

เพื่อให้เราเป็นคนโสดที่สตรองสามารถดูแลชีวิตตัวเองได้ และไม่กลายเป็นภาระใครบนโลกใบนี้ ลองมาเช็ก 5 รอยรั่วทางการเงินที่ต้องรีบอุด เพื่อสร้างคานทองคริสตัลในฝันให้เป็นจริงกัน

 

1. ล้มเอง เจ็บเอง ไม่มีคนช่วยหาร

 

คนมีคู่หรือมีครอบครัว เวลามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น โดนเลย์ออฟกะทันหัน หรือป่วยหนักจนทำงานไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ยังมีรายได้ของอีกฝ่ายคอยซัพพอร์ตให้พอถูไถไปได้ แต่สำหรับสายโสดสนิทนั้น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น ถ้ารายได้สะดุด ทุกอย่างคือจบ

 

วิธีรับมือ

 

  • อัปเกรดเงินสำรองฉุกเฉิน: กฎทั่วไปบอกให้เก็บเงินสำรอง 3-6 เดือน แต่คนโสดขอให้เผื่อเงินไว้มากกว่านั้น เราควรเซฟตัวเองด้วยการตุนเงินก้อนนี้ไว้เพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 6-12 เดือน เผื่อเวลาให้ตัวเองได้พักหายใจ หางานใหม่ หรือรักษาตัวโดยไม่ต้องแพนิก
  • กระจายความเสี่ยงเรื่องรายได้: หมดยุคฝากชีวิตไว้กับเงินเดือนทางเดียว ลองหา Side Hustle หรืออาชีพเสริมที่สองที่สาม ไม่ว่าจะเป็นรับงานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือปั้นพอร์ตลงทุนให้มีเงินปันผลไหลเข้ามาช่วยเป็นเบาะรองรับอีกชั้น

2. ต้นทุนความโสด

 

รู้หรือไม่ การอยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่าค่าใช้จ่ายจะลดลงครึ่งหนึ่งเสมอไป ในทางเศรษฐศาสตร์ คนโสดมักเสียเปรียบเรื่อง Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าแพ็กเกจสตรีมมิ่ง เราต้องแบกรับเต็มๆ 100% ไม่มีคนช่วยหาร ยิ่งไปกว่านั้น เวลาจ่ายภาษีประจำปี คนโสดก็ไม่มีสเปเชียลไอเทมอย่าง ‘สิทธิลดหย่อนคู่สมรสหรือบุตร’ ทำให้มีเกณฑ์เสียภาษีในอัตราที่โหดกว่าคนมีครอบครัว

 

วิธีรับมือ

 

  • หาเพื่อนแชร์ค่าใช้จ่าย: อะไรที่แชร์ได้ให้แชร์ เช่น หารแพ็กเกจ Family กับแก๊งเพื่อนสนิทสำหรับบริการสตรีมมิ่งต่างๆ หรือการเลือกพื้นที่อยู่อาศัยให้ขนาดพอดีตัว ไม่สร้างหนี้บ้านหรือรถที่ใหญ่เกินความจำเป็นจนกลายเป็นภาระ
  • บริหารภาษีด้วยตัวเอง: เมื่อไม่มีตัวช่วย ก็ต้องจัดเต็มสิทธิที่มีให้คุ้ม วางแผนอัดเงินเข้ากองทุนลดหย่อนภาษี (SSF, RMF, Thai ESG) และซื้อประกันให้เต็มเพดาน เปลี่ยนเงินที่จะต้องจ่ายเต็มๆ ให้กลายเป็นเงินเก็บในอนาคตแทน

3. แก่ไปใครจะเข็นรถพาไปหาหมอ?

 

เมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็มักจะมาเยือนอยู่เสมอ คนมีลูกหลานอาจจะอุ่นใจว่า (น่าจะ) มีคนผลัดกันพาไปโรงพยาบาล แต่คนโสดก็ต้องพึ่งพาตัวเองและบริการระดับมืออาชีพล้วนๆ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลนั้นพุ่งแรงแซงเงินเฟ้อปกติไปไกลมาก ป่วยหนักทีเดียวอาจกวาดเงินเก็บทั้งชีวิตหายวับไปกับตา

 

วิธีรับมือ

 

  • ซื้อประกันตั้งแต่ตอนที่ยังซื้อได้: อย่ารอให้อายุเข้าเลขสี่เลขห้าแล้วค่อยคิด รีบทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันโรคร้ายแรง ตั้งแต่ตอนที่ยังหนุ่มสาว สุขภาพยังคลีนๆ เบี้ยจะถูกและคุ้มครองยาวๆ
  • เตรียมงบบ้านพักคนชรา: คิดซะว่ากันเงินก้อนนี้ไว้เพื่อ ‘พรีออเดอร์ผู้ดูแลส่วนตัว’ เผื่อแก่ตัวไปเราร่างกายทรุดโทรมก็ยังมีคนดูแล ลองรีเสิร์ชหา Nursing Home หรือ Retirement Community ดีๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แล้วบวกค่าใช้จ่ายส่วนนี้เข้าไปในเป้าหมายเกษียณของตัวเองด้วยเลย

4. ถ้าเราอายุยืนเกินไป จนเงินหมดก่อน?

 

การมีชีวิตที่ยืนยาวคือเรื่องดี แต่ถ้าเราคำนวณเงินเกษียณไว้ใช้แค่ถึงอายุ 80 แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ดันทำให้เราอยู่ถึง 95 ปี กลายเป็นว่า 15 ปีสุดท้ายของชีวิตไม่มีรายได้และเงินเก็บเกลี้ยงบัญชี แถมไม่มีลูกหลานมาซัพพอร์ต มันคือฝันร้ายของแท้

 

วิธีรับมือ

 

  • ให้เงินทำงานหนักกว่าเรา: เก็บเงินสดฝากออมทรัพย์อย่างเดียวรับรองว่าแพ้เงินเฟ้อราบคาบ ต้องจัดพอร์ตลงทุนให้เงินงอกเงย เช่น หุ้นพื้นฐาน กองทุนรวม หรืออสังหาฯ ปล่อยเช่า เริ่มได้ไวเท่าไหร่ยิ่งดี
  • ดึงเงินมาใช้แบบมีกลยุทธ์: ศึกษาแนวทางอย่าง ‘กฎ 4%’ ที่ช่วยคำนวณว่าเราควรถอนเงินออกจากพอร์ตปีละเท่าไหร่ เพื่อให้มีเงินใช้ชิลๆ ไปตลอดชีวิตโดยที่เงินต้นไม่หดหาย

5. วินาทีฉุกเฉิน ใครมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเรา

 

นี่คือจุดบอดที่คนโสดส่วนใหญ่มองข้าม ถ้าวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยจนหมดสติ ใครจะมีสิทธิ์เซ็นเอกสารยินยอมให้หมอผ่าตัด? และที่สำคัญ ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาอย่างเหน็ดเหนื่อยจะตกไปอยู่ที่ใครถ้าไม่มีทายาทตามกฎหมาย? ถ้าไม่จัดการไว้ก่อน อาจกลายเป็นดราม่าแย่งมรดก หรือทรัพย์สินอาจตกไปอยู่กับญาติที่เราไม่ได้สนิทใจด้วย

 

วิธีรับมือ

 

  • ทำพินัยกรรมชีวิต: เขียนหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าไว้เลยว่า ในวาระสุดท้ายของชีวิต เราต้องการหรือไม่ต้องการให้แพทย์ยื้อชีวิตด้วยเครื่องมือแบบไหน ถือเป็นการเลือกฉากจบของชีวิตตัวเองอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี
  • จัดการพินัยกรรมทรัพย์สิน: ลิสต์ทรัพย์สินทั้งหมดที่มี และทำพินัยกรรมระบุไปเลยให้ชัดเจน จะยกให้หลานคนโปรด เพื่อนสนิทที่ช่วยเหลือกันมาตลอด หรือบริจาคให้มูลนิธิสัตว์จรจัดก็ระบุไว้เลย สบายใจกว่าเยอะ

 

คนโสดโปรดระวัง เป้าหมาย VIP ของมิจฉาชีพ

 

รู้ไหมว่า ‘คนโสดที่มีเงินเก็บ’ คือเหยื่อเบอร์ต้นๆ ของแก๊งมิจฉาชีพ โดยเฉพาะพวก Romance Scam หรือการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน เพราะคนโสดมักมีอำนาจตัดสินใจเรื่องเงินคนเดียว 100% เวลาโดนป้ายยาหรืออารมณ์ชั่ววูบ จะไม่มีคนในครอบครัวคอยสะกิดดึงสติ

 

อย่ากองเงินเก็บทั้งหมดไว้ในบัญชีที่โอนง่ายถอนไว แนะนำให้เอาเงินก้อนใหญ่ไปล็อกไว้ในสินทรัพย์ที่ถอนยากนิดนึง (เช่น ประกันบำนาญ กองทุนระยะยาว หรือฝากประจำ) เพื่อสร้างจังหวะ ‘เอ๊ะ!’ ให้ตัวเองมีเวลาคิดทบทวนก่อนเผลอมือลั่น

 

ความโสดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการเป็นคนโสดที่เงินหมดต่างหาก ในเมื่อเราตั้งใจจะนั่งอยู่บนคานทองประดับคริสตัล เสาเข็มของคานนั้นก็ต้องหล่อขึ้นมาจากความมั่นคงทางการเงินของเราเอง

 

ไม่ต้องรอให้ใครมาเป็นสปอนเซอร์ และไม่ต้องหวังพึ่งพาน้ำบ่อหน้า เริ่มอุดรอยรั่วพวกนี้ซะตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้บั้นปลายชีวิต เราได้เป็นคนโสดที่ทั้งรวย สตรอง และใช้เงินแก้ปัญหาได้แบบไม่ต้องง้อใครแม้แต่บาทเดียว

 

ภาพ: dodotone / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ‘เพราะความโสดคืออิสระที่ต้องวางแผน’ ส่อง ‘5 เคล็ดลับ’ จัดการการเงิน ให้คุณเป็นคนโสดที่มั่งคั่งและเกษียณอย่างมีศักดิ์ศรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมอนทองโลละ 50 ไม่มีอยู่จริง’ ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยเพจมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียน แนะวิธีตรวจสอบก่อนโอน https://thestandard.co/cib-warns-durian-scam/ Tue, 28 Apr 2026 02:07:51 +0000 https://thestandard.co/cib-warns-durian-scam/ ภาพประกอบการเตือนภัยมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียนออนไลน์

วันนี้ (28 เมษายน) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตื […]

The post ‘หมอนทองโลละ 50 ไม่มีอยู่จริง’ ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยเพจมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียน แนะวิธีตรวจสอบก่อนโอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเตือนภัยมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียนออนไลน์

วันนี้ (28 เมษายน) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงก้าวเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ ซึ่งพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสเปิดหน้าเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างชื่อสวนทุเรียนที่มีชื่อเสียงเพื่อหลอกขายทุเรียนในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก ส่งผลให้มีผู้บริโภคหลงเชื่อและโอนเงินเป็นจำนวนมาก

 

เพื่อเป็นการป้องกันและระงับยับยั้งความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้แนะแนวทางในการสังเกตและจับพิรุธเพจปลอมก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ โดยมีข้อสังเกตหลัก 4 ประการ ดังนี้

 

โปรโมชันถูกเกินจริง: มิจฉาชีพมักเสนอราคาที่ต่ำกว่ากลไกตลาดมาก เช่น ทุเรียนหมอนทองกิโลกรัมละ 50 บาท หรือจัดโปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 พร้อมส่งฟรีทั่วประเทศ ซึ่งในความเป็นจริงต้นทุนของทุเรียนเกรดพรีเมียมมีราคาสูงกว่านั้นมาก หากพบราคาถูกผิดปกติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีอยู่จริง

 

ยอดการมีส่วนร่วมไม่น่าเชื่อถือ: เพจปลอมมักจะมีการใช้โปรแกรมปั๊มยอดผู้ติดตาม (Followers) และจ้างหน้าม้ามาแสดงความคิดเห็น (Comments) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงผู้บริโภค

 

ชื่อเพจมีความผิดปกติ: มักแอบอ้างใช้ชื่อสวนดัง แต่จะมีการเติมเครื่องหมายอักขระพิเศษ เช่น จุด (.) ขีดล่าง (_) หรือเว้นวรรคต่อท้ายชื่อเพจในลักษณะที่ผิดปกติ

 

ใช้จิตวิทยาเร่งรัดการโอนเงิน: มักใช้ข้อความกระตุ้นให้ผู้ซื้อรีบตัดสินใจโอนเงินโดยไม่ทันตรวจสอบ เช่น เหลือ 2 เข่งสุดท้าย หรือ โปรโมชันนาทีทอง

 

นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังได้แนะนำขั้นตอนการตรวจสอบเชิงลึกก่อนทำธุรกรรมโอนเงินทุกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจและป้องกันการถูกฉ้อโกง ประกอบด้วย

 

  • ตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ : ผู้ซื้อสามารถเข้าไปที่เมนู เกี่ยวกับ (About) เพื่อตรวจสอบประวัติการสร้างเพจ หากพบว่าเป็นเพจที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ หรือเคยเปลี่ยนชื่อจากสินค้าประเภทอื่นมาเป็นขายทุเรียน ให้พึงระวังเป็นพิเศษ ตลอดจนควรตรวจสอบ ตำแหน่งที่ตั้งของผู้ดูแลเพจ (Page Admins Location) ซึ่งหากเป็นเพจขายทุเรียนในไทย ผู้ดูแลเพจหลักก็ควรจะอยู่ในประเทศไทย
  • ตรวจสอบประวัติบัญชีรับโอน: ก่อนโอนเงิน ให้นำชื่อบัญชีหรือเลขที่บัญชีธนาคารไปตรวจสอบประวัติการฉ้อโกงผ่านเว็บไซต์รับแจ้งคนโกงออนไลน์ เช่น [ลิงค์ที่น่าสงสัยถูกลบ]
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินโดยตรง: หากเป็นไปได้ แนะนำให้เลือกสั่งซื้อจากร้านค้าที่มีบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) มีหน้าร้านที่ชัดเจน หรือผู้ขายสามารถวิดีโอคอลเพื่อแสดงสินค้าจริงให้ดูก่อนตัดสินใจได้

 

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอย้ำเตือนด้วยความห่วงใยว่า สินค้าเกษตรโดยเฉพาะทุเรียนเกรดพรีเมียมนั้นมีต้นทุนที่สูง หากประชาชนพบเห็นการเสนอขายในราคาที่ถูกผิดปกติ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง เพื่อป้องกันมิให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินฟรีและตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/18XvHEGAZa/

The post ‘หมอนทองโลละ 50 ไม่มีอยู่จริง’ ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยเพจมิจฉาชีพหลอกขายทุเรียน แนะวิธีตรวจสอบก่อนโอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนภัย ห้ามโอนเด็ดขาด! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน https://thestandard.co/the-standard-scam-alert/ Tue, 21 Apr 2026 11:49:35 +0000 https://thestandard.co/the-standard-scam-alert/ ภาพเตือนภัยมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน

บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ตรวจพบเงินโอนผิดปกติเข้าบัญช […]

The post เตือนภัย ห้ามโอนเด็ดขาด! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเตือนภัยมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน

บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ตรวจพบเงินโอนผิดปกติเข้าบัญชีหลายธุรกรรม รวม เป็นวงเงินกว่า 8 หมื่นบาท เบื้องต้นเชื่อถูกนำชื่อบริษัทและบัญชีธนาคารไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหลอกลวง ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่เคยอนุญาต และเป็นผู้เสียหายจากการถูกแอบอ้างเช่นกัน

 

บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด เปิดเผยว่า พนักงานฝ่ายบัญชีของบริษัทตรวจสอบพบบัญชีธนาคารของบริษัทมีรายการเงินโอนเข้ามาหลายรายการจากผู้โอนหลายราย และในหลายช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งมีลักษณะผิดปกติจากธุรกรรมตามปกติของบริษัท

 

ภายหลังพบความผิดปกติ บริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบภายในเพิ่มเติมว่า รายการดังกล่าวเป็นรายการชำระเงินจากลูกค้าของบริษัทหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่าไม่เป็นธุรกรรมกับทางบริษัท ฝ่ายบัญชียังคงอยู่ตรวจสอบรายละเอียดอย่างเข้มข้น

 

จากการตรวจสอบเพิ่มเติม บริษัทได้ติดต่อบุคคลภายนอกรายหนึ่งผ่าน Facebook ตามชื่อบัญชี (ที่ขอสงวนไว้) และได้รับข้อมูลว่า บุคคลดังกล่าวถูกชักชวนผ่านบัญชี LINE ชื่อ ‘วชิรพงศ์ (ฟิว)’ ซึ่งใช้ภาพบุคคลเป็นรูปโปรไฟล์ ก่อนจะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ ‘KYC ยืนยันตัวตนลงทะเบียนร้านค้า’ เพื่อให้เปิดสมาชิกและ/หรือเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง

 

ต่อมาบุคคลดังกล่าวได้รับคำแนะนำให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี บจก. เดอะสแตนดาร์ด ซึ่งเป็นบัญชีของบริษัทจริง และหลังจากนั้นยังถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติมไปยังบัญชีอื่นที่ไม่ใช่บัญชีของบริษัทอีกด้วย

 

จากข้อเท็จจริงที่ตรวจพบ บริษัทเชื่อว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนำชื่อบริษัทและบัญชีธนาคารของบริษัทไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลอกลวง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้บุคคลภายนอกหลงเชื่อและโอนเงิน

 

บริษัทขอยืนยันว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยอนุญาต และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการชักชวนให้บุคคลภายนอกโอนเงินเพื่อเปิดสมาชิก เปิดบัญชี หรือชำระเงินในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

 

เท่าที่บริษัทตรวจสอบพบในเบื้องต้นมีรายการรับโอนเงินที่เข้าข่ายผิดปกติจำนวน 478 รายการ จากผู้โอน 478 ราย รวมมูลค่า 89,777.82 บาท

 

นอกจากนี้ ในขณะนี้บริษัทสามารถติดต่อและพูดคุยกับบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเพิ่มเติมได้แล้ว ซึ่งให้ข้อมูลสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่พบบัญชีของบริษัทถูกนำไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงดังกล่าว

 

บริษัทขอยืนยันที่จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ต่อผู้ที่แอบอ้าง เนื่องจากเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท และอาจทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดว่าบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ บริษัทเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกแอบอ้างเช่นกัน

The post เตือนภัย ห้ามโอนเด็ดขาด! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. เปิดศูนย์ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 69 สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย-เฝ้าระวังอาชญากรรม ขอประชาชนตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง https://thestandard.co/police-chief-songkran-accident-law-crime/ Sat, 11 Apr 2026 05:55:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1197080 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานเปิดศูนย์ป้องกันอุบัติเหตุสงกรานต์ 69

วันนี้ (11 เมษายน) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญ […]

The post ผบ.ตร. เปิดศูนย์ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 69 สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย-เฝ้าระวังอาชญากรรม ขอประชาชนตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานเปิดศูนย์ป้องกันอุบัติเหตุสงกรานต์ 69

วันนี้ (11 เมษายน) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในการเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 พร้อมประชุมรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยภาพรวมสภาพการจราจรหลังจากการบินสำรวจเส้นทางหลัก โดยระบุว่า เส้นทางมอเตอร์เวย์สาย 9 และสาย 7 มุ่งหน้าภาคตะวันออก ปริมาณรถยังคงเบาบางและเคลื่อนตัวได้ดี ขณะที่มอเตอร์เวย์ M6 สามารถใช้งานได้ตามปกติ

 

อย่างไรก็ตาม ปริมาณรถที่เดินทางออกจากกรุงเทพมหานครลงสู่ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสาย 7 (ต่อเนื่องทับช้าง-รามอินทรา) และสาย 9 เริ่มมีปริมาณสะสมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงคืนที่ผ่านมา แต่ยังถือว่าน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงบริหารจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะข้อหาที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ได้แก่ การไม่สวมหมวกนิรภัย, การเมาแล้วขับ, และการใช้สารเสพติดขณะขับขี่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการจับกุมและลงโทษอย่างเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบสภาพรถและผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องสารเสพติดและความพร้อมของร่างกาย เนื่องจากผู้ขับขี่รถสาธารณะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตผู้โดยสารจำนวนมาก

 

“อุบัติเหตุส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากปัจจัยของ คน รถ ถนน และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะช่วงปลายทางที่ผู้ขับขี่มักมีอาการอ่อนเพลียและหลับใน จึงขอความร่วมมือประชาชนตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง หากรู้สึกเหนื่อยล้าสามารถแวะพักตามจุดบริการของหน่วยงานต่างๆ ได้ตลอดเส้นทาง” ผบ.ตร. กล่าว

 

ในมิติของการป้องกันอาชญากรรม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) คุมเข้มพื้นที่จัดงานสงกรานต์จุดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร เช่น ถนนข้าวสาร โดยมุ่งเน้นการดูแลความปลอดภัย ป้องกันการลวนลาม และสกัดกั้นกลุ่มมิจฉาชีพก่อเหตุล้วงกระเป๋า พร้อมกำชับให้ตำรวจท่องเที่ยวดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด ผ่านการใช้แอปพลิเคชันและศูนย์ปฏิบัติการที่รองรับการแปลภาษา

 

นอกจากนี้ ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผบ.ตร. ได้แสดงความกังวลต่อการก่อเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะร้านทองและร้านสะดวกซื้อ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานป้องกันปราบปรามเพิ่มความเข้มงวดในการออกลาดตระเวน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับระบบป้องกันและเฝ้าระวัง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

 

ในช่วงท้าย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวให้กำลังใจข้าราชการตำรวจทุกนายที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วงในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยระบุว่าแม้เจ้าหน้าที่จะไม่ได้หยุดพัก แต่ทุกคนพร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อดูแลความปลอดภัยและมอบความสุขให้กับพี่น้องประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

The post ผบ.ตร. เปิดศูนย์ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 69 สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย-เฝ้าระวังอาชญากรรม ขอประชาชนตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนแห่กลับบ้านสงกรานต์ บขส. คาดวันนี้หมอชิต 2 ทะลุ 1.8 แสนคน ย้ำจัดรถเสริมเพียงพอ https://thestandard.co/songkran-mo-chit-2-travel/ Fri, 10 Apr 2026 12:51:49 +0000 https://thestandard.co/songkran-mo-chit-2-travel/ ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2

วันนี้ (10 เมษายน) ช่างภาพข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการ […]

The post ประชาชนแห่กลับบ้านสงกรานต์ บขส. คาดวันนี้หมอชิต 2 ทะลุ 1.8 แสนคน ย้ำจัดรถเสริมเพียงพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2

วันนี้ (10 เมษายน) ช่างภาพข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 พบว่ามีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมาขึ้นรถโดยสารเพื่อกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงเช้า และปริมาณผู้โดยสารได้เพิ่มความหนาแน่นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเย็น เนื่องจากวันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของหลายแห่งก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว

 

อรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงภาพรวมการเดินทางว่า บรรยากาศที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องและหนาแน่นที่สุด โดย บขส. คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารเดินทางในเที่ยวไปและกลับ รวมประมาณ 160,000 – 180,000 คน

 

เพื่อรองรับคลื่นมหาชนดังกล่าว บขส. ได้เตรียมความพร้อมเที่ยวรถโดยสาร (ทั้งรถของบริษัทฯ และรถร่วมฯ) ไว้ให้บริการกว่า 7,000 – 8,000 เที่ยว พร้อมทั้งได้จัดเตรียมรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถเสริม 30) เข้ามาเสริมทัพอีกประมาณ 1,200 คัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรองรับความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ

 

สำหรับข้อมูลสถิติการเดินรถของเมื่อวานนี้ (9 เมษายน) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มทยอยเดินทาง บขส. สามารถบริหารจัดการการเดินรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีผู้โดยสารตกค้างในสถานี มีรายละเอียดดังนี้:

 

  • ผู้โดยสารเที่ยวไป 58,431 คน (3,067 เที่ยว)
  • ผู้โดยสารเที่ยวกลับ 45,461 คน (3,029 เที่ยว)

 

ยอดรวมผู้โดยสารทั้งสิ้น 103,892 คน (รวมการเดินรถ 6,096 เที่ยว)

 

นอกจากมาตรการอำนวยความสะดวกแล้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเตือนให้ประชาชนระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพหรือบุคคลผู้ไม่หวังดีที่อาจฉวยโอกาสหลอกลวงในช่วงเทศกาล ขอแนะนำให้ผู้โดยสาร ซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สินและเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

 

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ บขส. หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่สถานีได้ทันที หรือสามารถแจ้งเบาะแสและร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการขนส่งทางบก โทร. 1584 และกองคุ้มครองผู้โดยสาร โทร. 0 2936 2834

 

ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 1ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 2ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 3ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 4ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 5ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 6ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 7ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 8ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 9ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 10ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 11ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 12ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 13ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 14ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 15ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 16ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 17ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 18ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 19ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 20ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 21ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 22ภาพบรรยากาศประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 23

The post ประชาชนแห่กลับบ้านสงกรานต์ บขส. คาดวันนี้หมอชิต 2 ทะลุ 1.8 แสนคน ย้ำจัดรถเสริมเพียงพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ACSC เตือนประชาชนระวังลิงก์อันตรายช่วงสงกรานต์ อ้างทำแบบสอบถามลุ้นเงินฟรี เสี่ยงถูกติดตั้งแอปฯ ควบคุมมือถือ https://thestandard.co/acsc-warns-dangerous-songkran-links/ Fri, 10 Apr 2026 07:14:28 +0000 https://thestandard.co/acsc-warns-dangerous-songkran-links/ ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ

วันนี้ (10 เมษายน) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) […]

The post ACSC เตือนประชาชนระวังลิงก์อันตรายช่วงสงกรานต์ อ้างทำแบบสอบถามลุ้นเงินฟรี เสี่ยงถูกติดตั้งแอปฯ ควบคุมมือถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ

วันนี้ (10 เมษายน) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเข้มงวด หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสในช่วงเทศกาล สร้างแคมเปญกิจกรรมปลอมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีการแอบอ้างชื่อแบรนด์สินค้าชั้นนำเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อว่ามีการแจกของขวัญหรือเงินรางวัลฟรี

 

สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพ จะใช้วิธีการส่งลิงก์ผ่านช่องทางต่างๆ หรือโฆษณาชวนเชื่อให้เหยื่อเข้าร่วมกิจกรรม เช่น การตอบแบบสอบถาม หรือทำตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อลุ้นรับรางวัล

 

ซึ่งทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ระบุว่า รูปแบบของลิงก์และกิจกรรมดังกล่าวเป็นเพียงกลลวง หากประชาชนหลงเชื่อคลิกเข้าไป อาจนำไปสู่การถูกหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันอันตรายที่สามารถควบคุมโทรศัพท์มือถือจากระยะไกล หรือถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินที่สำคัญ นำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินในที่สุด

 

เพื่อเป็นการป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ขอย้ำเตือนให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อแคมเปญ กิจกรรม หรือลิงก์ที่แนบมากับข้อความในลักษณะดังกล่าวโดยเด็ดขาด หากพบเห็นแคมเปญส่งเสริมการขายที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงผ่านช่องทางการสื่อสารหลักที่เป็นทางการ (Official) ของบริษัทหรือแบรนด์เหล่านั้นโดยตรงก่อนทุกครั้ง

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของลิงก์หรือเว็บไซต์ต้องสงสัย ได้ผ่านช่องทางของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.anticyberscamcenter.go.th และในกรณีที่พบว่าตนเองตกเป็นเหยื่อ หรือได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงดังกล่าว ขอให้รีบดำเนินการโทรศัพท์แจ้งเหตุเพื่อระงับการทำธุรกรรมได้ที่ สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) หมายเลข 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ www.thaipolice.go.th ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

 

ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ 1ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ 2ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ 3ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ 4ภาพกราฟิกเตือนภัย มิจฉาชีพ ช่วง สงกรานต์ จาก ACSC ให้ระวังลิงก์ปลอมและแอปฯ ควบคุมมือถือ 5

 

ภาพ: (ไม่ต้องใส่โลโก้ค่ะ)

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1JCrwhKJei/

The post ACSC เตือนประชาชนระวังลิงก์อันตรายช่วงสงกรานต์ อ้างทำแบบสอบถามลุ้นเงินฟรี เสี่ยงถูกติดตั้งแอปฯ ควบคุมมือถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บช.น. – กทม. คุมเข้มความปลอดภัยสงกรานต์ สั่งห้ามปิดถนนเล่นน้ำพละการ-เพิ่มจุดคัดกรองสกัดอาชญากรรม https://thestandard.co/bkk-police-bma-songkran-safety-crackdown/ Tue, 07 Apr 2026 04:21:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1195385 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. แถลงข่าวมาตรการรักษาความปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์

วานนี้ (6 เมษายน) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนคร […]

The post บช.น. – กทม. คุมเข้มความปลอดภัยสงกรานต์ สั่งห้ามปิดถนนเล่นน้ำพละการ-เพิ่มจุดคัดกรองสกัดอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. แถลงข่าวมาตรการรักษาความปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์

วานนี้ (6 เมษายน) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. และรองโฆษก บช.น. เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมและมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

โดย พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้บูรณาการแผนการปฏิบัติงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับความเข้มงวดด้านความปลอดภัยทั้งในพื้นที่จัดงานหลักและพื้นที่จัดงานรายย่อย ซึ่งจะมีการเพิ่มจุดคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแฝงตัวของกลุ่มมิจฉาชีพและสกัดกั้นการนำสิ่งของผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่จัดงานโดยเด็ดขาด รวมทั้งได้กำชับให้ทุกพื้นที่เตรียมความพร้อมด้านเส้นทางฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

 

พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังได้มีข้อสั่งการห้ามมิให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลใดทำการปิดการจราจรเพื่อเล่นน้ำสงกรานต์ในพื้นที่ที่ไม่ใช่จุดจัดงานหลักโดยพละการ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนด้านการสัญจรของประชาชนทั่วไป สำหรับพื้นที่ใดที่มีความประสงค์จะจัดกิจกรรมเล่นน้ำรายย่อย จะต้องดำเนินการแจ้งขออนุญาตเป็นรายกรณีจากผู้อำนวยการเขตและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ให้ถูกต้องตามขั้นตอน

 

สำหรับการประเมินสถานการณ์ในปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมกิจกรรมตามสถานที่จัดงานต่างๆ ในกรุงเทพมหานครเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการเพิ่มจุดจัดกิจกรรมกระจายตัวในหลายพื้นที่ ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด และเลือกที่จะเฉลิมฉลองอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แทน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการระดมกำลังกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากมาตรการในพื้นที่จัดงานแล้ว กองบัญชาการตำรวจนครบาลยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านการขนส่งและการเดินทางสัญจรของประชาชนที่จะเดินทางออกต่างจังหวัด โดยได้กำชับให้มีการกวดขันและตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะรวมถึงพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

 

ทั้งนี้ ในส่วนของงานด้านการข่าวจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบรายงานความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลเกี่ยวกับการก่อเหตุรุนแรงหรือการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่อย่างใด

The post บช.น. – กทม. คุมเข้มความปลอดภัยสงกรานต์ สั่งห้ามปิดถนนเล่นน้ำพละการ-เพิ่มจุดคัดกรองสกัดอาชญากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจ ปอศ. บุกจับเครือข่ายรับแลกเงินหยวนออนไลน์เถื่อน รวบ 7 ผู้ต้องหา พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท สกัดเส้นทางฟอกเงินมิจฉาชีพ https://thestandard.co/illegal-yuan-exchange-bust/ Fri, 20 Mar 2026 06:07:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1189492 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายแลกเงินหยวนออนไลน์เถื่อน พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือและสมุดบัญชีธนาคาร

วันนี้ (20 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย […]

The post ตำรวจ ปอศ. บุกจับเครือข่ายรับแลกเงินหยวนออนไลน์เถื่อน รวบ 7 ผู้ต้องหา พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท สกัดเส้นทางฟอกเงินมิจฉาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายแลกเงินหยวนออนไลน์เถื่อน พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือและสมุดบัญชีธนาคาร

วันนี้ (20 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงผลการเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบประกอบธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (เงินหยวน) ผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย พร้อมยึดของกลางหลายรายการ พบยอดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 30 ล้านบาท

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักและสถานที่ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับร้านรับแลกเงินหยวนออนไลน์เป้าหมาย รวม 7 จุด แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 จุด, จังหวัดนนทบุรี 1 จุด และจังหวัดฉะเชิงเทรา 1 จุด

 

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้รวมทั้งสิ้น 7 ราย ประกอบด้วย ติณณภพ อายุ 25 ปี, ณัฐพันธุ์ อายุ 36 ปี, รสสุคนธ์ อายุ 31 ปี, ปาริชาติ อายุ 28 ปี, ปณิธาน อายุ 24 ปี, พรวิภา อายุ 28 ปี และอัจฉรา อายุ 37 ปี พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานและพยานวัตถุที่ใช้ในการกระทำความผิด ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง, แท็บเล็ตและไอแพด 2 เครื่อง รวมถึงสมุดบัญชีธนาคาร 7 เล่ม

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485

 

สืบเนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเงินที่ไร้พรมแดน ทำให้การโอนเงินระหว่างประเทศมีความสะดวกรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องทางที่กลุ่มมิจฉาชีพมักนำมาใช้ยักย้ายถ่ายโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ทาง กก.5 บก.ปอศ. จึงได้เฝ้าระวังและตรวจสอบจนพบว่า มีกลุ่มบุคคลประกาศโฆษณารับแลกเงินหยวนและเงินตราต่างประเทศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์, กลุ่ม Facebook, เพจ Facebook และ Facebook ส่วนตัว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ผู้ให้บริการกลุ่มนี้จะเปิดรับเติมเงินหยวนผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Alipay และ WeChat รวมถึงรับซื้อ-ขายเงินสกุลหยวนกับเงินบาทไทย โดยใช้วิธีจูงใจลูกค้าด้วยการเสนออัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกว่าสถาบันการเงินทั่วไป แต่จะบวกกำไรจากค่าบริการและส่วนต่างประมาณ 0.10 – 0.25 บาท ต่อ 1 หยวน เมื่อตกลงกันได้ ลูกค้าจะต้องโอนเงินบาทเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา จากนั้นผู้ต้องหาจะเติมเงินหยวนกลับเข้าบัญชี Alipay ของลูกค้า

 

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจรับแลกเงิน และตรวจสอบพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีรวมกันกว่า 30 ล้านบาท จึงนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายค้นและจับกุมในที่สุด

 

ผู้ต้องหาสารภาพสิ้นไส้ อาศัยคอนเนกชันชาวจีนเปิดบัญชี

 

ในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การสอดคล้องกันว่า ได้เปิดให้บริการแลกเงินหยวนผ่านช่องทางออนไลน์จริง โดยอาศัยความรู้จักกับชาวจีนในการเปิดบัญชี Alipay เพื่อใช้โอนเงินหยวนให้กับลูกค้าแลกกับการบวกส่วนต่างเป็นกำไร และยอมรับว่าทราบดีว่าการดำเนินธุรกิจดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ฝากความห่วงใยและเตือนภัยถึงพี่น้องประชาชนว่า การประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนหรือโอนเงินระหว่างประเทศ เป็นธุรกิจควบคุมที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพมักใช้บริการรับแลกเงินเถื่อนเหล่านี้เป็นช่องทางหมุนเวียนเงินที่ได้จากการหลอกลวงหรือธุรกิจผิดกฎหมายเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ประชาชนจึงควรเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อหรือเข้าไปมีส่วนพัวพันกับเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

The post ตำรวจ ปอศ. บุกจับเครือข่ายรับแลกเงินหยวนออนไลน์เถื่อน รวบ 7 ผู้ต้องหา พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท สกัดเส้นทางฟอกเงินมิจฉาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ตร. เตือนภัยซ้ำเติมวิกฤต มิจฉาชีพฉวยจังหวะสงคราม-น้ำมันแพง ส่ง SMS ปลอมหลอกแจกคูปองดูดเงินเกลี้ยงบัญชี https://thestandard.co/police-warn-scam-oil-sms/ Mon, 16 Mar 2026 02:52:27 +0000 https://thestandard.co/police-warn-scam-oil-sms/ ภาพประกอบ การเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS หลอกแจกคูปองน้ำมัน

​วันนี้ (16 มีนาคม) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักง […]

The post ​ตร. เตือนภัยซ้ำเติมวิกฤต มิจฉาชีพฉวยจังหวะสงคราม-น้ำมันแพง ส่ง SMS ปลอมหลอกแจกคูปองดูดเงินเกลี้ยงบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ การเตือนภัยมิจฉาชีพส่ง SMS หลอกแจกคูปองน้ำมัน

​วันนี้ (16 มีนาคม) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ภายหลังพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความกังวลเรื่องราคาและปริมาณสำรองพลังงานในประเทศ

 

​จากรายงานพบว่า คนร้ายได้ใช้ความตื่นตระหนกดังกล่าวเป็นเครื่องมือ โดยการส่งข้อความสั้น (SMS) หรือยิงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แอบอ้างชื่อเป็นบริษัทจำหน่ายน้ำมันชั้นนำ เพื่อจัดแคมเปญปลอม เช่น แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี หรือให้สิทธิ์ส่วนลดพิเศษสุดคุ้ม กลวิธีนี้เป็นการหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อกดลิงก์ปลอม นำไปสู่การกรอกข้อมูลส่วนตัวและติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน จนสร้างความเสียหายแก่ประชาชนแล้วเป็นจำนวนมาก

 

​เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้ยึดหลักปฏิบัติ 3 ประการ ดังต่อไปนี้:

 

ห้ามกดลิงก์จาก SMS หรือข้อความที่ไม่แน่ใจแหล่งที่มาเด็ดขาด: มิจฉาชีพมักใช้ข้อความกระตุ้นความโลภหรือความกังวล เช่น รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 1,000 บาท กดรับสิทธิ์ด่วน เพื่อให้เหยื่อรีบตัดสินใจ หากได้รับข้อความลักษณะนี้ ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นลิงก์อันตรายที่แฝงมัลแวร์หรือแอปพลิเคชันปลอม

 

ห้ามกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินบนเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก: หากเผลอกดลิงก์เข้าไปแล้ว ต้องหยุดชะงักและห้ามกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน รหัสผ่าน บัตรเครดิต หรือรหัส OTP โดยเด็ดขาด เพราะข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่มิจฉาชีพจะนำไปใช้สวมรอยทำธุรกรรมและขโมยเงินของท่าน

 

ตรวจสอบโปรโมชันจากช่องทางทางการ (Official) เท่านั้น: หากพบเห็นแคมเปญแจกน้ำมันฟรีหรือส่วนลดที่น่าสนใจ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการโทรศัพท์สอบถามสายด่วน (Call Center) ของบริษัทน้ำมันนั้นๆ หรือตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันทางการของแบรนด์โดยตรง ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ

 

​ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นเบาะแสการหลอกลวง ตกเป็นเหยื่อ หรือได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถโทรศัพท์แจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1441 หรือดำเนินการแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ทางการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ www.thaipoliceonline.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post ​ตร. เตือนภัยซ้ำเติมวิกฤต มิจฉาชีพฉวยจังหวะสงคราม-น้ำมันแพง ส่ง SMS ปลอมหลอกแจกคูปองดูดเงินเกลี้ยงบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกแฮก นายอาร์มชี้ ‘ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย’ จี้พรรคแจงรายละเอียดเพิ่มเติม https://thestandard.co/peoples-party-data-breach-arm/ Sat, 14 Mar 2026 07:42:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1187411 นายอาร์มแสดงความคิดเห็นกรณีข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกแฮก

วานนี้ (13 มีนาคม) ยูทูบเบอร์สายไอทีชื่อดัง นายอาร์ม-ธน […]

The post ข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกแฮก นายอาร์มชี้ ‘ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย’ จี้พรรคแจงรายละเอียดเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายอาร์มแสดงความคิดเห็นกรณีข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกแฮก

วานนี้ (13 มีนาคม) ยูทูบเบอร์สายไอทีชื่อดัง นายอาร์ม-ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีข้อมูลสมาชิกของพรรคประชาชน ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้โดยมิจฉาชีพ โดยตั้งคำถามถึงความชัดเจนของแถลงการณ์ที่พรรคเผยแพร่

 

นายอาร์มได้แชร์ภาพแถลงการณ์ของพรรคประชาชนที่ระบุว่า ข้อมูลสมาชิกที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวประกอบด้วย

 

  • ชื่อ-นามสกุล
  • เลขประจำตัวประชาชน
  • ที่อยู่
  • วันเดือนปีเกิด
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • อีเมล
  • URL ของภาพบัตรประชาชน
  • URL ของภาพถ่ายคู่กับบัตรประชาชน
  • URL ของเอกสารส่วนบุคคลอื่นที่สมาชิกส่งให้พรรค

 

นายอาร์มแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลดังกล่าวว่า

 

“อหหหหหห งี้ไม่เรียกหลุดเล็กน้อย อันนี้เอาชื่อกูไปทำอะไรก็ได้ละเนี่ย”

 

ต่อมา หลังจากพรรคประชาชนออกแถลงการณ์เพิ่มเติมเพื่อแจ้งเตือนสมาชิกเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว อาร์มได้โพสต์ตั้งคำถามถึงรายละเอียดสำคัญที่ยังไม่ปรากฏในแถลงการณ์ โดยระบุว่า “เขียนยาวมาก แต่ไม่ได้ความว่า

 

  • url ที่หลุดไปใช้เข้าถึงรูปที่เราถ่ายคู่กับบัตรได้มั้ย
  • มีข้อมูลสมาชิกกี่ record
  • มีการเข้าถึงข้อมูลกี่ record
  • แนวทางการเยียวยา
  • PDPA ปรับเท่าไร

 

คนในพรรคประชาชน (ผม) ขอรายละเอียดละเอียดด้วยครับ”

 

สำหรับพรรคประชาชนออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า พรรคตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ดำเนินการแก้ไขทันทีตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยการปิดช่องทางการบุกรุก ยกระดับความปลอดภัยของระบบเครือข่าย และแจ้งเหตุไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตามขั้นตอนกฎหมาย

 

พรรคระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของการละเมิดข้อมูล ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล จึงได้แจ้งเหตุและมาตรการแก้ไขต่อสมาชิก รวมทั้งรายงานความคืบหน้าให้ สคส. ทราบ

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พรรคประชาชนระบุว่า ผลกระทบจำกัดอยู่เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการสมัครสมาชิก เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และไฟล์ภาพเอกสารประกอบการสมัครในบางราย โดยยืนยันว่า ไม่กระทบต่อข้อมูลในระบบอื่นของพรรค เช่น รหัสผ่าน ระบบร้องเรียน ระบบเสนอความคิดเห็น หรือระบบบริจาคที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงิน

 

อย่างไรก็ตาม พรรคระบุว่า ขณะนี้ยังไม่พบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อยืนยันขอบเขตของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ

 

พรรคประชาชนยังแนะนำให้สมาชิกเฝ้าระวังการแอบอ้างจากบุคคลที่ติดต่อมาเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ตรวจสอบรายการธุรกรรมทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนรหัสผ่านหากมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบ

 

ทั้งนี้ หากสมาชิกต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคผ่านอีเมล [email protected] ได้โดยตรง

The post ข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกแฮก นายอาร์มชี้ ‘ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย’ จี้พรรคแจงรายละเอียดเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจไทยผนึก FBI และ Meta กวาดล้างแก๊งไซเบอร์ข้ามชาติ สั่งปิด 1.5 แสนบัญชีมิจฉาชีพตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ https://thestandard.co/thai-police-fbi-meta-cyber-crackdown/ Thu, 12 Mar 2026 02:17:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1186642 ตำรวจไทย FBI และ Meta ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งไซเบอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (12 มีนาคม) ที่ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AC […]

The post ตำรวจไทยผนึก FBI และ Meta กวาดล้างแก๊งไซเบอร์ข้ามชาติ สั่งปิด 1.5 แสนบัญชีมิจฉาชีพตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจไทย FBI และ Meta ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งไซเบอร์ข้ามชาติ

วันนี้ (12 มีนาคม) ที่ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา (DOJ Scam Center Strike Force) และบริษัท Meta ผนึกกำลังกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก เปิดสัปดาห์ปฏิบัติการสกัดกั้นร่วม (Joint Disruption Week) ครั้งที่ 2 เพื่อเร่งระบุตัวตนและทลายเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่ลักลอบดำเนินการเป็นขบวนการใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก

 

สำหรับการเปิดปฏิบัติการสกัดกั้นร่วมในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายขอบเขตความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยศูนย์ ACSC ได้ทำงานร่วมกับ Meta และเจ้าหน้าที่จากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา และอินโดนีเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและความเชี่ยวชาญ ยกระดับการสืบสวนสอบสวนให้เข้มข้น และมุ่งเป้าสกัดกั้นขบวนการหลอกลวงตั้งแต่ต้นตอ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์ม LINE เข้าร่วมการหารือในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาคอีกด้วย

 

ผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของ Meta นำไปสู่การสั่งปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายมิจฉาชีพ (Scam) มากกว่า 150,000 บัญชี ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเบาะแสจาก Meta ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย โดยจากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมพบว่า หนึ่งในเครือข่ายผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม มีพฤติการณ์หลอกลวงคนไทยกว่า 300 รายให้ไปทำงานในศูนย์สแกมเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการนำร่องเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่กระทำความผิดออกจากแพลตฟอร์ม Meta ได้ถึง 59,000 รายการ และนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิด 6 หมาย

 

ในปัจจุบัน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนและพัฒนารูปแบบเป็นองค์กรธุรกิจข้ามชาติที่จงใจหลบเลี่ยงการตรวจจับ เพื่อมุ่งขโมยทรัพย์สินและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน การรับมือกับวิกฤตนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เน้นย้ำว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นภัยร้ายที่มุ่งเป้าทำลายสังคมและเศรษฐกิจ ปฏิบัติการครั้งนี้คือบทพิสูจน์ถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดไปยังกลุ่มมิจฉาชีพว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและพันธมิตรจะเดินหน้าปราบปรามและกวาดล้างอาชญากรรมทุกรูปแบบอย่างถึงที่สุด

 

ขณะที่ คริส ซอนเดอร์บี รองประธานและรองที่ปรึกษากฎหมายของ Meta กล่าวเสริมว่า ทางบริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ FBI และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั่วโลก ปฏิบัติการในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแบ่งปันข้อมูลและประสานความร่วมมือสามารถสร้างความคืบหน้าในการสกัดกั้นอาชญากรรมจากต้นตอได้อย่างแท้จริง โดย Meta ยืนยันที่จะเดินหน้าลงทุนทั้งด้านเทคโนโลยีและความร่วมมือ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดต่อไป

The post ตำรวจไทยผนึก FBI และ Meta กวาดล้างแก๊งไซเบอร์ข้ามชาติ สั่งปิด 1.5 แสนบัญชีมิจฉาชีพตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดีลอยท์’ ชี้ AI กำลังพลิกภูมิทัศน์วิชาชีพบัญชีทั่วโลก พร้อมเตือนความเสี่ยง ทำไม AI จึงเป็นตัวช่วยทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น https://thestandard.co/deloitte-ai-accounting-fraud-risk/ Wed, 11 Mar 2026 06:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1186519 ลี บุน เท็ค ผู้บริหารดีลอยท์ ชี้แจงบทบาท AI ในวิชาชีพบัญชี

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของว […]

The post ‘ดีลอยท์’ ชี้ AI กำลังพลิกภูมิทัศน์วิชาชีพบัญชีทั่วโลก พร้อมเตือนความเสี่ยง ทำไม AI จึงเป็นตัวช่วยทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลี บุน เท็ค ผู้บริหารดีลอยท์ ชี้แจงบทบาท AI ในวิชาชีพบัญชี

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิชาชีพบัญชีและการสอบบัญชีทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จากงานที่เคยอาศัยแรงงานคนและการตรวจเอกสารจำนวนมาก กำลังก้าวสู่ยุคของการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบงบการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับทำให้รูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อนมากขึ้น จนกลายเป็นความท้าทายใหม่ของผู้สอบบัญชี

 

ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย ระบุว่า แม้ AI จะช่วยยกระดับคุณภาพของการตรวจสอบบัญชี แต่สิ่งที่จะกำหนดความเชื่อมั่นของระบบการเงินในอนาคตไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี หากคือ ‘ธรรมาภิบาล’ ที่เข้มแข็งขององค์กร

 

AI เปลี่ยนวิธีทำงานของผู้สอบบัญชี

 

ที่ผ่านมา การสอบบัญชีมักใช้วิธี การสุ่มตรวจรายการบัญชี (Sampling) ซึ่งตรวจสอบเพียงบางส่วนของข้อมูลทั้งหมด แต่ด้วยเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบ ข้อมูลทั้งหมดขององค์กร (Full-population analysis) และระบุรายการผิดปกติได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

AI ยังช่วยให้การตรวจจับรูปแบบการทุจริตและความผิดปกติทางการเงินเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น รวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบข้อมูลที่เป็นกิจวัตร ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงลึกและการใช้ดุลยพินิจทางวิชาชีพมากขึ้น

 

แพลตฟอร์มตรวจสอบบัญชีบนคลาวด์ เช่น Omnia ของดีลอยท์ เป็นตัวอย่างของเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและช่วยระบุความเสี่ยงในการตรวจสอบบัญชีผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

 

ลี บุน เท็ค ผู้บริหารดีลอยท์ ชี้แจงบทบาท AI ในวิชาชีพบัญชี 1

ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย

 

AI ตัวช่วยกลับทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น

 

แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มความแม่นยำของการสอบบัญชี แต่เทคโนโลยีเดียวกันก็ถูกนำมาใช้ในการก่ออาชญากรรมทางการเงินเช่นกัน

 

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในฮ่องกง เมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทแห่งหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake ปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในการประชุมออนไลน์

 

ขณะเดียวกัน แนวคิด Malware as a Service (MaaS) ยังทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเช่าหรือซื้อเครื่องมือโจมตีไซเบอร์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสูง ส่งผลให้การปลอมแปลงข้อมูลและการโจมตีทางการเงินในยุคดิจิทัลเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้สอบบัญชีต้องพัฒนาทักษะใหม่ เช่น การตรวจจับการบิดเบือนข้อมูลด้วยอัลกอริทึม การติดตามหลักฐานดิจิทัล การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานระบบ

 

ผลสำรวจ Deloitte ชี้ AI เปลี่ยนรูปแบบกำลังคน

 

งานวิจัยของดีลอยท์เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อกำลังคน พบว่าองค์กรทั่วโลกกำลังปรับรูปแบบการทำงานเป็น 3 โมเดลหลัก ได้แก่

 

  1. Human-in-the-loop
    มนุษย์มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของ AI
  2. Human-on-the-loop
    มนุษย์ทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI
  3. Human-off-the-loop

AI ทำงานอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ดีลอยท์ ระบุว่า สำหรับงานสอบบัญชี โมเดลที่เหมาะสมคือ Human-in-the-loop และ Human-on-the-loop เพราะต้องอาศัยดุลยพินิจทางวิชาชีพของมนุษย์ในการประเมินความเสี่ยงและความถูกต้องของข้อมูล

 

‘ธรรมาภิบาล’ ปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่น

 

แม้เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบบัญชี แต่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินยังคงขึ้นอยู่กับ ธรรมาภิบาลขององค์กร

 

ลี บุน เท็ค มองว่า คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หน่วยงานกำกับดูแล และผู้สอบบัญชี จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดกรอบการใช้ AI อย่างโปร่งใส เช่น การตรวจสอบอคติของอัลกอริทึม การกำหนดขั้นตอนการอนุมัติใช้ AI การติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง การกำกับดูแลระบบ AI ด้วยมนุษย์

 

แนวคิด Trustworthy AI หรือ AI ที่น่าเชื่อถือ จึงกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภาคธุรกิจ

 

ไทยเร่งยกระดับมาตรฐานตรวจสอบบัญชี

 

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังคงเน้นย้ำว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดทุน

 

ขณะเดียวกัน สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ผลักดันการใช้มาตรฐานสากลด้านการบริหารคุณภาพงานสอบบัญชี เช่น ISQM 1 เพื่อยกระดับคุณภาพการตรวจสอบบัญชีในประเทศ

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีอาจช่วยให้การตรวจสอบบัญชีมีความละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น แต่ ธรรมาภิบาล ความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี และระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและตลาดการเงิน

The post ‘ดีลอยท์’ ชี้ AI กำลังพลิกภูมิทัศน์วิชาชีพบัญชีทั่วโลก พร้อมเตือนความเสี่ยง ทำไม AI จึงเป็นตัวช่วยทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกรุงเทพแจ้งเลื่อนกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด https://thestandard.co/bangkok-bank-digital-account-postponed/ Tue, 10 Mar 2026 02:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1185994 ภาพโลโก้ธนาคารกรุงเทพ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเลื่อนกำหนดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ธนาคารกรุงเทพแจ้ง เลื่อนการกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิท […]

The post ธนาคารกรุงเทพแจ้งเลื่อนกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ธนาคารกรุงเทพ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเลื่อนกำหนดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ธนาคารกรุงเทพแจ้ง เลื่อนการกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น

 

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชี้แจง กรณีที่ธนาคารได้ประกาศปรับเปลี่ยนเงื่อนไขผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากออนไลน์ของธนาคาร 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ บัญชีสะสมทรัพย์ e-Savings และ บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์บัวหลวงเอ็กซ์ตร้าดิจิทัล ซึ่งกำหนดว่าตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป บัญชีดังกล่าวต้องมียอดเงินคงเหลือในบัญชีขั้นต่ำ 2,000 บาท นั้น

 

“เนื่องด้วยธนาคารประเมินว่าเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องปราบมิให้มิจฉาชีพอาศัยบัญชีเงินฝากดิจิทัลเป็นบัญชีม้าในระดับหนึ่ง เพื่อลดช่องทางในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้พิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวอาจสร้างความไม่สะดวกแก่ลูกค้า จึงขอเลื่อนการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้” แถลงการณ์ระบุ

The post ธนาคารกรุงเทพแจ้งเลื่อนกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 กลลวงมิจฉาชีพพุ่งเป้าหลอกเยาวชน 17-23 ปี สูญเงินแล้วกว่า 11 ล้านบาท https://thestandard.co/youth-scam-money-loss/ Fri, 06 Mar 2026 06:15:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1184975 ภาพประกอบแสดงถึงภัยคุกคามจากมิจฉาชีพทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าหลอกลวงเยาวชน

วันนี้ (6 มีนาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภ […]

The post เปิด 3 กลลวงมิจฉาชีพพุ่งเป้าหลอกเยาวชน 17-23 ปี สูญเงินแล้วกว่า 11 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงภัยคุกคามจากมิจฉาชีพทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าหลอกลวงเยาวชน

วันนี้ (6 มีนาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยข้อมูลการติดตามแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569

 

พบว่ามีพฤติการณ์มุ่งเป้าหลอกลวงไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะช่วงอายุระหว่าง 17-23 ปี โดยจากการรวบรวมข้อมูลรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline พบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนในช่วงวัยดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 18 คดี ซึ่งทีมวิเคราะห์ได้ถอดรหัสออกมาเป็น 3 รูปแบบกลลวงที่มิจฉาชีพมักใช้บ่อยที่สุด ดังนี้

 

1. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวก่อนหลอกโอนเงิน (พบ 16 คดี ความเสียหายกว่า 11 ล้านบาท) แผนประทุษกรรมในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ เริ่มจากการโทรศัพท์ติดต่อและแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น ตำรวจ, DSI, ปปง.) หรือเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อแจ้งว่าเหยื่อเข้าไปพัวพันกับคดีร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน หรือเว็บพนันออนไลน์

 

จากนั้นจะทำการควบคุมและบงการโดยให้เหยื่อแอดไลน์เพื่อพูดคุยกับตำรวจปลอม พร้อมสั่งกำชับห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกผู้ปกครองโดยเด็ดขาด ต่อมามิจฉาชีพจะหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือโดยบังคับให้กุเรื่องขอเงินจากพ่อแม่ (เช่น อ้างว่าใช้เป็นค่าดำเนินการเรียนต่อต่างประเทศ) และหลอกให้โอนเงินเหล่านั้นเข้าบัญชีม้า โดยอ้างว่าเป็นการนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินเสร็จสิ้น คนร้ายจะบล็อกช่องทางการติดต่อและหลบหนีไปทันที ทำให้เหยื่อสูญเสียเงินทั้งหมด โดยมีกรณีตัวอย่างที่มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. หลอกเยาวชนหญิงอายุ 18 ปี จนสูญเงินไปกว่า 1.4 ล้านบาท

 

2. หลอกลวงทางเทคโนโลยีรูปแบบอื่น (พบ 1 คดี ความเสียหาย 58,982 บาท) สำหรับรูปแบบนี้ มิจฉาชีพจะเริ่มจากการโทรศัพท์ติดต่อโดยอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัท แจ้งว่าสินค้าที่เหยื่อสั่งซื้อไม่ได้คุณภาพและยินดีจะคืนเงินให้เต็มจำนวน จากนั้นจะขอให้เหยื่อแอดไลน์เพื่อติดต่อกับฝ่ายการเงินปลอม และหลอกให้ทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดทำตามขั้นตอนที่อ้างว่าเพื่อยืนยันการรับเงิน เงินในบัญชีของเหยื่อจะถูกดูดออกไปทั้งหมด ก่อนที่มิจฉาชีพจะบล็อกการติดต่อและหายตัวไป

 

3. หลอกลวงให้สำรองจ่ายเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ (พบ 1 คดี ความเสียหาย 32,833 บาท) แผนประทุษกรรมรูปแบบงานออนไลน์ นี้ มิจฉาชีพจะโพสต์โฆษณาชักชวนให้ทำงานที่อ้างว่าง่าย รายได้ดี และได้ค่าคอมมิชชันสูง โดยมีเงื่อนไขเพียงแค่ต้องสำรองจ่ายค่าสินค้าไปก่อน ในช่วงแรกมิจฉาชีพจะให้เหยื่อสำรองจ่ายในยอดเงินที่น้อยและโอนเงินคืนให้จริงเพื่อสร้างความตายใจ จากนั้นจะยกระดับภารกิจให้ลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน คนร้ายจะปฏิเสธโดยอ้างว่าทำผิดกฎหรือต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม สุดท้ายเหยื่อจะสูญเงินทั้งหมดและถูกบล็อกการติดต่อเช่นเดิม

 

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ตระหนักว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานราชการจริงจะไม่มีการโทรศัพท์ไปแจ้งข้อกล่าวหาทางโทรศัพท์ ไม่มีการให้แอดไลน์เพื่อส่งเอกสารราชการ และไม่มีการให้โอนเงินมาเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินในทุกกรณี

 

นอกจากนี้ หากมีบุคคลอ้างว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพและจะคืนเงินให้ ขออย่าเพิ่งหลงเชื่อ ให้ตรวจสอบกลับไปยังบริษัทต้นทางโดยตรง และห้ามกดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแปลกปลอมเด็ดขาด เพราะอาจเป็นการติดตั้งแอปพลิเคชันรีโมทเพื่อดูดเงิน สุดท้ายนี้ ขอให้ระมัดระวังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงานที่ได้เงินง่ายและต้องสำรองจ่ายไปก่อน เพราะนั่นคือกลลวงของมิจฉาชีพที่หวังหลอกเอาเงินก้อนใหญ่ ขอให้ประชาชนตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อนทำธุรกรรมใดๆ เพื่อความปลอดภัยจากภัยไซเบอร์

The post เปิด 3 กลลวงมิจฉาชีพพุ่งเป้าหลอกเยาวชน 17-23 ปี สูญเงินแล้วกว่า 11 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจสอบสวนกลางเตือนระวัง 3 กลโกงหลอกลงทุนทองคำ มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงวิกฤตสงคราม https://thestandard.co/gold-investment-scams-police-warning/ Mon, 02 Mar 2026 10:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1183548 ภาพประกอบกราฟิกแสดงสัญลักษณ์ทองคำและการลงทุนออนไลน์ พร้อมคำเตือนจากตำรวจสอบสวนกลางเรื่องกลโกงมิจฉาชีพ

วันนี้ (2 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แจ้ง […]

The post ตำรวจสอบสวนกลางเตือนระวัง 3 กลโกงหลอกลงทุนทองคำ มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงวิกฤตสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกแสดงสัญลักษณ์ทองคำและการลงทุนออนไลน์ พร้อมคำเตือนจากตำรวจสอบสวนกลางเรื่องกลโกงมิจฉาชีพ

วันนี้ (2 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แจ้งเตือนประชาชนและนักลงทุน ให้เพิ่มความระมัดระวังท่ามกลางวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพกำลังฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ อาศัยจิตวิทยาเรื่องความกลัวเสียโอกาส และ ความโลภ มาเป็นกลโกงหลอกลวงเหยื่อที่ต้องการเก็งกำไร

 

ตำรวจสอบสวนกลาง ได้รวบรวมข้อมูลพฤติการณ์ของคนร้ายที่มักนำมาใช้หลอกลวงประชาชนในช่วงที่ราคาทองคำมีความผันผวนสูง โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก

 

แอปพลิเคชันเทรดทองปลอม (Hybrid Scam): คนร้ายจะยิงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนให้ลงทุนเทรดทองคำโดยอ้างว่าสงครามทำราคาทองพุ่ง โอกาสทำกำไรมาถึงแล้ว จากนั้นจะหลอกให้ผู้เสียหายดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมเพื่อลงทุนทิพย์ ซึ่งท้ายที่สุดจะตั้งเงื่อนไขสารพัดและไม่สามารถถอนเงินออกมาได้

 

หลอกขายทองออนไลน์ราคาถูกผิดปกติ: มิจฉาชีพจะสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมสวมรอยเป็นโรงงานผลิตหรือร้านทองชื่อดัง อ้างว่ามีทองหลุดจำนำหรือจัดโปรโมชันพิเศษเฉพาะช่วงสงคราม นำมาเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก เพื่อเร่งรัดให้เหยื่อรีบโอนเงินก่อนจะรู้ตัว

 

หลอกทำภารกิจปั่นราคาทอง: รูปแบบนี้กำลังระบาดหนัก โดยคนร้ายจะอ้างตัวเป็นแพลตฟอร์มช่วยดันราคาทองหรือปั๊มยอดขาย หลอกให้โอนเงินเข้าไปเพื่อสำรองคำสั่งซื้อ แลกกับค่าคอมมิชชัน ในช่วงแรกเหยื่อจะได้เงินคืนจริงเพื่อให้ตายใจ แต่หลังจากนั้นยอดเงินสำรองจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคนร้ายปิดช่องทางติดต่อและเชิดเงินหนีไป

 

เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ตำรวจสอบสวนกลาง ขอแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบและมีสติก่อนตัดสินใจโอนเงินเพื่อการลงทุนหรือซื้อขายทองคำ

 

  • ตรวจสอบใบอนุญาต: ก่อนลงทุนทองคำออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ควรตรวจสอบว่าบริษัทนั้นๆ ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก สมาคมค้าทองคำ หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือไม่
  • ยึดราคากลางเป็นมาตรฐาน: ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีราคากลางอ้างอิงตรงกันทั่วโลก หากพบใครเสนอขายในราคาที่ถูกกว่าตลาดอย่างผิดสังเกต ให้สันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
  • เช็กความน่าเชื่อถือของเพจ: ระวังการปลอมแปลงเพจร้านทองชื่อดัง ควรตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ เช่น ประวัติการเปลี่ยนชื่อ วันที่สร้างเพจ และตรวจสอบยอดผู้ติดตามจริงว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
  • ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา: การทำธุรกรรมการลงทุนหรือซื้อขายทองคำกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ จะต้องโอนเงินเข้าบัญชีในนาม บริษัท หรือ นิติบุคคล เท่านั้น หากบัญชีปลายทางเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ให้ระวังว่าอาจเป็นบัญชีม้าที่ใช้ในการรับโอนเงินจากการฉ้อโกง

 

ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถโทรศัพท์ระงับอายัดบัญชีได้ที่สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th

The post ตำรวจสอบสวนกลางเตือนระวัง 3 กลโกงหลอกลงทุนทองคำ มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงวิกฤตสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ vs. มิจฉาชีพ ชี้ทองร้อนแรงล่อใจมิจฉาชีพหลอกลวงพุ่ง ปีนี้มีมีลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์ ระยะยาวลุ้น 5,400 ดอลลาร์ https://thestandard.co/ylg-gold-app-scam-price-forecast/ Tue, 10 Feb 2026 09:55:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1177002 ภาพประกอบการลงทุนทองคำในแอปพลิเคชัน พร้อมโลโก้ YLG และกราฟราคาทองคำที่คาดการณ์

วายแอลจีชี้ เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ เทียบ แอป […]

The post YLG เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ vs. มิจฉาชีพ ชี้ทองร้อนแรงล่อใจมิจฉาชีพหลอกลวงพุ่ง ปีนี้มีมีลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์ ระยะยาวลุ้น 5,400 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการลงทุนทองคำในแอปพลิเคชัน พร้อมโลโก้ YLG และกราฟราคาทองคำที่คาดการณ์

วายแอลจีชี้ เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ เทียบ แอปฯมิจฉาชีพ เริ่มจากเงื่อนไขการถอนเงินต้องง่ายขายทองแล้วต้องถอนได้เลยไม่ต้องโอนเพิ่ม ไม่โหลดผ่านลิงก์ที่ส่งต่อกันมา ชื่อบัญชีที่โอนเงินเข้าไปต้องตรงกับชื่อแอปฯและไม่เป็นชื่อบุคคล ร้านทองต้องมีชื่อเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำ และต้องไม่อวดอ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง มองทองคำปีนี้เทรนด์ยังไปต่อ หลังปรับฐานรอบใหญ่ คาดมีโอกาสทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากผ่านได้มีโอกาสมุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางบวกและสะสมกำลังเพื่อไปต่อ ซึ่งวายแอลจียังยืนยันว่ามีโอกาสที่ราคาทองคำโลกจะพุ่งทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากผ่านได้มีโอกาสมุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากทองคำได้ผ่านการปรับฐานปรับฐานจากภาวะ ‘ซื้อมากเกินไป’ มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาทองคำร้อนแรงอย่างมากก็ส่งผลให้เกิดช่องทางให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงนักลงทุนโดยเฉพาะการสร้างแอปพลิเคชันปลอมหลอกให้ซื้อขายทองคำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

 

วายแอลจีมี 5 จุดสังเกต แอปฯเทรดทองคำแท้เทียบกับแอปฯมิจฉาชีพปลอมดังนี้

 

1. สังเกต ‘เงื่อนไขการถอนเงิน’ แอปฯจริงต้องถอนเงินได้ โดยไม่มีเงื่อนไขให้โอนเงินเพิ่ม

 

  • แอปฯแท้: เมื่อขายทองแล้วต้องถอนเงินกำไรหรือเงินต้นออกมาได้ทันที (ตามรอบเวลาธนาคาร) โดยไม่ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่ม ‘ไม่มี’ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้า, ค่าภาษีที่ต้องจ่ายก่อนถอน หรือค่าปลดล็อกพอร์ต
  • แอปฯปลอม: จะอ้างว่า ต้องโอนเพิ่ม 10-20% เพื่อเป็นค่าภาษี/ค่าธรรมเนียม จึงจะถอนได้ หากพบเงื่อนไขลักษณะนี้คือมิจฉาชีพ 100% เพราะในโลกการเงิน ค่าธรรมเนียมและอื่นๆ จะหักจากยอดที่จะโอนไม่มีการให้โอนเข้าไปเพิ่มเด็ดขาด

 

2. เช็กชื่อในสมาคมค้าทองคำ

 

  • แอปฯ หรือบริษัทที่ รับเทรดทองในไทยต้องเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำ ถ้าแอปฯ ที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในสมาคม ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน

 

3. ที่มาของแอปใน App Store / Play Store

 

  • แอปฯ แท้: ต้องโหลดจาก Store ทางการเท่านั้น และยอดดาวน์โหลดต้องมีจำนวนมากพอสมควร มีรีวิวที่ ไม่ใช่การรีวิวจากบอท
  • แอปฯ ปลอม: มักจะส่งเป็น ‘ลิงก์ส่งต่อ’ ในไลน์ หรือให้โหลดผ่านไฟล์ .APK นอก Store หรือหน้าเว็บที่ทำเลียนแบบแอปฯดัง

 

4. ชื่อบัญชีที่โอนเงินเข้าไป

 

  • แอปฯ แท้: เวลาเติมเงิน ชื่อบัญชีปลายทางต้องเป็น ‘ชื่อบริษัท’ ที่จดทะเบียนชัดเจนเท่านั้น
  • แอปฯ ปลอม: มักจะเป็น ‘ชื่อบุคคล’ (บัญชีม้า) หรือชื่อบริษัทแปลกๆ ที่ไม่ตรงกับชื่อแอปฯ

 

5. อัตราผลตอบแทนที่ ‘สูงเกินจริง’

 

  • แอปฯ แท้: ไม่โฆษณาชวนเชื่อเรื่องการให้ผลที่สูงเกินไป แต่จะเป็นไปตามการซื้อขายที่อิงตามราคาทองโลก (Gold Spot)
  • แอปฯ ปลอม: มักจะการันตีผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เช่น ‘กำไรวันละ 10-20%’ ซึ่งในความเป็นจริงราคาทองคำจะเคลื่อนไหวไปสูงแค่ไหนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์และการันตีได้

 

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน

 

ภาพ: Jutharat Pinpan/Getty Images

The post YLG เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ vs. มิจฉาชีพ ชี้ทองร้อนแรงล่อใจมิจฉาชีพหลอกลวงพุ่ง ปีนี้มีมีลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์ ระยะยาวลุ้น 5,400 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. สนธิกำลังตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ https://thestandard.co/nbtc-police-raid-illegal-cctv/ Sat, 17 Jan 2026 03:35:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1166218 กสทช. สนธิกำลัง ตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ

วานนี้ (16 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง […]

The post กสทช. สนธิกำลังตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. สนธิกำลัง ตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ

วานนี้ (16 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) โดยไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. นำกำลังร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมผิดกฎหมายภายในซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ

 

ปฏิบัติการครั้งนี้ขยายผลจากการติดตามเฝ้าระวังการใช้คลื่นความถี่ที่ผิดปกติ โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโกดังขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดจัดเก็บและกระจายสินค้า พบเจ้าของและผู้จัดการเป็นชาวจีน ลักลอบนำเข้ากล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก กสทช. มาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาสูงกว่าท้องตลาดเพียงเล็กน้อย (500-1,000 บาท) แต่มียอดขายสูงถึงวันละประมาณ 4,000 เครื่อง

 

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นกล้องวงจรปิดเถื่อนประมาณ 100,000 ชุด และพบสิ่งผิดกฎหมายสำคัญคือซิมการ์ดโทรศัพท์จากต่างประเทศอีกประมาณ 21,000 ซิม ซึ่งถูกผูกบัญชีผ่านแอปพลิเคชันเพื่อใช้ในธุรกรรมที่ยากต่อการตรวจสอบ รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดกว่า 100 ล้านบาท

 

เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงตรวจสอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มเติม

 

ไตรรัตน์ระบุว่า อุปกรณ์เถื่อนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) และระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการที่สำคัญ และที่น่ากังวลที่สุดคือ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมักมีช่องโหว่ที่ทำให้มิจฉาชีพสามารถแฮ็กเข้าถึงภาพและข้อมูลภายในบ้านของผู้ใช้งานได้โดยง่าย

 

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่าควรเลือกซื้อกล้องวงจรปิดจากตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีเอกสารรับรองมาตรฐานสินค้า (NBTC Class A หรือ B) และหลีกเลี่ยงสินค้าราคาถูกผิดปกติจากช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน โดยหลังจากนี้ กสทช. จะยกระดับความเข้มงวดร่วมกับกรมศุลกากรและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อกวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ให้หมดไปจากระบบอย่างยั่งยืน

 

กสทช. สนธิกำลัง ตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ 1กสทช. สนธิกำลัง ตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ 2กสทช. สนธิกำลัง ตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ 3กสทช. สนธิกำลัง ตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ 4

The post กสทช. สนธิกำลังตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI หลอกคุณได้แล้วหรือยัง? Cyber Scam 2025: เมื่อภัยการเงินฉลาดขึ้นกว่าที่คุณคิด https://thestandard.co/ai-cyber-scam-2025/ Tue, 02 Dec 2025 02:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1150513 AI หลอกคุณได้แล้วหรือยัง? Cyber Scam 2025 : เมื่อภัยการเงินฉลาดขึ้นกว่าที่คุณคิด

‘เสียงแม่โทรมาขอยืมเงิน แต่แม่จริงๆ นั่งอยู่ข้างๆ’ ‘แชต […]

The post AI หลอกคุณได้แล้วหรือยัง? Cyber Scam 2025: เมื่อภัยการเงินฉลาดขึ้นกว่าที่คุณคิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI หลอกคุณได้แล้วหรือยัง? Cyber Scam 2025 : เมื่อภัยการเงินฉลาดขึ้นกว่าที่คุณคิด

‘เสียงแม่โทรมาขอยืมเงิน แต่แม่จริงๆ นั่งอยู่ข้างๆ’
‘แชตจากธนาคารดูเหมือนจริงทุกตัวอักษร แต่เงินหายไปในพริบตา’

 

นี่ไม่ใช่ฉากจากซีรีส์ไซไฟ แต่คือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับคนไทยในปี 2025 เมื่อเทคโนโลยี AI กลายเป็นอาวุธของมิจฉาชีพ และภัยการเงินไม่ใช่แค่ ‘ฟิชชิ่ง’ (Phishing) แบบเดิมอีกต่อไป

 

ในยุคที่ AI สามารถเรียนรู้พฤติกรรมคน ‘AI-powered scam’ สามารถสร้างเสียงปลอม พูดเหมือนคนที่เราไว้ใจ ส่งข้อความหลอกลวงที่ดูเหมือนจริงทุกตัวอักษร และรู้ทันแม้กระทั่งจังหวะที่คุณกำลังอ่อนแอ ผู้บริโภคจึงต้องปรับตัวให้ทันกับภัย ไซเบอร์ที่ฉลาดขึ้นทุกวัน มาอัพเดต 5 วิธีเอาตัวรอดจากภัยไซเบอร์ยุคใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ ‘รู้ทัน’ แต่ต้อง ‘ลงมือทำ ก่อนจะสายเกินไป

 

1. อย่าเชื่อแม้แต่เสียงของคนที่คุณรัก AI สามารถสร้างเสียงปลอมที่เหมือนคนในครอบครัวคุณได้ในไม่กี่วินาที แค่มีคลิปเสียงสั้นๆ จาก TikTok หรือแอปแชต มิจฉาชีพก็สามารถโทรมาขอ OTP หรือหลอกให้โอนเงินได้อย่างแนบเนียน

 

วิธีป้องกัน คือ ตั้งรหัสลับในครอบครัว ใช้คำถามที่ AI ตอบไม่ได้ หรือโทรกลับเมื่อสงสัย

 

2. อย่าคลิกลิงก์ที่ ‘ดูเหมือนจะใช่’ หน้าเว็บปลอมในปี 2025 มีความสมจริงสูงมาก ไม่ได้ดูปลอมอีกต่อไป โลโก้เหมือนเป๊ะ! URL ใกล้เคียง และบางครั้งยังมีระบบแชตบอทที่ตอบกลับได้เหมือนเจ้าหน้าที่จริง

 

วิธีป้องกัน คือ เข้าผ่านแอปหรือเว็บไซต์ทางการเท่านั้น อย่าคลิกลิงก์จาก SMS หรือแชต ซึ่งธนาคารไม่มีนโยบายแนบ Link

 

3. เปิดแจ้งเตือนทุกการใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ การรู้ตัวทันทีเมื่อมีการใช้จ่ายผิดปกติ คือโอกาสทองในการอายัดบัตรก่อนที่เงินจะหายไป

 

วิธีป้องกัน คือ ใช้บัตรเครดิตที่มีระบบแจ้งเตือน เช่น KTC Mobile และ LINE OA และเปิดการตั้งเตือนไว้เสมอ

 

4. ตั้ง 2FA กับทุกบัญชีที่เกี่ยวกับเงิน รหัสผ่านอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป เพราะ AI สามารถเดาได้แม้แต่รหัสที่คุณคิดว่า ‘ซับซ้อน’

 

วิธีป้องกัน คือ เปิด Two-Factor Authentication (2FA) กับทุกแอปที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

 

5. อัปเดตความรู้เรื่องภัยไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ ภัยไซเบอร์เปลี่ยนทุกวัน แต่คนส่วนใหญ่ยังใช้วิธีป้องกันแบบเดิม

 

วิธีป้องกัน คือ ติดตามข่าวสารและบทความจากผู้เชี่ยวชาญที่อัปเดตภัยใหม่ๆ พร้อมวิธีรับมือที่ใช้ได้จริง

 

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนโลก แต่เปลี่ยนวิธีที่มิจฉาชีพหลอกคุณ ‘เคทีซี’ หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการปกป้องผู้บริโภคจากภัยการเงิน พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ไม่ใช่แค่ให้เครดิต แต่ให้ความมั่นใจในการใช้ชีวิตดิจิทัลอย่างปลอดภัย ด้วยระบบปฏิบัติการด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรมการเงิน

 

  • ระบบตรวจจับการใช้จ่ายผิดปกติ (Fraud Detection System) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรแต่ละราย
  • ทีม Fraud Monitoring เฉพาะทาง เจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ยืนยันกับสมาชิกผู้ถือบัตรทันที เมื่อพบธุรกรรมที่น่าสงสัยและมีความเสี่ยง
  • บริการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ผ่านแอป KTC Mobile และ LINE OA ทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย
  • ระบบอายัดบัตรอัตโนมัติ เมื่อพบธุรกรรมที่เข้าข่ายหลอกลวง พร้อมช่องทางให้ผู้ถือบัตรยืนยันตัวตนได้อย่างรวดเร็ว
  • KTC Cyber Alert ช่องทางอัปเดตข่าวสารภัยไซเบอร์และคำเตือนล่าสุด เช่น TikTok, Facebook และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ www.ktc.co.th และ LINE OA เพื่อให้สมาชิกผู้ถือบัตรรู้เท่าทันก่อนตกเป็นเหยื่อ

 

ในโลกที่เทคโนโลยีวิ่งเร็ว ความรู้คือเกราะที่ดีที่สุด เพราะในยุคนี้… AI อาจหลอกคุณได้ แต่คุณก็ป้องกันตัวเองได้เช่นกัน

The post AI หลอกคุณได้แล้วหรือยัง? Cyber Scam 2025: เมื่อภัยการเงินฉลาดขึ้นกว่าที่คุณคิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ‘หาดใหญ่’ ระดมกำลังปูพรม 6 โซน ดูแลทุกซอย ป้องกันโจรซ้ำเติมวิกฤต https://thestandard.co/police-chief-hat-yai-security-6-zones/ Sun, 30 Nov 2025 12:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1149915 ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ‘หาดใหญ่’ ระดมกำลังปูพรม 6 โซน ดูแลทุกซอย ป้องกันโจรซ้ำเติมวิกฤต

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้ […]

The post ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ‘หาดใหญ่’ ระดมกำลังปูพรม 6 โซน ดูแลทุกซอย ป้องกันโจรซ้ำเติมวิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ‘หาดใหญ่’ ระดมกำลังปูพรม 6 โซน ดูแลทุกซอย ป้องกันโจรซ้ำเติมวิกฤต

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการกำชับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ให้ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อย่างเข้มงวด หลังพื้นที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมและบางจุดยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้

 

ด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก 3 จังหวัดข้างเคียง ได้แก่ ตรัง สตูล และพัทลุง เข้าสมทบกับกำลังตำรวจสงขลา ประสานความร่วมมือกับฝ่ายทหารและฝ่ายปกครอง จัดชุดสายตรวจเดินเท้าและสายตรวจรถยนต์ปูพรมดูแลความเรียบร้อยทั่วเมืองหาดใหญ่

 

โดยแบ่งพื้นที่การปฏิบัติงานออกเป็น 6 เขตตรวจ เพื่อให้ครอบคลุมทุกตรอกซอกซอย สร้างความอุ่นใจและป้องปรามมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสก่อเหตุลักทรัพย์ซ้ำเติมผู้ประสบภัย

 

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงรายละเอียดการปฏิบัติงานว่า ในเวลากลางคืน เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงและพื้นที่ที่ไฟฟ้ายับดับ เพื่อให้ประชาชนหลับนอนได้อย่างอุ่นใจ

 

ส่วนในเวลากลางวัน ได้ระดมกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.), ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และตำรวจนครบาล กระจายกำลังลงพื้นที่ทำ 3 ภารกิจหลัก ควบคู่กันไป ได้แก่:

 

1. แจกจ่ายถุงยังชีพ: นำอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าถึงมือผู้ประสบภัย

2. ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: อำนวยความสะดวกเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ต้องการพบแพทย์ หรือย้ายไปยังศูนย์พักพิง

3. สอดส่องระวังภัย: เฝ้าระวังเหตุร้ายและดูแลความสงบเรียบร้อย

 

นอกจากนี้ กำลังพลส่วนหนึ่งจากตำรวจตระเวนชายแดนยังได้เข้าช่วยฟื้นฟู ทำความสะอาดที่พักอาศัยและพื้นที่สาธารณะให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

 

สำหรับสถานการณ์ทางคดี รองโฆษก ตร. ระบุว่า ขณะนี้มีประชาชนเริ่มทยอยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีทรัพย์สินสูญหาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบสวนติดตามต่อไป

 

ประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่สามารถติดต่อแจ้งความได้ที่ ที่ทำการชั่วคราว สภ.หาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ ณ สภ.คอหงส์ จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

The post ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ‘หาดใหญ่’ ระดมกำลังปูพรม 6 โซน ดูแลทุกซอย ป้องกันโจรซ้ำเติมวิกฤต appeared first on THE STANDARD.

]]>