มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/มาตรการช่วยเหลือลูกหนี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 May 2025 13:35:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธปท. เผย ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 ชัดเจน มิ.ย. นี้ ชี้การปรับเกณฑ์ลูกหนี้ค้างชำระ 1 วันเข้าร่วม ‘ต้องรอดูเงื่อนไข’ https://thestandard.co/bot-khunsoo-phase-2-june/ Tue, 20 May 2025 13:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1076486

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่ากา […]

The post ธปท. เผย ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 ชัดเจน มิ.ย. นี้ ชี้การปรับเกณฑ์ลูกหนี้ค้างชำระ 1 วันเข้าร่วม ‘ต้องรอดูเงื่อนไข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 พฤษภาคม) สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายขอบเขตการให้ความช่วยเหลือโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) และต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุดต่างๆ จึงคาดว่าจะประกาศเกณฑ์ใหม่ หรือ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ระยะที่ 2 ได้ช่วงกลางเดือนมิถุนายน หรือปลายเดือนมิถุนายน 2568 ก่อนที่จะครบกำหนดปิดลงทะเบียนระยะแรกในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

 

ดังนั้น กรณีที่มีข่าวจะขยายคุณสมบัติลูกหนี้ของมาตรการ ‘จ่ายตรง คงทรัพย์’ จากเดิมที่ต้องค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป (ณ วันที่ 30 ตุลาคม 67) ปรับเป็นลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1 วันขึ้นไปนั้น สุวรรณีกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงใช้เกณฑ์เดิมคือ ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ต้องมีสถานะหนี้ค้างชำระ 30 วันขึ้นไป และหากจะขยายขอบเขตเป็นค้างชำระ 1 วัน ต้องดูว่าลูกหนี้เข้าข่ายเป็นอย่างไร และต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบด้วย

 

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะแรก สามารถเข้าร่วมระยะที่ 2 ได้ด้วย เพราะเป็นการขยายขอบเขตคุณสมบัติเท่านั้น แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับยังเหมือนเดิม

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างหารือกับ ธปท. เพื่อขยายเงื่อนไขโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ อาทิ การขยายคุณสมบัติลูกหนี้ของมาตรการ ‘จ่ายตรง คงทรัพย์’ จากเดิมที่ต้องค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป (ณ วันที่ 30 ตุลาคม 67) ปรับเป็นลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1 วันขึ้นไป และเคยปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าร่วมมาตรการได้มากยิ่งขึ้น

 

เปิดความคืบหน้า ‘คุณสู้ เราช่วย’

 

สำหรับความคืบหน้าคุณสู้ เราช่วย ตั้งแต่เริ่มโครงการเดือนธันวาคม 2567 ถึง 19 พฤษภาคม 2568 พบว่า จำนวนลูกนี้ลงทะเบียนทั้งหมด 1.3 ล้านราย จากลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติทั้งหมด 1.9 ล้านราย แต่มีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนแล้วสามารถเข้าร่วมโครงการได้ 580,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 30 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติทั้งหมด หรือมียอดหนี้ 430,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของยอดหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ 890,000 ล้านบาท

 

สุวรรณีกล่าวอีกว่า จากลูกหนี้ที่ลงทะเบียนแล้วสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ณ เดือนมีนาคม 2568 มีลูกหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว คิดเป็นยอดหนี้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน เนื่องจากสถาบันการเงินสามารถติดต่อลูกหนี้ได้มากกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ

The post ธปท. เผย ‘คุณสู้ เราช่วย’ เฟส 2 ชัดเจน มิ.ย. นี้ ชี้การปรับเกณฑ์ลูกหนี้ค้างชำระ 1 วันเข้าร่วม ‘ต้องรอดูเงื่อนไข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้นราธิวาส หวังช่วยลดค่าครองชีพ https://thestandard.co/pm-debt-mediation-narathiwat/ Thu, 16 Jan 2025 07:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1031110

วันนี้ (16 มกราคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ […]

The post นายกฯ เปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้นราธิวาส หวังช่วยลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 มกราคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ลานพิกุล มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะนักศึกษาและผู้ปกครองที่เข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้ มีอยู่ มีกิน มีใช้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากขอถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรี

 

นายกรัฐมนตรีสวมเสื้อสูทสีชมพูบานเย็นลายนรารวมใจ ซึ่งเป็นผ้าลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัดนราธิวาส ที่ผสมผสานลายผ้า 5 ลายมาไว้บนผืนเดียวกัน ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ร่วมคณะเดินทางมาด้วย สวมเสื้อสีฟ้าเขียวลายนรารวมใจเช่นกัน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเจอกับพี่น้องทุกคนและได้มาจังหวัดนราธิวาส ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ได้มาเจอกับประชาชนด้วยตนเอง ตั้งแต่เดินเข้ามาทุกท่านต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก ในนามของรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนในการช่วยผลักดันเรื่องนี้ ที่เปิดโอกาสให้กับประชาชนเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องหนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานของประเทศไทย

 

การปรับโครงสร้างหนี้ การช่วยเหลือประชาชน การซัพพอร์ตต่างๆ ในเรื่องนี้จะทำให้ประชาชนมีแรง มีกำลัง ในการที่จะจ่ายค่าครองชีพที่ถูกลง รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้เพิ่มให้กับตัวเองและครอบครัว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องหนี้สินถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรจะได้รับการดูแล ขณะที่การหารายได้เพิ่มให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งรัฐบาลจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสดีๆ ให้กับประชาชน เพราะปีนี้เป็นปีแห่งโอกาส และรัฐบาลจะพยายามทำให้พี่น้องประชาชนทุกๆ คนได้รับโอกาสในทุกพื้นที่

 

“วันนี้ขอฝากไปยังเลขาธิการ ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งหารือกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการไกล่เกลี่ยหนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ไม่ต้องมาถึงจังหวัด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ต่อมานายกรัฐมนตรีพูดคุยกับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีหนี้มูลค่า 80,000 บาท แต่เมื่อเข้าโครงการแล้วหนี้ลดเหลือ 50,000 บาท ผ่อนเดือนละ 540 บาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีสอบถามว่า “ไหวหรือไม่ สู้ๆ นะ”

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้างานด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก และโครงการรถไฟทางคู่หาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก

 

The post นายกฯ เปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้นราธิวาส หวังช่วยลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป! โครงการแก้หนี้ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ลูกหนี้คนใดมีสิทธิ์เข้าร่วมบ้าง? https://thestandard.co/you-fight-we-help-debt-guide/ Wed, 11 Dec 2024 14:49:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1018593 คุณสู้ เราช่วย

สรุปโครงการแก้หนี้ครัวเรือน ‘คุณสู้ เราช่วย’ ซึ่งประกอบ […]

The post สรุป! โครงการแก้หนี้ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ลูกหนี้คนใดมีสิทธิ์เข้าร่วมบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณสู้ เราช่วย

สรุปโครงการแก้หนี้ครัวเรือน ‘คุณสู้ เราช่วย’ ซึ่งประกอบด้วย 2 มาตรการ ดังนี้

 

มาตรการที่ 1: ‘จ่ายตรง คงทรัพย์’ เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินหนี้ไม่สูงมาก ให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้ โดยเป็นการปรับโครงสร้างหนี้แบบลดค่างวดและลดภาระดอกเบี้ย โดยค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดเงินต้น 

 

รูปแบบการให้ความช่วยเหลือ

  • ลดค่างวดเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยลูกหนี้ชำระค่างวดขั้นต่ำที่ 50%, 70% และ 90% ของค่างวดเดิม ในปีที่ 1 ปีที่ 2 และปีที่ 3 ตามลำดับ ซึ่งค่างวดทั้งหมดจะนำไปตัดเงินต้นพักดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี
  • ดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับยกเว้นทั้งหมด หากลูกหนี้ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีที่อยู่ภายใต้มาตรการ

 

ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถชำระมากกว่าค่างวดขั้นต่ำที่กำหนดไว้ได้ เพื่อตัดเงินต้นเพิ่มและปิดจบหนี้ได้ไวขึ้น

 

คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้

  1. มีวงเงินสินเชื่อรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกินที่กำหนด โดยพิจารณาแยกวงเงินตามประเภทสินเชื่อต่อสถาบันการเงิน ดังนี้ 
  • สินเชื่อบ้าน / บ้านแลกเงิน วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • สินเชื่อเช่าซื้อ / จำนำทะเบียนรถยนต์ วงเงินไม่เกิน 800,000 บาท
  • สินเชื่อเช่าซื้อ / จำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท
  • สินเชื่อธุรกิจ SMEs วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • กรณีสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต หากมีหนี้บ้านหรือรถที่เข้าเงื่อนไขข้างต้น สามารถพิจารณาเข้ามาตรการรวมหนี้ได้ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่สถาบันการเงินรับได้ โดยวงเงินเมื่อรวมแล้วไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนด
  1. เป็นสินเชื่อที่ทำสัญญาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567  
  2. มีสถานะหนี้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
  • เป็นหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน 
  • เป็นหนี้ที่ไม่ค้างชำระหรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน แต่เคยมีประวัติการค้างชำระเกิน 30 วัน และได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 

 

เงื่อนไขของการเข้าร่วมมาตรการ

  1. ลูกหนี้ไม่ทำสัญญาสินเชื่อเพิ่มเติมในช่วง 12 เดือนแรกที่เข้าร่วมมาตรการ ยกเว้นกรณีสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง เจ้าหนี้สามารถให้สินเชื่อเพิ่มเติมได้โดยจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามความเหมาะสม
  2. ลูกหนี้รับทราบว่าจะมีการรายงานข้อมูลต่อเครดิตบูโร (NCB) ถึงการเข้าร่วมมาตรการ
  3. หากลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายชำระค่างวดขั้นต่ำได้ตามที่มาตรการกำหนด หรือไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ ได้ เช่น ลูกหนี้ก่อหนี้ใหม่ก่อนระยะเวลา 12 เดือน ลูกหนี้จะต้องออกจากมาตรการและชำระดอกเบี้ยที่ได้รับการพักไว้ในระหว่างที่เข้ามาตรการ
  4. หากสัญญาสินเชื่อมีผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันต้องให้ความยินยอมในการเข้าร่วมมาตรการและลงนามในสัญญาค้ำประกันใหม่

 

มาตรการที่ 2: ‘จ่าย ปิด จบ’ เป็นการช่วยลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสียและยอดหนี้ไม่สูง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรน เพื่อเปลี่ยนสถานะจากหนี้เสียเป็นปิดจบหนี้ และให้ลูกหนี้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ 

 

รูปแบบการให้ความช่วยเหลือ ลูกหนี้จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรน โดยลูกหนี้จะชำระหนี้บางส่วนเพื่อให้สามารถจ่ายและปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น

 

คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้

  1. ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มีสถานะค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (NPL) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 
  2. มีภาระหนี้ต่อบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท โดยไม่จำกัดประเภทสินเชื่อ (สามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากกว่า 1 บัญชี)

 

ในระยะต่อไป ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่ม Non-Bank อื่นๆ จะมีความช่วยเหลือออกมาเพิ่มเติม ซึ่งอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างไป เพื่อร่วมกันผลักดันให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้างและครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ ภายใต้โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ สามารถศึกษารายละเอียดของมาตรการและสมัครเข้าร่วมได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 23.59 น.

 

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BOT Contact Center ของ ธปท. โทร. 1213 หรือคอลเซ็นเตอร์ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการแล้วกด 99

 

จ่าย ปิด จบ

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post สรุป! โครงการแก้หนี้ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ลูกหนี้คนใดมีสิทธิ์เข้าร่วมบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ผ่อนเกณฑ์ ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและ Non-Bank ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม https://thestandard.co/bot-flood-relief-measures/ Fri, 30 Aug 2024 11:25:18 +0000 https://thestandard.co/?p=977724

วันนี้ (30 สิงหาคม) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถี […]

The post ธปท. ผ่อนเกณฑ์ ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและ Non-Bank ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 สิงหาคม) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากหลายพื้นที่ในเขตภาคเหนือและภาคกลางตอนบนประสบกับเหตุอุทกภัย ทำให้ประชาชนและลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน

 

เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สถาบันการเงินในภาวะเร่งด่วนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธปท. จึงผ่อนปรนหลักเกณฑ์และขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยครอบคลุมลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรืออยู่ในระดับสถานการณ์สาธารณภัยสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง โดยมีแนวทางปฏิบัติในกรณีต่างๆ ดังนี้

 

  1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

 

  1. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากปัญหาสาธารณภัย โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วไม่เกิน 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

 

  1. สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็วไม่เกิน 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

 

ทั้งนี้ ระหว่างให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสาธารณภัยได้

 

ธปท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย จะได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงินทุกแห่ง เพื่อให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ โดยลูกหนี้สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงินที่ท่านใช้บริการได้โดยตรง

The post ธปท. ผ่อนเกณฑ์ ขอความร่วมมือสถาบันการเงินและ Non-Bank ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ผ่อนบ้านไม่ไหว ตอนนี้เป็นลูกหนี้ NPL ทำยังไงดี | เงินทองของจริง EP.47 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-47/ Tue, 13 Sep 2022 02:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=679806 ลูกหนี้ NPL

หนี้ NPL คืออะไร วิธีการรับมือกับการเป็นหนี้ NPL เป็นหน […]

The post ชมคลิป: ผ่อนบ้านไม่ไหว ตอนนี้เป็นลูกหนี้ NPL ทำยังไงดี | เงินทองของจริง EP.47 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกหนี้ NPL

หนี้ NPL คืออะไร วิธีการรับมือกับการเป็นหนี้ NPL เป็นหนี้ NPL แล้วแก้ปัญหายังไงดี การป้องกันการเป็นหนี้ NPL

 

รายการ ‘เงินทองของจริง’ การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการสนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: ผ่อนบ้านไม่ไหว ตอนนี้เป็นลูกหนี้ NPL ทำยังไงดี | เงินทองของจริง EP.47 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ประกาศ ‘มาตรการ 21’ [M 21] ช่วยเหลือลูกหนี้ NPL นานสูงสุด 2 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท ช่วง 8 เดือนแรก https://thestandard.co/ghbank-announcement-of-help-debtor-measures/ Sat, 25 Jun 2022 07:07:10 +0000 https://thestandard.co/?p=646371 ธอส.

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศมาตรการ 21 [M 21] ช่วยเหลือลู […]

The post ธอส. ประกาศ ‘มาตรการ 21’ [M 21] ช่วยเหลือลูกหนี้ NPL นานสูงสุด 2 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท ช่วง 8 เดือนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส.

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศมาตรการ 21 [M 21] ช่วยเหลือลูกหนี้สถานะ NPL หรือลูกค้าที่มีสถานะเป็น NPL ที่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการช่วยเหลือ หรือลูกค้าที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคาร ที่ยังได้รับผลกระทบด้านรายได้จากปัญหาโควิดหรือภาวะเศรษฐกิจ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยพิเศษและเงินงวดผ่อนชำระต่ำเป็นระยะเวลาสูงสุด 2 ปี หรือสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 

 

โดยผ่อนเริ่มต้นเดือนที่ 1-8 เพียง 1,000 บาท ดอกเบี้ย 0% ต่อปี (ตัดชำระเงินต้นทั้งหมด) ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน – 30 ธันวาคม 2565   

  

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบางทางด้านรายได้ที่มีสถานะเป็น NPL ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดหรือภาวะเศรษฐกิจให้มีภาระในการผ่อนชำระลดลง ธอส. จึงได้จัดทำมาตรการที่ 21 [M 21] สำหรับช่วยเหลือลูกค้าสถานะ NPL หรือลูกค้าที่มีสถานะเป็น NPL ที่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการช่วยเหลือ หรือลูกค้าที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคาร ให้สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยพิเศษและเงินงวดผ่อนชำระต่ำเป็นระยะเวลานานสูงสุด 2 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 – 31 ธันวาคม 2567 

 

แบ่งความช่วยเหลือเป็น 

  • เดือนที่ 1-8 ผ่อนชำระเพียงงวดละ 1,000 บาท คิดดอกเบี้ยเท่ากับ 0% ต่อปี (ตัดชำระเงินต้นทั้งหมด) 
  • เดือนที่ 9-16 คิดเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี (กรณีเงินต้นคงเหลือ 1 ล้านบาท เงินงวด = 1,800 บาท) 
  • เดือนที่ 17-20 คิดเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี (กรณีเงินต้นคงเหลือ 1 ล้านบาท เงินงวด = 3,500 บาท)
  • เดือนที่ 21- 24 คิดเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ย MRR-2% ต่อปี (กรณีเงินต้นคงเหลือ 1 ล้านบาท เงินงวด = 3,700 บาท) (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.150% ต่อปี) 

 

กรณีลูกค้าชำระเงินงวดเกินกว่าจำนวนที่ธนาคารกำหนด จะไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระของลูกค้าต่อไป (ถ้ามี) โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป (มาตรการจะมีผลในเดือนถัดจากเดือนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ) 

 

สำหรับลูกค้าที่มีสิทธิ์เข้ามาตรการ M 21 คือ ลูกค้าที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีสถานะ NPL (ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน) หรือลูกค้าที่มีสถานะเป็น NPL และอยู่ระหว่างการใช้มาตรการช่วยเหลือของธนาคาร หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร (จะพ้นสิทธิ์ตามมาตรการเดิมเมื่อเปลี่ยนมาใช้มาตรการนี้) และต้องเป็นลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการแพร่ระบาดของโควิด 

 

ทั้งนี้ ลูกค้าสถานะ NPL สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้ามาตรการผ่านแอป GHB ALL และสาขาธนาคารทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน – 31 ธันวาคม 2565 โดยส่งหลักฐานการได้รับผลกระทบทางรายได้จากการประกอบอาชีพ / ธุรกิจ / การค้า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด เช่น หนังสือรับรองการลดวัน / เวลา / เงินเดือน / ค่าจ้าง หรือถูกเลิกจ้างจากหน่วยงานต้นสังกัด / นายจ้าง เป็นต้น ให้ธนาคารพิจารณาด้วยการอัปโหลดผ่านทางแอป GHB ALL กรณีที่ลูกค้าไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารทั่วประเทศ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ธอส. ประกาศ ‘มาตรการ 21’ [M 21] ช่วยเหลือลูกหนี้ NPL นานสูงสุด 2 ปี ผ่อนชำระเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท ช่วง 8 เดือนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ประกาศมาตรการ ‘M 20’ ผ่อนน้อย-ดอกเบี้ยต่ำ อุ้มลูกหนี้ NPL จากพิษโควิด https://thestandard.co/government-housing-bank-m-20-project/ Sat, 14 May 2022 12:35:54 +0000 https://thestandard.co/?p=628821 ธอส.

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ช่วยเหลือลูกหนี้สถานะ NPL ที่ยังได […]

The post ธอส. ประกาศมาตรการ ‘M 20’ ผ่อนน้อย-ดอกเบี้ยต่ำ อุ้มลูกหนี้ NPL จากพิษโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส.

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ช่วยเหลือลูกหนี้สถานะ NPL ที่ยังได้รับผลกระทบด้านรายได้จากปัญหาโควิด ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยพิเศษและเงินงวดผ่อนชำระต่ำเป็นระยะเวลา 24 งวด ผ่อนเริ่มต้นเดือนที่ 1-3 เพียง 1,000 บาท ดอกเบี้ย 0% ต่อปี (ตัดชำระเงินต้นทั้งหมด) ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้ามาตรการผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป  

  

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบางทางด้านรายได้ที่มีสถานะเป็น NPL และยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด ธอส. จึงได้จัดทำมาตรการที่ 20 (M 20) สำหรับช่วยเหลือลูกค้าสถานะ NPL ให้สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยพิเศษและเงินงวดผ่อนชำระต่ำเป็นระยะเวลา 24 งวด แบ่งเป็น 

 

  • เดือนที่ 1-3 ผ่อนชำระเพียงงวดละ 1,000 บาท คิดดอกเบี้ยเท่ากับ 0% ต่อปี (ตัดชำระเงินต้นทั้งหมด) 
  • เดือนที่ 4-6 คิดเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี (กรณีเงินต้นคงเหลือ 1 ล้านบาท เงินงวด = 1,800 บาท) 
  • เดือนที่ 7-12 คิดเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี (กรณีเงินต้นคงเหลือ 1 ล้านบาท เงินงวด = 3,500 บาท) 
  • เดือนที่ 13- 24 คิดเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ย MRR-2% ต่อปี (กรณีเงินต้นคงเหลือ 1 ล้านบาท เงินงวด = 3,700 บาท) (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. = 6.150% ต่อปี)

 

กรณีลูกค้าชำระเงินงวดเกินกว่าจำนวนที่ธนาคารกำหนด

จะไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระของลูกค้าต่อไป (ถ้ามี) 

 

สำหรับลูกค้าที่มีสิทธิเข้ามาตรการ M 20 คือ ลูกค้าที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีสถานะ NPL (ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน) หรือ ลูกค้าที่มีสถานะเป็น NPL และอยู่ระหว่างการใช้มาตรการช่วยเหลือของธนาคาร หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร (จะพ้นสิทธิตามมาตรการเดิมเมื่อเปลี่ยนมาใช้มาตรการนี้) และต้องเป็นลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการแพร่ระบาดของโควิด

 

ทั้งนี้ ลูกค้าสถานะ NPL สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้ามาตรการผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป และส่งหลักฐานการได้รับผลกระทบทางรายได้จากการประกอบอาชีพ / ธุรกิจ / การค้า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด เช่น หนังสือรับรองการลดวัน / เวลา / เงินเดือน / ค่าจ้าง หรือถูกเลิกจ้างจากหน่วยงานต้นสังกัด / นายจ้าง ให้ธนาคารพิจารณาด้วยการอัปโหลดผ่านทางแอปพลิเคชัน GHB ALL

 

กรณีที่ลูกค้าไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ที่ www.ghbank.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0 2645 9000 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ธอส. ประกาศมาตรการ ‘M 20’ ผ่อนน้อย-ดอกเบี้ยต่ำ อุ้มลูกหนี้ NPL จากพิษโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เครดิตบูโร’ ห่วงหนี้เสียทะลักหลังหมดมาตรการช่วยเหลือ มิ.ย. นี้ ประเมิน NPL อาจพุ่งแตะ 10% https://thestandard.co/credit-bureaus-concerned-about-bad-debt-problems/ Mon, 11 Apr 2022 13:40:56 +0000 https://thestandard.co/?p=616769 เครดิตบูโร

เครดิตบูโรห่วงหนี้เสียทะลักหลังมาตรการช่วยเหลือพิเศษหมด […]

The post ‘เครดิตบูโร’ ห่วงหนี้เสียทะลักหลังหมดมาตรการช่วยเหลือ มิ.ย. นี้ ประเมิน NPL อาจพุ่งแตะ 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโร

เครดิตบูโรห่วงหนี้เสียทะลักหลังมาตรการช่วยเหลือพิเศษหมดลงในเดือนมิถุนายน คาดตัวเลขอาจสูงถึง 10% หากบวกผลกระทบราคาพลังงานและอาหารแพง แนะเร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้เสียรหัส 21 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

 

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ภาพรวมหนี้เสีย หรือ NPL ในระบบธนาคารและนอนแบงก์ไทยจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยในช่วงหลังจากเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากในช่วงดังกล่าวมาตรการช่วยเหลือพิเศษต่างๆ ที่สถาบันการเงินมีให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดจะทยอยหมดลง โดยจะเหลือเพียงแค่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวหรือมาตรการฟ้าส้มของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่านั้น

 

“สาเหตุที่ NPL ของเราในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะเราแช่แข็งหนี้ ให้แบงก์ช่วย แน่นอนว่าเมื่อมาตรการปกป้องต่างๆ ถูกถอดปลั๊กกลับสู่โหมดปกติ เราจะได้เห็นภาพที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น NPL จะเพิ่มขึ้นแน่ๆ ซึ่งหากนำผลกระทบเรื่องราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้มาคำนวณด้วย ปีนี้เราอาจได้เห็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 7% ในปัจจุบันไปสูงสุดได้ที่ 10%” สุรพลกล่าว

 

สุรพลระบุว่า สาเหตุที่ตัวเลข NPL ของเครดิตบูโรออกมาค่อนข้างสูง เนื่องจากบริษัทใช้วิธีคำนวณโดยยึดตามนิยามของ IMF คือคิดจากบัญชีที่ขาดการชำระหนี้เกิน 90 วัน ซึ่งจะต่างจากการคำนวณของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่หากสำรองเต็มและตัดหนี้ศูนย์แล้วจะไม่ต้องรายงานข้อมูลในส่วนนั้นได้ ขณะเดียวกันยังรวมเอาข้อมูลของลูกหนี้กลุ่มนอนแบงก์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเข้ามาคำนวณด้วย

 

“ปัจจุบันเครดิตบูโรจัดเก็บข้อมูลหนี้อยู่ 12.7 ล้านล้านบาทจากภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยที่ 14.3 ล้านล้านบาท มีเพียงหนี้ในส่วนของสหกรณ์ออมทรัพย์ราว 2 ล้านล้านบาทที่ไม่ได้อยู่กับเรา โดยเรามีสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกอยู่กว่าร้อยแห่ง ทำให้ภาพที่เราเห็นจะสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า” สุรพลกล่าว

 

ผู้จัดการเครดิตบูโรอธิบายอีกว่า การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดของสถาบันการเงินในช่วงที่ผ่านมาจะใช้วิธีการแขวนดอกเบี้ย ซึ่งมาตรฐานทางบัญชีไม่อนุญาตให้ทำได้ ตามหลักการแล้วสถาบันการเงินต้องตั้งสำรองหนี้ส่วนนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้บริษัทจัดอันดับเครดิต S&P ก็ได้เขียนเอาไว้ในรายงานการปรับลดความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ไทยเช่นกัน

 

“เมื่อธนาคารมีต้นทุนต้องสำรองจากการแขวนดอกเบี้ย สิ่งที่จะตามมาคือกลุ่มที่ไปต่อไม่ได้จริงๆ ก็จะกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งเราเริ่มเห็นสัญญาณนี้แล้วจากการรายงานตัวเลข NPL ช่วงปลายปี 2564 ของ ธกส. ที่เพิ่มขึ้นจาก 3.5-3.6% เป็น 6% และการที่หุ้นแบงก์เทรดต่ำกว่า Book Value ในช่วงที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนรู้ว่าภาพหนี้เสียอาจยังไม่สะท้อนความจริง การช่วยเหลือถ้าทำไปนานๆ กลไกจะเพี้ยนได้” สุรพลกล่าว

 

สุรพลกล่าวว่า ต้นตอปัญหาหนี้ของไทยเกิดจากการที่ภาคครัวเรือนถูกกระตุ้นให้ก่อหนี้มาอย่างยาวนาน เนื่องจากสินเชื่อรายย่อยเป็นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ทำให้สถาบันการเงินเข้ามาทำตลาด แข่งกันออกโปรโมชัน 0% กันมาก จนก่อให้เกิดภาวะกู้ก่อน กินก่อน เที่ยวก่อน ผ่อนทีหลัง ซึ่งสะท้อนได้จากสัดส่วนของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่สูงถึง 27.7% ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมด

 

นอกจากนี้การจัดเก็บข้อมูลลูกหนี้สินเชื่อรายย่อยโดยแบ่งแยกตามอายุของเครดิตบูโรยังพบด้วยว่า กลุ่มคนที่ก่อหนี้สูงสุดคือ กลุ่ม Gen Y ที่ 4.5 ล้านล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่ม Gen X ที่ 3.8 ล้านล้านบาท และ Baby Boomer 1.1 ล้านล้านบาท 

 

“ถ้าเจาะลงไปดู NPL เราพบว่า หนี้เสียเกิดขึ้นมากในกลุ่มคนอายุน้อยและกระจุกอยู่ในสินเชื่อส่วนบุคคล ข้อมูลของเรายังพบอีกว่า ในกลุ่มคนอายุ 22 ปี มีถึง 24% เป็น NPL ใกล้เคียงกับคนอายุ 31 ปีที่ 1 ใน 4 เป็น NPL แม้กระทั่งคนอายุ 60 ปีก็มีถึง 15% ที่เป็น NPL โดยเฉลี่ยทั้งประเทศใน 100 คน จะมี 16 คนที่เป็น NPL ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่ากลัว” สุรพล กล่าว

 

สุรพลกล่าวว่า ปัจจุบันบัญชีหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็น NPL จะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของเครดิตบูโรภายใต้รหัส 20 และรหัส 21 โดยกลุ่มรหัส 20 คือหนี้เสียที่มีปัญหามาก่อนเกิดโควิด ขณะที่กลุ่มรหัส 21 เป็นหนี้เสียที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

 

ทั้งนี้ หากดูสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ทั้งหมดบนฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมาจำนวน 4.3 ล้านบัญชี จะแบ่งออกเป็นรหัส 20 จำนวน 1.7 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่าหนี้เสียรวม 1.6 แสนล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้ รหัส 21 มีอยู่ 2.3 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่าหนี้เสียราว 2 แสนล้านบาท

 

“ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โควิดได้ทำให้คนที่เคยจ่ายหนี้ได้ปกติต้องกลายเป็นหนี้เสียถึง 2.3 ล้านบัญชี คิดเป็นหนี้เสีย 2 แสนล้านบาท เฉลี่ยเป็นหนี้เสียต่อบัญชีที่ราว 8 หมื่นบาท ความเห็นของผมคือ เราต้องเร่งช่วยกลุ่มนี้ก่อน เพราะเขาไม่ได้อยากเป็น NPL เขาเคยจ่ายหนี้ดีมาตลอด แต่ตอนนี้กำลังจะหมดแรงหมดลมแล้ว ต้องเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ช่วย” สุรพลกล่าว

 

สุรพลประเมินว่า ภาพที่จะเกิดขึ้นในช่วงหลังจากเดือนมิถุนายนปีนี้คือ สถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและจะเกิดการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้อย่างอุตลุด ก่อนที่สถาบันการเงินจะกลับมาปล่อยสินเชื่อกันเต็มเหนี่ยวอีกครั้งในปี 2566 เนื่องจากวิธีลด NPL คือปรับโครงสร้างหนี้เสียให้กลับมาเป็นหนี้ดีและปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อให้ตัวหารเพิ่มขึ้น

 

“การปรับโครงสร้างหนี้จะเปรียบเสมือนการทำฝายชะลอน้ำล้น หนี้บางส่วนอาจถูกทำให้เป็นหนี้ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ Special Mention (SM) เพื่อให้ตัวเลขไม่ออกมาแย่นัก ดังนั้นถ้าอยากเห็นภาพกว้างของหนี้ที่มีปัญหาในระบบจริงๆ คงต้องนำ NPL, NPA และ SM มารวมกัน ซึ่งจะสะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุด” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘เครดิตบูโร’ ห่วงหนี้เสียทะลักหลังหมดมาตรการช่วยเหลือ มิ.ย. นี้ ประเมิน NPL อาจพุ่งแตะ 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เห็นชอบหลักการแก้หนี้เกษตรกร ให้พักดอกเบี้ย-ผ่อนชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง ผ่อนครบยกหนี้ให้ทั้งหมด https://thestandard.co/cabinet-approve-principles-of-debt-relief-for-farmers/ Tue, 22 Mar 2022 08:56:23 +0000 https://thestandard.co/?p=608502 หนี้เกษตรกร

วันนี้ (22 มีนาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post ครม. เห็นชอบหลักการแก้หนี้เกษตรกร ให้พักดอกเบี้ย-ผ่อนชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง ผ่อนครบยกหนี้ให้ทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้เกษตรกร

วันนี้ (22 มีนาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สำหรับลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สำหรับชำระหนี้แทนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 50,621 ราย ยอดหนี้เงินต้นจำนวน 9,282.92 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี นับจากวันที่ ครม. อนุมัติ แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ 

 

  • ปีที่ 1 จำนวน 10,000 ราย ขอใช้งบกลางฯ รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2565 รวม 2,000 ล้านบาท 
  • ปีที่ 2 จำนวน 22,000 ราย
  • ปีที่ 3 จำนวน 18,621 ราย

 

ธนกรยังกล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็นหนี้ในระบบและประสงค์ที่จะให้กองทุนช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้สินและได้นำหนี้มาขึ้นทะเบียน ซึ่งเป็นหนี้เร่งด่วน ผิดนัดชำระหนี้ และเป็นลูกหนี้ธนาคารของรัฐทั้ง 4 แห่ง ตรวจสอบแล้วกำลังรอการแก้ปัญหาทั้งสิ้น จำนวน 50,621 ราย รวมมูลหนี้เงินต้นจำนวน 9,282.92 ล้านบาท ประกอบด้วย ธ.ก.ส. 47,973 ราย มูลค่าหนี้เงินต้นจำนวน 8,520.41 ล้านบาท, ธนาคารออมสิน 552 ราย มูลค่าหนี้เงินต้น 162.37 ล้านบาท, ธอส. 2,008 ราย มูลค่าหนี้เงินต้น 306.41 ล้านบาท และ ธพว. 88 ราย มูลค่าหนี้เงินต้น 293.72 ล้านบาท

 

แนวทางการดำเนินการในการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันเจ้าหนี้ โดยพักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) และดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน และให้เกษตรกรผ่อนชำระหนี้เงินต้นครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) ตามระยะเวลาที่ตกลง แต่ไม่เกิน 15 ปี เมื่อเกษตรกรชำระหนี้คืนเสร็จสิ้นแล้ว เงินต้น (ร้อยละ 50 ที่พักไว้) และดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับการยกให้เกษตรกรทั้งหมด โดยสถาบันเจ้าหนี้จะได้รับการชดเชยเงินต้นจากรัฐบาล สำหรับการชดเชยดอกเบี้ยให้เป็นไปตามมติ ครม. โดยเงื่อนไขสำคัญคือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่ก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินอื่นใดอีก

 

สำหรับดอกเบี้ยค้างชำระของธนาคาร 4 แห่งนั้น ครม. เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลังหารือก่อนให้ ครม. พิจารณาต่อไป

 

ธนกรย้ำเป้าหมาย ครม. ในการแก้ปัญหาหนี้เกษตรในครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสได้พักฟื้นเรื่องหนี้สิน รักษาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกร เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูตนเองและสร้างรายได้ในการประกอบอาชีพ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญในแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบ ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้เกษตรกร ตามที่ประกาศปี 2565 เป็นการแก้หนี้ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

The post ครม. เห็นชอบหลักการแก้หนี้เกษตรกร ให้พักดอกเบี้ย-ผ่อนชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง ผ่อนครบยกหนี้ให้ทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลัง-ธปท.-SFIs เปิดโครงการช่วยลูกหนี้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและโควิด เน้นปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เริ่ม 1 ม.ค. 65 https://thestandard.co/mof-bot-sfis-debtor-assistance-project/ Fri, 24 Dec 2021 06:17:20 +0000 https://thestandard.co/?p=575253 โครงการช่วยลูกหนี้

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมสถาบ […]

The post คลัง-ธปท.-SFIs เปิดโครงการช่วยลูกหนี้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและโควิด เน้นปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เริ่ม 1 ม.ค. 65 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงการช่วยลูกหนี้

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ให้ร่วมกันเร่งให้ความช่วยเหลือและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีฐานะการเงินเปราะบางและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

 

โดยให้เหตุผลว่า การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของ SFIs ในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการชะลอการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้แบบชั่วคราว เช่น การพักชำระหนี้ การขยายระยะเวลา ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาลูกหนี้ที่เสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาระยะยาวที่สะสมมาได้อย่างแท้จริง

 

ด้วยเหตุผลข้างต้น ทั้ง 3 หน่วยงานจึงเห็นร่วมกันให้ ธปท. กำหนดกรอบดำเนินการและสร้างกลไกผลักดันให้ SFIs เร่งให้ความช่วยเหลือและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่เป็นการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้ได้อย่างตรงจุดในระยะยาว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยังต้องเผชิญกับภาวะการระบาดของโควิด เพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตประจำวันต่อไปได้ อันจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยแนวทางและมาตรการดำเนินการในการช่วยเหลือและแก้ไขหนี้ในระยะยาว ดังนี้

 

  1. แนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ที่เป็นการยกระดับแนวนโยบายให้ SFIs ปฏิบัติเดิม เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อรองรับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของการจัดทำนโยบาย การกำกับดูแล และกระบวนการพิจารณาการปรับโครงสร้างหนี้ ตลอดจนมีการควบคุมภายในที่รัดกุม ซึ่งจะเอื้อให้ SFIs สามารถใช้ดุลยพินิจอย่างระมัดระวังและรอบคอบในการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างแท้จริง

 

  1. มาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ SFIs เร่งแก้ไขปัญหาหนี้เดิม ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้แบบระยะยาวอย่างตรงจุดและเหมาะสมกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละราย โดยกำหนดงวดการจ่ายชำระหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงมากของลูกหนี้ และให้ลูกหนี้ทยอยจ่ายชำระหนี้เพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เริ่มกลับมา รวมทั้งต้องเร่งช่วยลูกหนี้ให้ได้จำนวนมากและรวดเร็ว ซึ่ง ธปท. ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองตามความเข้มข้นของการให้ความช่วยเหลือ โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2565 – 31 ธันวาคม 2566 ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 กันยายน 2564 ของธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการอยู่

 

พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์วิกฤตต่างๆ SFIs ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งช่วงวิกฤตโควิดใน 2 ปีที่ผ่านมา SFIs ได้ร่วมกันช่วยเหลือลูกหนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้และการให้สินเชื่อเพื่อเติมสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ สำหรับปีหน้า จากกรอบหลักเกณฑ์และมาตรการที่ ธปท. ได้กำหนดขึ้น จะเป็นแนวทางให้ SFIs ได้นำไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้อย่างแท้จริง ให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้ที่ลดลง ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระยะยาวนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวกับ SFIs และเน้นย้ำบทบาทของ SFIs ในการเป็นสถาบันการเงินเพื่อประชาชน

 

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวทางการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และมาตรการแก้ไขหนี้เดิมข้างต้น มีวัตถุประสงค์ให้ SFIs มีความมั่นใจและเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นและสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ เพื่อให้ลูกหนี้ที่ยังได้รับผลกระทบหนักสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องผ่านช่วงที่ยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้การช่วยเหลือลูกหนี้ของ SFIs มีความครอบคลุมและเข้าถึงลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ธปท. จะร่วมกับกระทรวงการคลัง และ GFA ในการเร่งรัดและติดตามการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

 

ฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา SFIs ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามกรอบมาตรการของ ธปท. และตามแนวทางการให้ความช่วยเหลือตามมาตรการของแต่ละ SFIs มาเป็นระยะ ซึ่งสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้เป็นจำนวนมาก โดยมาตรการต่างๆ จะสิ้นสุดระยะเวลาในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เป็นส่วนใหญ่ สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามประกาศ ธปท. ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565 นี้ 

 

โดยนอกจากการดำเนินการตามมาตรการและแนวทางในการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 7 แห่ง ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนการดำเนินการตามมาตรการและแนวทางดังกล่าวให้สอดคล้องกับคุณลักษณะลูกหนี้ของแต่ละ SFIs เพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลลูกหนี้ให้สามารถดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตประจำวันต่อไปได้ตามศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมด้วย

 

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือแก้ไขหนี้เดิม สามารถติดต่อ SFIs ที่ใช้บริการอยู่เพื่อขอรับความช่วยเหลือได้แล้ว และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่าน SFIs ที่ท่านใช้บริการ หรือศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร. 1213

The post คลัง-ธปท.-SFIs เปิดโครงการช่วยลูกหนี้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและโควิด เน้นปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เริ่ม 1 ม.ค. 65 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมธนาคารไทยมั่นใจฐานะแบงก์แกร่ง แม้ช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างกว่า 2 ล้านล้าน ชูโรดแมป 3 ปี มุ่งสู่ดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า https://thestandard.co/thai-bankers-association-confident-in-stable-bank-position/ Thu, 18 Nov 2021 10:31:39 +0000 https://thestandard.co/?p=561422 สมาคมธนาคารไทย

สมาคมธนาคารไทยเปิดโรดแมป 3 ปี ธุรกิจแบงก์ต้องปรับตัว ‘4 […]

The post สมาคมธนาคารไทยมั่นใจฐานะแบงก์แกร่ง แม้ช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างกว่า 2 ล้านล้าน ชูโรดแมป 3 ปี มุ่งสู่ดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมธนาคารไทย

สมาคมธนาคารไทยเปิดโรดแมป 3 ปี ธุรกิจแบงก์ต้องปรับตัว ‘4F’ มุ่งสู่ดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป ด้วยความรวดเร็วพร้อมสร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจ ย้ำฐานะแบงก์ยังแกร่ง แม้ต้องแบกรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้กว่า 2 ล้านล้านบาท เดินหน้าส่งเสริมประสิทภาพธุรกิจการทำการค้าระหว่างภูมิภาค

 

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวในหัวข้อ ‘วิกฤตโควิด-19 จุดเปลี่ยน สู่อนาคตธุรกิจการเงินไทย’ จัดโดยวารสารการเงินธนาคารว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โควิดได้สร้างแผลลึกให้เศรษฐกิจ แม้หลายประเทศเริ่มเปิดประเทศได้ มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นราว 5.5-6% ในปีนี้ และจะโตต่อเนื่องราว 4-5% ในปีหน้า 

 

ส่วนประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่การฟื้นตัว มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตราว 4-5% รั้งท้ายในอาเซียน

 

ในภาคการเงินการธนาคารก็เผชิญความท้าทายเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ราว 20% ของสินทรัพย์เสี่ยง และมีเงินสำรองต่อ NPL 152% แต่ก็ต้องแบกความเสี่ยงจากการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กว่า 2 ล้านล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือความท้าทายของโลกใบใหม่ จะเห็นสถาบันการเงินปรับตัว 4 ทิศทาง (4F) คือ Full Scale Digital, Fueled by Data, For a Better World และ Fast Moving ด้วยการพัฒนาเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลที่รวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคในโลกออนไลน์ และธุรกิจการเงินจะแข่งขันด้วยข้อมูล (Big Data) มากขึ้น จะเห็นการใช้ AI และ Machine Learning เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า ควบคู่ไปกับการรักษาข้อมูลความลับลูกค้า ทำธุรกิจตามกรอบความยั่งยืน หรือ ESG ทั้งในเรื่องพลังงานสะอาด สังคมสูงอายุ และผลักดันการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโต

 

ขณะเดียวกันต้องปรับตัวรับการดิสรัปของคู่แข่งรายใหม่ที่เข้ามา บทบาทการเป็นตัวกลางทางการเงินจะลดลงจากการเข้ามาของระบบการเงินไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance) ทำให้ดิจิทัลเลนดิ้งทั่วโลกโตเท่าตัวใน 5 ปีข้างหน้า คู่แข่งรายใหม่แม้แต่ร้านสะดวกซื้อก็หันมาให้บริการ Embedded Finance หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) มากขึ้น อาจจะโตถึงปีละ 60% ท้าทายสถาบันการเงินให้เร่งสร้างนวัตกรรมหรือมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า

 

สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกได้ร่วมกันวางโรดแมป 3 ปีข้างหน้า มุ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นสถาบันการเงิน ยกระดับการแข่งขันประเทศทั้งระดับภูมิภาคและโลก โดยธีมแรก คือ Enabling Country Competitiveness เป็นกลไกเพิ่มการแข่งขันให้กับประเทศ ส่งเสริมภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่วมกับ ธปท. พัฒนาโครงสร้างของประเทศ บนแนวคิดที่ลดความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบวงจร สร้างความเป็นธรรมให้กับแบงก์และนอนแบงก์ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยข้อมูลด้วย

 

ธีมถัดมาคือ Regional Champion ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถทำกิจกรรมทางการค้า การซื้อขายออนไลน์ และการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงการชำระเงินของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคได้อย่างไหลลื่นในต้นทุนต่ำ เชื่อมโยงการเงินภูมิภาค หลังจากที่เราร่วมกับ ธปท. พัฒนาการชำระผ่าน QR ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC)   

 

ธีมที่ 3 คือเรื่องของ Sustainability การดำเนินงานของธนาคารเอง การมีส่วนผลักดันในการดำเนินธุรกิจภาคเอกชนที่คำนึงถึงกระแสความยั่งยืน หรือ ESG การเปลี่ยนเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นโอกาสธุรกิจของประเทศไทย แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน การส่งเสริมให้เอกชนและประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น

 

และ 4. Human Capital การสร้าง Pool of Talent ให้มีทักษะตอบโจทย์โลกอนาคต ทั้งในเชิงกำลังคนที่จะต้องปรับและเพิ่มทักษะต่างๆ ให้พนักงานกว่าแสนรายทั้งระบบ ให้พร้อมรองรับความท้าทายใหม่ๆ ที่มุ่งสู่โลกดิจิทัล

 

“โลกอนาคตภาคการเงินธนาคารจะเปลี่ยนโฉมไปมาก จากเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ภายใต้โจทย์ใหม่ ในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ โรดแมปนี้จะทำให้สถาบันการเงินไทยก้าวเข้าสู่ปี 2565 และปีต่อไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีเสถียรภาพ”

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post สมาคมธนาคารไทยมั่นใจฐานะแบงก์แกร่ง แม้ช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างกว่า 2 ล้านล้าน ชูโรดแมป 3 ปี มุ่งสู่ดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. พร้อมปรับเกณฑ์ให้สถาบันการเงินกางร่มช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น แนะธุรกิจทุกภาคส่วนปรับตัวรับ 2 กระแสใหม่โลก https://thestandard.co/bot-adjusting-criteria-for-financial-institutions-to-help-debtors/ Mon, 27 Sep 2021 06:09:39 +0000 https://thestandard.co/?p=540949 Bank of Thailand

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( […]

The post ธปท. พร้อมปรับเกณฑ์ให้สถาบันการเงินกางร่มช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น แนะธุรกิจทุกภาคส่วนปรับตัวรับ 2 กระแสใหม่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bank of Thailand

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมสามัญประจำปี 2564 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หัวข้อ ‘มาตรการช่วยเหลือและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยุคโควิด’ โดยยอมรับว่า แม้การปล่อยสินเชื่อและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดโดยกลไกปกติของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาจะทำได้ดีระดับหนึ่ง เห็นได้จากสินเชื่อใหม่ที่ยังขยายตัวได้ 4% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด แต่หากเทียบกับปัญหาที่รุนแรงและสะสมจากวิกฤตครั้งนี้ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร โดยเฉพาะในการช่วยเหลือกลุ่ม SMEs 

 

ผู้ว่า ธปท. ระบุว่า ที่ผ่านมา ธปท. ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ดำเนินนโยบายแบบ Countercyclical ที่ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาต้องเป็นนโยบายที่ผ่อนปรนเกณฑ์ต่างๆ ให้เหมาะกับบริบทที่กำลังเผชิญในปัจจุบัน เพื่อลดโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะหุบร่ม รวมทั้งดูแลสภาพคล่องในระบบการเงินและภาวะการเงินให้ผ่อนคลายต่อเนื่อง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการเสริมอุดบางจุดที่ระบบธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ เพื่อเพิ่มความช่วยเหลือให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น 

 

  • การปรับลด FIDF Fee ให้กับสถาบันการเงินเพื่อส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงนี้ไปช่วยลดภาระต่อให้ลูกหนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น M Rate ลดลงประมาณ 0.5-0.7% เทียบกับก่อนโควิด ซึ่งช่วยลดภาระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชนได้ 

 

  • การช่วยเหลือ SMEs ซึ่งสำหรับสินเชื่อใหม่ ถูกเสริมด้วยการออกมาตรการเฉพาะ เช่น พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟู เพื่อให้ระบบธนาคารพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือ SMEs ได้มากขึ้น โดยใช้การค้ำประกันผ่าน บสย. มาช่วยลดความเสี่ยงได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งแม้จะยังไม่เพียงพอ แต่อย่างน้อยเริ่มเห็นสินเชื่อ SMEs ขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้ จากเดิมที่ติดลบมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคม สินเชื่อ SMEs ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% ซึ่งหากไม่มีผลของมาตรการดังกล่าว สินเชื่อ SMEs จะยังติดลบที่ 1%

 

  • การใช้กลไก SFIs มาเสริมในการสนับสนุนสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs โดยสินเชื่อ SFIs ขยายตัวกว่า 4% ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินการตามมติ ครม. รวมถึงโครงการที่ SFIs ดำเนินการเองที่ปล่อยเม็ดเงินไปแล้วอีกกว่า 3 แสนล้านบาท ตั้งแต่ช่วงเกิดสถานการณ์โควิดเป็นต้นมา

 

  • เป็นตัวกลางในการประสานความช่วยเหลือระหว่างภาคธุรกิจและธนาคารพาณิชย์ในการสนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟู และประสานกับ SFIs ในส่วนของสินเชื่อโครงการรัฐ เช่น LINE MAN X Wongnai กับธนาคารออมสิน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องธุรกิจร้านอาหารและกลุ่มไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบ และในระยะต่อไปจะขยายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในธุรกิจอื่นๆ 

 

“ที่ดำเนินการไปทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราทำพอแล้ว ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมจะออกหรือปรับมาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็น ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ พ.ร.ก. Soft Loan ที่ ธปท. และภาครัฐได้เร่งออกมาเพื่อแก้ปัญหาในช่วงระบาดระลอกแรก แต่เมื่อพบข้อจำกัดจึงได้ออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูเพิ่มเติม ซึ่งสามารถให้สภาพคล่องแก่ธุรกิจ SMEs ได้เกิน 1 แสนล้านบาทภายใน 4 เดือน เร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 6 เดือน และแม้จะเป็นไปตามเป้าแล้ว ล่าสุดเรายังได้ปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสอดรับกับบริบทที่เจออยู่ เช่น ปรับรูปแบบการค้ำประกันเพื่อให้สินเชื่อไปถึงกลุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสที่กลุ่มนี้จะเข้าไม่ถึงสินเชื่อ” เศรษฐพุฒิกล่าว

 

ผู้ว่า ธปท. กล่าวอีกว่า นอกจากปรับเรื่องสินเชื่อใหม่ มาตรการดูแลหนี้เดิมก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจที่แตกต่างกันและยืดเยื้อ ทำให้มาตรการลักษณะที่เป็นการพักหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ระยะสั้นๆ ไม่ตอบโจทย์และไม่เอื้อให้เกิดการปรับตัว ดังนั้น ธปท. จึงได้ออกมาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 กันยายน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้เหมาะกับปัญหา โดยให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงมากในช่วงนี้ และช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการขยายเวลาชำระหนี้ รวมทั้งต้องเร่งช่วยลูกหนี้ให้ได้จำนวนมากและเร็ว

 

อย่างไรก็ดี ผู้ว่า ธปท. ยอมรับว่า ด้วยวิกฤตที่หนัก กว้าง และรุนแรง ในท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือจากกลไกของระบบธนาคารพาณิชย์ กลไก SFIs และกลไกเสริมจาก ธปท. เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วก็จะยังไม่สามารถช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ทั้งหมด การช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่มีจำกัดไปช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก แต่มีโอกาสที่จะพลิกฟื้นและกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

ในทางกลับกัน เศรษฐพุฒิกล่าวว่า หากจัดสรรทรัพยากรไปใช้อย่างไม่ถูกจุด ผู้เดือดร้อนหนักอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือเพียงพอ และอาจส่งผลให้กลไกของระบบธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ทำให้ธนาคารหุบร่มแทนที่จะเห็นการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม อาจเกิดการเรียกหนี้คืนจากธนาคารพาณิชย์ หรือการขายลูกหนี้หรือทรัพย์ออกไปนอกธนาคารพาณิชย์ในราคา Force Sale ดังเช่นที่เกิดขึ้นในวิกฤตปี 2540 ซึ่งจะทำให้ผลกระทบยิ่งขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้นการดูแลช่วยเหลือลูกหนี้จึงจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการบรรเทาผลกระทบต่อลูกหนี้ กับการดูแลเสถียรภาพและการทำงานของระบบการเงินให้ดำเนินต่อไปได้ มิเช่นนั้นผลกระทบจะกว้าง ยาว และหนักกว่าที่เราประสบในปัจจุบัน

 

“แม้การดูแลช่วยเหลือลูกหนี้จะไม่ได้ทำให้ลูกหนี้รอดทุกคน แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือการทำให้ลูกหนี้รอดมากที่สุด ดังนั้นบทบาทสำคัญของ ธปท. จึงเป็นการออกแบบมาตรการปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อหรือสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น และยังมีฐานะแข็งแกร่ง” เศรษฐพุฒิ กล่าว

 

ผู้ว่า ธปท. ยังได้พูดถึงกระแสใหม่ในโลกสองประเด็นที่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยจะต้องเรียนรู้และปรับตัว ประเด็นแรก คือกระแสเรื่องดิจิทัล ที่เริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น การใช้ Digital Footprint ในการทำธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น รวมถึงมีผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น 

 

ประเด็นต่อมา คือเรื่อง ESG โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบเร็วและแรงกว่าที่คาด ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม แต่จะรวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการออกนโยบายต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนของประเทศพัฒนาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือกรณีที่สหภาพยุโรปได้ออก European Green Deal ซึ่งจะมีการบังคับใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ซึ่งจะคล้ายกับภาษีที่จัดเก็บตาม Carbon Footprint ของสินค้าต่างๆ 

 

“สองกระแสนี้จึงเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะมากระทบกับทุกภาคส่วน ซึ่งทุกฝ่ายต้องปรับตัว ปรับรูปแบบและกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถรองรับกระแสดังกล่าว ซึ่งนับวันจะยิ่งมีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ที่สำคัญเราจะต้องออกจากวิกฤตนี้ด้วยแผลเป็นที่น้อยที่สุด เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการปรับตัวรองรับกระแสโลกใหม่ได้ดีขึ้น” เศรษฐพุฒิกล่าว

 

สำหรับภาคธุรกิจ ภายใต้บริบทที่ปัจจัยภายนอกมีความไม่แน่นอนสูง การวางแผนทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง การดำเนินกิจการ หรือการลงทุนใหม่ จะต้องให้น้ำหนักมากขึ้นกับกระแสโลกใหม่ ทั้งการให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และกระแสเรื่องดิจิทัลที่จะทำให้ธุรกิจต้องแข่งขันกันมากขึ้น 

 

ในส่วนของประชาชน ต้องเตรียมรับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เร่งวางแผนทางการเงิน จัดเตรียมเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องเพิ่มความสำคัญกับการเท่าทันกระแสดิจิทัล เพราะนอกจากจะเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับงานในโลกใหม่แล้ว ยังช่วยป้องกันการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ที่อาจมีเพิ่มขึ้นได้

 

สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลให้ลูกหนี้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้แล้ว สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือการปรับตัวเพื่อรองรับบริบทใหม่ๆ และต้องจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในรูปแบบที่สอดคล้องกับกระแสของอนาคตที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ Green และ ESG มากขึ้น เช่น การผนวกเรื่อง ESG เข้าไปตลอดกระบวนการให้สินเชื่อ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องการดำเนินการด้านความยั่งยืน รวมถึงการมีนโยบายขององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน 

 

ธปท. ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลระบบธนาคารพาณิชย์และทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศก็ต้องปรับตัวอย่างน้อย 3 ด้าน คือ



1. การดูแลให้บรรยากาศในภาคการเงินเอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการปรับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน
2. ต้องเพิ่มสมดุลระหว่างการเอื้อให้มีนวัตกรรมใหม่หรือมีผู้เล่นรายใหม่ กับการดูแลให้ระบบการเงินยังสามารถสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้และมีเสถียรภาพ
3. ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนและ SMEs ที่ยังเป็น Pain Point สำคัญของระบบการเงินไทย 

 

ภาครัฐเองต้องปรับตัวไปสู่การเป็น Facilitator โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของเอกชนมากขึ้น และในการแก้ปัญหาวิกฤตโควิดนี้ ภาครัฐได้ดำเนินนโยบายแบบ Countercyclical เพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งต้องขอบคุณภาครัฐที่ล่าสุดได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเป็น 70% แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดูแลสถานการณ์ให้ได้มากขึ้นและต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใส่ใจกับการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตอย่างเต็มศักยภาพได้ยั่งยืน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ธปท. พร้อมปรับเกณฑ์ให้สถาบันการเงินกางร่มช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น แนะธุรกิจทุกภาคส่วนปรับตัวรับ 2 กระแสใหม่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มแบงก์บวกยกแผง รับผลบวกจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม https://thestandard.co/bank-stocks-soar-on-new-measures-of-bot-2/ Mon, 23 Aug 2021 08:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=528118 Bank stocks

เกิดอะไรขึ้น: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วัน […]

The post หุ้นกลุ่มแบงก์บวกยกแผง รับผลบวกจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bank stocks

เกิดอะไรขึ้น:

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสถาบันการเงิน (กนส.) มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ได้แก่

 

  1. ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปี (เดิมจะสิ้นสุดในสิ้นปี 2564) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2565

 

  1. การผ่อนผันการจัดชั้นหนี้ โดย ธปท. จะอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถคงการจัดชั้นสำหรับลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ที่เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วได้จนถึง 31 มีนาคม 2565 เพื่อเอื้อให้สถาบันการเงินและลูกหนี้มีเวลาเพียงพอในการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ธปท. จะผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวไปจนถึงสิ้นปี 2566 โดยก่อนหน้านี้ ธปท. ได้อนุญาตให้ผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อภายใต้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะสั้นไปจนถึงสิ้นปี 2564

 

  1. สินเชื่อฟื้นฟูสำหรับลูกหนี้ SMEs โดย ธปท. จะขยายเพดานวงเงินสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ซอฟต์โลนที่มีคุณสมบัติตามกำหนด และปรับลดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อ

 

  1. มาตรการสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดย ธปท. จะคงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำไว้ที่ 5% และขยายเพดานวงเงินบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท) เป็นไม่เกิน 2 เท่าของรายได้ ไปจนถึงสิ้นปี 2565

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (23 สิงหาคม 2564) ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ตอบรับเชิงบวก โดยปรับตัวขึ้น 5.09%DoD ซึ่งปรับตัวตัวขึ้นโดดเด่นกว่า SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 18.40 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.18%DoD สู่ระดับ 1,571.58 จุด

 

โดยราคาหุ้น KBANK ปรับตัวขึ้น 7.37%DoD สู่ระดับ 116.50 บาท

ราคาหุ้น BBL ปรับตัวขึ้น 6.73%DoD สู่ระดับ 111.00 บาท

ราคาหุ้น SCB ปรับตัวขึ้น 5.32%DoD สู่ระดับ 104.00 บาท

ราคาหุ้น TTB ปรับตัวขึ้น 5.05%DoD สู่ระดับ 1.04 บาท

ราคาหุ้น KTB ปรับตัวขึ้น 3.85%DoD สู่ระดับ 10.80 บาท

ราคาหุ้น TISCO ปรับตัวขึ้น 2.20%DoD สู่ระดับ 92.75 บาท

ราคาหุ้น TCAP ปรับตัวขึ้น 1.45%DoD สู่ระดับ 35.00 บาท

(ข้อมูล ณ เวลา 12.30 น.)

 

มุมมองต่อมาตรการ:

SCBS มีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม โดยหลังจาก ธปท. ขยายเวลาลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF จนถึงสิ้นปี 2565 จะทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ของกลุ่มธนาคารในปี 2565 เพิ่มขึ้นราว 12 BPS ซึ่งหนุนให้ประมาณการกำไรปี 2565 ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นอีก 7% ทั้งนี้ SCBS มองว่าผลกระทบเชิงบวกของการขยายเวลาลดอัตรานำส่งเงินกองทุนฯ จะถูกลดทอนลงบางส่วนจากการให้สินเชื่อจากการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ

 

นอกจากนี้ SCBS มองว่ามาตรการผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาระการตั้งสำรองของธนาคาร และสร้างความมั่นใจว่า Credit Cost จะลดลงในปี 2565 โดย SCBS คาดว่า Credit Cost โดยเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารจะลดลง 26 BPS ในปี 2564 และ 21 BPS ในปี 2565

 


 

เตรียมพบกับฟอรัมที่ผู้บริหารต้องดูก่อนวางแผนกลยุทธ์ปีหน้า! The Secret Sauce Strategy Forum คัมภีร์กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตปี 2022


📌 เฟรมเวิร์กกลยุทธ์ใช้ได้จริง
📌 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยโลก
📌 เทรนด์ผู้บริโภคการตลาด
📌 เคสจริงจากผู้บริหาร

 

พิเศษ! บัตร Early Bird 999 บาท วันนี้ถึง 27 สิงหาคมนี้เท่านั้น

 

ซื้อบัตรได้แล้วที่ www.zipeventapp.com/e/the-secret-sauce

The post หุ้นกลุ่มแบงก์บวกยกแผง รับผลบวกจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดแผน 5 ปี ยกระดับคุมเข้มเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นจ่อซึมยาว | Morning Wealth 13 สิงหาคม 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-13082021/ Fri, 13 Aug 2021 01:21:08 +0000 https://thestandard.co/?p=524590 MORNING WEALTH 13082021_COVER

ส่องรายละเอียด แผน 5 ปีของรัฐบาลจีน กับแนวทางยกระดับกฎเ […]

The post จีนเปิดแผน 5 ปี ยกระดับคุมเข้มเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นจ่อซึมยาว | Morning Wealth 13 สิงหาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
MORNING WEALTH 13082021_COVER

ส่องรายละเอียด แผน 5 ปีของรัฐบาลจีน กับแนวทางยกระดับกฎเกณฑ์ควบคุมเศรษฐกิจในด้านต่างๆ กระทบตลาดหุ้นจีนอย่างไร

 

ธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกมากขึ้น ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้ง ‘ลดหนี้’ และ ‘ลดดอกเบี้ย’ เป้าหมายอุ้มลูกหนี้ฝ่าวิกฤตโควิดได้ในระยะยาว รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

สัมภาษณ์พิเศษ กรณ์ จาติกวณิช อดีตประธานสมาคมไทยฟินเทค หัวหน้าพรรคกล้า กับโปรเจกต์ Mission: Pawsible ช่วยน้องหมา ผ่านการประมูล NFT ขายทั่วโลก

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth วันที่ 13 สิงหาคม 2564 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post จีนเปิดแผน 5 ปี ยกระดับคุมเข้มเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นจ่อซึมยาว | Morning Wealth 13 สิงหาคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการช่วยลูกหนี้ของสถาบันการเงิน นอกเหนือจากการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 เดือน https://thestandard.co/debt-helping-measure-from-financial-institution/ Tue, 27 Jul 2021 09:45:03 +0000 https://thestandard.co/?p=518110 ส่องมาตรการช่วยลูกหนี้

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับสมาคมธน […]

The post ส่องมาตรการช่วยลูกหนี้ของสถาบันการเงิน นอกเหนือจากการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการช่วยลูกหนี้

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย, สมาคมธนาคารนานาชาติ, สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ออกมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ ทั้งที่ถูกสั่งปิดกิจการ รวมถึงผู้ประกอบการที่ยังเปิดกิจการแต่ได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงในช่วงวิกฤตโรคโควิด 

 

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าว สถาบันการเงินหลายแห่งยังได้ออกมาตรการอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของตัวเองเพิ่มเติมอีก เราลองไปดูกันว่ามาตรการเหล่านี้มีอะไรบ้าง

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ส่องมาตรการช่วยลูกหนี้ของสถาบันการเงิน นอกเหนือจากการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เตรียมออกประกาศให้สถาบันการเงินทบทวนการคิดค่าธรรมเนียม 300 รายการในไตรมาสนี้ เผยปัจจุบันมีลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือแล้ว 4.9 ล้านบัญชี https://thestandard.co/bot-prepare-to-issue-announcements-for-financial-institutions-to-review-the-fee-charge/ Wed, 21 Jul 2021 07:56:06 +0000 https://thestandard.co/?p=515385 Bank of Thailand

ธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน […]

The post ธปท. เตรียมออกประกาศให้สถาบันการเงินทบทวนการคิดค่าธรรมเนียม 300 รายการในไตรมาสนี้ เผยปัจจุบันมีลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือแล้ว 4.9 ล้านบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bank of Thailand

ธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. จะมีการออกประกาศแนวปฏิบัติการคำนวณอัตราค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินทั้งระบบภายในไตรมาสที่ 3 นี้ เพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการเงินใช้ทบทวนสำหรับการกำหนดค่าธรรมเนียมกับผู้ใช้บริการให้สมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากขึ้น

 

โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวจะครอบคลุมค่าธรรมเนียมราว 300 รายการ ในทุกกลุ่มลูกค้าของสถาบันการเงิน ทั้งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และลูกค้ารายย่อย

 

“ประกาศของ ธปท. จะไม่กำหนดว่ารายการ A จะต้องคิดค่าธรรมเนียมเท่าไรแบบตายตัว แต่เราจะมีหลักการให้สถาบันการเงิน 7-8 ข้อ คล้ายๆ เป็น Market Conduct เพราะต้นทุนของธนาคารแต่ละแห่งไม่เท่ากัน แต่เราจะกำหนดให้ทุกสถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลค่าธรรมเนียมบนเว็บไซต์ของ ธปท. เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะเป็น Peer Pressure กดดันให้สถาบันการเงินควบคุมตัวเองจากการแข่งขัน” ธัญญนิตย์กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ธัญญนิตย์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันที่ค่าธรรมเนียมในบางรายการอาจถูกกำหนดในอัตราที่ตายตัวหาก ธปท. เล็งเห็นว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีขั้นตอนการดำเนินการที่ไม่แตกต่างกันและต้นทุนการดำเนินงานไม่มีผลกระทบ

 

“การนำข้อมูลค่าธรรมเนียมขึ้นบนเว็บไซต์ของ ธปท. ทยอยขึ้นเป็นเฟสๆ ช่วงแรกอาจจะโฟกัสที่ค่าธรรมเนียม 20 รายการ ที่เป็น Pain Point ซึ่งถูกผู้ใช้บริการร้องเรียนบ่อยๆ ก่อน” ธัญญนิตย์กล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ยังเปิดเผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านมาตรการต่างๆ ของ ธปท. โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า มีลูกหนี้ที่ขอรับความช่วยเหลือแล้ว 4.9 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินหนี้รวม 3.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น สินเชื่อรายใหญ่ 2,060 ราย คิดเป็นวงเงินหนี้ 6 แสนล้านบาท สินเชื่อเอสเอ็มอี 5 แสนบัญชี คิดเป็นวงเงินหนี้รวม 1 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรายย่อย 4.4 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินหนี้รวม 1.6 ล้านล้านบาท

 

โดยในส่วนของสินเชื่อรายย่อยสามารถแยกย่อยได้เป็นสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล 3.4 ล้านบัญชี วงเงินหนี้รวม 8 แสนล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินหนี้รวม 6 แสนล้านบาท และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 4 แสนบัญชี วงเงินหนี้รวม 2 แสนล้านบาท

 

ธัญญนิตย์ระบุว่า ธปท. มีความกังวลต่อภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นของไทยจนขึ้นไปแตะระดับ 90.5 ของจีดีพีในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิดที่ทำให้คนมีรายได้ลดลง โดยในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีตั้งแต่การลดเพดานดอกเบี้ย มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 1-2-3 การเร่งรัดให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถการชำระของลูกหนี้ การลดดอกเบี้ยผิดนัดชำระและการปรับวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ไปจนถึงการหาช่องทางไกล่เกลี่ยให้กับลูกหนี้ที่มีปัญหาค้างชำระผ่านคลินิกแก้หนี้และมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้

 

“แต่เราจะไม่หยุดแค่นี้ ในอนาคตเรายังมีแผนจะทำอีก 4 เรื่อง คือ

  1. ทำโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลเครดิตที่ครอบคลุมเจ้าหนี้ที่อยู่นอกเหนือเครดิตบูโรเข้ามาด้วย อาทิ กลุ่มสหกรณ์
  2. ผลักดันให้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ส่งเสริมให้ลูกหนี้ก่อหนี้เกินตัว
  3. ให้ความรู้และคำแนะนำการบริหารหนี้แบบครบวงจรกับผู้บริโภค และ
  4. ส่งเสริมให้เกิดช่องทางการกู้ยืมรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมในระบบ อาทิ P2P Lending” ธัญญนิตย์กล่าว

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่ ธปท. จะขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ออกไปเกินกว่า 2 เดือนนั้น ธัญญนิตย์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่มาตรการดังกล่าวอาจถูกขยายออกไปเช่นกัน อย่างไรก็ดี อยากเน้นย้ำว่าวัตถุประสงค์ของการพักชำระหนี้นั้นเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนชั่วคราวและไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะดอกเบี้ยปกติและดอกเบี้ยพักชำระยังเดินต่อ

 

“การแก้ปัญหาระยะยาวแบบยั่งยืน ธปท. ต้องการเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละรายมากกว่า อาทิ การปรับหนี้บัตรเครดิตมาอยู่ในรูปแบบ Term Loan ที่ดอกเบี้ยถูกกว่า เพราะโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนาน สิ่งที่ถูกต้องและควรทำคือการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ความรู้ทางการเงินกับประชาชน” ธัญญนิตย์กล่าว

The post ธปท. เตรียมออกประกาศให้สถาบันการเงินทบทวนการคิดค่าธรรมเนียม 300 รายการในไตรมาสนี้ เผยปัจจุบันมีลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือแล้ว 4.9 ล้านบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ออมสิน’ จัดหนัก สั่งพักเงินต้น-ดอกเบี้ยนาน 6 เดือน ช่วยลูกหนี้รายย่อย 7.5 แสนราย มูลค่าสินเชื่อรวม 5 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/gsb-order-to-suspend-principal-interest-for-6-months-to-help-retail-debtors/ Tue, 20 Jul 2021 05:25:07 +0000 https://thestandard.co/?p=514771 GSB

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ […]

The post ‘ออมสิน’ จัดหนัก สั่งพักเงินต้น-ดอกเบี้ยนาน 6 เดือน ช่วยลูกหนี้รายย่อย 7.5 แสนราย มูลค่าสินเชื่อรวม 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
GSB

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยการพักชำระหนี้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ธนาคารออมสินตระหนักถึงความเดือดร้อนของลูกหนี้กลุ่มที่เป็นลูกค้ารายย่อย จึงออกมาตรการพักชำระหนี้สูงสุด 6 งวด (พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์ยากลำบาก ซึ่งจากฐานข้อมูลลูกค้าสินเชื่อของธนาคารประเมินว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่มีสิทธิ์พักหนี้ตามมาตรการนี้ ในจำนวนมากถึงกว่า 750,000 ราย เป็นยอดหนี้คงเหลือกว่า 50,000 ล้านบาท

 

สำหรับลูกหนี้ที่มีสิทธิ์พักชำระหนี้ตามมาตรการนี้คือลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และเป็นผู้ได้รับผลกระทบทำให้ต้องเลิกกิจการ ถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ ฯลฯ (ยกเว้นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) โดยธนาคารจะพักเงินงวดผ่อนชำระให้สูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2564 หลังจากนั้นเมื่อสิ้นสุดระยะการพักชำระหนี้ให้กลับมาจ่ายเงินงวดตามเงื่อนไขเดิม โดยเงินต้นและดอกเบี้ยที่ได้พักไว้จะถูกนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญาเงินกู้หรือข้อตกลงที่ทำกับธนาคาร

 

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาที่พักชำระหนี้ ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระและไม่ส่งผลต่อข้อมูลเครดิตของลูกค้า รวมถึงไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดชำระและค่าปรับใดๆ โดยธนาคารแบ่งความช่วยเหลือเป็น 2 เฟส เริ่มเฟสแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 และเฟสที่สองช่วงเดือนสิงหาคม ลูกค้าจะทยอยได้รับ SMS หรือ Notification แจ้งทางแอปพลิเคชัน MyMo ให้สามารถกดรับสิทธิ์เพื่อขอพักชำระหนี้ผ่านแอปฯ MyMo จนเสร็จสิ้นกระบวนการ กรณีที่ลูกค้ายังไม่มีแอปฯ สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้งานด้วยตนเองหรือติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

 

อนึ่ง มาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรการพักชำระหนี้ทั้งหมดที่ธนาคารออมสินประกาศให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มต่างๆ เช่น

  1. มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน แก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่ทางราชการประกาศให้ปิดกิจการ (ให้สิทธิ์พักชำระหนี้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง)
  2. มาตรการพักชำระหนี้ 6 เดือน แก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ประเภทกิจการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์
  3. มาตรการมหกรรมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา
  4. มาตรการแก้หนี้สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ประสบปัญหาการชำระเงินงวด อันเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด

The post ‘ออมสิน’ จัดหนัก สั่งพักเงินต้น-ดอกเบี้ยนาน 6 เดือน ช่วยลูกหนี้รายย่อย 7.5 แสนราย มูลค่าสินเชื่อรวม 5 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. เผยยอดสินเชื่อฟื้นฟูถึงมือลูกหนี้แล้ว 2.3 หมื่นราย วงเงินรวม 7.2 หมื่นล้าน แย้มกำลังศึกษาข้อดี-ข้อเสียการลดเพดานดอกเบี้ย https://thestandard.co/bot-rehabilitation-loan/ Fri, 16 Jul 2021 06:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=513420 ธนาคารแห่งประเทศไทย

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ธปท. เผยยอดสินเชื่อฟื้นฟูถึงมือลูกหนี้แล้ว 2.3 หมื่นราย วงเงินรวม 7.2 หมื่นล้าน แย้มกำลังศึกษาข้อดี-ข้อเสียการลดเพดานดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูให้กับลูกหนี้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ภายใต้วงเงิน 2.5 แสนล้านบาทว่า ล่าสุดมีวงเงินที่ได้รับอนุมัติแล้ว 72,391 ล้านบาท คิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 23,687 ราย โดยมีวงเงินช่วยเหลือเฉลี่ยรายละ 3.1 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าสินเชื่อกระจายตัวได้ดีทั้งในแง่ของขนาด ประเภทธุรกิจ และภูมิภาค โดย 45% กระจายไปยัง SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังพบว่า 67.5% ของธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ในภาคพาณิชย์และบริการ และ 68% เป็นธุรกิจในต่างจังหวัด

 

“ที่ผ่านมา ธปท. เน้นย้ำกับสถาบันการเงินมาโดยตลอดว่า การพิจารณาศักยภาพของลูกหนี้จะต้องดูตามความเป็นจริง การจะดูว่าลูกหนี้มีศักยภาพหรือไม่อาจจะดูที่งบการเงินปี 2563 และ 2564 อย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งภาพรวมของสินเชื่อฟื้นฟูที่กระจายไปในกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี 45% รวมถึงธุรกิจร้านค้าปลีกและบริการในต่างจังหวัดก็สะท้อนว่าการปล่อยสินเชื่อยังเป็นไปตามเป้าของ ธปท.” รณดลกล่าว

 

สำหรับโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนจำนวนทั้งสิ้น 949 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 12 ราย

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าประเด็นการลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการจำนองและการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ ค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ให้แก่ บสย. หรือสถาบันการเงิน รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินหลักประกันคืนผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินที่มีความชัดเจนขึ้นหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยยังเหลือขั้นตอนเพียงการออกกฎหมายลูก จะทำให้จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการพักทรัพย์ พักหนี้เพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะต่อไปของ ธปท. ทั้งเรื่องการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และบัตรเครดิต รวมถึงการลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่ปัจจุบันลดจาก 0.46% มาอยู่ที่ 0.23% ชั่วคราว ซึ่งจะครบกำหนดในสิ้นปีนี้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม

 

“เรื่องลดเพดานดอกเบี้ยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อดีและข้อเสีย เพราะการลดดอกเบี้ยแม้จะทำให้ลูกหนี้บางส่วนได้ประโยชน์ แต่ก็อาจส่งผลให้คนบางส่วนเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบได้เช่นกัน ช่วยเรื่องเงินนำส่งกองทุน FIDF เราคงต้องให้รอบคอบก่อนว่าการลดในครั้งที่ผ่านมามีการส่งผ่านผลประโยชน์ไปสู่ลูกหนี้มากน้อยเพียงใด เราอยากเห็นความชัดเจนเรื่องการส่งผ่านความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินไปสู่ลูกหนี้ก่อน” รณดลกล่าว

 

สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวถึงมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของภาครัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐและชมรมนอนแบงก์ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนและเฉพาะหน้าในภาวะที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องขาดรายได้ไปอย่างฉับพลันเท่านั้น โดย ธปท. ยังมองว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนยังเป็นการเร่งกระจายวัคซีนเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง รวมถึงการใช้กลไกการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละรายเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้

 

“มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือนที่ออกมาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ลูกหนี้ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินขอให้ดำเนินการต่อ ส่วนสาเหตุที่ ธปท. ไม่ให้ความช่วยเหลือแบบอัตโนมัติหรือเป็นวงกว้างแก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐ เป็นเพราะเราประเมินว่าขณะนี้มีธุรกิจบางกลุ่มที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว เช่น กลุ่มส่งออก ดังนั้น ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพและสามารถชำระหนี้ได้ จึงควรชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาระหนี้ในอนาคตเพิ่มขึ้นสูงเกินจำเป็น” สุวรรณีกล่าว

The post ธปท. เผยยอดสินเชื่อฟื้นฟูถึงมือลูกหนี้แล้ว 2.3 หมื่นราย วงเงินรวม 7.2 หมื่นล้าน แย้มกำลังศึกษาข้อดี-ข้อเสียการลดเพดานดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กูรูประสานเสียง คาด กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% เชื่อหันใช้นโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องลูกหนี้แทน https://thestandard.co/mpc-keep-interest-stay-still-help-debtors/ Wed, 23 Jun 2021 02:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=503507 กนง. ดอกเบี้ย

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า […]

The post กูรูประสานเสียง คาด กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% เชื่อหันใช้นโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องลูกหนี้แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. ดอกเบี้ย

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ยยังไม่ใช่คำตอบของภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ 

 

โดย นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ttb analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% ไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย เนื่องจากอัตราดังกล่าวถือว่ามีความผ่อนคลายพอสมควรอยู่แล้ว โดยเชื่อว่า กนง. จะเลือกดำเนินนโยบายทางการเงินแบบอื่น เช่น กลไก Asset Warehousing (โกดังเก็บหนี้) การช่วยลดภาระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้กับลูกหนี้มากกว่าการลดดอกเบี้ย

 

“กนง. น่าจะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระหนี้เก่าเพื่อช่วยลูกหนี้ และการเร่งผลักดันสินเชื่อฟื้นฟู ซึ่งเป็นตัวหลักที่จะทำให้ภาคธุรกิจมีสภาพคล่องมากกว่า ส่วนนโยบายดอกเบี้ยมองว่า โอกาสเดียวที่ กนง. จะปรับลดลงก่อนสิ้นปีนี้คือเกิดการระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรงจนสั่งล็อกดาวน์อีกครั้ง” 

 

นริศระบุว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้การลดดอกเบี้ยยังไม่เกิดขึ้นคือภาวะเงินฝากที่ล้นระบบ โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีวงเงินฝากที่เป็นบัญชีออมทรัพย์มีสูงถึง 7 ล้านล้านบาท หากมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก คนอาจจะแสวงหาการลงทุนรูปแบบอื่นที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 

 

อย่างไรก็ดี ยังเชื่อว่าแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ปรับลดลง แต่ยังมีโอกาสที่ดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบจะปรับลดลงได้อยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจใช้วิธีขอความร่วมมือให้​สถาบันการเงินปฏิบัติตาม หรือ Moral Suasion ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น การลดดอกเบี้ย MLR และ MOR ของธนาคารพาณิชย์ลงชั่วคราวในอดีต เพียงแต่ครั้งนี้โฟกัสอาจจะอยู่ที่กลุ่มสินเชื่อบุคคลประเภทต่างๆ และการให้ความร่วมมืออาจต้องครอบคลุมไปถึงกลุ่มนอนแบงก์และลีสซิ่งต่างๆ ด้วย 

 

ทั้งนี้ นริศยังคาดว่า มีโอกาสที่ ธปท. จะขยายอายุมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่ง FIDF เพื่อช่วยลดภาระให้สถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินนำส่วนต่างที่ลดลงไปช่วยลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าช่วยลดภาระของลูกหนี้ โดยเชื่อว่าการลดอัตรานำส่ง FIDF ลงจาก 0.23% ก็ยังเป็นเรื่องที่ ธปท. ทำได้ แต่คงไม่ลดลงเหลือ 0% เพราะระบบการเงินไทยยังมี Overhead Cost อยู่

 

ด้านสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า ที่ประชุม กนง. รอบนี้น่าจะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย แต่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 0.50% เนื่องจากโจทย์ทางเศรษฐกิจในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่อัตราดอกเบี้ย แต่อยู่ที่การลดภาระหนี้และการเข้าถึงเงินทุน

 

“การลดดอกเบี้ยอาจช่วยได้ในภาวะที่เกิด Demand Shock แต่ตอนนี้ไม่ใช่โจทย์ ตอนนี้คือทำอย่างไรให้คนยังมีเงินไปประคองตัวเองให้อยู่รอด ซึ่งเท่าที่ติดตาม ธปท. ก็เดินมาถูกทางแล้ว มีกลไกการช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่อง เช่น โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและโครงการพักทรัพย์พักหนี้ แต่การส่งผ่านเม็ดเงินดูเหมือนยังทำได้ช้าอยู่ เหมือนเรามีก๊อกน้ำแล้วแต่น้ำยังไหลเบา โจทย์ตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้น้ำไหลแรงขึ้น” สมประวิณกล่าว

 

สมประวิณกล่าวว่า การจะผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อมากขึ้นหรือทำให้น้ำไหลแรงขึ้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเข้าไปช่วยชดเชยความเสี่ยง ช่วยค้ำประกันความเสียหายมากขึ้น การผ่อนคลายกลไกการกำกับบางอย่าง นอกจากนี้ การตั้ง Credit Mediator ขึ้นมา เพื่อช่วยแนะนำกลุ่มธุรกิจ SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้

 

สำหรับประเด็นที่มีข้อเสนอให้ ธปท. ทบทวนเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้นั้น สมประวิณมองว่า อาจมองได้สองมุม คือมุมหนึ่งเป็นการช่วยลดภาระลูกหนี้ อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าธุรกิจธนาคารต้องมีการประเมินความเสี่ยง หากดอกเบี้ยถูกลดลงมาจะทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความเสี่ยงไม่ผ่านและต้องหลุดออกจากระบบไป คนกลุ่มนี้อาจหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบซึ่งอันตรายกว่ามาก

 

ด้านอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ต่อปีด้วยมติเอกฉันท์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือเศรษฐกิจไทยชะลอลงจากไตรมาสก่อนเนื่องจากการระบาดรอบ 3 แต่เชื่อว่าจะกระทบการบริโภคเพียงชั่วคราว ขณะที่การส่งออกขยายตัวดีกว่าคาดจากการเร่งตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน 

 

นอกจากนี้ การกระจายวัคซีนได้เร็วจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเร็ว สภาพคล่องในตลาดการเงินอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึง และนโยบายการเงินได้ผ่อนคลายมากแล้ว 

 

อมรเทพเชื่อว่า นโยบายการคลังจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทย ขณะที่นโยบายการเงินจะมีส่วนเสริมสนับสนุนด้านการอัดฉีดสภาพคล่องให้ตรงจุด โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และการปรับโครงสร้างหนี้ในสถาบันการเงิน 

 

อมรเทพระบุว่า นโยบายการเงินที่มีพลังมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่ดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ใช่เงินที่อัดฉีดไปสู่ระบบ และไม่ใช่ความพยายามให้เงินบาทอ่อนค่า แต่คือการสื่อสาร พูดเพื่อโน้มน้าวให้คนคาดหวังว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้น การลงทุนกำลังจะกลับมา ให้คนที่พอมีเงินมีความสามารถในการใช้จ่าย เร่งใช้จ่าย เร่งลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยทะยานขึ้นได้  

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post กูรูประสานเสียง คาด กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% เชื่อหันใช้นโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องลูกหนี้แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นกลุ่มการเงิน’ ร่วงระนาว หลังประยุทธ์เตรียมขอ ธปท. ทบทวนเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระลูกหนี้ https://thestandard.co/financial-stocks-plunge-after-prayut-ask-bot-review-loan-interest-ceiling/ Tue, 15 Jun 2021 09:06:32 +0000 https://thestandard.co/?p=500442 เพดานดอกเบี้ยเงินกู้

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงการซื้อขา […]

The post ‘หุ้นกลุ่มการเงิน’ ร่วงระนาว หลังประยุทธ์เตรียมขอ ธปท. ทบทวนเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระลูกหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพดานดอกเบี้ยเงินกู้

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงการซื้อขายภาคบ่ายของวันนี้ (15 มิถุนายน) ปรับตัวลดลงทุกหลักทรัพย์ ตอบรับข่าวที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนทั้งระบบ รัฐบาลจะกำหนดมาตรการต่างๆ ออกมา ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะต่อไป โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นจะดำเนินการให้เกิดขึ้นภายใน 6 เดือน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยประชาชน ทั้งในส่วนสินเชื่อรายย่อย พิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์, การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของครูและข้าราชการ รวมถึงสหกรณ์, ปรับรูปแบบการชำระหนี้, คุ้มครองความเป็นธรรมให้ประชาชนที่เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์

 

พร้อมทั้งขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ย และการกำกับดูแลบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนด้วย

 

หลังการแถลงข่าวของนายกฯ ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ปรับลดลงถ้วนหน้า นำโดยหุ้น 

 

KBANK ลดลงราว 3.54% มาอยู่ที่ 125 บาท 

 

MTC ลดลง 3.54% มาอยู่ที่ 61.25 บาท 

 

TIDLOR ลดลง 3.33% มาอยู่ที่ 43.50 บาท 

 

วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (​ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์และนอนแบงก์ปรับตัวลดลงเกือบทุกหลักทรัพย์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลกรณีที่นายกฯ จะหารือ ธปท. เพื่อให้ลดเพดานอัตราดอกเบี้ยในสินเชื่อประเภทต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อมาร์จิ้นของธุรกิจการเงินโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ากรณีดังกล่าวจะมีผลแค่เพียงระยะสั้นๆ หลังจากนี้ต้องดูท่าทีของ ธปท. ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้วย

 

วิจิตรกล่าวว่า หากมีการขอให้ผู้ประกอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจริง ธุรกิจบัตรเครดิตน่าจะได้รับผลกระทบเร็วสุด เพราะสินเชื่อบุคคลที่ใกล้ชิดกับกำลังซื้อโดยตรง ส่วนธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็จะได้รับผลกระทบตามมา 

 

ส่วนกลุ่มแบงก์ได้รับผลกระทบทางตรงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขหรือกำไรที่จะลดลงได้ ต้องรอความชัดเจนก่อนว่าหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจริง จะปรับลดลงจุดไหนและเท่าไร 

 

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ฯ กลุ่มแบงก์มีมุมอง Negative Sentiment ต่อข่าวที่นายกฯ ขอให้ ธปท. ทบทวนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ธนาคารที่จะได้รับ Sentiment เชิงลบมากสุดเรียงลำดับตามสัดส่วนสินเชื่อบุคคลมากสุด คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb)

 

ส่วนธนาคารที่มีสินเชื่อจำนำทะเบียนมากสุดคือ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ตามด้วย ttb ทั้งนี้หาก ธปท. ลดเพดานดอกเบี้ยจริง เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ธปท. จะต้องช่วยลดต้นทุนทางการเงินของกลุ่มธนาคาร โดยอาจยืดอายุมาตรการลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่ 0.23% ออกไปอีก 1 ปี

 

ทั้งนี้ ยังคงน้ำหนักการลงทุน Bullish สำหรับกลุ่มธนาคาร เลือกธนาคารกรุงเทพ (BBL) แนะ ‘ซื้อ’ ให้ราคาเป้าหมาย 155 บาท และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) แนะ ‘ซื้อ’ ให้ราคาเป้าหมาย 175 บาท เป็น Top Pick

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘หุ้นกลุ่มการเงิน’ ร่วงระนาว หลังประยุทธ์เตรียมขอ ธปท. ทบทวนเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระลูกหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>