ภูมิรัฐศาสตร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภูมิรัฐศาสตร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 24 Oct 2026 06:59:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว? https://thestandard.co/thailand-strategy-in-multipolar-world/ Sat, 24 Oct 2026 06:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1271416 ภาพกราฟิกไดคัทนักวิชาการ 3 คนบนพื้นหลังสีเทาจากเวทีเสวนาอ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว

จากรัสเซีย ลาตินอเมริกา ถึงอาเซียน เมื่อประวัติศาสตร์กำ […]

The post โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกไดคัทนักวิชาการ 3 คนบนพื้นหลังสีเทาจากเวทีเสวนาอ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว

จากรัสเซีย ลาตินอเมริกา ถึงอาเซียน เมื่อประวัติศาสตร์กำหนดวิธีมองโลก และการแข่งขันของมหาอำนาจกำลังท้าทายความสามารถของประเทศไทยในการกำหนดอนาคตตัวเอง

 

 

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เราอาจคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกมากขึ้น เพราะสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้แทบจะทันที

 

แต่คำถามคือ เรากำลังเข้าใจโลกจริงๆ หรือเพียงเข้าใจโลกผ่านเรื่องเล่าที่คนอื่นเลือกนำเสนอให้เราเห็น

 

รัสเซียอาจถูกมองผ่านภาพของวลาดิเมียร์ ปูติน และสงครามยูเครน ยุโรปถูกมองผ่านภาพของประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ ขณะที่อาเซียนถูกพูดถึงในฐานะภูมิภาคแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมองลึกลงไป แต่ละประเทศกลับมีประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และผลประโยชน์ที่ซับซ้อนกว่าภาพที่ปรากฏในข่าว

 

แม้แต่กรอบความคิดที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตกกับตะวันออก ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม ก็อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความซับซ้อนของโลกปัจจุบัน เพราะสิ่งที่ประเทศหนึ่งมองว่าเป็นความมั่นคง อาจเป็นภัยคุกคามในสายตาของอีกประเทศหนึ่ง ขณะที่เหตุการณ์เดียวกันอาจถูกเล่าต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เล่า

 

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา ‘อ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว: ผู้คน พื้นที่ และเรื่องเล่าในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางเดียว’ จัดโดยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยมี ณัฏฐา โกมลวาทิน จาก THE STANDARD ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ร่วมสนทนากับนักวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษา 3 คน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัสเซียและยูเรเชียศึกษา และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เปี่ยมศักดิ์ หงส์จำรัสศิลป์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสเปนและลาตินอเมริกันศึกษา

 

แม้ทั้งสามคนจะเชี่ยวชาญคนละภูมิภาค แต่บทสนทนาตลอดสองชั่วโมงกลับเชื่อมโยงกันผ่านคำถามสำคัญว่า ประวัติศาสตร์กำหนดวิธีคิดและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร และในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางอำนาจเพียงแห่งเดียว ประเทศไทยควรกำหนดบทบาทของตัวเองอย่างไร

 

ภาพกราฟิกไดคัทนักวิชาการ 3 คนบนพื้นหลังสีเทาจากเวทีเสวนาอ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว 1

 

โลกที่เราเห็น อาจไม่ใช่โลกทั้งหมด

 

เปี่ยมศักดิ์ชวนตั้งคำถามกับการแบ่งโลกเป็น ‘ตะวันตก’ และ ‘ตะวันออก’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภูมิศาสตร์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และอำนาจในการกำหนดความรู้

 

“หลายคนจะพูดว่าตะวันออกถูกสร้างขึ้นโดยชาวตะวันตก แต่เราเอง เราเคยสร้างตะวันตกบ้างไหม”

 

คำถามนี้ชวนให้ทบทวนว่า เหตุใดเราจึงมักใช้ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาเป็นจุดอ้างอิงในการมองโลก ทั้งที่ประสบการณ์ของประเทศเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวแทนของโลกทั้งหมด

 

เปี่ยมศักดิ์ยกตัวอย่างจักรวรรดิสเปนในอดีต ซึ่งเคยเชื่อมโยงยุโรป ลาตินอเมริกา และฟิลิปปินส์เข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายการค้าและการปกครอง แม้แต่พืชอาหารที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น พริกและมะละกอ ก็มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกา และแพร่กระจายผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างภูมิภาคในอดีต

 

โลกที่เรามองว่าแบ่งแยกออกเป็นภูมิภาคต่างๆ จึงมีความเชื่อมโยงกันมายาวนาน และไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบคิดเพียงชุดเดียว

 

คำถามที่สำคัญกว่านั้น คือถ้าเราต้องการมองโลกให้พ้นจากกรอบตะวันตก ก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกอยู่ภายใต้กรอบคิดอีกชุดหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

 

เพราะไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตก รัสเซีย จีน หรือประเทศอื่นๆ ต่างก็มีวิธีอธิบายโลกและผลประโยชน์ของตัวเอง การเปิดรับมุมมองที่หลากหลายจึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจากเชื่อเรื่องเล่าของฝ่ายหนึ่งไปเชื่ออีกฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องใช้วิจารณญาณตรวจสอบทุกฝ่ายด้วย

 

ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจ

 

ประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์ยิ่งมีความหมายเมื่อการสนทนาเดินทางมาถึงรัสเซีย

 

กัณฐัศศาชวนให้มองรัสเซียและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ แทนที่จะมองเพียงภาพของผู้นำอำนาจนิยม หรือแบ่งผู้เล่นในความขัดแย้งออกเป็นพระเอกกับผู้ร้าย

 

“เรารับรู้แค่วันนี้เกิดอะไรขึ้น แต่เราไม่ได้มองว่าที่ผ่านมา ก่อนที่มันจะเกิดปัญหาของวันนี้ มันเกิดอะไรขึ้น”

 

ในมุมมองของกัณฐัศศา ประสบการณ์ของรัสเซียในฐานะจักรวรรดิขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ มีอิทธิพลต่อวิธีที่ชนชั้นนำมองความมั่นคง เอกภาพของรัฐ และการรวมศูนย์อำนาจ

 

ภาพลักษณ์ของปูตินในฐานะผู้นำเข้มแข็งจึงเชื่อมโยงกับความพยายามของผู้นำรัสเซียในการสร้างความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงและเอกภาพของประเทศ

 

ขณะเดียวกัน ดุลยภาคอธิบายว่า ชนชั้นนำกองทัพเมียนมาก็ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และแนวคิดเรื่องเอกภาพของชาติ โดยนำเรื่องเล่าเกี่ยวกับความมั่นคงและการป้องกันประเทศจากความแตกแยกมาอธิบายบทบาททางการเมืองของกองทัพ

 

แม้รัสเซียและเมียนมาจะมีบริบทแตกต่างกันมาก แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนว่าผู้มีอำนาจสามารถนำความทรงจำทางประวัติศาสตร์มาใช้กำหนดนโยบายและสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจของตนเองได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม การเข้าใจเหตุผลที่ผู้นำใช้ในการอธิบายนโยบาย ไม่ได้หมายถึงการยอมรับว่าเหตุผลนั้นถูกต้อง หรือเป็นการให้ความชอบธรรมกับการใช้กำลังและการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

 

ตรงกันข้าม การเข้าใจบริบทอาจช่วยให้เราตรวจสอบเหตุผลเหล่านั้นได้ดีขึ้น

 

ในยุคที่สงครามและความขัดแย้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ประวัติศาสตร์ยิ่งมีความหมาย เพราะสามารถถูกเลือกใช้เพื่อปลุกเร้าความเป็นชาตินิยม ตอกย้ำความแตกต่าง หรือสร้างความรู้สึกเป็นศัตรูระหว่างผู้คน

 

อีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องสงคราม แต่ยังมีการค้าขาย การช่วยเหลือ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้านจึงอาจช่วยเปิดพื้นที่ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน แทนที่จะมองกันผ่านภาพจำของความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

 

โจทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแม้ประเทศในภูมิภาคจะมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมายาวนาน แต่เราก็ยังอาจไม่ได้ทำความเข้าใจความคิดและประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้งเพียงพอ

 

อาเซียนสำคัญต่อโลก แต่มีอำนาจกำหนดเกมมากเพียงใด

 

เมื่อหันกลับมามองอาเซียน คำถามจากเวทีเสวนาคือ ภูมิภาคนี้มีความเป็นเอกภาพมากน้อยเพียงใด และมีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจได้จริงแค่ไหน

 

ดุลยภาคมองว่า แม้อาเซียนจะพยายามสร้างความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการรวมกลุ่มของรัฐที่ค่อนข้างหลวม ประเทศสมาชิกมีประวัติศาสตร์ ระบบการเมือง และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์แตกต่างกัน ขณะที่มหาอำนาจหลายฝ่ายต่างพยายามเข้ามาสร้างอิทธิพลในภูมิภาค

 

“ผมคิดว่าอาเซียนเป็นพื้นที่เขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจ แล้วเราสามารถจะแบ่งอาเซียนออกเป็นขั้วๆ ได้ประมาณหนึ่ง ย่อมสะท้อนว่าอาเซียนมีความแตกแยก เปราะบาง”

 

นี่เป็นข้อสังเกตที่ชวนตั้งคำถามกับแนวคิด ASEAN Centrality หรือการรักษาบทบาทของอาเซียนให้เป็นแกนกลางของความร่วมมือระดับภูมิภาค

 

แน่นอนว่า ASEAN Centrality ไม่ได้หมายความว่าประเทศสมาชิกต้องมีจุดยืนเหมือนกันทุกเรื่อง แต่ความสามารถในการสร้างฉันทามติและผลักดันวาระร่วมก็มีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของอาเซียน

 

ความย้อนแย้งคือ ในด้านหนึ่งอาเซียนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เป็นทั้งตลาด แหล่งผลิต และพื้นที่เชื่อมโยงการค้าการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่ง ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์โดยอัตโนมัติ

 

ในขณะที่มหาอำนาจต่างมียุทธศาสตร์ต่ออาเซียน ประเทศสมาชิกกลับไม่ได้มีผลประโยชน์ตรงกันเสมอไป

 

อย่างไรก็ตาม การมองอาเซียนเป็นเพียงพื้นที่แข่งขันของมหาอำนาจก็อาจทำให้เราประเมินความสามารถของประเทศในภูมิภาคต่ำเกินไป

 

เปี่ยมศักดิ์ยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งพยายามกำหนดจุดยืนของตัวเองท่ามกลางความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ สะท้อนว่าแม้ประเทศขนาดกลางหรือขนาดเล็กจะเผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจ แต่ก็ยังสามารถเลือกสร้างความร่วมมือและกำหนดท่าทีตามผลประโยชน์ของตนเองได้ในระดับหนึ่ง

 

ขณะที่กัณฐัศศาชี้ว่า รัสเซียเองก็รับรู้ถึงความแตกต่างภายในอาเซียน และใช้ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐานในการสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกบางแห่ง

 

เมื่อพิจารณาทั้งสามมุมมองร่วมกัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าอาเซียนจะรักษาความเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร แต่จะเปลี่ยนความสำคัญของภูมิภาคให้กลายเป็น อำนาจในการกำหนดทิศทางของตัวเอง ได้มากขึ้นอย่างไร

 

และการจะไปถึงจุดนั้น อาเซียนอาจต้องให้ความสำคัญไม่เพียงการสร้างผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการพัฒนาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง

 

ไทยจะเป็น Middle Power ต้องมีมากกว่าคำประกาศ

 

คำถามในช่วงท้ายของการเสวนาคือ ประเทศไทยควรวางบทบาทตัวเองอย่างไรในโลกที่มีมหาอำนาจหลายฝ่ายแข่งขันกัน ขณะที่ประเทศในกลุ่ม Global South เริ่มมีบทบาทมากขึ้น

 

ดุลยภาคเสนอว่า ไทยมีศักยภาพในการสร้างบทบาทเป็นประเทศอำนาจระดับกลาง หรือ Middle Power แต่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การต่างประเทศที่ชัดเจน

 

เขาเสนอแนวคิด MSN ประกอบด้วย Middle Power หรือการสร้างบทบาทประเทศอำนาจระดับกลาง, Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และ Neutrality หรือการรักษาความเป็นกลางอย่างยืดหยุ่นตามผลประโยชน์ของประเทศ

 

ข้อเสนอนี้สะท้อนความคิดว่า ไทยควรเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจและสร้างอำนาจต่อรองของตัวเอง ไม่ใช่เพียงปรับตัวตามยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ

 

แต่การประกาศว่าไทยต้องเป็น Middle Power ยังไม่เพียงพอ ถ้าไม่มีคำตอบว่าไทยมีจุดแข็งอะไรที่ประเทศอื่นต้องการร่วมมือด้วย จะรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจได้อย่างไร และจะสร้างความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในได้เพียงใด

 

การสร้างบทบาทของไทยจึงไม่ควรวัดเพียงจากการได้รับเชิญเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศหรือการประกาศวิสัยทัศน์ แต่ต้องพิจารณาว่าไทยสามารถผลักดันข้อริเริ่มร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความร่วมมือในด้านที่ตนเองมีศักยภาพ และรักษาความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศข้ามรัฐบาลได้มากเพียงใด

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มบทบาทในเวทีโลกย่อมมีต้นทุนและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

 

เปี่ยมศักดิ์เสนออีกมุมหนึ่งว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศควรเริ่มจากผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าความพยายามแสดงอำนาจให้ยิ่งใหญ่เกินศักยภาพของประเทศ

 

“เราอาจจะต้องเลือกตามผลประโยชน์ที่เราได้ แล้วไม่มีความจำเป็นจะต้องทำตัวใหญ่เพื่อรบกับใคร เพราะสุดท้ายผู้เสียหายที่สุดก็คงไม่พ้นประชาชนอย่างพวกเรา”

 

ขณะที่กัณฐัศศามองว่า โลกหลายขั้วเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีศักยภาพเฉพาะด้านสามารถเพิ่มบทบาทได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอำนาจครบทุกมิติแบบมหาอำนาจดั้งเดิม

 

“เราไม่จำเป็นต้องไปเลือกข้างแบบขาวดำจริงจัง แต่เราดูว่ามีอะไรที่เราเป็นจุดเด่น มีอะไรที่เราขับเคลื่อนได้”

 

ทั้งสามมุมมองไม่ได้ให้คำตอบที่เหมือนกันทั้งหมด แต่ช่วยให้เห็นโจทย์ของไทยชัดเจนขึ้น

 

ด้านหนึ่ง ไทยจำเป็นต้องสร้างบทบาทและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น แต่อีกด้านก็ต้องประเมินศักยภาพของประเทศอย่างรอบคอบ และไม่ลืมว่าเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศควรเชื่อมโยงกลับมาสู่ผลประโยชน์ของประชาชน

 

ในโลกหลายขั้ว การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายยังมีความสำคัญ แต่การไม่เลือกข้างเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่เพียงพอ หากประเทศยังขาดความชัดเจนว่าต้องการอะไร และจะใช้ข้อได้เปรียบที่มีอยู่สร้างอนาคตอย่างไร

 

ก่อนกำหนดจุดยืนของไทย ต้องเข้าใจโลกให้มากกว่าหนึ่งมุม

 

สิ่งที่น่าสนใจจากการสนทนาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความรู้เกี่ยวกับรัสเซีย ลาตินอเมริกา หรืออาเซียน แต่เป็นการเห็นว่าโลกใบเดียวกันสามารถถูกอธิบายผ่านมุมมองที่แตกต่างกันได้มากเพียงใด

 

ในยุคที่สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่ยังเกิดขึ้นผ่านการแข่งขันด้านข้อมูลข่าวสาร เรื่องเล่าของแต่ละฝ่ายมีอิทธิพลต่อความเข้าใจของผู้คนมากขึ้น ขณะที่โซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมอาจยิ่งทำให้เราได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม

 

ยิ่งในยุค AI ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและคำตอบได้อย่างรวดเร็ว การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อกลับยิ่งมีความสำคัญ

 

ท้ายที่สุด บทสนทนาบนเวทีนี้ทำให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่แต่ละประเทศมองตัวเอง มองเพื่อนบ้าน และกำหนดความสัมพันธ์กับโลก

 

สำหรับประเทศไทย โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงการรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ แต่รวมถึงการทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน การรู้จักจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเอง และการกำหนดผลประโยชน์ระยะยาวให้ชัดเจน

 

เพราะในโลกหลายขั้ว การไม่เลือกข้างอาจไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าประเทศไทยต้องการเดินไปทางไหน

 

The post โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกการค้าผันผวน จะกระจายความเสี่ยงอย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโต? https://thestandard.co/trade-diversification-turbulent-times-imf/ Wed, 14 Oct 2026 08:07:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1268290 โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)

เมื่อสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโ […]

The post โลกการค้าผันผวน จะกระจายความเสี่ยงอย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)

เมื่อสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก การกระจายความเสี่ยงทางการค้าอาจกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโต แต่คำถามคือ ประเทศต่างๆ จะสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยไม่ทำให้โลกแบ่งแยกมากกว่าเดิม

 

 
 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีทางการค้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ พยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน โดยอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของแต่ละประเทศ

 

แต่โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสงครามการค้า มาตรการกีดกันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ให้กับโครงสร้างการค้าโลก

 

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว แนวคิดเรื่องการกระจายความหลากหลายทางการค้า หรือ Trade Diversification จึงกลับมาได้รับความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างโอกาสการเติบโต แต่ยังเป็นเครื่องมือในการลดความเปราะบางของเศรษฐกิจจากแรงกระแทกภายนอก

 

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนเวที Trade Diversification in Turbulent Times: Implications for Economic Stability and Growth ภายในการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์องค์การการค้าโลก (WTO), Muhammad Al Jasser ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB), Odile Renaud-Basso ประธานธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและพัฒนา (EBRD) และ Heiwai Tang รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระดับโลกและผู้อำนวยการ Asia Global Institute มหาวิทยาลัยฮ่องกง

 

โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) 1

 

Masood Ahmed ประธานกิตติคุณ Center for Global Development ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตการกระจายความหลากหลายทางการค้ามักหมายถึงการลดการพึ่งพาสินค้าส่งออกเพียงไม่กี่ประเภท และการยกระดับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่ในโลกปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวขยายขอบเขตไปสู่การกระจายตลาดส่งออก คู่ค้า แหล่งนำเข้า ห่วงโซ่อุปทาน และเส้นทางขนส่งสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวน

 

Ahmed อ้างข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ IMF ว่า การค้าของประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ราว 70% มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากจุดคอขวดทางการขนส่ง ขณะที่การค้าของประเทศในภูมิภาคคอเคซัสและเอเชียกลาง (CCA) ประมาณ 50% ต้องผ่านจุดคอขวดทางทะเล

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ความเปราะบางทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศหนึ่งผลิตหรือส่งออกสินค้าอะไรเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าสินค้าเหล่านั้นต้องเดินทางผ่านเส้นทางใด และมีทางเลือกมากน้อยเพียงใดเมื่อเกิดวิกฤต

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกจะค้าขายกันมากขึ้นได้อย่างไร แต่คือประเทศต่างๆ จะออกแบบโครงสร้างการค้าให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน และยังรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างไร

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้สิ้นสุด แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ

 

Odile Renaud-Basso ประธาน EBRD มองว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยโลกาภิวัตน์ การเปิดตลาด และการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่

 

ในอดีต หลายประเทศยังได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า Peace Dividend หรือผลตอบแทนแห่งสันติภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลลดรายจ่ายด้านกลาโหมและนำทรัพยากรไปลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กำลังทำให้เงื่อนไขที่เคยสนับสนุนการเติบโตเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป ประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง

 

ภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนชัดเจนในเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

 

โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) 2

 

Heiwai Tang จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง อธิบายว่า ก่อนปี 2025 ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากหันมาใช้ยุทธศาสตร์ China Plus One โดยกระจายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและรักษาความสามารถในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ

 

ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ

 

แต่หลังปี 2025 เมื่อสหรัฐฯ ขยายมาตรการภาษีไปยังหลายประเทศ การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถรับประกันได้อีกต่อไปว่าบริษัทเหล่านั้นจะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้

 

Tang ชี้ว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจจึงเริ่มปรับยุทธศาสตร์จาก China Plus One ไปสู่การกระจายความเสี่ยงหลายทิศทาง ทั้งการขยายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ การเพิ่มการผลิตภายในประเทศ และการพัฒนาตลาดภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก

 

เขายกตัวอย่าง Foxconn ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในไต้หวัน ซึ่งกำลังกระจายฐานการผลิ่ตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า บริษัทข้ามชาติกำลังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น แม้อาจต้องแลกกับต้นทุนและความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกาภิวัตน์อาจไม่ได้กำลังสิ้นสุดลง แต่กำลังเปลี่ยนจากระบบที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น

 

กระจายความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าต้องผลิตทุกอย่างเอง

 

อย่างไรก็ตาม การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ หรือพยายามผลิตสินค้าทุกประเภทภายในประเทศของตนเอง

 

Robert Staiger หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ WTO อธิบายความแตกต่างระหว่างแนวคิด Resilience หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากแรงกระแทก กับ Robustness หรือความแข็งแกร่งทนทานของระบบเศรษฐกิจ

 

Staiger มองว่า ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไม่ได้หมายถึงการมีแหล่งผลิตหรือซัพพลายเออร์ที่ไม่มีวันหยุดชะงัก แต่หมายถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนไปใช้แหล่งจัดหาอื่นได้ เมื่อแหล่งเดิมไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ

 

เขายกตัวอย่างผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคลดลงประมาณ 24% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แต่การส่งออกน้ำมันทั่วโลกลดลงเพียงประมาณ 6%

 

โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) 3

 

สาเหตุสำคัญคือ ผู้ผลิตน้ำมันจากภูมิภาคอื่น ทั้งสหรัฐอเมริกา บราซิล มาเลเซีย และนอร์เวย์ สามารถเพิ่มอุปทานเข้ามาชดเชยได้บางส่วน

 

Staiger มองว่านี่เป็นตัวอย่างของความสามารถในการรับมือวิกฤตของระบบการค้าโลกที่เปิดกว้าง เพราะการมีผู้ผลิตและคู่ค้าหลายรายช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาได้เมื่อเกิดการหยุดชะงัก

 

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ Muhammad Al Jasser ประธาน IsDB ซึ่งเสนอว่า การกระจายความหลากหลายทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าประเทศจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น

 

Al Jasser ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศหนึ่งไม่จำเป็นต้องส่งออกสินค้าถึง 10 ประเภท หากสามารถผลิตสินค้าเพียงไม่กี่ประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันสูง ก็อาจสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า

 

สำหรับเขา หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ Competitiveness หรือความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการลงทุนสร้างความพร้อมรับมือวิกฤตล่วงหน้า

 

Al Jasser ยกตัวอย่างซาอุดีอาระเบีย ซึ่งลงทุนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เชื่อมพื้นที่ฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งน้ำมัน และลดการพึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป

 

นอกจากนี้ การรักษากำลังการผลิตน้ำมันส่วนเกินยังเป็นอีกตัวอย่างของการลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่น แม้ในภาวะปกติกำลังการผลิตดังกล่าวอาจยังไม่มีความจำเป็น แต่สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อเกิดแรงกระแทกต่ออุปทานพลังงานโลก

 

บทเรียนจากทั้งสองมุมมองสะท้อนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสร้างทางเลือกและเตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต

 

Regional Integration ทางออกของประเทศกำลังพัฒนา?

 

ในโลกที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจมีความสามารถในการใช้มาตรการทางการค้าและอุตสาหกรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนาอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในการรับมือกับความผันผวน

 

Al Jasser มองว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ Regional Integration จึงกำลังมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านในการเข้าถึงตลาดโลก

 

เขายกตัวอย่างประเทศในเอเชียกลาง ซึ่งหลายแห่งเผชิญข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และระบบขนส่ง ทำให้การสร้างความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ Al Jasser กล่าวถึงคือโครงการเขื่อน Rogun ในทาจิกิสถาน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ IsDB มีส่วนร่วมสนับสนุน

 

โครงการดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำให้ทาจิกิสถานเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรม Al Jasser มองว่านี่เป็นตัวอย่างของผลประโยชน์เชิงบวกข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนและความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการดำเนินนโยบายแยกกันของแต่ละประเทศ

 

ขณะที่ Renaud-Basso ชี้ว่า ประเทศในเอเชียกลางกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยการค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2017-2025 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการเมือง การแก้ไขข้อพิพาท และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

 

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Middle Corridor ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งเชื่อมโยงจีนกับยุโรปผ่านเอเชียกลาง และเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากเส้นทางขนส่งเดิมที่ผ่านรัสเซีย

 

อย่างไรก็ตาม Renaud-Basso เตือนว่า การลงทุนในถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประเทศต่างๆ ยังมีระบบศุลกากร กฎระเบียบ และกระบวนการผ่านแดนที่ไม่สอดคล้องกัน

 

เธอเสนอให้ประเทศต่างๆ พัฒนาทั้ง Hard Connectivity หรือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ และ Soft Connectivity ซึ่งครอบคลุมระบบศุลกากร กฎระเบียบ การเชื่อมโยงข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

 

เพราะแม้จะมีถนนหรือทางรถไฟที่มีประสิทธิภาพ แต่หากสินค้าต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการผ่านด่านศุลกากร ก็ยังทำให้ต้นทุนทางการค้าสูงและลดความสามารถในการแข่งขัน

 

โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) 4

 

Renaud-Basso ยังยกตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก แต่ยังเผชิญความท้าทายจากตลาดการเงินและตลาดทุนที่แยกส่วน รวมถึงความแตกต่างของกฎระเบียบภายในประเทศสมาชิก

 

สิ่งนี้สะท้อนว่า การสร้างตลาดร่วมอย่างแท้จริงเป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยมากกว่าการลดภาษีหรือการลงนามความตกลงการค้าเสรี

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Tang มองว่าอาเซียนเป็นตัวอย่างของภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์จากการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรี รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)

 

เขาเห็นว่า ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ และทำให้อาเซียนมีความพร้อมในการรองรับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม Al Jasser ย้ำว่า การรวมกลุ่มระดับภูมิภาคไม่ควรถูกมองเป็นสิ่งทดแทนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้ WTO แต่ควรเป็นกลไกเสริมที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนา

 

AI และบริการดิจิทัล โอกาสใหม่ของการกระจายฐานเศรษฐกิจ

 

นอกเหนือจากการกระจายฐานการผลิตและตลาดส่งออกแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกำลังเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการค้าโลก โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

Staiger เปิดเผยว่า WTO ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการค้าสินค้าโลกในปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการสินค้าและอุปกรณ์ที่สนับสนุนเทคโนโลยี AI

 

เขาระบุว่า มูลค่าการค้าสินค้าและอุปกรณ์ที่สนับสนุนเทคโนโลยี AI เพิ่มขึ้นถึง 67% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการขยายตัวของการค้า AI ยังไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง โดย Staiger ระบุว่า ในปี 2025 ผู้ค้าสินค้าที่เกี่ยวกับ AI รายใหญ่ที่สุด 10 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจ ครองสัดส่วนประมาณ 85% ของการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ทั่วโลก สะท้อนการกระจุกตัวของโอกาสทางการค้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ AI จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการค้าโลก แต่ประเทศที่สามารถเข้าถึงโอกาสจากห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงยังมีจำนวนจำกัด ขณะที่ Tang เสนอว่า หากต้องการมองหาโอกาสใหม่ในการกระจายฐานเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะการค้าสินค้า แต่ต้องหันมามองการค้าภาคบริการมากขึ้น

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP โลกจะค่อนข้างทรงตัวมาตั้งแต่ปี 2009 จนเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับกระแส Deglobalization แต่การค้าภาคบริการกลับเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

Tang ระบุว่า การค้าบริการเติบโตประมาณ 10% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทียบกับการค้าสินค้าที่เติบโตประมาณ 3% สะท้อนว่าภาคบริการกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก

 

โดยเฉพาะบริการวิชาชีพ การท่องเที่ยว และบริการที่สามารถส่งมอบผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการขนส่งสินค้าทางกายภาพในรูปแบบเดิม

 

Tang ยังอ้างผลการศึกษาของ Asia Global Institute ที่จัดทำสำหรับกลุ่มเศรษฐกิจ APEC ซึ่งพบว่า ประเทศที่มีความตกลงการค้าสิทธิพิเศษระดับทวิภาคีครอบคลุมภาคบริการ มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการค้าบริการเพิ่มขึ้นประมาณ 17% ในระยะใกล้

 

นอกจากนี้ การเพิ่มข้อบทในความตกลงอีกหนึ่งประเภท ยังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการค้าบริการระหว่างสองประเทศประมาณ 4.4%

 

เขาจึงเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าบริการและเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น โดยยกตัวอย่าง Digital Economy Partnership Agreement (DEPA) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่สนับสนุนการค้าดิจิทัลและการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน

 

Tang มองว่า การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI จะช่วยสร้างโอกาสให้ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมกับการค้าบริการระหว่างประเทศมากขึ้น

 

แต่ความท้าทายสำคัญคือข้อกำหนดเรื่อง Data Localization หรือการบังคับให้จัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ ซึ่งหลายรัฐบาลใช้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล แต่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการดิจิทัลและการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน

 

ดังนั้น การกระจายฐานเศรษฐกิจในอนาคตจึงไม่ได้หมายถึงการผลิตสินค้าประเภทใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านบริการ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย

 

การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศหนึ่ง อาจสร้างความเสี่ยงให้อีกประเทศ

 

แม้การกระจายความเสี่ยงทางการค้าจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนายังสะท้อนว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้ปราศจากต้นทุน และอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์หากรัฐบาลต่างดำเนินนโยบายโดยไม่ประสานกัน

 

Staiger ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลควรพิจารณาเหตุผลในการแทรกแซงตลาดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาความล้มเหลวของตลาด หรือ Market Failure

 

ในภาวะปกติ บริษัทเอกชนมีแรงจูงใจในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว เพราะหากการผลิตหยุดชะงัก บริษัทก็จะต้องแบกรับความเสียหายทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่บริษัทต้องรับผิดชอบอาจไม่เท่ากับต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เช่น เมื่อโรงงานหยุดดำเนินการ รัฐบาลอาจต้องใช้เงินภาษีสนับสนุนแรงงานหรือบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

ในกรณีเช่นนี้ รัฐบาลอาจมีเหตุผลในการเข้าแทรกแซงเพื่อส่งเสริมการลงทุนสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

 

แต่ Staiger เตือนว่า แม้มาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรมจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมเสมอไป

 

หากรัฐบาลหลายประเทศต่างแข่งขันกันอุดหนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เพื่อรักษาฐานการผลิตภายในประเทศ อาจนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงการลงทุนและสร้างผลกระทบเชิงลบต่อประเทศอื่น

 

เขาระบุว่า จำนวนมาตรการจำกัดการค้าที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและมีการแจ้งต่อ WTO เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในรอบทศวรรษ ขณะที่การเริ่มต้นไต่สวนเพื่อใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า นโยบายอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจกำลังกลายเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดต่อระบบการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น

 

Staiger จึงมองว่า WTO จำเป็นต้องมีบทบาทในการกำหนดและพัฒนากติกา โดยเฉพาะการปฏิรูปความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน เพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้โดยไม่สร้างผลกระทบที่ไม่จำเป็นต่อประเทศอื่น

 

ประเด็นเรื่องต้นทุนยังสะท้อนผ่านมุมมองของ Renaud-Basso ซึ่งยกตัวอย่างการลงทุนพัฒนา Middle Corridor ว่า แม้เส้นทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนแปลงไป หากในอนาคตเส้นทางขนส่งทางตอนเหนือผ่านรัสเซียกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง นั่นหมายความว่า การลงทุนสร้างทางเลือกใหม่อาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงสุดในทุกสถานการณ์ แต่มีคุณค่าในแง่การลดความเสี่ยงและสร้างความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

 

ขณะที่ Al Jasser ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนามักมีข้อจำกัดในการตอบโต้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งประเทศร่ำรวยมีความได้เปรียบในการนำมาใช้ เขาจึงมองว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มากขึ้น

 

โลโก้การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) 5

 

ภาพรวมจากข้อถกเถียงเหล่านี้สะท้อนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ของการกระจายฐานการผลิตหรือการลงทุน แต่ยังเป็นโจทย์ของการออกแบบนโยบายที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของประเทศกับเสถียรภาพของระบบการค้าโลก

 

หากทุกประเทศเลือกใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น โดยขาดความร่วมมือและกฎกติการ่วมกัน ความพยายามสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาจกลับกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ระบบการค้าโลกแบ่งแยกมากกว่าเดิม

 

ไทยและอาเซียนจะอยู่ตรงไหนในระเบียบการค้าใหม่?

 

สำหรับประเทศไทยและอาเซียน ข้อถกเถียงจากเวทีนี้สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ประการแรก การกระจายตลาดส่งออกและคู่ค้ายังคงมีความจำเป็น แต่ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนประเทศปลายทางของสินค้า หากต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่ง แหล่งนำเข้าวัตถุดิบ และความสามารถในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานเมื่อเกิดวิกฤตด้วย

 

ประการที่สอง การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ยุทธศาสตร์ China Plus One เริ่มเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ

 

ไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้แม้เงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป

 

ประการที่สาม ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ ควบคู่กับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ศุลกากร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทเรียนจากเอเชียกลางและยุโรปสะท้อนว่า การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงทุนในถนนหรือทางรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศด้วย

 

ประการสุดท้าย ไทยจำเป็นต้องมองหาโอกาสในการกระจายฐานเศรษฐกิจไปสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น เพราะการเติบโตของ AI การค้าบริการ และการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าโลกในระยะต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม การคว้าโอกาสเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

 

ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงจากเวที Trade Diversification in Turbulent Times สะท้อนว่า การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้าทุกอย่างได้ด้วยตนเองมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการรักษาทางเลือก สร้างความยืดหยุ่น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก

 

ขณะเดียวกัน การกระจายความเสี่ยงจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อประเทศต่างๆ ยังสามารถรักษาความร่วมมือและระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎกติการ่วมกันได้ เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่ ประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาตนเองได้มากที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีทางเลือกมากพอ และยังสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

The post โลกการค้าผันผวน จะกระจายความเสี่ยงอย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF-World Bank 101: โลกคุยอะไรกัน และนักลงทุนต้องจับตาอะไร https://thestandard.co/imf-world-bank-investors-global-economy/ Sun, 11 Oct 2026 11:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1261854 ภาพประกอบการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings แสดงถึงประเด็นเศรษฐกิจโลกที่นักลงทุนควรจับตา

ตุลาคมนี้ กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกเมื่อ IMF– […]

The post IMF-World Bank 101: โลกคุยอะไรกัน และนักลงทุนต้องจับตาอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings แสดงถึงประเด็นเศรษฐกิจโลกที่นักลงทุนควรจับตา

ตุลาคมนี้ กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกเมื่อ IMF–World Bank Group Annual Meetings กลับมาจัดที่ไทย ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจเปราะบาง เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หนี้ภาครัฐ ภูมิรัฐศาสตร์ และ AI

 

แม้ดูเป็นเรื่องระดับนโยบาย แต่การปรับมุมมองต่อ Growth, Inflation, Interest Rate หรือ Financial Risk ส่งผลต่อ Bond Yield ดอลลาร์ เงินทุน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลก หัวใจของงานนี้จึงไม่ใช่การทำนายของ IMF แต่อยู่ที่การอ่านว่าผู้กำหนดนโยบายมองเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และสมมติฐานตลาดอย่างไร

 

ก่อนถึงการประชุมใหญ่ THE STANDARD WEALTH ชวนทำความเข้าใจว่า IMF มีบทบาทอะไร เหตุใดโลกยังต้องมี Annual Meetings นักลงทุนควรอ่านสัญญาณไหนจากเวทีนี้ และทั้งหมดสามารถเดินทางมาถึงเงินในพอร์ตของเราได้อย่างไร

 

IMF และการประชุม IMF คืออะไร

 

สำหรับคนไทย คำว่า “IMF” มักทำให้นึกถึงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 การขอความช่วยเหลือทางการเงิน และเงื่อนไขปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่นั่นเป็นเพียงบทบาทส่วนหนึ่งของ IMF

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ International Monetary Fund (IMF) ก่อตั้งขึ้นในการประชุม Bretton Woods ปี 1944 หลังบทเรียน Great Depression และสงครามค่าเงิน เพื่อสร้างความร่วมมือทางการเงิน รักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน และป้องกันวิกฤตลุกลาม ปัจจุบันมีสมาชิก 191 ประเทศ ซึ่ง IMF ดำเนินการผ่าน 3 เสาหลัก

 

  • Surveillance ประเมินและติดตามเศรษฐกิจโลก
  • Lending ช่วยเหลือทางการเงินเมื่อประเทศสมาชิกประสบปัญหาดุลการชำระเงิน
  • Capacity Development พัฒนาศักยภาพสถาบันเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลังและธนาคารกลาง

 

สำหรับนักลงทุน บทบาท Surveillance มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะ IMF ติดตามตั้งแต่การเติบโต เงินเฟ้อ นโยบายการเงินและการคลัง หนี้ ไปจนถึงเสถียรภาพของระบบการเงิน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจลุกลามจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศ

 

ขณะที่ World Bank Group หรือกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งถือกำเนิดจาก Bretton Woods เช่นเดียวกัน มีบทบาทต่างออกไป เน้นพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งลดความยากจน สร้างงาน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และให้เงินทุน-ความรู้แก่ประเทศกำลังพัฒนา หาก IMF เน้น “เสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน” World Bank จะเน้น “การเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืน”

 

ทั้งสององค์กรจึงร่วมจัด IMF–World Bank Group Annual Meetings ซึ่งเป็นเวทีประชุมระดับโลกของรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหารือครอบคลุมทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน หนี้ การพัฒนา งาน และเงินทุนเพื่อการเติบโต

 

ปี 2026 การประชุม 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group จะกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยอีกครั้งหลังปี 1991

 

ทำไมโลกยังต้องมี IMF-World Bank Annual Meetings?

 

เหตุผลสำคัญที่โลกยังต้องมีเวทีอย่าง IMF–World Bank Annual Meetings มาจากความย้อนแย้งข้อหนึ่งของเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน นั่นคือ เงินทุน การค้า ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงินเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน แต่การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินและการคลังยังเกิดขึ้นในระดับประเทศ

 

นโยบายของประเทศใหญ่ส่งผลกระทบรอบด้าน เช่น ดอกเบี้ยเฟดที่สูงกดดันตลาดเกิดใหม่ วิกฤตพลังงานดันเงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะเร่ง Bond Yield รวมถึงมาตรการกีดกันการค้าและการย้าย Supply Chain ทำให้ปัญหานโยบายในประเทศหนึ่งกลายเป็นโจทย์ร่วมระดับโลกพร้อมกัน

 

Annual Meetings จึงสำคัญกว่าพิธีการ เพราะเปิดให้ผู้กำหนดนโยบายประเมินเศรษฐกิจและความเสี่ยงร่วมกันผ่าน Board of Governors, IMFC, Development Committee และการหารือนอกรอบ

 

นักลงทุนต้องอ่านอะไรจาก IMF-World Bank?

 

นักลงทุนไม่จำเป็นต้องอ่านทุกรายงานของ IMF–World Bank แต่ควรมองภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดย IMF จะสะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ส่วน World Bank สะท้อนการเติบโตเชิงโครงสร้าง การลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนา ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่

 

  • Growth & Productivity ดูการปรับประมาณการเศรษฐกิจ รวมถึงแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ เช่น AI, Productivity และการลงทุน ซึ่งส่งผลต่อกำไรบริษัท ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ และ Risk Appetite
  • Inflation & Interest Rate หากเงินเฟ้อลดลงช้า ดอกเบี้ย Bond Yield และต้นทุนทางการเงินอาจอยู่สูงนานขึ้น กระทบทั้ง Valuation และการลงทุนของภาคธุรกิจ
  • Debt & Fiscal Space จับตาภาระดอกเบี้ย การออกพันธบัตรใหม่ และพื้นที่ทางการคลัง เพราะหนี้ที่สูงขึ้นอาจกดดัน Yield Curve ต้นทุนกู้ และความสามารถของรัฐบาลในการลงทุนเพื่อการเติบโต
  • Financial Risk & Capital Flow เฝ้าระวัง Leverage, Private Credit, สภาพคล่อง และความผันผวนของเงินทุน เพราะเมื่อ Global Financial Conditions ตึงตัว ตลาดเกิดใหม่อาจเผชิญทั้งค่าเงินอ่อน Bond Yield สูง และแรงขายสินทรัพย์
  • Jobs, Investment & Private Capital มองต่อไปว่า Growth ใหม่จะสร้างงานได้จริงหรือไม่ และโลกจะดึงเงินทุนเอกชนเข้าไปสนับสนุน Infrastructure, Technology และการพัฒนาได้มากเพียงใด โดยเฉพาะในวันที่รัฐบาลหลายประเทศมีข้อจำกัดทางการคลัง

 

นักลงทุนจึงต้องมองเกินกว่าแค่ตัวเลขการเติบโต โดยควรอ่านให้ถึงที่มาของ Growth ข้อจำกัดจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ย จุดเปราะบางของหนี้ ทิศทางเงินทุน รวมถึงความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนใหม่ให้เป็น Productivity และงานจริง

 

6 รายงานจาก IMF–World Bank ที่นักลงทุนควรรู้จัก

 

หากต้องการอ่านภาพเศรษฐกิจโลกให้เป็นระบบ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องพึ่งรายงานเพียงฉบับเดียว เพราะ IMF และ World Bank มีรายงานสำคัญหลายชุดที่ช่วยมองโลกจากคนละมุม ตั้งแต่ Growth, Financial Risk, Debt ไปจนถึง Commodity และ AI

 

IMF

  • World Economic Outlook (WEO) – ติดตาม Growth, Inflation และ Trade โดยเน้นดูการปรับเพิ่ม-ลดประมาณการเพื่อสะท้อนโมเมนตัมเศรษฐกิจ
  • Global Financial Stability Report (GFSR) –เรดาร์ประเมินความเสี่ยงและรอยร้าวในระบบการเงิน ทั้งสภาพคล่อง หนี้ สินทรัพย์ และกระแสเงินทุน
  • Fiscal Monitor – วิเคราะห์ฐานะการคลัง หนี้สาธารณะ และขาดดุล เพื่อประเมินผลกระทบต่อ Bond Yield และความเสี่ยงเครดิต

 

World Bank

  • Global Economic Prospects (GEP) – ประเมินเศรษฐกิจรายครึ่งปี โดยเน้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนา
  • Commodity Markets Outlook – สรุปแนวโน้มราคาพลังงาน โลหะ และอาหาร ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อ โดยฉบับปี 2026 เน้นผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่ออุปทานน้ำมัน
  • World Development Report 2026 – หัวข้อ The Promise of Artificial Intelligence วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อแรงงาน ผลิตภาพ และปัจจัยการพัฒนาประเทศ

 

หากต้องการเจาะเรื่องหนี้ของประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง World Bank ยังมีรายงาน International Debt Report ที่รวบรวม External Debt, Debt Service และความโปร่งใสด้านหนี้ แต่มองเป็นรายงานเสริมได้ เนื่องจาก Fiscal Monitor และ GEP ครอบคลุมประเด็นหนี้ไว้อยู่แล้ว

 

สัญญาณจาก IMF–World Bank มีผลต่อพอร์ตลงทุนอย่างไร

 

ข้อมูลจาก IMF–World Bank ไม่ได้ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์โดยตรง แต่ตลาดจะตอบสนองต่อสิ่งที่ต่างจากคาดและปัจจัยที่ยังไม่ถูก Price-in สิ่งสำคัญจึงเป็นการติดตามว่าสมมติฐานด้าน Growth, Inflation, Financial Conditions และความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

ในฝั่ง IMF ผลกระทบมักเชื่อมกับตัวแปรตลาดโดยตรงมากกว่า หาก Growth แข็งแรงพร้อมเงินเฟ้อชะลอลง หุ้นอาจได้แรงหนุนจากกำไรและดอกเบี้ยที่ไม่สูงเกินไป แต่หากเงินเฟ้อยังค้างสูง Bond Yield และต้นทุนทางการเงินก็อาจอยู่สูงนาน กดดัน Valuation โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ขณะที่ GFSR ล่าสุดยังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง Global Financial Conditions, Capital Flow และความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่อย่างชัดเจน

 

ส่วน World Bank ช่วยให้นักลงทุนมองไกลกว่าวัฏจักรระยะสั้น ไปยังคำถามว่า Growth ในระยะต่อไปจะมาจากไหน โดยเฉพาะใน Emerging Markets และ Developing Economies ผ่านปัจจัยอย่าง Investment, Productivity, Jobs, Infrastructure และ Private Capital ตัวอย่างเช่น Global Economic Prospects ใช้ประเมินแนวโน้มการเติบโตและความเสี่ยงของประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่วาระของ World Bank ในปี 2026 ให้น้ำหนักกับการระดมทุนเอกชนเพื่อสร้างงาน รวมถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่ม Productivity

 

มุมมองนี้ช่วยประเมินศักยภาพการเติบโตของแต่ละประเทศและสินทรัพย์ ประเทศที่ดึงเงินลงทุนเอกชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และใช้ AI เพิ่มผลผลิตได้ ย่อมได้เปรียบประเทศที่มีข้อจำกัดด้านหนี้และโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อผลกำไร ความเสี่ยงเครดิต และความน่าสนใจของตลาด

 

การอ่านข้อมูล IMF–World Bank เป็นการมองสองมุม คือ IMF ชี้ภาพวัฏจักร ดอกเบี้ย และความเสี่ยงในปัจจุบัน ส่วน World Bank ชี้แหล่งการเติบโตและผลผลิตในอนาคต เพื่อนำมาทบทวนสมมติฐานการลงทุนในพอร์ต

 

ทำไมคนไทยต้องจับตา IMF-World Bank Annual Meetings 2026

 

สำหรับไทย ความสำคัญของ 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่เชื่อมโยงกับโลกผ่านการค้า การท่องเที่ยว พลังงาน ค่าเงิน และกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกจึงสามารถส่งผ่านเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว

 

หาก Global Growth ชะลอลง ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยก็มีโอกาสอ่อนแรง ขณะที่การชะลอตัวของจีนอาจกระทบทั้งการค้าและการท่องเที่ยว ส่วนราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนนำเข้าและแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ

 

ขณะเดียวกัน US Interest Rate และ Dollar กระทบค่าเงินบาท Bond Yield และ Fund Flow โดยตรง หากดอลลาร์แข็งหรือสภาพคล่องตึงตัว ต่างชาติอาจลดการถือสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้หุ้น พันธบัตร และค่าเงินผันผวน ตามกลไกติดตามความเสี่ยง Capital Flow ของ IMF

 

ในประมาณการล่าสุดที่อ้างในรายงานวิจัย IMF มองเศรษฐกิจไทยปี 2026 เติบโตประมาณ 1.9% และฟื้นเป็น 2.2% ในปี 2027 โดยส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมกับการลงทุนด้าน AI

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาจาก Bangkok 2026 ไม่ได้มีเพียงมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย เพราะการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกหลายด้าน ซึ่งสามารถสรุปเป็น 4 ประเด็นใหญ่

 

1. Growth โลก: สงครามกำลังฉุด ขณะที่ AI กำลังพยุงเศรษฐกิจ

 

IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2026 โต 3.0% ก่อนขยับเป็น 3.4% ในปี 2027 โดยมีแรงฉุดจากสงครามและราคาพลังงาน แต่ได้แรงหนุนจากการลงทุน AI ประเด็นสำคัญคือ Productivity จาก AI จะชดเชยผลกระทบจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งแยกทางการค้า และวิกฤตพลังงานได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรบริษัท ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ และความเชื่อมั่นการลงทุน

 

2. Inflation – Interest Rate – Bond Yield: เงินเฟ้อจบจริงหรือยัง

 

ความท้าทายคือ Disinflation สะดุดและราคาพลังงานอาจพุ่ง หากเงินเฟ้อชะลอช้า ธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูง ดัน Bond Yield และต้นทุนการเงินโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อไทยผ่านดอกเบี้ยสหรัฐฯ ค่าดอลลาร์ Fund Flow ค่าเงินบาท และ Thai Bond Yield หากภาวะการเงินตึงตัว สินทรัพย์ไทยและตลาดเกิดใหม่อาจเผชิญแรงกดดันหนัก

 

3. Debt และ Financial Risk: หนี้สูงจะเริ่มสร้างรอยร้าวตรงไหน

 

เมื่อหนี้ภาครัฐทั่วโลกสูงขึ้น นักลงทุนต้องจับตา Fiscal Space และการออกพันธบัตรที่จะกดดัน Bond Yield รวมถึงความเสี่ยงเชิงระบบจาก Nonbank, Private Credit และ Asset Valuation ที่สูง หากดอกเบี้ยค้างสูงนาน จุดเปราะบางเหล่านี้อาจจุดชนวน Financial Stress รอบใหม่

 

4. AI, Jobs และ Digital Finance: โลกจะเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นการเติบโตจริงได้อย่างไร

 

AI ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ Investment Theme แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เชิงเศรษฐกิจว่าเทคโนโลยีจะเพิ่ม Productivity สร้างหรือทำลายงาน และเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างไร โดย Bangkok 2026 มีหัวข้อเกี่ยวกับ AI และ Jobs อยู่ในวาระสำคัญของ World Bank แล้ว

 

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันประเด็น Safe and Inclusive Digital Finance ครอบคลุมเรื่อง Digital Fraud, Cyber Resilience และ Financial Inclusion ซึ่งอาจเป็นหนึ่งใน Policy Legacy สำคัญของการประชุมครั้งนี้

 

ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาจึงไม่ใช่แค่ IMF มองไทยอย่างไร แต่คือการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานโลกต่อ Growth, Rate, Dollar, Energy และ Capital Flow ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ไทยโดยตรง

 

Investor Checklist: อ่านอย่างไรให้ใช้กับพอร์ตได้จริง

 

การติดตาม IMF-World Bank Annual Meetings ไม่จำเป็นต้องไล่ดูทุก Session สิ่งสำคัญกว่าคือการมีคำถามหลักไว้ใช้กรองข้อมูล โดยสามารถเริ่มจาก 6 ข้อนี้

 

  1. Growth Forecast ถูกปรับขึ้นหรือลง? ดูทิศทางของ Forecast Revision มากกว่าตัวเลขเพียงจุดเดียว
  2. Inflation Risk เปลี่ยนหรือไม่? เงินเฟ้อกำลังชะลอลงต่อ หรือมีแรงกดดันใหม่จากพลังงาน บริการ และต้นทุนสินค้า
  3. Interest Rate Narrative เปลี่ยนหรือไม่? ตลาดควรคาดหวังการลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ช้าลง หรือดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานกว่าเดิม
  4. Debt และ Fiscal Space เริ่มเป็นข้อจำกัดหรือยัง? จับตาภาระดอกเบี้ย ปริมาณการออกพันธบัตร และความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤตรอบใหม่
  5. Financial Risk ใหม่อยู่ตรงไหน? ดูว่าความเปราะบางกำลังก่อตัวในธนาคาร Nonbank, Private Credit, ตลาดพันธบัตร หรือสินทรัพย์ที่มี Valuation สูงเกินพื้นฐาน
  6. ทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนทิศทาง Capital Flow อย่างไร? เพราะท้ายที่สุด Growth, Rate, Risk และ Dollar จะสะท้อนออกมาผ่านการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ

 

ดังนั้น การอ่านรายงาน IMF ไม่ใช่เพื่อทำนายตลาด แต่เพื่อตามสมมติฐานเศรษฐกิจโลก การประชุม IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ จึงเป็น “เข็มทิศเศรษฐกิจโลก” ที่ช่วยชี้ความเสี่ยงเชิงระบบและทิศทางกระแสเงินทุน

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

The post IMF-World Bank 101: โลกคุยอะไรกัน และนักลงทุนต้องจับตาอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตือน ‘แรงแทรกแซงจากนอกภูมิภาค’ กระทบความร่วมมือจีน-อาเซียน เสี่ยงกลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ https://thestandard.co/china-asean-interference-geopolitics/ Tue, 29 Sep 2026 09:56:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1261488 ภาพประกอบแสดงถึงความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากภายนอกภูมิภาค

จีนเตือนว่า ‘แรงแทรกแซงจากภายนอกภูมิภาค’ กำลังเป็นความท […]

The post จีนเตือน ‘แรงแทรกแซงจากนอกภูมิภาค’ กระทบความร่วมมือจีน-อาเซียน เสี่ยงกลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากภายนอกภูมิภาค

จีนเตือนว่า ‘แรงแทรกแซงจากภายนอกภูมิภาค’ กำลังเป็นความท้าทายสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน โดยที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายไปสู่สมรภูมิ AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้น พร้อมแนะให้ประเทศต่างๆ ส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคและคงความมีอิสระในการกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเอง

 

ในการประชุมระหว่างผู้แทนกรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และคณะนักข่าวจากชาติอาเซียน ณ อาคารที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศจีน กรุงปักกิ่ง เมื่อวานนี้ (28 กันยายน) THE STANDARD ได้ส่งคำถามล่วงหน้าถามว่า หากมองความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างจีน-อาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า อะไรคือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดต่อความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน และทั้งสองฝ่ายควรดำเนินมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว?

 

หวังเสี่ยวหลง หนึ่งในที่ปรึกษากรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งอยู่ในที่ประชุมตอบว่า ในมุมมองของเขา ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนในปัจจุบัน คือ “การแทรกแซงและรบกวนจากอิทธิพลภายนอกภูมิภาค”

 

เขากล่าวต่อว่า บางประเทศนอกภูมิภาคกำลังพยายามสร้างกลุ่มหรือวงความร่วมมือขนาดเล็กที่มีลักษณะกีดกันประเทศอื่น ซึ่งความเคลื่อนไหวเช่นนี้จะส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็น “สนามแข่งขันหรือเวทีเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์”

 

ที่ปรึกษากรมเอเชียยกตัวอย่างถึงการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่า ประเทศอาเซียนบางประเทศกำลังถูกกดดันหรือบีบบังคับให้ “เลือกข้าง” ในเรื่องการพัฒนา AI คำตอบดังกล่าวยังสะท้อนถึงความกังวลของจีนด้วยว่า การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายตัวไปสู่พื้นที่ความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนในด้าน AI ด้วย

 

แม้หวังเสี่ยวหลงจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่บีบให้เลือกข้างโดยตรง แต่ชัดเจนว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว Reuters เคยเผยแพร่ร่างจดหมายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เตรียมส่งถึง 35 ประเทศภาคี โดยมีเนื้อหาบีบให้พันธมิตรเลือกข้างในศึก AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

 

จดหมายระบุว่าประเทศที่เข้าร่วมกรอบความร่วมมือของจีนจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากกลุ่มพันธมิตร AI ที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่ม Pax Silica ที่สหรัฐฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน AI ที่ครอบคลุมเรื่องแร่ธาตุสำคัญ และเซมิคอนดักเตอร์

 

เพื่อรับมือความท้าทายจากแรงอิทธิพลนอกภูมิภาค ที่ปรึกษากรมเอเชียเสนอว่า จีนและประเทศอาเซียนควรเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (strategic independence) ตลอดจนส่งเสริม ‘คุณค่า’ ของเอเชียที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ ความร่วมมือ การเปิดกว้าง และการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม

 

หวังกล่าวว่า “อาเซียนต้องรักษาความสามารถในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจด้วยตนเอง โดย ไม่ปล่อยให้การแข่งขันหรือแรงกดดันจากภายนอกเป็นตัวกำหนดทิศทางของภูมิภาค”

 

จีนยังเสนอภาพของระเบียบภูมิภาคที่ไม่แบ่งออกเป็นกลุ่มหรือค่ายที่แข่งขันกัน และไม่สร้างกลไกความร่วมมือที่กีดกันประเทศใดประเทศหนึ่งออกไป แต่ควรเดินหน้าการบูรณาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และต่อต้านสิ่งที่เป็นการแทรกแซงจากภายนอก

 

ท้ายที่สุดที่ปรึกษากรมเอเชียยังเสนอให้ใช้ “ความร่วมมือจีน-อาเซียนในระดับสูง” เป็นแรงขับเคลื่อนความร่วมมือในเอเชียตะวันออกในภาพรวม

 

หวังเสี่ยวหลงยังกล่าวถึงภาพรวมความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนว่า ปัจจุบันครอบคลุมเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยนับตั้งแต่เริ่มความสัมพันธ์ในฐานะคู่เจรจาเมื่อปี 1991 ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะยกระดับสู่การเป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม’ ในปี 2021

 

ในด้านเศรษฐกิจ หวังระบุว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกัน 17 ปี ขณะที่อาเซียนก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกัน 6 ปี โดยการค้าระหว่างกันในปี 2025 มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สองฝ่ายยังได้ลงนามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน หรือ FTA 3.0 ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันด้วย

 

ความร่วมมือยังครอบคลุมด้านอุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงการขนส่ง เช่น ทางรถไฟจีน-ลาว และเส้นทางการค้าระหว่างประเทศทางบกและทางทะเล หวังกล่าวว่า ผลประโยชน์ไม่ได้ปรากฏเพียงในตัวเลขการค้า แต่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งผลไม้จากอาเซียนที่ส่งไปถึงผู้บริโภคในพื้นที่ตอนในของจีน และรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้าสู่ตลาดอาเซียน

 

สำหรับการประชุมครั้งนี้ นอกจากหวังเสี่ยวหลงแล้ว ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศจีนยังมีหวังเต๋อซิน ที่ปรึกษากรมเอเชีย, จางย่าฉี เลขานุการโท กรมเอเชีย และหลัวเจินเจิน รองผู้อำนวยการ กองการทูตสาธารณะ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีน เข้าร่วม ส่วนสื่ออาเซียนประกอบด้วยนักข่าวจากไทย เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และติมอร์-เลสเต

The post จีนเตือน ‘แรงแทรกแซงจากนอกภูมิภาค’ กระทบความร่วมมือจีน-อาเซียน เสี่ยงกลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กกพ.’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ไทยขึ้นแท่น Destination ใหม่ รับลงทุน LNG-Data Center ขีดเส้นปลายปีเคาะค่าไฟ Direct PPA https://thestandard.co/erc-thailand-lng-data-center-investment/ Mon, 14 Sep 2026 10:04:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1254809 พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ให้สัมภาษณ์

ท่ามกลางเวที Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ กกพ. […]

The post ‘กกพ.’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ไทยขึ้นแท่น Destination ใหม่ รับลงทุน LNG-Data Center ขีดเส้นปลายปีเคาะค่าไฟ Direct PPA appeared first on THE STANDARD.

]]>
พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ให้สัมภาษณ์

ท่ามกลางเวที Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ กกพ. มองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Destination ใหม่ของนักลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจ LNG และ Data Center ซึ่งมีบทบาทต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

‘TRANSITION DESTINATION’ จุดหมายใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

 

พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นำเสนอแนวคิดการจัดบูธภายใต้ ‘TRANSITION DESTINATION’ จุดหมายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย ในงาน Gastech 2026

 

โดยเปรียบการเปลี่ยนผ่านพลังงานเสมือนการเดินทางจากระบบพลังงานในอดีต ผ่านปัจจุบัน ไปสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคต

 

จุดหมายของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการมุ่งสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นระบบพลังงานที่สามารถรักษาสมดุลทั้ง ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม ความยั่งยืน และการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ พูลพัฒน์ ถึงเวทีพลังงานระดับโลกครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดนักลงทุน

 

โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซ LNG และพลังงานสะอาด หลังมี CEO และผู้บริหารอุตสาหกรรมพลังงานจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วม

 

ขณะเดียวกัน ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) โลกที่เปลี่ยนแปลงทำให้นักลงทุนต้องแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ที่สามารถสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ และไทยมีศักยภาพที่จะเป็นทั้งตลาดและศูนย์กลางกระจายพลังงานไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

 

“ประเทศไทยเป็น Destination ที่สำคัญในเวลานี้ เนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนไป ทำให้นักลงทุนต้องแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ที่จะสร้างความมั่นคงในการทำธุรกิจ ซึ่งไทยจึงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญ”

 

จีน-ญี่ปุ่น-อาเซียน สนใจไทย ดัน Business Matching ธุรกิจก๊าซ

 

พูลพัฒน์ มองว่า วันนี้ไทยมีความต้องการใช้ก๊าซในประเทศค่อนข้างสูง และมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งกระจายพลังงานไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

 

“ปัจจุบันเริ่มเห็นทั้งผู้ซื้อและผู้ลงทุนจากหลายประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น ทั้งจีน ญี่ปุ่น และประเทศในอาเซียน ซึ่งอาจนำไปสู่การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในธุรกิจก๊าซ”

 

ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญในตลาดนำเข้า LNG ขณะที่โครงสร้างธุรกิจก๊าซในประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

 

โดยมีทั้ง ปตท. รวมถึงผู้ประกอบการรายอื่นที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นผู้นำเข้า LNG ในอนาคต

 

ยุค Energy Security ต้อง ‘Diversify’ ไม่พึ่งแหล่งเดียว

 

พูลพัฒน์ ระบุอีกว่า ทิศทางตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแหล่งก๊าซจากกาตาร์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งนำเข้า หรือ Diversify เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

 

“เราอยู่ในยุคที่เป็น Energy Security ซึ่งต้องมองภาพรวมของการช่วยเหลือและพึ่งพากัน ไม่ใช่แค่ความมั่นคงของประเทศเราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความมั่นคงของภูมิภาคด้วย”

 

ทั้งนี้ Energy Security ในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการ แต่ยังหมายถึงความพร้อมในการพัฒนาประเทศในอนาคต หรือ Future Readiness

 

โดยต้นทุนพลังงานที่เหมาะสมจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างแต้มต่อด้านการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

 

ย้ำไทยนำเข้าก๊าซกาตาร์เพียง 6% เดินหน้ากระจายแหล่ง LNG

 

สำหรับประเด็นการลดการพึ่งพาก๊าซจากกาตาร์ พูลพัฒน์ กล่าวว่า กาตาร์ยังเป็นคู่สัญญาระยะยาวของไทย และสัญญาดังกล่าวถือเป็นสัญญาที่ดีและมีราคาที่เหมาะสม

 

แต่สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ก๊าซจากกาตาร์ไม่สามารถออกมาได้ตามปกติ

 

ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องแสวงหาและกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากแหล่งอื่นที่มีความเหมาะสมและเพียงพอ

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไทยไม่ได้พึ่งพาก๊าซจากกาตาร์เพียงแหล่งเดียว โดยปัจจุบันนำเข้าก๊าซจากกาตาร์ประมาณ 6% จึงยังสามารถกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้

 

“ไม่ต้องห่วง เพราะตอนนี้เรานำเข้าจากกาตาร์แค่ 6% อย่างไรก็ตาม เราก็ยังต้อง Diversify หรือเพิ่มความมั่นคงของเราต่อไป”

 

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องการให้กาตาร์มีบทบาทช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลาง ที่ทำให้แหล่งก๊าซบางแห่งไม่สามารถส่งออกได้ โดยเฉพาะการช่วยจัดหา LNG ในราคาที่เหมาะสมเข้ามาทดแทน Cargo ที่ไทยไม่สามารถนำเข้าได้

 

เปิดประมูลแหล่งก๊าซใหม่ ลดนำเข้า-ลด ‘ต้นทุนค่าไฟ’

 

พูลพัฒน์ กล่าวอีกว่า การเปิดประมูลแหล่งก๊าซใหม่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

โดยรัฐบาลได้ส่งสัญญาณเปิดประเทศและเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในยุค Energy Transition และก๊าซยังเป็นพลังงานสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

การเปิดแหล่งก๊าซในประเทศจะช่วยเพิ่มธุรกรรมและการลงทุน รวมถึงเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ขณะเดียวกันยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า หากสามารถนำก๊าซจากแหล่งในประเทศเข้ามาใช้เพิ่มขึ้น

 

“ถ้าเราได้ก๊าซที่มาจากแหล่งในประเทศ ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนเฉลี่ยค่าไฟถูกลง เพราะตอนนี้ก๊าซในประเทศไทยเราใช้ประมาณ 50% อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีของใหม่มาเติมมากขึ้น ก็จะช่วยลดภาระที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศให้น้อยลง”

 

Data Center ‘Strategic New Demand’ กกพ. เข้าขายไฟสะอาด Direct PPA

 

สำหรับการลงทุน Data Center ซึ่งเป็น New Demand ที่เกิดขึ้นใหม่และมีลักษณะเป็น Strategic New Demand พูลพัฒน์กล่าวว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center มีขนาดใหญ่ และแตกต่างจากความต้องการไฟฟ้าในอดีต เนื่องจาก Data Center สามารถก่อสร้างเสร็จได้ภายใน 1-2 ปี ขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าอาจใช้เวลา 7-10 ปี

 

ดังนั้น กกพ. จำเป็นต้องกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน แต่ในขณะเดียวกันไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของ Data Center ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลได้

 

“เราจะต้องทำให้เกิดการกำกับที่สร้างความมั่นใจ โดยในมุมของ กกพ. เราเตรียมที่จะรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางกำกับ Data Center แต่ไม่ได้กำกับตัว Data Center โดยตรง แต่จะกำกับวิธีการขายไฟให้กับ Data Center”

 

ทั้งนี้ ผู้รับใบอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าหรือผู้ที่จะขายไฟให้กับ Data Center จะต้องมีมาตรการดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับ Regulator ก่อน

 

เนื่องจาก กกพ. ถือเป็นด่านแรกที่จะต้องตอบประชาชนว่าการลงทุนดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ก่อนพิจารณาอนุญาตเป็นรายกรณี

 

ผนึก บอร์ด Data Center บูรณาการดีมานด์ไฟฟ้า-น้ำ-สิ่งแวดล้อม

 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ National Data Center Board ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน และเลขาธิการ กกพ. เป็นหนึ่งในกรรมการ โดยแต่ละหน่วยงานจะทำหน้าที่ตามอำนาจของตนเอง ทั้งด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และผังเมือง ก่อนบูรณาการการทำงานร่วมกันผ่าน National Data Center Board

 

สำหรับแนวทางจัดหาไฟฟ้าให้ Data Center พูลพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบัน Data Center มีทางเลือกในการจัดซื้อไฟฟ้าหลายรูปแบบ

 

ทั้งการซื้อไฟฟ้าจาก Grid การซื้อไฟฟ้าสีเขียว รวมถึงการทำ Direct PPA โดยจับคู่ผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้า แล้วใช้ระบบสายส่งในการส่งไฟฟ้าและจ่ายค่าบริการสายส่ง

 

นอกจากนี้ ในอนาคตอาจมีทางเลือกให้ Data Center ผลิตไฟฟ้าเองจากแหล่งพลังงานใกล้เคียงและเชื่อมต่อสายไฟเข้ามาใช้ โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอกทั้งหมด

 

สำหรับ Data Center ที่ลงทุนไปแล้ว ปัจจุบันบางรายซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นหลัก โดย กกพ. จะต้องเข้าไปกำกับดูแลในส่วนของการขายไฟฟ้าด้วย

 

จับตาเกณฑ์ค่าไฟ ‘Data Center’ ขีดเส้นภายในสิ้นปี

 

พูลพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ

 

โดยปัจจุบันผู้ให้บริการ Data Center ใช้อัตราค่าไฟฟ้าประเภทอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ที่ระดับ กว่า 3 บาทต่อหน่วย

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากหลักเกณฑ์มีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ จะต้องพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าและหลักเกณฑ์ให้เกิดความเสมอภาค ทั้งกับผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ โดยทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้มาตรการต่างๆ เสนอเข้าสู่ National Data Center Board ได้ภายในปีนี้

 

“ภายในปีนี้แน่นอน เพราะตอนนี้ทุกฝ่ายพยายามเร่งมือ ทั้งเราเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการไปสู่ National Data Center Board ให้ได้”

 

กกพ. ชุดใหม่อยู่ระหว่างตรวจประวัติ คาดเสนอ รมว.พลังงาน ก.ย.

 

สำหรับความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชุดใหม่ เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติกรรมการสรรหา เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างครบถ้วนและเรียบร้อย ก่อนเตรียมนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่

 

คณะกรรมการสรรหามีทั้งหมด 8 คน และจะเป็นผู้สรรหา กกพ. จำนวน 4 คน โดยขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดประธาน เนื่องจากต้องรอให้กรรมการทั้ง 8 คนเข้ารับการแต่งตั้งและประชุมร่วมกันก่อน จากนั้นจึงจะเลือกประธานในที่ประชุม

 

สำหรับกรอบเวลาการเสนอรายชื่อกรรมการสรรหาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คาดว่าจะดำเนินการภายในเดือนกันยายนนี้

 

กกพ. ยืนยันว่า ความล่าช้าในการแต่งตั้งกรรมการสรรหาชุดใหม่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย

 

เนื่องจาก กกพ. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และได้รับการยืนยันว่า หากมีกรรมการ กกพ. อย่างน้อย 4 คน ก็สามารถดำเนินการได้

 

ปัจจุบันการประชุมของ กกพ. จึงยังสามารถดำเนินการได้

 

โดยมีกรรมการครบ 4 คน ขณะเดียวกัน ในประเด็นเชิงเทคนิคที่มีความเฉพาะทาง ทั้งด้านวิศวกรรมและกฎหมาย ยังมีคณะอนุกรรมการของ กกพ. ในแต่ละด้านช่วยกลั่นกรอง ตรวจสอบ และสร้างความมั่นใจก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กกพ.ต่อไป

The post ‘กกพ.’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ไทยขึ้นแท่น Destination ใหม่ รับลงทุน LNG-Data Center ขีดเส้นปลายปีเคาะค่าไฟ Direct PPA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่ https://thestandard.co/supajee-5d-plan-thai-economy/ Thu, 20 Aug 2026 07:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1244064 ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

‘ศุภจี’ เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือ […]

The post ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

‘ศุภจี’ เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลก 5D ผนึก ‘รัฐ-เอกชน’ ดันเกษตร-ชุมชน-SMEs-การท่องเที่ยว-การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

 

 
 

‘ศุภจี’ เปิดภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ย้ำไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘เรามีอะไร’ เป็น ‘ตลาดต้องการอะไร’

 

พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 4 คณะทำงานภายใต้แนวคิด Cluster ดึงรัฐ เอกชนทำงานร่วมกัน มุ่งสร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า

 

วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้

 

โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

 

ศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทย ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามีอะไร’ หรือ ‘เราจะผลิตอะไร’ แต่ต้องถามว่า ‘ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร’ พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

 

โดยแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

 

สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ

 

ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

 

“เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” ศุภจี กล่าว

 

สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

 

ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

 

รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

 

ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

 

ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

 

นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

 

ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ศุภจี ชี้ว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง ‘จำนวนนักท่องเที่ยว’ ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

 

โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

 

นอกจากนี้ แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

 

“ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” ศุภจี กล่าว

 

‘วีระศักดิ์’ ชู Visitor Economy เปลี่ยน ‘นักท่องเที่ยว’ เป็นผู้มาเยือนสร้างประสบการณ์-กระจายรายได้

 

ด้านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

 

ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

 

โดยการท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

 

ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง ‘เมืองรองในเมืองหลัก’ และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือน มีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

 

‘กอบศักดิ์’ เจาะต้นตอปัญหา รู้แล้วต้องแก้ให้ได้

 

ขณะที่กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

 

“ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

 

สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

 

สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

 

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

 

นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

 

“เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

 

ภาพ: Thailand janews / Shutterstock

The post ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/benedikt-franke-no-regret-strategies/ Wed, 19 Aug 2026 07:03:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1243659 ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวที

ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ (Benedikt Franke) รองประธานและประธ […]

The post ‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวที

ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ (Benedikt Franke) รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) การประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) กล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ “จากความไม่แน่นอนเชิงกลยุทธ์สู่ความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์: การคิดใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2026 วานนี้ (18 สิงหาคม) โดยชี้ให้เห็นถึง ‘ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง (No-Regret Strategies)’ ที่จะเป็นแนวทางรับมือกับภาวะความปั่นป่วนของโลก ท่ามกลางระเบียบโลกเดิมที่ตายไปแล้ว

 

 
 

“ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ ผู้คนไม่ได้เห็นพ้องต้องกันในหลายๆ เรื่อง แต่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันในเรื่องเดียว นั่นคือพวกเขาเห็นตรงกันว่า ระเบียบโลกที่เราเคยชอบนั้นจะไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีการกลับไปสู่สถานะดั้งเดิมก่อนหน้านี้ (Status Quo Ante) อีกต่อไป และสิ่งใหม่ๆ กำลังจะเข้ามา”

 

“คำกล่าวของชาวอิตาลีชื่อ กรัมชี (Gramsci) กล่าวไว้ในปี 1927 ว่า: ระเบียบเก่ายังไม่ตาย ระเบียบใหม่ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น บัดนี้คือเวลาของเหล่าอสูรกาย อสูรกายเหล่านั้นมีอยู่ในยุคนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว และเพื่อที่จะรับมือกับพวกมัน คุณจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง” ดร.เบเนดิกต์กล่าว และยืนยันว่า นี่คือยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเสมอ ไม่ว่าผู้นำโลกหรือผู้นำทางการเมืองจะทำอะไรก็ตาม

 

เขากล่าวว่า ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ มีกลุ่มความคิดอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่

 

  • กลุ่มที่เชื่อว่าโลกได้แตกสลาย และถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
  • กลุ่มที่เชื่อว่าระเบียบโลกยังไม่พังทลายมากพอ ยังเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและสองมาตรฐาน และจำเป็นต้องกำจัดความอยุติธรรมเหล่านี้ทิ้งไป
  • กลุ่มตัวแทนแนวคิด MAGA (Make America Great Again) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่อว่า จริงๆ แล้ว ระเบียบโลกกำลังได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งสามกลุ่มเห็นตรงกัน คือข้อเท็จจริงที่ว่า ‘ระเบียบโลกเดิมได้ตายไปแล้ว’

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่ายุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง มีทั้งหมด 5 ข้อที่สำคัญ ได้แก่

 

1. จัดการบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย

 

เขายกตัวอย่าง แนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน-ออสเตรีย ชื่อ ชุมเพเทอร์ (Schumpeter) ผู้กล่าวไว้ว่า “คุณจำเป็นต้องปล่อยให้สิ่งที่ลิขิตมาให้ตายได้ตายไป” ซึ่งหมายถึง อุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป กลไกการกำกับดูแลระดับโลกที่ไม่ทำงานเพื่อประชาชนอีกต่อไป

 

สำหรับเยอรมนี ดร.เบเนดิกต์ มองว่ามีการทำผิดพลาดมากมายในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยข้อผิดพลาดใหญ่เป็นพิเศษประการหนึ่ง คือการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียวมากเกินไป

 

“ผมมั่นใจว่าพวกคุณทุกคนชื่นชอบรถยนต์เยอรมัน แต่พวกมันไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีเลิศในยุคนี้ การแข่งขันจากจีนและสหรัฐฯ เติบโตขึ้น ค่าแรงและค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในเยอรมนีสูงเกินไป ค่าพลังงานสูงเกินไป”

 

“และแม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่เห็นว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้น แต่เยอรมนีกลับไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้หันไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ และพึ่งพาแต่ขี่ม้าตัวเก่ามานานเกินไป” เขากล่าว และชี้ว่า ความผิดพลาดนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนักในประเทศไทย ที่ก็มีอุตสาหกรรมดั้งเดิมมากมายที่ประคับประคองให้อยู่รอดมาหลายปี

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่าปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีกำลังเริ่มคิดแตกต่างออกไป โดยกำลังเริ่มมองไปในทิศทางใหม่ๆ และกำลังเริ่มปล่อยให้สิ่งที่ชะตากำหนดให้ตาย ได้ตายลงไป ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดและยากลำบาก แต่เป็นยุทธศาสตร์แบบไม่ต้องเสียใจภายหลังที่ชัดเจน และจะนำไปสู่ความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อย่างยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

 

ข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งที่เยอรมนีทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ การไม่ใส่ใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงและการพึ่งพาอาศัย รวมถึงความเสี่ยงเชิงกลุ่มก้อนต่างๆ ตราบใดที่ทุกอย่างยังคงราบรื่นดี

 

เขายกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เยอรมนีพึ่งพาตลาดจีนอย่างสิ้นเชิง พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างสิ้นเชิง และพึ่งพาเทคโนโลยีและการป้องกันทางทหารจากอเมริกาอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งอื่นๆ อีกมากมาย และไม่เคยที่จะคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ ไม่เคยมีกลยุทธ์ระดับชาติในการระบุและลดความเสี่ยงจากกลุ่มอุตสาหกรรมและความพึ่งพาเหล่านั้นเลย

 

“เราไม่เคยย้อนคิดเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนเลย ไม่เคยคิดค้นยุทธศาสตร์ชาติในการระบุและลดความเสี่ยงเชิงกลุ่มก้อนและความเชื่อมโยงของการพึ่งพานี้เลย”

 

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่สายลมกำลังเปลี่ยนทิศในเยอรมนี โดยมีการจัดตั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี และจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 

โดยสองสิ่งนี้ อาจไม่ได้เกี่ยวกับการรับมือกับเรื่องอย่าง รัสเซีย หรือจีน เป็นหลัก แต่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่าง ทองแดง อะลูมิเนียม ราคาพลังงาน และการพึ่งพาต่างๆ

 

2. ตระหนักถึงการพึ่งพาต่างๆ และวางแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาเหล่านั้น

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่า ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง ที่มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องในการประชุมความมั่นคงมิวนิก คือแนวคิดเรื่องการตระหนักถึงการพึ่งพาต่างๆ และวางแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พลังงาน แร่หายาก แต่ต้องลงลึกไปกว่านั้น

 

เขายกตัวอย่างของสหรัฐฯ มีการประชุมด้านความมั่นคงขนาดเล็กในหน่วยงานต่างๆ ที่มีชื่อย่อสามตัว และจุดประสงค์หนึ่งของการประชุมนี้คือ ปีละครั้ง หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล จะต้องอธิบายภายในสามนาทีว่า พวกเขาได้ทำอะไรบ้างเพื่อทำให้สหรัฐอเมริกามีความปลอดภัยมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ดร.เบเนดิกต์ เป็นหนึ่งในชาวต่างชาติเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมเหล่านี้ และเขารู้สึกทึ่งกับสิ่งที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เหล่านี้กำลังทำอยู่เพื่อระบุจุดอ่อนและลดจุดอ่อนเหล่านั้นอย่างมีกลยุทธ์

 

ตัวอย่างที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ คือเครนยกตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่ฝั่ง ซึ่งเป็นเครนขนาดใหญ่ที่ท่าเรือทุกแห่งใช้เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่ท่าเรือ โดยชาวอเมริกันนับจำนวนเครนเหล่านี้ได้ประมาณ 3,800 ตัว จากนั้นจึงทำการตรวจสอบว่า เครนเหล่านี้ผลิตที่ไหน และปรากฏว่า เครนทั้ง 3,800 ตัวผลิตในประเทศจีน โดยชาวจีน และใช้ซอฟต์แวร์ของจีน ซึ่งชาวอเมริกันคิดว่านี่อาจเป็นคอขวดในกรณีเกิดสงคราม ความขัดแย้ง หรือแม้แต่ข้อพิพาท

 

อย่างไรก็ตาม การหยุดใช้งานเครนเหล่านี้อย่างกะทันหันนั้นทำไม่ได้ ดังนั้นหน่วยงานของสหรัฐฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเครนยกสินค้าจากเรือขึ้นฝั่งทั้งหมด 3,800 ตัว โดยสร้างโรงงานในญี่ปุ่น ในรัฐวอชิงตัน

 

“คุณคิดว่าพวกเราในเยอรมนีรู้จำนวนเครนที่เรามีหรือไม่? ไม่รู้ เราทราบหรือไม่ว่าเครนเหล่านี้ผลิตในจีนกี่ตัว หรืออาจมีซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายหรือไม่? ไม่รู้ และการทำให้ถูกต้อง การทำให้แน่ใจว่าเรารู้ว่าจุดคอขวดอยู่ที่ไหน และเราต้องพึ่งพาใคร เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะไม่เสียใจในภายหลัง” เขาย้ำ

 

3. จงดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่ากลยุทธ์ที่สามของยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง คือการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

 

“คุณต้องแน่ใจว่า ไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์การรับมือแบบใด ไม่ว่าคุณจะฝึกซ้อมการเตรียมความพร้อมทางทหารแบบใด ไม่ว่าคุณจะวางแผนฉุกเฉินและต่อเนื่องแบบใด หากคุณไม่ดึงประชาชนของคุณเข้ามามีส่วนร่วม คุณจะเปิดกล่องแพนโดรา คุณจะเปิดประตูแห่งนรก และคุณจะทำให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด พรรคประชานิยม สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ข้อมูลนี้ เพื่อดึงประชาชนไปจากคุณได้ง่ายขึ้น”

 

เขาชี้ว่า ประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ดีเป็นพิเศษคือประเทศสวีเดน โดยงานประชุมต่างๆ ในสวีเดน วนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า รัฐบาลสวีเดนชุดปัจจุบันสามารถให้ข้อมูลแก่ประชาชนได้ดี ต่อเนื่อง และบ่อยครั้งขนาดไหน ส่งผลให้การสำรวจนโยบายต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนสูงถึง 98% ในการตัดสินใจส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนยูเครน (98%) การจัดตั้งหน่วยงานป้องกันทางจิตวิทยา (98%) การนำระบบเกณฑ์ทหารกลับมาใช้ใหม่ (85%) การเข้าร่วมนาโต้กับฟินแลนด์ (มากกว่า 80%)

 

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากภัยคุกคามจากรัสเซีย หรือระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือความไม่แน่นอนทางยุทธศาสตร์ แต่เป็นผลมาจากการทำงานหนักของรัฐบาลที่ไม่ละเลยประชาชนของตนเองและดึงพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม”

 

4. การลงทุนในความร่วมมือ

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่าสิ่งสำคัญในการมีส่วนร่วมกับประชาชน คือการลงทุนในความร่วมมือ และมองว่า ความคิดที่ว่าความยืดหยุ่นหมายถึงการกีดกันทางการค้า หรือหมายถึงการอยู่แต่ในประเทศและตัดความสัมพันธ์กับต่างชาตินั้นเป็นความคิดที่ผิด และไม่ตรงกับความเป็นจริง

 

เขายกคำกล่าวของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำคืนก่อนหน้านี้ ซึ่ง ดร.สุรเกียรติ์ ได้พูดถึงหัวข้อนี้โดยตรง คือ “ความยืดหยุ่นที่แท้จริงหมายถึงการกระจายการลงทุนให้กว้างขึ้น” โดยการวางไข่ไว้ในตะกร้าหลายๆ ใบ และไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมของตนเอง ไม่ใช่การลดความร่วมมือ แต่ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

 

“ปัจจุบันมี 204 ประเทศในโลกนี้ จำนวนประเทศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เราทราบกันดี ท่านมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับกี่ประเทศ มีความร่วมมือกับกี่ประเทศ และมีมิตรภาพกับกี่ประเทศ ผมไม่ทราบคำตอบ แต่ผมรู้ว่ามันยังไม่เพียงพอ” ดร.เบเนดิกต์ กล่าว และชี้ว่า เยอรมนีเองก็ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับประเทศอื่นๆ มากพอ โดยพึ่งพาพันธมิตร ความร่วมมือ และมิตรภาพเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

 

“ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นทุกวันนี้ คุณจำเป็นต้องมีทุกอย่างมากขึ้นความร่วมมือมากขึ้น มิตรภาพมากขึ้น พันธมิตรมากขึ้น และนั่นอาจหมายถึงการประนีประนอมที่ยากลำบากมาก เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะมีค่านิยม มีลำดับความสำคัญทางการเมือง และมีมุมมองต่อโลกเหมือนกับคุณ แต่เราจำเป็นต้องลดบทบาททางการเมืองในความร่วมมือเหล่านี้เพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปได้ และนี่คือสิ่งที่เยอรมนีกำลังทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

 

5. ช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคีและการกำกับดูแลระดับโลก

 

ดร.เบเนดิกต์ กล่าวถึงกลยุทธ์ที่เขาชื่นชอบที่สุดในยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง คือกลยุทธ์ที่ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่าย นั่นคือการช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคีระดับโลกและฟื้นฟูการกำกับดูแลระดับโลก

 

โดยเขาเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ นั้นพูดถูก ในการวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนขององค์การสหประชาชาติ ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 เพื่อแก้ปัญหาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์อีกต่อไปแล้ว และไม่มีการปฏิรูป

 

“สถาบันที่ยอดเยี่ยมนี้ แนวคิดที่ยอดเยี่ยมของระบบพหุภาคีระดับโลกนี้ ไม่ได้ให้ประโยชน์ที่แท้จริงแก่ผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นมันจึงต้องเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม มันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอย่างแน่นอน หากประเทศเหล่านั้นที่แบ่งปันค่านิยมพื้นฐาน การสนับสนุนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แนวคิดเรื่องความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน และความปรารถนาที่จะเห็นประชากรของตนเองเจริญรุ่งเรือง ไม่ให้ความร่วมมือ”

 

เขาเชื่อว่าประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี และไทย เป็นหุ้นส่วนโดยธรรมชาติในการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูระบบพหุภาคีระดับโลกนี้

 

โดยการลงทุนในอนาคตของ UN การลงทุนในองค์กรระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่จัดการกับปัญหาในปัจจุบันและอนาคตอย่างแท้จริงนั้นเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผล

 

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเผชิญร่วมกันในปัจจุบัน คือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีองค์กรระหว่างประเทศใดที่ถูกตั้งมาเพื่อจัดการกับเรื่องนี้

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ และต้องการองค์กรระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่มีความร่วมมือที่ดีขึ้นและเข้มข้นขึ้น

The post ‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังโอลิมปิกการเงิน 2026: ทำไมไทยแพ้ไม่ได้ | WEALTH HISTORY EP.68 https://thestandard.co/podcast/wealth-history-ep68/ Sun, 16 Aug 2026 07:16:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1242573 ภาพแสดงการประชุม IMF - World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

รู้หรือไม่? ไทยเป็นเพียง1 ใน 3 ประเทศของโลกที่ได้เป็นเจ […]

The post เบื้องหลังโอลิมปิกการเงิน 2026: ทำไมไทยแพ้ไม่ได้ | WEALTH HISTORY EP.68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการประชุม IMF - World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

รู้หรือไม่? ไทยเป็นเพียง1 ใน 3 ประเทศของโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘โอลิมปิกการเงิน’ ถึง 2 ครั้ง

 

WEALTH HISTORY EP.68 จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังสงครามชิงเป็นเจ้าภาพจัดโต๊ะประชุมโลก หรือ IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ใช้เวลาสู้กว่า 5 ปี ท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์

 

ทำไมไทยถึงชนะคู่แข่งระดับโลกอย่าง UAE และกาตาร์? เวทีนี้จะชี้ชะตาและดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศได้อย่างไร ติดตามเรื่องราวนี้ได้กับโฮสต์ประจำรายการ วิทย์ สิทธิเวคิน

The post เบื้องหลังโอลิมปิกการเงิน 2026: ทำไมไทยแพ้ไม่ได้ | WEALTH HISTORY EP.68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง https://thestandard.co/thai-security-strategy-neighbors/ Mon, 10 Aug 2026 02:59:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1240113 ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน […]

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน”

 

Sitting Bull

 

ผู้นำเผ่าอินเดียนแดงในการต่อสู้กับการขยายพื้นที่ของรัฐบาลอเมริกัน

 

“สงครามมีเจตนาเพียงประการเดียวคือ การเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาสังคม”

 

Albert Marius Soboul

 

นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

“ความไร้เหตุผลมักจะทำให้สงครามเกิดได้ง่าย”

 

George H. Quester

 

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน

 
 

 

กล่าวนำ

 

ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน หรือมีสถานะเป็น “รัฐเพื่อนบ้าน” ที่ไม่ต่างไปจากความเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงในชีวิตประจำวันของเรา

 

สำหรับรัฐเล็กแล้ว ชีวิตประจำวันของความเป็นรัฐนั้น มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวโยงกับเพื่อนบ้าน หรือบางทีเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาได้ไม่ยาก อันเป็นผลมาจากการมีชายแดนติดต่อกัน หรือในประวัติศาสตร์สงครามของรัฐเล็กเช่นนี้ ถ้ารบก็เป็นการรบกับเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น เพราะรัฐเหล่านี้ไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการรบระยะไกลเช่นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่ในหลายครั้ง บรรดารัฐเล็กก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่จะต้องรบกันไปเสมอ หรือเป็นช่วงที่ปลอดจาก “สงครามเพื่อนบ้าน”

 

แต่ก็ไม่ได้บอกแบบ “โลกสวย” ว่าไม่มีสงคราม จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหาระหว่างรัฐที่มีชายแดนติดต่อกัน หรือบอกว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดินไปอย่างราบเรียบสบายๆ

 

ความเป็นรัฐที่มีแนวพรมแดนเช่นนี้จึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อีกว่า รัฐเหล่านี้จะต้อง “อยู่ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะความเป็นจริงของภูมิศาสตร์คือ ไม่ชอบกันอย่างไร … จะเกลียดกันอย่างไร ก็ย้ายหนีจากกันไม่ได้ หรือต่อให้สร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางกายภาพ ก็ใช่ว่าจะตัดพื้นที่ให้ “ขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิศาสตร์ หรือ “แยกขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”

 

ในสภาพที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ผู้คนจึงมักมีความเชื่อเสมอว่า วิธีการป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดคือ การสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก หรือเพื่อป้องกันการเข้าตีทางทหารของฝ่ายข้าศึก ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เชื่อว่า วิธีป้องกันภัยที่ดีที่สุดให้แก่บ้านของเราคือ สร้างรั้วให้สูงและแข็งแรง แล้วภัยจากภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ เช่น อย่างน้อยขโมยและโจรจะเข้ามาไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะใช้กีดขวางบางสิ่งบางอย่างได้บ้างในบริบทของความเป็นรัฐ เช่น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ แต่ก็ใช่ว่ากำแพงเมืองจีนจะป้องกันข้าศึกจากภายนอกได้ตลอดไป เพราะในยุคต่อมาก็มีชนเผ่ามองโกลและพวกแมนจู สามารถบุกทำลายกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ

 

ในยุคปัจจุบันคือ แนว “กำแพงทรัมป์” ที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการเข้ามาของผู้อพยพผิดกฎหมายจากอเมริกาใต้ ซึ่งก็ท้าทายอย่างมากว่า กำแพงของทรัมป์จะสามารถป้องกันปัญหาผู้อพยพได้จริงเพียงใด

 

สิ่งที่ท้าทายอย่างมากคือ ระบบรั้วป้องกันชายแดนแบบไฮเทคของอิสราเอล หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Iron Dome” ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นระบบป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสสามารถบุกทำลายแนวป้องกันนี้ และนำกำลังเข้าไปก่อเหตุรุนแรงในดินแดนของอิสราเอลได้อย่างคาดไม่ถึง จนกลายเป็นสงครามกาซ่าในเวลาต่อมา

 

ข้อสังเกตอย่างสังเขปในข้างต้นว่า ยุทธศาสตร์ในแบบสร้าง “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านได้จริง สภาวะที่ “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ความเชื่อที่วางน้ำหนักไว้กับการสร้างสิ่งกีดขวางเช่นนี้ ว่าที่จะจริงแล้ว อาจไม่แตกต่างจาก “กำแพงทรัมป์” ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมาก

 

เรื่องราวเช่นนี้ จึงเป็นดังประเด็นชวนคิดว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เราคงจะมียุทธศาสตร์อย่างไร ดังที่กล่าวแล้วว่า ในความเป็นจริงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น ไทยไม่สามารถอยู่ในภาวะของการมีความขัดแย้งระยะยาว หรือที่อาจใช้ในภาษาของสงครามในยุคปัจจุบันได้ว่า ไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่เป็น “Forever War” คือตกอยู่ในสภ่าพของ “สงครามตลอดกาล“ กับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มองไม่เห็น “แสงสว่างของสันติภาพ” ที่ปลายอุโมงค์

 

ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการบนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีตเช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเชื่อว่า เราจะบุกเข้าตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นที่กองทัพราชอาณาจักรอยุธยาเคยรุกเข้าตีจนถึงเมืองหลวงของเพื่อนบ้านมาแล้ว เป็นต้น

 

ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน

 

หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจาการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราช ก็ตาม

 

ฉะนั้นโลกยุคหลังสงครามโลก จึงเป็นโลกของ “ยุคได้รับเอกราช” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations)

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมานั้น ล้วนเคยถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามคือ รัฐเจ้าอาณานิคมดำรงอยู่ทั้ง 2 ฝากฝั่งของเส้นพรมแดน … สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตก ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina)

 

เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์เป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็น “โจทย์ความมั่นคง” ที่ทั้งรัฐมหาอำนาจภายนอกและบรรดารัฐเล็กๆ ในภูมิภาค ได้ร่วมกันต่อสู้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และประเด็นอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น

 

คำถามหลักในสภาวะของสงครามเย็นคือ สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่?

 

ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามภายนอกขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สภาวะดังกล่าว ทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้าน อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ. 2518) ที่มีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ประกอบกับปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม

 

ผลจากความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น สภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1975 และสภาวะเช่นนี้้เปลี่ยนซ้ำอีกครั้งในปี 1979 จนเป็นดังการสร้างความเข้มข้นของสงครามเย็นในภูมิภาค และภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนในมิติทางอุดมการณ์ และไทยกลายเป็น “รัฐแนวหน้า” (Frontline State) ของสงครามภูมิภาค

 

ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน

 

ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้ง หรือตกอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” กับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยจะต้องไม่เข้าไปติดกับ “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ในสภาวะเช่นนี้ ไทยต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นความสัมพันธ์ด้านหลักระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนทำให้ไทยไม่สามารถขยับตัวไปสู่การจัดการปัญหาอื่นๆ ได้ นอกจากเตรียมรับ “สงครามชายแดน” ซึ่งภาระสงคราม/ความขัดแย้งเช่นนี้ จะไม่ช่วยให้ไทยสร้าง “บทบาทนำ” ในเวทีภูมิภาคได้เลย มีแต่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปไม่หยุด

 

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักยุทธศาสตร์แห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่จากเดิมนโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” เป็นสำคัญ

 

ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมือง แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังเช่นที่เราเห็นนโยบายเช่นนี้ในยุคนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2001-2006 (พ.ศ. 2544-2549)

 

รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” และทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า อีกทั้ง การเน้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านนั้น สอดรับอย่างมากกับการขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสโลกาภิวัตน์

 

อาจกล่าวได้ว่า นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ดังได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีรัฐบาลมาเป็น “ตัวคั่นเวลา” แต่ก็มิได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด “สนามการค้า” มีความสำคัญมากกว่า “สนามรบ” เสมอในนโยบายต่างประเทศไทย

 

แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)

 

ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม

 

ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นจากสงครามเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก

 

ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทินเอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกทิศทางยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสนำการทหาร และการเมืองตาม”

 

ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนสภาวะเช่นนี้ ได้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ข้ามเส้นเขตแดน

 

ขณะเดียวกัน เมื่อสงครามน้ำลายที่ถูกผสมด้วยกระแสชาตินิยมแล้ว โอกาสที่ “พี่น้องสองฟากของเส้นเขตแดน” จะกลายเป็นศัตรูไม่จบ และเกิดสภาวะ “ไม่มีใครยอมใคร” ที่พร้อมจะนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้เสมอ ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่า กระแสชาตินิยมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงดำรงสถานะเป็น “กระแสหลัก” ทั้งในสื่อและในสังคม แม้กระแสเช่นนี้ อาจจะลดลงบ้างในปีปัจจุบัน แต่ทิศทางของกระแสดังกล่าวยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลเองก็คาดหวังว่า การเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม จะเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง การเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยมแบบสุดโต่ง ทำให้รัฐบาลเน้นการสื่อสารกับสังคมภายในที่ชื่นชอบ “ลัทธิชาตินิยม” มากกว่าจะสื่อกับสังคมภายนอกที่เน้นในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเกิดสภาพของการเสนอนโยบายในแบบ “ถูกใจ” (กับสังคมภายใน) มากกว่าต้องการความ “ถูกต้อง” ในทางหลักการ หรือข้อเท็จจริง หรือในอีกทางทำให้เกิดสภาพที่รัฐบาลไทย “ไม่สนใจ” หลักการระหว่างประเทศเท่าที่ควร อันส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความสนับสนุนจากเวทีระหว่างประเทศมากนัก

 

อนาคตที่ยุ่งยาก

 

การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชา จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องความมั่นคงอื่นๆ ในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ ไทยดูจะไม่สนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เท่าใดนัก มีแต่ความสนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องของชายแดนและเส้นเขตแดน

 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คงหนีไม่พ้นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายผู้นำไทยอยู่ทุกวัน … เป็นความท้าทายทุกวันที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วย แต่เราก็ดูจะยังไม่เห็นคำตอบเหล่านี้เท่าใดนัก เว้นแต่การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะในช่วงที่ผ่านมา และถูกถ่ายทอดด้วยเสียงเพลง “เถียนมี่มี่” นั้น เป็นคำตอบในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องถกแถลงให้เสียเวลาว่า “ไทยยืนกับจีนเต็มตัวแล้ว”

 

เอ … บทความนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องเพื่อนบ้าน แต่ทำไมกลับมาจบลงที่จีน … หรือว่า วันนี้ถ้าจะถกเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะต้องถกเรื่องบทบาทของจีนด้วย เพราะสักวันหนึ่ง จีนอาจจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนเกิดสภาพที่อิทธิพลของจีน “ประชิด” แนวชายแดนไทย และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต หรือไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน

 

ว่าที่จริงวันนี้ แนวเส้นเขตแดนไทยก็ประชิดอยู่กับเขตอิทธิพลของ “จีนเทา” ในหลายพื้นที่อยู่แล้ว แม้พื้นที่เหล่านั้นจะอยู่ในรัฐเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงสังคมไทยจะยอมรับความจริงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม!

 

ภาพ: Niphon Subsri via ShutterStock

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยโดนสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษี แต่เสียงลบบนโซเชียลกลับไม่ได้วิ่งไปที่วอชิงตัน 40% ย้อนกลับมาที่สินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักจน SME ไทยสู้ไม่ไหว https://thestandard.co/us-tariffs-thailand-china-sme-impact/ Wed, 05 Aug 2026 05:52:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1238366 ภาพประกอบแสดงข้อความ 'ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ แต่เสียงลบไม่ไปวอชิงตัน 40% ย้อนถามสินค้าจีนทะลักจน SME ขายไม่ได้' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดที่พึ่งพาโลกภายนอกสูง โดย […]

The post ไทยโดนสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษี แต่เสียงลบบนโซเชียลกลับไม่ได้วิ่งไปที่วอชิงตัน 40% ย้อนกลับมาที่สินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักจน SME ไทยสู้ไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงข้อความ 'ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ แต่เสียงลบไม่ไปวอชิงตัน 40% ย้อนถามสินค้าจีนทะลักจน SME ขายไม่ได้' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดที่พึ่งพาโลกภายนอกสูง โดยเฉพาะสองเสาหลักอย่าง ‘การส่งออกและการท่องเที่ยว’ เมื่อใดที่เศรษฐกิจโลกสะดุด รายได้สองทางนี้ก็สั่นคลอนตามทันที

 

 
 

หลายเสียงบนโซเชียลตั้งคำถามว่า ทำไมไทยถึงเติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และมองว่าส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างที่พึ่งพารายได้จากภายนอกมากเกินไป โดยยังไม่ได้สร้างฐานการเติบโตของตัวเองที่ยั่งยืน

 

นั่นทำให้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของคนไทย

 

ภาพประกอบแสดงข้อความ 'ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ แต่เสียงลบไม่ไปวอชิงตัน 40% ย้อนถามสินค้าจีนทะลักจน SME ขายไม่ได้' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH 1

เก็บข้อมูลจาก Zocial Eye ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 – มิถุนายน 2026

 

ทีม Wisesight วิเคราะห์ข้อมูล Social Listening ด้วยเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 – มิถุนายน 2026 พบว่าคนไทยพูดถึงเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อประเทศไทยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, ภูมิรัฐศาสตร์ และฟองสบู่เอไอ รวมกันกว่า 470,000 ข้อความ และมีเอ็นเกจเมนต์โดยรวมกว่า 110 ล้านเอ็นเกจเมนต์

 

ข้อมูลพบว่า การพูดถึงเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา และเพิ่มขึ้นชัดเจนในจังหวะที่มีเหตุการณ์สำคัญ เช่น ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและชายแดนไทย-กัมพูชา การประกาศขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดโลก

 

ประเด็นที่ 1 สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คือ เรื่องที่จุดกระแสการพูดถึงมากที่สุดกว่า 3 แสนข้อความ โดยเฉพาะวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบราว 20% ของโลกต้องผ่าน เมื่อไทยมีการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด เหตุการณ์นี้จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทย โดยมุมมองส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในเชิงลบ และส่วนน้อยที่เป็นเชิงบวก

 

มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

 

  • ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น (67%) – เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่ง ราคาขายปลีกหน้าปั๊มก็ปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและการผลิตสูงขึ้น จนกระทบทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพของครัวเรือนสูง
  • ต้นทุนโลจิสติกส์และการส่งออกสูงขึ้น (9%) – ความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงการโจมตีเรือในทะเลแดง ส่งผลให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยเรือสูงขึ้น เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมและใช้เวลานานขึ้น กระทบต้นทุนสินค้านำเข้า-ส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทย
  • การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ (5%) – น่านฟ้าของตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยง ทำให้เที่ยวบินต้องบินอ้อมหรือยกเลิก ต้นทุนการบินที่สูง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นตาม ส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงตาม
  • แรงงานไทยในตะวันออกกลาง (5%) – มีแรงงานไทยจำนวนมากทำงานในตะวันออกกลาง หากสงครามลุกลามจนต้องอพยพกลับ รัฐบาลไทยต้องจัดเตรียมงบประมาณไว้สำหรับการอพยพและเยียวยาแรงงานกลุ่มนั้น

 

มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

 

  • ราคาทองคำพุ่ง คนถือทองได้กำไร (12%) – ความไม่แน่นอนดันให้ราคาทองคำขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets) ทำให้คนไทยที่ถือครองหรือลงทุนในทองจึงได้กำไร
  • โอกาสด้านพลังงาน (2%) – การวางตัวเป็นกลางของไทยอาจเปิดโอกาสด้านพลังงาน เช่น การซื้อน้ำมันในราคาถูกหรือแลกกับสินค้าเกษตรของไทย โดยอาจช่วยลดต้นทุนพลังงานและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศให้ดีขึ้น

 

ภาพประกอบแสดงข้อความ 'ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ แต่เสียงลบไม่ไปวอชิงตัน 40% ย้อนถามสินค้าจีนทะลักจน SME ขายไม่ได้' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH 2

เก็บข้อมูลจาก Zocial Eye ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 – มิถุนายน 2026

 

ประเด็นที่ 2 ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า

 

ประเด็นที่ถูกพูดถึงรองลงมา คือ ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ถูกพูดถึงราว 2 แสนกว่าข้อความ เพราะเป็นประเด็นที่กระทบทั้งปากท้อง การค้า และเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศพร้อมกัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ถูกมองว่าใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง โดยมุมมองที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่เป็นเชิงลบ และมีส่วนน้อยที่เป็นเชิงบวก

 

มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

 

  • ชี้เป้าไปที่ความไม่สมดุลของการค้าระหว่างไทยกับจีน (40%) – เมื่อไทยโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสูง คนไทยจำนวนมากกลับหันมาตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงเก็บภาษีสินค้าจีนในอัตราต่ำ และเปิดทางให้ทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจหรือถือครองที่ดินได้ง่าย ขณะที่สินค้าจีนราคาถูก ทะลักเข้ามาตีตลาดจน SME และร้านค้าออนไลน์ไทยขายของไม่ได้
  • ภาษีสหรัฐฯ กระทบการส่งออก (38%) – ไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออกสูง เมื่อกำแพงภาษีทำให้สินค้าไทยแข่งขันด้านราคายากขึ้น หลายคนกลัวว่าเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จะถูกซ้ำเติมจนเข้าสู่ภาวะถดถอย กระทบทั้งการจ้างงานและรายได้ในภาคส่งออก
  • การนำอธิปไตยไปแลกกับส่วนลดภาษี (7%) – มีการรับรู้ในสังคมว่าทรัมป์ใช้ภาษีเป็นเงื่อนไขต่อรองกดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมรุนแรง โดยคนไทยไม่เห็นด้วยกับการนำอธิปไตยหรือดินแดนไปแลกกับส่วนลดภาษี เพราะมองว่าดินแดนมีค่ามากกว่าผลประโยชน์ทางการค้าหลายเท่า

 

มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

 

  • โอกาสจัดระเบียบการค้ากับจีนใหม่ (9%) – บางกลุ่มมองว่านี่คือจังหวะที่ไทยควรใช้แรงกดดันจากสหรัฐฯ มาปรับสมดุลการค้ากับจีนใหม่ เช่น การเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มขึ้น หรือออกมาตรการปกป้องผู้ผลิตในประเทศไทย
  • มองเป็นโอกาสในการกระจายความเสี่ยง (6%) – โลกยังมีตลาดส่งออกอื่นอีกมาก ทั้งจีน อาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง คนบนโซเชียลบางส่วนมีการเสนอให้ใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นจังหวะจัดระเบียบการค้ากับจีนใหม่ เช่น เก็บภาษีสินค้าจีนให้เหมาะสมและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

 

ประเด็นที่ 3 ฟองสบู่ AI

 

ฟองสบู่ AI คือ ภาวะที่ราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีและ AI ถูกดันขึ้นสูงเกินกว่าผลกำไรจริงจะรองรับ จนเสี่ยงร่วงแรงพร้อมกันคล้ายภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอทคอมในอดีต แม้จะเป็นประเด็นใหญ่ในตลาดการเงินโลก แต่กลับเป็นประเด็นที่คนไทยพูดถึงน้อยที่สุดราว 11,000 ข้อความ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ด้านการลงทุน จึงถูกถกเถียงกันในวงเฉพาะกลุ่มนักลงทุนมากกว่ากลุ่มคนทั่วไป โดยมีมุมมองส่วนใหญ่ในเชิงลบ และส่วนน้อยที่เป็นกลาง

 

มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

 

  • ผลกระทบผ่านตลาดหุ้น (86%) – เมื่อนักลงทุนทั่วโลกเทขายหุ้นพร้อมกันจนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลงตาม และจะกระทบกับนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ ซึ่งมูลค่าจะร่วงตามไปด้วย
  • ผลกระทบด้านการส่งออก (8%) – ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายสำคัญของโลก หากกระแส AI เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คำสั่งซื้อชิ้นส่วนจากไทยจะเพิ่มขึ้น และเป็นผลดีต่อการส่งออก แต่หากฟองสบู่แตกและการลงทุน AI ทั่วโลกชะลอ คำสั่งซื้อก็จะลดลงและกระทบภาคส่งออกของไทยไปด้วย
  • ภัยการเงินระดับครัวเรือน (3%) – ในช่วงที่ราคาหุ้นพุ่งสูง มีอินฟลูเอนเซอร์และเพจการเงินจำนวนมากออกมาสนับสนุนให้มีการลงทุน สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มีความรู้ไม่มาก มักซื้อหุ้นตามกระแสในช่วงราคาปลายทาง เมื่อฟองสบู่แตกจึงเสี่ยงทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ขาดทุนหนัก โดยบางส่วนถึงขั้นมองว่า การสนับสนุนในลักษณะนี้เข้าข่ายหลอกลวงและควรถูกกำกับดูแล

 

มุมมองเป็นกลางต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

 

  • ไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง (3%) – เนื่องจากไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยีหรือผู้พัฒนา AI รายใหญ่เป็นของตัวเอง จึงไม่มีฟองสบู่ให้แตกภายในประเทศ คนกลุ่มนี้จึงมองว่าไทยเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ริมสนามมากกว่าการเป็นผู้เล่น

 

สรุปได้ว่า แม้ทั้งสามประเด็นจะมีจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่ล้วนสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความผันผวนของตลาดทุน ต่างสามารถส่งผลต่อค่าครองชีพ การจ้างงาน และการลงทุนของคนไทยได้โดยตรง การติดตามสถานการณ์อย่างรอบด้านและตระหนักถึงความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไกลตัว อาจส่งผลมาถึงชีวิตประจำวันของเราได้เสมอ

 

ภาพปก: Chester Hoth / Shutterstock

The post ไทยโดนสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษี แต่เสียงลบบนโซเชียลกลับไม่ได้วิ่งไปที่วอชิงตัน 40% ย้อนกลับมาที่สินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักจน SME ไทยสู้ไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลก “ไม่พัง แต่ไม่ปัง” K WEALTH กสิกรไทย แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับความเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ของโลก https://thestandard.co/global-economy-kwealth-forecast-strategy/ Thu, 30 Jul 2026 12:40:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1236494 k wealth

ธนาคารกสิกรไทยจัดงาน K WEALTH Investment Forum 2026 ภาย […]

The post ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลก “ไม่พัง แต่ไม่ปัง” K WEALTH กสิกรไทย แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับความเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
k wealth

ธนาคารกสิกรไทยจัดงาน K WEALTH Investment Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “The Signal Compass” เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมแนะนำกลยุทธ์ลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

 

โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรระดับโลกทั้ง Lombard Odier และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมด้วยทีม K WEALTH CIO ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย (No Recession, But No Boom) พร้อมชี้ทิศทางการลงทุน โดยแนะนำให้กระจายความเสี่ยงและเลือกลงทุนอย่างเจาะจงมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งตัวของ AI และทิศทางดอกเบี้ยโลก

 

ในงานเดียวกัน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งใดความขัดแย้งหนึ่ง แต่คือระบบเศรษฐกิจโลกที่คุ้นเคยกันมากำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

 

บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจาก 4 ช่วงการบรรยาย ได้แก่

 

  • 3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก และกรอบการตัดสินใจ 3P
  • บทบาทของไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ด้วยยุทธศาสตร์ 3S
  • เจาะลึกโอกาสการลงทุนทั่วโลก
  • แนวทางบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ

 

3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก และกรอบการตัดสินใจ 3P

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดประเด็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก 3 ปัจจัยขับเคลื่อนที่มาพร้อมๆ กัน

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 1

 

  • ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยผลักดันการย้ายฐานการผลิตและการกระจายซัพพลายเชน สู่ยุค Deglobalization ที่จะสร้างทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม
  • Aging Society กำลังเปลี่ยนกติกาการวางแผนการเงินของคนทั้งโลก จากการสะสมความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณ สู่การบริหารความมั่งคั่งเพื่อรองรับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยมีทั้งรายได้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการส่งต่อทรัพย์สินเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
  • AI กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลก จากยุคที่ความได้เปรียบมาจากเงินทุนและขนาดธุรกิจ สู่ยุคที่ผลิตภาพ นวัตกรรม และการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ แม้ผู้ชนะในระยะยาวยังไม่ปรากฏชัด แต่ AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตแล้ว

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ ย้ำว่าแม้ปัจจุบันจะมี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจในการลงทุน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังอยู่ที่นักลงทุน และเสนอกรอบการตัดสินใจ Decision Compass ที่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ

 

  • Purpose กำหนดวัตถุประสงค์ของการลงทุนให้ชัดเจน
  • Priority จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลว่าเป็นแค่เสียงรบกวน หรือ สัญญาณที่มีความหมาย
  • Pathway ลงมือทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง

 

สถานะของไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่

 

ในช่วง “Navigating Thailand’s Future” ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง ฉายภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป จากระบบ Efficiency First คือระบบที่เก็บสต็อกน้อย ผลิตแบบ Just in Time ไปสู่ Security First คือระบบที่ยอมแลกต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อสำรองทรัพยากรและกระจายแหล่งที่มาไว้ล่วงหน้าแบบ Just in Case เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

 

พร้อมกันนี้ ดร.สันติธาร ได้วิเคราะห์ตำแหน่งของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนจาก Efficiency First ไปสู่ Security First ผ่านกรอบคิด 3S คือ Security, Stability และ S-Curve

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 2

 

Security ระดับโลกไม่ได้จำกัดที่ความมั่นคงทางทหาร แต่ขยายครอบคลุมพลังงาน อาหาร และระบบสาธารณสุข ดังเห็นได้จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศถือทองคำเพิ่มขึ้น สำหรับไทย จุดอ่อนชัดเจนที่สุดคือพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลสูงที่สุดในอาเซียน เป็นสาเหตุหลักที่ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 5 แสนล้านบาทในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่จุดแข็งคือความมั่นคงทางอาหารและระบบสาธารณสุข

 

Stability กลายเป็นเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้น้ำหนักมากขึ้นในการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ สิ่งที่คนไทยกังวลกันเอง เช่น การขาดดุลบัญชี ความผันผวนของค่าเงิน หรือหนี้สาธารณะ กลับแตกต่างจากมุมมองที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประเมินความเสี่ยงของไทยจริง เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบบธนาคารมีเงินทุนสำรองสูง และหนี้สาธารณะเมื่อคำนวณตามมาตรฐานสากล อยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

S-Curve ผูกโยงกับการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Green Economy หรือ Longevity Economy ประเทศที่มีเพียง Security และ Stability โดยไม่มี S-Curve จะปลอดภัยแต่ขาดการเติบโต นี่คือจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดของไทย เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP อยู่ที่ราว 23-24% มาต่อเนื่อง ไม่กลับไปแตะ 30% เหมือนก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ประกอบกับแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัย ซึ่งประเมินว่าฉุด GDP ลงราว 1% ต่อปี

 

นโยบายรัฐ 3 มาตรการรับมือ

 

  • ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านมาตรการกระตุ้นที่มุ่งไปยังร้านค้าขนาดเล็ก
  • เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปัจจุบันอยู่ที่ 13.5% ของ GDP
  • ดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน ผ่าน BOI Fast Track ซึ่งช่วยลดระยะเวลาอนุมัติการลงทุนลง 20-50%

 

ผลจากมาตรการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนดังกล่าว สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโต 67% ในปีที่ผ่านมา และไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านบาท มากกว่าทั้งปีก่อนหน้า สอดคล้องกับตำแหน่งที่รัฐบาลสื่อสารว่าไทยเป็น Trusted Connector หรือประเทศที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานได้ในภาวะที่หลายประเทศแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

 

ในบรรดาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกับ S-Curve ดร.สันติธารมองว่า AI เป็นเซกเตอร์ที่ไทยมีพื้นฐานอยู่แล้ว และแบ่งบทบาทของไทยออกเป็นสองมิติที่คำเรียกใกล้เคียงกันแต่ความหมายต่างกัน

 

  • All in AI การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต AI ซึ่งไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น หน่วยความจำ แผงวงจร และอุปกรณ์ Photonics
  • AI in All การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในภาคธุรกิจและภาครัฐ ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมิติแรก

 

สำหรับประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติสอบถามมากที่สุด ดร.สันติธารกล่าวว่าคือความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ไทยยังมีเสถียรภาพเชิงเปรียบเทียบมากกว่า

 

เจาะลึกโอกาสการลงทุนทั่วโลก

 

ในช่วงเสวนา “A Word in Transition: Policy, Power, and Portfolios” ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 บริษัทจัดการลงทุนร่วมให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 3

 

4 ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจาก Lombard Odier

 

John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions, Asia, Lombard Odier Group ระบุปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปี 2026-2027 ไว้ 4 ประการ

 

  • ความมั่นคงทางพลังงาน เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • นโยบายการเงิน หรือทิศทางดอกเบี้ย
  • การลงทุนใน AI ซึ่งส่งผลบวกต่อภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย
  • ความยืดหยุ่นทางการคลัง เขาประเมินว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มคลี่คลาย เอื้อให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับตัวลดลงในระยะถัดไป และมองว่าโอกาสในตลาดหุ้นกำลังกระจายจากสหรัฐฯ ไปยังเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงหุ้นขนาดเล็กและกลางที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากวัฏจักรกำไรที่เร่งตัว

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 4

 

มุมมองดอกเบี้ยและดอลลาร์จาก J.P. Morgan Asset Management

 

Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia, J.P. Morgan Asset Management ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ตลาดแรงงานแข็งแกร่งโดยไม่กดดันค่าจ้างมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก AI เขาคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้และอาจลดหนึ่งครั้งในปีถัดไป ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า เป็นผลบวกต่อสินทรัพย์เอเชียและตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ เขายังให้ตัวเลขที่สนับสนุนมุมมองว่าเอเชียได้ประโยชน์จากการลงทุน AI โดยตรง คือในการสร้าง Data Center ขนาด 1 กิกะวัตต์ ทุก 1 ดอลลาร์ที่ใช้จ่าย ราว 40 เปอร์เซ็นต์จะไหลกลับเข้าสู่บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ในเอเชีย

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 5

 

เศรษฐกิจโลกไม่ได้ถดถอย แต่ก็ไม่เติบโต K WEALTH แนะนักลงทุน Stay Invested

 

ศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย สรุปสถานการณ์ปัจจุบันด้วยคำว่า No Recession, But No Boom คือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่เติบโต แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Core & Satellite เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน โดยแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ

 

1. Core Portfolio เน้นสร้างความมั่นคงระยะยาวผ่านการกระจายลงทุนทั่วโลก ผ่านกองทุน Multi-Global Asset เช่น กองทุน K-WealthPLUS Series (พัฒนาร่วมกับ JPMAM) เน้นปรับสัดส่วนตามโอกาส หรือ K-ALLROADS Series (พัฒนาร่วมกับ Lombard Odier) เน้นควบคุมความเสี่ยงผ่านกลไกจำกัดผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown)

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 6

 

2. Satellite Portfolio เพื่อคว้าโอกาสเติบโตระยะสั้นตามระดับความเสี่ยงที่รับได้จาก 3 ธีมเด่น ได้แก่

 

  • AI Infrastructure: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่โตตาม AI ผ่านกองทุน K-GINFRA และ ES-GTECH
  • US Small Cap: หุ้นขนาดกลาง-เล็กสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ผ่านกองทุน SCBRS2000
  • Global Quality Bond: ตราสารหนี้โลกคุณภาพสูงเพื่อลดความผันผวนพอร์ต ผ่านกองทุน K-GDBOND ซึ่งเปิดโอกาสรับทั้งดอกเบี้ยและกำไรส่วนต่างราคาหากดอกเบี้ยปรับลงในอนาคต

 

แนวทางบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ

 

วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor จาก K WEALTH ระบุในช่วง “Disciplined Wealth: Strategic Tech” ว่า ผลตอบแทนของพอร์ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจของนักลงทุนเองเมื่อเผชิญความผันผวน จึงเสนอแนวทาง 3 ส่วน คือ การจัดโครงสร้างพอร์ต การกำหนดกฎการตัดสินใจ และการใช้ระบบสนับสนุน

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 7

 

วีระพลยังแนะนำแบ่งเงินลงทุนที่ต้องการให้เติบโตเป็น 2 ส่วน คือ Core Port หรือพอร์ตหลักที่ใช้ Strategic Asset Allocation ปรับเปลี่ยนไม่บ่อย ประกอบด้วยกองทุน Multi-Asset และ Satellite Port หรือพอร์ตเสริมที่ปรับตามจังหวะระยะสั้น สัดส่วนระหว่างสองพอร์ตขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้ การแยกโครงสร้างชัดเจนช่วยประเมินผลกระทบของความผันผวนต่อพอร์ตโดยรวมได้แม่นยำขึ้น

 

นอกจากนี้ วีระพลเสนอข้อคิด 3 ข้อ เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน

 

  • Why Buy? เหตุผลในการเข้าลงทุน ควรชัดเจนและบันทึกไว้อ้างอิงครั้งถัดไป
  • Target กำหนดจุดแจ้งเตือนกำไรหรือขาดทุน เมื่อถึงจุดนั้นให้กลับไปทบทวนเหตุผลเดิม มากกว่าตัดสินใจซื้อขายทันที
  • Position Size สัดส่วนของแต่ละกองทุนในพอร์ต เพราะผลกระทบของการขาดทุนต่างกันตามสัดส่วนที่ถือครอง

 

คำแนะนำเพิ่มเติมจากวีระพล คือการใช้เครื่องมือแจ้งเตือนและข้อมูลจากธนาคารประกอบการตัดสินใจแทนการบริหารพอร์ตด้วยตนเองทั้งหมด เช่น การแจ้งเตือนกำไร-ขาดทุนตามจุดที่ตั้งไว้ และการติดตามข่าวสารการลงทุนสำคัญ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร พร้อมทั้งปรึกษา RM หรือ Private Banker ประกอบการตัดสินใจ แทนการบริหารพอร์ตด้วยตนเองเพียงลำพังทั้งหมด

 

สรุปแนวทางสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

 

  • ใช้กรอบ Purpose-Priority-Pathway เป็นเกณฑ์ตั้งต้นก่อนตัดสินใจลงทุน ให้การจัดสรรเงินสอดคล้องกับเป้าหมาย มากกว่าตามกระแสข่าวระยะสั้น
  • ประเมินสถานะของไทยด้วยข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นจุดแข็งมากกว่าที่รับรู้ทั่วไปในประเทศ ขณะที่การเติบโตยังต้องติดตามนโยบายการลงทุนอย่างใกล้ชิด
  • กระจายการลงทุนผ่าน Global Multi-Asset เป็นแกนหลัก พร้อมพิจารณาธีมเสริมที่เชื่อมโยงกับ AI Infrastructure เทคโนโลยี หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ และตราสารหนี้คุณภาพสูงตามความเสี่ยงที่รับได้
  • วางกระบวนการตัดสินใจที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งการแบ่งพอร์ต บันทึกเหตุผลการลงทุน กำหนดจุดทบทวน และใช้ข้อมูลสนับสนุนจากธนาคาร
  • Stay Invested (ลงทุนอย่างต่อเนื่อง) โดยไม่จำเป็นต้องไล่ราคาเมื่อตลาดปรับขึ้น และไม่ควรรอจนทุกอย่างชัดเจน เพราะตลาดมักสะท้อนปัจจัยต่างๆ ล่วงหน้าไปแล้ว

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH เพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4pq7oF6

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

 

The post ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลก “ไม่พัง แต่ไม่ปัง” K WEALTH กสิกรไทย แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับความเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” https://thestandard.co/gcnt-expo-2026-sustainable-transition/ Thu, 30 Jul 2026 10:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1236558 ภาพกราฟิกงาน GCNT Expo 2026 ที่ True Digital Park กรุงเทพฯ พร้อมโลโก้และแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Gl […]

The post GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกงาน GCNT Expo 2026 ที่ True Digital Park กรุงเทพฯ พร้อมโลโก้และแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เครือข่ายความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกาศจัดงาน GCNT Expo 2026 ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” เพื่อผนึกพลังทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย และเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วน พลิกความผันผวนของโลกสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน

 

 
 

โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ตลอดจนกฎกติกาใหม่ด้านการค้า การลงทุน และความยั่งยืน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและนิยามของความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ยังมีความคืบหน้าอย่างจำกัด โดยมีเพียงประมาณ 15% ของ เป้าหมายย่อยที่มีแนวโน้มบรรลุภายในปี 2030

 

GCNT Expo 2026 จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่เป็นเวทีความร่วมมือที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และภาคการเงิน เพื่อร่วมวิเคราะห์แนวโน้มของโลก แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง และสร้างความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน GCNT Expo 2026 คือ เวทีแห่ง การกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย

 

ตลอด 3 วันของการจัดงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับ Policy Compass เพื่อทำความเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของโลก พร้อม Roadmap และ Business Playbook ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เรียนรู้จากกรณีศึกษาขององค์กรชั้นนำ ค้นหาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การลงมือทำ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

ภายในงานประกอบด้วย Grand Hall เวทีผู้นำระดับสูงเพื่อร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทย, Tomorrow’s Business Playbook เวทีถ่ายทอดเครื่องมือ แนวปฏิบัติ และกรณีศึกษาที่นำไปใช้ได้จริง, Exhibition ที่รวบรวมนวัตกรรมและโซลูชันด้านความยั่งยืนจากองค์กรชั้นนำ และ Workshop เชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาทักษะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง

 

“ประเทศไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนา วันนี้โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การรับมือกับความผันผวนของโลกเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนความผันผวนนั้นให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน GCNT Expo 2026 จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมคิด ร่วมกำหนดทิศทาง และร่วมลงมือทำ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปด้วยกัน ” ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการ GCNT กล่าว

 

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในประเด็นสำคัญ อาทิ ภูมิรัฐศาสตร์โลก กฎกติกาใหม่ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พลังงาน เทคโนโลยีและ AI เมืองและการปรับตัวต่อ

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาทุนมนุษย์และการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ที่ https://expo.globalcompact-th.com

 

เกี่ยวกับสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)

 

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) เป็นเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของ United Nations Global Compact (UN Global Compact) ในประเทศไทย ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบตามหลักการสากลด้าน สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต ตลอดจนร่วมขับเคลื่อน

 

การบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)

 

GCNT ทำหน้าที่เป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนความท้าทายด้านความยั่งยืนให้เป็นโอกาสในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)

 

The post GCNT Expo 2026 ผนึกพลังทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wealth Expert: โลกการลงทุนขยับจาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case https://thestandard.co/investment-shift-just-in-time-case/ Thu, 30 Jul 2026 08:45:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1236476 ภาพแสดงแนวคิดโลกการลงทุนที่เปลี่ยนจาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case เน้นความยืดหยุ่นและความหลากหลาย

เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนโดยเน้นประ […]

The post Wealth Expert: โลกการลงทุนขยับจาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดโลกการลงทุนที่เปลี่ยนจาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case เน้นความยืดหยุ่นและความหลากหลาย

เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนโดยเน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก บริษัทต่างๆ จัดวางห่วงโซ่อุปทานให้มีต้นทุนต่ำที่สุด ผลิตในที่ที่ถูกที่สุด และเก็บสต็อกให้น้อยที่สุดภายใต้แนวคิด Just-in-Time ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานของโลกที่มีทุนราคาถูก การค้าระหว่างประเทศที่ราบรื่น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ในระดับต่ำ

 

แต่กลไกเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนภาพ และอาจจะไม่ย้อนกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

UOB Privilege Banking มองว่า ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากโมเดลที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่กรอบการทำงานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ความหลากหลาย (Diversification) และความสามารถในการผลิตภายในประเทศ นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Strategic Reindustrialisation” หรือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

จาก “โลกาภิวัตน์แบบเก่า” สู่ “โลกาภิวัตน์แบบใหม่”

 

ภาพแสดงแนวคิดโลกการลงทุนที่เปลี่ยนจาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case เน้นความยืดหยุ่นและความหลากหลาย 1

 

4 แรงขับเคลื่อนที่ทำให้ Reindustrialisation เป็นเทรนด์ระดับทศวรรษ

 

1. ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

การค้าโลกถูกกำหนดทิศทางด้วยประเด็นความมั่นคงของชาติมากขึ้นเรื่อยๆ มาตรการควบคุมการส่งออก ข้อจำกัดทางการค้า และพันธมิตรระดับภูมิภาค กำลังผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนจากการพึ่งพิงแค่ประเทศเดียวเป็นหลัก เป็นการกระจาย supply chain ไปยังหลายประเทศ และการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (Friend-shoring) แทนที่การใช้ supply chain จากแหล่งที่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุดเพียงแหล่งเดียว

 

2. ความเปราะบางของความมั่นคงด้านพลังงาน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นล่าสุด บ่งชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของความมั่นคงด้านพลังงานต่อประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ บทเรียนนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มมองว่า พลังงานคือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป และกำลังเร่งสร้างความเป็นอิสระด้านพลังงาน โดยหันไปพึ่งพากำลังการผลิตภายในประเทศ ทั้งพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

 

3. ภาวะ supply chain disruption ที่เปลี่ยนพฤติกรรมองค์กรอย่างถาวร

ภาวะ supply chain disruption ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การระบาดของ Coivd-19  จนถึงปัญหาคอขวดของเซมิคอนดักเตอร์ ได้เปลี่ยนกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กรไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่บริหารสินค้าคงคลังให้พอดีกับการใช้งาน ไม่เน้นสต๊อคสินค้า มาสู่การกันสำรองเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความสามารถในการฟื้นตัว (resilience) จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ฝังลึกในระดับองค์กร

 

4. การเติบโตในอนาคตที่ต้องการทรัพยากรมากขึ้น

เมื่อการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (reshoring) เกิดขึ้นจริง ความต้องการพลังงานภายในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นตาม นำไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้า

 

และที่น่าสนใจคือ เทรนด์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของ AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ผุดขึ้นเพื่อรองรับ AI ต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และสถานีไฟฟ้าย่อยจำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ว่าการลงทุนใน AI กำลังกลายเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

  

โอกาสลงทุนเมื่อโลกกำลัง Reindustrialisation

 

การปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม (reindustrialisation) และการสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน ก่อให้เกิดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้นในเชิงโครงสร้าง อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมจำนวนมากได้ถูกก่อสร้างขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อโรงงานหรือสถานประกอบการเริ่มเดินเครื่องผลิต UOB Privilege Banking มองว่ากลุ่มสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากเทรนด์นี้ ได้แก่

 

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบโครงข่ายไฟฟ้า ได้ประโยชน์จากความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น

 

  • พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน (Storage) จากการที่ความมั่นคงด้านพลังงานผลักดันให้เกิดการกระจายแหล่งพลังงานออกจากน้ำมัน

 

  • ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Automation) จากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ หนุนความต้องการหุ่นยนต์ เซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม

 

  • วัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ (Critical Materials) ได้แก่ ทองแดง ลิเทียม และแร่หายาก คาดว่าจะมีการกักตุนเพิ่มมากขึ้นทั้งแบบทางการในเชิงยุทธศาสตร์สำรอง หรือทางธุรกิจในด้านสินค้าคงคลัง อาจส่งผลให้เกิดความตึงตัวและความผันผวนของราคาตามมา

 

จัดพอร์ตให้ทนทาน ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน

 

สินทรัพย์ที่อยู่ใจกลางของเทรนด์ Reindustrialisation มากที่สุด คือกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเป็นทั้งผู้รับประโยชน์โดยตรงจากคลื่นการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า พลังงาน และ Data Center ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติเชิงป้องกัน (Defensive) ที่โดดเด่น ทั้งกระแสเงินสดที่มั่นคง รายได้ที่มักผูกกับสัญญาระยะยาว และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน ทำให้กลุ่มนี้ทนทานต่อความผันผวนได้ดีในยามที่ตลาดปรับฐาน

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการรับธีมนี้ผ่านการกระจายการลงทุนอย่างมืออาชีพ UOB Privilege Banking แนะนำ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ซัสเทนเนเบิล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ฟันด์ (UINFRA) ความเสี่ยงระดับ 6

 

UINFRA เป็นกองทุนประเภท Fund of Funds ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารทุนและ ETF ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและมีแนวทางดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนทั่วโลก บริหารแบบ Active Management

 

จุดเด่นคือการกระจายการลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำระดับโลกหลายราย อาทิ Lazard Global Listed Infrastructure, HSBC GIF Global Infrastructure Equity, KBI Global Sustainable Infrastructure, Cohen & Steers Global Listed Infrastructure และ Global X US Infrastructure Development ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มสาธารณูปโภค พลังงาน โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่รองรับเทรนด์ Reindustrialisation และการขยายตัวของ AI ได้อย่างตรงจุด

 

ท่ามกลางโลกที่ปฏิเสธจะกลับไปเรียบง่ายเหมือนเดิม พอร์ตการลงทุนที่ดีในวัฏจักรนี้จึงไม่ควรเป็นเหมือนรถสปอร์ตที่วิ่งได้เฉพาะบนถนนเรียบ แต่ควรเป็นเหมือนรถ SUV ที่พร้อมลุยทุกสภาพเส้นทาง มีถังน้ำมันเต็มและยางอะไหล่พร้อม การจัดพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ผสมผสานสินทรัพย์ที่ทั้งเติบโตและทนทาน พร้อมเลือกลงทุนในธีมเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่างโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นเส้นทางที่ช่วยให้นักลงทุนก้าวผ่านความไม่แน่นอน และเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศและมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้กองทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน แต่อาจไม่ได้ป้องกันทั้งหมด จึงอาจมีกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

The post Wealth Expert: โลกการลงทุนขยับจาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case appeared first on THE STANDARD.

]]>
2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? https://thestandard.co/thailand-china-22-balance/ Sat, 25 Jul 2026 09:52:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1235076 ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐม […]

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรอบนี้ มีการเซ็น MoU หลายฉบับและเกิดกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ อวกาศ ไปจนถึงความมั่นคง แต่ที่อยู่ในสปอตไลต์และมีการตั้งคำถามตามมา คือ กลไก ‘2+2’ ซึ่งเป็นเวทีประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีนและไทย

 

 
 

เพจไทยคู่ฟ้าระบุว่า เป็นการเสนอจากฝ่ายไทย เพื่อให้เป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กลไกนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน

 

ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมองเห็นความจำเป็นของการที่จีนและไทยต้องรักษาการติดต่อระดับสูงอย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์แบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามตามมาว่ากลไกนี้จะยิ่งผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้นหรือไม่? ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งกับกัมพูชา ตลอดจนบริบทที่ญี่ปุ่นกำลังแสดงบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

หน้าที่กลไกใหม่นี้คืออะไร ทำไมต้องมี 2+2 ในเวลานี้ มีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์เบื้องหลังหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบผ่านมุมมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

2+2 คืออะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล เพราะกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมเป็นกรอบปกติที่หลายประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อประสานการทำงานข้ามกระทรวงอยู่แล้ว ไทยกับสหรัฐฯ ก็มีกลไกแบบนี้มาหลายปีแล้ว

 

ข้อมูลที่ THE STANDARD ได้รับจากกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ‘2+2’ ที่เพิ่งจัดตั้งคือกลไกการทำงานและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมชองไทยและจีน ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่ม โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายกับที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

 

การหารือในกรอบนี้จะครอบคลุมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศ เช่น โครงการความร่วมมือ การฝึก การศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไปจนถึงการปฏิบัติการร่วม ในภารกิจต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

 

สำหรับองค์ประชุมนั้น กระทรวงกลาโหมให้ข้อมูลว่า โดยทั่วไปจะจัดในรูปแบบกรรมการ มีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงเป็นประธาน มีผู้แทนด้านนโยบายและแผนเป็นฝ่ายเลขาฯ และผู้แทนที่มีบทบาทสำคัญ (key man) ของหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กระทรวงนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศจะนำแนวทางนโยบายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการหารือไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

 

กับคำถามว่าการประชุม 2+2 จะเกิดขึ้นเมื่อไร พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ยังต้องผ่านการหารือของฝ่ายเลขาฯ ของทั้งสองประเทศก่อน ส่วนการมาเยือนไทยของต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีนช่วงสุดสัปดาห์นี้ ยังไม่ถือเป็นการประชุมในกรอบ 2+2

 

ความจำเป็นของ 2+2 ทำไมต้องมี?

 

ประโยชน์ที่เห็นได้จากกลไกนี้ กระทรวงกลาโหมระบุว่า ด้วยหน้าที่ของมันจะเป็นการบูรณาการงานของกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการทำงานร่วม โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายนำ ซึ่งหัวใจสำคัญคือเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมี ‘การต่างประเทศนำการทหาร’

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า กลไกนี้จะช่วยแก้ปัญหาการทำงานแบบแท่งแยกส่วน (Silo) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาเรามีเวทีการประชุมระดับภูมิภาคที่แยกส่วนกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจะประชุมในเวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมจะร่วมประชุมเวทีรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) ซึ่งพอกลับมามักขาดการประสานงานในระดับปฏิบัติการ

 

แต่การมีกลไก 2+2 จะช่วยเชื่อมการทำงานข้ามกระทรวงในเรื่องความมั่นคงที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยาเสพติด เป็นต้น เพราะปัจจุบันหน่วยงานในไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงมีหลายสิบหน่วยงาน และหลายกรณีเกิดปัญหาทำงานไม่ประสานกัน หรือทำงานแยกกันตามกฎหมายหรือกระทรวงของตัวเอง

 

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องยาเสพติดอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงต่างประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยที่ต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่สามารถกำกับและสั่งการหน่วยงานด้านตำรวจ ทหาร พลเรือน ข่าวกรอง ตรวจคนเข้าเมือง ไซเบอร์ และ DSI ได้อย่างครอบคลุม ก็จะทำให้ไทยสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามข้ามชาติผ่านกรอบกลไก 2+2 ร่วมกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีนหรือสหรัฐฯ ได้รวดเร็วและมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น

 

มีปัจจัยบีบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

 

ในอาเซียน จีนมีกลไก 2+2 กับกัมพูชาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการประชุมกรอบดังกล่าวระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศของจีนและกัมพูชาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามว่า การที่กัมพูชามีกลไก 2+2 กับจีนเป็นปัจจัยที่บีบให้ไทยต้องมีด้วยหรือไม่ เพราะกัมพูชาเป็นคู่ขัดแย้งกับไทยในเรื่องพรมแดนทางบกและทะเล ซึ่งที่ผ่านมาจีนก็แสดงตัวพร้อมเป็นประเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา

 

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เหตุผลที่ไทยและจีนเพิ่งจะมีกลไก 2+2 นั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากแรงกดดันจากกรณีที่จีนเริ่มมีความร่วมมือ 2+2 กับกัมพูชา ซึ่งทำให้ฝ่ายจีนและฝ่ายความมั่นคงไทยพูดคุยตกลงร่วมกันที่จะต้องขยับไปมีความร่วมมือแบบเดียวกันบ้าง

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ก็มองคล้ายกันว่า ปัจจัยข้างต้นอาจมีส่วนแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โดยมองปัจจัยภายในด้วยว่า ไทยมีหน่วยงานความมั่นคงซ้อนกันอยู่ถึง 15–20 หน่วยงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้การทำงานข้ามกระทรวงสอดประสานกันมากขึ้นและสอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน ในขณะที่กัมพูชาจัดตั้งและขับเคลื่อนกลไกนี้ได้เร็วกว่า เนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงน้อยกว่าไทย

 

ส่วนเหตุผลที่จีนเห็นพ้องในการยกระดับกลไก 2+2 นี้ร่วมกับไทยนั้น รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ฝ่ายจีนเองก็ต้องการรักษาภาพของการ ‘คบทั้งคู่’ โดยไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสำหรับจีนแล้ว ไทยและกัมพูชามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนทั้งคู่ (แต่ในคนละมิติ) หากสองประเทศขัดแย้งกันในพื้นที่ที่จีนมองเป็น ‘สนามหลังบ้าน’ ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อจีน เพราะจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

 

“จีนเดินเกมแบบ ‘คบทั้งคู่’ ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม (right timing) สำหรับจีน เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่นายกฯ ไทยไปเยือนจีน ในขณะที่ ต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ก็เดินทางมาเยือนไทยช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่สถานทูตจีนจัดงานครบรอบ 99 ปีแห่งการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม” รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

 

อีกปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผู้เชี่ยวชาญมองเห็นตรงกันคือ การมีบทบาทมากขึ้นของญี่ปุ่นในภูมิภาค

 

ญี่ปุ่นในยุคนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทาคาอิชิ ซึ่งมีท่าทีขวาจัดเริ่มขยับหลายเรื่องที่ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่าท้าทาย ‘เขตอิทธิพลจีน’ ทั้งเรื่องไต้หวัน และรวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นส่งเรือตรวจการณ์ให้กัมพูชา และญี่ปุ่นยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือไทยในเรื่องที่เป็นกระแสต่อต้านจีนในไทย เช่น เรื่องสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก ตัวแปรญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยผลักให้จีนเร่งตั้งกลไก 2+2 กับไทย

 

“จีนไม่ได้มองแค่ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา แต่จะมองภาพใหญ่กว่านั้นในการคบกับกัมพูชาและไทย ทั้งเรื่องทะเลจีนใต้และการที่มหาอำนาจอื่นขยายอิทธิพลในสนามหลังบ้านของจีน ฝ่ายจีนจึงเดินเกมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับทั้งไทยและกัมพูชาต่อไป ในขณะนี้ จีนมองญี่ปุ่นในยุคขวาจัดว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าทรัมป์เสียอีก โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้ เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นก็เพิ่งเป็นหนึ่งในแกนนำชวน 14 ชาติออกแถลงการณ์ในวันครบรอบ 10 ปีที่อนุญาโตตุลาการออกคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้ในกรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยุคนี้กำลังท้าทายจีนในด้านความมั่นคง” อาจารย์จากธรรมศาสตร์ให้ความเห็น

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการทหารและความมั่นคงแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงกัมพูชา ซึ่งเป็นความพยายามในการคานอิทธิพลจีนของญี่ปุ่น และต้องการดึงกัมพูชาออกจากวงโคจรของจีนบ้าง

 

“เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เริ่มขยับและเข้ามามีบทบาทในประเทศรอบบ้านมากขึ้น จีนจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยเร่งกระชับความสัมพันธ์กับไทยผ่านกลไกเชิงโครงสร้างอย่าง 2+2 ซึ่งเป็นการดึงทั้งไทยและกัมพูชาเข้าหาจีน โดยไม่ปล่อยให้ชาติอื่นดึงไทยหรือกัมพูชาไปฝ่ายเดียว” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

 

กลไกนี้จะผลักไทยไปหาจีนมากขึ้นหรือไม่

 

มีความกังวลว่า การดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงหลังมีลักษณะโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งกลไก 2+2 กับจีนก็เป็นหนึ่งในความกังวลนั้น

 

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า 2+2 เกิดจากทั้งแรงผลักและแรงดึง ซึ่งแรงผลักก็เกิดจากความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมี เพื่อรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป แต่อาจารย์เตือนให้ระวังแรงดึงจากมหาอำนาจอย่างจีนด้วย โดยชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘สมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์’ โดยไม่ปล่อยให้มหาอำนาจเป็นฝ่ายดึงเราไปข้างเดียว แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขและดึงมหาอำนาจเข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยด้วย

 

อาจารย์ปณิธานยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามว่า สามารถขยับขึ้นมาเป็นตัวปรับสมดุลใหม่ในภูมิภาคได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ไทยยังติดกับดักเรื่องโครงสร้างการบริหารภายในที่ล่าช้า ซึ่งกลไกใหม่หากนำไปสู่การปรับโครงสร้างการทำงานข้ามกระทรวงได้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทย

 

ในส่วนของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบรักษาสมดุลนั้น รศ.ดร.ปณิธานมองว่าการที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางไปฮาวาย และได้พบกับพลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) ก่อนที่จะมีการตั้งกลไก 2+2 กับกลาโหมจีนในเวลาต่อมานั้น ถือเป็นการเดินเกมการทูตที่ดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับสองมหาอำนาจ และสอดคล้องกับความเห็นของรศ.ดร.อักษรศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มองว่า ไทยต้องเดินเกมคบกับทั้งสองมหาอำนาจ แม้ว่าผลลัพธ์จากการประชุมที่ฮาวายจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

 

โดยสรุปคือการจัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมไทย-จีน เป็นเรื่องที่ไทยเห็นความจำเป็นในเชิงความมั่นคงและยุทธศาสตร์ แต่ในมุมมองนักวิชาการนั้น ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปโครงสร้างการประสานงานภายในไทยด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจด้วย เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือดึงไทยเข้าหาฝ่ายเดียวจนถูกมองว่าเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

 

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Earth Jump 2026: ฟอรัมที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการเติบโตทางธุรกิจ https://thestandard.co/earth-jump-2026-business-sustainability/ Fri, 17 Jul 2026 03:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1230417 ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ

สำหรับโลกธุรกิจในปี 2026 ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่ต้อง […]

The post Earth Jump 2026: ฟอรัมที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการเติบโตทางธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ

สำหรับโลกธุรกิจในปี 2026 ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่ต้องลังเลว่าจะทำหรือไม่ แต่คือการหาคำตอบว่าจะ “ลงมือทำอย่างไร” ให้ “เร็วพอ” ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

 

EARTH JUMP 2026 คืองานฟอรัมระดับประเทศด้านความยั่งยืน ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกสิกรไทย งานนี้มีผู้ร่วมงานจากภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรชั้นนำจากทั้งในและระหว่างประเทศ เข้าร่วมกว่า 3,500 คนตลอด 2 วัน พร้อมวิทยากรกว่า 60 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด “A Bridge to Empowered Actions” ที่ประกาศชัดว่าเวทีปีนี้ต้องการชวนภาคธุรกิจข้ามจากความตั้งใจไปสู่การลงมือจริง

 

จากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เงื่อนไขจากคู่ค้าต่างประเทศ และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนทิศ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือในเชิงธุรกิจ

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการยกระดับ EARTH JUMP สู่เวทีระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับ World Bank Group ในการจัดงาน 8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026 โดยงาน EARTH JUMP สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายระดับโลกกับการลงมือทำของภาคธุรกิจ ที่รวมเสียงจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นโยบายพลังงาน ทุนธรรมชาติ และแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

 

ความยั่งยืนไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย เปิดงานด้วยหัวข้อ “A Bridge to Empowered Actions สะพานแห่งความยั่งยืน” ที่ตั้งคำถามว่าในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนสูงขึ้น และโลกยังวุ่นวายด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุใดธุรกิจจึงยังต้องใส่ใจเรื่อง Net Zero และสิ่งแวดล้อม

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 1

 

คำตอบคือการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม ไม่ใช่แต้มต่อด้านภาพลักษณ์ แต่คือ “ใบอนุญาต” ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในโลกอนาคต เพราะกติกาใหม่กำลังถูกเขียนขึ้นทุกวัน และใครปรับตัวได้ก่อน คือผู้ที่คว้าโอกาสนั้นไปได้

 

ขัตติยาชวนให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่วันนี้ก่อน โดยไม่ต้องรอการลงทุนขนาดใหญ่ แค่ถามตัวเองว่าในกระบวนการผลิตที่ใช้อยู่ มีขั้นตอนไหนซ้ำซ้อน มีสินค้าไหนผลิตแล้วไม่ตรงความต้องการตลาด หรือมีของเสียที่ยังไม่ได้จัดการ การลดของเสียเหล่านั้นคือการลดการปล่อยคาร์บอนโดยอัตโนมัติ และยังลดต้นทุนไปพร้อมกัน

 

สำหรับ KBank เอง เธอย้ำว่า KBank มุ่งสู่ Net Zero ในพอร์ตสินเชื่อภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ โดยเน้นว่าเส้นทางนี้ต้องเดินบนความเป็นจริง ไม่ใช่อุดมคติ และธนาคารพร้อมเป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เครื่องมือและเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก

 

ไฟสะอาดที่ถูกกว่า นโยบายพลังงานที่กำลังเปลี่ยนสมการ

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “แสงสว่างประเทศไทย ในยุคความยั่งยืน (Lighting the Way: Thailand in the Age of Sustainability)” พร้อมกล่าวจุดยืนว่า วิธีที่ง่ายที่สุดในการส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใช้พลังงานสะอาดคือทำให้ไฟสะอาดถูกกว่าไฟทั่วไป

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 2

 

เอกนัฏชี้ว่าปัจจัยเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Energy Security กำลังเปลี่ยนสมการที่เคยทำให้หลายคนมองว่าพลังงานสะอาดแพงกว่า เพราะขณะนี้ก๊าซ LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าราว 60% ของประเทศนั้นต้องนำเข้า และราคาผันผวนสูงมาก เมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศและไม่ต้องนำเข้า ต้นทุนที่แท้จริงจึงเอนมาทางพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในแง่นโยบาย เอกนัฏประกาศหลายมาตรการที่กำลังริเริ่ม ทั้งการปรับกระบวนการขอใบอนุญาตติดตั้งแผงโซลาร์ให้เหลือเพียง One Stop ที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โดยลดระยะเวลาจาก 1 ปี เหลือไม่เกิน 1 เดือน และสำหรับการติดตั้งเพื่อใช้เองลดลงเหลือเพียง 7 วัน พร้อมขยายโควตารับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มทีละ 500 เมกะวัตต์ จากเดิมที่จำกัดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย

 

อีกประเด็นที่เอกนัฏเน้นหนักคือการเปิดตลาดรับซื้อไฟเสรี หรือ Direct PPA สำหรับพลังงานสะอาด โดยเริ่มนำร่องกับกลุ่ม Data Center ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ก่อน เพื่อสร้างกลไกตลาดที่ทำให้ผู้ใช้ไฟสะอาดซื้อตรงจากผู้ผลิตได้ในราคาแข่งขัน และขยายสู่ทุกภาคส่วนในระยะต่อไป

 

เอกนัฏปิดท้ายด้วยการเตือนว่าการแข่งขันในภูมิภาคต้องไม่เป็นการแข่งกันตาย โดยเฉพาะกับเวียดนามที่เพิ่งหารือร่วมกัน ทั้งสองประเทศควรกำหนดเกณฑ์ร่วมกันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แข่งกันเสนอราคาไฟถูก

 

ถอดรหัส ‘ทุนธรรมชาติ’ สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย NCA

 

ทำอย่างไรให้คุณค่าของธรรมชาติที่ไม่เคยมีราคาในระบบบัญชีเดิม กลายเป็นตัวเลขที่คำนวณและบริหารจัดการได้ในเชิงเศรษฐกิจ? 

 

นี่คือโจทย์สำคัญบนเวทีเสวนาหัวข้อ “Natural Capital : ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย (Valuing the Veins of Thailand: NCA as a Shield for National Economic Resilience)” ที่ได้ Melinda Good, Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank, ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืนธนาคารกสิกรไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด Natural Capital Accounting (NCA) หรือการจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมการบริหารจัดการโครงสร้างมหภาคของประเทศ

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 3

 

Melinda Good อธิบายว่ากว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก หรือราว 60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ล้วนขับเคลื่อนบนฐานของภาคธุรกิจ  ที่พึ่งพาธรรมชาติและหากระบบนิเวศเหล่านี้เสื่อมโทรมลง แม้เพียงบางส่วนก็อาจสร้างความเสียหายต่อ GDP โลกราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ความท้าทายในปัจจุบันคือสินทรัพย์ทางธรรมชาติ เหล่านี้ไม่เคยปรากฏในงบดุลของทั้งภาครัฐหรือสถาบันการเงิน NCA จึงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้มูลค่าที่เคยถูกละเลยนี้ถูกมองเห็นได้ และนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่มองการณ์ไกลและแม่นยำยิ่งขึ้น

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 4

 

ด้านดนุชา พิชยนันท์ ฉายภาพความเป็นจริงของประเทศไทยว่า การจัดทำระบบบัญชีทุนธรรมชาติในระดับมหภาคจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลของไทยยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ การขับเคลื่อนนโยบายนี้จึงต้องทำอย่างรัดกุมและเป็นขั้นตอน โดยปัจจุบันสภาพัฒน์ได้เริ่มจากโครงการนำร่องที่บ้านน้ำรี จังหวัดน่าน (โครงการในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) โดยตั้งเป้าคืนพื้นที่ป่า 2,000-3,000 ไร่ภายใน 5 ปี ผ่านการเปลี่ยนวิถีเกษตรเชิงเดี่ยวของชาวบ้าน จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปสู่ระบบวนเกษตรที่สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดปีแก่ชุมชน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต 

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 5

 

พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย สะท้อนมุมมองในฐานะภาคการเงินว่าจังหวัดน่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ป่าเชิงภูมิศาสตร์ แต่คือ ‘โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ’ ที่โอบอุ้มเสถียรภาพของประเทศ เพราะราว 40% ของปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีต้นกำเนิดมาจากผืนป่าแห่งนี้ ที่สำคัญ 2 ใน 3 ของ GDP ไทยพึ่งพาทุนธรรมชาติ ทว่าป่าต้นน้ำเหล่านั้นเสื่อมโทรมไปแล้วกว่า 28% โดยการแก้ปัญหาจะต้องพุ่งเป้าไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน ไม่ใช่การจัดการป่าเท่านั้น เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่รอดไปพร้อมกับการรักษาป่า

 

เซสชันนี้ปิดท้ายอย่างเป็นรูปธรรมด้วยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง World Bank Group สภาพัฒน์ และมูลนิธิกสิกรไทย เพื่อร่วมกันยกระดับองค์ความรู้ นำกรอบมาตรฐานสากลมาปรับใช้จริง และร่วมวางรากฐานระบบบัญชีทุนธรรมชาติของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 6

 

ตัวเลขดี แต่เงินในกระเป๋าไม่โต ปมที่เศรษฐกิจไทยต้องแก้

 

หัวข้อสุดท้ายของงานเป็นเวที “ปลายทางเศรษฐกิจไทย ไปทางไหนต่อ (Thailand’s Economic Crossroads: Where Do We Go Next?)” โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ฉายภาพเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 7

 

ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปีที่โต 2.8% เหมือนเป็นตัวเลขที่ดูดี แต่ศุภจีชี้ให้เห็นว่าข้างในมีโครงสร้างที่น่ากังวลอยู่สามจุด จุดแรกคือการส่งออกที่กระจุกตัวกับสหรัฐฯ และจีน สองประเทศที่มีแนวทางนโยบายขัดแย้งกัน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของมูลค่าส่งออกทั้งหมด 11.1 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว จุดที่สองคือการกระจุกตัวกับผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งรายได้ถึง 88% ขณะที่ SME กว่า 20,000 รายส่งออกได้เพียง 12% และจุดที่สามคือ local content ต่ำ เพราะไทยนำเข้าสินค้าประเภทเดียวกับที่ส่งออก โดยปีที่แล้วนำเข้า 11.4 ล้านล้านบาท มากกว่าที่ส่งออกเสียอีก

 

นั่นจึงอธิบายได้ว่าทำไม GDP โตแต่เงินในกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ไม่ได้โตตาม เพราะผลประโยชน์ยังไม่กระจายลงมาถึงคนตัวเล็ก

 

ศุภจีเสนอสามทิศทางคือลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะการช่วย SME เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดไปพร้อมกัน เธอยังยกตัวอย่างให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาสเจาะตลาด เช่นอินเดียที่มีประชากรชนชั้นกลางกว่า 400 ล้านคนและมีแนวโน้มสร้างบ้านมากขึ้น โดยไทยสามารถนำผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเจาะตลาดเข้าไปได้

 

นอกจากนั้น ศุภจีเน้นย้ำว่า currency ที่สำคัญที่สุดในการค้าโลกยุคนี้ไม่ใช่ดอลลาร์หรือบาท แต่คือความเชื่อใจและความยั่งยืน 

 

KBank ในฐานะ “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ”

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว K-Climate Solutions ชุดโซลูชันครบวงจรที่ KBank ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่ 

 

  1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมพลังงานและ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์ 
  2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป
  3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนและปรับตัวสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ (Net Zero) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ
  4. หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหาร เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 8

 

  1. Financial Solutions เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อเพื่อช่วยธุรกิจลงทุนระบบป้องกันและรับมือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย สนับสนุนการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่ากว่าการเยียวยาความเสียหายภายหลัง

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจของธนาคารที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME สามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจคาร์บอนต่ำจากเครื่องมือ และโซลูชันที่จับต้องได้ พร้อมพัฒนาธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่รอใคร ไม่ว่าจะเป็นกติกาการค้าระหว่างประเทศ นโยบายพลังงานในประเทศ หรือระบบการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่กำลังถูกนิยามใหม่ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดให้พร้อมแข่งขันได้ในอนาคต ธุรกิจที่พร้อมปรับตัวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen 

 

The post Earth Jump 2026: ฟอรัมที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการเติบโตทางธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปราโบโวพบ ‘ทักษิณ-แพทองธาร-ยิ่งลักษณ์’ หารือสถานการณ์โลก ย้ำสัมพันธ์อินโดนีเซีย-ครอบครัวชินวัตร https://thestandard.co/prabowo-thaksin-shinawatra-indonesia-advisor/ Fri, 10 Jul 2026 06:05:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1229139 ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้การต้อนรับ […]

The post ปราโบโวพบ ‘ทักษิณ-แพทองธาร-ยิ่งลักษณ์’ หารือสถานการณ์โลก ย้ำสัมพันธ์อินโดนีเซีย-ครอบครัวชินวัตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้การต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย โดยหารือสถานการณ์ในภูมิภาคและประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ดูภาพข่าว 

วันนี้ (10 กรกฎาคม) สำนักเลขาธิการประธานาธิบดีอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ปราโบโวให้การต้อนรับทักษิณและแพทองธาร ณ บ้านพักส่วนตัวในย่านเคอร์ตาเนการา กรุงจาการ์ตา โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและพัฒนาการเชิงยุทธศาสตร์ของโลก

 

เทดดี อินดรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวว่า ระหว่างการหารืออย่างไม่เป็นทางการ ปราโบโวและทักษิณได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการเชิงยุทธศาสตร์ของโลก พลวัตในภูมิภาค และประเด็นสำคัญอื่นๆ

 

“ผ่านการพบปะเช่นนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเสริมสร้างเครือข่ายมิตรภาพและการสื่อสารกับผู้นำและบุคคลสำคัญของโลก เพื่อขยายความร่วมมือและเสริมสร้างบทบาทของอินโดนีเซียท่ามกลางพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” เทดดีกล่าว

 

ด้านรัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า การพบปะครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้นำและบุคคลสำคัญของโลก เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ และเสริมบทบาทของอินโดนีเซียท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ส่วน Asia Network รายงานว่า ปราโบโวยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตร แม้การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาได้แต่งตั้งทักษิณเป็นสมาชิกคณะที่ปรึกษาของ Danantara หรือกองทุนบริหารสินทรัพย์แห่งชาติของอินโดนีเซีย

 

รัฐบาลอินโดนีเซียให้เหตุผลว่า การดึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เช่น ทักษิณ เข้ามาเป็นที่ปรึกษา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หลังตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญความผันผวน

 

ทั้งนี้ บทความระบุว่า ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยระหว่างปี 2001-2006 ก่อนถูกยึดอำนาจจากการรัฐประหารในปี 2006 แม้ปัจจุบันไม่มีตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ยังถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Cabinet Secretariat of the Republic of Indonesia

 

อ้างอิง:

 

 

 

ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร, แพทองธาร ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4

The post ปราโบโวพบ ‘ทักษิณ-แพทองธาร-ยิ่งลักษณ์’ หารือสถานการณ์โลก ย้ำสัมพันธ์อินโดนีเซีย-ครอบครัวชินวัตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
340 ปีไทย-ฝรั่งเศส สานต่อมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่ https://thestandard.co/king-thailand-france-state-visit/ Fri, 10 Jul 2026 03:33:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1229015 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางก […]

The post 340 ปีไทย-ฝรั่งเศส สานต่อมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและฝรั่งเศส โดยถือเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 3 ที่เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2440 และครั้งที่ 2 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2503

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี การติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2568 และ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ปี พ.ศ. 2569 โดยเป็นการสืบสานและต่อยอดสัมพันธไมตรีอันมั่นคงและยาวนาน ระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทั้งสองประเทศในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีมิติครอบคลุม ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ไปจนถึงด้านความมั่นคง

 

นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส มองการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ ว่าไม่ใช่ ‘เรื่องบังเอิญ’ หรือเป็นเพียงพิธีการทางการทูต หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และการเตรียมงานอย่างละเอียดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากความขัดแย้ง การแข่งขันและการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ

 

ขณะที่ผู้นำฝรั่งเศสยังแสดงออกถึงมิตรไมตรีที่มีต่อไทย ด้วยการจัดพิธีต้อนรับที่มี ‘ความพิเศษ’ และ ‘สมพระเกียรติสูงสุด’ โดยมีหลายนัยที่น่าสนใจ

 

340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

 

สำหรับไทยกับฝรั่งเศส เริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เพื่อการค้าขาย แสวงโชค และเผยแผ่คริสต์ศาสนา โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2228

 

ต่อมา คณะราชทูตสยาม นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี พ.ศ. 2229 พร้อมด้วยเครื่องบรรณาการจำนวนมาก ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากฝรั่งเศสและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

 

 

ความสำเร็จในการเจริญพระราชไมตรี ทำให้ไทยและฝรั่งเศส กลายเป็นมิตรประเทศกันเรื่อยมา

 

กระทั่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399

 

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีการแลกเปลี่ยนเยือนในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งระดับพระราชวงศ์ ภาครัฐและเอกชน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสดำเนินมาอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามุมหนึ่งฝรั่งเศสเมื่อครั้งอดีต คือหนึ่งในประเทศนักล่าอาณานิคมที่เข้ามาในภูมิภาค ทำให้ความสัมพันธ์และการติดต่อทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นไปในลักษณะของการเจรจาเพื่อรักษาอธิปไตย และอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น

 

โดยในปี พ.ศ.2503 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็น และแนวคิดแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เริ่มแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของประเทศไทยที่เชื่อมั่นในเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับฝรั่งเศส

 

การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น เป็นไปด้วยความประทับใจในมิตรไมตรีของฝรั่งเศสที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทย โดย ชาร์ล เดอ โกล ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยการส่งเครื่องบินประจำตำแหน่งไปรับทั้งสองพระองค์ จากกรุงโลซานน์ ของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเสด็จฯ ไปยังกรุงปารีส และผู้นำฝรั่งเศสยังได้รอรับเสด็จที่สนามบิน โดยมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในพิธีต้อนรับ

 

เกียรติยศสูงสุดจากฝรั่งเศส

 

สำหรับไฮไลต์หรือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ คือระดับของพิธีต้อนรับที่รัฐบาลฝรั่งเศสมอบให้แก่ประเทศไทย ซึ่งมีความพิเศษหลายอย่าง

 

นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส หนึ่งในผู้จัดเตรียมและประสานงานกับทางการฝรั่งเศส ในการถวายการต้อนรับและเตรียมกำหนดการต่างๆ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD เล่าถึงที่มาที่ไปของการเสด็จฯ เยือน และไฮไลต์ของการต้อนรับแบบพิเศษ (Special Treatment) จากรัฐบาลฝรั่งเศส

 

โดยการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้มาเยือนประเทศไทยในฐานะผู้เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ในปี พ.ศ. 2565 และได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส แต่กว่าที่การเสด็จฯ เยือนจะเกิดขึ้นจริง ก็ใช้เวลาเตรียมการถึง 4 ปีเต็ม เนื่องจากสถานการณ์และเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลกที่ฝรั่งเศสต้องเผชิญ รวมถึงฝ่ายไทยเองก็มีภารกิจสำคัญมากมาย จนในที่สุดกำหนดการเสด็จฯ เยือน ก็ลงตัวระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

ความพิเศษต่างๆ ในพิธีต้อนรับที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการตามโบราณราชประเพณี เริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่จัดพิธีต้อนรับ ณ เล แซงวาลีด (Les Invalides) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสูงสุดที่รัฐบาลฝรั่งเศสใช้ในการต้อนรับประมุขแห่งรัฐ (Head of State)

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลฝรั่งเศสสามารถเลือกสถานที่จัดพิธีต้อนรับได้หลายแห่ง เช่น บริเวณฝั่งเหนือหรือฝั่งใต้ของแม่น้ำแซน หรือจะจัดพิธีต้อนรับที่พระราชวังเอลิเซ่ (Palais de l’Élysée) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีก็ได้ แต่การที่เลือก เล แซงวาลีด เป็นสถานที่ต้อนรับในครั้งนี้ ถือเป็นการให้เกียรติสูงสุด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดินโปเลียน และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสงคราม ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละ การอุทิศตน และการรับใช้ชาติของทหารและประชาชนชาวฝรั่งเศส

 

ขณะที่การตั้งแถวกองทหารเกียรติยศเพื่อตรวจพลสวนสนามในพิธี ประกอบด้วยกำลังพลจากทั้ง 4 เหล่าทัพของฝรั่งเศส ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกำลังพิทักษ์ชาติ 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดและถือเป็นความพิเศษอย่างยิ่ง คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะแขกของรัฐบาลฝรั่งเศส ได้รับการต้อนรับโดยตัวของประธานาธิบดีมาครง และมาดามบริจิตต์ มาครง ภริยาและสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่เดินทางมาให้การต้อนรับและร่วมเดินพลสวนสนามด้วยตนเอง

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสยังชี้ว่า การที่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและสตรีหมายเลขหนึ่ง ให้การต้อนรับด้วยตนเองนั้น มีนัยทางการเมืองระหว่างประเทศที่สูงมาก โดยจากบันทึกสถิติที่ผ่านมา กว่า 90% ของการต้อนรับประมุขและผู้นำต่างประเทศ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะไม่ได้มาต้อนรับด้วยตนเองในขั้นตอนแรก แต่จะมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามวาระของประเทศนั้นๆ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นผู้ต้อนรับแทน

 

การที่ประธานาธิบดีมาครงและภริยาเดินทางมาต้อนรับด้วยตนเอง จึงสะท้อนถึงการให้เกียรติสูงสุดและระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดอย่างยิ่ง

 

กำหนดการต่อมา คือการเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพระราชวังเอลิเซ่ (Élysée Palace) ซึ่งในระหว่างการเสด็จฯ นั้น รัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดเตรียมพิธีต้อนรับขั้นสูงสุด ด้วยการจัดขบวนทหารม้าเกียรติยศ จำนวน 146 นาย ล้อมรอบรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์นำขบวนอีก 28 คัน และรถอารักขาเป็นขบวนยาว โดยขบวนรถยนต์พระที่นั่งได้เคลื่อนผ่านถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) ซึ่งเป็นถนนสายหลักของฝรั่งเศส ที่เปรียบเสมือนถนนราชดำเนินของไทยอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนสองข้างทางรวมถึงคนไทยที่ไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ได้โบกธงและบันทึกภาพประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจ

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าวว่า การที่รัฐบาลฝรั่งเศสจัดทหารม้าอารักขาจำนวนถึง 146 นายล้อมรอบรถยนต์พระที่นั่ง ถือเป็นสิทธิพิเศษระดับสูงที่มอบให้เฉพาะประมุขแห่งรัฐเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น โดยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และความเป็นพี่น้องระหว่างไทยและฝรั่งเศส

 

ฝรั่งเศสยินดีในหลวงเสด็จฯ เยือนเป็นประเทศแรกในยุโรป สะท้อนความเป็น ‘มหามิตร’

 

หลังเสด็จพระราชดำเนินถึงพระราชวังเอลิเซ่ รถยนต์พระที่นั่งได้จอดเทียบพรมแดง โดยมีประธานาธิบดีมาครงและภริยา รอรับเสด็จทั้งสามพระองค์เพื่อนำเสด็จเข้าสู่ภายในทำเนียบ ซึ่งมีการบันทึกภาพร่วมกัน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนของขวัญระหว่างกัน

 

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ประธานาธิบดีมาครงและภริยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองในห้องรับรองพิเศษ โดยการหารือดำเนินไปด้วยภาษาอังกฤษโดยไม่มีการใช้ล่าม ครอบคลุมเรื่องราวมิตรภาพทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและความร่วมมือในอนาคต

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยังอธิบายให้เห็นถึงภาษากาย (Body Language) ของประธานาธิบดีมาครง ในระหว่างพิธีต้อนรับ ว่าแสดงถึงความเคารพและให้เกียรติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอย่างมาก ทั้งวิธีการเดินออกมารับที่พรมแดงและการยืนเคียงข้างทุกพระองค์ด้วยความนอบน้อม

 

ในช่วงค่ำ ประธานาธิบดีมาครงและภริยาได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการระดับรัฐพิธี (State Banquet) ณ พระราชวังเอลิเซ่ โดยประธานาธิบดีมาครง ได้กล่าวสุนทรพจน์ เน้นย้ำถึงมิตรภาพอันยาวนาน 340 ปี ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ตลอดจนความสัมพันธ์ในศตวรรษที่ 19 และประวัติศาสตร์การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต

 

ประธานาธิบดีมาครง ยังกล่าวอย่างชัดเจนว่า “เขารู้สึกตื้นตันใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในยุโรป สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการในลักษณะ State Visit”

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส กล่าวว่า “สิ่งนี้มีความหมายอย่างมากต่อรัฐบาลและประชาชนฝรั่งเศส เพราะสะท้อนว่า ฝ่ายไทยผ่านกระบวนการคิดและพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้วว่า ต้องการสื่อสารถึงความเป็น ‘มหามิตร’ ที่หยั่งรากลึกของทั้งสองประเทศ” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสตอบไปในทิศทางเดียวกันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและแสดงความเชื่อมั่นว่ามิตรภาพในอนาคตจะเติบโตงอกงามยิ่งขึ้น

 

 

ทั้งนี้ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประธานาธิบดีมาครงได้เชิญบุคคลสำคัญและผู้มีบทบาทและอิทธิพลในสังคมฝรั่งเศสในมิติต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมือง เช่น คณะรัฐมนตรี และด้านเศรษฐกิจและการค้า อย่างผู้บริหารระดับสูงและนักลงทุนรายใหญ่ เช่น ประธานกลุ่มแบรนด์หรู LVMH และภริยา, ผู้บริหารระดับสูงของยาง Michelin และผู้บริหารจากสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ส่วนมิติด้านวัฒนธรรมและสังคม มีการเชิญประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs : MAD) และประธานพิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet) รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนสอนภาษาไทยในฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย รวมแขกเหรื่อทั้งสิ้นเกือบ 200 คน

 

นอกจากนี้ ในระหว่างงานเลี้ยง วงดนตรีออร์เคสตราของกองทหารเกียรติยศ (Republican Guard) ยังได้รับคำสั่งพิเศษจากประธานาธิบดีมาครงให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาบรรเลงหลายบทเพลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพลงเดียวหรือท่อนเดียว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและเป็นการให้เกียรติขั้นสูงสุดของรัฐบาลฝรั่งเศส

 

เปิดเอกสารล้ำค่าถวายให้ทอดพระเนตร

 

อีกเรื่องที่สำคัญ คือทางการฝรั่งเศสยังได้นำเอกสารทางประวัติศาสตร์ล้ำค่ามาจัดแสดงถวายให้ทอดพระเนตร โดยเป็นเอกสารที่เก็บรักษาอย่างดีและแทบไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน

 

เอกสารชิ้นแรกคือ ‘พระราชสาส์นทองคำ’ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่งถึงจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งเป็นการส่งพระราชสาส์นครั้งแรกจากไทยไปยังฝรั่งเศส พร้อมทั้งสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้าฉบับประวัติศาสตร์ที่มีการลงพระปรมาภิไธยร่วมกัน

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เล่าถึงความสำคัญของพระราชสาส์นทองคำแผ่นนี้ โดยเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสรักและหวงแหนพระราชสาส์นทองคำแผ่นนี้มาก โดยเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยอย่างดีที่สุดและมีกฎเหล็กว่าจะไม่มีการนำออกนอกหอจดหมายเหตุนี้เด็ดขาด แต่ปรากฏว่า ในคราวเสด็จฯเยือนครั้งนี้ ฝ่ายไทยไม่ได้มีการร้องขอ แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับเป็นผู้จัดเตรียมนำออกมาตั้งแสดงถวายให้ทอดพระเนตรด้วยตนเอง และมีการออกข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์อย่างเปิดเผย

 

“การทำเช่นนั้นย่อมมีนัยลึกซึ้งว่า ฝรั่งเศสพร้อมเปิดเผยเอกสารและร่วมมือกับไทยอย่างโปร่งใสที่สุด” เขากล่าว และชี้ว่าประธานาธิบดีมาครง ซึ่งเป็นนักการทูตที่เจนจัดและมีประสบการณ์สูงย่อมไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า ต้องการสื่อสารนัยเชิงสัญลักษณ์นี้ออกสู่สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ

 

เซอร์ไพรส์ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เล่าถึงไฮไลต์สำคัญที่สุดในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในกำหนดการล่วงหน้า เนื่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสต้องการเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อเซอร์ไพรส์และสร้างความประทับใจสูงสุด คือ ประธานาธิบดีมาครงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ในตระกูล Légion d’Honneur (Legion of Honour) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ของเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ Ordre national du Mérite แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

 

เครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ในตระกูล Légion d’Honneur นั้นจะมอบให้เฉพาะประมุขแห่งรัฐเท่านั้น โดยพระมหากษัตริย์ไทยที่เคยได้รับก่อนหน้านี้คือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

สำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand Officier ของเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur (Legion of Honour) ล่วงหน้าไปแล้วเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

การทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ดังกล่าวทำให้ ราชวงศ์ไทยทั้งสามพระองค์ทรงได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดครบทุกพระองค์ ซึ่งถือเป็นอีกเกียรติประวัติอันสูงสุดทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส

 

ปารีสสู่กรุงเทพฯ การทูตเพื่อการพัฒนา

 

การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ยังมีอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือการวางกำหนดการที่ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ความสำเร็จในการพัฒนาของฝรั่งเศส

 

โดยกำหนดการวันที่สอง มีการเสด็จฯ เยือนศาลาว่าการกรุงปารีส (Hôtel de Ville) สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยมีนายกเทศมนตรี และรองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงปารีส ร่วมรับเสด็จและถวายการบรรยายสรุปเกี่ยวกับนโยบาย ‘ปารีสสีเขียว’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการกรุงปารีสในปัจจุบัน ที่เน้นการพัฒนาการขนส่งมวลชนสีเขียว การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว การขยายเส้นทางจักรยาน และผังเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

กำหนดต่อมาซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องกัน คือ การล่องเรือในแม่น้ำแซน (River Seine) ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำเจ้าพระยาของไทย โดยแม่น้ำแซนแบ่งปารีสออกเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

 

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ แม่น้ำแซนเคยประสบปัญหาสกปรกและเป็นมลพิษอย่างรุนแรงในอดีต แต่ด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบของรัฐบาลและกรุงปารีส ทำให้ปัจจุบันแม่น้ำแซนได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นแม่น้ำที่สะอาดที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปที่ประชาชนสามารถลงไปเล่นน้ำได้จริง เช่นในช่วงสัปดาห์ก่อนการเสด็จฯ เยือน ซึ่งปารีสเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง รัฐบาลก็เปิดให้ประชาชนลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำแซนเพื่อคลายร้อน

 

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ประทับเรือไฟฟ้าและล่องเรือไปตามแม่น้ำแซน ซึ่งรองนายกเทศมนตรีกรุงปารีสเป็นผู้ถวายการบรรยายสรุปด้านการบำบัดรักษาคุณภาพน้ำและการจัดการน้ำตลอดเส้นทางล่องเรือประมาณ 40 นาที

 

 

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า กำหนดการเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนพระทัยและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนำความสำเร็จของฝรั่งเศสมาปรับใช้และพัฒนาคุณภาพน้ำและผังเมืองของประเทศไทย เช่น การบำบัดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ

 

เสด็จฯ เยือนสำนักงาน Airbus โอกาสความร่วมมือด้านการบิน

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเสด็จฯ เยือนเมืองตูลูส ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของยุโรป และที่ตั้งสำนักงานใหญ่และโรงงานประกอบอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของ Airbus

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสเสนอกำหนดการเยือนสำนักงาน Airbus โดยศึกษาจากความสนพระทัยและพระอัจฉริยภาพด้านการบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการศึกษาดูงานระบบการขนส่งทางอากาศยานและการบินของไทย รวมถึงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้กิจกรรมทวิภาคีในการเสด็จฯ เยือนตูลูส บรรลุผลสำเร็จอย่างงดงาม

 

ระหว่างการเสด็จฯ เยือน Airbus ยังเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของ Airbus คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงทดลองเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) ของเครื่องบินแบบ A350 ซึ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ทั้งสองพระองค์ไม่เคยขับจริงมาก่อน แต่ด้วยพระปรีชาสามารถสูงยิ่งในฐานะนักบินอาชีพ ทั้งสองพระองค์สามารถบังคับเครื่องบินขึ้นบินและลงจอดได้อย่างสมบูรณ์แบบปราศจากข้อผิดพลาด จนเจ้าหน้าที่ Airbus ทั้งโรงงานต่างยืนปรบมือชื่นชมในพระอัจฉริยภาพ

 

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสชี้ว่า การเสด็จฯ เยือน Airbus ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยความสัมพันธ์ทวิภาคีทางด้านการบินระหว่างไทยและ Airbus นั้นมีมานานแล้ว ซึ่ง Airbus มีสำนักงานสาขาในไทย และกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งในการเข้ามาจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเดิมของ Airbus ที่สิงคโปร์เริ่มประสบปัญหาความคับแคบและขยายพื้นที่ไม่ได้

 

ประกอบกับในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรและเป็นกลางอย่างเด่นชัด ไม่เลือกข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอย่างสุดโต่งเหมือนสิงคโปร์ ความมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ของไทย น่าจะทำให้นักลงทุนและรัฐบาลฝรั่งเศสมีความสบายใจและมั่นใจที่จะย้ายฐานการผลิตหรือสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับประเทศไทยในระยะยาว

 

ซีรีส์ความร่วมมือไทย-ฝรั่งเศส ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ

 

หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว

 

ภาพความร่วมมือและการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ปรากฏชัดเจนขึ้นผ่านหลายเหตุการณ์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยืนยันว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าบังเอิญ และผ่านการออกแบบและวางแผนร่วมกันอย่างประณีตและเป็นขั้นเป็นตอน

 

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 ที่ฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะผู้นำด้านการออกแบบแฟชั่น ซึ่งเป็นการยอมรับศักยภาพด้านวัฒนธรรมและแฟชั่นของไทย

 

 

ตามด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ ‘ราชพัสตราสู่สากล (La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity)’ ณ พิพิธภัณฑ์ MAD ที่นำเสนอความงดงามของมรดกภูมิปัญญาไทย ผ่านฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และผลงานร่วมสมัยจากนักออกแบบไทย ซึ่งดึงดูดผู้ชมแล้วกว่า 4 หมื่นคน

 

“สิ่งเหล่านี้ได้สร้างการรับรู้ ความเป็นเลิศทางวัฒนธรรมและความผูกพันที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศอย่างลึกซึ้งในหัวใจของประชาชนฝรั่งเศส” เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าว

 

 

จากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับขนาดใหญ่ เชิญแขกสำคัญกว่า 250 คน ทั้งคณะทูต นักการเมือง และบรรณาธิการแฟชั่น สื่อสารมวลชน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศไทย

 

ต่อเนื่องมาด้วยการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 22–26 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้พบหารือกับประธานาธิบดีมาครง

 

 

โดยในการเยือนครั้งนี้ ยังมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนร่วมทริป ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา และซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 

 

การไปเยือนฝรั่งเศสพร้อมกันของทั้ง 5 กระทรวงนี้ สะท้อนเป้าหมายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทั้งในมิติด้านการเมือง การค้า การศึกษา และวัฒนธรรม

 

 

นอกจากนี้ ในมิติความร่วมมือทางการเมือง ไทยและฝรั่งเศสยังได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่เป้าหมายคือการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

 

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเยือน สีหศักดิ์ และฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ยังได้ร่วมกันลงนามในแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสยืนยันว่า แผนงานเพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ซึ่งในช่วงปลายปีนี้ สถานทูตฯ จะจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ครั้งยิ่งใหญ่ที่ปารีสเพื่อนำเสนอวัฒนธรรมและผ้าไทย สอดรับกับเป้าหมายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังยื่นขอขึ้นทะเบียนผ้าไทยเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในปารีส

 

ด้าน ผศ.คัคนางค์ คันธสายบัว หัวหน้าสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การที่ฝรั่งเศสหันมาหาไทยมากขึ้นจากหลายความร่วมมือที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถือเป็นความพยายามเพื่อชูบทบาทของฝรั่งเศสให้กลับมาสู่สายตานานาชาติ โดยเป็นไปตามนโยบายของมาครง ที่ต้องการให้ฝรั่งเศสกลับมามีพื้นที่ในเวทีระหว่างประเทศ

 

เธอมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ผลจากการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ จะส่งผลให้ไทยกับฝรั่งเศสมีความร่วมมือกันมากขึ้นในอนาคต โดยฝรั่งเศสน่าจะเป็นประเทศยุโรปที่ชัดเจนที่สุดแล้วในการแสดงออกถึงความร่วมมือที่มีต่อไทย

 

ไทยและฝรั่งเศสในฐานะ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ของโลกใหม่

 

ในโลกปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญการแข่งขันและแบ่งขั้วระหว่างมหาอำนาจ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันในการเลือกข้าง และหลายประเทศรวมถึงไทยต้องพยายามรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนเองผ่านแนวคิดการทูตแบบ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ หรือ Middle Power Diplomacy

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ให้ความเห็นว่า ท่ามกลางสภาวะที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนและผันผวน และระเบียบโลกเก่าเริ่มไร้ประสิทธิภาพ ล้าสมัย และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของโลกปัจจุบันได้ ความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่เด่นชัดมากขึ้นครั้งนี้ คือ ‘โอกาสทอง’ ของทั้งไทยและฝรั่งเศส

 

เขามองว่า ทั้งสองประเทศต่างมีสถานะของ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ที่มีความคิดเห็นและจุดยืนสอดคล้องกันในหลายมิติ ซึ่งควรจะก้าวเข้ามาจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและเขียนระเบียบโลกใหม่ โดยมีศักยภาพที่สามารถจะพึ่งพาและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field)

 

 

ขณะที่ผศ.คัคนางค์ ให้ความเห็นว่า ฝรั่งเศสนั้นสามารถเป็นพันธมิตรชาติตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทกับไทยในการคานอำนาจจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้ โดยมีข้อดีคือทั้งไทยและฝรั่งเศสเองก็จะได้ประโยชน์จากความร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งฝรั่งเศสก็จะได้พื้นที่ในการส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ความเป็นกลางของฝรั่งเศสและนัยต่อข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

 

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวไทย คือท่าทีของฝรั่งเศสต่อข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้ฝรั่งเศสจะเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การกำหนดเขตแดนในภูมิภาค แต่จากท่าทีที่ปรากฏตลอดช่วงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของปารีสที่จะรักษาบทบาทความเป็นกลาง

 

“รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ได้เพิ่งมาให้ความมั่นใจกับไทยแต่แสดงท่าทีที่ชัดเจนและรักษาสัจจะร่วมกับไทยมาโดยตลอด ซีรีส์ของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นเด่นชัดขึ้นไปอีกว่า ไทยและฝรั่งเศสสามารถเชื่อมั่นในความเป็น ‘มหามิตร’ ระหว่างกันได้”

 

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสมองว่า ในทางปฏิบัติจริง ที่ผ่านมารัฐบาลฝรั่งเศสได้ตัดประเด็นความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะเจ้าอาณานิคมทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และประกาศจุดยืนความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดในประเด็นปัญหาข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา

 

โดยฝรั่งเศสสนับสนุนแนวทางทวิภาคีให้ทั้งสองประเทศพูดคุยเจรจาหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และสิ่งที่ฝรั่งเศสทำคือการให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและเอกสารแผนที่ประวัติศาสตร์ในหอจดหมายเหตุแก่ทั้งไทยและกัมพูชาอย่างเท่าเทียมและโปร่งใสที่สุด

 

“การที่ฝรั่งเศสรักษาความเป็นกลางอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ในทางยุทธศาสตร์ถือเป็นความสำเร็จอันงดงามยิ่งของการต่างประเทศไทย ซึ่งในฐานะเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูต มีหน้าที่สำคัญคือการดำรงรักษาความเชื่อมั่นและมิตรภาพอันต่อเนื่องนี้ไว้ให้มั่นคงที่สุด” เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าว

 

สำหรับประเทศไทย นี่ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของฝรั่งเศสในประเด็นที่อ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกสันติและการเจรจาระหว่างคู่กรณี

The post 340 ปีไทย-ฝรั่งเศส สานต่อมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดจบของยุคที่เอเชีย ‘อยู่ไกลจากภูมิรัฐศาสตร์’ https://thestandard.co/asia-geopolitics-shift/ Wed, 24 Jun 2026 15:01:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1222473 ภาพประกอบกระดานหมากรุกดิจิทัล สื่อถึงการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะชา […]

The post จุดจบของยุคที่เอเชีย ‘อยู่ไกลจากภูมิรัฐศาสตร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกระดานหมากรุกดิจิทัล สื่อถึงการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะชาติสมาชิกอาเซียนดำรงอยู่ภายใต้ข้อตกลงโดยนัยรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ พลังงานไหลจากตะวันออกกลางเข้าสู่ภูมิภาค สหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ค้ำประกันความมั่นคงในภาพรวม และเส้นทางการค้าโลกเปิดกว้าง แต่ละประเทศได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกมองเป็นเพียงแรงกระแทกจากภายนอก

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปในอนาคต ประเทศที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จได้ คือประเทศที่สามารถผสานการเปิดกว้างเข้ากับความยืดหยุ่น การกระจายความเสี่ยงเข้ากับการบูรณาการ และความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจเข้ากับความพร้อมด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างลงตัว ประเทศเหล่านี้จะเป็นประเทศที่ “มีบทบาทอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์” โดยกำหนดทิศทางของตนเองผ่านการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพลังงาน แทนที่จะเป็นประเทศที่ยืนอยู่ไกลจากภูมิรัฐศาสตร์

 

ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระเบียบเดิมที่กำลังสั่นคลอนและเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว พร้อมตอกย้ำอีกครั้งว่า ผลกระทบสำคัญที่สุดของวิกฤตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่สู้รบ หากแต่เกิดขึ้นไกลออกไปจากสมรภูมิ แม้ว่าอิหร่านและสหรัฐฯ จะตกลงในรายละเอียดของดีลหยุดยิงและทำให้ความขัดแย้งยุติลงในที่สุด แต่ภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานแล้ว ขณะที่ไม่แน่นอนยังมีแนวโน้มคงอยู่ต่อไป

 

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองหาบทเรียนจากประวัติศาสตร์ วิกฤตคลองสุเอซในปี 1956 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในลักษณะเดียวกันสำหรับยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ในครั้งนั้น เส้นทางการค้าที่มีความสำคัญยิ่งถูกปิดกั้นเป็นเวลาถึง 5 เดือน ผลกระทบที่ตามมาขยายวงกว้าง ไม่เพียงแต่ต่อการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

 

70 ปีต่อมา หลังจากความขัดแย้งดำเนินมาเป็นเวลา 4 เดือน แม้จะมีโอกาสบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในรูปของความสูญเสียทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร จากการประเมินของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่า เอเชีย-แปซิฟิกอาจสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจระหว่าง 97,000 ล้านถึง 299,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากต้นทุนไฟฟ้า อาหาร และการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นประมาณ 0.3-0.8% ของ GDP ของภูมิภาค

 

ปัญหาพื้นฐานอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า น้ำมันที่ขนส่งทางทะเลประมาณ 25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวมีปลายทางอยู่ในเอเชีย โดยจีน อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้าหลัก สำหรับประเทศอาเซียนนั้น น้ำมันดิบถึง 55% นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง

 

ด้วยระดับการพึ่งพาที่สูงเช่นนี้ ประเทศในเอเชียจึงเป็นกลุ่มแรกๆ ของโลกที่ต้องดำเนินมาตรการอย่างจริงจังเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง และเริ่มพิจารณาอย่างเร่งด่วนถึงแนวทางกระจายแหล่งพลังงานของตน

 

ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย ประกอบกับภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” คือรากฐานของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” และหลายประเทศก็เริ่มแสดงสัญญาณของการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แม้เอเชียยังคงพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่ประเทศต่างๆ ก็กำลังพยายามรักษาสมดุลอย่างละเอียดอ่อน ระหว่างการดำรงความสัมพันธ์ทางการค้ากับภูมิภาคดังกล่าว และการเน้นย้ำจุดยืนความเป็นกลางต่อความขัดแย้ง

 

ขณะเดียวกัน หนึ่งในคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ คือ เหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อบทบาทและความสนใจของสหรัฐฯ ที่มีต่อเอเชียอย่างไร ความขัดแย้งครั้งนี้ได้รื้อฟื้นคำถามสำคัญที่เอเชียเผชิญมาอย่างยาวนาน นั่นคือ วอชิงตันจะสามารถแบ่งสรรความสนใจเชิงยุทธศาสตร์ให้กับยุโรป ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิกได้พร้อมกันมากน้อยเพียงใด

 

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองพยายามรักษาเสถียรภาพที่เปราะบางของความสัมพันธ์ทวิภาคีเอาไว้ แต่คำถามเชิงลึกเกี่ยวกับการแตกแยกของระบบโลกและพันธกรณีด้านความมั่นคงในอนาคต ยังคงไม่ได้รับคำตอบ

 

ประเทศในเอเชียจำนวนมากเป็นคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐฯ และได้รับผลกระทบโดยตรงจากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกำลังกระตุ้นให้เกิดแนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงทางการค้าและการสร้างความเป็นภูมิภาคมากขึ้น นอกจากนี้ การพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐมาอย่างยาวนาน ยังทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด

 

แท้จริงแล้ว ความเปราะบางเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันมานาน และเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมกลุ่มอย่างอาเซียนจึงสนใจผลักดันความริเริ่มด้านการใช้สกุลเงินท้องถิ่น แต่เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเด็นเหล่านี้มีแนวโน้มจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งด้วยมุมมองใหม่และความเร่งด่วนที่มากกว่าเดิม

 

เหตุการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนว่าเอเชียจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่ยังอธิบายด้วยว่าทำไมจึงจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ความต้องการในอนาคตจะผูกพันอยู่กับแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเอง ความยืดหยุ่น และการกระจายความเสี่ยง ซึ่งล้วนมีต้นทุน โดยเฉพาะในระยะสั้นต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำหรับภูมิภาคที่คุ้นชินกับการสร้างเสถียรภาพผ่านการเติบโตและประสิทธิภาพ การทบทวนแนวคิดครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งสำคัญ

 

แม้บริบทโดยรวมจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่วิกฤตครั้งนี้ก็เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เดินหน้าสู่การบูรณาการและการขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไป การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้น เมื่อเอเชียพยายามลดความเปราะบางต่อแรงกระแทกในอนาคต ห่วงโซ่อุปทานจะปรับเปลี่ยนไปตามการเกิดขึ้นของคู่ค้าและเส้นทางการค้าใหม่ๆ

 

ประเทศในเอเชียจะพยายามวางตำแหน่งตนเองและภูมิภาคให้เป็นหุ้นส่วนทางการทูตที่น่าเชื่อถือ มีเสถียรภาพ และคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในยุคแห่งความไม่แน่นอน และนั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ประเทศต่างๆ ในเอเชียกำลังจะก้าวพ้นจากยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์อยู่ไกลตัว” อย่างแท้จริง

 

พัฒนาการเหล่านี้ ตลอดจนการตั้งคำถามด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย จะเป็นประเด็นสำคัญในการหารือในการประชุม Annual Meeting of the New Champions ต่อไป

 

ภาพ: posteriori via ShutterStock

The post จุดจบของยุคที่เอเชีย ‘อยู่ไกลจากภูมิรัฐศาสตร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปประเด็นสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ เวที Summer Davos ที่จีน https://thestandard.co/summer-davos-china-geopolitics-geoeconomics-ai/ Wed, 24 Jun 2026 10:52:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1222367 ภาพบรรยากาศการประชุม Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน

การประชุม Summer Davos ประจำปี 2026 จัดขึ้นที่เมืองต้าเ […]

The post สรุปประเด็นสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ เวที Summer Davos ที่จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุม Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน

การประชุม Summer Davos ประจำปี 2026 จัดขึ้นที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนนี้ ภายใต้หัวข้อ ‘การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่’ (Innovating at Scale) มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คนจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันสำรวจว่า โลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตในยุคปัจจุบันได้อย่างไร

 

 
 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วนและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางเสี่ยงต่อการแตกแยก (Fragmentation) เวทีนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิและพื้นที่เจรจาทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ

 

นี่คือ สรุปประเด็นสำคัญทาง ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ บนเวที Summer Davos 2026

 

ความสัมพันธ์ ‘สหรัฐฯ-จีน’ และการก้าวข้าม ‘กับดักทูซิดิดีส’

 

ความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพิ่ม ‘ความซับซ้อน’ ให้กับสถานการณ์โลก โดย แกรแฮม อัลลิสัน ศาสตราจารย์ชื่อดังจาก Harvard Kennedy School ได้ร่วมให้ความเห็นภายในงาน Summer Davos ปีนี้ โดยได้หยิบยกบทเรียนจากอดีตผ่านแนวคิด ‘กับดักทูซิดิดีส’ ซึ่งเป็น ‘ภาวะที่มหาอำนาจใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม’ ซึ่งในอดีตมักจบลงด้วยสงคราม หากใช้การทูตแบบเดิมๆ

 

อย่างไรก็ตาม อัลลิสันยังมีมุมมองเชิงบวกที่เชื่อว่า ทั้งสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์ใหม่ หรือกำหนดกรอบใหม่ในรูปแบบที่จะเอาชนะกับดักทูซิดิดีสได้

 

อัลลิสันระบุว่า การที่จีนตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare-Earth) ทำให้ทรัมป์ตระหนักได้ว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับประเทศที่มีศักยภาพทัดเทียมกัน และผู้นำทั้งสองกำลังพยายามกำหนดกรอบความสัมพันธ์ใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรง

 

สภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและชะลอตัว

 

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ใน ‘ภาวะที่ซบเซา’ (Tepid Environment) จนทำให้ธนาคารโลกต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

 

ปัจจัยกดดันประกอบด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งทางเรือในตะวันออกกลาง รวมไปถึงความเสี่ยงที่โลกจะสูญเสียโอกาสในการเติบโตหากเกิดภาวะ ‘การแบ่งขั้วอย่างรุนแรง’ (Severe Fragmentation)

 

วิสัยทัศน์ ‘โอกาสจากจีน 2.0’ (China Opportunity 2.0)

 

หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้ชูแนวคิดนี้ เพื่อสื่อถึงการเสริมศักยภาพทางนวัตกรรมรอบด้าน และโอกาสทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสำหรับบริษัทผู้ประกอบการจากทั่วโลก

 

หลี่กล่าวว่า ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นตัวเลือกที่มิอาจหลีกเลี่ยงในการก้าวข้ามภาวะชะงักงันของการเติบโตทั่วโลก พร้อมเรียกร้องการเชื่อมต่อและประสานงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงรวบรวมจุดแข็งทางนวัตกรรมอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีควรเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและกำกับดูแลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีจีน เน้นย้ำว่าในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ มีความสร้างสรรค์ และบูรณาการเข้ากับโลก โดยกุญแจสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในระยะยาวคือ ‘การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’

 

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI จีน

 

นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวว่า ภาคส่วน AI ของจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีปริมาณการใช้โทเคนต่อวันพุ่งทะลุหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก

 

นอกจากนี้เทคโนโลยี ‘ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ’ (Embodied AI) ได้เริ่มก้าวเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่แล้ว ในขณะเดียวกัน จีนยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล AI ระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์

 

โอกาสและความเสี่ยงจากเทคโนโลยี AI

 

นวัตกรรม AI ถูกมองว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในด้านการศึกษาและสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่ AI จะเข้ามาแย่งงาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการนำไปใช้ในความขัดแย้ง

 

มิเรก ดูเชก กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum (WEF) ได้เน้นย้ำว่า ความท้าทายหลักของผู้นำระดับโลกคือ การรับประกันว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งผลดีต่อ ‘เศรษฐกิจจริง’ (Real Economy) และไม่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านเทคโนโลยี

 

ทางด้าน มาร์เจอรี เคราส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ APCO ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และกิจการสาธารณะระดับโลกจากสหรัฐฯ มองว่า ภายใต้แนวคิด ‘Innovating at Scale’ มีการประเมินว่า ผู้คนจะไม่ตกงานเพราะ AI โดยตรง แต่คนที่จะตกงานคือคนที่ไม่รู้จักวิธีใช้ AI

 

อีกทั้ง AI ควรถูกนำมาใช้ในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ของเรา อย่าปล่อยให้ AI ครอบงำหรือเป็น ‘เจ้านาย’ ของเรา โดยบุคลากรที่เป็นที่ต้องการคือ คนที่มีความกระตือรือร้น ฉลาด รู้จักตั้งคำถามกับ AI เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดออกมาใช้ในงานวิจัยหรือส่วนที่ AI ทำได้ดี รวมถึงต้องสามารถทำหน้าที่เป็น ‘นักแปล’ ที่นำความเข้าใจจาก AI มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม

 

ภาพ: weforum.org

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปประเด็นสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ เวที Summer Davos ที่จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! https://thestandard.co/land-bridge-thailand-troubled-water/ Wed, 27 May 2026 06:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1211435 แผนที่ประเทศไทยแสดงแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งทะเล

ท้องทะเลคือ เส้นพรมแดนชนิดหนึ่งของประเทศ   Al […]

The post Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ประเทศไทยแสดงแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งทะเล

ท้องทะเลคือ เส้นพรมแดนชนิดหนึ่งของประเทศ 

 Alfred T. Mahan

The Influence of Sea Power Upon History 1690-1783

 

ผู้ที่ปรารถนาจะใช้พลังอำนาจทางทะเลให้มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ได้นั้น จะต้องตระหนักในรายละเอียดว่า แล้วพวกเขาจะลงมือทำเรื่องนี้ [ให้ประสบความสำเร็จ] ได้จริงอย่างไร

Thomas M. Kane

Strategy (2013)

 

ที่ตั้งของดินแดนแห่งชาตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับเรื่องของระยะทาง … [ดังนั้น] ความหมายทางยุทธศาสตร์ของภูมิศาสตร์จึงเน้นเฉพาะในบริบททางการเมือง

Colin S. Gray

Maritime Strategy, Geopolitics, and the Defense of the West (1986)

 

 

 

หมายเหตุผู้เขียน:

 

ผมอยากจะขออนุญาตตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ เพราะวันนี้เมกะโปรเจ็กต์ที่รู้จักันในชื่อของ “โครงการแลนด์บริดจ์” นั้น พวกเราในสังคมไทยเรียกทับศัพท์ และเป็นที่เข้าใจกันได้โดยทั่วไป จะไม่ขอเรียกว่า “โครงการสะพานทางบก” แม้ในทางความคิดจะเป็นสะพานเช่นนั้นก็ตาม

 

ส่วนชื่อรองของบทความนั้น ก็จะขออนุญาตยืมเอาชื่อเพลงดังสมัยทศวรรษ 1970 ของ “Simon & Garfunkel” มาเป็นภาพสะท้อนถึงสถานะของโครงการนี้ ซึ่งเชื่อว่า ผู้อ่านหลายท่านน่าจะพอคุ้นเคยกับบทเพลงนี้อยู่บ้าง อยากชวนว่า นอกจากอ่านบทความแล้ว ลองฟังเพลงดังในยุค 70 ของคนรุ่นผมด้วยนะครับ และเพลงนี้ถือเป็นเพลงดังข้ามศตวรรษ เพราะได้รับการยกย่องอีกครั้งจาก The Guardian ในปี 2017 และจาก The Independent ในปี 2020 … ต้องถือว่าเป็นเพลงที่ไพเราะทั้งทำนองและเนื้อหาเพลงหนึ่งเลยครับ

 

แม้เนื้อหาของเพลงอาจจะไม่ได้สอดรับโดยตรงกับโครงการ Land Bridge ของไทย แต่ก็อยากขอถือโอกาสชวนฟังเพลงนี้นำร่อง เพราะมีสาระในการให้กำลังใจกันในยามที่ยากลำบาก เนื่องจาก หากรัฐบาลตัดสินใจทำโครงการนี้แล้ว เราคงต้องร้องเพลงนี้เป็นกำลังใจให้กับประเทศไทย ซึ่งประเทศน่าจะเผชิญกับผลที่ตามมาอย่างน่ากังวลในอนาคต เสมือนเป็น “bridge over troubled water” ฉันใด ฉันนั้น

 

แต่หากไม่ตีความจากสาระของเพลงแล้ว ผมอยากจะเรียกสถานะของโครงการนี้ว่า “สะพานทางบก: สะพานเหนือมหานทีแห่งความปั่นป่วน” เพราะการผลักดันเมกะโปรเจ็กต์นี้ จะเป็นหนึ่งใน “มหานทีแห่งความปั่นป่วน” ทางการเมืองสำหรับรัฐบาลอย่างแน่นอน

 

เกริ่นนำ

 

อัลเฟรด ที. มาฮาน นักยุทธศาสตร์ทางทะเลคนสำคัญของโลก เริ่มต้นบทแรกของหนังสือที่ถือเป็นต้นทางของ “สำนักยุทธศาสตร์ทางทะล” (Maritime School) ว่า ทะเลในมุมมองทางการเมืองและสังคมนั้น เป็นดัง “มหาทางหลวง” คือเป็น “Great Highway” ที่ผู้คนต้องใช้สัญจรผ่านไปมา และเส้นทางการสัญจรเช่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดการเดินทางและการท่องเที่ยว การเชื่อมต่อทางการค้า และการส่งผ่านทางวัฒนธรรม

 

ด้วยเส้นทางสัญจรทางทะเลเช่นนี้ ผู้เดินทางอาจจะต้องเผชิญกับความอันตรายจากความผันแปรของท้องทะเล ทั้งที่มนุษย์เคยชินและไม่เคยชิน แต่ประวัติศาสตร์ในอีกด้าน ก็ตอบเราว่า ทะเลเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดและถูกที่สุดในการเดินทางและขนส่งสินค้า

 

สำหรับประเทศไทยที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีชายฝั่งทะเลของ 2 มหาสมุทร จึงเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางทะเล ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและทางทหารเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ รัฐบาลไทยจะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีทะเล 2 ด้านของประเทศอย่างไร

 

คำตอบของการใช้ประโยชน์นี้ ตรงไปตรงมา ดังปรากฏจากข้อเสนอของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีในการลงทุนเพื่อทำถนนเชื่อมชายฝั่งทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “โครงการ Land Bridge” นั้น ได้กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างมีนัยสำคัญในสังคมไทย และกลายเป็น “อภิมหาโปรเจ็กต์” ที่สังคมต้องสนใจด้วยมูลค่าของเงินลงทุนมหาศาล อันทำให้เกิดคำถามที่ตามมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการใช้ประโยชน์ได้จริง และความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นในอนาคต

 

ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอข้อพิจารณาบางประการ โดยจะเน้นในเรื่องของความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยข้อสังเกต 3 ส่วนที่สำคัญดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตทางภูมิรัฐศาสตร์

 

  • สถานการณ์สงครามอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิศาสตร์ทางทะเลของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ จะมีความเป็น “ทะเลทางยุทธศาสตร์” ในตัวเอง และอำนาจในการ “ควบคุมทะเล” (Command of the Sea) จะมีความสำคัญต่ออำนาจของรัฐทั้งในยามสันติและยามสงคราม ดังนั้น ผู้นำประเทศควรจะต้องมีข้อพิจารณาถึงยุทธศาสตร์ของประเทศในมิติทางทะเล ซึ่งประเด็นเช่นนี้เป็นเสมือนการเชิญชวนให้พวกเราต้องหันกลับมาเป็น “นักเรียนน้อย” ของนักยุทธศาสตร์อย่าง “มาฮาน” กันอีกครั้ง

 

  • ในบริบทของเศรษฐศาสตร์การเมืองนั้น ใครที่คิดว่า ทะเลไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในโลกยุคปัจจุบันแล้ว อาจจะต้องคิดใหม่ทั้งหมด แม้ระบบการขนส่งสินค้าและบริการสมัยใหม่ทั้งระบบถนน ระบบราง และระบบเดินอากาศจะมีความก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม เพราะอย่างน้อยสงครามอิหร่านเป็นคำตอบในตัวเองถึง ความสำคัญของทะเลต่อปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองในสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน เพราะในโลกสมัยใหม่ ทะเลไม่ใช่เป็นเพียง “Highway” ของโลกเท่านั้น หากยังเป็น “Super Highway” ของโลกในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย

 

  • การควบคุมทะเลมีนัยอย่างมากถึงการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lanes of Communication- SLOC) ที่แทบจะไม่แตกต่างจากยุคอาณานิคม ดังเห็นได้จากการขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษผ่านการควบคุมและใช้ประโยชน์ทางทะเลในบริบททางประวัติศาสตร์ และด้วยการสร้างอำนาจผ่านทะเลเช่นนี้ จึงทำให้จักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นเกาะ แต่กลับสามารถขยับบทบาทของตนเองขึ้นเป็นมหาอำนาจใหญ่ของโลก และดำรงสถานะของความเป็น “เจ้าทะเล” ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งยังนำไปสู่การขยายจักรวรรดิในดินแดนโพ้นทะเล จนจักรวรรดิอังกฤษได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนที่ “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” เพราะอังกฤษครอบครองดินแดนอาณานิคมทั่วโลก

 

  • ในบริบททางเศรษฐกิจและการค้า ทะเลเป็นฐานรองรับต่อการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือในอีกทางหนึ่ง ทะเลคือ เส้นเลือดของการเชื่อมต่อการผลิตของระบบทุนนิยมโลก หรือสำหรับชีวิตทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ทะเลเป็นเส้นทางของห่วงโซ่อุปทานของโลก ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ทะเลก็คือ “ถนนซูเปอร์ไฮเวย์” ของยุคโลกาภิวัฒน์นั่นเอง

 

  • จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ “คอขวด” ทางทะเล (choke points) ที่จะควบคุมการเดินทางผ่านเข้าออกพื้นที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในทะเล คอขวดเช่นนี้จึงมีความสำคัญโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยเฉพาะในกรณีของรัฐมหาอำนาจ ซึ่งในอดีตเราเคยเห็นการควบคุมคอขวดเช่นนี้ของจักรวรรดิอังกฤษมาแล้ว ดังนั้น สงครามอิหร่านจึงสะท้อนให้เห็นอีกครั้งของความเป็นจุดยุทธศาสตร์ของคอขวดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ต่างจากที่มาฮานกล่าวถึง ความสำคัญในการควบคุมที่ตั้งสำคัญทางทะเลที่มีคุณค่าในทางยุทธศาสตร์

 

  • เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ตอบเราว่า ยังไม่มีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ใดที่จะทดแทนต่อการปิดช่องแคบได้จริง แม้จะมีการก่อสร้างทางบกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะกระทบต่อการสัญจร แต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทดแทนการผ่านช่องแคบได้จริง ปัญหาเช่นนี้ส่งผลให้การปิดช่องแคบคือ “หายนะของเศรษฐกิจโลก” ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นจากสงครามอิหร่าน และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าที่เราคิด สภาวะเช่นนี้ในโลกยุคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาการปิดล้อมทางทะเล ด้วยการสร้างท่อส่งน้ำมันผ่านเส้นทางทางบกนั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้จริง

 

  • ในสภาวะของการแข่งขันทางภูมิศาสตร์เช่นปัจจุบัน การควบคุมทะเลและบรรดาคอขวดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันดังกล่าว และอำนาจในการควบคุมทะเลและจุดคอขวดของโลก เป็น “อำนาจทางยุทธศาสตร์” ในตัวเอง และบทเรียนของจักรวรรดิอังกฤษตอบเราจนถึงปัจจุบันว่า ไม่มีรัฐมหาอำนาจใดไม่สร้างอำนาจทางทะเล แต่ก็มิใช่การสร้างอำนาจเช่นนี้จะเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เพราะการลงทุนในการสร้างสมุททานุภาพนั้น มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง จึงต้องการการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยการมียุทธศาสตร์ทางทะเลที่ชัดเจน และต้องตระหนักว่า การสร้างอำนาจทางทะเลจะต้องไม่ยึดติดเพียงการมีเรือรบจำนวนมากเท่านั้น เพราะอำนาจในบริบททางทะเลมีองค์ประกอบอื่นๆ

 

  • การสร้างอำนาจในยุทธศาสตร์ทางทะเลนั้น มีองค์ประกอบดังคำสอนที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า “หลัก 6 ประการ” ของมาฮานคือ 1] ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 2] ลักษณะทางกายภาพของประเทศในบริบททางทะเล 3] ขนาดของดินแดน 4] จำนวนประชากร 5] คุณลักษณะของประชาชนภายในชาติ และ 6] คุณลักษณะของรัฐบาล ซึ่งหลัก 6 ประการเช่นนี้ เป็นคำตอบในตัวเองที่รัฐบาลจะต้องนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอำนาจทางทะเลของรัฐ

 

  • ในสถานการณ์การเมืองโลกปัจจุบันนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐมหาอำนาจใหญ่ของโลกจะต้องสร้างอำนาจในการควบคุมทะเล ฉะนั้น การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่จึงมีเรื่องของ “การแข่งขันทางทะเล” เป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอ ดังเช่นบทเรียนของการแข่งขันทางทะเลในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับเยอรมนี การแข่งขันการสร้างกองเรือรบขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และจีนอาจไม่แตกต่างจากการแข่งขันสะสมอาวุธทางทะเลในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นเอง

 

  • ในความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น การควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางทางทะเลที่สำคัญในภูมิภาค ดังเช่นการควบคุมของช่องแคบยิบรอลตาร์ แหลมกู๊ดโฮป คลองปานามา หรือคลองสุเอซ เป็นตัวอย่างในประวัติศาสตร์ และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในยุคปัจจุบันคือ การย้อนรอยประวัติศาสตร์สงครามทางทะเลของโลกในอดีต

 

ข้อสังเกตทางยุทธศาสตร์ของไทย

 

  • ผู้นำไทยคิดอย่างไรกับทะเลในมิติทางยุทธศาสตร์ หรืออะไรคือ “วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์” ในเรื่องทางทะเล ที่ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการซื้ออาวุธเท่านั้น ประเด็นเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่โลกในอนาคตที่ความสำคัญของทะเล/มหาสมุทรไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้น รัฐชายฝั่งอย่างไทยที่มีที่ตั้งในลักษณะ “รัฐ 2 ฝั่งทะเล” จะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างไร เป็นประเด็นที่ต้องคิดในมิติทางยุทธศาสตร์

 

  • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้ารัฐไม่มียุทธศาสตร์ทางทะเลรองรับบริบทของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เช่นนั้น หรืออย่างน้อย จะต้องมีความชัดเจนในทางความคิดว่า รัฐไทยจะใช้ประโยชน์จากบริบทของที่ตั้ง 2 ชายฝั่งทะเลอย่างไร หรือในอีกด้านหนึ่ง รัฐไทยมีแผนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างไร และแผนนี้จะต้องไม่ทำแบบ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ไม่ได้มีความเป็นแผนยุทธศาสตร์อะไร นอกจากการเป็น “เอกสารโครงการเย็บเล่ม” ที่ให้หน่วยราชการมาแสดงความจำนงในการทำโครงการใน กรอบเวลา 20 ปี

 

  • การคิดในเรื่อง Land Bridge ของรัฐบาล จะบอกอะไรในมิติของการใช้ทะเลในมิติทางยุทธศาสตร์ เพราะการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลต้องคิดให้ได้มากกว่าเรื่องทางเศรษฐกิจ หรือคำถามคือ ไทยต้องการอะไรจากโครงการนี้ในทางยุทธศาสตร์ คำถามนี้ อาจจะดูเป็นข้อเรียกร้องทางวิชาการ แต่การคิดโครงการขนาดใหญ่ของระบบคมนาคม โดยไม่คำตอบทางยุทธศาสตร์นั้น ระบบคมนาคมดังกล่าวอาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง หรืออย่างน้อยต้องตอบให้ได้ว่า ไทยต้องการ Land Bridge ไปเพื่อทำอะไร หรืออะไรคือวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของโครงการนี้

 

  • มีคำถามสำคัญในทางเศรษฐศาสตร์อีกด้วยว่า Land Bridge จะให้ผลตอบแทนอย่างมากแก่ประเทศนั้น เป็นความจริงเพียงใด ดังนั้น การศึกษาความคุ้มค่า จะต้องไม่ใช่ “การปั้นตัวเลข” หรือ “การแต่งบัญชีปลอม” โดยเฉพาะตัวเลขของระยะเวลาที่มักจะหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเสมอว่า การเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาจะมากกว่าการใช้เส้นทางผ่านไทยถึง 4 วัน มีคำถามในสังคมอย่างมากว่า เป็นความจริงเพียงใด หรือตัวเลขจริงอาจใช้มากกว่าเพียง 2 วันเท่านั้น

 

  • ความคุ้มค่าในอีกส่วนมีนัยโดยตรงถึงการต้องยกสินค้าขึ้นลง 2 ครั้ง คือย้ายจากเรือทางฝั่งทะเลหนึ่ง ไปสู่อีกฝั่งทะเลหนึ่ง ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายในความเป็นจริงแล้ว ไม่น่าจะเป็นความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ เพราะมีค่าใช้จ่ายถึง 2 ครั้ง และต้องเสียเวลาในการโยกย้ายสินค้า ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่อาจจะง่ายกว่า และคุ้มค่ามากกว่า ที่จะเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ตรงไปยังประเทศปลายทางผ่านทะเลจีนใต้ แทนเลือกการเดินทางผ่านเส้นทางไทย

 

  • การทำ “อภิมหาโปรเจ็กต์” นั้น รัฐบาลไม่อาจคิดด้วยความฝัน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีการลงทุนมหาศาล และความผิดพลาดอาจส่งผลกระทบกับสถานะด้านการคลังของประเทศในระยะยาว และการศึกษาในการจัดทำโครงการเช่นนี้ จะต้องไม่เริ่มต้นด้วยการเอาความต้องการของฝ่ายการเมืองเป็นวัตถุประสงค์หลัก และถ้าจะให้การศึกษาเช่นนี้มีความรอบครอบ ฝ่ายการเมืองไม่ควรเริ่มต้นด้วยประกาศ “ชี้นำ” ถึงความต้องการอย่างออกหน้า เสมือนประกาศว่า “ทุกอย่างดีหมด รัฐบาลจะทำ … สังคมควรต้องยอมตาม” ทั้งที่การศึกษาที่มีมาก่อน ไม่มีความชัดเจน

 

  • ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความคาดหวังในทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นจริง” ของไทย กล่าวคือ Land Bridge อาจไม่สามารถทดแทนต่อการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาได้เช่นที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเสนอขายในเวทีสาธารณะ และต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกานั้น มีปริมาณและขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะทดแทนด้วย Land Bridge ของไทย

 

  • การประกอบสร้างแนวคิดว่าด้วย ไทยควรเร่งลงทุนในการสร้าง Land Bridge เพราะช่องแคบมะละกาอาจจะถูกปิดด้วยปัญหาความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจใหญ่ โดยอ้างอิงจากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาเป็นตัวอย่าง และนำเสนอต่อว่า ถ้ามะละกาถูกปิดแล้ว การจราจรทางทะเลจะย้ายจากมะละกามาใช้เส้นทางของ Land Bridge แต่ในความเป็นจริง เราอาจต้องตระหนักว่า รัฐชายฝั่งของช่องแคบมะละกาไม่ได้มีปัญหาเช่นในแบบของสถานการณ์ความขัดแย้งแบบอิหร่าน การปิดช่องแคบมะละกาจากเหตุผลของรัฐชายฝั่งจึงดูจะไม่มีน้ำหนักอะไร และอาจต้องกล่าวในทางวิชาการว่า เป็นคำอธิบายที่อาจไม่เป็นจริงในทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

  • ทฤษฎี “การปิดช่องแคบมะละกา” อาจมาจากความกังวลทางยุทธศาสตร์ของจีน ที่กังวลถึงการที่สหรัฐฯ จะปิดช่องแคบนี้ จนเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าของจีน ไม่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การปิดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพราะผลกระทบใช่ว่าจะเกิดกับจีนเท่านั้น หากยังเกิดกับญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และทั้งเวียดนาม และกัมพูชาด้วย

 

  • ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา น่าตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยจึงเชื่อเรื่อง “การปิดช่องแคบมะละกา” อย่างง่ายๆ นักการเมืองไทยได้ศึกษาถึงปัญหาของยุทธศาสตร์ทางทะเลของช่องแคบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงใด เพราะในภูมิภาคมิใช่มีแต่ช่องแคบมะละกาเท่านั้น หากยังมีช่องแคบซุนดา และลอมบอก ที่ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือผ่านจากมหาสมุทรอินเดียออกไปยังทะเลจีนใต้

 

  • ในการดำเนินการ การลงทุนต้องมีความคุ้มค่า และต้องคุ้มค่าใน 3 ส่วนคือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ดังที่กล่าวแล้วว่า ความเป็น “อภิมหาโปรเจ็กต์” นั้น ทำให้ตัวโครงการมีความเกี่ยวข้องใน 3 ส่วนที่สำคัญ ดังนั้น โครงการจะต้องตอบให้ได้ในผลกระทบทั้ง 3 ส่วน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนั้น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงสิทธิของชุมชนในเรื่องทรัพยากรเป็นประเด็นที่รัฐไม่อาจละเลยได้

 

  • อะไรคือผลตอบแทนที่แท้จริงต่อไทย และผลตอบแทนต้องชัดเจนใน 2 ส่วนคือ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ดังนั้น ถ้าตัดสินใจทำโครงการแล้ว ไทยจะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งขึ้นตามที่รัฐได้โฆษณาไว้ หรือทำแล้ว ไทยจะกลายเป็น “รัฐลูกหนี้” ที่ถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจเจ้าของเงินกู้ อันมีนัยของการสูญเสียอธิปไตย อันเป็นผลจากการ “ติดกับดักหนี้” (debt trap) ที่ไทยไม่มีความสามารถในการจ่ายคืนเงินลงทุน และดอกเบี้ยให้แก่รัฐเจ้าของเงินกู้ได้ และเพื่อป้องกันการล้มละลายทางเศรษฐกิจ รัฐผู้กู้จึงต้องยอมสละอำนาจอธิปไตยของดินแดนบางส่วนให้แก่รัฐเจ้าของเงิน เงื่อนไขเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไทยต้องระมัดระวังให้มาก

 

  • รัฐบาลไทยมีความเข้าใจและความตระหนักในปัญหา “กับดักหนี้” เช่นนี้เพียงใด เพราะความผิดพลาดและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย อาจนำไปสู่การพาประเทศไปติด “กับดักหนี้” ได้เช่นที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในเวทีโลก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “การขายชาติ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะผลที่ตามมาคือ การสูญเสียอธิปไตยของรัฐ (น่าแปลกใจที่รัฐบาลนี้ ประกาศตัวเป็น “รัฐบาลชาตินิยม-อนุรักษนิยม” แต่กลับละเลยปัญหาผลกระทบต่อประเด็นอธิปไตยของประเทศ หรือจะเป็นรัฐบาลชาตินิยมในกรณีกัมพูชา เพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น)

 

  • ต้องพิจารณาถึงข้อจำกัด 4 ประการของไทยคือ “ปัญหา 4 ไม่” ได้แก่ ไม่มีทุน ไม่มีแรงงาน ไม่มีเทคโนโลยีในการก่อสร้าง ไม่มีทักษะการบริหารจัดการ ทำให้ไทยต้องพึ่งต่างชาติเจ้าของเงินกู้อย่างมากใน 4 ปัจจัยดังกล่าว หรือพื้นที่ส่วนนี้ถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจเจ้าของเงินด้วยการเป็น “พื้นที่สัมปทาน” ดังเช่นกรณีสัมปทานของจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูงในลาว ดังนั้น ไทยจะต้องไม่พาตัวเองด้วยความต้องการที่ไม่ชัดเจน เพื่อเข้าไป “ติดกับดักสัมปทานจีน” เช่นในตัวอย่างของลาว

 

  • รัฐบาลจะตัดสินใจพึ่งพาประเทศใดในทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ถ้าพึ่งจีน ต้องระมัดระวังไม่เข้าสู่ “กับดักหนี้จีน” ดังที่กล่าวแล้ว แต่ในอีกด้านของปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศคือ ทำอย่างไรที่รัฐบาลไทยจะต้องสร้าง “สมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์” ในการทำโครงการนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว การทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จะกลายเป็นการเลือกข้างทางการเมืองในเวทีโลก

 

ข้อพิจารณาเพิ่มเติมบางประการ

 

  • รัฐบาลต้องตระหนักถึง การทำโครงการให้โปร่งใส และแสดงให้เห็นผลได้ที่ชัดเจน มิฉะนั้น โครงการจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “หากิน” ของกลุ่มผู้มีอำนาจในรัฐบาล เพราะภาพลักษณ์จากวิกฤตน้ำมัน ทำให้เกิด “วิกฤตศรัทธา” และต้องระวังไม่ให้โครงการนี้กลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ซ้ำรอย และต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสภาวะ “อภิมหาโปรเจ็กต์=อภิมหาคอร์รัปชัน” อันจะทำลายความเชื่อมั่นของสังคมต่อรัฐบาล

 

  • สังคมไม่อยากเห็นการเริ่มต้นเมกาโปรเจ็กต์ด้วยปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมือง เช่น โครงการเริ่มต้นด้วยการปั่นราคาที่ดิน หรือเริ่มด้วยการกว้านซื้อที่ดิน และทั้งไม่อยากเห็นโครงการดังกล่าวกลายเป็น “EEC 2” ที่สุดท้ายแล้ว โครงการดังกล่าวมีแต่คำสัญญา และความฝันที่เลื่อนลอย (ภาษาชาวบ้านคือ “ฝันเพ้อเจ้อ”) เพราะแทบไม่มีอะไรเป็นจริง เสมือนการทำโครงการเพียงเพื่อหาประโยชน์คนบางกลุ่มบางคน แต่คนในพื้นที่ไม่ได้รับผลตอบแทน และต้องทนรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น

 

  • หันทิศทางความคิดเรื่อง Land Bridge ใหม่ โดยใช้โครงการนี้ในการเชื่อมต่อพื้นที่ตอนในของภูมิภาค และเมืองท่าตามแนวชายฝั่งของอ่าวไทย ทั้งไทย กัมพูชา และเวียดนาม (บางส่วน) ไม่ใช่การขนสินค้าข้ามฝั่งแบบที่คิด เพราะการทำเช่นนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น และโครงการอาจจะไม่ต้องใหญ่และมีมูลค่าสูงเช่นที่รัฐบาลนำเสนอ

 

  • เร่งพัฒนาระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองท่าด้านฝั่งตะวันตกของประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการส่งสินค้าเข้าสู่พื้นที่ตอนในของภูมิภาคในอนาคต และท่าเรือนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในไทย เช่น กรณีของท่าเรือทวาย ที่เอกชนไทยเคยเข้าไปลงทุน แต่ไม่มีขีดความสามารถจริง จึงทำให้โครงการดังกล่าวของไทยต้องล้มลง และเป็นการเสียโอกาสครั้งสำคัญของไทยในมิติของการขนส่ง ซึ่งวันนี้ แทบจะไม่มีใครกล่าวถึงโครงการทวายแล้ว

 

  • การทำอภิมหาโปรเจ็กต์เช่นนี้ รัฐบาลควรหาบุคคลคนที่มี “เครดิต” ทางการเมืองในการสื่อสารกับประชาชน นักการเมืองบางคนที่ออกมาโฆษณาและ “เสนอขาย” โครงการนั้น หมดสิ้นสภาพไปตั้งแต่ “วิกฤตน้ำมัน” ในสังคมไทยแล้ว ข้อเสนอจึงก่อให้เกิดความแคลงใจ มากกว่าจะสร้างความมั่นใจ อีกทั้ง รัฐบาลควรหาองค์กรที่มี “ความน่าเชื่อถือ” ในการสำรวจวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพราะต้องยอมรับว่า ผู้คนในสังคมไทยวันนี้ ทั้งไม่เชื่อใจและไม่มั่นใจกับรัฐบาลในภาวะเช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่า ในมิติทางการเมืองนั้น รัฐบาลเองก็เผชิญกับ “วิกฤตศรัทธา” อยู่พอสมควร

 

ท้ายบท

 

บทความนี้ อยากขอปิดท้ายด้วยข้อความของ Hammond Innes ในหนังสือเรื่อง The Wreck of the Mary Deare (1956) ว่า “คนที่ถูกทะเลกล่อมจนมีความรู้สึกผิดพลาดด้านความมั่นคงคือ คนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง” … ก็หวังว่า คนในรัฐบาลไทยจะไม่ใช่พวกที่ถูกทะเลกล่อมจนเกิดความรู้สึกที่ผิดพลาดเช่นนั้นนะครับ !

 

ภาพ: Yakcuteboy via ShutterStock

The post Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! appeared first on THE STANDARD.

]]>