ภูมิปัญญาท้องถิ่น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภูมิปัญญาท้องถิ่น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 11 Mar 2026 04:23:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม https://thestandard.co/yisan-tie-dye-develop-environmental-democracy/ Wed, 11 Mar 2026 04:23:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1186439 คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา

คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นท […]

The post กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา

คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) กลุ่มเหยี่ยว สถาบันพระปกเกล้า ลงพื้นที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา ขับเคลื่อนโครงงานเชิงปฏิบัติการ ‘การพัฒนาภูมิปัญญาชุมชนป่าชายเลน เพื่อการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน’ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านงานหัตถศิลป์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ พร้อมสร้างกลไกการดูแลทรัพยากรด้วยหลัก ‘ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม’

 

คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 1คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 2

 

ชู ‘น้ำกะเตา’ อัตลักษณ์แห่งป่าชายเลนยี่สาร

 

จากการลงพื้นที่ศึกษาชุมชน คณะนักศึกษาพบขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญาที่สำคัญคือ ‘น้ำกะเตา’ ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากการต้มเคี่ยวเปลือกไม้ตะบูนและโกงกาง ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้ถนอมแหอวนของชาวบ้านยี่สารได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ 100% โดยให้โทนสีน้ำตาลอมแดงที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีสีจากใบหูกวาง โพทะเล และลูกจาก ซึ่งสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศรอยต่อป่าชายเลนและป่าบก

 

คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 3

 

จารีต ‘ป่าปลูกต่อ’ : กติกาชุมชนที่เข้มแข็งกว่ากฎหมาย

 

ข้อค้นพบที่สำคัญของโครงการนี้คือระบบการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนผ่าน ‘จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น’ โดยเฉพาะระบบ ‘ป่าปลูกต่อ’ ในพื้นที่เอกชน ซึ่งเจ้าของที่ดินจะปลูกไม้โกงกางทดแทนทันทีหลังการตัดขาย และอนุญาตให้คนในชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากพืชชนิดอื่นหรือจับสัตว์น้ำได้ภายใต้ความถ้อยทีถ้อยอาศัย รวมไปถึงวิถีการลอกเปลือกไม้เพื่อทำสีเพียงครึ่งต้นเพื่อให้ต้นไม้ฟื้นฟูตัวเองได้ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ทรงประสิทธิภาพในการรักษาความสมดุลระหว่างมนุษย์และป่า

 

คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 5คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 6คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 7

 

ยกระดับการตลาดดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์

 

เพื่อตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 ได้ดำเนินการส่งเสริมใน 2 มิติหลัก

  • บรรจุภัณฑ์สื่อสารเรื่องราว (Storytelling Packaging) พัฒนากล่องกระดาษคราฟท์ที่บอกเล่าเส้นทางของน้ำกะเตา เพื่อเปลี่ยนสถานะสินค้า OTOP สู่แบรนด์หัตถกรรมพรีเมียม
  • คลังสารสนเทศดิจิทัล จัดทำระบบสารสนเทศสำเร็จรูปและ Coaching การจัดการ Facebook Page ให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่ที่รักษ์สิ่งแวดล้อม

 

คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 8คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 11

คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 4

 

สร้าง ‘พลเมืองสิ่งแวดล้อม’ สู่ความยั่งยืน

 

หนึ่งในคณะนักศึกษา เปิดเผยว่า โครงงานนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขยอดขาย แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘พลเมืองสิ่งแวดล้อม’ ผ่านกิจกรรม Workshop และเวทีล้อมวงเสวนา เพื่อให้คนในชุมชนเกิดจิตสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของ โดยผลการดำเนินงานพบว่าสมาชิกกลุ่มและเยาวชนในพื้นที่มีความตระหนักในสิทธิและการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้ โครงงานดังกล่าวถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ยืนยันว่า ‘ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้’ บนรากฐานของความยุติธรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนต่อไป

 

คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 9 คณะนักศึกษา ปนป.15 กลุ่มเหยี่ยว พัฒนาผ้ามัดย้อมยี่สารจากภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ำกะเตา 10

The post กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ https://thestandard.co/sirivannavari-thai-fabric-exhibition/ Fri, 06 Mar 2026 11:46:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1185161 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันนี้ (6 มีนาคม) เวลา 12.45 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้ […]

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันนี้ (6 มีนาคม) เวลา 12.45 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคเหนือ จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

 

โอกาสนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และข้าราชการ สมาชิกแม่บ้านมหาดไทย คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้ประกอบการ และสมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดต่างๆ เฝ้ารับเสด็จ

 

จากนั้นเสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน รวม 30 บูท พร้อมโปรดให้คณะทำงานโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ให้ความรู้และแนะนำแนวทางพัฒนาผลงานหัตถศิลป์แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และนักศึกษา เพื่อต่อยอดแนวพระดำริ ‘Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน’ ส่งเสริมการใช้ผ้าไทย สร้างรายได้ และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

 

จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรมโครงการหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองล้านนาสู่สากล (โคโยริ) ซึ่งเป็นความร่วมมือของครูช่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่นด้วยการออกแบบร่วมสมัย พร้อมชมการสาธิตการเขียนขี้ผึ้งบนผ้าใยกัญชงลายโบราณของชาวม้ง

 

ก่อนเสด็จกลับ ทอดพระเนตรการแสดงชุด ‘ศรีสิริวัณณาภิรมย์ งามสมแดนดินล้านนา’ โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และภาคีเครือข่ายกว่า 100 คน ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมล้านนาและความจงรักภักดีของชาวล้านนา ผ่านการแสดงที่ผสมผสานศิลปะดั้งเดิมและร่วมสมัย

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 1สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 4สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 5สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 6สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 7สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 8สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 9สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 10

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Khaoya Archive บาร์ค็อกเทลรสชาติไทย ที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน https://thestandard.co/life/khaoya-archive/ Sun, 01 Feb 2026 02:15:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1171943 ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย

เมื่อการดื่มไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่าง […]

The post Khaoya Archive บาร์ค็อกเทลรสชาติไทย ที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย

เมื่อการดื่มไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกเดินทางผ่านรสชาติ บาร์ Khaoya Archive จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะแผนที่ของประเทศไทย ที่บันทึกเรื่องราวของผืนดิน ผู้คน และวัฒนธรรมอาหารไทย ผ่านค็อกเทลที่ทำจากวัตถุดิบในบ้านเรา

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 1

 

ชื่อ Khaoya (ข้าวยา) มาจากคำล้อเสียงจากสำนวน ‘เหล้ายา ปลาปิ้ง’ ที่สะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย มีทั้งพืชผัก สมุนไพร และวัตถุดิบซึ่งเป็นทั้งอาหารและยา บาร์จึงเลือกหยิบสิ่งเหล่านี้มาเล่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น มะระขี้นก ผักคราดหัวแหวน ใบมะกรูด ข้าวเม่า เมล็ดพืช และผลไม้พื้นถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงรสชาติวัตถุดิบของไทยให้ชัดขึ้นในสายตาของคนไทยและต่างชาติ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 2

 

แนวคิดของบาร์นี้คือการเปรียบบาร์เสมือนคลังความทรงจำ ที่บันทึกรสชาติผ่านฤดูกาล บางอย่างที่เราคุ้นเคย บางอย่างแปลกใหม่สำหรับเรา ค็อกเทลทุกแก้วก็เหมือนชวนย้อนกลับไปสำรวจบ้านเกิดของคนไทย ทั้งวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนที่อยู่เบื้องหลังวัตถุดิบเหล่านั้น

 

The Vibe

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 3

 

Khaoya Archive ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ No Bar Wine Bar พื้นที่ที่เคยเล่าเรื่องโลกผ่านไวน์ วันนี้เปิดพื้นที่ใหม่ ให้ค็อกเทลพาเราเดินทางกลับบ้านผ่านรสชาติ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 4

 

ตัวร้านยังคงโครงสร้างเดิมของอาคารไว้ พื้นปูนเปลือย ผนังเรียบ และบรรยากาศที่อบอุ่น เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ตั้งแต่งานศิลปะ ไปจนถึงรายละเอียดจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนตัวตนของร้านไว้ชัดเจน ทำให้บรรยากาศเป็นกันเอง เหมือนห้องรับแขกที่ชวนให้นั่งฟังเรื่องเล่า ก่อนจะค่อยๆ เปิดคลังความทรงจำ ผ่านแต่ละแก้วที่ถูกยกมาเสิร์ฟ

 

The Drink

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 5

 

Khaoya ไม่มีเมนูที่ตายตัว ทุกอย่างหมุนเวียนเหมือนตลาดเช้า วันนี้มีอะไร พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยน การสั่งเครื่องดื่มที่นี่เหมือนการไปนั่งร้านข้าวต้มที่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีในแต่ละวัน

 

เมนูส่วนใหญ่ก็รังสรรค์จากวัตถุดิบไทย ซึ่งบาร์ไม่ได้มองว่านี่เป็นค็อกเทลฟิวชัน แต่คือการแปลภาษาจากครัวไทยไปสู่แก้วค็อกเทลให้ปรากฏขึ้นในรูปแบบที่ดื่มได้ทั้งรูป รส กลิ่น สัมผัส วัฒนธรรม รวมถึงความสนใจของทั้งคนทำและคนดื่ม

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 6

 

‘เขียวเสวย’ Green Mango & Passion Fruit (Gin Fizz) (420 บาท) แก้วนี้กลิ่นมะม่วงชัดตั้งแต่ยกแก้วขึ้นจิบแรก ความทรอปิคัลของมะม่วงทำให้แก้วนี้สดใสและดื่มง่าย ไม่แรง เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นเบาๆ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 7

 

‘กระบก & มะปี๊ด’ Wild Almond & Calamansi (White Russian) (400 บาท) กระบกหรืออัลมอนด์ของไทย ถูกเคี่ยวกับนมจนกลายเป็นนมกระบก แล้วผสมกับแยมมะปี๊ดที่กวนไว้ ดื่มแรกให้รสสัมผัสที่ครีมมี่ นัตตี้ แต่เปรี้ยวที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่นุ่ม ละมุน และดื่มสบาย เหมือนดื่มนมก่อนนอน

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 8

 

‘มะเขือเทศ & ผักกาดหิ่น’ Tomato & Mustard Greens (Bloody Mary) (400 บาท) นำมะเขือเทศ 3 สี ทั้งสีเขียว สีเหลือง และสีแดงมาเป็นส่วนประกอบหลัก จิบแรกให้ภาพของน้ำพริกอ่องแบบภาคเหนืออยู่ในปาก เสิร์ฟคู่ใบผักกาดหิ่นมาให้กัดตาม รสซ่าเบาๆ คล้ายวาซาบิ แก้วนี้รู้สึกว่าเหมือนกำลังกินมากกว่าแค่ดื่มเสียอีก

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 9

 

‘มะระขี้นก’ Bitter Melon & Apple (Pisco Sour) (380 บาท) ใช้พิสโกจากองุ่นเป็นเบส ปั่นมะระขี้นกกับแอปเปิ้ลเขียวเพื่อลดความขม จิบแรกให้ความเปรี้ยวสดใสคล้ายนมเปรี้ยว ก่อนจะทิ้งรสขมปลายลิ้น เราว่าเป็นแก้วที่เล่นกับความคาดไม่ถึงได้อย่างสนุกจริงๆ

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 10

 

‘ข้าวเม่า & ยี่หร่า’ Flattened Rice & Shrubby Basil (Gin & Tonic) (350 บาท) นำข้าวเม่าที่คั่วไปอินฟิวส์กับจิน ยี่หร่าและคราฟต์โทนิก ให้รสคล้ายชาข้าวนุ่มๆ ที่มีความเผ็ดเบาๆ ที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่ดื่มง่ายแต่มีเลเยอร์ของกลิ่นและรสชาติของยี่หร่า

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 11

 

‘น้ำผึ้งชันโรง’ Stingless Bee Honey (Penicillin) (420 บาท) ใช้ Blended Malt Scotch Whisky เป็นเบสหลัก เติมความเปรี้ยวจากใบมะขามอ่อน และความเผ็ดจากขิงดอง ก่อนบาลานซ์ด้วยน้ำผึ้งชันโรงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เปรี้ยวธรรมชาติ ให้กลิ่นและรสคล้ายสับปะรด จบด้วยการสเปรย์ Islay Single Malt Whisky เพิ่มกลิ่นสโมกกี้บางๆ ช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มมิติให้แก้วนี้ลึกขึ้นอย่างนุ่มนวล

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 12

 

นอกจากนี้ยังเมนูที่แนะนำคนชอบดื่มแบบแรงๆ อย่าง ‘ผักชีใบเลื่อย’ Culantro (Kingston Negroni) (420 บาท) ‘ขนุน & สะเดา’ Jackfruit & Margosa (Dry Martini) (420 บาท) ขนุนถูกอินฟิวส์กับวอดก้า เพื่อเพิ่มความหอมหวานแบบทรอปิคอล แต่ให้รสขมปลายลิ้น

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 13

 

และตัวที่แรงที่สุด ‘โอเลี้ยง’ Oliang Coffee (Rum Old-Fashioned) (380 บาท) ใส่โอเลี้ยงจากกาแฟอาราบิก้าคั่ว ถูกอินฟิวส์กับรัมและข้าวโพด เพิ่มมิติความหวานและกลิ่นคั่วไหม้ ดื่มแล้วให้ความรู้สึกเข้ม ลึก และอบอุ่น เหมาะกับการปิดค่ำคืน

 

Behind the Archive

 

พาร์ทครีเอทีฟดูแลโดย ‘ณัฐ-ณัฐชนน วะนา’ และ ‘อาย-พรชนก ดิบดี’ ณัฐ ผู้อยู่ในวงการนักเขียนและแวดวงภาพยนตร์ ที่สนใจความทรงจำของผู้คน ขณะที่ อายชื่นชอบด้านแฟชั่นและงานดีไซน์ สนใจวัสดุ งานไม้ และภูมิปัญญาชาวบ้าน จนทำให้บาร์นี้เกิดความสมบูรณ์แบบ ในแบบฉบับของพวกเขาเอง

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 14ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 15

 

ด้านเมนูเครื่องดื่มดูแลโดย หัวหน้าบาร์เทนเดอร์ที่จบด้านวิจิตรศิลป์ และมีประสบการณ์ในบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ เติบโตในครอบครัวเชื้อสายเวียดนาม ทำให้คุ้นเคยกับสมุนไพรและวัตถุดิบตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งการใช้ชีวิตในหลายพื้นที่ยิ่งเปิดมุมมองต่อรสชาติท้องถิ่น

 

Good for…

 

ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 16ค็อกเทลจาก Khaoya Archive สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นบ้านและสมุนไพรไทย 17

 

สำหรับคนที่ไม่ได้มองค็อกเทลเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มองว่ามันเป็นบทสนทนา การเดินทาง และการเรียนรู้ผ่านรสชาติ ถ้าอยากดื่มอะไรที่พาคุณกลับไปหาบ้านเกิด ผู้คน และความทรงจำ เราว่านี่คือบาร์ที่มาแล้วจะเข้าใจว่าคำว่า รสชาติไทยๆ ยังมีอะไรให้ค้นอีกมาก

 

ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา

 


 

Khaoya Archive

Address: ชั้น 2 ของร้าน No Bar Wine Bar

Open: เปิดให้บริการทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 19.00-01.00 น.

Contact: Khaoya Archive

Budget: ราคาเริ่มต้น 350 บาท

Map: https://maps.app.goo.gl/5bdjSRF9CnEB6vFM6

 

 

The post Khaoya Archive บาร์ค็อกเทลรสชาติไทย ที่ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา-สส. เพื่อไทย ผูกเนกไทผ้าขาวม้าร่วมประชุมสภา ส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น https://thestandard.co/srettha-thavisin-03042024/ Wed, 03 Apr 2024 09:33:32 +0000 https://thestandard.co/?p=918893

วันนี้ (3 เมษายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตร […]

The post เศรษฐา-สส. เพื่อไทย ผูกเนกไทผ้าขาวม้าร่วมประชุมสภา ส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 เมษายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีการเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 โดยนายกรัฐมนตรีได้ผูกเนกไทที่ทำจากผ้าขาวม้าซึ่งได้รับจากประชาชนในการลงพื้นที่จังหวัดนครพนมและสกลนครเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมยังเปิดเผยด้วยว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับทราบว่าพี่น้องหลายกลุ่มได้รับคำสั่งซื้อผ้าขาวม้าเพิ่มมากขึ้น และขอให้ประชาชนร่วมกันภูมิใจในสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และช่วยกันต่อยอดสินค้าดีๆ ของไทยให้ไปไกลได้เต็มศักยภาพ  

 

ขณะเดียวกัน สส. ชายหลายคนของพรรคเพื่อไทย เช่น วรวงศ์ วรปัญญา สส. ลพบุรี, รวี เล็กอุทัย สส. อุตรดิตถ์, ณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช สส. บัญชีรายชื่อ และชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส. บัญชีรายชื่อ ยังได้ร่วมกันผูกเนกไทที่ทำจากผ้าขาวม้า และถ่ายรูป ‘ธีมเนกไทผ้าขาวม้า’ คู่กับนายกรัฐมนตรีด้วย 

 

สำหรับเนกไทที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ผูกคู่กับชุดสูทนั้น ผลิตจากผ้าคราม จังหวัดสกลนคร 

 

เช่นเดียวกับกระเป๋าถือหรือ Hand Bag ที่ขัตติยา สวัสดิผล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถือนั้นก็ได้จากการนำผ้าขาวม้ามาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงและทันสมัย 

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการผลักดันผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากชาวบ้านไปสู่ตลาดโลก เช่น ผ้าขาวม้า ผ้าย้อมคราม ซึ่งการนำมาตัดเย็บเป็นเนกไทนั้นก็ถือเป็นต้นแบบหรือแนวความคิดให้ท้องถิ่นได้นำไปประยุกต์กับสินค้าพื้นบ้าน สินค้าท้องถิ่น ให้เข้ากับตลาดโลก มีความทันสมัย สามารถใช้งานได้จริง และที่สำคัญยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นผ่านความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น 

The post เศรษฐา-สส. เพื่อไทย ผูกเนกไทผ้าขาวม้าร่วมประชุมสภา ส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผจญไทย’ รายการเพื่อสังคมที่บอกเล่าภูมิปัญญาไทยผ่านมุมมองชาวต่างชาติ [PR NEWS] https://thestandard.co/phajonthai-kingpower-thaipower/ Wed, 21 Feb 2024 11:47:31 +0000 https://thestandard.co/?p=902522

เมื่อพูดถึงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าชุมชนให้เป็นที่รู้จ […]

The post ‘ผจญไทย’ รายการเพื่อสังคมที่บอกเล่าภูมิปัญญาไทยผ่านมุมมองชาวต่างชาติ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อพูดถึงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หนึ่งในช่องทางสำคัญที่ ‘คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย’ เลือกใช้เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพและส่งเสริมความสามารถในการผลิตและจำหน่ายสินค้าชุมชนให้เป็นที่รู้จัก คือการผลิตรายการ ผจญไทย รายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของคนไทย และความเป็นไทย ผ่านผลิตภัณฑ์สินค้าไทยนานาชนิด ตลอดจนงานฝีมือ อาหาร และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เผยแพร่ทาง YouTube: Kingpower Thaipower พลังคนไทย  เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการมา 32 เทป

 

เสน่ห์ที่น่าสนใจและดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาติดตามชมรายการอย่างต่อเนื่องอยู่ที่การให้พิธีกรชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยและหลงรักในวัฒนธรรมไทย สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเล่าเรื่องและทดลองทำสินค้าจริงในรายการ เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตสินค้าไทยตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งพิธีกรต่างชาติเหล่านี้ไม่เคยทำมาก่อน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้ทุกคนได้เห็นถึงความยากลำบากที่กว่าจะได้สินค้ามาแต่ละชิ้นต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาอย่างมาก เป็นการตอกย้ำให้เห็นคุณค่าของสินค้าไทยมากยิ่งขึ้น

 

 

ยุนจงฮยอง หรือ เจได หนุ่มเกาหลีใต้ พิธีกรเจ้าประจำของรายการซึ่งอยู่เมืองไทยมากว่า 20 ปี กล่าวว่า รักเมืองไทยและคนไทยมากเพราะมีน้ำใจ รู้สึกว่าประเทศไทยเป็นบ้านของตัวเอง ด้วยความที่อยู่เมืองไทยมานานจึงพูดภาษาไทยได้ดีมาก ทำให้มีโอกาสในการทำงานที่หลากหลาย รวมถึงการร่วมงานกับคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ซึ่งขณะนั้นกำลังจะผลิตรายการ ผจญไทย และหาพิธีกรมาร่วมรายการ ตนจึงได้เป็นพิธีกรประเดิมใน EP แรก เป็นตอนจักสานไม้ไผ่ที่จังหวัดชลบุรี ได้เรียนรู้เรื่องการจักสานและลงมือทำจริงในทุกขั้นตอน หลังจากนั้นก็ได้เป็นพิธีกรในรายการ ผจญไทย อีกเรื่อยๆ สลับสับเปลี่ยนกับพิธีกรชาวต่างชาติคนอื่นๆ ซึ่งตนมองว่าการที่คิง เพาเวอร์ ให้โอกาสชาวบ้านได้ทำสินค้าแล้วนำมาขายที่สนามบิน ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ช่วยชาวบ้านจริงๆ

 

 

“ตอนแรกที่เห็นก็รู้สึกว่าน่าจะทำง่าย แต่พอได้ลองทำดูจริงๆ มันยากมาก การได้ลงพื้นที่ไปสัมผัสกับแหล่งผลิตผลงานฝีมือของชาวบ้านทำให้รู้สึกประทับใจ การได้เป็นพิธีกรในรายการ ผจญไทย นี้ ถือเป็นการเปิดโลกใบใหม่และใบใหญ่ของผมให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น ที่ผมได้เรียนรู้มาจากการทำรายการยังไม่ถึง 20% ของงานฝีมือของคนไทยเลย ผมอยากเรียนรู้สิ่งใหม่เรื่อยๆ ได้ทำรายการนี้รู้สึกสนุกมาก ได้ลองสิ่งแปลกใหม่เป็นครั้งแรกหลายอย่าง” ยุนจงฮยองกล่าว

 

 

เรียวตะ โอมิ หนุ่มแดนปลาดิบที่ตัดสินใจมาเมืองไทยชนิดที่ว่าไม่เข้าใจภาษาไทยแม้แต่นิดเดียว กล่าวว่า ตัดสินใจมาเมืองไทยเพราะรู้สึกสนใจและอยากมาหาประสบการณ์ ด้วยความพยายามอย่างหนักในที่สุดก็สามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว จนได้มาเปิดช่อง YouTube และ TikTok มีผู้ติดตามมากมาย ตลอดจนได้มาร่วมเป็นพิธีกรในรายการ ผจญไทย ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานฝีมือที่มีขั้นตอนเยอะและไม่สามารถก๊อปปี้ได้ ได้เดินทางไปหลายๆ ที่ในเมืองไทย เช่น สกลนครได้เรียนรู้เรื่องการย้อมคราม ไปลำพูนหัดทำผ้ามัดย้อม ไปชุมชนกะเหรี่ยงได้ลองย้อมผ้าด้วยฮ่อมและมะเกลือ เป็นต้น การได้มาร่วมรายการ ผจญไทย ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งประทับใจมาก นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากอย่างหนึ่งในชีวิต

 

 

อีกหนึ่งสาวที่ได้ร่วมเป็นพิธีกรรายการ ผจญไทย โคลอี้ โซล่า วิดีโอครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดียชาวฝรั่งเศสที่พูดได้หลายภาษา กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะพูดได้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น แต่ภาษาที่ทำให้เป็นที่รู้จักมากๆ คือคลิปที่พูดเป็นภาษาอีสาน ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจนได้โอกาสจากคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ชวนมาเป็นหนึ่งในพิธีกรรายการ ผจญไทย

 

 

คลิปแรกได้เดินทางไปเรียนรู้การทำผ้าไหมที่บุรีรัมย์ ต่อมาเป็นการทำกระเป๋าจากใยตาลที่สงขลา ซึ่งได้โชว์ทักษะภาษาใต้และอีสาน ส่วนเทปต่อๆ มาก็ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย การได้ทำรายการ ผจญไทย ทำให้มีความสุข ภูมิใจ และประทับใจมาก นอกจากนี้ยังได้ความรู้เพิ่มเติม เช่น การทำกระเป๋า การทำผ้าไหม เห็นขั้นตอนในการผลิตต่างๆ ว่าต้องทำอย่างไร ได้เห็นคนในชุมชนเล็กๆ ทำงานฝีมือ เป็นการสะท้อนด้านวัฒนธรรมอีกทาง ตนเป็นชาวต่างชาติแท้ๆ ยังรู้สึกประทับใจ ทำให้ยิ่งอยากรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้นไปอีก หากชาวต่างชาติได้เห็นก็คงสนใจไม่แพ้กัน บางคนพอเห็นคลิปรายการก็อยากซื้อสินค้าเลยด้วยซ้ำ

 

ถือได้ว่ารายการ ผจญไทย เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ตลอดจนความเป็นไทย ผ่านชาวต่างชาติที่รักในวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี สามารถติดตามรับชมรายการ ผจญไทย ได้ทาง YouTube: Kingpower Thaipower พลังคนไทย

The post ‘ผจญไทย’ รายการเพื่อสังคมที่บอกเล่าภูมิปัญญาไทยผ่านมุมมองชาวต่างชาติ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ควายน้ำพื้นที่ทะเลน้อย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย https://thestandard.co/buffalo-farming-in-phatthalung-registered-world-heritage-site/ Sat, 12 Nov 2022 03:55:13 +0000 https://thestandard.co/?p=708122

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักน […]

The post ‘ควายน้ำพื้นที่ทะเลน้อย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า ภูมิปัญญาการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยของจังหวัดพัทลุง ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ให้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย (Globally Important Agricultural Heritage Systems: GIAHS)  

 

รัชดากล่าวว่า เกณฑ์การพิจารณาการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร ประกอบด้วย 

 

  1. ความมั่นคงทางอาหาร ชีวิตความเป็นอยู่ดี
  2. ความหลากหลายทางชีวภาพเกษตร
  3. ระบบความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีมาแต่ดั้งเดิม
  4. วัฒนธรรม ระบบคุณค่า และองค์กรทางสังคม
  5. ลักษณะภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเล

 

การเลี้ยงควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมามากกว่า 250 ปีแล้ว การที่พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในท้องถิ่นเติบโต ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ได้

 

“นายกรัฐมนตรีมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย ที่เป็นมรดกตกทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษได้รับการยอมรับ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การสหประชาชาติ สะท้อนให้เห็นว่ามรดกและภูมิปัญญาของไทยนั้นทรงคุณค่า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังขอบคุณไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ดำเนินงานตอบรับตามแนวนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนามรดกภูมิปัญญาของไทยจนได้รับรางวัลนี้ รวมทั้งขอบคุณประชาชนทุกคนที่ได้ร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันดีงามของไทยเอาไว้เรื่อยมา” รัชดากล่าว

 

ภาพ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

The post ‘ควายน้ำพื้นที่ทะเลน้อย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตรแห่งแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครั้งแรกระหว่าง IKEA x THINKK Studio x ดอยตุง ชูงานออกแบบท้องถิ่นในคอลเล็กชัน LOKALT https://thestandard.co/lokalt-ikea-x-thinkk-studio-x-doi-tung/ Fri, 23 Apr 2021 07:04:05 +0000 https://thestandard.co/?p=479139 ครั้งแรกระหว่าง IKEA x THINKK Studio x ดอยตุง ชูงานออกแบบท้องถิ่นในคอลเล็กชัน LOKALT

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ IKEA ร่วมงานกับผู้ผลิตงานฝีมือที่เป็น […]

The post ครั้งแรกระหว่าง IKEA x THINKK Studio x ดอยตุง ชูงานออกแบบท้องถิ่นในคอลเล็กชัน LOKALT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครั้งแรกระหว่าง IKEA x THINKK Studio x ดอยตุง ชูงานออกแบบท้องถิ่นในคอลเล็กชัน LOKALT

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ IKEA ร่วมงานกับผู้ผลิตงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นของแต่ละประเทศ และในปี 2021 IKEA ก็กลับมาอีกครั้งกับคอลเล็กชัน LOKALT ที่คราวนี้ได้ชักชวนดีไซน์เนอร์จาก 3 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน อินเดีย และไทย มาร่วมออกแบบ โดยอาศัยภูมิปัญญางานฝีมือท้องถิ่นเป็นหัวใจหลักของคอลเล็กชัน มาสร้างสรรค์ผลงานให้บ้านน่าอยู่ขึ้น

 

LOKALT (ลูคอลต์) มาจากภาษาสวีเดน แปลตรงตัวว่า ‘ท้องถิ่น’ อธิบายผลงานผ่านทักษะและเทคนิคของดีไซเนอร์ท้องถิ่นทั้ง 3 ประเทศ เริ่มจากประเทศไทยที่ IKEA ได้กลับมาร่วมงานกับโครงการพัฒนาดอยตุงอีกครั้ง หลังจากคอลเลกชันก่อนหน้านี้อย่าง ALLVARLIG (2012), EFTERTANKE (2017) และ HANTVERK (2019) โครงการพัฒนาดอยตุงมีช่างปั้นเซรามิกผู้ชำนาญนับร้อยชีวิต แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้นักออกแบบชื่อดังอย่าง พลอยพรรณ ธีรชัย และเดชา อรรจนานันท์จาก THINKK Studio มาร่วมออกแบบให้เซรามิกไปได้ไกลกว่าเดิม

 

THINKK Studio เป็นสตูดิโอออกแบบสัญชาติไทย ที่เน้นงานออกแบบตั้งแต่ของตกแต่งชิ้นเล็ก เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน ไปจนถึงงานนิทรรศการที่มีผลงานจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากแบรนด์หลักแล้ว THINKK ยังออกผลงานแบรนด์ลูกที่ชื่อว่า THINGG อุทิศให้กับงานออกแบบที่พวกเขาทำงานร่วมกับชุมชน ช่างฝีมือไทย ใช้วัสดุและเทคนิคท้องถิ่นในการออกแบบโดยเฉพาะ ซึ่งสำหรับในคอลเลกชัน LOKALT นี้ THINKK Studio ได้ออกแบบแจกัน ชาม และจาน เซรามิก ที่ได้แนวคิดมาจากการรับประทานอาหารร่วมกันของคนไทย โดยถ่ายทอดผ่านเทคนิคการปั้นเซรามิกของช่างจากโครงการพัฒนาดอยตุง ออกมาเป็นสุนทรียะที่สามารถจับต้องและพกพากลับบ้านได้ รวมถึงวัสดุและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากดีไซเนอร์ไทยแล้วยังมี Tania Haddad แฟชันดีไซเนอร์ที่ทำงานร่วมกับ Jordan River Foundation มาร่วมออกแบบผ้าคลุมและปลอกหมอนเย็บปักมือเป็นลวดลายทัศนียภาพของเมืองอัมมาน ประเทศจอร์แดน และ Akanksha Deo ดีไซเนอร์จาก IKEA เดลี ที่ร่วมงานกับ Industree และ Diamond Carpets Female Weavers ออกแบบปลอกหมอน หมอนข้าง พรม ไปจนถึงโป๊ะโคมไฟ และตะกร้าที่สานจากใยกล้วย

 

คอลเลกชัน LOKALT จะวางจำหน่ายช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2021 เฉพาะที่อิเกีย บางนาเท่านั้น

 

แจกันจาก THINKK Studio ขนาด: สูง 21 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 ซม. ราคา 890 บาท

 

ชามเสิร์ฟจาก THINKK Studio ขนาด: สูง 5.5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 13 ซม. และสูง 12 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. ราคา 499 บาท และ 690 บาท

 

จานเสิร์ฟจาก  THINKK Studio ขนาด: สูง 4.5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 25 ซม. ราคา 690 บาท

 

ปลอกหมอนอิงจาก Tania Haddad ขนาด: กว้าง 50 x ยาว 50 ซม. และ กว้าง 40 x ยาว 65 ซม. ราคา 690 บาท และ 790 บาท

 

ผ้าคลุมจาก Tania Haddad ขนาด: กว้าง 120 x ยาว 160 ซม. ราคา 2,490 บาท

 

พรม ขนาด: กว้าง 170 x ยาว 240 ซม. ราคา 8,990 บาท

 

พรม ขนาด: กว้าง 80 x ยาว 150 ซม. ราคา 1,790 บาท

 

พรม ขนาด: กว้าง 133 x ยาว 195 ซม. ราคา 6,990 บาท

 

ตะกร้า ขนาด: สูง 12 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 20 ซม. และสูง 10 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 ซม. ราคา 249 และ 299 บาท

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ครั้งแรกระหว่าง IKEA x THINKK Studio x ดอยตุง ชูงานออกแบบท้องถิ่นในคอลเล็กชัน LOKALT appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 วันในปัตตานี / ปาตานี ท่องไปในแดนลังกาสุกะจนถึงรัฐอิสลาม เปลี่ยนการรับรู้เป็นความเข้าใจ https://thestandard.co/2-days-in-pattani-patani-langkasuka-turning-perception-into-understanding/ Fri, 16 Apr 2021 10:27:45 +0000 https://thestandard.co/?p=476434 2 วันในปัตตานี / ปาตานี ท่องไปในแดนลังกาสุกะจนถึงรัฐอิสลาม เปลี่ยนการรับรู้เป็นความเข้าใจ

2 วันนั้นไม่พอแน่ที่จะรู้จักปัตตานี แต่ถึงอย่างนั้นก็มา […]

The post 2 วันในปัตตานี / ปาตานี ท่องไปในแดนลังกาสุกะจนถึงรัฐอิสลาม เปลี่ยนการรับรู้เป็นความเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 วันในปัตตานี / ปาตานี ท่องไปในแดนลังกาสุกะจนถึงรัฐอิสลาม เปลี่ยนการรับรู้เป็นความเข้าใจ

2 วันนั้นไม่พอแน่ที่จะรู้จักปัตตานี แต่ถึงอย่างนั้นก็มากพอที่จะซึมซับความรู้สึกบางอย่าง และเปลี่ยนความทรงจำมีต่อ ‘ปาตานี’ ชื่อที่คนในพื้นที่เรียกขานตนเอง ได้พอสมควร 

 

ผมเชื่อว่าถ้ามีใครสักคนเอ่ยปากชวนคุณไปเที่ยวปัตตานี สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ ความรู้สึกอันตราย เสี่ยงระเบิด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้เองที่กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่เกิดขึ้นในปัตตานี รวมถึงอีกสองจังหวัดคือยะลาและนราธิวาส แต่ความรับรู้ที่ว่ามานี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกครับที่จะลบล้างไปได้ง่ายๆ เพราะต้องยอมรับว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่พวกเรารับผ่านสื่อมาหลายสิบปี

 

เมื่อปลายเดือนก่อน ณภัทร ประศาสน์ศิลป์ หรือ เสือ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาศิลปะการออกแบบเชิงวัฒนธรรม คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ตระหนักถึงปัญหาข้างต้น และมีใจอยากพัฒนาปัตตานีทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ จึงได้ทำงานวิจัยเรื่อง ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมลายูปัตตานีสู่ศิลปะการออกแบบสื่อร่วมสมัยเพื่อการสร้างความเข้าใจในบริบทของพื้นที่’ ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างภาพลักษณ์และการรับรู้ (Images and Perceptions) ได้โพสต์ Facebook ชวนคนไปเที่ยวปัตตานี ซึ่งผมรู้สึกว่าโอกาสแบบนี้หาได้น้อย เพราะไม่ต้องจัดการวางแผนเที่ยวเอง ได้ไปศูนย์กลางของลังกาสุกะ อาณาจักรโบราณกว่าพันปี เรียนรู้วัฒนธรรมมลายูปัตตานี แถมยังมีนักวิชาการท้องถิ่นอธิบายข้อมูลเชิงลึกอีก จึงเบียดบังเวลาของตัวเอง 2 วัน (วันที่ 29-30 มีนาคม) ที่ผ่านมาลงไปเที่ยวปัตตานี 

 

เครื่องกีดขวางบนถนนสายหนึ่งของปัตตานี ภาพอันชินตาที่สะท้อนความไม่ปกติของพื้นที่

เครื่องกีดขวางบนถนนสายหนึ่งของปัตตานี ภาพอันชินตาที่สะท้อนความไม่ปกติของพื้นที่

 

ครั้งแรกกับปัตตานี

ระหว่างนั่งเครื่องบินจากดอนเมืองไปลงหาดใหญ่เพื่อต่อรถไปปัตตานี ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงบรรยากาศเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ได้ไปดูแหล่งโบราณคดีทางตอนเหนือของปากีสถานในเขตหุบเขาสวัต (Swat Valley) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มตาลีบันเคยยึดครอง 

 

หุบเขาสวัตเป็นพื้นที่สำคัญมาก เพราะเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของการสร้างพระพุทธรูปครั้งแรกของโลก พื้นที่แถบนี้จึงเต็มไปด้วยสถูป เจดีย์ พระพุทธรูป และประติมากรรมเนื่องในศาสนาพุทธมากมาย สำหรับคนที่สนใจงานประวัติศาสตร์ศิลปะ หรือเป็นพุทธศาสนิกชนไม่ควรพลาดเลยหลังโควิด-19 ต้องไปครับ แต่ขณะเดียวกัน พื้นที่แถบนี้ก็เต็มไปด้วยผู้นับถือศาสนาอิสลาม ไม่มีชาวพุทธเลย แต่มรดกทางวัฒนธรรมพวกนี้กลับได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากคนท้องถิ่น ยกเว้นแค่พวกตาลีบันเท่านั้นที่ทำลาย 

 

ปัตตานีเองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากหุบเขาสวัตมากนัก ตรงที่ก่อนที่ชาวปัตตานีจะรับนับถือศาสนาอิสลามกันนั้น ดินแดนบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรเก่าแก่ยุคต้นประวัติศาสตร์มีชื่อว่า ลังกาสุกะ ซึ่งยังคงปรากฏซากโบราณสถานหลายสิบแห่ง แต่พื้นที่ปัตตานีก็อย่างที่ทราบกันว่าประชากรแทบทั้งหมดเป็นชาวมุสลิมผู้เคร่งครัด ความย้อนแย้งแบบนี้จึงทำให้ในสายตาของผม ปัตตานีเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจมากกว่าแค่มีโบราณสถานเนื่องในศาสนาพุทธและพราหมณ์ยุคต้นของแหลมทองเท่านั้น เพราะมันยังเกี่ยวข้องกับการปะทะกันของอดีตกับปัจจุบันอีกด้วย 

 

รถตู้มารับผมที่สนามบิน แวะรับคนอีก 7 คน ผมจำชื่อคนในรถไม่ค่อยได้ เพราะปกติเป็นคนจำชื่อคนได้ไม่นาน นับเป็นข้อเสียที่แก้ไม่หาย กว่าจะรับคนเสร็จ เสียเวลากับรถติดในหาดใหญ่ ก็เกือบจะ 9 โมงครึ่งแล้ว ทำให้เราถึงปัตตานีเกือบ 11 โมง สิ่งที่สังเกตตั้งแต่เริ่มเข้าเขตปัตตานีก็คือ ด่านตรวจของทหารหลายด่าน ซึ่งแต่ละด่านก็มีกระสอบทราย ป้อม ตาข่ายกันระเบิด และทหารอาวุธครบมือ ส่วนด่านในตัวเมืองซับซ้อนขึ้นมาหน่อย มียางรถยนต์ทาสีขาวแดงกั้นถนน เพื่อให้รถต้องวิ่งซิกแซก บางที่มีรถฮัมวีขนาดใหญ่ประจำการก็มี

 

ผมเชื่อว่าคนในพื้นที่คงมองเป็นเรื่องชินตากันไปแล้ว แต่ในความชินตานั้นก็คงไม่อยากให้อะไรพวกนี้มีอยู่ในพื้นที่เป็นแน่ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของสงครามและชีวิตอันไม่ปกติ ส่วนคนนอกที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ไปในพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบ หรือเป็นชายแดนมาก่อน คงรู้สึกกลัว และตั้งคำถามกับเรื่องความปลอดภัยมากมาย 

 

ราว 11 โมง พวกเราถึงที่นัดหมายจุดแรกคือ เซลามัต โฮม ซึ่งเป็นพื้นที่คล้ายกับโคเวิร์กกิ้งสเปซ โดยมีคุณเขมะจิตต์ นิวาศะบุตร เป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดีมาก หลังจากคุณเสือบอกความตั้งใจของการทำโครงการที่พาคนมาเที่ยวปัตตานี ซึ่งมีเป้าหมายหลักๆ คือการพาคนที่ไม่เคยมาปัตตานีและมีความกังวลต่อสถานการณ์ในพื้นที่มาเที่ยว ทั้งนี้เพื่อให้เห็นปัตตานีจริงๆ ไม่ใช่เห็นผ่านสื่อ ซึ่งสื่อนั้นเสนอแต่ข่าวความรุนแรงเท่านั้น ทำให้คนทั่วไปมีภาพเชิงลบกับปัตตานี 

 

ณภัทร ประศาสน์ศิลป์ หรือ เสือ กำลังบอกเล่าวัตถุประสงค์ของทริปนี้ ข้างๆ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ดร.ศราวุฒิ ปิ่นทอง

ณภัทร ประศาสน์ศิลป์ หรือ เสือ กำลังบอกเล่าวัตถุประสงค์ของทริปนี้ ข้างๆ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ดร.ศราวุฒิ ปิ่นทอง

 

หลังจากคุณเสือพูดเสร็จ ก็ถึงรายการของการฟังบรรยายประวัติศาสตร์ปัตตานีอย่างย่นย่อ โดยมี ตึงกูอารีฟีน บินตึงกูจิ หรือ พล.ต.ต. จำรูญ เด่นอุดม นักประวัติศาสตร์และปราชญ์ท้องถิ่นของปัตตานีเป็นคนเล่า ด้วยเวลาน้อยมากเพียง 20 นาที ทำให้เราไม่ได้ฟังเรื่องเล่าในยุคอิสลามมากเท่าไร แต่โดยสรุปแล้ว ประวัติศาสตร์ของปัตตานีนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงเวลาหลักๆ คือ 

 

ยุคแรกเป็นยุคลังกาสุกะ-ศรีวิชัย อันเป็นช่วงที่ปาตานีนับถือศาสนาพรามหณ์-พุทธ เติบโตจากการเป็นพ่อค้าคนกลางควบคุมเครือข่ายทางการค้าระหว่างเปอร์เซีย-อินเดีย-จีน 

 

ยุคที่สอง เป็นยุคของการนับถือศาสนาอิสลามที่เริ่มรับกันในสมัยพญาตูนักปา อินทิรา มหาวังสา หรือ สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ ที่ปกครองปัตตานีระหว่าง พ.ศ. 2043-2073 (ส่วนใหญ่คนทางปัตตานีเล่าและเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จะนิยมใช้ ค.ศ. มากกว่า)

 

ยุคที่สามที่ปัตตานีถูกผนวกรวมเข้ากับกรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์และมาถูกปกครองอย่างเด็ดขาดในสมัยรัชกาลที่ 5 

 

ประวัติศาสตร์สองยุคแรกถูกเน้นมากหน่อย เท่าที่สังเกต โทนเหมือนกับทั้งสองช่วงเวลานี้ถือเป็นยุคอันรุ่งเรือง เปรียบได้กับยุคทองของปัตตานี แต่ด้วยเวลาที่กระชั้น ทำให้ยุคที่สามไม่ค่อยมีเวลาเล่ามาก ถึงอย่างนั้นก็มีการกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับการจัดมณฑลเทศาภิบาล และการลดอำนาจของปัตตานีจนมีสถานะเป็นจังหวัด 

 

ความจริงประวัติศาสตร์ของปัตตานีนั้นยังมีเรื่องเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน การต่อสู้กับภาครัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังจากที่เจ้าเมืองปัตตานีองค์สุดท้ายหนีไปยังกลันตัน และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ผมใช้เวลาอ่านหนังสืออยู่หลายวันเพื่อจะเขียนบทความนี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าถ้าหากคนไทยทั่วไปได้เข้าใจประวัติศาสตร์ปัตตานีอีกชุดหนึ่ง และมองเห็นเรื่องราวที่มากขึ้นมากกว่าประวัติศาสตร์แบบสยามปกครองปัตตานี และปราบปัตตานีเพราะเป็นกบฏ จะช่วยทำให้เราเข้าใจคนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น จนอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน

 

โบราณสถานยุคลังกาสุกะ-ศรีวิชัย ที่บ้านจาเละ สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพุทธมหายาน เพราะขุดพบพระโพธิสัตว์สำริดและสถูปดินเผาจำนวนมาก บ่งบอกถึงการติดต่อกับอินเดียและชวาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14-16

โบราณสถานยุคลังกาสุกะ-ศรีวิชัย ที่บ้านจาเละ สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพุทธมหายาน เพราะขุดพบพระโพธิสัตว์สำริดและสถูปดินเผาจำนวนมาก บ่งบอกถึงการติดต่อกับอินเดียและชวาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14-16

 

เมืองโบราณยะรัง รัฐยุคแรกเริ่มของภาคใต้ 

ถัดจากฟังบรรยาย ผมก็ได้ไปยังเมืองโบราณยะรัง ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ การค้าระหว่างอินเดียกับจีนในยุคต้นไม่แล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกา เพราะโจรสลัดชุกชุม (สลัด แปลว่า ช่องแคบ) ทำให้เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรได้รับความนิยม ซึ่งปัตตานีมีเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปยังเคดะห์ (ไทรบุรี) เป็นเส้นทางที่สะดวก สามารถลำเรียงสินค้าด้วยช้างและลูกหาบได้ ทำให้เป็นรัฐที่เติบโตขึ้นในยุคต้นประวัติศาสตร์ อายุสมัยรุ่นราวคราวเดียวกันกับรัฐทวารวดีหรืออาจเก่าก่อนหน้านั้น 

 

เมืองปาตานีโบราณมีชื่อในเอกสารอินเดียว่า ‘ลังกาสุกะ’ หรือในเอกสารจีนเรียกว่า ‘หลั่งยะสิว’ (มีหลายสำเนียง) ซึ่งในยุคต้นเป็นรัฐอิสระ เกิดก่อนศรีวิชัย เห็นได้จากเคยส่งทูตไปจีนในสมัยราชวงศ์เหลียง (พ.ศ. 1045-1100) จากนั้นจึงค่อยถูกผนวกเข้าสู่เครือข่ายการเมืองการค้าของอาณาจักรศรีวิชัย 

 

โบราณสถานในยุคลังกาสุกะ-ศรีวิชัยนี้ปรากฏอยู่ในเขตที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘เมืองโบราณยะรัง’ (อยู่ในเขตบ้านประแว บ้านจะเละ และบ้านวัด) ซึ่งมีโบราณสถานรวมกันกว่า 40 แห่ง หรืออาจมากกว่านั้น ถือว่าหนาแน่นที่สุดในเขตภาคใต้-มาเลเซีย แต่ได้รับการขุดค้นและบูรณะเพียง 6-7 แห่งเท่านั้น รู้มาจากเจ้าหน้าที่ดูแลโบราณสถานว่าที่เหลืออยู่ในที่ดินของเอกชน ซึ่งอยากวิงวอนให้หน่วยงานของจังหวัดปัตตานีและเศรษฐีของปัตตานีควรเร่งเจรจาลงขันซื้อที่ดิน เพื่อพัฒนาทุนวัฒนธรรมนี้โดยเร็ว

 

ป้ายอธิบายประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณยะรัง ซึ่งน่าชื่นชมที่มีภาษามลายูด้วย บ่งบอกถึงการเคารพคนในพื้นที่

ป้ายอธิบายประวัติความเป็นมาของเมืองโบราณยะรัง ซึ่งน่าชื่นชมที่มีภาษามลายูด้วย บ่งบอกถึงการเคารพคนในพื้นที่

 

คุณจรูญออกตัวว่าโบราณสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์-พุทธนี้เขาไม่ค่อยรู้มากเท่าไรนัก แต่ในวันที่เราไปทัศนศึกษานี้ โชคดีที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่โบราณสถานหมายเลข 2 บ้านจาเละพอดี ทำให้มีนักโบราณคดีของกรมศิลปากรคือ อภิรัฐ เจะเหล่า หรือ หลี กำลังควบคุมการขุดค้นอยู่พอดี จึงทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับชั้นดิน หลักฐานทางโบราณคดี และอายุสมัยของเมืองโบราณแห่งนี้มากขึ้น การขุดค้นโบราณสถานนี้พิเศษหน่อยตรงที่มีการร่อนดินทั้งหมดด้วยน้ำ ทำให้พบลูกปัดเป็นจำนวนมาก ลูกปัดพวกนี้ผลิตขึ้นในเขตภาคใต้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับแสดงความสวยงามและฐานะ ขณะเดียวกันในแง่มุมทางโบราณคดีก็บ่งบอกว่าดินแดนนี้มีความมั่งคั่ง และรับค่านิยมมาจากอินเดีย 

 

โบราณสถานหมายเลข 2 ที่เมืองโบราณยะรัง เหลือเพียงฐานอาคารที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งคล้ายคลึงกับโบราณสถานบางแห่งที่เขาคา นครศรีธรรมราช และที่เมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี

โบราณสถานหมายเลข 2 ที่เมืองโบราณยะรัง เหลือเพียงฐานอาคารที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งคล้ายคลึงกับโบราณสถานบางแห่งที่เขาคา นครศรีธรรมราช และที่เมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี

 

อภิรัฐ เจะเหล่า (คนขวาสุด) นักโบราณคดีชำนาญการของกรมศิลปากร กำลังบรรยายหลักฐานที่พบจากการขุดค้นโบราณสถานในเมืองยะรัง เขานับเป็นตัวอย่างหนึ่งของชาวมุสลิมที่ทำงานโบราณคดีกับโบราณสถานเนื่องในศาสนาพุทธ

 

เสียดายที่เวลาของเราน้อยเกินไป ซึ่งผมก็ทำใจกับการเที่ยวปัตตานีคราวนี้อยู่แล้ว เหมือนเป็นการเซอว์เวย์เพื่อกลับไปเที่ยวใหม่ครั้งหน้า เมื่อขึ้นรถตู้ผมได้ถามกับคุณจรูญและคนอื่นๆ ว่า ทัศนะของคนในท้องถิ่นมองโบราณสถานเหล่านี้อย่างไร จึงทราบว่า ชาวมลายูมุสลิมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญมากนัก เพราะถือว่าเป็นโบราณสถานของศาสนาอื่น ทีแรกฟังก็คิดว่ามันน่าจะมีอะไรที่ยอกย้อนกว่านั้น เช่น โบราณสถานพวกนี้ยังไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับคนในพื้นที่จึงทำให้ไม่สนใจกัน 

 

แต่ตกเย็นก็มาได้ทราบจากรุ่นน้องคนหนึ่งกับสามีของเธอที่เป็นคนปาตานีว่า คนในพื้นที่บางครั้งก็มีทัศนะว่า โบราณสถานพวกนี้เป็นของศาสนาอื่น หากไปเรียนรู้ก็จะเป็นการละเมิดต่อความเชื่อในศาสนาอิสลาม ผมจึงคิดว่าคนในพื้นที่คงต้องมีที่คิดอะไรแบบนี้กันอยู่บ้างพอสมควร 

 

เมื่อครั้งที่ผมไปปากีสถานนั้น ผมทึ่งมากกับความรู้ในศาสนาพุทธของภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์สวัต (Swat Museum) ซึ่งเขาเป็นมุสลิม ผมจึงถามเขาว่า การที่รู้เรื่องราวในศาสนาพุทธและสามารถอธิบายโบราณวัตถุทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงโบราณสถานได้ดีแบบนี้ถือว่าเป็นการละเมิดหรือผิดต่อศาสนาอิสลามหรือไม่ 

 

คำตอบที่ผมได้จากเขาก็คือ ไม่ผิด เพราะทั้งหมดนี้คือมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) ของปากีสถานและคนสวัต ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว โดยเราไม่สามารถปฏิเสธถึงการมีอยู่ของอดีตที่มาก่อนเราได้ สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นคือการเล่าเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการเล่านี้จะทำให้ลดความศรัทธาต่อศาสนาอิสลามลง และสิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้จักการแยกอดีตกับปัจจุบันให้ออกจากกัน 

 

เป็นคำตอบที่ผมรู้สึกประทับใจมาก ไม่คิดว่าวันหนึ่งคำพูดของภัณฑารักษ์นั้นจะกลับมาดังในหัวอีกครั้งหนึ่ง และมันทำให้คิดว่าวันหนึ่งผมอยากจะลงไปใช้ความรู้เท่าที่มีทำกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อช่วยพัฒนาปัตตานี เพราะสันติสุขจะเกิดขึ้นได้หากรู้จักการแบ่งปัน 

 

รับศาสนาอิสลาม สุสานปฐมกษัตริย์ และราชินี 3 พี่น้อง

ศาสนาอิสลามเข้ามายังดินแดนปาตานีนานแล้ว แต่กว่าที่กษัตริย์จะประกาศให้เป็นศาสนาประจำรัฐก็ตกราวพุทธศตวรรษที่ 21 แล้ว การรับนับถือศาสนาอิสลามของปาตานีนั้นคงไม่ได้ราบรื่นนัก ดังเห็นได้จากตำนานของพญาตูนักปาที่ป่วยเป็นโรคผิวหนัง ซึ่งมีชีคซาอีดมารักษาจนหาย แต่ไม่รักษาสัญญาว่าเมื่อหายจะนับถือศาสนาอิสลาม จนกระทั่งป่วยครั้งที่สามแล้วจึงยอมพร้อมประกาศให้ ‘ปาตานี’ เป็นรัฐอิสลาม มีชื่อว่า ‘ปาตานี ดารุสสาลาม’ แปลว่า ‘ปาตานี นครรัฐแห่งสันติ’ (สาเหตุที่ไม่ใช้คำว่า ปัตตานี เพราะถือว่าคำนี้เริ่มต้นใช้เมื่อปาตานีตกเป็นของสยามแล้ว) ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนศาสนานี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราชวงศ์ศรีวังสากลายเป็นตระกูลมีสิทธิธรรมในการปกครองมาอย่างยาวนานหลายรัชกาล  

 

สุสานของพญาอินทิรา หรือ สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ กษัตริย์พระองค์แรกของปาตานีที่นับถือศาสนาอิสลาม

สุสานของพญาอินทิรา หรือ สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ กษัตริย์พระองค์แรกของปาตานีที่นับถือศาสนาอิสลาม

 

สุสานของพญาตูนักปา หรือที่คนทางนี้รู้สึกจะนิยมเรียกว่า ‘สุสานพญาอินทิรา’ มากกว่านั้น ตั้งอยู่ที่บ้านปาเระ ต.บาราโหม ในเขตตัวเมือง เพิ่งมีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ และเมื่อสอบถามคุณจรูญก็พบว่า ถ้าสืบกันไปจริงๆ ก็อาจจะไม่ใช่สุสานของพญาอินทิราก็ได้ แต่เพราะที่นี่มีหินปักหลุมศพ ที่ชาวมลายูปาตานีเรียกว่า ‘แนแซ’ หรือถ้าออกเสียงแบบมลายูภาคกลางจะเรียกว่า ‘นีซ่าน’ (Nisan) เดิมทีจะใช้หินเป็นวัสดุก็จะเรียกว่า ‘บาตู แนแซ’ (บาตู แปลว่า หิน) 

 

บาตูแนแซที่สันนิษฐานว่าเป็นของพญาอินทิรานี้พิเศษแตกต่างจากแนแซของชาวบ้านทั่วไปตรงที่มีการแกะสลักอย่างสวยงาม ซึ่งพบว่ามีรูปทรงและลวดลายที่คล้ายคลึงกันกับแนแซที่อาเจะห์ บนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหัวหาดของศาสนาอิสลามก่อนที่จะเผยแผ่ไปยังภูมิภาคต่างๆ รวมถึงที่ปัตตานี อายุของบาตูแนแซนี้ดูจะสอดคล้องกับตำนานของพญาอินทรา เพราะถ้ากำหนดอายุตามรูปแบบของบาตูแนแซนี้เทียบเคียงกับที่อาเจะห์ตามงานวิจัยของอลิซาเบธ แลมบอร์น แล้วก็พบว่าคงอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 21 

 

บาตูแนแซ หรือ หินปักหลุมฝังศพของพญาอินทิรา (ภาพซ้าย) และราชินีของพระองค์ (ภาพขวา-สันนิษฐาน) ปกติแล้ว แนแซของผู้ชายจะทำเป็นทรงแท่ง ของผู้หญิงจะทำเป็นทรงแบน

บาตูแนแซ หรือ หินปักหลุมฝังศพของพญาอินทิรา (ภาพซ้าย) และราชินีของพระองค์ (ภาพขวา-สันนิษฐาน) ปกติแล้ว แนแซของผู้ชายจะทำเป็นทรงแท่ง ของผู้หญิงจะทำเป็นทรงแบน

 

ถัดจากที่กุโบร์ของพญาอินทิรา พวกเราเดินทางต่อไปยังกุโบร์ที่ผมอยากไปมานานแล้วคือ สุสานของราชินี 3 พี่น้อง นับตั้งแต่อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดีเกี่ยวกับปัตตานี และรู้จักผ่านหนังเรื่อง ‘ปืนใหญ่จอมสลัด’ เมื่อหลายปีก่อน เพราะสงสัยมาตลอดว่าเพราะอะไร ปาตานีจึงมีราชินีที่สืบทอดบัลลังก์ต่อเนื่องหลายองค์ 

 

สุสานไม่ใช่ที่เที่ยวปกติแน่นอน เพราะบรรยากาศนั้นวังเวง เมื่อก้าวผ่านประตูของกุโบร์เข้าไป ย่อมหมายถึงโลกอีกโลกหนึ่งที่บางคนนิยามว่ามันคือโลกหลังความตาย หรือโลกอันเป็นนิรันดร์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ในเวลาเย็นย่ำที่พวกเราไปถึงสุสานจึงไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นเลย 

 

หน้าทางเข้าสุสานราชินี 3 พี่น้อง ซึ่งนอกจากหลุมฝังศพของราชินีทั้งสามแล้ว ยังมีของข้าราชบริพารและชาวบ้านในปัจจุบันอีกด้วย สะท้อนถึงความต่อเนื่องของคนที่อยู่ในปัตตานี

หน้าทางเข้าสุสานราชินี 3 พี่น้อง ซึ่งนอกจากหลุมฝังศพของราชินีทั้งสามแล้ว ยังมีของข้าราชบริพารและชาวบ้านในปัจจุบันอีกด้วย สะท้อนถึงความต่อเนื่องของคนที่อยู่ในปัตตานี

 

สุสานราชินี 3 พี่น้อง (กุโบร์ราตูฮีเยาห์) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตรีย์ของปาตานีประกอบด้วยรายาฮีเยา (พ.ศ. 2127-2159), รายาบีรู (พ.ศ. 2159-2167) และรายาอูงู (พ.ศ. 2167-2178) ในราชวงศ์ศรีวังสา หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงได้ก้าวขึ้นเป็นกษัตรีย์ได้นั้น เป็นผลมาจากสุลต่านบาฮาดูรถูกลอบปลงพระชนม์แล้วไม่มีพระรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ต่อ นอกเหนือไปจากพระธิดาของสุลต่านมันศูร ชาห์ ทั้ง 3 พระองค์ ที่เป็นเชื้อสายอันสืบทอดมาจากพญาอินทิราเท่านั้น ทำให้ขุนนางผู้ใหญ่ลงมติให้พี่สาวคนโตคือ รายา หรือราชินีฮีเยา ขึ้นครองราชย์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการค้านานาชาติอันรุ่งโรจน์ของปาตานี 

 

ความรุ่งเรืองนี้ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้า เพราะปาตานีได้รวบรวมสินค้าต่างๆ ที่ชาวต่างชาติต้องการไว้ทั้งหมด ทำให้ลดความจำเป็นที่จะต้องเดินไปยังกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงส่งกองทัพนำโดยออกญาเดชาเป็นแม่ทัพมาโจมตีปาตานี แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะมีกองทัพ พันธมิตร และปืนใหญ่ที่ทรงอำนาจคือ พญาตานี 

 

ประวัติความเป็นมาของปืนใหญ่นี้ไม่ทราบแน่ชัด บางตำนานเล่าว่าพญาอินทิราโปรดฯ ให้สมุหนายก (เบนดาฮารา) หล่อขึ้น ไม่ใช่ลิ้มโต๊ะเคี่ยม พี่ชายของลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งในความคิดของนักประวัติศาสตร์ปัตตานีแล้ว มองว่าเรื่องเล่าว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมหล่อปืนใหญ่นี้ขึ้นนั้นเป็นการ ‘เบี่ยงเบน’ ประวัติศาสตร์โดยสยาม ไม่ว่าอย่างไร ปืนใหญ่นี้ก็หล่อขึ้นในยุคที่ปาตานีเป็นเอกราช ดังนั้น มันจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของปาตานี

 

บางคนคงจำได้ว่า เมื่อเกือบสิบปีก่อนทางกระทรวงกลาโหมได้จำลองปืนใหญ่ไปยังปัตตานีใกล้กับมัสยิดกรือเซะ แต่ไม่กี่วันถัดมาได้ถูกวางระเบิด แสดงว่าปืนใหญ่นี้ไม่ได้แสดงแสนยานุภาพของปาตานีในอดีตเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอีกด้วย เพราะด้านหนึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์ของยุคทองของปัตตานี แต่อีกด้านก็เป็นสัญลักษณ์ของความปราชัยต่อสยามเช่นกัน การจำลองปืนใหญ่ไปนี้จึงเป็นความไม่เข้าใจหรือความอ่อนด้อยในทางการเมือง และไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของประวัติศาสตร์ 

 

รูปแบบของบาตูแนแซของราชินี 3 พี่น้องนี้แตกต่างไปจากของพญาอินทิรา ตรงที่มีรูปทรงคล้ายกันหรือเหมือนกับใบเสมาของทางกรุงศรีอยุธยาอย่างมาก ถ้าเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา ตรงกลางที่เป็นใบเสมาขนาดใหญ่จะเป็นของราชินีฮีเยา ทางด้านซ้ายที่มีแนแซทรงเสมาขนาดเล็กจะเป็นของสุลต่านบะห์โดร์ ชาห์ (หรือบาฮาดูร ชาห์) ศักดิ์เป็นพระเชษฐาของราชินีฮีเยา ถัดไปทางด้านขวาของบาตูแนแซของราชินีฮีเยาก็เป็นของราชินีบีรู ราชินีอูงู และราชาบีมา (ราชาบีมาเป็นพระเชษฐาของสุลต่านบะห์โดร์ ชาห์) 

 

จากซ้ายไปขวา หลุมฝังศพของสุลต่านบะห์โดร์ ชาห์ (หรือบาฮาดูร ชาห์), ตรงกลาง (แนแซทรงใบเสมาที่สูงที่สุด) คือของราชินีฮีเยา ถัดไปทางซ้ายของภาพของเป็นหลุมศพของราชินีบีรู ราชินีอูงู และราชาบีมา ตามลำดับ

จากซ้ายไปขวา หลุมฝังศพของสุลต่านบะห์โดร์ ชาห์ (หรือบาฮาดูร ชาห์), ตรงกลาง (แนแซทรงใบเสมาที่สูงที่สุด) คือของราชินีฮีเยา ถัดไปทางซ้ายของภาพของเป็นหลุมศพของราชินีบีรู ราชินีอูงู และราชาบีมา ตามลำดับ

 

บาตูแนแซของราชินีฮีเยามีรูปทรงแบบใบเสมาชัดเจน สะท้อนความเชื่อว่ารูปทรงของใบเสมาถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บาตูแนแซของราชินีฮีเยามีรูปทรงแบบใบเสมาชัดเจน สะท้อนความเชื่อว่ารูปทรงของใบเสมาถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 

ในวันที่ผมไปนั้นได้โพสต์ภาพของบาตูแนแซนี้ลงใน Facebook ส่วนตัว ปรากฏว่าเพื่อนนักโบราณคดีชาวเวียดนามที่ทำงานโบราณคดีเกี่ยวกับจามปา (รัฐโบราณทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม) และชาวจามปาที่ปัจจุบันนับถือศาสนาอิสลามนั้นให้ความสนใจมาก เพราะมองว่าคล้ายคลึงกับบาตูแนแซบางแห่งในเวียดนามตอนใต้

 

ในความเห็นของผมมองว่า เป็นไปได้ที่บาตูแนแซของปาตานีนี้จะได้รับอิทธิพลจากรูปทรงของใบเสมาจากกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากมีรูปทรงที่คล้ายกันคือการใช้วัสดุคือหินทรายแดงที่นิยมใช้กับใบเสมาในรุ่นนั้น และสอดคล้องกับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ บาตูแนแซทรงเสมานี้ไม่ได้พบที่นี่ที่เดียว ข้อมูลที่เผยแพร่ใน Facebook ของสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา เมื่อปีที่แล้วในเดือนเมษายน ได้ให้ข้อมูลว่า ยังพบบาตูแนแซแบบนี้อีก 2 แห่ง คือที่กุโบร์โต๊ะดาตู และกุโบร์โต๊ะดาแฆในปัตตานี และให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า บาตูแนแซแบบนี้จัดอยู่ในกลุ่มของแนแซแบบชวาตะวันออก (East Java Style Nisan) ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของอาณาจักรมัชปาหิต ที่มีหลักฐานเริ่มนับถือศาสนาอิสลามกันตั้งแต่ปลายสุดของพุทธศตวรรษที่ 19 

 

ลวดลายจีนบนโลงศพและแนแซของราชวงศ์กลันตัน

หลังจากเที่ยวชมกุโบร์ของราชินี 3 พี่น้องแล้ว พวกเราได้ไปกันต่อที่กุโบร์ของราชวงศ์กลันตัน ซึ่งเข้ามามีบทบาทหลังจากเชื้อสายของราชวงศ์ศรีวังสานั้นหมดลง กุโบร์ของราชวงศ์กลันตันที่พวกเราได้ไปเยี่ยมชมในช่วงเย็นคือ สุสานยะหริ่ง หรือ สุสานตนกูปะสา (เรียกชื่อตามท้องถิ่นว่า มระโฮมตันหยง) กุโบร์แห่งนี้ในสายตาของผมนั้นน่าสนใจมาก เพราะมีโลงศพและแนแซที่ตกแต่งด้วยลวดลายศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ชิง แถมหินที่ใช้ยังเป็นหินแกรนิตสีเทา ซึ่งนำเข้ามาจากจีน 

 

โลงศพหินของตระกูลตนกูปะสา เจ้าเมืองปัตตานีในสมัยภายใต้การปกครองของสยามสมัยรัชกาลที่ 3

โลงศพหินของตระกูลตนกูปะสา เจ้าเมืองปัตตานีในสมัยภายใต้การปกครองของสยามสมัยรัชกาลที่ 3

 

ลวดลายมงคลของจีนสมัยราชวงศ์ชิง โลงศพและแนแซแบบนี้ต้องสั่งนำเข้าจากจีนเท่านั้น

ลวดลายมงคลของจีนสมัยราชวงศ์ชิง โลงศพและแนแซแบบนี้ต้องสั่งนำเข้าจากจีนเท่านั้น

 

เหตุที่ตนกูปะสาได้มาฝังร่างอยู่ที่ยะหริ่งนี้ เป็นผลมาจากเมื่อ พ.ศ. 2382 ตนกูประสาเกิดความขัดแย้งกับพระยากลันตันจนเกิดการสู้รบกัน ในเวลานั้น สยามได้ปกครองปัตตานีและกลันตันแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงทรงสั่งให้พระยาศรีพิพัฒน์ลงไปเกลี่ยกล่อมเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แต่ก็แก้ไขไม่ได้ จนในที่สุดได้โปรดฯ ให้พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ลงไปจัดการปัญหานี้ที่เมืองกลันตัน แล้วเสนอให้ตนกูปะสามาเป็นเจ้าเมืองหนองจิก ซึ่งอยู่มาได้ 3 ปี เจ้าเมืองปัตตานีตายลง รัชกาลที่ 3 จึงทรงแต่งตั้งให้ตนกูปะสาเป็นเจ้าเมืองปัตตานีเมื่อ พ.ศ. 2388 และสร้างวังขึ้นใกล้กับทะเลที่หมู่บ้านตันหยง 

 

ความสัมพันธ์กับราชสำนักที่กรุงเทพฯ นี้เองที่ทำให้กระแสความนิยมในศิลปะจีนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เรียกว่า ศิลปะแบบพระราชนิยม คือ ศิลปะไทย-จีน ส่งอิทธิพลลงไปยังโลงศพและแนแซด้วย ซึ่งช่วยทำให้เราเห็นมิติของความสัมพันธ์ของศิลปะอิสลามกับศิลปะจีนที่หาดูไม่ได้ง่ายนัก 

 

ปัตตานี เที่ยว 2 วันไม่พอ 

หลังจากจบทริปวันแรกแล้ว วันรุ่งขึ้นผมมีเวลาช่วงสั้นๆ ได้ไปเดินชมชุมชนชาวจีนในตัวเมืองปัตตานี พวกเราได้ไปกันที่บ้านขุนพิทักษ์รายา ซึ่งได้ปรับปรุงบ้านทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อปี พ.ศ. 2562 บ้านนี้เป็นของคนในตระกูลคณานุรักษ์ คหบดีชาวจีนของปัตตานี ที่เคยอาศัยที่บ้านแห่งนี้มาถึง 4 รุ่นด้วยกัน จากนั้นก็เดินไปตามถนนสายอาเนาะรู ซึ่งตลอดสองข้างทางเป็นบ้านชาวจีนฮกเกี้ยน บางหลังมีประวัติความเป็นมาที่เก่าไปถึงในสมัยรัชกาลที่ 3 เกือบๆ สุดถนนเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งไม่ว่าเรื่องราวในตำนานจะเป็นความจริงเช่นไร แต่ก็สะท้อนถึงการเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาผ่านการค้า และนำเทคโนโลยีการหล่อสำริดจากจีนเข้ามายังปัตตานี 

 

บ้านขุนพิทักษ์รายา และภายในบ้านที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว มีสิ่งของ และข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งถ้าไปเที่ยวปัตตานีนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง (หมายเหตุ หากจะไปเยี่ยมชมต้องติดต่อไปล่วงหน้า)

บ้านขุนพิทักษ์รายา และภายในบ้านที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว มีสิ่งของ และข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งถ้าไปเที่ยวปัตตานีนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง (หมายเหตุ หากจะไปเยี่ยมชมต้องติดต่อไปล่วงหน้า)

 

บ้านกงสีของหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (ปุ่ย แซ่ตัน) ซึ่งเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อาสาปราบกบฏเมืองตานี เมืองไทรบุรี จึงได้รับความดีความชอบให้เป็นเจ้าภาษีนายอากร

บ้านกงสีของหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (ปุ่ย แซ่ตัน) ซึ่งเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อาสาปราบกบฏเมืองตานี เมืองไทรบุรี จึงได้รับความดีความชอบให้เป็นเจ้าภาษีนายอากร

 

ทั้งหมดที่เห็นในย่านชาวจีนไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ผมคิดว่า หากเหตุการณ์ความไม่สงบจบลง ปัตตานีจะเป็นเมืองที่น่าเที่ยวมาก เพราะเต็มไปด้วยทุนทางวัฒนธรรม โบราณสถาน ย่านชุมชนเก่า และท้องทะเลกับธรรมชาติที่สวยงาม ถือว่ามีศักยภาพมาก ยิ่งทุกวันนี้มีการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่พยายามพัฒนาปัตตานีให้เจริญขึ้นรองรับกับโลกยุคใหม่ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าปัตตานีมีอะไรที่น่าค้นหาและติดตามอีกมาก หวังว่าภาครัฐจะจริงใจกับการแก้ปัญหาให้มากขึ้น และอย่าปล่อยให้คำว่า เหตุการณ์สงบงบไม่มา เป็นคำพูดที่พูดกันเสมอเมื่อลงไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกเลย

 

สิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเล่าจากการฟังและอ่านหนังสือเพียงชุดเดียว ประวัติศาสตร์ปัตตานีนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะเชื่อมโยงกับการเมืองในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอน เช่น สมัยลังกาสุกะ ศรีวิชัย และปัตตานีสมัยรับศาสนาอิสลาม เป็นช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของคนปัตตานี ในขณะที่ประวัติศาสตร์ช่วงนับจากสยามปกครองแล้วเป็นประวัติศาสตร์อันเจ็บปวด และเป็นบาดแผล หากยังไม่รู้จักกันดีก็ยากที่จะเล่าให้ฟัง 

 

โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ในช่วงนับจากสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ใช้นโยบายชาตินิยมและการผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรมกับคนในพื้นที่ จนทำให้รู้สึกถึงความเคารพต่อวัฒนธรรมและตัวตนของคนในพื้นที่ บางทีผมก็คิดว่าคนภายนอกควรรับรู้ประวัติศาสตร์ชุดนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่มองประวัติศาสตร์จากมุมมองจากกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญต้องมีความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน และให้คนในพื้นที่เข้ามาส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากขึ้น เพื่อวางแผนไปสู่อนาคตร่วมกันเพื่อให้ปัตตานีเป็นนครอันสันติ  

 

หมายเหตุ คำว่า ‘ปัตตานี’ ในบทความนี้ใช้ในบริบทของการเป็นจังหวัด หรือเมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่สยามปกครอง ส่วนปาตานีใช้ในบริบทเมื่อเป็นรัฐอิสระ หรือเล่าเรื่องราวในช่วงอดีต

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

  • Lambourn, Elizabeth. “Tombstones, Texts, and Typologies: Seeing Sources for the Early History of Isam in Southeast Asia,” Journal of the Economic and Social History of the Orient. 51, 2008, pp.252-286.
  • สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา. “แนแซหรือเครืองหมายที่ปักไว้บนหลุมฝังศพ,” สืบค้นได้จาก: https://www.facebook.com/fad11songkhla/photos/pcb.1137724419899053/1137717646566397
  • อารีฟิน บินจิ, อับดุลลอฮฺ ลออแมน และซูฮัยมีย์ อิสมาแอล. ปาตานี: ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู, พิมพ์ครั้งที่ 4. สงขลา: มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้, 2558. 

The post 2 วันในปัตตานี / ปาตานี ท่องไปในแดนลังกาสุกะจนถึงรัฐอิสลาม เปลี่ยนการรับรู้เป็นความเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังจากคนเล็กๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เรียนรู้ผ่านมุมมองของแอนดรูว์ กลาส British Council, Country Director https://thestandard.co/andrew-glass-british-council-country-director/ https://thestandard.co/andrew-glass-british-council-country-director/#respond Sat, 20 Jan 2018 13:50:14 +0000 https://thestandard.co/?p=56378

แม้จะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามขององค์กรอย่าง บริติช เคานซ […]

The post พลังจากคนเล็กๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เรียนรู้ผ่านมุมมองของแอนดรูว์ กลาส British Council, Country Director appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้จะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามขององค์กรอย่าง บริติช เคานซิล (British Council) มานาน แต่เราเชื่อว่าหลายคนอาจจะแทบไม่เคยรู้เลยว่าองค์กรที่ส่งเสริมด้านศิลปะและวัฒนธรรมแห่งนี้อยู่คู่ประเทศไทยมานานกว่า 65 ปีแล้ว และหากนับอายุตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1934 วันนี้บริติช เคานซิล ก็มีอายุกว่า 83 ปี นับว่าเป็นเวลาที่ยาวนานมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกและสังคมโดยรวม

 

ทุกวันนี้บริติช เคานซิล ทำงานร่วมกับ 100 ประเทศทั่วโลกในหลากหลายด้าน การเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยกันดีก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่ใช่แค่นั้น

 

 

แอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย บอกเราตอนหนึ่งว่า “คนที่ทำงานในบริติช เคานซิล ไม่เคยประกาศว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโลก และไม่มีใครหรอกที่จะเปลี่ยนได้ แต่พวกเราสามารถทำในสิ่งที่ต้องการจะทำได้ บางคนทำได้น้อย บางคนทำได้มาก แต่ก็สามารถไปรวมพลังกับบางเรื่องที่ใหญ่กว่าได้

 

มากไปกว่านั้น เราพบว่าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อาจไม่ได้อยู่ไกลไปกว่าภายในจิตใจของเราเอง  

 

อยากให้เล่าประสบการณ์ความสนใจส่วนตัวในการทำงานเพื่อสังคม (Social Impact)

ผมทำงานกับบริติช เคานซิล มานาน ที่ผ่านมาผมได้ทำงานในประเทศที่หลากหลายมา 7 ประเทศแล้ว และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ 8 บริติช เคานซิล เป็นองค์กรนานาชาติเพื่อส่งเสริมการศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงการสร้างโอกาส การสร้างความเชื่อมั่น และมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยงานที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษเรื่องหนึ่งก็คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตผู้คน หรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาคส่วนต่างๆ  

 

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นแนวโน้มการช่วยเหลือเป็นไปในทางเดียว เช่น ประเทศ A ให้ความช่วยเหลือประเทศ B แต่บริติช เคานซิล พยายามที่จะให้การช่วยเหลือในแบบสองทางด้วย เช่น ประเทศไทยก็ได้ประโยชน์​ สหราชอาณาจักรก็ได้ประโยชน์ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

 

ที่ผ่านมาผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ มากมาย บางโครงการก็เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมอย่างชัดเจน  เช่น ในช่วง 2-3 ปีนี้เรามีโครงการอบรมครูสอนภาษาอังกฤษระดับภูมิภาคร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ มีเป้าหมายเพื่ออบรมครูกว่า 20,000 คนในโรงเรียนรัฐบาลทั่วประเทศ โดยในกระบวนการนี้จะมีการฝึกเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษเพื่อปรับวิธีการสอนภาษาอังกฤษ ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษนั้นเป็นเรื่องสนุก คุณครูเหล่านั้นได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และท้ายที่สุด นักเรียนสามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ได้จริง และหากมองไปอีกระดับ โครงการนี้ทำให้ผมเห็นว่าเราสามารถช่วยสร้างโอกาสและสนับสนุนผู้คนทั่วประเทศไทยได้อย่างไรด้วย

 

ถ้าดูจากสถิติ ประเทศไทยติดอยู่ใน 5 อันดับแรกของโลกที่มีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน จะเห็นได้ว่าคนกรุงเทพฯ​ มีโอกาสที่ครอบครัวจะสนับสนุนให้เข้าถึงการศึกษาได้ดีกว่า ซึ่งนำไปสู่การประสบความสำเร็จในด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แต่เมื่อเทียบกับผู้คนที่อยู่ในต่างจังหวัดกลับพบว่าแค่การทำมาหาเลี้ยงชีพก็ยากลำบากมากแล้ว

 

หากเราเข้าไปช่วยเหลือเรื่องการสอนภาษาอังกฤษให้ดีผ่านการพัฒนาบุคลากร ‘ครู’ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบการศึกษาให้เทียบเท่ากับโรงเรียนในกรุงเทพฯ​ มันจะช่วยพัฒนาคุณภาพในอีกหลายๆ เรื่องได้อีกด้วย  

 

 

เมื่อคุณพูดถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คน นอกจากเรื่องการสอนภาษาอังกฤษแล้ว มีเรื่องอื่นอีกไหม 

คุณน่าจะเคยเห็นโครงการด้านศิลปะและหัตถกรรมที่เราทำกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) และนิตยสาร Wallpaper ประเทศไทย ไปบ้างแล้ว อย่างเช่น แบรนด์ภูคราม ที่อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ภูครามเริ่มจากความชอบในผ้าฝ้าย และชักชวนชาวบ้านให้กลับมาทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญกันอย่างการทอผ้า ทำเป็นผ้าพันคอขายในหมู่บ้านที่สกลนคร แต่ถึงแม้ว่านี่จะเป็นผ้าพันคอที่สวยมาก แต่คนในหมู่บ้านนั้นก็ไม่มีใครมีเงินมาซื้ออยู่ดี

 

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตอนที่เธอมาลงเรียนคอร์สหนึ่งกับบริติช เคานซิล ซึ่งเป็นคอร์สที่ผสมผสานกันระหว่างการออกแบบ หัตถกรรม และโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม เธอได้เรียนรู้เรื่องกิจการเพื่อสังคมและการตลาดนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าต่อไป จากนั้นเธอก็กลับไปต่างจังหวัดแล้วปรับรูปแบบของสินค้า จนตอนนี้แบรนด์ภูครามของเธอสามารถอยู่ได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวบ้านทั้งผู้หญิงและคนพิการได้อีกด้วย 

 

เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่าการมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีกนิด หรือการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ทำให้การออกแบบมีผลกับสินค้าพื้นบ้านมากขนาดไหน หรือการมีรูปแบบธุรกิจที่ดีสามารถทำให้ธุรกิจนั้นยั่งยืนได้อย่างไร 

 

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลง จากคนเพียงคนเดียวที่มีความคิดอยากจะทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง แต่เขาสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เกิดในชุมชน แต่คุณสามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้ให้เข้ากับประเด็นที่ใหญ่ขึ้นได้  เรื่องแบบนี้มีให้เห็นมากมายในประเทศแถบเอเชียที่ผู้คนจากต่างจังหวัดเดินทางมาหาโอกาสใหม่ๆ ในเมืองหลวง ทั้งที่จริงๆ คนเราสามารถใช้ชีวิตที่ดีได้ในเมืองเล็กๆ และช่วยกันพัฒนาเมืองเล็กๆ เหล่านั้น ยิ่งคนไปอยู่มากขึ้น เมืองก็จะมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ เพื่อประชาชนมากขึ้นตามไปด้วย

 

คุณเห็นโอกาสอะไรในเมืองเล็กๆ ที่คุณพูดถึง 

ผมเดาว่าคำถามต่อไปคือใครจะสร้างงานหรือ?​ เพราะถ้าคุณมองกลับไปที่สหราชอาณาจักร จะพบว่าตำแหน่งงานส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมากในรอบไม่กี่ปีมานี้ไม่ได้เกิดจากรัฐบาล และไม่ได้เกิดจากบริษัทใหญ่ๆ เลย แต่เกิดจากการประชุมร่วมกันในหน่วยงานที่ทำงานด้านการสร้างสรรค์ หรือ Creative Hub ต่างๆ เราพบว่างานในภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดเวลานี้ก็คืองานในอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งกลุ่มที่เราเรียกว่าสตาร์ทอัพ ที่กลุ่มคนเล็กๆ รวมตัวกันสร้างธุรกิจ สร้างงาน สร้างบริการต่างๆ ขึ้นมาพร้อมๆ กัน

 

นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมที่ก่อตั้งขึ้นมาในพื้นที่ห่างไกลที่เกิดจากการเริ่มคิดหาวิธีแก้ปัญหาในสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ อย่างในสหราชอาณาจักรก็มีบริษัทเล็กๆ ที่คิดค้นวิธีสร้างพลังงานไฟฟ้าขึ้นมาด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนต่างๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับคนได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีบริษัทที่ทำธุรกิจรถโดยสาร ซึ่งเป็นกิจการไม่หวังผลกำไรที่ช่วยแก้ปัญหาการเดินทางให้กับผู้สูงอายุเพื่อให้สามารถเดินทางไปตามที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก และในหลายๆ ประเทศก็มีตัวอย่างที่ดีในการทำธุรกิจที่พวกเขามีความคิดริเริ่มและบุกเบิกมันขึ้นมา

 

อย่างที่ทราบว่าคุณทำงานมาแล้วในหลายๆ ประเทศ เมื่อต้องเดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ คุณทำอย่างไรบ้างเพื่อให้รู้สึกเหมือนทุกที่คือบ้าน

ตอบยากเหมือนกัน เนื่องจากผมทำงานมาเกือบ 28 ปี ผมจะต้องย้ายประเทศไปทุกๆ 3-5 ปีอยู่แล้ว เหมือนถูกกำหนดมาแล้วว่า โอเค ได้เวลาเก็บของแล้ว ย้ายไปทำงานต่างประเทศ เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เพราะเป็นการทำงานกับองค์กรเดิม ผมจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะเมื่อย้ายประเทศไปก็ทำความคุ้นเคยกันใหม่ ผมชอบเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง แล้วก็เรียนรู้ใหม่ไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) แต่อาจจะไม่เป็นแบบนี้สำหรับทุกคนก็ได้  

 

 

การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด 7 ประเทศ คุณเห็นปัญหาสังคมอะไรบ้าง หรือมีปัญหาอะไรไหมที่แต่ละประเทศมีเหมือนๆ กัน

ต้องบอกก่อนว่าผมไปไหนมาบ้าง ที่ผ่านมาผมไปอยู่สเปน อิตาลี ซึ่งผมรู้สึกว่าโดยรวมคล้ายๆ กันนะ แม้จะมีวัฒนธรรมต่างกัน แต่รู้สึกว่าสภาพเศรษฐกิจของพวกเขาก็เหมือนๆ กัน ตอนไปอยู่เยอรมนีก็ไม่รู้สึกต่าง อาจเป็นเพราะทั้ง 3 ประเทศนี้ก็อยู่ในยุโรปด้วย จากนั้นก็ไปสโลวีเนีย แล้วก็เซอร์เบีย ซึ่งก็แตกต่างแน่นอน เซอร์เบียได้รับผลกระทบจากปัญหาของการเมืองและกองทัพ รวมทั้งสงครามด้วย จากนั้นผมก็ไปคูเวต แล้วก็มาประเทศไทย

 

แต่ในจำนวนนี้ ถ้าพูดถึงคูเวตก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกนะ คูเวตเป็นประเทศเล็กๆ มีประชากรประมาณ 2.5 ล้านคนเห็นจะได้ ในจำนวนนั้น 1 ล้านคนเป็นพลเมืองชาวคูเวต แต่ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหรือคนที่ไปทำงานที่นั่น ประเด็นคือหลายคนที่ไม่ใช่ชาวคูเวตจะมีปัญหาคล้ายๆ กัน คือถึงแม้เขาอาจจะไปอยู่นานมาก หรือตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายย้ายไปอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเป็นพลเมืองได้ หลายคนทำงานจนเกษียณแล้วก็ต้องย้ายกลับไปประเทศตัวเอง 

 

สังคมที่คูเวตค่อนข้างมีลำดับชั้นทางสังคมสูงและเคร่งครัด มีปัญหาสังคมมากมายเกิดขึ้นที่นั่น คุณอาจจะถามว่าแล้วคนคูเวตแท้ๆ หรือประชากรที่นั่นเขามีชีวิตยังไง คำตอบคือเขามีฐานะดีมากในระดับหนึ่งเลย คุณคงเคยทราบดีว่าคนรวยที่นั่นก็รวยได้อย่างที่เราจินตนาการไม่ถึง คนคูเวตได้รับเงินเดือนที่สูง รัฐบาลเองก็ให้ความช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน เมื่อคนที่นั่นรวยก็เลยมีเรื่องของวัตถุนิยมตามมา ใช้เงินไปกับการซื้อข้าวของหรูหรา เดินทางท่องเที่ยว ไปปาร์ตี้หนักๆ แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจได้

 

ทีนี้ก่อนที่ผมจะไปทำงานที่คูเวต งานของบริติช เคานซิล จะเน้นการฝึกอบรมเรื่องการศึกษา แต่ไม่เคยทำงานด้านศิลปะ ผมก็เลยไปริเริ่มจัดงานนิทรรศการศิลปะอังกฤษร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือว่าเป็นงานท้าทายในการสร้างกลุ่มคนดูงานศิลปะที่นั่นมาก เพราะถ้าคิดว่าเขาสามารถซื้องานศิลปะแพงๆ ได้อยู่แล้ว ทำไมยังจะต้องไปดูนิทรรศการอีก เราจึงต้องทำงานกันหนักมากในการสร้างกลุ่มคนดูขึ้นมา และริเริ่มโปรแกรมแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ หรือ Residency ระหว่างกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ของคูเวตกับอังกฤษ ทำให้พวกเขาได้แรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะใหม่ๆ ทำให้แต่ละคนได้เห็นสังคมที่แตกต่างกัน เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากทำงานในภาคส่วนที่เกี่ยวกับสังคมมานาน เคยคิดสักครั้งไหมว่าบางทีเราก็เป็นคนตัวเล็กๆ เกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้   

คนที่ทำงานในบริติช เคานซิล ไม่เคยประกาศว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโลก และไม่มีใครหรอกที่จะเปลี่ยนได้ แม้แต่องค์กรการกุศลของบิล เกตต์ ที่มีเงินเป็นพันๆ ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม แต่พวกเราสามารถทำในสิ่งที่ต้องการจะทำได้ บางคนทำได้น้อย บางคนทำได้มาก แต่ก็สามารถไปรวมพลังกับบางเรื่องที่ใหญ่กว่าได้

 

จริงๆ แล้วสิ่งที่พวกเราทำอยู่ในมุมของบริติช เคานซิล นั้นให้ผลทางอ้อมมากกว่า มีสถิติบอกว่าประมาณ 30% ของคนที่เป็นผู้นำจากทั่วโลกจบการศึกษาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งกล่าวได้ว่า ในจำนวนนั้นเราได้ทำงานร่วมกับสถานทูตอังกฤษในการสนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาในสหราชอาณาจักรด้วย เมื่อพวกเขาเรียนจบก็กลับไปประเทศของตัวเองและสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกให้กับประเทศของพวกเขาได้ ซึ่งล้วนแต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ได้จากสหราชอาณาจักร นั่นก็ถือเป็นงานหนึ่งที่พวกเราทำ

 

ยกตัวอย่างอีกงานหนึ่ง หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยของไทยในการให้ทุนที่เรียกว่า กองทุนนิวตัน (Newton Fund) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระหว่างสองประเทศในการใช้วิทยาศาสตร์แก้ปัญหาระดับโลก นักวิจัยบางคนทำเรื่องการพัฒนาข้าว บางคนทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เรายังทำเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาด้านดิจิทัลในต่างจังหวัด สนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นผู้ประกอบการ สนับสนุนการวิจัยเรื่องการใช้ยารักษาโรคมาลาเรีย ผมคงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเพราะกองทุนนิวตันทำให้บริติช เคานซิล ค้นพบวิธีการรักษาโรคมาลาเรียได้ แต่มันคือการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเจอผู้คนมากมายที่เข้ามาบอกผมว่าบริติช เคานซิล เคยช่วยพวกเขาอย่างไร บางคนเข้ามาขอบคุณและบอกว่าเคยได้ทุนไปเรียนที่อังกฤษเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เรื่องพวกนี้เป็นผลในแง่บวก ถ้ามองจากสิ่งที่สหราชอาณาจักรได้ทำและได้สร้างความสัมพันธ์ระดับบุคคล นอกเหนือไปจากเรื่องธุรกิจ เรื่องท่องเที่ยวต่างๆ

 

 

ถามเรื่องส่วนตัวบ้าง ทราบมาว่าคุณชอบเล่นกีฬาหรือใช้ชีวิตกลางแจ้ง มีกีฬาชนิดไหนที่คุณเล่นแล้วรู้สึกว่าเปลี่ยนชีวิตไปเลย และเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่ามันเปลี่ยนชีวิตผม แต่บอกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าจดจำในชีวิตอันดับต้นๆ ที่ไม่มีวันลืม นั่นคือการเดินทางไกลที่สเปน กับเส้นทางที่เรียกว่า Santiago de Compostela เมื่อปี 2003 ตอนนั้นผมเดินทั้งหมด 29 วัน รวมระยะทางกว่า 750 กิโลเมตร ย้อนกลับไปช่วงนั้น มันเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่อย่างแท้จริงสำหรับผม ท่ามกลางเส้นทางที่สวยงาม แต่ผมก็ต้องก้าวเดินไปคนเดียวในระยะทางไกลมาก เหมือนเราเดินจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ประสบการณ์ตรงนั้นสอนผมในเรื่องความเรียบง่ายและการใส่ใจกับชีวิตตัวเอง ได้มีเวลาหยุดสังเกตสิ่งต่างๆ ระหว่างทาง แวะเยี่ยมหมู่บ้าน แวะคุยกับผู้คนในเมือง มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและได้ใช้เวลาไปเรื่อยๆ สบายๆ

 

แต่หนึ่งปีก่อนหน้าที่จะไปเดินที่สเปน ผมป่วยและเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่ 9 เดือน พอออกมาก็ต้องกินยาไปตลอดชีวิต ช่วงเวลานั้นส่งผลกับชีวิตผมมาก ตอนนั้นอายุเพิ่ง 40 ซึ่งเป็นช่วงที่เราทำงานหนักและละเลยสุขภาพไป แต่พอป่วยขึ้นมา คุณจะรู้เลยว่าสิ่งที่เราเคยกังวล วุ่นวายใจ หรือเคยโกรธใคร มันเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญเลยเมื่อเทียบกับภาพที่ใหญ่กว่าของชีวิตเรา ทำไมเราต้องกังวลหรือรู้สึกแย่กับเรื่องนี้ขนาดนั้น พอหายป่วย ผมก็คิดว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะลุกข้ึนมาเดินทาง ผมก็ไปปรึกษาเจ้านาย บอกว่าผมต้องลาประมาณครึ่งเดือนเพื่อไปสเปน ส่วนภรรยาผมก็เข้าใจ เพราะเราเคยคุยกันมาก่อนแล้ว เธอยังคิดเลยว่าผมจะไม่ทำแล้ว เพราะเราคุยกันมานานมาก สุดท้ายผมก็เดินทางไปตามที่ตั้งใจ

 

ผมอยากจะออกเดินทางอีกเท่าที่ผมยังไปไหว เพราะมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันมากๆ มันเหมือนการมีชีวิตในชีวิต life within a life ระหว่างการเดินทางไกลมันก็คล้ายๆ การได้เรียนรู้และทำความรู้จักตัวเองนะ อย่างผมก็จะคิดว่าเราจะทำได้ไหม จะเดินไหวไหม ช่วง 2-3 วันแรกเราจะเหนื่อยมากแทบขาดใจ แต่พอเวลาผ่านไป ร่างกายเราจะปรับสภาพได้เอง จากนั้นระหว่างทางเราก็จะเริ่มทำความรู้จักคนซึ่งมีที่มาแตกต่างกัน ได้คุยกันในเรื่องต่างๆ นั่นแหละคือประสบการณ์ที่มีค่า

 

มีงานหลายอย่างที่คุณประสบความสำเร็จ แต่มีงานไหนบ้างไหมที่คุณคิดว่ามันเป็นความล้มเหลวที่ดี

ในฐานะของการเป็นผู้นำองค์กร แต่ละคนก็มีวิธีการทำงานและการจัดการแตกต่างกันอยู่แล้วเพื่อที่จะทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี แต่เมื่อนึกถึงด้านของความสัมพันธ์ บางทีระหว่างการทำงานเราอาจจะไม่สามารถได้ผลที่ดีที่สุดจากทุกคนหรือเพื่อทุกคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในทุกที่ของการทำงาน บางคนเข้าใจผมผิด บางทีผมก็เข้าใจคนอื่นผิดเช่นกัน เรื่องพวกนี้ก็เป็นธรรมดาของคน หรือการทำงานบางอย่างมันก็ไม่ได้ไปได้ดีอย่างที่เราคิด จะว่าไป สิ่งที่ผมเรียนรู้อาจจะไม่ใช่เรื่องการทำอะไรผิดพลาดร้ายแรง ที่ผ่านมาในการทำงาน ผมเองก็อาจจะตัดสินใจผิดพลาดไปบ้าง แต่ผมว่ามันเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนและการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนั้นมาได้อย่างไร

 

อะไรคือเกณฑ์ในการบอกว่างานไหนคืองานที่คุณพึงพอใจที่จะทำ

สิ่งที่จะทำให้ผมมีความสุขทุกวัน ทุกสัปดาห์ ผมว่ามันคือเรื่องความหลากหลายของการทำงาน เพราะผมชอบความหลากหลาย เช่น ได้ไปประชุมในเรื่องที่หลากหลาย ไปพูดหรือแชร์ความเห็นที่เวทีต่างๆ ในประเทศไทย หรือในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมสนุกกับการทำงานแบบนี้ แต่มันก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะเรื่องที่ต้องรับรู้มันเยอะมาก พอกำลังจะเรียนรู้เรื่องไหนให้ลึกซึ้งก็ต้องเปลี่ยนไปเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แล้ว แน่นอนว่าบางทีคุณก็จะรู้สึกเครียดกับรูปแบบการทำงานแบบนี้ เพราะมันยุ่งและมีความเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่มันก็ท้าทาย และผมก็ชอบเพื่อนร่วมงานที่ทุกคนให้การสนับสนุนกันและกัน

 

งานที่ภูมิใจที่สุดของคุณคืออะไร

มีหลายโครงการที่บริติช เคานซิล ทำมา โครงการของเราได้เปลี่ยนแปลงชีวิตคนด้วยภาษาอังกฤษและเข้าถึงคนจำนวนมาก อย่างโครงการที่ทำร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งยังได้ปรับใช้ศิลปะกับการสร้างสายสัมพันธ์อันดีแก่กันอย่างโครงการที่คูเวต

 

แต่งานที่ผมภูมิใจที่สุดและอยากพูดถึงคือหนังสือ Serbia – My Case: A New European Generation เริ่มต้นมาจากโครงการของบริติช เคานซิล ในการทำวิจัยทางการตลาดกับคนรุ่นใหม่ในเซอร์เบีย โปแลนด์ และในยุโรปกลาง ที่เราตีพิมพ์ขึ้นในปี 2008 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่ผมรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศเซอร์เบีย เพื่อทำหน้าที่ประสานความสัมพันธ์ให้สหราชอาณาจักรและเซอร์เบีย 

 

ย้อนกลับไปตามประวัติศาสตร์ เซอร์เบียเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย ก่อนแตกออกเป็น 7 ประเทศที่ต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากทั้งสงครามและการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมต่างๆ เราได้คุยกับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง แล้ววันหนึ่งต้องเห็นประเทศของตัวเองแบ่งออกเป็น 7 ประเทศ แล้วคนทั้งโลกก็หันหลังให้กับเขา และคิดว่าเขาไม่ใช่คนดีซึ่งเกิดจากปัญหาที่เขาไม่ได้ก่อ แต่มาจากการตัดสินแบบเหมารวม

 

งานของเราจึงการเป็นการปรับทำความเข้าใจกับการมองแบบเหมารวมนั้น เราพูดคุยกับกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-30 ปี ถึงสิ่งที่พวกเขาสนใจและเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา จากจุดเริ่มต้นของงานวิจัยทางการตลาด เราต่อยอดเป็นบทสัมภาษณ์หนังสือเล่มนี้โดยพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ 10 คนที่มีอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่ผู้นำทางการศึกษา สถาปนิก นักข่าว นักการเมืองรุ่นใหม่ อาจารย์มหาวิทยาลัย พิธีกรรายการทีวี นักร้อง นักดนตรี โดยพูดถึงคนที่ผ่านเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในประเทศของตัวเอง พูดถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ การศึกษา การใช้ชีวิต เส้นทางในการทำงานของแต่ละคนที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มันน่าจะยากมากในการที่คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่สุดท้ายคนที่ดีมีความสามารถจะหาหนทางในการประสบความสำเร็จได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่คุณจะได้สัมผัสจากหนังสือเล่มนี้ และเป็นโปรเจกต์หนึ่งที่ผมภูมิใจ

 

The post พลังจากคนเล็กๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เรียนรู้ผ่านมุมมองของแอนดรูว์ กลาส British Council, Country Director appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/andrew-glass-british-council-country-director/feed/ 0