ภูมิคุ้มกันหมู่ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภูมิคุ้มกันหมู่/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 15 Jun 2022 04:12:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 WHO มองบวก ยุโรปอาจ ‘ปิดเกม’ โควิด หลังโอมิครอน https://thestandard.co/key-messages-who-europe-omicron-and-covid-end/ Tue, 25 Jan 2022 01:57:17 +0000 https://thestandard.co/?p=586245 WHO

ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูม […]

The post WHO มองบวก ยุโรปอาจ ‘ปิดเกม’ โควิด หลังโอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO

ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูมิภาคยุโรป กล่าวว่า ไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนได้ทำให้การระบาดของโควิดเข้าสู่ระยะใหม่ และอาจนำไปสู่ ‘จุดจบ’ ของการระบาดใหญ่ในยุโรป 

 

คลูเกอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า “มีเหตุผลเป็นไปได้ที่ภูมิภาคนี้กำลังจะเดินหน้าไปสู่จุดสิ้นสุดของการระบาดใหญ่” 

 

– 60% อาจติดเชื้อโอมิครอน และโอกาสเกิดภูมิคุ้มกันหมู่

ผู้อำนวยการ WHO ประจำยุโรป กล่าวว่า ชาวยุโรป 60% อาจติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนภายในเดือนมีนาคม และเมื่อยอดผู้ติดเชื้อโอมิครอนเริ่มชะลอตัวลง จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์และหลายเดือนจึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพราะการฉีดวัคซีน หรือเพราะประชาชนมีภูมิคุ้มกันเนื่องจากเคยติดเชื้อก็ตาม 

 

นอกจากนี้การระบาดยังจะเริ่มชะลอตัวตามฤดูกาลอีกด้วย โดย “เราคาดว่าจะมีช่วงเวลาที่สงบก่อนที่โควิดอาจกลับมาในช่วงปลายปี แต่ไม่จำเป็นว่าจะเป็นการระบาดใหญ่” คลูเกอกล่าว

 

ดร.แอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯ และหัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางการแพทย์ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน แสดงมุมมองบวกต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน

 

เฟาชีกล่าวกับรายการ This Week ของสถานีข่าว ABC News ว่า สถานการณ์ในสหรัฐฯ นั้น ‘ดูดี’ ด้วยจำนวนผู้ป่วยโควิดที่ลดลง ‘ค่อนข้างเร็ว’ ในหลายพื้นที่ของประเทศ เขากล่าวว่า หากตัวเลขผู้ติดเชื้อในพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ยังคงลดลงต่อไป “ผมเชื่อว่าคุณจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวทั่วทั้งประเทศ”

 

ขณะที่สำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำแอฟริกากล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จำนวนผู้ติดโควิดในแอฟริกาลดลงอย่างมาก และผู้เสียชีวิตลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การระบาดของโควิดระลอกที่ 4 ในภูมิภาคพุ่งถึงจุดสูงสุด โดยมีโอมิครอนเป็นสายพันธุ์หลักในระลอกนี้ 

 

– ความหวังที่โควิดจะเปลี่ยนจากโรคระบาดใหญ่เป็นโรคประจำถิ่น

การศึกษาต่างๆ แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์โอมิครอนติดง่ายกว่าเดลตา แต่โดยทั่วไปแล้วมีอาการรุนแรงน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ติดเชื้อเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว โดยโอมิครอนทำให้เกิดความหวังที่รอคอยมานานว่าโควิดจะเริ่มเปลี่ยนจากโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ที่สามารถควบคุมได้เหมือนเช่นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 

 

อย่างไรก็ดีคลูเกอเตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาว่าโควิดเป็นโรคประจำถิ่น

 

“มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับโรคประจำถิ่น แต่โรคประจำถิ่นนั้นหมายความว่าเราสามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ไวรัสตัวนี้ทำให้เราประหลาดใจมากกว่าหนึ่งครั้ง ดังนั้นเราจึงยังต้องระวังให้มาก” คลูเกอกล่าว

 

เขาเตือนว่า แม้โอมิครอนแพร่กระจายอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นสายพันธุ์หลัก แต่สายพันธุ์อื่นๆ ก็ยังคงเกิดขึ้นได้ 

 

เทียร์รี บรีตัน กรรมาธิการยุโรปด้านตลาดภายในภูมิภาค กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะประยุกต์ใช้วัคซีนที่มีอยู่กับสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

“เราจะสามารถต้านทานได้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ใหม่ๆ” เขากล่าวกับสถานีโทรทัศน์ LCI ของฝรั่งเศส “เราจะประยุกต์ใช้วัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง mRNA หากจำเป็น เพื่อให้เข้ากับสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น”

 

ทั้งนี้ ประเทศที่อยู่ในความดูแลขององค์การอนามัยโลกประจำยุโรปนั้นประกอบด้วย 53 ประเทศ ซึ่งรวมถึงหลายประเทศในเอเชียกลาง โดยพบว่า โอมิครอนคิดเป็น 15% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในภูมิภาค ณ วันที่ 18 มกราคม เทียบกับ 6.3% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

 

ศูนย์ควบคุมและป้องการโรคแห่งยุโรป (ECDC) เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ปัจจุบันโอมิครอนเป็นสายพันธุ์หลักในสหภาพยุโรป (EU) และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก EU นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) 

 

คลูเกอกล่าวว่า เนื่องจากโอมิครอนแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วยุโรปแล้ว แทนที่จะใช้มาตรการเพื่อหยุดการแพร่กระจาย เราจึงควรหันไปมุ่งเน้นให้โรงพยาบาล โรงเรียน และเศรษฐกิจ เดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ปกป้องกลุ่มเปราะบาง 

 

ในขณะเดียวกัน ผอ.องค์การอนามัยโลกประจำยุโรป เรียกร้องให้ประชาชนรับผิดชอบตัวเอง “ถ้าคุณรู้สึกไม่สบาย ขอให้อยู่บ้าน ตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง และกักตัวหากผลตรวจออกมาเป็นบวก” เขากล่าว

 

คลูเกอกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญลำดับแรกคือ การทำให้สถานการณ์ในยุโรปมีเสถียรภาพ ในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคยังแตกต่างกันมาก โดยมีตั้งแต่ 25% ไปจนถึง 95% ของประชากร นำไปสู่ภาวะตึงตัวที่แตกต่างกันในโรงพยาบาลและระบบบริการสุขภาพ

 

“การทำให้มีเสถียรภาพหมายความว่า ระบบบริการสุขภาพจะไม่ล้นด้วยจำนวนผู้ป่วยโควิดอีกต่อไป และสามารถให้บริการที่จำเป็นต่อไปได้” หลังจากที่ในช่วงก่อนหน้านี้การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือด ได้รับผลกระทบ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโควิดที่ล้นโรงพยาบาล

 

ทั้งนี้ เมื่อถูกถามว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 เพื่อยุติการแพร่ระบาดหรือไม่ คลูเกอระมัดระวังในการตอบคำถามนี้ โดยกล่าวเพียงว่า “เรารู้ว่าภูมิคุ้มกันจะพุ่งขึ้นหลังจากการฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง”

 

ภาพ: Aytug Can Sencar / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง: 

The post WHO มองบวก ยุโรปอาจ ‘ปิดเกม’ โควิด หลังโอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอมนูญชี้ โควิดจะระบาดใหญ่หลังหยุดยาว เชื่อทุกคนจะติดโอไมครอนจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และยุติการระบาด https://thestandard.co/manoon-say-coronavirus-big-spreading-after-long-holiday/ Tue, 04 Jan 2022 05:12:41 +0000 https://thestandard.co/?p=578694 มนูญ ลีเชวงวงศ์

วันนี้ (4 มกราคม) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้อง ICU เฉ […]

The post หมอมนูญชี้ โควิดจะระบาดใหญ่หลังหยุดยาว เชื่อทุกคนจะติดโอไมครอนจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และยุติการระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนูญ ลีเชวงวงศ์

วันนี้ (4 มกราคม) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้อง ICU เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เป็นประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การแพร่ระบาดของโรคโควิดระลอกใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี หลังวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะก้าวกระโดดหลายหมื่นคนแต่ละวันในไม่ช้า แต่คนไทยไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจมากเกินไป

 

เชื้อโควิดกลายพันธุ์โอไมครอนมีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ปรับตัวเองให้เข้ากับคนได้ดียิ่งขึ้น แพร่จากคนสู่คนง่ายขึ้น ลดระยะฟักตัว และเปลี่ยนจากการก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบทั้งส่วนบนและส่วนล่างรุนแรงเฉียบพลัน กลายเป็นเชื้อโคโรนาไวรัสที่ทำให้เกิดหวัดเล็กธรรมดา ไม่รุนแรง เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ค่อยลงปอด เหมือนกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่เรารู้จักมานานอย่างน้อย 50 ปีแล้ว ได้แก่ Human coronavirus-229E, Human coronavirus-NL63, Human coronavirus-OC43 และ Human coronavirus-HKU1

 

เชื้อโคโรนาไวรัสดั้งเดิม 4 ชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคหวัดธรรมดาในเด็ก เป็นเองหายเอง ส่วนผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อนี้ เพราะมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติเนื่องจากเกือบทุกคนเคยติดเชื้อนี้มาแล้วสมัยเป็นเด็ก ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม

 

หลังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนครั้งใหญ่นี้ เชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะเคยฉีดวัคซีน หรือเคยติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดิมมาก่อน จะได้รับเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนไม่ช้าก็เร็ว เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ หวังว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดคงจะจบลงสักที

 

อนาคตเราคงไม่ต้องมาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 เข็ม 4 กันอีก เพราะเราทุกคนได้รับเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน เปรียบเสมือนวัคซีนธรรมชาติชนิดตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) กระตุ้นภูมิต้านทานได้ดีกว่าวัคซีนทุกชนิดที่มีในปัจจุบัน อนาคตของบริษัทผลิตวัคซีนโควิดคงไม่รุ่งเหมือนช่วงที่ผ่านมา

The post หมอมนูญชี้ โควิดจะระบาดใหญ่หลังหยุดยาว เชื่อทุกคนจะติดโอไมครอนจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และยุติการระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง https://thestandard.co/group-immunity/ Fri, 27 Aug 2021 11:51:27 +0000 https://thestandard.co/?p=530017 ภูมิคุ้มกันหมู่

‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ คือเป้าหมายปลายทางในการควบคุมการระบาด […]

The post ชมคลิป: ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิคุ้มกันหมู่

‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ คือเป้าหมายปลายทางในการควบคุมการระบาดของโควิด ที่ ศบค. คาดหวังว่าภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดขึ้นได้เมื่อคนไทยฉีดวัคซีนครบ 50 ล้านคนตามแผนในปีนี้ อ้างอิงจากการสื่อสารผ่านเพจ ‘ไทยรู้สู้โควิด’ ที่จัดทำโดย ศบค.

เป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของไทยอยู่ใกล้แค่ไหน ความจริงที่เป็นต่างจากความคาดหวังอย่างไร เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ จะมาไขคำตอบนี้ด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง

The post ชมคลิป: ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง https://thestandard.co/thailand-getting-closer-to-herd-immunity-or-not/ Tue, 24 Aug 2021 03:53:23 +0000 https://thestandard.co/?p=528377 ภูมิคุ้มกันหมู่

“ไทยฉีดวัคซีนเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่ 50 ล้านคน ตามแผน” […]

The post ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิคุ้มกันหมู่

“ไทยฉีดวัคซีนเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่ 50 ล้านคน ตามแผน” หลายคนน่าจะได้เห็นอินโฟกราฟิกสื่อสารเรื่องการฉีดวัคซีน 9 ภาพของเพจไทยรู้สู้โควิด เมื่อวานนี้แล้ว (23 สิงหาคม) แต่ถ้าใครยังไม่เห็นก็น่าเสียดายที่ทางเพจได้ลบโพสต์นี้ออกไปแล้วโดยไม่ได้ชี้แจงอะไรเพิ่มเติม ถ้าหากมองในแง่ดีอย่าง ศบค. ต้องการให้อินโฟกราฟิกนี้ทำให้เรากลับมาพูดถึงเรื่อง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ กันอีกครั้ง

 

 

โดยคำนี้เป็นคำที่ได้ยินมาตั้งแต่ช่วงแรกของการระบาดของโควิด เพราะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าโรคระบาดนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านน่าจะพูดตรงกันว่าสิ่งที่จะสามารถหยุดการระบาดได้คือ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ (Herd immunity) ซึ่งเป็นระดับภูมิคุ้มกันของประชากร ถ้าหากประชากรมีภูมิคุ้มกันมากจนถึงระดับหนึ่งแล้วก็จะสามารถปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ให้ได้รับเชื้อได้

 

ภูมิคุ้มกันนี้จะเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ 1. การติดเชื้อตามธรรมชาติ และ 2. การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน หากเป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรง เช่น อีสุกอีใส กระทรวงสาธารณสุขก็คงจะปล่อยให้เกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ แต่โควิดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงจึงเป็นที่มาของยอดการจองวัคซีน 65 ล้านโดสตอนแรก หรือต่อมาจองเพิ่มเป็น 100 ล้านโดส ซึ่งคำนวณจากระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการนั่นเอง

 

#ที่มาของระดับภูมิคุ้มกันหมู่

สูตรของภูมิคุ้มกันหมู่คือ 1 – 1/R0 โดย R0 (Basic reproductive number) เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการแพร่กระจายของเชื้อโรค เช่น ไวรัสโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมมีค่า R0 ประมาณ 2-3 หมายความว่าผู้ติดเชื้อ 1 รายจะสามารถแพร่เชื้อต่อให้กับคนอื่นได้อีก 2-3 ราย ดังนั้นภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงแรกจึงควรมีค่าอยู่ระหว่าง 50-66.7% หรือประมาณ 50 ล้านคนอย่างที่อินโฟกราฟิกบอก

 

แต่ปัจจุบันไม่มีสายพันธุ์ดั้งเดิมระบาดอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายได้สูงมาก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าสายพันธุ์นี้มีค่า R0 ประมาณ 5 ไม่เกิน 10 ดังนั้นภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการควรจะเป็นอย่างน้อย 80% แต่คำนวณแบบกรณีที่เลวร้ายที่สุดเผื่อไว้คือ 90% หรือ 9 ใน 10 คนควรจะได้รับการฉีดวัคซีน

 

เท่านี้อาจยังไม่พอ หากนำประสิทธิผลของวัคซีนมาคำนวณด้วย ภูมิคุ้มกันหมู่จะเท่ากับ (1 – 1/R0)/E โดยที่ E เป็นประสิทธิผลวัคซีนในการป้องกัน ‘การแพร่เชื้อ’ ซึ่งถ้าแทนค่าด้วยประสิทธิผล 80% ในการป้องกันการติดเชื้อของวัคซีน Pfizer จากภูมิคุ้มกันหมู่ 80-90% จะเพิ่มขึ้นเป็น 100-112.5% ดังนั้นนอกจากทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องมีวัคซีนที่มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

#ไทยเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่แล้วหรือยัง

สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนจนถึงระดับภูมิคุ้มกันหมู่ จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมษายน-มิถุนายน 2564 ซึ่งตอนนั้นมีผู้ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 40% และครบ 2 เข็มเพียง 25% เท่านั้น แต่ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งถึงแม้จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้วมากกว่า 50% สถานการณ์ปัจจุบันต่างจากตอนที่สายพันธุ์อัลฟาระบาดอย่างสิ้นเชิง 

 

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม 30% และครบ 2 เข็ม 10% (โดยประมาณ) ไม่ว่าจะมองที่เข็มเดียวหรือ 2 เข็มก็ยังไม่น่าจะพูดได้ว่า ‘เข้าใกล้’ แผน 50 ล้านคน (75%) แต่อย่างใด ยกเว้นจะพูดว่าถ้าสามารถจัดหาวัคซีนได้เพียงพอก็จะสามารถฉีดวัคซีนได้ตามแผนภายในสิ้นปี ส่วนระดับภูมิคุ้มกันหมู่น่าจะยิ่งไกลออกไปอีกจนเอื้อมไม่ถึงในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ อาจมองในระดับที่เล็กลงมาได้ เช่น จังหวัด ชุมชน โรงเรียน (ถ้าจะเปิดเมืองหรือเปิดให้นักเรียนไปโรงเรียน) หรือมองในระดับกลุ่มประชากร เช่น ผู้สูงอายุ ยกตัวอย่างที่ภูเก็ตมีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้ว 92% และครบ 2 เข็ม 75% ในขณะที่ผู้สูงอายุได้รับวัคซีนแล้ว 80% แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละ 50-100 ราย

 

#วัคซีนที่จะนับเป็นภูมิคุ้มกันหมู่

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการสิงคโปร์ประกาศว่าจะไม่นับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac เป็นยอดผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด ด้วยเหตุผลว่าไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันอาการรุนแรงจากสายพันธุ์เดลตา ถึงแม้ทางการจะอนุญาตให้ประชาชนฉีดวัคซีนนี้ที่คลินิกเอกชนก็ตาม โดยจะนับแต่ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna เท่านั้น

 

 

วัคซีน Sinovac เข้ามาเป็นวัคซีนขัดตาทัพในประเทศไทย ทั้งใช้เป็นวัคซีน 2 เข็มตั้งแต่ต้นปี และเป็นวัคซีนเข็มที่ 1 ในสูตรไขว้ตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมา ถึงแม้วัคซีนนี้จะได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก แต่ประสิทธิผลจากการใช้จริงในต่างประเทศต่ำกว่าวัคซีนชนิดอื่น และเริ่มมีผลการศึกษาในประเทศมากขึ้นว่าภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน 2 เข็มต่ำกว่ากว่าการฉีดวัคซีนสูตรอื่น

 

เมื่อพูดถึงภูมิคุ้มกันหมู่จึงมีผู้สงสัยว่าจะนับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac หรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีทางเลือกไม่มากนักจึงยังต้องนับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็มต่อ และกรมควบคุมโรคกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ให้ประชาชนกลุ่มนี้ โดยคาดว่าจะฉีดเป็นวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer ให้กับกลุ่มเสี่ยงก่อนในช่วงปลายปีนี้เมื่อวัคซีนเข้ามามากพอ

 

#เมื่อภูมิคุ้มกันหมู่ยังคงห่างไกล

จากเดิมที่เราเคยคาดว่าการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และทำให้เราเอาชนะไวรัสโควิด-19 ได้ แต่ขณะเดียวกันไวรัสก็กลายพันธุ์จนกระทั่งวัคซีนบางชนิดที่เคย ‘กันติด’ ป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ ลดลงมาเหลือ ‘กันป่วยกันหนัก’ ป้องกันอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต รวมทั้งระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ลดลง ความหวังจึงพุ่งไปที่วัคซีนเข็มที่ 3 หรือวัคซีนรุ่นที่ 2 ในปีหน้า

 

ระหว่างนี้จึงอาจลดความคาดหวังจากภูมิคุ้มกันหมู่เป็น ‘ความครอบคลุมของวัคซีน’ ที่ป้องกันกลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคนี้ไปก่อน หากกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดใดได้รับวัคซีนมากกว่า 80-90% (ศบค. ควรประกาศเป้าหมายเป็นความครอบคลุม 100%) จังหวัดนั้นจะสามารถเปิดเมืองได้อย่างปลอดภัย เพราะถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยหนักจะไม่เกินศักยภาพของระบบสาธารณสุข

 

ทว่าปัญหาในปัจจุบันนี้คงไม่ใช่ ‘Fake news ด้อยค่าวัคซีนยี่ห้อใดๆ’ เพราะการพูดถึงวัคซีนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การด้อยค่า และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่การจัดหาวัคซีนเข้ามาไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งหากมีวัคซีนที่มีประสิทธิผลและครอบคลุมมากเท่าไรก็จะเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้นเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ตัวเลขที่ ศบค.อาจไม่ได้บอกคุณ โควิดไทยอยู่ตรงไหนของโลก https://thestandard.co/moicovid-and-numbers-that-may-not-be-told-to-the-public/ Sat, 07 Aug 2021 03:27:00 +0000 https://thestandard.co/?p=522572 moicovid

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตในทุกมิติ ใ […]

The post ชมคลิป: ตัวเลขที่ ศบค.อาจไม่ได้บอกคุณ โควิดไทยอยู่ตรงไหนของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
moicovid

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตในทุกมิติ ในขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ถึงสถานการณ์ในเวลานี้ว่า แม้จะเห็นตัวเลขของประเทศไทยที่ดูน่าตกใจ แต่อยากให้ดูสถิติของประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศเช่นกัน

 

หลังจากนั้นการแถลงข่าวสถานการณ์ประจำวันของ ศบค. มีการทำสไลด์นำเสนอสถานการณ์ของไทยเทียบกับสถานการณ์ประเทศต่างๆ จากข้อมูลของ ศบค. พยายามชักจูงให้เข้าใจว่าไทยแม้จะอยู่ในวิกฤต แต่ก็ยังดีกว่าหลายประเทศในโลก

 

อย่างไรก็ตาม หากดูข้อมูลของ ศบค. จะพบว่า ใช้วิธีการเทียบอัตราป่วย/ตาย ต่อประชากร 1 ล้านคน แบบ ‘สะสม’ แต่หากดูอัตราป่วย/ตาย ต่อประชากร 1 ล้านคนแบบ ‘รายวัน’ จะพบว่าปัจจุบันไทยอยู่ในจุดวิกฤตมากกว่าที่ ศบค. นำเสนอ ทั้งนี้การดูข้อมูลว่าเรามีปัญหาแค่ไหน ไม่ใช่การไปดูข้อมูลในอดีต เพราะการจะแก้วิกฤต เราต้องยอมรับความจริงว่าเรามีวิกฤต และตระหนักให้ได้ว่าเราอยู่ตรงไหนของวิกฤต

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

 

วิดีโอ: ธนวีร์ ลิ้มประสิทธิศักดิ์

The post ชมคลิป: ตัวเลขที่ ศบค.อาจไม่ได้บอกคุณ โควิดไทยอยู่ตรงไหนของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภูมิคุ้มกันหมู่ไม่เกิด หากเด็กอายุมากกว่า 12 ปีไม่ได้ฉีดวัคซีน https://thestandard.co/children-vaccine-uk-herd-immunity/ Fri, 06 Aug 2021 05:31:25 +0000 https://thestandard.co/?p=522158 ภูมิคุ้มกันหมู่

นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรเตือนว่า การฉีดวัคซีนป้องก […]

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภูมิคุ้มกันหมู่ไม่เกิด หากเด็กอายุมากกว่า 12 ปีไม่ได้ฉีดวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิคุ้มกันหมู่

นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรเตือนว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดจะต้องขยายไปยังกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และสกัดการแพร่กระจายของไวรัส 

 

ทั้งนี้ เด็กอายุ 16-17 ปีในสหราชอาณาจักรจะได้รับวัคซีน Pfizer เข็มแรกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังจากที่คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) แนะนำให้ฉีดวัคซีนให้ประชากรกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าเตือนว่า การควบคุมการแพร่ระบาดผ่านภูมิคุ้มกันหมู่จะไม่เป็นผล หากไม่ขยายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมเด็กอายุ 12-15 ปีด้วย

 

ดร.ดีปตี กูร์ดาซานี นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนแมรี ลอนดอน บอกกับ The Independent ว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่โดยไม่ฉีดวัคซีนให้เด็กๆ” พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการเริ่มฉีดวัคซีนให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น โดยชี้ให้เห็นว่าเด็กอายุ 16-17 ปีจำนวนมากจะไม่ได้รับวัคซีนก่อนเริ่มเปิดเรียนในต้นเดือนหน้า

 

“เราควรฉีดวัคซีนให้กลุ่มอายุนี้ (เด็กอายุ 16-17 ปี) ทุกคนก่อนเดือนกันยายน และเนื่องจากเราไม่ได้ขยายการฉีดวัคซีนไปยังกลุ่มเด็กอายุมากกว่า 12 ปี โรงเรียนจึงจะยังคงเป็นสถานที่ที่อาจทำให้เด็กติดเชื้อและแพร่เชื้อต่อ ดังนั้น เราจึงต้องทำมากขึ้นและขยายไปสู่กลุ่มอายุที่กว้างขึ้น”

 

ไอร์แลนด์ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เด็กอายุ 12-15 ปีสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ขณะที่ฝรั่งเศส แคนาดา และสหรัฐอเมริกาก็เริ่มฉีดวัคซีนให้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปแล้ว

 

ดร.กูร์ดาซานีเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรทำตามหลายประเทศข้างต้น โดยกล่าวว่า “แม้ว่าเราจะฉีดวัคซีนเด็กจำนวนมากขึ้น แต่ก็ค่อนข้างยากที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เราไม่รู้ว่าเราจะมีภูมิคุ้มกันมากน้อยเพียงใดเมื่อสายพันธุ์ต่างๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ที่แน่ๆ เราจะไม่มีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เลย หากเราไม่ฉีดวัคซีนให้เด็กๆ”

 

ขณะที่ ดร.สตีเฟน กริฟฟิน รองศาสตราจารย์ด้านไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ วิจารณ์ JCVI ที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 16-17 ปี แต่กลับไม่รวมเด็กอายุต่ำกว่านั้นด้วย

 

“เราไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ด้วยการฉีดวัคซีนให้เฉพาะเด็กอายุ 16-17 ปี เราต้องไปไกลกว่านั้น เพื่อทำลายห่วงโซ่การแพร่เชื้อให้มากขึ้น” ดร.กริฟฟินกล่าว

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมด้วยว่า “ที่ผ่านมาเราไม่เคยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ผ่านทางการเกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการป่วยเป็นโรคติดเชื้อ ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นว่าทำไมคุณถึงมาเริ่มทำตอนนี้ หากคุณไม่ดำเนินการฉีดวัคซีนให้เด็กและเยาวชนอย่างครอบคลุม คุณจะไม่มีวันไปถึงจุดนั้น”

 

กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาผู้เชี่ยวชาญมีขึ้นหลังจากที่ JCVI ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเด็กอายุ 16-17 ปี ซึ่งมีอยู่ราว 1.4 ล้านคนในสหราชอาณาจักร จะสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีน Pfizer เข็มแรกโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการฉีดเข็ม 2 จะมีขึ้นเมื่อใด ซึ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดของ JCVI มีขึ้นหลังจากที่ทางหน่วยงานได้ออกคำแนะนำเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้าว่า เด็กอายุมากกว่า 12 ปีที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยจากโควิดเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรคประจำตัว จะได้รับวัคซีน Pfizer

 

ภาพ: Camilo Freedman / APHOTOGRAFIA / Getty Images

อ้างอิง:

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภูมิคุ้มกันหมู่ไม่เกิด หากเด็กอายุมากกว่า 12 ปีไม่ได้ฉีดวัคซีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รพ.เอกชน’ เดินหน้าเจรจาวัคซีนทางเลือก หวังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เร็วขึ้น ย้ำควรต้องมีเข็มที่ 3 ลุ้น Moderna ส่งมอบได้ก่อนตุลาคม https://thestandard.co/private-hospitals-continue-negotiating-alternative-vaccines/ Wed, 02 Jun 2021 13:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=495937 วัคซีน Moderna

นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการ บมจ.บางกอก เชน ฮ […]

The post ‘รพ.เอกชน’ เดินหน้าเจรจาวัคซีนทางเลือก หวังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เร็วขึ้น ย้ำควรต้องมีเข็มที่ 3 ลุ้น Moderna ส่งมอบได้ก่อนตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีน Moderna

นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการ บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือ BCH และนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ความคืบหน้าเรื่องการนำเข้าวัคซีนทางเลือก Moderna ขณะนี้บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าในไทย ได้หารือกับองค์การเภสัชกรรมแล้วเพื่อชี้แจงต้นทุนราคาวัคซีนและค่าขนส่ง ซึ่งตามกรอบที่กำหนดไว้ ตัวแทนนำเข้าจะทยอยนำเข้าวัคซีน Moderna ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป  

 

ทั้งนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้เจรจากับตัวแทนฯ Moderna อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถนำเข้าวัคซีนได้เร็วกว่าเดือนตุลาคม ซึ่งอาจจะมีโอกาสเป็นไปได้เพราะขณะนี้ปริมาณวัคซีน Moderna ที่สหรัฐอเมริกามีอยู่ค่อนข้างมาก โดยจำนวนวัคซีนที่จะส่งมาไทยเบื้องต้นคือ 5 ล้านโดส แต่ก็มีโอกาสได้รับมากกว่านั้น

 

นอกจากนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนยังคงดำเนินการหาวัคซีนทางเลือกยี่ห้ออื่นๆ เพื่อนำเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากโรคระบาดนี้มีการกลายพันธ์ุอย่างต่อเนื่อง ขณะที่วัคซีนที่ฉีดให้กับประชาชนในปัจจุบันจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธ์ุใหม่ๆ ได้ ดังนั้นทุกคนจึงต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือเรียกว่าเข็มกระตุ้นเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ใหม่ จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ที่แท้จริง 

 

“ทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชนศึกษาวัคซีนทางเลือกอยู่ตลอด ซึ่งนอกเหนือจากวัคซีน 5 ยี่ห้อที่รัฐบาลเป็นผู้ติดต่อ ประกอบด้วย Sinovac, AstraZeneca, Pfizer, Sputnik V และ Johnson & Johnson แล้ว ก็ยังมี Sinopharm, Novavax ที่เป็นวัคซีนประเภทโปรตีนเบส ซึ่งสมาคมฯ ก็ศึกษา เพราะเราเชื่อว่าทุกคนต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 และทางรัฐบาลเองก็ยังไม่ได้มีแผนรองรับตรงนี้ ดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีวัคซีนทางเลือกที่หลากหลาย” 

 

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เครือ THG ได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวัคซีนทางเลือกเพื่อสำรวจความสนใจ ซึ่งเมื่อทราบความต้องการโดยประมาณแล้วก็คาดว่าจะเริ่มการฉีดวัคซีนทางเลือกให้กับผู้สนใจได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยปัจจุบัน THG ได้ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อจะนำวัคซีนทางเลือกเข้ามาได้เร็วขึ้น คาดว่าจะเป็นภายในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้

 

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในประเทศไทย THG ได้หารือกับหน่วยงานรัฐและเจรจากับล็อบบี้ยิสต์ที่สหรัฐอเมริกาให้ส่งมอบวัคซีนมาที่ไทยก่อน 2 ล้านโดส แบ่งเป็นส่งมอบเดือนมิถุนายน 1 ล้านโดส และเดือนกรกฎาคม 1 ล้านโดส หากผลการเจรจาสำเร็จก็จะสามารถเริ่มฉีดวัคซีนให้กับผู้สนใจได้เร็วขึ้น 

 

“วัคซีนของ Moderna มีผู้แสดงความสนใจตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่เป็นคู่ค้ากับเครือ THG เช่น บริษัทประกันต่างๆ ส่วนการสำรวจความสนใจครั้งนี้ก็เพื่อการกระจายวัคซีนไปในโรงพยาบาลในเครือ THG ได้อย่างเหมาะสม”

 

สำหรับราคานั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อเข็ม ประกอบด้วยต้นทุนค่าวัคซีนและภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ ค่าประกันวัคซีน ค่าบริการทางการแพทย์ 300-500 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจค่าแอนติบอดี โดยเครือ THG ได้ประสานการตรวจค่าแอนติบอดีไว้กับทางศิริราชและศูนย์ตรวจฯ ในเครือ 

 

“ราคาค่าฉีดวัคซีนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะตอนนี้กำลังหารือและออกแบบกับคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตรวจค่าแอนติบอดีของผู้ที่รับวัคซีนว่าควรตรวจกี่ครั้ง และเมื่อไรบ้าง แต่โดยรวมแล้วราคาต่อเข็มจะไม่เกิน 2,000 บาท” 

 

ชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.โรงพยาบาลวิภาวดี หรือ VIBHA กล่าวว่า ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนทางเลือกให้กับผู้แสดงความสนใจรับวัคซีนทางเลือก Moderna กับทางเครือ VIBHA ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอรายละเอียดการกำหนดราคาวัคซีนจากทางองค์การเภสัชกรรม และคาดว่าน่าจะเริ่มแจ้งผู้ที่แสดงความสนใจเข้ามาก่อนหน้าให้มารับการฉีดวัคซีนในเดือนตุลาคมเป็นอย่างช้า

 

โดยตั้งแต่เปิดให้ประชาชนแสดงความสนใจเข้ารับวัคซีนทางเลือกกับเครือ VIBHA มีผู้แสดงความสนใจมาราว 50,000 คน ซึ่งเมื่อได้ความชัดเจนต่างๆ แล้ว ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกับผู้แสดงความต้องการอีกครั้ง ทั้งเรื่องวัน เวลา สถานที่ และราคาค่ารับวัคซีนและบริการทางการแพทย์ 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘รพ.เอกชน’ เดินหน้าเจรจาวัคซีนทางเลือก หวังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เร็วขึ้น ย้ำควรต้องมีเข็มที่ 3 ลุ้น Moderna ส่งมอบได้ก่อนตุลาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุรีรัมย์แจง ขอความร่วมมือลงทะเบียนประเมินความเสี่ยงฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ส่วนบังคับฉีดเน้นกลุ่มเสี่ยง หวังสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ https://thestandard.co/buriram-ask-for-cooperation-in-vaccination-registration/ Sat, 15 May 2021 08:27:33 +0000 https://thestandard.co/?p=489238 บุรีรัมย์ ฉีดวัคซีน

วานนี้ (14 พฤษภาคม) นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุ […]

The post บุรีรัมย์แจง ขอความร่วมมือลงทะเบียนประเมินความเสี่ยงฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ส่วนบังคับฉีดเน้นกลุ่มเสี่ยง หวังสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุรีรัมย์ ฉีดวัคซีน

วานนี้ (14 พฤษภาคม) นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า กรณีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ประกาศคณะกรรมการควบคุมโรค ฉบับที่ 13/2564 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม มีประชาชนมีความกังวลว่าถ้าหากไม่ได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 จะมีความผิดหรือไม่อย่างไรนั้น สำหรับเจตนาที่ออกประกาศฉบับดังกล่าวคือต้องการส่งเสริมให้ประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หรือบุคคลที่อาศัยอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าไปบันทึกข้อมูลในระบบ BURIRAM IC ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลบริหารวัคซีนของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้คนบุรีรัมย์ได้เข้าถึงวัคซีนในการควบคุมโรคครั้งนี้

 

นพ.พิเชษฐ กล่าวด้วยว่า อยากให้ประชาชนชาวบุรีรัมย์เข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย มีการแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยาวนาน หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เลือกจะฉีดหรือไม่ฉีดตามใจตัวเอง จะส่งผลให้ไม่สามารถจัดการควบคุมโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว จึงขอความร่วมมือประชนเข้าไปบันทึกข้อมูลในระบบเพื่อประเมินตนเอง แสดงความจำนงหรือไม่จำนงในการฉีดวัคซีนให้ชัดเจน เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ที่แสดงความจำนงก่อนเป็นอันดับแรก ผู้ที่แสดงความจำนงในภายหลังก็จะได้รับวัคซีนตามลำดับให้ครอบคลุมมากที่สุด  

 

“ส่วนในอนาคตเมื่อมีคนส่วนมากฉีดแล้ว และยังเหลือคนส่วนน้อยที่ยังไม่ได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันและมีอาชีพเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มเสี่ยง มีความเสี่ยงในการที่จะแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่นได้ในอนาคต จึงอยากให้คนกลุ่มนี้รีบตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยเร็วที่สุดหรือไม่ ในอนาคตผู้ที่ไม่ได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันก็จะมีมาตรการต่างๆ ดำเนินการต่อไปในอนาคต เช่น ไม่สามารถไปร่วมทำกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ได้ หรือมีข้อจำกัดในการเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมาย” นพ.พิเชษฐ กล่าว

 

นพ.พิเชษฐ กล่าวอีกว่า อยากให้ชาวบุรีรัมย์เข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นต้องการให้การควบคุมโรคสิ้นสุดโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ชาวบุรีรัมย์กลับมาใช้ชีวิต ประกอบอาชีพ ตามวิถีปกติสุขให้เร็วที่สุด

The post บุรีรัมย์แจง ขอความร่วมมือลงทะเบียนประเมินความเสี่ยงฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ส่วนบังคับฉีดเน้นกลุ่มเสี่ยง หวังสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.เมดพาร์ค เร่งฉีดวัคซีนให้หมอคลินิกกว่า 2,000 ราย หนุนภาครัฐสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เตรียมให้บริการประชาชนทั่วไป 7 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/med-park-hospital-clinical-doctors-vaccination/ Thu, 13 May 2021 08:10:27 +0000 https://thestandard.co/?p=488373 เมดพาร์ค

วันนี้ (13 พฤษภาคม) โรงพยาบาลเมดพาร์คร่วมกับกระทรวงสาธา […]

The post รพ.เมดพาร์ค เร่งฉีดวัคซีนให้หมอคลินิกกว่า 2,000 ราย หนุนภาครัฐสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เตรียมให้บริการประชาชนทั่วไป 7 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมดพาร์ค

วันนี้ (13 พฤษภาคม) โรงพยาบาลเมดพาร์คร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร เปิดตัวโครงการ ‘Save Doctors, Save People, Save Thailand’ โดยเปิดพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี

 

สำหรับโครงการฯ ดังกล่าว จะเร่งฉีดวัคซีนให้กับสมาชิกของสมาคมแพทย์คลินิกจำนวน 2,116 ราย ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยใช้พื้นที่ของโรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นสถานที่กระจายวัคซีน 

 

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดเผยว่า “โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสนับสนุนนโยบายภาครัฐให้สามารถกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้มากยิ่งขึ้น การฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์จะมีส่วนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเร่งฉีดวัคซีนกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งจะเป็นผลดีกับประเทศโดยรวม”

 

นอกจากนี้โรงพยาบาลเมดพาร์คยังเตรียมฉีดวัคซีนที่จัดสรรโดยรัฐบาลให้กับประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนหมอพร้อม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ซึ่งมีผู้แสดงความจำนงรับการฉีดวัคซีน ณ โรงพยาบาลเมดพาร์ค ผ่านช่องทางต่างๆ เป็นจำนวนหลายหมื่นราย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฉีดให้ครบ

 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลเมดพาร์คได้จัดสรรทรัพยากร สถานที่ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ดำเนินการฉีดวัคซีน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ จึงได้มีการซักซ้อมและเตรียมการในขั้นตอนต่างๆ ตามมาตรฐานความปลอดภัย มีการเตรียมความพร้อมในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน รวมทั้งได้มีการเตรียมการเพื่อลดความเครียด คลายความกังวล ทั้งก่อนและหลังจากได้รับวัคซีนแล้ว ตามแนวทางการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการฉีดวัคซีนขององค์การอนามัยโลก เพื่อช่วยลดภาวะ ISRR (Immunization Stress-Related Responses)

 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เพื่อเร่งกระจายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยให้เร็วที่สุด โดยโรงพยาบาลเมดพาร์คและบุคลากรของโรงพยาบาลอาสาพร้อมใจกันมีส่วนร่วมในการแก้วิกฤตโรคระบาดนี้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน 

The post รพ.เมดพาร์ค เร่งฉีดวัคซีนให้หมอคลินิกกว่า 2,000 ราย หนุนภาครัฐสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เตรียมให้บริการประชาชนทั่วไป 7 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ตรวจจุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เปิดให้บริการวันแรก ขอทุกคนร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ https://thestandard.co/pm-inspects-covid-19-vaccination-points/ Wed, 12 May 2021 10:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=488018 จุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

วันนี้ (12 พฤษภาคม) เวลา 13.30 น. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์ […]

The post นายกฯ ตรวจจุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เปิดให้บริการวันแรก ขอทุกคนร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

วันนี้ (12 พฤษภาคม) เวลา 13.30 น. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมหน่วยความร่วมมือบริการวัคซีนโควิด-19 กรุงเทพมหานคร สภาหอการค้าไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ณ บริเวณชั้น 3 Sky Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ซึ่งให้บริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ จุดแรกอย่างเป็นทางการจำนวน 1,000 คนต่อวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยกลุ่มเป้าหมายแรกเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และกลุ่มที่มีอาชีพเสี่ยงที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก ซึ่งได้รับการลงทะเบียนกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร 

 

ภายหลังรับฟังรายงานสรุป ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย และทักทายสอบถามประชาชนที่มารับบริการฉีดวัคซีน นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่เสียสละทุ่มเทดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สวมใส่หน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการการติดเชื้อโควิด-19 

 

ทั้งนี้ทุกคนต้องร่วมกันทำลายกำแพงความหวาดวิตกและกลัวการฉีดวัคซีนให้ได้ โดยให้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จากภาครัฐ ขออย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด ขอให้เชื่อมั่นวัคซีนที่รัฐบาลนำเข้ามามีการตรวจสอบได้มาตรฐานสากล พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกคนมารับบริการฉีดวัคซีนให้มากขึ้นเพื่อจะได้แข็งแรงและสร้างภูมิคุ้มกันทั้งประเทศ

 

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งกรุงเทพมหานคร สภาหอการค้าไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ที่ร่วมมือกันในการอำนวยสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะขยายการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวไปในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศด้วย  

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การจัดหาฉีดวัคซีนและการฉีดวัคซีนเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ของประเทศไทยต้องเดินหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้และตามปริมาณวัคซีนที่กำลังจะทยอยเข้ามาเพิ่มเติมอีก ซึ่งรัฐบาลจะเร่งฉีดให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มทั้งประเทศ รวมถึงชาวต่างประเทศและแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และจะดูแลรวมไปถึงภาคธุรกิจกิจการประกอบการร้านค้าและอาหารต่างๆ และแรงงานด้วย 

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวให้ความเชื่อมั่นว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายประเทศไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม เพราะรัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ ทุกมิติ ทั้งเรื่องการขับโครงสร้างเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนต่างๆ เพื่อหารายได้ให้ประเทศ และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานของประเทศ เป็นต้น ยืนยันนายกรัฐมนตรีจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

 

สำหรับสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร 25 แห่ง ได้แก่ SCG บางซื่อ, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, สามย่านมิตรทาวน์, ธัญญาพาร์ค, True Digital Park Asiatique, เดอะมอลล์ บางกะปิ, โรบินสัน ลาดกระบัง, ห้างโลตัส สาขามีนบุรี, ปั๊ม ปตท. สาขาพระราม 2, เดอะมอลล์ บางแค, บิ๊กซี บางบอน,  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์, SCB สำนักงานใหญ่, มหาวิทยาลัยศรีปทุม, เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลเวิลด์, สยามพารากอน, ห้างโลตัส พระราม 4, เอ็มโพเรียม, บิ๊กซี ร่มเกล้า และห้างโลตัส ปิ่นเกล้า

 

จุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post นายกฯ ตรวจจุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เปิดให้บริการวันแรก ขอทุกคนร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ ‘ล่าช้า’ ธปท. คาด GDP ไทย ปี 64-65 จะเหลือเท่าไร https://thestandard.co/gdp-prediction-when-thailand-gain-herd-immunity/ Wed, 05 May 2021 13:03:54 +0000 https://thestandard.co/?p=484563 เมื่อไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ ‘ล่าช้า’ ธปท. คาด GDP ไทย ปี 64-65 จะเหลือเท่าไร

เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย้ำว่าการจัดหาและกระจาย […]

The post เมื่อไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ ‘ล่าช้า’ ธปท. คาด GDP ไทย ปี 64-65 จะเหลือเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ ‘ล่าช้า’ ธปท. คาด GDP ไทย ปี 64-65 จะเหลือเท่าไร

เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย้ำว่าการจัดหาและกระจายวัคซีนคือทางออกเศรษฐกิจไทยที่สำคัญที่สุด แต่ถ้าไทยได้วัคซีนล่าช้ากว่าทั่วโลก จนมีภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในปี 2565 แล้ว GDP ไทยปี 2564-2565 จะชะลอตัวลงเหลือเท่าไร 

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post เมื่อไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ ‘ล่าช้า’ ธปท. คาด GDP ไทย ปี 64-65 จะเหลือเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>