ภาษีเหล็ก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาษีเหล็ก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Oct 2025 00:40:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศึก ‘เหล็ก’ ข้ามโลก: ภาษีเหล็ก 50% ของสหรัฐฯ จากนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่ซ้ำเติม ‘วิกฤตเหล็กไทย’ https://thestandard.co/us-steel-tariff-thai-crisis/ Fri, 10 Oct 2025 00:40:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1128802 ภาษี เหล็ก

การปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ เป็น 50% เพิ่ […]

The post ศึก ‘เหล็ก’ ข้ามโลก: ภาษีเหล็ก 50% ของสหรัฐฯ จากนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่ซ้ำเติม ‘วิกฤตเหล็กไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษี เหล็ก

การปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ เป็น 50% เพิ่มความเสี่ยงให้เหล็กจากต่างประเทศทะลักเข้ามามากขึ้น 

 

การเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กภายใต้มาตรา 232 ส่งผลกระทบทางตรงต่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทยในด้านต้นทุนทางภาษีที่สูงขึ้น แต่คาดว่าผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมูลค่าการส่งออกเหล็กของไทยมีสัดส่วนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิตเพื่อใช้งานในประเทศ 

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่คาดว่าจะมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทยคือ ผลทางอ้อมจากการที่เหล็กจากประเทศที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีจะถูกระบายเข้ามายังไทยมากขึ้น ทั้งเหล็กคุณภาพสูงจากผู้ผลิตเหล็กที่มีศักยภาพในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถขนส่งระบายสินค้ามายังไทยได้สะดวก ซ้ำเติมปัญหาเหล็กราคาถูกจากจีนที่ยังคงถูกส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างต่อเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำ ทำให้มีความได้เปรียบในการกำหนดราคาได้ต่ำกว่าเหล็กที่ผลิตในไทย 

 

เหล็กจากต่างประเทศที่ถูกระบายเข้ามาจะซ้ำเติมให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยให้ลดต่ำลงกว่าเดิม จากผลผลิตเหล็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

 

ในช่วงปี 2019-2025 ผลผลิตเหล็กไทยลดลงต่อเนื่อง 2.5%CAGR เนื่องจากราคาเหล็กที่ผลิตในประเทศไม่สามารถแข่งขันกับราคาเหล็กนำเข้าได้ ประกอบกับกำลังการผลิตเหล็กโดยรวมของประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งโรงงานเหล็กแห่งใหม่ของนักลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยโดยเฉลี่ยจากเดิมซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 57% ในปี 2016 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40% ในช่วงปี 2024-2025 ซึ่งหากมีการนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้น และเหล็กไทยยังไม่สามารถแข่งขันได้ ก็จะส่งผลให้ผลผลิตเหล็กและอัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยมีแนวโน้มลดลงไปอีก สะท้อนวิกฤตของอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กของไทยที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 

การประกาศพ่วงสินค้าอนุพันธ์ภายใต้มาตรา 232 จะกดดันให้การใช้งานวัสดุชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กที่ผลิตในประเทศลดลง นอกจากนี้ สินค้าจากไทยมีโอกาสถูกจับตาเรื่องการสวมสิทธิ์

 

การกำหนดสินค้าที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ 407 รายการที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 50% จะกดดันให้ผู้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีแนวโน้มหาวัสดุอื่นมาทดแทน ทำให้การใช้งานชิ้นส่วนและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเหล็กซึ่งผลิตในประเทศมีความเสี่ยงที่ความต้องการจะลดลง นอกจากนี้ การผลิตเหล็กและสินค้าในกลุ่มที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบของไทย มีสัดส่วนของมูลค่าการผลิตในประเทศ (Local content/Value added) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงในการถูกพิจารณาให้สินค้าจากไทยเข้าข่ายสินค้าที่มีการสวมสิทธิ์ (Transshipment) ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นอีก 

 

ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

 

ในระยะสั้น ผู้ประกอบการอาจแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการจัดหาวัตถุดิบจาก Suppliers ที่หลากหลาย ตลอดจนการปรับปรุงเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต 

 

นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง อาทิ ยานยนต์, การบินและอวกาศ และการป้องกันประเทศ รวมถึงพัฒนาไปสู่การผลิต Green steel ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงจากการใช้ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนที่มีแนวโน้มถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากกลุ่มประเทศ EU 

 

อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการปกป้องอุตสาหกรรม 

 

ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการเหล็กที่มีความเปราะบางจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ผลิต โดยเน้นไปที่มาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตเหล็ก 

 

การเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตเหล็กลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางภาษี การจัดหาแหล่งเงินทุน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการผลิตเหล็กขั้นสูง สำหรับการปกป้องอุตสาหกรรมภาครัฐสามารถใช้มาตรการที่มีอยู่ เช่น Anti-dumping, Anti-circumvention รวมไปถึงความเข้มงวดในการอนุญาตจัดตั้งโรงงานเหล็กแห่งใหม่ของผู้ผลิตเหล็กจากต่างประเทศ กระตุ้นความต้องการใช้งานเหล็กไทยผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและภาคเอกชน การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนสูง

 

อ่านบทวิเคราะห์ต่อที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/steel-tariffs

The post ศึก ‘เหล็ก’ ข้ามโลก: ภาษีเหล็ก 50% ของสหรัฐฯ จากนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่ซ้ำเติม ‘วิกฤตเหล็กไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศขยายภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม 50% ครอบคลุมสินค้าเพิ่มอีกกว่า 400 ประเภท https://thestandard.co/trump-steel-aluminum-tariffs-50percent/ Wed, 20 Aug 2025 04:48:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1109204 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขยายภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม 50% ครอบคลุมกว่า 400 สินค้า

รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขยายมาตรการภาษีนำเข้าเหล็กแล […]

The post ทรัมป์ประกาศขยายภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม 50% ครอบคลุมสินค้าเพิ่มอีกกว่า 400 ประเภท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขยายภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม 50% ครอบคลุมกว่า 400 สินค้า

รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขยายมาตรการภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 50% อย่างเงียบๆ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา มาตรการใหม่นี้ครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกว่า 407 รายการ ซึ่งนับเป็นการขยายขอบเขตและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับนโยบายภาษีชุดเดิมอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก 

 

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร, วัสดุก่อสร้าง, สารเคมีเฉพาะทาง, ชิ้นส่วนรถยนต์, พลาสติก และส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์ 

 

Brian Baldwin รองประธานฝ่ายศุลกากรของ Kuehne + Nagel International AG ให้ความเห็นว่า “โดยพื้นฐานแล้ว หากเป็นวัสดุที่มีความมันวาว, โลหะ หรือเกี่ยวข้องกับเหล็กหรืออะลูมิเนียม ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในรายการทั้งหมด” เขากล่าวเสริมด้วยว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกเก็บภาษีศุลกากรทั่วไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเหล็กและอะลูมิเนียม 

 

Jeffrey Kessler ปลัดกระทรวงพาณิชย์ด้านอุตสาหกรรมและความมั่นคง กล่าวว่า การขยายขอบเขตภาษีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ‘ปิดช่องโหว่ในการเลี่ยงภาษี’ และช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง 

 

อย่างไรก็ตาม เอกสารที่เผยแพร่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน แต่ใช้รหัสศุลกากรเฉพาะ 10 หลัก (Harmonized System codes) ทำให้สาธารณชนยากที่จะเห็นภาพรวมว่าสินค้าประเภทใดได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง 

 

ยกตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทเครื่องดับเพลิงจะถูกระบุด้วยรหัส ‘8424.10.0000’ ซึ่งปะปนอยู่กับรหัสอื่นๆ อีกหลายร้อยรายการ 

 

Jason Miller ศาสตราจารย์ด้านการจัดการซัพพลายเชนจากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน ประเมินว่า มาตรการภาษีชุดใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าอย่างน้อย 3.2 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ 

 

“นี่จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันต้นทุนเงินเฟ้อเพิ่มเติม และซ้ำเติมราคาที่ผู้ผลิตในประเทศได้ปรับขึ้นไปแล้ว” Miller เตือน

 

การใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือทางการค้าถือเป็นแนวทางที่ Trump ใช้มาอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันวาระทางการค้าของเขา โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้ประกาศแผนที่จะเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นสองเท่าสู่ 50% สำหรับประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับธุรกิจและคู่ค้าของสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาสินค้าเหล่านี้ 

 

ทางด้านทำเนียบขาวชี้แจงว่ามาตรการนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เนื่องจากกระบวนการทบทวนสินค้าได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และสำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคงได้เริ่มกระบวนการพิจารณาสินค้าใหม่ในเดือนเมษายน โดยมีบริษัทจำนวนมากยื่นคำขอรวมผลิตภัณฑ์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม

 

ภาพ: Shutterstock AI

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศขยายภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม 50% ครอบคลุมสินค้าเพิ่มอีกกว่า 400 ประเภท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ โดยมีอัตราภาษีสูงสุดถึง 50% https://thestandard.co/trump-tariffs-thai-appliances/ Tue, 08 Jul 2025 06:16:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1094199 trump-tariffs-thai-appliances

นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ ได้เริ่มทยอยประกาศใช้นโยบายภาษีนำเข […]

The post สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ โดยมีอัตราภาษีสูงสุดถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-tariffs-thai-appliances

นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ ได้เริ่มทยอยประกาศใช้นโยบายภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยเริ่มโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีนำเข้า 10% จากสินค้าทุกประเทศ (Universal tariffs) และภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่อยู่ระหว่างเลื่อนการบังคับใช้ออกไป 90 วัน จนถึงวันที่ 9 ก.ค. 2025 

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ออกประกาศมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า (Specific tariffs) ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกประกาศมาตรการภาษีเฉพาะสินค้าเพิ่มเติม โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง (Derivative products) ที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ ซึ่งรวมถึงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้ HS code 84 และ 85 รวม 10 รายการ เช่น เครื่องซักผ้า, ตู้เย็น, เครื่องอบผ้า และเครื่องล้างจาน เป็นต้น 

 

โดยทุกประเทศจะถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ตามสัดส่วนของมูลค่าเหล็กที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ ยกเว้นสหราชอาณาจักร (UK) ที่อยู่ระหว่างได้รับการผ่อนผันให้เสียภาษี 25% และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ส่วนประกอบของเหล็กที่หลอมในสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยการปรับขึ้นภาษีในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เป็นต้น

 

สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยใน 5 กลุ่มสินค้า

 

มาตรการภาษีระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่ ตู้เย็น (HS CODE 8418.10), ตู้แช่แข็ง (HS CODE 8418.40), เครื่องอบผ้าขนาดใหญ่ (HS CODE 8451.29), เครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ (HS CODE 8450.20) และเครื่องล้างจาน (HS CODE 8422.11) ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ รวมกัน 153.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 คิดเป็นสัดส่วนราว 4.1% ของมูลค่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด โดยสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีครั้งนี้ค่อนข้างสูง ได้แก่ เครื่องล้างจาน, เครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ และตู้เย็น เนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ 56%, 28% และ 13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในแต่ละหมวดสินค้า ตามลำดับ

 

SCB EIC คาดว่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2025 จะหดตัวที่ -1.9%YOY และมีแนวโน้มจะหดตัวมากขึ้นที่ -2.1%YOY ในปี 2026 จาก Trump’s tariffs

 

การปรับขึ้นภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น และจะต้องมีการพิจารณาโครงสร้างต้นทุนใหม่ทั้งหมดสำหรับสินค้าในรายการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี นอกจากนี้ อัตราภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคสหรัฐฯ ต้องจ่ายแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยและแนวโน้มการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย (รวมสินค้ารายการอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่โดนเรียกเก็บภาษีรอบนี้) มีแนวโน้มหดตัว -1.9%YOY ในปี 2025 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ -2.1%YOY ในปี 2026 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและผลกระทบต่อเนื่องจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ

 

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์

 

ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจาก Specific tariffs ที่เพิ่งประกาศอย่างเร่งด่วน ด้วยการประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงสูง มีการพิจารณาโครงสร้างต้นทุนของชิ้นส่วนในการผลิตที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบและบริหารต้นทุนเพื่อชดเชยผลกระทบจากภาษีเหล็กที่จะถูกเก็บเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านการค้า โดยจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา เป็นต้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน จะต้องมีการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการผลิต ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตให้มากขึ้น และมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ทั้งการเลือกใช้วัสดุ การเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น รวมถึงจะต้องเร่งส่งเสริมการทำ R&D เพื่อเลือกใช้วัสดุทดแทนการใช้เหล็ก เช่น อะลูมิเนียมรีไซเคิล และคอมโพสิตไฟเบอร์ เป็นต้น 

 

และสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนงบประมาณด้าน R&D เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากขึ้น เพื่อให้ไทยพัฒนาไปสู่การเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สำคัญของอาเซียน

 

ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังเผชิญอาจไม่ใช่จุดจบ แต่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นแรงผลักให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวและยกระดับศักยภาพการผลิต เพื่อรับมือกับสมรภูมิการค้าโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในอนาคตต่อไป

The post สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ โดยมีอัตราภาษีสูงสุดถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไฟเขียว! พลิกคำสั่งไบเดน ปูทาง Nippon Steel ซื้อ U.S. Steel สำเร็จ ปิดฉากมหากาพย์ 22 เดือน https://thestandard.co/trump-nippon-steel-us-steel/ Sat, 14 Jun 2025 09:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1085043

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ […]

The post ทรัมป์ไฟเขียว! พลิกคำสั่งไบเดน ปูทาง Nippon Steel ซื้อ U.S. Steel สำเร็จ ปิดฉากมหากาพย์ 22 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มิถุนายน) ยกเลิกการตัดสินใจของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เคยสั่งระงับการเข้าซื้อกิจการ U.S. Steel ของบริษัท Nippon Steel จากญี่ปุ่น

 

นับเป็นการ ‘ปิดฉากมหากาพย์’ ที่ยืดเยื้อมานาน และปูทางให้ผู้ผลิตเหล็กยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นสามารถเข้าครอบครองกิจการของบริษัทเหล็กสัญชาติอเมริกันได้ในที่สุด

 

นอกเหนือจากคำสั่งของทรัมป์แล้ว ทั้งสองบริษัทยังได้ลงนามในข้อตกลงความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agreement: NSA) กับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ดีลนี้เดินหน้าต่อได้

 

“ด้วยการอนุมัติเหล่านี้ การอนุมัติตามกฎระเบียบที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ก็ได้รับมาเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าความร่วมมือจะเสร็จสมบูรณ์ในไม่ช้า” ทั้งสองบริษัทระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันเสาร์ (14 มิถุนายน) ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น

 

การตัดสินใจของทรัมป์มีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดเส้นตายของข้อตกลงในวันที่ 18 มิถุนายน ที่ทางการสหรัฐฯ กำหนดไว้ และหมายความว่ากระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อนนี้เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะลุล่วง

 

Nippon Steel ประกาศแผนการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2023 แต่ต้องเผชิญกับความล่าช้านานหลายเดือนเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงของชาติในฝั่งสหรัฐฯ

 

รวมถึงการต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ จนกระทั่งเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนออกจากตำแหน่งในเดือนมกราคม ไบเดนได้ออกคำสั่งระงับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งห้ามบริษัทญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการบริษัทอเมริกัน

 

ข้อตกลง NSA ที่ทั้งสองบริษัทลงนาม ระบุว่าจะมีการลงทุนใหม่มูลค่าประมาณ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.56 แสนล้านบาท ) ภายในปี 2028 รวมถึงโครงการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ (greenfield project) และมีข้อผูกมัดเกี่ยวกับการผลิตในสหรัฐฯ

 

โดยส่วนสำคัญที่สุดคือการที่ Nippon Steel จะมอบ ‘golden share’ (หุ้นที่ให้สิทธิยับยั้ง) ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจะอนุญาตให้วอชิงตันสามารถใช้สิทธิ์วีโต้การตัดสินใจด้านการบริหารจัดการ เช่น การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการได้

 

ดีลนี้ถือเป็น ‘โอกาสสุดเหลือเชื่อ’ สำหรับ Nippon Steel ในการเติบโตระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากอุปสงค์เหล็กในสหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

 

เหล่านี้สวนทางกับในญี่ปุ่นที่คาดว่าความต้องการจะลดลงจากจำนวนประชากรที่หดตัว ประกอบกับกำแพงภาษี 50% ของทรัมป์ที่ทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ทำได้ยากขึ้น การเข้าซื้อกิจการจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด

 

“ข้อตกลงนี้สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง แม้จะมีภาษีที่เพิ่มขึ้นก็ตาม” Josh Spoores หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เหล็กของ CRU กล่าว การควบรวมนี้จะสร้าง ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ ที่มีเงินทุนแข็งแกร่ง มีวิสัยทัศน์ระยะยาว และนำเทคโนโลยีการผลิตเหล็กขั้นสูงมาสู่สหรัฐฯ

 

David O’Hara จาก MKP Advisors กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เราเคยเห็น ใช้เวลายาวนานถึง 22 เดือน” แต่เขามองว่า “Nippon Steel มีโอกาสดีเยี่ยมที่จะยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กสหรัฐฯ ให้ก้าวหน้าขึ้น”

 

ภาพ: Northfoto / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ไฟเขียว! พลิกคำสั่งไบเดน ปูทาง Nippon Steel ซื้อ U.S. Steel สำเร็จ ปิดฉากมหากาพย์ 22 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งขึ้นภาษีเหล็ก 50% ตลาดเอเชียผันผวน – จีนโต้สหรัฐฯ ละเมิดดีลเจนีวา จับตา ‘ทรัมป์-สี’ อาจต่อสายด่วนสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/trump-steel-tariff-asia-china-geneva/ Mon, 02 Jun 2025 05:42:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1081327 ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหล็ก 50% กระทบตลาดหุ้นเอเชีย

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนกลับมาปะ […]

The post ทรัมป์สั่งขึ้นภาษีเหล็ก 50% ตลาดเอเชียผันผวน – จีนโต้สหรัฐฯ ละเมิดดีลเจนีวา จับตา ‘ทรัมป์-สี’ อาจต่อสายด่วนสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหล็ก 50% กระทบตลาดหุ้นเอเชีย

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนกลับมาปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเปิดสัปดาห์ใหม่ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กกล้าเป็น 50% ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวอย่างผันผวนในเช้าวันนี้ (2 มิถุนายน) ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้นำทั้งสองประเทศอาจมีการหารือทางโทรศัพท์เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในเร็วๆ นี้

 

เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ (30 พฤษภาคม) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศระหว่างการปราศรัยต่อกลุ่มคนงานในโรงงานเหล็ก U.S. Steel ในรัฐเพนซิลเวเนียว่า เขาจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าเหล็กกล้าจาก 25% เป็น 50% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 4 มิถุนายนนี้ 

 

ทรัมป์ให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วย “สร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมเหล็กกล้าของสหรัฐฯ ยิ่งขึ้นไปอีก” และได้โพสต์ย้ำเรื่องนี้ผ่าน Truth Social แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตนเอง

 

การประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทันที โดยตลาดหุ้นเอเชียในเช้าวันนี้ (2 มิถุนายน) เปิดทำการด้วยความผันผวน ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง 0.89% ดัชนี Topix ของญี่ปุ่น ลดลง 0.65% ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ บวกขึ้นเล็กน้อย 0.16% ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ร่วงลง 1.66% ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันนี้

 

ขณะที่สัญญาล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยสัญญาล่วงหน้า S&P 500 และ Nasdaq 100 ลดลงประมาณ 0.3% ส่วนสัญญาล่วงหน้า Dow Jones ลดลง 108 จุด หรือ 0.3% สะท้อนความกังวลของนักลงทุนในช่วงเริ่มต้นเดือนใหม่ หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่งฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

 

จีนโต้กลับ “สหรัฐฯ ต่างหากที่ละเมิดข้อตกลงเจนีวา” 

 

ความตึงเครียดทางการทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อ ทางการจีนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ในวันนี้ (2 มิถุนายน) ที่ว่าจีนได้ละเมิดข้อตกลงการค้าเจนีวา (Geneva Trade Agreement) ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ 

 

ทางการจีนระบุว่า สหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกกำลังอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ลง

 

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้กล่าวหาจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าละเมิดข้อตกลงการค้าเบื้องต้น และโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียว่า “บทบาทการเป็นสุภาพบุรุษจบลงแล้ว!” (So much for being Mr. NICE GUY!)

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มิถุนายน) เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ This Week ของ ABC News โดยระบุว่า “เราคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีการพูดคุยที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการเจรจาการค้าในสัปดาห์นี้กับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นั่นคือความคาดหวังของเรา”

 

แม้จะยอมรับว่ายังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน แต่มีการหารือกันว่าผู้นำทั้งสองจะพูดคุยเกี่ยวกับข้อตกลงเจนีวา ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเคยแสดงท่าทีเห็นพ้องต้องกัน และทีมงานของ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ก็ยังคงมีการพูดคุยกับฝ่ายจีนทุกวันเพื่อผลักดันเรื่องนี้

 

ทว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ในรัฐบาลทรัมป์กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวมากกว่า โดย โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จีนกำลังประวิงเวลาข้อตกลง ขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ยอมรับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการเจรจาการค้ากับจีนค่อนข้างชะงักงัน แต่คาดว่าจะมีการพูดคุยเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

เบื้องหลัง ‘ข้อตกลงเจนีวา’ และความไม่ลงรอยล่าสุด

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุสิ่งที่เรียกว่า ‘ข้อตกลงเจนีวา’ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการพักรบทางการค้าชั่วคราว โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ของกันและกันเป็นเวลา 90 วัน อย่างไรก็ตาม บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังจากรัฐบาลทรัมป์ได้เพิ่มข้อจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์ออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และสารเคมีไปยังประเทศจีน และประกาศว่าจะเพิกถอนวีซ่านักศึกษาจีน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อรัฐบาลปักกิ่ง และนำมาสู่การตอบโต้ทางการทูตและข้อกล่าวหาล่าสุด

 

สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจึงกลับมาอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนสูงอีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดและนำไปสู่ทางออกที่ชัดเจนได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการซื้อเวลาท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นและพร้อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อ

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์สั่งขึ้นภาษีเหล็ก 50% ตลาดเอเชียผันผวน – จีนโต้สหรัฐฯ ละเมิดดีลเจนีวา จับตา ‘ทรัมป์-สี’ อาจต่อสายด่วนสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trump ประกาศกร้าว! สหรัฐฯ ดับเบิลภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม เป็น 50% ดีเดย์พุธนี้ อ้างอุ้มอุตสาหกรรมในบ้าน https://thestandard.co/trump-raises-us-steel-tariff-to-50-percent/ Sat, 31 May 2025 09:18:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1080719 Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมระหว่างการปราศรัยที่รัฐเพนซิลเวเนีย

ประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศนโยบาย […]

The post Trump ประกาศกร้าว! สหรัฐฯ ดับเบิลภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม เป็น 50% ดีเดย์พุธนี้ อ้างอุ้มอุตสาหกรรมในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมระหว่างการปราศรัยที่รัฐเพนซิลเวเนีย

ประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศนโยบาย ‘เอาจริง’ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมอีกเท่าตัว จากเดิม 25% เป็น 50% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่จะถึงนี้ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการเพิ่มแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ผลิตเหล็กทั่วโลก และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สงครามการค้าที่คุกรุ่นอยู่แล้วยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น

 

Trump ประกาศข่าวนี้ระหว่างการปราศรัยที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐฯ โดยเขาย้ำว่า “เราจะขึ้นภาษีอีก 25% ทำให้จาก 25% เป็น 50% สำหรับเหล็กที่เข้ามาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วย ‘ปกป้องอุตสาหกรรม’ เหล็กในประเทศของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น”

 

เขายังเชื่อมโยงมาตรการนี้เข้ากับข้อตกลงมูลค่า 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่าง Nippon Steel ของญี่ปุ่น และ U.S. Steel ว่าจะช่วยรักษาตำแหน่งงานให้คนงานเหล็กในสหรัฐฯ พร้อมประกาศข่าวดีว่าคนงานเหล็กทุกคนใน U.S. Steel จะได้รับโบนัสพิเศษคนละ 5 พันดอลลาร์ในเร็วๆ นี้

 

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ ‘ดุเดือด’

 

สภาหอการค้าแคนาดาออกแถลงการณ์ประณามการขึ้นภาษีนี้ทันที โดย Candace Laing ประธานสภาฯ ระบุว่า “การทำลายระบบการค้าข้ามชายแดนที่ดำเนินการมาอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพในธุรกิจเหล็กและอะลูมิเนียม จะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ”

 

ด้านรัฐบาลออสเตรเลียก็ออกมาประณามเช่นกัน โดย Don Farrell รัฐมนตรีการค้า กล่าวว่าการกระทำนี้ไม่มีเหตุผลอันควรและไม่ใช่การกระทำของมิตร และ”เป็นการทำร้ายเศรษฐกิจตัวเอง และจะส่งผลเสียต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาการค้าที่เป็นธรรม”

 

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาถือเป็นผู้นำเข้าเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก (ไม่รวมสหภาพยุโรป) โดยในปี 2024 มีการนำเข้าเหล็กถึง 26.2 ล้านตัน ดังนั้นการขึ้นภาษีครั้งใหม่นี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาเหล็กในตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภคในวงกว้าง

 

ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าใน 289 ประเภทที่ได้รับผลกระทบจากภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในปี 2024 สูงถึง 1.473 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบสองในสามเป็นอะลูมิเนียม และหนึ่งในสามเป็นเหล็ก

 

ทางด้าน JoJo Burgess สมาชิกสหภาพแรงงาน United Steelworkers ซึ่งเข้าร่วมฟังการปราศรัยของ Trump กลับแสดงความเห็นในเชิงบวก โดยหวังว่าข้อตกลงกับ Nippon Steel จะช่วย ‘ปูทางความเสมอภาค’ ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกาและสร้างคนงานเหล็กรุ่นใหม่ในพื้นที่

 

การขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการภายใต้อำนาจตามมาตรา 232 ด้านความมั่นคงแห่งชาติ ครอบคลุมทั้งโลหะดิบและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องหลากหลายประเภท ตั้งแต่อ่างล้างจานสเตนเลสไปจนถึงบานพับประตูเหล็ก

 

ภาพ: Justin Sullivan / Getty Images

อ้างอิง:

The post Trump ประกาศกร้าว! สหรัฐฯ ดับเบิลภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม เป็น 50% ดีเดย์พุธนี้ อ้างอุ้มอุตสาหกรรมในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ เมื่อทรัมป์ขึ้นภาษี เหล็กจีนถล่ม โรงงานทยอยปิด-เลิกจ้าง | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-14022025-3/ Fri, 14 Feb 2025 06:29:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1041771

เกาะติดสถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ ผลกระทบจากมาตรการการขึ้นภาษ […]

The post ชมคลิป: สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ เมื่อทรัมป์ขึ้นภาษี เหล็กจีนถล่ม โรงงานทยอยปิด-เลิกจ้าง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เกาะติดสถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ ผลกระทบจากมาตรการการขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของทรัมป์จะรุนแรงแค่ไหน ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ เมื่อทรัมป์ขึ้นภาษี เหล็กจีนถล่ม โรงงานทยอยปิด-เลิกจ้าง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เหล็กไทยน่าห่วง! ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ทยอยปิดโรงงาน | Morning Wealth 14 ก.พ. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-14022025/ Fri, 14 Feb 2025 03:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1041685

สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภา […]

The post ชมคลิป: เหล็กไทยน่าห่วง! ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ทยอยปิดโรงงาน | Morning Wealth 14 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์ ‘เหล็กไทย’ ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ธุรกิจทยอยปิดตัว เหลือกำลังผลิตแค่ 28% รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์ภูมิทัศน์การค้าโลก หลังทรัมป์ขึ้นภาษีเรียงหน้ากระดาน พูดคุยกับ ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เหล็กไทยน่าห่วง! ในวันที่โรงงานจีนถล่ม ทรัมป์ขึ้นภาษี ทยอยปิดโรงงาน | Morning Wealth 14 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหล็กไทยน่าห่วงแค่ไหน? ในวันที่ทรัมป์ขึ้นภาษี โรงงานจีนถล่ม ธุรกิจทยอยปิด เหลือกำลังผลิตแค่ 28% https://thestandard.co/thai-steel-industry-how-bad-is-it/ Thu, 13 Feb 2025 07:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1041381

เพียงไม่กี่วัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดฉา […]

The post เหล็กไทยน่าห่วงแค่ไหน? ในวันที่ทรัมป์ขึ้นภาษี โรงงานจีนถล่ม ธุรกิจทยอยปิด เหลือกำลังผลิตแค่ 28% appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพียงไม่กี่วัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดฉากสงครามการค้า จนล่าสุดประกาศขึ้นภาษีสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมทุกชนิด 25% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมของประเทศ โดยเฉพาะ U.S. Steel ซึ่งเป็นธุรกิจบุกเบิกยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน

 

 

พร้อมส่งสัญญาณว่าจะประกาศยกระดับในการรื้อและปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าโลกเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้หลายประเทศในสัปดาห์หน้า

 

หากพูดถึงการขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ความต่างของคำสั่งนี้จะมีผลต่อทุกประเทศต่างจากวาระแรกที่ยังให้โควตายกเว้นภาษีแก่หลายประเทศ รวมทั้งแคนาดาและเม็กซิโก 

 

มาถึงวันนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ เอง เมื่อมีการปรับขึ้นราคา ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ อาจต้องแบกรับภาระต้นทุน กระทบไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับราคาสินค้าต่างๆ ย่อมสูงขึ้น 

 

เพราะอย่าลืมว่าเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตสินค้าหลายประเภท เช่น อาหารกระป๋อง เบียร์ และน้ำอัดลม, อุตสาหกรรมยานยนต์, จักรยาน, การก่อสร้าง, ที่อยู่อาศัย และเครื่องใช้ไฟฟ้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากทรัมป์ 1.0 สู่ทรัมป์ 2.0 ขึ้นภาษีเหล็ก 25% อีกครั้ง แคนาดาและเม็กซิโกเจ็บสุด

 

สำนักข่าว CNBC รวบรวมข้อมูลประเทศที่ได้โอกาสและกระทบจากภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 25% ว่า สำหรับสหรัฐฯ แล้ว หากย้อนไปช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดา เม็กซิโก และสหภาพยุโรป (EU)

 

นอกจากนี้ยังจำกัดปริมาณการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้ อาร์เจนตินา และออสเตรเลีย 

 

ในครั้งนั้น Congressional Research Service พบว่า เพียง 5 เดือนแรกของนโยบายนี้มีผล รัฐบาลทรัมป์สามารถเก็บรายได้เข้ารัฐได้มากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

 

สำหรับแคนาดาและเม็กซิโก ถือเป็นประเทศเป็นผู้ส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐฯ ดังนั้นเมื่อมีผลบังคับใช้วันที่ 4 มีนาคม จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าในปีที่แล้วแคนาดาส่งออกเหล็กไปยังสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 7.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกอะลูมิเนียมมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 9.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ในขณะที่เม็กซิโกส่งออกเหล็กไปยังสหรัฐฯ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอะลูมิเนียม 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับ 2 และ 8 ตามลำดับ

 

ส่วนเยอรมนีเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่อันดับ 5 ไปยังสหรัฐอเมริกามูลค่า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว และมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม thyssenkrupp ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของยุโรป กล่าวว่า คาดว่าจะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะยอดขายส่วนใหญ่ของ thyssenkrupp ในสหรัฐฯ มาจากธุรกิจการค้าและผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์”

 

ฟากฝั่งเอเชีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และญี่ปุ่น เป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าโลหะ 

 

โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าของสหรัฐฯ พบว่า การนำเข้าเหล็กจากเวียดนามเติบโตขึ้นมากถึง 140% จากปีก่อน นอกจากนี้ไต้หวันยังส่งออกเหล็กไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 75% ในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

ข้อมูลของสำนักงานการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าเหล็กจาก 79 ประเทศ และอะลูมิเนียมจาก 89 ประเทศ โดยการนำเข้าเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยติดอันดับ 10 ส่งออกอะลูมิเนียมไปสหรัฐฯ มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มองว่า ปัจจุบันแคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักสำหรับการส่งออกสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกมีสัดส่วน 87% 

 

“การที่ทรัมป์เลือกใช้มาตรการทางการค้าที่รุนแรงเช่นนี้ สร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ สร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นแก่ทุกภาคส่วนของแคนาดา และกลายเป็นกระแสสังคมในแคนาดาที่ต่อต้านสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การทยอยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ลง เพื่อลดความเสี่ยงของภาคธุรกิจแคนาดาในอนาคต”

 

ไทยส่งออกเหล็กไปสหรัฐฯ อันดับที่ 11 กระทบแค่ไหน?

 

THE STANDARD WEALTH ได้รับข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ถึงตัวเลขการส่งออกอุตสาหกรรม เหล็ก รวมทั้งเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ พบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 11 มูลค่า 1,205.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

 

 

ขณะที่เหล็กรวมถึงเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สหรัฐฯ นำเข้าจากไทย อัตราภาษีนำเข้าขึ้นอยู่กับประเภทของเหล็กและผลิตภัณฑ์ 0-7% ส่วนไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ อัตราภาษีนำเข้าขึ้นอยู่กับประเภทของเหล็กและผลิตภัณฑ์ในช่วง 5-15%

 

ส่วนผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ในปี 2567 ไทยส่งไปสหรัฐฯ มูลค่า 437 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

นาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสถานการณ์เหล็กไทยและมาตรการการขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของทรัมป์ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ความต่างของคำสั่งนี้จะมีผลต่อทุกประเทศต่างจากวาระแรก ทรัมป์ 1.0 ที่ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก 25% และอะลูมิเนียม 10% แต่ยังให้โควตายกเว้นภาษีแก่หลายประเทศ รวมทั้งแคนาดาและเม็กซิโก 

 

คำประกาศดังกล่าวเป็นการขยายมาตรการภาษีมาตรา 232 ปี 2561 ของทรัมป์ เพื่อปกป้องผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมในประเทศด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ในช่วงนั้น EU ก็ใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) ตอบโต้บ้าง

 

“หมายความว่าทรัมป์กลับมาทบทวนมาตรการที่ทำไว้อีกครั้งว่ายังคงความสำเร็จเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะตอนนั้นกำลังผลิตสหรัฐฯ ร่วง 75% ช่วงหาเสียงสมัยแรก จึงให้นโยบายไว้กับสหภาพแรงงานว่าจะกลับมาทำให้เหล็กอเมริกันยิ่งใหญ่อีกครั้งและฟื้นกำลังผลิตกลับมาให้มากขึ้น 80%” 

 

มาตรา 232 ครั้งนั้นทรัมป์ยกเว้นบางประเทศมากเกินไป ทำให้เหล็กจีนไปดัดแปลง ส่งออกไปเม็กซิโกและบราซิล จึงนำมาสู่การตัดสินใจว่า จากที่งดเว้นบางประเทศมาเป็นให้โควตากลับมาขึ้นเท่ากันหมด ‘เรียงหน้ากระดาน’ และมองว่าอะลูมิเนียมก็วิกฤตเช่นกัน จึงขึ้นภาษีพร้อมกันเท่ากับเหล็กที่ทรัมป์ลงนามไปวานก่อนก็คือการปรับปรุงมาตรการ Safegard 

 

เมื่อถามว่า ผลกระทบทางตรงกับไทยมีมากน้อยแค่ไหน นาวายอมรับว่ากระทบส่วนหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ยังมีเหล็กไทยที่ส่งไปขายอเมริกา ซึ่งขอแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 

 

  1. กลุ่มสินค้าท่อโลหะ อยู่ในกลุ่มผู้นำเข้าของไทยไปขอยกเว้นโดยขอโควตา 
  2. กลุ่มที่ส่งเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป (Pre-Engineered Steel Building) 

 

ที่ผ่านมาไทยไม่โดนมาตรการ 232 แต่รอบนี้ทรัมป์ใช้มาตรการรวมทั้งหมดสินค้าเหล็กปลายน้ำ ใช้แค่เหล็กขั้นต้นและขั้นกลางที่มีการเลี่ยงภาษีเยอะ รอบนี้ทรัมป์จึงขยายมาถึงสินค้าเหล็กปลายน้ำมากขึ้นด้วย ในส่วนนี้กระทบทางตรงกับผู้ส่งออกสินค้าเหล็กโครงสร้างไปด้วย 

 

เกาหลีใต้ เวียดนาม และไต้หวัน ส่งไปสหรัฐฯ ไม่ได้ หันมาทุ่มตลาดเอเชีย ‘ไทยเจอสองเด้ง’

 

ผลกระทบทางอ้อม ผมอยากอธิบายให้เห็นภาพแบ่งเป็น 2 ข้อย่อย 

 

  1. ประเทศที่เคยได้รับการยกเว้นทั้งรูปแบบโควตาและอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม และไต้หวัน ถ้าไปอเมริกาไม่ได้ก็หันมาทุ่มตลาดเอเชียเหมือนที่จีนทำมาก่อน ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตารอบนี้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่จีนที่เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย รอบนี้ต้องติดตาม ‘เกาหลีใต้’ อาจเข้ามาทุ่มตลาดในไทย ถ้าเขาประเมินว่าสู้เหล็กจีนได้ ซึ่งเกาหลีใต้ส่งออกทั้งอะลูมิเนียมและเหล็กให้สหรัฐฯ มาก โดยปัจจุบันการส่งออกเหล็กของเกาหลีใต้คิดเป็น 70% ของค่าเฉลี่ยการส่งออกทั้งปี เขาก็พยายามแสวงหาตลาดอื่นๆ แล้ว 

 

  1. กลุ่มเหล็กจีนดัดแปลงสำเร็จส่งไปบราซิล 4 ล้านกว่าตัน แปลงร่างไปเม็กซิโกปีละล้านตัน เมื่ออเมริกาปิดประตูนี้ไป ถ้าขายที่สหรัฐฯ ไม่ได้ ก็นำเข้าเหล็กจากจีนน้อยลง จีนส่งไปบราซิลน้อยลง 4 ล้านตัน เม็กซิโกล้านตัน ก็มีโอกาสที่กลุ่มเหล่านี้จะกลับมาทุ่มตลาดพื้นที่ที่มีช่องโหว่ “อาจจะเจออีกเด้ง ผมมองว่าค่อนข้างน่ากลัว”

 

 

ขณะเดียวกันไทยและหลายประเทศเผชิญวิกฤตกำลังการผลิตเหล็กของโลกล้นเกินความต้องการ โดยเฉพาะผู้ผลิตเหล็กในจีนยังคงผลิตเหล็กในสัดส่วนสูงมากของการผลิตเหล็กทั้งโลกรวมกัน จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าเหล็กไปยังภูมิภาคหรือประเทศที่มีช่องโหว่ซึ่งจีนสามารถทุ่มตลาดได้

 

โดยปี 2567 จีนส่งออกสินค้าเหล็กมากที่สุดในรอบ 8 ปี ปริมาณสูงถึง 109 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้สินค้าเหล็กจากจีนที่ส่งมายังประเทศไทยก็มีมากกว่า 5.1 ล้านตัน และครองส่วนแบ่งปริมาณเหล็กนำเข้ามากที่สุด 44%

 

“ตอนนี้ผู้ผลิตเหล็กในไทยเหลือกำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) เข้าขั้นวิกฤตต่ำราวๆ 28% เราเดี้ยงกว่าอเมริกาเยอะ ยอมรับว่าน่าห่วง หลายโรงงานเหล็กต้องทยอยปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงาน ตอนนี้เราเจอสองเด้ง ทั้งเหล็กนำเข้าและรัฐบาลจีนห้ามเปิด จีนก็มาเปิดในไทย กลุ่มเอเชียที่เคยเว้นโควตา เมื่อทรัมป์ประกาศออกมาอีกเช่นนี้ เกาหลีและเวียดนามก็ต้องหาตลาดใหม่ในเอเชีย” นาวากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังช่วงปีนี้ก็ต้องขอชื่นชมภาครัฐทั้ง BOI และกระทรวงอุตสาหกรรมที่ไม่เพิ่มระงับกำลังผลิตของโรงงานที่ Oversupply ออกมาตรการห้ามตั้งและขยายโรงงานเหล็ก อย่างน้อยแม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนให้กับอุตสาหกรรมอื่น อย่างน้อยเราเจ็บ ก็อยากจะถ่ายทอดบทเรียนว่าอย่าให้เกิดกับอุตสาหกรรมอื่นไปมากกว่านี้ 

 

อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐใช้มาตรการทางการค้ามากขึ้น เพราะประเทศไทยยังคงถูกจีนส่งสินค้าเหล็กมาทุ่มตลาดปริมาณเฉลี่ยกว่า 4.2 แสนตันต่อเดือน นาวากล่าว

 

แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กไทยอยู่ในอาการโคม่า ถูกเหล็กจีนถล่มมาระยะหนึ่งแล้ว และเหลือในระบบจริงๆ เพียง 20% 

 

“วันนี้การเข้ามาทำการตลาดเชิงรุก อาทิ การเข้ามาเปิดโชว์รูมสินค้าเหล็กของผู้ผลิตและผู้ค้าเหล็กจากจีน เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าเหล็กจากโรงงานในจีนโดยตรง ส่งผลให้ทั้งผู้ผลิตเหล็กและผู้ค้าเหล็กของไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จีนขายได้ราคาต่ำ จากปริมาณการผลิตที่มากจนเกิด Economies of Scale”

 

เหล็กจีนดัมป์ราคาเหล็กไทยมานาน

 

ด้าน รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงเศรษฐกิจจีนถึง 18% ไทยยังต้องรับมือหากทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก จะทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทยถึง 20-30% 

 

โดยสิ่งที่ต้องจับตาคือไทยจะต้องรับมือ ‘สินค้าเหล็ก’ ทะลักเข้ามามากที่สุดสัดส่วน 25% มูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 92,500 ล้านบาท 

 

รองลงมาเป็นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า 18% มูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 66,000 ล้านบาท และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปโภคบริโภคราว 15% มูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้น 55,000 ล้านบาท 

 

“ปัญหาสินค้าจีนทะลักภายใต้นโยบายทรัมป์ 2.0 จะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ทยอยปิดกิจการมากขึ้น และไทยขาดดุลการค้าจากจีนเพิ่มมากขึ้น”

 

ภาครัฐจำเป็นต้องออกมาตรการต่างๆ เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กจากจีน การใช้มาตรการ AD เพื่อสกัดสินค้าที่ถูกนำเข้ามาทุ่มตลาด

 

 

เหล็กไทยเผชิญโครงสร้างการผลิตและการแข่งขันที่รุนแรง ห่วงการปิดตัวของโรงงาน

 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResarch) ระบุว่า สถานการณ์การปิดโรงงานในปี 2567 ยังคงมากกว่า 100 แห่งต่อเดือน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งโรงงานที่ปิดตัวลงมากในปี 2567 

 

“ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาโครงสร้างการผลิตและการเผชิญความต้องการที่ลดลง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากคู่แข่งและสินค้านำเข้า หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมเหล็กที่เห็นภาพการปิดตัวของโรงงานทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สอดคล้องกับดัชนีการผลิตในกลุ่มเหล่านี้ที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีฐาน”

 

สอดคล้องกับธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกมากที่สุดปีที่ผ่านมาคือธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 2,146 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกมูลค่ารวม 4,761 ล้านบาท 

 

เอกนัฏยืนยัน ทรัมป์ขึ้นภาษีเหล็กไม่กระทบไทย ห่วงสินค้าทะลักระลอกใหม่

 

ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ล่าสุดได้พูดคุยกับกลุ่มสมาคมเหล็กแบบตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแแรก แต่เกิดขึ้นมา 7 ปีที่แล้ว มองว่าผลกระทบน่าจะไปเกิดขึ้นที่เม็กซิโกและแคนาดามากกว่า 

 

“สำหรับไทยไม่มีอะไรใหม่เพราะเคยเกิดขึ้นแล้ว และคิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมาก เพราะประเทศไทยส่งเหล็กไปสหรัฐฯ ไม่กี่แสนตัน แต่ที่เป็นห่วงคือการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศผู้ผลิตที่ส่งไปสหรัฐฯ ไม่ได้ก็จะเข้ามาสู่ประเทศไทย”

 

แต่ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและสมาคมเหล็กเตรียมมาตรการตั้งรับสินค้าที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย ห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กเพิ่มและเข้มงวดตรวจตราโรงงาน โดยเฉพาะเรื่องเหล็ก

 

ภาพ: The Washington Post / Getty images, Mario Tama / StaffGetty Images

อ้างอิง:

The post เหล็กไทยน่าห่วงแค่ไหน? ในวันที่ทรัมป์ขึ้นภาษี โรงงานจีนถล่ม ธุรกิจทยอยปิด เหลือกำลังผลิตแค่ 28% appeared first on THE STANDARD.

]]>