ภาษีสินค้านำเข้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาษีสินค้านำเข้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 16 Mar 2026 04:44:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ภาษีทรัมป์รอบใหม่ไม่สะเทือนกุ้งไทยแข่งได้ฉลุย เกษตรกรมั่นใจลงเลี้ยงเพิ่มดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน https://thestandard.co/thai-shrimp-trump-tax-production/ Mon, 16 Mar 2026 04:44:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1187976 กุ้งไทยในบ่อเลี้ยงแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการส่งออกที่แข็งแกร่ง

กุ้งไทยมีเฮ ภาษีทรัมป์รอบใหม่ 15% บวกเอดี 2.01% ไม่สะเท […]

The post ภาษีทรัมป์รอบใหม่ไม่สะเทือนกุ้งไทยแข่งได้ฉลุย เกษตรกรมั่นใจลงเลี้ยงเพิ่มดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุ้งไทยในบ่อเลี้ยงแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการส่งออกที่แข็งแกร่ง

กุ้งไทยมีเฮ ภาษีทรัมป์รอบใหม่ 15% บวกเอดี 2.01% ไม่สะเทือนส่งออก เกษตรกรมั่นใจผลิตฉลุย 4 แสนตัน เตรียมยื่นหนังสือกระทุ้งรัฐหนุนช่วย ‘วาระแห่งชาติ’ พร้อมเจรจารุกเปิด FTA ยุโรป-แคนาดา-เกาหลี ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่ม สร้างรายได้เกษตรกรในระยะยาว

 

เอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าโลก ว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีและนโยบายการค้าที่คาดเดาได้ยากจากฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่มีความเชื่อมั่นว่าในปีนี้ไทยจะผลักดันการส่งออกมากกว่า 250,000 ตัน หากสามารถเพิ่มผลผลิตกลับมาได้มากกว่า 400,000 ตัน

 

“ปัจจัยบวกต้นปีจากที่รับทราบอัตราภาษีสหรัฐฯ ประกาศรอบนี้ให้ 15% เท่ากันหมด และเมื่อบวกกับอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ล่าสุดที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยเหลือเพียง 2.01% รวมแล้วสินค้ากุ้งจากไทยจะมีภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ 17.01% แม้ว่าจะใกล้เคียงกันกับประเทศอื่น แต่ก็ถือว่าไทยได้เป็นอัตราต่ำที่สุดเป็นที่น่าพอใจกับตัวเลขภาษีที่ปรากฏ เนื่องจากยังอยู่ในระดับที่สามารถส่งออกไปแข่งขันได้แม้จะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพียงประมาณ 150 วันแต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ”

 

สำหรับอัตราภาษีสินค้ากุ้งของประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายอื่น ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.78% เอกวาดอร์ 15%-28.75% เวียดนาม 22.42% และอินเดีย 24.58% อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังคงมองว่าอัตราภาษีของสหรัฐฯ ยังมีความนโยบายส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาต้องจับตามองต่อไป

 

Screenshot

 

ปัจจัยบวกอีกเรื่อง คือ การผลิตกุ้งหลังจากการที่สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำการตลาดส่งออกและตลาดภายในที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรมั่นใจในการลงลูกกุ้งช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

“แม้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งในปีนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ แต่ผมมองว่าอากาศนี้กลับจะส่งผลดีต่อการเลี้ยงกุ้งมากกว่าอากาศหนาวหรือฝนตก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนสินค้า (Short Supply)”

 

เอกพจน์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องมุ่งขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่น ไม่พึ่งพาเพียงตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีตที่เคยครองสัดส่วนถึง 60% แต่ในปัจจุบันไทยพึ่งตลาดสหรัฐฯ ลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ทำให้ผลกระทบจากนโยบายภาษี 15% ของสหรัฐฯ มีวงจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังมีตลาดอื่นรองรับทั้ง ญี่ปุ่น 20% จีน 20% ตลาดอาเซียนและบริโภคภายในประเทศรวม 20-25% ซึ่งกลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการทำให้มีแม่น้ำมีหลายสายมากขึ้น สร้างความมั่นคงกับรายได้เกษตรกรในระยะยาว

 

โดยเร็วๆ นี้ ทางสมาคมฯเตรียมจะทำหนังสือและขอเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ดูแลสินค้ากุ้งเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ แก้ไขปัญหาเรื่องโรคกุ้ง และเพิ่มผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืน เพราะตอนนี้ตลาดไม่ได้มีปัญหาแต่เอกชนไม่กล้ารับออร์เดอร์เพราะกังวลว่าจะผลิตได้ทันเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินมาตรการ 11 มาตรการตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

พร้อมกันนี้ สมาคมจะขอให้ภาครัฐ เดินหน้านโยบายเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทุกประเทศที่ยังค้างอยู่ ทั้งสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยุโรปได้สูงถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้เหลือเพียง 200 ตัน หากสามารถทำเอฟทีเอกับอียูสำเร็จ ช่วยฟื้นตลาดยอดส่งออกกลับมาได้ แม้เริ่มฟื้นมาได้เพียงแค่ 30,000 – 40,000 ตัน ก็ถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมีเอฟทีเอกับแคนาดา และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน

 

“สมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้อีกครั้ง เราคาดหวังถึงมาตรการระยะยาวที่รอไม่ได้ ที่จะแก้ปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงอย่างยั่งยืน ทำให้ปริมาณการผลิตสม่ำเสมอ และผู้ส่งออกจะกล้ารับคำสั่งซื้อ ราคาก็จะมีเสถียรภาพ ตอนนี้ที่สำคัญกุ้งไทยมีตลาดแน่นอน และที่สำคัญกุ้งไทยเรามีจุดแข็งเรื่องปลอดสารแอนติไบโอติก เกษตรกรลงทุนตรวจทั้งหมด 100% การใช้กุ้งไทยจึงทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากกว่ากุ้งบางประเทศ ที่เพิ่งจะมีตรวจสอบแอนติไบโอติก เช่น เวียดนาม และอินเดีย”

The post ภาษีทรัมป์รอบใหม่ไม่สะเทือนกุ้งไทยแข่งได้ฉลุย เกษตรกรมั่นใจลงเลี้ยงเพิ่มดันผลผลิตทะลุ 4 แสนตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย https://thestandard.co/trump-section-301-trade-thailand/ Thu, 12 Mar 2026 02:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1186658 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนทางการค้า มาตรา 301 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาล […]

The post ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนทางการค้า มาตรา 301 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มการไต่สวนทางการค้าครั้งใหม่ต่อจีน เม็กซิโก สหภาพยุโรป ไทย และระบบเศรษฐกิจอื่นๆ รวม 16 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ‘มาตรา 301’ มาใช้แทนที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งเพิ่งถูกศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

 

มาตรา 301 คืออะไร?

 

ทั้งนี้ มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นการใช้เครื่องมือภาษี เพื่อมุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)

 

โดยการหยิบไพ่มาตรา 301 มาพิจารณาถือเป็นแนวโน้มที่น่าจับตา สำหรับประเทศที่เสี่ยงถูกเก็บภาษี เนื่องจาก มาตรา 301 ไม่ได้กำหนดเพดานหรืออัตราภาษีสูงสุดที่อาจจะจัดเก็บได้ ‘ตายตัว’

 

โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า การไต่สวนดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 และยังมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกตรวจพบว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

การบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 301 อาจนำมาใช้ทดแทนมาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ส่วนใหญ่ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมาโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

 

ส่องเงื่อนไขประเทศใดเตรียมโดนมาตรา 301

 

โดยเกรียร์ระบุว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดียังคงยึดหลักการเดิม คือการปกป้องตำแหน่งงานของชาวอเมริกันและสร้างความมั่นใจว่าคู่ค้ามีการค้าขายที่ยุติธรรม

 

เกรียร์ยังเปิดเผยว่า การไต่สวนตามมาตรา 301 จะครอบคลุมถึงการกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของบางระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นเกินเชิงโครงสร้าง’ (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าคู่ค้าหลักหลายรายมีกำลังการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ทั้งในแง่ของอุปสงค์ภายในประเทศและอุปสงค์โลก ซึ่งนำไปสู่การได้เปรียบดุลการค้าที่สูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

เปิด 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนครั้งนี้ USTR แย้มอาจมีประเทศอื่น

 

จากเอกสารของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ลงวันที่ 11 มีนาคม 2026 สหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 (Section 301) เกี่ยวกับปัญหาภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 16 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ดังนี้

 

  • จีน (China)
  • สหภาพยุโรป (European Union)
  • สิงคโปร์ (Singapore)
  • สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
  • นอร์เวย์ (Norway)
  • อินโดนีเซีย (Indonesia)
  • มาเลเซีย (Malaysia)
  • กัมพูชา (Cambodia)
  • ไทย (Thailand)
  • เกาหลีใต้ (Korea)
  • เวียดนาม (Vietnam)
  • ไต้หวัน (Taiwan)
  • บังกลาเทศ (Bangladesh)
  • เม็กซิโก (Mexico)
  • ญี่ปุ่น (Japan)
  • อินเดีย (India)

 

ทั้งนี้ เกรียร์คาดการณ์ว่าอาจมีการไต่สวนตามมาตรา 301 รายประเทศเพิ่มเติม หรืออาจมีการใช้เครื่องมือและมาตรการตรวจสอบอื่นๆ ในอนาคต

 

โดยตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน หลังจากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ตามที่กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเรียกเก็บภาษีทั่วโลก (Global Tariff) อัตรา 10% ใหม่ภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน

 

ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยคาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย https://thestandard.co/scb-eic-us-tax-investment-thailand/ Sat, 28 Feb 2026 03:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1182681 ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงส […]

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% พร้อมวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

 

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า มองว่าการยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ เปลี่ยนเครื่องมือ ของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะเป็นการยุติสงครามการค้า โดยสหรัฐฯ ได้นำนโยบายมาตรา 122 มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน

 

แม้ในช่วง 150 วันนี้ อัตราภาษีเฉลี่ย (Effective Tariff Rate: ETR) ของสหรัฐฯ จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลา 150 วัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมหรือควบคู่กันไป เช่น มาตรา 201, มาตรา 232 หรือแม้กระทั่งมาตรา 338 ที่สามารถเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจถูกตีตกได้ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ปรากฏในปัจจุบัน

 

ผลกระทบต่อไทย ส่งออกได้อานิสงส์สั้น แต่กดดันการลงทุนระยะยาว

 

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐฯ (ETR) ของไทยลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในระยะสั้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลบวกชั่วคราวจากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ (Wait and See) หรือเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

 

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจส่งผลให้ประเทศจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้โดยภาพรวมแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ยังไม่ได้ส่งผลให้ SCB EIC ต้องปรับเปลี่ยนประมาณการทางเศรษฐกิจจากผลกระทบนี้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังถือว่าฟื้นตัวต่ำ

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ขึ้นจาก 1.5% เป็น 1.8% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึง 2 ปัจจัยหลักในอนาคต ได้แก่

 

  • การส่งออก คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของการค้าโลก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์
  • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้

 

ภาพ: mark reinstein / Shutterstock

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก จาก 10% เป็น 15% มีผลบังคับใช้ทันที https://thestandard.co/trump-global-tariffs-15-percent/ Sun, 22 Feb 2026 03:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1180683 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นภ […]

The post ทรัมป์ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก จาก 10% เป็น 15% มีผลบังคับใช้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% เมื่อวานนี้ (21 กุมภาพันธ์) โดยมีผลบังคับใช้ทันที นับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากทรัมป์เพิ่งประกาศอัตราภาษี 10% ไปก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางส่วนถึงกับตั้งตัวไม่ทัน

 

สาเหตุของการขึ้นภาษี

 

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการภาษีเดิม ที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA ทรัมป์จึงเดินหน้าใช้กลยุทธ์ทางการค้าที่แข็งกร้าวต่อไป แม้จะพ่ายแพ้ทางกฎหมาย โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 122 กฎหมายการค้า 1974 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีกำหนดอัตราภาษีครอบคลุมทั่วโลกได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะต่ออายุให้

 

ทรัมป์เชื่อว่า วิธีนี้จะช่วยหารายได้เข้าประเทศ ส่งเสริมการผลิตในประเทศ และเป็นการตอบโต้ประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน

 

ผลกระทบต่อแต่ละประเทศที่ ‘ไม่เท่ากัน’

 

อัตราภาษี 15% นี้ ทำให้ประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่ ‘สูงขึ้นกว่าเดิม’ ในขณะที่ประเทศอย่างจีน เวียดนาม อินเดีย และบราซิล กลับเสียภาษีในอัตราที่ ‘ต่ำลง’ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อัตราภาษีแบบคงที่นี้อาจส่งผลดีต่อผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำในเอเชีย เช่น จีน เนื่องจากสินค้าจะยังคงมีราคาถูกแม้จะถูกบวกภาษี 15% แล้วก็ตาม

 

สำหรับประเทศไทย ในภาพรวมยังคงได้รับประโยชน์อยู่บ้างจากคำสั่งของศาลสูงสหรัฐฯ จากเดิมที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้า 19% ซึ่งต่อมาลดลงเหลือ 10% (เริ่มบังคับใช้ 24 ก.พ. แต่มีการเปลี่ยนแปลงก่อนถึงเวลา) และปรับขึ้นเป็น 15% ในขณะนี้ ก็ยังถือเป็นอัตราภาษีที่ต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านี้ 4% แม้อาจจะเป็น ‘ข่าวดีชั่วคราว’ ที่อาจมีอายุแค่ 150 วันเท่านั้นก็ตาม

 

ความผันผวนและผลกระทบต่อข้อตกลงการค้า

 

การยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินเดิมของศาลสูงสหรัฐฯ สร้าง ‘ความไม่แน่นอน’ ให้กับรัฐบาลต่างประเทศที่ยอมให้สัมปทานทางการค้าแก่สหรัฐฯ ไปแล้ว เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย ว่าควรจะรักษาสัญญาที่ตกลงกันไว้หรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เตือนให้ประเทศต่างๆ ยึดมั่นในข้อตกลงเดิม มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับภาษีใหม่ สถานการณ์นี้สร้างความตึงเครียดต่อชาติพันธมิตร ทำให้ตลาดโลกปั่นป่วน และส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ต้องรับภาระต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น

 

แผนระยะต่อไป

 

รัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณว่ากำลังเตรียมใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 เพื่อกำหนดภาษีเป็น ‘รายประเทศ’ ตามพฤติกรรมทางการค้า หรือขยายภาษีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เหล็ก แร่ธาตุ และรถยนต์ ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ข้อยกเว้นการเก็บภาษี 15%

 

นโยบายใหม่นี้ ‘ไม่ได้บังคับใช้กับทุกสิ่ง’ โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น เนื้อวัว เพื่อป้องกันปัญหาราคาสินค้าแพง รวมถึงสินค้านำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ตลอดจนประเทศในอเมริกากลาง นอกจากนี้ รถยนต์ต่างประเทศและเหล็กกล้าที่ถูกเก็บภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติอยู่แล้วก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราใหม่นี้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

ภาพ: Aaron Schwartz / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก จาก 10% เป็น 15% มีผลบังคับใช้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์จับตาท่าทีสหรัฐฯ หลังทรัมป์แก้เกมงัดกฎหมาย Trade Act 1974 รีดภาษี 10% ชั่วคราว 150 วัน https://thestandard.co/commerce-us-trump-trade-act-tax/ Sat, 21 Feb 2026 11:17:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1180627 กระทรวงพาณิชย์จับตาสถานการณ์การค้าโลกหลังสหรัฐฯ ใช้กฎหมาย Trade Act 1974 เก็บภาษีนำเข้า

พาณิชย์เกาะติดท่าทีสหรัฐฯ หลัง ทรัมป์แก้เกมงัดกฎหมาย Tr […]

The post พาณิชย์จับตาท่าทีสหรัฐฯ หลังทรัมป์แก้เกมงัดกฎหมาย Trade Act 1974 รีดภาษี 10% ชั่วคราว 150 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์จับตาสถานการณ์การค้าโลกหลังสหรัฐฯ ใช้กฎหมาย Trade Act 1974 เก็บภาษีนำเข้า

พาณิชย์เกาะติดท่าทีสหรัฐฯ หลัง ทรัมป์แก้เกมงัดกฎหมาย Trade Act 1974 รีดภาษี 10% ชั่วคราว 150 วัน พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทยใกล้ชิด

 

วันที่ 21 ก.พ.2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

 

“แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย”

 

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศต่าง ๆ

 

โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การใช้อำนาจของประธานาธิบดีภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

 

ศุภจี กล่าวว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

 

โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 แทนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว

 

ศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราภาษี 10% ภายใต้มาตรา 122 เป็นอัตราที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่ 19% โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

 

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ดังที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางกลุ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม (50%) ทองแดง (50%) ยานยนต์และชิ้นส่วน (25%) เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ (25%) แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศเพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ เบื้องต้นหลังจากที่ไม่มีการเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA แต่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีตามมาตรา 122 ที่อัตรา 10% ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับอัตราภาษี 10% ตามมาตรา 122 บวกกับค่าธรรมเนียมอื่นใด หรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด/ภาษีตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) ของสินค้านั้น (หากมี)

 

โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับสินค้าที่จะนำไปบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการบริโภค และจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือ ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น หรือขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ

 

ศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ทั้งนี้ ช่วงกลางปีที่แล้ว 2025 The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าววงในว่า รัฐบาลสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อตั้งกำแพงภาษีต่อประเทศต่างๆ เป็นอีกแผน ‘Plan B’

 

โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติในกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) ซึ่งอนุญาตให้เรียกเก็บภาษีศุลกากรได้สูงสุดถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน

 

อ้างอิง:

The post พาณิชย์จับตาท่าทีสหรัฐฯ หลังทรัมป์แก้เกมงัดกฎหมาย Trade Act 1974 รีดภาษี 10% ชั่วคราว 150 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPS หั่นพนักงานอีก 3 หมื่นตำแหน่ง ยอมทิ้งธุรกิจ ‘กำไรน้อย’ พร้อมเร่งลดต้นทุนหนี Amazon คู่แข่งที่เคยเป็นลูกค้าเบอร์ 1 https://thestandard.co/ups-layoffs-amazon-cost-cuts/ Wed, 28 Jan 2026 08:50:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1170606 พนักงาน UPS ทำงานท่ามกลางการปรับลดคนและกลยุทธ์ลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับ Amazon

United Parcel Service (UPS) ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งพัสดุร […]

The post UPS หั่นพนักงานอีก 3 หมื่นตำแหน่ง ยอมทิ้งธุรกิจ ‘กำไรน้อย’ พร้อมเร่งลดต้นทุนหนี Amazon คู่แข่งที่เคยเป็นลูกค้าเบอร์ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงาน UPS ทำงานท่ามกลางการปรับลดคนและกลยุทธ์ลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับ Amazon

United Parcel Service (UPS) ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งพัสดุระดับโลก ประกาศเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีแผนที่จะปรับลดพนักงานลงอีกมากถึง 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องในการลดต้นทุนและพยุงผลกำไร รวมถึงการลดระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon ที่กำลังกลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากปีที่แล้ว UPS ได้ลดตำแหน่งงานไปแล้วถึง 62,000 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงพนักงานขับรถส่งของแบบเต็มเวลา พนักงานคลังสินค้า ผู้จัดการ และพนักงานชั่วคราว โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ UPS ต้องการลดสัดส่วนธุรกิจที่ทำกับ Amazon ลง เนื่องจากมองว่าเป็น ‘ธุรกิจที่บั่นทอนกำไร’ (Dilutive) แม้ว่า Amazon จะเคยเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งก็ตาม

 

สถานการณ์การแข่งขันในตลาดขนส่งได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ Amazon ได้ขยายบริการขนส่งของตนเองอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนสามารถทลายความยิ่งใหญ่ของสามทหารเสืออย่าง UPS, FedEx และไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ลงได้สำเร็จ โดยในปี 2024 Amazon มียอดจัดส่งพัสดุในสหรัฐฯ สูงถึง 6.3 พันล้านชิ้น ซึ่งแซงหน้าทั้ง UPS และ FedEx ไปเรียบร้อยแล้ว

 

รายงานดัชนีการขนส่งพัสดุจาก Pitney Bowes ยังคาดการณ์ด้วยว่า ภายในปี 2028 Amazon จะมีปริมาณการจัดส่งแซงหน้า USPS ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ปัจจัยเหล่านี้บีบให้ UPS ต้องเร่งปรับตัว โดยไบรอัน ไดค์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ UPS ระบุว่า การลดคนในปีนี้จะเน้นไปที่ตำแหน่งงานปฏิบัติการผ่าน ‘การลดคนตามธรรมชาติ’ (ไม่รับคนเพิ่มเมื่อมีคนลาออก) และโครงการสมัครใจลาออก

 

บริบทด้านแรงงานถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับ UPS ซึ่งมีพนักงานรวมประมาณ 5 แสนคนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และในจำนวนนั้นราว 300,000 คนเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน Teamsters ดังนั้นการประกาศลดคนครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากฝ่ายสหภาพฯ

 

ทางด้านตัวแทนจากสหภาพแรงงาน Teamsters ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้แผนการของบริษัท โดยระบุถึงกรณีที่อาจมีการนำโครงการจ้างออก (Buyout) กลับมาใช้ว่า พนักงานทุกคนรู้มูลค่าของตัวเองดีและจะไม่ยอมออกไปมือเปล่า

 

“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งหาก UPS ต้องการสร้างการเติบโตและประหยัดต้นทุนโดยให้ภาระไปตกอยู่ที่ ‘กลุ่มผู้บริหาร’ ตราบใดที่บริษัทยังคงรักษาข้อตกลงที่มีต่อสมาชิกของเรา และตอบแทนกลุ่ม Teamsters ซึ่งเป็นคนทำงานหน้างานจริงๆ ที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้” แถลงการณ์ระบุ

 

นอกจากปัจจัยเรื่อง Amazon แล้ว UPS ยังเผชิญมรสุมจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ โดยเฉพาะปริมาณพัสดุที่ส่งจากจีนที่ลดอย่างรุนแรงในปีที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำจากประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณงานในเครือข่าย

 

ในแง่ของกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ UPS ได้สั่งปิดศูนย์กระจายสินค้าไปแล้ว 93 แห่งในปีที่ผ่านมา พร้อมกับนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในพื้นที่ 57 แห่ง และในปีนี้ผู้บริหารระบุว่าได้กำหนดเป้าหมายที่จะปิดเพิ่มอีก 24 แห่งในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

 

ดูเหมือนว่านักลงทุนจะขานรับกับมาตรการรัดเข็มขัดเหล่านี้ โดยหุ้นของ UPS ปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายที่นิวยอร์กเมื่อวันอังคาร และหากนับจากจุดต่ำสุดของปีที่แล้ว หุ้นของบริษัทดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่า 35% แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการฟื้นฟูธุรกิจ

 

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมตลอดปีที่ผ่านมา หุ้นของ UPS ยังคงติดลบอยู่ 18% ซึ่งสวนทางกับคู่แข่งอย่าง FedEx ที่หุ้นปรับตัวขึ้น 11% สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังคงมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้าในการพิสูจน์ผลประกอบการระยะยาว

การประกาศลดพนักงานครั้งนี้อาจยิ่งซ้ำเติมความกังวลของชาวอเมริกันที่มีต่อตลาดแรงงาน แม้ว่าตัวเลขการว่างงานในช่วงที่ผ่านมาจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สัญญาณที่น่าเป็นห่วงคืออัตราการจ้างงานใหม่ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนนี้ที่ดิ่งลง โดยข้อมูลจาก Conference Board ระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองว่าสภาพตลาดในปัจจุบันนั้นงาน ‘หายาก’ ขึ้นเรื่อยๆ

 

อีกประเด็นสำคัญคือความปลอดภัย UPS ประกาศว่าได้ปลดระวางฝูงบิน ‘เครื่องบินรุ่น MD-11F’ ทั้งหมดอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งส่งผลให้ลูกเรือ 3 คน และผู้คนบนพื้นดิน 12 คนเสียชีวิต โดยเครื่องบินรุ่นดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของฝูงบินทั้งหมดและถูกสั่งห้ามบินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30.92 บาท ณ วันที่ 28 มกราคม 2568

 

ภาพ: elbud / Shutterstock

อ้างอิง:

The post UPS หั่นพนักงานอีก 3 หมื่นตำแหน่ง ยอมทิ้งธุรกิจ ‘กำไรน้อย’ พร้อมเร่งลดต้นทุนหนี Amazon คู่แข่งที่เคยเป็นลูกค้าเบอร์ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุลกากรคุมเข้มสินค้าลักลอบนำเข้า เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ แทน ‘ตามมูลค่า’ ปิดช่องใช้ดุลยพินิจ https://thestandard.co/customs-targets-smuggling-import-fines/ Thu, 22 Jan 2026 10:45:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1168246 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสินค้า พร้อมมาตรการเก็บค่าปรับใหม่และทบทวน Free Zone

ศุลกากรเตรียมแก้เกณฑ์ระงับคดี เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ […]

The post ศุลกากรคุมเข้มสินค้าลักลอบนำเข้า เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ แทน ‘ตามมูลค่า’ ปิดช่องใช้ดุลยพินิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสินค้า พร้อมมาตรการเก็บค่าปรับใหม่และทบทวน Free Zone

ศุลกากรเตรียมแก้เกณฑ์ระงับคดี เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ แทน ‘ตามมูลค่า’ ปิดช่องการพิจารณาตามดุลยพินิจ พร้อมทบทวนเกณฑ์ Free Zone ป้องกันสินค้าสวมสิทธิ และสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

 

วันนี้ (22 มกราคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันต์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จะแก้เกณฑ์การระงับคดีเพื่อยกระดับการปราบปรามการลักลอบส่งออกสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดเป็นเท็จและสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ไฟฟ้า

 

พันธ์ทองชี้ว่า การสำแดงแหล่งกำเนิดเท็จแทบไม่มีโทษปรับจริงในทางปฏิบัติ เพราะไม่เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี ขณะที่สินค้าต้องห้ามอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หากดำเนินคดีอาญา ก็จะใช้เวลานาน ซึ่งมีต้นทุนสูงและไม่คุ้มค่า และสุดท้ายศาลมักไม่ลงโทษจำคุก

 

ขณะเดียวกัน ของกลางที่ยึดมาก็ไม่สามารถทำลายได้ระหว่างดำเนินคดี นอกจากนี้ กรมศุลกากรเองก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการกำจัดของกลางเช่นกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาของกลางตกค้างจำนวนมาก และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตหรือขโมยได้

 

ทั้งนี้ ศุลกากรอยู่ระหว่างพิจารณาเปลี่ยนแนวทางการลงโทษจากการประเมินตามมูลค่าสินค้า มาเป็น ‘การปรับต่อชิ้น’ เพื่อให้มีความโปร่งใส และประเมินง่าย เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ เช่น กรณีนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า หากกำหนดอัตราปรับชิ้นละ 100 บาท หากมีการลักลอบนำเข้า 5,000 ชิ้น จะถูกปรับทันที 500,000 บาท

 

อธิบดีศุลกากรระบุว่า แนวทางนี้จะช่วยให้ไม่ต้องถกเถียงกันเรื่องราคาสินค้าถูกหรือแพง ลดปัญหาการสำแดงราคาต่ำและที่สำคัญ คือ รายได้ค่าปรับสามารถนำมาใช้เป็นงบทำลายของกลางได้โดยตรง

 

ทั้งนี้ การปรับเกณฑ์ดังกล่าวสามารถออกเป็นระเบียบของกรมศุลกากร ภายใต้อำนาจอธิบดีและคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอแก้กฎหมาย ซึ่งใช้ระยะเวลานานกว่า

 

เมื่อถูกถามว่าจะมีการแก้เกณฑ์แล้วเสร็จเมื่อไร อธิบดีกรมศุลกากรตอบว่า ต้องรอดูความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าวเสียก่อน ว่าช่วยลดแรงจูงใจให้คนกระทำผิดน้อยลงหรือไม่

 

เตรียมรื้อเกณฑ์ Free Zone ปิดช่องสวมสิทธิ

 

นอกจากนี้ พันธ์ทองยังระบุว่าจะมีการทบทวนกติกาเขตปลอดอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบันใช้เกณฑ์ Local Content 40% ตามกรอบอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติมีการอนุญาตให้นับรวมผลกำไร หรือแม้แต่การซื้อสินค้าต่อจากผู้นำเข้ามานับเป็นสัดส่วนสินค้าไทยเพื่อให้ครบ 40% ได้ แม้จะไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จริงในประเทศก็ตาม

 

อธิบดีศุลกากรยอมรับว่า ช่องโหว่นี้ทำให้สินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ได้รับสิทธิ์ยกเว้นอากรจนเหลือ 0% ทั้งที่แทบไม่ได้ผลิตในไทย กระทบต่อเกษตรกรในประเทศ

 

แนวคิดที่อยู่ระหว่างการหารือ คือกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของ Local Content และแรงงานในประเทศ รวมถึงอาจกำหนดไม่ให้นับรวมกำไรส่วนเพิ่ม หรือการบรรจุหีบห่อเป็น Local Content อีกด้วย พร้อมจะกำหนดให้ต้องมี ‘การแปรรูปจริง’ เช่น การเปลี่ยนพิกัดสินค้า (HS Code) จึงจะได้สิทธิ์

 

อย่างไรก็ตาม การทบทวนดังกล่าวยังต้องมีการหารือกับภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน และต้องเสนอในระดับนโยบายต่อรัฐบาลใหม่

 

20 วันแรก เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ ‘บาทแรก’ ได้แล้ว 300 ล้านบาท

 

หนึ่งในมาตรการที่เอกชนให้การตอบรับดี คือ การเก็บภาษีศุลกากร สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่ ‘บาทแรก’ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 และภายใน 20 วันสามารถจัดเก็บภาษีได้กว่า 300 ล้านบาท

 

อธิบดีศุลกากรมองว่า มาตรการนี้ช่วยลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าราคาถูก และเป็นเครื่องมือปกป้อง SME และผู้ประกอบการไทย จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

 

สำหรับกรณี การเก็บภาษีทองคำนำเข้า หรือมาตรการภาษีอื่นๆ หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน กรมศุลกากรยืนยันว่าพร้อมดำเนินการทันที เช่นเดียวกับกรณีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ที่นำมาใช้แล้วตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

 

ในอีกด้านหนึ่ง กรมศุลกากรได้เปิดเวทีรับฟังภาคเอกชน เพื่อเร่งปรับปรุงขั้นตอนพิธีการนำเข้า-ส่งออก โดยพันธ์ทองระบุว่า ข้อเสนอของภาคเอกชนมีทั้งที่สามารถทำได้ทันทีด้วยอำนาจอธิบดี ผ่านการแก้ระเบียบ และที่ต้องเสนอรัฐบาลใหม่ เช่น การปรับกฎกระทรวงหรือพระราชบัญญัติ

 

สำหรับการแก้ระเบียบที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ การเปลี่ยน Mode of Transportation ระหว่างเรือ รถไฟ รถบรรทุก ตลอดจนลดขั้นตอนเอกสารและพิธีการที่เป็นคอขวด

 

ส่วนประเด็นเชิงนโยบาย ซึ่งต้องอาศัยการปรับกฎกระทรวงหรือพระราชบัญญัติ และต้องใช้เวลา จะมีการรวบรวมเสนอรัฐบาลใหม่เมื่อมีรัฐบาลถาวร

The post ศุลกากรคุมเข้มสินค้าลักลอบนำเข้า เล็งเก็บค่าปรับ ‘ต่อชิ้น’ แทน ‘ตามมูลค่า’ ปิดช่องใช้ดุลยพินิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ พังแน่! ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ https://thestandard.co/trump-us-collapse-court-tariffs/ Tue, 13 Jan 2026 06:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1164552 สหรัฐฯ พังแน่ ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกโรงเตือน ประเ […]

The post สหรัฐฯ พังแน่! ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ พังแน่ ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกโรงเตือน ประเทศจะตกอยู่ใน ‘ความยุ่งเหยิง’ หากศาลสูงสุด สหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า ชี้จะต้องใช้เวลาหลายปีในการคืนเงินหรือชดเชยค่าเสียหายให้กับหลายประเทศหรือบริษัท

 

เมื่อคืนนี้ (13 มกราคม) ทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social ถึงกรณีที่ศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าในวันที่ 14 มกราคมนี้ว่า สหรัฐฯ อาจจะต้องคืนหรือชดเชยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ให้กับประเทศและบริษัทจำนวนมาก หากศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการดังกล่าว โดยย้ำว่า ประเทศอาจจะยุ่งเหยิง และอ่อนแอลงทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

 

“แทบเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศของเราจะจ่ายไหว ใครก็ตามที่บอกว่า สหรัฐฯ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เป็นคำตอบที่ผิด ไม่ถูกต้อง หรือเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง

 

“ต่อให้เป็นไปได้ เงินจำนวนนี้ก็จะมหาศาลมาก จนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะคำนวณได้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเลขเท่าไร และแม้แต่จะต้องจ่ายให้ใคร เมื่อไร และที่ไหน

 

“จำไว้ว่า เมื่ออเมริกาส่องประกายอย่างเจิดจ้า โลกทั้งใบก็จะส่องประกายตามไปด้วย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า หากศาลสูงสุดตัดสินอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ เราก็พังแน่!” ทรัมป์ระบุ

 

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเอกชนจาก 12 รัฐ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ต่อมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ประเทศคู่ค้าต่างชาติ โดยให้เหตุผลว่า การที่สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีโดยอ้างกฎหมายที่ให้อำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers: IEEPA) ในปี 1977 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุรวมถึงภาษีศุลกากร และสภาคองเกรสมีอำนาจจัดเก็บภาษีเท่านั้น

 

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจกำหนดมาตรการภาษีทั่วโลก โดยผู้พิพากษาส่วนใหญ่ หรือฝ่ายอนุรักษนิยมที่ครองเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ตั้งคำถามต่อเหตุผลในการขึ้นภาษีของทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์ไม่ยอมรับผลคำตัดสินและเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจำเป็นต่อการฟื้นฟูฐานการผลิตของประเทศ รวมถึงแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า

 

อนึ่งศาลสูงสุดจะตัดสินคดีดังกล่าวในวันที่ 14 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น รวมถึงคดีอื่นๆ ที่ยังตกค้างอยู่

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ พังแน่! ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิใจไทยพร้อม หากเพื่อไทย ยื่นซักฟอก มั่นใจชี้แจงได้ ขออย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ เหตุไทย-สหรัฐฯ คนละไทม์โซน https://thestandard.co/tax-attack-time-zone-defense/ Sun, 16 Nov 2025 06:16:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1143865 ภูมิใจไทยพร้อม หากเพื่อไทย ยื่นซักฟอก มั่นใจชี้แจงได้ ขออย่ารีบโจมตีปมภาษี สหรัฐฯ เหตุ ไทย-สหรัฐฯ คนละไทม์โซน

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ที่พรรคภูมิใจไทย แนน บุญธิดา สมชั […]

The post ภูมิใจไทยพร้อม หากเพื่อไทย ยื่นซักฟอก มั่นใจชี้แจงได้ ขออย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ เหตุไทย-สหรัฐฯ คนละไทม์โซน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิใจไทยพร้อม หากเพื่อไทย ยื่นซักฟอก มั่นใจชี้แจงได้ ขออย่ารีบโจมตีปมภาษี สหรัฐฯ เหตุ ไทย-สหรัฐฯ คนละไทม์โซน

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ที่พรรคภูมิใจไทย แนน บุญธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางพรรคภูมิใจไทยเองก็มีความพร้อม รวมถึงตัวอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย

 

โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวต่อว่า จากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีข้อกังวลใดๆ และมองว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนจะยื่นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากย้อนถามว่าเป็นประเด็นอะไร ในมุมของนายกรัฐมนตรีเห็นว่า เพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง และการบริหารที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความเสียหาย กลับมีทิศทางดีขึ้น

 

โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่ได้รับการชื่นชมจากผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มียอดเงินหมุนเวียนพอสมควร จนมีเสียงเรียกร้องให้ทำเฟส 2 ซึ่งจะออกมาเร็วๆ นี้

 

แนนกล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับปากไว้ก็ยังสามารถทำได้อย่างเต็มที่ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ท้ายที่สุดเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคไม่สามารถไปห้ามได้ โดยทางพรรคภูมิใจไทยเองก็เตรียมข้อมูล และเตรียมรัฐมนตรีที่จะตอบคำถามและชี้แจงไว้แล้ว

 

สำหรับประเด็นภาษีสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะถูกหยิบยกมาโจมตีในการอภิปราย แนนกล่าวว่า เรื่องนี้มีการส่งข้อมูลอัปเดตแทบทุกชั่วโมงว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งบางครั้งมีเอกสารออกมาก่อนการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ คือ นายกรัฐมนตรีอนุทิน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จึงอยากฝากถึงพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเห็นข่าวหนึ่งข่าวแล้วรีบออกมาโจมตี อยากให้รอดูระยะเวลาด้วย เพราะไทยกับสหรัฐอเมริกาอยู่คนละไทม์โซน การสื่อสาร การส่งเอกสาร หรือการให้ข้อมูลบางครั้งต้องรอเวลา อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมั่นใจในการทำงาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอธิปไตย

The post ภูมิใจไทยพร้อม หากเพื่อไทย ยื่นซักฟอก มั่นใจชี้แจงได้ ขออย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ เหตุไทย-สหรัฐฯ คนละไทม์โซน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกภูมิใจไทยโต้กลับเพื่อไทย บอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบภาษีสหรัฐ https://thestandard.co/bhumjaithai-on-joint-declaration-tax/ Sun, 16 Nov 2025 06:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1143862 โฆษกภูมิใจไทย โต้กลับ เพื่อไทย บอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบ ภาษีสหรัฐ

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ที่พรรคภูมิใจไทย แนน บุญธิดา สมชั […]

The post โฆษกภูมิใจไทยโต้กลับเพื่อไทย บอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบภาษีสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกภูมิใจไทย โต้กลับ เพื่อไทย บอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบ ภาษีสหรัฐ

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ที่พรรคภูมิใจไทย แนน บุญธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกวิจารณ์การทำงานของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกาว่า บริหารสถานการณ์บ้านเมืองผิดพลาด ไร้เดียงสา โดยระบุว่า ช่วงนี้ใช้คำค่อนข้างแรงกับการทำงานนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นายกฯ ทำงานมาเพียง 1 เดือนครึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ท่านรับปากก็เริ่มออกดอกออกผล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ หรือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเบื้องต้น

 

แนนกล่าวต่อว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ อยากจะบอกฝ่ายแค้นว่า ใจเย็นๆ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบฝ่ายค้าน ไม่ใช่แบบฝ่ายค้าน ให้ดูดีๆ ว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามสื่อและทำอยู่นั้น อย่างแรกคือ อธิปไตยของชาติ ประเทศไทยคือหัวใจหลักที่นายกฯ ต้องปกป้องให้มากที่สุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่านายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรีพยายามอย่างที่สุดในการเจรจาปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา ในระดับทวิภาคี ส่วนในรายละเอียดอื่นๆ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำงานต่อไป

 

“ไม่ใช่เห็นข่าวอะไรแค่ 1 นาที ก็ออกมาตอบโต้กล่าวหา เกินไปนิด อย่าให้ถึงขั้นเป็นฝ่ายแค้น เราเข้าใจบริบทว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของตน แต่ก็ควรจะอยู่ในกรอบที่คำนึงถึงบทบาทของนายกฯ ในการทำเพื่ออธิปไตยของชาติ” แนนกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า นายกฯ พูดไม่สนใจสหรัฐฯ เสมือนไม่มีความรู้หรือความสามารถทางการทูต แนน บุญธิดา กล่าวว่า หากตอบแบบแรงๆ ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการมีอังเคิลในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า นายกฯ ปฏิบัติงานโดยดูบริบทภาพรวม ไม่ใช่เพียงยกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาเท่านั้น ที่ผ่านมา นายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดล่าสุด คนไทยควรมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้ ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศก็ย่อมมีความห่วงใยบ้านเมืองอยู่แล้ว สิ่งที่นายกฯ ทำไม่ใช่แค่ประโยชน์ด้านอธิปไตย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของชีวิตทหารแนวหน้า

 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยโจมตีว่าการรักษาอธิปไตยต้องเดินหน้าควบคู่กับเศรษฐกิจ แนน ตอบว่า ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เดินหน้าเจรจาการค้า ไม่ใช่เฉพาะภาษีสหรัฐฯ แต่ยังมีการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นด้วย ยืนยันว่าไทยเดินหน้าในทุกด้านและพูดคุยกับทุกประเทศ

 

แนน บุญธิดา กล่าวอีกว่า การยุติ Joint Declaration ไทย-กัมพูชา ไม่ได้กระทบเศรษฐกิจ โดยไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือเศรษฐกิจโลก ต่างก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ตนยังมั่นใจว่าการเดินหน้าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป ทั้งการค้าในประเทศและระหว่างประเทศ

 

นอกจากนี้เมื่อวานนายกฯ ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงอย่างชัดเจนว่า Joint Declaration ยังคงมีความชัดเจนในเรื่องการทหารและเขตแดน ส่วนประเด็นด้านการค้าและเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

The post โฆษกภูมิใจไทยโต้กลับเพื่อไทย บอกฝ่ายแค้นใจเย็นๆ ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบภาษีสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ https://thestandard.co/trump-waives-coffee-bananas-beef-tax/ Sat, 15 Nov 2025 03:35:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1143623 ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (14 พฤศจ […]

The post ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (14 พฤศจิกายน) สั่งยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงให้กับสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญหลายรายการ เช่น กาแฟ, โกโก้, กล้วย และผลิตภัณฑ์เนื้อวัวบางประเภท

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก เกี่ยวกับปัญหาราคาวัตถุดิบและอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้จัดจำหน่ายหลายรายได้ปรับขึ้นราคาเนื้อวัว, กาแฟ, ช็อกโกแลต และอาหารทั่วไปอื่นๆ ไปแล้ว อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกำแพงภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้มาตลอดทั้งปีนี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการกลับลำนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน จากเดิมที่เขายืนกรานมาโดยตลอดว่ากำแพงภาษีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องธุรกิจและแรงงานชาวอเมริกัน และมักจะอ้างว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะไม่เป็นผู้รับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น

 

การยกเว้นภาษีครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เองหรือผลิตได้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เช่น กล้วยและกาแฟ รวมถึงผลไม้อื่นๆ เช่น มะเขือเทศ, อะโวคาโด, มะพร้าว, ส้ม และสับปะรด ตลอดจนชาดำ, ชาเขียว และเครื่องเทศอย่างอบเชยและลูกจันทน์เทศ

 

แม้ว่าการยกเว้นภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะขาดแคลนอุปทานในตลาดโลก ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อราคา โดยเฉพาะกาแฟและเนื้อวัว ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายภาษีของทรัมป์เอง

 

ภาษีเนื้อวัว, กาแฟ, โกโก้

 

การยกเว้นภาษีเนื้อวัวเกิดขึ้นหลังจากราคาพุ่งสูงมานานหลายเดือน ซึ่งส่วนหนึ่งผูกพันกับนโยบายภาษีของทรัมป์เอง

 

ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่สูงมากกับซัพพลายเออร์เนื้อวัวรายใหญ่ เช่น บราซิล (ผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก) ที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 75% การขึ้นภาษีนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด คือในขณะที่ จำนวนปศุสัตว์ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี

 

ภาวะอุปทานตึงตัวอย่างรุนแรง (Supply Squeeze) ได้ผลักดันให้ราคาเนื้อวัวดิบในซูเปอร์มาร์เก็ต พุ่งสูงขึ้น 12-18%

 

ด้านสถานการณ์ของกาแฟสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายภาษีได้ชัดเจนที่สุด หลังจากราคากาแฟคั่วบดในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.41 ดอลลาร์ต่อปอนด์ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อนหน้า

 

นโยบายภาษี 50% ของทรัมป์ต่อกาแฟจากบราซิล ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ ได้ผลักดันต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการร้านกาแฟและโรงคั่วต่างระบุว่าพวกเขาไม่มีทางหลีกเลี่ยงภาษีนี้ได้ เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเมล็ดกาแฟที่ตนเองบริโภคเลย

 

รายงาน CPI เดือนกันยายนพบว่า ราคากาแฟพุ่งขึ้นเกือบ 21% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990

 

ขณะที่โกโก้เผชิญกับแรงกดดันด้านราคาที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าราคาล่วงหน้าจะปรับลดลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดกว่าสองเท่า มาอยู่ที่ประมาณ 5,300 ดอลลาร์ จากผลกระทบของกำแพงภาษีและภาวะผลผลิตล้มเหลวในไอวอรีโคสต์และกานา

 

ในเดือนตุลาคม ผู้บริหารของ Hershey คาดการณ์ว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายจากกำแพงภาษีในปีนี้สูงถึง 160-170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซ้ำเติมจากต้นทุนเมล็ดโกโก้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งผลักดันให้ราคาช็อกโกแลตค้าปลีกในช่วงก่อนเทศกาลฮาโลวีน พุ่งสูงขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์สั่งยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรหลัก ‘เนื้อวัว-กาแฟ-โกโก้’ หวังลดค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? https://thestandard.co/wealth-in-depth-e-commerce-import-tax/ Thu, 13 Nov 2025 02:07:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1142728 ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน?

กรมศุลกากรเพิ่งประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟ […]

The post ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน?

กรมศุลกากรเพิ่งประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ (e-commerce) ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ SME ไทย ท่ามกลางภาวะที่สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย พร้อมคาดว่า จะเพิ่มรายได้เข้ารัฐ 3,000 ล้านบาทต่อปี

 

เจาะเหตุผลทำไม ‘ศุลกากร’ เลิกเก็บภาษี De minimis

 

โดยพันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth โดยเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวว่า เป็นไปตามนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยสั่งการมายังศุลกากร ให้หา “มาตรการช่วย SME ไทยให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้า ที่นำเข้าโดยตรงจากต่างประเทศได้”

 

พันธ์ทองยังอธิบายว่า แต่เดิม ไทยไม่มีการเก็บภาษีสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่ว่าจะเป็นอากร ศุลกากร หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะผู้คนเพียงส่งของชิ้นเล็กๆ แก่กันไปมา และอาจเป็นของขวัญในบางครั้ง ซึ่งประเทศอื่นๆ ในโลก ล้วนยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกันนี้ เรียกว่า De minimis

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตอย่างมหาศาลของ E-Commerce ที่มีการค้าขายเพิ่มขึ้นจากหลักแสนชิ้นต่อปี มาเป็น 100 ล้านชิ้นต่อปีในปัจจุบัน ทำให้การขายสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศสามารถส่งเข้ามาในประเทศไทยได้เลย

 

“ดังนั้น การคงภาษี De minimis ไว้จึงทำให้ไม่มีผู้ประกอบการในไทยรายใดได้รับประโยชน์เลย เนื่องจากสินค้าสามารถผลิตโดยตรงจากต่างประเทศ และส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้เลยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง (ยี่ปั๊ว) และร้านค้าปลีก (ซาปั๊ว)” พันธ์ทองกล่าว

 

แม้ในปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรจะหันมาเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าชิ้นเล็กแล้วก็ตาม แต่ด้วยอัตราเพียง 7% ทำให้ราคาสินค้านำเข้าบนแพลตฟอร์มยังคงมีราคา ‘ถูกกว่า’ อยู่ จึงเป็นเหตุผลให้กรมศุลกากรออกมาตรการ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ค้าบนแพลตฟอร์มที่อยู่ในต่างประเทศ กับผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีถูกต้อง

 

สำหรับผลกระทบต่อผู้บริโภค พันธ์ทองมองว่า แม้ผู้บริโภคอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าจากต่างประเทศจะใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้ค้าออนไลน์ในประเทศและต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน สินค้าในประเทศยังมีข้อได้เปรียบด้านระยะเวลารอสินค้า โดยใช้เวลาเพียง 1 วัน ขณะที่สินค้านำเข้า ผู้บริโภคต้องรอสินค้าราว 3-4 วัน

 

เปิดแนวทางเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท

 

พันธ์ทอง เปิดเผยต่อว่า การใช้แนวทางภาษีสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ในช่วงแรก จะเก็บภาษีในอัตราตามพิกัดของสินค้าชนิดนั้นๆ เช่น 0%, 5%, 10% และ 25% เป็นต้น ตามกฎหมายปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า อาจจะเก็บในอัตราเดียวกัน (Flat Rate) กับสินค้าทุกรายการ เช่น 10% หรือ 15% กับสินค้าทั้งหมด

 

โดยมีวิธีการคือ จะให้แพลตฟอร์ม E-Commerce สำแดงมาว่า สินค้าที่นำเข้ามามีอะไรบ้าง และมีมูลค่าเท่าไหร่ และถูกเรียกเก็บอากรเท่าไร จากนั้น ศุลกากรจะสุ่มตรวจเช็ก ตรวจสอบความตรงกันของข้อมูล (Reconcile) กับของที่เข้ามายังประเทศเรา มาที่สนามบิน มาที่ชายแดนระหว่างนำเข้า

 

‘ศุลกากร’ เผยรายการสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ที่เตรียมโดนเก็บภาษีเพิ่ม

 

พันธ์ทองกล่าวต่อว่า สินค้าต่ำกว่า 1,500 บาทส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาในประเทศไทย มีประเภทหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า เคสโทรศัพท์ ของทำด้วยพลาสติก

 

คาดเลิกเก็บ De minimis เพิ่มรายได้ภาษีราว 3,000 ล้านบาทต่อปี

 

พร้อมทั้งระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้น โดยอิงจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท ของปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท เมื่อสมมติค่าเฉลี่ยพิกัดศุลกากรของสินค้าไว้ที่ 10% อย่างน้อย คาดว่า รัฐจะมีรายได้ศุลกากร 3,000 ล้านบาท บนสมมติฐาน การบริโภคคงที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูแนวโน้ม 5 ปีย้อนหลัง พันธ์ทองชี้ว่า การนำเข้าสินค้าชิ้นเล็กมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี

 

เปิดผลหารือแพลตฟอร์มออนไลน์

 

นอกจากนี้ พันธ์ทอง ยังกล่าวถึงผลการหารือกับแพลตฟอร์ม E-Commerce รายใหญ่ เช่น Shopee และ Lazada ว่า แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยกรมศุลกากรได้มีข้อเสนอไปหลักๆ ดังนี้

 

1. ขอให้ยุติการขายสินค้าที่ห้ามนำเข้า หรือต้องใช้ใบอนุญาตนำเข้า หรือสินค้าผิดกฎหมาย เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า เข้ามาในประเทศไทย โดยให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกับ Amazon ที่มีการระบุว่าสินค้าใดที่ “ไม่สามารถจัดส่งมายังประเทศไทยได้” (Not Ship to Thailand)

 

2. ขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มโดยตรง เพื่อให้ทราบจำนวนสินค้าที่ส่งเข้ามา มูลค่าการนำเข้า และสามารถตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้ขนส่งสำแดงไว้ (Reconcile) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบ

 

พันธ์ทองยังอธิบายว่า “ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรบุหรี่ไฟฟ้าได้กว่า 5 ล้านชิ้น ของละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 5 แสนชิ้น และสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต มอก. อีกเป็นล้านชิ้น ผมจึงมีแนวคิดว่า ถ้าไม่มีการขายในแพลตฟอร์ม ก็จะไม่เกิดการสำแดงเท็จและการลักลอบนำเข้าตามมา เพื่อที่ให้กรมศุลกากรไปโฟกัสกับสินค้าที่เป็นอันตรายกว่าได้เช่น ยาเสพติด”

 

พันธ์ทองระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากต้นทาง โดยกรมศุลกากรได้ขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มระงับการขายสินค้าควบคุมมาประเทศไทยจนกว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานไทย เช่น มอก. หรือ อย. เพื่อป้องกันการสำแดงเท็จและลักลอบนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเน้นการตรวจสอบสินค้าประเภทอื่น เช่น ยาเสพติด ได้มากขึ้น

 

KResearch มองยกเลิก ‘De minimis’ มีแนวโน้มทำให้สินค้าแพงขึ้น

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า การยกเลิกภาษี De Minimis ซึ่งจะเปิดทางให้กรมศุลกากรสามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทนั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาสินค้า ที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์มอาจ ‘แพงขึ้น’ อย่างไรก็ตาม ความเร็วและขนาดในการปรับขึ้นราคาขึ้นอยู่กับว่าผู้นำเข้าจะสามารถรับภาระต้นทุนไว้ได้นานแค่ไหน นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ดังนี้

 

(1) อัตราภาษีนำเข้าที่สินค้าแต่ละชนิดจะโดนเรียกเก็บ

 

(2) ข้อตกลงทางการค้า (Free Trade Agreement: FTA) ที่ไทยมีกับประเทศต่างๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้านำเข้าจากประเทศจีนจะมีอัตราเป็น 0% อยู่แล้ว เนื่องจาก ไทยมีกรอบ FTA China-ASEAN ร่วมกับจีน ดังนั้น หากสินค้านำเข้ารายการใดก็ตาม ที่ไทยไม่มี FTA ด้วยหรือไม่มี Certificate of Origin ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ร่วมกับ VAT อีก 7%

 

(3) กลไกการส่งผ่านราคา จากผู้นำเข้าหรือผู้ขาย ซึ่งเป็นผู้แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค โดยณัฐพรมองว่า การส่งผ่านภาระภาษีนี้จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของสินค้า และการแข่งขันในตลาดด้วย เนื่องจากแต่ละรายการสินค้าก็มีโครงสร้างราคาที่แตกต่างกันไป

 

ดังนั้น หากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศยังมีราคา ‘ถูกกว่า’ สินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างมาก ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ไปให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น “สมมติว่า ถ้าเสื้อผ้านำเข้าจากจีน มีราคา 100 บาทต่อหน่วย แต่สินค้าใกล้เคียงกันที่มีการผลิตและขายในไทย มีราคา 200 บาทต่อหน่วย ในกรณีเช่นนี้ ผู้นำเข้าสามารถผลักภาระภาษีให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ และยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตามเดิม” ณัฐพรกล่าว

 

สะท้อนว่า หากผู้บริโภคมีทางเลือกอื่น เช่น สินค้าในประเทศคุณภาพดีกว่าและส่วนต่างราคาไม่มาก คนก็อาจจะเลือกซื้อสินค้าในประเทศแทน

 

ประเทศคู่ค้ารายใดของไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?

 

ณัฐพรกล่าวว่า เมื่อพิจารณาว่า ประเทศคู่ค้ารายใดของไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็น่าจะเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าพวกชิ้นเล็กๆ ราคาต่ำๆ มาไทยจำนวนมาก เช่น จีน และฮ่องกง ซึ่งถ้าหากดูตัวเลขการนำเข้าของไทยแต่ละรายการ ก็จะเห็นเลยว่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ (Home Appliance) เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า รองเท้า ล้วนมีการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทย (อาเซียน) มี FTA กับจีน ดังนั้นหากเป็นการนำเข้าทางเรือ หรือการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมี Certificate of Origin เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าว่า มาจากประเทศจีน ซึ่งส่วนนี้จะเป็นสินค้าที่ผ่านระบบศุลกากรเต็มรูปแบบ จะได้การยกเว้นภาษี (Waive) ภายใต้กรอบ FTA

 

ขณะที่ สินค้าที่มีการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่แน่ใจว่าจะมีเอกสารยืนยันเหมือนกันหรือไม่ หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตรา MFN

 

ขณะที่ พันธ์ทอง ลอยกุลอนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยจะมี FTA กับหลายประเทศ แต่สินค้าในรูปแบบพัสดุ (Parcel) จะไม่ได้รับการเว้นภาษีในส่วนของ FTA เพราะไม่มีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) จากประเทศคู่ค้า

 

มาตรการนี้ช่วยสกัดการทะลักของสินค้าชิ้นเล็กๆ ได้หรือไม่?

 

ณัฐพรมองว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ ‘พอช่วยลดการทะลักของสินค้าชิ้นเล็กๆ ได้’ เพราะว่า สินค้าชิ้นเล็กที่ส่งมาทาง E-Commerce อาจไม่มีกระบวนการ Certificate of Origin เนื่องจากไม่คุ้มที่จะทำ เพราะสินค้าราคาถูกมาก แต่หลังจากนี้ เมื่อมาตรการนี้มีผลก็ต้องโดนภาษีแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า “จีนยังมีจุดแข็งตรงที่สามารถทำราคาได้ถูก และมี Economy of Scale แบบที่ไม่มีประเทศใดสามารถทำได้ ดังนั้น ต่อให้ถูกเรียกเก็บภาษี แต่ถ้าสินค้ามีต้นทุนต่ำจริงๆ จีนก็ยังสามารถแข่งขันได้อยู่ และอาจไม่ได้เสียเปรียบขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับต้นทุนและคุณภาพ”

 

มาตรการนี้เป็นการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือไม่?

 

ณัฐพร พร้อมทั้งกล่าวว่า การยกเลิก de minimis ไม่ใช่มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) เพราะมาตรการ AD มุ่งเป้าไปที่บางประเทศหรือบางบริษัทโดยเฉพาะที่ขายสินค้าราคาต่ำกว่าต้นทุน แต่การเก็บภาษีตามกฎ de minimis นี้ ใช้กับทุกประเทศ (apply to all)

 

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ไม่ขัดหลักการ MFN (Most Favored Nation) ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ที่ว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติเช่นกัน เนื่องจาก ไทยจะเก็บภาษีแบบเท่าเทียม ไม่ว่าจะนำเข้าจากส่วนใดในโลก ก็จะเจอกฎแบบเดียวกันหมด

 

เชื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

ณัฐพร กล่าวว่า อย่างน้อยๆ มาตรการนี้ก็เป็นความพยายามที่จะทำให้การแข่งขันอยู่บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level of Playing Field) หรือมีการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยหายใจคล่องขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพร มองว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่สินค้าที่ผู้ประกอบการไทยแข่งด้วยจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

 

สำหรับผลต่อการจ้างงาน ณัฐพรกล่าวว่า ไกลเกินไปที่จะประเมินได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีหลายปัจจัย (Factor) ให้ต้องพิจารณา ทั้งราคา และการแข่งขัน ซึ่งหากสินค้านำเข้าบางรายการยังมีราคาถูกอยู่ แม้จะมีการส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้บริโภคแล้ว ก็จะไม่ได้ช่วยภาคการผลิตมากนัก อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย ยังพอหายใจหายคอคล่องขึ้น

 

Shopee พร้อมหนุนกรมศุลกากร เผยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นคนไทย!

 

Shopee ประเทศไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จะมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ในประเทศให้สามารถเติบโตบนโลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้ขายส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มของ Shopee เป็นผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม MSMEs

 

Shopee กล่าวย้ำอีกว่า จะสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในประเทศ รวมถึงการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่าง Shopee และภาครัฐในการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือและการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ
Shopee ยังคงให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมศุลกากร เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวบนแพลตฟอร์มเป็นไปอย่างราบรื่นและทันเวลา

 

“เรามองว่านโยบายนี้เป็น ‘โอกาส’ ให้ผู้ขายไทยมีความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น และเรากำลังขยายโครงการพัฒนาผู้ขาย (Seller Development Programs) เพื่อช่วยผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” Shopee ระบุ

 

Shopee กล่าวอีกว่า โดยที่ผ่านมาเราสนับสนุน SMEs ไทยผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

 

  • โปรแกรมอัปสกิลผู้ขายไทย (เวิร์กช็อปและคอร์สออนไลน์ด้านการตั้งราคา ภาษี / นโยบาย / การตลาดเนื้อหา)
  • การผลักดันแคมเปญสินค้าไทย โดยร่วมกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าไทยบนแพลตฟอร์ม
  • การยกระดับความเชื่อมั่นสินค้าไทย โดยร่วมมือกับหน่วยงาน เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการกำกับคุณภาพ มาตรฐาน และพัฒนาระบบตรวจจับสินค้าละเมิด
  • โอกาสส่งออกผ่านโปรแกรม Shopee Global Sales (ชื่อเดิม Shopee International Platform) ซึ่งช่วยให้ร้านค้าในไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดย Shopee ช่วยสร้างและดูแลร้านค้า บริหารจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุน การใช้เครื่องมือ และฟีเจอร์การตลาด บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทย

The post ไทยจ่อเก็บ ‘ภาษีสินค้านำเข้า’ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ‘นักช้อป-ผู้ประกอบการ’ กระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ https://thestandard.co/key-messages-trump-xi-6-years/ Thu, 30 Oct 2025 07:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1137414 ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ

การประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา – จีน นอกรอบการประชุม […]

The post ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ

การประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา – จีน นอกรอบการประชุม APEC 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในหน้าการเมืองโลกสัปดาห์นี้ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในรอบหลายทศวรรษจาก ‘สงครามภาษี’ และ ‘ศึกครองแร่แรร์เอิร์ธ’

 

และนี่คือไฮไลต์การพบกันครั้งสำคัญสองผู้นำระดับโลก ที่ THE STANDARD สรุปมาในวันนี้

 

‘ทรัมป์-สี’ พบกันในรอบ 6 ปี นอกรอบ APEC 2025

 

การประชุมสุดยอดสหรัฐฯ – จีน เกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติกิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ นอกรอบการประชุม APEC 2025 โดยใช้โอกาสที่ทรัมป์เดินทางมาเยือน 2 ประเทศในเอเชียก่อนหน้านี้ คือ มาเลเซียและญี่ปุ่น ขณะที่สีจิ้นผิงเดินทางมาเกาหลีใต้ในรอบ 11 ปี เพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

 

ทั้งนี้ การประชุมเกิดขึ้นเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลัง สีจิ้นผิง เดินทางมาถึงเกาหลีใต้ช่วงเช้า ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่สองผู้นำพบกันตั้งแต่การประชุม G20 ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นปี 2019

 

ทันทีที่ทั้งคู่พบกัน ทรัมป์เป็นฝ่ายเดินไปจับมือสีจิ้นผิง โดยระบุว่า “เราจะมีการประชุมที่ประสบความสำเร็จ แต่เขา (สีจิ้นผิง) เป็นนักเจรจาที่เข้มงวดมาก ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดี” ขณะที่ผู้นำจีนไม่ได้กล่าวอะไร พร้อมยิ้มและถ่ายรูปต่อหน้าสื่อ ก่อนจะเข้าไปในห้องประชุม ซึ่งมีการถ่ายทอดสดโดยช่องทาง Youtube ของทำเนียบขาว

 

ใช้เวลา 4 นาทีในหน้าสื่อ สีจิ้นผิงพูดถึง ‘ไทย-กัมพูชา’ ย้ำสหรัฐฯ และจีน ต้องแบกความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะมหาอำนาจ

 

ในห้องประชุมที่ถ่ายทอดสดโดยทำเนียบขาว ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 4 นาที โดยผู้เข้าร่วมจากฟากสหรัฐฯ ประกอบด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ, สก็อตต์ เบนเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง, เดวิด เพอร์ดิว เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำจีน และ ซูซาน ไวล์ส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว

 

ขณะที่คณะเจรจาของจีนนำโดย สีจิ้นผิง, หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ไช่ฉี ผู้นำลำดับ 5 ในโปลิตบูโร และเลขาธิการใหญ่สำนักงานเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ จีน, เจิ้งชานเจี๋ย ประธานหน่วยวางแผนเศรษฐกิจจีน และ หวังเหวินเทา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

 

ทรัมป์เป็นฝ่ายเริ่มต้นเปิดบทสนทนาก่อนว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พบกับเพื่อนที่รู้จักมาเนิ่นนาน แม้ในช่วงที่ผ่านมา เขาและสีจิ้นผิงได้พูดคุยกันบ้างแล้ว แต่วันนี้ทั้งสองประเทศจะตกลงหลายอย่างด้วยกัน พร้อมกล่าวชมว่า สีจิ้นผิงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยอดเยี่ยม

 

“ผมคิดว่า เราจะมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมไปอีกนาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบคุณในวันนี้” ทรัมป์กล่าว

 

ขณะที่สีจิ้นผิงกล่าวขอบคุณทรัมป์ว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบผู้นำสหรัฐฯ และรู้สึกอบอุ่นเหมือนเดิม ซึ่งตั้งแต่ทรัมป์ได้กลับเข้ามานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ทั้งคู่ได้ติดต่อกันเรื่อยมาอย่างใกล้ชิด เช่น พูดคุยทางโทรศัพท์ราว 2 ครั้ง หรือส่งจดหมายหากันหลายฉบับ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ – จีน ยังคงมั่นคง แม้จะความแตกต่างทางเชื้อชาติ ทำให้เราไม่ได้เห็นตรงกันเสมอไป และเป็นเรื่องปกติที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก จะเกิดความขัดแย้งเป็นครั้งคราวบ้าง

 

“เมื่อเผชิญพายุ คลื่น และความท้าทาย คุณ และผมในฐานะผู้นำของจีน ต้องนำพาความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

 

ผู้นำจีนยังกล่าวต่อว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสอนว่า จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นเพื่อนและคู่คิดกัน โดยตนในฐานะผู้นำจีนพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ก่อนจะย้ำว่า ทรัมป์ทำงานหนักเรื่องการสร้างสันติภาพมาก เช่น การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในกาซา และการลงนามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

 

“และในการเยือนมาเลเซียครั้งล่าสุด คุณได้เป็นสักขีพยานการลงนามปฏิญญาสันติภาพพิพาทไทย-กัมพูชาด้านพรมแดน ซึ่งจีนได้มีส่วนช่วยเหลือไทย-กัมพูชา ตามแนวทางของเรา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนของทั้งสองประเทศอย่างเหมาะสม”

 

สีจิ้นผิงยังทิ้งท้ายว่า จีนและสหรัฐฯ ควรแบกรับความผิดชอบร่วมกันในฐานะประเทศมหาอำนาจ เพื่อบรรลุสิ่งที่ใหญ่และเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี ในวิดีโอของ Reuters มีนักข่าวรายหนึ่งถามทรัมป์ถึงแผนการที่สหรัฐฯ จะกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในรอบ 33 ปี ต่อหน้าสีจิ้นผิง แต่ผู้นำสหรัฐฯ ตัดจบด้วยการกล่าวขอบคุณ

 

หลังจากการเจรจาส่วนตัวนานเกือบ 1 ชั่วโมง มีภาพปรากฏในหน้าสื่อ คือ ทรัมป์และสีจิ้นผิงจับมือกัน โดยผู้นำสหรัฐฯ กระซิบที่ข้างหูผู้นำจีน ก่อนจะผายมือให้สีจิ้นผิงเดินออกไป และทั้งคู่แยกย้ายขึ้นรถเดินทางกลับ

 

เจรจาหลังบ้าน 40 นาที ทรัมป์ให้คะแนนการประชุม 12 เต็ม 10

 

รายงานจากสื่อจีนระบุว่า ทรัมป์กับสีจิ้นผิงใช้เวลาเจรจาหลังบ้านนานถึง 40 นาที ซึ่ง Reuters คาดการณ์ว่า ประเด็นที่พูดคุยกันจะเกี่ยวข้องกับประเด็นภาษีนำเข้า ที่พ่วงด้วยมาตรการจำกัดแร่หายากของจีน, ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่า จีนหยุดการนำเข้าเฟนตานิลไม่ได้ ไปจนถึงการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ

 

เบื้องต้น ทรัมป์ระบุว่า คะแนนการพูดคุยกับผู้นำจีนวันนี้อยู่ที่ 12 เต็ม 10 คะแนน โดยสหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงการค้ากับจีนเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งลดภาษีนำเข้าเหลือ 47% จาก 57% และหาข้อสรุปเรื่องแร่หายากได้เรียบร้อย พร้อมยืนยันว่า เขาจะไปเยือนจีนในเดือนเมษายน 2026 ขณะที่สีจิ้นผิงจะพิจารณาเยือนสหรัฐฯ หลังจากนั้น

 

อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า เขาไม่ได้พูดเรื่องไต้หวันกับสีจิ้นผิง แต่พร้อมทำงานร่วมกันในเรื่องสันติภาพในยูเครน

 

ปิดจบทริปเอเชีย 2025 ทรัมป์ไม่เข้าร่วมประชุม APEC ย้ำจะกลับมาหาคิมจองอึนวันหลัง

 

ทรัมป์เดินทางกลับสหรัฐฯ ทันทีหลังประชุมเสร็จในเวลา 12.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยไม่เข้าร่วมการประชุม APEC ในวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน โดยปรากฏภาพของเขาขึ้นเครื่องบิน Air Force One ก่อนจะโบกมือให้ทุกคน และแสดงความขอบคุณ

 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้พบคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือตามการคาดเดาในหน้าสื่อช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า เขาวุ่นวายกับการพูดคุยในช่วงเช้าวันนี้มาก ถ้าจะขอพบคิมจองอึนอาจจะเป็นการไม่เคารพอีกฝ่าย แต่ให้สัญญาว่า เขาจะกลับมาวันหลัง

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ปิดฉาก ‘ทรัมป์’ พบ ‘สีจิ้นผิง’ ในรอบ 6 ปี สรุปข้อตกลงสงบศึกสงครามภาษี-แรร์เอิร์ธ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม https://thestandard.co/ekniti-reciprocal-tariff-list-talks/ Wed, 29 Oct 2025 11:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1137081 เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ รมว.คลัง ย้ำหารือสหรัฐฯ แค่กรอบการเ […]

The post เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ รมว.คลัง ย้ำหารือสหรัฐฯ แค่กรอบการเจรจา เล็งต่อรองเว้นภาษีเพิ่มใน Appendix มองการเจรจาเป็นบวก เตรียมหารือภาคเอกชนเพิ่มเติม โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง

 

วันนี้ (29 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะยุทธศาสตร์ในการเจรจา กล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังหารือกับสหรัฐฯ แค่ในระดับ ‘กรอบ (Framework)’ เท่านั้น ที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

 

พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ผ่านระบบออนไลน์แล้วหนึ่งครั้ง และจนถึงปัจจุบันบรรยากาศการพูดคุยค่อนข้างเป็นบวก

 

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวว่า ได้ต่อรองกับ USTR ไปแล้วให้ลดอัตราภาษีลงต่ำกว่า 19% แต่ทาง USTR มองว่า ไทยมีความได้เปรียบในกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว เมื่อเทียบประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ซึ่งถูกเรียกเก็บในอัตรา 20% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ถูกเรียกเก็บในอัตราที่ไม่ได้ต่ำกว่าไทย

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้เปิดโอกาสให้ไทยเสนอขอลดหย่อนหรือเว้นภาษีบางรายการได้ ภายใต้ Executive Order ของประธานาธิบดีสหรัฐ และเอกสารแนบท้าย (Appendix) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการพิจารณาเป็นกรณี

 

สำหรับรายการสินค้าที่จะเสนอขอลดหย่อนไว้ใน Appendix ซึ่งจะเป็นสินค้ารายการใดบ้าง ดร.เอกนิติ กล่าวว่า จำเป็นต้องหารือร่วมกับภาคเอกชน และกระทรวงพาณิชย์ โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง

 

มองเปิดตลาดไม่น่ากังวล

 

ส่วนสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาด (Market Access) ให้กับสหรัฐฯ ดร.เอกนิติมองว่า ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าไรนัก เนื่องจาก สินค้าหลายรายการยังไม่ได้มีในไทย เช่น รถยนต์พวงมาลัยซ้าย ตลอดจนสินค้าส่วนใหญ่ เป็นรายการที่ไทยเปิดตลาดไว้แล้วผ่าน FTA ต่างๆ เช่น ไวน์

 

ขณะที่สินค้ารายการอื่นๆ ซึ่งไทยมีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าอยู่แล้ว เช่น อาหารเลี้ยงสัตว์ อย่างข้าวโพด และถั่วเหลือง ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การลดเพดานภาษีก็จะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์มากขึ้น

 

เมื่อถูกถามว่าจะมีการคุยกับ USTR อีกครั้งเมื่อไร เอกนิติกล่าวว่า “กลับมาจากอาเซียนคงจะได้คุยกัน”

 

พร้อมแก้ปม ‘รางวัลนำจับ’

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังตอบคำถามเกี่ยวกับ ข้อตกลงที่ยกเลิกระบบ ‘รางวัลนำจับ’ ทางศุลกากรให้กับสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ได้รับการเรียกร้องจากบรรดาสมาคมภาคเอกชนเช่นกัน แต่สหรัฐฯ มองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดังนั้น เพื่อรับมือกับปัญหานี้ กระทรวงการคลังอาจต้องพิจารณาหาวิธีเพิ่มแรงจูงใจต่อการป้องกันสินค้าผิดกฎหมายด้วยมิติอื่นๆ แทนรางวัลนำจับ เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส

The post เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 https://thestandard.co/us-thailand-trade-deal-info/ Tue, 28 Oct 2025 07:33:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1136504 เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 1

หลังจากที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ ‘JOINT STATEMENT ON A FRAME […]

The post เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 1

หลังจากที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ ‘JOINT STATEMENT ON A FRAMEWORK FOR A UNITED STATES-THAILAND AGREEMENT ON RECIPROCAL TRADE’ ทั้งสองประเทศได้บรรลุ “ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

โดยประเด็นที่ต้องจับตาคือ ไทยจะยกเลิกมาตรการกีดกันทางภาษีสินค้า 99% ครอบคลุมอุตสาหกรรม อาหาร การเกษตร พร้อมเตรียมจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ

 

“นับเป็นดีลการค้าครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี”

 

THE STANDARD WEALTH สรุปไฮไลต์สำคัญ 18 ข้อ และรายชื่อสินค้าสหรัฐฯ-ไทย ที่ได้ร่วมวางกรอบเจรจา มีอะไรบ้าง ก่อนสรุป และมีผลบังคับใช้ในสิ้นปี 2568

 

เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 2

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.รับทราบลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ เอกนิติแจงเปิดทางลงทุน-สำรวจตามกฎหมายไทย ปูทางเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ จาก 19% หนุนแข่งขันในอาเซียน https://thestandard.co/cabinet-rare-earth-mou-cut-tariff/ Tue, 28 Oct 2025 07:02:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1136494 ครม.รับทราบ ลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ เอกนิติแจง เปิดทางลงทุน-สำรวจตามกฎหมายไทย ปูทางเจรจา ลดภาษี สหรัฐฯ จาก 19% หนุนแข่งขัน ใน อาเซียน

วันนี้ (28 ตุลาคม) ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล เอกนิต […]

The post ครม.รับทราบลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ เอกนิติแจงเปิดทางลงทุน-สำรวจตามกฎหมายไทย ปูทางเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ จาก 19% หนุนแข่งขันในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.รับทราบ ลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ เอกนิติแจง เปิดทางลงทุน-สำรวจตามกฎหมายไทย ปูทางเจรจา ลดภาษี สหรัฐฯ จาก 19% หนุนแข่งขัน ใน อาเซียน

วันนี้ (28 ตุลาคม) ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับ รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุนว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบการลงนามดังกล่าวแล้ว ซึ่งอยากสร้างความชัดเจนให้ประชาชนได้รับทราบ โดยรายละเอียดของเรื่องดังนี้

 

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อร่วมมือกันในการพิจารณาร่วมกันคือ เรื่องห่วงโซ่อุปทาน และเรื่องการส่งเสริมความลงทุนแร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ เพื่อต้องการส่งเสริมการค้าการลงทุน ในอุตสาหกรรมการสำรวจ, การสกัด, การแปรรูป, การกลั่น, การรีไซเคิล, การกู้คืน และการดูแลรักษาแร่หายาก ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นกระบวนการการสำรวจ ไปจนถึงการสกัด รวมไปถึงการรีไซเคิล และการกู้คืน

 

อีกทั้ง การสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และอุตสาหกรรมการสกัด อีกทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด คือ การทำให้แร่หายากนำออกมาใช้สู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

 

ส่วนขอบเขตของการร่วมมือ คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นเลิศในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยให้เจ้าหน้าที่ของประเทศภาคี สามารถจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และกลไกต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ทั้งนี้ให้ความสำคัญแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตการลดขั้นตอน เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่างๆ และราคาสินค้าแร่หายาก โดยให้ประเทศภาคี ระหว่าง 2 ประเทศให้การคุ้มครองตลาด โดยการอิงกลไกตลาด ปฏิบัติการทางการค้าอย่างเป็นธรรม รวมไปถึงมาตรฐานการค้าขาย ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกการกำหนดราคา และกลไกที่จะทำให้เป็นมาตรฐานสากล

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การตกลงทั้งหมด ทั้งวัตถุประสงค์ และขอบเขตความร่วมมือ เป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และขอย้ำว่า เป็นความตกลงร่วมมือ ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของประเทศใดประเภทหนึ่ง ประเทศใดแต่สามารถทำได้กับประเทศใดๆ ก็ได้

 

ขณะที่ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และยังไม่มีแหล่งที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนามดังกล่าว จะเป็นตัวช่วยเสริมความมั่นคง และเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการลงนามข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ

 

สำหรับการลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ ที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย แม้ว่า จะมีการลงนามฉบับนี้ ผู้ประกอบการต่าง ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน

 

ขณะที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า เนื้อหาของ MOU กำหนดว่า มีสิทธิ์ที่จะลงทุน และสำรวจ ทั้ง 2 ประเทศ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ และ MOU เขียนชัดเจนว่า ไม่มีผลผูกพันกับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายาก
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

เลขาธิการกฤษฎีกา ยังบอกอีกว่า ตอนนี้ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ทางคณะรัฐมนตรีก็มีข้อห่วงกังวล การประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นการประชุม ครม. นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้แสดงความห่วงกังวลในเรื่องนี้ และบอกว่า การดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย หากจะมาลงทุนในไทย

 

ส่วนกรณีที่ไทยจะไปลงทุนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศสหรัฐฯ เช่นกัน พร้อมยืนยันว่า การลงนามดังกล่าวไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่เราดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เพื่อให้เข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อยกระดับกฎหมายของไทย ทั้งการค้า การลงทุนกับสหภาพยุโรปด้วย

 

ส่วนคำว่า First opportunity to invest โดยข้อความดังกล่าว หากยกมาข้อความเดียว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งความจริงแล้วมันเริ่มต้นด้วยคำว่า Participant have first opportunity to invest ซึ่งหมายความว่า การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในฐานะผู้เป็นคู่สัญญา

 

แต่ว่าในการดำเนินการนั้น จะต้องยึดกฎหมายของแต่ละประเทศ คือ กฎหมายแร่ ที่ไทยกำหนดไว้ว่า ต้องมีการเปิดประมูลในวิธีการที่เสรีเป็นธรรม ให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) หรือ WTO ดังนั้นไม่ได้เป็นแต้มต่ออะไร แต่เป็นความสัมพันธ์ตามปกติ

 

ฉะนั้นการอ่านเอกสารต่างๆ ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะหากใช้ AI ก็จะแปลไปตามข่าว จึงอยากให้ยึดการแปลผ่านตัวภาษาอังกฤษดีกว่า ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุม ครม. นัดพิเศษไปแล้ว เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า MOU ดังกล่าว สามารถยกเลิกเมื่อไรก็ได้ และอีกข้อกังวลหนึ่งที่ MOU เขียนไว้ว่า การยกเลิก MOU จะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น และหากจะดำเนินการก็ต้องให้กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าตามกฎหมายของไทย

 

เมื่อถามว่า การลงนามดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เอกนิติ กล่าวว่า ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในทุกมิติ ซึ่งเขาค่อนข้างที่จะให้โอกาสประเทศไทย ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง MOU ที่จะให้ร่วมลงทุน และศึกษา แต่ความสัมพันธ์ที่ดี และแน่นแฟ้น จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเจรจาต่อรอง ในเรื่องของการค้าต่างตอบแทน

 

ปัจจุบันนี้สหรัฐอเมริกา ได้เปิดช่องทางในเอกสารแนบท้าย สามารถให้ประเทศที่สหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ที่ดี เจรจาต่อรอง เพื่อที่จะสามารถนำสินค้า หรือบริการบางประเภท เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษ ในการที่จะยกเว้นภาษี 19% กรอบใหญ่ หรือจะลดภาษีในบางส่วนของสินค้าบางรายการ ซึ่งต้องนำมาเจรจาต่อไป

 

เอกนิติกล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์การเจรจา ที่เราได้ดำเนินการร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกรอบการเจรจา ส่วนรายละเอียดต้องลงรายละเอียดกันอีกเยอะ แต่ค่อนข้างเป็นบวกสำหรับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย เพราะประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ตอนนี้ถูกเรียกภาษีอยู่ที่ประมาณ 19% เช่นกัน หากไทยสามารถเจรจาตามกรอบดังกล่าวได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

 

ส่วนวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ศาลสหรัฐอเมริกาจะมีการตัดสินคดี เรื่องภาษีศุลกากรต่างตอบโต้ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้ว่า มีความผิดหรือไม่ เอกนิติกล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อม และอย่างที่แจ้งไปเรื่องนี้เป็นกรอบการเจรจา เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องดูหลายมิติ และพัฒนาการต่างๆ ซึ่งการค้าระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันรวดเร็วมาก ต้องมีการติดตามความคืบหน้า เพื่อใช้เป็นกรอบ และกลยุทธ์ในการเจรจาด้วยเช่นกัน

The post ครม.รับทราบลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ เอกนิติแจงเปิดทางลงทุน-สำรวจตามกฎหมายไทย ปูทางเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ จาก 19% หนุนแข่งขันในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
No Trump! เกาหลีใต้ประท้วงทรัมป์รับ APEC 2025 ชี้โลกป่วนเพราะสงครามภาษี https://thestandard.co/korea-protests-trump-apec-2025/ Tue, 28 Oct 2025 05:40:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1136451 เกาหลีใต้ แห่ประท้วงต่อต้านการมาเยือนของ โดนัลด์ ทรัมป์

เกาหลีใต้แห่ประท้วงต่อต้านการมาเยือนของ โดนัลด์ ทรัมป์ […]

The post No Trump! เกาหลีใต้ประท้วงทรัมป์รับ APEC 2025 ชี้โลกป่วนเพราะสงครามภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ แห่ประท้วงต่อต้านการมาเยือนของ โดนัลด์ ทรัมป์

เกาหลีใต้แห่ประท้วงต่อต้านการมาเยือนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รับการประชุม APEC 2025 ชี้โลกป่วนเพราะสงครามภาษี ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในคยองจู

 

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวเกาหลีใต้นับพันรวมตัวชุมนุม ณ กรุงโซล เพื่อประท้วงการมาเยือนของทรัมป์นอกรอบ APEC 2025 โดยมีผู้ถือป้าย ‘No Trump’ และตะโกนประโยคว่า ‘Trump Go Home’ พร้อมกับวิจารณ์นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่า ไม่ยุติธรรมสำหรับประเทศ

 

ทั้งนี้ The Korea Herald รายงานว่า กลุ่มฝ่ายซ้าย พรรคการเมือง และภาคประชาสังคมราว 35 กลุ่ม วางแผนจัดการชุมนุมที่เมืองคยองจูและกรุงโซล ในวันที่ 29 ตุลาคม และ 1 พฤศจิกายน เพื่อเรียกร้องทรัมป์จากกรณีการขึ้นภาษีนำเข้า โดยผู้นำกลุ่มระบุว่า การประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ในนามเกาหลีใต้ แต่เป็นการประท้วงระดับนานาชาติ

 

“เราจะเดินขบวนต่อต้านระดับนานาชาตินี้ ตะโกนสโลแกนอย่าง ‘ต่อต้านทรัมป์’ และ ‘เศรษฐกิจสำหรับทุกคน’ เพื่อต่อต้านความสามารถอันไร้ความหมายของผู้นำ APEC ที่สนับสนุนทรัมป์ เพื่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจและบริษัทยักษ์ใหญ่” หนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงกล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า การชุมนุมยังประกอบด้วยกลุ่มฝ่ายขวาที่ชื่อว่า Freedom University โดยวางแผนประท้วงทรัมป์ และสีจิ้นผิง ผู้นำจีนตั้งแต่วันที่ 27-30 ตุลาคม ซึ่งมีกำหนดการชุมนุมย่านฮวังนัมดันกิล (Hwangnidan-gil) และบริเวณใกล้เคียงที่ตั้งของระฆังศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้าซองด็อกมหาราชในเมืองคยองจู

 

อย่างไรก็ดี วีซองรัก (Wi Sung-lac) ที่ปรึกษาความมั่นคงเกาหลีใต้ระบุว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้สร้างความกังวลให้รัฐบาล โดยให้สัมภาษณ์กับ KBS ว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีที่สีจิ้นผิงเยือนเกาหลีใต้ จึงควรได้รับการต้อนรับอย่างดีและเหมาะสม พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมยุติการประท้วงดังกล่าว

 

ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ประกาศบังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดคยองซังเหนือและปูซาน ซึ่งเป็นพื้นที่จัด APEC 2025 กับบริเวณใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่สามารถระดมกำลังสูงสุดได้ถึง 100% ขณะที่รัฐบาลยังประกาศบริเวณรอบสถานที่จัดการประชุม โรงแรม และบริเวณโดยรอบให้เป็น ‘เขตรักษาความปลอดภัย’

 

 

อ้างอิง:

The post No Trump! เกาหลีใต้ประท้วงทรัมป์รับ APEC 2025 ชี้โลกป่วนเพราะสงครามภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินแจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ภายใต้กฎหมายไทย ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ขอทรัมป์ช่วยลดภาษีอีก https://thestandard.co/anutin-rare-earth-mou-trump/ Mon, 27 Oct 2025 09:50:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1136117 อนุทิน แจง เซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ภายใต้กฎหมายไทย ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐ ขอ ทรัมป์ ช่วยลดภาษีอีก

วันนี้ (27 ตุลาคม) เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัว […]

The post อนุทินแจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ภายใต้กฎหมายไทย ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ขอทรัมป์ช่วยลดภาษีอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน แจง เซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ภายใต้กฎหมายไทย ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐ ขอ ทรัมป์ ช่วยลดภาษีอีก

วันนี้ (27 ตุลาคม) เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับ รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน

 

อนุทินกล่าวว่า MOU แรร์เอิร์ธ หมายถึง แร่ธาตุที่หายาก ซึ่งยังเป็นคำศัพท์ที่กว้างอยู่ ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีความน่าวิตกกังวลอย่างที่หลายคนคิดเลย เพราะเป็นการลงนามที่ว่าทุกวันนี้แร่ธาตุต่าง ๆ มากมายที่สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าลดต้นทุน และทำให้เกิดประสิทธิภาพ ลดคุณภาพของสินค้าได้ ตอนนี้เราอาจจะยังไม่ได้ลงไปดูอย่างเต็มที่ หากมีแร่หายากอะไรขึ้นมาแล้วสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกในอนาคต

 

สหรัฐฯ จึงอยากขอมีส่วนร่วมในการเข้ามาพัฒนา ซึ่งประเทศไทยเราต้องยินดี เพราะของที่เรามีอยู่แล้ว เรายังไม่ได้พัฒนาแต่องค์ความรู้ของเราไม่พอ จึงต้องแสวงหาเทคโนโลยีเข้ามา อย่างไรก็ตามเรามีการระบุไว้อย่างชัดเจนใน MOU ว่า ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม หลักธรรมาภิบาล และภายใต้กฎระเบียบ กฎหมายของไทย ไม่ผิดต่อหลักรัฐธรรมนูญ ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้ เป็นเงื่อนไขทั่วไปที่เรายอมรับได้

 

ส่วนที่หลายคนมีความกังวลต่อการลงนามในครั้งนี้ อนุทิน ย้อนถามว่า อ่านหรือยัง ต้องถามว่าอ่านหรือยัง ก่อนกล่าวว่า อย่าไปฟังแต่หัวข้อแล้ววิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ต้องดูในรายละเอียด หากจะถามรัฐบาลในรายละเอียด ผู้ที่ถามก็ต้องทราบในรายละเอียดด้วย เนื้อหาใน MOU มีวัตถุประสงค์หลักคือการแสวงหาความร่วมมือด้วยกัน เมื่อมีความร่วมมือแล้วก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย และไม่มีการจำกัดให้ทั้ง 2 ฝ่าย เปิดโอกาสไปหาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

 

เมื่อถึงเวลาอันควรแล้วไม่มีประโยชน์ที่จะเดินหน้ากันต่อไป คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็สามารถยกเลิกข้อสัญญานี้ได้เลย โดยไม่ต้องรับการยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือ MOU จริงๆ เพราะว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นบันทึกความเข้าใจ ไม่ได้ผูกพันอะไร แต่หากวันหนึ่งเข้าใจเป็นอย่างอื่นก็เลิกแล้วต่อกัน เพราะถ้าจะทำให้เข้มข้นกว่านี้ ต้องทำให้เป็น Agreement ไม่ใช่ Understanding หรือเป็น Agreement Contract หรือ Treaty สนธิสัญญาที่มีการผูกมัดกันทางกฎหมายมากกว่า

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง ตนมองว่าการเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ หรือแร่หายาก น่าจะเป็นเพียงความพยายามที่จะฟื้นฟูคนที่ห่างกันไปสักพักหนึ่ง ให้มาใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น เหมือนเป็นการจุดประกายให้นำไปสู่การพูดคุยเรื่องอื่นๆ เมื่อเราลงนามในปฏิญญา แสวงหาสันติภาพกับกัมพูชา และต่อมาด้วย MOU แรร์เอิร์ธ สิ่งต่อไปที่เราจะพูดคุยกับสหรัฐฯ ซึ่งเราก็เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยซึ่งก็คือเรื่องข้อตกลงทางการค้าที่กระทรวงพาณิชย์ กำลังเจรจากับทางผู้แทนการค้ากับสหรัฐฯ อยู่

 

ทั้งนี้ ตอนที่ตนพบกับโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อลงนามเสร็จก็บอกว่าให้ช่วยพิจารณาสนับสนุนให้ช่วยเรื่องภาษี (Tariff) ลดลงมาอีกได้หรือไม่ หากได้ก็จะเป็นพระคุณ เป็นการตอบแทนความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่เสียหาย และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน

The post อนุทินแจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ภายใต้กฎหมายไทย ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ขอทรัมป์ช่วยลดภาษีอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ https://thestandard.co/anutin-cabinet-meeting-14-oct/ Tue, 14 Oct 2025 04:39:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1130143 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา เวลา 10.10 น. อนุทิน […]

The post นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา เวลา 10.10 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ห้อง CB 406 ห้องประชุมงบประมาณ อาคารรัฐสภา สัปปายะสภาสถาน เนื่องจากในวันนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่….)

 

สำหรับวาระสำคัญในการประชุม ครม.วันนี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอวาระเพื่อทราบ ให้ที่ประชุมพิจารณาบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจำนวน 19 ตำแหน่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการและตอบสนองนโยบายของรัฐบาล

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการช่วงแรก ของการประชุมครม. ว่า ขอบคุณคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้ลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเยียวยาให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในการดูแลของรัฐบาลเมื่อประชาชนประสบความเดือดร้อน

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนมาเลเซียในลักษณะ Working Visit เพื่อเข้าร่วมการหารือ 4 ฝ่าย ระหว่างมาเลเซีย สหรัฐฯ ไทย และกัมพูชา ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยมีความคืบหน้า ผลการหารือไปในทางที่ดีมาก ประเทศไทยได้รับการตอบสนองในเงื่อนไขต่างๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไป ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางไปหารืออีกครั้ง ภายในสัปดาห์นี้

 

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ และการเร่งสรุป FTA กับสหภาพยุโรป เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ของประเทศในระยะยาว ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วง 4 เดือน สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งการเจรจาเพื่อลดภาษีให้ต่ำกว่าหรืออย่างน้อยไม่เกินระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 19 เพื่อปกป้องภาคการส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน และเศรษฐกิจโดยรวม

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนในระดับนโยบาย และสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกร้องหลายประเด็นสอดคล้องกับสิ่งที่ควรปรับปรุงอยู่แล้ว อาทิ กฎระเบียบ การบังคับใช้กฎหมาย หรือมาตรฐานสินค้า

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และ FTA ไทย – EU เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ขอให้รัฐมนตรีทุกคนกำชับและสั่งการในเรื่องที่จำเป็นกับผู้เข้าร่วมการเจรจาในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อช่วยกันหาทางออกให้การเจรจาสามารถจบลงได้ในเวลาอันเหมาะสม และนำมาซึ่งผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ

 

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือประชาชน ในกรณีที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยหลายครั้ง หากมีความจำเป็นต้องทบทวนมติ ครม. ก็ให้เร่งดำเนินการเสนอมาที่ ครม. โดยเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้นายกรัฐมนตรี ได้นำหนังสือ ‘ธรรมนาวา วัง’ หนังสือคู่มือชีวิตพระราชทาน และคติธรรมของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกใส่กรอบรูป มอบให้คณะรัฐมนตรีทุกคน

 

ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีลาการประชุมทั้งหมด 2 คน ได้แก่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

 

 

นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 1 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 2 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 3 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 4 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 5 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 6 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 7 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 8 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 9 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 10 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 11 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 12 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 13 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 14 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 15 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 16 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 17 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 18 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 19 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 20 นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ 21

The post นายกฯอนุทิน นำประชุม ครม. ขอบคุณทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูแลประชาชน ตั้ง เอกนิติ เป็นประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% เริ่มเดือนพฤศจิกายนนี้ https://thestandard.co/trump-100-percent-tariff-china-november/ Sat, 11 Oct 2025 03:22:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1129294 ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า เ […]

The post ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% เริ่มเดือนพฤศจิกายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า เขาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 100% โดยจะเริ่มต้นในเดือนหน้า

 

ทรัมป์โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า “จากข้อเท็จจริงที่ว่าจีนใช้ท่าทีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้…สหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บภาษี 100% จากจีน สูงกว่าภาษีใดๆ ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่” โดยระบุว่า มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญๆ ด้วย

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ประกาศคุมเข้มกฎการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ในสัปดาห์นี้ โดยอ้างว่าต้องทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ส่งผลให้ทรัมป์ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยเมื่อวานนี้ (10 ตุลาคม) ทรัมป์กล่าวว่า จีนแสดงความเป็น ‘ศัตรูทางการค้า’ อย่างมาก และพยายามจะ ‘ควบคุมโลก’ ไว้

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังขู่ว่าจะยกเลิกการพบปะกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งจะมีขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จะเริ่มในวันที่ 31 ตุลาคม แม้ว่าต่อมาเขาจะกล่าวว่าตนเอง ‘ไม่ได้ยกเลิก’ แต่ก็ ‘ไม่แน่ใจว่าการประชุมนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่’

 

ท่าทีของทรัมป์กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ร่วงลงทันที โดยดัชนี S&P 500 ปิดลบ 2.7% หรือร่วงแรงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีการผลิตแร่แรร์เอิร์ธมากที่สุด ตลอดจนวัสดุสำคัญอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการผลิตรถยนต์ สมาร์ตโฟน และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

 

โดยหลังจากที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนเมื่อต้นปี จีนก็ประกาศคุมเข้มการส่งออก ซึ่งทำให้บริษัทสหรัฐฯ หลายแห่งที่ต้องพึ่งพาวัสดุเหล่านี้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก ถึงขนาดที่บริษัทผลิตรถยนต์อย่าง Ford ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

 

นอกเหนือจากการคุมเข้มกฎการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธแล้ว จีนยังได้เปิดการสอบสวนเรื่องการผูกขาดกับบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Qualcomm ซึ่งอาจทำให้การเข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตชิปอีกแห่งต้องหยุดชะงักลง เพราะถึงแม้ Qualcomm จะเป็นบริษัทที่มีฐานอยู่ในสหรัฐฯ แต่ธุรกิจส่วนสำคัญของบริษัทก็กระจุกตัวอยู่ในประเทศจีน

 

ที่ผ่านมานั้น ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและนักลงทุนทั่วโลกต่างแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยพวกเขาเตือนว่าการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจนี้อาจสั่นคลอนตลาดโลก และเป็นชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

 

ภาพ: Kent Nishimura / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% เริ่มเดือนพฤศจิกายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>